The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชนัดดา แสงจันทร์, 2020-06-28 11:28:41

ลุ่มน้ำน่าน

ระบบน้ำน่าน

กลุม่ ชุดดนิ ท่ี 62
ลักษณะดิน : ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขาและเทือกเขาซ่ึงมีความลาดชันมากกว่า ร้อยละ 35 ลักษณะและสมบัติของ
ดินที่พบไม่แน่นอน มีทั้งดินลึกและดินตื้น มีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันไป แล้วแต่ชนิดของวัตถุต้นกําเนิด มักมี
เศษหนิ หรอื กอ้ นหินโผลก่ ระจดั กระจายทั่วไป สว่ นใหญ่ยงั ปกคลุมดว้ ยปา่ ไม้ต่างๆ
การใช้ประโยชน์ : ไมค่ วรใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ควรอนรุ ักษไ์ ว้เป็นพืน้ ทป่ี า่
ปัญหา :
ดิน: พื้นท่ีลาดชันเชงิ ซอ้ น

ภาคผนวก ข.3

พื้นที่ชมุ่ นํา้

พืน้ ที่ช่มุ น้าํ

ในการจดั ทําแผนรวมการบริหารจัดการทรัพยากรนํา้ ในลมุ่ นํ้าแมก่ ลองจะดาํ เนินการสาํ รวจรวบรวมข้อมูล
และวเิ คราะหจ์ ัดทาํ แผนระดับลุ่มนํ้าและระดับทอ้ งถ่นิ ซง่ึ จะตอ้ งดาํ เนินการอยา่ งรอบคอบ คาํ นึงถงึ ความสอดคล้องในการ
ใช้ประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ ผลและเสียต่อสภาพธรรมชาติของพื้นท่ีชุ่มนํ้า ซึ่งมีกฎหมายด้านการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมคุ้มครองอยู่ ภายใต้บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายฉบบั ต่างๆ เชน่ การพัฒนาพื้นที่ชุ่มนํ้าที่
อย่ใู นเขตอทุ ยานแหง่ ชาติ ให้ยึดหลักเกณฑ์และข้อกําหนดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 การพัฒนาพ้ืนท่ีชุ่ม
นํ้าท่ีอยใู่ นเขตรักษาพนั ธส์ุ ัตว์ปา่ และเขตหา้ มล่าสตั วป์ า่ ใหย้ ึดหลักเกณฑแ์ ละขอ้ กาํ หนดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครอง
สัตว์ป่า พ.ศ.2535 สําหรับพื้นที่ชุ่มนํ้าบางแห่งที่ไม่มีกฎหมายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คุ้มครอง ไม่มีข้อกําหนดสิทธิ์ในการจัดการพื้นท่ีและไม่มีข้อกําหนดหรือข้อห้ามในการพัฒนาพื้นท่ีอย่างชัดเจน ก็
จะต้องคํานึงถงึ ผลกระทบทเ่ี กิดข้ึน โดยกาํ หนดและวางแผนการดาํ เนนิ งานการใช้ประโยชน์พ้ืนที่ชุ่มน้าํ อยา่ งชาญฉลาด
เพื่อให้เกิดความย่ังยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้ความสําคัญต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน เพ่ือให้เป็นไปตาม
เจตนารมณ์ของอนุสัญญาแรมซาร์ ( Ramsar Site) ซง่ึ ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสญั ญาแรมซารด์ ว้ ย

พื้นท่ีชุ่มนํ้า ตามคําจํากัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วย
พน้ื ท่ีชุ่มนํ้าท่ีมีความสาํ คัญระดบั นานาชาติ หมายถึง พ้ืนที่ลุ่ม พ้ืนท่ีราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นท่ีฉํ่านํ้า มีนํ้าท่วม มีนํ้า
ขัง พื้นที่พรุ พ้ืนที่แหล่งน้ํา ทั้งท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างข้ึน ทั้งท่ีมีนํ้าขัง หรือท่วมอยู่ถาวร และ
ช่ัวคราว ทั้งท่ีเป็นแหล่งน้ํานิ่ง และน้ําไหล ทั้งท่ีเป็นน้ําจืด นํ้ากร่อย และน้ําเค็ม รวมไปถึงพ้ืนท่ีชายฝั่งทะเลและพื้นที่
ของทะเลในบริเวณซงึ่ เมอื่ นํ้าลงต่าํ สดุ มีความลึกของระบบไม่เกนิ 6 เมตร อาจรวมถึงพื้นท่ีริมฝ่ังแม่น้ําและชายฝั่งทะเล
ซ่ึงมีเขตติดต่อกับพ้ืนท่ีชุ่มนํ้าและเกาะ หรือเขตนํ้าทะเลท่ีมีความลึกมากกว่า 6 เมตร เมื่อนํ้าลงต่ําสุดซึ่งอยู่ภายใน
ขอบเขตของพนื้ ทชี่ มุ่ นา้ํ นั้น

