The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี ถ้ำเลสโตโกดอน : ฉบับหินประดับถ้ำ อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prdmr.pr, 2021-07-21 02:55:29

คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี ถ้ำเลสโตโกดอน

คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี ถ้ำเลสโตโกดอน : ฉบับหินประดับถ้ำ อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล

หินประดบั ถำ�้

หินงอกทรงเจดยี ์

กรณีหนิ งอกทรงเจดยี ์ สามารถอธิบายไดจ้ ากอตั ราการหยดของน้ำทีล่ ดลง

รปู รา่ ง และโครงสร้ายภายในหนิ งอกทรงเจดยี ท์ ี่ขนาดเปล่ยี นแปลง

ความหนาของชั้นหนิ งอกวดั จากพื้น (หนว่ ย ซม.)

15 10 5 ซ0ม. 5 10 15 ภาพจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร ์
ซม. 15,000 ปี ซม. การเกิดหนิ งอก กำหนดอตั รา
140 140 การหยดของนำ้ ลดลง แต่มอี ัตรา
120 120 การเตบิ โต ของแร่แคลไซต์ คงท ่ี เป็น
100 100 0.01 ซม./ป ี
80 80

60 6,000 ปี 60 หินงอกทแ่ี สดงในภาพ ในชว่ ง 6,000
ปแี รก มีรศั ม ี 10 ซม. (ความสงู 60 ซม.)
40 40 จากอัตราการหยดของน้ำทมี่ ากกวา่
ในเวลาตอ่ มา (6,000 - 15,000 ป)ี รศั มี
20 20 ของหินงอก จะลดลง เปน็ 5 ซม.
00

15 10 5 ซ0ม. 5 10 15

แบบจำลองการโตของหินงอก
กรณ ี รศั มลี ดลง เมือ่ หินงอก
โตข้นึ

ค่มู อื ผู้เลา่ เรอื่ งธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดับถา้ำ )

รปู รา่ ง และโครงสรา้ ยภายในของหินงอก ทีง่ อกบนพนื้ เอียง
ความหนาของชั้นหนิ งอกวดั จากพนื้ (หนว่ ย ซม.) 100

ซม. ซม.
100 100 90

80 80 80
ความสูง (ซม.)
60 60 70

40 พนื้ เอยี ง 40 60
20 20
50
จดุ ท่นี ้ำหยดกระทบพืน้
00 40
15 10 5 0 5 10 15 20
ซม. หินงอกโตในแนวด่งิ บนพ้นื เอยี ง

แบบจำลองการโตของหนิ งอก บริเวณพ้ืนเอยี ง

ภาพจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร ์ กำหนด การงอกแต่ละช่วงเวลา
สภาพการหยดของน้ำ คงทีต่ ลอดเวลา และ
มีอตั ราการเตบิ โต ของหนิ งอก คงทใี่ นอัตรา 0.01
ซม./ป ี รูปร่างของหนิ งอกทีไ่ ด ้ เปน็ ผล จากการ
ประยกุ ต์ ใช้หลกั การตกผลกึ ของแคลไซต์ ท ่ี
การเรยี งตัว
เกดิ หนิ งอก หลัก 1 และ 2 ร่วมกัน (ดูการเกดิ หนิ งอก) ของแกน
ผลกึ แคลไซต์

หินงอกที่แสดงในภาพ มีความสูง 60 ซม. ใชเ้ วลา
การเกดิ 6,000 ปี โดยแตล่ ะชนั้ ท่ีหนา 5 ซม. ใช้เวลา หลกั 2: สำหรบั หนิ งอก
500 ป ี ในการเกดิ (ความหนาของช้นั วัดจาก ผลกึ แคลไซต์ ตกผลึก โดยแกนผลึก
ตัง้ ฉาก กับพื้นผวิ เดิม
จุดท่ีน้ำหยด ต้งั ฉากกับพน้ื ผิว)

48

หินประดบั ถ้ำ�

ดไู ดท้ ่ีไหน
หนิ งอกขนาดเล็กๆ จำานวนมากพบไดบ้ รเิ วณตะพักแคบๆ

หลังจากผ่าน บริเวณ "ฟนั กรามช้าง" คาำ ถามเพ่ือกระต้นุ ความ
สนใจ คอื "ทำาไมหนิ งอก ถงึ เกิดต้ังดิง่ ตรง ท้งั ๆ ท่ีพ้ืนเอยี ง"
และ "ทำาไม แทง่ หนิ งอกถงึ แสดงลักษณะลาำ ดับช้นั คลา้ ยเจดีย"์
ซึง่ คาำ ตอบหาได้จากเนื้อหาก่อนสว่ นน้ี

ตลิ่งถา้ำ บรเิ วณทางแยกไปโถงย่อย ทพ่ี บกองเศษหนิ ถลม่
จาำ นวนมาก ตาำ แหนง่ นห้ี ากดไู กลๆ จะคลา้ ยกบั หินงอก โตขึ้น
บนหินนาำ้ ไหล แตจ่ ริงๆ เป็นหินน้ำาไหลที่ซ้อนเหลื่อมกัน (การ
ศกึ ษาหนิ ประดับถา้ำ จากภาพ มีขดี จาำ กดั ด้วยมุมกลอ้ ง)

บริเวณตะพกั แคบๆ ของถา้ำ เลสเตโกดอน (ตำาแหน่งเลย
"หยาดพริ ุณ") บางครั้งแสดง ลกั ษณะการเกดิ หินงอกในระยะ
เร่ิมแรก ในภาพ หลอดกาแฟ และหนิ งอกเกิดพร้อมกัน แต่
หลอดกาแฟ โตเรว็ กวา่ อธบิ ายจากธรรมชาติของหลอดกาแฟ
ทีโ่ ตยาวไดเ้ รว็ กว่า และอตั ราการหยดของนาำ้ ที่ชา้

บริเวณริมตล่งิ ก่อนถึง "ลานคอนเสิร์ต" ส่วนของตะพกั ท่ี
นำ้าทว่ มถงึ แสดงลกั ษณะของหนิ ประดับถาำ้ ที่งอกจากพน้ื แต่
การเกิดเกดิ จากนา้ำ ท่ีไหล จาก หินนำ้าไหลดา้ นบน ลกั ษณะดงั
กล่าวนี ้ เกิดเฉพาะท่ีถา้ำ เลสเตโกดอนเท่าน้นั การเกิดหินนา้ำ ไหล
บริเวณตลิง่ ท่ีนา้ำ ทว่ มถึงเป็นบางเวลา (ไม่จดั เปน็ หนิ งอก)

คมู่ อื ผเู้ ลา่ เร่ืองธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถา้ำ )

เวลา กบั หินประดับถา้ำ
“หลอดกาแฟ มอี ัตราการเติบโตโดยท่วั ไป 0.5 มิลลเิ มตร ตอ่ ปี” (เร็วทส่ี ดุ )
“หินยอ้ ย มอี ัตราการเติบโตเฉลีย่ 0.13 มิลลิเมตร ต่อป”ี
“หินงอก โดยทั่วไปมีอตั ราการเติบโตในแนวดงิ่ มากกวา่ แนวราบ
อตั รา 0.1 – 0.3 มิลลเิ มตร ต่อปี”

ท่ีกล่าวมา เปน็ อัตราการเตบิ โตของหินประดบั ถา้ำ ชนดิ ตา่ งๆ ถา้ คำานวณตอ่ เนอื่ ง
ไปอีก โดยเทยี บตอ่ ไปวา่ ถ้าพบ หลอดกาแฟ ในถำา้ ยาว 1 เซนตเิ มตร เราสามารถ
ประมาณ ไดว้ า่ อายหุ ลอดกาแฟ ท่ีเห็น มีอาย ุ 20 ป ี (ใช้ค่าอัตราการเตบิ โตทว่ั ไป)
ซ่ึงวิธีการแบบน้เี ปน็ การประเมินหาอายหุ นิ ประดบั ถาำ้ แบบหน่ึง ในแตล่ ะถ้าำ สามารถ
สงั เกตหนิ ประดบั ถาำ้ และวดั อตั ราการโตของหินประดับถาำ้ ได้ โดยปจั จยั สำาคญั ที่สง่
ผลต่ออัตราการโตของหินประดบั ถาำ้ ประกอบด้วย (1) อุณหภูมทิ ่แี ตกต่างระหว่าง
ภายในถ้ำา และภายนอกถ้ำา (2) ปรมิ าณน้ำาฝน (3) ปรมิ าณของนา้ำ ทไี่ หลซึมผา่ นเข้าไป
ในถำ้า (4) ความหนาของชัน้ ดนิ และจำานวนพชื ที่ขึ้นบริเวณ พื้นทีด่ า้ นบนถำ้า และ (5)
ปริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด ์ ทีอ่ ยู่ในดิน และในถำ้า

