The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ร่าง 1 หนังสืออนุสรณ์รับปริญญา พระเทพคุณาภรณ์ (2565)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raphind, 2022-11-02 21:21:44

ร่าง 1 หนังสืออนุสรณ์รับปริญญา พระเทพคุณาภรณ์ (2565)

ร่าง 1 หนังสืออนุสรณ์รับปริญญา พระเทพคุณาภรณ์ (2565)

ฉบบั ร่าง

2

(ร่าง-รองปกหน้าด้านใน)
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโฺ ต) ป.ธ.๙
ศาสนสมบตั ิ จติ รกรรมฝาผนัง พระอินทรท์ รงช้างเอราวัณ

ทร่ี ะลึกในโอกาส
พิธปี ระสาทปริญญาพุทธศาสนตรดษุ ฎีบณั ฑิต (พธ.ด.)

สาขาวิชาการจัดการเชิงพทุ ธ (กจพ.)
หลกั สูตรบณั ฑิตศึกษา

ภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ประจำปกี ารศกึ ษา 2565
วนั อาทติ ย์ ที่ 11 ธนั วาคม 2565

3

ข้อมลู ทางบรรณานกุ รมของสำนักงานหอสมดุ แห่งชาติ
Nation Library of Thailand Cataloging in Publication Data
พระเทพคุณาภรณ์
ศาสนสมบัติ จิตรกรรมฝาผนงั พระอินทรท์ รงช้างเอราวัณ
พระนครศรีอยธุ ยา : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
100 หน้า
1.พุทธศาสนา-ศาสนสมบัติ 2.พุทธศาสนา-จติ รกรรมฝาผนัง
294.3186
ISBN : 000000000
โดย หลกั สตู รบัณฑติ ศกึ ษา ภาควิชารฐั ศาสตร์

คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
ที่ปรึกษา :

พระพรหมบัณฑิต ศ.ตร. พระธรรมวัชรบัณฑติ , ศ.ดร. พระเมธธี รรมาจารย์,รศ.ดร.

บรรณาธิการ รศ.คร.สุรพล สุยะพรหม
ผู้ชว่ ยบรรณาธกิ าร พระอุดมสทิ ธินายก, รศ.ดร.
กองบรรณาธิการ
พระสุธีวีรบัณฑิต, รศ.ดร. พระครวู ิโรจน์กาญจนเขต,ดร.
พระมหากฤษฎา กติ ติโสภโณ, ผศ.ดร. พระมหาสนุ ันท์ สุนนโุ ท, ผศ.ดร.
พระปลดั ระพิน พุทธิสาโร, ผศ.ดร. ผศ.ดร.ประเสรฐิ ธลิ าว
ผศ.ดร.ประสทิ ธิ์ พุทธศาสนศรทั ธา ดร.สุภัทรชัย สีสะใบ ดร.นิกร ศรรี าช

ผูต้ รวจสอบบทลดั ย่อภาษาอังกฤษ :รศ.ดร.ภทั รพล ใจเย็น
ออกแบบปก-จดั รปู เลม่
ผศ.ตร.ประสิทธ์ิ พทุ ธศาสนศ์ รทั ธา | ๐๘๖ ๑๕๕ ๖๒๗๙
www.drprasit.net Email : [email protected]

4

คำนำ

หนงั สือนี้เป็นผลงานนพิ นธ์ของ พระเทพคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัด
เทวราชกุญชร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 13 (เจ้าคณะ
ผู้ปกครองกำกับนโยบายในเขตพ้นื ท่ีจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด ชลบุรี)
และในฐานะนิสติ หลกั สูตรพุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวิชาการจดั การเชิง
พุทธ ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย โดยเป็นบทความที่เคยตีพิมพ์เผยแผ่ในรูปของบทความ
วิชาการในเรื่อง (1) ศาสนสมบัตภายใน วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เคย
พิมพ์เผยแผ่ใน วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์ ปีท่ี 8 ฉบับท่ี 4 เมษายน
2564. หน้า 131-141 (2) ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราช
กุญชร วรวหิ าร เคยตพี มิ พ์เผยแผใ่ น วารสารมหาจฬุ านาครทรรศน์ ปที ่ี 8
ฉบับท่ี 5 พฤษภาคม 2564 หน้า 58-72 (3) พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
เคยตีพิมพ์เผยแผ่ใน วารสาร มจร การพัฒนาสังคม ปีที่ 6 ฉบับที่ 2
พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564 หน้า 186-197

หนังสือนี้จึงได้ปรารภจัดทำขึ้นเพ่ือเป็นเป็นมุทิตาจิต อนุสรณ์
ปรารภถึงการท่ีบัณฑิตสำเร็จการศึกษาในระดบั ปริญญาเอก ของหลกั สูตร
พุทธศาสตรดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ รุ่นท่ี 10 โดยมพี ระ
เดชพระคุณพระเทพคุณาภรณ์ เป็นประธานนิสิต พร้อมรับประทาน
ปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2565 จำนวน 18 รูปหรือ คน โดยมี
สมาชกิ ทเ่ี ขา้ รับ ส่วนท่เี หลืออยใู่ นข้นั ตอนของการศึกษา ซึง่ สำเร็จแล้วและ
จะรับปริญญาในปีต่อไป หนังสืออนุสรณ์น้ีหวังว่าจะเป็น แบบอย่างแก่
ยุวชนคนรนุ่ ต่อไป ทุกเพศ วัย สถานะ ได้เห็นเป็นแบบอย่างวา่ ไม่มีใครช้า

5

เกนิ กว่าจะเรียนร้ไู ด้ หรือ อีกความหมายคือเปน็ การเรียนรู้ ตลอดชวี ิต ซึ่ง
จะยังเป็นหวั ใจสำคัญของการศึกษาอยา่ งต่อเน่ืองตลอดเวลา

ในโอกาสที่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎี
บัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ รุ่นที่ 10 เข้ารับปริญญาบัตร
ประจำปี การศึกษา 2565 ในนามผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหนา้ ที่ หลักสตู ร
บัณฑิตศึกษา ขออำนวยพรบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาและเข้ารับปริญญา
บัตรทุกท่านจงประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้าและมีความสุขใน การ
ดำเนินชีวติ ตามแนวทางและวถิ แี หง่ องคส์ มั มาสมั พทุ ธเจ้าด้วยเทอญ

รองศาสตราจารย์ ดร.สรุ พล สยุ ะพรหม
รองอธิการบตฝี ่ายกจิ การท่วั ไป

ผู้อำนวยการหลกั สูตรบณั ฑิตศกึ ษา
ภาควิชารฐั ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

บรรณาธิการ

6

มุทิตาพจน์

หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ ภาควิชา
รัฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ได้
จดั การศกึ ษาเพื่อสง่ เสรมิ และพฒั นาพระสังฆาธิการให้เปน็ ทรพั ยากรบุคคล
ในพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพในการ
ทำงานการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยในปีนี้ได้มีนิสิตท่ีเข้ารับการศึกษา
และสำเร็จการศึกษาในรุ่นท่ี 10 จำนวน 20 รูปหรือคน และรับปริญญา
บตั ร ประจำปกี ารศึกษา 2565 พร้อมกับไดม้ ีดำรจิ ดั พิมพห์ นงั สือเพ่อื เปน็
อนุสรณก์ ารสำเร็จการศกึ ษาในครั้งนีด้ ้วย

โดยหนังสือน้ีเป็นการรวบโดยเป็นบทความที่เคยตีพิมพ์เผยแผ่ใน
รปู ของบทความวิชาการในเรอ่ื ง (1) ศาสนสมบตั ภายใน วัดเทวราชกุญชร
วรวหิ าร เคยพิมพ์เผยแผใ่ น วารสารมหาจฬุ านาครทรรศน์ ปีที่ 8 ฉบับท่ี 4
เมษายน 2564. หน้า 131-141 (2) ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัด
เทวราชกุญชร วรวิหาร เคยตีพิมพ์เผยแผ่ใน วารสารมหาจุฬานาค
รทรรศน์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2564 หน้า 58-72 (3) พระอินทร์
ทรงชา้ งเอราวัณ เคยตีพมิ พ์เผยแผ่ใน วารสาร มจร การพัฒนาสังคม ปีท่ี 6
ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2564 หนา้ 186-197 เป็นผลงานการเรียบ
เรียงโดย พระเทพคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวดั เทวราชกุญชร กรรมการมหา
เถรสมาคม เจ้าคณะภาค 13 (เจ้าคณะผ้ปู กครองกำกบั นโยบายในเขตพื้นท่ี
จงั หวัดจันทบุรี ระยอง ตราด ชลบรุ )ี และปรารภจัดพมิ พเ์ พ่ือเปน็ อนุสรณ์
ในการรบั ปรญิ ญาประจำปกี ารศึกษา 2565 จากผลงานนับวา่ จะมีคณุ ูปการ
ต่อวัดและพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในการบรหิ ารความรู้ภายในวดั และ

7

ศาสนาสถานท่ีท่านพระสังฆาธิการเหล่านั้นเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองแ ละ
บริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพ่ือรักษา สืบทอด
บันทึกองค์ความรู้เชิงพื้นที่แก่อนุชนรุ่นต่อ พร้อมท้ังได้มีการศึกษาค้นคว้า
ต่อยอดและนำไปสนบั สนุนการบริหารกิจการ คณะสงฆ์ในองคร์ วมต่อไป

การศึกษามีเป้าหมายเพ่ือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามหลัก
ไตรสิกขา หรอื การศึกษาเพื่อการพัฒนา ซ่ึงในปีการศึกษานนี้ ิสิตได้ศึกษา
จนกระทง่ั สำเรจ็ การศกึ ษาและเขา้ รบั ปริญญาตามเจตนารมณต์ งั้ แต่เริ่มต้น
และขอใหท้ ุกท่านจึงประสบความสำเรจ็ เจริญกา้ วหนา้ ในหนา้ ท่กี ารทำงาน
ดำเนินตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปเป็นกรอบในการปฏิบัติ
หน้าที่สมฐานะบัณฑิตท่ีงดงามเผยแผ่เกียรติคุณของมหาวิทยาลัยและสืบ
ทอดคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นแบบอย่าง ต่อเน่ือง ยาวนาน ให้
เป็นไปเพ่ือความเจริญงอกงามไพบูลย์ของชาวพุทธ ขอความดี ความงาม
ความสขุ จงเปน็ ของทกุ ท่านเทอญ

มุทติ าธรรม
พระอดุ มสทิ ธินายก, รศ.ดร.
รองคณบดฝี า่ ยบริหาร คณะสังคมศาสตร์
ผู้อำนวยการหลกั สตู รหลักพทุ ธศาสตรดุษฎบี ณั ฑิต
สาขาวชิ าการจัดการเชิงพทุ ธ
ในนามคณาจารย์หลักสตู รบัณฑิตศึกษา สาขาวซิ าการจัดการเชงิ พทุ ธ

8

สารบัญ

เร่อื ง หนา้

คำนำ
มุทติ าพจน์

ศาสนสมบัติภายใน วดั เทวราชกุญชร วรวหิ าร

ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอโุ บสถวัดเทวราชกุญชร วรวหิ าร

พระอินทร์ทรงชา้ งเอราวัณ

ภาคผนวก
ประวัติผสู้ ำเร็จการศึกษา

9

ศาสนสมบตั ภายใน วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร๑*

RELIGIONS WITHIN WAT DEVARAJKUNCHORN VARAVIHARN

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจติ โฺ ต พุ่มพวง)
PhrathepKhunaporn (Sophon Sophanachitto Phumphuang)

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคดั ยอ่
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวงช้ันตรี ชนิด

วรวิหาร ต้ังอยู่เลขที่ 90 ถนนศรีอยุธยา แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต
จังหวดั กรุงเทพมหานคร อาณาเขตทั้งหมดของวัดเทวราชกุญชรมีดงั นี้คือ
ทางด้านทิศเหนือติดกับถนนศรีอยุธยา ตอนโค้งลงแม่น้ำ เจ้าพระยาและ
เขตท่าวาสุกรี สว่ นทางดา้ นทิศใตต้ ดิ กับปากคลองผดุงกรงุ เกษม และตลาด
เทวราชของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สว่ นทางด้านทิศตะวันออกติด
กับถนนศรีอยุธยา และตลาดเทวราชของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
สว่ นทางดา้ นทศิ ตะวนั ตกติดกับแม่นำ้ เจ้าพระยาและเขตอภยั ทานท่านำ้ วัด
เทวราชกุญชร วรวิหาร ท่ีดินท่ีต้ังวัดมีท้ังหมดจำนวน 20 ไร่ และยังมีท่ี
ธรณีสงฆ์แปลงที่แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่

๑*ตีพมิ พเ์ ผยแพรใ่ น วารสารมหาจุฬานาครทรรศน.์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 4 เมษายน 2564.
หน้า 131-141.

