คมู่ อื ผูเ้ ลา่ เรื่องธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน ฉบบั หนิ ประดบั ถาำ้
อธบิ ดกี รมทรัพยากรธรณ ี นายทศพร นุชอนงค์
รองอธิบดกี รมทรพั ยากรธรณ ี นายสมหมาย เตชวาล
ผูอ้ าำ นวยการสาำ นกั ธรณีวทิ ยา
ผอู้ าำ นวยการสำานักงานทรัพยากรธรณีเขต 4 (สุราษฎร์ธานี) นายอนกุ ลู วงศ์ใหญ่
เขยี นเร่อื ง วาดภาพ และจดั รปู แบบเอกสาร นายธวชั ชยั เทพสวุ รรณ
นายวินัย เยาวนอ้ ยโยธิน
พมิ พค์ รั้งท ่ี 1 จาำ นวน XXXX เลม่ XXXX 2560
จดั พมิ พโ์ ดย สำานกั ธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี
75/10 ถนนพระรามท ี่ 6 เขตราชเทว ี กรุงเทพมหานคร 10400
ข้อมลู ทางบรรณานกุ รม
กรมทรัพยากรธรณ,ี 2560,
คูม่ ือผ้เู ล่าเรื่องธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน ฉบบั หนิ ประดับถาำ้ ;
หนา้
1. ธรณีวิทยา 2. ถาำ้ 3. หนิ ประดบั ถาำ้
พมิ พ์ท่ีบรษิ ัท
โทรศัพท์ X XXXX XXXX โทรสาร X XXXX XXXX
Email:
เอกสารฉบับนเ้ี ปน็ ลขิ สิทธิข์ อง กรมทรัพยากรธรณี
กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
อรุณรุ่ง ของแหลง่ ท่องเท่ียวทางธรณวี ทิ ยา: ถาำ้ เลสเตโกดอน
การทอ่ งเท่ยี วเชิงธรณีวิทยา ภายในอทุ ยานธรณี เปน็ รปู แบบการทอ่ งเทย่ี วแบบใหม ่
สาำ หรบั ประชาชนทว่ั ไป ลักษณะการท่องเที่ยวเชงิ ธรณีวิทยานี้ เปน็ การท่องเท่ียวแบบยงั่ ยนื
มีการบรหิ ารจัดการโดยท้องถน่ิ และก่อเกิดประโยชน ์ โดยตรง 3 ด้านดังน้ี
1. ประโยชนต์ อ่ สภาพเศรษฐกจิ ทอ้ งถิน่ โดยธรุ กจิ ทอ่ งเท่ยี วเกิดโดยชมุ ชน ท่มี กี ารใช้
ทรัพยากรทุกอยา่ งในท้องถิ่น มาพฒั นา ในการใหบ้ ริการแก่นักท่องเทยี่ ว
2. ประโยชนต์ ่อสง่ิ แวดล้อม เน่ืองจากชมุ ชนมรี ายได ้ เป็นผลมาจากแหลง่ ธรณีวทิ ยา ดงั นั้น
ชุมชนจะมคี วามหวงแหน และรักษาแหลง่ ธรณวี ิทยาดังกล่าว
3. ประโยชนแ์ กน่ ักท่องเทยี่ ว การเที่ยวเชงิ ธรณวี ทิ ยา นอกจากนักท่องเที่ยวได้รับ
ประสบการณก์ ารใหม่แลว้ ยงั ได้ความรู้ใหม่อีกดว้ ย
คมู่ อื ผูเ้ ลา่ เรือ่ งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน ฉบบั หนิ ประดบั ถาำ้ ประกอบด้วย ข้อมลู เด่นของ
ถ้าำ เลสเตโกดอน ความรพู้ น้ื ฐานท่สี ำาคัญในการเข้าใจ ถาำ้ - หนิ ประดบั ถา้ำ และเนอื้ หาหลกั ที่
บรรยายหนิ ประดบั ถา้ำ ชนิดต่างๆ ในดา้ น ลกั ษณะรปู รา่ ง การเกดิ ส่ิงท่นี า่ สนใจ และบริเวณ
พบหินประดบั ถาำ้ ภายในถำ้าเลสเตโกดอน
กรมทรพั ยากรธรณ ี หวงั เป็นอยา่ งย่ิงว่า คมู่ อื ผูเ้ ลา่ เรอื่ งธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน
ฉบับหินประดบั ถา้ำ จะเป็นเคร่ืองมือสอ่ื สารสาำ คัญ ทีช่ ่วยให้การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง
ธรณวี ทิ ยา ของ อาำ เภอท่งุ หว้า จังหวัดสตลู ประสบความสำาเรจ็ เปน็ แหลง่ ท่องเที่ยวเชงิ
ธรณีวทิ ยา ท่สี มบรู ณแ์ ห่งแรกของประเทศ
(นายทศพร นุชอนงค์)
อธบิ ดีกรมทรพั ยากรธรณี
คมู่ อื ผเู้ ลา่ เรือ่ งธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดบั ถา้ำ )
สารบัญ
เกร่นิ นาำ ............................................................................................................................... 1
1 บทนำา .............................................................................................................................. 3
1.1 ทำาไมนกั ทอ่ งเท่ียวต้องมา และกลับมาเย่ยี ม ถาำ้ เลสเตโกดอนอกี ...................................... 3
1.2 อ่านตรงน้กี อ่ น เพ่ือเข้าใจภาพรวมของคู่มือ .................................................................... 6
2 พื้นฐานธรณีวิทยา สาำ หรับเล่าเร่อื งถา้ำ เลสเตโกดอน ............................................................ 8
2.1 แคลไซต ์ ........................................................................................................................ 9
2.2 หินปนู .......................................................................................................................... 12
2.3 ยคุ ออรโ์ ดวเิ ชียน (สรุปลกั ษณะทั่วโลก) ............................................................................ 17
2.4 ภเู ขาเกิดไดอ้ ย่างไร ........................................................................................................ 18
2.5 กระบวนการผุพงั สึกกรอ่ นพดั พา .................................................................................... 20
2.6 เขาวงั กล้วย และถาำ้ เลสเตโกดอน ................................................................................... 25
3 หินประดบั ถา้ำ ................................................................................................................... 32
3.1 นำา้ แขง็ ตัวเป็นหิน ในถา้ำ เลสเตโกดอน .............................................................................. 34
3.2 การเรียกชอื่ หินประดบั ถาำ้ แบบชาวบ้าน และแบบวชิ าการ ............................................... 35
3.3 หนิ น้ำาหยด .................................................................................................................... 38
3.4 กลมุ่ หนิ น้ำาไหล .............................................................................................................. 59
4 อภปิ รายสรุป ................................................................................................................... 68
เอกสารอ้างอิง ..................................................................................................................... 70
ภาคผนวก: ศัพท์ไทย - อังกฤษ - และคาำ อ่านออกเสยี ง ......................................................... 71
ii
เกร่ินนำา
คูม่ ือผู้เลา่ เร่อื งถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดับถา้ำ ) เป็นสว่ นหนง่ึ ของเครือ่ งมือ สำาหรับ
“โครงการพฒั นาแหล่งท่องเทีย่ วทางธรณวี ิทยา” ในกจิ กรรมแผนบรู ณาการ สำาหรับการสรา้ ง
รายได้จากการท่องเที่ยว และบริการ ระหว่าง กระทรวงการท่องเทยี่ ว และกีฬา กับ กรม
ทรัพยากรธรณ ี กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม โครงการนี้ภายใตย้ ทุ ธศาสตร์
การท่องเท่ยี วไทย พ.ศ. 2558 – 2560 กาำ หนดวธิ เี พิ่มประสทิ ธภิ าพสาำ หรบั การพัฒนาแหล่ง
ทอ่ งเทย่ี วของประเทศหลายแหล่ง เปน็ แหล่งทอ่ งเที่ยวทางธรณีวทิ ยา โดยมุ่งหวงั ใหท้ าำ ให้
นักทอ่ งเทย่ี วมคี วามประทับใจทีไ่ ด้รบั ความร ู้ พรอ้ มกบั ประสบการณ ์ จากการทอ่ งเท่ยี ว
คู่มือสำาหรบั ผู้เล่าเรื่องน ี้ นอกจากจัดทำาขึน้ สำาหรับ มคั คเุ ทศก์ท้องถน่ิ กลุ่มพายเรือถา้ำ
เลสเตโกดอน (ชาวบา้ นในพน้ื ท่ี) แลว้ ยงั มีข้อมลู ท่ีกลา่ วถงึ ประเภทของหนิ ประดับถา้ำ ท่พี บ
ในถ้ำาเลสเตโกดอน ในแง่มมุ วชิ าการ ทง้ั ด้านรูปร่าง และการเกิด ทแ่ี ปล รวบรวม และจาก
การนาำ ตัวอยา่ งหนิ ประดับถาำ้ จากเหมืองหนิ อน่ื มาศึกษา อันเปน็ ขอ้ มลู พนื้ ฐานสำาหรับผู้
สนใจถ้าำ ในความสนใจท่แี ตกตา่ งกันไป
การพัฒนาคมู่ อื ผเู้ ล่าเรือ่ ง ถ้ำาเลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดับถา้ำ ) นไี้ ดร้ บั ความอนุเคราะห์
จากผู้อำานวยการอุทยานธรณีสตลู ณรงคฤ์ ทธ ์ิ ทุ่งปรือ หรือ “นายกโอเล่ “ ในการอาำ นวย
ความสะดวก ในการเก็บข้อมลู ในช่วงเดอื น ธันวาคม 2560 และทำาให ้ ผจู้ ดั ทาำ เอกสาร ได้มี
โอกาสแลกเปลยี่ น ความรู้เกี่ยวกบั หินประดบั ถาำ้ กบั ทางทีมงานกลุ่มพายเรอื ถา้ำ เลฯ ผูซ้ ึ่งทำา
หน้าทเ่ี ป็นผู้เลา่ เร่ืองตวั จริง (มัคคุเทศก์ทอ้ งถนิ่ ) และ กรมทรพั ยากรธรณ ี ได้จดั ทำารายงาน
ผลการสาำ รวจ และจัดทำาแผนผงั ถาำ้ เลสเตโกดอน (รายงานวิชาการ ฉบบั ท ี่ สทข 4/1/2559
โดย คุณรสั รนิ ทร ์ ศิรภิ ัทรภรู นี นท ์ คุณอุมาพร เจริญคุณธรรม และคณะสำารวจ) และภาพแผน
ผังถา้ำ เลสเตโกดอน โดย คุณชญั ชนา คำาชา และคณุ ศริ กิ รณ ์ ถวาย (สว่ นอนุรักษ์ธรณวี ทิ ยา
สาำ นกั ธรณีวิทยา) ดังน้นั จงึ เปน็ โอกาสดี ในการนำาขอ้ มูลของงานสาำ รวจสรา้ งแผนผังถา้ำ และ
หนิ ประดับถาำ้ ประเภทตา่ งๆ มาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทาำ คู่มือฉบับนี้
ค่มู ือผเู้ ลา่ เร่ืองธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถาำ้ )
เน้อื หาในคมู่ อื ผเู้ ลา่ เรื่องถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถาำ้ ) เขียนด้วยรปู แบบภาษา
เขียน 2 แบบ คือ ภาษาเขียนทัว่ ไป (เป็นหลักของเอกสาร) และเนื้อหาท่ีอย่ใู นกรอบ ทเ่ี ป็น
ภาษาวิชาการ (เป็นส่วนสนับสนนุ ภาษาเขยี นท่วั ไป) โดยมลี าำ ดบั เนอ้ื หาแยกเป็น ข้อมลู
วิชาการพืน้ ฐาน ในสว่ นแรก และสว่ นท่สี อง คือ หินประดบั ถาำ้ ซง่ึ เป็นเนื้อหาหลกั
การรถู้ งึ ความต้องการของผ้ใู ช้เอกสารน้ีก่อนการจัดทาำ เอกสาร เปน็ ขน้ั ตอนสำาคัญ
ผจู้ ัดทาำ คู่มอื ได้รับความรู้ และคำาแนะนำา เก่ยี วกับถาำ้ สเตโกดอน หลายด้าน จากประสบการณ์
จริง ของกล่มุ พายเรือผูน้ าำ หลายร้อยคณะของนักท่องเท่ียวเข้าชมถาำ้
ทา้ ยสดุ ผจู้ ดั ทำาเอกสาร ขอบคณุ คุณสัมฤทธ์ ิ ทพิ ยม์ ณ ี และทมี งานพายเรือ ท่ีนาำ ชม
ภายในถ้ำาไดท้ ุกซอก ทุกเหลอื บ และบอกเล่าเร่ืองราวสงิ่ ทไี่ ด้สมั ผสั จากกลุม่ นกั ท่องเท่ยี ว