หนิ ประดบั ถาำ้ ทีพ่ บในถ้ำาหน่ึงๆ โดยทั่วไปจะเกดิ ในชว่ งเวลา (มีอายุเปน็ ช่วง)
จากข้อมลู การศึกษาอายหุ ินประดบั ถา้ำ ในปจั จุบนั สามารถสรปุ วา่ “ส่วนมากของหนิ
ประดบั ถาำ้ ท่ีเกดิ ในเขตสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น มีอายไุ ม่เกิน 1 ลา้ นปี”

เวลาในการเกดิ หนิ ประดบั ถา้ำ ไมใ่ ช่เวลาในการเกิดถาำ้ การเกดิ ถา้ำ เกดิ จาก
กระบวนการละลายของหนิ ปูน ซ่ึงเปน็ กระบวนการทเ่ี กิดชา้ มาก ในบางครงั้ อาจใช้
เวลามากถึง หลายสิบลา้ นป ี เมื่อสภาพแวดล้อมมีการเปลยี่ นแปลง ทีท่ ำาใหร้ ะดบั นา้ำ
ในโพรงถาำ้ ลดลง หรอื บ่อยครัง้ ท่รี ะดับนา้ำ ลดระดบั ตา่ำ กวา่ พืน้ ถา้ำ ช่วงเวลาดงั กลา่ วเปน็
ชว่ งเวลาท่ีหินประดบั ถาำ้ เรม่ิ เกดิ

50

หนิ ประดับถ�ำ้

การหาอายหุ นิ ประดับถาำ้ ทน่ี ิยม และแพรห่ ลาย คอื การหาอายหุ นิ ประดับถาำ้
โดยการวดั ค่าปรมิ าณของธาตกุ ัมมันตรงั ส ี (มีปรมิ าณน้อยมาก) ทมี่ ีอยใู่ นแร่แคลไซต ์
ในหนิ ประดบั ถาำ้ วิธีการหาอายุหินประดับถา้ำ ม ี 3 วธิ หี ลัก คอื คาร์บอน-14 (14C)
ยูเรเนยี ม – ธอเรยี ม (U-Th) และ ยูเรเนยี ม – ตะกัว่ (U-Pb) สรุปได้ดงั ตารางต่อไปนี้

วธิ ีการหาอายุ คาร์บอน-14 ยูเรเนยี ม–ธอเรยี ม ยเู รเนยี ม-ตะกวั่

แหล่งกำาเนิดธาตุ บรรยากาศ ดิน และหิน ดิน และหนิ ท่เี กิดถา้ำ ดิน และหินทีเ่ กิดถำา้
กมั มนั ตรงั สี ท่ีเกิดถาำ้

คาร์บอน-14 เกดิ ใน ธาตยุ ูเรเนยี มจากหนิ ธาตุยเู รเนียมจากหิน
ชนั้ บรรยากาศสว่ นบน และดนิ ละลายในนำ้า และดิน ละลายในน้ำา
กระจายตัวในอากาศ ที่ไหลผ่าน เม่อื นำ้าตก ทไี่ หลผ่าน เมอ่ื นำ้าตก
กระบวนการเคลอ่ื นย้าย เคลอื่ นยา้ ยผ่านพชื ผลึกใหห้ ินประดบั ถำา้ ผลกึ ให้หินประดบั ถาำ้
ธาตุกมั มันตภาพรังสี ระบบดนิ และนำ้า และ ยูเรเนยี ม ทีอ่ ยู่ในหนิ ยเู รเนียม ที่อยู่ในหิน

ตกผลกึ เป็นหินประดบั ประดับถาำ้ จะสลายตวั ให้ ประดบั ถาำ้ จะสลายตวั ให้
ถำา้ ธอเรียม ตะก่ัว ทา้ ยสดุ

ความแม่นยาำ 5 – 40 % และ ปัจจุบนั ความแม่นยาำ สูง 0.1 % ความแมน่ ยาำ 1 – 5 %
ไม่ได้รับความนยิ มใชว้ ิธี ท่วั ไป ประมาณ 1 % เป็นวิธที นี่ ิยมในการหา
นใ้ี นการหาอายหุ นิ ประ เปน็ วธิ ีที่นยิ มใชใ้ นการ อาย ุ และ มกี ารระบวุ ่า
ดับถาำ้ หาอายุหินประดบั ถ้าำ สามารถหาอายหุ นิ ประดบั
ถำ้าได้มากกว่า 400 ลา้ นปี

- คาร์บอน ทม่ี ีอยู่เดิม - หินประดับถาำ้ อายุ - ตะกว่ั ในหนิ ประดบั
ในหินปนู ปนเปื้อนใน นอ้ ยกวา่ 600,000 ปี ถำา้ มคี ่าตา่ำ มาก
หนิ ประดับถาำ้ - ยากที่จะสร้างไอโซ-
- แร่ท่ีมธี อเรียม เปน็ ครอน (isochron) จาก
ขอ้ จาำ กดั - สำาหรับหนิ ประดับถา้ำ ท่ี องค์ประกอบอยูใ่ นหนิ คา่ ช่วงของ สดั ส่วน
ยเู รเนยี ม กับตะกว่ั (U/
มอี ายุไมเ่ กิน ประมาณ ประดับถา้ำ และ มสี าร Pb) จากตวั อยา่ ง
50,000 ปี ถงึ ประมาณ อนิ ทรีย์ ทีต่ กตะกอน
ป ี พ.ศ. 2400 พรอ้ มกับหนิ ประดับถาำ้

คู่มอื ผเู้ ล่าเรื่องธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดับถา้ำ )
3.3.4 มา่ นหินย้อย

ลกั ษณะรูปร่าง:
ชนดิ ของหินยอ้ ย ทีเ่ กิดเปน็ แผ่นทีโ่ คง้ งอ บริเวณเพดาน

และผนงั ถ้าำ ท่ีเอียง ความหนาของแผน่ ไมเ่ ทา่ กนั เมอื่ ดทู ี่ผวิ
ทเี่ ป็นลอนคลืน่ โดยทวั่ ไประยะหา่ งของสนั นูนทต่ี ิดกนั จะ
ห่างกนั ประมาณ 1 เซนติเมตร แผน่ ม่านหนิ ยอ้ ยจะแสดง
แถบของแคลไซต์สตี ่างๆ (ขาวขนุ่ เหลือง และสีนำ้าตาล) โดย
แถบของแคลไซต ์ จะขนานกันและขนานไปกับ พนื้ ผิวทเี่ อียง

ม่านหินยอ้ ย ที่โปรง่ ใส มีชอ่ื เรียกเฉพาะวา่ เบคอน (bacon)
การเกดิ ม่านหินยอ้ ย:

ม่านหนิ ยอ้ ย เกดิ เมื่อนา้ำ ซมึ ไหลตามเพดานหรือผนังถา้ำ ท่เี อียง (มุม ในช่วงประมาณ 45
องศา) โดยทีน่ ำ้าไหลตามผิวท่ีเอยี ง (ไมห่ ยด) ในการเกดิ มา่ นหนิ ย้อย น้าำ ซึมเข้ามาในถำ้าดว้ ย
อตั ราการทส่ี งู เมือ่ เปรียบเทยี บกับนา้ำ ทเี่ กิดหลอดกาแฟ และน้าำ ไหลในเสน้ ทางเดมิ ตลอด
เวลา

น้าำ ซึมที่ไหลเป็นชั้นบางๆ บรเิ วณเพดานถา้ำ หรือผนงั ถาำ้ ท่ีเอยี ง จะสูญเสียแกส๊
คาร์บอนไดออกไซด ์ ออกไปในบรรยากาศของถา้ำ ส่งผลทำาใหเ้ กดิ การตกผลกึ ของแรแ่ คลไซต ์
เป็นแนวบางๆ ตามเสน้ ทางของนำ้าท่ีไหล (แคลไซตต์ กผลกึ และโตในทิศทางต้ังฉากกบั พ้นื ผวิ
ท่นี ำ้าไหล) เมอื่ เวลาผา่ นไปนำา้ ทไี่ หลในเสน้ ทางเดมิ จะตกผลกึ ใหแ้ รแ่ คลไซต ์ เกิดเปน็ แถบ
ขนานกนั จนได้ลักษณะของหนิ ประดบั ถาำ้ ท่มี ลี ักษณะเป็นแผ่นบางห้อยจากเพดาน หรอื ผนัง
ถ้าำ ในแนวดงิ่ โดยในแผ่นประกอบดว้ ยชั้นของแรแ่ คลไซต ์ ทเ่ี กิดเปน็ แถบขนานกัน และแถบ
ทพี่ บจะขนานกบั แนวเอียงบริเวณเพดานถา้ำ หรอื ผนงั ถาำ้ การโค้งงอของมา่ นหนิ ยอ้ ย เชือ่ ว่า
เปน็ ผลจากลักษณะ การกดี ขวางของการไหลของนาำ้ ในครัง้ แรก
52