10

ท้งั หมด 1 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา มีหนงั สอื กรรมสิทธ์ิ คือโฉนดที่ดินเลขท่ี
8902 วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาเป็นพระอาราม ห ลวง และ
พระราชทานนามว่า “วัดเทวราชกุญชร” แปลว่า “ช้างพระอินทร์”
ปัจจุบันกรม ศิลปากรจดทะเบียนเป็น โบราณสถานสำคัญ วัดเทวราช
กุญชร วรวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ริมฝ่ังแม่น้ำ เจ้าพระยา เป็นวัดที่สวยงามทาง
สถาปัตยกรรมท่ีได้รับการอนุรักษ์จากกรมศิลปากรจดทะเบียน ขึ้นเป็น
โบราณสถานสำคญั ซ่งึ มสี ถาปัตยกรรมอนั สวยงามและทรงคณุ ค่า มากมาย
ศาสนสมบตั ิ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ีคอื 1) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่
ทรพั ยส์ นิ ของกรมการศาสนา

2) ศาสนสมบัติของวัด ไดแ้ ก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง ในคัมภีร์
พระพุทธศาสนาครอบคลมุ 5 ดา้ น 1) ด้านการพฒั นาตนของเจ้าอาวาส 2)
ด้านการบริหารจดั การเสนาสนะในวดั 3) ด้าน การปกครองดูแลภกิ ษุในวัด
4) ด้านการอนุเคราะห์อาคันตุกภิกษุ 5) ด้านการสงเคราะห์คฤหัสถ์ คำ
สำคัญ: วดั , ศาสนสมบัติ, การบริหารจดั การ

Abstract
Wat Devarajkunchorn Varaviharn is Wat Phra Aram

Luang, third floor, Varaviharn type, located at 90 Sri Ayutthaya
Road, Wachira Phayaban Sub-district, Dusit District, Bangkok
The entire territory of Wat Devarajkunchorn is as follows: On
the north side next to Sri Ayutthaya Road When bowing down

11

the Chao Phraya River and Tha Wa Su Kri District On the south
side next to the mouth of Khlong Phadung Krung Kasem And
the Devaraj Market of the Crown Property On the east side
next to Sri Ayutthaya Road And the Devaraj Market of the
Crown Property On the west side, it is adjacent to the Chao
Phraya River and the Aphaitan District, Devarajkunchorn
Varaviharn Temple. With a total area of 1 rai 1 ngan 94 square
wah with a title letter Is the title deed number 8902, Wat
Devarajkunchorn Varaviharn. During the reign of King Mongkut,
King Rama IV established a royal temple. And bestowed the
name “Wat Devarajkunchorn” means “Phra Indra Elephant”.
Currently, the Fine Arts Department is registered as Important
archaeological site Wat Devarajkunchorn Varaviharn., which is
located on the bank of the Chao Phraya River. It is a beautiful
architectural temple that has been preserved by the Fine Arts
Department, registered as an important archaeological site.
Which has many beautiful and valuable architecture. Religious
treasures are divided into 2 types as follows: 1) the central
treasures, including the property of the Department of
Religious Affairs, 2) the treasures of the temple, including the
property of a temple The Buddhist scriptures cover 5 aspects:
1) the self-development of the abbot 2) the management of

12

the sentiment in the temple 3) the administration and care of
the monks in the temple 4) the assistance of the monks 5) the
welfare of the laymen.
Keywords: Temple, Treasures, Management

บทนำ
รัชสมัยรชั กาลที่ 1 แรกสถาปนาพระอาราม วดั เทวราชกุญชร เปน็

พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนดิ วรวิหาร เดิมเป็นวดั ราษฎร์สร้างมาต้งั แตส่ มัย
กรงุ ศรีอยุธยา ชาวบ้านเรยี กว่า “วัดสมอแครง” เล่ากันว่าเพราะมตี ้นสมอ
ร่องแร่งมาก บ้างก็สันนษิ ฐานว่า “สมอ” เพ้ียนมา จากคำว่า “ถมอ” (ถะ
มอ) เป็นภาษาเขมรแปลวา่ “หิน” วดั น้คี งเรยี กกนั ครั้งแรกวา่ “ถมอแครง”
ซึ่งแปลว่า “หินแกร่ง” สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรม
พระราชวัง บวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 1 ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ต่อมา
สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอกรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระโอรสของสมเด็จ
พระศรีสุดารักษ์ ซ่ึงเป็นพระเชษฐภคินขี องรัชกาล ท่ี 1 (ต้นสกุลมนตรีกุล)
ทรงบูรณะต่อ โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิ
ทกั ษเทเวศร์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 (ต้นราชสกุลกุญชร) ทรง
อปุ ถัมภ์ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุ
รงคฤทธ์ิ พระโอรสทรงอุปถัมภ์ ต่อ หลังจากนั้นเจ้านายผสู้ ืบสกลุ กุญชรให้
ความอปุ ถัมภโ์ ดยลำดบั (วัดเทวราชกุญชร วรวหิ าร, 2560)

หมายกำหนดผูกพัทธ์ สมุดไทยดำ, อักษรไทย, ภาษาไทย, เส้น
ดนิ สอขาว, หมายรบั สัง่ รชั กาลท่ี 2 จ.ศ. 1183 เลขท่ี 2 หอสมดุ แหง่ ชาตมิ ี

13

ความวา่ ในสมยั พระบาทสมเด็จพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั ปรากฏชดั วา่ วัดสมอ
แครงใช้เปน็ สถานที่ฌาปนกิจศพของขุนนางฝ่ายวังหนา้ เนื่องจาก เป็นวัดท่ี
ต้ังอยู่นอกเขตกำแพงพระนคร และเป็นวัดในเขตความรับผิดชอบของวัง
หน้า ดังปรากฏหลักฐานในหมายรับสั่งรัชกาลท่ี 2 จุลศักราช 1183
(พุทธศักราช 2364) เลขท่ี 2 ระบุว่าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
พระราชทานเพลิงศพจมืน่ จงขวา ขนุ นางสังกดั

พระอาลักษณ์ฝ่ายวังหน้า ณ วัดสมอแครง เม่ือวันแรม 6 ค่ำ
พทุ ธศักราช 2364 ว่า "....ดว้ ยพระ ยาธารมารับพระราชโองการใส่เกล้าฯ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งวา่ จะได้ชักศพจม่ืนจงขวา บ้านอยู่ ณ คลอง
บางลำพู บ้านพระอาลักษณ์วังหน้า ไป ณ เมรวุ ัดสมอแครง ณ วันแรม 6
คำ่ เดือน 6 เพลาเช้า คร้ันเพลาบ่าย จะพระราชทานเพลิงน้ันให้ชาวพระ
คลังวิเสทรับเลกต่อพระ สัสดี ต่อพันพุฒ พนั เทพราช 20 คน ถอยเอาเรือ
ขนานลำหนึ่งไปรับศพท่ีบ้าน...." (หมายกำหนด ผูกพัทธ์ สมุดไทยดำ,
อักษรไทย, ภาษาไทย, เส้นดินสอขาว, 2364) เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ มหา
โกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มี
การบูรณะ ซ่อมแซม วัดสมอแครงอีกคร้ังหน่ึง ดังปรากฏหลักฐานในราช
พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ว่า
"กรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์บูรณะวดั สมอแครงวัด 1..." การซอ่ มแซมวดั สมอ
แครงคร้ังน้ัน สันนิษฐานว่าน่าจะตรงกับ พุทธศักราช 2392 เนื่องจากพบ
หลกั ฐานสมุดไทยรา่ งสารตรา หมวดจดหมายเหตุรชั กาลท่ี 3 หมูจ่ ุลศกั ราช
1211 (พุทธศักราช 2329) ระบุว่าเจ้าพระยาจักรีมีสารตราไปถึงพระยา
พิษณุโลก พระยาสวรรคโลก พระยาสุโขทัย พระยาพิชัย พระยาพิจิตร

14

พระยาแก้วกำแพงเพชร พระยาตาก พระยานครสวรรค์ พระยาเถิน ให้
เกณฑ์ตัดไม้ขอนสักซ่อมแซมวัดมหาธาตุ วัดพรหมสุรินทร์ และวัดสมอ
แครงสาเหตุทีต่ อ้ ง บูรณะวดั สมอแครงเน่ืองจากพระอุโบสถเดมิ มีขนาดไม่
เพียงพอต่อการทำสังฆกรรมของ พระภกิ ษสุ งฆ์ จึงโปรดเกลา้ ให้ขยายพระ
อโุ บสถวดั สมอแครงใหก้ ว้างข้ึนกวา่ เดิม (เจา้ พระยา ทิพากรวงศ์มหาโกษาธิ
บดี (ขำ บุนนาค), 2547) ดังความในร่างสารตราดังกล่าวว่า ราชกิจจา
นเุ บกษา ข้อมูลทป่ี รากฏในราชกิจจานุเบกษา วา่ ดว้ ยเร่อื ง

"แจ้งความ กระทรวงธรรมการ แผนกกรมธรรมการ เรอื่ ง
ปฏิสังขรณ์วัดเทวราชกุญชร" ดังมีความว่า ด้วยสมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรม พระยาวชริ ญาณวโรรส.พระมหาสมณะประทาน
รายงาน ปฏิสังขรณ์ ของพระครูสมุห์วรคณิศรสิทธิการ ผู้ร้ังเจ้า
อาวาสวัดเทวราชกุญชร มายงั กระทรวงธรรมการวา่ พระครูสมุห์
วรคณิศรสิทธิการ ได้เบิกเงินราย ทรงพระราชอุทิศ 2,000 บาท
กับเงิน ผลประโยชน์ ขวง วัดเทวราชกุญชรอีก 4,788 บาท 4
สตางค์ ไปจาก กระทรวงธรรมการ แลเร่ียไรจาก ท่านท่ีทรงพระ
ศรัทธา และศรัทธาได้ 3,504 บาท รวมทั้งส้ิน เป็นเงิน 10,929
บาท 4 สตางค์ จัดการปฏิสังขรณ์พระอโุ บสถ กฏุ ิ 3 หลัง ก่อถนน
ในวัต 14 สายแล้วเสร็จ มีราย พระนาม และ นามผู้บริจาค
ทรพั ย์ แจ้ง ต่อไปน้คี อื พระเจา้ พีย่ าเธอกรมหลวงราชบรุ ตี เิ ลกฤทธ์ิ
1,044 บาท อำแตงเอม อำแลงเปลี่ยน อำแดงเง็ก รายละ 400
บาท อำแดงกล่ิน 200 บาท นายปั่น 105 บาท พระกันภยุบาทว์
90 บาท อำแตงบ๊วย 63 บาท หม่อมเจ้าสารภี 54 บาท พระองค์

15

เจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจา้ เหมวตี 50 บาท ย่ำแดงจ่าง 45 บาท
ขนุ ราชคฤหรักษ์ อำแตงจิน๋ รายละ 43 บาท ยำแดงอีย่ ม 41 บาท
พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าเจริญศรีชนมายพุ ระยาเสถียรสุร
ประเพณี นายพันโท พระสรชาญพลไกร อำแดง หลิน อำแดงจีบ
รายละ 40 บาท ตำแดงกล่ิน อำแดงจีบ รายละ 36 บาท อำแตง
เง็ก 35 บาท นายพันตรี หลวงชาติสรสิทธ์ิกับนายร้อยโทเยื้อน
รวมกัน 30 บาท พระยาศรีกฤดากร 20 บาท อำแดงคำ อำ
แดงสุ่น รายละ 16 บาท อำแดงเล็ก 11 บาท พระยาพิบูลย์
สงคราม นายเจิม รายละ 10 บาท (ปฏิสังขรณ์วัดเทวราชกุญชร,
2458)

จ่านายสิบเปรม หม่อมราชวงษ์นุ่ม อำแตงเจียน ตำแดง
ปลั่ง ยำแดงเอม รายละ 8 บาท ยำแดงเฮ๊ยี ะ 6 บาท อำแดงถนอม
5 บาท รายย่อย 84 บาท ผู้บริจาคทรัพย์ มีความยินดี รับ
พระราชทานถวายพระราชกุศลกระทรวงธรรมการได้นำความ
กราบบังคมทูลใตฝ้ า่ ละอองธลุ ีพระบาท

แจง้ ความมา ณ วันท่ี 10 กนั ยายน พ.ศ. 2458
มหาอำมาตย์โท พระยาธรรมศกั ดม์ิ นตรี
(ลงนามแทนเสนาบด)ี

ล่วงมาถึงรัชสมัยรัชกาลท่ี 4 พระราชทานนามพระอาราม "วัด
เทวราช กุญชร" ครั้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รชั กาลที่ 4 ทรงสถาปนาเป็น พระอารามหลวง และพระราชทานนามว่า

16

“วัดเทวราชกญุ ชร” โดยคำว่า “เทวราช” แปลวา่ “พระอินทร์” มานำหน้า
พระนามของพระองค์เจ้ากุญชร ซ่ึงแปลวา่ “ช้าง” รวมความแล้ว แปลว่า
“ชา้ งพระอนิ ทร์” ปจั จบุ นั กรมศลิ ปากรจดทะเบยี นเปน็ โบราณสถานสำคัญ
(วัดเทวราช กุญชร วรวิหาร, 2560) รชั สมัยรัชกาลท่ี 9 - พระราชทานนาม
“พระพุทธเทวราชปฏิมากร” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดชพระราชทานนามพระประธานประจำพระ อุโบสถว่า “พระพุทธ
เทวราชปฏิมากร” เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 สมเด็จพระนาง
เจา้ สริ ิกิต์ิ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอ
ดุลยเดชพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการบูรณปฏิสังขรณ์
พระอุโบสถ จำนวน 1,00,000 บาท (หนึง่ ล้านบาทถ้วน)

เม่ือวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2546 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิรา
ลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรเม่ือครัง้ ทรงดำรงพระราชอสิ ริยยศสมเด็จพระ
บรมโอรสาธิราชฯ สยามมกฎุ ราชกมุ าร เสดจ็ ฯ มาทรงประกอบพิธยี กฉตั ร
ถวายพระพุทธเทวราชปฏมิ ากร เม่อื วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2551 สมเด็จ
พระเจ้าอยหู่ ัวมหาวชริ าลงกรณบดินทรเทพยวรางกรู เมื่อครง้ั ทรงดำรงพระ
ราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงพระ
สหุ ร่าย ทรงเจิมสายสังวาลถวายพระพุทธเทวราชปฏิมากร พระราชทาน
เมือ่ วนั ท่ี 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 และอัญเชญิ สายสงั วาลคลอ้ งถวายพระ
พุทธเทวราชปฏิมากร เม่ือวันท่ี 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 (วัดเทวราช
กุญชร วรวิหาร, 2560) พ.ศ. 2555 – สืบสานพระราช ปณิธานการ
บูรณปฏิสังขรณ์ พ.ศ. 2555 คณะกรรมการอนุรักษ์และทำนุบำรุงศาสน
สถานอนั เก่ียวเนือ่ งกับสถาบันพระมหากษตั รยิ ์ และการส่งเสรมิ การเผยแผ่

17

ศาสนา สำนักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ได้เห็นชอบให้การ
สนับสนุนและดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ซ่ึงแล้วเสร็จเมื่อ
ปลายปี พ.ศ. 2556 พระอโุ บสถจึงหวนคืนส่คู วามสงา่ งามเคยี งคู่พระอาราม
แหง่ น้ี (วัดเทวราชกญุ ชร วรวิหาร, 2560)

ศาสนสมบตั ภิ ายในวัดเทวราชกุญชร วรวหิ าร
พระอุโบสถ 2) พระพทุ ธเทวราชปฏิมากร 3) พระวิหาร 4) ศาลา

ราย 5) มณฑป จตุรมุข 6) พิพธิ ภณั ฑ์สักทอง 7) เทวราชธรรมศาลา (ศาลา
การเปรยี ญ) 8) เทวราชบรรณศาลา (โรงเรยี นพระปริยัตธิ รรม) 9) เทวราช
กญุ ชร (กุฏิทรงปนั้ หยา) 10) เทวราชธรรมสภา (กฏุ ิทรงตรีมขุ ) 11) อาคาร
สงฆ์พระมงคลนาวาวุธ 12) ศาลาทา่ น้ำวัดเทวราชกญุ ชร