รวมถึงการตอบคาำ ถาม จากผู้จัดทำาเอกสารโดยไมร่ ู้เบือ่ ตลอดเวลา 4 วนั ทผ่ี ู้จดั ทำาเอกสาร
ลงพื้นท่ีในการเตรียมขอ้ มลู และขอบคณุ ทีมงานการถ่ายภาพน่ิง นำาทมี โดย คุณพรเทพ
สีสะอาด ชา่ งภาพมอื อาชีพ ทวี่ างแผน ตลอดจนถา่ ยภาพ ในสภาพทไี่ มเ่ อือ้ อำานวยต่องาน
เกบ็ ภาพนง่ิ (ไม่มีแสง มีนำ้า และความชน้ื การตง้ั กลอ้ งให้นิง่ ทาำ ไดย้ าก) บางครงั้ ต้องปีนปา่ ย
ซ่ึงไดถ้ ่ายภาพท่ีมีคุณภาพ โดยไม่คาำ นึงถงึ เวลา ตอ่ เน่อื งเต็มวนั ต้ังแตเ่ ช้า จรดเยน็ ในสภาพ
ร่างกาย เปยี กนำ้าครึ่งทอ่ นล่าง หากไมท่ าำ ด้วยใจรกั แล้ว ค่มู ือผู้เลา่ เรือ่ งน ี้ คงไมม่ ีภาพท่ี
สวยงามในคู่มอื น้ี
ตวั อยา่ ง เนอื้ หาทอี่ ยู่ในกรอบ
สปลิ ิเออเธ็ม (speleothem) ในคมู่ ือนีใ้ ชค้ าำ ว่า “หินประดับถาำ้ ” เน่ืองจาก หนิ ย้อย
หินงอก หนิ น้ำาไหล ตา่ งเป็นชนิดของ สปิลเิ ออเธ็ม ซึ่งภาษาไทย ต่างมคี าำ วา่ “หิน”
รว่ มอยดู่ ้วย และจากความหมายของสปลิ ิเออเธ็ม หมายถึง มวลวตั ถสุ ่วนมากท่ีเกิดในถาำ้
เป็นผลจากการตกผลกึ ทางเคมขี องนาำ้ ทซ่ี มึ - ไหลผ่านเข้าไปในถ้ำา
2
บทนำ�
1 บทนำา
หาก1.1 ทำาไมนกั ท่องเที่ยวต้องมา และกลับมาเยีย่ ม ถา้ำ เลสเตโกดอนอกี
กลา่ วถงึ มิตใิ หม ่ สาำ หรับการทอ่ งเทย่ี ว นเี่ ลย ต้องมาที่น่ ี “ถา้ำ เลสเตโกดอน”
ในอำาเภอทุ่งหวา้ จงั หวัดสตูล และเชน่ เดียวกนั เรายังสามารถบอกไดว้ า่ ถาำ้
เลสเตโกดอน เปน็ “ถาำ้ แรก” ของผ้ทู จี่ ะมีรกั ครัง้ แรกในการเรียนรเู้ ร่ืองถา้ำ นีไ่ ม่ใชเ่ ร่อื งเยินยอ
หรอื โอ้อวดแบบเกินไป เพราะทน่ี ่มี ดี ี ด้วย 3 กล่มุ ของจุดเดน่ สรปุ นาำ เสนอเพอ่ื เรียกนำ้ายอ่ ย
ดงั น้ี
จดุ เดน ของถำ้ เลสเตโกดอน
1.1.1) ธรรมชาตสิ รา้ งถา้ำ เลสเตโกดอน ใหม้ ีความเหมาะสม ถ้ำแหง การเรียนรู สรางเสริมจินตนาการ และ
ในการเรียนร ู้ การเสรมิ สรา้ งจนิ ตนาการ และประสบการณ์ ประสบการณ ชวี ิต
ชีวิต แกท่ กุ เพศ ทุกวัย และทุกกลมุ่ ของผูม้ าเยือน เชน่ เป็น
ทางนา้ำ ใต้ดนิ ลอดใตภ้ ูเขา ทเี่ ชื่อมต่อระบบนเิ วศบนบก กับ
ระบบนเิ วศนาำ้ กรอ่ ย ถ้าำ ธารลอดของหนิ ปูน เพยี บพร้อมด้วย
หนิ ประดับถาำ้ หลากหลายรูปแบบ และรวมถึงการที่ยวชม
ถา้ำ บนเรอื คายคั แบบไม่เหนอ่ื ย สดชน่ื สบายตวั ด้วย อากาศ ป�กถำ้�เลด�้ นตะวันออก (ระบบ
นเิ วศบนบก - ด้�นซ้�ยของภ�พ และ
ในถาำ้ ถา่ ยเทสะดวก สภ�พป่�ช�ยเลน ที่พบบริเวณ ป�ก
ถ�้ำ เลด�้ นตะวนั ตก (นำ้�กรอ่ ย - ด้�น
1.1.2) เป็นแหล่งเรยี นรู้เรื่องถาำ้ และหนิ ประดบั ถาำ้ สำาหรับ ขว�ของภ�พ)
ค่มู อื ผเู้ ลา่ เรอื่ งถาำ้ เลสเตโกดอนน้ี จะกล่าวเฉพาะหินประดบั จุดเดน ของถ้ำเลสเตโกดอน
ถา้ำ ซ่ึงเปน็ จุดเดน่ มลี กั ษณะของ กลุ่มหินนาำ้ หยด และกลมุ่ แหลงเรยี นรูทางธรณีวทิ ยา
ถ้ำ: การเกดิ ถำ้ การเกิดหนิ ประดบั ถำ้
หินน้ำาไหล จากรูปแบบเร่ิมแรก เช่น หนิ ย้อยแบบเริ่มย้อย
(เกิดใหม่) ไปจนถงึ รปู แบบทซ่ี บั ซอ้ น และมีรูปแบบที่หาดูได้
ยาก (โลห่ นิ ) นอกจากน้ ี ยงั มหี นิ งอกเกิดใหมร่ ปู แบบต่างๆ
ที่งอกบรเิ วณตลิ่งจากนา้ำ ที่หยดมาจากปลายหินยอ้ ยด้าน หนิ ประดับถ้ำ� หินยอ้ ยเกดิ เปน็ แนว
บน ไปจนถึงการต่อเปน็ รูปเสาหนิ ดงั ตัวอยา่ งท่ีกลา่ วมา ต�มเพด�นถ้ำ� และหินน�ำ้ ไหลทเ่ี กดิ
ทำาให้เราสามารถกล่าวนำาได้วา่ “หากคณุ มีความรักถา้ำ ถาำ้ จ�กน้ำ�ใตภ้ เู ข� ทซี่ ึมออกม�จ�ก
เลสเตโกดอน เปน็ ถาำ้ แรกทเี่ หมาะแก่การเรยี นร ู้ และจะเปน็ ผนังถ้ำ�
ถาำ้ ท่ีต้องกลบั มาเยีย่ มชมอีกหลายครั้ง”
คู่มอื ผเู้ ล่าเรอ่ื งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถาำ้ )
1.1.3 งานบรกิ ารจากทมี พายเรือถา้ำ เลฯ สำาหรับเร่อื งน ้ี เป็นหนึ่งในจุดเด่น ของการทอ่ งเที่ยว
ถำา้ แบบใหม ่ เกิดจากการบริหารการจัดการในท้องถน่ิ ทเ่ี ข้มแขง็ และมกี ารพฒั นา การบริการ
ให ้ แกน่ กั ท่องเทย่ี วอย่างต่อเน่ือง
ดว้ ยพ้นื ฐานของชาวทงุ่ หว้า ทมี่ ีความ เรอื ถาำ้ เลฯ อันเข้มขน้ ผ่านการอบรม การ
รักสงบ เป็นมิตร และหวงแหนรกั ษา ประชมุ รูปแบบต่างๆ รนุ่ ต่อรุ่น มาตลอด
ทรพั ยากรธรรมชาต ิ สอดคล้องตามคำาขวัญ เวลา มากกวา่ 4 ป ี ทำาให้ ปจั จบุ นั นกั ท่อง
ประจาำ จงั หวดั “สงบ สะอาด และธรรมชาติ เท่ียวผมู้ าเยอื น ไดส้ ัมผสั กบั ผลของการใช ้
บรสิ ทุ ธ์ิ” ผสมกบั ความมุ่งม่ันในการบริหาร- ระบบ 5 ส. แบบท่ีทีมพายเรอื ถา้ำ เลฯ ได้
การจดั การ ทเี่ ปน็ เบือ้ งหลังการสรา้ งทีมพาย ปฏิบัตแิ บบไม่รู้ตัว แสดงได้ในตัวอยา่ งดังน้ี
จดุ เดนของถำ้ เลสเตโกดอน
กลุมพายเรอื
สะสาง สะดวก สะอาด สรางมาตรฐาน สรางนสิ ยั
สะสาง: งานอนื่ ๆ เก็บไวกอ น
สะดวก: อำนวยความสะดวกทกุ ดานใหกบั ลูกคา
สะอาด: หองนำ้ อปุ กรณ อาหาร นำ้ การแตงกาย
สรา งมาตรฐาน: แบบการบรกิ ารเดยี วกัน
สรา งนิสยั - วินยั : สภุ าพ ตรงตอเวลา
มที ัศนคตทิ ่ดี ีในงานบรกิ าร และ รักษาทรพั ยากรธรรมชาติ
ก�รเปลยี่ นแปลง และปรับปรุงในง�นบริก�ร ของกลมุ่ พ�ยเรอื ถ้�ำ เลสเตโกดอน ตลอดเวล� เพื่อตอบสนอง
คว�มพงึ พอใจของนกั ทอ่ งเทีย่ วถำ�้ เลสเตโกดอน มลี ักษณะก�รพัฒน� คล�้ ยกับ กระบวนก�ร 5 ส. ซึง่
จรงิ ๆ แล้วควรเรียกเป็นแบบเฉพ�ะของกลุม่ พ�ยเรือถ�้ำ เล ท่ผี ู้ม�เยือนไดเ้ รียนรู้ จ�กง�นบรกิ �รของกลมุ่
4
บทนำ�
ตวั อย่างการบรกิ ารนักท่องเทยี่ ว ทส่ี งั เกตได ้ จากชาวบา้ นธรรมดา รวมตัวกนั ภายใต้การ
สนับสนุน จาก อบต. ทุ่งหวา้ เกิดเป็น “กลมุ่ พายเรอื ถา้ำ เลสเตโกดอน”
ถา้ นดั (กลุ่ม) ลูกคา้ แลว้ งานนาำ ชมถา้ำ เลต้องมาก่อน ( ส. ที ่ 1 คอื สะสางงานท้ังหมด
รวมถึงต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม ในคนื กอ่ นทจ่ี ะรบั ลูกคา้ ) เมื่อลกู ค้ามาถงึ จะมีการ
ชีแ้ จง เส้นทางการท่องเทีย่ วเชิงธรณ ี ของถา้ำ เลสเตโกดอน
ในการอำานวยความสะดวกตลอด ในการจัดหาอุปกรณ์พรอ้ มใช้งาน เชน่ ถงุ กนั นาำ้
เสอ้ื ชชู พี ไฟฉาย การชแี้ จงวิธีการข้ึนนัง่ เรือทีถ่ กู วธิ ี รวมถึงการดแู ลลูกค้าตลอดการท่อง
เทยี่ ว ในระบบมาตรฐาน 1 ตอ่ 2 (ทมี พายเรอื 1 คน ต่อ นักท่องเท่ยี ว 2 คน จรงิ ๆ ควรมี
ตวั เลือกให้บรกิ าร แบบ 1 ตอ่ 1) และน่เี ป็นเพียงตวั อยา่ ง ส. ท่ี 2 สะดวก
สาำ หรบั ส. ที่ 3 เปน็ เร่อื งความสะอาด นอกจากจะเป็น อาหารวา่ ง และนาำ้ ดื่ม ที่
สะอาด-ปลอดภัยแล้ว การบริการอาหารทะเลสดๆ เผา บรเิ วณปากถาำ้ ท่ีติดกับป่าชายเลน
ที ่ อบต. ทงุ่ หว้า เคยจัดใหก้ ล่มุ ผเู้ ยยี่ มชม ระดับ ว.ี ไอ.พี. นา่ เปน็ ทางเลือกท่ดี ขี องนกั ท่อง
เท่ียว ทัง้ นก้ี าร เลอื กสรา้ งและปรบั ปรงุ สถานท ี่ คงเปน็ สิ่งทีค่ วรดำาเนนิ การด้วย สว่ นความ
สะอาดด้านอืน่ ๆ เชน่ การแต่งกายของทีมงาน ความสะอาดของเรอื และอุปกรณ ์ รวมถงึ
เรือ่ งความสะอาดของห้องนาำ้ -ห้องสว้ ม ลว้ นเป็นเรือ่ งที่สาำ คัญ
ในการดาำ เนนิ การบรกิ ารนกั ท่องเทย่ี วของทีมพายเรอื ทกุ ลาำ ต่อลูกค้าทกุ คน ทกุ กลุ่ม
จะไดร้ ับการบรกิ ารท่ดี ีเหมอื นกัน ในราคาทีเ่ ท่ากัน น่เี ปน็ หลกั ของ การสรา้ งมาตรฐาน
งานบรกิ าร ใน ส. ท่ี 4 และ
ส. ท่ี 5 เป็นการสรา้ งนิสัย ของ กลมุ่ ทีมพายเรอื ให้มวี ินัย ในการบริการลกู ค้าดว้ ย
ความสุภาพ ตรงต่อเวลา มีความเขา้ ใจในงานบรกิ ารท่ดี ี และหวงแหน-รักษาส่ิงแวดลอ้ ม ท่ี
เปน็ ทรพั ยากรธรณ ี อนั เป็นมรดกของแผ่นดนิ ซง่ึ ธรรมชาติได้สรา้ งไวใ้ กลก้ บั บา้ นของผูเ้ ล่า
เรอื่ งกลุ่มพายเรือถา้ำ เลสเตโกดอน
ค่มู อื ผเู้ ล่าเร่ืองธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถา้ำ )
1.2 อา่ นตรงนี้ก่อน เพ่อื เข้าใจภาพรวมของคู่มือ
1.2.1) ผรู้ วบรวม และเรียบเรยี งเนอ้ื หา เปน็ นักธรณวี ทิ ยาธรรมดา ที่สนใจเรอ่ื งการสร้าง
เครอื่ งมือส่อื สาร เพือ่ ถ่ายทอดเน้อื หาธรณีวทิ ยา แกค่ นทวั่ ไป ไมไ่ ด้เปน็ ผเู้ ช่ยี วชาญดา้ น
ถาำ้ วิทยา หินประดบั ถาำ้ บางประเภทท่พี บภายในถาำ้ เลสเตโกดอน บางครงั้ ก็ไมแ่ นใ่ จวา่ เกดิ
อย่างไร จริงๆ กลา่ วง่ายๆ คอื “ไมร่ ้คู รบั ” เนอ้ื หาในคู่มอื ผ้เู ล่าเร่อื งน ้ี ได้จากการสังเกต
หินประดับถาำ้ ในถำ้าเลฯ ประกอบกบั การค้นวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากเอกสารตา่ งประเทศ จาก
เวบ็ ไซต ์ รวมถึงจากหนงั สอื ตามห้องสมดุ ต่างๆ ดงั ท่รี ะบไุ วใ้ นเอกสารอา้ งอิง และรวมถึง
การเปรยี บเทียบกับตัวอย่างหนิ ประดับถาำ้ จากเหมอื งหินปูน ต่างๆ
1.2.2) ผรู้ วบรวมได้ระวงั คมู่ ือการเล่าเรอื่ งถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดับถาำ้ ) ให้เกดิ
ความคลาดเคลื่อนนอ้ ยทีส่ ดุ โดย ศึกษางานทำาแผนผงั ถาำ้ หินประดับถา้ำ และศกึ ษา
ภาพถา่ ยภายในถ้ำาเลแบบละเอยี ด มากกวา่ 2 พันภาพ เพอ่ื ไมใ่ หพ้ ลาดหินประดับถาำ้ ท่ี
นา่ สนใจ ท้ังนี้หากพบความผดิ พลาด คลาดเคลอ่ื น รวมถงึ ความขาดตกบกพร่อง ของ
เอกสารนโ้ี ปรดแจ้งใหผ้ ู้รวบรวมทราบ ขอขอบพระคณุ ล่วงหน้า
1.2.3) สำาหรับเน้ือหา พยายามหลีกเลย่ี งใชศ้ พั ท์วิชาการภาษาองั กฤษ มากที่สุด แต่เนอื้ หา
เก่ียวกบั หินประดบั ถา้ำ และเรือ่ งทเ่ี ก่ียวกบั ธรณีวิทยา จะมีศัพทเ์ ฉพาะมาก และสว่ นใหญ่
เป็นศัพทท์ ่ยี ังไม่มีการบัญญัต ิ โดย ราชบณั ฑติ ยสถาน เชน่ หนิ นำ้าไหล (flowstone – อา่ น
ว่า โฟล-สโตน) หลอดกาแฟ หรอื หลอดโซดา (soda straw – อา่ นว่า โซดา ส-ตรอ) และ
ม่านหินย้อย (curtain – อา่ นวา่ เคอร-เทน่ิ ) ศพั ท์ภาษาไทยในคู่มือนี้ บางศพั ทใ์ ชต้ าม
รายงานการศกึ ษาโถงถา้ำ เลฯ บางศัพท์จากคาำ ศัพทท์ มี่ คั คเุ ทศก์ท้องถ่นิ ใช้ และบางศพั ท์เปน็
ศพั ทท์ ีแ่ ปลจากท่มี าของศพั ท์ภาษาองั กฤษ
