The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนป.6 123-213

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Orasa Surit, 2023-02-16 00:11:27

หนังสือเรียนป.6 123-213

หนังสือเรียนป.6 123-213

หลัลั ลั กลั กภาษาพัพั พั ฒพั ฒนาความรู้รู้รู้รู้ ภาษาไทย ผู้ผู้ผู้เผู้รีรี รี ยรี ยบเรีรี รี ยรี ยง ฐิติยา แสงนนท์ อรสา สุฤทธิ์ หลัก พัพั พั ฒพั ฒนาความรู้รู้รู้รู้ ผู้ผู้ผู้เผู้รีรี รี ยรี ยบเรีรี รี ยรี ยง ฐิติยา แสงนนท์ อรสา สุฤทธิ์ ภาษาไทย ๖


หลัลั ลั กลั กภาษาพัพั พั ฒพั ฒนาความรู้รู้รู้รู้ ภาษาไทย ผู้ผู้ผู้เผู้รีรี รี ยรี ยบเรีรี รี ยรี ยง ฐิติยา แสงนนท์ อรสา สุฤทธิ์ หลัก พัพั พั ฒพั ฒนาความรู้รู้รู้รู้ ผู้ผู้ผู้เผู้รีรี รี ยรี ยบเรีรี รี ยรี ยง ฐิติยา แสงนนท์ อรสา สุฤทธิ์ ภาษาไทย ๖


หนังสือหลักภาษาพัฒนาความรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เล่มนี้ จัดทําขึ้นเพ่ื่อใช้ในการเรียนรู้รายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยมีเนื้อหา ประกอบไปด้วย ๑. ชนิดของคํา ๒. ราชาศัพท์ ๓. ภาษาต่างประเทศ ๔. กลุ่มคํา และประโยค ๕. บทร้อยกรอง ๖. สํานวนสุภาษิตและคำ พังเพย ทางผู้จัดทําขอขอบพระคุณ อาจารย์อาจิยา หลิมกุล ที่ได้ชี้แนะแนวทาง ให้ความช่วยเหลือในการจัดทํา และขอขอบพระคุณผู้จัดทําหนังสือรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ทุกเล่มที่ทางผู้จัดได้นํามาประกอบการจัดทําหนังสือหลัก ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ในครั้งนี้ จนกระทั่งหนังสือเล่มนี้สําเร็จลุล่วง ไปด้วยดี อนึ่งทางผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือหลักภาษาพัฒนาความรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทยอย่างมี ประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักและบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร หากมีข้อผิดพลาด ประการใดทางผู้จัดทำ ขออภัย ณ ที่นี้ และหากมีข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงแก้ไข กรุณาแจ้งทางผู้จัดทำ เพื่อให้การจัดทำ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คำ นำ คณะผู้จัดทำ


สารบัญ บทที่ ๑ ชนิดของคำ ทำ หน้าที่ - คำ นาม - คำ สรรพนาม - คำ กริยา - คำ วิเศษณ์ - คำ บุพบท - คำ สันธาน - คำ อุทาน - แบบทดสอบท้ายบท เรื่อง หน้า บทที่ ๓ ภาษาต่างประเทศชวนสังเกต - ภาษาบาลี-สันสกฤต - ภาษาเขมร - แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ ๒ ราชาศัพท์ - หมวดเครือญาติ - หมวดร่างกาย - หมวดกริยา - หมวดที่ใช้กับพระสงฆ์ - หลักการใช้คำ ราชาศัพท์ - แบบฝึกหัดท้ายบท - แบบทดสอบท้ายบท ๓ ๒๓ ๔๑


สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ ๔ กลุ่มคำ และประโยค - กลุ่มคำ หรือวลี - ประโยค - แบบฝึกหัดท้ายบท - แบบทดสอบท้ายบท บทที่ ๕ บทร้อยกรอง สอนสุภาพ - กลอนสุภาพ - แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ ๖ สำ นวนที่เป็นคำ พังเพยและสุภาษิต - สำ นวน - คำ พังเพย - สุภาษิต - แบบทดสอบท้ายบท ภาคผนวก ๔๙ ๕๙ ๖๙


บทที่ ๑ ชนิดของคำ ทำ หน้าที่


ชนิดของคำ คำ นาม คำ สรรพนาม คำ กริยา คำ วิเศษณ์ คำ บุพบท คำ สันธาน คำ อุทาน บทที่ ๑ ชนิดของคำ ทำ หน้าที่ ตัวชี้วัด วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคําในประโยค (ท ๔.๑ ป. ๖/๑) สาระสำ คัญ คำ ในภาษาไทยแบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ ตามลักษณะและหน้าที่ ของคำ นั้น ๆ ในประโยค แผนผังสาระการเรียนรู้


ตัวอย่าง คำ นาม คำ นาม คือ คำ สำ หรับเรียกคน พืช สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต สิ่งที่มีรูปปรากฎและสิ่งที่ไม่มีรูปปรากฎ ๑. คำ นามไม่ชี้เฉพาะ (สามัญนาม) ๒. คำ นามชี้เฉพาะ (วิสามัญนาม) ๓. คำ นามที่บอกลักษณะของนาม (ลักษณะนาม) ๔. คำ นามรวมหมู่ (สมุหนาม) ๕. คำ นามที่แสดงอาการต่าง ๆ (อาการนาม) ๑.คำ นามไม่ชี้เฉพาะ คำ นามไม่ชี้เฉพาะ เรียกว่า สามัญนาม (สา-มัน-ยะ-นาม) คือ คำ นามทั่วไป ที่ใช้เรียกคน พืช สัตว์ สิ่งของ และสถานที่โดยไม่เฉพาะเจาะจง เช่น ครู ม้าลาย นก เตาอบ รถยนต์ โรงเรียน ปากกา ทะเล น้องชอบอ่านหนังสือ พี่ซื้อดินสอและสมุดเล่มใหม่ คำ นามแบ่งเป็น ๕ ชนิด คือ ๔


๒.คำ นามชี้เฉพาะ คำ นามชี้เฉพาะ เรียกว่า วิสามัญนาม (วิ-สา-มัน-ยะ-นาม) คือ คำ นามที่เป็นชื่อเฉพาะ ตั้งขึ้นสำ หรับเรียกคน สัตว์ สิ่งของ และสถานที่ เพื่อให้รู้ชัดว่าเป็นใครหรืออะไร เช่น เชียงใหม่ สกลนคร สมชาย หลินปิง พระแก้วมรกต ตัวอย่าง โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ จุ๊บแจงและทิพย์เย์ป็นเพื่อนกัน ๓.คำ นามที่บอก คำ นามที่บอกลักษณะของนาม เรียกว่า ลักษณนาม (ลัก-สะ-หนะ-นาม) คือ คำ นามที่ใช้ บอกลักษณะของนามข้างหน้าซึ่งมักจะใช้ตามหลังคำ ที่บอกจำ นวน เช่น ก้อน คัน ตัว บาน แผ่น ลูก วง เส้น เรื่อง หลัง ตัวอย่าง คุณแม่ได้รับจดหมาย ๑ ฉบับ น้องมีหนังสือ ๓ เล่ม คำ นามบอกลักษณะของนามจะอยู่หลังจำ นวนนับ เช่น ไข่ ๓ ฟอง หนังสือ ๓ เล่ม แต่ถ้าจำ นวนนับเป็นหนึ่งอาจใช้คำ ว่า "หนึ่ง" ตามหลังลักษณนามได้ เช่น นกตัวหนึ่ง บ้านหลังหนึ่งหรือตามนามเมื่อต้องการเน้นคำ นามนั้น เช่น ระนาดรางนี้ เด็กคนนี้ ผ้าผืนนี้ ลักษณะของนาม ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต ๕