พระอุโบสถ พระอโุ บสถ มีขนาดใหญ่และสูง กว้าง 17 เมตร ยาว
36 เมตร กรมพระพทิ ักษ์เทเวศร ทรงสรา้ ง มเี ขตพัทธสมี า กว้าง 26 เมตร
ยาว 43.50 เมตร มกี ำแพง แก้วรอบพระอโุ บสถ ทม่ี ุมกำแพงแกว้ มเี จดยี ์อยู่
ทัง้ 4 มุม ภายในกำแพงแก้วด้านทิศเหนือมี วิหารก่ออิฐถือปูน หลังคามุง
กระเบ้อื งดนิ เผา ดา้ นทิศตะวันออกและทศิ ตะวนั ตกเป็นศาลา รายก่ออิฐถือ
ปูนหลังคามุงกระเบื้องดินเผา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร
กรมพระพทิ ักษเ์ ทเวศร์ทรงสร้างขน้ึ กำแพงแก้วรอบพระอโุ บสถ มุมกำแพง
แก้วมีเจดีย์ทั้ง 4 มุม พระอุโบสถผ่านกาลเวลามายาวนาน ในปี 2555
คณะกรรมการอนุรักษ์และทำนุบำรุง ศาสนสถานเก่ียวกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และการส่งเสริมการเผยแผศ่ าสนา สำนักงาน ทรัพย์สิน
ส่ ว น พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ ได้ เ ห็ น ช อ บ ให้ ก า ร ส นั บ ส นุ น แ ล ะ ด ำ เนิ น ก า ร

18

บรู ณปฏสิ ังขรณ์พระ อุโบสถ ซ่ึงแล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2556 (พิสิฐ เจรญิ สขุ
และคณะ, 2551) พระอุโบสถของวัด ได้รบั การปฏิสังขรณ์โดยสมเด็จพระ
นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปัจจุบัน
ภายในมีจติ รกรรมฝาผนังท่งี ดงามและอยู่ในสภาพท่ีไดร้ บั การอนรุ ักษ์อยา่ ง
ดีโดยตกแต่งด้วยสีน้ำเงินทะเลเป็นหลัก ภายในวัดยังเป็นที่ต้ังของ
พิพิธภัณฑ์ไม้สักทอง วัดเทวราชกุญชรฯ ซ่ึงเป็นอาคารทรงไทยแบบ
สถาปัตยกรรมจีน-โปรตุเกส สร้างด้วยไม้สักทอง (วชิรา ชิติกชุษณพงศ์,
2558) ตามแบบดั้งเดิมท้ังหลัง

พระพุทธเทวราชปฏมิ ากร
เป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดเทวราช กุญชรวรวิหาร ซ่ึง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามเม่ือวันที่ 15 กุมภาพันธ์
2546 เป็นพระพุทธรูปโลหะหล่อ ลงรักปิดทอง ปางมาวิชัย ฝีมือช่างสมัย
ทวารวดี ผสมอู่ทอง หน้าตักกว้าง 4.35 เมตร สูงต้ังแต่พระเพลาถึงยอด
เปลวรัศมี 5.65 เมตร ความศักดสิ์ ิทธิ์ แห่งพระพทุ ธเทวราชปฏิมากร ตาม
ประวัติเล่าว่า ในหลวงรชั กาลท่ี 3 ทรงทราบมาว่า กรงุ ศรี อยุธยาพบพระ
ทององค์ใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้กรมหมืน่ พิทักษเ์ ทวศรไปอญั เชิญลงมายังพระ
นคร ในกรมได้ทรงต่อแพเชญิ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ล่องลงมา คร้ันถงึ ปาก
คลองเทเวศร์ แพเกดิ ด้ือ ฉุดเท่าไรก็ไม่มายังตำหนักแพ จึงโปรดเกล้าฯ ให้
กรมหม่ืนพิทักษ์เทเวศร เชิญพระพุทธรูปนี้ขึ้นท่ี วัดสมอแครง...ถนนศรี
อยุธยา ตัดจากสวนจิตรลดา พุ่งลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งใจจะผ่า วัด

19

เทวราชกุญชรออกเป็นสองซีก โดยจะร้ือพระอุโบสถ เพราะคิดว่า พระ
ประธานเป็น

พระก่อด้วยอิฐ แตป่ รากฏว่า พระประธานเป็นพระทอง ทางการ
เลยตัดถนนเล้ียวขวาไปลง แม่น้ำเจ้าพระยา (นาวาเอก สวัสด์ิ จันทนี,
2515)

ส่วนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยที่มาของ
พระพุทธรปู นี้ ต่อมาเม่ือถึงสมัยเมื่อสร้างวัดเบญจมบพิตร หม่อมฉันไป
ทอดกฐนิ วัดเทวราชกุญชร สังเกตเห็น พระพักตร์พระพุทธรูปหล่อ ท่ีเป็น
พระประธานในโบสถ์ เป็นลักษณะแบบพระสมัยทวารวดี แต่องค์พระ
เป็นพระแบบกรุงรัตนโกสินทร์ สืบตามได้ความว่า พระประธานองค์นั้น
กรมพระ พิทักษ์เทเวศร เชญิ ลงมาจากเมอื งลพบรุ ี กเ็ ข้าใจว่า คงไดแ้ ตเ่ ศยี ร
มาหล่อองค์ที่ในกรุงเทพฯ หม่อมฉนั จำขนาดไปตรวจดูท่ีเมืองลพบุรี เมื่อ
ภายหลัง กพ็ บกับแหล่งเดิมว่า เปน็ พระประธาน อยู่ในพระวิหารหลวงวัด
มหาธาตุ วัดอ่ืนหามีที่ตั้งพระพุทธรูปขนาดใหญ่เท่าน้ันไม่ วันท่ี 28
กรกฎาคม 2552 พ ระเท พ คุณ าภรณ์ พ ร้อมด้วยคณ ะกรรมการ
บูรณปฏิสังขรณ์วัดเทวราช กุญชร ได้ดำเนินการจัดสร้าง สายสังวาล
ประดบั พระพุทธเทวราชปฏิมากร ขนึ้ 1 เสน้ เพื่อถวาย เป็นพทุ ธบชู า โดย
มอบให้ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็น
ผู้ออกแบบ จดั สร้าง มรี ูปลกั ษณะเป็นดอกพกิ ุลวางซอ้ นกัน 5 ชั้น ประดับ
พลอยสังเคราะห์ พ.ศ. 2552 วดั เทวราชกุญชร วรวหิ าร มีอายุครบ 152 ปี
ดังนั้นทางวัดจึงเห็นสมควรที่จะก่อสร้างอาคาร อเนกประสงค์ ไว้เป็นสา
ธารณกุศล และอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุสงฆ์ ในการประกอบ

20

พิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงการรองรับพุทธศาสนิกชน ผู้มีจิตศรัทธาท่ี
มาร่วมทำบุญ โดยนำรูปจำลองพระพุทธเทวราชปฏิมากร และรูป พระ
อนิ ทรท์ รงช้างเอราวณั 3 เศียร รูปหลอ่ องค์อมรนิ ทรเทวราช (จำลอง) มา
ประดิษฐานไว้ด้านหน้า และด้านหลังของเหรยี ญท่ีระลกึ จำลองแบบโดย
ช่างสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ประกอบด้วย เน้อื ทอง เนอ้ื ชุบทอง เนื้อ
เงิน และเนื้อทองแดง เพื่อมอบเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ท่ีร่วมทำบุญสร้าง
อาคารอเนกประสงค์ และร่วมสมทบทุนกองทุนบูรณะพระอารามหลวง
องคอ์ มรินทรเทวราช เปน็ เทวดาองคส์ ำคัญ และ ถอื วา่ เป็นประมุขแหง่ ทวย
เทพ และเป็นประธานเทวสภา มีอำนาจหน้าท่ีปกครอง ควบคุม ธำรง
รักษา และบำรุงสวรรคโลก และมนุษย์โลก เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์
โลก ยามใดท่มี ี เร่อื งเดือดรอ้ นข้ึนบนโลกมนุษย์ อาสนะของพระองค์ที่เคย
ออ่ นนุ่ม ก็จะแข็งกระดา้ ง องค์อมรนิ ทรเทวราช ทรงถือวชริ าวุธเป็นอาวุธ
และมีชา้ งเอราวัณเป็นพาหนะ ช้างพระอินทร์ เปน็ ชา้ งจำแลงของเทพบุตร
นามว่า เอราวัณ เอราวัณเทพบุตร จะกลายร่างเป็นช้าง ก็ต่อเม่ือ พระ
อินทร์ และเทพสหจรประสงค์จะเสด็จออกจากเทพวิมานสู่เทพอุทยาน
เท่านั้น หมายความว่า จะปรากฏเป็น คชาชาติ ที่มีอานุภาพน่าอัศจรรย์
เพราะเดชแห่งบุญของทา่ น ผมู้ ีบญุ เท่าน้นั มเิ ช่นน้นั แลว้ จะปรากฏแต่เพยี ง
นามสว่ น เอราวัณ น้นั จะปรากฏเป็นเทพบุตร เหมือนเทพบุตรทง้ั หลายใน
เทพนคร สำหรับ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ของ วัดเทวราชกุญชร เป็น
ประติมากรรมหล่อดว้ ยสัมฤทธ์ิ ขนาดกว้าง 1.90 เมตร ยาว 2.24 เมตร สูง
2.50 ประดษิ ฐานอยูบ่ ริเวณหนา้ อาคารพิพธิ ภณั ฑ์สักทอง ซ่งึ มปี ระชาชนผู้

21

มจี ติ ศรัทธาได้มากราบ ไหว้บชู าขอพรเพ่อื ความเปน็ สิริมงคลแก่ตนเองและ
ครอบครวั ทุกวัน (คมชดั ลึก, 2552)

3.พระวิหาร ต้ังอยู่ด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ มีสภาพชำรุด
ทรุดโทรม เช่นเดยี วกับพระอโุ บสถเมอื่ ปี 2547 ไดท้ ำการบูรณะใหม่ทง้ั หลัง
แลว้ เสรจ็ ในปี 2548 ปัจจุบนั เปน็ สถานทปี่ ระดษิ ฐานพระพุทธรูปตา่ งสมัย
ขนาดหน้าตกั 19 น้ิว สงู 43 น้วิ เทด้วยทองเหลอื ง ลงลักปิดทอง จำนวน 9
องค์ ดังนี้ 1) ปางสมาธิ ศลิ ปะสมยั ทวารวดี 2) ปางสมาธิ ศลิ ปสมัย ลพบุรี
3) ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยเชียงแสน 4) ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอู่ทอง 5)
ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย 6) ปางลีลา ศิลปะสมัยสุโขทัย 7) ปาง
สมาธิ ศลิ ปสมัยรตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้ 8) ปางสมาธิ ศลิ ปะสมัยรตั นโกสนิ ทร์
ตอนกลาง 9) พระคันธารราษฎร์ (วดั เทวราชกุญชร วรวิหาร, 2560)

4.ศาลาราย ต้ังอยู่ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของพระ
อุโบสถ เดิมมี สภาพชำรุดทรุดโทรมใช้เป็นที่เก็บของ เมื่อปี 2547 ได้ทำ
การบูรณะใหม่ท้ัง 2 หลัง แล้วเสร็จ ในปี 2548 เป็นศาลารายท่ีมีความ
สวยงาม ภายในมีจิตรกรรมท่ีเพดาน และฝาผนัง บาน หน้าตา่ งด้านนอก
เป็นลายรดน้ำ ด้านในเป็นรูปเทวดา ติดเครื่องปรับอากาศ ปัจจุบัน เป็น
ศาลา รับรอง เป็นสถานที่สวดมนต์ และอบรมวิปัสสนากรรมฐาน แก่
นกั เรียน นิสิต นักศึกษาและ พุทธศาสนิกชนท่วั ไป ศาลารายทศิ ตะวันออก
มพี ระพทุ ธไสยาสน์ ประดิษฐานอยู่ ขนาด กวา้ ง 2.33 เมตร ศาลารายทิศ
ตะวันตก มพี ระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.28 เมตร สูงต้ังแต่ พระ
เพลาถึงเปลวรัศมี 1.77 เมตร (วัดเทวราชกญุ ชร วรวิหาร, 2560)

22

5. มณฑปจตุรมุข เดิมเป็นสถานที่ตั้งของพระอุโบสถหลังเก่า
หรือที่ชาวบ้าน เรียกกันติดปากว่า "โบสถ์น้อย" หันหน้าไปทางทิศ
ตะวันออก หลงั คามุงกระเบอ้ื งดนิ เผา สูงประมาณ 10 เมตร เมอ่ื พระอริย
มุนี (ศรี ฐิตพโล) อดีตเจ้าอาวาสร้ือถอนแล้ว ยังเหลือพระ ประธานใน
อโุ บสถเป็นพระพุทธรปู ปนู ป้นั หน้าตักประมาณ 2 ศอกเศษ ตง้ั บนฐานชกุ ชี
อดีตเจ้าอาวาสได้สร้างหลังคาครอบไว้ และฐานพื้นอุโบสถถมดินขึ้นสูง
ประมาณ 40 - 50 เซนติเมตร ปูกระเบ้ืองซีเมนต์ให้เป็นลานอยู่อย่างเก่า
เนื่องด้วยพระประธานเป็นพระเก่าแก่ และศักดิ์สิทธ์ิท่ีพุทธศาสนิกชนชาว
วัดเทวราชกุญชรและชาวตลาดเทวราช ให้ความเคารพบชู า ตลอดมา อดีต
เจา้ อาวาสพร้อมกับคณะกรรมการวัด จึงไดม้ ีมตกิ อ่ สรา้ งมณฑปทรงจตรุ มขุ
คอนกรีตท้ังหลัง (วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร, 2560) เพ่ือใช้ประดิษฐาน
พระประธานเก่าแก่ โดยได้เรม่ิ ทำการกอ่ สรา้ งเมื่อ วันท่ี 4 เดอื นกันยายน
พ.ศ. 2536 ขนาดของมณฑปจตรุ มขุ เทา่ กนั ท้งั 4 ด้าน คือประมาณ 12.40
เมตร ยกพ้ืนสงู ประมาณ 1.40 เมตร พนื้ และผนังด้านใน มณฑปปูด้วยหิน
อ่อน ต่อมา พระศรีวชิรโมลี (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9 ปัจจุบันมีราชทิน
นามว่า พระราชสุธี) ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชให้มาดำรง
ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด เทวราชกุญชร เมื่อวันท่ี 5 มิถุนายน 2544 จึงได้
ดำเนินการติดไฟระย้าภายในมณฑป ไฟกินนรี และไฟระเบียงรอบนอก
มณฑป ปรับปรุงสวนหย่อมรอบ ๆ มณฑป แล้วเสร็จ เม่ือ วันที่ 16
สิงหาคม พ.ศ. 2544 ปัจจุบัน มณฑปจตุรมุข นอกจากเป็นท่ีประดิษฐาน
พระประธานแลว้ ยังเป็นสถานทส่ี วดมนต์ ปฏบิ ัติธรรมของพุทธศาสนิกชน
และเปน็ ท่ที ำบุญถวายสังฆทานใน โอกาสตา่ ง ๆ