 เพดาน หรือผนังถ้ำ เวลาผ่านไป หินประดับถำ�้
ทเี่ อยี ง
การเกิด ่มาน ิหน ้ยอย การไหลขอ  เพดาน หรอื ผนังถ้ำ
แยกแตกวั ๊สจคาากรน์บำ้ อนไดออกไซด์ น้ำ ท่เี อยี ง ผลกึ แรต่ กผลกึ

อากาศภายในถำ้ โดยมแี กนทาง
ผลกึ ขนานกนั

งน้ำ
มา่ นหินย้อย

หินยอ้ ย

สงิ่ ท่นี า่ สนใจ:

 ทำาไมผิวของมา่ นหนิ ยอ้ ยจงึ มีลกั ษณะเปน็ ลอนคลื่น

ด้วยอัตราการไหลของนา้ำ ชั้นบางๆ เปน็ เสน้ ตาม
เพดาน หรือผนังถา้ำ ที่เอยี งไมเ่ ท่ากนั ในตอนแรก เป็น
ผลทาำ ใหเ้ กดิ การตกผลึกของแรแ่ คลไซต์ในอตั ราไม่
เท่ากัน บรเิ วณทน่ี า้ำ ไหลเร็วจะตกผลึกใหแ้ ร่แคลไซต์ได้
มากกว่า เกิดเป็นช้นั แคลไซตห์ นา (เนือ่ งจากสญู เสยี แกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ได้มากกวา่ ) และบรเิ วณทีน่ าำ้ ไหลช้า
กว่าซึง่ อย่ตู ดิ กนั กบั บริเวณที่นาำ้ ไหลเรว็ กว่า จะตกผลกึ
ให้แรแ่ คลไซตน์ อ้ ยกว่า เกิดเปน็ ช้ันแคลไซตท์ ่ีบางกว่า
ลกั ษณะดงั กลา่ วเกิดสลบั กัน (การไหลเร็ว และช้าของนำ้าช้ัน
บางๆท่ีไหล) ตลอดเส้นทางการไหลของน้ำา และตลอดชว่ ง
เวลาของการเกิดมา่ นหินยอ้ ย ทาำ ให้ผวิ ของม่านหินย้อยแสดง
ลกั ษณะเปน็ ลอนคลืน่

ค่มู ือผูเ้ ล่าเรือ่ งธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดบั ถาำ้ )
 ทำาไมจงึ เกิดแถบสีตา่ งๆทีข่ นานกัน และหนาไมเ่ ท่ากนั ในมา่ นหินยอ้ ย

ปริมาณ ส่วนประกอบทางเคม ี และความต่อเน่อื งของน้ำาทซ่ี มึ ไหลทำาให้เกิดมา่ นหินยอ้ ย
ในแต่และช่วงเวลามีความแตกต่างกัน แถบแรแ่ คลไซต ์ มสี ตี า่ งกันเปน็ ผลจากปริมาณของ
อนุภาคของธาตอุ ่ืน ท่ลี ะลายในนำ้า โดยเฉพาะอย่างย่งิ ปริมาณของอนภุ าคเหลก็ ถา้ ปรมิ าณ
อนุภาคเหล็กท่ลี ะลายในนำ้ามมี าก จะทำาให้แถบแรแ่ คลไซตม์ ีสีนา้ำ ตาลแดง ถา้ ปริมาณมลทิน
ของอนภุ าคเหลก็ มีน้อย จะทำาให้แถบแร่แคลไซตม์ สี คี รีม ถงึ สีสม้ จาง สำาหรบั แถบแร่แคลไซต์
ทีม่ ีความหนาไมเ่ ท่ากัน เกดิ จากปริมาณของนา้ำ ทีซ่ มึ ไหล ถ้าปรมิ าณของนำา้ ทซี่ ึมไหลมมี ากจะ
ไดแ้ ถบแคลไซต์ท่หี นา สว่ นถ้าปริมาณของนำ้าที่ซึมไหลมีน้อยจะได้แถบแรท่ ่ีบาง
 มา่ นหนิ ย้อย เป็นหินประดับถาำ้ ทีพ่ บไดท้ ว่ั ไปในถ้ำาเลสเตโกดอน และมกั พบบรเิ วณสว่ น
ปลายของหินน้าำ ไหล
ดไู ดท้ ่ไี หน

ดา้ นล่างของหินน้ำาไหล บรเิ วณ "กรามชา้ ง" (ตอ้ งนอนราบ
ไปกบั เรือ และมองดา้ นบน) สันทเ่ี ห็นเป็นแนวเปน็ ส่วนท่ีเหลือ
จากการกร่อนของนาำ้ ของม่านหนิ ย้อย

ระหว่าง "นางฟา้ กบั หยาดพิรณุ " บรเิ วณสว่ นปลายของหนิ
นำ้าไหล จะพบม่านหินยอ้ ย เกดิ ทัว่ ไป

54

หินประดับถ้ำ�

ดูได้ท่ีไหน (ต่อ)
ตาำ แหน่งท่ใี กลก้ บั "โล่หนิ " บริเวณผนงั ถา้ำ ม่านหนิ ยอ้ ย เกิด

บรเิ วณส่วนปลายของหินนำ้าไหล แนวระดบั ทเ่ี ห็นเปน็ แนวระ
ดับน้ำาในอดตี (ปลายลกู ศร)

บรเิ วณ "น้ำาตก" หรือ "น้ำาตกกลายเปน็ หิน" ในถาำ้ สามารถ
พบ มา่ นหินย้อยได้บรเิ วณสว่ นลา่ งของหนิ นำ้าไหล

ภาพถ่ายระยะใกล้ของ ม่านหนิ ย้อย บรเิ วณนา้ำ ตก
ในถา้ำ เล มลี ักษณะของหนิ นาำ้ ไหล แบบทีเ่ กดิ เป็น ทรงรี
หลายบรเิ วณ (มีรูปร่างหลากหลาย เช่น นางฟา้ หวั ใจ ปอด)
บางครัง้ ดคู ล้ายดอกทวิ ลิป แมงกะพรุน ไข่เอเลย่ี น หรอื อ่ืนๆ
ขนึ้ กบั จนิ ตนาการ ท่สี ว่ นปลายของหนิ นำ้าไหลทรงน ี้ สว่ นมาก
พบวา่ ส่วนปลาย จะเป็น ม่านหินยอ้ ย

คูม่ อื ผู้เล่าเรอื่ งธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดับถา้ำ )
3.3.5 โล่หนิ
ลกั ษณะรปู รา่ ง:

หนิ ประดบั ถา้ำ ชนิดนา้ำ หยด มรี ปู ร่างเป็นแผน่ วงกลม –
วงรี สองแผ่นคู่ประกบกนั คัน่ กลางดว้ ยระนาบแตกขนาด
เลก็ มาก (มักมองไม่เหน็ ) ส่วนของแผน่ สว่ นหนงึ่ ตดิ กบั
ผนงั ถาำ้ มักย่นื ออกจากผนงั ถาำ้ ด้วยมุมระหวา่ ง 10 – 60
องศา (วดั จากแนวผนังถา้ำ ดา้ นบนแผน่ ลงมาถึงขอบแผ่น)
โดยมากจะมีมุมประมาณ 30 องศา โลห่ ินทพ่ี บอาจมีเสน้
ผา่ นศนู ยก์ ลาง มากถึง 3 เมตร (จดั วา่ ใหญม่ าก) และโดย
ท่วั ไปจะมคี วามหนา ประมาณ 2 เซนตเิ มตร ภายในแผ่น
ประกอบดว้ ยแถบแคลไซต์เกดิ เปน็ วง คล้ายกบั หินนาำ้ หยดประเภทอนื่ ๆ บริเวณดา้ นล่างของ
โลห่ ินมักพบม่านหนิ ย้อยเกิดอยู่ด้านลา่ ง

โล่หนิ มชี ่อื เรียกท่หี ลากหลาย เช่น disc (จาน) หรอื palette (จานผสมสขี องจติ รกร)
การเกิดโลห่ ิน:

การเกดิ โล่หิน ในปจั จบุ ันยงั ไมท่ ราบแนช่ ัด แตเ่ ชอื่ วา่ โลห่ นิ เกิดจากน้ำาทม่ี ีแรงดนั ซมึ ไหล
ผ่านตามระนาบแตกขนาดเลก็ (ความกวา้ งในหนว่ ย มิลลิเมตร) และพุง่ ออกจากผนงั ถาำ้ เปน็
สายน้ำาที่โค้ง การทจ่ี ะทำาให้เกิดโลห่ นิ อัตราการซึมไหลของนาำ้ ต้องมีปริมาณมาก ต่อเน่อื ง
และสม่ำาเสมอ การตกผลกึ ของแร่แคลไซต์เกิดตามขอบของรอยแตก (ดา้ นบน และด้านล่าง)
และตอ่ เป็นส่วนท่จี ะยืน่ ออกเปน็ โลแ่ ผน่ บนและแผน่ ลา่ ง น้ำาท่ซี มึ ออกมาบริเวณนี้ตกผลึก
และกน้ั นำ้าภายในรอ่ งแตกไว ้ น้ำาด้านในจะไหลลน้ ดว้ ยความดนั และเกิดการตกผลึกต่อเนอ่ื ง
ย่ืนตามขอบของระนาบแตก ซึ่งการเตบิ โตของผลกึ แคลไซตภ์ ายในร่องแตกทาำ ให้แผ่นโลแ่ ผ่น
ลา่ ง และแผน่ บนขยับหา่ งออกจากกนั น้ำาท่ีเหลอื ไหลลน้ บริเวณขอบของโล่หนิ ตามผิวด้าน
ลา่ งของแผน่ โล่แผ่นล่างเกิดเป็น ม่านหินย้อย
56