๔.คำ นามรวมหมู่ คำ นามรวมหมู่ เรียกว่า สมุหนาม (สะ-หมุ-หะ-นาม) คือ คำ นามที่บอกลักษณะ ของคน พืช สัตว์ และสิ่งของที่รที่วมกันอยู่เป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นพวก เช่น โขลง หมู่ คณะ กลุ่ม ฝูง ตัวอย่าง มีกมีองหนังสือวางอยู่บนโต๊ะ ฝูงนกกำ ลังบินกลับรัง ๕.คำ นามที่แสดง คำ นามรวมหมู่จะอยู่หน้าคำ นามที่ประกอบอยู่ เช่น ฝูงนก คณะนักเรียน กลุ่มเพื่อน คำ นามที่แสดงอาการต่าง ๆ เรียกว่า อาการนาม (อา-กา-ระ-นาม) คือ คำ นาม ที่เกิดจากการนำ คำ ว่า การและความ นำ หน้าคำ กริยาหรือคำ วิเศษณ์ การ มัมัมักมั ใช้ช้ช้นำช้นำนำนำหน้น้น้าน้คำคำคำคำกริริ ริยา เช่ช่ช่นช่การออกกำกำกำกำลัลัลังลักาย การสนทนา ความ มัมัมักมั ใช้ช้ช้นำช้นำนำนำหน้น้น้าน้คำคำคำคำวิวิวิเวิ ศษณ์ณ์ณ์ณ์เช่ช่ช่นช่ความดีดีดีดีความแห้ห้ห้งห้แล้ล้ล้งล้ อาการต่าง ๆ คำ ว่า การ หรือ ความ นำ หน้าคำ ชนิดอื่นนอกจากกริยาและ คำ วิเศษณ์ ถือเป็นคำ สามัญนาม เช่น การเงิน ความโลภ คำ นามเป็นคำ ชนิดหนึ่งที่ใช้เรียก คน พืช สัตว์ สิ่งของและสถานที่ ทำ หน้าที่เป็นประธานและกรรมในประโยค ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต สรุปความรู้ ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต ๖


คำ สรรพนาม คำ สรรพนาม คือ คำ ที่ใช้แทนคำ นาม แบ่งเป็น ๖ ชนิด คือ ๑. คำ สรรพนามแทนบุคคล (บุรุษสรรพนาม) ๒. คำ สรรพนามชี้เฉพาะ (นิยมสรรพนาม) ๓. คำ สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (อนิยมสรรพนาม) ๔. คำ สรรพนามถาม (ปฤจฉาสรรพนาม) ๕. คำ สรรพนามแยกฝ่าย (วิภาคสรรพนาม) ๖. คำ สรรพนามเชื่อมประโยค (ประพันธสรรพนาม) ๑.คำ สรรพนาม ๑.๑ คำ สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ใช้แทนผู้พูด เช่น ผม ข้าพเจ้า อาตมา ๑.๒ คำ สรรพนามบุรุษที่สอง ใช้แทนผู้ฟัง เช่น เธอ คุณ ท่าน ๑.๓ คำ สรรพนามบุรุษที่สาม ใช้แทนผู้ที่ถูกกล่าวถึง เช่น เขา มัน ท่าน แทนบุคคล ตัวอย่าง เค้ก : เธอจะเล่นอะไรตอนพักเที่ยง ครีม : ฉันจะไปเล่นกระโดดเชือกกับหมวย เธอจะไปเล่นกับพวกเราไหมล่ะ เค้ก : ไม่หรอกจ้ะ คุณครูให้ฉันไปพบท่าน ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต บุรุษสรรพนามบางคำ เป็นทั้งบุรุษที่ ๒ และ ๓ เช่น ท่าน เธอ ๗


๒.คำ สรรพนามชี้เฉพาะ คำ สรรพนามชี้เฉพาะ เรียกว่า นิยมสรรพนาม (นิ-ยะ-มะ-สับ-พะ-ยาม) ใช้แทนคำ นาม เพื่อกำ หนดระยะให้รู้ว่าใกล้หล้รือไกล ได้แก่ นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น ตัวอย่าง นั่นคือลูกสุนัขของฉัน นี่คืนี่ คือเพื่อนของฉัน ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต คำ สรรพนามชี้เฉพาะจะต้องอยู่ตามลำ พัง เพื่อทำ หน้าที่เป็นประธานหรือ กรรม แต่ถ้าประกอบคำ อื่นจะเป็นคำ วิเศษณ์ เช่น บ้านนี้คือบ้านของฉัน ๓.คำ สรรพนาม ไม่ชี้เฉพาะ คำ สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ เรียกว่า อนิยมสรรพนาม (อะ-นิ-ยะ-มะ-สับ-พะ-ยาม) ใช้แทนคำ นามที่ไม่กำ หนดแน่นอนว่าหมายถึงผู้ใด อะไร สิ่งใด หรือสถานที่ที่ ใด เช่น ใคร อะไร ที่ไหน ตัวอย่าง คุณแม่ทำ อะไรก็อร่อย ไม่ว่าเธอจะย้ายไปอยู่ไหน ทุกคนยังคิดถึงเธอ ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต มีลักษณะคล้ายคำ สรรพนามถาม แต่เป็นประโยคที่ไม่ต้องการคำ ตอบ ๘


๔.คำ สรรพนามถาม คำ สรรพนามถาม เรียกว่า ปฤจฉาสรรพนาม (ปริด-ฉา-สับ-พะ-นาม) ใช้แทนคำ นาม ในประโยคคำ ถามหรือแสดงความสงสัย เช่น ใคร อะไร ที่ไหน ตัวอย่าง เธอจะซื้อชุดไหน ใครเคาะประตู ๕.คำ สรรพนามแยกฝ่าย คำ สรรพนามแยกฝ่าย เรียกว่า วิภาคสรรพนาม (วิ-พาก-สับ-พะ-นาม) ใช้แทน คำ นามที่กล่าวไปแล้วเพื่อชี้ซ้ำ หรืออาจใช้เพื่อแสดงการแบ่งพวก รวมพวก ได้แก่ บ้าง ต่าง กัน ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต ใช้กับประโยคที่ต้องการคำ ตอบ จึงต้องใช้ประกอบกับคำ อื่น เช่น คำ กริยา เพื่อให้การสื่อสารชัดเจนขึ้น ตัวอย่าง ชาวบ้านพร้อมใจกันทำ ความสะอาดชุมชนที่อาศัย นักเรียนต่างตั้งใจทำ ข้อสอบ ๖.คำ สรรพนามเชื่อมประโยค คำ สรรพนามเชื่อมประโยค เรียกว่า ประพันธสรรพนาม ใช้แทนคำ นามที่อยู่ข้างหน้า เพื่อทำ หน้าที่เชื่อมประโยค ได้แก่ ผู้ ที่ ซึ่ง อัน ชาวต่างประเทศที่เที่ข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยชื่นชมการไหว้ของคนไทย ตัวอย่าง ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต คำ สรรพนามเชื่อมประโยคจะอยู่หลัง คำ นามหรือสรรพนามเท่านั้น สรุปความรู้ คำ สรรพนามเป็นคำ ที่ใช้แทนคำ นาม เพื่อไม่ต้องกล่าวคำ นามนั้นซ้ำ ๙