23

6.พิพิธภัณฑ์สักทอง วินัย หมั่นคติธรรม (คณะเทคโนโลยี
อุตสาหกรรม). (2558).อาคารพิพิธภัณฑ์สักทอง ลักษณะทรงปั้นหยา
ประยุกต์ 2 ชั้น กว้าง 16.75 เมตร ยาว 30.15 เมตร ใช้เสาไม้สักทองทั้ง
หลัง ขนาดเสา 2 คนโอบ มีอายุประมาณ 479 ปี ซึ่งมีคุณค่า ทาง
ประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิง่ สร้างข้ึนเพื่อเปน็ แหล่งเรยี นรู้การอนุรกั ษ์ไมส้ ัก
ทอง และเป็น ศูนย์เผยแพร่ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา ภายในจัด
แสดงรูปป้นั ห่นุ ขีผ้ งึ้ เทา่ พระองค์จรงิ ของสมเด็จพระสงั ฆราช 19 พระองค์
แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทร์ และประดษิ ฐานพระบรมสารีริกธาตทุ ี่อัญเชิญมาจาก
ประเทศศรีลังกา (วนิ ยั หมั่นคตธิ รรม, 2558)

7. เทวราชธรรมศาลา (ศาลาการเปรียญ) เป็นอาคาร 2 ชั้น
คอนกรีต เสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2522 ศาลาหลังน้ีมีอายุกว่า 20 ปี
ไม่ได้รับการบูรณะมีสภาพทรุด โทรม ประตู หน้าต่าง ผุพัง กระเบ้ืองมุง
หลังคาแตกหักล่วงหล่น ฝนตกน้ำร่ัวซึมแทบใช้การไม่ได้ เมื่อ พ.ศ. 2545
ไดท้ ำการบูรณะใหมท่ ้ังหลัง มีการปรับเพดานบดุ ้วยไม้สกั ติดไฟระย้า พ้ืน
หนิ ขดั เสาช้ัน 2 กรุด้วยไม้สัก ประดบั ตกแต่งภายในอยา่ งสวยงาม และได้
ทำพิธียกช่อฟ้า ปจั จุบัน ไดต้ ง้ั ช่ือศาลาหลังน้ีวา่ "เทวราชธรรมศาลา" ชั้น 1
เป็นสถานที่ทำบุญเล้ียง พระประกอบกิจเนื่องในเทศกาลต่าง ๆ เช่น
เทศกาลเข้าพรรษา เทศกาลสงกรานต์ เป็นต้น ส่วนชั้น 2 เป็นสถานที่ใช้
ประกอบพิธีบำเพ็ญบุญในงานมงคลต่าง ๆ เช่น ทำบุญวันคล้ายวันเกิด
ทอดผา้ ป่า เปน็ ต้น

8. เทวราชบรรณศาลา (โรงเรียนพระปริยัติธรรม) เป็นอาคาร
ช้ันเดียว ทรงปั้นหยาก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ สร้างเมื่อ

24

พ.ศ. 2462 โดย นายอึ้ง ยกุ หลง นางทองอยู่ ล่ำซำ มสี ภาพชำรุดทรดุ โทรม
อย่างมาก เม่ือ พ.ศ. 2545 ได้ทำการบูรณะใหม่ทั้ง หลัง ปรับระแนง
เปล่ียนหลงั คาเป็นกระเบ้ืองว่าว กะเทาะฉาบปนู ประดบั ไฟ ตกแตง่ ภายใน
เป็นอาคารที่มีความสวยงาม สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ปัจจุบันเป็นอาคาร
อนรุ กั ษ์ ไดต้ งั้ ช่ือใหมว่ า่ "เทวราชบรรณศาลา"

9. เทวราชกุญชร (กุฏทิ รงปั้นหยา) กฏุ ิ 2 ชน้ั สันนษิ ฐานว่าสร้าง
ข้ึนในปี พ.ศ. 2475 เป็นกุฏิพำนักของเจ้าอาวาส ต่อมาในปี พ.ศ. 2501
เจ้าอาวาสรูปใหม่ในคร้ังน้ัน ไม่ได้พำนัก และขาดการดูแลจึงมีสภาพทรุด
โทรมไปตามกาลเวลา จนกระท่ังวันท่ี 5 มถิ ุนายน พ.ศ. 2544 ท่านเจ้าคุณ
พระราชสุธี ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เล็งเห็นความสำคัญของ กุฏิ
หลังน้ี ที่มีรูปทรงและโครงสร้างที่งดงามและหาได้ยาก ดังนั้นจึงไดม้ ีดำริท่ี
จะทำการบูรณะ ได้ประชุมกรรมการ และเริ่มบรู ณะในเดอื นพฤศจิกายน
พ.ศ. 2544 เนื่องจากบรเิ วณท่ีตัง้ กุฏิ เป็นพื้นที่ตำ่ พอถึงหน้าฝนนำ้ ในแมน่ ้ำ
เจ้าพระยาหนุนขึ้น ก็จะเกิดน้ำท่วมขังจึงให้ช่างดีด (ภาษาช่าง) กุฏิข้ึนอีก
ประมาณ 1 เมตร ปรบั ระแนง เปล่ียนหลังคาเป็นกระเบ้ืองว่าว ก่ออฐิ มวล
เบา ปรับฝ้าเพดาน บูรณะแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2546 กุฏิ
หลังน้มี ีความโดดเดน่ และงดงามทางดา้ นสถาปัตยกรรม ปจั จุบนั กฏุ ิหลงั น้ี
มีชอื่ วา่ "เทวราชกญุ ชร" เป็นกุฏิพำนกั ของ เจ้าอาวาส

10. เทวราชธรรมสภา (กุฏิทรงตรีมุข) ลักษณะทรงตรีมุข 2 ช้ัน
จำนวน 10 ห้อง เปน็ อาคารคอนกรตี เสริมเหลก็ ท้ังหลงั พื้นปดู ว้ ยกระเบอ้ื ง
ยาง ผนังก่อด้วยอิฐมวลเบา หลังคาโครงเหล็กมุงด้วยกระเบ้ืองพรีม่า กุฏิ

25

หลงั นีส้ รา้ งขนึ้ ทดแทนกฏุ หิ ลังเดมิ ที่ไดร้ อื้ แลว้ เนือ่ งจากทรดุ โทรมจนใชก้ าร
ไมไ่ ด้

11. อาคารสงฆ์พระมงคลนาวาวุธ พระมงคลนาวาวุธ เป็นนาม
พระราชทานของบิดา ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ลักษณะทรงปั้นหยา
ประยกุ ต์ 4 ชั้น จำนวน 49 หอ้ ง เปน็ คอนกรีตเสรมิ เหลก็ ทัง้ หลงั พืน้ ปดู ว้ ย
กระเบ้ืองผนังก่อด้วยอิฐ บ.ป.ก. หลังคาโครงเหล็กมุง ด้วยกระเบื้องพรีม่า
ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 42 เมตร อาคารทพี่ กั สงฆ์ เพ่อื รองรบั พระภกิ ษุ
สามเณรต่างจังหวัดที่ต้องการเข้ามาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมใน
กรุงเทพฯ แต่ไมม่ ีทพี่ ัก สามารถเข้ามาพักอยู่ทอ่ี าคารสงฆห์ ลังน้ไี ด้และเป็น
การสืบศาสนาธรรมทายาท

อาคารดังกล่าวได้รับความร่วมมือจาก ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน
และท่านผู้หญิงมณฑินี มงคล นาวิน ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเป็น
ประธานในการก่อสรา้ ง และพระราชสุธี เจ้าอาวาสวัด เทวราชกญุ ชร เป็น
ประธานดำเนินการก่อสร้าง โดยเริ่มพธิ ีตอกเสาเข็มเป็นปฐมฤกษ์ต้นเดือน
ตลุ าคม พ.ศ. 2546 สร้างเสรจ็ เมอื่ วันท่ี 31 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 อาคาร
สงฆ์หลังน้ีกล่าวได้ ว่าเป็นอาคารสงฆ์ท่ีทันสมัยท่ีสุดในประเทศไทย เพราะ
ระบบเข้าออกเปน็ ระบบไฟฟา้ ตอ้ งใช้คีย์ การด์ เทา่ นั้นจงึ จะเข้าออกได้ ส่วน
อน่ื ๆ ภายในอาคารประกอบด้วย ห้องพักพระภิกษสุ ามเณร หอ้ งสมุด ห้อง
คอมพิวเตอร์ หอ้ งควบคมุ ระบบไฟฟ้า และระบบโทรศพั ท์ตูส้ าขา ญาตโิ ยม
ท่ีมา ติดต่อกับพระภิกษุสามเณร จะมีห้องรับรองอยู่ช้ันล่างของอาคารฯ
เป็นห้องที่จัดไว้ อย่างสวยงามสะดวกสบาย พร้อมติดเคร่ืองปรับอากาศ

26

ภายในหอ้ งมปี ระวัติพระมงคลนาวาวธุ บิดา ศ.ดร.อกุ ฤษ มงคลนาวิน และ
รายช่ือผ้รู ว่ มบรจิ าคในการกอ่ สรา้ ง

12.ศาลาท่าน้ำวดั เทวราชกุญชร วัดเทวราชกุญชรตั้งอย่ตู ิดแม่น้ำ
เจ้าพระยา มีศาลาท่านำ้ และโปะ๊ เทยี บเรอื แตไ่ มไ่ ดเ้ ปน็ ทา่ สาธารณะ ดงั นั้น
สถานท่ีแห่งน้ีจึงมีคนนิยม ปล่อยปลา และเป็นจุดชมทัศนียภาพแม่น้ำ
เจ้าพระยา และชมสะพานพระราม 8 ท่ีท่าน้ำมีปลา มากมายหลายชนิด
อาศัยอยู่ ปจั จบุ นั ได้รบั ความนิยมมากโดยเฉพาะ เสาร์ - อาทิตย์ มผี ู้นำปลา
มาปล่อยและใหอ้ าหารปลาเป็นจำนวนมาก

สรุป
ศาสนสมบตั ิภายในวัดเทวราชกญุ ชรวรวหิ าร ปัจจุบนั กรมศิลปากร

จดทะเบียนเป็น โบราณสถานสำคัญ มีสถาปัตยกรรมท่ีสวยงามมากมาย
ทำใหว้ ัดแห่งน้เี ปน็ ท่ีดงึ ดดู แก่ นกั ท่องเทีย่ วทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
อีกทง้ั มีพิพธิ ภณั ฑ์ไม้สักทอง ภายในมีการรวมรวม ประวัติความเป็นมาของ
พุทธศาสนา ลำดับพระสังฆราชต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีองค์ความรู้
มากมาย มีพระเจดีย์ทรงเคร่ืองสมัยอยุธยาตอนปลาย ตามแบบกรม
ศลิ ปากร และบรรจุผอบ ทองคำพระบรมสารีริกธาตุท่ีปลายยอดพระเจดีย์
อาคารเทวราชธรรมสภา ใช้เป็นสถานที่ เก็บของสำคัญของคณะสงฆ์
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร อาคารโบราณให้ประชาชนท่ัวไปเข้ามา ศึกษา
สถาปตั ยกรรมไทยโบราณที่หาชมไดย้ าก

เอกสารอา้ งอิง

27

คมชัดลกึ . (2552). ความศกั ดิส์ ทิ ธิ์ แหง่ ...พระพุทธเทวราชฯ และองคอ์ มริ
นทร. เรยี กใช้เมือ่ 13 มกราคม 2564 จาก
https://www.komchadluek.net/news/knowledge/31796

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธบิ ดี (ขำ บนุ นาค). (2547). พระราช
พงศาวดารกรุง รตั นโกสินทร์ รัชกาลท่ี 3. (พิมพ์ครัง้ ที่ 3).
กรุงเทพมหานคร: สำนักวรรณกรรมและ ประวัติศาสตร์ กรม
ศิลปากร.

นาวาเอก สวสั ด์ิ จันทนี. (2515). นทิ านชาวไร่. กรงุ เทพมหานคร: องคก์ าร
ค้าครุ ุสภา.

ปฏสิ งั ขรณ์วัดเทวราชกญุ ชร. (2458). ราชกจิ จานเุ บกษา เล่ม 32 หน้า
1433 (26 กนั ยายน พ.ศ. 2458).

พิสิฐ เจรญิ สุข และคณะ. (2551). พระอารามหลวง. กรงุ เทพมหานคร:
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม.

วชิรา ชิตกิ ชุษณพงศ์. (2558). พิพิธภัณฑ์ ไมส้ ักทอง วดั เทวราชกุญชร
วรวิหาร. วารสารกรม ประชาสัมพันธ์, 20(221), 13-16.

วดั เทวราชกญุ ชร วรวหิ าร. (2560). ประวตั ิวัด. เรยี กใช้เมื่อ 13 มกราคม
2564 จาก http://watdevaraj.org/recruiting/
. (2560). สิ่งสำคญั . เรยี กใช้เม่ือ 13 มกราคม 2564 จาก
http://watdevaraj .org/attraction/

วินัย หมน่ั คตธิ รรม. (2558). A Study of Physical Foctors to reduce
the Risk of Disasters Case Study : Dusit District Bangkok
การศึกษาปัจจัยทางกายภาพเพอื่ ลดความเส่ยี งในการเกิดภยั

28

กรณีศึกษา: พน้ื ที่เขตดสุ ิต กรงุ เทพมหานคร. ใน การ ประชุมสวน
สุนันทาวชิ าการระดับชาติ ครั้งท่ี 2 26 - 27 พฤศจิกายน 2558.
มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสุนันทา.
หมายกำหนดผกู พัทธ์ สมุดไทยดำ, อกั ษรไทย, ภาษาไทย, เส้นดนิ สอขาว.
(2364). หมายรับสง่ั รชั กาลที่ 2 จลุ ศักราช 1183 เลขท่ี 2.

29

ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอโุ บสถวดั เทวราชกุญชร วรวิหาร*๑

WALL MURAL ACTIVITY DEVRAJKUNCHORN VARAVIHARN TEMPLE

พระเทพคณุ าภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต พมุ่ พวง)
Phrathepkhunaporn (Sophon Sophanachitto Phumphuang)

มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั
Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand

E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร ได้

นำเสนอให้เห็น คณุ คา่ ความสำคัญ หลกั ธรรมของจติ รกรรมฝาผนังและซึม
ซบั ความงาม ด้านศลิ ปะสุนทรียศาสตร์ ในจิตรกรรมฝาผนังในพระอโุ บสถ
วัดเทวราชกุญชร วรวหิ าร ต้องทราบความหมาย คุณค่า ความสำคัญ และ
หลักธรรมได้อย่างชัดเชน แจ่มแจ้งน้ันต้องอาศัยความเข้าใจบริบทของ
คำศัพท์ รากศัพท์ และความหมายคำศัพท์ เป็นพื้นฐานอันดับแรก มิ
เช่นน้ัน ถ้าไม่ทราบก็จะไม่เขา้ ใจ ถึงแกน่ แห่งธรรมท่ีเป็นประโยขน์ตอ่ การ
เผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในสงั คมไทย โดยวเิ คราะห์ คุณคา่ ความสำคญั และ
หลกั ธรรม ที่ปรากฎอยูใ่ นจิตรกรรมฝาผนังในพระอโุ บสถวดั เทวราช กุญชร

๑*เคยตพี มิ พ์ใน วารสารมหาจฬุ านาครทรรศน์. ปที ี่ 8 ฉบบั ท่ี 5 พฤษภาคม
2564. หนา้ 58-72.

