The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชนัดดา แสงจันทร์, 2020-06-28 11:28:41

ลุ่มน้ำน่าน

ระบบน้ำน่าน

การดาํ เนนิ การดา้ นการรวบรวมข้อมูลและวเิ คราะห์ข้อมูล ลมุ่ นํ้านา่ น
โครงการพฒั นาระบบคลงั ข้อมลู 25 ล่มุ น้ํา และแบบจําลองนา้ํ ทว่ มน้ําแล้ง บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบริหารจดั การลุ่มนาํ้

สามารถดําเนินการได้ท้ังหมดเนื่องจากน้ําต้นทุนไม่เพียงพอ นอกจากจะมีการผันน้ํามาเพ่ิมเติมปริมาณนํ้า
ต้นทนุ ให้กับอ่างเก็บนาํ้ เขื่อนสิริกติ ิ์เสยี ก่อน

3. การพัฒนาโครงการขนาดกลางและขนาดเล็ก สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ําได้
เฉพาะจุดของลุ่มนํ้าสาขาเท่าน้ัน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในภาพรวมของลุ่มน้ําหรือลําน้ําสายหลักได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ และมีความม่ันคงของปริมาณน้ําต้นทุนไม่สูง มีโอกาสขาดแคลนนํ้าได้ในปีท่ีปริมาณฝนตกบนพื้นท่ี
รับนํา้ ของอา่ งเก็บนํ้านอ้ ย

4. การปรับปรุงเพ่ิมประสิทธิภาพโครงการชลประทาน จะช่วยประหยัดปริมาณน้ําต้นทุนได้ส่วน
หนงึ่ ซึ่งจะทําใหส้ ามารถเพม่ิ พื้นทเ่ี พาะปลูกฤดูแลง้ ได้

5. การผนั นา้ํ ขา้ มลมุ่ นาํ้ จากต่างประเทศยงั ตอ้ งศกึ ษาวเิ คราะห์เปรียบเทียบกันในทางเลือกต่างๆ
เพื่อสรปุ ทางเลือกทีเ่ หมาะสมกบั งบประมาณการลงทุน จึงยังคงอยูใ่ นแผนระยะยาว

6. พ้ืนท่ีเกษตรท่ีอยู่ในพื้นท่ีสูง ส่วนใหญ่ไม่มีศักยภาพในการพัฒนาระบบชลประทาน จึงต้อง
ปรับระบบการเพาะปลูกให้เหมาะสม โดยการปรับวิธีการปลูกพืช การปรับระบบการปลูกพืชและมีมาตรการ
อนุรักษด์ ินและนา้ํ เสริมด้วย

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของลุ่มน้ําน่านแบบบูรณาการ มีท้ังหมด 5 ยุทธศาสตร์
10 กลยทุ ธ์ คอื

ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 1 ดา้ นการบรหิ ารจดั การ (1 กลยทุ ธ์)
ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 ด้านจัดหาและพฒั นา (2 กลยุทธ์)
ยุทธศาสตรท์ ่ี 3 ดา้ นเพิ่มประสทิ ธิภาพการจดั การนาํ้ (4 กลยุทธ์)
ยทุ ธศาสตร์ที่ 4 ด้านบรรเทาอุทกภยั (2 กลยทุ ธ์)
ยุทธศาสตร์แต่ละด้านจะกําหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ และมาตรการในการดําเนินการเพื่อให้
บรรลวุ ัตถปุ ระสงคใ์ นแตล่ ะยุทธศาสตรแ์ ละเป็นกรอบในการพจิ ารณาวางโครงการเพ่ือแก้ไขปญั หาต่างๆ ดงั น้ี

1. ยุทธศาสตรท์ ่ี 1 ด้านบริหารจดั การ มี 1 กลยุทธ์

กลยทุ ธท์ ี่ 1 การเสรมิ สร้างความสามารถขององคก์ ร

หลักการและเหตุผล การบริหารจัดการลุ่มนํ้าโดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมอย่างถ้วน
หน้า โปร่งใสและเป็นธรรม โดยกระบวนการ กลไกและองค์กรท่ีมีประสิทธิภาพ การรณรงค์เพ่ือสร้างจิตสํานึก
การฝึกอบรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการ โดยมุ่งเพ่ิมขีดความสามารถ (Capacity
Building) และการเพ่ิมอํานาจ (Empowerment) ให้แก่ผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสียภายใต้บทบาท หน้าที่ และการพัฒนา
กฎระเบยี บทเ่ี หมาะสมเพอ่ื รองรบั การพัฒนา โดยหลกั การบริหารจดั การทีด่ ีหรือ Good Governance

กลมุ่ เปา้ หมาย ได้แก่
1) ทรัพยากรน้ําภาคและทรัพยากรนาํ้ จงั หวดั คณะทํางานระดบั ลุ่มนํา้
2) หน่วยงานราชการท่เี กีย่ วข้องดา้ นทรพั ยากรน้าํ และสง่ิ แวดลอ้ ม
3) องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ เพอ่ื สามารถจัดทําฐานขอ้ มูลพ้นื ฐานระดบั ท้องถิน่
4) กลุ่มผู้ใช้น้ําท้ังด้านอุปโภคบริโภคและการเกษตรกรรมในเขตชลประทานเพ่ือให้มี

จติ สาํ นึกในการบรหิ ารจดั การน้าํ
5) เกษตรกรนอกเขตชลประทาน

ตัวช้ีวดั
1) มแี ผนการบรหิ ารลุ่มนํา้ แบบบรู ณาการประจาํ ปีและมีการติดตามประเมนิ ผล

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 87

การดําเนินการดา้ นการรวบรวมขอ้ มูลและวเิ คราะหข์ อ้ มูล ลุ่มนํ้านา่ น
โครงการพัฒนาระบบคลังขอ้ มูล 25 ลมุ่ นํ้า และแบบจาํ ลองนาํ้ ทว่ มนํ้าแลง้ บทที่ 5 ยทุ ธศาสตร์และการบรหิ ารจัดการล่มุ น้ํา

2) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ําอย่างเป็นระบบ เช่น มีการจัดตั้งกลุ่มองค์กร
สหกรณ์ สมาพันธ์ หรอื มเี ครอื ขา่ ยในการดําเนินการ ตรวจสอบและควบคุม

3) มีข้อมลู พ้ืนฐานท่สี ามารถใช้วางแผนบรหิ ารจัดการน้ําได้
4) ปญั หาระบบประปาหมบู่ า้ นชํารดุ เสียหายนอ้ ยลง
5) ไม่มีปัญหาการขาดแคลนนํ้าในฤดูฝนและเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งเป็น 10% ภายใน

5 ปี และเพ่ิมเปน็ 30 %ใน 20 ปี ในโครงการชลประทานขนาดกลาง
6) สารเคมใี นการเกษตรเจือปนในลาํ นา้ํ ลดลง
7) การจ่ายค่าบรกิ ารบาํ บดั นาํ้ เสีย
8) ลดปัญหาการขาดแคลนน้าํ ในพนื้ ที่เกษตรนอกเขตชลประทาน

ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ ับ
1) คณะทํางานระดับลุ่มนํ้าสามารถจัดทําแผนการบริหารลุ่มน้ําแบบบูรณาการและสามารถ

ติดตามประเมนิ ผลได้
2) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องด้านทรัพยากรน้ําและสิ่งแวดล้อมสามารถให้ความรู้หรือ

ฝึกอบรมแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและกลุ่มผู้ใช้น้ําท้ังด้านอุปโภค-บริโภคและ
การเกษตร
3) ประชาชนและกลุ่มผู้ใช้น้ํามีจิตสํานึกในการใช้น้ําอย่างประหยัดและบริหารจัดการนํ้า
ร่วมกัน
4) สามารถเพิ่มน้ําต้นทุนได้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้นํ้าของเกษตรกรในพื้นท่ี
โครงการชลประทาน
5) เกษตรกรนอกเขตชลประทาน สามารถพ่งึ พาตวั เองตามแนวเศรษฐกิจพอเพยี ง

กจิ กรรมในการดาํ เนินงาน ประกอบด้วย
1) งานเตรียมฐานข้อมูลเพ่ือใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการน้ํา คือ โครงการจัดทํา

ทะเบียนกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ํา เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการนํ้าให้เหมาะสมใน
แต่ละพน้ื ท่ตี ําบล
2) การติดตามและประเมินผลงานที่ได้ทําไปแล้วในลุ่มนํ้าน่านและโครงการท่ีอาจส่งผล
กระทบต่อสิ่งแวดลอ้ ม และคณุ ภาพน้ํา
3) งานประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการนํ้าและมี
ส่วนรว่ มในการรกั ษาคณุ ภาพน้าํ และสิ่งแวดลอ้ ม
4) การสร้างหลักสูตรในเรื่องทรัพยากรนํ้าเพ่ือการเรียนการสอนในโรงเรียนและ
สถาบันการศึกษาต่างๆ
5) งานจดั ตงั้ เครือขา่ ยกลุ่มอนรุ กั ษ์ และกลมุ่ ผู้ใชน้ าํ้
6) งานฝกึ อบรมใหท้ กุ ฝ่ายมีความรู้และความเขา้ ใจในการบริหารจัดการนา้ํ

ผู้รับผิดชอบ กรมทรัพยากรน้ํา/กรมชลประทาน/สํานักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อม/กรมควบคุมมลพิษ/กรมโรงงานอุตสาหกรรม/กรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อม/กรมวิชาการ
เกษตร/กระทรวงศึกษาธกิ าร/องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 88

การดาํ เนินการด้านการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะห์ข้อมูล ลมุ่ นํ้านา่ น
โครงการพัฒนาระบบคลังข้อมลู 25 ล่มุ นํา้ และแบบจําลองน้าํ ท่วมนํา้ แล้ง บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบริหารจดั การลุ่มนาํ้

2. ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 ดา้ นจัดหาและพฒั นา มี 2 กลยทุ ธ์

กลยทุ ธท์ ี่ 2 ก่อสรา้ งระบบประปาท่เี หมาะสม
หลักการและเหตุผล ในปัจจุบันมีการเพ่ิมขึ้นของประชากร และการส่งเสริมให้ราษฎรมี
คุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน ทําให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ําสะอาดเพ่ือการอุปโภคบริโภคเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึง
จําเป็นต้องมีการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน รวมถึงการพัฒนาแหล่งเก็บนํ้าดิบท่ีเหมาะสม และเพียงพอในฤดู
แลง้ เพอ่ื ใชใ้ นการอปุ โภคบริโภค

พน้ื ทเี่ ปา้ หมายในการดําเนินการ ประกอบดว้ ย
1) ก่อสรา้ งระบบประปาหมบู่ ้านท่ีเหมาะสมรวมถงึ แหล่งเกบ็ นาํ้ ดบิ ทพี่ อเพียง

ตวั ช้ีวัด
1) ทุกหมบู่ ้านมนี ํ้าประปาใช้

ผลท่ีคาดวา่ จะได้รบั
1) ทุกหมบู่ ้านมนี ้ําประปาใชอ้ ยา่ งเพยี งพอและสะอาด

กจิ กรรมดําเนินการ กิจกรรมในการดําเนนิ งาน ประกอบด้วย
1) กอ่ สรา้ งระบบประปาหมูบ่ ้าน

ผ้รู บั ผิดชอบ กรมทรพั ยากรนํา้ /การประปาส่วนภมู ภิ าค//องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่

กลยทุ ธท์ ี่ 3 การพัฒนาแหล่งนา้ํ ขนาดใหญ่ กลางและเลก็
หลักการและเหตุผล ปัจจุบันลุ่มน้ําน่านมีการพัฒนาโครงการชลประทานประมาณ 2.22 ล้าน
ไร่ คิดเป็นร้อยละ 29.7 ของพื้นที่ถือครองการเกษตร ยังเหลือพ้ืนที่ถือครองการเกษตรอีก 5.25 ล้านไร่ ซึ่งใน
จํานวนนี้มีพื้นที่ที่เหมาะกับการพัฒนาระบบชลประทานอีกประมาณ 1.5 ล้านไร่ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับปริมาณนํ้า
ต้นทุน ส่วนพ้ืนที่ท่ีเหลือไม่เหมาะสมกับการพัฒนาระบบชลประทาน ซ่ึงส่วนใหญ่ใช้นํ้าฝนในการเกษตร ดังน้ัน
เพ่ือแก้ปัญหาการขาดแคลนนํ้าเพื่อการเกษตรและบรรเทาปัญหาน้ําท่วม จึงจําเป็นต้องก่อสร้างโครงการด้าน
พัฒนาแหล่งนํ้าต่างๆ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ กลางและเล็ก ที่ใช้น้ําใน
ลุ่มน้ํา ซึ่งมีผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มนอ้ ย

พืน้ ท่เี ปา้ หมายในการดําเนนิ การ ประกอบด้วย
1) โครงการขนาดใหญท่ ่ีสามารถดําเนนิ การไดโ้ ดยไม่มผี ลกระทบส่ิงแวดล้อมมาก
2) โครงการขนาดกลางที่มศี ักยภาพท้ัง 23 อา่ งเก็บนํ้า
3) โครงการระดบั ทอ้ งถน่ิ ท่ีเหมาะสม เชน่ โครงการฝายคอนกรีตและฝายยาง เปน็ ต้น
4) สนับสนุนการขุดสระนํ้าในไร่นาของเกษตรกร ให้มีในพ้ืนท่ีแหล่งน้ําที่สามารถเก็บกักน้ํา

ในฤดฝู นไว้ใชไ้ ด้ตลอดฤดูแล้งอย่างเพียงพอและทั่วถงึ นอกเขตชลประทาน

ตวั ชี้วัด
1) สามารถเพิม่ พ้ืนที่ชลประทานได้ ไม่นอ้ ยกว่า 1,000,000 ไร่ ภายใน 20 ปี
2) สามารถเพิม่ พืน้ ที่ชลประทานได้ไมน่ ้อยกว่า 173,000 ไร่ ภายใน 5 ปี
3) บรรเทาปญั หานํา้ ทว่ มพืน้ ท่ชี มุ ชนภายใน 5 ปี
4) บรรเทาการขาดแคลนนํ้าเพ่ือการอุปโภคบริโภค และการเกษตรในพ้ืนที่นอกเขต

ชลประทาน

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 89

การดาํ เนินการดา้ นการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะห์ขอ้ มูล ล่มุ น้าํ น่าน
โครงการพฒั นาระบบคลังข้อมูล 25 ล่มุ นํ้า และแบบจาํ ลองน้ําท่วมน้ําแล้ง บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการลมุ่ นํา้

ผลท่คี าดว่าจะไดร้ ับ
1) เพิ่มพ้ืนที่เพาะปลูกฤดแู ล้งในพ้นื ทีโ่ ครงการชลประทานเดิม
2) เพมิ่ พื้นท่โี ครงการชลประทาน ทําใหป้ ระชาชนมคี วามเปน็ อยดู่ ขี ้นึ
3) ชว่ ยบรรเทาความเสยี หายจากปญั หานํา้ ท่วมและภยั แล้ง

กิจกรรมในการดําเนนิ งาน ประกอบด้วย
1) แผนงานกอ่ สรา้ งโครงการชลประทานขนาดใหญ่
2) แผนงานกอ่ สร้างโครงการชลประทานขนาดกลาง 23 อา่ งเกบ็ นํา้
3) แผนงานก่อสร้างแหล่งน้ําขนาดเล็ก เช่นโครงการฝายคอนกรีตและฝายยาง เป็นต้น โดย

โครงการประเภทอ่างเก็บนํา้ ต้องทําการศกึ ษาความเหมาะสมก่อน
4) แผนงานขุดลอกลาํ นํ้า ซ่ึงต้องทาํ การศึกษาความเหมาะสมก่อน
5) แผนงานผันน้ําจากนอกประเทศ เป็นการทบทวนและเตรียมความพร้อมในการ

ดาํ เนินการ
6) แผนงานสนบั สนนุ การขุดสระน้าํ ในไร่นาของเกษตรกรนอกเขตชลประทาน

ผู้รบั ผิดชอบ กรมทรพั ยากรนาํ้ /กรมชลประทาน/กรมพัฒนาท่ีดนิ /กรมโยธาธิการและผังเมือง/
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน

3. ยุทธศาสตร์ท่ี 3 ด้านเพิ่มประสทิ ธิภาพการจัดการนํา้ มี 4 กลยุทธ์

กลยทุ ธ์ท่ี 4 การปรบั ปรุงและบาํ รงุ รักษาโครงการพัฒนาแหลง่ น้ํา

หลักการและเหตุผล เพื่อให้โครงการท่ีได้ก่อสร้างเสร็จแล้วสามารถดําเนินการได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ จําเป็นต้องมีการปรับปรุงและบํารุงรักษาให้เหมาะสมเพ่ือให้ระยะเวลาการใช้งานของโครงการ
เป็นไปตามเป้าประสงค์ ควรมีการบริหารจัดการให้โครงการสามารถดําเนินการอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจาก
ภายนอก ยกเวน้ เกดิ ภัยธรรมชาติหรอื เหตุการณท์ ี่ทําใหเ้ กิดความเสยี หายรุนแรง

เป้าหมายในการดาํ เนนิ การ ประกอบด้วย
1) โครงการขนาดใหญ่ท่ีกอ่ สรา้ งเสรจ็ แลว้ และท่ีกําลังดาํ เนินการก่อสร้างในอนาคต
2) โครงการขนาดกลางที่มีการก่อสร้างแล้วและท่ีกําลังดําเนินการก่อสร้างในอนาคตทั้ง 23

อา่ งเก็บนา้ํ
3) โครงการระดับท้องถิ่นทมี่ กี ารก่อสรา้ งแลว้ และท่กี ําลังดําเนนิ การก่อสรา้ งในอนาคต
4) การปรับปรุงลาํ นาํ้ จะชว่ ยบรรเทาปัญหานาํ้ ทว่ มที่เกดิ ข้นึ

ตวั ช้วี ัด
1) โครงการทีก่ ่อสรา้ งแล้วสามารถดําเนินการไดต้ ามเป้าหมายทวี่ างไว้
2) โครงการเดมิ ที่ทาํ การปรับปรงุ แลว้ สามารถดําเนินการได้ตามเปา้ หมายทีก่ ําหนด
3) ลํานํ้าที่ทําการปรับปรุงแล้วสามารถรักษาสภาพได้นาน ก่อนที่จะทําการปรับปรุงใหม่อีก

คร้งั

ผลทค่ี าดวา่ จะได้รับ
1) โครงการชลประทานทด่ี าํ เนนิ การปรับปรุงไปแล้วสามารถใช้งานได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
2) ถ้ามีการดูแลบํารุงรักษาโครงการดี จะทําให้เงินที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมโครงการใน

อนาคตลดนอ้ ยลง

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 90

การดาํ เนนิ การด้านการรวบรวมข้อมลู และวเิ คราะห์ขอ้ มูล ลุ่มนํา้ นา่ น
โครงการพฒั นาระบบคลังข้อมลู 25 ล่มุ นาํ้ และแบบจาํ ลองน้าํ ท่วมนํา้ แลง้ บทท่ี 5 ยทุ ธศาสตร์และการบริหารจัดการลุม่ น้ํา

3) ชว่ ยบรรเทาความเสียหายจากปัญหานาํ้ ท่วมและภัยแลง้

กจิ กรรมดาํ เนนิ การ กจิ กรรมในการดาํ เนนิ งานประกอบดว้ ย
1) แผนปรับปรุงและบํารุงรักษาโครงการพัฒนาแหล่งน้ํา เพื่อให้โครงการท่ีได้ก่อสร้างเสร็จ

แลว้ สามารถใชง้ านไดเ้ ต็มประสิทธิภาพตลอดอายกุ ารใชง้ าน

ผู้รับผิดชอบ กรมทรัพยากรนํ้า/กรมชลประทาน/การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย/องค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถนิ่

กลยทุ ธ์ท่ี 5 การปรับปรงุ และบาํ รงุ รกั ษาระบบประปา

หลักการและเหตุผล เพอ่ื ให้โครงการประปาท่ีได้กอ่ สรา้ งเสร็จแล้วสามารถดําเนินการได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ จําเป็นต้องมีการปรับปรุงและบํารุงรักษาให้เหมาะสมเป็นระยะๆ ตามท่ีกําหนดไว้ เพ่ือให้อายุ
การใช้งานของโครงการเป็นไปตามเป้าประสงค์ มีการบริหารจัดการให้สามารถดําเนินการอยู่ได้โดยไม่ต้องพ่ึงเงิน
จากภายนอก ยกเวน้ เกดิ ภัยธรรมชาติหรอื เหตกุ ารณท์ ี่ทําใหเ้ กดิ ความเสยี หายรนุ แรง

เปา้ หมายในการดาํ เนินการ ประกอบด้วย
1) โครงการประปาหมบู่ า้ นทก่ี ่อสร้างเสร็จแล้วและทกี่ าํ ลงั จะกอ่ สรา้ งในอนาคต

ตัวชวี้ ดั
1) ระบบประปาหมบู่ ้านสามารถดาํ เนนิ การไดแ้ ละมปี ระสิทธิภาพการใชง้ านสงู

ผลที่คาดวา่ จะได้รบั
1) โครงการประปาท่ดี ําเนินการไปแล้วสามารถใชง้ านได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
2) ถ้ามีการดูแลบํารุงรักษาโครงการดี จะทําให้เงินท่ีต้องใช้ในการซ่อมแซมโครงการใน

อนาคตลดน้อยลง

กิจกรรมในการดาํ เนนิ งาน ประกอบดว้ ย
1) แผนปรับปรุงและบํารุงรักษาระบบประปา แผนงานน้ีต้องการปรับปรุงระบบประปาเดิม

ที่ชํารุดเสียหายให้ใช้งานได้เหมือนเดิม หลังจากนั้นควรมีการสํารองเงินจากการเก็บค่า
นํา้ ประปาไวเ้ พ่อื ใช้ในการดแู ลบาํ รุงรักษาระบบประปาตอ่ ไป

ผู้รับผดิ ชอบ กรมทรัพยากรนา้ํ //การประปาส่วนภมู ิภาค/องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิน่

กลยทุ ธ์ที่ 6 การฟ้นื ฟปู า่ ต้นนํา้ และการปอ้ งกนั การชะล้างพังทลายของดิน

หลักการและเหตุผล เพื่อเป็นการรักษาสภาพส่ิงแวดล้อมให้คงอยู่ตามสภาพธรรมชาติอย่าง
สมบูรณ์และลดผลกระทบต่อเนื่อง จึงจําเป็นต้องมีการดูแลบํารุงรักษาและฟ้ืนฟูดิน นํ้า พ้ืนท่ีต้นน้ํา และการ
จัดการพื้นที่เกษตรกรรม โดยการเพ่ิมพ้ืนที่ป่าไม้ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม การก่อสร้างฝายต้นนํ้า(ฝายแม้ว) การ
อนุรักษ์ดินและนํ้าในพื้นท่ีเกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยชะลอปริมาณนํ้าหลากในฤดูฝน การเก็บความช้ืนของดินในฤดู
แล้ง การมีพืชปกคลุมดินจะช่วยลดการกัดเซาะพังทลายของหน้าดินและการสูญเสียธาตุอาหารของดิน เป็นการ
ลดปริมาณตะกอนที่จะไหลลงไปทับถมในลําน้ําจนต้ืนเขิน ส่งผลกระทบให้เกิดอุทกภัยและภัยแล้งติดตามมา
นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อนไดใ้ นระดบั หนึ่งอีกดว้ ย

เปา้ หมายในการดําเนนิ การ ประกอบดว้ ย
1) เพือ่ เพิม่ พน้ื ทป่ี ่าไมใ้ นพนื้ ทช่ี ั้นคุณภาพลมุ่ น้ํา 1A และ 1B

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 91

การดําเนินการด้านการรวบรวมขอ้ มูลและวเิ คราะหข์ ้อมลู ลุ่มน้ําน่าน
โครงการพัฒนาระบบคลงั ขอ้ มลู 25 ลมุ่ นํ้า และแบบจาํ ลองน้าํ ทว่ มน้าํ แลง้ บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบรหิ ารจดั การลุ่มนาํ้

2) ปลูกหญ้าแฝกในพื้นทที่ เ่ี กิดการชะล้างพงั ทลายของดิน
3) ก่อสรา้ งฝายต้นน้าํ (ฝายแมว้ )
4) สง่ เสรมิ การเกษตรกรรมแบบระบบวนเกษตร
5) ส่งเสริมการอนุรักษ์ดนิ และนํ้าในพนื้ ทีอ่ อ่ นไหว
6) เพ่ือเพ่ิมความอดุ มสมบูรณ์และการอุ้มน้าํ ของดนิ
7) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปลูกและดูแลรักษาป่า การทําการ

เกษตรกรรมแบบระบบการเกษตรยั่งยนื

ตวั ชว้ี ัด
1) พื้นท่ีป่าไม้เพิ่มข้ึนไม่น้อยกว่า 1,000,000 ไร่ ภายใน 20 ปี และช่วง 5 ปีแรก สามารถ

เพ่ิมพ้นื ที่ได้ไม่นอ้ ยกวา่ 270,000 ไร่
2) ปญั หาการชะลา้ งพงั ทลายของดินลดลงและดนิ มคี วามอดุ มสมบรู ณ์เพ่มิ ขน้ึ
3) ปญั หาการกดั เซาะตลิ่งลํานาํ้ ลดลง
4) คุณภาพน้าํ ดีขึน้ ปรมิ าณตะกอนในลํานํา้ ลดลง
5) ปัญหานาํ้ ท่วมลดลง
6) ปญั หาภยั แลง้ ลดลง

ผลท่ีคาดว่าจะไดร้ บั
1) พนื้ ที่ป่าไมใ้ นพ้นื ท่ชี น้ั คณุ ภาพลุ่มนํ้า 1A และ 1B เพม่ิ ขนึ้
2) คณุ ภาพดนิ ทัง้ ดา้ นกายภาพและเคมีดีขึ้น
3) การตืน้ เขินของลํานาํ้ น้อยลง
4) ความเสยี หายจากนาํ้ ทว่ มลดลง
5) ความเสยี หายจากภยั แลง้ ลดลง

กิจกรรมในการดาํ เนินงาน ประกอบดว้ ย
1) การเพ่ิมพ้ืนทป่ี ่าไมใ้ นพ้นื ท่ีลุ่มนํา้ น่าน
2) การปลูกหญ้าแฝกในพ้ืนท่ีเกษตรกรรมบนพื้นที่ลาดชัน ด้วยการปลูกหญ้าแฝกตามแนว

ขวางเพอ่ื ดกั ตะกอน
3) การก่อสร้างฝายต้นนํ้า (ฝายแม้ว) เพื่อชะลอปริมาณน้ําหลาก ลดการกัดเซาะในลําน้ํา

และรักษาความชมุ่ ช้นื ในพน้ื ทีป่ ่า
4) การปรบั ปรุงระบบการปลกู พชื และการอนรุ กั ษด์ ินและนํ้า เพอ่ื ปรบั ปรุงระบบการปลกู พืช

ให้มีความเหมาะสมกับดินและลักษณะภูมิประเทศ

ผู้รับผิดชอบ กรมทรัพยากรน้ํา/กรมชลประทาน/กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์ุพืช/
กรมป่าไม้/กรมพัฒนาที่ดนิ /การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแหง่ ประเทศไทย/องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่

กลยทุ ธท์ ่ี 7 การรักษาคุณภาพน้ํา

หลักการและเหตุผล เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพน้ําและนิเวศวิทยาทางน้ําให้ดีขึ้น และมีความ
หลากหลายทางชีวภาพ จําเป็นต้องมีการจัดการแหล่งที่เป็นต้นกําเนิดมลพิษทางน้ําให้เหมาะสม เป็นที่ยอมรับ
ของราษฎรในพื้นท่ี เพ่ือไม่ให้เป็นการสร้างปัญหาท่ีทําให้คุณภาพน้ําเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง ซ่ึงเป็นส่วน
สาํ คัญที่สง่ ผลเสยี ตอ่ ระบบนิเวศวิทยาทางนา้ํ ดว้ ย

เป้าหมายในการดาํ เนินการ ประกอบด้วย

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 92

การดําเนนิ การดา้ นการรวบรวมขอ้ มูลและวเิ คราะห์ขอ้ มูล ล่มุ นํา้ น่าน
โครงการพัฒนาระบบคลังขอ้ มูล 25 ล่มุ นาํ้ และแบบจาํ ลองนํา้ ท่วมน้ําแลง้ บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบรหิ ารจัดการล่มุ น้าํ

1) เพื่อลดแหลง่ มลพิษทางน้าํ จากภาคการเกษตรกรรม
2) เพ่ือลดแหลง่ มลพษิ ทางนํ้า จากชุมชนเมือง

ตวั ช้ีวดั
1) คณุ ภาพนํ้าดขี นึ้
2) ระบบนเิ วศวิทยาทางนํ้าสมบรู ณ์ขน้ึ

ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ ับ
1) ลดมลพิษท่เี กิดจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร
2) ลดมลพิษทางนํ้าท่ีเกิดจากนาํ้ เสยี ชุมชนเมือง

กจิ กรรมในการดาํ เนนิ งาน ประกอบด้วย
1) แผนบําบัดน้ําเสียชุมชนชนบท เพื่อให้พื้นที่ชุมชนในเขตชนบทร่วมกันอนุรักษ์แหล่งน้ํา

โดยการทาํ ระบบบาํ บดั นา้ํ เสียแบบบงึ ประดิษฐห์ รอื ระบบแบบชีวภาพอย่างงา่ ย
2) แผนบําบัดน้ําเสียชุมชนเมือง เพื่อแก้ปัญหาให้พ้ืนที่ชุมชนเมืองในพื้นท่ีลุ่มน้ําสาขาท่ีมี

ความรุนแรงดา้ นคุณภาพน้ํา
3) ฟ้ืนฟูระบบบาํ บดั นาํ้ เสียเดิมให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
4) แผนการรณรงคใ์ ห้เกษตรกรลดการใชส้ ารเคมแี ละป๋ยุ เคมใี นการทําการเกษตรกรรม