คำ กริยาแบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ ๑. คำ กริยาไม่ต้องการกรรม (อกรรมกริยา) ๒. คำ กริยาต้องการกรรม (สกรรมกริยา) ๓. คำ กริยาต้องเติมเต็ม (วิกตรรถกริยา) ๔. คำ ช่วยกริยา (กริยานุเคราะห์) ๑.คำ กริยา ไม่ต้องการกรรม ตัวอย่าง ตัวอย่าง คำ กริยา คำ กริยา คือ คำ ที่แสดงอาการ สภาพ หรือการกระทำ ของคำ นามและ คำ สรรพนามซึ่งเป็นประธานของประโยค คำ กริยาไม่ต้องการกรรม เรียกว่า อกรรมกริยา (อะ-กำ -กริ-ยา) เป็นคำ กริยาที่มี ความหมายสมบูรณ์ในตัว ไม่ต้องมีกรรมมารับ เช่น นั่ง ป่วย เหงา สุดาหัวเราะ สะพานชำ รุด ๒.คำ กริยาต้องการกรรม คำ กริยาต้องการกรรม เรียกว่า สกรรมกริยา (สะ-กำ -กริ-ยา) เป็นคำ กริยาที่ ต้องมีกรรมมารับจึงจะได้ความสมบูรณ์ เข่น เตะ ถือ ใส่ ขับ เจเตะฟุตบอล ชาวนาปลูกข้าว ๑๐


ตัวอย่าง ต้นมะม่วงสูงเท่ากับต้นมะยมของฉัน ตัวอย่าง ๓.คำ กริยาต้องเติมเต็ม คำ กริยาต้องเติมเต็ม เรียกว่า วิกตรรถกริยา (วิ-กะ-ตัด-ถะ-กริ-ยา) เป็นคำ กริยา ที่ไม่มีเนื้อความในตัวเอง จะใช้เป็นกริยาของประธานตามลำ พังตัวเองไม่ได้ ต้องมีคำมี คำนาม คำ สรรพนาม หรือคำ วิเศษณ์มาขยายจึงจะได้ความสมบูรณ์ แต่ไม่ถือว่าเป็นกรรม เพราะไม่มีผลถูกกระทำ จากประธาน เช่น เป็น เหมือน คล้าย คือ แก้วเล่นแบดมินตันเก่งเหมือนคุณพ่อ ๔.คำ ช่วยกริยา คำ กริยาช่วย เรียกว่า กริยานุเคราะห์ (กริ-ยา-นุ-เคราะ) เป็นคำ กริยาที่ใช้ประกอบ หรือช่วยทำ ให้กริยาสำ คัญในประโยคได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น คง เคย ควร ให้ ต้อง กำ ลัง สายธารกำ ลังเรียนหนังสือ แก้มต้องไปภูเก็ต สรุปความรู้ คำ กริยาที่แสดงอาการหรือสภาพ หรือการกระทำ ของประธานในประโยค ซึ่งคำ นามหรือคำ สรรพนาม ประโยคทุกประโยคจะต้องมีคำ กริยา ๑๑


ตัวอย่าง ตัวอย่าง คำ วิเศษณ์ คำ วิเศษณ์ คือ คำ ที่ใช้ขยายหรือประกอบคำ อื่น เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้น ใช้ขยายคำ นาม คำ สรรพนาม คำ กริยา หรือคำ วิเศษณ์ด้วยกันเองได้ คำ วิเศษณ์แบ่งได้ ๖ ชนิด คือ ๑. คำ วิเศษณ์บอกลักษณะ (ลักษณวิเศษณ์) ๒. คำ วิเศษณ์บอกเวลา (กาลวิเศษณ์) ๓. คำ วิเศษณ์บอกสถานที่ (สถานวิเศษณ์) ๔. คำ วิเศษณ์บอกปริมาณหรือจำ นวน (ประมาณวิเศษณ์) ๕. คำ วิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะ (นิยมวิเศษณ์) ๖. คำ วิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะ (อนิยมวิเศษณ์) ๑.คำ วิเศษณ์บอกลักษณะ คำ วิเศษณ์บอกลักษณะ เรียกว่า ลักษณวิเศษณ์ (ลัก-สะ-หนะ-วิ-เสด) ใช้ขยาย คำ อื่นเพื่อบอกลักษณะต่าง ๆ บอกชนิด ขนาด สี กลิ่น เป็นต้น คุณพ่อสวมเสื้อสีแสีดง คุณแม่ซื้อมะม่วงผลใหญ่ ๒.คำ วิเศษณ์บอกเวลา คำ วิเศษณ์บอกเวลา เรียกว่า กาลวิเศษณ์ (กาน-ละ-วิ-เสด) ใช้ขยาย คำ อื่นเพื่อบอกเวลา เมื่อคืนฝนตกหนัก วินชอบออกกำ ลังกายตอนเช้า ๑๒


ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง ๓.คำ วิเศษณ์บอกสถานที่ คำ วิเศษณ์บอกสถานที่ เรียกว่า สถานวิเศษณ์ (สะ-ถาน-นะ-วิ-เสด) ใช้ขยาย คำ อื่นเพื่อบอกสถานที่ ที่ตั้ง ห้องประชุมอยู่ชั้นบน ทะเลที่สวยงามส่วนใหญ่มักอยู่ภาคใต้ ๔.คำ วิเศษณ์บอกปริมาณ หรือจำ นวน คำ วิเศษณ์บอกปริมาณ หรือจำ นวน เรียกว่าประมาณวิเศษณ์ ใช้ขยาย คำ อื่นเพื่อบอกจำ นวน และบอกปริมาณ บอกจำ นวนนับ เช่น ฉันเลี้ยงสุนัข ๒ ตัว รินสอบได้ที่สองเสมอ บอกปริมาณ เช่น เด็กทุกคนควรดื่มนม แม่ค้าขายผลไม้จนหมดเกลี้ยง ๕. คำ วิเศษณ์ บอกความชี้เฉพาะ คำ วิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะ เรียกว่า นิยมวิเศษณ์ ใช้ขยายคำ อื่น เพื่อบอกความแน่นอนชัดเจนว่าเป็นสิ่งนี้สิ่งนั้น ผมเองที่ลืมปิดประตูบ้าน ๖.คำ วิเศษณ์ บอกความไม่ชี้เฉพาะ คำ วิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะ เรียกว่า อนิยมวิเศษณ์ ใช้ขยายคำ อื่นโดยไม่บอกกำ หนด แน่นอนลงไป เช่น อื่น อื่นใด ไหน อะไร ต่าง ๆ คำ เหล่านี้เป็นคำ บอกเล่าไม่ใช้เป็นคำ ถาม ไม่ว่าครอบครัวไหนต้องรักและดูแลกัน ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต สรุปความรู้ คำ วิเศษณ์เป็นคำ ที่ใช้ขยายหรือประกอบคำ อื่น คือ คำ นาม คำ สรรพนาม คำ กริยา หรือคำ วิเศษณ์ด้วยกันเอง เพื่อให้ ได้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้น คำ วิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะจะอยู่หลังคำ ที่ขยายหากทำ หน้าที่เป็นประธานหรือกรรม ในประโยค จะเป็นคำ สรรพนามถามหรือ คำ สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ ๑๓


