สารบัญ 3
4
ผอ.เขต พบเพอื่ นครู 5
ปรายหน้าบท 7
แนะนา รอง ผอ.สพป.สงขลา เขต 1
ลานกวี 8
หอมกลั ยาณมติ ร 15
ถอดประสบการณ์ 18
โรงเรียนคณุ ภาพประจาตาบล 20
รอบร้ัวโรงเรียนเด่น 24
โรงเรียนทมี่ ่งุ สร้างทกั ษะชวี ิต เด็กมีวชิ าชีพ “โรงเรียนบา้ นจนั ทร์” 34
บอกเลา่ เกา้ สิบ 37
บอ่ นา้ ศักดิ์สิทธ์ิวัดแหลมบ่อทอ่ 39
กฎหมายใกล้ตัว 41
สทิ ธิตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ 43
44
เวทเี ยาวชน
57
การอบรมเล้ยี งดเู ดก็ ปฐมวัย
ครบเครอื่ งเร่ือง ICT
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 60 เรือ่ งใกล้ตัวทค่ี วรรู้
ปกิณกะ
ทาอย่างไรใหน้ ้าหนกั ท่ลี ดไปเปน็ ไขมนั
เรอ่ื งสัน้
วิถีชาวเล
วรรณกรรมมุขปาฐะ
เขาเกา้ แสน
เทท่ กุ ทท่ี บ่ี า้ นเรา
เลาะเลียบ “เขา ปา่ นา เล”
สงขลา : รตั นในพระมหาพไิ ชยมงกุฎ
กจิ กรรมประชาสัมพนั ธ์
วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจา้ ประจาปี 2563
โครงการ ศธ.จติ อาสาบาเพญ็ ประโยชน์ (สว่ นภูมิภาค)
วารวสาราสราเรขาเขปาา่ ปน่าานเาล เล 33
สารสร้างการรับรู้ เขา ป่า นา เล ฉบับต้อนรับปีใหม่ 2564 ยังคงเป็นส่ือกลาง
ในการติดต่อประสานงาน เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจในการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานของสานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 โดยมีเน้ือหาสาระท่ีเป็นประโยชน์ผ่านระบบหนังสือ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ท่ีเผยแพรแ่ กผ่ ้สู นใจและนักการศกึ ษาเป็นระยะ ๆ
สาระในฉบับ ยังเป็นประโยชน์ในการสืบค้นและเผยแพร่องค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ
ตอ้ งขอบคณุ ผทู้ ีบ่ ันทกึ ข้อความ ภาพ และรังสรรคอ์ งคค์ วามร้อู ยา่ งต่อเนือ่ งมาโดยตลอด
ขอขอบคุณ คณะผู้จัดทา และให้การดาเนินการจัดทาอย่างต่อเนื่อง และสม่าเสมอ
อนั จะเปน็ ประโยชนต์ ่อผูอ้ ่านตลอดไป
(นายประสิทธิ์ หนูกุ้ง)
ผอู้ านวยการสานักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
วารสาร เขา ป่า นา เล 4
ปรายหนา้ บท
ท่านผูอ้ า่ นทเ่ี คารพทุกท่าน วารสาร เขา ป่า นา เล ฉบบั น้เี ปน็ ฉบบั ที่ 2 หลังจาก
ที่เว้นว่างไประยะหนึ่ง ซ่ึงฉบับน้ีถือเป็นฉบับแรกในปีงบประมาณ 2564 แต่ยังคงไว้
ในเนื้อหา กิจกรรมน่าสนใจ ข่าวความเคลื่อนไหวทางการศึกษา เรื่องราวดี ๆ ที่สงขลา
บ้านเรา และสาระท่ีมีความน่าสนใจในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E – BOOK)
ท่ีมีรูปลักษณ์น่าสนใจ สีสันสดใสสวยงามเหมาะกับทุกเพศทุกวัยและสะดวกในทุกท่ีทุกเวลา
ในการอา่ น
สาหรับการศึกษาและการดารงชีวิตในยุค New Normal ของนักเรียนมีการ
เปล่ียนแปลงไปอยา่ งรวดเรว็ นักเรียน นกั ศึกษามอี ิสระทางความคดิ มากขน้ึ แต่อย่างไรกต็ าม