1.2.4) สำาหรบั ศพั ท ์ ท่มี ีการบญั ญัติ โดย ราชบัณฑติ ยสถาน จะนำามาใชเ้ ลย แตค่ วรระวงั
"คำาเขียน" กับการออกเสยี งไมเ่ หมอื นกัน (เช่น “แร่แคลไซต์” เวลาพูดสว่ นมากจะออกเสยี ง
วา่ “แรแ่ คล-ไซต้ ”์ ) ดูในภาคผนวกท้ายคมู่ ือ เป็น ตารางศพั ท์ ภาษาเขียน – ภาษาพดู
6
บทนำ�
1.2.5) คู่มือน้ ี มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ สร้างความเข้าใจหินประดบั ถา้ำ แก่ผู้เลา่ เรื่อง มบี างส่วน
ที่ต้องจาำ และบางส่วนสามารถ นำาไปใช้แทรกอธิบายเสริมประกอบรายละเอยี ด ของหนิ
ประดับถาำ้ เชน่ หลอดกาแฟ ไม่ว่าจะพบท่ีไหนภายในถ้ำาเลฯ หรอื ถาำ้ อน่ื ๆ เนอื้ หาทำาให้
ผ้เู ล่าเร่อื งสามารถนาำ ขอ้ มูลดังกล่าว สามารถอธบิ าย หลอดกาแฟ ทพี่ บในบรเิ วณต่างๆ
ภายในถำ้า และท่ีสาำ คัญคมู่ ือน้ี คอื ไม่ไดอ้ อกแบบไว้เพ่อื ท่องจาำ เน้อื หาไปเล่าเรื่อง
1.2.6) เนอ่ื งจากหนิ ประดับถาำ้ ทพี่ บในถาำ้ เลฯ แสดงลักษณะแบบพ้นื ฐาน ถงึ ซับซ้อน
ปานกลาง เชน่ หินประดับถาำ้ กำาลงั เกิดขึน้ สามารถสงั เกตได้ดว้ ยตาเปลา่ ไปจนถงึ การเกิด
แบบซบั ซอ้ น (หินย้อยพอกโตรวมตัวกนั ) และหินงอกโตในแนวดง่ิ ทงั้ ๆ ทพี่ ้นื บริเวณ ตลิง่
มีความเอยี ง รวมถงึ มีการเกดิ หนิ งอกจาำ นวนนอ้ ย เนื่องจากพนื้ โถงถ้าำ มธี ารนาำ้ ไหล หนิ
ประดับถา้ำ ในถำ้าเล จึงเหมาะแกก่ ารเรียนรูห้ นิ ประดับถา้ำ เบ้ืองตน้ (ซ่ึงเปน็ จดุ เดน่ ) การนาำ
รูปแบบการเกดิ ไปใช้อธบิ ายการเกดิ กบั ถา้ำ อ่นื ๆ จึงเหมาะเฉพาะบางสว่ นเทา่ นั้น แต่ไม่
สามารถนำาไปใช้ได้ทงั้ หมด เชน่ ถำ้าภผู าเพชร ในอำาเภอมะนงั (หนิ ประดับถา้ำ สวยงาม) มหี นิ
ประดบั ถา้ำ ท่ีเกิดในแบบท่ซี บั ซ้อนกวา่ และมีสภาพโถงถำา้ เอื้ออาำ นวยใหเ้ กดิ หนิ งอกมากกว่า
(โถงถาำ้ สงู – กวา้ งกว่าถ้ำาเลฯ และพน้ื ถำา้ แหง้ ) ซง่ึ เน้อื หาในส่วนที่สามารถพบในหนิ ประดับ
ถาำ้ ของถ้ำาอืน่ ๆ จะไมก่ ลา่ วในคู่มอื นี้
1.2.7) วธิ ใี ช้คมู่ อื การเล่าเรอื่ งถาำ้ เลสเตโกดอน ทาำ ไดโ้ ดยการอา่ นผ่านรอบแรกทัง้ เล่ม เพือ่
ใหค้ นุ้ เคยกบั คมู่ อื แบบจบั ประเดน็ โครงสร้างของค่มู อื และหัวขอ้ เนอื้ หาสำาคัญ ต่อจากน้นั
หากต้องการหาข้อมลู รายละเอียดเกยี่ วกบั หนิ ประดบั ถาำ้ ที่พบภายในถา้ำ เลสเตโกดอน ให้
เปดิ หาขอ้ มลู ในหัวขอ้ น้นั ๆ (ดหู วั ขอ้ จากหน้าจากสารบัญ) และในบางกรณีอาจหาขอ้ มูล
เสริมจากเนื้อหาทอ่ี ยูใ่ นกรอบ ของเอกสาร
ถำา้ คอื โพรง – ปล่อง – ร่องแตก – อโุ มงค ์ ที่เกิดตามธรรมชาติใตผ้ วิ โลก โดยมีชอ่ ง
เปดิ สู่ผวิ โลก และมขี นาดทมี่ นษุ ยเ์ ขา้ ไปได้ (บางนิยาม เพมิ่ ว่า “ถำา้ ” ตอ้ งมเี ขตท่ี
แสงสว่างส่องเขา้ ไปไมถ่ ึงดว้ ย)
คู่มอื ผู้เล่าเรื่องธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดับถาำ้ )
2 พื้นฐานธรณวี ิทยา สาำ หรับเลา่ เรื่องถาำ้ เลสเตโกดอน
เน้อื เรอื่ งในสว่ นนเี้ ปน็ ข้อมูลพน้ื ฐาน อยใู่ นศัพท์วชิ าการ และสามารถนำามาใช้
สาำ หรับการ สรา้ งความเข้าใจ ธรณีวทิ ยา อธิบายเสริม อธบิ ายเพม่ิ หรือประกอบการ
ของถา้ำ เลสเตโกดอน ในทางลึกมากข้ึน ตอบคาำ ถาม ในระหว่างการนาำ พานกั ทอ่ ง
เน้อื หาพื้นฐานทางธรณวี ทิ ยาจะเสริม ความ เทยี่ วผมู้ าเยือนถ้ำาเลสเตโกดอน ที่หลาก
เข้าใจลักษณะของถา้ำ ท่ีสามารถพบเห็น และ หลายพื้นฐานความรู้ และความสนใจ
รวมถงึ กระบวนการเกดิ ถา้ำ ทต่ี อ้ งใช้หลัก
ทางวชิ าการ ประกอบการแปลความหมาย เน้อื หาพ้นื ฐานธรณีวิทยา แยกเปน็
สาำ หรบั การอธิบาย หวั ข้อยอ่ ย เป็นลาำ ดับตามตาราง นอกจาก
นย้ี ังแสดงประเดน็ ความเชือ่ มโยงท่สี ำาคัญ
ขอ้ มลู พนื้ ฐานธรณวี ิทยา ทำาให้ กับ หัวขอ้ ในเนือ้ หาธรณวี ทิ ยา ท่พี บใน
ผเู้ ลา่ เรื่องทอ้ งถนิ่ เขา้ ใจความหมายแฝงท่ี ถ้ำาเลสเตโกดอน ซึง่ เป็นส่วนตอ่ ไป
หวั ขอ้ ยอ่ ย ประเด็นเช่ือมโยงท่สี ำาคัญ
2.1 แรแ่ คลไซต์ สมบตั ิทางกายภาพ และทางเคม ี ของหินปนู และหินประดับถ้าำ
2.2 หนิ ปูน หินหลกั ของเขาวังกล้วย เป็นหนิ ทีม่ ีโพรง และถ้ำา เกดิ ภายใน
มวลหิน
2.3 ยคุ ออร์โดวิเชียน ชว่ งเวลาในอดตี ประมาณ 55 ล้านป ี อยู่ระหวา่ ง
ยุคแคมเบรียน และไซลเู รยี น
2.4 ภเู ขาเกิดได้อยา่ งไร ใช้เชอ่ื มโยงลักษณะภมู ิประเทศ รวมถงึ กระบวนการเกดิ ถาำ้
2.5 กระบวนการผุพงั สกึ กร่อนพัดพา กระบวนการรวมหลายกระบวนการ โดยมีน้ำาเป็นตัวกลาง
สาำ คัญ เชือ่ มโยงกบั การเกดิ ถา้ำ
2.6 เขาวังกล้วย และถำา้ เลสเตโกดอน
สรปุ ข้อมลู ทางภมู ิศาสตร ์ ข้อมลู ทางกายภาพ ที่มีหินประดับถาำ้
เกดิ อย่ภู ายในถำ้า
8
พื้นฐ�นธรณีวทิ ย�
2.1 แคลไซต์
ทน่ี ำา “แคลไซต์” มาจัดเป็นขอ้ มลู พื้นฐานอันดับแรก เนือ่ งจาก
ก) เปน็ องค์ประกอบย่อยของหิน ท่ีพบได้ท่วั ไปในอทุ ยาน
ธรณสี ตลู แตม่ กั ไมถ่ กู กล่าวถึง เช่น เป็นแรท่ พ่ี บมากในหนิ ปนู
หนิ งอก หนิ ยอ้ ย ทฟู า ปะการัง เปลือกหอย (เชน่ เวลากลา่ วถงึ
ก็ระบวุ ่า เป็นหินปนู เปน็ หินงอกหนิ ยอ้ ย หรือ เปน็ ปะการังเลย)
ข) สมบัตเิ ด่นของแรแ่ คลไซต ์ เชน่ ความแข็งนอ้ ย (ตะป ู และมดี
ขดี เปน็ รอย) ละลายได้ในกรด (ทำาปฏิกริ ิยากบั กรดแล้วเกิดฟอง
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์) คุณสมบัติดังกลา่ วของแร่รวมเข้าไว้
เป็นคุณสมบัติของหินปนู ด้วย ดงั น้นั หินปูนจงึ เป็นหินทมี่ คี วามแขง็ นอ้ ย และสามารถละลาย
ได้ในนำ้าฝน ทม่ี ีสมบัติเปน็ กรดออ่ น
ค) แรแ่ คลไซต์ เกิดไดใ้ นสภาพแวดล้อมทห่ี ลากหลาย ทัง้ ในหนิ อัคนี หินแปร และหินตะกอน
และประเดน็ ทจี่ ะกลา่ วตอ่ ไป ในค่มู อื น้ี คอื แร่แคลไซต์ เกดิ บรเิ วณผิวโลก จากการตกผลกึ
จากนำ้าท่ีม ี ประจแุ คลเซียม และประจุไบคาร์บอเนต ละลายอยู่ (เรยี กนาำ้ ทมี่ ีประจดุ งั กล่าววา่
น้ำากระดา้ งชว่ั คราว – นำา้ ทีใ่ ช้สบู่แล้วไม่เกดิ ฟอง และเม่อื นำาไปต้มจะเกดิ คราบตะกรัน) หินปนู
ที่เกิดขึ้นจากการตกผลึกของแร่แคลไซต ์ มชี ือ่ เฉพาะ เชน่ หินยอ้ ย และหินงอก (ในถำา้ ) และ
ทูฟา พบบริเวณนาำ้ ตกทเี่ กดิ ในภเู ขาหินปนู
แคลไซต ์ สูตรเคมี: CaCO3 เป็นแร่พบไดบ้ ่อยของกลมุ่ แรค่ ารบ์ อเนต
กลมุ่ แร่คาร์บอเนต หมายถึงกลมุ่ แร่ท่ีมอี นุภาคคารบ์ อเนต (CO3) 2- อยูใ่ นสตู รเคม ี
เช่น แคลไซต์ (CaCO3) อะราโกไนต ์ (CaCO3) และโดโลไมต ์ (Ca,Mg) CO3
คูม่ ือผู้เล่าเร่ืองธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดบั ถา้ำ )
ง) แร่แคลไซต์ ท่เี กิดเป็นแรป่ ระกอบหินหลกั องค์ประกอบของหนิ ประดับถาำ้ ลกั ษณะ
น้อยครั้งเกดิ เป็นผลึกสมบูรณ ์ และแสดง ดังกล่าว เป็นผลจากสมบัติทางกายภายของ
หน้าผลึกให้พบเห็น หนิ ปูนโดยทัว่ ไปจะ แคลไซต์ ท่แี สดงหนา้ เรยี บ และ ประกาย
ประกอบดว้ ยแร่แคลไซต ์ ผลึกขนาดเล็ก ผลกึ หรอื ความวาวคลา้ ยแก้ว ส่งผลทาำ ใหเ้ กดิ
ดูดว้ ยตาเปลา่ ไมเ่ หน็ แตบ่ างคร้ัง หนิ ปนู ที่ ประกายแสงระยิบระยับ เป็นผลจากการ
เป็นหินประดบั ถาำ้ ประกอบดว้ ยแร่แคลไซต์ ขยบั ไฟฉายท่สี อ่ งไปยงั หินประดับถาำ้
ท่มี ผี ลกึ ขนาดใหญ่ ทำาให้เกิดการสะท้อน
แสงจากผวิ เรียบของผลึกหลายผลึก ทเ่ี ปน็
ผวิ เรยี บของผลึกแคลไซต์ ทก่ี อ่ เป็นรูปหนิ นำ้าไหลสะทอ้ นแสงเกิดประกาย สมบัติทางกายภาพ ของแคลไซต์
ความแข็ง: 3 ตาม มาตราโมส์
สี: ไมม่ สี ี ขาว เทา เหลือง และเขียว
ความวาว: คล้ายแก้ว
การละลาย: สามารถละลายไดใ้ น
นา้ำ ทม่ี ฤี ทธเิ์ ป็นกรดออ่ น
แคลไซต์ และอะราโกไนต ์ เหมอื น หรอื ต่างกันอย่างไร
แร่ทงั้ สองเปน็ แร่ที่ อะราโกไนต ์ เกดิ ร่วมกบั แร่ รูปผลึ
ูรปผ กของ อะราโก
ไนต์
ลกึ ของ แคลไซต์ มสี ตู รเคมเี หมอื น แคลไซต์เป็นหินประดับถา้ำ
กนั แตกต่างท่ี ผลกึ ด้วย ดงั น้นั ในเอกสารน้ี “แร่
แคลไซตอ์ ยใู่ นระบบ แคลไซต์” จงึ หมายรวมถึงท้งั
ไทรโกนลั (สว่ น แรแ่ คลไซต ์ และอะราโกไนต์
ของระบบสามแกน
ราบ) และ อะราโกไนต ์ มีผลกึ อย่ใู นระบบ
สามแกนต่าง การจำาแนกแร่ทั้งสองดว้ ย ผลึกรูปเข็ม ทีพ่ บเป็นหินประดับถาำ้
ตาเปล่าทำาได้ยาก และบางครงั้ เกดิ แร่ (ดงั ภาพ) มักจะเป็นอะราโกไนต์
10
พนื้ ฐ�นธรณีวทิ ย�
จ. แร่แคลไซต ์ ทเี่ กดิ ในหินย้อยในส่วนน้ี เปน็ ตวั อยา่ งของแรแ่ คลไซต ์ ท่ี
ตกผลกึ และพอกพูนเปน็ วง เป็นหินประดับถา้ำ ชนดิ หนิ ย้อย ในภาพเปน็
ตัวอย่างหนิ ย้อย จากหนา้ เหมอื งหนิ ปูน ในจังหวดั สระบรุ ี ตัดตง้ั ฉากแกน
ยาว แสดงลักษณะเป็นแทง่ เหมอื นหัวผักกาด (หวั ไช้เทา้ หรอื ไชเท้า) หรือ
หวั แครอท ด้านอ้วนจะอยู่ติดกบั เพดาน สว่ นด้านเรียวจะชล้ี งดนิ
หน้าตัดตงั้ ฉากกบั แกนยาว
แสดงลักษณะการพอกพนู
ของแคลไซต์ท่เี ปน็ วง สว่ น
หนา้ ตัดที่ขนานกบั ดา้ น
ยาว แสดงลักษณะเปน็ แถบ
ยาวขนานกัน ส่วนกลางที่
เป็นทรงกระบอก (ศรชี)้ คอื
หลอดกาแฟ มแี ร่แคลไซต์
ตกผลกึ บางสว่ นไมเ่ ตม็ หลอด
โครงสร้างภายในของหนิ ประดบั ถา้ำ แสดงเป็นชนั้ หรอื เปน็ แถบ บอกช่วงเวลา
หลายรอ้ ย ถงึ หลายพนั ป ี ของแคลไซต ์ ท่ตี กผลกึ ภายในสภาพแวดลอ้ มเดียวกนั ส่วนในสุด
ของหินย้อยเรม่ิ ดว้ ยการตกผลกึ ของแร่แคลไซต์เปน็ หลอดกาแฟ แคลไซตท์ เี่ กิดเปน็ วงถัดไป
เปน็ การตกผลกึ ในช่วงเวลาต่อมาไล่เป็นลาำ ดับ และภาพเขยี นลายเสน้ ของโครงสร้างภายใน
ของหนิ ประดับถาำ้ จะใชอ้ ธบิ ายการเกิดของหนิ ประดบั ถาำ้ อนั จะกล่าวในสว่ นตอ่ ไป
คู่มอื ผูเ้ ล่าเร่ืองธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถาำ้ )
2.2 หินปนู
หากกลา่ วว่า “ถ้าใครไดม้ าเยอื นอุทยานธรณสี ตลู แลว้ ไมไ่ ด้เห็น ไมไ่ ดย้ ินคำาว่า หนิ ปูน
แลว้ คนน้ันยงั มาไมถ่ งึ อุทยานธรณจี ังหวดั สตูล” คาำ กลา่ วนี้ไมผ่ ิดแน่ เนือ่ งจาก อทุ ยาน