คำ บุพบท คำ บุพบท คือ คำ ที่ใช้เชื่อมคำ หรือกลุ่มคำ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ภายในประโยคทำ หน้าที่ คำ บุพบท แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ ๑. บอกความเกี่ยวข้องและสถานะของผู้พูดและผู้รับ ๒. บอกตำ แหน่งที่ตั้ง ๓. บอกความเป็นเจ้าของ ๔. บอกช่วงเวลา ๕. บอกความประสงค์ ๑. บอกความเกี่ยวข้องและสถานะของผู้พูดและผู้รับ มักใช้คำ ว่า กับ แก่ แด่ ต่อ ๒. บอกตำ แหน่งที่ตั้ง มักใช้คำ ว่า หน้า หลัง นอก ใน ใกล้ ไกล ฯลฯ ๓. บอกความเป็นเจ้าของ มักใช้คำ ว่า ของ แห่ง ฯลฯ ๔. บอกช่วงเวลา มักใช้คำ ว่า ตั้งแต่ จน เมื่อ กระทั่ง ตั้งแต่ ฯลฯ ๕. บอกความประสงค์ มักใช้คำ ว่า เพื่อ สำ หรับ ฯลฯ คำ บุพบท "แด่" จะใช้ต่อเมื่อผู้น้อยให้สิ่งของผู้ ที่มีอายุมากกว่า แก่กว่า ผู้ใหญ่ หรือผู้ที่อาวุโส กว่าเท่านั้น คำ ว่า "แก่" จะใช้ต่อเมื่อผู้ที่มีอายุมากกว่า (อาวุโส) ให้สิ่งของผู้ที่มีอายุน้อยกว่าหรือผู้ที่ มีอายุเสมอกัน ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต ๑. คำ บุพบทบางคำ อาจแสดงความสัมพันธ์ได้ หลายแบบ เช่น เขาทำ งานตั้งแต่เช้าถึงเย็น (คำ บุพบทบอกเวลา) เขาเดินตั้งแต่บ้านจนถึงวัด (คำ บุพบทบอกตำ แหน่ง) ๒. คำ บุพบทถ้าไม่มีคำ อื่นมาตามหลังหรือไม่ได้ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำ จะเป็นคำ วิเศษณ์ สรุปความรู้ คำ บุพบททำ หน้าที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำ หรือกลุ่มคำ เพื่อบอกเวลา ตำ แหน่ง ที่ตั้ง สถานที่ ความเป็นเจ้าของ ความเกี่ยวข้อง หรือความประสงค์ จึงควรเลือกใช้คำ บุพบท ให้ถูกต้องและเหมาะสม ๑๔


คำ สันธาน คำ สันธาน คือ คำ ที่ใช้เชื่อมคำ ประโยค หรือข้อความให้มีใจความต่อเนื่อง เป็นเรื่องเดียวกัน ทำ ให้สื่อความหมายได้ชัดเจนขึ้น คำ สันธาน แบ่งได้ ๔ ชนิด คือ ๑. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความคล้อยตามกัน ๒. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน ๓. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ๔. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ๑. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความคล้อยตามกัน เช่น กับ และ ทั้ง…และ เป็นต้น ตัวอย่าง ฉันและน้องเดินไปโรงเรียนทุกวัน ๒. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น แต่ ถึง...ก็ กว่า..ก็ เป็นต้น ตัวอย่าง ชมพู่ต้องไปโรงเรียนตั้งแต่เช้าแต่เขาตื่นสาย ๓. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความให้เห้ลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง นึ่ เช่น หรือ ไม่…ก็ มิฉะนั้น เป็นต้น ตัวอย่าง เธอจะดื่มนมหรือน้ำ ผลไม้ ๔. คำ สันธานเชื่อมประโยคที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น เพราะ ดังนั้น หาก เพราะฉะนั้น…จึง ตัวอย่าง เพราะเขาช่วยเหลือผู้อื่น เขาจึงเป็นที่รักของเพื่อนทุกคน ๑. คำ บางคำ ใช้เป็นคำ สันธานหรือคำ บุพบทก็ได้ ต้องพิจารณารูปประโยค - ปู่กับย่าไปเที่ยวตลาดน้ำ คำ สันธาน - เนยกับแน็กเป็นพี่น้องกัน คำ บุพบท ๒. ประโยคที่มีคำ สันธานเชื่อม จะสามารถแยกเป็นประโยคย่อยได้ เช่น ส้มอยากไปเล่นกับเพื่อน ๆ แต่ทว่ายังทำ การบ้านไม่เสร็จ - ส้มอยากไปเล่นกับเพื่อน ๆ - ส้มยังทำ การบ้านไม่เสร็จ สรุปความรู้ คำ สันธานใช้เชื่อมคำ ประโยค หรือข้อความให้มีใจความต่อเนื่องกัน ประโยคที่มีคำ สันธานจะสามารถแยกเป็นประโยคย่อยได้ คำ สันธาน ทำ ให้ประโยคหรือข้อความ สละสลวยขึ้น ๑๕


คำ อุทาน คำ อุทาน คือ คำ ที่พูดออกมาด้วยน้ำ เสียงแตกต่างจากเสียงของคำ ธรรมดาเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ของผู้พูด มักปรากฏอยู่หน้า ประโยค ในการเขียนมักนิยมใช้เครื่องหมาย อัศเจรีย์ (!) กำ กับหลังคำ อุทาน แบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ ดังนี้ ๑. แสดงการร้องเรียกหรือบอกให้รู้ตัว เช่น เฮ้ ! แน่ะ ! ตัวอย่าง เฮ้ ! รินมานั่งอยู่นี่เอง ๒. แสดงความตกใจ เช่น ว้าย ! ตายจริง ! ตัวอย่าง ว้าย ! คนตกน้ำ ๓. แสดงความเสียดาย ผิดหวัง สงสาร เช่น โถ ! โธ่ ! อนิจจัง ! ตัวอย่าง โถ ! น่าสงสารแมวตัวนั้นเปียกฝน ๔. แสดงความไม่พอใจ โกรธเคือง เช่น ชิชะ ! อุเหม่ ! ตัวอย่าง ฮึ่ม ! ใครมาหยิบรองเท้าของฉันไป ๕. แสดงความประหลาดใจ เช่น ฮะ ! โอ้โฮ ! ตัวอย่าง โอ้โฮ ! แมวตัวนั้นน่ารักจัง ๖. แสดงความเข้าใจหรือรับรู้ เช่น อือ ! อ๋อ ! ตัวอย่าง อ๋อ ! เข้าใจแล้ว ๗. แสดงความเจ็บปวด เช่น โอ๊ย ! ตัวอย่าง โอ๊ย ! เจ็บจังเลย ๘. แสดงความโล่งใจ เช่น เฮอ ! ตัวอย่าง เฮอ ! สอบเสร็จแล้ว ๙. แสดงความดีใจ เช่น ไชโย ! เฮ่ ! ตัวอย่าง ไชโย ! เราชนะแล้ว ๑๐. แสดงความพอใจ เบื่อหน่าย เช่น เฮ่อ ! ตัวอย่าง เฮ่อ ! รถติดอีกแล้ว ข้ข้ข้อข้ สัสัสังสัเกต คำ อุทานไม่จัดเป็นส่วนหนึ่งของประโยค ในการพิจารณาความหมายของคำ อุทาน ต้องพิจารณาจากเนื้อความของประโยคที่ตามหลังคำ อุทานนั้น สรุปความรู้ คำ อุทานใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ของผู้พูด ทำ ให้ผู้ฟังเข้าใจ สิ่งที่พูดชัดเจนขึ้น ๑๖