พ้ืนทีช่ ุ่มนาํ้ เป็นระบบนเิ วศทม่ี ีความหลากหลายมีคุณค่าประโยชน์แก่มนุษย์หลายประการ ได้แก่ การเป็น
แหลง่ เกบ็ กักนาํ้ ฝนและนา้ํ ทา่ ปอ้ งกนั นาํ้ เคม็ มิใหร้ ุกเข้ามาใหแ้ ผน่ ดนิ ป้องกันชายฝั่งพังทลาย ดักจับตะกอนแร่ธาตุ ดัก
จับสารพิษ เป็นแหล่งทรัพยากรดินและผลผลิตธรรมชาติท่ีมนุษย์เข้าไปเก็บเก่ียวใช้ประโยชน์ มีความสําคัญต่อการ
คมนาคมในท้องถ่นิ แหล่งรวมสายพันธ์แุ ละสตั ว์มีความสําคัญทางนิเวศวิทยาและการอนุรักษ์ธรรมชาติโดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงเป็นแหล่งของผู้ผลิตท่ีสําคัญในห่วงโซ่อาหาร ความสําคัญด้านนันทนาการและการท่องเท่ียว ประวัติศาสตร์ สังคม
วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น และเป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางธรรมชาติวิทยา อาจกล่าวได้ว่าโดยรวมแล้วพ้ืนท่ีชุ่มน้ําคือ
ระบบนิเวศทม่ี บี ทบาทหนา้ ทต่ี ลอดจนคณุ คา่ และความสําคัญตอ่ วิถชี ีวติ ท้งั ของมนษุ ย์ พชื และสัตว์ ทั้งทางนิเวศวิทยา
เศรษฐกจิ สงั คม และการเมือง ทงั้ ในระดับทอ้ งถ่นิ ระดบั ชาติ ระดบั ภมู ิภาคและระดบั นานาชาติ

ระดบั ความสําคัญของพ้ืนที่ชุม่ นาํ้ มี 3 ระดับ คือ พ้นื ท่ชี มุ่ นาํ้ ทมี่ คี วามสาํ คญั ระดบั นานาชาติ พืน้ ท่ชี มุ่ นํา้
ท่มี คี วามสําคญั ระดบั ชาตแิ ละพ้ืนทชี่ ุ่มนํ้าทม่ี คี วามสําคัญระดบั ทอ้ งถ่นิ

ภาคผนวก ข.4

ประเภทของปา่ ไม้ในประเทศไทย

ประเภทของปา่ ไมใ้ นประเทศไทย

ประเภทของป่าไมจ้ ะแตกต่างกันไปขนึ้ อยู่กับการกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมท้ังปริมาณนํ้าฝน
ทําใหป้ ่าแต่ละแห่งมคี วามชมุ่ ชื้นตา่ งกัน สามารถจาํ แนกได้เปน็ 2 ประเภทใหญ่ๆ คอื

1. ป่าประเภทท่ไี มผ่ ลัดใบ (Evergreen)
2. ป่าประเภททีผ่ ลัดใบ (Deciduous)
ปา่ ประเภทท่ีไม่ผลัดใบ (Evergreen)
ปา่ ประเภทนม้ี องดเู ขยี วชอุ่มตลอดปี เนื่องจากตน้ ไม้แทบทั้งหมดทข่ี ้นึ อยเู่ ปน็ ประเภทท่ีไม่ผลัดใบ ป่าชนดิ
สําคญั ซ่งึ จดั อยู่ในประเภทนี้ ได้แก่
1. ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)
ปา่ ดงดิบทม่ี ีอย่ทู วั่ ในทุกภาคของประเทศ แต่ท่มี ีมากทส่ี ดุ ได้แก่ ภาคใต้และภาคตะวันออก ในบริเวณนี้มี
ฝนตกมากและมีความชนื้ มากในทอ้ งทภี่ าคอ่นื ป่าดงดิบมักกระจายอยบู่ ริเวณที่มีความชุ่มชื้นมากๆ เช่น ตามหบุ เขาริม
แม่นํา้ ลาํ ธาร หว้ ย แหล่งนํ้า และบนภเู ขา ซึง่ สามารถแยกออกเปน็ ปา่ ดงดิบชนดิ ต่างๆ ดงั นี้

1.1 ปา่ ดิบช้นื (Moist Evergreen Forest)
เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มักจะพบ

กระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตร จากระดับนํ้าทะเล ไม้ท่ีสําคัญก็คือ ไม้ตระกูลยางต่างๆ เช่น ยางนา ยาง
เสยี น ส่วนไมช้ ้ันรอง คือ พวกไมก้ อ เชน่ กอนาํ้ กอเดือย

1.2 ป่าดบิ แล้ง (Dry Evergreen Forest)
เป็นป่าที่อยู่ในพ้ืนท่ีค่อนข้างราบมีความชุ่มช้ืนน้อย เช่น ในแถบภาคเหนือและภาค

ตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับนํ้าทะเลประมาณ 300-600 เมตร ไม้ที่สําคัญได้แก่ มะคาโมง ยางนา พยอม
ตะเคียนแดง กระเบากลัก และตาเสือ

1.3 ปา่ ดบิ เขา (Hill Evergreen Forest)
ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นท่ีสูง ๆ หรือบนภูเขาต้ังแต่ 1,000-1,200 เมตร ขึ้นไปจาก

ระดับนํ้าทะเล ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymnosperm ได้แก่ พวกไม้ขุนและสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอ
ข้นึ อยู่ พวกไมช้ ั้นทส่ี องรองลงมา ไดแ้ ก่ เปง้ สะเดาชา้ ง และขม้นิ ต้น

2. ป่าสนเขา (Pine Forest)
ป่าสนเขามักปรากฎอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพ้ืนท่ีซ่ึงมีความสูงประมาณ 200-1800 เมตร ข้ึน

ไปจากระดับนํ้าทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฎในพื้นท่ีสูง 200-300
เมตร จากระดับนํ้าทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ชนิดพันธุ์ไม้ที่สําคัญของป่าชนิดนี้
คอื สนสองใบ และสนสามใบ สว่ นไม้ชนิดอนื่ ที่ขึ้นอยดู่ ้วยไดแ้ ก่พนั ธุ์ไมป้ า่ ดิบเขา เช่น กอชนิดตา่ งๆ หรือพันธุ์ไม้ป่าแดง
บางชนิด คอื เต็ง รงั เหียง พลวง เปน็ ตน้

3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest)
บางทีเรียกว่า "ป่าเลนน้ําเค็ม”หรือป่าเลน มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแต่ละชนิดมีรากคํ้ายันและราก