30

เพื่อที่จะไดซ้ ึมซับในมุมของความงามด้านศลิ ปกรรม สุนทรียศาสตร์ และ
ด้านหลักธรรม วิทยา ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ปรากฎในภาพ
จิตรกรรมฝาผนังพระอโุ บสถวัดเทวราช กญุ ชร วรวิหาร ซึ่งมี 1) ภาพชมุ นมุ
เทพยดา 2) ภาพพุทธประวัตติ อนโปรดพุทธมารดา 3) ภาพ ทศชาติชาดก
ตอนสุวรรณสามชาดก 4) ภาพพระภิกษุปลงอสุภกรรมฐาน 10 หรือ
พิจารณา ซากศพ 5) ภาพ “เสือกัดพระ” สื่อถึงการเจริญวิปัสสนา
กรรมฐาน และภาพอื่นๆอกี มากมาย ทีม่ เี รื่องราวและหลกั ธรรมทส่ี ่ือไว้ใน
ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เพ่ือส่ือให้
เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของผู้ต้องการถ่ายทอดเพื่อให้เป็น ธรรมทาน แก่ทุก
ท่านท่ีได้ชม ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
หากได้ชมภาพเข้าใจหลักธรรม แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
เมื่อทา่ นมาชมภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดเทวราชกุญชรท่านจง
ถามว่าตัวท่าน ได้พบความงดงามทางสายตา ได้คุณค่าทางหลักธรรม ได้
นอ้ มนำชวี ติ กา้ วสู่นิพพาน แล้วหรือยัง
คำสำคัญ: ภาพจิตรกรรม, พระอโุ บสถ, วัดเทวราชกญุ ชร วรวิหาร

Abstract
The mural of the Ubosot of Wat Devarajkunchorn Varaviharn
presents the importance of the mural and the beauty. In art
aesthetics In the frescoes in the Ubosot, Wat Devarajkunchorn
Varaviharn, the meaning, value, significance and principles of
the temple must be clearly known. To be clear requires an

31

understanding of the context of the term, its etymology, and
its meaning. It is the first basis, otherwise if you do not know,
you will not understand the essence of the dharma that is
beneficial to the spread of Buddhism in Thai society. By
analyzing the values, significance and principles that appear in
the murals in the Ubosot of Wat Devarajkunchorn Varaviharn.
In order to be absorbed in the beauty of art. aesthetics And
principles of science According to the teachings of the Buddha
Appeared in the mural of the Ubosot, Wat Devarajkunchorn
Varaviharn, which has 1) the image of the goddess Yada 2) the
history of the Buddha's mother's favorite episode 3) the decay
Suwan Sam Chatok episode 4) A picture of a monk wearing a
meditation 1 0 or considering a corpse. And many more
pictures With stories and principles that have been
communicated in the murals of the Ubosot of Wat
Devarajkunchorn Varaviharn to convey the intent of those who
want to convey in order to be fair to all who have viewed the
mural of the Ubosot at Wat Devarajkunchorn Varaviharn, if you
see the picture, understand the principles And apply it in daily
life When you come to see the mural of the Ubosot Wat
Devarajkunchorn Varaviharn, you ask that you Found the
beauty of the eyes Gain the virtue of principles Have brought

32

life to nirvana yet or not. Keywords: Painting, Temple, Wat
Devarajkunchorn Varaviharn

บทนำ
จติ รกรรมฝาผนัง (Painting) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแขนงหนึ่ง

ปรากฏคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ และคุณค่าทางด้านเนื้อหา สะท้อนให้
เห็นถึงประวัติศาสตร์ โบราณคดี ลัทธิ ศาสนาประเพณี และวัฒนธรรม
เปน็ มรดกตกทอดมาตง้ั แตอ่ ดีตกาล จติ รกรรมไทย หมายถึง ภาพเขียนที่มี
ลักษณะเป็นแบบอย่างของไทยท่ีแตกต่างจากศิลปะของชนชาติอื่น แม้ว่า
อาจมี อทิ ธิพลศิลปะของชาติอืน่ อยูบ่ ้าง แต่สามารถ ดัดแปลง คลค่ี ลาย ตัด
ทอน หรอื เพิ่มเตมิ จนเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะของ ตนเองได้อยา่ งสวยงาม ลง
ตัว และมีวิวัฒนาการด้านรูปแบบ วิธีการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน และ
สามารถพัฒนาต่อไปอีกในอนาคต“ลายไทย” เป็นส่วนประกอบ ของ
ภาพเขยี นไทยใช้ตกแตง่ อาคาร ส่ิงของ เครอื่ งใช้ต่าง ๆ เครื่องประดบั ฯลฯ
(สนุกกูรู, 2556) เป็นลวดลายที่มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันซึ่งนำเอารูปร่างจาก
ธรรมชาติมาประกอบ เชน่ ลายกนก ลายกระจัง ลายประจำยามลายเครือ
เถา เป็นต้นหรือเป็นรูปที่มาจากความเชื่อและคตินิยม เช่น รูปคน รูป
เทวดา รูปสตั ว์ รปู ยกั ษ์ เป็นต้น จติ รกรรมไทยเป็นวิจิตรศิลปอ์ ยา่ งหนึ่ง ซ่ึง
ส่งผล สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมอันดี งามของชาติ มีคุณค่าทางศิลปะแล
เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา คน้ คว้า เรื่องที่เกี่ยวกับ ศาสนา ประวัติศาสตร์
โบราณคดี ชีวติ ความเป็นอยู่ วฒั นธรรมการ

33

แตง่ กาย ตลอดจนการแสดงการเล่มพื้นเมอื งต่าง ๆ ของแตล่ ะยุคสมัยและ
สาระอื่น ๆ ที่ประกอบกัน เป็นภาพจิตรกรรมไทย งานจิตรกรรมให้
ความรสู้ ึกในความงามอันบริสุทธ์ิ น่าช่ืนชม เสริมสร้างสุนทรียภาพขึ้นใน
จิตใจมวลมนุษยชาติได้ ประยูร อุลชุ าฏะ ให้ความหมาย ว่า จิตรกรรมฝา
ผนัง หมายถึง งานเขียนภาพโดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังของไทย นิยม
เขียนลง บนฝาผนังพระอุโบสถ วิหาร และศาลา เป็นต้น” (ประยูร อุลุ
ชาฏะ, 2530) ประเสริฐ ศีลรัตนา ให้ความหมายวา่ “จติ รกรรมฝาผนังเป็น
ศลิ ปะประเภทหน่ึงมลี ักษณะสรา้ งสรรค์

โดยการถ่ายทอดเร่ืองราวที่ต้องการแสดงออกลงไปบนฝาผนังท่ี
เตรียมไว้ ซึ่งใช้วสั ดุประเภทสี และด้วยเทคนิควิธีการที่เหมาะสมกับชนิด
ของวัสดุทร่ี องรับ” (ประเสริฐ ศีลรัตนา, 2526) สรุปว่า จิตรกรรมฝาผนัง
เปน็ การเขียนภาพหรอื วาดภาพทีต่ ้องการลงบนฝาผนงั โดยการใชเ้ สน้ และ
สเี ปน็ ประเดน็ หลัก อาจจะเขียนภาพบนฝาผนังอาคารซึ่ง ส่วนใหญแ่ ล้วจะ
เปน็ ศาสนสถาน เช่น ฝาผนงั พระอุโบสถ วิหาร และศาลาการเปรียญ เป็น
ต้น

พระอุโบสถ
อุโบสถ (อ่านว่า อุ-โบ-สด) ถือเป็นอาคารที่สำคัญภายในวัด

เน่ืองจากเป็นสถานที่ ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม (พระธรรมกิตติวงศ์
(ทองดี สุรเตโช), 2548) ซงึ่ แตเ่ ดิมในการทำ สงั ฆกรรมของ พระภิกษุสงฆ์
จะ ใช้เพียงพ้นื ที่โล่ง ๆ ที่กำหนดขอบเขตพ้ืนที่สังฆกรรม โดยการกำหนด
ตำแหนง่ “สมี า” เทา่ นั้น แตใ่ นปจั จุบันจากการมผี ู้บวชมากข้ึน อกี ทงั้ ภายใน

34

พระอโุ บสถมกั ประดิษฐานพระประธานท่เี ปน็ พระพทุ ธรูปองค์สำคัญ ๆ ทำ
ใหม้ ีผูม้ าสกั การบชู า และรว่ มทำบุญเปน็ จำนวนมาก พระอุโบสถจึงถูกสรา้ ง
ขึ้นเปน็ อาคารถาวรและมักมีการประดับตกแตง่ อย่างสวยงาม คำว่า อุโบสถ
มาจากรากศัพท์ว่า อุป + วส + อถ ปัจจัย โดยมีการแปลงรูปตามภาษา
บาลีดังต่อไปน้ี “อุโบสถ” บาลีเป็น “อุโปสถ” อ่านว่า อุ-โป-สะ-ถะ ราก
ศัพท์มาจาก อุป- อุปสรรค (เข้าไป, ใกล้, ม่ัน) + วสฺ ธาตุ (อยู่) + -อถ
ปัจจัย, แปลง อะ ที่ (อ)ุ -ป กับ ว-(สฺ) เปน็ โอ (อุป + วสฺ > อุโปสฺ) : อปุ +
วสฺ = อุปวสฺ > อโุ ปสฺ + อถ = อโุ ปสถ (ปุงลงิ ค์) (อโุ ปสโถ) แปลตามศพั ท์ว่า
1) “ธรรมเปน็ ท่ีเข้าจำ”, “กาลเป็นท่ีเข้าจำ” (คือเข้าไปอยู่ โดยการถือศีล
หรืออดอาหาร) 2) “กาลเป็นท่ีเข้าถึงการอดอาหารหรือเข้าถึงศีลเป็นต้น
แล้วอย”ู่ และยังมีอีกมีหลายความหมายคือ สถานที่ท่ีพระสงฆ์ประชุมทำ
สังฆกรรมตามพระวินัย เรียก ตามคำวัดว่า อโุ บสถาคาร บ้าง อุโบสถัคคะ
บ้าง แตเ่ รยี กโดยทั่วไปวา่ โบสถ์ เรียกเต็มคำวา่ อโุ บสถ หรอื โรงอโุ บสถ ถ้า
เป็นของพระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ บางถ่ินเรียกว่า สีมา หรือ
สิม เป็นสถานที่ศักด์ิสิทธ์ิ เป็นท่ีประทับของพระพุทธเจ้า เป็นเขตแดนท่ี
พระเจ้าแผ่นดนิ

พระราชทานให้แกส่ งฆเ์ ป็นพิเศษ เรียกว่า วิสงุ คามสมี า ก่อนท่ีจะ
มาเป็นโบสถ์ที่ถูกต้องตาม พระวินัยจะต้องมีสังฆกรรมที่เรียกว่า ผูกสีมา
หรือ ผูกพัทธสีมาก่อน เดิมทีมีผู้อธิบายว่า อุโบสถ มาจากคำว่า อุป +
โอสถ แล้วแปลว่า เข้าถึงยาแก้โรค หรือ เข้าไปใกล้ยารักษาโรค ซึ่งเป็น
ความเขา้ ใจผิดและไมถ่ ูกต้องตามหลักภาษาบาลี ทถี่ ูกคือ อปุ + วสฺ ธาตุ +
อถ ปจั จัย สำเร็จรปู เปน็ อโุ บสถ ดังอธบิ ายข้างต้นแลว้

35

วดั เทวราชกญุ ชร วรวหิ าร
วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงช้ันตรี ชนิด

วรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 90 แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก เหนือ ปากคลองผดุงกรุงเกษม
อาณาเขตของวัด ทิศเหนือ จดกับถนนศรีอยุธยาตอนโค้งลงแม่น้ำ
เจ้าพระยา และเขตท่าวาสุกรี ทิศใต้ จดกับปากคลองผดุงกรุงเกษม และ
ตลาดเทวราช ของ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษตั รยิ ์ ทศิ ตะวนั ออก จด
กับถนนศรีอยุธยา และตลาดเทวราช ทิศตะวันตก จดแม่น้ำเจ้าพระยา
ทต่ี ้ังวัดมีที่ดนิ จำนวน 20 ไร่ และมที ่ีธรณีสงฆ์อกี แปลงหนึ่งใน แขวงวชิรพ
ยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเน้ือท่ี 1 ไร่ 1 งาน 94 ตารางวา มี
หนังสือ กรรมสทิ ธิ์ คอื โฉนดทีด่ นิ เลขที่ 89 02

จตรุ ารักขกมั มัฏฐาน หรือ อารกั ขกมั มัฏฐาน
จตรุ ารักขกัมมัฏฐาน เปน็ ศัพทส์ มาสกนั ระหว่าง จตุ (ส่ี) + อารกฺข

(รักษา) + กมั มฏั ฐาน (ที่ต้งั ของการงาน) ซ่ึงมรี ายละเอียดดงั ต่อไปนี้ (พระ
มหานิยม อตุ ฺตโม, 2523) พระ พทุ ธัปปิยะ, ปทรูปสิทฺธิ, แปลโดย พระมหา
สมใจ ปญฺญาทีโป, (พระมหาสมใจ ปญฺญาทีโป, 2526) จตุ แปลว่า ส่ี (4)
ศัพท์มาจาก จตุ ศัพท์สังขยา เป็นปุงลิงค์ ลง โย ปฐมวภิ ัตติฝ่ายพหุ วจนะ
เอา จตุ กบั โย เป็น จตุโร ด้วยสูตรเป็นต้นว่า ติจตุนฺน ในเพราะ โย วิภัตติ
แม้ของ จตุ ศัพท์ ก็ เหมือนกัน ด้วย ตุ ศัพท์ ในสูตรน้ีว่า ตโต โยนโม ตุ
เป็น โอ อักษรบ้าง แห่ง อุ ของ จตุ ศัพท์ ด้วย สูตรว่า เตสุ วุทฺธิ สูตรเป็น