แบบทดสอบท้ายบท คำ ว่า “ว่า” ในข้อใดมีชนิดของคำ แตกต่างกับข้ออื่น(o-net ) ก. พ่อสอนว่าเป็นพี่ควรเสียสละให้น้อง ข. ครูสั่งว่าต้องส่งการบ้านก่อนเลิกเรียน ค. ทุก ๆ เช้าแม่จะบ่นว่าพวกเราอยู่เสมอเรื่องตื่นสาย ง. การไฟฟ้านครหลวงแจ้งว่าจะปรับปรุงระบบไฟฟ้า ๑. ๖๐ ข้อใดเป็นคำ ชนิดเดียวกันกับคำ ที่ขีที่ ขีดเส้นใต้ใต้นประโยค “พี่น้องต้องช่วยเหลือกัน” (o-net ) ก. แจกันอยู่บนโต๊ะรับแขก ข. นักเรียนต่างนั่งทำ ค. สวนสาธารณะมีนกพิราบมาก ง. นักเรียนขาดทักษะการสื่อสารที่เหมาะสม ๒. ๖๐ คำ ที่ขีที่ ขีดเส้นใต้ใต้นข้อใดมีชนิดของคำ แตกต่างจากข้ออื่น (o-net ) ก. เด็กหญิงพอใจร้องเพลงเสียงดัง ข. เด็กชายพอเพียงสวมกางเกงใหม่ ค. เด็กหญิงพอดีชอบกินผลไม้เปรี้ยว ง. เด็กชายพอพลอ่านหนังสือหลายเล่ม ๓. ๖๑ ประโยค “พ่อคือบุคคลที่เป็นแบบอย่างของฉัน” มีคำ กริยาและคำ บุพบทอย่างละกี่คำ (o-net ) ก. มีคำ กริยา ๑ คำ และคำ บุพบท ๑ คำ ข. มีคำ กริยา ๑ คำ และคำ บุพบท ๒ คำ ค. มีคำ กริยา ๒ คำ และคำ บุพบท ๑ คำ ง. มีคำ กริยา ๒ คำ และคำ บุพบท ๒ คำ ๔. ๖๑ คำ ว่า “ขึ้น” ในข้อใดไม่ใช่คำช่ คำกริยา (o-net ) ก. มีดเล่มนี้ทิ้งไว้นานจนขึ้นสนิม ข. รัฐบาลประกาศขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ค. เด็กจะมีฟันแท้ขึ้นตอนอายุประมาณ ปี ง. โรงเรียนเลื่อนเปิดภาคเรียนเร็วขึ้น สัปดาห์ ๕. ๖๒ ๖-๗ ๑ คำ ชี้แจง : ให้นักเรียกเลือก กากบาททับข้อที่ถูกต้องที่สุด ๑๗


คำ ว่า “แต่” ในข้อใดเป็นคำ บุพบท (o-net ) ก. ด.ช.ศรุตมาถึงโรงเรียนแต่เช้าทุกวัน ข. ด.ญ.ศศิธรชอบฟังเพลงแต่ไม่ชอบร้องเพลง ค. ด.ช.ศราวุธไปเที่ยวเชียงใหม่แต่ด.ญ.ศิราพรไปเที่ยวภูเก็ต ง. ด.ช.ศรันย์ตั้งใจจะออกไปเที่ยวแต่ไปไม่ได้เพราะฝนตกหนัก ๗. ๖๓ คำ ที่ขีดเส้นใต้ในข้อใดไม่ใช่คำ สรรพนาม (o-net ) ก. นี่คือครอบครัวของฉัน ข. ใครเป็นเจ้าของคันนี้ ค. คุณลุงทั้งสองคนใจดีต่อพวกเรามาก ง. เขาขยันทำ งานและประหยัดอดออม ๘. ๖๓ “เที่ยวแห่งประเทศไทย ส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ชนบทเช่นเกาะเกร็ดตลาดน้ำ ตลิ่งชัน วัดต่าง ๆ เป็นต้น” ข้อใดเป็นคำ นามที่แที่ตกต่างจากพวก ก. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข. เกาะเกร็ด ค. ตลาดน้ำ ตลิ่งชัน ง. วัดต่าง ๆ ๙. . ข้อใดไม่ใช่อาการนาม ก. การไฟฟ้า ข. ความสุข ค. การกิน ง. ความสวย ๑๐ “บ้านของคุณยายอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี คุณยายมีรายได้จากการทำ สวนทุเรียน ฉันชอบไปเที่ยวบ้านคุณยายทุกปิดเทอม” คำ ที่ขีที่ ขีดเส้นใต้ใต้นข้อใดเป็นคำ วิเศษณ์ (o-net ) ก. ของ ข. ที่ ค. จาก ง. ทุก ๖. ๖๒ ๑๘


. ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงเดินทางข้ามภูเขาหลายลูก คำ นามในข้อใดทำ หน้าที่ เป็นประธานของประโยค ก. ชาวเขา ข. เผ่า ค. กะเหรี่ยง ง. ภูเขา ๑๑ . ข้อใดมีคำ สันธาน ก. เดินทางโดยรถไฟ ข. ถึงจุดหมายปลายทาง ค. ควรไว้ใจแก่กัน ง. ถ้าไม่รีบจะไปไม่ทัน ๑๒ . ข้อใดไม่ใช่ชช่นิดของคำ สันธาน ก. เชื่อมปัจจุบันกับอดีต ข. เอมใจความขัดแย้งกัน ค. เชื่อมใจความให้เลือก ง. เชื่อมใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ๑๓ . “ใช้ในการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด หรือเพื่อเสริมคำ ให้สมบูรณ์มากขึ้น” หมายถึงข้อใด ก. คำ บุพบท ข. คำ อุทาน ค. คำ สันธาน ง. คำ นาม ๑๔ . ข้อใดมีคำ อุทานเสริมบท ก. เชิญกินข้าวกินปลาด้วยกันก่อน ข. โอ๊ย ! เจ็บจังเลย ค. ไชโย ! แม่ถูกล็อตเตอรี่ ง. เฮ่อ ! อากาศหนาวอีกแล้ว ๑๕ ๑๙