หายใจ ป่าชนิดนปี้ รากฎอยู่ตามที่ดนิ เลนรมิ ทะเลหรอื บรเิ วณปากนํา้ แม่นาํ้ ใหญ่ๆ ซึง่ มีนํ้าเค็มทว่ มถงึ ในพืน้ ที่ภาคใตม้ อี ยู่
ตามชายฝ่ังทะเลท้ังสองด้าน ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอยู่ทุกจังหวัดแต่ที่มากที่สุดคือ บริเวณปากนํ้าเวฬุ อําเภอ
ลงุ จังหวดั จนั ทบรุ ี

พันธ์ุไม้ที่ข้ึนอยู่ตามป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธ์ุไม้ขนาดเล็กใช้ประโยชน์สําหรับการเผาถ่านและ
ทําฟืนไม้ชนิดที่สําคัญ คือ โกงกาง ประสัก ถ่ัวขาว ถั่วขํา โปรง ตะบูน แสมทะเล ลําพูนและลําแพน ฯลฯ ส่วนไม้พื้น
ลา่ งมกั เปน็ พวก ปรงทะเลเหงือกปลายหมอ ปอทะเล และเป้ง เปน็ ตน้

4. ป่าพรุหรอื ป่าบงึ นา้ํ จืด (Swamp Forest)

ป่าชนิดนี้มักปรากฎในบริเวณท่ีมีน้ําจืดท่วมมากๆ ดินระบายนํ้าไม่ดีป่าพรุในภาคกลาง มีลักษณะ
โปร่งและมีต้นไม้ข้ึนอยหู่ ่างๆ เช่น ครอเทยี น สนนุ่ จกิ โมกบ้าน หวายนา้ํ หวายโปรง่ ระกํา ออ้ และแขม ในภาคใต้ป่า
พรุมขี ึน้ อยู่ตามบรเิ วณทีม่ นี าํ้ ขงั ตลอดปดี นิ ป่าพรุทีม่ เี น้ือท่มี ากทสี่ ดุ อยู่ในบริเวณจังหวดั นราธวิ าสดินเปน็ พที ซ่งึ เป็นซาก
พืชผุสลายทับถมกัน เป็นเวลานานป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณซ่ึงเป็นพรุนํ้ากร่อยใกล้ชายทะเลต้น
เสม็ดจะข้ึนอยู่หนาแน่นพ้ืนที่มีต้นกกชนิดต่าง ๆ เรียก "ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด" อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้
ตา่ งๆ มากชนดิ ขนึ้ ปะปนกนั

ชนิดพันธุ์ไม้ที่สําคัญของป่าพรุ ได้แก่ อินทนิล นํ้าหว้า จิก โสกนํ้า กระทุ่มนํ้าภันเกรา โงงงันกะทั่ง
หนั ไม้พน้ื ล่างประกอบดว้ ย หวาย ตะคา้ ทอง หมากแดง และหมากชนิดอนื่ ๆ

5. ปา่ ชายหาด (Beach Forest)
เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล นํ้าไม่ท่วมตามฝั่งดินและชายเขาริม

ทะเล ตน้ ไม้สําคัญทีข่ ึน้ อยตู่ ามหาดชายทะเล ต้องเปน็ พชื ทนเคม็ และมกั มีลักษณะไม้เป็นพุ่มลักษณะต้นคดงอ ใบหนา
แข็ง ได้แก่ สนทะเล หูกวาง โพธ์ิทะเล กระทิง ตีนเป็ดทะเล หยีน้ํา มักมีต้นเตยและหญ้าต่างๆ ข้ึนอยู่เป็นไม้พ้ืน
ล่าง ตามฝ่ังดินและชายเขา มักพบไม้เกตลําบิด มะคาแต้ กระบองเพชร เสมา และไม้หนามชนิดต่างๆ เช่น ซิง
ซ่ี หนามหนั กําจาย มะดันขอ เปน็ ตน้

ป่าประเภททีผ่ ลัดใบ (Deciduous)
ต้นไม้ท่ีข้ึนอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจําพวกผลัดใบแทบทั้งส้ิน ในฤดูฝนป่าประเภทนี้จะมองดูเขียว
ชอุ่มพอถึงฤดูแล้งต้นไม้ ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบทําให้ป่ามองดูโปร่งข้ึน และมักจะเกิดไฟป่าเผาไหม้ใบไม้และต้นไม้
เล็กๆ ปา่ ชนิดสาํ คัญซง่ึ อย่ใู นประเภทน้ี ได้แก่
1. ปา่ เบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest)

ป่าผลัดใบผสม หรือป่าเบญจพรรณมีลักษณะเป็นป่าโปร่งและยังมีไม้ไผ่ชนิดต่างๆ ขึ้นอยู่
กระจัดกระจายท่ัวไปพื้นที่ดินมักเป็นดินร่วนปนทราย ป่าเบญจพรรณ ในภาคเหนือมักจะมีไม้สักข้ึนปะปนอยู่ท่ัวไป
ครอบคลุมลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก มีป่าเบญจพรรณ
น้อยมากและกระจัดกระจาย พันธ์ุไม้ชนิดสําคัญได้แก่ สัก ประดู่แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง ส้าน ยม หอม
ยมหิน มะเกลือ สมพง เก็ดดาํ เกด็ แดง ฯลฯ นอกจากน้มี ไี ม้ไผท่ ีส่ ําคญั เชน่ ไผป่ า่ ไผบ่ ง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร เปน็ ตน้

2. ปา่ เต็งรงั (Deciduous Dipterocarp Forest)
หรือที่เรียกกันว่าป่าแดง ป่าแพะ ป่าโคก ลักษณะท่ัวไปเป็นป่าโปร่ง ตามพื้นป่ามักจะมีโจด