ธรณสี ตูล มีหินปูนเปน็ หนึ่งในองค์ประกอบหลักทสี่ าำ คญั ของอทุ ยานธรณี และ มคี วาม
หลากหลาย ใหค้ ณุ คา่ แสดงออกเปน็ หินท่มี ีฟอสซิลท่ีหลากหลาย หนิ ทีเ่ ปน็ ภูมิประเทศอนั
สวยงาม และเป็นหินทเี่ กดิ โพรง และถ้ำาอยภู่ ายใน
เนอื้ หาหนิ ปูน ในสว่ นน้ี จะกล่าวถงึ การแบ่งชนดิ หนิ ปูน ตามการเกิด เป็น 3 กลุม่ ยอ่ ย
พร้อมตวั อยา่ ง และประเด็นสำาคัญของหนิ ปูนแต่ละชนดิ หนิ ปูน แบ่งตามการเกดิ ได้เปน็
หินปูน เกิดจากการทับถมตะกอนเศษหิน แร่ และซากสงิ่ มีชีวิต หนิ ปนู ประเภทน ้ี เปน็
หนิ ปนู ทพ่ี บมากทีส่ ดุ อาจเกิดเป็นชน้ั สลับกับหนิ ตะกอนประเภทอ่ืน เชน่ หนิ โคลน โดยมี
ตวั กลางในการพาตะกอนมาทับถม คือ กระแสนา้ำ ทะเล หินปูนประเภทน ี้ แสดงเนื้อหินแบบ
ประสม (เนอ้ื หินประเภทน้ีไมส่ ามารถเห็นได้ด้วยตาเปลา่ สาำ หรับตัวอย่างเนื้อละเอียด)
หนิ ปนู เกิดจากการกอ่ ตัวของส่ิงมชี วี ิตทีอ่ าศัยในทะเล หนิ ปูนประเภทน้เี กดิ จากสตั ว์
ทะเลขนาดเล็ก ดำารงชวี ติ อย่เู ปน็ กล่มุ เช่น ปะการัง โดยมันจะสรา้ งอวยั วะภายนอกทีแ่ ขง็
ประกอบด้วยแร่แคลไซตเ์ ป็นหลัก พอกพนู ก่อใหเ้ กิดเปน็ กอ้ น หรือพืดหนิ ปนู ปะการัง หินปนู
ประเภทนี ้ เนื้อหินประกอบด้วยซากของส่ิงมีชีวติ และ
หินปนู เกิดจากการตกผลกึ ทางเคมขี องสารละลาย อาจเกดิ จากการตกผลึกของ
สารละลายอม่ิ ตัว ในทะเลปิด หรือพบได้บ่อย คอื เกดิ จากการตกผลกึ ของนา้ำ ทไ่ี หลผ่านใน
พืน้ ท่ที ี่ประกอบดว้ ยหนิ ปูน เชน่ หนิ งอก หินย้อย และทูฟา บรเิ วณนาำ้ ตก หินปนู ท่เี กดิ จาก
การตกผลกึ จะมีเน้อื หินแบบเนอ้ื ประสาน ท่ีประกอบด้วยผลกึ แรช่ ดิ ตดิ กัน (ส่วนมากขอบ
ผลึกจะเรียบ)
12
พื้นฐ�นธรณวี ิทย�
ตัวอยา่ งของหินปนู ท้งั 3 ชนดิ
หินปนู เนอื้ ละเอียด สลับ หินปูนปะการงั มปี ะการงั ทูฟา แคลไซตต์ กผลึกเป็น
ช้ันดว้ ยหินโคลนช้ันบางๆ (ลูบลโิ นฟิลลัม ไทยแลน ชนั้ มีรูพรุนมาก ภาพถ่าย
มมุ เอียงของระนาบชัน้ หนิ ดิคมั ) เป็นองคป์ ระกอบ จากบริเวณน้ำาตกธารปลวิ
เกอื บเป็นแนวดิ่ง (ภาพถา่ ย หลกั (ตัวอย่างจาก วัดป่า และ ชอื่ “ทฟู า” ไดช้ ่อื จาก
จากปากทางเขา้ ถาำ้ เลสเตโก กติ ตโิ สภณาราม บ้านนา ภาษาลาติน หมายถึง “หนิ
ดอน บรเิ วณสว่ นงวงของ เจรญิ อำาเภอเอราวณั ของเมืองทม่ี ีน้ำาตก ตั้งอยู่
หวั ช้าง) หินปนู ประเภทน ้ี จงั หวัดเลย และภาพถ่าย ใกล้ๆ กบั กรงุ โรม ในทศิ
เปน็ ลักษณะของหินปูนเนอ้ื จาก พพิ ิธภัณฑ์สริ ินธร ตะวันออก”
ประสม จงั หวัดกาฬสนิ ธ)ุ์
หินปูน เนอื้ ละเอียด สีเทา เนือ้ หินประกอบดว้ ยผลึก
(แถบทเ่ี กิดเป็นรอ่ ง บรเิ วณ หนิ ปนู ประกอบด้วยซากของ แคลไซตข์ นาดละเอียด แสดง
ผิวหนิ ท่กี ร่อน) และหินโคลน ปะการงั เปน็ หลัก ท่ีก่อตวั ลกั ษณะเปน็ ชนั้ ขนานกนั
(สนั ทนต่อการกร่อนมากกวา่ ) เปน็ หิน ในภาพถ่ายดา้ นตัด ตกผลึกจากนา้ำ ท่ไี หลในชว่ ง
ประกอบด้วย แร่ดนิ เหนยี ว ขวางแท่งปะการังท่ียาว เวลาเดียวกับรากไม้ท่เี จรญิ
และสารอินทรีย์ เตบิ โต
คู่มอื ผู้เลา่ เรอื่ งธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดบั ถา้ำ )
14
พ้ืนฐ�นธรณวี ิทย�
เจาะลกึ กับ หินปูนเนือ้ ประสมทพี่ บไดท้ ัว่ ไป ภายในแหลง่ อทุ ยานธรณีสตูล
เมือ่ นำากอ้ นหนิ ปนู เนอื้ ละเอียดแน่น มสี ีเทาเข้ม (พบ
ทัว่ ไป ในอุทยานธรณสี ตูล) พนั ดว้ ยเทปกระดาษครงึ่ ก้อน
และแช่ลงในกรดเกลอื เจือจาง (จะใชก้ รดท่ผี สมกบั นาำ้ ยาง
พาราก็ได ้ แต่ผสมแบบเจือจาง) จะสังเกตเหน็ ฟองแกส๊
คาร์บอนไดออกไซด ์ (แรแ่ คลไซต ์ ทำาปฏกิ ิรยิ ากับกรด) และ
ส่วนท่ีเหลือเป็นผง มีบางส่วนสีดำา ในการทดสอบงา่ ยๆ นี้
สรุปได้ว่า หินปนู เนื้อละเอียดสเี ทาเขม้ ประกอบดว้ ย แร่
แคลไซต์ (สว่ นท่ีทำาปฏกิ ิริยากับกรดออ่ น) กบั สารอนิ ทรยี ์
และแรเ่ คลย ์ (ส่วนทไ่ี ม่ละลายในกรดเจือจาง)
ลกั ษณะของหนิ ปนู เนอื้ ละเอยี ดแน่นสีเทาเขม้
(ด้านซา้ ยเปน็ ผวิ หินท่เี หลอื จากการละลาย
ในกรด) ในตวั อยา่ งแสดงสว่ นทีเ่ หน็ คลา้ ย
คราบปูนสนี ้าำ ตาล เกดิ แทรกทวั่ ไปในกอ้ น
ตัวอย่าง และแรแ่ คลไซตส์ ีขาวทเี่ กดิ เป็นสาย
หรือเป็น แคลไซต์ เวน
หินปนู เนื้อละเอยี ดสเี ทาเขม้ บริเวณ จ. สตูล บอ่ ยครง้ั
เม่อื นำามาตดั เป็นแผน่ หินบาง (หนา 0.03 มลิ ลเิ มตร)
และศึกษาภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์ พบวา่ ประกอบด้วยเศษ
เปลือกฟอสซลิ หลากชนิด (ลูกศรช้)ี ขนาดเลก็ เปน็ จาำ นวนมาก
คู่มอื ผู้เลา่ เรื่องธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดับถาำ้ )
ในยคุ ออร์โดวิเชียน หนิ ปนู เน้ือละเอียดสเี ทาเข้ม สลบั ดว้ ยช้นั โคลนบางๆ พบบรเิ วณ
ถาำ้ เลสเตโกดอน เผยหลักฐาน วา่ “เมอื่ 450 ล้านปที ี่ผา่ นมา บรเิ วณนีเ้ ป็นทะเลตืน้ ที่
แสงแดดส่องถึง มีสภาพภมู อิ ากาศอบอนุ่ เพยี บพร้อมไปดว้ ยความความหลากหลาย
ของส่ิงมชี ีวิต”
16
พน้ื ฐ�นธรณวี ิทย�
2.3 ยุคออร์โดวิเชยี น (สรปุ ลักษณะท่ัวโลก)
ชว่ งเวลา: 485.4 – 443.8 ลา้ นปที ี่ผา่ นมา (จำาง่ายๆ ประมาณ 450 ล้านปที ผ่ี า่ นมา)
ชือ่ มาจาก ภาษาละติน “Ordovicies – ออรโ์ ดวชิ ส่ี ์” เปน็ ชื่อของชาวเผ่าโบราณ ทีอ่ ยู่บรเิ วณ
ประเทศองั กฤษ
ตำาแหน่งของแผ่นดนิ โบราณ: ทวปี ต่างๆ เชน่ แอฟริกา
มาดากสั การ ์ อนิ เดีย ออสเตรเลีย และสว่ นของ
ภาคตะวนั ตก และสว่ นของภาคตะวันออกเฉียง
เหนือของประเทศ ต่อไปจะรวมกนั เป็นทวปี
เรียกว่า แผน่ ดนิ กอนด์วานา มีตาำ แหน่งใกล้
บรเิ วณศูนยส์ ตู รของโลก และทวีปเหลา่ น้ี คอ่ ยๆ
เล่อื นไปทางขั้วโลกใตใ้ นปลายยุค
อุณหภมู ทิ ่ผี ิวโลก (บนบก): เฉล่ยี 16 oC (2 oC สงู กว่าปัจจุบนั ) โดยท่ัวไปจะอบอนุ่ และ
ฝนตกชกุ
ระดบั นาำ้ ทะเล: เฉลี่ย 180 เมตร สูงกว่าระดับปจั จบุ นั ในชว่ งกลางยคุ ระดับนาำ้ ทะเลสูงสดุ
220 เมตร สงู กวา่ ระดบั ปจั จุบนั ในบางแหลง่ ข้อมลู ระบุวา่ สงู ถงึ 600 เมตร และในปลายยคุ
ระดับนาำ้ ทะเลลดลงอยา่ งรวดเร็ว มีระดับ 140 เมตร สงู กวา่ ระดบั ปจั จุบัน เปน็ ผลจากเกิดยุค
นำ้าแขง็ (นำ้าท่ีเตมิ ลงในทะเลเปน็ นำ้าแขง็ ระดบั นา้ำ ทะเลจึงลดลง)
ส่งิ มชี ีวิต: สัตวท์ ั้งหมดดาำ รงชีวิตในทะเล โดยมีนอติลอยด์ (หมึกโบราณของชาวสตลู )
เปน็ "ผู้ล่า" ที่ครองทะเลในยคุ น้ี สตั วท์ ะเลร่วมยุค ไดแ้ ก ่ ไทรโลไบต์ (แมงดาทะเลโบราณ)
โคโนดอนต์ (ฟอสซิลขนาดเล็ก 0.1 – 1.0 มิลลิเมตร) รปู คลา้ ยฟนั มีสว่ นประกอบเป็น
ฟอสเฟต เชอื่ ว่ามีรปู รา่ งคลา้ ยปลาไหล ปะการงั ไครนอยด์ (พลบั พลงึ ทะเลโบราณ)
แบรคโิ อพอด และปลาไม่มีกราม บนบกเรมิ่ เกิดพืช ในกลุ่มมอส และเฟริ ์น
คมู่ อื ผ้เู ลา่ เรือ่ งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดับถาำ้ )
2.4 ภูเขาเกดิ ไดอ้ ยา่ งไร
เร่อื งต่อไปนจ้ี ัดเป็นเรือ่ งพ้นื ฐานความเขา้ ใจท่วั ไป และเปน็ หัวขอ้ ที่กวา้ ง และนำาข้อมูล
ระดับทวีปเขา้ มาอธบิ าย กระบวนการเกดิ ภูเขาในประเทศ รวมถึงภเู ขาต่างๆ ทพี่ บใน จังหวัด
สตลู และเขาวังกลว้ ย ทมี่ ีถ้าำ เลสเตโกดอนเกิดทะลุผ่านเขา
แมว้ า่ กระบวนการเกิดภูเขาจะเกิดได้หลายแบบ แตก่ ระบวนการหลกั ของการเกิด ภูเขา
แนวเทอื กเขา ของโลก เปน็ ผลจากการเคลื่อนทีช่ นกันของแผน่ ธรณ ี สาำ หรับการเกิดเทือกเขา
ในประเทศ เปน็ ผลจากการเคล่อื นทข่ี องแผน่ อนทุ วปี อนิ เดยี เขา้ ชนแผ่นทวปี ยูเรเซีย (เอเชีย
+ ยุโรป) เริม่ ต้นขนึ้ เม่อื ประมาณ 55 ล้านปที ่ีผา่ นมา และเกิดการชนระหว่างทวีป 2 ทวปี ใน
ช่วงเวลา 40 – 30 ลา้ นปที ีผ่ า่ นมา (ดภู าพประกอบ)
ผลของการชน ทำาใหเ้ กิดเทอื กเขาตา่ งๆ ในเอเชีย เชน่ เทือกเขาหิมาลยั (มียอดเขา
เอเวอเรสต ์ ยอดเขาทส่ี ูงทส่ี ุดในโลก มีระดบั 8,848 เมตรจากระดับนา้ำ ทะเล) รวมถงึ เทอื ก
เขาตะนาวศรี เทอื กเขาบรรทดั และเขาวงั กล้วย ซง่ึ เทือกเขาดงั กล่าวในประเทศ ล้วนเปน็ ผล
จากการเคลอ่ื นท ่ี ของ อนทุ วปี อนิ เดีย ชนกับ ทวปี ยูเรเซีย
การเคล่ือนท่ี 5 - 15 ซม ต่อ ีป ทวปี ยเู รเซยี ในปจั จุบัน การเคลื่อนท่ีของแผ่นอนทุ วปี อินเดยี
อนทุ วปี อินเดียในปัจจบุ ัน ในอัตรา 5 - 15 เซนตเิ มตร/ป ี (จัดว่า
เคลอื่ นท่เี รว็ สาำ หรับการเคลอื่ นท่ขี อง
อนทุ วีปอินเดยี แผ่นธรณ)ี โดยดา้ นเหนือของอนุทวีป
อนิ เดยี เร่ิมชนกับทวีปยเู รเซียแบบมุดตัว
เมื่อเวลาประมาณ 55 ล้านปที ีผ่ า่ นมา
และการชนกนั ของทวปี ท้ังสองเริ่มในชว่ ง
40 - 30 ล้านปีที่ผ่านมา ซ่ึงเกดิ ต่อเนอ่ื ง
จนถึงปจั จุบนั
18
พืน้ ฐ�นธรณีวทิ ย�
งานวจิ ยั ในปัจจุบนั ระบุ ประมาณ 55 ล้านปที ่ีผ่านมา 40 - 30 ล้านปีท่ผี ่านมา
วา่ การชนของแผน่ อนทุ วีป
อินเดีย ทำาให้แผ่นเปลือก
โลกทวปี ยูเรเซยี ฉกี แตกเป็นแผ่น
ท่ีมีขนาดเลก็ ลง และทำาให้เกิด
การเคลอ่ื นที่ของแผ่นเปลือกโลก
ด้วยความเรว็ และทศิ ทางท่ตี า่ ง
กัน ส่งผลทาำ ใหเ้ กิดแนวเทอื กเขา
ตา่ งๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และภูมิภาคตะวันออกเฉยี งใต้
ในปจั จบุ ันมกี ารตรวจวดั ระดบั ความสงู ของยอดเขาเอเวอเรสต ์ พบวา่ ยอดเขามี
ความสูงเพิม่ ขึ้นในอัตรา 4 มิลลเิ มตร ต่อป ี หรอื เขาเอเวอเรสตย์ กตัวสงู ข้นึ ในอตั ราทีส่ งู
มากกวา่ ค่าดงั กล่าว (เนือ่ งจากมียอดเขาบางส่วนผุกร่อน และถกู พดั พาไป)
ภาพตัดขวางการชนกันของแผ่นธรณี เปลอื กโลกมหาสมทุ รโบราณ
เริม่ ชน ส่วนดา้ นเหนอื ของแผน่ อนทุ วีปอินเดีย
แผน่ อนทุ วีปอนิ เดีย แผน่ ยูเรเซยี
ความหนามากกวา่ 35 กม. บรเิ วณอา้ งองิ การเคลอ่ื นที่
ชนเกดิ ภเู ขา เกดิ เทือกเขาหมิ าลยั เปลอื กโลกมหาสมุทรโบราณ
เกิดทรี่ าบสงู ทิเบต
บริเวณอ้างอิง แผน่ ยูเรเซีย
แผน่ อนุทวปี อินเดยี
ความหนามากกวา่ 35 กม.