ผู้รับผิดชอบ กรมทรัพยากรน้ํา/กรมชลประทาน/กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช/
กรมปา่ ไม/้ กรมพัฒนาทีด่ ิน/การไฟฟ้าฝ่ายผลติ แหง่ ประเทศไทย/องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิน่

4. ยทุ ธศาสตร์ท่ี 4 ดา้ นบรรเทาอุทกภยั มี 2 กลยุทธ์

กลยทุ ธท์ ่ี 8 การกําหนดเขตพ้ืนทเี่ ส่ยี งอุทกภยั และมาตรการเตอื นภยั

หลักการและเหตผุ ล ในปที ่ีมีน้ําหลากเป็นปริมาณมากหรือพื้นทีบ่ างพืน้ ท่ีอย่ใู นทีล่ ุ่ม ซ่ึงนํ้าท่วม
ถึงเป็นปกติมาต้ังแต่อดีต การใช้มาตรการป้องกันนํ้าท่วมไม่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นเพ่ือเป็นการป้องกันไม่ให้มี
การก่อสร้างส่ิงปลูกสร้างถาวรในพ้ืนที่ดังกล่าว จึงได้มีแผนงานกําหนดเขตพื้นที่เส่ียงภัยนํ้าท่วม และมีการติดต้ัง
ระบบเตอื นภยั ลว่ งหน้า รวมถึงมาตรการพยากรณ์อทุ กภยั ลว่ งหน้าดว้ ย

เป้าหมายในการดําเนินการ ประกอบดว้ ย
1) กําหนดพ้ืนท่ีเส่ียงภัยสําหรับพื้นท่ีท่ีไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนก่อสร้างระบบป้องกันนํ้าท่วม

หรือพื้นท่ีลมุ่ ท่มี นี าํ้ ทว่ มถงึ เปน็ ประจาํ
2) ตดิ ตัง้ ระบบเตือนภยั น้ําทว่ มลว่ งหนา้ รวมถึงมาตรการพยากรณ์อุทกภยั ลว่ งหน้าดว้ ย

ตัวชี้วัด
1) ความเสยี หายตอ่ ชวี ติ และทรัพยส์ ินทเ่ี กิดจากอุทกภัยลดลง
2) ประชาชนมัน่ ใจในการใชพ้ น้ื ท่ที ่ีอาจเกิดนาํ้ ทว่ มและพร้อมท่ีจะเคลื่อนย้ายเม่ือมีการเตือน

ภัยนํ้าทว่ ม

ผลที่คาดวา่ จะได้รับ
1. ชว่ ยใหห้ น่วยงานทเ่ี ก่ียวข้องสามารถนําไปใช้ในการกําหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอุทกภัย

ได้อย่างเหมาะสม เป็นระบบและทันท่วงที
2. ใชใ้ นการกําหนดการใช้ท่ีดนิ ให้เหมาะสมกับระดับความเสยี่ งนาํ้ ทว่ มของพ้ืนท่ี

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 93

การดาํ เนนิ การดา้ นการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะหข์ อ้ มูล ลุ่มน้าํ น่าน
โครงการพฒั นาระบบคลงั ข้อมลู 25 ลมุ่ นํา้ และแบบจําลองนํ้าท่วมนาํ้ แลง้ บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบรหิ ารจัดการลุ่มนาํ้

กจิ กรรมในการดาํ เนนิ งาน ประกอบด้วย
การจัดทําแผนที่พ้ืนที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ซ่ึงระบุข้อมูลที่เก่ียวข้องกับอุทกภัย เช่น ระดับ
ของความเส่ยี งทจ่ี ะเกดิ อุทกภยั ช่วงระยะเวลา ระดับความสงู ของนํ้า เป็นต้น

ผ้รู ับผดิ ชอบ กรมทรัพยากรนาํ้ /กรมชลประทาน/กรมปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภัย

กลยุทธ์ที่ 9 การก่อสรา้ งระบบป้องกันน้าํ ทว่ มพ้ืนท่ีชุมชน

หลักการและเหตุผล เน่ืองจากพ้ืนท่ีชุมชนเมืองที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีย่าน
การค้าและธุรกจิ พาณชิ ย์กรรม มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูง มลู คา่ ความเสียหายจะสูงมากเมือ่ มอี ุทกภัย ดงั นน้ั
การก่อสร้างระบบป้องกันน้ําท่วมพื้นที่ชุมชน พร้อมระบบระบายนํ้าภายในท่ีเหมาะสม อาจเป็นส่ิงจําเป็นท่ีต้อง
ดาํ เนนิ การ

เป้าหมายในการดาํ เนินการ ประกอบดว้ ย
1) กอ่ สร้างระบบปอ้ งกันนาํ้ ทว่ มพ้นื ที่ชุมชนพร้อมระบบระบายนาํ้ ภายใน

ตัวชีว้ ดั
1) ความเสยี หายตอ่ ชวี ิตและทรพั ยส์ ินท่เี กดิ จากอุทกภยั ลดลง
2) งบประมาณท่ีภาครฐั ตอ้ งช่วยเหลือผปู้ ระสบภัยน้าํ ท่วมลดลง

ผลทคี่ าดวา่ จะได้รบั
1) ความเสยี หายจากอุทกภยั ลดลง ในพื้นทีช่ มุ ชนของจังหวัดพจิ ติ ร
2) ความเสียหายจากอุทกภยั ลดลง ในพ้ืนทช่ี ุมชนของจังหวดั พิษณุโลก
3) ความเสียหายจากอทุ กภัยลดลง ในพื้นทช่ี มุ ชนของจังหวดั อุตรดติ ถ์
4) ความเสยี หายจากอุทกภยั ลดลง ในพืน้ ที่ชุมชนของจังหวดั น่าน

กิจกรรมในการดําเนินงาน ประกอบด้วย ก่อสร้างระบบป้องกันนํ้าท่วมพื้นท่ีชุมชนพร้อม
ระบบระบายนํา้ ภายใน ซ่งึ ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองไดจ้ ัดทาํ แผนหลกั ในการป้องกันนา้ํ ทว่ มพ้นื ทชี่ ุมชนเมอ่ื ปี
พ.ศ. 2541 สําหรบั จังหวดั พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และนา่ น

ผู้รบั ผิดชอบ กรมทรพั ยากรน้ํา/กรมโยธาธิการและผงั เมอื ง/องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น

5. ยทุ ธศาสตร์ที่ 5 ดา้ นการปรับปรุงฟนื้ ฟูแหล่งน้ําธรรมชาติ มี 1 กลยทุ ธ์

กลยทุ ธท์ ี่ 10 การอนุรกั ษแ์ ละฟื้นฟูพื้นท่ชี ุ่มน้าํ

หลักการและเหตุผล เพ่ือเป็นการรักษาสภาพและฟื้นฟูพ้ืนที่ชุ่มน้ําในแต่ละลุ่มน้ําสาขาทั้ง
หนองนํ้าขนาดใหญ่ กลางและเล็ก ให้มีการพัฒนาและใช้ประโยชน์ร่วมกันแบบบูรณาการ โดยยังคงอยู่ในสภาพ
ธรรมชาติทส่ี มบรู ณ์ เนื่องจากพืน้ ทช่ี มุ่ น้ําเปน็ ระบบนเิ วศท่สี ําคญั และเปราะบางอย่างย่ิง มีสิง่ มีชีวติ มากมายหลาย
ประเภทท่ีอาศัยอยู่และใช้ประโยชน์ จําเป็นจะต้องดําเนินการพัฒนาและบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพ้ืนท่ี
ชุ่มน้ําให้เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เช่น การฟื้นฟูสภาพป่าตามแนวขอบของพื้นท่ีชุ่มน้ํา ปรับปรุง
แหล่งท่อี ยอู่ าศยั และแหล่งหากนิ ของนกชนดิ ต่างๆ เป็นต้น

เปา้ หมายในการดําเนินการ ประกอบด้วย

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 94

การดาํ เนนิ การด้านการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะหข์ ้อมูล ลมุ่ นาํ้ น่าน
โครงการพัฒนาระบบคลงั ข้อมูล 25 ลุ่มนํ้า และแบบจาํ ลองน้ําท่วมนํา้ แลง้ บทท่ี 5 ยทุ ธศาสตร์และการบรหิ ารจดั การลมุ่ นํา้

1) ใหพ้ ้ืนทีช่ มุ่ นา้ํ ในแตล่ ะลุ่มนํ้าสาขาทั้งหนองนํ้าขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ได้รับการพัฒนา
และใช้ประโยชน์แบบบรู ณาการ โดยใหค้ งอยใู่ นสภาพธรรมชาตมิ ากทส่ี ดุ

2) สภาพป่าตามแนวขอบของพ้ืนที่ชุ่มนํ้า เหมาะสมท่ีจะเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยและหากินของ
นกชนดิ ต่างๆ

3) สามารถใชป้ ระโยชน์ของแหลง่ นํ้าธรรมชาตไิ ดอ้ ย่างเหมาะสมและย่ังยนื

ตวั ชว้ี ัด
1) ความหลากหลายทางชวี ภาพของพ้นื ท่ชี ่มุ น้าํ เพิ่มข้นึ
2) จํานวนนก สัตว์บกและสตั วน์ ้ํามากข้นึ
3) แหลง่ น้ําทีส่ ามารถใช้ประโยชน์ได้

ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ บั
1) พ้ืนท่ีชุ่มน้ํามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหาร แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และใช้

ประโยชน์ได้

กิจกรรมในการดําเนนิ งาน ประกอบดว้ ย
1) การสร้างความเขา้ ใจกบั ประชาชนในท้องถนิ่ ใกล้เคยี งพ้ืนที่ชุ่มน้ํา โดยเปิดโอกาสให้มีส่วน

รว่ มในการบรหิ ารจดั การและการใช้ประโยชน์รว่ มกนั
2) การดําเนินการไดแ้ ก่สาํ รวจและตรวจสอบพ้ืนท่ีชุ่มนํ้าทั้งหมด เพ่ือใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานใน

การทําแผนการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูพื้นท่ีชุ่มนํ้าในด้านต่างๆ และดําเนินการตามแผนที่วาง
ไว้
3) การปรบั ปรุง ฟืน้ ฟแู หล่งน้ําธรรมชาติ

ผูร้ บั ผิดชอบ กรมทรพั ยากรนํา้ /องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น

5.2.3 ยุทธศาสตร์การพฒั นาแหลง่ นํา้ ในล่มุ นา้ํ , กรมชลประทาน

จากรายงานการศึกษาโครงการศึกษาเพื่อทําแผนหลักรองรับการพัฒนาแหล่งน้ําและปรับปรุง
โครงการชลประทานสําหรับแผนฯ 9, กรมชลประทาน, 2546 พบว่า การศึกษาเพ่ือกําหนดยุทธศาสตร์ของ
กรมชลประทาน “รายงานแผนกลยุทธ์การบริหารการจัดการลุ่มน้ําแบบบูรณาการของลุ่มนํ้าท่ัวประเทศ”
ไดก้ าํ หนดยทุ ธศาสตร์ของกรมชลประทานไว้ 8 ข้อ ดังน้ี

1. เสริมสร้างบทบาทกรมชลประทาน เพื่อการปรับโครงสร้างการผลิตและสนับสนุนตลาด
ทางการเกษตร

2. เรง่ รัดการปรบั ปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารให้สามารถเพ่ิมบทบาทและประสิทธิภาพใน
ยุคของการแข่งขนั

3. เพ่มิ ประสทิ ธิภาพของระบบการชลประทาน
4. ดําเนินการปอ้ งกนั แกไ้ ข และบรรเทาภัยจากนาํ้
5. ปฏริ ูประเบียบการบริหารจัดการ การเงิน พัสดุ งบประมาณ ระบบการติดตามการประเมินผล
และบคุ ลากร
6. พัฒนาแหล่งนํ้าและระบบชลประทาน เพ่ือรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ของประเทศ
7. พฒั นาระบบสารสนเทศและประชาสมั พันธ์งานชลประทาน

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 95

การดาํ เนินการดา้ นการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะหข์ อ้ มลู ลุม่ นา้ํ นา่ น
โครงการพฒั นาระบบคลังขอ้ มูล 25 ลมุ่ นา้ํ และแบบจาํ ลองนาํ้ ทว่ มนาํ้ แลง้ บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบรหิ ารจัดการลมุ่ นาํ้

8. พัฒนาการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งน้ํา และบริหารการจัดการนํ้า และเสริมสร้างความ
เข้มแขง็ ขององคก์ รผู้ใชน้ ํา้

เน่ืองจากสภาพของแต่ละลุ่มนํ้ามีความแตกต่างกัน ดังน้ันในการกําหนดว่ายุทธศาสตร์ของ
กรมชลประทานข้อใดจะมีความเหมาะสมกับลุ่มนํ้าใดน้ัน ต้องทําการศึกษาถึงโอกาสและข้อจํากัดในแต่ละลุ่มนํ้า
(SWOT) ดังน้ัน กรมชลประทานจึงได้ทําการศึกษาถึงโอกาสและข้อจํากัดในลุ่มนํ้าน่าน จากข้อมูลสภาพลุ่มนํ้า
น่าน ได้สรุปถึง จุดแขง็ จดุ อ่อน โอกาส และภัยคกุ คาม ในลุ่มน้าํ ได้ดงั นี้

จุดแขง็ : มีปริมาณนํ้าท่ามากเม่ือเทียบกับความต้องการนํ้าในพ้ืนที่ลุ่มนํ้า มีสัดส่วนพื้นที่ป่า
ต่อพื้นที่ลุ่มนํ้าสูงและมีโอกาสหาตําแหน่งท่ีจะก่อสร้างแหล่งเก็บกักนํ้าเพ่ิมเติมได้ มีเข่ือนเก็บกักนํ้าควบคุม
ปรมิ าณการไหลของน้ํา

จุดออ่ น : มีพ้นื ทีศ่ ักยภาพในการพัฒนาระบบชลประทานจํากัด
โอกาส : สามารถพัฒนาอา่ งเกบ็ นาํ้ ขนาดใหญ่ และขนาดกลางเพมิ่ เติมได้
ภัยคุกคาม : การบกุ รกุ พ้นื ทปี่ า่ ต้นนํ้า
จากการวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม ทางด้านกายภาพในพื้นท่ีลุ่มน้ําน่าน
และการศึกษาผลผลิตรวม (GDP) และ Productivity ของภาคการเกษตร (พืช) จากรายงานแผนกลยุทธ์การ
บริหารการจัดการลุ่มนํ้าแบบบูรณาการของลุ่มนํ้าท่ัวประเทศ นํามากําหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาสําหรับลุ่มน้ํา
น่าน ได้ดงั นี้
1) ยุทธศาสตรท์ ่ี 2 : เร่งรัดการปรับปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารให้สามารถเพ่ิมบทบาท
และประสทิ ธิภาพในยุคของการแข่งขัน
2) ยทุ ธศาสตรท์ ่ี 5 : ปฏิรูประเบียบการบริหารจัดการ การเงิน พัสดุ งบประมาณ ระบบการ
ติดตามการประเมินผล และบคุ ลากร
3) ยทุ ธศาสตร์ท่ี 7 : พฒั นาระบบสารสนเทศและประชาสมั พันธง์ านชลประทาน
4) ยทุ ธศาสตร์ที่ 8 : พัฒนาการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งน้ํา และบริหารการจัดการน้ํา และ
เสริมสรา้ งความเขม้ แข็งขององคก์ รผใู้ ชน้ ้ํา

5.3 การบรหิ ารจดั การนํา้ ลุ่มนาํ้

จากการทบทวนรายงานการศึกษาโครงการจัดทําแผนรวมการบริหารจัดการทรัพยากรน้าํ ในพ้ืนที่ลุ่ม
นา้ํ นา่ น, กรมทรพั ยากรน้าํ , 2548 พบว่า แนวทางในการบริหารจัดการลุ่มน้ําเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ในแต่ละพ้ืนท่ี
ลมุ่ นาํ้ สาขาในลุม่ นาํ้ นา่ น สรุปไดด้ ังน้ี

1. การจดั หาพัฒนาแหลง่ น้าํ และบรรเทาภัยแล้ง
การจัดหาพัฒนาแหล่งน้ําและบรรเทาภัยแล้ง เป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของ

ประชาชนอนั เกดิ จากการขาดแคลนน้ําเพอ่ื การอปุ โภคบริโภค การขาดแคลนนํ้าเพื่อการเกษตรในภาวะฝนทิ้งช่วง
ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อพื้นที่การเกษตรท่ีอยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งในบางโครงการจะสามารถช่วย
บรรเทาปญั หาน้ําทว่ มไดด้ ้วย มีทง้ั มาตรการใชส้ ิ่งกอ่ สร้างและไม่ใชส้ ิง่ กอ่ สร้าง

มาตรการใช้ส่ิงก่อสร้างมุ่งเน้นมาตรการในการพัฒนาแหล่งน้ําที่มีศักยภาพภายในลุ่มนํ้าสาขา
ต่างๆ โครงการระดับลุ่มนํ้าในแผนการจัดหาและพัฒนาแหล่งนํ้าจะทําให้มีปริมาณนํ้าต้นทุนในลุ่มน้ําน่านเพ่ิมข้ึน
ประมาณ 1,805 ล้าน ลบ.ม. (รวมโครงการเข่ือนแก่งเสือเต้นแล้ว) โดยส่งนํ้าให้กับพื้นท่ีชลประทานเดิมที่ยังมี
ปัญหาขาดแคลนนํ้าเน่ืองจากไม่มีแหล่งน้ําต้นทุนหรือแหล่งน้ําต้นทุนท่ีมีอยู่เดิมมีไม่เพียงพอ สามารถปรับเปล่ียน
พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานเป็นพ้ืนท่ีในเขตชลประทานเป็นพ้ืนที่รวมประมาณ 860,000 ไร่ นอกจากนี้ยัง
สามารถขยายเขตนํ้าประปาไปยังพ้นื ทที่ ข่ี าดแคลนสําหรับใช้เป็นแหล่งนํ้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและเป็นแหล่งน้ํา

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 96

การดาํ เนินการดา้ นการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะหข์ อ้ มลู ลมุ่ น้าํ นา่ น
โครงการพฒั นาระบบคลงั ขอ้ มูล 25 ลมุ่ นาํ้ และแบบจําลองน้าํ ท่วมนาํ้ แล้ง บทที่ 5 ยทุ ธศาสตร์และการบรหิ ารจัดการลุ่มนํา้

เสริมสาํ หรบั การใชน้ ้ําเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูแล้ง รวมท้ังยังมีโครงการในมาตรการหาแหล่งนํ้าใต้
ดินมาเสริม คือ โครงการเพ่ิมนํ้าใต้ดินระดับต้ืน ซึ่งได้ผลประโยชน์ทางอ้อมแก่การอนุรักษ์นํ้าใต้ดินให้ระบาย
ออกมาอยา่ งชา้ ๆ ทาํ ให้ปา่ ไม้และดินบนภเู ขาคงสภาพชมุ่ ชืน้ อยเู่ สมอ

สําหรับมาตรการไม่ใช้ส่ิงก่อสร้าง ได้แก่ โครงการศึกษาทดลอง (แปลงสาธิต) การเก็บกักนํ้าในพ้ืนท่ี
การเกษตรและการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับปริมาณฝนและดิน เป็นการอนุรักษ์และใช้
ทรัพยากรน้ําท่ีมีอยู่จํากัดได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ มาตรการขยายการพัฒนาน้ําบาดาลในพ้ืนท่ีท่ีมี
ศกั ยภาพ โดยเสนอโครงการด้านการบริหารจัดการนาํ้ บาดาล สาํ รวจศกึ ษาและวจิ ยั การปนเปอ้ื นน้ําบาดาล ศึกษา
ศักยภาพน้ําบาดาล วางเครือข่ายบ่อสังเกตการณ์นํ้าบาดาล การใช้แบบจําลองคณิตศาสตร์คํานวณปริมาณน้ํา
บาดาลสูงสุดและพยากรณ์สภาพน้ําบาดาล รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังปริมาณน้ําและคุณภาพของแหล่งน้ํา
บาดาล นอกจากนี้ยังมีโครงการประชาสัมพันธ์จัดฝึกอบรมดูงานเพ่ือรองรับมาตรการรณรงค์ปลูกจิตสํานึกการใช้
นา้ํ อย่างประหยดั

ส่วนโครงการระดับท้องถ่ิน ส่วนใหญ่เป็นโครงการท่ีเน้นการก่อสร้างเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการ
ปรบั ปรงุ แหล่งน้าํ ธรรมชาติ กอ่ สร้าง/ปรบั ปรงุ แหลง่ นาํ้ เพ่อื การอปุ โภคบริโภคและแหล่งนา้ํ เพ่อื การเกษตร

2. การบรรเทานํ้าทว่ ม
การบรรเทาน้ําท่วม เป็นการบรรเทาปัญหาน้ําท่วมพ้ืนท่ีชุมชนและพ้ืนที่เกษตรกรรม มีท้ัง

มาตรการใชส้ ิ่งกอ่ สรา้ งและมาตรการไม่ใช้สง่ิ ก่อสร้างในระยะ 20 ปี มาตรการใช้ส่ิงก่อสร้างจะช่วยบรรเทาปัญหา
น้ําท่วมให้กบั ชมุ ชนท่ีสาํ คัญตามแนวริมแม่นาํ้ ยม เช่น บรเิ วณเทศบาลเมืองแพร่และเทศบาลเมอื งสุโขทัยธานี และ
พน้ื ทล่ี ุ่มนํา้ ทีเ่ กิดปัญหาน้าํ ทว่ มเป็นประจาํ

สําหรับมาตรการไม่ใช้ส่ิงก่อสร้าง มีมาตรการท้ังในส่วนของการป้องกันปัญหาที่เกิดข้ึนในอนาคต
เช่น การออกกฎระเบียบควบคุมการก่อสร้างอาคารกีดขวางทางนํ้า การจัดทําทะเบียนแหล่งนํ้า โครงการจัดทํา
ระบบฐานข้อมูลโครงสรา้ งพืน้ ฐาน เป็นตน้ มาตรการในการบรรเทาปัญหานาํ้ ท่วม เชน่ โครงการจดั ทาํ ระบบเตอื น
ภัยนํา้ ทว่ ม โครงการจัดทาํ แผนที่เส่ียงภยั น้ําท่วม รวมถึงมาตรการในการบรรเทาทุกขจ์ ากปญั หานํ้าท่วม

ส่วนโครงการระดับทอ้ งถน่ิ เน้นเรอ่ื งของโครงการทใี่ ช้สง่ิ ก่อสรา้ ง ได้แก่ การกอ่ สร้างและปรับปรุงคนั
กน้ั นาํ้ เขอื่ นหนิ เรยี งปอ้ งกันการกดั เซาะตล่งิ และขยายท่อระบายนาํ้ ท่อลอดถนน เป็นต้น

3. การอนุรกั ษ์ฟืน้ ฟูทรพั ยากรนาํ้ และคณุ ภาพนํา้
การอนุรักษ์ฟน้ื ฟทู รัพยากรนํ้าและคุณภาพน้ํา เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ําจากปัญหา

การชะล้างพังทลายของดิน โดยการอนุรักษ์พื้นท่ีป่าต้นน้ําลําธารที่ยังคงความอุดม-สมบูรณ์ การฟ้ืนฟูสภาพป่าที่
เสื่อมโทรมให้มีสภาพกลับคืนมา เพ่ือเป็นการอนุรักษ์แหล่งน้ําและลําน้ําธรรมชาติไม่ให้เสื่อมโทรมลง และมี
โครงการปลูกป่าโดยวธิ ธี รรมชาตซิ ึง่ เป็นการปลกู ปา่ ในพืน้ ทีท่ ี่ยังไมเ่ ส่ือมโทรมด้วย

มาตรการไม่ใช้สงิ่ กอ่ สร้างมงุ่ เนน้ มาตรการให้องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า
วิเคราะห์หาสาเหตุการลดลงของป่าไม้ เช่น การส่งเสริมให้ชุมชนรักษาพื้นท่ีป่าของตนเอง หรือปลูกป่าข้ึนใหม่ใน
รูปแบบของป่าชุมชน (Social Forestry) โครงการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าและควบคุมไฟป่า เป็นต้น
รวมทง้ั ยังมมี าตรการรณรงคป์ ลกู จติ สํานึกใหก้ บั ประชาชนเห็นคุณค่ารักษาปา่ เช่น โครงการรณรงค์สร้างจิตสํานึก
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และส่งเสริมการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วมจากชุมชนในเขตพื้นท่ีลุ่มนํ้า เป็นต้น สําหรับ
ในบรเิ วณพื้นท่ชี ุม่ นํา้ (Wetland) ยังมโี ครงการจดั การพืน้ ที่ชมุ่ นํา้ (Wetland) ในแต่ละพ้ืนท่ีลมุ่ นํา้ สาขา เน่ืองจาก
ในพื้นที่ลุ่มนํ้าน่านมีพื้นท่ีชุ่มน้ําที่มีความสําคัญท้ังระดับนานาชาติและระดับประเทศ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการใน
การฟ้ืนฟูสภาพป่าเพ่ือการปรับปรุงการใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับการจัดช้ันคุณภาพลุ่มนํ้า ได้แก่ โครงการ
ฟ้ืนฟูป่าในพื้นท่ีลุ่มนํ้าสาขาต่างๆ รวมถึงโครงการอนุรักษ์ดินและนํ้าในพื้นที่เส่ียงต่อการชะล้างพังทลายในลุ่มน้ํา
สาขาทีม่ ีปญั หาการกัดเซาะและการตกตะกอนในลํานํา้ มาก

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 97

การดําเนินการด้านการรวบรวมขอ้ มลู และวิเคราะห์ขอ้ มลู ลมุ่ นาํ้ น่าน
โครงการพัฒนาระบบคลังข้อมูล 25 ลุ่มน้าํ และแบบจําลองนา้ํ ท่วมน้าํ แล้ง บทท่ี 5 ยุทธศาสตร์และการบรหิ ารจดั การลุ่มนํา้

ส่วนการจัดการมลพิษทางน้ํา เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ําในลํานํ้าจากแหล่งกําเนิด
มลพิษต่างๆ ประกอบด้วย นํ้าท้ิงจากแหล่งชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรม และจากพื้นที่การเกษตร อันเกิดจาก
การใช้สารเคมีทางการเกษตร มุ่งเน้นการปลูกจิตสํานึกให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารจัดการคุรภาพน้ํา
จากแหล่งกําเนิดของตน พร้อมท้ังดําเนินการควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย ได้แก่ โครงการประชาสัมพันธ์
และการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาแหล่งนํ้าในท้องถิ่น มาตรการส่งเสริมให้ท้องถิ่นติดตาม
ตรวจสอบการบริหารจดั การนํ้าเสยี ได้แก่ โครงการอบรมให้ความรู้แกผ่ ู้นาํ ชมุ ชนในการเฝ้าระวงั ติดตามตรวจสอบ
คุณภาพนํ้า โครงการฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับคุณภาพนํ้า และการตรวจวัดคุณภาพนํ้าที่เหมาะสมกับหน่วยงาน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โครงการเฝ้าระวังคุณภาพนํ้าและควบคุมคุณภาพน้ําท้ิงอุตสาหกรรม โครงการ
ติดตามตรวจสอบมาตรฐานน้ําทง้ิ จากโรงงานอุตสาหกรรม โครงการตดิ ตามตรวจสอบกิจการฟาร์มเลยี้ งสัตว์

มาตรการเผยแพร่ความรู้เก่ียวกับการใช้และการจัดการสารเคมีและสารพิษ ซึ่งทําให้เกิดมลภาวะ
ทางน้ําให้เหมาะสมและถูกวิธีแก่ผู้ประกอบการ ผู้ใช้นํ้า และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น โครงการพัฒนา
บุคลากรด้านจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม โครงการอบรมเกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจถึงการใช้ปุ๋ยและ
สารเคมกี ารเกษตรในระดบั ทเี่ หมาะสม

สําหรับโครงการในมาตรการใช้ส่ิงก่อสร้าง ได้แก่ โครงการศึกษาสํารวจออกแบบรายละเอียดระบบ
บําบดั นาํ้ เสียชมุ ชนในเขตเทศบาลต่างๆ ทย่ี ังไม่มรี ะบบบําบัดนาํ้ เสียภายในชมุ ชน

4. การบรหิ ารจดั การ
การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า เป็นการบริหารจัดการน้ําและการใช้ทรัพยากรนํ้าในแหล่งนํ้า

ต่างๆ ได้แก่ แหล่งน้ําธรรมชาติและแหล่งน้ําที่จัดสร้างข้ึนทั้งแหล่งน้ําขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ท่ีมี
การใช้ประโยชน์เอนกประสงค์ให้สามารถใช้โดยเกิดประโยชน์สูงสุด มีความยุติธรรมกับกิจกรรมต่างๆ ตลอดจน
ให้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดนํ้า และสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งจากการใช้น้ําได้ ในการ
ดาํ เนนิ การเพ่อื ให้บรรลุวัตถุประสงคข์ องการบริหารจดั การนา้ํ ทด่ี ี

ในส่วนของมาตรการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ําในส่วนของการปรับปรุงและเสริมสร้างความ
เขม้ แข็งขององค์กร ท้ังในส่วนขององค์กรระดับลุ่มน้ําและองค์กรกลุ่มผู้ใช้นํ้าในโครงการชลประทานต่างๆ รวมถึง
แผนงานสนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์กรกลุ่มผู้ใช้นํ้าในพื้นที่หรือโครงการที่ยังไม่มีการจัดตั้ง ในส่วนของลุ่มนํ้าท่ีมี
ปัญหาวิกฤติด้านการใช้น้ํา และมีปัญหาความขัดแย้งจากการใช้นํ้า มาตรการให้มีการกําหนดสิทธิการใช้นํ้าและ
การจัดสรรน้ําตามสิทธิ สําหรับโครงการชลประทานที่มีการใช้น้ําด้านการเกษตรสูง ควรมีมาตรการในการปรับ
ระบบการเพาะปลูกพืชและประสิทธิภาพการใช้นํ้าเพื่อลดพ้ืนท่ีการเพาะปลูกพืชท่ีใช้น้ํามาก โดยปลูกพืชที่ใช้น้ํา
น้อยและให้ผลตอบแทนสูงกวา่ โดยการพจิ ารณาดา้ นความเหมาะสมของดินประกอบ