. ข้อใดมีคำ กริยาแบบเดียวกับประโยค “ฉันสั่งอาหาร” ก. นกบินหนีตั้งแต่เช้า ข. ช้างลากซุง ค. งานคือเงิน ง. คุณคงจะง่วงแล้ว ๑๖ . คำ ว่า “ที่” ข้อใดใช้เป็นคำ นาม(o-net ) ก. ฉันมีที่ผืนใหญ่ใกล้แม่น้ำ ข. พ่อกำ ลังดูคนงานที่รดน้ำ ต้นไม้ในบ้านของเรา ค. เราจะไปชมการแสดงที่โรงละครแห่งชาติเร็ว ๆ นี้ ง. เพื่อนของลัดดาให้เงินขอทานที่นั่งอยู่เชิงสะพานลอย ๑๗ ๕๙ . คำ ที่ขีดเส้นใต้เป็นคำ ชนิดใดตามลำ ดับ (O-net ) ความคิดสร้างสรรค์ ทำ ให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ทันสมัยหลายอย่าง ก. คําลักษณนาม คํานามวิสามัญ คํานามสามัญ ข. คํานามวิสามัญ คําลักษณนามคำ อาการนาม ค. คํานามสามัญ คำ อาการนาม คํานามวิสามัญ ง. คำ อาการนาม คํานามสามัญ คําลักษณนาม ๑๘ ๕๙ . สุนัขตัวโปรดซุกซนมากคำ ที่ขีดเส้นใต้ทำ หน้าที่ขยายส่วนใดของประโยค ก. ขยายประธาน ข. ขยายกรรม ค. ขยายกริยา ง. ขยายวิเศษณ์ ๑๙ . ข้อใดบอกลักษณะนามได้ถูกต้อง ก. ปากกา ๒ ปาก ข. สมุด ๑ ฉบับ ค. จดหมาย ๒ ฉบับ ง. พระสงฆ์ ๒ องค์ ๒๐ ๒๐


บทที่ ๒ ราชาศัพท์


ราชาศัพท์ สาระสำ คัญ แผนผังสาระการเรียนรู้ บทที่ ๒ ราชาศัพท์ ตัวชี้วัด ใช้คำ ได้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล (ท๔.๑ ป. ๖/๒) การเลือกใช้ภาษาในการสื่อสารกับบุคคลต่างๆได้อย่างเหมาะสม เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภาษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติ


คำ ราชาศัพท์ เป็นคำ สุภาพซึ่งใช้ตามลำ ดับชั้นของบุคคลต่าง ๆ มี ๕ ลำ ดับชั้นดังนี้ ๑. พระมหากษัตริย์ ๒. พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงลงมาถึงชั้นหม่อมเจ้า ๓. พระภิกษุสามเณร ๔. ข้าราชการชั้นสูงและผู้มียศศักดิ์ ๕. สุภาพชนทั่วไป คำ ราชาศัพท์ ที่ควรทราบ คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ ปู่/ตา พระอัยกา ย่า/ยาย พระอัยยากี/พระอัยยิกา ลุง/อา(ฝั่งพ่อ) พระปิตุลา ป้า/น้า(ฝั่งพ่อ) พระปิตุจฉา ลุง/อา(ฝั่งแม่) พระมาตุลา ป้า/น้า(ฝั่งแม่) พระมาตุจฉา ราชาศัพท์ คำ ราชาศัพท์ คือ ถ้อยคำ ที่ใช้พูดกับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พระภิกษุสงฆ์ รวมถึงคำ สุภาพที่ใช้กับสุภาพชนทั่วไป ซึ่งเราควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับระดับชั้นของบุคคล ดังนี้ หมวดเครือญาติ ๒๔


คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ พ่อ/บิดา พระชนก, พระชนกนาถ, พระบรมชนกนาถ, พระบิดร,พระบิดา, พระปิตุราช, พระราชบิดร, พระราชบิดา แม่/มารดา พระบรมราชชนนี, พระราชชนนี, พระชนนี,พระมาตุราช, พระมารดร, พระมารดา, พระราชมารดร, พระราชมารดา พี่ชาย พระเชษฐา, พระเชษฐภาดา, พระเชษฐาธิราช หมวดเครือญาติ ๒๕


หมวดร่างกาย คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ หัว พระเศียร หน้าผาก พระนลาภู คิ้ว พระขนง นัยต์ตา พระเนตร/พระจักษุ จมูก พระนาสา/พระนาสิก แก้ม พระปราง ปาก พระโอษฐ์ ฟัน พระทนต์ ลิ้น พระชิวหา ช่องหู พระโสต หน้า พระพักตร์ คอ พระศอ ๒๖


คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ บ่า/ไหล่ พระอังสา แขน(ไหล่ถึงศอก) พระพาหา หู/ใบหู พระกรรณ แขน(ศอกถึงมือ) พระกร นิ้วมือ นิ้วพระหัตถ์ อก พระอุระ นม พระถัน ท้อง พระอุทร สะดือ พระนาภี หลัง พระขนอง/พระปฤษฎางค์ สะโพก พระโสณี ขา พระเพลา หมวดร่างกาย ๒๗


หมวดร่างกาย คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ เข่า พระชานุ แข้ง พระชงฆ์ เท้า พระบาท ส้นเท้า พระปราษณี ขน พระโลมา แก้ม พระปราง หัวใจ พระหทัย กระดูกไหปลาร้า พระรากขวัญ ๒๘


หมวดกริยา คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ กิน เสวย โกรธ กริ้ว/ทรงพระพิโรธ เขียนหนังสือ ทรงพระอักษร คิด ทรงพระราชดำ ริ เจ็บป่วย ทรงพระประชวร ชอบ โปรด หัวเราะ ทรงพระสรวล หายใจ หายพระทัย ออกคำ สั่ง มีพระบรมราชโองการ อาบน้ำ สรงน้ำ อยู่ ประทับ อ่านหนังสือ ทรงพระอักษร ๒๙


หมวดกริยา คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ ยิ้ม แย้มพระโอษฐ์ ฝัน ทรงพระสุบิน ทำ บุญ ทรงบำ เพ็ญพระราชกุศล ร้องไห้ ทรงพระกันแสง เรียน ทรงศึกษา ดู ทอดพระเนตร เดิน ทรงพระดำ เนิน ตัดผม ทรงพระเครื่องใหญ่ แต่งตัว ทรงเครื่อง แต่งหนังสือ ทรงพระราชนิพนธ์ ถาม ทรงพระราชปุจฉา บวช ทรงผนวช ๓๐


คำ สามัญ คำ ราชาศัพท์ บิดา/มารดา/คนทั่วไป โยม คำ พูดแทนตัวเอง อาตมา มอบให้ ถวาย กิน ฉัน อาหารเช้า จังหัน อาบน้ำ สรงน้ำ ที่นั่ง อาสนะ เงิน ปัจจัย จดหมาย ลิขิต ที่อยู่ กุฏิ หมวดคำ ที่ใช้กับพระสงฆ์ ๓๑


คำ กริยา ตาย ใช้ต่างฐานะดังนี้ ทิวงคต สิ้นพระชนม์ สิ้นชีพตักษัย ถึงแก่พิราลัย ถึงแก่อสัญกรรม ถึงแก่อนิจกรรม ถึงแก่มรณภาพ/ มรณภาพ ล้ม สวรรคต ถึงแก่กรรม ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ ใช้กับ พระมหากษัตริย์ พระราชินี เจ้านายชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป หม่อมเจ้า เจ้าประเทศราช/สมเด็จเจ้าพระยา เจ้าพระยา/นายกรับมนตรี /ประธานาธิบอดี พระยา/รัฐมนตรี พระภิกษุ/สามเณร สุภาพชนทั่วไป พระยุพราช สัตว์พาหนะ ๓๒