36

ต้น (พระมหาสมปอง มุทโิ ต, 2545) รกฺข แปลว่า รักษา ถ้ามี อา นา หน้า
แปลวา่ การเฝ้ารักษา ดังน้ัน รักข ศพั ท์มาจาก รกขฺ ธาตุ ในความหมายว่า
รักษา ดูแล ตรงกับรากศัพท์ว่า ปาลเน มีตัวอย่างคือ อารกฺขา (การเฝ้า
รักษา) คำ ว่า จตุรา รักขา มาจาก จตุโร กับ อารกฺขา เป็นอสมาหารทิคุ
สมาส วิเคราะห์ว่า จตุโร อารกฺขา จตุรารกฺ ขา ความว่า การรักษาสี่ (พระ
ธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2551) กัมมัฏฐาน แปลว่า ท่ีต้ังแห่ง การงาน
อารมณ์เป็นท่ีต้งั แห่งการงานของใจ อุบายทางใจ คำว่า กมั มัฏฐาน มาจาก
กัมม กับ ฐาน เป็นฉัฏฐีตัปปุริสสมาส วิเคราะห์ว่า กมฺมานาน กมฺมฏฺาน
ความว่า ท่ีต้ังแห่งการงานท้ังหลาย ในทางพระพุทธศาสนามี 2 อย่างคือ
สมถะ กับวิปัสสนา เม่ือกล่าวถึงการปฏิบตั มิ ี กมั มฏั ฐาน 2 คือ 1) สพั พัตถก
กัมมัฏฐาน เป็นกัมมัฏฐานท่ีต้องการในที่ทั้งปวง คือ เหมาะท่ีจะใช้เป็น
พ้ืนฐานของการเจริญกัมมฏั ฐานทุกอย่าง มี เมตตา มรณานุสสติ และอสุภ
สญั ญา

2) ปารหิ าริยกัมมฏั ฐาน คอื กัมมัฏฐานที่จะต้องบริหารประจำตัว
เมื่อรวมจตุรารกฺขา เข้ากับ กมฺมฏฺาน เป็น จตุรารกฺขกมฺมฏฺาน วิเคราะห์
เป็นอวธารณปุพพบทกัมมธารยสมาส 8 ว่า จตุรารกฺขา เอว กมฺมฏฺาน จตุ
รารกฺขกมฺมฏฺาน ความว่า ที่ตั้งแห่งการงาน คือ การรักษาสี่ (พระธรรม
ปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2543) ดงั นน้ั จตรุ ารักขกัมมัฏฐาน จงึ เป็นศพั ท์สมาส
(เชื่อมกัน ระหว่าง ศัพท์ คือ จตุร กับ อารักข กับ กัมมัฏฐาน) แปลว่า
“กัมมัฏฐานเป็นเครื่องรกั ษา ผู้ปฏิบตั ิให้สงบระงบั ซ่ึงควรเจรญิ เป็นนิตย์มี
4 อยา่ ง”

37

สัตตปกรณาภิธรรม หรอื พระอภิธรรม 7 คัมภรี ์
สัตตปกรณาภิธรรม หรอื พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ คือ บทเทศน์ที่

พระพทุ ธเจ้าเสด็จไปเทศนาโปรดพุทธมารดา พระพุทธเจ้าทรงเสด็จขึ้นไป
ยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพ่ือรอพระอินทร์ อัญเชิญพุทธมารดาลงมาจาก
สวรรค์ช้ันดุสิต แล้วจึงแสดงธรรมเรื่องสัตตปกรณาภิธรรมโปรด พุทธ
มารดาจนบรรลุโสดาบัน (กรมสมเดจ็ พระปรมานชุ ิตชิโนรส, 2505) อสภุ ะ
อสภุ [อะ-สบุ ] จาก อ- (คำอุปสรรค; "ไม"่ ) + สภุ ("งาม" "สวย" "ดี") แปลว่า
"ไมง่ าม ไมส่ วย ไม่ดี" คือ ไม่น่าชืน่ ชม นา่ เกลียด นา่ ระอา ใช้วา่ อสุภะ กไ็ ด้
เป็นหนึ่งใน กรรมฐาน 40 แต่จะกระทำได้ไม่ สงู กว่าปฐมฌาน เพราะเป็น
อารมณ์คดิ พิจารณามากกว่าอารมณเ์ พ่ง (เป็นอารมณว์ ปิ ัสสนา มากกว่าอา
รมกรรมฐาน) เป็นกรรมฐานทม่ี ุ่งกระทำต่อราคะจรติ และกามารมณ์ คือ
ค้นควา้ หา ความจริงจากวัตถทุ ม่ี ชี ีวติ และไม่มชี วี ิต ทคี่ นมัวเมา หลงใหลว่า
สวยสดงดงาม ซ่ึงเป็นการฝืนกฎ แห่งความเปน็ จริง เป็นเหตุของความทุกข์
ไม่มีสิ้นสุด เอามาตีแผ่ให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ตามคำสอนของ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, 2563) มรณัสสติ
มรณะ รวมกบั สติ คำว่า มรณะ แปลว่า ความตาย สติ แปลวา่ ความระลึก
ได้ นึกถึง ใส่ใจถึง ไม่ลืม มรณสติ แปลวา่ ระลึกถึงความตาย ใสใ่ จถงึ ความ
ตาย ไม่ลืมความตาย ใช้คำว่า มรณา นุสสติ มีคำว่า อนุ เข้ามาด้วย
อนุสสติ แปลว่า มีสติบ่อย ๆ มีสติเนือง ๆ มีสติ อยู่เสมอ ๆ มรณา นุสสติ
จงึ แปลว่า ระลึกถงึ ความตายอยเู่ สมอ ๆ ระลึกถึงความตายอยูบ่ อ่ ย ๆ เนือง
ๆ ไมไ่ ด้ขาด ไม่เวน้ ระลึกถงึ ตลอด ทำให้เป็นคนไม่ประมาท (สุภีร์ ทุมทอง
, 2555) จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร ไม่

38

ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า เขียนขึ้นเม่ือใด สันนิษฐานว่าน่าจะเขียนข้ึน
ในช่วงรชั กาลที่ 4 - 5 และมีการบูรณะในช่วง รชั กาลที่ 6 เน่ืองจากมีภาพ
เครือ่ งบนิ แทรกอยู่ในจิตรกรรมเรื่องภิกษปุ ลงอสุภกัมมฏั ฐาน สนั นษิ ฐานว่า
มีการเพ่ิมเติมภาพเครื่องบินเหล่าน้ีในการบูรณะเมื่อพุทธศักราช 2458
ดังท่ี ปรากฏรายละเอียดในราชกจิ จานุเบกษา (ปฏสิ ังขรณว์ ดั เทวราชกญุ ชร
, 2458); (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, 2563) การจัดวางองค์ประกอบงาน
จิตรกรรมในพระอุโบสถวดั เทวราชกญุ ชร วรวิหารไดร้ ับอิทธิพลมาจากงาน
จิตรกรรมแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลท่ี 4 ซ่ึงแตกต่างจาก งาน
จิตรกรรมไทยประเพณีท่ีเขียนมาแต่ก่อน กล่าวคือ ผนังสกดั ด้านหน้าตรง
ข้ามพระประธาน แตเ่ ดิมนิยมเขียนพุทธประวตั ิตอนมารวชิ ัย แต่ทีว่ ัดแห่งน้ี
เขียนภาพตอนโปรดพระพุทธมารดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และผนังหุ้ม
กลองดา้ นหน้าตอนล่างระหว่างชอ่ งประตูเขยี นภาพ

เร่ืองสุวรรณสาม ชาดก ส่วนผนังระหว่างช่องหน้าต่างเขยี นเร่ือง
อสภุ กมั มัฏฐาน 10 และเรือ่ ง เสอื กดั ภิกษขุ ณะบำเพญ็ เพียร แทนเร่ืองพุทธ
ประวัติหรือชาดกซ่ึงนิยมเขียนในงานจิตรกรรมประเพณี ผนังหุ้มกลอง
ด้านหลังพระประธานเป็นภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์
แทนเร่ืองเสด็จโปรดพระพทุ ธมารดาแล้วเสดจ็ จากดาวดึงส์ เพดานด้านบน
เขียนเป็นลวดลาย ดาวประดิษฐ์ปิดทองบนพ้นื แดง มูลเหตุสำคัญ ท่ีมีการ
เปล่ียนแปลงเร่ืองราวและเน้ือหา ในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังใน
สมัยรชั กาลท่ี 4 เนอ่ื งมาจากกระแสอิทธพิ ลวัฒนธรรมจาก ตะวนั ตกในช่วง
รัชกาลที่ 3 โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และคติความเชื่อ
เก่ียวกับโลกสัณฐานเปลี่ยนไป ส่งผลให้รัชกาลที่ 4 ซึ่งตอนน้ันทรงผนวช

39

เปน็ พระวชิรญาณภิกขุ ทรงปฏริ ูปพระพทุ ธศาสนา ทรงตั้งธรรมยตุ ิกนิกาย
ทเี่ นน้ การกลับไปศึกษาพุทธวจนดง้ั เดิม และ การเครง่ ครัดในพระวนิ ัยสงฆ์
ทีถ่ ูกตอ้ ง ลักษณะท่ีทรงปฏริ ูปคือปฏิเสธแนวความคิดในหนังสือ เรื่องไตร
ภูมิว่ามิใช่คำสอนหลักทางพุทธศาสนา แต่เป็นคัมภีร์ที่พระภิกษุได้เรียบ
เรียงขึ้นในช้ัน หลัง แล้วอ้างว่าเป็นพุทธฎีกา อีกท้ังทรงพยายามตีความ
พระไตรปิฎกใหม่โดยเน้นแก่นแท้ของ พระพุทธศาสนาคือการดับทุกข์
เรื่องราวชาดกจงึ ถกู ตคี วามว่าเป็นเพียงนทิ านธรรมดาดว้ ย (วไิ ลเลขา ถาวร
ธนสาร, 2545) แนวคิดดังกล่าวจึงส่งผลต่องานพุทธศิลป์ของฝ่าย
ธรรมยุติกนิกาย ทำให้เน้ือหาในงานจิตรกรรมเปลี่ยนจากเรื่องราวทาง
ปรมั ปราคตทิ ่ีพสิ ูจน์ไม่ได้มาสูค่ วามสมจริง ท้ังในดา้ นของสถานที่ เวลา และ
บุคคล และเป็นส่ิงที่เห็นได้ในความจริงเชิง ประจักษ์ เมื่อพิจารณา
องคป์ ระกอบของภาพจิตรกรรมในพระอโุ บสถวัดเทวราชกุญชร วรวิหารจะ
พบว่ามีเนอ้ื หาทส่ี อดคล้องกับเร่ือง “จตุรารักขกัมมัฏฐาน” หรอื “อารักข
กัมมัฏฐาน 4” ซ่งึ หมายถึง กัมมฏั ฐานเปน็ เครื่องรักษาตน, กัมมัฏฐานเป็น
เครอื่ งรักษาผปู้ ฏบิ ัติให้สงบระงับ มีอยู่ 4 อยา่ งคอื พุทธานุสสติ เมตตา อสุ
ภะ และมรณัสสติ (พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์, 2552) แนวคิดดังกล่าวมีท่ีมา
จากคมั ภีร์จตรุ ารกั ขา สนั นษิ ฐานว่าแตง่ ข้ึนในลังการาวพทุ ธศตวรรษที่ 10 -
15 คัมภีร์นี้ได้รับความนิยมในศรีลังกาและแพร่หลายมายังดินแดนเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ในดินแดนไทยน้ันพบว่าได้รับความนิยมทั้งในล้านนา
และภาคกลาง ดังจะเห็นได้จากคัมภีร์ จตุรารักขาฉบับใบลาน จารด้วย
อักษรธรรมล้านนา และบทสวดจตุรารักขาในหนังสือสวดมนต์พ้ืนเมือง
ภาคเหนือ ส่วนภาคกลางในสมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก

40

มหาราช (สุปราณี พณชิ ยพงศ์, 2556) มกี ารสร้างคัมภีร์ จตุรารกั ขา ฉบับ
ใบลาน จารด้วยอักษรขอม ประดิษฐานไว้ ณ หอพระมณเฑียรธรรม วัด
พระศรรี ตั นศาสดารามต่อมาพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
แปลเร่ืองจตุรารักขกัมมัฏฐานเป็นภาษาไทยไวใ้ นพระราชนิพนธ์ เรื่อง“อา
รักขกัมมัฏฐาน 4” ทรงกล่าวถึงหลักของการเจรญิ อารักขกมั มัฏฐานไว้ดัง
ความตอน หน่ึงว่า นมตฺถุ สคุ ตสฺส พุทฺธานุสฺสติ เมตฺตา จ อสุภํ มรณสฺสติ
อิจฺจิมา จตุรารกฺขา กาตพฺพา จ วิปสฺสนา ให้ภิกษุหม่ันเจริญ อารักข
กรรมฐานท้ัง 4 คอื พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณ พระพุทธเจ้า เมตตา แผ่ไมตรี
ในสตั วท์ ั้งหลาย ไม่มปี ระมาณ อสุภะ พิจารณารา่ งกายโดยเปน็ ของไมง่ าม
มรณัสสติ ระลึกถึงความตาย เม่ือพิจารณาตามความหมายและประเภท
ของอารักข กมั มฏั ฐาน 4 ทแ่ี สดงสัญลักษณใ์ นจิตรกรรมฝาผนงั พระอุโบสถ
วัดเทวราชกุญชร วรวหิ าร (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2547)

สามารถวเิ คราะห์ได้ดงั น้ี
1) พระพุทธ เทวราชปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และ
ภาพจิตรกรรมตอนโปรดพระพุทธมารดาบน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทรง
เทศนาโปรดด้วยสัตตปกรณาภิธรรมหรือพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ สื่อถึงอา
รักขกมั มัฏฐาน ประเภท “พทุ ธานสุ สติ”
2) ภาพจิตรกรรมเร่ืองสุวรรณสามชาดก เป็นเรื่องราวของพระ
โพธิสัตว์ตอนบำเพ็ญเมตตาบารมี ส่ือถึง อารักขกัมมัฏฐานประเภท
“เมตตา”

41

3) ภาพจติ รกรรมเรอื่ ง อสภุ กัมมัฏฐาน 10 สื่อถงึ อารักขกมั มัฏฐาน
ประเภท“อสุภะ” และ“มรณสั สติ” 4) ภาพจติ รกรรมเรื่องเสอื กัดพระภิกษุ
สื่อถงึ อารักขกมั มฏั ฐานประเภท “มรณสั สต”ิ