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 98

บทท่ี 6

สรุปและขอ้ เสนอแนะ

การดําเนนิ การด้านการรวบรวมข้อมลู และวเิ คราะห์ข้อมลู ลุ่มนาํ้ น่าน
โครงการพัฒนาระบบคลงั ข้อมลู 25 ลุม่ นํา้ และแบบจาํ ลองนํ้าท่วมนาํ้ แลง้ บทที่ 6 สรุปและขอ้ เสนอแนะ

บทที่ 6
สรุปและขอ้ เสนอแนะ

6.1 สรปุ ข้อมลู พนื้ ฐานและสถานภาพล่มุ นํ้า

จากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลของลุ่มน้ําน่าน นํามาสรุปข้อมูลพ้ืนฐานในประเด็นหลัก
และสาระสาํ คัญทีแ่ สดงสถานะภาพในปจั จบุ นั และภาวะการณใ์ นอนาคตของลุ่มนํ้า ดงั นี้

6.1.1 ขอ้ มลู พ้ืนฐานลมุ่ นํ้า

- สภาพภมู ปิ ระเทศ : แม่นํ้าน่านมีต้นกําเนิดมาจากเทือกเขาหลวงพระบาง ซ่ึงเป็นเส้นแบ่งเขต
แดนไทย-ลาว มีความสูงอยู่ท่ีระดับ 220 ม.รทก. จากนั้นไหลผ่านท่ีราบระหว่างหุบเขาในเขต
อําเภอเมือง และอําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน หุบเขาทางด้านตะวันตกและตะวันออกทั้งสอง
ด้านน้ีเป็นต้นกําเนิดของลํานํ้าสาขาหลายสาย ที่ราบบริเวณน้ีจะมีระดับความสูงประมาณ
180-220 ม.รทก. จากน้นั แมน่ ํา้ น่านจะไหลผา่ นหุบเขาลงสู่อ่างเก็บน้ําสิริกิติ์ พ้ืนที่ตอนล่างของ
ลุ่มน้ําน่านจะเป็นที่ราบสองฝ่ังแม่น้ําซึ่งจัดได้ว่าเป็นทุ่งราบผืนใหญ่ที่สําคัญท่ีสุดของประเทศ
ไทย จากจังหวัดพิษณุโลก แม่น้ําน่านจะไหลเคียงคู่กับแม่นํ้ายมลงมาจนบรรจบกันท่ีอําเภอ
ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ จากน้ันจะไหลผ่านบึงบอระเพ็ดทางฝั่งซ้าย ก่อนจะบรรจบกับ
แม่นาํ้ ปงิ ทีอ่ าํ เภอเมือง จงั หวดั นครสวรรค์ ซ่ึงเปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของแมน่ ้ําเจ้าพระยา

- ปริมาณฝน : ปริมาณฝนเฉล่ียรายปีในพื้นท่ีลุ่มน้ําน่าน 1,287 มิลลิเมตร ฝนแรกจะตกในราว
เดือนพฤษภาคม ไปจนถงึ เดอื นกนั ยายน

- ปริมาณนํ้าท่า : ปริมาณน้ําท่ารายปีเฉล่ียของท้ังพื้นท่ีลุ่มนํ้าน่าน 11,955 ล้าน ลบ.ม. เริ่มมี
ปริมาณน้าํ ตามฝนแรกในราวเดอื นพฤษภาคม และนํา้ ท่ากว่าร้อยละ 80 ของปริมาณนํ้าท่าราย
ปเี ฉลี่ยจะอยใู่ นช่วงเดือนสงิ หาคมถึงเดอื นกันยายนและประสบกับภาวะน้าํ ทว่ มในช่วงดังกล่าว

- ทรพั ยากรดนิ และการใช้ประโยชนท์ ่ดี นิ : มีพืน้ ท่กี ารเกษตรในปัจจุบันรวม 8,159,314 ไร่ คิด
เป็นร้อยละ 37.64 ของพ้ืนท่ีลุ่มน้ํา ในจํานวนน้ีมีพื้นท่ีท่ีดินมีความเหมาะสําหรับการปลูกพืช
3,138,275 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 38.46 ของพ้ืนที่การเกษตร หรือร้อยละ 14.48 ของพื้นท่ีลุ่มน้ํา
และมีพ้ืนท่ีศักยภาพสําหรับพัฒนาระบบชลประทานได้อีก 2,319,310 ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ
28.43 ของพน้ื ท่กี ารเกษตรทัง้ หมด หรือรอ้ ยละ 10.70 ของพน้ื ที่ลุม่ นํา้

- ทรัพยากรปา่ ไม้ : มีพ้นื ทป่ี ่าไม้ทรี่ วม 15,178,051 ไร่ คิดเป็นรอ้ ยละ 70.02 ของพื้นท่ีลุ่มนํา้
- ประชากร เศรษฐกิจ และสังคม : ประชากรรวมท้ังพ้ืนท่ีลุ่มน้ําน่าน 2,275,534 คน แยกเป็น

ประชากรชาย 1,126,438 คน และประชากรหญิง 1,149,096 คน มีครัวเรือนท่ีประกอบ
อาชีพเกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 29.94 ของจํานวนครัวเรือนท้ังลุ่มน้ํา และมีประชากรในวัย
แรงงาน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 54.62 ของจํานวนประชากรทงั้ ลมุ่ น้าํ

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 99

การดาํ เนนิ การด้านการรวบรวมขอ้ มลู และวิเคราะหข์ อ้ มูล ลุม่ น้ําน่าน
โครงการพฒั นาระบบคลังขอ้ มลู 25 ลุ่มนํ้า และแบบจําลองนา้ํ ท่วมนํ้าแล้ง บทที่ 6 สรุปและขอ้ เสนอแนะ

6.1.2 โครงการพฒั นาแหลง่ น้าํ /ตน้ ทุนน้ํา

- โครงการพัฒนาแหลง่ นาํ้ ในปัจจบุ ัน :

• โครงการพัฒนาแหลง่ นํา้ ขนาดใหญ่ มีจาํ นวน 2 โครงการ ความจุเกบ็ กัก 9,510 ล้าน ลบ.
ม. พนื้ ที่ชลประทาน 677,100 ไร่

• โครงการพัฒนาแหล่งนํ้าขนาดกลาง มีจํานวน 222 โครงการ ความจุเก็บกัก 90.47 ล้าน
ลบ.ม. พนื้ ทีช่ ลประทาน 1,492,877 ไร่

• โครงการพฒั นาแหล่งนํ้าขนาดเล็กและโครงการสูบนํ้าด้วยไฟฟ้า มีจํานวน 695 โครงการ
ความจุเกบ็ กกั 30.67 ลา้ น ลบ.ม. พน้ื ทชี่ ลประทาน 572,241 ไร่

• รวมโครงการพัฒนาแหล่งน้ํา 919 โครงการ ความจุเก็บกัก 9,631.14 ล้าน ลบ.ม. พื้นท่ี
ชลประทาน 2,732,218 ไร่

- แผนงานโครงการพฒั นาแหล่งน้าํ :

• แผนงานโครงการพัฒนาแหล่งนํ้า ปี พ.ศ.2552-2554 ประเภทฟ้ืนฟูศักยภาพแหล่งนํ้า
ธรรมชาติ กรมทรัพยากรนาํ้ 15 โครงการ

• แผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ํา ปี พ.ศ.2552-2554 ประเภทบํารุงรักษาและปรับปรุง
โครงสรา้ งระบบ กรมชลประทาน 25 โครงการ และกรมทรัพยากรนา้ํ 51 โครงการ

• แผนงานโครงการพัฒนาแหล่งนํ้า ปี พ.ศ.2552-2554 ประเภทพัฒนาแหล่งเก็บกักนํ้าใหม่
กรมชลประทาน 171 โครงการ และกรมทรัพยากรนา้ํ 8 โครงการ

• แผนงานโครงการพัฒนาแหล่งนํ้า ปี พ.ศ.2552-2554 ประเภทระบบส่งน้ํา ระบบระบาย
น้ํา และระบบแพร่กระจายน้ํา กรมชลประทาน 23 โครงการ และกรมทรัพยากรนํ้า 1
โครงการ

• แผนงานโครงการพัฒนาแหลง่ นํ้า ปี พ.ศ.2552-2554 ประเภทอนุรักษ์ฟ้ืนฟูแหล่งนํ้าและ
ฝายชะลอนํ้า กรมทรัพยากรนํ้า 16 โครงการ กรมป่าไม้ 1,271 โครงการ และกรม
อุทยาน สัตวป์ า่ และพนั ธพุ์ ืช 75 โครงการ

• แผนงานโครงการพัฒนาแหล่งนํ้า ปี พ.ศ.2552-2554 ประเภทงานป้องกันและบรรเทา
ภัยนํ้าท่วม กรมชลประทาน 13 โครงการ กรมพัฒนาที่ดิน 6 โครงการ และกรมโยธาธิ
การและผงั เมือง 5 โครงการ

- แหลง่ นาํ้ ตามธรรมชาติ/แกม้ ลงิ /บ่อนา้ํ ชุมชน : ความจุ (ลา้ น ลบ.ม.)
พนื้ ท่ี (ไร)่ คิดทคี่ วามลกึ 3 เมตร

- แหล่งนาํ้ ธรรมชาติท่มี ีชื่อกาํ หนด 25,306 121.74
- พน้ื ที่แหลง่ นาํ้ อ่ืนๆ 9,403
28,837 45.13
รวม
166.60

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 100

การดาํ เนนิ การดา้ นการรวบรวมข้อมลู และวิเคราะห์ข้อมูล ลมุ่ นํ้านา่ น
โครงการพัฒนาระบบคลังขอ้ มลู 25 ลุ่มน้ํา และแบบจาํ ลองน้ําทว่ มนํ้าแลง้ บทท่ี 6 สรุปและขอ้ เสนอแนะ

6.1.3 ความต้องการใช้น้ํา ปรมิ าณความต้องการใชน้ ํา้
สรุปปรมิ าณความต้องใชน้ ้ําทงั้ ลมุ่ น้ํา ได้ดงั น้ี (ลา้ น ลบ.ม./ ปี)
22.50
ความตอ้ งการใช้น้ํา 6,266.32
13.61
1. นํ้าใชเ้ พอ่ื การอปุ โภคบรโิ ภคและการทอ่ งเทย่ี ว 22.17
2. นาํ้ ใช้เพ่ือการเกษตร 6,324.60
3. นาํ้ ใชเ้ พ่ือการอตุ สาหกรรม 300.00
4. นา้ํ ใชเ้ พอื่ การปศสุ ตั ว์ 6,624.60

รวม
5. นํา้ ใช้เพื่อการรกั ษาระบบนเิ วศท้ายนา้ํ

รวมความต้องการใชน้ าํ้ ทง้ั หมด

6.2 ข้อคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะ

1. การสร้างเสถียรภาพของนา้ํ ต้นทุน
1) พัฒนาโครงขา่ ยส่งน้ําและกระจายน้ํา เพ่ือผันนาํ้ จากพนื้ ท่ที ม่ี ปี รมิ าณนาํ้ ต้นทุนมากสู่พื้นท่ี

ที่มีต้นทุนน้ําน้อยหรือขาดแคลน โดยให้ความสําคัญกับการกระจายน้ําให้แก่พื้นที่ด้อยโอกาส พื้นที่ประสบปัญหา
การขาดแคลนนํ้าและภัยแล้งซํ้าซาก พ้ืนที่การผลิตที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีตลาดรองรับผลผลิต รวมท้ัง
การลดความสูญเสียนํ้าในระบบส่งน้าํ โดยมีการสรา้ งกลไกในการจัดการโครงข่ายนํ้าให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งในระยะ
สน้ั และระยะยาว

ก. การใช้น้ําในพื้นที่ลุ่มน้ําสาขา โดยการสร้างฝายหรือประตูระบายนํ้าบนลําห้วย เพ่ือ
ผันน้ําโดยแรงโน้มถ่วงผ่านระบบคลองส่งนํ้า ไปยังพื้นท่ีเพาะปลูกบนสองฝ่ังโดยแต่ละเจ้าของแปลงเพาะปลูก
เสนอแนะให้ก่อสรา้ งบอ่ กักเกบ็ นาํ้ (Farm pond) เพ่อื กักเก็บนา้ํ ไวใ้ ช้ในแปลงเพาะปลูกของตนในฤดฝู น ในเวลาที่
ฝนทงิ้ ช่วงและในฤดูแล้ง

ข. โครงการสูบนํ้าด้วยไฟฟ้าขนาดเล็ก บนลํานํ้าที่มีนํ้าไหลผ่านทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง
สามารถก่อสร้างสถานีสูบนํ้าด้วยไฟฟ้าสูบนํ้าผ่านระบบคลองส่งน้ําไปยังแปลงเพาะปลูก ซ่ึงส่วนใหญ่พ้ืนท่ีรับ
ประโยชน์ไม่เกิน 3,000 ไร่ สามารถดําเนินการได้ตามลําน้ําน่านสายหลักและลําน้ําแควน้อยท้ายอ่างเก็บน้ําเขื่อน
แควน้อยเท่าน้นั เนื่องจากมขี อ้ จํากดั ของปริมาณนา้ํ ในฤดูแลง้

ค. การใช้น้ําจากแม่นํ้าน่าน มีลําห้วยและลําน้ําหลายสาย ไหลลงสู่แม่นํ้าน่าน
โดยเฉพาะทางฝ่งั ซ้าย ในกรณีท่ีไม่ดําเนินการโครงการชลประทานพิษณุโลกฝ่ังซ้าย สามารถพัฒนาเป็นระบบเก็บ
กักนํ้าโดยการก่อสร้างประตูระบายนํ้าปิดกั้นลํานํ้าสาขาก่อนท่ีจะไหลลงแม่น้ําน่านและสามารถเพิ่มปริมาณน้ํา
ต้นทนุ ไดโ้ ดยการสบู นาํ้ จากแมน่ ํ้านา่ นเข้าเพ่ิมหน้าประตรู ะบายในฤดูแล้ง

ง. การใช้ระบบคลองส่งน้ําร่วมกับระบบท่อส่งน้ําจะลดค่าก่อสร้างได้มากเมื่อ
เปรียบเทียบกับใช้ระบบท่อเพียงอย่างเดียว (ถ้าลักษณะภูมิประเทศอํานวยให้) การคุ้มทุนของโครงการดังกล่าว
ขึน้ อย่กู บั ความสูงในการสูบนํา้ ความยาวของท่อส่งน้ํา และพชื ที่เพาะปลกู ในฤดแู ล้งเป็นสําคัญ

2) เพิ่มปริมาณน้ําต้นทุน เพื่อแก้ไขความขาดแคลนนํ้า โดยให้ความสําคัญกับการเสริมขีด
ความสามารถของแหล่งนํ้าที่มีอยู่ท้ังแหล่งน้ําตามธรรมชาติและแหล่งนํ้าท่ีมนุษย์สร้างข้ึน ให้สามารถเก็บกักน้ําได้

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 101

การดาํ เนินการด้านการรวบรวมขอ้ มูลและวิเคราะห์ขอ้ มลู ลุม่ นํ้าน่าน
โครงการพฒั นาระบบคลงั ขอ้ มลู 25 ลมุ่ น้ํา และแบบจําลองนํ้าทว่ มนาํ้ แล้ง บทที่ 6 สรุปและข้อเสนอแนะ

เพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด เพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งนํ้าที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ตลอดจนเพ่ือหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งในการใช้
พน้ื ทเ่ี พอื่ สรา้ งแหลง่ เกบ็ กักนาํ้ ใหม่เพมิ่ ข้ึน

ก. การสร้างแหล่งเก็บกักนํ้าขนาดเล็กและขนาดกลางเพ่ิมมากข้ึน เป็นการดําเนินการ
ในพื้นท่ีลุ่มนํ้าสาขาตอนบนและตอนกลางของลุ่มน้ํา เนื่องจากพ้ืนที่ดังกล่าวจะไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการ
ขนาดใหญ่ระดับลุ่มนํ้า โดยดําเนินการโครงการที่มีพ้ืนท่ีเหมาะสมและมีผลกระทบน้อย ในพื้นท่ีจังหวัดน่าน
อตุ รดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์

ข. การพฒั นาพืน้ ท่สี าธารณะประโยชน์ โดยทั่วไปเปน็ แหลง่ กกั เกบ็ นํ้า
(1) พื้นท่สี าธารณะประโยชน์เปน็ พน้ื ทส่ี ูง ซ่ึงสามารถดาํ เนนิ การได้โดย
- สบู นํ้าขึ้นไปกักเก็บ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ต้องสูญเสียน้ําจากการร่ัวซึม

และการระเหย แตใ่ นฤดแู ลง้ สามารถระบายน้ําลงไปใช้โดยแรงโน้มถว่ งได้
- ในกรณีท่ีมีลําห้วยไหลผ่านท่ีสาธารณะแต่อยู่ตํ่ากว่า กรณีน้ีสามารถ

พัฒนาได้โดยผันน้ําโดยแรงโน้มถ่วงทางด้านเหนือน้ํา แล้วขุดคลองผันนํ้ามายังพื้นท่ีสาธารณะดังกล่าว ถ้าท่ี
สาธารณะอยู่สงู มากอาจตอ้ งสบู นํ้าช่วย แต่ความสูงในการสูบไม่มาก ส่วนแหล่งกักเก็บนํ้าใช้วิธีขุดดินเพื่อสร้างคัน
สําหรบั เก็บกกั นาํ้ ถ้าดินมคี วามรว่ั ซึมสงู ควรดาดด้วยดินเหนียว

(2) พื้นท่ีสาธารณะประโยชน์เป็นหนอง/บึงธรรมชาติ พื้นที่เหล่านี้มักเป็นที่ลุ่ม
มีน้ําท่วมสูงในฤดูฝน มีอยู่หลายแห่งในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลก สามารถดําเนินการได้โดยขุดดินใน
หนองนํ้าเพ่ือก่อสร้างเป็นคัน มีทางรับนํ้าเข้าพร้อมประตูระบายน้ําในฤดูฝน และมีทางระบายนํ้าออกในฤดูแล้ง
และมีระบบระบายน้ํานอกคัน ซึ่งสามารถนําน้ําไปใช้โดยแรงโน้มถ่วงได้ในฤดูแล้งเป็นส่วนใหญ่ ในกรณีท่ีน้ําท่วม
ไม่สูงจําเป็นต้องสร้างคันดินขึ้นไปบนสองฝั่งของลําห้วยสายหลักท่ีไหลลงสู่หนองน้ํา พร้อมสร้างคลองระบายน้ํา
นอกคันบนลําห้วยสายหลักท่ีไหลลงสู่หนองขึ้นไปจนถึงที่สูงมากพอที่จะเก็บกักนํ้าได้สูง บางกรณีหนองน้ํา
ธรรมชาติขนาดใหญ่ต้ังอยู่เหนือเขื่อนผันน้ําและไม่ไกลจากลําน้ํามากนัก ก็สามารถใช้เขื่อนผันน้ําน้ันผันน้ําเข้ามา
เก็บกกั เพิ่มได้โดยแรงโน้มถ่วง

3) ฟนื้ ฟูพ้ืนที่ป่าต้นนํ้าให้อุดมสมบูรณ์ ให้ความสําคัญกับการฟื้นฟูพ้ืนที่ป่าต้นน้ําลําธาร เพื่อ
สร้างความม่ันคงของน้ําต้นทุนตามธรรมชาติ ชะลอการไหลหลากของนํ้าในฤดูฝน เพ่ิมความชุ่มช้ืนให้กับพ้ืนที่ป่า
และเพิ่มนํ้าในลํานํ้าในหน้าแล้ง ป้องกันดินถูกชะล้างพังทลายในพื้นท่ีลาดชัน ซ่ึงสามารถดําเนินการได้ท้ังใน
ลักษณะป่าคุ้มครองที่มีการฟ้ืนฟูความเสื่อมโทรมควบคู่ไปกับการข้ึนทะเบียนผู้ใช้ประโยชน์พื้นท่ีป่า เพื่อป้องกัน
ไม่ให้มีการบุกรุกทําลายป่าเพ่ิมขึ้น ในลักษณะป่าชุมชนตามแนวขอบป่าคุ้มครองและในเขตชุมชน เพื่อให้ชุมชน
และผู้ใกล้ชิดทรัพยากรป่าไม้ได้มีส่วนร่วมในการรักษาฟ้ืนฟูและสามารถใช้ประโยชน์พื้นท่ีป่านั้น ในพ้ืนที่ลุ่มนํ้า
น่านควรมกี ารดําเนินงานเชิงบูรณาการควบคกู่ ันไปดงั นี้

ก. การปลูกป่าชุมชน/ปลูกป่าเสริม เป็นสิ่งจําเป็นต้องดําเนินการก่อนก่อสร้างอ่างเก็บ
นํ้าตามความต้องการของท้องถ่ิน มีตัวอย่างโครงการปลูกป่ามากในจังหวัดน่านที่อําเภอเวียงสา เชียงกลาง ท่าวัง
ผา และนานอ้ ย

ข. การปลูกหญ้าแฝกในพ้ืนที่ร่องนํ้าและแนวทางนํ้าไหลชะล้างรุนแรง รวมท้ังป่าเส่ือม
โทรมท่ีถูกบุกรุก เป็นกิจกรรมท่ีต้องทําไปพร้อมกับการปลูกป่าชุมชน/ปลูกป่าเสริม ซ่ึงปัจจุบันยังไม่สร้างความ
ตระหนักใหแ้ พรห่ ลายขยายผลมากกว่าน้ี

ค. การชะลอความแรงและความเร็วของกระแสนํ้า โดยการสร้างแหล่งเก็บกักน้ําแก้ม
ลงิ (ขนาดใหญ่กวา่ Check Dam) ในบริเวณซอกเขา จะเปน็ ต้นแบบการลดการชะล้างพังทลายของดนิ ได้

ง. การจัดอาสาสมคั รพทิ กั ษ์ปา่ ก็จะเปน็ การลดการบกุ รุกการทาํ ลายป่าและตรวจสอบ
พื้นที่ปลูกปา่ /ปลกู หญา้ แฝก/จดั ทาํ แหล่งเกบ็ กักนาํ้ แกม้ ลงิ ตลอดจนการเฝ้าระวงั ไฟปา่ อกี ดว้ ย

4) ป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดิน เพื่อรักษาหน้าดินในพื้นท่ีลาดชันและป้องกัน
การต้ืนเขนิ ของลาํ น้ําและแหล่งนาํ้ ต่างๆ ทั้งนใ้ี ห้ความสําคญั กบั พื้นท่ีทีม่ ีการชะลา้ งพงั ทลายของดินระดับรุนแรง

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 102

การดําเนินการด้านการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ลุ่มนํา้ นา่ น
โครงการพฒั นาระบบคลงั ข้อมูล 25 ล่มุ น้าํ และแบบจําลองน้ําทว่ มน้ําแลง้ บทที่ 6 สรุปและข้อเสนอแนะ

ก. มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ําท่ีเหมาะสมกับลุ่มน้ําน่าน จากการประเมินการชะล้าง
พังทลายของดินในพ้ืนท่ีลุ่มนํ้าน่าน พบว่า มีพื้นที่ที่มีอัตราการชะล้างพังทลายของดินในระดับรุนแรงและรุนแรง
มาก ประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ลุ่มน้ํา ท่ีจําเป็นต้องมีมาตรการจัดการท่ีเหมาะสมเพ่ือรักษาสภาพพ้ืนท่ี
ดงั กลา่ วให้เปน็ พืน้ ทตี่ ้นนํา้ ท่ดี ี ซึ่งปัญหานน้ั จะเกิดในพน้ื ที่ 3 ส่วนด้วยกนั และควรมีมาตรการแกป้ ญั หาดงั น้ี

(1) พื้นทไ่ี รเ่ ลอ่ื นลอยท่ีมีความลาดชนั มากกวา่ 35% ซงึ่ พืน้ ทดี่ ังกลา่ วนส้ี ว่ นใหญ่
อยู่ในเขตช้ันคุณภาพลุ่มนํ้า 1A 1B และพ้ืนท่ีโซน C โดยทั่วไปแล้วทางด้านกฎหมายไม่สามารถใช้ประโยชน์ด้าน
อนื่ ๆได้นอกจากเปน็ พื้นที่ปา่ ไม้ เปน็ แหลง่ ตน้ น้าํ ลาํ ธาร แต่เนอ่ื งจากชนกลุม่ นอ้ ยหรือชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้อาศัยอยู่
ในพืน้ ทีเ่ หล่าน้มี าก่อน การอพยพหรอื วิธกี ารจัดการที่รุนแรงไม่สามารถดําเนินการได้ทันทีทันใด แต่อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบันมาตรการควบคุมการขยายพื้นที่ไม่ให้ขยายวงกว้างออกไปหรือการจํากัดพ้ืนท่ีทําไร่เล่ือนลอยนับว่าได้ผล
เป็นอยา่ งยง่ิ การดําเนนิ การอนรุ กั ษ์ดินและนํ้าในพื้นทีเ่ หล่านี้ จําเปน็ ตอ้ งระมดั ระวงั เป็นพเิ ศษ เนอื่ งจากมาตรการ
ใช้สิ่งก่อสร้างใดๆ ไม่สามารถดําเนินการได้เพราะมีข้อจํากัดด้านกฎหมาย แต่มาตรการที่เป็นไปได้ คือ มาตรการ
ทางด้านเกษตรกรรม ดําเนินการโดยเกษตรกรในพื้นท่ีเอง เช่น การไถพรวนขวางความลาดเท การปรับปรุงดิน
ด้วยอินทรียวัตถุ การปลูกพืชตามแนวระดับ จะสามารถลดปริมาณการชะล้างพังทลายของดินได้ในระดับหนึ่ง
โดยหน่วยงานภาครัฐ เป็นผู้แนะนําส่งเสริมและสนับสนุนงบประมาณท่ีจําเป็นอย่างต่อเนื่องและมีการติดตาม
ตรวจสอบ

(2) พื้นท่ีป่าไม้เสื่อมโทรมท่ีมีความลาดชันมากกว่า 35 % มาตรการที่เหมาะสม
คือ การปอ้ งกนั ไม่ใหม้ ีการบุกรกุ ทําลายปา่ ไม้และการปลูกปา่ ป้องกนั การชะล้างพงั ทลายของดนิ

(3) พ้ืนท่ีลาดเชิงเขา พ้ืนท่ีลานตะพักลําน้ําระดับสูงและพ้ืนท่ีเหลือค้างจากการ
กัดกรอ่ นมีความลาดชัน 15-20 % ท่ีมีการใช้พ้ืนท่ีสําหรับการเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ในการปลูกพืชไร่ และ
ไม้ผลโดยไม่มีมาตรการอนุรักษ์ดินและนํ้าที่เหมาะสม ในพื้นที่นี้สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการอนุรักษ์ดิน
และน้าํ ท่เี หมาะสมโดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นผู้เข้าไปแนะนําส่งเสริม หรือทําการสาธิต มาตรการที่เหมาะสม มีทั้งที่
เป็นแบบวิธีกลและแบบเกษตรกรรมหรือท้ังสองวิธีผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นการทําข้ันบันได การทําคันดินเบน
นาํ้ การปลกู พืชตามแนวระดับ หรอื การปรับปรงุ ดนิ ให้เหมาะสม

ข. อาคารแหล่งน้าํ ท่ไี ด้รบั ผลกระทบจากการชะล้างพงั ทลายของดนิ ประกอบดว้ ย
(1) อ่างเก็บน้ําท่ีก่อสร้างเสร็จแล้วท้ังในเขตจังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก

และเพชรบูรณ์ ซึง่ เปน็ อา่ งเก็บนาํ้ ขนาดเลก็ และขนาดกลาง มีตะกอนไหลลงอ่างเก็บนํ้าค่อนข้างสูงเพราะป่าไม้บน
พ้ืนท่ีรับนํ้าถูกทําลาย ได้แนะนําให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
มิฉะน้ันตะกอนจะเต็มอ่างทําให้เก็บกักนํ้าไม่ได้ ถึงแม้จะขุดลอกตะกอนก็จะเต็มอ่างอย่างรวดเร็วไม่คุ้มค่าต่อการ
ลงทนุ

(2) มีการก่อสร้างฝายน้ําล้นตามลําห้วยต่างๆ เพื่อผันนํ้าเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ํา
ไปยังแปลงเพาะปลูก ถ้ามีการชะล้างพังทลายของหน้าดินก็จะทําให้ตะกอนตกทับถมเต็มหน้าฝายโดยรวดเร็ว
และมีโอกาสท่ีจะไหลเข้าไปในคลองส่งนํ้าได้ด้วย จึงทําให้คลองส่งนํ้าต้ืนเขินต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขุดลอก
ตะกอนทั้งท่หี นา้ ฝายและในคลองส่งน้ํามากขน้ึ

(3) อ่างเก็บน้ําทุกขนาดที่จะก่อสร้างใหม่ เสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รีบเรง่ ฟ้นื ฟูสภาพป่าข้ึนโดยเรว็ มิฉะน้ันโอกาสทีจ่ ะได้ก่อสรา้ งอ่างเก็บนํา้ เปน็ ไปได้ยากโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มนํ้าเหนือ
อา่ งเกบ็ นํา้ ตามความต้องการของราษฎร แทบจะไม่มีพื้นทปี่ ่าไม้เหลอื อยเู่ ลย

(4) การต้ืนเขินของคลอง/ลํานํ้า การตกตะกอนในลํานํ้าทําให้ลํานํ้าต้ืนเขิน เป็น
อปุ สรรคต่อการสูบนํ้าของสถานีสบู นา้ํ ด้วยไฟฟา้ เพ่อื การเพาะปลูก

2. การพัฒนาพ้นื ทีแ่ ก้มลงิ รองรับนา้ํ เพือ่ บรรเทาอทุ กภยั และภัยแล้ง

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 103

การดําเนนิ การดา้ นการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะหข์ อ้ มูล ลุ่มนํา้ น่าน
โครงการพฒั นาระบบคลงั ข้อมูล 25 ลมุ่ น้ํา และแบบจาํ ลองน้าํ ทว่ มนาํ้ แล้ง บทที่ 6 สรุปและข้อเสนอแนะ