๒.คำ กริยาราชาศัพท์ ๑. ใช้ "พระบรม" "พระบรมราช" หรือ "พระมหา" นำ หน้าคำ นามที่เป็นชื่อสิ่งสำ คัญ อันควรยกย่อง เช่น พระบรมราชานุญาตพระบรมโพธิสมภาร(บุญบารมี) พระบรมราชโองการ พระบรมราโชวาท พระมหากรุณาธิคุณ พระมหาเศวตฉัตร ๒. ใช้ "พระราช" กับคำ นามอย่างอื่น ๆ ที่ร ที่ องลงมา เช่น พระราชโอรส พระราชธิดา พระราชดำ ริ พระราชอำ นาจ พระราชวัง ๓. ใช้ "พระ" นำ หน้าคำ นามที่เป็นชื่อของสิ่งสามัญทั่วไป เช่น พระเก้าอี้ พระแสง พระหัตถ์ พระเนตร พระสหาย พระเคราะห์ ๔. ใช้ "หลวง" หรือ "ต้น" ไว้ข้างท้ายคำ "หลวง" ใช้กับคน สัตว์ สิ่งของที่เป็นของ พระมหากษัตริย์ เช่น ช้างหลวง เรือหลวง ลูกหลวง ม้าหลวง ส่วน "ต้น" มักใช้กับสัตว์ สิ่งของ และสถานที่ ไม่ใช้กัช้กับคน เช่น เรือต้น เครื่องต้น ม้า คำ นามราชาศัพท์สำ หรับเจ้านาย มีการใช้คำ ประกอบ แตกต่างกันหลายอย่าง เนื่องจากเจ้านายมีหลายชั้น หลักการใช้คำ ราชาศัพท์ ๑.คำ นามราชาศัพท์ ๑. ใช้ "ทรง" นำ หน้าคำ กริยาและคำ นามสามัญ เช่น ทรงฟัง ทรงม้า ทรงเรือใบ ทรงดนตรี ๒. ใช้ "ทรง" นำ หน้าคำ นามราชาศัพท์ เช่น ทรงพระราชนิพนธ์ ทรง พระราชดำ ริ ๓. ไม่ใช้ "ทรง" กับคำ กริยาราชาศัพท์ เช่น เสวย (กิน) บรรทม (นอน) พระราชทาน (ให้) ประทับ (นั่ง) ๔. ไม่ใช้ "ทรง" นำ หน้าคำ ว่า "มี" หรือ "เป็น" ที่นำ หน้าคำ ราศัพท์ เช่น มีพระราชโอรส เป็นพระราชอาคันตุกะ (แขกผู้มาหา) ๓๓


สรุปองค์ความรู้ คำ กริยาที่เป็นราชาศัพท์อท์ยู่แล้ว เช่น เสด็จ เสวย จะไม่ใช้ ทรง นำ หน้า แต่ถ้าเป็นคำ กริยาสามัญ เช่น จับ วาด สามารถเติม ทรง นำ หน้าเพื่อให้เป็นกริยาราชาศัพท์ได้ ๒๗ คำ -คำ ราชาศัพท์ที่ใช้สำ หรับพระสงฆ์ หมวดคำ นาม เช่น ภัตตาหาร กุฏิ เครื่องไทยธรรม หมวดคำ สรรพนาม เช่น อาตมา โยม พระคุณเจ้า หมวดคำ กริยา เช่น บิณฑบาต ประเคน -การใช้คำ สุภาพสำ หรับบุคคลทั่วไป คำ สุภาพเป็นส่วนหนึ่งของคำ ราชาศัพท์คือคำ สามัญ ที่เปลี่ยนแปลงให้สุภาพขึ้นเพราะคำ บางคำ เมื่อผวนแล้วเป็นคำ ไม่สุภาพ คำ ที่ใช้กับบุคคลทั่วไป คำ ที่ใช้กับบุคคลทั่วไป คือ คำ สุภาพ มีลักษณะดังนี้ ๑. ไม่เป็นคำ หยาบ ๒. ไม่ใช้คำ อุทานที่แข็งกระด้างหรือเป็นคำ ห้วน ๆ ๓. ไม่เป็นคำ ผวนที่มีความหมายในทางที่ไม่ดี ๔. ไม่เป็นคำ สแลง ๕. ควรเป็นคำ ที่แสดงถึงความเคารพหรือให้เกียรติผู้อื่น - คำ ราชาศัพท์ที่ใช้สำ หรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ๑. คำ นามราชาศัพท์ ใช้เรียกเครือญาติ อวัยวะและสิ่งที่เกี่ยวกับร่างกาย เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย และของใช้ เช่น สมเด็จพระบรมราชชนก พระเสโท ฉลองพระองค์ ๒. คำ สรรพนามราชาศัพท์ ใช้สำ หรับบุคคลต่างระดับชั้นกัน เช่น ข้าพระพุทธเจ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ๓. คำ กริยาราชาศัพท์ มีวิธีใช้ดังนี้ ๑. เติม ทรง หน้าคำ นามทั่วไปและคำ กริยาสามัญ ทำ ให้เป็นคำ กริยาราชาศัพท์ ๒. เติม ทรง หน้าคำ นามราชาศัพท์ ทำ ให้เป็นคำ กริยาราชาศัพท์ ๓๔


....................... ....................... ....................... ....................... ....................... แบบทฝึฝึฝึกฝึหัหัหัดหัท้ท้ ท้ า ท้ ายบท คำ ชี้แจง : ให้นักเรียกเติมคําราชาศัพท์ในช่องว่างให้ถูกต้อง ตอนที่ ๑ พระอุระ พระกร พระอังสา พระอุทร พระปราง พระนาภี พระกรรณ พระหัตถ์ ๓๕


แบบฝึฝึฝึกฝึหัหัหัดหัท้ท้ ท้ า ท้ ายบท ตอนที่ ๒ คำ ชี้แจง : ให้นักเรียกเขียนคําราชาศัพท์ให้สัมพันธ์กับคําสามัญที่กําหนดให้ ๓๖


แบบทดสอบท้ท้ ท้ า ท้ ายบท คำ ชี้แจง : ให้นักเรียกเลือก กากบาททับข้อที่ถูกต้องที่สุด ข้อใดใช้คําราชาศัพท์ถูท์ถูกต้อง ก. พระยาเศวตพาหะช้างสำ คัญสิ้นพระชนม์แล้ว ข. หมายกำ หนดการซ้อมรับปริญญาบัตร ค. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสิ้นพระชนม์ ง. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี ๑. ข้อใดใช้คำ ราชาศัพท์ไท์ม่ถูกต้อง ก. หม่อมเจ้าเกษมโสภาสิ้นชีพิตักษัย ข. สมเด็จพระวันรัตมอบเสื้อผ้าและสมุดแก่นักเรียน ค. สมเด็จกรมพระยาดำ รงราชานุภาพเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ง. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดสุนัขที่ชื่อคุณฟูฟู ๒. ข้อใดแปลความหมายผิด ก. ยิ้ม หมายถึง แย้มพระโอษฐ์ ข. โกรธ หมายถึง ทรงพระสรวล ค. เข่า หมายถึงพระปราง ง. หัวใจ หมายถึง พระปราษณี ๓. ข้อใดใช้ราชาศัพท์สำ หรับพระมหากษัตริย์ไย์ม่ถูม่ถูกต้อง ก. ล้างมือ = สรงพระหัตถ์ ข. เดิน = เสด็จพระราชดำ เนิน ค. หัวเราะ = ทรงพระสรวล ง. ทำ บุญ = ทรงบำ เพ็ญพระราชกุศล ๔. ข้อใดใช้คำ ราชาศัพท์ถูท์ถูกต้อง ก. ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ข. ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ค. ขอเป็นข้าฉลองพระบาททุกชาติไป ง. ไม่มีข้อใดถูกต้อง ๕. ๓๗