ภาพจิตรกรรมเรอ่ื งจตุรารักขกัมมัฏฐานในพระอุโบสถวัดเทวราชกุญชร
วรวหิ าร

ผนังหุ้มกลองหรือด้านสกัดหน้าพระประธาน เขียนภาพพุทธ
ประวัติตอนโปรด พระพุทธมารดาบนสวรรค์ส่วนผนังด้านล่างระหว่าง
ประตูเขียนเรอ่ื งสุวรรณสามชาดก เฉพาะภาพพุทธประวัติตอนโปรดพระ
พทุ ธมารดานัน้ เป็นเร่อื งราวเก่ยี วกับพระพุทธเจา้ ภายหลัง จากท่ีทรงแสดง
ยมกปาฏิหาริย์ ได้เสด็จข้ึนไปเทศนาโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ เป็นเวลา 3 เดือน ตามพุทธประเพณี เป็นการทดแทนพระคุณ
และค่าน้ำนมของพระพุทธมารดา ขณะนั้นพระพุทธมารดาได้ไปอุบตั ิเป็น
เทพบุตรบนสวรรค์ช้ันดุสิตนามว่า “พระสิริมหามายา เทพบุตร” พระ
อินทร์จึงไปทูลเชิญลงมาประทับฟังพระธรรมเทศนาท่ีสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เม่ือพระพุทธมารดาได้สดับฟังพระธรรมเทศนาก็บรรลุพระโสดาปัตติผล
เป็นพระอริยบุคคลใน “พระปฐมสมโพธิกถา” พระนิพนธ์กรมสมเด็จ
พระปรมานชุ ติ ชิโนรส กลา่ วถึงรายละเอียดการ แสดงพระธรรมเทศนาของ
พระพุทธเจ้าไว้ดังน้ี “...อธิบายความวา่ สมเดจ็ พระผู้ทรงพระภาคทำ พระ
พุทธมารดาเป็นประธานแกเ่ ทพบรรพษทั ทัง้ ปวง แลว้ กต็ รัสเทศนาพระสัต
ปกรณาภิธรรม ให้สมควรแก่พระปัญญาบารมแี ห่งพระพุทธมารดา ต้งั ต้น
แต่พระคัมภีร์พระอภิธรรมสังคณีน้ัน ไป โดยอาทินัยว่า กุสลา ธมฺมา อกุ

42

สลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา ยกเป็นบทมาติกาแห่งพระอภิธรรมเป็นต้น
แล้ววิภัชนาการโดยกัณฑ์ทั้ง 4 คือ จิตตวิภัตติกัณฑ์ 1 รูปวิภัตติกัณฑ์ 1
นิกเขปราสิกัณฑ์ 1 อัตถุทธารกัณฑ์ 1 ประดับด้วยภาณวารสิบสามภาณ
วาร ประดบั ด้วยพระ ธรรมขันธ์พันสามรอ้ ยพระธรรมขันธ์ ตรัสเทศนาสิบ
สองวันจึ่งจบ เทพเจ้าบรรลุมรรคผล ประมาณเจ็ดโกฏิ ลำดับน้ันก็ตรัส
เทศนาคัมภีร์พระวิภังค์สืบไป แลจำแนกออกซ่ึงวิภังค์ 18 ประการ คือ
ขนั ธวิภังค์ 1 อายตนวิภังค์ 1 ธาตุวิภังค์ 1 สัจจวิภังค์ 1 อินทริยวิภังค์ 1
ปัจจยาการวิภังค์ 1 สติปัฏฐานวิภังค์ 1 สัมมัปปธานวิภังค์ 1 อิทธิบาท
วิภังค์ 1 โพชฌังควภิ ังค์ 1 มคั ควิภงั ค์ 1 ฌาณวิภังค์ 1 อัปปมัญญาวิภงั ค์ 1
สิกขาปทวิภังค์ 1 ปฏิสัมภิทาวิภังค์ 1 ญาณวิภังค์ 1 ขุททกวัตถุวิภังค์ 1
ธัมมหทยวัตถุวิภังค์ 1 ประดับด้วยภาณวารยีส่ ิบห้าภาณ วาร ประดบั ด้วย
พระธรรมขันธ์ หกพันห้าร้อยพระธรรมขันธ์ ตรัสเทศนาสิบสองวันจ่ึงจบ
เทพเจ้าบรรลุมรรคผลประมาณ เจ็ดโกฏิ ลำดับน้ันกต็ รัสเทศนาคัมภีร์พระ
ธาตุกถาสืบไป จำแนกออกโดยบทสิบส่ีบท มี สงฺคโห อสงฺคโห เป็นอาทิ
ประดับด้วยภาณวารหกภาณวาร ประดับด้วยพระธรรมขันธ์ เจ็ดพันพระ
ธรรมขนั ธ์ ตรัสเทศนาหกวนั จง่ึ จบ เทพเจา้ บรรลมุ รรคผล ประมาณหกโกฏิ

ภาพตอนเสดจ็ โปรดพระพทุ ธมารดาบนสวรรคช์ ้ันดาวดึงส์
นอกจากวัดเทวราชกุญชรแลว้ ทพ่ี ระอโุ บสถวดั ระฆงั โฆสติ ารามยงั

มกี ารเขยี นภาพ โปรดพระพทุ ธมารดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในตำแหนง่ ด้าน
สกดั หน้าพระประธาน ซึ่งเขยี นขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยพระวรรณวาด
วิจติ ร (ทอง จารุวจิ ิตร) ราว พ.ศ. 2465 นา่ สังเกตว่าภาพ จิตรกรรมท้ังสอง

43

วดั นี้ล้วนเป็นงานที่มีการเขียนหรือบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นเดียวกัน
ภาพตอนเสด็จโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรคช์ ้ันดาวดงึ ส์ แสดงถึงการให้
ความสำคัญแก่ พระอภิธรรมปิฎก ซึ่งถือเป็นหมวดธรรมสูงสุด ตัวอย่าง
จิตรกรรมลักษณะนี้พบได้ในวัดที่มีการสถาปนาในรัชกาลพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั เช่น วัดทองนพคุณ วดั มหาพฤฒาราม ทม่ี ีการวาด
ต้พู ระไตรปฎิ กบรรจคุ ัมภีรใ์ บลานไวท้ ี่ผนงั สกัดตรงข้าม พระประธาน แมว้ ่า
ท่ีวัดเทวราชกุญชร วรวิหารจะวาดเป็นภาพโปรดพระพุทธมารดา แต่ก็
แสดง คติการให้ความสำคัญต่อพระอภิธรรมอันเป็นหมวดธรรมสู งสุด
เช่นกัน

ภาพสุวรรณสามชาดก
อยู่บริเวณผนังด้านล่างระหว่างช่องประตูด้านหน้าพระอุโบสถ

เขียนฉากอาศรมในป่า การวาดต้นไม้ใช้วิธีจุ่มแปรงแต้มสีเป็นแถบเพ่ือให้
เปน็ พมุ่ ภูเขาต่าง ๆ มกี ารตัดเสน้ แรเงาเพือ่ ให้ เกิดมิตติ อนบนซ้ายของภาพ
เป็นรูปสุวรรณสามท่ามกลางฝูงกวาง ขณะที่ลูกศรมาประชิดตัว มีพระ
เจ้าปลิ ยกั ขราชเป็นผแู้ ผลงตอนกลางของภาพเป็นพระเจา้ ปิลยักขราชกำลัง
แบกหมอ้ น้ำ ไปยังอาศรม ภาพตอนลา่ งขวาเป็นภาพของทุกลู ดาบสกบั นาง
ปารกิ ากำลงั รอคอยสวุ รรณสาม กลบั มาท่ีหน้าอาศรม พระเจ้าปิลยกั ขราช
กำลังจะนำหม้อนำ้ ข้ึนไปปรนนิบัติรบั ใช้เครื่องแต่ง กายของบคุ คลในภาพ
ยังเป็นแบบจิตรกรรมไทยประเพณีคอื แต่งเครอ่ื งทรงอยา่ งกษัตริย์ และ มี
ท่าทางอย่างนาฏลักษณ์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์,
2543) ดังจะเห็นได้จาก ท่าแผลงศรของพระเจ้าปลิ ยักขราช เร่ืองสุวรรณ

44

สาม เป็นชาดกลำดบั ท่ี 540 ในหนังสือ อรรถกถานบิ าตชาดก เป็นเร่ืองที่
3 ในมหานิบาต หรือทศชาติชาดก มีเร่ืองโดยสังเขปว่าพระโพธิสัตว์
เสวยพระชาตเิ ปน็ สุวรรณสามกุมาร เป็นบตุ รของทุกูลดาบสกับนางปาริกา
ซึ่งเป็น บุตรนายพราน หลงั จากแตง่ งานกันได้ออกบวชเป็นดาบสและดาบ
สินีอยู่ในอาศรมกลางป่า ทั้งสองได้ออกไปหาผลไม้ปรากฏว่าฝนตกจึงไป
หลบในร่มไม้ท่ีอยู่บนยอดจอมปลวก ฝนได้ชะ ล้างเหงื่อของท้ังสองไปถูก
จมูกของอสรพิษร้ายทอี่ าศยั ออย่บู นยอดจอมปลวก อสรพิษโกรธ จงึ พน่ พษิ
ออกมาถูกตาของดาบสและดาบสินี จีนบอดสนิท สุวรรณสามจึงปรนนิบัติ
และออกไป หาผลไม้มาเลี้ยงดูบิดามารดาเสมอมา วันหน่ึงสุวรรณสาม
ออกไปตักน้ำ ขณะนั้นพระเจ้าปิลยักข ราชเสด็จประพาสออกล่าสัตว์
ทอดพระเนตรเห็นสุวรรณสามอยู่ท่ามกลางฝูงสัตวท์ ่ีเดินตามมา มากมาย
จงึ ทรงสงสัยว่าเป็นมนุษย์หรือเทวดา และทรงคิดท่ีจะยิงเพราะเกรงว่าถ้า
เข้าไปไต่ถาม สุวรรณสามจะหนีพระองค์ไป จึงทรงซ่อนพระองค์ในพุ่มไม้
แล้วยงิ ธนูอาบยาพิษไปยังสวุ รรณ สามจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่สุวรรณ
สามไม่โกรธ กลับแสดงเมตตาจิตต่อพระเจ้าปิลยักขราช แล้วกล่าวคาถา
ถามไปอย่างสภุ าพวา่ “...ใครหนอยงิ เราผปู้ ระมาท ขาดเจรญิ เมตตาจติ เสีย
ในขณะนั้นผู้แบกหม้อน้ำไปกษัตรยิ ์ หรือเวสชนคนไหนยิงเราซ่อนกายอยู่
เนอ้ื ของเราอันบทุ คล พึงกินก็หาไม่ ความตอ้ งการด้วยหนงั ของเรากย็ ่อมไม่
มีแก่ใคร ๆ เมื่อเช่นนี้บุรุษนี้มายิงเราไม่ สำคัญจิตให้เห็นเป็นประโยชน์
เสียกอ่ นดว้ ยเหตกุ ารณ์อะไรหนอ ทา่ นคือใครหรือเป็นบตุ รของ ใคร เราจะ
รจู้ ักท่านได้อยา่ งไร เราถามท่าน ท่านจงบอก ทำไมท่านยิงเราแล้วซ่อนตัว

45

เสีย...” พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เมอ่ื ได้ยนิ เช่นนั้นพระ
เจ้าปิลยกั ขราชจึงดำรวิ ่า

“...บุรุษนอ้ี ันเรายิงด้วยศรกำซาบด้วยยาพษิ แมล้ ้มแลว้ ไม่ดา่ ไมต่ ัด
พ้อเรา เรียกหาด้วยถ้อยคำ อันน่ารักดุจบุทคลจับฟ้ันหัวใจ เราจักไปหา
บุรุษนี้...” (พระเจา้ วรวงศเ์ ธอ กรมหลวงชินวร สิริวัฒน์, 2543) พระเจ้าปิล
ยักขราชจึงเสด็จออกจากพุ่มไม้และได้สนทนากับสุวรรณสาม จนทราบ
เรื่องทั้งหมด จึงทรงสำนึกได้และจะเล้ียงดูบิดามารดาแทนสุวรรณสาม
พระเจา้ ปิลยักขราชจึงทรงถือหมอ้ นำ้ ไปยงั อาศรมและบอกแกด่ าบสดาบสินี
ท้ังสองว่าตนเป็นผู้ ยิงสุวรรณสามจนถึงแก่ชีวิต ด้วยอำนาจความเมตตา
ของสุวรรณสามจึงทำให้นางพสุนธรี เทพธดิ ามาช่วยชวี ิตทั้งบิดามารดาก็มี
ดวงตาเหน็ ได้เป็นปกติ สุวรรณสามจึงเทศนาแก่พระ เจ้าปิลยกั ขราชใหท้ รง
ต้ังม่ันในทศพิธราชธรรม จึงทรงบำเพ็ญทานรักษาศีล เม่ือสวรรคตไดเ้ สวย
สขุ บนสวรรค์ สว่ นสุวรรณสามไดเ้ ลีย้ งดบู ิดามารดาเม่อื สนิ้ ชวี ิต ไดไ้ ปบังเกิด
ในพรหมโลก รูปแบบของการพิจารณา อสุภกัมมัฏฐาน มีทั้งหมด 10 วิธี
ปรากฏอยู่ใน “ คัมภีร์พระวิสุทธิ ” ซ่ึงพระพุทธโฆษาจารย์ พระเถระชาว
ชมพูทวีปรจนาขึ้นในลังกา พระคัมภีร์วิสุทธิมรรคนับเป็น คัมภีร์ทาง
พระพทุ ธศาสนาท่ีสำคญั ยง่ิ คัมภีร์หน่งึ การนำเน้อื หาจากคัมภรี ์ดงั กลา่ วมา
เขียนเปน็ ภาพจิตรกรรมปรากฏตัง้ แตส่ มยั อยุธยา ธนบรุ ี และรัตนโกสนิ ทร์
ท้ังจิตรกรรมในสมุดภาพสมัย อยุธยา จิตรกรรมฝาผนังท่ีวิหารทิศ
ตะวันออกของวัดพระเชตุพนและที่หลังบานประตูหอไตรวัด ระฆงั โฆสิตา
ราม จิตรกรรมเรอื่ งอสุภกัมมัฏฐานได้รับความนิยมมากที่สุดในสมัยรัชกาล
ท่ี 4 โดยมีต้นแบบอยู่ที่จิตรกรรมในพระอุโบสถวัดโสมนัสวิหาร (พัสวีสิริ