ตน้ แปรง และหญ้าเพก็ พืน้ ทแ่ี หง้ แล้งดนิ ร่วนปนทราย หรือกรวด ลูกรัง พบอยู่ทั่วไปในท่ีราบและที่ภูเขา ในภาคเหนือ
ส่วนมากขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้นและแห้งแล้งมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้มากที่สุด ตาม
เนินเขาหรือท่ีราบดินทรายชนิดพันธ์ุไม้ที่สําคัญในป่าแดง หรือป่าเต็งรัง ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว
แต้ว มะค่าแต ประดู่ แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ สว่ นไม้พื้นล่างท่พี บมาก ได้แก่ มะพร้าวเต่า ปุ่ม
แป้ง หญา้ เพ็ก โจด ปรงและหญ้าชนดิ อืน่ ๆ

3. ป่าหญ้า (Savannas Forest)
ปา่ หญ้าทอ่ี ยู่ทุกภาคบริเวณป่าทถี่ กู แผว้ ถางทาํ ลายบริเวณพื้นดินทข่ี าดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง

หญ้าชนิดต่างๆ จึงเกิดข้ึนทดแทนและพอถึงหน้าแล้งก็เกิดไฟไหม้ทําให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย พ้ืนท่ีป่าหญ้าจึง
ขยายมากขน้ึ ทกุ ปี พืชท่พี บมากที่สุดในป่าหญ้าก็คือ หญา้ คา หญา้ ขนตาช้าง หญา้ โขมง หญา้ เพก็ และปุ่มแปง้ บริเวณที่
พอจะมีความชื้นอยู่บ้าง และการระบายน้ําได้ดีก็มักจะพบพงและแขมข้ึนอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟข้ึนอยู่ เช่น
ตับเต่า รกฟา้ ตานเหลอื ติ้วและแต้ว

ภาคผนวก ข.5

ช้ันคณุ ภาพลุ่มนํ้า

ชั้นคณุ ภาพลุ่มนา้ํ

1. การใช้ประโยชนท์ ีด่ นิ ในพื้นทชี่ ้นั คุณภาพลมุ่ น้าํ

การใชป้ ระโยชนท์ ด่ี ินในพ้ืนทลี่ ุ่มนา้ํ นอกจากจะต้องสอดคลอ้ งกบั การใช้ประโยชน์ที่ดินตามชั้นคุณภาพ
ลุ่มนํ้า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2534 แล้ว การใช้ประโยชน์ทรัพยากรและท่ีดินป่าไม้ใน
พ้ืนท่ีป่าสงวนแห่งชาติยังต้องปฏิบัติตาม “มาตรการการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและท่ีดินป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวน
แห่งชาต”ิ อกี ดว้ ย

ตามมติคณะรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 21 กุมภาพันธ์ 2538 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการส่ิงแวดล้อม
แหง่ ชาตเิ รือ่ งการกาํ หนดชนั้ คุณภาพลุ่มนํา้ มรี ายละเอียดดังนี้ คือ

1) พ้ืนที่ลุ่มนํ้าชั้นท่ี 1 หมายถึง พ้ืนท่ีภายในลุ่มน้ําท่ีควรจะต้องสงวนรักษาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ําลําธาร
โดยเฉพาะ เนื่องจากมลี ักษณะและสมบัติทอี่ าจมีผลกระทบทางส่ิงแวดล้อม จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ท่ีดินได้ง่าย
และรุนแรงไมว่ า่ พน้ื ทจ่ี ะมปี า่ หรอื ไมม่ ปี า่ ปกคลมุ ก็ตาม ในพ้ืนที่ลมุ่ นํ้าชนั้ ที่ 1 จะแบ่งออกเป็น 2 ระดบั ชัน้ ยอ่ ย คอื

1.1) พื้นท่ีลุ่มน้ําชั้น 1A หมายถึง พื้นที่ลุ่มนํ้าชั้นท่ี 1 ท่ียังคงมีสภาพป่าสมบูรณ์ปรากฏอยู่ในปี
พ.ศ.2525 ซ่ึงจาํ เป็นจะตอ้ งสงวนรกั ษาไวเ้ ปน็ พน้ื ที่ตน้ นํ้าลําธารและเป็นทรพั ยากรปา่ ไม้

1.2) พื้นทีล่ ุ่มนา้ํ ชัน้ ท่ี 1B หมายถงึ พน้ื ทลี่ ่มุ นํา้ ชั้นท่ี 1 ซึ่งสภาพป่าส่วนใหญ่ในพื้นที่ได้ถูกทําลาย
ดัดแปลง หรือเปล่ียนแปลงไปเพื่อพัฒนาการใช้ท่ีดินรูปแบบอื่น ก่อนหน้าปี พ.ศ.2525 และการใช้ที่ดินหรือการ
พฒั นารปู แบบตา่ งๆ ท่ีดาํ เนินการไปแล้วจะต้องมีมาตรการควบคุมเปน็ พเิ ศษ

2) พ้ืนท่ีลุ่มน้ําช้ันท่ี 2 หมายถึง พ้ืนท่ีภายในลุ่มน้ําซ่ึงมีค่าดัชนีชั้นคุณภาพลุ่มน้ําท่ีลักษณะทั่วไปมี
คณุ ภาพเหมาะตอ่ การเปน็ ต้นนาํ้ ลาํ ธารในระดบั รองลงมา และสามารถนํามาใชป้ ระโยชนเ์ พ่ือกิจการท่ีสําคัญได้ เช่น
การทําเหมอื งแร่ เป็นตน้

3) พนื้ ท่ลี ่มุ น้ําช้ันที่ 3 หมายถึง พ้ืนท่ีภายในลุ่มน้ําท่ีโดยทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งกิจกรรมทํา
ไม้ เหมอื งแร่ และปลกู พชื กสิกรรมประเภทไม้ยนื ต้น