พระพักตร์ หมายถึงอะไร ก. คอ ข.ฟัน ค. แก้ม ง. หน้า ๗. คำ ว่า "ปู่ , ตา " ควรเรียกคำ ราชาศัพท์อย่างไร ? ก. พระปิตุลา ข. พระนัดดา ค. พระอัยกา ง. พระอัยยิกา ๘. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.....หนังสือเรื่อง “ทองแดง” ใช้คำ ราชาศัพท์ว่าอย่างไร? ก. เสด็จฯ ข. ผนวช ค. ทรงพระราชนิพนธ์ ง. ทรงกระทำ ยุทธหัตถี ๙. คำ ที่พระภิกษุใช้เรียกแทนตัวเอง คือคำ ใด ? ก. กระผม ข. ข้าพเจ้า ค. เรา ง. อาตมา ๑๐. พระชิวหา หมายถึงอะไร ก. ปาก ข. ลิ้น ค. แขน ง. คิ้ว ๖. ๓๘ แบบทดสอบท้ท้ ท้ า ท้ ายบท


บทที่ ๓ ภาษาต่างประเทศ ชวนสังเกต


ภาษาต่างประเทศ ตัวชี้วัด แผนผังสาระการเรียนรู้ บทที่ ๓ ภาษาต่างประเทศชวนสังเกต รวบรวมและบอกความหมายของคำ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ใน ภาษาไทย (ท ๔.๑ ป.๖/๓) สาระสำ คัญ การรู้ลักษณะของคำ และความหมายของคำ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ใน ภาษาไทยทำ ให้อ่านเขียนและเข้าใจข้อความต่างๆได้ถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น


คำ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย ภาษาบาลี-สันสกฤต ภาษาต่างประเทศ คำ ภาษาต่างประเทศที่นำ มาใช้ในภาษาไทยมีเป็นจำ นวนมาก เนื่องจากการติดต่อ สัมพันธ์กันในด้านต่าง ๆ เช่นศาสนา การค้า การศึกษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และวิทยาการต่าง ๆ ทำ ให้ภาษาไทยมีคำ เพิ่มขึ้น เราจึงควรเรียนรู้ลักษณะและความ หมายของคำ ที่มาจากภาษาต่างประเทศเหล่านั้น เพื่อความสะดวกในการใช้สื่อสาร หลักสังเกตคำ ที่มาจากภาษาบาลี ๑. เสียงสระในภาษาบาลีมี ๘ เสียง คือ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ๒. พยัญชนะบาลีมี ๓๓ ตัว (ยกเว้น ศ ษ) ซึ่งแบ่งตามวรรคได้ดังนี้ ๔๒


๓. หลักเกณฑ์การใช้ตัวสะกดตัวตามในภาษาบาลีมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ดังนี้ ๓.๑ พยัญชนะแถวที่ ๑ ของทุกวรรคเป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ ๑ หรือ ๒ ของทุกวรรค เป็นตัวตาม เช่น ทุกข์ อิจฉา วัตถุ ๓.๒ พยัญชนะแถวที่ ๓ ของทุกวรรคเป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ ๓ หรือ ๔ ของทุกวรรค เป็นตัวตาม เช่น อัคคี อัชฌาสัย มัชฌิมา พยัคฆ์ ๓.๓ พยัญชนะแถวที่ ๕ ของทุกวรรคเป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ ๑ ๒ ๓ ๔ หรือ ๕ ของทุกวรรค เป็นตัวตาม เช่น สงฆ์ สัญญา สันติ สัมผัส ๔. นิยมใช้ ฬ เช่น กีฬา โอฬาร อาสาฬหบูชา ๕. นิยมใช้ ข เช่น เขต ปักข์ ขมา เป็นต้น ๖. นิยมใช้ ริ กลางพยางค์ เช่น จริยา สุริยะ กิริยา เป็นต้น ๗. คำ ส่วนใหญ่ที่ญ่ขึ้ ที่ ขึ้ นต้นด้วย ปฏิ เช่น ปฏิบัติ ปฏิเสธ เป็นต้น ๘. ไม่นิม่นิยมคำ ควบกล้ำ เช่น ปชา ปฐม เป็นต้น หลักสังเกตคำ ที่มาจากภาษาสันสกฤต ๑. พยัญชนะสันกฤตมี ๓๕ ตัว คือ พยัญชนะบาลี ๓๓ ตัว +๒ ตัว คือ ศ, ษ เช่น กษัตริย์ ศึกษา เกษียร ศีรษะ เป็นต้น ๒. ไม่มีม่มีหลักการสะกดแน่นอน ภาษาสันสกฤตตัวสะกดตัวตามจะอยู่ข้ามวรรคกันได้ ไม่กำ หนดตายตัว เช่น อัปสร เกษตร ปรัชญา อักษร เป็นต้น ๓. สังเกตจากสระ สระภาษาบาลี ๘ ตัว + เพิ่มอีก ๖ ตัว คือ สระ ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา ๔. สังเกตจากพยัญชนะควบกล้ำ ภาษาสันสกฤตมักจะมีคำ ควบกล้ำ ข้างท้าย เช่น จักร อัคร บุตร สตรี ศาสตร์ อาทิตย์ จันทร์ เป็นต้น ๕. สังเกตจากคำ ที่มีคำ ว่า “เคราะห์” มักจะเป็นภาษาสันสกฤต เช่น พิเคราะห์ สังเคราะห์ อนุเคราะห์ เป็นต้น ๖. สังเกตจากคำ ที่มี “ฑ” อยู่ เช่น จุฑา กรีฑา ครุฑ มณเทียร จัณฑาล เป็นต้น ๗. สังเกตจากคำ ที่มี “รร” อยู่ เช่น สรรค์ ธรรม์ วรรณ บรรพต ภรรยา บรรณารักษ์ มรรยาท กรรม ทรรศนะ สรรพ เป็นต้น ๔๓


๑.มักจะสะกดด้วย จ ญ ร ล เช่น เผด็จ บำ เพ็ญ กำ ธร ตรัส ๒.มักเป็นคำ ควบกล้ำ เช่น ไกร ขลัง ปรุง ๓.มักใช้ บัง บัน บำ นำ หน้าคำ ที่มีสองพยางค์ เช่น - บัง บังคับ บังคม บังเหียน บังเกิด บังคล บังอาจ - บัน บันได บันโดย บันเดิน บันดาล บันลือ - บำ บำ เพ็ญ บำ บัด บำ เหน็จ บำ บวง ๔.นิยมใช้อักษรนำ เช่น สนุก สนาน เสด็จ ถนน เฉลียว เป็นต้น ๕.คำ เขมรส่วนมากใช้เป็นราชาศัพท์ เช่น ขนง ขนอง เขนย เสวย บรรทม เสด็จ โปรด เป็นต้น ๖.มักแผลงคำ ได้ เช่น - ข แผลงเป็น กระ เช่น ขดาน เป็น กระดาน ขจอก เป็น กระจอก - ผ แผลงเป็น ประ ผสม - ประสม ผจญ - ประจญ - ประ แผลงเป็น บรร ประทม เป็น บรรทม ประจุ - บรรจุ ประจง - บรรจง สรุปความรู้ หลักสังเกตคำ ที่มาจากภาษาเขมร ๔๔


เสวย ปัญญา พยัคฆ์ อัคนี ปรัชญา วิทยา นาฬิกา ญาติ เผชิญ


Click to View FlipBook Version