1) ปรับปรุงลํานํ้าท่ีต้ืนเขินกีดขวางทางไหลของนํ้าอย่างรุนแรง เพื่อให้การระบายน้ําในฤดู
ฝนดีขึ้นและเพ่ิมขีดความสามารถในการกักเก็บน้ําไว้ในลําน้ําสําหรับใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง รวมท้ังการวางระบบ
เตอื นภยั นาํ้ ท่วมล่วงหน้าในพน้ื ทเ่ี ส่ยี งภัย

การปรับปรุงลําน้ําที่ตื้นเขินเพ่ือให้การระบายนํ้าในฤดูฝนดีขึ้นน้ัน ในขั้นแรกสามารถ
พิจารณาเฉพาะช่วงท่มี กี ารต้ืนเขินกอ่ น ถา้ จะมกี ารขุดลอกจะตอ้ งพจิ ารณาด้วยว่า

ก. เมื่อขุดลอกแล้วจะไม่ทําให้นํ้าไหลไปท่วมพ้ืนท่ีด้านท้ายนํ้าเร็วขึ้น ซึ่งจะทําให้เพิ่ม
ภาระปญั หานา้ํ ท่วมพื้นทด่ี ้านทา้ ยนาํ้ สงู ข้นึ

ข. เมอ่ื ขุดลอกแล้วฝายหรือประตูระบายนํา้ ทก่ี ่อสร้างไว้ตามลําน้ํานั้น จะไม่เกิดการกัด
เซาะด้านท้ายนา้ํ แล้วทาํ ใหฝ้ ายและประตูระบายนาํ้ พังทลายไดใ้ นทีส่ ดุ

ค. การขุดลอกในลําน้ําหลักหรือสาขาขนาดใหญ่จะต้องมีการศึกษาความเหมาะสม
และผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มกอ่ น

ถ้ามีปัญหาตามข้อแรกจะต้องพิจารณาถึงการขุดลอกด้านท้ายน้ําด้วย อนึ่งการขุดลอก
ช่วงลําน้ํายาวๆ จะต้องขุดลอกจากด้านท้ายน้ําข้ึนไปทางด้านเหนือน้ํา มิฉะน้ันจะทําให้เกิดน้ําท่วมพื้นท่ีด้านท้าย
นํ้ามากขึ้น ฟื้นฟูหนองบึงธรรมชาติและพ้ืนที่ชุ่มน้ํา (Wetland) ท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติและกระจายอยู่ท่ัวไปใน
พ้ืนที่ลุ่มนํ้าสาขาต่างๆ ให้สามารถรองรับนํ้าท่วมได้เพิ่มข้ึนและยังสามารถเป็นแหล่งกักเก็บนํ้าเพ่ือรักษาระบบ
นิเวศ และใช้ประโยชน์ได้ในฤดูแล้งพัฒนาโครงข่ายผันนํ้าท่วม เพื่อถ่ายเทปริมาณนํ้าท่ีมีอยู่มากเกินไปจนเกิดนํ้า
ท่วม จากพื้นท่ีท่ีมีประชากรหนาแน่นและมีมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจสูง ไปยังพ้ืนที่ท่ีเหมาะสมรองรับนํ้าท่วม
ควบคไู่ ปกบั การปรบั โครงสรา้ งอาชพี และการประกนั ชดเชยน้ําท่วมใหแ้ ก่ราษฎรในพนื้ ที่รองรบั น้าํ ท่วม

3. การพัฒนาและจัดสรรน้ําในพ้ืนท่ีประสบภัยแล้งซํ้าซากและด้อยโอกาสท่ีโครงข่ายส่งนํ้าไป
ไม่ถงึ

1) พัฒนาแหล่งน้ําขนาดเล็ก ในพื้นที่สาธารณะท่ีเหมาะสมและสนับสนุนการขุดสระน้ําใน
ไร่นาของเกษตรกร ใหม้ แี หล่งนํ้าทีส่ ามารถเก็บกักน้ําในฤดูฝนไว้ใชไ้ ดต้ ลอดฤดูแลง้ อยา่ งเพยี งพอและทวั่ ถงึ

2) ขุดเจาะน้ําบาดาลและบํารุงรักษาบ่อบาดาลที่มีอยู่ เพ่ือนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ
อุปโภคบริโภค โดยพิจารณาอย่างเหมาะสมจากศักยภาพนํ้าบาดาลของพ้ืนที่ ซ่ึงในพ้ืนท่ีลุ่มน้ําน่าน มีแหล่งนํ้า
บาดาลอยู่ 2 ประเภท คือ น้ําบาดาลในหินร่วน พบในลุ่มนํ้าน่านตอนล่าง บริเวณจังหวัดอุตรดิตถ์ ถึงจังหวัด
นครสวรรค์ และนํ้าบาดาลในชั้นหินแข็ง พบในบริเวณท่ีสูงและสูงปานกลาง คือ ลุ่มนํ้าสาขาแม่นํ้าน่านตอนบน
เหนืออ่างเก็บนํ้าเข่ือนสิริกิติ์และบริเวณทิศตะวันออกของลุ่มน้ําน่าน นํ้าบาดาลคุณภาพดี สามารถใช้ด่ืมกินได้ใน
พนื้ ท่ชี นบท

4. การรักษาคณุ ภาพนา้ํ ของแหลง่ นา้ํ และสร้างความตระหนกั ในคุณค่านํ้า
1) บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในการควบคุมการปล่อยนํ้าเสียและส่ิงปฏิกูลจาก

แหล่งกาํ เนดิ การบาํ บดั นํ้าเสยี ชุมชนก่อนทิ้งลงส่แู หลง่ น้ําสาธารณะ
2) เสริมสร้างให้คนในพื้นท่ีลุ่มนํ้าเกิดความตระหนักในคุณค่าน้ํา เพื่อให้มีน้ําคุณภาพดีใช้

อยา่ งเพยี งพอ โดยสนับสนนุ มาตรการจูงใจให้มีการใช้นํ้าอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ไม่สร้างความเสียหาย
ตอ่ คณุ ภาพนาํ้ และสงิ่ แวดลอ้ ม

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 104

การดาํ เนินการด้านการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะห์ขอ้ มูล ลมุ่ น้าํ นา่ น
โครงการพัฒนาระบบคลังขอ้ มลู 25 ล่มุ น้ํา และแบบจําลองนํ้าท่วมน้าํ แล้ง เอกสารอ้างอิง

เอกสารอ้างอิง

1. กรมทรัพยากรน้ํา. (มีนาคม 2548). โครงการศึกษา สํารวจ ออกแบบ สถานีอุทกวิทยา 25 ลุ่มนํ้าหลักของ
ประเทศไทย. รายงานการศึกษา. บริษัท มหานคร คอนซัลแตนท์ จํากัด, บริษัท ซิกม่า ไฮโดร คอนซัลแตนท์
จํากัด, บรษิ ัท รีซอสส์ เอนจเิ นยี ร่งิ คอนซัลแตนส์ จํากัด.

2. กรมทรัพยากรน้ํา. (2548). โครงการจัดทําแผนรวมการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าในพ้ืนท่ีลุ่มนํ้าน่าน.
รายงานการศกึ ษา. บริษทั เทสโก้ จาํ กดั , บริษัท แมคโครคอนซลั แตนส์ จาํ กัด, บรษิ ทั ไทย ดซี ีไอ จาํ กดั .

3. กรมชลประทาน. (2546). โครงการศึกษาเพื่อทําแผนหลักรองรับการพัฒนาแหล่งนํ้าและปรับปรุงโครงการ
ชลประทานสาํ หรบั แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 9. รายงานการศกึ ษา.

4. คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าและการชลประทาน. (กรกฎาคม 2551). แผนลงทุน
พัฒนาและการบรหิ ารจัดการน้ําและการชลประทาน ปี พ.ศ.2552-2554 . รายงานการศึกษา

5. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ํา, สภาผู้แทนราษฎร. (พฤศจิกายน 2551).
กําหนดกรอบแนวทางการบริหารจัดการทรพั ยากรนํ้าของประเทศไทย. รายงานการศกึ ษา.

6. สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (มิถุนายน 2550). งานศึกษาวิเคราะห์
ภาพรวมปริมาณนํ้าตน้ ทุนและความตอ้ งการนาํ้ ของประเทศไทย. รายงานการศึกษา.

7. สํานักนโยบายสาธารณะ, สํานักงานสภาท่ีปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (กรกฎาคม 2547).
โครงการศึกษาการบริหารจัดการทรพั ยากรนํ้าของชาตอิ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ และการจัดการ 25 ลุ่มน้ํา
สําคัญของประเทศ. รายงานการศึกษา. คณะวศิ วกรรมศาสตร,์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์

ASD/NRW/WE/RT5402/P1920/RT255 105

ภาคผนวก ก

ขอ้ มูลอตุ นุ ยิ มวทิ ยาและอุทกวทิ ยา

ขอ้ มูลอุตนุ ยิ มวิทยาทสี่ ถานตี รวจอากาศ จงั หวดั น่าน (พ.ศ.2523-2552)

CLIMATOLOGICAL DATA FOR PERIOD 1980 - 2009 Index : 48331 (Station : 331201-NAN)

ช่ือสถานี จงั หวดั น่าน ระดบั สถานี 200.00 ม.
รหัสสถานี 48331 ระดบั บาโรมเิ ตอร์ 202.00 ม.
ละตจิ ูด 18o46' N
ลองตจิ ดู 100o46' E ความสูงของเทอรโ์ มมเิ ตอรเ์ หนือพืน้ ดิน 1.20 ม.

ความสูงของเครอ่ื งมือวดั ความเรว็ ลมเหนือพ้นื ดนิ 12.00 ม.
ความสงู ของเครอื่ งมอื วัดน้ําฝน 0.86 ม.

รายการ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รายปี

ความดัน (เฮคโตปาสคาล) 1,007.6 1,006.5 1,007.9 1,011.1 1,013.7 1,015.7 1,009.5
1,021.0 1,014.7 1,016.2 1,021.1 1,025.5 1,028.3 1,020.8
เฉล่ยี 1,014.2 1,011.8 1,009.3 1,010.0 1,010.0 1,005.2 1,005.2 1,005.5 1,010.0 1,007.9 1,009.7 1,010.8 1,009.5
1,012.7 1,014.0 1,013.1
เฉลย่ี สูงสุด 1,027.3 1,025.2 1,031.0 6.8 5.6 1,010.0 1,010.0 1,010.0 5.2 5.5 5.8 6.3 5.8

เฉล่ยี ต่าํ สุด 1,009.1 1,007.0 1,010.0 28.9 28.5 4.6 4.3 4.6 27.1 26.3 23.9 20.9 25.9
36.9 34.9 32.6 32.5 31.2 29.6 33.0
การเปลย่ี นแปลงตอ่ วนั 6.8 7.1 7.2 22.3 23.5 23.2 21.9 18.4 14.3 20.3
43.0 41.9 36.3 36.6 36.7 35.3 43.0
อณุ หภมู ิ (องศาเซลเซียส) 21.7 23.4 23.7 21.3 19.4 14.4 12.7

เฉลี่ย 21.3 23.5 26.7 68 76 28.2 27.6 27.3 84 82 80 78 77
89 92 33.4 32.4 32.2 96 96 96 97 94
เฉล่ียสูงสุด 30.7 33.3 36.2 42 55 24.0 23.8 23.6 65 60 54 48 53
38 49 40.3 37.8 38.4 59 56 51 44 32
เฉลี่ยตํา่ สุด 14.0 15.6 18.9 23.9 23.3 23.3
21.5 23.5 24.0 22.7 19.8 16.4 20.9
สูงสดุ 36.8 38.8 41.8
143.0 138.0 100.0 99.0 86.0 80.0 1,260.0
ตาํ่ สุด 12.7 14.7 17.7
4.0 6.0 7.0 5.0 4.0 3.0 4.8
ความชนื้ สมั พทั ธ์ (เปอร์เซ็นต์)
5.0 7.0 6.0 4.0 3.0 2.0 6.0
เฉลยี่ 76 70 65 80 82 84 8.675
0.5 0.4 93 94 95 0.2 0.2 0.2 0.2
เฉลี่ยสงู สดุ 96 93 89 62 65 67 0.4
45 240 59 59 59 18 20 15 12 -
เฉลี่ยตา่ํ สดุ 44 38 36
99.9 178.1 207.9 69.8 20.3 9.1 240
ต่าํ สดุ 41 34 32 8 16 17 10 3 1
1,239.9
จดุ นํา้ คา้ ง (องศาเซลเซียส) 77.2 123.0 189.7 59.6 89.2 72.6 119

เฉล่ยี 16.1 16.6 18.4 20.0 7.0 24.1 24.0 24.2 2.0 6.0 9.0 13.0 189.7
0.0 0.0 1.0 6.0 12.0 16.0
ปรมิ าณการระเหยจากถาด (มม.) 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 131.0
7.0 10.0 8.0 3.0 1.0 0.0 44.0
เฉลยี่ จากถาด 83.0 92.0 125.0 0.0 0.0 113.0 103.0 98.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0
56.0
เมฆปกคลุม (0-10) 0.0

เฉลี่ย 2.0 2.0 2.0 7.0 8.0 8.0  

ชว่ั โมงที่มีแสงแดด (ชม.)

เฉลย่ี ไม่มีการตรวจวัด

ทัศนวิสัย (กม.)

07.00LST 3.0 3.0 3.0 8.0 8.0 7.0

เฉล่ีย

ความเร็วลม (นอต)

ความเรว็ ลมเฉล่ีย 0.2 0.4 0.5 0.5 0.5 0.4

ทิศทางลม 35 210 22

ความเรว็ ลมสูงสดุ 14 21 35 139.1 204.3 261.0
16 19 22
ฝน (มม.)
143.5 155.2 135.6
เฉลีย่ 4.1 12.1 34.2
2.0 1.0 1.0
จาํ นวนวนั ทฝ่ี นตก (วนั ) 124 0.0 0.0 0.0
0.0 0.0 0.0
ฝนสงู ทีส่ ุดใน 24 ชม. 15.1 42.3 70.5 7.0 7.0 9.0
0.0 0.0 0.0
จาํ นวนวันที่เกดิ (วัน)

เมฆหมอก 19.0 23.0 28.0

หมอก 8.0 1.0 0.0

ลกู เหบ็ 0.0 0.0 0.0

ฟา้ คะนอง 0.0 1.0 3.0

พายุฝน 0.0 0.0 0.0

ท่ีมา : สถติ ิภมู ิอากาศของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวทิ ยา, 2554

  

ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สถานตี รวจอากาศ สกษ.นา่ น จงั หวัดน่าน (พ.ศ.2523-2552)

CLIMATOLOGICAL DATA FOR PERIOD 1980 - 2009 Index : 48333 (Station : 331301-NAN AGROMET)

ช่ือสถานี สกษ.น่าน ระดับสถานี 264.00 ม.
รหสั สถานี 48333 ระดบั บาโรมเิ ตอร์ ม.
ละตจิ ดู 18o52' N ความสูงของเทอรโ์ มมิเตอรเ์ หนือพน้ื ดิน ม.
ลองติจูด 100o45' E ความสูงของเครอ่ื งมอื วัดความเรว็ ลมเหนือพ้ืนดนิ ม.
ความสงู ของเครอ่ื งมือวัดนาํ้ ฝน ม.

รายการ ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รายปี

ความดัน (เฮคโตปาสคาล) 1,007.8 1,006.7 1,007.3 1,010.7 1,013.2 1,014.4 1,009.2
1,015.2 1,014.0 1,013.8 1,018.2 1,022.9 1,023.0 1,017.8
เฉล่ยี 1,014.4 1,011.9 1,008.9 1,000.4 1,002.0 1,005.2 1,004.9 1,005.3 1,002.6 1,005.3 1,007.7 1,008.4 1,003.4
1,010.5 1,013.7 1,012.4
เฉลย่ี สูงสุด 1,026.7 1,024.4 1,018.4 6.6 5.2 1,002.0 0,999.5 0,998.9 5.2 5.4 5.9 6.3 5.7

เฉล่ยี ต่ําสดุ 1,007.3 1,005.5 1,001.5 27.8 27.2 4.6 4.1 4.4 26.9 26.2 23.3 20.7 25.2
35.1 32.7 32.0 31.9 30.7 29.8 32.1
การเปล่ยี นแปลงตอ่ วนั 6.7 6.7 7.0 21.9 22.9 22.9 21.6 16.9 13.5 19.6
40.2 38.5 34.5 34.5 35.5 33.9 40.2
อณุ หภมู ิ (องศาเซลเซียส) 20.5 21.5 21.8 20.3 14.5 11.5 10.5

เฉลย่ี 20.3 23.0 25.8 71 79 27.6 27.1 26.9 84 83 78 76 78
92 93 32.3 31.2 31.3 96 96 95 95 94
เฉลี่ยสูงสุด 30.1 32.5 35.1 45 58 23.5 23.6 23.3 64 61 49 44 53
34 48 36.5 34.9 35.3 57 52 37 35 28
เฉล่ียต่ําสดุ 12.1 15.3 18.2 22.9 23.0 22.2
21.4 22.8 23.7 22.8 18.6 15.6 20.5
สงู สดุ 33.5 37.7 39.0
145.0 114.0 96.0 91.0 90.0 87.0 1,220.0
ต่ําสดุ 10.5 13.0 15.7
4.0 6.0 6.0 4.0 2.0 1.0 4.1
ความชน้ื สัมพทั ธ์ (เปอรเ์ ซน็ ต)์
5.0 6.0 6.0 5.0 4.0 2.0 6.0
เฉล่ยี 74 71 67 81 84 85 8.675
0.3 0.2 94 95 95 0.0 0.1 0.1 0.1
เฉลยี่ สูงสุด 95 94 91 63 67 69 0.1
15 10 55 58 58 8 7 7 7 -
เฉลยี่ ตาํ่ สดุ 41 38 36
102.6 182.3 199.8 73.6 26.1 10.3 15
ตาํ่ สุด 32 35 28 8 16 17 10 4 1
1,309.0
จดุ นา้ํ คา้ ง (องศาเซลเซยี ส) 114.2 159.4 125.8 84.5 71.2 66.7 123

เฉลีย่ 14.7 16.4 18.3 22.0 1.0 23.8 23.9 24.0 0.0 2.0 4.0 5.0 177.0
0.0 0.0 2.0 5.0 7.0 8.0
ปรมิ าณการระเหยจากถาด (มม.) 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 103.0
8.0 6.0 5.0 3.0 0.0 0.0 29.0
เฉลี่ยจากถาด 98.0 105.0 121.0 0.0 0.0 101.0 81.0 91.0 0.0 0.0 0.0 0.0 1.0
39.0
เมฆปกคลุม (0-10) 0.0

เฉล่ีย 1.0 1.0 1.0 7.0 8.0 8.0  

ช่วั โมงทมี่ แี สงแดด (ชม.)

เฉลย่ี ไม่มีการตรวจวัด

ทศั นวสิ ัย (กม.)

07.00LST 3.0 3.0 3.0 7.0 7.0 7.0

เฉล่ยี

ความเรว็ ลม (นอต)

ความเรว็ ลมเฉลีย่ 0.1 0.2 0.2 0.1 0.1 0.0

ทิศทางลม 12 8 15

ความเรว็ ลมสูงสดุ 7 8 15 157.4 225.4 285.4
18 20 22
ฝน (มม.)
86.5 177.0 128.5
เฉลีย่ 4.0 10.2 31.9
0.0 0.0 0.0
จาํ นวนวันท่ีฝนตก (วนั ) 124 0.0 0.0 0.0
1.0 0.0 0.0
ฝนสงู ทส่ี ุดใน 24 ชม. 16.2 39.4 64.7 4.0 2.0 7.0
0.0 0.0 0.0
จํานวนวันที่เกดิ (วนั )

เมฆหมอก 15.0 24.0 30.0

หมอก 6.0 0.0 1.0

ลกู เหบ็ 0.0 0.0 0.0

ฟา้ คะนอง 0.0 1.0 3.0

พายุฝน 0.0 0.0 0.0

ทม่ี า : สถติ ิภมู ิอากาศของประเทศไทย กรมอตุ นุ ิยมวทิ ยา, 2554

  

ขอ้ มูลอตุ นุ ยิ มวทิ ยาทีส่ ถานีตรวจอากาศท่าวงั ผา จงั หวดั น่าน (พ.ศ.2523-2552)

CLIMATOLOGICAL DATA FOR PERIOD 1980 - 2009 Index : 48315 (Station : 331401-THA WANGPHA)

ช่ือสถานี ทา่ วงั ผา ระดับสถานี 234.70 ม.
รหัสสถานี 48315 ระดบั บาโรมิเตอร์ ม.
ละตจิ ูด 19o06' N ความสูงของเทอรโ์ มมเิ ตอรเ์ หนือพน้ื ดิน ม.
ลองติจดู 100o48' E ความสูงของเครอ่ื งมือวดั ความเรว็ ลมเหนือพ้ืนดิน ม.
ความสูงของเครอ่ื งมือวดั น้ําฝน ม.

รายการ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รายปี

ความดัน (เฮคโตปาสคาล) 1,007.9 1,006.7 1,008.1 1,011.7 1,014.2 1,015.9 1,009.8
1,021.3 1,015.1 1,015.9 1,022.2 1,026.2 1,028.5 1,021.1
เฉล่ยี 1,014.3 1,012.4 1,009.7 1,010.0 1,010.0 1,005.4 1,005.2 1,005.8 1,010.0 1,008.2 1,009.7 1,010.9 1,009.5
1,013.1 1,014.1 1,013.4
เฉล่ยี สงู สุด 1,027.3 1,025.1 1,030.7 6.8 5.5 1,010.0 1,010.0 1,010.0 5.1 5.4 5.7 6.2 5.8

เฉล่ยี ตา่ํ สุด 1,009.1 1,006.6 1,010.0 28.2 28.0 4.5 4.2 4.4 26.8 25.8 23.1 20.4 25.3
36.1 33.9 31.8 31.5 29.9 28.2 31.9
การเปลย่ี นแปลงตอ่ วนั 6.7 7.2 7.3 21.9 23.5 23.3 21.7 17.9 13.8 20.0
41.7 41.4 36.5 35.9 34.3 33.8 41.7
อุณหภมู ิ (องศาเซลเซียส) 20.5 23.2 23.1 20.5 17.6 12.7 12.3

เฉล่ยี 20.5 22.4 25.9 70 78 27.8 27.2 26.9 85 83 81 79 79
92 94 32.3 31.2 31.1 96 96 97 97 95
เฉลย่ี สงู สุด 29.4 32.4 35.3 45 58 24.2 23.9 23.6 67 62 56 50 56
47 59 39.5 36.4 36.7 62 59 52 42 33
เฉลีย่ ต่ําสุด 13.2 14.5 18.2 24.2 23.3 23.3
21.7 23.5 23.9 22.5 19.2 16.1 20.9
สงู สุด 34.8 37.6 40.2
165.0 159.0 119.0 111.0 90.0 82.0 1,434.0
ตํา่ สดุ 12.3 14.1 17.0
4.0 7.0 7.0 5.0 3.0 2.0 5.0
ความช้ืนสมั พทั ธ์ (เปอรเ์ ซ็นต)์
4.0 6.0 4.0 2.0 2.0 2.0 6.0
เฉลย่ี 78 72 68 82 84 86 8.675
0.8 0.7 94 95 95 0.4 0.4 0.3 0.3
เฉล่ียสงู สดุ 96 95 92 65 70 71 0.6
38 24 59 67 61 23 20 14 16 -
เฉลย่ี ต่ําสดุ 47 39 39
104.1 181.9 208.3 82.3 28.6 12.5 38
ตาํ่ สดุ 41 37 33 10 17 17 10 4 1
1,409.7
จดุ นา้ํ คา้ ง (องศาเซลเซยี ส) 79.2 114.4 100.2 70.7 116.9 61.7 128

เฉล่ีย 15.9 16.3 18.6 24.0 7.0 24.2 24.1 24.2 5.0 10.0 13.0 17.0 139.3
0.0 0.0 3.0 13.0 17.0 19.0
ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 157.0
10.0 15.0 11.0 6.0 1.0 0.0 74.0
เฉลยี่ จากถาด 90.0 108.0 151.0 0.0 0.0 130.0 115.0 114.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0
82.0
เมฆปกคลุม (0-10) 0.0

เฉลยี่ 2.0 2.0 2.0 8.0 9.0 9.0  

ชว่ั โมงทมี่ แี สงแดด (ชม.)

เฉล่ยี ไมม่ ีการตรวจวดั

ทศั นวิสยั (กม.)

07.00LST 2.0 2.0 3.0 7.0 6.0 5.0

เฉลยี่

ความเรว็ ลม (นอต)

ความเรว็ ลมเฉลยี่ 0.5 0.6 0.9 0.9 0.8 0.6

ทศิ ทางลม 20 18 26

ความเรว็ ลมสงู สดุ 17 15 18 180.8 269.2 291.6
19 22 22
ฝน (มม.)
139.3 111.6 128.0
เฉล่ยี 6.6 8.6 35.2
1.0 1.0 0.0
จํานวนวนั ทฝ่ี นตก (วัน) 114 0.0 0.0 1.0
0.0 0.0 0.0
ฝนสงู ทสี่ ุดใน 24 ชม. 49.2 36.0 75.0 11.0 10.0 13.0
0.0 0.0 0.0
จํานวนวันท่ีเกดิ (วนั )

เมฆหมอก 25.0 26.0 28.0

หมอก 16.0 4.0 1.0

ลกู เหบ็ 0.0 0.0 0.0

ฟา้ คะนอง 0.0 1.0 4.0

พายฝุ น 0.0 0.0 0.0

ทมี่ า : สถติ ิภมู ิอากาศของประเทศไทย กรมอุตนุ ิยมวิทยา, 2554

  

ขอ้ มูลอุตนุ ิยมวิทยาที่สถานตี รวจอากาศทุ่งช้าง จงั หวดั นา่ น (พ.ศ.2523-2552)

CLIMATOLOGICAL DATA FOR PERIOD 1980 - 2009 Index : 48307 (Station : 331402-THUNG CHANG)

ช่ือสถานี ทุ่งช้าง ระดบั สถานี 333.39 ม.
รหสั สถานี 48307 ระดับบาโรมเิ ตอร์ ม.
ละติจูด 19o24' N ความสูงของเทอรโ์ มมิเตอรเ์ หนือพน้ื ดนิ ม.
ลองติจูด 100o53' E ความสูงของเครอื่ งมือวัดความเรว็ ลมเหนือพืน้ ดนิ ม.
ความสูงของเครอ่ื งมือวัดน้ําฝน ม.

รายการ ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รายปี

ความดนั (เฮคโตปาสคาล) 1,008.1 1,006.6 1,008.0 1,011.5 1,013.8 1,015.5 1,009.6
1,018.3 1,014.4 1,016.1 1,019.3 1,022.8 1,027.1 1,019.9
เฉลย่ี 1,014.3 1,012.4 1,009.6 1,010.0 1,010.0 1,005.3 1,005.0 1,005.5 1,010.0 1,007.8 1,008.5 1,010.8 1,009.3
1,012.5 1,014.5 1,012.0
เฉล่ยี สงู สดุ 1,026.7 1,024.4 1,030.7 6.1 4.8 1,010.0 1,010.0 1,010.0 4.6 4.8 5.7 6.0 5.2

เฉล่ยี ตํ่าสุด 1,007.9 1,006.5 1,010.0 27.1 26.8 4.0 3.7 4.0 25.9 25.2 22.5 20.3 24.5
34.7 32.5 31.2 31.3 30.1 28.7 31.4
การเปลย่ี นแปลงต่อวนั 6.0 6.3 6.6 21.1 22.7 22.7 21.1 17.1 14.2 19.6
39.5 39.9 34.9 35.0 34.4 33.5 39.9
อุณหภูมิ (องศาเซลเซยี ส) 20.0 21.7 22.2 19.1 14.1 11.5 11.2

เฉลี่ย 20.2 22.1 24.7 75 83 26.9 26.5 26.2 87 85 80 79 81
95 96 31.6 30.6 30.6 98 98 97 96 97
เฉลย่ี สงู สดุ 29.7 32.0 34.1 47 61 23.7 23.6 23.4 68 61 52 47 56
40 54 35.6 36.8 35.5 56 52 45 40 28
เฉลย่ี ตาํ่ สุด 13.3 14.8 17.4 22.8 22.5 22.6
21.6 23.2 23.5 22.1 18.4 15.8 20.6
สูงสุด 35.8 36.4 38.7
137.0 114.0 90.0 99.0 92.0 87.0 1,211.0
ตํ่าสดุ 11.2 13.0 16.0
3.0 5.0 6.0 3.0 2.0 1.0 3.8
ความช้ืนสมั พทั ธ์ (เปอรเ์ ซ็นต)์
7.0 8.0 7.0 8.0 8.0 7.0 6.0
เฉลี่ย 78 74 71 85 88 89 8.675
0.8 0.7 97 97 98 0.5 0.6 0.9 1.0
เฉลยี่ สงู สดุ 98 96 94 67 71 72 0.7
34 37 60 64 64 29 614 19 19 -
เฉลีย่ ตา่ํ สดุ 45 40 40
125.7 224.8 272.7 94.5 24.2 14.8 614
ตํ่าสุด 38 35 28 10 18 18 11 4 1
1,780.2
จดุ น้ําคา้ ง (องศาเซลเซียส) 59.7 113.5 122.2 58.1 71.9 42.5 134

เฉล่ีย 15.6 16.3 18.1 13.0 1.0 24.1 24.0 24.1 1.0 1.0 4.0 9.0 259.0
0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 1.0
ปรมิ าณการระเหยจากถาด (มม.) 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 84.0
5.0 5.0 2.0 1.0 0.0 0.0 7.0
เฉล่ียจากถาด 89.0 102.0 126.0 0.0 0.0 99.0 90.0 86.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0
25.0
เมฆปกคลุม (0-10) 0.0

เฉล่ยี 1.0 1.0 2.0 7.0 7.0 8.0  

ช่วั โมงทมี่ แี สงแดด (ชม.)

เฉลี่ย ไม่มกี ารตรวจวดั

ทศั นวิสยั (กม.)