46

เปรมกุลนันท์, 2552) ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดเทวราช
กุญชร วรวิหารเขียนภาพการปลงอสุภกัมมัฏฐาน 10 ไว้ครบถ้วน
เรียงลำดับภาพตั้งแต่ด้านซ้ายของพระประธานวนตามเข็มนาฬิกาไปสุดท่ี
ผนงั ดา้ นขวามือของพระประธาน แต่ละภาพเขียนเป็นพระภิกษสุ งฆ์กำลัง
ยืนพิจารณาซากศพแตล่ ะ ประเภทและชกั ผา้ บงั สกุ ลุ มีฉากหลงั เป็นป่าและ
ทิวทัศน์ธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่น้ำ เป็นต้น การเขียนภาพมีระยะใกล้ -
ไกล เห็นได้จากต้นไม้ท่ีอยูร่ ะยะใกลจ้ ะมีขนาดใหญ่ ตน้ ไมท้ ่ีอยู่ ระยะไกลจะ
มขี นาดเล็ก เทคนคิ การวาดต้นไม้ใช้แปรงจุ่มสีแต้มเป็นแถบเพื่อให้เป็นรูป
พุ่มไม้โดย ไม่ต้องตัดเส้นให้เห็นเป็นใบไม้ สว่ นจวี รของพระภิกษุมีริ้วรอยยบั
ตามธรรมชาติ มีเทคนิคการตัด เส้นจีวรโดยการแรเงา แต่ลักษณะใบหน้า
และร่างกายของพระภิกษุยังคงเขยี นตามแบบโบราณ โดยตัดเส้นวงโค้งของ
ใบหนา้ แบบตัวพระ – นาง (พสั วีสริ ิ เปรมกุลนันท์, 2552)

จิตรกรรมฝาผนังในพระอโุ บสถวัดเทวราชกญุ ชร วรวหิ าร
1) วินีลกอสุภ คือร่างผีอันมีสีต่าง ๆ คือสแี ดงสีขาวสีเขียวเจือกัน

มสี ีอนั แดงในท่อี ันมี เนือ้ มาก มีสีขาวในที่ประกอบด้วยหนอง มสี ีอนั เขียว
โดยมากปกคลุมไปด้วยผ้าสาฎกอันเขียว อาศัยท่ีมีสีเขียวโดยมากจึงชื่อว่า
วนิ ลี กอสุภ เหมาะกบั ผทู้ ่ีมคี วามกำหนัดยินดโี ดยผิวพรรณ เพราะในอสุภน้ี
ส่อแสดงให้เห็นว่าผิวพรรณน้ีต้องถึงวิป ริตเขียวมอหม่นหมองไปโดย
ธรรมดา

2) หตวกิ ขิตตกอสภุ คือซากผีอันบคุ คลผู้เปน็ เวรสบั ฟนั ด้วยเคร่อื ง
ศาสตราวุธในอังคาพยพใหญ่ น้อย ให้เป็นริ้วเป็นรอยดังกากบาท อสุภ

47

ดังกลา่ วน้ีเหมาะกบั ผกู้ ำหนดั ยินดีในสรีรสมบัติทตี่ ดิ ตอ่ พรอ้ มเพรียง เพราะ
ในอสุภน้ีส่อแสดงให้เห็นว่าความติดต่อกายนี้ ต้องหลุดลุ่ยแตกหักไปโดย
ธรรมดา

3) โลหิตอสุภ คือร่างผีอันแปดเปื้อนด้วยโลหิตอันไหลเอิบออก
จากสรีรประเทศนั้น ๆ เหมาะกับผู้ท่ีมีความกำหนัดยนิ ดีโดยความงามกาย
ทบ่ี ุคคลตกแตง่ ดว้ ยเคร่ืองประดบั ต่าง ๆ เพราะในอสุภนสี้ ่อแสดงให้เห็นว่า
กายทป่ี ระดับให้งามนี้เปน็ ปฏิกลู แปดเปือ้ นด้วยน้ำเลือด โดยธรรมดา

4) วกิ ขติ ตกอสุภ คือซากผีอันบุคคลท้งิ ไว้ให้ตกเร่ียรายอย่ใู นที่น้ัน
ๆ มืออยู่ข้าง 1 เทา้ อยขู่ ้าง 1 ศีรษะอยู่ข้าง 1 เหมาะกับผทู้ ี่กำหนดั ยินดโี ดย
ลลี าอาการกิริยาเยื้องกรายยกยอ่ ง แห่งอวยั วะน้อยใหญ่ เพราะในอสุภน้ีส่อ
แสดงให้เห็นวา่ อวัยวะน้อยใหญ่แยกกนั โดยธรรมดา

5) อัฏฐิกอสภุ คอื ซากผีมีแต่ร่างกระดกู ท้ังสน้ิ แลมีอยู่แต่กระดกู อัน
เดียวก็ได้ชือ่ อัฏฐกิ อสุภ เหมาะกับผู้มักกำหนัดยนิ ดีโดยกระดูกฟันสมบูรณ์
เพราะในอสภุ นี้ ส่อแสดงให้เห็นว่ากระดกู ฟนั นเ้ี ป็นปฏกิ ูลต้องหลุดถอนไป
โดยธรรมดา

6) วิปพุ พกอสภุ คือรา่ งผีอันมีน้ำเหลอื งแลหนองอัน ไหลออกมาใน
ท่ีอันปริแลเป่ือยออกพังน้ัน เหมาะกับผ้กู ำหนัดยินดีโดยสรีระอันปรนปรุง
ทาบทา ด้วยเคร่ืองหอม เพราะในอสุภนี้ส่อแสดงให้เห็นว่าเคร่ืองหอมท่ี
ทาบทาในกายนี้ ต้องถึงวิปริต เครื่องหอมกลับไปเป็นกลิ่นเหม็นโดย
ธรรมดา

7) อทุ ธมุ าตกอสภุ คือร่างกายผีอันพองขึ้นโดย ลำดับจำเดมิ แต่วัน
สิ้นแห่งชีวิตพองบวมขึ้นบริบูรณ์ไปด้วยลม เหมาะกับผู้ที่กำหนัดยินดีใน

48

ทรวดทรงสัณฐาน เพราะในอสุภน้ีสอ่ แสดงให้เห็นว่าสรีรสัณฐานน้ีต้องถึง
ความวิปริตพองขึน้ โดยธรรมดา

8) ปฬุ ุวกอสภุ คอื ร่างผอี ันเตม็ บรบิ ูรณ์ด้วยกิมิชาติหม่หู นอนเบียน
บ่อนคลานอยู่ ท่ัวสรรี ประเทศตา่ ง ๆ เหมาะกบั ผู้ท่กี ำหนดั ยินดีโดยความท่ี
ถือว่ากายเป็นของแห่งเราแท้ เพราะ ในอสุภนี้ส่อแสดงวา่ กายไม่เป็นของ
ตน เปน็ ของสาธารณ์ทัว่ ไปแก่หม่หู นอนท้งั หลายโดย ธรรมดา

9) วิกขายิตกอสุภ คือซากผีอันสัตว์ทั้ง ปวงเป็นต้นว่า สุนัขบ้าน
สนุ ัขจงิ้ จอกกดั ท้ึงย้ือ แยง่ โดยอาการต่าง ๆ เหมาะกบั ผูท้ ี่กำหนดั ยินดีโดย
แท่งเนือ้ ที่เปน็ ปัจจัยแก่กิเลสอันแรงกล้า เพราะในอสภุ น้ีสอ่ แสดงให้เหน็ ว่า
แทง่ เนือ้ เหลา่ นต้ี อ้ งถงึ ความวปิ ริตไปโดยธรรมดา

10) วิจฉิททกอสุภ คือร่างผีอันขาดเป็น 2 ท่อนท่ามกลาง มีกาย
ขจัดขจายจากกัน เหมาะกับ ผู้ท่ีกำหนัดยินดีโดยท่อนกายอนั เปน็ แท่งทึบ
เพราะในอสุภนี้ส่อแสดงให้เห็นว่าภายในกายน้ี เป็นโพรงช่องอยู่เป็น
ธรรมดา (พระพุทธโฆสเถระ, 2562)

เร่ืองทุกข์ของภกิ ษุ 30 รูป
ภิกษุ 30 รูป อีกกลุ่มหน่ึง เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มี

พระภาคเจ้าแล้ว จำพรรษาในวัดป่า ทำกติกากันว่า ผู้มีอายุ เราควรทำ
สมณธรรม ตลอดคืนในยามทงั้ สาม เราไม่ควรมายังสำนักของกนั และกัน
แล้วตา่ งคนตา่ งอยู่. เมอื่ ภิกษุเหล่านั้นทำสมณธรรม ตอนใกลร้ ุ่งก็โงกหลับ
เสือตัวหนงึ่ ก็มาจับภกิ ษุไปกินทีละรูป ๆ. ภิกษุไร ๆ กม็ ิได้เปล่งแมว้ าจาว่า
เสือคาบผมแลว้ .ภิกษถุ ูกเสือกินไป 15 รูป ด้วยอาการอย่างน้ี ถงึ วันอุโบสถ

49

ภิกษุที่เหลือก็ถามว่า ท่านอยู่ท่ีไหน และรู้เรื่องแล้วก็กล่าวว่า ถูกเสือคาบ
ควรบอกว่า บัดน้ีเราถูกเสือคาบไป ๆ แล้วก็อยู่กันต่อไป. ต่อมาเสือก็จับ
ภิกษหุ นุ่มรูปหนงึ่ โดยนัยก่อน. ภกิ ษุหนุ่มก็ร้องว่า เสอื ขอรับ ภิกษุทง้ั หลาย
ก็ถือไม้เทา้ และคบเพลิงติดตามหมายว่าจะให้มันปล่อยเสือก็ขึ้นไปยังเขา
ขาด ทางที่ภิกษุทั้งหลายไปไม่ได้ เริ่มกินภิกษุนั้นต้ังแต่นิ้วเท้า. ภิกษุ
ทัง้ หลายนอกนนั้ กไ็ ด้แตก่ ล่าว ว่าสัปบุรษุ พระสูตรและอรรถกถาแปล ทีฆ
นกิ าย มหาวรรค เล่มท่ี 2 ภาคท่ี 2 บัดนี้กิจทีพ่ วก เราจะตอ้ งทำไมม่ ี ขึ้นชื่อ
วา่ ความวิเศษของภิกษุทั้งหลายย่อมปรากฏในฐานะเช่นนี้ ภิกษุหนุ่ม น้ัน
นอนอยู่ในปากเสือ ข่มเวทนาเจ็บปวด แล้วเจรญิ วิปัสสนา ตอนเสือกินถึง
ข้อเทา้ เป็นพระ โสดาบันตอนกินไปถึงหัวเข่าเปน็ พระสกทาคามี ตอนเสือ
กินไปถึงท้องเป็นพระอนาคามี ตอน เสือกินไปยังไม่ถึงหัวใจ ก็บรรลุพระ
อรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา จึงเปล่งอุทาน ดังนี้ว่า สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน
ปญญฺ วา สสุ มาหิโต มุหุตตฺ ํ ปมาทมนวฺ าย พฺยคฺเฆ โน รุทธฺ มานโส ปญฺชรสมฺ ึ
โส คเหตฺวา สิลาย อุปรี กโต กามํ ขาทตุ มํ พฺยคโฺ ฆ อฏฺฐิยา จ นฺหารุสสฺ จ
กเิ ลเส เขปยิสสฺ ามิ ผสุ สิ ฺสามิ วิมตุ ฺตยิ ํ (มหามกุฏราชวทิ ยาลัย, 2530) เรามี
ศีล ถึงพร้อมด้วยวัตร มีปัญญามีใจม่ันคงดีแล้ว อาศัยความประมาท ครู่
หนึ่ง ท้ังที่ มีใจไม่คิดร้ายในเสือมันก็จับไว้ในกรงเล็บ พาไปไว้บนก้อนหิน
เสอื จงกินเราถึงกระดูกและเอน็ ก็ ตามที เราจักทำกิเลสให้สิ้นไป จักสัมผัส
วิมุตติ ดังนี้ ภาพเสือกัดพระภิกษุจากคัมภีร์สุมังคลวิลาสนิ ีนี้ ส่ือความถึง
มรณัสสติในอารกั ข กัมมัฏฐาน 4 ท่ีพระภิกษุในเรื่องกำลังเจริญวิปัสสนา
ระลกึ เก่ียวกับความตายที่กำลังบังเกดิ แก่ ตน สอดคลอ้ งกับพระราชนิพนธ์
ในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ท่ีกล่าวถึงการเจริญ มรณัสสติไว้

50

ตอนหน่ึงว่า “...อธุวํ โข เม ชีวิตํ ชีวิตของเราไม่ย่ังยืน ธุวํ มรณํ เอกํสิกํ
ความตาย ยงั่ ยืน เป็นไปส่วนเดียว อวสสฺ ํ มรณํ เอกสํ ิกํ ความตายแน่เปน็ ไป
สว่ นเดียว อวสฺสํ มยา มริตพพฺ ํ เราคงตายแน่ เราจะพึงตายแน่ มรณปริโย
สานํ มรณํ อนตีโต ชวี ติ ของเรามีความตายเปน็ ทสี่ ดุ ไมล่ ่วงพ้นความตายไป
ได้ มรณปรโิ ยสานํ เม ชีวิตํ ชีวติ ของเรามีความตายเป็นทีสดุ มรณปฏิพทฺธํ
เม ชีวิตํ ชีวิตของเราเน่ืองด้วยความตาย มรณธมฺโมมฺหิ มรณํ อนตีโต เรา
เปน็ ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงความตายไปได้ มรณํ ภวิสสฺ ติ ความ
ตายจักม.ี ..” ภาพท้ายสดุ ท่ี อยตู่ ่อจากเรือ่ งอสุภกัมมฏั ฐานอยู่ด้านขวาของ
พระประธาน เป็นพระภิกษุนั่งอยู่กลางปา่ สันนิษฐานว่าอาจเป็นพระที่มา
เจริญวิปสั สนากลางปา่ กอ่ นทจ่ี ะถกู เสือกดั เนอ่ื งจากด้านขวามือ ของภาพมี
เสือกำลังลงมาจากภูเขาและจ้องมาทางพระภิกษุ (พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้า เจ้าอยูห่ ัว, 2547)

บานประตูและหนา้ ต่างพระอุโบสถ
ด้านนอกเขียนลายรดน้ำเป็นรูปพรรณพฤกษาท่ีข้ึนแทรกบนโขด

หิน ดา้ นลา่ งภาพเขียน รูปมงคลหัตถี (3 ชา้ ง) เพ่อื สือ่ ถงึ พระนาม “กญุ ชร”
อันเป็นพระนามเดิมของกรมพระพทิ ักษ เทเวศร์ ต้นราชสกุลกุญชรซ่ึงทรง
เปน็ พระบรมวงศผ์ ใู้ หญท่ ป่ี ฏิสงั ขรณ์พระอารามน้ี และบาน หน้าต่างดา้ นใน
เป็นภาพจิตรกรรมรปู เครอื่ งตงั้ ของจีน (พระโสภณ มหาอำมาตย์ตรี พระยา
โชฎึกราชเศรษฐี (ผ่อง โชติพุกกณะ) เจา้ กรมท่าซ้ายกระทรวงมหาดไทย,
247) ได้แก่ เทียน พร้อมเชิงเทียน แจกัน กระถาง ชุดน้ำชา ถ้วยชามีฝา
ชามใส่ผลไม้ กล้องยาสูบ สว่ นท่บี าน แผละทั้งประตูและหนา้ ต่างวาดเป็น


Click to View FlipBook Version