หนิ ประดบั ถ้�ำ

สงิ่ ที่นา่ สนใจ:
 โลห่ ิน เป็นหินประดบั ถาำ้ ทีพ่ บยาก แตถ่ ้าพบในถ้าำ ใดมกั พบไดห้ ลายอัน การหกั หลดุ
โดยธรรมชาตขิ องโล่หินเกดิ ไดด้ ว้ ยน้ำาหนกั ของโล่หินท่ีเพิม่ มากขน้ึ จากการเกดิ มา่ นหนิ ยอ้ ย
บริเวณส่วนลา่ งของแผน่ โล่
 โล่หิน ในบางครงั้ มีรายงานว่า สามารถเกิดบรเิ วณผนังถาำ้ ดว้ ยมุมทีเ่ กนิ 90 องศา (แผน่
ชี้ลงพื้น) และสามารถเกดิ ไดบ้ รเิ วณพืน้ ถาำ้
ดไู ดท้ ีไ่ หน

โล่หิน บริเวณผนังถา้ำ ภาพถ่ายย้อนขนึ้ ดา้ นบน มรี ูป
ร่างเป็นแผ่นกลม โผล่จากผนงั ถาำ้ ส่วนท่ีเห็นคอื สว่ นล่าง
ของแผน่ โลห่ นิ ท่ปี ระกอบดว้ ยม่านหนิ ย้อย

หนิ ประดบั ถา้ำ รปู เปน็ วงกลมคลา้ ยโล่หิน เกิดยน่ื ออก
จากหนิ นาำ้ ไหล (ลูกศรช้ี) ด้านที่เห็นในภาพเป็นด้านล่าง
ของแผน่ โลห่ นิ ทีม่ ีหนิ นำ้าไหลเกดิ อยู ่ (ภาพถ่าย กอ่ นถึง
บรเิ วณ "ไข่เอเลย่ี น")

คู่มือผู้เลา่ เรอื่ งธรณ ี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบับหินประดับถาำ้ )
3.3.6 เสาหิน
ลักษณะรูปรา่ ง:

เสาหนิ มรี ูปรา่ งเป็นแทง่ คาำ้ ยัน ระหวา่ งเพดานถา้ำ กบั
พื้นถ้ำา โดยทั่วไปเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางด้านล่าง จะมากกว่า
ด้านบน และจะพบลักษณะของหินประดบั ถาำ้ ประเภทอ่นื
ตกผลึกเป็นช้นั นอก แสดงลกั ษณะการไหลของนา้ำ จากด้าน
บนลงด้านลา่ ง

การเกดิ เสาหนิ :

การเกิดของเสาหนิ ดปู ระกอบได้จากภาพใน หวั ข้อ 3.3.3 การเกิดหินงอก เน่ืองด้วย
เสาหิน เกิดจากหนิ ยอ้ ย และหินงอกท่โี ตมาชนกัน ซง่ึ ชว่ งเวลาดงั กลา่ วนาำ้ จากเพดานถ้ำาจะ
หยดจากปลายของหนิ ย้อย ถ้าใหห้ นิ ย้อย และหินงอกเกิดในเวลาพร้อมกนั และอัตราการ
หยดของน้ำาจากเพดานถ้าำ ในอตั ราทีต่ ำา่ ผลคือ จะเกดิ หนิ ยอ้ ย ยาวมากกวา่ ความสงู ของ
หนิ งอก และในทางตรงกนั ข้าม ถา้ อัตราการหยดของนาำ้ จากเพดานถา้ำ ในอัตราทีส่ งู ทาำ ให้
หินงอกสูงมากกว่า ความยาวของหนิ ย้อย

อัตราการหยดของนำ้ ช้า

สิง่ ท่ีนา่ สนใจ: หนิ ย้อยยาวกวา่
 ในถาำ้ เลสเตโกดอน พ้นื ถาำ้ มธี ารนำ้าไหลอยตู่ ลอดเวลา เวลา หินงอก

(เพราะมีเวลาตกผลกึ )

พื้นทที่ ีเ่ กิดหินงอก และเสาหนิ จึงจำากดั อยา่ งไรก็ตาม ภาย อัตราการหยดของนำ้ เร็ว
ในถ้ำาเลสเตโกดอน บริเวณตลิ่ง และตะพกั ของธารนาำ้ รวมถึง
บรเิ วณโถงถาำ้ ชั้นบน ยังสามารถพบการเกิดเสาหนิ หนิ ย้อยสั้นกวา่
เวลา หนิ กว่า

(เวลาตกผลกึ น้อย)

58

หินประดบั ถ�้ำ

3.4 กลุ่มหินนำ้าไหล

3.4.1 หนิ นำ้าไหล

ลักษณะรปู รา่ ง:
หนิ ประดับถาำ้ มลี ักษณะเปน็ ชัน้ พอกปดิ ทับ พนื้ ผนงั

หรือโครงสรา้ งอ่ืนๆ ภายในถ้ำา แสดงลกั ษณะหลากหลาย
แยกตามสภาพพื้นท่ ี ได้ ดังน้ี ในกรณพี น้ื ถาำ้ ทีค่ ่อนข้างราบ
มีการเอียงเลก็ น้อย ถึง ชัน หินนำ้าไหลเกิดจากการตกผลึก
เป็นช้ันของแคลไซต์ บนพื้นผวิ ดงั กล่าว และในกรณีหินนำา้
ไหลเกิดจากการตกผลกึ พอกเป็นชั้นปิดทบั ตะพกั ด้านนอก
จะมลี กั ษณะกลมมน โดยสว่ นลา่ งเกดิ เปน็ หินประดบั ถา้ำ แบบ
ม่านหนิ ย้อย บรเิ วณผวิ ของหินนา้ำ ไหล ยงั พบลักษณะเปน็
หล่ันขนาดเลก็ (พ้นื ท่แี บบขนั้ บันไดขนาดเลก็ ) ประกอบดว้ ย
ทำานบ และแอ่งนำ้า ขนาดเลก็ ในหนว่ ย เซ็นติเมตร (ทง้ั กว้าง
และลกึ ) มีชอื่ เรยี กวา่ ไมโครเกาเออร์ (microgour)

ผิวของหินน้ำไหล หนิ นา้ำ ไหล หรือ นำ้าตก
ไมโครเกาเออร์ ทก่ี ลายเป็นหิน ท่ีบรเิ วณ
สีขาวสันขนาดเลก็ ผวิ ของหินน้ำาไหล แสดง
ลกั ษณะทาำ นบ และแอง่
สดี ำแอง่ ขนาดเลก็ ขนาดเล็ก เนือ่ งจากการ
ไหลของน้าำ ดว้ ยความเรว็
แนวสัน ต้ังฉากกบั ทศิ ของนำ้ ไหล ไมเ่ ทา่ กัน ท่ีตกผลึกให้
แคลไซต์

คู่มอื ผูเ้ ลา่ เรอื่ งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดบั ถาำ้ )

การเกดิ หนิ นา้ำ ไหล:
 เกิดจากการตกผลกึ แร่แคลไซต์ คลุมผวิ พน้ื ของพืน้ และผนังถำา้ ทาำ ให้หนิ นำ้าไหลมี

ลกั ษณะโครงสร้างเปน็ ชั้นซอ้ นกนั (ดูภาพประกอบ) ปริมาณนาำ้ ทไี่ หลเข้าถาำ้ ของการเกิดหิน
ประดบั ถา้ำ ประเภทน ้ี แปรเปล่ยี นปรมิ าณตามฤดูกาล  ในถ้าำ ท่ียังมกี ารเกิดหินประดบั ถา้ำ
จากนำา้ ทไี่ หลเขา้ โถงถาำ้ แบบนำา้ ตก บรเิ วณพน้ื นาำ้ ตกเกิดเปน็ หินนา้ำ ไหล น้าำ ที่ไหลในกรณีนมี้ ัก
จะมปี รมิ าณมาก บอ่ ยครั้งน้าำ ไหลแบบป่ันปว่ น (เหมือนนำ้าตกท่ีไหลออกจากผนงั ถาำ้ ) การ
ตกผลึกของแรแ่ คลไซต ์ เกดิ บริเวณสว่ นลา่ งของนา้ำ ท่ไี หลปนั่ ป่วน ท่ีสัมผัสกับพน้ื หิน หรือหิน
ประดับถา้ำ เป็นชนั้ บางๆ มีความหนาในระดบั มิลลเิ มตร น้าำ บรเิ วณดงั กล่าวจะไหลราบเรยี บ
เปน็ แผ่นขนานไปกบั พ้นื ผวิ และบริเวณดังกล่าวนเ้ี องเปน็ ส่วนทาำ ใหเ้ กิดการตกผลกึ ของแร่
แคลไซต ์  การไหลของน้ำาตามผิวของหินนาำ้ ไหล เป็นทางในแนวด่ิง ทำาให้เกดิ บริเวณท่แี ร่
แคลไซต์ไมส่ ามารถตกผลึก เกดิ ลกั ษณะเปน็ รอ่ งแนวดิ่ง และมนี ้ำาไหล