07.00LST 6.0 5.0 5.0 8.0 7.0 7.0

เฉล่ยี

ความเรว็ ลม (นอต)

ความเรว็ ลมเฉลย่ี 0.6 0.6 0.9 0.7 0.7 0.6

ทศิ ทางลม 29 23 28

ความเรว็ ลมสงู สุด 19 19 25 224.3 329.3 381.4
18 22 24
ฝน (มม.)
82.3 136.4 259.0
เฉลยี่ 20.5 19.6 48.4
0.0 0.0 0.0
จํานวนวันที่ฝนตก (วนั ) 224 0.0 0.0 0.0
0.0 0.0 0.0
ฝนสงู ท่สี ดุ ใน 24 ชม. 54.6 47.7 56.1 4.0 3.0 2.0
0.0 0.0 0.0
จํานวนวนั ที่เกิด (วนั )

เมฆหมอก 11.0 20.0 24.0

หมอก 2.0 2.0 2.0

ลูกเหบ็ 0.0 0.0 0.0

ฟ้าคะนอง 1.0 0.0 2.0

พายฝุ น 0.0 0.0 0.0

ทม่ี า : สถติ ิภมู ิอากาศของประเทศไทย กรมอตุ ุนิยมวทิ ยา, 2554

  

ขอ้ มูลอตุ นุ ิยมวิทยาท่สี ถานีตรวจอากาศ จงั หวดั อตุ รดิตถ์ (พ.ศ.2523-2552)

CLIMATOLOGICAL DATA FOR PERIOD 1980 - 2009 Index : 48351 (Station : 351201-UTTARADIT)

ช่ือสถานี จงั หวดั อุตรดติ ถ์ ระดบั สถานี 63.00 ม.
รหสั สถานี 48351 ระดับบาโรมิเตอร์ 64.00 ม.
ละติจดู 17o37' N ความสูงของเทอรโ์ มมเิ ตอรเ์ หนือพน้ื ดิน 1.00 ม.
ลองตจิ ูด 100o06' E ความสงู ของเครอื่ งมอื วดั ความเรว็ ลมเหนือพ้นื ดิน 13.80 ม.
ความสงู ของเครอื่ งมอื วัดนํา้ ฝน 1.00 ม.

รายการ ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รายปี

ความดัน (เฮคโตปาสคาล)

เฉลย่ี 1,013.0 1,011.2 1,009.1 1,007.6 1,006.4 1,005.5 1,005.4 1,005.8 1,007.7 1,010.4 1,012.6 1,014.3 1,009.1

เฉล่ยี สูงสดุ 1,026.0 1,023.4 1,027.6 1,018.8 1,014.0 1,012.5 1,013.7 1,012.7 1,015.1 1,019.6 1,023.8 1,025.9 1,019.4

เฉล่ยี ตํ่าสุด 1,009.4 1,007.5 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,007.8 1,009.0 1,010.6 1,009.5

การเปลย่ี นแปลงตอ่ วนั 5.3 5.7 6.0 5.9 5.0 4.1 3.9 4.1 4.6 4.8 4.8 5.0 4.9

อุณหภมู ิ (องศาเซลเซียส)

เฉลย่ี 24.1 26.1 28.8 30.8 29.8 28.9 28.4 28.0 28.0 27.7 25.9 23.7 27.5

เฉลี่ยสงู สดุ 32.2 34.5 36.6 37.9 35.8 34.0 33.2 32.9 33.2 33.3 32.4 31.2 33.9

เฉลีย่ ต่าํ สุด 17.6 19.3 22.1 24.6 25.0 25.0 24.7 24.5 24.3 23.5 21.0 17.9 22.5

สงู สุด 37.1 39.3 40.9 42.4 43.1 41.6 37.8 37.9 37.1 36.8 37.3 35.9 43.1

ตาํ่ สดุ 16.6 19.0 20.8 23.7 25.0 24.4 24.1 24.1 24.4 23.4 21.5 17.4 16.6

ความช้นื สัมพทั ธ์ (เปอรเ์ ซน็ ต์)

เฉลย่ี 68 64 62 64 73 79 80 83 83 80 74 70 73

เฉลี่ยสูงสุด 88 85 82 83 89 92 92 94 94 93 90 88 89

เฉลี่ยตํา่ สุด 41 38 39 42 53 61 63 66 64 58 51 43 52

ต่ําสดุ 34 35 33 37 53 57 57 59 58 54 48 38 33

จดุ น้ําคา้ ง (องศาเซลเซียส)

เฉล่ยี 17.0 18.0 20.1 22.4 24.0 24.5 24.3 24.5 24.6 23.5 20.6 17.2 21.7

ปรมิ าณการระเหยจากถาด (มม.)

เฉล่ียจากถาด 112.0 119.0 159.0 180.0 165.0 135.0 121.0 119.0 119.0 125.0 117.0 113.0 1,584.0

เมฆปกคลมุ (0-10)

เฉล่ีย 2.0 2.0 2.0 4.0 6.0 8.0 8.0 8.0 7.0 5.0 3.0 3.0 4.8

ชว่ั โมงที่มแี สงแดด (ชม.)

เฉลย่ี ไมม่ กี ารตรวจวัด

ทัศนวิสัย (กม.)

07.00LST 4.0 3.0 4.0 6.0 10.0 11.0 10.0 10.0 9.0 8.0 8.0 7.0 6.0

เฉลย่ี 6.3 4.9 5.3 6.8 10.4 11.5 11.1 10.8 10.6 10.3 10.2 9.0 8.675

ความเร็วลม (นอต)

ความเรว็ ลมเฉลยี่ 0.5 0.6 0.8 0.9 0.8 0.8 0.7 0.6 0.5 0.6 0.7 0.7 0.7

ทศิ ทางลม NE S S S S S S S S NE NE NE -

ความเรว็ ลมสูงสดุ 21 21 27 40 35 29 23 28 27 20 19 18 40

ฝน (มม.)

เฉลีย่ 5.7 15.6 23.5 73.0 237.7 207.2 173.7 259.0 247.9 110.5 29.0 5.0 1,387.8

จํานวนวันทีฝ่ นตก (วัน) 1 2 3 7 14 17 18 21 18 10 4 1 116

ฝนสงู ทส่ี ดุ ใน 24 ชม. 28.4 63.6 93.0 93.5 263.7 193.3 94.8 125.4 111.8 106.4 59.4 59.6 263.7

จาํ นวนวันทเ่ี กิด (วัน)

เมฆหมอก 27.0 27.0 29.0 23.0 7.0 1.0 1.0 0.0 3.0 9.0 10.0 15.0 152.0

หมอก 2.0 2.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 4.0

ลกู เหบ็ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0

ฟา้ คะนอง 0.0 0.0 2.0 4.0 9.0 6.0 4.0 7.0 8.0 4.0 1.0 0.0 45.0

พายฝุ น 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0

ที่มา : สถิตภิ มู อิ ากาศของประเทศไทย กรมอตุ นุ ิยมวทิ ยา, 2554  

  

ข้อมูลอุตนุ ิยมวทิ ยาทส่ี ถานตี รวจอากาศ จงั หวัดพษิ ณุโลก (พ.ศ.2523-2552)

CLIMATOLOGICAL DATA FOR PERIOD 1980 - 2009 Index : 48378 (Station : 378201-PHITSANULOK)

ชื่อสถานี จงั หวดั พษิ ณุโลก ระดบั สถานี 44.02 ม.
รหสั สถานี 48378 ระดับบาโรมิเตอร์ 46.00 ม.
ละตจิ ูด 16o47' N ความสูงของเทอรโ์ มมเิ ตอรเ์ หนือพืน้ ดิน 1.25 ม.
ลองติจูด 100o16' E ความสงู ของเครอ่ื งมอื วัดความเรว็ ลมเหนือพ้นื ดิน 12.50 ม.
ความสงู ของเครอื่ งมอื วัดนา้ํ ฝน 0.76 ม.

รายการ ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รายปี

ความดนั (เฮคโตปาสคาล)

เฉล่ยี 1,012.9 1,011.0 1,009.2 1,007.6 1,006.5 1,005.6 1,005.7 1,005.9 1,007.7 1,010.3 1,012.4 1,014.1 1,009.1

เฉล่ยี สูงสดุ 1,025.5 1,023.2 1,026.1 1,018.5 1,014.2 1,012.6 1,012.9 1,012.6 1,015.4 1,019.0 1,023.3 1,025.3 1,019.1

เฉลย่ี ตํา่ สดุ 1,009.8 1,007.9 1,004.8 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,008.0 1,009.3 1,010.7 1,009.2

การเปล่ยี นแปลงต่อวนั 5.2 5.5 5.9 5.9 5.1 4.1 3.9 4.0 4.6 4.7 4.7 4.9 4.9

อณุ หภูมิ (องศาเซลเซียส)

เฉลย่ี 24.7 26.9 29.2 30.8 29.8 28.9 28.5 28.1 28.1 27.8 26.5 24.3 27.8

เฉลีย่ สูงสุด 31.7 33.8 35.8 37.2 35.5 33.9 33.1 32.5 32.5 32.4 31.7 30.7 33.4

เฉล่ียต่าํ สุด 18.5 21.0 23.6 25.4 25.1 25.0 24.7 24.7 24.7 24.1 21.7 18.6 23.1

สูงสดุ 36.3 38.4 40.0 41.8 42.0 39.4 37.6 36.7 35.7 35.7 36.4 35.3 42.0

ต่ําสุด 18.1 19.9 23.0 24.5 24.0 24.5 24.0 23.8 24.0 23.4 22.8 18.1 18.1

ความชืน้ สมั พทั ธ์ (เปอร์เซ็นต)์

เฉล่ีย 66 64 62 62 71 76 78 80 81 78 72 67 71

เฉลย่ี สูงสุด 85 82 80 80 86 89 90 92 92 91 88 86 87

เฉล่ยี ต่ําสดุ 41 39 40 42 52 58 60 63 64 60 51 43 51

ตํ่าสุด 38 36 37 35 51 56 54 57 56 55 51 45 35

จดุ นํา้ คา้ ง (องศาเซลเซยี ส)

เฉล่ยี 17.3 18.7 20.5 22.1 23.5 24.0 23.9 24.1 24.2 23.4 20.6 17.3 21.6

ปรมิ าณการระเหยจากถาด (มม.)

เฉล่ียจากถาด 111.0 122.0 163.0 187.0 175.0 143.0 138.0 125.0 114.0 116.0 112.0 110.0 1,616.0

เมฆปกคลุม (0-10)

เฉล่ีย 2.0 3.0 3.0 4.0 6.0 8.0 8.0 8.0 8.0 6.0 4.0 3.0 5.3

ช่วั โมงที่มแี สงแดด (ชม.)

เฉลยี่ ไมม่ กี ารตรวจวัด

ทศั นวิสยั (กม.)

07.00LST 4.0 4.0 6.0 8.0 9.0 10.0 10.0 10.0 10.0 8.0 7.0 6.0 6.0

เฉลย่ี 6.8 6.2 6.9 8.3 10.4 11.1 11.0 10.7 10.7 10.4 9.5 8.3 8.675

ความเร็วลม (นอต)

ความเรว็ ลมเฉล่ีย 0.9 1.3 1.8 2.0 1.9 1.6 1.5 1.4 1.1 1.1 1.1 1.0 1.4

ทศิ ทางลม S S S S S S S S SNNN -

ความเรว็ ลมสูงสุด 15 22 30 35 30 38 27 30 28 20 15 14 38

ฝน (มม.)

เฉลีย่ 3.3 13.4 27.4 51.8 178.6 174.7 185.0 248.8 246.6 157.2 34.8 9.2 1,330.8

จาํ นวนวันท่ีฝนตก (วัน) 1 2 3 5 14 16 18 20 19 13 4 1 116

ฝนสงู ที่สุดใน 24 ชม. 12.3 62.3 79.0 85.3 100.8 121.1 111.1 130.5 136.8 184.8 81.8 82.7 184.8

จาํ นวนวันทเ่ี กิด (วนั )

เมฆหมอก 30.0 27.0 29.0 23.0 5.0 0.0 0.0 0.0 2.0 9.0 17.0 26.0 168.0

หมอก 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0

ลูกเหบ็ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0

ฟา้ คะนอง 0.0 1.0 3.0 5.0 11.0 9.0 8.0 9.0 11.0 8.0 1.0 0.0 66.0

พายฝุ น 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0

ท่มี า : สถิตภิ ูมิอากาศของประเทศไทย กรมอุตุนิยมวทิ ยา, 2554  

  

ข้อมูลอตุ ุนยิ มวทิ ยาทส่ี ถานตี รวจอากาศ จงั หวดั นครสวรรค์ (พ.ศ.2523-2552)

CLIMATOLOGICAL DATA FOR PERIOD 1980 - 2009 Index : 48400 (Station : 400201-NAKHON SAWAN)

ช่ือสถานี จงั หวดั นครสวรรค์ ระดับสถานี 33.91 ม.
รหัสสถานี 48400 ระดับบาโรมเิ ตอร์ 35.00 ม.
ละติจดู 15o48' N ความสูงของเทอรโ์ มมิเตอรเ์ หนือพนื้ ดนิ 1.50 ม.
ลองตจิ ดู 100o10' E ความสงู ของเครอ่ื งมือวัดความเรว็ ลมเหนือพน้ื ดิน 14.00 ม.
ความสูงของเครอ่ื งมอื วดั น้ําฝน 1.00 ม.

รายการ ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รายปี

ความดนั (เฮคโตปาสคาล)

เฉล่ยี 1,012.7 1,010.9 1,009.2 1,007.7 1,006.5 1,005.7 1,005.8 1,006.0 1,007.7 1,010.2 1,012.3 1,013.9 1,009.1

เฉลย่ี สูงสุด 1,025.2 1,022.8 1,025.8 1,018.7 1,014.2 1,012.2 1,012.8 1,012.8 1,015.5 1,019.1 1,022.7 1,025.0 1,018.9

เฉล่ยี ตาํ่ สดุ 1,008.8 1,007.6 1,005.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,010.0 1,008.1 1,009.1 1,010.1 1,009.1

การเปลย่ี นแปลงตอ่ วัน 5.4 5.7 5.9 5.7 4.9 4.1 3.9 4.1 4.7 4.8 4.8 5.1 4.9

อณุ หภูมิ (องศาเซลเซียส)

เฉล่ยี 25.5 28.1 30.2 31.4 30.0 29.3 28.8 28.4 28.0 27.7 26.5 24.6 28.2

เฉลีย่ สูงสดุ 33.0 35.2 37.0 38.0 35.9 34.7 34.1 33.6 33.0 32.6 32.1 31.4 34.2

เฉลย่ี ต่าํ สดุ 19.1 22.2 24.7 26.1 25.7 25.4 25.0 24.8 24.4 24.0 21.8 18.7 23.5

สงู สดุ 37.8 39.7 41.4 42.4 42.6 40.0 39.5 38.6 36.2 36.1 37.5 36.3 42.6

ตาํ่ สุด 18.1 21.7 24.1 25.0 24.5 24.5 24.3 24.3 23.9 23.5 21.5 17.9 17.9

ความชืน้ สัมพทั ธ์ (เปอร์เซ็นต)์

เฉล่ีย 65 62 61 64 72 74 76 79 83 82 76 69 72

เฉล่ยี สูงสดุ 87 86 86 86 89 89 90 92 95 95 93 89 90

เฉล่ยี ต่าํ สดุ 40 37 37 41 52 56 58 60 65 63 54 45 51

ตํา่ สดุ 36 33 34 40 53 55 55 57 59 58 51 43 33

จุดนาํ้ คา้ ง (องศาเซลเซยี ส)

เฉลีย่ 17.6 19.3 21.1 22.8 23.9 23.9 23.8 24.0 24.6 24.0 21.4 17.9 22.0

ปรมิ าณการระเหยจากถาด (มม.)

เฉล่ยี จากถาด 135.0 163.0 217.0 225.0 188.0 166.0 156.0 142.0 126.0 119.0 117.0 123.0 1,877.0

เมฆปกคลุม (0-10)

เฉล่ยี 2.0 3.0 3.0 4.0 7.0 8.0 8.0 8.0 8.0 6.0 4.0 3.0 5.3

ช่วั โมงท่ีมแี สงแดด (ชม.)

เฉล่ยี ไม่มกี ารตรวจวดั

ทศั นวสิ ัย (กม.)

07.00LST 3.0 4.0 5.0 7.0 9.0 11.0 10.0 10.0 8.0 6.0 5.0 4.0 6.0

เฉลยี่ 5.8 5.5 5.9 7.8 11.0 12.2 11.6 11.3 10.4 9.5 8.5 7.4 8.675

ความเรว็ ลม (นอต)

ความเรว็ ลมเฉลีย่ 1.6 3.3 4.5 4.1 2.8 2.9 2.6 2.1 1.2 1.2 1.2 1.3 2.4

ทิศทางลม E S S S S S S S S NE NE NE -

ความเรว็ ลมสูงสุด 25 30 33 50 40 45 37 27 30 30 20 25 50

ฝน (มม.)

เฉลย่ี 3.8 13.5 33.5 64.2 153.5 133.9 148.8 174.3 239.4 141.2 29.0 4.6 1,139.7

จาํ นวนวันทีฝ่ นตก (วนั ) 1 2 3 6 13 15 16 18 19 14 4 1 112

ฝนสูงท่สี ุดใน 24 ชม. 44.8 56.3 112.3 67.5 150.1 127.8 97.7 103.6 102.9 136.4 52.5 23.7 150.1

จาํ นวนวันทเี่ กิด (วัน)

เมฆหมอก 29.0 27.0 27.0 20.0 3.0 0.0 0.0 0.0 1.0 8.0 16.0 24.0 155.0

หมอก 2.0 1.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 1.0 1.0 1.0 6.0

ลกู เหบ็ 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0

ฟ้าคะนอง 0.0 1.0 3.0 7.0 13.0 9.0 8.0 10.0 13.0 9.0 2.0 0.0 75.0

พายุฝน 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0 0.0

ทมี่ า : สถติ ิภูมิอากาศของประเทศไทย กรมอตุ นุ ิยมวิทยา, 2554

  

ค่าเฉล่ียรายปี ชว่ งพิสยั ของค่าเฉลี่ยรายเดอื น ค่าเฉลีย่ สูงสุดรายเดือน และค่าเฉลย่ี ต่าํ สุดรายเดอื นของตัวแปรภมู ิอากาศหลัก

ในพื้นทลี่ มุ่ นาํ้ น่าน

สถานตี รวจวดั ตัวแปรภูมอิ ากาศ ค่าเฉล่ียรายปี ชว่ งพสิ ัยของคา่ เฉลีย่ คา่ เฉล่ียสูงสดุ ค่าเฉล่ยี ต่ําสุด

สภาพภูมิอากาศ รายเดือน รายเดือน รายเดอื น

จงั หวัดนา่ น อุณหภูมิ (องศาเซลเซยี ส) 25.9 20.9 (ธ.ค.) - 28.9 (เม.ย.) 36.9 (เม.ย.) 14 (ม.ค.)

ความชน้ื สัมพัทธ์ (เปอร์เซ็นต์) 77.1 65.0 (มี.ค.) - 84.0 (ส.ค.) 97.0 (ธ.ค.) 36.0 (มี.ค.)

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,260.0 80.0 (ธ.ค.) - 143.0 (เม.ย.) - -

ความครึ้มของเมฆ (0-10 อ๊อกต้า) 4.8 2.0 (ม.ค.) - 8.0 (ก.ค.) - -

ความเร็วลม (นอ๊ ต) 0.4 0.2 (ม.ค.) - 0.5 (มี.ค.) 240.0 (พ.ค.) -

ปริมาณฝน (มม.) 1,239.9 4.1 (ม.ค.) - 261.0 (ส.ค.) - -

สกษ.นา่ น อณุ หภูมิ (องศาเซลเซยี ส) 25.2 20.3 (ม.ค.) - 27.8 (เม.ย.) 35.1 (ม.ี ค.) 12.1 (ม.ค.)

ความชนื้ สมั พัทธ์ (เปอร์เซ็นต์) 77.8 67.0 (ม.ี ค.) - 85.0 (ส.ค.) 96.0 (ก.ย.) 36.0 (มี.ค.)

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,220.0 81.0 (ก.ค.) - 145.0 (เม.ย.) - -

ความครึ้มของเมฆ (0-10 ออ๊ กต้า) 4.1 1.0 (ม.ค.) - 8.0 (ก.ค.) - -

ความเร็วลม (น๊อต) 0.1 0.0 (ส.ค.) - 0.3 (เม.ย.) 15.0 (ม.ี ค.) -

ปริมาณฝน (มม.) 1,309.0 4.0 (ม.ค.) - 285.4 (ส.ค.) - -

ท่าวงั ผา อุณหภูมิ (องศาเซลเซียส) 25.3 20.4 (ธ.ค.) - 28.2 (เม.ย.) 36.1 (เม.ย.) 13.2 (ม.ค.)

ความชนื้ สัมพัทธ์ (เปอร์เซน็ ต์) 78.8 68.0 (ม.ี ค.) - 86.0 (ส.ค.) 97.0 (พ.ย.) 39.0 (ก.พ.)

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,434.0 82.0 (ธ.ค.) - 165.0 (เม.ย.) - -

ความครึ้มของเมฆ (0-10 อ๊อกต้า) 5.0 2.0 (ม.ค.) - 9.0 (ก.ค.) - -

ความเร็วลม (น๊อต) 0.6 0.3 (พ.ย.) - 0.9 (ม.ี ค.) 38.0 (เม.ย.) -

ปริมาณฝน (มม.) 1,409.7 6.6 (ม.ค.) - 291.6 (ส.ค.) - -

ทงุ่ ชา้ ง อณุ หภูมิ (องศาเซลเซยี ส) 24.5 20.2 (ม.ค.) - 27.1 (เม.ย.) 34.7 (เม.ย.) 13.3 (ม.ค.)

ความชน้ื สัมพทั ธ์ (เปอร์เซน็ ต์) 81.2 71.0 (ม.ี ค.) - 89.0 (ส.ค.) 98.0 (ม.ค.) 40.0 (ก.พ.)

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,211.0 86.0 (ส.ค.) - 137.0 (เม.ย.) - -

ความครึ้มของเมฆ (0-10 อ๊อกต้า) 3.8 1.0 (ม.ค.) - 8.0 (ส.ค.) - -

ความเร็วลม (น๊อต) 0.7 0.5 (ก.ย.) - 1.0 (ธ.ค.) 614.0 (ต.ค.) -

ปริมาณฝน (มม.) 1,780.2 14.8 (ธ.ค.) - 381.4 (ส.ค.) - -

จังหวดั อุตรดิตถ์ อุณหภูมิ (องศาเซลเซียส) 27.5 23.7 (ธ.ค.) - 30.8 (เม.ย.) 37.9 (เม.ย.) 17.6 (ม.ค.)

ความชนื้ สัมพัทธ์ (เปอร์เซ็นต์) 73.3 62.0 (ม.ี ค.) - 83.0 (ส.ค.) 94.0 (ส.ค.) 38.0 (ก.พ.)

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,584.0 112.0 (ม.ค.) - 180.0 (เม.ย.) - -

ความคร้ึมของเมฆ (0-10 ออ๊ กต้า) 4.8 2.0 (ม.ค.) - 8.0 (มิ.ย.) - -
ความเร็วลม (น๊อต) -
0.7 0.5 (ม.ค.) - 0.9 (เม.ย.) 40.0 (เม.ย.)

ปริมาณฝน (มม.) 1,387.8 5.0 (ธ.ค.) - 259.0 (ส.ค.) - -  

  

ค่าเฉล่ยี รายปี ช่วงพสิ ยั ของค่าเฉลยี่ รายเดือน ค่าเฉลีย่ สงู สุดรายเดอื น และค่าเฉลี่ยตํ่าสุดรายเดอื นของตวั แปรภูมอิ ากาศหลัก

ในพ้นื ที่ลุ่มนาํ้ น่าน

สถานตี รวจวัด ตวั แปรภูมอิ ากาศ คา่ เฉลย่ี รายปี ช่วงพิสยั ของคา่ เฉลยี่ คา่ เฉลีย่ สงู สดุ คา่ เฉลีย่ ต่ําสดุ

สภาพภูมิอากาศ รายเดือน รายเดอื น รายเดอื น

จังหวดั พิษณโุ ลก อณุ หภูมิ (องศาเซลเซียส) 27.8 24.3 (ธ.ค.) - 30.8 (เม.ย.) 37.2 (เม.ย.) 18.5 (ม.ค.)

ความชนื้ สมั พทั ธ์ (เปอร์เซ็นต์) 71.4 62.0 (ม.ี ค.) - 81.0 (ก.ย.) 92.0 (ส.ค.) 39.0 (ก.พ.)

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,616.0 110.0 (ธ.ค.) - 187.0 (เม.ย.) - -

ความคร้ึมของเมฆ (0-10 อ๊อกต้า) 5.3 2.0 (ม.ค.) - 8.0 (ม.ิ ย.) - -

ความเร็วลม (นอ๊ ต) 1.4 0.9 (ม.ค.) - 2.0 (เม.ย.) 38.0 (ม.ิ ย.) -

ปริมาณฝน (มม.) 1,330.8 3.3 (ม.ค.) - 248.8 (ส.ค.) - -

จงั หวัดนครสวรรค์ อณุ หภูมิ (องศาเซลเซียส) 28.2 24.6 (ธ.ค.) - 31.4 (เม.ย.) 38 (เม.ย.) 18.7 (ธ.ค.)

ความชน้ื สมั พัทธ์ (เปอร์เซน็ ต์) 71.9 61.0 (ม.ี ค.) - 83.0 (ก.ย.) 95.0 (ก.ย.) 37.0 (ก.พ.)

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,877.0 117.0 (พ.ย.) - 225.0 (เม.ย.) - -

ความครึ้มของเมฆ (0-10 ออ๊ กต้า) 5.3 2.0 (ม.ค.) - 8.0 (ม.ิ ย.) - -

ความเร็วลม (นอ๊ ต) 2.4 1.2 (ก.ย.) - 4.5 (ม.ี ค.) 50.0 (เม.ย.) -

ปริมาณฝน (มม.) 1,139.7 3.8 (ม.ค.) - 239.4 (ก.ย.) - -

เฉล่ยี ทงั้ ลุม่ นํ้า อณุ หภูมิ (องศาเซลเซยี ส) 26.3 22.1 - 29.3 36.6 15.3

ความชนื้ สมั พทั ธ์ (เปอร์เซ็นต์) 75.9 65.1 - 84.4 95.6 37.9

ปริมาณการระเหยจากถาด (มม.) 1,457.4 95.4 - 168.9

ความครึ้มของเมฆ (0-10 อ๊อกต้า) 4.7 1.7 - 8.1

ความเร็วลม (น๊อต) 0.9 0.5 - 1.4 147.9

ปริมาณฝน (มม.) 1,371.0 5.9 - 280.9  

  

ภาคผนวก ข

คาํ อธบิ ายสัญลักษณ์

ภาคผนวก ข.1

ชั้นหนิ อมุ้ นํา้

ชั้นหนิ อุม้ น้ํา

1) ชนั้ หนิ อมุ้ นา้ํ ตะกอนหนิ ร่วน (Unconsolidated Aquifers)

ประกอบขึ้นด้วย ตะกอนจําพวกกรวด ทราย ทรายแป้ง เศษหิน และดินเหนียว ซึ่งยังไม่สมาน

ตัวหรือยังไม่จับตัวกัน โดยทั่วไปแล้วชั้นหินอุ้มน้ําประเภทน้ี น้ําบาดาลจะถูกกักเก็บอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ด

ตะกอนต่าง ๆ ปริมาณนํ้าบาดาลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความหนาของแหล่งสะสมตะกอนมาก มีการคัดขนาด

ของเม็ดตะกอนดี และเมด็ ตะกอนมคี วามกลมมนมาก กจ็ ะกกั เกบ็ น้ําบาดาลไว้ได้มาก

ช้ันหินอุม้ นํ้าในตะกอนหนิ รว่ นในลุ่มนาํ้ ปา่ สัก ประกอบด้วย

(1) ช้นั หนิ อุม้ นาํ้ ตะกอนนํา้ พา (Quaternary Flood Plain Deposits Aquifer ; Qfd)

ประกอบด้วยชัน้ ตะกอนของกรวด ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว ซ่ึงเกิดจากการพัดของ

แม่น้าํ ป่าสัก และตะกอนลุ่มนํา้ หลากของแม่น้าํ เจา้ พระยา รวมทัง้ ตะกอนทางน้ําต่างๆ ที่เกิดเป็นบริเวณแคบๆ ตาม

แนวคดโค้งของลําน้ํา จัดเป็นชั้นนํ้าบาดาลระดับตื้น ความลึกของชั้นน้ําบาดาลประมาณ 15-50 เมตร

ความสามารถในการใหน้ ํา้ อยูใ่ นช่วง 5-30 ลบ.ม./ชม.

(2) ชนั้ หินอุม้ นํ้าตะกอนตะพกั น้าํ (Quaternary Terrace Deposits Aquifer ; Qt)

เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนพวกกรวด ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว ซึ่งเป็น

ตะกอนยคุ เกา่ ของทีร่ าบลุ่มเจา้ พระยา ตะกอนยคุ เกา่ นี้บางสว่ นจะวางตวั อยูใ่ ต้ชั้นนํา้ ทร่ี าบนา้ํ หลากท่ีมีอายอุ ่อนกวา่

ความลึกของชั้นนํ้าบาดาลประมาณ 50-150 เมตร ความสามารถในการให้นํ้าอยู่ในช่วง 10-100 ลบ.ม./ชม. ซ่ึงช้ัน

นํ้าประเภทนีไ้ ด้หมายถึงชั้นน้าํ บาดาลที่พฒั นาจากช้ันดนิ มาร์ลดว้ ย

(3) ช้นั หินอุม้ น้าํ ทรายชายหาด (Beach Sand Deposits Aquifer ; Qbs)

ชั้นนี้จะประกอบด้วยทรายละเอียด ถึงทรายหยาบสะสมตัวตามแนวชายหาดท้ังเก่าและ

ปัจจุบัน จัดเป็นชั้นหินอุ้มนํ้าระดับต้ืน โดยมีความลึกเฉลี่ยของการให้นํ้า 2-6 เมตร และได้ปริมาณนํ้าประมาณ 5-

10 ลบ.ม./ชม.