ค่มู อื ผเู้ ลา่ เรอ่ื งธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดบั ถา้ำ )
2.5 กระบวนการผพุ ังสึกกร่อนพดั พา
ผวิ โลก เปลยี่ นแปลงตลอดเวลา เขาวังกลว้ ย ตง้ั คงทนใหเ้ หน็ หลงเหลือรอ่ งรอยหลักฐาน
ว่า ไมไ่ ดผ้ า่ นแคก่ ระบวนการผุพงั สกึ กรอ่ น ซง่ึ เปน็ กระบวนการทาำ ลายเทา่ นนั้ แตม่ กี าร
สร้างหินใหม่ขึน้ แบบสวยงาม ซงึ่ กระบวนการทั้งสอง พบได้ภายใน ถำา้ เลสเตโกดอน
20
พน้ื ฐ�นธรณวี ทิ ย�
เขาวงั กล้วย มกี าำ เนดิ ทย่ี าวนาน เร่ิมจากการทับถมตวั ของเศษซากฟอสซิล สลบั กบั
โคลนในทะเลตนื้ ในยคุ ออรโ์ ดวิเชียน ตอ่ มาตะกอนดงั กลา่ วเกิดการจมตัวลง ลึกข้ึนจาก
ผวิ โลก และแข็งตวั กลายเป็นหนิ ปูนท่มี ชี น้ั โคลนสลบั บางๆ อีกหลายร้อยลา้ นป ี ตอ่ จากนั้น
เกดิ แรงดนั กบั เปลอื กโลก ทำาให้หินดังกล่าวยกตัวขน้ึ มาบริเวณผวิ โลก กลายเปน็ ส่วนหน่ึง
ของแนวเขา ซง่ึ กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายสบิ ล้านป ี ซง่ึ ปัจจุบนั ยังคงเกิดอยู่ และทา้ ย
สุดแต่ไมส่ ดุ ท้าย ณ บรเิ วณผวิ โลกเกิดกระบวนเปล่ียนแปลงท่เี กิดขึน้ อย่างช้าๆ โดยมี “น้ำา
ฝน” เปน็ ตัวกลางท่คี ่อยๆ กรอ่ น เขาวงั กลว้ ย ให้มีลักษณะสวยงามให้เหน็ อยา่ งปจั จบุ นั
และทส่ี าำ คัญทาำ ให้เกิด โถงถาำ้ เลสเตโกดอน อนั เป็นที่เกดิ ของหินประดบั ถาำ้
ภาพด้านซ้าย ตัง้ ใจ แสดงใหเ้ หน็ วา่ หนิ บรเิ วณผวิ โลกมีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา
กระบวนการหลัก (กระบวนการผุพังทางเคมี) ทำาให้เกิดรปู รา่ งลักษณะตา่ งๆ ของเขาหนิ ปนู
(รวมถงึ เขาวังกลว้ ยด้วย) เขาประกอบด้วยหนิ ทม่ี สี ใี นโทนสเี ทา ยอดเขาแหลม มหี น้า
ผาสูงชัน อาจเห็นโพรง - รอ่ งแตกทก่ี ว้าง ผวิ ของผาหนิ พบร่องเลก็ ยาว ขนานกนั ในแนวด่ิง
ภาพเขาวงั กล้วยในปจั จุบนั ทต่ี ากแดด ตากฝน ต่อเน่อื งเปน็ เวลานานน ้ี น้าำ ฝน และหินปนู
ท่ีมีลกั ษณะของรอ่ งแตกทกี่ ว้าง สามารถใช้ประกอบ การอธบิ าย กระบวนการเกดิ ถา้ำ ได้
ก�รละล�ยของหนิ ปูนเกิดขน้ึ ม�ก
บรเิ วณระน�บแตกในหนิ ในกรณี
ผวิ หินปูนทเ่ี กดิ เปน็ หลุม เกดิ จ�ก น้ำ�ฝนทีไ่ หลบนผวิ หนิ ปนู ท�ำ ใหผ้ ิว นนี้ ำ้�ทไ่ี หลซมึ ผ�่ นหินปนู ไหลออก
น้ำ�ฝนทต่ี กบรเิ วณผิวหนิ ปูน เปน็ หินปนู เกิดเปน็ ร่องย�วแนวดิ่ง ต�มระน�บแตกทโ่ี ผลบ่ ริเวณ
เวล�น�น
หน�้ ผ� ผสมกับน้�ำ ฝนทไี่ หลบน
ผิวหินปูน
คูม่ อื ผู้เลา่ เรอื่ งธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดับถา้ำ )
กระบวนการผพุ งั ทางเคมีของหนิ ปูน แตกของหนิ ปูน ความสามารถในการละลาย
เรม่ิ จาก น้าำ ฝนทีม่ ีสภาพเปน็ กรดออ่ น ของนำา้ จะเพิม่ ขน้ึ เนื่องจากความดนั ท่เี พมิ่
เกิดจากการที่ได้สัมผสั กับอากาศทาำ ให้ มากขนึ้ เมื่อเวลาผา่ นไปกระบวนการผุ
นำ้าฝนมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซดล์ ะลายอย ู่ พังทางเคมีจะเกิดกับหินปนู มากขน้ึ ระนาบ
กรดดังกลา่ วมชี ่ือว่า “กรดคารบ์ อนิก” น้ำา แตกขนาดเล็กท่ีเกิดในหนิ ปูนจะ มีความ
ฝนที่ตกกระทบหนิ ปูนสามารถทาำ ใหห้ ินปนู กวา้ งมากขน้ึ ระนาบแตกในหินมักเกดิ หลาย
ละลายได้เปน็ บางสว่ น บางครั้งฝนทต่ี กซมึ ทิศทาง และมีลกั ษณะแตล่ ะบริเวณแตกต่าง
ผ่านชน้ั ดนิ ความเป็นกรดของนำา้ จะเพิ่มข้นึ กนั ไป แต่ทส่ี าำ คัญระนาบแตก เปน็ หนึง่ ใน
เน่ืองจากนำ้าจะละลายสารอนิ ทรียท์ ำาใหม้ ี ปจั จยั หลักทก่ี ำาหนด ลักษณะโพรง หรอื ถาำ้
ความเป็นกรดเพ่มิ ขน้ึ นา้ำ ท่ีไหลซมึ ผ่าน ใตเ้ ขาหินปนู เช่นเดียวกับถาำ้ เลสเตโกดอน
ชน้ั ดนิ สามารถไหลผา่ นหนิ ปนู ไดต้ ามระนาบ ที่เปน็ โถงถ้ำา ซ่ึงเกิดตามระนาบแตกทเ่ี กดิ
แตกท่ีเกิดในหนิ เมอ่ื นำ้าไหลผ่านตามระนาบ ในหิน
ฝนเป็นกรดออ่ น นำ้ ฝนไหลซมึ ตามระนาบแตกของหินปูน
ระนาบแตกของหนิ ปูน หินละลายมากขึ้น
กระบวนก�รผพุ ังท�งเคมี จ�กน�้ำ ฝนที่ตกในภูเข�หินปนู นำ้�จะมคี ว�มส�ม�รถในก�รละล�ยม�กขนึ้ เมอ่ื
ไหลผ�่ นช้นั ดิน และระน�บแตก โพรงภ�ยในหินปนู และถำ้�
22
พน้ื ฐ�นธรณวี ทิ ย�
สมการเคม:ี หินปูนละลายน้ำาฝน และน้ำาฝนไหลผ่านหนิ ปนู ตกผลึกใหแ้ รแ่ คลไซต์
การเกดิ ถา้ำ ทีเ่ กิดจากการละลาย การเกดิ หินประดบั ถาำ้ และลักษณะภูมลิ กั ษณ์หลาย
แบบ ในพื้นทีห่ ินปนู สามารถใช้สมการเคม ี ในภาพต่อไปนใ้ี นการอธิบาย ขอ้ มูลตอ่
ไปนีเ้ ป็นพื้นฐานด้านวิชาการ และเปน็ หนงึ่ ในหลกั ทสี่ ำาคญั สามารถนาำ ไปใชป้ ระกอบการ
อธิบายแทรก กระบวนการเกิดถา้ำ ในหินปนู และหินประดับถา้ำ ได้
จากสมดลุ สมการเคม ี อธบิ ายได้ดงั น้ี
นาำ้ ฝน (H2O) เมอื่ รวมกบั แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด ์ (CO2) ในอากาศ จะมสี มบตั ิ
เป็นกรดอ่อน กรดดงั กลา่ วมชี อื่ เรยี กวา่ กรดคารบ์ อนกิ ซ่งึ สามารถละลายแร่แคลไซต ์
(CaCO3) ทเ่ี ป็นองค์หลักของหนิ ปนู (ส่วนประกอบด้านซ้ายของสมดลุ ) การละลายเกดิ
ข้ึนอยา่ งช้าๆ ทำาใหเ้ กิดสารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนต ทรี่ จู้ ักกันในชอื่ "นำ้ากระด้าง
ชัว่ คราว" เขยี นเปน็ สูตรเคม ี ไดด้ งั นี้ Ca (HCO3)2 ในรปู สารละลาย หรอื Ca2+ + 2 (HCO3)-
(สว่ นประกอบด้านขวาของสมดุล) นา้ำ กระด้างช่ัวคราว สามารถตกผลกึ ทาำ ให้เกิดแร่
แคลไซต ์ น้ำา และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
ในสมการสมดุลเคมี อาศยั กฎสมดุลเคม ี หรอื หลกั ของ เลอชาติลิเย (Le Chatelier)
กลา่ วว่า “ในระบบท่อี ยูใ่ นสมดุลเคมี หากระบบถูกรบกวนดว้ ยการเปลีย่ นแปลง (เชน่
คู่มอื ผู้เล่าเร่อื งธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดบั ถา้ำ )
ความเขม้ ขน้ หรอื อณุ หภมู ิ หรือปริมาตร หรอื ความดนั ) สมดุลดังกลา่ วจะเปล่ียนแปลง
โดยการลดการรบกวนนัน้ เพ่อื กลบั เข้าสภู่ าพระบบสมดลุ เคมีใหม่” เราสามารถใช้กฎดัง
กลา่ ว ทำานายผลของสมดลุ วา่ จะเกดิ ในทศิ ทางใด
ในสมดลุ ถ้าความดันในระบบเพม่ิ ข้ึน (เชน่ นาำ้ ฝนไหลซึมผา่ นระนาบแตกแคบๆ
ในหนิ ) สง่ ผลทาำ ใหแ้ กส๊ คาร์บอนไดออกไซด ์ (ท่ีอยใู่ นดิน หรือในระนาบแตกของหนิ ) มี
ความเป็นกรดมากขึน้ ผลคอื นำ้าทไี่ หลซมึ ผ่านระนาบแตกของหนิ ปูน มคี วามสามารถ
ละลายแรแ่ คลไซต์ในหินปูนได้มากข้ึน ทำาให้ร่องแตกในหินปนู กว้างขน้ึ และได้สารละลาย
แคลเซียมไบคาร์บอเนต เข้มขน้ มากขน้ึ (เรยี ก ปฏกิ ริ ิยาไปขา้ งหนา้ จากดา้ นซา้ ยมอื ไป
ทางขวามอื )
ในลักษณะตรงกันข้าม ถ้าความดันในระบบลดลง นาำ้ ไหลในระนาบแตกของ
หิน ผ่านเข้าไปในโพรงอากาศ หรือในถา้ำ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด ์ ในสารละลายแยก
ตัว ไปผสมกบั อากาศในโพรงอากาศ หรือในถา้ำ ทำาใหส้ ารละลายแคลเซียมไบคารบ์ อเนต
ตกผลึกใหแ้ รแ่ คลไซต ์ (เรยี ก ปฏกิ ิรยิ ายอ้ นกลับ จากดา้ นขวามือ ไปด้านซ้ายมือ)
24
พืน้ ฐ�นธรณวี ิทย�
2.6 เขาวงั กล้วย และถาำ้ เลสเตโกดอน
ลษั ณะทางภูมศิ าสตร์ ของเขาวังกลว้ ย
แนวเขาวังกลว้ ย - เขาหญา้ ระ เป็นแนวเขาวางตัวในทศิ ทาง ประมาณ 25o จาก
ทศิ เหนอื ไปทางทิศตะวนั ออก (N 25o E) โดยเขาวงั กลว้ ย อยูใ่ นเขต อ. ทงุ่ หว้า จ. สตูล
และมยี อดสูงสุด 299 เมตร จากระดับนา้ำ ทะเล ขณะที่เขาหญ้าระ อยูใ่ นเขต อ. ปะเหลยี น
จ. ตรัง และมยี อดเขาสูงสุด 307 เมตร จากระดบั นาำ้ ทะเล สว่ นฐานของแนวเขากำาหนด
จากพน้ื ทที่ ีม่ รี ะดบั ความสงู มากกว่า 10 เมตร จากระดบั นา้ำ ทะเล ซ่ึงจะได้พนื้ ที่ของแนวเขา
กวา้ งสดุ ประมาณ 1.4 กโิ ลเมตร โดยมสี ว่ นแคบที่สดุ 260 เมตร อยู่บริเวณบา้ นโล๊ะเหนอื จ.
ตรงั และส่วนแคบของแนวเขาดา้ นทศิ ใต้ประมาณ 500 เมตร อยบู่ ริเวณอา่ งเกบ็ นาำ้ คลองเจ
จ. สตูล แนวเขาวังกลว้ ย – เขาหญ้าระ ก้นั พนื้ ท่คี อ่ นขา้ งราบระหว่างแนวเขาในด้าน
ตะวนั ออก และทร่ี าบและทรี่ าบป่าชายเลน ในด้านตะวันตก ของแนวเขา
584000 mE 585000 mE 586000 mE 587000 mE 588000 mE 589000 mE สญั ลกั ษณ ์ และคำอธบิ าย
416 ชนิดพ้ืนท ่ี (ระดับความสูงของพนื้ ท่)ี
x4 บ้านทา่ คลอง ม. = เมตร จากระดบั นำ้ ทะเล
แร x บ้านทา่ เขา
15
โรงเรยี นบา้ นเขาตงิ
791000 mN คลองลพัง พน้ื ทีเ่ ขา (มากกวา่ 300 ม.)
ค ลอง 784000 mN 785000 mN 786000 mN 787000 mN 788000 mN 789000 mN 790000 mN 791000 mN
790000 mN 307 พื้นที่เขา (200 - 300 ม.)
x
เขาหญ้าระ พื้นท่เี ขา (100 - 200 ม.)
788000 mN 789000 mN x แนวโถงหลักของถำ้ ฐานของแนวเขา - แนวเขา
2 (ประมาณ >10 - 100 ม.)
คลองลิพัง 251
แผนทลี่ กั ษณะของ x5 พืน้ ท่ีคอ่ นขา้ งราบ ลาดชนั น้อย
พนื้ ท่ี จำ�แนกต�ม (ประมาณ 15 - 0 ม.)
ชนิดพืน้ ที่ และ x พื้นที่ป่าชายเลน
ระดับคว�มสูง (ประมาณ < 4 - 0 ม.)
ขอ้ มูลหลัก จ�ก แนวโถงรองของถำ้
แผนท่ภี ูมิประเทศ
ม�ตร�ส่วน คลองหญา้ ระ x5 เขาวงั กลว้ ย บ้านคีรีวง 251 จดุ แสดงความสูง หนว่ ยเป็น ม.
1:50,000 ระว�ง x 12 X
อ�ำ เภอทุง่ หว�้ 299 x
(4923 II) 787000 mN x3 คลอง
แนวโถงรองของถ้ำ 202
785000 mN 786000 mN อ. ทุ่งหวา้ x ถนน และทางหลวงหลกั
ิ โรงเรียนบ้านครี วี ง แนวโถงถำ้
บ้านทุ่งปรอื 114 บา้ นครี ีวง
โรงเรยี นท่งุ หวา้ x
x6 ทีต่ ้ังสถานทส่ี ำคญั
784000 mN 156 อบต. ทุ่งหวา้ ทศิ เหนอื
x 1 กิโลเมตร
416
143
x
416 x41 363
x
584000 mE 585000 mE 586000 mE 587000 mE 588000 mE 589000 mE
ค่มู ือผู้เลา่ เรอ่ื งธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถา้ำ )
ลษั ณะทางภมู ิศาสตร์ ของเขาวงั กลว้ ย (ต่อ)
พนื้ ทร่ี าบลาดชันเลก็ น้อย เกิดเปน็ แนวระหว่างเขา มีความกว้างมากท่ีสดุ ประมาณ
800 เมตร พนื้ ท่ดี งั กลา่ ววางตัวในแนวเดยี วกับเขาวังกล้วย และเขาหญ้าระ โดยดา้ นตะวัน
ออกของพื้นท ่ี มีความสูงมากกว่าด้านตะวันตก และมีคลองลิพัง (บรเิ วณตา่ำ สุดของพืน้ ท่)ี
ไหลในด้านตะวันตก บริเวณพ้ืนทร่ี าบลาดชนั เล็กน้อยน ้ี เป็นท่อี ยูอ่ าศัยของชมุ ชนุ และมี