ความลาดชันของพืน้ ท่ีของน้ำาไหล ส่งผลตอ่ การเกิดทาำ นบ และแอง่ ขนาดเลก็ ดงั น้ี ใน
บรเิ วณท่ีมีความชนั มาก สันทำานบทเ่ี กดิ จะมีความสูงมากกวา่ (ความสูงของสัน เปรยี บเทยี บ
กบั ความกว้างของแอ่ง) บรเิ วณทม่ี คี วามชนั น้อยกว่า ท้งั นเี้ น่ืองจากการไหลของนาำ้ ทเ่ี ร็วกว่า
จะทำาใหเ้ กดิ การสญู เสยี แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ได้มากกว่า (ดูเพมิ่ เตมิ หัวขอ้ ทาำ นบหนิ ปนู )

 หินนำ้ ไหล หนา้ ตดั ต้งั ฉากกบั โครงสร้างการตกผลึกของแคลไซต ์ ที่เกิดเปน็ ชน้ั

แนวเส้นใสบางทีม่ กั พบในหน้าตัด
เกดิ จากผลกึ แคลไซต ์ ตกผลึก
โดยมแี กนยาวของผลึกขนานกนั

ช้นั ท่ีประกอบด้วยแคลไซต์ พืน้ ผวิ เดมิ
60

 หนิ น้ำไหลเกิดบรเิ วณพ้นื ของนำ้ ตกภายในถำ้ หินประดับถำ�้
น(เก้ำนิดไหำเปไ้ลห็นแลบชแัน้บบบรบาาปบงๆนั่เรป)ยี ว่บน
หนิ น้ำไหล
ผนังถ้ำ

หนา้ ตัดดา้ นข้าง

คู่มือผู้เล่าเร่อื งธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หินประดบั ถา้ำ )
ส่ิงที่น่าสนใจ:
 หินนำา้ ไหล เป็นหนึ่งในหินประดับถาำ้ ทีพ่ บได้บอ่ ยในถำา้ หนิ ปนู และ ในถาำ้ เลสเตโกดอน
เปน็ หนิ ประดับถาำ้ ทีม่ ขี นาดใหญท่ สี่ ดุ เม่ือเปรียบเทียบกับหนิ ประดบั ถาำ้ ชนิดอ่นื ๆ
 หนิ ประดับถา้ำ หลายประเภททม่ี ักเกิดร่วมกับหินนา้ำ ไหล ประกอบดว้ ย ทำานบหินปนู (พบ
ได้บริเวณส่วนบน และสว่ นลา่ งของหินนำ้าไหล) หนิ น้ำาหยด (หลอดกาแฟ หนิ ยอ้ ย และมา่ น
หินยอ้ ย) ทพ่ี บส่วนปลายของหนิ น้ำาไหล
 หินนำา้ ไหล ในถา้ำ เลสเตโกดอน มีรูปรา่ งหลากหลาย ทาำ ใหเ้ กดิ เปน็ บริเวณทส่ี วยงาม
และน่าสนใจกระจายอยูใ่ นถ้ำาเลสเตโกดอน คอื บรเิ วณ กรามช้าง (ส่วนลา่ งของหนิ นำ้า
ไหล ดไู ด้ในขณะน้ำาลง) นางฟา้ หนิ ท่มี รี ูปร่างเปน็ อวัยวะภายในต่างๆ ของช้าง ไข่เอเล่ียน
แมงกะพรุน และหนิ รูปแบบตา่ งๆ ตามจินตนาการของผ้ชู มหินประดบั ถา้ำ
 หินน้ำาไหลทม่ี ีสว่ นล่าง อยู่ระดับเดียวกับระดับนาำ้ ขึ้นสงู สุด พบว่าจะไมม่ ีการตกผลึกตอ่
เน่อื งของแรแ่ คลไซต ์ ความรทู้ ไ่ี ด้จากการสังเกตน ี้ สามารถนำาไปประยุกต์ใชใ้ นการแปลความ
หมายวา่ หนิ นำ้าไหลท่เี กดิ อยู่ตดิ ผนงั ถา้ำ สูงจากพืน้ และมสี ่วนล่างทีม่ รี ะดับเทา่ กนั ในแนวราบ
ระดับราบดังกล่าวน ี้ บอกถงึ ระดับนาำ้ ใต้ดินในอดีต คงท่สี ูงกวา่ ระดบั ปจั จบุ ันในชว่ งเวลาหน่ึง
 ลกั ษณะท่ีเปน็ ชั้นขนานกนั ของหินน้ำาไหล สามารถเหน็ ไดจ้ ากสว่ นล่างหนิ น้ำาไหล (นอน
ราบดูในเรอื และแหงนหนา้ ดู) ท้ังทเ่ี กิดอยตู่ ดิ กับระดับนาำ้ ข้ึนสงู สุด และหินน้ำาไหลประเภทที่
ตดิ กับเพดานถาำ้
 ถา้ เข้าไปเยี่ยมชมส่วนของถาำ้ ที่เป็นถาำ้ แหง้ (บรเิ วณพ้ืนถา้ำ ไม่มีธารนา้ำ ) พ้ืนถาำ้ ส่วนมากจะ
ปกคลุมดว้ ยหินน้ำาไหล
 หนิ น้ำาไหล ยงั สามารถเกดิ ได้ภายนอกถาำ้ เชน่ ทฟู า บรเิ วณนา้ำ ตก และตามธารนำ้าทมี่ ี
การลดหลน่ั เป็นข้ันต่างๆ ทไ่ี หลผา่ นพืน้ ที่หนิ ปูน

62

หนิ ประดบั ถำ�้

ด้านบนของหนิ น้ำไหล สัน
พนื้ ที่ลาดเอียงเล็กน้อย แอง่
นำ้ ทีไ่ หลจากผนังถำ้
ตกผลึกให้ ทำนบหินปูน
(เกิดสัน และแอง่ )

ภาพด้านบนของหนิ น้ำไหลบรเิ วณกรามชา้ ง

ส่วนลา่ งของหินนำ้ ไหล
เกิดทำนบหินปนู จาก
นำ้ ที่ไหลจากผวิ น้ำไหล
ด้านบน ตกผลึกให ้
แร่แคลไซต์

ระดับน้ำข้นึ สงู สดุ
(โดยประมาณ)
หินนำ้ ไหลรูปรา่ งคลา้ ย
แมงกะพรุน แขวนตดิ
อยู่ผนงั ถ้ำ บริเวณนางฟา้

ระดบั น้ำในอดีต
(โดยประมาณ)

คมู่ อื ผเู้ ลา่ เรอื่ งธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดบั ถา้ำ )
ดูได้ท่ีไหน

หนิ นำ้าไหล ทเ่ี กิดเปน็ รปู คล้ายผมของ "นางฟ้า" โดยผมด้าน
หน้าจะปดิ ตา และผมดา้ นหลังจะยาวถงึ ไหล่ ปจั จบุ ันนำ้ายังคง
ไหลอยบู่ ริเวณผมด้านหลัง เสมือนกับว่าผมของนางฟา้ ยงั คง
งอกยาวอยู ่ (ภาพถา่ ยยอ้ นไปทางบริเวณปากทางเข้า)

หนิ น้ำาไหลทยี่ ่นื ออกจากผนังถำ้า มรี ปู ร่างเป็นทรงร ี (คลา้ ย
ดอกทิวลิป) พบบริเวณ "หยาดพิรุณ"

หนิ นำ้าไหลท่ยี ่ืนออกจากผนงั ถา้ำ รปู ร่างคลา้ ย แมงกะพรุน
หรอื กระโปรงสมุ่ ไก ่ แสดงชน้ั การตกผลึกของแคลไซต ์ และสว่ น
ลา่ งที่เป็นระนาบราบ บง่ บอกถึงระดับนาำ้ ในอดีต ท่ีคงที่ในช่วง
เวลานนั้

รูปแบบหนิ นา้ำ ไหลทรงรปี ลายสอบแหลม (บรเิ วณท่ีเลยลาน
คอนเสิร์ต) การเรียกชือ่ ขน้ึ กบั จินตนาการ ของผู้มาเยอื น แต่
บรเิ วณน ้ี หนิ นำ้าไหลเกดิ เป็นกล่มุ ดคู ลา้ ยกบั รังท่ีวางไข ่ เอเล่ยี น
64