4) พ้ืนท่ีลุ่มน้ําช้ันที่ 4 หมายถึง พ้ืนที่ภายในลุ่มนํ้า ซึ่งมีค่าดัชนีคุณภาพของลุ่มน้ําท่ีสภาพป่าได้ถูก
บกุ รุก แผว้ ถางเปน็ ที่ใช้ประโยชน์เพื่อกจิ การพืชไร่เป็นส่วนมาก

5) พ้ืนท่ีลุ่มนํ้าช้ันที่ 5 หมายถึง พื้นที่ภายในลุ่มน้ํา ลักษณะโดยทั่วไปเป็นท่ีราบหรือที่ลุ่ม หรือเนิน
ลาดเอียงเล็กน้อยและส่วนใหญ่ป่าไม้ได้ถูกบุกรุกแผ้วถางเพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะทํานาและ
กจิ การอืน่ ๆ ไปแลว้

ประเภทชน้ั คณุ ภาพล่มุ นํา้

WSHD_TYPE TYPE_DESC
1A ความลาดชนั สูง เป็นป่าสมบรู ณก์ ่อนปี 2525
1AM ความลาดชนั สงู เปน็ ปา่ สมบูรณก์ อ่ นปี 2525 มกี ารทาํ เหมอื ง
1AR ความลาดชันสูง เปน็ ป่าสมบรู ณก์ ่อนปี 2525 มกี ารปลกู ยางพารา
1B ความลาดชนั สงู เปน็ ป่าสมบูรณ์ แต่มกี ารบกุ รกุ ก่อนปี 2525
1BM ความลาดชันสูง เป็นปา่ สมบูรณ์ แตม่ ีการบกุ รกุ ก่อนปี 2525 มีการทําเหมอื ง
1BR ความลาดชนั สงู เปน็ ปา่ สมบูรณ์ แต่มกี ารบกุ รกุ กอ่ นปี 2525 มีการปลกู ยางพารา
2 ความลาดชันคอ่ นขา้ งสงู
2A ความลาดชันคอ่ นขา้ งสงู เป็นปา่ สมบูรณ์ กอ่ นปี 2525
2B ความลาดชันคอ่ นข้างสงู แต่มกี ารบกุ รกุ ก่อนปี 2525
3 ความลาดชนั สงู
3A ความลาดชนั สงู เป็นปา่ สมบรู ณ์ ก่อนปี 2525
3B ความลาดชนั สูง แตม่ ีการบกุ รกุ ก่อนปี 2525
4 ความลาดชันต่ํา ปา่ ถกู บกุ รกุ
4A ความลาดชนั ต่ํา เป็นป่าสมบูรณ์ก่อนปี 2525
4B ความลาดชนั ตํ่า แต่มีการบกุ รกุ กอ่ นปี 2525
5 ความลาดเอยี งน้อย
5A ความลาดเอยี งน้อย เป็นปา่ สมบรู ณก์ อ่ นปี 2525
5B ความลาดเอยี งน้อย แตม่ ีการบกุ รกุ ก่อนปี 2525
N ไม่มขี ้อมลู
W แหล่งนํ้า

มาตรการการใช้ทดี่ ินในลุ่มนํ้า

WSHD_TYPE LU_CONTROL
1A ป่าตน้ นาํ้ ลําธาร หา้ มมกี ารใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งอน่ื
1AM ปา่ ต้นน้ําลําธาร ห้ามมกี ารใช้ประโยชน์อย่างอน่ื
1AR ป่าตน้ นา้ํ ลาํ ธาร หา้ มมกี ารใช้ประโยชน์อย่างอนื่
1B ปา่ ตน้ นาํ้ ลาํ ธาร และควบคุมการใช้ประโยชน์เปน็ พเิ ศษ
1BM ป่าต้นนาํ้ ลําธาร และควบคุมการใช้ประโยชน์เปน็ พเิ ศษ
1BR ปา่ ต้นนํ้าลาํ ธาร และควบคุมการใช้ประโยชนเ์ ปน็ พเิ ศษ
2 ทาํ เหมืองแร่ สวนยางพารา หรอื พชื ทม่ี ีความมน่ั คงตอ่ เศรษฐกจิ
2A ทําเหมอื งแร่ สวนยางพารา หรอื พืชทม่ี ีความมนั่ คงตอ่ เศรษฐกจิ
2B ทาํ เหมอื งแร่ สวนยางพารา หรอื พืชที่มคี วามมนั่ คงตอ่ เศรษฐกจิ
3 ทาํ ไม้ เหมืองแร่ ถ้าดนิ ตืน้ ปลกู ปา่ และทุ่งหญา้ ถ้าดินลึกปลูกไมผ้ ล
3A ทําไม้ เหมืองแร่ ถ้าดินต้นื ปลูกปา่ และท่งุ หญ้า ถ้าดินลกึ ปลกู ไมผ้ ล
3B ทําไม้ เหมืองแร่ ถ้าดินต้ืนปลกู ปา่ และทุง่ หญา้ ถา้ ดินลึกปลกู ไม้ผล
4 ทําไม้ เหมอื งแร่ ถ้าดินลกึ ลาดชนั มากปลกู ไมผ้ ล ลาดชนั น้อยปลูกพชื
4A ทาํ ไม้ เหมอื งแร่ ถ้าดินลกึ ลาดชนั มากปลกู ไมผ้ ล ลาดชันนอ้ ยปลูกพืช
4B ทาํ ไม้ เหมืองแร่ ถ้าดินลกึ ลาดชนั มากปลูกไม้ผล ลาดชันนอ้ ยปลกู พืช
5 ทําไม้ เหมอื งแร่ ไม้ผล ทงุ่ หญา้ พืชไร่ ข้าว
5A ทาํ ไม้ เหมืองแร่ ไม้ผล ทุ่งหญ้า พืชไร่ ขา้ ว
5B ทาํ ไม้ เหมอื งแร่ ไม้ผล ท่งุ หญ้า พชื ไร่ ขา้ ว
N ไมม่ ีข้อมูล
W แหลง่ นา้ํ