ทางหลวง หมายเลข 416 ผา่ นพ้นื ท ี่ จากการสอบถามชาวบา้ น บริเวณบ้านครี ีวง คลอง
ลิพงั ในแผนท่ี เปน็ ธารนำ้าท่ีไหลไม่ตลอดทัง้ ปี และมีช่อื ต่างๆ ตามทช่ี าวบ้านท้องถ่ินเรยี ก
กนั คลองบริเวณใกลก้ ับโรงเรยี นบา้ นครี วี ง ชาวบา้ นเรยี กวา่ “คลองตวิ กระเดน็ ” และคลอง
บรเิ วณปากถาำ้ เลสเตโกดอน ชาวบ้านเรยี กวา่ “คลองนำ้าตาย“
พน้ื ทร่ี าบด้านตะวนั ตกของแนวเขา แบ่งพืน้ ทเี่ ปน็ 2 แบบ คือ เป็นพนื้ ทไี่ มใ่ ชป่ ่า
ชายเลน และพ้ืนท่ีที่เป็นปา่ ชายเลน โดยทว่ั ไปพนื้ ทีท่ ไ่ี มใ่ ช่ป่าชายเลน จะมีระดับความสูง
มากกวา่ พ้ืนทีท่ ่ีเปน็ ปา่ ชายเลน คลองหญา้ ระ และคลองแร เปน็ คลองทเี่ ชอ่ื มไหลลงทะเลใน
ฝั่งตะวันตก การขดุ บอ่ สาำ หรับการเลี้ยงสัตวน์ า้ำ (พนื้ ทส่ี ฟี า้ ) พบได้ท่ัวไปในพืน้ ท่ีดังกลา่ ว
พนื้ ทีเ่ ขาโดด ท่ีมรี ะดับความสูง 100 – 200 เมตร จากระดบั น้าำ พบ 3 บริเวณ ขอ้ ท่ี
น่าสงั เกตคือ เขาโดดดังกล่าว มกี ารวางตัวของแกนยาว ในทิศทางเดยี วกับ แนวเขาวังกลว้ ย
– เขาหญ้าระ
คลองนำ้�ต�ย บริเวณป�กถ�ำ้ เลสเตโกดอน น้ำ�ในคลองไหล
เข�้ ถ้ำ� (ช่วงน้�ำ ลง) นำ้�คลองเซ�ะหนิ ปูนบรเิ วณน้ี เป็นเวล�
น�น ทำ�ใหห้ นิ ปนู เว�้ (ทรงกระบอก) ต�มกระแสน�ำ้ ท่ีหมุน
วน ลกั ษณะดังกล�่ ว มีช่อื เรียกว่� กุมภลักษณ์ด�้ นข�้ ง หรือ
กมุ ภลักษณ์คร่ึงใบ ("กมุ ภ" แปลว่� หมอ้ - รูปทรงกระบอก)
26
พ้ืนฐ�นธรณีวทิ ย�
ถำ้าเลสเตโกดอน (ขอ้ มูลท่วั ไป)
ชอ่ื เดมิ : ชอ่ื ถา้ำ วังกลว้ ย
ที่ตงั้ : บา้ นครี วี ง หมู่ท ี่ 7 ตาำ บลทุ่งหวา้ อำาเภอทงุ่ หวา้
จงั หวดั สตลู
ลักษณะเด่น: เปน็ ถา้ำ ธารลอด มีโถงถา้ำ หลกั ยาว 2.57
กิโลเมตร จดั เป็นถา้ำ ที่เกดิ จาก การกร่อนละลายของหนิ ปูน
ยคุ ออร์โดวิเชยี น ตามระนาบแตกของถาำ้ ในทิศเหนอื เฉล่ีย
27 องศา ไปทางทศิ ตะวนั ตก (N 27o W) ภายในโถงหลัก
แสดงการเปลยี่ นแปลง ระดบั นา้ำ ใต้ดนิ ในแนวดิ่ง (เคยมี
ระดับสงู กวา่ ปจั จุบัน) ธารน้ำาจืด (คลองน้ำาตาย) ไหลลอดใต้ภูเขาไปเชื่อมตอ่ กับธารนาำ้ สาขา
ของคลองหญ้าระ เกิดเป็นระบบผสมระหวา่ งนาำ้ จืด กับธารนาำ้ กรอ่ ยของป่าชายเลนภายใน
ถำ้า ดงั นน้ั สภาพแวดล้อมภายในถาำ้ จึงเป็นลักษณะเฉพาะสาำ หรับการศึกษาระบบนิเวศ ท่ไี ม่
พบบ่อยในโลก ในโถงถ้าำ แสดงร่องรอยการไหลของนา้ำ ใตด้ ินในอดีต การถลม่ ของผนงั และ
เพดานถำา้ เกิดเปน็ กองเศษหนิ รวมถงึ ตะกอนประเภทต่างๆ ท่ีเกิดภายในถาำ้ และการเกิดหิน
ประดับถา้ำ ชนิดต่างๆ มคี วามนา่ สนใจ เนอื่ งจากเกดิ เป็นรูปแบบง่ายๆ เหมาะท่ีจะเรียนรู้ทง้ั
ในดา้ นรูปรา่ ง จนถงึ การเกิด ภายในถำ้าเลสเตโกดอน มหี นิ ประดบั ถา้ำ เกดิ จากการหยดของ
นำ้าใตด้ นิ คือ หลอดกาแฟ หนิ งอก หินยอ้ ย เสาหิน มา่ นหินย้อย โลห่ นิ และมีหินประดับถา้ำ
เกิดจากการไหลของนาำ้ ใต้ดนิ เช่น หนิ น้าำ ไหล และทำานบหินปูน
หนิ ท่ีเกิดถาำ้ : หินปนู มรี ว้ิ โคลนแทรก ยุคออร์โดวิเชยี น โดยถาำ้ เกิดตดั ผ่าน แนวเขาวงั กลว้ ย -
เขาหญา้ ระ และหินปนู ใกลป้ ากถ้าำ ด้านตะวนั ตกพบ ฟอสซิลนอตลิ อยด์
ประเภทถาำ้ : ถาำ้ ทเี่ กิดจากการละลาย และมีธารน้ำาไหลผา่ น – น้ำาจืด (คลองน้ำาตาย) และ
นาำ้ กรอ่ ย (ธารนำ้าสาขายอ่ ยของคลองหญ้าระ) ซึง่ แปรเปลี่ยนตามฤดูกาล และระดับนา้ำ ขึน้ -
นาำ้ ลงแบบน้ำาค่ ู (1 วัน นาำ้ ขนึ้ สงู สดุ 2 ครงั้ และน้ำาลงตำา่ สดุ วนั ละ 2 คร้งั )
คู่มอื ผูเ้ ลา่ เรอ่ื งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดบั ถาำ้ )
ปากถา้ำ : ดา้ นตะวันออกของ แนวเขาวงั กล้วย – เขาหญา้ ระ มบี รเิ วณทางเขา้ 2 บริเวณ คอื
ทางเขา้ หลกั ซ่งึ เปน็ ปากทางของโถงถา้ำ หลกั อยทู่ ่ี ตาำ บลทุ่งหวา้ อำาเภอทุง่ หวา้ จงั หวัด
สตลู ทางเขา้ หลักนี้ปัจจบุ นั เปดิ เป็นปากทางเข้า ของแหล่งท่องเทีย่ ว “ถาำ้ เลสเตโกดอน”
บริเวณดงั กล่าว มีคลองน้ำาตายไหลผ่านเข้าไปในถา้ำ
ทางเข้ารอง เปน็ แนวโถงรอง (โถงถาำ้ สาขา) ของโถงถาำ้ หลกั อยบู่ รเิ วณทิศเหนอื ของปาก
ทางเขา้ หลกั ในเขต ตำาบลลิพัง อำาเภอปะเหลยี น จงั หวัดตรงั
ดา้ นตะวันตกของ แนวเขาวังกลว้ ย – เขาหญา้ ระ มบี รเิ วณทางเข้าถ้าำ โถงหลกั ทอ่ี ยู่ใน
พน้ื ท่ปี า่ ชายเลน ทางเขา้ ถา้ำ บริเวณน ี้ ตงั้ อยู่ใน เขตจงั หวดั ตรงั คลองทีน่ ้ำาไหลเข้า-ออกจากถาำ้
เลสเตโกดอน “คลองวงั กล้วย” เปน็ ช่อื ท่ีคนทอ้ งถน่ิ ตง้ั ขึ้น ซ่งึ เป็นคลองสาขายอ่ ย ของคลอง
หญา้ ระ
ป�กถำ�้ ด้�นตะวันออก ของเข�วงั กล้วย เปน็ ท�งเข้� ป�กถำ้�ด�้ นตะวนั ตก ของเข�วงั กลว้ ย เป็นท�งออก
ถ้�ำ สำ�หรบั ก�รท่องเที่ยวถ�้ำ เลสเตโกดอน ท�งเข�้ นี้ ถ้�ำ สำ�หรับก�รทอ่ งเทยี่ วถ�ำ้ เลสเตโกดอน ท�งออก
มีหินรปู คล�้ ยหวั ช้�งอยู่ด�้ นขว�มือ น้รี ้จู ักกันในชือ่ "หวั ใจทีป่ ล�ยอโุ มงค์"
28
พื้นฐ�นธรณวี ทิ ย�
รอ่ งรอยของนาำ้ ใตด้ นิ ท่ีเคยไหล และฝากท้งิ ไว้ในโถงถา้ำ เลสเตโกดอน
ถำา้ เลสเตโกดอน เป็นถาำ้ มีความยาวมาก เมอื่ เปรียบ เพดานถ้ำทีร่ าบ
เทียบกับความกว้าง และความสงู ของถ้ำา ถำา้ มี ขนานไปกบั พน้ื นำ้
ลักษณะคลา้ ยอโุ มงค ์ โถงหลกั ของถา้ำ เปน็ เสน้ ทางทอ่ ง
เท่ยี ว มคี วามยาว ประมาณ 2.57 กม. มีทิศทางการวางตวั
เปน็ เส้นตรง แสดงการหกั มุม โดยมที ิศทางเฉลี่ย 27 o จาก
ทศิ เหนือ ไปทศิ ตะวนั ตก (N 27 o W)
หน้าตัดโถงถาำ้ ส่วนมากเปน็ วงรีปา้ น (ดา้ นบน และ โถงถ้ำหนา้ ตดั รูปวงรแี บน
ดา้ นลา่ งคอ่ นขา้ งแบน) สงั เกตจากบรเิ วณเพดานถา้ำ หลาย
บรเิ วณ พบเป็นระนาบราบขนานกบั ระดบั นา้ำ ปจั จบุ ัน
และพนื้ ถำา้ คอ่ นขา้ งราบ ลักษณะของโถงถาำ้ ดังกลา่ วเปน็
ลกั ษณะของการกรอ่ นจากนาำ้ ใต้ดนิ ท่ที ว่ มเตม็ อุโมงค์
หลุมลกึ บริเวณเพดานถาำ้ เป็นผลจาก ในอดตี อากาศ ขอบสว่ นลา่ งของหน้าตดั
ทค่ี า้ งอย่ใู นอุโมงค์ทเ่ี ต็มไปดว้ ยนำ้าใต้ดนิ และเมื่อนา้ำ ใต้ดิน วงรีแบนที่เหลอื
ไหล เกดิ การหมุนวน และกรอ่ นหนิ ปูนบรเิ วณเพดาน
สาำ หรับดา้ นข้างของโถงถาำ้ บริเวณตลงิ่ แสดงลกั ษณะเปน็ หลุมบรเิ วณ
ระดับขั้น มตี ะพักแคบ บง่ บอกระดับนาำ้ มกี ารลดระดบั เพดานถำ้
สว่ นของเพดานถำ้
ในถำา้ เลสเตโกดอน แสดงหลักฐานเกย่ี วกับนา้ำ ใต้ดนิ ที่ ท่ีเป็นระนาบราบ
เคยไหลทง้ั ในแนวราบ ในแนวดิง่ และท้ิงร่องรอยการไหล
ไวใ้ นถำ้า และในคมู่ ือการเลา่ เรอ่ื งน ้ี จะกลา่ วในประเดน็
เหลา่ นเ้ี ปน็ พืน้ ฐานสำาหรับการเลา่ เร่อื งหนิ ประดบั ถา้ำ
เท่านน้ั
คมู่ อื ผู้เล่าเรอ่ื งธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดับถาำ้ ) ท
โถงถำ้ เโลถงสถ้ำเเกตดิ จโากกนดำ้ ทอี่มแี รนงดนั กล่มุ หลอดกาแฟ
โถงก่อนถงึ นางฟา้
โถงกอ่ นถงึ คอหอยช้าง ทางแยกไปโ
ทางเข้าถ้ำ (หัวช้าง)
30
ทางเข้าถ
ทางออก หัวใจทป่ี ลายอโุ มงค์ พนื้ ฐ�นธรณวี ิทย�
ภ�พถ�่ ยหน�้ ตัดของโถงถ้ำ�หลกั
ทศิ เหนอื ต�มเสน้ ท�งทอ่ งเที่ยว ในบริเวณ
ต่�งๆ ภ�ยในถำ้� เริม่ จ�กท�งเข�้ ถ�ำ้
ไปตลอดจนถงึ ท�งออกถ้ำ� ช่ือสถ�น
ที่ เชน่ คอหอยช�้ ง น�งฟ�้ และ
หวั ใจที่ปล�ยอุโมงค์ เป็นชือ่ เรยี ก
สถ�นทีเ่ รียกกนั ในกลุ่มพ�ยเรือ
หน้�ตดั ของโถงถำ้� สว่ นม�กมี
ลกั ษณะเป็นทรงรี โดยด�้ นเพด�นถ้�ำ
จะร�บขน�นไปกบั ระดบั น�้ำ ลักษณะ
ดังกล่�ว เกิดจ�กของก�รไหลเต็ม
อุโมงคข์ องนำ้�ใต้ดนิ ในอดตี และตอ่
ม�ระดับน�ำ้ ลดลงอยู่ในระดับปจั จุบัน
โถงถำ้
โถงย่อย เพดาน และผนังถำ้
กองหนิ
หิน ่ีทก ่รอน และถล่ม
ถ้ำ
รปู แบบโถงหนา้ ตัดรปู วงรที ี่พัฒนาลึกข้นึ
คูม่ อื ผู้เล่าเรอื่ งธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถา้ำ )
3 หินประดบั ถ้าำ
การศกึ ษาเข้าชมหนิ ประดบั ถาำ้ โดยท่ัวไปมีข้อจำากัดในการมองเหน็ (ภายในถาำ้ มืด) และ
สามารถศกึ ษาหนิ ประดับถา้ำ แบบตา่ งๆ จากการสังเกตเท่านน้ั ด้วยเหตนุ ี้ มัคคุเทศกข์ อง
ถำ้าเลสเตโกดอน ทีน่ อกจากจะคนุ้ เคยกบั หนิ ประดับถาำ้ ท่ซี อ่ นอยู่ในความมืดทกุ ซอกทกุ มุม
แลว้ ความเข้าใจเกี่ยวกบั หนิ ประดับถาำ้ ชนิดต่างๆ ที่พบในถำ้าเลสเตโกดอน ในทางลึกของก
ลมุ่ มคั คุเทศก์ จงึ มีความสำาคัญอยา่ งย่ิง สาำ หรบั การพฒั นาถาำ้ เลสเตโกดอน เปน็ แหลง่ ทอ่ ง
เทยี่ วทางธรณีวทิ ยา ของประเทศ และของโลก
เน้อื หาหินประดับถาำ้ แบง่ ได้ดงั นี้
หวั ขอ้ ยอ่ ย ประเดน็ เช่อื มโยงทีส่ าำ คญั
3.1 น้ำาแขง็ ตัวเปน็ หนิ ในถ้ำาเลส กระบวนการเกิดหินประดับถา้ำ สามารถนำาไปใช้
เตโกดอน ประกอบสาำ หรบั การสร้างความเข้าใจ หนิ ประดบั ถา้ำ
3.2 การเรียกชื่อหินประดบั ชนดิ ต่างๆ
ถาำ้ แบบชาวบา้ น และแบบนกั
วชิ าการ ระบบการจาำ แนกหนิ ประดบั ถาำ้ ทั้งแบบชาวบ้าน และ
3.3 หนิ น้าำ หยด แบบนกั วชิ าการ รวมถงึ จุดเดน่ ของระบบทงั้ สอง
3.4 กลมุ่ หนิ นา้ำ ไหล รปู รา่ ง ลักษณะ และกระบวนการเกิด ของหนิ นำ้าหยด
ชนิดต่างๆ ท่ีพบภายในถา้ำ เลสเตโกดอน
รูปร่าง ลักษณะ และกระบวนการเกิด ของหินน้ำาไหล
และทำานบหินปูน ท่พี บภายในถ้าำ เลสเตโกดอน
สรุปภาพหนิ ประดับถาำ้ ทีเ่ ด่น ในถำ้าเลสเตโกดอน บรรยายแทรก ในทุกหัวขอ้ ยอ่ ย หนิ น้ำา
หยด และหนิ น้ำาไหล
32
หนิ ประดบั ถ�้ำ
หินประดบั ถาำ้ คอื อะไร
Hill และ Forti (1995) และ Self และ Hill (2003) ให้
นิยามของ หนิ ประดับถา้ำ ว่า หนิ ประดับถา้ำ คอื มวลวตั ถ ุ เกดิ
จากการตกผลกึ ของแรท่ ตุ ิยภมู ิ ในถำา้ และแร่ทตุ ยิ ภูมิน้ีเกิดจาก
ปฏิกริ ยิ าเคมโี ดยมีนาำ้ เปน็ ตวั ทำาละลายจากแร่ทเี่ ปน็ องคป์ ระกอบ
หลักของหินท่ีเกิดถา้ำ ดว้ ยสภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสม ส่วนใหญ่
หนิ ประดับถา้ำ ประกอบด้วยแร่แคลไซต ์ หลายผลึกที่เกิดรวมกันเปน็ รปู
รา่ งตา่ งๆ สว่ นหนิ ท่มี ีถ้ำาอยู่ สว่ นมากเป็นหนิ ปนู
หากกล่าวถงึ หินประดับถาำ้ จะเปน็ การกล่าวถงึ ลักษณะของแร ่ และรปู
แบบของแร ่ หรอื แร่เปน็ กลมุ่ ตกผลกึ เปน็ รูปรา่ งต่างๆ (สวยงาม) แตถ่ ้ากลา่ ว
ถึงแรท่ ตุ ิยภมู ิ อยา่ งเดียวทพ่ี บในถำ้า จะเรียกว่า แรถ่ าำ้ หรือ cave mineral
ทีน่ ีม่ ี “น้ำ” กลายเปน หิน !