(4) ช้นั หนิ อมุ้ น้าํ ตะกอนเศษหินเชงิ เขา (Colluvial Aquifers ; Qcl)

ช้ันหินอุ้มน้ําประกอบด้วย กรวด ทราย ทรายแป้ง และดินเหนียว และเศษหินแตกหัก มี

ลักษณะหนา ไม่มีการคัดขนาด และความลึกก็ข้ึนอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ซ่ึงจะมีความลึกต้ังแต่ 10-40 เมตร

และอัตราการใหน้ ํา้ ประมาณ 2-10 ลบ.ม./ชม. แตบ่ างทม่ี ีความหนามากทําใหส้ ามารถใหน้ ้ํา 20 ลบ.ม./ชม.

2) ชนั้ หนิ อมุ้ น้าํ ตะกอนหนิ ร่วนก่งึ หินแขง็ (Tertiary Semi-consolidated Aquifer ; Tsc)
ประกอบด้วย หินชนดิ ตา่ ง ๆ ในกลมุ่ หินยุคเทอร์เชียรี ได้แก่ หินดินดาน หินโคลน และหินทราย

ละเอียด โดยน้ําบาดาลจะถูกกักเกบ็ อยู่ในรอยแตก รอยแยก รอยเลอ่ื น หรอื รอยตอ่ ระหว่างชั้นหิน ความลึกของช้ัน
น้าํ บาดาลประมาณ 30-50 เมตร บางแห่งอาจจะลึกถึง 200 เมตร ความสามารถในการให้นํ้าอยู่ในช่วง 1-20 ลบ.
ม./ชม.

3) ชนั้ หินอุม้ น้าํ หนิ แขง็ (Consolidated Aquifers)
ช้ันหนิ อมุ้ น้ําในหินแขง็ สว่ นใหญน่ ้ําบาดาลจะถกู กักเก็บอยู่ในช่องวา่ งของโครงสร้างต่าง ๆ ได้แก่

รอยแตก รอยแยก รอยเล่ือน รอยต่อระหว่างชั้นหิน โพรงหรือถ้ําในช้ันหิน และช่องว่างของชั้นหินผุ ปริมาณนํ้า
บาดาลจะมีมากหรือน้อย ข้ึนอยู่กับขนาด และความต่อเนื่องกันของโครงสร้างที่มีอยู่ในช้ันหินน้ันๆ ถ้าโครงสร้างมี
ขนาดใหญแ่ ละตอ่ เนือ่ งถงึ กนั ดี จะมีนํา้ บาดาลกักเก็บอยมู่ าก

ชน้ั หินอุ้มน้ําในหินแข็งในลุ่มนาํ้ ปา่ สกั ประกอบด้วย
(1) ช้ันหนิ อมุ้ น้ําโคราชตอนกลาง (Middle Khorat Aquifer ; Jmk)

ประกอบด้วย หินทรายสีเหลือง สีชมพูเทา สีแดงเทา หินกรวด หินดินดานสีนํ้าตาลแดง สี
เทาเขียว และหินทรายแป้ง ได้แก่ ชั้นหินของหน่วยหินพระวิหาร เสาขัง และภูพาน (Phra Wihan Saokhua and
Phu Phan Formations) ความลึกของชั้นนํ้าบาดาลประมาณ 30- 60 เมตร ปริมาณน้ําอยู่ในเกณฑ์ 2-10 ลบ.ม/
ชม. แบง่ ออกเป็น 2 ประเภทไดแ้ ก่

(2) ช้นั หินอุม้ นา้ํ โคราชตอนลา่ ง (Lower Khorat Aquifer ; TrJlk)
ประกอบด้วย หินกรวดมนสีเทา หินทรายเน้ือเถ้าภูเขาไฟสีเทานํ้าตาลเข้มถึงแกมเทา

หินดินดานสีเทาถึงดํา น้ําตาลแกมแดง เนื้อปนปูน หินโคลนและหินปูนปนโคลนสีเทา กรวดมนสีเทา หินทรายเน้ือ
เถ้าภูเขาไฟสีเทานํ้าตาลเข้มถึงแกมเทา หินดินดานสีเทาจนถึงดําน้ําตาลแกมแดง เนื้อปนปูน หินโคลน และหินปูน
โคลนสีเทา ได้แก่ ชั้นหินของหน่วยหินห้วยหินลาด น้ําพอง และภูกระดึง (Huai Hin Lat Nam Phong and Phu
Kradung Formations) ความลึกของช้ันนํ้าบาดาลประมาณ 30- 60 เมตร ปริมาณน้ําอยู่ในเกณฑ์ 2-10 ลบ.ม/
ชม.

(3) ชัน้ หินอุม้ นํา้ คารบ์ อเนตอายุเพอรเ์ มียน (Permian Carbonate Aquifer ; Pc)
ประกอบดว้ ย หินปนู สเี ทา มีหินเชริ ต์ สีดํา หินดินดานสีเทา หินทรายและหินกรวดมนสีเทา

ขาว น้ําตาลแกมแดงแทรกสลับ ได้แก่ หินปูนในกลุ่มหินราชบุรี (Ratburi Group) ความลึกของชั้นนํ้าบาดาล
ประมาณ 20-40 เมตร ความสามารถในการใหน้ าํ้ อยูใ่ นช่วง 1-40 ลบ.ม./ชม.

(4) ชนั้ หินอุม้ น้าํ หินชน้ั ก่งึ แปร (Permian-Carboniferous Metasediments Aquifer ;
PCms)

ประกอบด้วย หินทรายก่ึงหินควอร์ตไซต์ (Quartzitic sandstone) หินดินดานก่ึง
หินชนวน (Phyllitic to Slaty shale) และหินกรวดมน ความลึกของชั้นน้ําบาดาลประมาณ 10-60 เมตร
ความสามารถในการใหน้ า้ํ อยใู่ นช่วง 1-20 ลบ.ม./ชม.

(5) ช้ันหินอ้มุ นาํ้ หินภเู ขาไฟ (Volcanic Aquifer ; Vc)
ประกอบด้วย หินแอนดีไซต์ ไรโอไลต์ และหินทัฟฟ์ ความลึกของชั้นนํ้าบาดาลประมาณ

10-30 เมตร ความสามารถในการให้น้ําอยูใ่ นช่วง 1-10 ลบ.ม./ชม.
(6) ชั้นหินอุ้มนาํ้ หินแกรนิต (Granitic Aquifer ; Gr)
ประกอบด้วย หินแกรนิต แกรโนไดโอไรต์ ความลึกของช้ันน้ําบาดาลประมาณ 10-30

เมตร ความสามารถในการใหน้ าํ้ อยใู่ นชว่ ง 1-10 ลบ.ม./ชม.
(7) ช้นั หินอมุ้ นํา้ หนิ บะซอลต์ (Basalt Aquifer ; Bs)
ประกอบด้วย หินบะซอลต์ ความลึกของช้ันน้ําบาดาลประมาณ 10-30 เมตร

ความสามารถในการใหน้ ํ้าอย่ใู นชว่ ง 1-35 ลบ.ม./ชม.
(8) ชนั้ หินอมุ้ น้าํ ลาํ ปาง (Lampang Aquifers ; TRlp)
เปน็ ชัน้ หินทใ่ี หน้ ้าํ ทป่ี ระกอบดว้ ยหินทราย หนิ ทรายแปง้ หนิ ดนิ ดานและหินกรวดมน

HYDROUNT DESCRIPT_T DESCRIPT_E
Bs ช้นั หนิ อ้มุ นาํ้ หนิ บะซอลต์ Basaltic Aquifer
C ชน้ั หนิ อมุ้ นํา้ อายคุ าร์บอนิเฟอรร์ ัส Carboniferous Aquifers
Cms ชนั้ หินอุ้มนาํ้ หนิ ช้ันกึ่งแปร Carboniferous Metasedments Aquifer
D ชั้นหินอุ้มน้าํ อายุดโี วเนยี น Devonian Aquifers
DEmm ชน้ั หนิ อุม้ นาํ้ หนิ แปรยุคดโี วเนยี น-แคมเบรยี น Cambrian-Devonian Metamorphic Aquifer

HYDROUNT DESCRIPT_T DESCRIPT_E
Emm ชั้นหนิ อมุ้ น้ําหินแปรยคุ แคมเบรยี น Cambrian Metamorphic Aquifer
Ems ชน้ั หินอมุ้ น้ําหนิ ช้นั กึง่ แปร Cambrian Metasediments Aquifer
Gr ชั้นหนิ อมุ้ นาํ้ หินแกรนิต Granitic Aquifers
Hl ชั้นหนิ อมุ้ น้ําหินชดุ หว้ ยหนิ ลาด Huai Hin Lat Aquifers
Ig ชั้นหนิ อ้มุ นาํ้ หนิ อคั นี Igneous Aquifers
Jmk ชั้นหินอมุ้ น้ําหนิ ชุดโคราชตอนกลาง Middle Khorat Aquifer
Kk ชน้ั หินอมุ้ นาํ้ หนิ ชดุ โคกกรวด Khok Kruat Aquifers
KTpt ชั้นหนิ อุ้มนาํ้ หินชดุ ภทู อก Phu Thok Aquifer
KTpt/Ms ชัน้ หินอุ้มน้ําหินชดุ ภูทอก/หินชดุ มหาสารคาม Phu Thok/Maha Sarakham Aquifers
Kuk ชน้ั หินอมุ้ นาํ้ หินชดุ โคราชตอนบน Upper Khorat Aquifer
Ms ชน้ั หินอมุ้ น้ําหินชุดมหาสารคาม Maha Sarakham Aquifers
Nd ช้ันหนิ อมุ้ น้ําหนิ ชุดน้ําดกุ Nam Duk Aquifers
Np ชั้นหนิ อมุ้ นาํ้ หนิ ชุดน้าํ พอง Namphong Aquifers
Olc ชั้นหนิ ใหน้ าํ้ ชดุ หนิ ปูนอายุออรโ์ ดวิชยี น Ordovician Limestone Aquifers
Ols ชน้ั หนิ อมุ้ นาํ้ หนิ ปูนอายุออรโ์ ดวเิ ชียน Ordovician Limestone Aquifer
Ot ชั้นหินอมุ้ น้ําตะกอนตะพกั นา้ํ Terrace Deposits Aquifer
Pc ชน้ั หินอุ้มนาํ้ หนิ คาร์บอเนตอายเุ พอรเ์ มยี น Permian Carbonate Aquifer
Pcl ชน้ั หนิ อุ้มนํา้ หินตะกอนมวลเม็ดอายุเพอร์เมยี น Clastic Sediment Aquifers
Permian Carboniferous Metasedments
PCms ชั้นหนิ อุ้มนํา้ หนิ ช้ันก่ึงแปร Aquifer
Precambrian Metamorphic Aquifer
Pemm ชั้นหนิ อุ้มน้ําหินแปรยุคพรแี คมเบรียน Phu Kradung Aquifers
Pk ชัน้ หนิ อุ้มนาํ้ หนิ ชดุ ภกู ระดงึ Argillaceous limestone , dark gray with
Pms หนิ ปนู ปนเม็ดทราย และดนิ เหนียวสเี ทาเข้ม argillite and quartzite
สลับกับหนิ ควอร์ตไซต์ Phuphan Aquifers
Pp ชั้นหินอุ้มน้ําหินชดุ ภูพาน Phra Wihan Aquifers
Pw ชน้ั หินอุ้มน้ําหนิ ชดุ พระวิหาร Beach Sand Deposit Aquifer
Qbs ชน้ั หินอุ้มนาํ้ ตะกอนทรายชายหาด Colluvial Deposits Aquifer
Qcl ชน้ั หินอุ้มน้ําตะกอนเศษหนิ เชิงเขา Chiang Mai Aquifer
Qcm ชน้ั หินอุ้มนาํ้ หนิ ชุดเชยี งใหม่ Floodplain Deposits Aquifer
Qfd ชน้ั หินอุ้มนํา้ ตะกอนน้าํ พา Marine Clay
Qfd(m) ดินเหนียวชายทะเล Old Terrace Deposits Aquifer
Qot ชั้นหนิ อุ้มน้ําตะกอนตะพกั น้ํายคุ เก่า Terrace Deposits Aquifer
Qt ชั้นหนิ อุ้มนาํ้ ตะกอนตะพกั นาํ้ Younger Terrace Deposits Aquifer
Qyt ชั้นหนิ อุ้มน้ําตะกอนตะพกั น้าํ ยคุ ใหม่ Silurian Aquifers
S ชั้นหนิ อุ้มนาํ้ อายไุ ซลเู รียน Silurian-Devonian Metamorphic Aquifer
SDmm ชั้นหนิ อุ้มนาํ้ หินแปร Sirurian-Devonian Metasediments Aquifer
SDms ชั้นหนิ อมุ้ นาํ้ หนิ ชน้ั กง่ึ แปร Sao Khua Aquifers
Sk ชน้ั หินอุ้มน้ําหนิ ชุดเสาขัว

HYDROUNT DESCRIPT_T DESCRIPT_E
TRc ชน้ั หินอ้มุ นํ้าหินคาร์บอเนตอายไุ ทรแอสซกิ Triassic Carbonate Aquifer
TRJlk ชั้นหนิ อุ้มนํา้ หนิ ชดุ โคราชตอนลา่ ง Lower Khorat Aquifer
TRlp ชั้นหินอ้มุ นํา้ หินชุดลําปาง Lampang Aquifer
TRms ชั้นหนิ อุ้มน้าํ หนิ ช้ันก่งึ แปร Triassic Metasediments Aquifer
Tsc ชน้ั หนิ อมุ้ นา้ํ ตะกอนหนิ รว่ นกง่ึ หินแขง็ Tertiary Semi-consolidated Aquifer
Vc ชัน้ หินอมุ้ น้ําหินภเู ขาไฟ Volcanic Aquifer
W แหล่งน้ํา Water body
No data ไม่มีขอ้ มลู No data

ภาคผนวก ข.2

กลุ่มชดุ ดนิ

กลมุ่ ชุดดนิ 62 กลมุ่

กลุ่มชดุ ดนิ ท่ี 1
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนน้ํา บริเวณเทือกเขาหินปูนหรือหินภูเขาไฟ ลักษณะดินเป็นดินลึก มีการระบายน้ํา
เลวหรือค่อนข้างเลว เนื้อดินเป็นดินเหนียวจัด หน้าดินแตกเป็นร่องลึกในฤดูแล้ง มักพบรอยไถลในดิน สีดิน
ส่วนมากเป็นสีดําหรอื สเี ทาแก่ มีจดุ ประสแี ดง เหลอื ง อาจพบจุดประสีแดงบ้าง ช้นั ดินล่างมักมีก้อนปูนปะปน pH
ประมาณ 6.5-8.0 มคี วามอุดมสมบรู ณป์ านกลางถึงสูง
ปัญหา : ดินเหนยี วจัด แตกเปน็ รอ่ งลกึ ไถพรวนลําบาก และพชื ทปี่ ลูกอาจขาดแคลนนํ้าได้ง่ายเม่ือฝนทิ้งช่วงนาน
กวา่ ปกติ
ชดุ ดนิ : โคกกระเทียม ช่องแค บา้ นหม่ี วัฒนา บ้านโภชน์ บรุ รี มั ย์ หรือดินคลา้ ยอื่นๆ

กลมุ่ ชดุ ดนิ ท่ี 2
ลักษณะดิน : เกิดจากวัตถุต้นกําเนิดดินพวกตะกอนผสมของตะกอนลํานํ้า และตะกอนนํ้าทะเลแล้วพัฒนาใน
สภาพนา้ํ กร่อย พบบรเิ วณชายฝ่งั ทะเลหรอื ท่รี าบล่มุ ภาคกลาง ดนิ มกี ารระบายนํ้าเลว เน้ือดินเป็นดินเหนียวจัด สี
ดนิ เปน้ สเี ทาหรือเทาแกต่ ลอด มีจุดประสีน้ําตาล เหลือง หรือแดงปะปน อาจพบผลึกยิปซัมบ้างเล็กน้อย และพบ
ชั้นดินเหนยี วสเี ทาที่มจี ุดประสีเหลอื งของจาโรไซต์ ที่ความลกึ 100-150 ซม. ทบั อย่บู นชัน้ ดนิ เลนตะกอนนาํ้ ทะเล
สเี ทาปนเขยี ว ปฏิกริ ิยาดนิ เป็นกรดจดั มาก pH ประมาณ 4.5-5.0 มีความอุดมสมบูรณป์ านกลาง
การใช้ประโยชน์ : ทาํ นา
ปญั หา : ดินเป็นกรดจัดมาก และมีศักยภาพก่อใหเ้ กิดความเปน็ กรดของดนิ เพมิ่ ขึน้ ในดินล่าง
ชดุ ดิน : อยธุ ยา บางเขน มหาโพธิ ทา่ ขวาง บางนาํ้ เปรยี้ วหรือดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กล่มุ ชดุ ดินที่ 3
ลักษณะดิน : เกิดจากวัตถุต้นกําเนิดดินพวกตะกอนผสมของตะกอนลําน้ํา และตะกอนนํ้าทะเลแล้วพัฒนาใน
สภาพนํ้ากร่อย พบบริเวณท่ีราบลุ่มชายฝั่งทะเลหรือห่างจากทะเลไม่มานัก เป็นดินลึก มีการระบายน้ําเลว เน้ือ
ดินเปน็ ดินเหนยี วจดั ดนิ บนสีดาํ สว่ นดนิ ล่างสีเทาหรือนาํ้ ตาลอ่อน มจี ดุ ประสเี หลืองและนาํ้ ตาลตลอดชั้นดิน บาง
บรเิ วณอาจพบจดุ ประสแี ดง หรือพบผลกึ ยปิ ซมั บา้ ง ท่คี วามลึก 100-150 ซม. พบช้ันตะกอนสีเขียวมะกอกและมี
เปลอื กหอยปะปน pH ประมาณ 6.5-8.0 ดินมคี วามอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง
การใชป้ ระโยชน์ : ทาํ นา
ปญั หา :บริเวณทล่ี ุม่ มากๆ จะมปี ัญหานาํ้ ทว่ มในฤดฝู น
ชดุ ดนิ : สมทุ รปราการ บางกอก ฉะเชงิ เทรา บางเลน บางแพ หรอื ดินคล้ายอน่ื ๆ

กลมุ่ ชุดดนิ ท่ี 4
ลกั ษณะดนิ : เกิดจากตะกอนลํานํ้า พบบริเวณที่ราบตะกอนน้ําพา พ้ืนที่เป็นท่ีราบลุ่มหรือราบเรียบ เป็นดินลึกมี
การระบายนํ้าเลวหรือค่อนข้างเลว เนื้อดินเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัด สีดํา หรือสีเทาเข้ม ดินล่างสีเทา
น้ําตาล นํา้ ตาลออ่ น หรอื เทาปนเขยี วมะกอก มีจุดประสีน้ําตาลปนเหลือง เหลือง หรือแดง อาจพบก้อนปูน หรือ
ก้อนเคมสี ะสมของเหลก็ และแมงกานีสในดินล่าง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง pH ประมาณ 5.5-6.5 แต่ถ้า
มกี อ้ นปนู ปะปน pH จะอยใู่ นชว่ ง 7.0-8.0
การใชป้ ระโยชน์ : ทํานา
ปัญหา : บรเิ วณที่ลุ่มมากๆ จะมปี ัญหานาํ้ ท่วมในฤดฝู น
ชุดดิน: ราชบรุ ี สระบุรี ชมุ แสง พิมาย สิงหบ์ รุ ี ท่าเรอื บางมูลนาก บางปะอนิ ชยั นาท ศรสี งคราม ทา่ พล หรือดิน
คลา้ ยอื่นๆ

กลุ่มชุดดินที่ 5
ลกั ษณะดนิ : เกดิ จากตะกอนลาํ นํ้า ในบรเิ วณพนื้ ที่ราบตะกอนน้าํ พา พนื้ ทีเ่ ปน็ ทีร่ าบล่มุ หรือราบเรียบ เปน็ ดินลึก
มกี ารระบายนํ้าเลว ดนิ บนเปน็ ดินร่วนเหนียว หรอื ดินเหนยี ว สีเทาแก่ ดนิ ล่างเป้นดินเหนยี วสีนํา้ ตาลออ่ นหรือเทา
มีจุดประสีนํ้าตาล เหลือง หรือแดงตลอดช้ันดิน มักพบก้อนเคมีสะสมของเหล็กและแมงกานีสปะปนอยู่ และใน
ดินล่างลึกๆ อาจพบก้อนปูน ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ํา-ปานกลาง pH ประมาณ 5.5-6.5 5 แต่ถ้ามีก้อนปูน
ปะปน pH จะอยใู่ นช่วง 7.0-8.0
การใชป้ ระโยชน์ : ใช้ทาํ นา หรือหากมแี หล่งนา้ํ อาจปลูกพชื ไรพ่ ืชผกั ยาสบู ในฤดูแล้ง
ปญั หา :
ชดุ ดนิ : หางดง พาน ละงู หรอื ดนิ คล้ายอื่นๆ

กลุ่มชดุ ดินท่ี 6

ลกั ษณะดิน : เกิดจากตะกอนลาํ นาํ้ ในบริเวณพื้นที่ราบตะกอนนํา้ พา พ้ืนทเ่ี ป็นท่ีราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ

เป็นดนิ ลกึ มีการระบายนํ้าเลวหรือค่อนข้างเลว ดินบนเป็นดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว สีเทาแก่ ดินล่างเป็นดิน

เหนียวสีนํ้าตาลอ่อนหรือเทา มีจุดประสีนํ้าตาล เหลือง หรือแดงตลอดชั้นดิน บางแห่งมีศิลาแลงอ่อน หรือ ก้อน

เคมีสะสมของเหล็กและแมงกานีส ความอุดมสมบูรณ์ตํ่าหรือค่อนข้างต่ํา pH 4.5-5.5

การใช้ประโยชน์ : ใช้ทาํ นา หรอื หากมีแหล่งนํา้ อาจปลกู พืชไร่พชื ผกั ยาสูบ ในฤดแู ล้ง

ปญั หา : ดินมีความอุดมสมบรู ณต์ าํ่

ชุดดิน: บางนารา เชียงราย สุไหงโกลก คลองขุด มโนรมย์ นครพนม ปากท่อ พะวง พัทลุง สตูล แกลง ท่าศาลา

วังตง หรือดินคล้ายอ่ืนๆ

กล่มุ ชุดดินที่ 7
ลักษณะดนิ : เกิดจากตะกอนลํานาํ้ ในบรเิ วณพื้นท่รี าบตะกอนนํา้ พา พน้ื ที่เป็นท่ีราบเรียบหรือค่อนข้างราบเรียบ
เป็นดนิ ลกึ มีการระบายนํ้าเลวหรือค่อนข้างเลว ดินบนเป็นดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว สีเทาแก่ ดินล่างเป็นดิน
เหนียวสีน้าํ ตาลออ่ น เทา หรอื นาํ้ ตาลปนเทา มจี ุดประสนี ้าํ ตาล เหลือง หรือแดงตลอดช้ันดิน ความอุดมสมบูรณ์
ปานกลาง pH 6.0-7.0
การใชป้ ระโยชน์ : ใชท้ าํ นา หรอื หากมีแหลง่ น้ําอาจปลกู พชื ไรพ่ ชื ผกั ยาสบู ในฤดูแลง้
ปัญหา :
ชุดดนิ : นครปฐม อุตรดิตถ์ ท่าตมู เดมิ บาง สุโขทัย นา่ น ระโนด ผกั กาด หรือดนิ คลา้ ยอื่นๆ

กลมุ่ ชดุ ดินที่ 8
ลักษณะดนิ : เป็นกลุม่ ดินที่มีการยกรอ่ ง เนื้อดนิ เป็นดนิ เหนียว ดินบนมีลักษณะการทับถมเป็นชั้นๆ ของดิน และ
อินทรยี วัตถุ ท่ไี ดจ้ ากการขดุ ลอกร่องนา้ํ ดินล่างมีสีเทา บางแหง่ มีเปลอื กหอยปนอยู่
การใช้ประโยชน์ : ดดั แปลงพื้นที่เพ่อื ปลูกไมผ้ ล ไมย้ ืนตน้
ปญั หา :
ชุดดนิ : ดาํ เนนิ สะดวก ธนบุรี สมุทรสงคราม

กลุ่มชดุ ดินท่ี 9
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนผสมของตะกอนลําน้ํา และตะกอนน้ําทะเลแล้วพัฒนาในสภาพน้ํากร่อย พบใน
บริเวณท่ีราบลุ่มชายฝ่ังทะเล ที่อาจมีน้ําทะเลหรือน้ํากร่อยท่วมเป็นครั้งคราว เป็นดินลึก ระบายนํ้าเลว เน้ือดิน
เป็นดินเหนียว สีเทา มีจุดประสีเหลืองหรือแดงปะปน พบจุดประสีเหลืองฟางข้าวของจาโรไซต์ในระดับต้ืนกว่า
50 ซม. ดินล้างสีเทาปนเขยี ว มีเศษซากพืชท่ีกําลังเน่าเป่ือย ความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ปฏิกิริยาดินช้ันบนเป็นกรดจัด
มากหรอื เปน็ กรดรนุ แรงมาก pH 4.5 หรอื น้อยกว่า สว่ นดินล่างเปน็ ดินเลน pH ประมณ 7.0-8.5
การใช้ประโยชน์ : ใช้ทาํ นา
ปัญหา : ดินเปน็ กรดรุนรงมาก และเปน็ ดินเค็ม
ชุดดิน: ชะอํา หรือดินคลา้ ยอืน่ ๆ

กลมุ่ ชุดดินที่ 10
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนผสมของตะกอนลําน้ํา และตะกอนนํ้าทะเลแล้วพัฒนาในสภาพนํ้ากร่อย พบใน
บริเวณทรี่ าบลุม่ ห่างจากทะเลไมม่ ากนกั เป็นดินลกึ มกี ารระบายน้ําเลวหรอื ค่อนขา้ งเลว เน้อื ดนิ เปน็ ดนิ เหนยี ว สี
ดาํ หรอื เทาแก่ ดินลา่ งสเี ทา มีจุดประสีนํ้าตาล เหลอื งหรอื แดงปะปนตลอดชั้นดิน พบจดุ ประสีเหลืองฟางข้าวของ
จาโรไซต์ในระดบั ต้ืนกว่า 50 ซม. ความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดมากหรือเป็นกรดรุนแรงมาก pH
น้อยกวา่ 4.5
การใช้ประโยชน์ : ใช้ทาํ นา
ปัญหา : เป็นกรดจัดมาก มักขาคธาตุอาหารพืชพวกไนโตรเจน และฟอสฟอรัส และมักจะมีอะลุมินั่มและเหล็ก
เป็นปรมิ าณมากจนเป็นพิษตอ่ พืช จดั เป็นดนิ เปรย้ี วจดั
ชุดดนิ : องครักษ์ มโู นะ เชียรใหญ่ หรอื ดินคล้ายอนื่ ๆ

กลมุ่ ชุดดินท่ี 11
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนผสมของตะกอนลํานํ้า และตะกอนน้ําทะเลแล้วพัฒนาในสภาพนํ้ากร่อย พบใน
บริเวณที่ราบลุ่ม ห่างจากทะเลไม่มากนัก โดยเฉพาะท่ีราบลุ่มภาคกลาง เป็นดินลึก มีการระบายนํ้าเลวหรือ
ค่อนข้างเลว เนื้อดินเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวจัด ดินบนสีดําหรือเทาแก่ ดินล่างสีเทา มีจุดประสีนํ้าตาล
เหลอื งหรือแดง ปะปนอยุ่มากในช่วงดินลา่ งตอนบน พบจดุ ประสเี หลืองของจาโรไซต์ ที่ความลึก 100-150 ซม.
ความอุดมสมบูรณต์ าํ่ ปฏิกิรยิ าดินเปน็ กรดจัดมากหรือเป็นกรดรุนแรงมาก pH 4.0-5.0
ปญั หา : เปน็ กรดจัดมาก มักขาคธาตอุ าหารพชื พวกไนโตรเจน และฟอสฟอรัส และมักจะมีอะลุมิน่ัมและเหล็ก
เป็นปริมาณมากจนเป็นพิษต่อพชื จดั เปน็ ดนิ เปรยี้ วจดั
ชุดดนิ : รงั สติ เสนา ธญั บุรี ดอนเมือง หรอื ดนิ คลา้ ยอื่นๆ

กลมุ่ ชุดดนิ ที่ 12
ลักษณะดนิ : เกดิ จากตะกอนน้าํ ทะเล ในบริเวณที่ราบนา้ํ ทะเลทว่ มถึง และชะวากทะเล เป็นดินลึก การระบาย
นํ้าเลวมา เนื้อดินเป็นพวกดินเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ท่ีทีลักษณะเป็นดินเลน ดินบนสีดําปน
เทา มีจุดประสีน้ําตาลเล็กน้อย ดินล่างเป็นดินเลนสีเทาแก่ หรือ เทาปนเขียว ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง-สูง
pH ประมาณ 7.0-8.5
ปญั หา : เปน็ ดินเลนที่มีโครงสรา้ งเลว และเป็นดินเคม็ และพื้นท่ียงั คงมีนํา้ ทะเทว่ มถึงอยู่
ชดุ ดนิ : ทา่ จนี หรอื ดินคล้ายอ่ืนๆ