หินประดับถ้ำ�

3.4.2 ทำานบหนิ ปนู

ลกั ษณะรูปรา่ ง:
ทำานบหินปูน มีช่อื เรียกอีกอย่างว่า เกาเออร ์ (gour)

ศพั ทม์ าจากภาษาฝรง่ั เศส และนยิ มใช้ในกลุ่มประเทศ
แถบทวีปยุโรป ทำานบหินปูน คอื หินประดับถาำ้ ที่เกดิ เป็น
สนั (ทำานบ) ไล่ระดบั เปน็ ขั้น (หรือหล่ัน) และแอ่งต้ืนอยู่
ติดกบั ทาำ นบดังกลา่ ว ความสูงของทำานบ สว่ นมากใน
หนว่ ยเซนตเิ มตร และเมอื่ ดจู ากดา้ นบน แนวทำานบโค้ง
นนู ชไ้ี ปในทศิ ปลายน้ำา สว่ นบรเิ วณท่เี ป็นแอง่ ต้ืน (บาง
คร้งั อาจมนี ำ้าขังอย)ู่ มีความลึกในระดบั เซนติเมตร เช่นกนั ความกวา้ งของแอง่ พบในระดับ
เซนตเิ มตร ถึง เมตร แต่ความยาวของแอง่ น้ำาอาจมากถึง 60 เมตร ทำานบหนิ ปูนเกิดใน
บรเิ วณพืน้ ท่ีทีม่ ีความชันปานกลาง ทาำ นบหนิ ปนู อาจเกิดอยใู่ นตำาแหน่งท่ีสูงกว่าบริเวณท่ี
เกิดหินน้ำาไหล หรอื อยู่บริเวณทีต่ าำ่ กว่าบรเิ วณท่เี กดิ หนิ นา้ำ ไหลก็ได้
การเกดิ ทาำ นบหินปูน:

นาำ้ ทไี่ หลจากผนังถาำ้ ผา่ นพืน้ ที่ลาดเอียง  ขณะทนี่ ำ้าไหลผา่ นบรเิ วณพนื้ ผิวไมเ่ รียบ
และมกี ารเปล่ียนความชนั ความเรว็ ของนา้ำ จะเพม่ิ ขึ้น และเป็นผลทำาใหเ้ กิดการตกผลึกของ
แรแ่ คลไซตใ์ นบริเวณพืน้ ทด่ี ังกล่าวมาก (เกดิ การสญู เสียแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์มาก) เมอ่ื
เวลาผ่านไป  กระบวนการดงั กลา่ วทาำ ให้น้ำาไหล ตกผลึกเกดิ เป็น “ทำานบ” ขวางก้ันการ
ไหลของนำ้าได้เอง ส่วนพ้นื ทีต่ ้นนำ้าจะกลายเปน็ แอง่ นำ้าตืน้ ๆ และในขัน้ ตอนของการเกดิ
ทำานบ เชอื่ วา่ อาจมีสิ่งมชี ีวิตขนาดเลก็ มาก (แบคทเี รีย) มสี ่วนช่วยในการสร้างทำานบดงั กล่าว
ดว้ ย (พ้นื ที่ที่นำ้าไหลเรว็ เหมาะสมต่อการหาอาหารของส่งิ มีชวี ิตขนาดเล็กดงั กล่าว)

บ่อยคร้ังบรเิ วณผิวดา้ นนอกของทาำ นบหนิ ปูน (บริเวณท่ีมคี วามชนั มาก) จะแสดง
ลกั ษณะ ทำานบ และแอ่งนำา้ ขนาดในหนว่ ย เซนติเมตร หรือ ไมโครเกาเออร ์ ท่มี ีการเกดิ ด้วย
กระบวนการทค่ี ล้ายคลึงกบั การเกดิ ทาำ นบหนิ ปูน

คมู่ อื ผเู้ ล่าเรือ่ งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบับหนิ ประดบั ถา้ำ )

การเกิดทำนบหินปนู  ความเรว็ ของน้ำเพิม่ ข้นึ ทำนบหนิ ปูน นำ้
น้ำไหลบนผนงั ถำ้
บริเวณที่มีความชนั มาก ทำนบหินปนู หนิ น้ำไหล หนิ ปูน (ผนงั ถ้ำ)
นำ้ จะไหลเร็ว แคลไซต์
จะตกผลึกได้มากขึน้

เมอ่ื เวลาผา่ นไป  เกดิ ทำนบ และแอง่ (แอง่ นำ้ ) ทำนบหินปูน
ทำนบหินปูนสงู มากข้นึ ทำนบหนิ ปนู (มีความสูงเพม่ิ ข้นึ ) หนิ ปูน (ผนงั ถำ้ )
เกิดแอ่งนำ้ บรเิ วณต้นนำ้
แอง่ นำ้

ภาพตดั ขวางแสดงการเกิดทำนบหนิ ปูน

สิ่งที่นา่ สนใจ:
 ภายในโถงที่เปิดใหน้ ักท่องเทีย่ วชม บริเวณจดุ นาำ้ ตกทไี่ หลจากผนงั ถา้ำ เปน็ บรเิ วณทีแ่ สดง
ลักษณะทาำ นบหินปนู ไดด้ สี ดุ ส่วนบริเวณอื่นๆ เช่นบรเิ วณดา้ นบนของ จุดกรามช้าง เป็น
บริเวณทีไ่ มแ่ นะนำาใหน้ าำ นักทอ่ งเท่ยี วไปชม (ตอนนี)้ เน่ืองจากตอ้ งปนี ขนึ้ จากพ้ืนทที่ ีเ่ ปน็
หนิ น้ำาไหล ในอนาคตอาจมกี ารนำา อุปกรณ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย ในการเยี่ยมชม
ดไู ดท้ ่ไี หน

ผนังถำา้ บรเิ วณกรามชา้ ง หินประดบั ถา้ำ มีลักษณะเป็นทาำ นบ
หนิ ปนู (ลกั ษณะเป็นหลั่นข้นั บนั ได) แตร่ ายละเอยี ดถกู ทาำ ลาย
จากระดบั นา้ำ ขน้ึ นำ้าลง (สว่ นที่ตดิ กบั น้ำา) หินประดับถาำ้ บริเวณ
นี้ เป็นหินนำ้าไหล แตด่ ้านบนจะแสดงลักษณะทำานบหินปูนท่ี
ชัดเจน
66

หนิ ประดบั ถำ�้

ดไู ดท้ ี่ไหน (ตอ่ )
ด้านบนสุดของหินนา้ำ ไหล - ทำานบหินปนู บริเวณกรามชา้ ง

เป็นพ้นื ทท่ี ่มี ีความชนั นอ้ ย การตกผลึกของแคลไซตเ์ กิดเป็นสนั
สลับกับแอง่ เป็นผลจากการไหลของนาำ้ จากผนังถา้ำ (ทิศทาง
การไหลของนาำ้ แสดงดว้ ยลูกศร)

ส่วนปลายของหนิ นำ้าไหล เกดิ เปน็ นำ้าตก กอ่ นถึง บริเวณ
หยาดพริ ุณ เมอ่ื นาำ้ ไหลในบรเิ วณท่ีมีความชนั น้อย การตกผลึก
ของแคลไซต์เกิดเป็นทาำ นบหินปนู ที่ชดั เจน ตำาแหน่งน้ีเปน็
สถานท่ที ่ดี สี ำาหรับการอธบิ าย "นำ้าตกท่กี ลายเป็นหนิ " ซ่ึงเปน็
จดุ เด่น ของถา้ำ เลสเตโกดอน อีกจดุ ท่ีควรกลา่ วถงึ

ภายในแอ่งน้ำาเลก็ ๆ ท่ีเปน็ ส่วนประกอบของทาำ นบหินปนู
จะพบหินประดับถาำ้ ที่เกิดเปน็ เมด็ กลมเล็กๆ เกิดอย่เู ปน็
จำานวนมาก หนิ ประดับถา้ำ ประเภทน้มี ีชอ่ื เรยี กเฉพาะว่า "ไข่มุก
ถา้ำ "

เศชษัน้ แแรค่ ลไซต์ 1 ซม. ไขม่ กุ ถ้ำ เป็นหินประดบั ถ้ำทีเ่ กิดเป็นทรงเมด็ กลม มี
เสน้ ผ่านศนู ย์กลาง ในระดบั มลิ ลเิ มตร ถึง เซนติเมตร
หนา้ ตัดของไข่มกุ ถ้ำ โครงสร้างภายในประกอบดว้ ยชัน้ ของแคลไซต ์
ทีพ่ อกพนู ลอ้ มรอบ เศษหนิ เศษแร่ หรือวัตถุอน่ื ๆ
ทีท่ ำหน้าทีเ่ ป็นแก่นกลางของการตกผลึกของแรแ่ คลไซต์
ไขม่ ุกถ้ำมักพบเกิดในสระน้ำ ของทำนบหนิ ปนู