คูม่ ือผู้เลา่ เร่อื งธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดับถา้ำ )
3.1 นา้ำ แข็งตวั เป็นหิน ในถาำ้ เลสเตโกดอน
เมอ่ื สารละลาย (นำ้า) ไหล หรอื ซึมเข้าไปในถาำ้ ในสภาพท่เี หมาะสม สารละลายจะตกผลึก
ใหแ้ ร่แคลไซต ์ (ดูเพม่ิ เติม สมการเคม:ี หนิ ปนู ละลายน้ำาฝน และน้ำาฝนไหลผา่ นหนิ ปูน
ตกผลึกให้แรแ่ คลไซต ์ ประกอบ) น้าำ ในที่น้ีหมายถงึ น้ำากระดา้ ง ที่มีอนุภาคแคลเซยี ม และ
ไบคาร์บอเนต ละลายอย ู่ สารละลายทีเ่ คยอย่ใู นระนาบแตกแคบๆ ความดนั มาก เมือ่ ไหล
หรือซึม เขา้ ไปในถ้ำา ความกดดนั ลดลง (เหมอื นเปิดขวดน้ำาอดั ลม) แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด ์
จะแยกตวั ออกจากสารละลาย ผลคอื แร่แคลไซต ์ จะตกผลึกกลายเปน็ หนิ เมื่อเวลาผ่านไป
ทีส่ รปุ ขา้ งตน้ เป็นภาพรวมงา่ ยๆ แต่กระบวนการตกผลึกเป็นกระบวนการทซ่ี บั ซ้อน
ประกอบดว้ ย ตัวแปรอ่นื ๆ ทัง้ อุณหภมู ิ และอนุภาคอ่นื ๆ ทล่ี ะลายในนำ้าด้วย อย่างไรก็ตาม
ตวั แปรทส่ี าำ คัญทส่ี ดุ คอื แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด ์ ทแี่ ยกตัวออกจากสารละลาย
บางกรณใี นถา้ำ แร่แคลไซต์ สามารถตกผลกึ ได้จากสารละลายทเี่ ข้มข้น จากการระเหย
ซงึ่ เกดิ กับถา้ำ ท่มี ีระบบการถา่ ยเทอากาศที่ดี และบรเิ วณทใี่ กลก้ บั ปากทางถา้ำ โดยท่วั ไป
กระบวนการระเหย จะทาำ ให้ขนาดของผลกึ แร่แคลไซตท์ เี่ ปน็ องคป์ ระกอบของหินประดบั ถาำ้
มีขนาดเล็ก และผลกึ แร่แคลไซตข์ นาดใหญท่ ีเ่ ปน็ องค์ประกอบของหนิ ประดับถา้ำ มักเกดิ จาก
สารละลายทอ่ี ่ิมตวั ที่ตกผลึก เนือ่ งจากสญู เสียแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
สง่ิ มชี ีวติ ขนาดเลก็ เช่น แบคทเี รีย สามารถทาำ ให้เกิดการตกผลึกของแคลไซต์ได ้ ซ่ึงมกั
จะให้เป็นแถบของกลุ่มแร่แคลไซต์ขนาดเล็กมาก เกิดเคลือบอยเู่ ปน็ ชน้ั บางๆ บริเวณผวิ หนิ
ประดบั ถา้ำ ท่ีสมั ผสั กับอากาศภายในถา้ำ เปน็ เวลานาน
นำ้ ตกผลึกใหห้ นิ ประดบั ถ้ำ ขยาย เพดานถ้ำ
นำ้ ท่ีไหลในระนาบแตก
เนอ่ื งจากความกดดันกับนำ้ ในถ้ำ โถงถำ้
น้อยกว่าความกดดัน น้ำทห่ี ยดจากเพดานถำ้
กบั น้ำในระนาบแตกของหิน (แรงกดดนั ลดลง)
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
แยกออกจากน้ำ
34
หินประดบั ถ�ำ้
3.2 การเรียกช่ือหินประดับถา้ำ แบบชาวบ้าน และแบบวชิ าการ
ชาวบา้ นทอ้ งถนิ่ ทวั่ โลก เชน่ เดียวกบั ชาวบา้ นใน ตาำ บลท่งุ หว้า ท่เี ป็นผูพ้ บเจอความ
สวยงามภายในถำ้าเลสเตโกดอน เป็นกลมุ่ แรก และตัง้ ชื่อหนิ ประดบั ถาำ้ จากการสงั เกตเหน็
เพือ่ ใช้สำาหรบั การอ้างองิ ตาำ แหน่ง ในการสอื่ สารเฉพาะในกล่มุ (เชน่ อาจบอกเล่าให้เพื่อน
ฟงั ว่า “ได้ไปจับกงุ้ ไดใ้ นถา้ำ เลฯ บริเวณ หนิ ประดับถาำ้ นางฟา้ ”) บอ่ ยครงั้ เกดิ ตาำ นานการบอก
เลา่ ของทอ้ งถิ่นอนั โดง่ ดัง เป็นตาำ นานพนื้ บ้านรจู้ ักกันทวั่ ไป และเกีย่ วข้องกบั รูปรา่ งของ
หินประดับถา้ำ เช่น รปู ร่างหินงอกทม่ี ีรูปรา่ ง “คล้ายผหู้ ญงิ ท่อี มุ้ ลูก” ของถาำ้
ผานางคอย อำาเภอร้องกวาง จงั หวดั แพร ่ ช่ือหนิ ประดับถาำ้ ทอ้ งถ่ิน
รวมถึงตาำ นานตา่ งๆ ที่เกยี่ วข้องกบั ถา้ำ มีอยทู่ ่วั โลก และเป็นท่ี
ยอมรับทว่ั ไป จัดว่าเปน็ “เสน่ห์” ของท้องถนิ่
สาำ หรบั ทางวิชาการ รูปรา่ งตา่ งๆ ของหนิ ประดับถา้ำ เป็น
ผลจากกระบวนการทางชลศาสตร ์ ของของไหล ท่ีประกอบ
ด้วย อนภุ าคแคลเซียม และไบคาร์บอเนต เป็นหลกั รปู แบบ
ของการตกผลกึ ของแคลไซตภ์ ายในถา้ำ มีหลากหลาย ประกอบ
กบั ปรมิ าณนา้ำ ที่ หยด ซึม และไหล ผสมผสานกับความเรว็ ใน
การไหลของสารละลาย รวมถงึ สภาพแวดลอ้ มในการตกผลึก
ต่างสง่ ผลทำาให้หินประดบั ถา้ำ หนิ ปูน มรี ปู รา่ งคล้ายคลงึ กนั บา้ ง
แตกต่างกนั บา้ ง แต่จะไม่เหมือนกนั เลย ในอดีต นักถำา้ วทิ ยา และ
นักสาำ รวจถำ้า มีความพยายามจัดระบบการจาำ แนกหินประดับถา้ำ แต่ไม่
ประสบความสาำ เรจ็ จนกระท่งั ในปี พ.ศ. 2535 นายฮลิ และฟอรต์ ี้ แบ่ง
กลุ่มหนิ ประดบั ถา้ำ ออกเปน็ 7 ชนดิ หลกั ซ่งึ เป็นทีย่ อมรับ และใช้กนั ท่วั ไป
(มรี ายละเอียดอยใู่ น เน้ือหาในกรอบ เร่อื งการจาำ แนกหนิ ประดบั ถาำ้ )
ดว้ ยการจำาแนกหินประดบั ถาำ้ ของชาวบา้ นทอ้ งถน่ิ เปน็ วิธีการทมี่ ีความชัดเจน งา่ ยใน
การใช ้ แต่ใช้ได้เฉพาะท้องถิ่นเทา่ น้ัน สำาหรับการจาำ แนกแบบวชิ าการ เป็นวธิ ที ่มี ีความซับ
ซ้อน แต่สามารถใช้ได้กบั หินประดับถาำ้ ทว่ั โลก ดงั นัน้ สำาหรบั หินประดับถาำ้ ทพ่ี บเหน็ ได้ท่ัวไป
คู่มือผ้เู ลา่ เรอื่ งธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดับถาำ้ )
ในถ้ำาเลสเตโกดอน จะกล่าวถึงการจาำ แนกหนิ ประดบั ถาำ้ ทั้งแบบทอ้ งถิ่น และแบบวชิ าการ
ท่ีสามารถ ออกเปน็ 2 ชนดิ พรอ้ มกับยกตวั อยา่ ง ชนดิ ยอ่ ย และความหลากหลายของหิน
ประดบั ถาำ้ ดงั นี้
การจาำ แนกหินประดับถา้ำ
ระบบการจาำ แนกหินประดับถาำ้ ที่เปน็ ท่ยี อมรบั มากในปัจจุบัน ไดจ้ าก Hill และ Forti
(1995) ทั้งสองใช ้ รูปรา่ งลักษณะ และสิ่งทที่ ราบจากกระบวนการเกดิ ของหินประดบั
ถาำ้ มาเปน็ หลักในการจำาแนก และแบ่งหนิ ประดับถา้ำ ได้เปน็ 7 ชนิดหลกั ดังน ี้ ชนดิ
ท่เี กิดจากการหยดของสารละลาย (dripping) ชนดิ ท่ีเกดิ จากการไหลของสารละลาย
(flowing) ชนิดทเ่ี กิดกับการตกผลึกในสระนา้ำ (pool) ชนดิ ทเี่ กดิ กบั การตกผลึก
จากการพขุ องนาำ้ และแกส๊ ร้อน (geyser) ชนดิ ทเี่ กิดจากการไหลข้ึนของนา้ำ ผ่านท่อ
ขนาดเลก็ หรือ แคพลิ ลาร ี (capillary) ชนิดท่ีเกิดจากการควบแนน่ ของสารละลาย
(condensation) และ ชนิดทเี่ กดิ จากหยดน้ำาขนาดเลก็ มาก (aerosol water)
ถ้ำ แคลพลิ ลารี
โล่หนิ
การไหล ควบแน่น
หินนำ้ ไหล สระนำ้
หยดน้ำขนาดเลก็
ฝา้ แคลไซต์ผลกึ เลก็ ๆเกาะเปน็ แพ สปาร์
คอเร่ิลลอยด์
น้ำร้อน
หนิ ประดบั ถำ้ 7 ชนิดหลัก ท่ีสรุปในตำแหน่งต่างของถำ้
36
หินประดบั ถ้�ำ
หินประดับถา้ำ ภายในถำ้าเลสเตโกดอน แบง่ ได้ เป็น 2 กล่มุ หลกั คอื หินน้ำาหยด และหิน
นำา้ ไหล
หินนา้ำ หยด เปน็ หนิ ประดับถา้ำ เกดิ จากการหยดของนา้ำ แบ่งยอ่ ยเปน็ หลอดกาแฟ หรอื
หลอดโซดา หนิ ย้อย หินงอก ม่านหนิ ย้อย โลห่ ิน และเสาหิน
กล่มุ หินนำา้ ไหล เปน็ หินประดับถาำ้ เกดิ จากการที่ นา้ำ ใต้ดิน ซมึ ไหล เขา้ ไปในถา้ำ แบ่งเป็น
หินนำ้าไหล และทำานบหินปนู
หนิ ประดับถาำ้ ท่ีพบภายในถ้ำาเลฯ พบวา่ มีการเกิดหนิ นาำ้ หยด และหนิ น้ำาไหลผสมกนั
อย่ ู เช่น จุดท่นี ่าสนใจ “คอหอยช้าง” ด้านบนสดุ จะเป็นทำานบหนิ ปูนขนาดเล็กจำานวนมาก
สว่ นด้านขา้ งจะเปน็ หินนำ้าไหล หรอื บริเวณนางฟ้า ซ่งึ ผมของนางฟ้าเป็นหนิ นา้ำ ไหล แตส่ ่วน
ปลายเปน็ หินน้ำาหยด (เฉพาะสว่ นที่เปน็ ปลายผม) ซึ่งรายละเอยี ดดงั กลา่ วนีจ้ ะกล่าวต่อไป
หลอดกาแฟ โลห่ ิน
หนิ ยอ้ ย มา่ นหินย้อย หลอดกาแฟ
หลอดกาแฟ เสาหนิ
หนิ น้ำไหล และทำนบหนิปูน
หินงอก
ขนาดของหินประดบั ถำ้
ไมถ่ ูกตอ้ ง
คู่มอื ผู้เล่าเร่อื งธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดบั ถาำ้ )
3.3 หินน้าำ หยด
3.3.1 หลอดกาแฟ หรือหลอดโซดา
ลกั ษณะรปู ร่าง:
เปน็ หนิ ย้อยลักษณะเริม่ แรก ทีม่ ีรูปรา่ งเป็นหลอด
(กลวง) ยาว ผนังบาง มกั มสี ขี าว และโปรง่ แสง โตจาก
เพดานถำา้ ที่มีนำ้าซึมออกมา แกนยาวของหลอดจะเป็นแนว
ด่ิง และโตลงสู่พนื้ ถาำ้ เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางของหลอดกาแฟ
น้อยกว่า 1 เซนตเิ มตร (ขนาดเท่ากับหยดนำ้าบรเิ วณปลาย บริเวณหยดน�ำ้ ปล�ยหลอดก�แฟ
หลอด) หลอดกาแฟ มีความยาวท่ีมีรายงานไวย้ าวถงึ 9 เมตร ส�ม�รถเหน็ ผลกึ แคลไซต์ (เสน้ สี
ข�ว) ทีก่ �ำ ลังตกผลึกจ�กหยดน้ำ�
การเกดิ หลอดกาแฟ: (ดภู าพประกอบ)
นำ้าซึมผา่ นชัน้ ดิน และหนิ ปนู ตามเสน้ ทางของชอ่ งวา่ งท่เี กิดในหิน และซึมเขา้ สู่
เพดานถ้ำาในลักษณะของหยดนาำ้ หยดนาำ้ ที่คอ่ ยๆ โตทีเ่ กาะบรเิ วณเพดานถาำ้ นานเพียง
พอท่ีจะสูญเสยี แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ทำาใหเ้ กิดการตกผลึกของแร่แคลไซต ์ การ
ตกผลึกจะเกิดทผ่ี วิ ของหยดนา้ำ เป็นรูปวงแหวน ก่อนที่หยดนาำ้ ท่โี ตขน้ึ จะตกส่พู ื้นถาำ้ ใน
ขณะทน่ี ้ำาทซ่ี มึ ออกมาจากเพดานถ้าำ อย่างตอ่ เนอ่ื งอย่างชา้ ๆ จะทาำ ให้เกดิ การตกผลกึ ของ
แคลไซต์เกิดขึ้นตอ่ ไป กระบวนการดงั กลา่ วเกดิ ซา้ำ เปน็ เวลานาน จนทำาให้เกิดการตกผลกึ
ของแคลไซต์เป็นหลอดกลวงยาว ย้อยด่งิ จากเพดานถา้ำ โดยท่วั ไปนำ้าจะไหลภายในหลอด
กาแฟ และเกิดหยดนาำ้ ทป่ี ลายหลอด ถ้าปรมิ าณนาำ้ มมี ากนำ้าอาจไหลทง้ั ภายในหลอด
และไหลตามผนงั ภายนอกหลอดกาแฟ บ่อยครง้ั ทป่ี ลายหลอด เกดิ การอดุ ตัน นา้ำ จะไหลตาม
ผิวภายนอกของหลอดกาแฟ ซง่ึ เม่อื พฒั นาต่อเนือ่ งจะเกิดเป็น หินยอ้ ย
38
หนิ ประดับถ้ำ�
นำ้ ซมึ ไหล
ในร่องแตก หลอดกาแฟ หลอดกาแฟ หนิ ย้อย
เร่มิ เกิด ยาวขนึ้ เร่มิ เกดิ
สิ่งทน่ี ่าสนใจ:
หลอดกาแฟ เป็นหินประดับถา้ำ ทเี่ ปราะบาง แม้สมั ผสั เบาๆ ก็จะเกิดการแตกหกั แคลไซต์
เกิดเป็นหลอด วางตัวโดยมแี กนทางแร ่ ขนานไปกบั แกนยาวของหลอด เนอื่ งจากทศิ ทาง
ดังกลา่ ว แร่แคลไซตจ์ ะตกผลกึ ได้เร็วสดุ เราสามารถเหน็ ผลกึ แคลไซตไ์ ด้บริเวณปลายหลอด
เมื่อหยดนำ้ามีขนาดใหญ่ (เหมือนแวน่ ขยาย) และเม่ือมองผา่ นหยดนำา้ บริเวณทต่ี ดิ กับขอบ
หลอดจะเหน็ ผลึกแคลไซต ์ (มกั เปน็ เสน้ สขี าวขุ่น) หลอดกาแฟ เปน็ หนิ ย้อยท่ีมีการเกิด
ในอตั ราทเ่ี ร็วสดุ เม่อื เทยี บกับหินย้อยประเภทอ่ืน อัตราการเจรญิ เติบโตโดยทวั่ ไป 0.5
มิลลิเมตร ตอ่ ป ี และมกี ารรายงานไว้ในอัตราทสี่ ูง ถึง 4 เซนตเิ มตร ต่อปี
ดูได้ท่ีไหน
“ลานหยาดพิรุณ” บริเวณเพดานของถา้ำ เลสเตโกดอน
เกดิ กลมุ่ หลอดกาแฟ เป็นจาำ นวนมาก และเปน็ พน้ื ท่ี
กว้าง เปน็ หลักฐานแสดงถงึ การซมึ ของนาำ้ ออกมาอยา่ ง
ช้าๆ จากหนิ บริเวณเพดานถาำ้ นอกจากนบ้ี รเิ วณสว่ น
ปลายของหินยอ้ ยทีเ่ กิดต่าำ สามารถเขา้ ไปสงั เกตไดใ้ กลๆ้
กส็ ามารถพบหลอดกาแฟ บรเิ วณส่วนปลายที่มีหยดนา้ำ มี
แร่แคลไซต์ กาำ ลังตกผลึกอยู่
ค่มู ือผู้เลา่ เรอ่ื งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดับถาำ้ )
3.3.2 หินยอ้ ย
ลกั ษณะรปู ร่าง:
หินยอ้ ย ในศัพท์ภาษาอังกฤษ มรี ากศพั ท์จากภาษากรกี
จากคาำ วา่ “stalasso” หมายถึง “ท่ีจะหยด” และจดั เปน็ หนิ
น้ำาหยดประเภทหน่ึง ทพี่ บได้ทว่ั ไปในถ้ำาหนิ ปูน หินยอ้ ย มี