กลมุ่ ชุดดินท่ี 13
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนนํ้าทะเล พบในบริเวณที่ราบนํ้าทะเลท่วมถึงและชะวากทะเล เป็นดินลึกที่มีการ
ระบายน้ําเลวมาก ลกั ษณะดินเป็นเลนเละ เนอื้ ดินเปน็ ดินเหนียวหรอื ดนิ เหนยี วปนทรายแปง้ ดนิ บนสีดาํ ปนเทา
มีจุดประสีนํ้าตาลเล็กน้อย ดินล่างเป็นดินเลนสีเทาแก่ หรือเทาปนเขียว มีเศษรากพืชปะปน เป็นดินที่มี
สารประกอบกาํ มะถันมาก เมือ่ ดินเปียก ปฏิกิริยาดนิ เปน็ กลางหรอื ดา่ งจดั มคี า่ pH ประมาณ 7.0-8.5 แต่เมอ่ื มี
การระบายนํา้ ออกไป หรอื ดนิ แห้ง สารประกอบกาํ มะถนั จะแปรสภาพปล่อยกรดกาํ มะถันออกมา ทําให้ดินเป็น
กรดจดั มาก pH ประมาณ 4.0
การใชป้ ระโยชน์ : เดิมเปน็ ป่าชายเลน แตม่ ีการดดั แปลงมาทาํ นากุง้
ปญั หา : จัดเปน็ ดนิ เค็มทม่ี ีกรดแฝงอยู่
ชดุ ดิน: บางปะกง ตะกวั่ ทงุ่ หรอื ดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กล่มุ ชุดดนิ ที่ 14
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนผสมของตะกอนลํานํ้า และตะกอนนํ้าทะเลแล้วพัฒนาในสภาพนํ้ากร่อย พบใน
บริเวณลุ่มตํ่าชายฝั่งทะเล หรือบริเวณพื้นที่พรุ มีนํ้าแช่ขังนานในรอบปี เป็นดินลึก มีการระบายนํ้าเลว เนื้อดิน
เป็นดินเหนียว หรือดินร่วนละเอียด ดินบนมีสีดําหรือเทาปนดํา มีปริมาณอินทรียวัตถุสูง ดินล่างมีสีเทา มีจุด
ประสีเหลืองและนํ้าตาลเล็กน้อย ระหว่างความลึก 50-100 ซม. มีลักษณะของดินเลนสีเทาปนเขียวที่มี
สารประกอบกํามะถนั มาก ความอดุ มสมบูรณ์ของดนิ ต่าํ ดินเปน็ กรดจัดถงึ เป็นกรดรนุ แรงมาก pH 4.0-4.5
การใช้ประโยชน์ : เปน็ ป่าเสมด็ บางแหง่ ใชท้ าํ นา

ปัญหา : ดินเป็นกรดจัดมาก และความเป็นกรดจะเพ่ิมข้ึนอย่างมาก ถ้าดินแห้งเป็นเวลานานติดต่อกัน และมี
ปญั หานาํ้ ท่วมในฤดูเพาะปลกู
ชุดดนิ : ระแงะ ตน้ ไทร ปัตตานี หรือดนิ คล้ายอน่ื ๆ

กลมุ่ ชุดดนิ ที่ 15
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนน้ํา พบบริเวณท่ีราบตะกอนนํ้าพา เป็นดินลึกที่มีการระบายน้ําค่อนข้างเลวหรือ
เลว เน้อื ดนิ เปน็ ดนิ ร่วนเหนียวหรือดินร่วนเหนยี วปนทรายแป้ง ดินบนสีนํ้าตาลปนเทา ดินล่างสีนํ้าตาลหรือเทา
ปนชมพู พบจุดประสีเหลืองหรือน้ําตาลปนเหลืองตลอดหน้าตัดดิน ในดินล่างมักพบก้อนสารเคมีสะสมพวก
เหลก็ และแมงกานสี ดนิ มีความอุดมสมบูรณต์ าํ่ –ปานกลาง pH 6.0-7.5
การใช้ประโยชน์ : ใชท้ าํ นา ในฤดแู ล้งอาจใช้ปลูกพืชไร่พวกยาสบู หรือพืชผกั
ปญั หา : ดินมีความอดุ มสมบูรณ์ตํา่ หนา้ ดินแนน่ ทึบ
ชดุ ดิน: แมส่ าย หล่มสัก แม่ทะ หรอื ดนิ คลา้ ยอื่นๆ

กลุ่มชดุ ดนิ ที่ 16
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนนํ้า พบบริเวณที่ราบตะกอนน้ําพา เป็นดินลึกที่มีการระบายน้ําค่อนข้างเลวหรือ
เลว เนื้อดินเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนปนทรายแป้งหรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง มีสีน้ําตาลอ่อน
หรือสีน้ําตาลปนเทา มีจุดประสีน้ําตาลเข้ม เหลืองหรือแดงในดินล่าง บางพื้นที่จะพบก้อนสารเคมีสะสมพวก
เหลก็ และแมงกานีสปะปน ดินมคี วามอุดมสมบูรณ์ตาํ่ –คอ่ นขา้ งตํา่ pH ประมาณ 5.0-6.0
การใชป้ ระโยชน์ : ใชท้ าํ นา ในฤดแู ลง้ อาจใช้ปลกู พชื ไร่พวกยาสูบ หรือพืชผกั
ปญั หา : ดนิ มีความอดุ มสมบูรณ์ตา่ํ หนา้ ดินแนน่ ทบึ
ชดุ ดิน: หินกอง ศรีเทพ ลาํ ปาง เกาะใหญ่ พานทอง ตากใบ หรือดนิ คลา้ ยอ่นื ๆ

กลุม่ ชดุ ดินท่ี 17
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดที่ผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดเุ น้อื หยาบ เปน็ ดนิ ลกึ มากมีการระบายนํ้าค่อนข้างเลว ดินบนเป็นดินร่วนปนทราย
หรอื ดนิ รว่ น ดนิ ล่างเปน็ ดินรว่ นเหนียวปนทราย หรือดินร่วนเหนียว ในบางพ้ืนที่อาจมีเนื้อดินเป็นพวกดินทราย
แป้งละเอียด สีนํ้าตาลอ่อนถึงสีเทา มีจุดประสีน้ําตาล เหลือง หรือแดง บางแห่งพบศิลาแลงอ่อนหรือก้อน
สารเคมีสะสมพวกเหลก็ และแมงกานสี ในดนิ ล่า มคี วามอดุ มสมบูรณ์ตํ่า pH ประมาณ 4.5-5.5
การใช้ประโยชน์ : ใชท้ ํานา บางแหง่ ปลูกพชื ไร่หรอื ไม้ยืนตน้
ปัญหา : มนี ํ้าแช่ขงั ในฤดฝู น
ชุดดิน: บุณฑริก หล่มเก่า เขมราฐ สุไหงปาดี ปากคม ร้อยเอ็ด เรณู สายบุรี โคกเคียน สงขลา วิสัย หรือดิน
คล้ายอื่นๆ

กลุ่มชดุ ดินที่ 18
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดที่ผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือหยาบ เป็นดินลึกท่ีมีการระบายน้ําค่อนข้างเลว ดินบนเป็นดินร่วนปนทราย
หรือดินร่วน ดินล่างเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายหรือดินร่วนเหนียว สีนํ้าตาลอ่อนถึงสีเทา มีจุดประสีนํ้าตาล
เหลือง หรือแดง บางแห่งพบศิลาแลงอ่อนหรือก้อนสารเคมีสะสมพวกเหล็กและแมงกานีสในดินล่าง มีความ
อดุ มสมบรู ณต์ ่าํ ชนั้ ดนิ บนมกั มีปฏกิ ริ ิยาดินเป็นกรดจัดมากถึงกรดปานกลาง (pH 5.0-6.0) สว่ นดนิ ล่างเป็นกรด
ปานกลางถงึ เปน็ ด่างเลก็ น้อย (pH 6.0-7.5)
การใชป้ ระโยชน์ : ใช้ทาํ นา บางแหง่ ปลกู ออ้ ย หรอื พชื ล้มลกุ
ปญั หา : มคี วามอุดมสมบรู ณต์ ่ํา ดินบนคอ่ นขา้ งเปน็ ทราย เสี่ยงต่อการขาดนา้ํ
ชุดดนิ : ชลบุรี เขายอ้ ย โคกสาํ โรง ไชยา หรอื ดนิ คลา้ ยอ่นื ๆ

กลุม่ ชุดดนิ ท่ี 19
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลําน้ํา หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือหยาบ เป็นดินลึกที่มีการระบายนํ้าค่อนข้างเลว ดินบนเป็นดินร่วนปนทราย
หรือดินทราย ดินล่างเป็นชั้นดินแน่นทึบ เนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายหรือดินเหนียว เหนียว สีน้ําตาล
ออ่ นถึงสีเทา มจี ุดประสนี ้ําตาลแดง หรือ เหลอื ง บางแห่งมีศิลาแลงอ่อน มีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า มีปฏิกิริยาดิน
เป็นกรดจดั มากถงึ กรดเลก็ น้อย (pH 5.0-6.5)
การใชป้ ระโยชน์ : ใชท้ ํานา แตใ่ หผ้ ลผลติ ตํา่
ปัญหา : ดินบนค่อนขา้ งเปน็ ทราย ดินล่างแน่นทึบ ฝนตกลงมามีน้าํ แช่ขงั แต่ถ้าฝนท้ิงช่วงดนิ จะขาดน้ํา
ชุดดนิ : วิเชียรบรุ ี มะขาม หรอื ดินคล้ายอนื่ ๆ

กลุ่มชดุ ดินท่ี 20
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคลอ่ื นยา้ ยมาทบั ถมของวสั ดเุ น้ือหยาบ ทีม่ ีหนิ เกลอื รองรบั อยู่ หรอื อาจได้รับอทิ ธพิ ลการแพร่กระจายเกลือทาง
ผิวดิน เป็นดินลึกที่มีการระบายน้ําค่อนข้างเลว-ดีปานกลาง ดินบนเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ดินล่าง
เป็นชั้นดินแน่นทึบท่ีมีการสะสมเกลือโซเดียม เน้ือดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายหรือดินร่วนปนดินเหนียว สี
นาํ้ ตาลอ่อนถึงสีเทา มีจดุ ประสีน้าํ ตาล เหลอื ง หรอื แดง หรือมกี อ้ นเคมีสะสมของเหล็กและแมงกานีสในดินล่าง
มคี วามอดุ มสมบรู ณต์ ํ่า ปฏิกิริยาของดนิ บนเป็นกรดจัดมากถงึ กรดปานกลาง (pH 5.0-6.0) สว่ นดินล่างเปน็ กรด
ปานกลาง-เป็นกลาง กลาง (pH 6.0-7.0) แต่ถ้ามีก้อนปูนปะปน pH ประมาณ 7.0-8.5 ในฤดูแล้งพบคราบ
เกลอื
การใช้ประโยชน์ : ใชท้ าํ นา /เปน็ แหล่งเกลือสนิ เธาว์
ปัญหา : เป็นดินเค็ม มีโซเดียมสูงจนเป็นพิษต่อพืช เนื้อดินเป็นทราย โครงสร้างไม่ดี แน่นทึบ
ชุดดนิ : กุลาร้องไห้ หนองแก อดุ ร ท่งุ สมั ฤทธ์ิ หรอื ดนิ คลา้ ยอื่นๆ

กลุม่ ชดุ ดินท่ี 21
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนน้ํา บริเวณท่ีราบตะกอนน้ําพาที่เป็นส่วนต่ําของสันดินริมนํ้า เป็นดินลึกที่มีการ
ระบายน้าํ ดปี านกลางถึงคอ่ นขา้ งเลว เนื้อดินเป็นพวกดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง
สีนา้ํ ตาลปนเทา น้ําตาลออ่ น มจี ุประสเี ทา นํ้าตาล หรือนํ้าตาลปนเหลือง มกั พบแร่ไมกาปะปนอยู่ในเน้ือดิน มี
ความอดุ มสมบรู ณป์ านกลาง pH 5.5-7.0
การใชป้ ระโยชน์ : ใช้ทาํ นา
ปัญหา : อาจมปี ัญหาน้าํ ทว่ มเฉยี บพลนั ในฤดูนา้ํ หลาก
ชดุ ดิน: สรรพยา เพชรบุรี หรือดินคลา้ ยอ่นื ๆ

กลมุ่ ชดุ ดนิ ที่ 22
ลกั ษณะดนิ : เกดิ จากตะกอนลําน้ํา หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือหยาบ เป็นดินลึกที่มีการระบายน้ําค่อนข้างเลว ดินบนเป็นดินร่วนปนทราย
หรือดินทรายปนดินร่วน ดินล่างเป็นดินร่วนปนทราย สีพื้นเป็นสีเทาหรือน้ําตาลปนเทา มีจุดประสีน้ําตาลปน
เหลอื งหรอื เหลืองปนน้าํ ตาล อาจพบศลิ าแลงอ่อนในชั้นดินล่าง มคี วามอุดมสมบูรณ์ตาํ่ pH 4.5-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ใช้ทาํ นา
ปัญหา : มคี วามอุดมสมบรู ณ์ตา่ํ เน้ือดินเปน็ ทราย มคี วามสามรถในการอุ้มนาํ้ ตํ่า
ชดุ ดนิ : นํา้ กระจาย สนั ทราย สีทน หรือดนิ คล้ายอ่ืนๆ

กลมุ่ ชดุ ดนิ ท่ี 23
ลักษณะดิน : เกิดจาตะกอนลํานํ้าเน้ือหยาบ พบบริเวณท่ีลุ่มระหว่างสันทรายหรือระหว่างเนินทรายชายฝ่ัง
ทะเล เป็นดินลึกท่ีมีการระบายน้ําค่อนข้างเลวถึงเลว เน้ือดินเป้นพวกดินทราย สีเทา มีจุประสี นํ้าตาล หรือ
เหลือง บางแห่งมีเปลือกหอยปะปนในดินล่าง มีความอุดมสมบูรณ์ต่ํา pH 6.0-7.0 แต่ถ้ามีเปลือกหอย pH
7.0-8.5
การใชป้ ระโยชน์ : ใช้ทํานา
ปัญหา : มีความอดุ มสมบรู ณต์ ํา่ เนอ้ื ดินเป็นทรายจัด มคี วามสามรถในการอมุ้ นํา้ ตา่ํ มนี ้ําทว่ มขังนานในรอบปี
ชุดดิน: ทรายขาว วลั เปรียง บางละมุง หรือดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กลุม่ ชุดดินที่ 24
ลักษณะดนิ : เกดิ จากตะกอนลําน้ํา หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบ เป็นดินลึกท่ีมีการระบายน้ําค่อนข้างเลว-ดีปานกลาง เนื้อดินเป็นดิน
ทรายปนดินร่วน หรือดินทราย สีน้ําตาลปนเทาหรือเทาปนชมพู มีจุดประสีน้ําตาล เหลืองหรือเทา ในช้ันดิน
ล่างบางแห่งอาจพบชัน้ ท่มี ีการสะสมอนิ ทรยี วตั ถุ เป็นชนั้ บางๆ มีความอดุ มสมบูรณต์ ํ่ามาก pH 5.5-6.5
การใช้ประโยชน์ : ใชท้ าํ นา/มนั สําปะหลัง ออ้ ย ปอ
ปัญหา : เน้ือดินเปน็ ทราย มีความสามรถในการอมุ้ นํ้าต่ํา
ชดุ ดิน: อุบล บา้ นบึง ทา่ อุเทน หรอื ดนิ คล้ายอืน่ ๆ

กล่มุ ชดุ ดนิ ที่ 25
ลกั ษณะดนิ : เกิดจากตะกอนลําน้ํา หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือหยาบ วางทับอยู่บนชั้นหินผุ เป็นดินต้ืนที่มีการระบายน้ําค่อนข้างเลว เน้ือ
ดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินร่วน ส่วนดินล่างเป้นดินเหนียวหรือร่วนปนดินเหนียวที่มีกรวดหรือลูกรังปน
เป็นปรมิ าณมาก ภายในความลึก 50 ซม. ดนิ มีสสี ีนาํ้ ตาลอ่อนถงึ สเี ทามจี ดุ ประสีนาํ้ ตาล เหลืองหรือแดง ใต้ชั้น
ลูกรงั อาจพบชั้นดินเหนยี วที่มศี ิลาแลงอ่อนปะปน มีความอุดมสมบูรณต์ ่าํ มาก pH 4.5-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ใช้ทํานา
ปญั หา : เปน็ ดินตน้ื มคี วามอดุ มสมบูรณ์ต่าํ มีโอกาสขาดนํา้
ชดุ ดนิ : อน้ เพ็ญ กันตงั พะยอมงาม สะทอ้ น ทุ่งค่าย ย่านตาขาว หรือดนิ คล้ายอน่ื ๆ

กล่มุ ชุดดินท่ี 26
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินที่พบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากวัตถุต้นกําเนิดที่ผุพัง
สลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อละเอียด ที่มาจากหินต้น
กําเนิดต่างๆ ท้ังหินอัคนี ตะกอน และหินแปร พบบริเวณท่ีดอน เป็นดินลึกมาก การระบายน้ําดี เน้ือดินเป็น
พวกดินเหนียว สีนา้ํ ตาล เหลอื ง หรอื แดง มีความอดุ มสมบูรณ์ปานกลาง-ตํา่ pH 4.5-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ปลูกยางพารา ไมผ้ ล
ปัญหา : มีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ในบรเิ วณพน้ื ทล่ี าดชนั มคี วามเสย่ี งต่อการชะลา้ งพงั ทลายสูง
ชดุ ดิน: พังงา อา่ วลกึ ห้วยโปง่ โคกกลอย กระบี่ ลําภูรา ภูเกต็ ปากจ่นั ปะทิว ทา้ ยเหมือง หรือดนิ คล้ายอื่นๆ

กลมุ่ ชุดดินที่ 27
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินที่พบในเขตฝนชุก เช่นภาคตะวันออก เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินภูเขาไฟ
พวกบะซอลต์ พบบริเวณที่ดอน เป็นดินลึกมาก การระบายนํ้าดี เน้ือดินเป็นพวกดินเหนียวที่ค่อนข้างร่วนซุย
และมีโครงสรา้ งดี สนี าํ้ ตาลปนแดงหรอื สีแดง มคี วามอุดมสมบูรณ์ปานกลาง pH 5.0-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ทําสวนผลไม้ พริกไทย และยางพารา
ปัญหา : ดนิ มีการแทรกซมึ นํา้ ไดเ้ รว็ ขาดนํา้ ไดง้ า่ ย
ชุดดิน: หนองบอน ท่าใหม่ หรอื ดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กลมุ่ ชุดดนิ ท่ี 28
ลกั ษณะดนิ : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนย้ายมาทับถมของวตั ถุตน้ กําเนดิ ที่มาจากหินบะซอลต์ แอนดีไซต์ พบบริเวณที่ดอน ใกล้กับภูเขาหินปูน
หรือหินภูเขาไฟ เป็นดินลึก มีการระบายน้ําดี ปานกลาง-ดี เน้ือดินเป็นพวกดินเหนียวหรือดินเหนียวจัด หน้า
ดินแตกระแหงเป็นร่องลึกในฤดูแล้ง พบรอยไถลในดิน สีดินเป็นสีดํา เทาเข้ม หรือน้ําตาล ดินล่างอาจพบชั้น
ปนู มาร์มีความอุดมสมบรู ณป์ านกลาง-สูง pH 7.0-8.5
การใชป้ ระโยชน์ : ปลูกพชื ไร่ เช่นข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฝ้าย ไมผ้ ล
ปญั หา : เน้อื ดนิ เหนยี วจดั ต้องทําการไถพรวนขณะทดี่ นิ มีความช้ืนพอเหมาะ ฤดฝู นมนี ํา้ แช่ขงั ไดง้ า่ ย
ชดุ ดนิ : ลพบุรี ชัยบาดาล ดงลาน ลพบุรี น้ําเลน วังชมภู หรือดินคลา้ ยอื่นๆ

กลมุ่ ชดุ ดนิ ท่ี 29
ลักษณะดิน : เกิดจากวัตถุต้นกําเนิดที่ผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาทับ
ถมของวัสดุหลายชนิดที่มีเน้ือละเอียด ทั้งจากหินตะกอน หินภูเขาไฟ หรือตะกอนนํ้า พบบริเวณท่ีดอน เป็น
ดินลึก มีการระบายน้ําดี เน้ือดินเป้นพวกดินเหนียว สีดินเป็นสีนํ้าตาล เหลืองหรือแดง ความอุดมสมบูรณ์
คอ่ นขา้ งต่าํ pH 4.5-5.5
การใช้ประโยชน์ : ปลกู ไม้ผล
ปัญหา : ความอดุ มสมบรู ณค์ ่อนขา้ งตาํ่ อาจขาดนาํ้ ได้หากฝนท้งิ ชว่ งนาน
ชุดดิน: บ้านจอ้ ง หนองมด แมแ่ ตง ปากช่อง โชคชยั เชียงของ สูงเนิน หรือดินคล้ายอ่นื ๆ

กลุ่มชดุ ดนิ ท่ี 30
ลกั ษณะดิน : เป็นกลมุ่ ดินทพี่ บในบริเวณภเู ขาสูง สูงจากระดับน้าํ ทะเล 500 เมตรขึ้นไป เกิดจากการสลายตัว
ผุพังของวัตถุต้นกําเนิดพวกหินเน้ือละเอียด เป็นดินลึกมาก มีการระบายน้ําดี เน้ือดินเป็นดินเหนียว สีแดง
ความอดุ มสมบูรณ์ปานกลาง pH 5.5-6.5
การใชป้ ระโยชน์ : ไม้ผลเมอื งหนาว/ไร่เลือ่ นลอย
ปญั หา : อย่ใู นท่สี ูงชัน มีโอกาสเกิดการชะล้างพังทลายได้งา่ ย
ชุดดนิ : ดอยปยุ เชยี งแสน หรือดินคลา้ ยอนื่ ๆ

กลมุ่ ชุดดนิ ที่ 31
ลักษณะดิน : เกิดจากวัตถุต้นกําเนิดที่ผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาทับถม
ของวสั ดุเนื้อละเอยี ด หรอื เกิดจากตะกอนน้ํา พบบริเวณท่ีดอน ท่ีเป็นลูกคล่ืนลอนลาดถึงเป็นเนินเขา เป็นดินลึก
มกี ารระบายนาํ้ ดี-ดีปานกลาง เน้อื ดนิ เป้นพวกดินเหนยี ว สนี ํา้ ตาล เหลอื ง หรือแดง แดง ความอุดมสมบูรณ์ปาน
กลาง pH 5.5-7.0
การใช้ประโยชน์ : พืชไร/่ ไม้ผล
ปญั หา : บริเวณทล่ี าดชนั มีโอกาสเกิดการชะล้างพงั ทลายของหน้าดิน และขาดแคลนนํา้ ในฤดเู พาะปลกู
ชุดดิน: เลย วังไห หรอื ดินคล้ายอน่ื ๆ

กลุ่มชุดดนิ ท่ี 32
ลักษณะดนิ : เป็นกลุ่มชุดดินท่ีพบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากการทับถมของตะกอนลํานํ้า
บรเิ วณสนั ดินรมิ นาํ้ เปน็ ดนิ ลกึ มกี ารระบายนา้ํ ด-ี ดีปานกลาง เนื้อดินเป็นพวกดินร่วนละเอียด หรือดินทรายแป้ง
บางแหง่ มีชัน้ ทรายละเอยี ดสลับชน้ั อยู่ มักพบแรไ่ มกาปนอย่ใู นเนือ้ ดิน สีดนิ สีน้ําตาลหรือเหลืองปนนํ้าตาล อาจมี
จดุ ประสเี หลอื งหรือเทาในดนิ ลา่ ง ความอดุ มสมบรู ณ์ปานกลาง-คอ่ นขา้ งตํ่า pH 4.5-5.5
การใช้ประโยชน์ : ปลกู ยางพารา กาแฟ ไมผ้ ล
ปญั หา : อาจมปี ัญหานาํ้ ท่วมเน่อื งจากนํา้ ล้นตลิง่ และแชข่ งั นาน
ชุดดนิ : รือเสาะ ลาํ แก่น ตาขนุ หรือดินคลา้ ยอน่ื ๆ

กลุม่ ชุดดนิ ที่ 33
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลําน้ํา บริเวณสันดินริมนํ้าเก่า เนินตะกอนรูปพัด หรือท่ีราบตะกอนนํ้าพา เป็นดิน
ลึกมาก มีการระบายนํ้าดี-ดีปานกลาง เนื้อดินเป็นพวกดินทรายแป้งหรือดินร่วนละเอียด สีน้ําตาลหรือน้ําาลปน
แดง ในดินล่างลึกๆ อาจพบจุดประสีเทาและน้ําตาล อาจพบแร่ไมกาหรือก้อนปูนปนอยู่ด้วย ความอุดมสมบูรณ์
ปานกลาง pH 7.0-8.5
การใช้ประโยชน์ : ปลกู พชื ไร่ ขา้ วโพด ออ้ ย ฝา้ ย ยาสบู
ปญั หา :
ชุดดิน: ดงยางเอน กําแพงแสน กาํ แพงเพชร ลาํ สนธิ น้ําดกุ ธาตพุ นม ตะพานหิน หรอื ดนิ คล้ายอ่นื ๆ

กลุ่มชุดดนิ ท่ี 34
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินท่ีพบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากวัตถุต้นกําเนิดที่เป็นตะกอน
ลํานํ้า หรือจากการผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบ
ของพวกหนิ อัคนี หินตะกอน พบบรเิ วณทดี อน เปน็ ดนิ ลึกมาก มีการระบายน้ําด-ี ดปี านกลาง เนือ้ ดินเปน็ พวกดิน
ร่วนละเอียด ท่ีมีเน้ือดินบนเป็นดินร่วนปนทราย ส่วนดินล่างเป็นดินร่วนเหนียวปนทราย สีดินสีนํ้าตาล เหลือง
หรือแดง ดนิ มคี วามอุดมสมบูรณ์ตาํ่ pH 4.5-5.5
การใช้ประโยชน์ : ยางพารา ไมผ้ ล พืชไร่บางชนดิ
ปญั หา : เนื้อดินเปน็ ทราย และดนิ มคี วามอดุ มสมบูรณ์ตาํ่ ในทีล่ าดชนั สงู จะมปี ญั หาการชะลา้ งพังทลายของดนิ
ชุดดิน: ฉลอง คลองทอ่ ม ควนกาหลง คลองนกกระทงุ ทา่ แซะ ฝ่ังแดง ละหาน ท่าแซะ หรือดนิ คลา้ ยอน่ื ๆ

กลมุ่ ชุดดินที่ 35
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือหยาบที่ส่วนใหญ่มาจากหินตะกอน พบบริเวณที่ดอน เป็นดินลึก มีการระบาย
นํ้าดี-ดีปานกลาง เนื้อดินเป็นพวกดินร่วนละเอียดท่ีมีเนื้อดินบนเป็นดินร่วนปนทราย ส่วนดินล่างเป็นดินร่วน
เหนียวปนทราย สีน้าํ ตาล เหลือง หรือแดง ดินล่างอาจพบจดุ ประสีต่างๆ มีความอุดมสมบรู ณต์ า่ํ pH 4.5-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ปลกู พชื ไร่ มนั สาํ ปะหลงั อ้อย ขา้ วโพด ถว่ั
ปัญหา : เนื้อดินเป็นทราย และดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ํา ในที่ลาดชันสูงจะมีปัญหาการชะล้างพังทะลายของ
หนา้ ดิน
ชุดดิน: มาบบอน โคราช สตกึ วาริน ยโสธร ดอนไร่ ดา่ นซ้าย หรือดนิ คล้ายอื่นๆ

กลมุ่ ชดุ ดนิ ที่ 36
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อหยาบ พบบริเวณท่ีดอน เป็นดินลึก มีการระบายน้ําดี-ดีปานกลาง เน้ือดินเป็น
พวกดนิ รว่ นละเอียดทม่ี เี นอื้ ดนิ บนเปน็ ดินร่วนปนทรายหรือดินร่วน ส่วนดินล่างเป็นดินร่วนเหนียวปนทราย หรือ
ดินร่วนเหนียว ดินมีสีนํ้าตาล เหลือง หรือแดง ดินล่างอาจพบจุดประสีต่างๆ มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างตํ่า -
ปานกลาง pH ดินบนประมาณ 5.0-6.0 ส่วนดนิ ลา่ งประมาณ 6.0-7.0
การใช้ประโยชน์ : ออ้ ย ขา้ วโพด ถว่ั
ปัญหา : เนอ้ื ดินเป็นทราย อาจขาดน้าํ ได้งา่ ย ในที่ลาดชันสงู จะมปี ญั หาการชะล้างพงั ทะลายของหนา้ ดิน
ชุดดิน: สคี ้วิ เพชรบรู ณ์ ปราณบุรี หรือดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กล่มุ ชุดดินที่ 37
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือหยาบ วางทับอยู่บนชั้นหินผุหรือชั้นดินเหนียว พบบริเวณท่ีดอน เป็นดินลึก มี
การระบายน้ําดีปานกลาง เน้ือดินบนเป็นดินทรายปนดินร่วน ส่วนดินล่างในระดับความลึก 50-100 ซม.เป็นดิน
เหนียว ดินเหนียวปนเศษหิน หรือเป็นชั้นหินผุ ดินบนมีสีน้ําตาล ดินล่างนํ้าตาลปนเทา บางแห่งมีจุดประสีแดง
และมีศลิ าแลงอ่อนปนอย่มู าก มคี วามอุดมสมบูรณต์ าํ่ pH ประมาณ 4.5-5.5
การใช้ประโยชน์ : ปอ ขา้ วโพด ถ่วั เขียว แตงโม
ปัญหา : ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ในฤดูฝนดินเปียกแฉะเกินไป และหน้าดินเป็นทรายหนา
ชุดดนิ : นาคู บอ่ ไทย ทับเสลา หรอื ดินคล้ายอนื่ ๆ

กลุ่มชุดดนิ ท่ี 38
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า มีลักษณะการทับถมเป็นช้ันๆ ของตะกอนในแต่ละช่วงเวลา พบบนสันดิน
ริมนํ้า หรือที่ราบตะกอนนํ้าพา เป็นดินลึก มีการระบายน้ําดีถึงดีปานกลาง เน้ือดินเป็นพวกดินร่วนหรือดินร่วน
หยาบ สีน้ําตาลอ่อน อาจพบจุดประสีเทาและสีน้ําตาลในชั้นดินล่าง บางบริเวณพบไมกาและก้อนปูนปะปน มี
ความอดุ มสมบูรณ์ปานกลาง pH ประมาณ 5.5-7.0
การใชป้ ระโยชน์ : ปลกู ผกั ไม้ผล และยาสบู
ปัญหา : อาจมีน้ําล้นตลิง่ ในฤดฝู น
ชุดดนิ : ทา่ มว่ ง เชยี งใหม่ ชุมพลบรุ ี ดอนเจดยี ์ ไทรงาม หรือดนิ คลา้ ยอืน่ ๆ