2. หลกั เกณฑก์ ารกาํ หนดช้ันคณุ ภาพล่มุ นาํ้

จากมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการกําหนดช้ันคุณภาพนํ้า (กองประสานการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2539) ได้มีการกําหนดช้ันคุณภาพลุ่มนํ้าโดยจําแนกความสําคัญของพ้ืนท่ีใน
เขตล่มุ นา้ํ อันจะนําไปส่กู ารกําหนดเขตแนวทางการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละเขตพ้ืนท่ีให้เป็นไปตามหลักการ
อนุรักษ์และการจัดการส่ิงแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพและสะดวกในทางปฏิบัติ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วลุ่มนํ้าแต่ละลุ่ม
จะมีลักษณะและศักยภาพของส่ิงแวดล้อมแตกต่างกันไปตามสภาพความสูง ความชัน ลักษณะพ้ืนที่ ลักษณะหิน
ลักษณะดิน และสภาวะอากาศ ดังนั้นการกําหนดชั้นคุณภาพลุ่มนํ้า จึงเป็นการกําหนดลักษณะและศักยภาพของ
ส่ิงแวดล้อมให้ปรากฎขอบเขตได้แน่ชัดตามลักษณะดังกล่าว หรือกล่าวได้ว่า เป็นการแบ่งเขตของทรัพยากรตาม
ลักษณะทางกายภาพของพื้นท่ี และศักยภาพของทรัพยากรเอง เพ่ือช่วยกําหนดการใช้ทรัพยากร การควบคุม
มลพิษและเป็นแนวทางวางแผนการใช้ที่ดินอีกด้วย (สํานักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, 2533) ซ่ึง
หลักการน้ีสามารถนํามาประยุกต์ใชใ้ นการบริหารลุ่มน้าํ เพอ่ื การวางแผนการจดั การทรพั ยากรแหล่งน้ําได้เป็นอย่าง
ดี

ตวั แปรทใ่ี ชใ้ นการกําหนดชนั้ คณุ ภาพลุ่มน้ําของลุม่ น้าํ ประกอบด้วย
1) ความลาดชัน (Slope)
2) ความสูง (Elevation)
3) ลักษณะภมู ปิ ระเทศ (Landform)
4) ลกั ษณะหนิ (Geology)
5) ลักษณะดนิ (Soil)
6) การปกคลมุ ของพน้ื ทีป่ ่าไม้ (Forest)
คา่ ดชั นชี น้ั คณุ ภาพลุม่ นาํ้ (WSC) ทค่ี าํ นวณไดจ้ ากตัวแปรขา้ งต้น นํามากาํ หนดชว่ งคะแนนสาํ หรับแต่
ละช้นั ลุ่มนํา้ ไวด้ งั น้ี
ลุ่มน้าํ ชัน้ ที่ 1 มีค่า WSC นอ้ ยกว่า 1.55
ลุม่ นํา้ ชั้นที่ 2 มีคา่ WSC 1.55 - 2.55
ลุ่มน้ําช้ันที่ 3 มีคา่ WSC 2.55 – 3.55
ลุม่ น้าํ ชน้ั ที่ 4 มคี ่า WSC 3.55 – 4.75
ลมุ่ นํา้ ช้นั ที่ 5 มคี ่า WSC มากกวา่ 4.75
สาํ นักงานคณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ (2533) ได้แบ่งพื้นที่ลุ่มน้ําออกเป็น 5 ระดับช้ันคุณภาพ
ลุ่มนํ้า ตามลําดับความสําคัญในการควบคุมระบบนิเวศของลุ่มนํ้า โดยอาศัยผลจากสมการข้างต้น ซ่ึงรายละเอียด
ของแต่ละชั้นคุณภาพลมุ่ น้ํา สรุปไดด้ งั น้ี
1) พ้ืนที่ลุ่มนํ้าชั้นท่ี 1 ได้แก่ พ้ืนท่ีภายในลุ่มนํ้าท่ีควรต้องสงวนรักษาไว้เป็นพ้ืนท่ีต้นน้ําลําธาร
โดยเฉพาะ เนอื่ งจากมีลักษณะและคุณสมบัติท่ีอาจมีผลกระทบด้านส่ิงแวดล้อมจากการเปล่ียนแปลงการใช้ที่ดินได้
ง่าย และรุนแรง โดยมีค่า WSC น้อยกว่า 1.55 ไม่ว่าพ้ืนท่ีจะมีป่า หรือไม่มีป่าปกคลุมก็ตาม พ้ืนที่ลุ่มนํ้าชั้นที่ 1
แบ่งเป็น 2 ระดับย่อย ไดแ้ ก่

- พ้ืนที่ลุ่มนาํ้ ชัน้ ท่ี 1 เอ หมายถงึ พ้นื ทลี่ ุ่มนา้ํ ช้นั ที่ 1 ที่ยังคงมสี ภาพปา่ สมบรู ณป์ รากฏอยู่ใน
ปี 2525 ซ่ึงมคี วามจาํ เป็นตอ้ งสงวนรกั ษาไวเ้ ป็นพ้นื ทตี่ น้ นํา้ ลําธาร และเปน็ ทรัพยากรป่าไม้
ของประเทศ

- พื้นท่ีลุ่มน้ําช้ันท่ี 1 บี หมายถึง พ้ืนท่ีลุ่มน้ําช้ันท่ี 1 ซ่ึงสภาพป่าส่วนใหญ่ในพ้ืนที่ได้ถูก
ทําลาย ดัดแปลง หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปเพ่ือการใช้ท่ีดินในรูปแบบอ่ืน ๆ ก่อนปี 2525
และการใชท้ ีด่ ินที่ดําเนินการไปแล้วจะตอ้ งมมี าตรการควบคุมเปน็ พิเศษ