ลกั ษณะทัว่ ไปคลา้ ยหวั แครอท หรอื หัวผกั กาด (หัวไช้เทา้ )
ทีฐ่ านซงึ่ กว้างติดกับเพดานถา้ำ และห้อยยาวในแนวดิง่ เสน้
ผา่ นศูนยก์ ลางของหนิ ย้อยจะมขี นาดเล็กลง และเรียวสุดใน
ส่วนปลาย ขนาดโดยทัว่ ไป ความกว้างบริเวณฐานตดิ เพดานถา้ำ จะอย่ใู นหน่วย เซนตเิ มตร
ถึง หน่วยเป็นเมตร
เมือ่ นำาหนิ ย้อยแบบธรรมดามาผ่าขวางต้งั ฉากกบั แกนทย่ี าว พบว่า สว่ นกลางเป็น
หลอดยาวกลวง กวา้ ง 2 – 6 มลิ ลเิ มตร และขนาบดว้ ยแถบแร่แคลไซต์ทขี่ นานกนั
การเกดิ หินย้อย:
การเกิดหินยอ้ ย เป็นกระบวนการที่เกดิ ขน้ึ ตอ่ เนื่องจากการเกดิ หลอดกาแฟ เนื่องจาก
นาำ้ ทห่ี ยดจากเพดานถา้ำ หรอื จากด้านบนของหนิ ประดบั ถา้ำ ประเภทอน่ื ๆ เน่อื งจาก เกดิ แร่
ตกผลึกภายในหลอดกาแฟ ทำาให้นาำ้ ไหลไมส่ ะดวก หรอื เกดิ จากมีปรมิ าณนาำ้ ทม่ี าก เม่อื
น้ำาไหลบรเิ วณผวิ ดา้ นนอกของหลอดกาแฟ แรแ่ คลไซต ์ จะตกผลึกพอกพูนเป็นชั้นบริเวณ
ผนังด้านนอก และสว่ นปลายของหลอดกาแฟ เกิดเปน็ หนิ ย้อย ลกั ษณะรูปร่างทหี่ ลากหลาย
ของหนิ ยอ้ ย เปน็ ผลจากการเปลย่ี นแปลงอัตราการไหลซมึ ของนาำ้ สว่ นประกอบทางเคมีของ
อากาศภายในถำ้า อัตราการระเหย อุณหภมู ิ ส่วนประกอบของนาำ้ และเกดิ จากการตกผลึก
ของแรแ่ คลไซต ์ หรอื สิ่งแปลกปลอมทกี่ ีดขวางการไหลของนาำ้ ท่ีผิวหนิ ยอ้ ย
40
สิง่ ทนี่ ่าสนใจ: หนิ ประดบั ถำ้�
หนิ ปูน
หนิ ย้อย เป็นหินประดับถาำ้ พบได้ทวั่ ไป และพบมากใน หลอดกาแฟ
ถำ้าหนิ ปูน
อัตราการโตเฉลย่ี 0.13 มลิ ลเิ มตร ตอ่ ป ี อตั ราการโตเรว็ ถำ้
สดุ 3 มลิ ลิเมตร ตอ่ ปี
หนิ ยอ้ ยส่วนมากบรเิ วณส่วนปลายจะทู่ หรือแบน หนา้ ตัดเม่อื ผา่ หนิ ยอ้ ย
หินย้อย ท่ยี าวมกั พบในถำ้าที่มโี ถงถ้าำ สงู
โครงสรา้ งภายในของหินยอ้ ย ตดั ขวางกบั แกนดงิ่ หรือแกนเจริญเตบิ โต โดยทัว่ ไป
ประกอบดว้ ย วงแหวนซ้อนกันโดยมแี กนกลางกลวง ลู่เขา้ หากันบริเวณส่วนปลาย สที ่ีแตก
ต่างในแตล่ ะวง เป็นผลจาก แร่ดินเหนยี ว ออกไซด ์ (อา่ นว่า "ออ็ กไซด"์ ) ของเหล็ก (กลุ่มแร่
สนมิ เหลก็ ) และมลทนิ อืน่ ๆ ทีเ่ กดิ รว่ มกบั แร่แคลไซต ์ สะท้อนถงึ ช่วงเวลา และส่วนประกอบ
ทางเคมีของนำ้า ขณะซมึ เข้าไปในถาำ้
หินยอ้ ย โดยทัว่ ไปมโี ครงสรา้ งภายในทซ่ี บั ซ้อน และมักพบเปน็ รปู รา่ งหลากหลาย
หนิ ย้อยมีรปู รา่ งทัว่ ไป จะโตยาวในแนวดง่ิ มากกวา่ โตในด้านข้าง เน่อื งจากนาำ้ บรเิ วณ
ส่วนปลายของหนิ ยอ้ ยมมี ากกวา่ ด้านขา้ ง
หนิ ย้อยทีพ่ บในถ้าำ บง่ บอกถึงโพรงใต้ดินมีอากาศ และอยู่เหนือระดบั นาำ้ ใต้ดนิ
หินย้อย อกี แบบในถา้ำ เลสเตโกดอน คอื กลมุ่ หนิ ย้อย ทต่ี กผลกึ จากนา้ำ ที่ซึมผา่ นตาม
ระนาบแตกท่ีตัดเพดานถา้ำ กระจกุ ของหนิ ย้อยท่ีเกิดเปน็ แนวยาวพาด บรเิ วณเพดานถำ้า แนว
ดังกลา่ ว สว่ นมากยาวขนานกับแนวการวางตัวของแนวโถงถำ้า
ค่มู ือผ้เู ล่าเรอ่ื งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดับถา้ำ )
กลุม่ หนิ ยอ้ ย
กล่มุ หินยอ้ ยพบไดบ้ ่อย โดยเฉพาะภายในถ้ำาเลสเตโกดอน
เกิดจากการเติบโตของหนิ ย้อยท่ีเกดิ ใกลก้ ัน การเกดิ กลุม่
หินยอ้ ย เกดิ จากการตกผลกึ ของแรแ่ คลไซต ์ จากน้ำาหยดไหลยัง
บริเวณทห่ี ินย้อยโตมาชนกนั เมอ่ื การตกผลกึ ของแร่แคลไซต์เกิดข้นึ
บรเิ วณดงั กล่าวหนิ ย้อย 2 แท่งทีต่ ิดกนั จะกลายเปน็ หนิ ยอ้ ยรปู รา่ งใหม่
1 แท่ง รปู รา่ งของหินยอ้ ยทซี่ ับซ้อนต่อมาเปน็ ผลจากการหยดไหลของนาำ้
บริเวณผิวของกล่มุ หินย้อย เม่อื เวลาผา่ นไป ส่งผลทาำ ใหเ้ กดิ รปู รา่ งของกลุม่ หินย้อยที่
หลากหลาย
ช่วงเวลา หินยอ้ ย 2 หนิ ย้อย 1
(เปรียบเทียบ)
อา ุยมาก (เ ิกด ่กอน) เกดิ หลอดกาแฟ 1 และแร่แคลไซต์
เกดิ หลอดกาแฟ 2
และแร่แคลไซต์
เกดิ หินยอ้ ย 1 และ 2
อา ุย ้นอย (เ ิกดห ัลง)หินยอ้ ย 2 หยุดการเจริญเตบิ โตชัว่ คราว ขอบหลอดกาแฟ 2 ชอ่ งวา่ ง ขอบหลอดกาแฟ 1
หินย้อย 1 และ 2
เจรญิ เตบิ โตร่วมกัน หินย้อยตดั ขวางแกนยาว ประกอบด้วย หินย้อย 1 (ด้านขวามอื เกดิ ก่อน) และหนิ ยอ้ ย 2
(ดา้ นซ้ายมือ เกิดภายหลงั ) การเติบโตของหนิ ย้อย แสดงดว้ ยวงแรแ่ คลไซต์ต่างส ี และหินย้อย
42 1 และ 2 เตบิ โตมาชนกัน ผลของการตกผลกึ ของแรแ่ คลไซต์ตอ่ มา ทำใหเ้ กดิ หนิ ยอ้ ย
ทมี่ เี ส้นผา่ นศูนย์กลางมากกวา่ ปกติ
หนิ ประดบั ถ้ำ�
ดูได้ทีไ่ หน
เมื่อเรมิ่ เขา้ ถาำ้ หนิ ย้อยบริเวณเพดานถา้ำ เลสเตโกดอนช่วง
น ้ี ตอ้ นรบั ผู้มาเยือน โดยการเกดิ ที่เรยี งเปน็ แนว ไลเ่ รียงลาำ ดบั
ตามขนาด
บรเิ วณภายในถา้ำ ที่เลย บริเวณ "นางฟา้ " กลุ่มหนิ ยอ้ ย
เกิดเชอื่ มรวมกัน ขนาดใหญ่ และมกี ารเรียงตวั ตามแนวโถง
ถาำ้ บรเิ วณนโี้ ถงถา้ำ จะโคง้ ไปทางซ้ายมอื ของภาพ กลมุ่ หินย้อย
เหลา่ นี้เกดิ ไปแนวโค้ง ขนานไปกบั โถงถาำ้ เชน่ กนั
ตล่ิงกอ่ นถึง "ลานคอนเสริ ต์ " พบหินย้อยเกดิ บริเวณสว่ น
ปลายหินน้ำาไหล และความนา่ สนใจมมี ากกวา่ นั้นคอื บริเวณน ้ี
ดเู หมอื นจะเกดิ เนนิ งอก จากน้ำาท่ไี หลจากหนิ นำ้าไหล ซึ่งเมอื่
เวลาผา่ นไปจะเกดิ การเชอื่ มกนั เป็นเสาหนิ (แสดงว่า เสาหนิ ไม่
จาำ เปน็ ต้องเกดิ จากหินย้อย และหินงอกเสมอไป)
เพดานถาำ้ ใกลก้ บั ทางออก กลมุ่ หนิ ยอ้ ยเกิดเปน็ แนวกลาง
เพดานถาำ้ น้ำาท่ีไหลซมึ เขา้ มาในถำ้าผ่านระนาบแตกน้ี ตกผลกึ
เปน็ กลุ่มหินย้อย (ชว่ งน้โี ถงถา้ำ มีลักษณะเปน็ แนวตรงยาว ตอ่
เนื่องในระยะทาง มากกว่า 50 เมตร)
คูม่ อื ผเู้ ล่าเร่ืองธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดับถาำ้ )
3.3.3 หินงอก
ลักษณะรปู รา่ ง:
หินน้ำาหยด งอกในแนวดง่ิ จากพืน้ ถำา้ รูปรา่ งทัว่ ไป มี
ลักษณะเปน็ แทง่ ลูป่ ลายมน เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางทฐ่ี านกว้าง
กว่าส่วนบน ในบางคร้งั มีลักษณะเปน็ รปู แทง่ ทรงกระบอก -
ทรงสูงชะลูด - ทรงด้ามไมก้ วาด โดยเส้นผา่ นศนู ย์กลางจาก
ฐานถึงส่วนยอดจะเท่ากันตลอด และลักษณะรปู รา่ งคล้าย
หอคอยหลายชัน้ ส่วนมากบริเวณยอดของหนิ งอกมักจะ
ราบ ชอื่ ภาษาอังกฤษ “stalagmite - ส-เตอ-แล็ก-ไม้ท” มาจากภาษากรีก หมายถงึ "หินที่
เกดิ จากน้าำ หยด"
การเกิดหินงอก:
เมื่อนาำ้ หยดจากเพดานถา้ำ ผา่ นปลายหลอดกาแฟ หรือปลายหนิ ยอ้ ย และหยดนา้ำ
กระทบพ้นื ภายในถาำ้ หยดน้ำาจะแตกกระจายออกเป็นหยดนาำ้ เล็กๆ รอบจุดกระทบดงั กลา่ ว
เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางของพ้นื ทที่ ี่หยดน้ำาแตกกระจาย เปน็ สัดสว่ นโดยตรงกับความสงู ของหยด
นำา้ ทตี่ กกระทบ นอกจากนี้ขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางของหินงอกยงั ขึ้นกบั ปรมิ าณนา้ำ ที่หยดยัง
บรเิ วณพน้ื
สงู
กำหนดให้
ปัจจัยอน่ื ๆ ในการโตของหินประดับถ้ำเทา่ กัน
44
หินประดบั ถ�ำ้
เมอื่ หยดนา้ำ กระทบพน้ื นำ้าจะแผ่ไหล เปน็ แผ่นนำ้าบางๆ ท่ีไหลอย่างช้าๆ ทุกทศิ ทาง
หรอื เคลอื บอยบู่ นผิวหินงอก นำา้ จะตกผลกึ ให้แรแ่ คลไซต ์ เน่อื งจากน้ำามกี ารสญู เสยี แก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด ์ รปู ร่างของหินงอก และโครงสรา้ งภายในของหนิ งอก สามารถ
อธบิ ายไดด้ ว้ ย หลกั 2 หลกั ร่วมกัน ดงั น้ี
บริเวณท่ีหยดน้ำากระทบพื้น น้ำาทีไ่ หลออกดา้ นขา้ งจะสญู เสียความเข้มข้น ทำาใหเ้ กดิ การ
ตกผลกึ ใหแ้ รแ่ คลไซตน์ ้อยลง (ย่งิ หา่ งจดุ หยดกระทบ แคลไซต์ตกผลึกได้นอ้ ยลง)
ความเข้มขน้ ของนำ้ ท่จี ะตกผลกึ ให้ เมอื่ นำ้ ตกผลึกให้แร่แคลไซต์
แร่แคลไซตจ์ ะลดลง เมื่อนำ้ ช้ันท่ตี กผลกึ ความหนาลดลง
ไหลหา่ งจากจุดที่หยดนำ้ จากบริเวณที่นำ้ หยดกระทบ
กระทบพน้ื ฐานของหนิ งอก จดุ นำ้ หยดกระทบ
น้ำทไ่ี หลความเข้มข้นจะลดลง
พน้ื
การตกผลกึ ของแร่แคลไซต ์ จากนำ้าทไ่ี หลแผอ่ อกรอบจดุ ที่ตกกระทบ ผลึกแร่จะตกผลึกตั้ง
ฉากกบั พนื้ ผิวท่ีนา้ำ ไหล
แกนผลึกแคลไซต ์ ตกผลกึ ต้งั ฉากกับพืน้ ความหนาของชั้นหนิ งอกวัดจากพ้ืน (หน่วย ซม.)
ซ1ม0.020 10 0 10 ซ20ม. 100 แบบจำลองการโตของหินงอกแบบงา่ ย
90 ภาพจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์
80 กำหนดสภาพการหยดของน้ำ ท่คี งท่ตี ลอดเวลา
80 70 และมอี ัตราการเติบโตของหนิ งอก คงทีใ่ นอัตรา
60 0.01 ซม./ปี รูปรา่ งของหินงอกทไ่ี ด้
60 50 เปน็ ผลจากการประยกุ ตใ์ ช้ หลัก 1 และ 2
ร่วมกนั
40 40 หนิ งอกทีแ่ สดงในภาพ มคี วามสงู 1 เมตร
30 ใชเ้ วลาในการเกดิ 10,000 ปี โดยแตล่ ะช้นั ทีห่ นา
20 20 5 ซม. ใชเ้ วลา 500 ปี ในการเกิด
10 ความหนาของชน้ั (วดั จากจุดท่นี ้ำหยด
ตัง้ ฉากกบั พื้นผิว)
หนา้ ตัดของหินงอกตามความสูง พ้ืนถำ้ ทแ่ี ข็ง (ระยะทาง 0 ซม.)
คูม่ อื ผูเ้ ล่าเรื่องธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดบั ถาำ้ )
สง่ิ ที่นา่ สนใจ:
หนิ งอกซึ่งโดยทัว่ ไปพบไดบ้ ่อยในถา้ำ หนิ ปูน แตส่ าำ หรบั ในถา้ำ เลสเตโกดอน พบไดน้ ้อย
เนอื่ งจากพน้ื ถำ้าปกคลมุ ด้วยธารน้ำา หินงอกจึงไม่สามารถโตไดบ้ ริเวณพน้ื ถา้ำ แมก้ ระนั้นกต็ าม
ในบรเิ วณท่ีเป็น ตลง่ิ ตะพกั และบริเวณกองหิน ของถา้ำ เลสเตโกดอน เราสามารถพบหินงอก
ได้
หินงอกจะโตในแนวด่ิงมากกวา่ แนวราบ โดยทว่ั ไปจะโตในอตั รา 0.1 – 0.3 มิลลิเมตร
ต่อป ี (หรอื หนิ งอก สงู 20 เซนติเมตร ใช้เวลา ประมาณ 2,000 ปี)
รูปรา่ งของหนิ งอก มีหลากหลาย โดยมปี จั จัยท่สี ำาคญั ทีส่ ่งผลตอ่ รูปร่างของหนิ งอก คอื
อัตราการหยดของนาำ้ (อัตราการหยดของนา้ำ มาก หินงอกจะสูงได้มาก) ระยะความสงู ของ
นาำ้ ทหี่ ยดจากเพดาน (ระยะท่สี ูงมากฐานหินงอกจะกวา้ ง) ส่วนประกอบทางเคมีของน้าำ และ
สภาพแวดลอ้ มภายในถ้ำา
แมว้ ่าหนิ งอก ทพ่ี บภายในถ้ำาเลสเตโกดอน เกิดเปน็ แท่งด้านบนราบมนไม่สงู มากนกั
แตม่ ีรปู รา่ งลกั ษณะ นา่ สนใจดงั น ้ี คอื ดา้ นบนของหินงอกแสดงลักษณะเป็นหลุม เป็น
บรเิ วณท่ีนำ้าหยดกระทบหนิ งอก (แร่แคลไซต์ตกผลกึ ไดย้ าก ในบริเวณดงั กล่าว) แสดง
ลกั ษณะแท่งท่แี สดงการลดหลัน่ เป็นระดบั ช้ัน (คลา้ ยลกั ษณะการไล่ระดบั ชนั้ ของเจดีย)์ เปน็
ผลจากการตกผลกึ ของแคลไซต ์ จากอัตราการหยดของนา้ำ ท่ีลดลง และ ไม่วา่ พืน้ ทีร่ องรบั
หนิ งอก จะเปน็ พ้นื ราบ หรอื หรือเป็นพ้นื เอยี ง หินงอกจะโตในแนวด่ิงเสมอ อาศยั หลักการ
ตกผลึกของแคลไซต ์ 2 หลกั
ดา้ นบนท่ีราบของหินงอกแสดงแอ่งขนาดเล็ก เนอื่ งจากเกดิ เขตท่ี แคลไซต์ ไม่สามารถที่จะตกผลกึ
เปน็ ผลมาจากหยดน้ำที่หยดจากดา้ นบน
บริเวณทแี่ คลไซต์ไม่สามารถตกผลึก
หนิ งอก
46