กล่มุ ชุดดินที่ 39
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินที่พบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้น
กาํ เนดิ ทีผ่ พุ งั สลายตวั อยูก่ ับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือหยาบของพวกหิน
อัคนี หรอื หนิ ตะกอน เป็นดินลึก มีการระบายน้ําดี-ดีปานกลาง เน้ือดินเป็นพวกดินร่วนหยาบ สีดินเป็นสีน้ําตาล
เหลืองหรือแดง อาจพบจุดประสีต่างๆ ในชั้นดินล่าง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า pH ประมาณ 4.5-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ยางพารา ไมผ้ ล มะพรา้ ว ปาลม์ น้าํ มัน
ปญั หา : เนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย มคี วามอุดมสมบรู ณ์ตํา่
ชุดดิน: คอหงส์ นาทวี สะเดา ท่งุ หว้า หรือดนิ คลา้ ยอ่ืนๆ

กล่มุ ชุดดนิ ที่ 40
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลําน้ํา หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคล่ือนยา้ ยมาทบั ถมของวัสดุเนื้อหยาบ ลักษณะดนิ เปน็ ดินลกึ มีการระบายน้ําดี เนอ้ื ดนิ เปน็ พวกดินร่วนหยาบ สี
ดินเป็นสีนํ้าตาล เหลืองหรือแดง อาจพบจุดประสีต่างๆ ในช้ันดินล่าง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ํา pH ประมาณ
4.5-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : มนั สําปะหลงั อ้อย ปอ ข้าวโพด
ปัญหา : เนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย เสี่ยงต่อการขาดนํ้าง่าย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ํา ในท่ีลาดชันสูงจะมีปัญหา
การชะลา้ งพังทะลายของหน้าดิน
ชุดดิน: สนั ป่าตอง ชมุ พวง หุบกระพง ห้วยแถลง ยางตลาด จักราช หรือดนิ คล้ายอ่ืนๆ

กลุ่มชดุ ดินที่ 41
ลักษณะดนิ : เกดิ จากการสลายตัวผุพังอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาทับถมของวัสดุเนื้อ
หยาบ หรือเกดิจากตะกอนลําน้ําหรือวัตถุนํ้าพาจาบริเวณท่ีสูงวางทับอยู่บนบนช้ันดินร่วนหยาบ หรือร่วน
ละเอียด พบในบริเวณพ้ืนที่ดอน ลักษณะดินเป็นดินลึก มีการระบายน้ําดี-ดีปานกลาง เน้ือดินช่วง 50-100 ซม.
เปน็ ดินทรายหรอื ดนิ ทรายปนดินร่วน ส่วนถดั ลงไปเป็นดินร่วนปนทราย และดินร่วนเหนียวปนทราย สีดินเป็นสี
นาํ้ ตาลออ่ น หรือเหลอื งปนน้าํ ตาล อาจพบจุดประสีต่างๆ ในชั้นดินล่าง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ดินบนมี pH
ประมาณ 5.5-6.5 สว่ นดินลา่ ง pH ประมาณ 6.0-7.0
การใชป้ ระโยชน์ : มนั สําปะหลงั อ้อย ปอ ขา้ วโพด ยาสบู
ปัญหา : มีความอุดมสมบรู ณ์ต่ํามาก เนื้อดนิ บนเปน็ ทรายจัด เสยี่ งต่อการขาดนํ้าง่าย ถา้ มฝี นตกมาก ดนิ บนแฉะ
ชุดดิน: มหาสารคาม บา้ นไผ่ คาํ บง หรือดินคล้ายอนื่ ๆ

กลมุ่ ชุดดินที่ 42
ลักษณะดิน : พบบริเวณหาดทรายเก่าหรือสันทรายชายทะเล เกิดจากตะกอนทรายชยทะเล เป็นดินลึกปาน
กลางถึงชั้นดานอนิ ทรยี ์ มีการระบายนํ้าดีปานกลาง เนื้อดินเป็นทรายจัด สีดินบนสีเทาแก่ ใต้ลงไปเป็นช้ันทรายี
ขาว และดินล่างระหว่างความลึก 50-100 ซม. เป็นช้ันที่มีการสะสมของพวกอินทรียวัตถุ เหล็ก หรือฮิวมัส สี
นํ้าตาล สีแดง เชือ่ มตวั กันแนน่ แขง็ เป็นช้ันดานอินทรยี ์ ดินมีความอดุ มสมบูรณต์ า่ํ pH ประมาณ 5.0-6.0
การใช้ประโยชน์ : มนั สําปะหลงั อ้อย สับปะรด มะพร้าว
ปญั หา : ดนิ มคี วามอดุ มสมบูรณต์ ่ํา เนอื้ ดินเปน็ ทรายจัด ในฤดแู ลง้ ช้ันดานแหง้ แขง้ มากรากพชื ไชชอนผ่านไม่ได้
ชดุ ดิน: บา้ นทอน หรือดนิ คล้ายอืน่ ๆ

กลมุ่ ชุดดินท่ี 43
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินที่พบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก หรือบริเวณชายฝั่งทะเล เกิดจาก
ตะกอนทรายชายทะเล หรือจากการสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาทับถมของ
วัสดุเน้ือหยาบ พบบริเวณหาดทราย สันทรายชายทะเล หรือบริเวณที่ลาดเชิงเขา เป็นดินลึก มีการระบายนํ้า
ค่อนข้างมากเกินไป เน้ือดินเป็นพวกดินทราย สีเทา นํ้าตาลอ่อน หรือเหลือง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ํา pH
ประมาณ 4.5-6.0
การใช้ประโยชน์ : มันสําปะหลงั อ้อย สบั ปะรด ปอ มะพร้าว มะมว่ งหมิ พานต์
ปญั หา : ดินมีความอุดมสมบรู ณต์ ํ่า เนือ้ ดินเปน็ ทรายจดั ขาดน้าํ ได้ง่าย
ชุดดิน: บาเจาะ ดงตะเคียน หวั หิน หลงั สวน ไมข้ าว พัทยา ระยอง สตั หีบ หรอื ดนิ คล้ายอน่ื ๆ

กลมุ่ ชดุ ดินที่ 44
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลํานํ้า หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับที่ของวัสดุเน้ือหยาบ ลักษณะดิน
เป็นดินลึก มีการระบายนํ้าดีมากเกินไป เนื้อดินเป็นพวกดินทราย สีเทา น้ําตาลอ่อน ในดินล่างท่ีลึกมากกว่า
150 ซม. อาจพบเน้ือดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนเหนียวปนทราย อาจพบจุดประสีต่างๆ ในชั้นดินล่าง ดินมี
ความอดุ มสมบรู ณต์ ่าํ pH ประมาณ 5.5-7.0
การใช้ประโยชน์ : มันสําปะหลงั ออ้ ย ปอ มะพรา้ ว มะมว่ งหิมพานต์
ปัญหา : เนอ้ื ดนิ เป็นทรายจัดและหนามาก มโี อกาสขาดนํ้าไดง้ ่าย ดนิ มคี วามอดุ มสมบรู ณต์ า่ํ โครงสรา้ งไมด่ ี
ชุดดนิ : น้ําพอง จนั ทกึ หรือดนิ คลา้ ยอืน่ ๆ

กลมุ่ ชุดดินที่ 45
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินท่ีพบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากตะกอนลําน้ํา หรือวัตถุต้น
กําเนิดที่ผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคล่ือนย้ายมาทับถมของวัสดุเน้ือละเอียดของพวก
หินตะกอน เป็นกลุ่มดนิ ร่วนหรอื ดนิ เหนยี วทมี่ ีลกู รงั เศษหิน หรอื ก้อนกรวดปนมาก ภายในความลึก 50 ซม. ดิน
มีการระบายนํ้าดีกรวดส่วนใหญ่เป็นพวกหินกลมมน หรือเศษหินท่ีมีเหล็กเคลือบ สีดินเป็นสีน้ําตาลอ่อน สี
เหลอื งหรือสแี ดง ดินมีความอดุ มสมบูรณ์ต่าํ pH ประมาณ 4.5-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ยางพารา มะพรา้ ว ไม้ผล
ปัญหา : เปน็ ดินต้ืน มีความอดุ มสมบรู ณต์ ํา่ ในทล่ี าดชนั สงู จะมปี ญั หาการชะล้างพังทะลายของหน้าดนิ ไดง้ ่าย
ชดุ ดนิ : ชมุ พร คลองชาก หาดใหญ่ เขาขาด หนองคลา้ ทา่ ฉาง ยะลา หรอื ดินคล้ายอืน่ ๆ

กลุ่มชดุ ดินท่ี 46
ลักษณะดิน : เกิดจากตะกอนลําน้ํา หรือวัตถุต้นกําเนิดท่ีผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือจากการสลายตัวผุพังแล้ว
เคลื่อนยา้ ยมาทบั ถมของวสั ดเุ นอ้ื ละเอียดของพวกหนิ ตะกอน หรือหินภูเขาไฟ เป็นดินต้ืนมาก มีการระบายนํ้าดี
เนื้อดินเป็นพวกดินเหนียวปนกรวด ลูกรัง หรือเศษหินท่ีมีเหล็กเคลือบ พบภายในความลึก 50 ซม. สีดินเป็นสี
นาํ้ ตาล เหลืองหรือแดง ดินมีความอดุ มสมบรู ณต์ ํา่ pH ประมาณ 5.0-6.5
การใชป้ ระโยชน์ : มนั สาํ ปะหลัง ออ้ ย ปอ
ปัญหา : เปน็ ดนิ ต้นื มคี วามอดุ มสมบูรณต์ ํ่า ในทลี่ าดชันสูงจะมปี ญั หาการชะลา้ งพงั ทะลายของหน้าดนิ ไดง้ ่าย
ชุดดนิ : เชียงคาน กบินทร์บุรี สรุ นิ ทร์ โปง่ ตอง หรอื ดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กลุม่ ชดุ ดินที่ 47
ลกั ษณะดิน : เป็นกลุม่ ชดุ ดนิ ทเี่ กิดจากการผพุ ังสลายตัวอย่กู บั ที่ หรอื จากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาใน
ระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุเน้ือละเอียดท่ีมาจากทั้งหินตะกอน หรือหินอัคนี เป็นดินตื้น มีการระบายนํ้าดี เนื้อ
ดินเป็นดินเหนียวหรือดินร่วนท่ีมีเศษหินปะปนมาก มักพบช้ันหินพื้นตื้นกว่า 50 ซม. สีดินเป็นสีน้ําตาล เหลือง
หรอื แดง ดนิ มคี วามอดุ มสมบูรณ์ต่าํ -ปานกลาง pH ประมาณ 5.5-7.0
การใชป้ ระโยชน์ : ปา่ เต็งรงั /ไร่เล่อื นลอย
ปัญหา : เป็นดินตนื้ มเี ศษหินปนอยู่ในเน้ือดนิ มาก ในท่ลี าดชนั สงู จะมปี ัญหาการชะล้างพงั ทะลายของหนา้ ดินได้
ง่าย
ชดุ ดนิ : ลี้ มวกเหล็ก ท่าลี่ นครสวรรค์ โป่งน้าํ รอ้ น สบปราบ หรอื ดินคล้ายอน่ื ๆ

กลมุ่ ชดุ ดนิ ที่ 48
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินท่ีเกิดจากวัตถุต้นกําเนิดดินพวกตะกอนลํานํ้า หรือจากการผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี
หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุเนื้อค่อนข้างหยาบ ที่มาจากหิน
ตะกอน หรอื หินแปร เปน็ ดินต้ืน มีการระบายนํ้าดี เนื้อดินบนส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ส่วนดินล่างเป็นดิน
ปนเศษหินหรือปนกรวด กรวดส่วนใหญ่เป็นหินกลมมน หรือเศษหินต่างๆ ถ้าเป็นดินปนเศษหิน มักพบช้ันหิน
พื้นตน้ื กว่า 50 ซม. สีดินเป็นสีนํ้าตาล เหลืองหรือแดง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า-ปานกลาง pH ประมาณ 5.5-
6.0
การใชป้ ระโยชน์ : ปา่ เตง็ รงั /ปลกู ไมโ้ ตเร็ว
ปัญหา : เป็นดินต้นื มเี ศษหนิ ปนอย่ใู นเนื้อดนิ มาก ในทลี่ าดชันสงู จะมปี ญั หาการชะล้างพงั ทะลายของหนา้ ดนิ ได้
งา่ ย
ชดุ ดนิ : ท่ายาง แมร่ ิม พะเยา นาํ้ ชุน หรือดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กลมุ่ ชุดดนิ ที่ 49
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินที่เกิดจากวัตถุต้นกําเนิดดินพวกตะกอนลําน้ํา หรือจากการผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี
หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคลื่อนย้ายมาทับถมในระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุเน้ือค่อนข้างหยาบ วางทับอยู่
บนชั้นดนิ ท่ีเกิดจากการสลายตวั ผุพังของหนิ พื้นหรือจากวัตถตุ น้ กําเนิดดินท่ตี า่ งชนิดต่างยุคกนั พบบริเวณท่ดี อน
เปน็ ดินตืน้ ถงึ ต้ืนมากถงึ ชัน้ ลกู รงั มกี ารระบายนาํ้ ดีปานกลาง เน้อื ดนิ บนเปน็ ดินร่วนปนทราย ส่วนดินล่างเป็นดิน
เหนยี วปนลูกรังหรือเศษหินทราย พบในความลึกก่อน 50 ซม. สีดินเป็นสีนํ้าตาล เหลืองและก่อนความลึก 100
ซม.จะเป็นชั้นดินเหนียวสีเทา มีจุประสีน้ําตาล สีแดง และมีศิลาแลงอ่อนปนอยู่มาก อาจพบช้ันหินทรายหรือ
หินดินดานท่ีผุพังสลายตัวแล้วในช้ันถดไป ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า pH ประมาณ 5.0-6.5
การใช้ประโยชน์ : ทงุ่ หญ้าธรรมชาต/ิ ปลกู พชื ไร่
ปัญหา : เป็นดินตื้น ความอุดมสมบูรณ์ตํ่า บางแห่งก้อนศิลาแลงโผล่กระจัดกระจาย เป็นอุปสรรคต่อการเขต
กรรม ในทลี่ าดชันสงู จะมปี ญั หาการชะล้างพงั ทะลายของหน้าดนิ ได้ง่าย
ชดุ ดิน: โพนพสิ ยั บรบือ สกล สระแกว้ หรือดินคลา้ ยอ่นื ๆ

กล่มุ ชุดดนิ ท่ี 50
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินที่พบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากการผุพังสลายตัวอยู่กับท่ี
หรือจากการสลายตัวผุพังแล้วเคล่ือนย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุเนื้อหยาบที่มาจากหินตะกอน หรือ
จากวัตถุต้นกําเนิดพวกตะกอนลําน้ํา เป็นดินลึกปานกลาง มีการระบายน้ําดี เน้ือดินตอนบน ช่วง 50 ซม. เป็น
ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียวปนทราย ในระดับความลึก 50-100 ซม. พบช้ันดินปนเศษหินหรือลูกรัง
ปริมาณมาก สดี ินเป็นสนี ํา้ ตาล เหลอื งหรอื แดง ดนิ มีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า pH ประมาณ 5.0-5.5
การใช้ประโยชน์ : ยางพารา ไม้ผล สับปะรด
ปัญหา : เนื้อดินเป็นทราย ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ในที่ลาดชันสูงจะมีปัญหาการชะล้างพังทะลายของหน้า
ดิน
ชดุ ดิน: สวี พะโต๊ะ หรือดนิ คล้ายอนื่ ๆ

กลุ่มชุดดินท่ี 51
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินท่ีพบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากการผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือ
จากการสลายตวั ผพุ งั แล้วเคลอ่ื นย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนกั ของวัสดุเนอ้ื คอ่ นขา้ งหยาบหรอื ค่อนข้างละเอียด ที่มา
จากหนิ ตะกอนหรือหินแปร เป็นดินต้ืนหรือต้ืนมาก มีการระบายน้ําดี เน้ือดินเป็นพวกดินร่วนปนเศษหิน ซ่ึงมักเป็น
พวก หนิ ทราย ควอร์ตไซต์ หรอื หนิ ดินดาน และพบช้ันหนิ พ้ืนภายในความลกึ 50 ซม. สดี ินเปน็ สนี ํา้ ตาล เหลืองหรือ
แดง ดนิ มคี วามอุดมสมบูรณ์ตํา่ pH ประมาณ 5.0-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ปา่ ดบิ ช้นื /ปลูกยางพารา
ปญั หา : เป็นดินต้ืน มีเศษหินปะปนอยมู่ าก ดินมีความอุดมสมบรู ณต์ ํา่
ชดุ ดนิ : ห้วยยอด ระนอง ย่ีงอ คลองเต็ง หรอื ดินคลา้ ยอนื่ ๆ

กลมุ่ ชดุ ดนิ ที่ 52
ลกั ษณะดนิ : เกดิ จากตะกอนลําน้าํ ทบั อยู่บนชน้ั ปนู มาร์ล พบบรเิ วณท่ีลาดเชิงเขาหนิ ปูน เปน็ ดินตน้ื ถงึ ตน้ื มากถึงชัน้
ปูนมาร์ล มกี ารระบายน้าํ ดี เนื้อดนิ เปน็ ดินเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ท่ีมีก้อนปูนมาร์ลปะปนอย่ สีดิน
เป็นสดี าํ สีน้ําตาล หรอื สแี ดง ดินมคี วามอุดมสมบูรณ์ปานกลาง-สงู pH ประมาณ 7.0-8.5
การใช้ประโยชน์ : พชื ไร่ เชน่ ขา้ วโพด ฝา้ ย/ ไมผ้ ลเช่น มะมว่ ง
ปัญหา : มีปัญหาในการไถพรวนหากวา่ ช้นั ปูนมารล์ ตื้นกว่า 25 ซม.
ชุดดนิ : บงึ ชะนงั ตาคลี หรอื ดนิ คลา้ ยอ่ืนๆ

กลมุ่ ชดุ ดินที่ 53
ลักษณะดิน : เป็นกลุ่มชุดดินท่ีพบในเขตฝนชุก เช่นภาคใต้ ภาคตะวันออก เกิดจากการผุพังสลายตัวอยู่กับที่ หรือ
จากการสลายตัวผุพงั แล้วเคลอ่ื นย้ายมาในระยะทางไม่ไกลนักของวัสดุเน้ือละเอียด ท่ีมาจากหินตะกอนหรือหินแปร
เป็นดนิ ลึกปานกลาง มีการระบายน้าํ ดี เนื้อดินบนเปน็ ดนิ รว่ นหรือดินร่วนปนดนิ เหนียว ทับอยบู่ นดินเหนียว สว่ นดิน
ล่างในระดับความลกึ ระหวา่ ง 50-100 ซม. เปน็ ดนิ ห้ นยี วปนลูกรังหรือเศษหินผุ สดี นิ เป็นสีนํา้ ตาลออ่ น สีเหลืองหรือ
แดง ดนิ มคี วามอดุ มสมบูรณ์ตํ่า pH ประมาณ 5.0-5.5
การใชป้ ระโยชน์ : ยางพารา กาแฟ ไม้ผล พืชไร่บางชนิด
ปญั หา : ดินมคี วามอุดมสมบรู ณ์ต่ํา ในทล่ี าดชนั สงู จะมีปญั หาการชะล้างพังทะลายของหน้าดนิ
ชดุ ดิน: ตราด ตรงั นาทอน โอลาํ เจียก ปะดงั เบซาร์ หรือดนิ คล้ายอ่นื ๆ

กลมุ่ ชุดดนิ ท่ี 54
ลักษณะดนิ : เปน็ กลมุ่ ชุดดนิ ทเี่ กดิ จากการผพุ ังสลายตัวอยกู่ บั ท่ี หรอื จากการสลายตัวผุพังแล้วเคล่ือนย้ายมาทับถม
ในระยะทางไม่ไกลนัก ของวัตถุต้นกําเนิดดินท่ีเป็นพวกหินอัคนี เช่น บะซอลต์ แอนดีไซต์ พนบริเวณท่ีดอน มักอยู่
ใกล้กับบรเิ วณเทือกเขาหนิ ปูน หรือหินภูเขาไฟเป็นดินลึกปานกลาง มีการระบายน้ําดีถึงดีปานกลาง เน้ือดินเป็นดิน
ร่วนเหนียวหรือดินเหนียว มักมีก้อนปูนหรือเศษหินที่กําลังผุพังสลายตัวปะปนอยู่ในเนื้อดินด้วย ในช้ันดินล่างลึกๆ
อาจพบช้นั ปนู มาร์ล สดี นิ เปน็ สเี ทาเข้ม สีนา้ํ ตาลหรอื สนี ํ้าตาลปนแดง ชัน้ ดนิ ลา่ งอาจมจี ดุ ประสเี หลอื งและสีแดงดินมี
ความอดุ มสมบรู ณป์ านกลางถงึ สงู pH ประมาณ 6.5-8.5
การใช้ประโยชน์ : ขา้ วโพด ข้าวฟ่าง มนั สาํ ปะหลัง ปอ และ ถ่ัว
ปญั หา : เนอ้ื ดนิ เหนียวจัด ในฤดฝู นนํา้ แชข่ ังงา่ ย ในทลี่ าดชันสูงจะมปี ัญหาการชะล้างพงั ทะลายของหน้าดิน
ชุดดิน: ลาํ นารายณ์ ลาํ พญากลาง สมอทอด หรือดนิ คล้ายอื่นๆ

กลุ่มชดุ ดนิ ที่ 55
ลกั ษณะดนิ : เปน็ กลุ่มชุดดินทเ่ี กิดจากการผุพงั สลายตัวอยกู่ ับที่ หรอื จากการสลายตัวผุพังแล้วเคล่ือนย้ายมาทับถม
ในระยะทางไม่ไกลนัก ของวัตถุต้นกําเนิดดินท่ีมาจากวัสดุเนื้อละเอียดที่มีปูนปน พบบริเวณท่ีดอน เป็นดินลึกปาน
กลาง มีการระบายน้ําดีถึงดีปานกลาง เนื้อดินเป็นดินเหนียว ในช้ันดินล่างท่ีระดับความลึกประมาณ 50-100 ซม.
พบชัน้ หนิ ผุซ่งึ สว่ นใหญเ่ ป็นหินตะกอนเนอ้ื ละเอียด บางแห่งมกี ้อนปูนปะปนอยู่ด้วย สดี นิ เปน็ สนี ้ําตาล สีเหลอื ง หรอื
สแี ดง ดนิ มีความอดุ มสมบรู ณป์ านกลางถงึ สงู pH ประมาณ 6.0-8.0
การใชป้ ระโยชน์ :
ปญั หา : ดินมโี ครงสรา้ งแนน่ ทบึ ยากแกก่ ารไชชอนของรากพืช
ชดุ ดนิ : วงั สะพงุ จัตรุ สั หรอื ดินคล้ายอน่ื ๆ

กลมุ่ ชดุ ดินที่ 56
ลกั ษณะดิน : เปน็ กล่มุ ชุดดินทีเ่ กิดจากการผพุ ังสลายตวั อยู่กับท่ี หรอื จากการสลายตัวผุพังแล้วเคล่ือนย้ายมาทับถม
ในระยะทางไมไ่ กลนัก ของวสั ดุเนื้อหยาบทมี่ าจากหนิ ตะกอนหรือหินอัคนี พบบริเวณท่ีดอน จนถึงลาดเนินเขา เป็น
ดนิ ลึกปานกลาง มีการระบายนํา้ ดี เนอ้ื ดนิ ตอนบน ชว่ ง 50ซม. เปน็ ดนิ รว่ นหรือดินร่วนปนทราย สว่ นดินล่างเป็นดิน
ปนเศษหิน มักพบช้ันหินพ้ืนลึกกว่า 100 ซม.สีดินเป็นสีนํ้าตาล เหลือง หรือสีแดง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ํา pH
ประมาณ 5.0-6.0
การใช้ประโยชน์ : ปลกู พืชไร่ เชน่ ข้าวโพด ออ้ ย มันสําปะหลงั
ปญั หา : ดนิ มีความอดุ มสมบูรณ์ต่ํา ในท่ีลาดชนั สูงจะมปี ัญหาการชะลา้ งพังทะลายได้งา่ ย
ชดุ ดิน: ลาดหญ้า โพนงาม ภูสะนา หรอื ดนิ คลา้ ยอนื่ ๆ

กลุ่มชดุ ดนิ ท่ี 57

ลักษณะดิน : พบบริเวณท่ีลุ่มต่ําหรือพื้นท่ีพรุ มีน้ําขังแช่อยู่เป็นเวลานานหรือตลอดปี การระบายน้ําเลวมาก

ประกอบด้วยดินอินทรีย์ที่สลายตัวปานกลางหนา 40-100 ซม. บางแห่งเป็นช้ันอินทรียวัตถุสลับกับพวกดินอินทรีย์

สีดินเป็นสีดํา หรือสีน้ําตาลในชั้นดินอินทรีย์ ส่วนดินอนินทรีย์ที่เกิดเป็นชั้นสลับอยู่ มีสีเทา ใต้ช้ันดินอินทรีย์ลงไป

เป็นตะกอนนํ้าทะเล มักพบระหว่างความลึก 50-100 ซม. มีสีเทาหรือสีเทาปนเขียว มีสารประกอบกํามะถัน (ไพ

ไรต์) อยู่มาก มีความอุดมสมบูรณ์ตํ่า ปฏิกิริยาดินเป็นกรดรุนแรงมาก pH น้อยกว่า 4.5

การใชป้ ระโยชน์ : ทรี่ กร้างว่างเปล่า

ปัญหา : เปน็ ดินอินทรีย์ เมื่อแหง้ จะยุบตัว และเปน็ กรดรุนแรง

ชดุ ดิน: กาบแดง

กลมุ่ ชดุ ดนิ ท่ี 58
ลักษณะดิน : ลักษณะดินคล้ายกับกลุ่ม 57 พบในบริเวณที่ลุ่มตํ่า หรือพื้นท่ีพรุ มีนํ้าแช่ขังตลอดปี เป็นดินลึก การ
ระบายน้ําเลวมาก เนื้อดินเป็นพวกดินอินทรีย์ที่มีเนื้อหยาบ มีความหนามากกว่า 100 ซม. มักมีเศษพืชขนาดเล็ก
และใหญ่ปนอย่ทู ่วั ไป
การใชป้ ระโยชน์ : ป่าพรุ
ปัญหา : เป็นดินอินทรีย์ท่ีมีคุณภาพต่ํา เป็นกรดรุนแรงมาก ขาดธาตุอาหารพืช มีปัญหาการยุบตัวเมื่อระบายนํ้า
ออก
ชุดดิน: นราธวิ าส

กลมุ่ ชุดดินที่ 59
ลักษณะดิน : พบบริเวณที่ราบลุ่มหรือ พื้นล่างของเนิน หรือหุบเขา เป็นหน่วยผสมของดินหลายชนิด ท่ีเกิดจาก
ตะกอนลาํ น้ําพัดพามาทบั ถมกนั ดินทีพ่ บส่วนใหญม่ ีการระบายน้าํ ค่อนข้างเลวถึงเลว มีลักษณะและคุณสมบัติต่างๆ
ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับชนิดของวตั ถุต้นกําเนิดดนิ บรเิ วณนน้ั ๆ ส่วนมากมกี อ้ นกรวดและเศษหนิ ปนอยูใ่ นเนือ้ ดินดว้ ย
การใช้ประโยชน์ :
ปัญหา : ใช้ทํานา หรอื ปลกู ผักในฤดแู ลง้
ชุดดนิ : พวกดนิ ตะกอนนาํ้ พาเชงิ ซอ้ นท่ีมกี ารระบายนาํ้ เลว

กลุ่มชุดดนิ ท่ี 60
ลักษณะดิน : พบบริเวณสันดินริมนํ้า บริเวณพื้นท่ีเนินตะกอน เป็นหน่วยผสมของดินหลายชนิด ที่เกิดจากตะกอน
ลํานาํ้ พัดพามาทับถมกัน ดินที่พบส่วนใหญ่มีการระบายน้ําดีถึงดีปานกลาง เป็นดินลึก เน้ือดินเป็นพวกดินร่วน บาง
แห่งมชี น้ั ดนิ ทมี่ เี นอ้ื ดนิ คอ่ นข้างเป็นทราย หรือมีชน้ั กรวด ซึ่งแสดงถึงการตกตะกอนต่างยุคของดินอันเป็นผลมาจาก
การเกิดน้ําท่วมใหญ่ในอดีต โดยท่ัวไปเป็นดินท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง pH ประมาณ 6.0-7.0
ปญั หา : ปลูกพชื ไร่ ไม้ผล ไมย้ นื ตน้
ชดุ ดิน: พวกดินตะกอนนาํ้ พาเชิงซ้อน ท่มี ีการระบายน้าํ ดี

กลุ่มชุดดินท่ี 61
ลักษณะดนิ : กล่มุ น้เี ป็นหนว่ ยผสมของดินหลายชนิด ซ่ึงเกิดจากการผุพังสลายตัวของหินต้นกําเนิดชนิดต่างๆ แล้ว
ถูกพัดพามาทับถมบริเวณที่ลาดเชิงเขา ดินมีการระบายนํ้าดีถึงดีปานกลาง มีลักษณะและคุณสมบัติต่างๆ ไม่
แน่นอน ข้ึนอยู่กับชนิดของวัตถุต้นกําเนิดดินบริเวณน้ันๆ ส่วนใหญ่มักมีเศษหิน ก้อนหิน และหินพ้ืนโผล่กระจาย
ทัว่ ไป
การใช้ประโยชน์ : ทําไร่เล่ือนลอย
ปญั หา : มปี ญั หาการชะลา้ งพงั ทลาย เนอ่ื งจากมีการใชโ้ ดยไม่มมี าตรการอนุรกั ษ์ดนิ และน้ํา
ชดุ ดิน: ดินท่ีลาดเชงิ เขา


Click to View FlipBook Version