2) พื้นทลี่ ่มุ นา้ํ ชน้ั ที่ 2 หมายถึงพื้นทีภ่ ายในล่มุ น้ํา ซง่ึ มคี ่า WSC อยรู่ ะหว่าง 1.55-2.55 โดยทั่วไปมี
คณุ สมบัติตอ่ การเปน็ ตน้ นาํ้ ลาํ ธารในระดบั รองลงมา และสามารถนาํ มาใชป้ ระโยชนเ์ พื่อกิจการที่สําคัญ เช่น เหมือง
แร่ เป็นตน้

3) พื้นที่ลุ่มนํ้าช้ันที่ 3 หมายถึงพ้ืนที่ภายในลุ่มน้ํา ซึ่งมีค่า WSC อยู่ระหว่าง 2.55-3.55 พื้นที่
โดยทว่ั ไปสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งกิจการทาํ ไม้ เหมืองแร่และเพือ่ กสิกรรมประเภทไม้ผลยืนตน้

4) พน้ื ท่ีลุ่มนํ้าช้ันท่ี 4 หมายถึงพื้นที่ภายในลุ่มนํ้า ซึ่งมีค่า WSC อยู่ระหว่าง 3.55-4.75 และสภาพ
ป่าไดถ้ กู บกุ รุก แผว้ ถางเปน็ ทใี่ ช้ประโยชนเ์ พอ่ื กจิ การพืชไร่เปน็ สว่ นมาก

5) พื้นท่ีลุ่มนํ้าชั้นท่ี 5 หมายถึงพื้นที่ภายในลุ่มน้ํา ซ่ึงมีค่า WSC มากกว่า 4.75 ข้ึนไป ลักษณะ
โดยทั่วไปภายในพ้ืนท่ีลุ่มน้ําเป็นที่ราบ หรือท่ีลุ่ม หรือเป็นที่ลาดเอียงเล็กน้อย และส่วนใหญ่ป่าได้ถูกบุกรุกแผ้วถาง
เพือ่ ใชป้ ระโยชน์ด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทํานาและกจิ กรรมอนื่ ๆ ไปแลว้

3. มาตรการการใชท้ ่ดี ิน

1) มาตรการการใช้ทีด่ ินในพื้นทลี่ มุ่ นํ้าช้นั ท่ี 1A
(1) ในพ้ืนที่ลุ่มน้ําช้ันนี้ไม่ให้มีการใช้พื้นท่ีในทุกกรณี ท้ังนี้เพ่ือรักษาไว้เป็นพื้นท่ีต้นน้ําลําธาร
อยา่ งแทจ้ ริง
(2) ให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องบํารุงรักษาป่าธรรมชาติท่ีมีอยู่ และระงับการอนุญาตทําไม้โดย
เด็ดขาด และให้ดาํ เนินการป้องกันการลักลอบตดั ไมท้ ําลายป่าอยา่ งเขม้ งวดกวดขนั
(3) ถ้าหากภายหลังสํารวจพบว่า พื้นที่ใดเป็นท่ีรกร้างว่างเปล่า หรือพ้ืนท่ีท่ีถูกบุกรุกแผ้วถาง
ให้หนว่ ยงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ งดําเนินการปลูกปา่ ทดแทนตอ่ ไป
(4) บริเวณใดท่ีมีราษฎรอาศัยอยู่ด้ังเดิมก่อนปี 2525 ให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องดําเนินการ
โยกย้ายราษฎรเหล่านั้นออกจากพื้นท่ี และจัดท่ีทํากินให้เพ่ือมอให้มีการบุกรุกและทําลาย
ปา่ ให้ขยายขอบเขตออกไปอีก
(5) ถ้าหากภายหลังสํารวจพบว่า พื้นที่ใดมีราษฎรบุกรุกเข้าไปต้ังถ่ินฐานอยู่ภายหลังปี 2525
ให้หน่วยงานทเี่ กย่ี วขอ้ งพจิ ารณาอพยพโยกยา้ ยราษฎรเหลา่ นั้นออกจากพน้ื ท่ี

2) มาตรการการใชท้ ่ีดินในพ้นื ทล่ี ุ่มนํ้าชั้นท่ี 1B
(1) พื้นท่ีใดที่มีการเปลี่ยนสภาพเพ่ือประกอบการเกษตรกรรม (ไม่รวมการปลูกป่า) รูปแบบ
ต่างๆ ไปแล้ว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาดําเนินการกําหนดการใช้ท่ีดินให้
สอดคลอ้ งกับนโยบายของรฐั ทง้ั ด้านเศรษฐกจิ สงั คม และสงิ่ แวดล้อม
(2) บริเวณที่ได้รับการพัฒนาเพื่อทําแหล่งพักผ่อนหย่อนใจรูปแบบต่างๆไปแล้ว หากจะมีการ
ปรับปรุงเปล่ียนแปลงใด จะต้องดําเนินการวางแผนการใช้ท่ีดินให้สอดคล้องกับสภาพ
ธรรมชาติในลักษณะท่ีเอื้ออํานวยต่อการรักษาดุลยภาพของลักษณะทางนิเวศวิทยาและ
การอนรุ ักษ์ธรรมชาติ
(3) บริเวณพื้นท่ีใดซ่ึงเป็นท่ีรกร้างว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์แล้ว ให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง
ดําเนนิ การปลกู ปา่ พืน้ ฟูสภาพตน้ นา้ํ ลาํ ธารอย่างรีบด่วน
(4) ในกรณีที่ต้องมีการก่อสร้างถนนผ่านเข้าไปในพื้นท่ีลุ่มนํ้าชั้นน้ี หรือการทําเหมืองแร่
หน่วยงานท่ีรับผิดชอบในโครงการจะต้องดําเนินการควบคุมการชะล้างพังทลายของดินที่
เกิดข้ึนบริเวณโครงการ เนื่องจากการปฏิบัติการในระหว่างดําเนินการและภายหลังเสร็จ
ส้ินโครงการ มิให้ลงสู่แหล่งน้ําจนทําให้เกิดอันตรายแก่สัตว์นํ้าและไม่สามารถนํามาอุปโภค
และบรโิ ภคได้
(5) ในกรณีท่ีส่วนราชการใดมีความจําเป็นต้องใช้ที่ดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในโครงการท่ีมี
ความสําคัญต่อเศรษฐกิจและความม่ันคงของชาติแล้ว ให้ส่วนราชการเจ้าของโครงการ