คู่มอื ผเู้ ล่าเรอื่ งธรณี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดับถา้ำ )

4 อภปิ รายสรุป

 คมู่ ือผูเ้ ลา่ เรื่องธรณีวิทยาถา้ำ เลสเตโกดอน ฉบับหินประดับถา้ำ เลม่ นี้เป็นผลจาก ความ
ร่วมมือระหว่าง องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาำ บลทงุ่ หวา้ ตาำ บลทงุ่ หวา้ อำาเภอทุ่งหว้า จงั หวดั สตลู
กรมทรพั ยากรธรณ ี กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาต ิ และสง่ิ แวดล้อม กระทรวงการท่องเทยี่ ว
และกีฬา และรวมถึงชาวบา้ นทอ้ งถ่นิ ในการท่จี ะพัฒนา แหล่งทอ่ งเที่ยวถาำ้ เลสเตโกดอน
เปน็ แหลง่ ท่องเทยี่ วธรณีวิทยาท่มี ีคุณภาพ
 ถ้าำ เลสเตโกดอน จดั เปน็ ถาำ้ ธารลอด เปน็ ผลจากกระบวนการผกุ ร่อนทางเคม ี จาก
นาำ้ ใตด้ ินทีไ่ หลตามระนาบแตกท่เี กิดอยู่ใน หินปูนยุคออร์โดวิเชยี น อายขุ องถำา้ เกิดในช่วง
ของการก่อเกดิ เทือกเขาในภมู ิภาคน ้ี (หินปนู เกิดเปน็ หิน ใต้ผิวโลก เคลอ่ื นตวั ใกล้ผวิ โลก)
ส่วนอายุของหนิ ประดับถา้ำ มอี ายุทางธรณีวทิ ยาท่นี ้อยมาก นอ้ ยกวา่ 1 ล้านปี
 โถงถา้ำ หลกั ทเ่ี ปดิ เป็นแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทางธรณวี ทิ ยา มีความยาว ประมาณ 2.5 กิโลเมตร
ซ่ึงพ้ืนถ้าำ เปน็ ธารน้าำ จืดทไี่ หลตัดลอดภูเขาลงทะเล น้ำาภายในถ้ำาเปน็ น้าำ จดื ผสมกับนาำ้ กร่อย
ระดบั นาำ้ และคุณภาพนำา้ มีการเปล่ียนแปลง ขน้ึ -ลง ตามระดับนา้ำ ทะเล และตามฤดกู าล
 โถงถาำ้ หลัก ส่วนมากมีหน้าตัดเป็นรปู วงรปี า้ น และเพดานถ้ำาเกิดเปน็ ระนาบราบ ซึง่
ลกั ษณะดงั กลา่ วเป็นลกั ษณะการกรอ่ นจากนาำ้ ใตด้ ินทเ่ี กิดเต็มอุโมงค์ นอกจากนใี้ นโถงถำ้ายงั
แสดงลักษณะของโถงถาำ้ ทีเ่ กิดอยชู่ ั้นบนของโถงถา้ำ หลกั ในบางบริเวณโดยเฉพาะส่วนก่อน
ถงึ ปากถา้ำ รูปหัวใจ (ทางออก) พบหลุมบรเิ วณเพดานถา้ำ เปน็ หลกั ฐานท่ีเชื่อว่าเปน็ ผลจาก
การกร่อนจากอากาศทคี่ งเหลืออยบู่ ริเวณโถงถาำ้ ดา้ นบน ท่มี นี ำ้าเตม็ (ในอดตี โถงถาำ้ ดา้ นบน
อาจเกิดแยกกับโถงหลักด้านลา่ ง หรอื อาจเกิดก่อนโถงหลักดา้ นล่าง) ดเู นือ้ หาในกรอบ หน้า
33 “รอ่ งรอยของนำ้าใต้ดนิ ทเี่ คยไหล และฝากทง้ิ ไว้ในโถงถาำ้ เลสเตโกดอน”
 โถงดงิ่ ในถ้ำาทีเ่ กิดตดั โถงหลัก ที่เด่นชัด มีความสูงมากสดุ พบบรเิ วณผนงั ถา้ำ ของ
“ลานคอนเสริ ต์ ”
68

 การตง้ั ชอื่ หินประดับถาำ้ โดยท้องถิ่น มีประโยชน์ในการสื่อสารในทกุ ระดบั ทีเ่ ก่ยี วข้องกบั
ถาำ้ เล ซ่งึ นา่ จะมกี ารพฒั นา เปน็ ระบบ และกำาหนดเปน็ ช่อื ที่เป็นทีเ่ ขา้ ใจแบบเดยี วกัน ในคมู่ อื
หินประดบั ถา้ำ นี ้ ใช้ช่ือเรยี กหินประดับถาำ้ โดยทอ้ งถิ่น เป็นบางส่วนเทา่ น้ัน
 หลอดกาแฟ กลมุ่ หินยอ้ ย และหนิ งอก (แม้จะพบไมม่ าก) เป็นหินน้ำาหยด ท่ีเด่น
เน่อื งจากลักษณะทีพ่ บภายในถำา้ แสดงถงึ ขน้ั ตอนการพัฒนาการของหนิ ประดบั ถา้ำ ประเภทน้ ี
และใชเ้ ป็นตัวอย่างจริงแสดงใหเ้ ห็นถึงการเกิดหนิ ประดับถา้ำ ได ้ วล ี “น้าำ กลายเปน็ หิน” ไดจ้ าก
การสงั เกต การตกผลกึ ของแคลไซต ์ ทีเ่ ห็นไดจ้ ากหยดนำ้าบรเิ วณปลายหลอดกาแฟ
 โล่หิน เป็นหินประดับถาำ้ ทพ่ี บยาก (เกดิ จากการหยดซมึ ของนาำ้ ใต้ดินทมี่ แี รงดนั ) พบใน
ถำา้ เลสเตโกดอน เชน่ กัน
 กลุ่มหินน้าำ ไหล ประกอบดว้ ย หนิ นาำ้ ไหล และทำานบหนิ ปนู เปน็ จดุ เดน่ ของถาำ้ เล ที่
สาำ คญั รปู ร่างของหินนา้ำ ไหลเกดิ เป็นรปู รา่ งทีส่ ะดุดตามากสดุ นางฟา้ ซึง่ ลักษณะดงั
กล่าว ข้ึนกับตาำ แหนง่ ของผูม้ อง ประสบการณ ์ รวมถงึ จนิ ตนาการของแตล่ ะบุคคล และวลี
“น้ำาตกกลายเป็นหิน” ไดจ้ าก หินน้าำ ไหล - ทำานบหนิ ปูน ท่เี กดิ บริเวณ “น้ำาตกภายในถาำ้ ”
 แม้ว่า ค่มู ือผูเ้ ลา่ เร่อื งธรณีวิทยา ถาำ้ เลสเตโกดอน ฉบบั หินประดับถา้ำ จะมีรายละเอยี ด
อยู่มาก แตเ่ ป็นเพยี งการจดบันทึก และการรวบรวมทฤษฎีเก่ียวกบั หนิ ประดบั ถา้ำ เบอ้ื งตน้
เทา่ นั้น เน่ืองจาก การรูจ้ ัก และการเปิดให้เข้าชมถา้ำ เลสเตโกดอน เกดิ มาไม่นาน ประกอบกบั
ข้อมูลเกยี่ วกับถาำ้ ที่มมี ากมาย ยังคงอยู่ภายในถ้ำาท่ีมืด และขอ้ มลู ดังกล่าวรอเวลาการเกบ็ วดั
ข้อมลู อยา่ งมรี ะบบ และการสาำ รวจ จากนักเรียน นักศกึ ษา และนกั วจิ ยั
 ดว้ ย คมู่ ือผเู้ ล่าเรื่องธรณวี ทิ ยาน้ี เปน็ เครือ่ งมือสาำ หรบั มคั คเุ ทศกท์ ้องถน่ิ เพ่อื ทาำ ใหเ้ กิด
ความเข้าใจ ถาำ้ เลสเตโกดอน ในแงม่ ุมทางธรณีวิทยา อันเป็นมรดกท่ีธรรมชาติสรา้ งให ้ และ
หวงั เปน็ อยา่ งย่งิ มัคคุเทศก์ท้องถนิ่ กล่มุ นี้ จะเลอื กนาำ ไปใช ้ ในการถ่ายทอดความเขา้ ใจ และ
ความพิเศษโดดเด่น จากหนิ ประดับถาำ้ ภายในถำ้าเลสเตโกดอน แกน่ กั ท่องเทยี่ วผมู้ าเยือน
ท่ีหลากหลาย ด้วยการท่องเทย่ี วเชงิ ธรณีวทิ ยา อันเปน็ การท่องเท่ยี วรปู แบบใหม่ ท่ใี ช้นาำ
ทรัพยากรธรรมชาติทอ้ งถนิ่ มาใช ้ อย่างยง่ั ยนื

คมู่ ือผู้เล่าเร่ืองธรณี ถาำ้ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดับถาำ้ )

เอกสารอา้ งองิ

รสั รินทร ์ ศริ ิภทั รภรู ีนนท ์ และ อมุ าพร เจรญิ คุณธรรม (2559) รายงานผลการ
สำารวจ และจดั ทำาแผนผังถาำ้ เลสเตโกดอน รายงานวิชาการ ฉบับที่ สทข 4/1/2559,
สำานักงานทรพั ยากรธรณเี ขต 4 (สุราษฎร์ธานี) กรมทรพั ยากรธรณ,ี 28 หน้า.
ราชบัณฑิตยสถาน (2558) พจนานกุ รมศัพท์ธรณวี ทิ ยา, พมิ พ์คร้ังท่ี 2, 890 หนา้ .
Culver, D.C. and White W.B. (2004) Encyclopedia of Caves, Elsevier Academic
press, 654 p.
Fairchild, I. J. and Baker A. (2012) Speleothem Science From process to Past
Environments, Wiley – Blackwell, 432 p.
Farsani, N.B., Coelho, C., Costa, C. and Carvalho, C.N. (2012) Geoparks
and Geotourism, new approaches to sustainability for the 21th century,
BrownWalker Press, Boca Raton, 189 p.
Gunn, J. (ed.) (2004) Encyclopedia of Caves and Karst Science, Taylor and
Francis Books Inc., 1940 p.
Hill, C.A. and Forti, P. (1995) The classification of cave minerals and
speleothems, Int. Journal of Speleol., Vol. 24 (Phys.), 1-4, pp. 77 – 82
Self, C. A. and Hill, C. A. (2003) How speleothems grow: An introduction to
the ontogeny of cave minerals, Journal of cave and ksrat studies, Vol. 65 (2),
pp. 130 – 151

70

ภาคผนวก: ศัพท์ไทย - อังกฤษ - และคำาอ่านออกเสียง

คำาศัพท์ทีใ่ ช้ใน คู่มือผูเ้ ล่าเรื่องธรณีวิทยา ถาำ้ เลสเตโกกอน ฉบบั หินประดบั ถาำ้ ใชค้ ำา
ศัพท์บัญญตั ิ ตาม พจนานกุ รมศพั ทธ์ รณวี ทิ ยา ราชบณั ฑิตยสถาน (2558) ถา้ ศพั ทไ์ ม่มีใน
พจนานกุ รม จะกำาหนดคำาตามความหมายภาษาอังกฤษ รวมถงึ ใชค้ าำ ที่ มัคคเุ ทศท้องถ่นิ
ใช้ สำาหรบั คาำ อา่ นภาษาอังกฤษ (สาำ เนยี งแบบอเมรกิ า) ฟัง และนำาคำาอ่านออกเสียงจาก
https://www.merriam-webster.com/dictionary/glossary

คาำ ทใ่ี ช้ ศพั ทภ์ าษาอังกฤษ คำาอ่าน สัญลกั ษณเ์ สยี ง

กรดคารบ์ อนิก carbonic acid คาร์-บอ-หนิค แอ-สิด \kär-ˈbä-nik\ \ˈa-
səd\
กอนดว์ านา Gondwana กอน-ด-์ เวอะ-เนอ่
กุมภลกั ษณ์ pothole พ็อท-โฮล \gän-ˈdwä-nə\
ไขม่ กุ ถาำ้ cave pearl เคฟ เพิร์ล
quartz ขวอ(รท)ส \ˈpät-ˌhōl\
ควอตซ์ coral คอ-เร่ลิ
คอรัล Carbon 14; 14C คาร์-เบิน่ \ˈkāv\ \ˈpər(-ə)l\
คารบ์ อน 14 carbon dioxide
คาร-์ เบิ่น ได-ออ็ ค-ไซด์ \ˈkwȯrts\
คารบ์ อนไดออกไซด์ capillary
แคพ-เพอ-เลอ-รี่ \ˈkȯr-əl, ˈkär-\
แคพพลิ ลารี Cambrian
calcite แคม-เบรยี่ น \ˈkär-bən\
แคมเบรียน conodont แคล-ไซ้ท
แคลไซต์ disc โค-เนอ่ -ด้อนท์ \ˈkär-bən\ \(ˌ)dī-
โคโนดอนต์ Silurian ˈäk-ˌsīd\
ดสี ค์
จาน ไซ-ลู-เร่ยี น \ˈka-pə-ˌler-ē,
ไซลเู รยี น -ˌle-rē,

\ˈkam-brē-ən,
ˈkām-\

\ˈkal-ˌsīt\
\ˈkō-nə-ˌdänt,

ˈkä-\

-

\sī-ˈlu̇ r-ē-ən, sə-\

คมู่ ือผเู้ ล่าเรอ่ื งธรณ ี ถา้ำ เลสเตโกดอน (ฉบบั หนิ ประดบั ถา้ำ )

คำาท่ใี ช้ ศพั ทภ์ าษาองั กฤษ คำาอ่าน สัญลกั ษณ์เสยี ง

ตะกวั่ lead, Pb เลด \ˈled\
rimstone dam
ทาำ นบหนิ ปูน รมิ -สโตน แดม \ˈrim\ \ˈstōn\ \
tufa ˈdam\
ทฟู า trigonal
ไทรโกนลั trilobite ท-ู ฝ้า \ˈtü-fə, ˈtyü-\
ไทรโลไบต์ thorium; Th
ธอเรียม ไทร-โก-เนิ่ล \trī-ˈgō-nəl\
non-clastic texture
เนือ้ ประสาน ไทร-เลอ-ไบ้ท \ˈtrī-lə-ˌbīt\
clastic texture
เน้ือเศษหนิ bryozoa ธอ-เรย่ี ม \ˈthȯr-ē-əm\
bacon
ไบรโอซวั Ca2+ นอน คลาส-ติค เท็คส- \ nän \ˈklas-tik\ \
เบคอน เชอร์ ˈteks-chər\
(HCO3 )-
ประจุแคลเซยี ม คลาส-ตคิ เทค็ ส-เชอร์ \ˈklas-tik\ \ˈteks-
palette chər\
ประจไุ บคาร์บอเนต
polyp ไบ-เออ-ซวั \ˌbrī-ə-ˈzō-ən\
พาเล็ท Mohs' scale
โพลปิ เบ-เคน่ิ \ˈbā-kən

มาตราโมส์ แคล-เซีย่ ม อาย-เอน่ิ \ˈkal-sē-əm\ \ˈī-
ən, ˈī-ˌän\
ม่านหิน หรือม่าน
หนิ ยอ้ ย ไบ-คาร์-เบอ-เนท อาย- \(ˌ)bī-ˈkär-bə-ˌnāt,
เอ่นิ -nət\ ˈī-ˌän\
มา่ นหนิ หรือมา่ น
หินย้อย พา-เลท็ \ˈpa-lət\
ยเู รเนียม
พอ-หลิบ \ˈpä-ləp\
ระบบสามแกนต่าง โมส์ - สเกล
โล่หนิ \ˈmōz-, ˈmōs-\ \
ˈskāl\

curtain เคอร์ - เทิน่ \ˈkər-tən\

draperies ดีรพ์ -เออ-รสี่ \ˈdrā-p(ə-)rē\

uranium, U ยู-เร-เนีย่ ม \yu̇ -ˈrā-nē-əm\
orthorhombic ออร-์ เธอ-รอม-บคิ \ˌȯr-thə-ˈräm-bik\

shiled ฌีลด์ \ˈshēld\

72

คำาทใ่ี ช้ ศัพท์ภาษาอังกฤษ คาำ อา่ น สัญลักษณเ์ สยี ง

สายแร่ vein เวน \ˈvān\
\ˈkä-ləm also ˈkäl-
เสาหนิ column คอ-เลิม่
yəm\
หลอดกาแฟ หรือหลอด soda straw โซดา ส-ตรอ
โซดา \ˈsō-də\ \ˈstrȯ\
หนิ งอก stalagmite ส-เตอ แล็ก ไม้ท
dripstone ดรฟิ -สโตน \stə-ˈlag-ˌmīt \
หนิ นำ้าหยด flowstone โฟล-สโตน \ˈdrip-ˌstōn\
หินนาำ้ ไหล speleothem \ˈflō-ˌstōn\
หนิ ประดับถา้ำ limestone สปิ-ลิ-เออ-เธ็ม ˈspiːliːəθɛm
ไลม-สโตน \ˈlīm-ˌstōn\
หนิ ปูน \stə-ˈlak-
ส-เตอ แลค็ ไทท้
หินยอ้ ย stalactite ˌtīt also ˈsta-lək-\
ออร์-เดอ-ว-ิ เฌิ่น \ˌȯr-də-ˈvi-shən\
ออร์โดวเิ ชยี น Ordovician \ə-ˈra-gə-ˌnīt, ˈa-
อะ-รา-เกอ-ไนท้
อะราโกไนต์ aragonite rə-gə-, ˈer-ə-\


Click to View FlipBook Version