ดังกล่าว นําโครงการนั้นเสนอหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องและจัดทํารายงานการวิเคราะห์
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา
ต่อไป
(6) ในกรณที ม่ี ีความจาํ เป็นต้องอนญุ าตให้ประทานบตั รหรือต่ออายุประทานบัตรการทาํ เหมือง
แร่ ใหก้ ระทรวงอตุ สาหกรรมพิจารณาเสนอตอ่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติเปน็ ราย ๆ ไป
3) มาตรการการใช้ที่ดินในพ้ืนท่ลี ุ่มนํา้ ชน้ั ที่ 2
(1) การใช้พื้นที่ทํากิจการป่าไม้ เหมืองแร่ หรือกิจกรรมอื่นที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจและ
ความม่ันคงของประเทศอย่างแท้จริงและได้รับการรับรองจากหน่วยงานท่ีรับผิดชอบแล้ว
ว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือหาพื้นที่ดําเนินการท่ีอ่ืนได้ ควรอนุญาตให้ได้ แต่จะต้องมีการ
ควบคุมวิธีการปฏิบัติในการใช้ที่ดินเพ่ือการนั้น ๆ อย่างเข้มงวดกวดขัน และเป็นไปตาม
ระเบียบปฏิบัติของทางราชการเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่ต้นน้ําลําธารและพื้นที่
ตอนลา่ งอย่างเดด็ ขาด
(2) การใช้ทีด่ นิ เพอ่ื กิจการทางดา้ นเกษตรกรรม ควรหลกี เลย่ี งอย่างเด็ดขาด
(3) ให้หน่วยงานทเี่ ก่ียวข้องดาํ เนนิ การปลูกป่าในบรเิ วณที่ถูกทําลายโดยรีบดว่ น
4) มาตรการการใช้ทด่ี ินในพ้นื ทล่ี ่มุ นํ้าชน้ั ที่ 3
(1) การใช้พ้ืนที่ทาํ กจิ การป่าไม้ เหมอื งแร่ เกษตรกรรมหรอื กิจการอื่นๆ อนุญาตให้ได้ แตต่ ้องมี
การควบคมุ วธิ กี ารปฏิบตั อิ ย่างเขม้ งวดใหเ้ ป็นไปตามหลักอนุรักษ์ดินและน้าํ
(2) การใชท้ ี่ดนิ เพ่ือการเกษตรกรรม
- บริเวณดนิ ท่ีลกึ นอ้ ยกว่า 50 ซม. ที่ไม่เหมาะสมกับกิจการทางเกษตรกรรม สมควรใช้

เป็นพ้นื ที่ปา่ ไม้หรือทุง่ หญ้าเล้ยี งสตั ว์
- บริเวณที่มีดินลึกมากกว่า 50 ซม. ให้ใช้เป็นบริเวณที่ปลูกไม้ผล ไม้เศรษฐกิจและพืช

เศรษฐกิจยืนต้นอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมแต่ต้องใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ําท่ี
ถกู ต้อง
5) มาตรการการใช้ท่ดี นิ ในพืน้ ทีล่ ุ่มนํ้าชัน้ ที่ 4
(1) การใช้พื้นท่ีทําป่าไม้ เหมืองแร่ และกิจการอื่นๆ ให้อนุญาตได้ตามปกติ โดยให้ถือปฏิบัติ
ตามระเบียบของทางราชการโดยเครง่ ครัด
(2) การใชท้ ่ีดนิ เพอื่ การเกษตรกรรม
- บรเิ วณท่ีมคี วามลาดชนั 18-25 เปอร์เซ็นตแ์ ละดินลึกน้อยกวา่ 50 ซม. สมควรใช้เป็น
พนื้ ทปี่ า่ ไมแ้ ละไม้ผลโดยมกี ารวางแผนการใชท้ ่ดี ินตามมาตรการอนรุ ักษด์ นิ และน้าํ
- บริเวณที่มีความลาดชันระหว่าง 6-18 เปอร์เซ็นต์ ควรจะใช้เพาะปลูกพืชไร่ นา ไม้
เศรษฐกจิ อนื่ ๆ โดยมมี าตรการอนรุ กั ษ์ดนิ และน้ํา
6) มาตรการการใชท้ ่ีดินในพ้นื ทีล่ มุ่ นา้ํ ชนั้ ที่ 5
(1) การใช้พ้ืนที่ทาํ กจิ การป่าไม้ เหมอื งแร่ เกษตรกรรม และกจิ การอ่ืนๆ ให้อนุญาตไดต้ ามปกติ
(2) การใช้ทดี่ ินเพอ่ื การเกษตรกรรม
- บรเิ วณทม่ี ีดินลกึ น้อยกวา่ 50 ซม. ควรใช้เป็นพ้ืนท่ีในการปลูกพืชไร่ ป่าเอกชน ไม้ผล
และทุ่งหญา้ เลย้ี งสตั ว์ หรือไม่ก็ใช้เป็นทีพ่ กั ผอ่ นหยอ่ นใจ
- บริเวณที่มีดินลึกมากกว่า 50 ซม. ควรใช้เป็นพ้ืนท่ีปลูกข้าวและพืชไร่ และต้อง
ระมดั ระวงั ดแู ลรกั ษาอยา่ งสม่ําเสมอ


Click to View FlipBook Version