ต้องขอชื่นชมกับการปรบั ตัว อย่างไร้ขีดจากัดของทุก ๆ ท่านอย่างรอบด้าน แมจ้ ะเกิดความ
คิดเห็น ที่แตกต่างไปบ้างแต่ทุกฝ่ายต่างก็พยายามอย่างเต็มกาลังความสามารถในการที่จะ
แก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างดีที่สุด ทีมงานหวังเป็นอย่างย่ิงว่า “วารสาร เขา ป่า นา เล”
ฉบับนีจ้ ะสร้างแรงบนั ดาลใจให้กบั ทกุ ท่านในยคุ New Normal ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
นางขวัญตา ประสานสงฆ์
รองผู้อานวยการสานกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
วารสาร เขา ปา่ นา เล 5
แนะนา
รอง ผอ.สพป.สงขลา เขต 1
นางสาวมยุรีย์ เนตรศลิ านนท์ ช่ือเลน่ ปุ๋ม
เกดิ วนั เสารท์ ่ี 19 มกราคม พ.ศ. 2517
ภมู ลิ าเนา จงั หวัดนครราชสีมา
การศึกษา ปริญญาตรี เอกคณิตศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสีมา
ปรญิ ญาโท การบริหารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง
โทรศพั ท์เคลอ่ื นที่ 089 579 2018
E-mail [email protected]
สถานท่ีอย่ปู ัจจบุ นั บ้านเลขท่ี 44/4 หมู่ 4 ตาบลเขารปู ชา้ ง อาเภอเมอื ง จังหวดั สงขลา 90000
ประวัตกิ ารทางาน
พ.ศ. 2539 บรรจุรับราชการในตาแหนง่ อาจารย์ 1 ระดบั 3 ท่ีโรงเรยี นเจยี รวนนทอ์ ุทิศ 2
อาเภอวงั นา้ เขยี ว จังหวดั นครราชสมี า
พ.ศ. 2549 รองผอู้ านวยการโรงเรียนบ้านหนองบนุ นาก อาเภอหนองบญุ มาก จงั หวัดนครราชสมี า
พ.ศ. 2551 รองผอู้ านวยการโรงเรียนโชคชัยพรหมบตุ รบริหาร อาเภอโชคชัย จงั หวัดนครราชสมี า
พ.ศ. 2551 ผูอ้ านวยการโรงเรียนบ้านบอ่ ลิงประชาสรรค์ อาเภอเสิงสาง จังหวดั นครราชสีมา
พ.ศ. 2554 ผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านบงึ ไทย อาเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา
พ.ศ. 2558 ผู้อานวยการโรงเรยี นบา้ นดอนเกตุ อาเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสมี า
พ.ศ. 2562 ผอู้ านวยการโรงเรียนบ้านพชิ ิตคเชนทร์ อาเภอโชคชยั จังหวัดนครราชสมี า
ตาแหนง่ ปัจจุบนั รองผอู้ านวยการสานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
คตกิ ารทางาน คุณภาพคน คณุ ภาพงาน ประสานสมั พันธ์ กัลยาณมิตร
“จากโคราชมาถึงสงขลา ระยะทางแสนยาวไกล แต่ไม่ใช่อุปสรรคในการทางาน ดิฉันถือว่าตัวเอง
เป็นคนโชคดีมากกว่า เพราะมีโอกาสในการหาประสบการณ์ในการทางานท่ีแตกต่างจากที่เคยทามา ได้พบเจอ
กับเพื่อนใหม่ท่ีเป็นกัลยาณมิตรท่ีดีต่อกัน สร้างโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งเร่ืองงานและชีวิตความเป็นอยู่
จึงขอความร่วมมือกับทุกท่านในการเรียนรู้ และการทางานร่วมกันและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านคงยินดีต้อนรับ
คนโคราชมารว่ มทางานดว้ ยนะคะ”
นางสาวมยุรีย์ เนตรศิลานนท์
รองผอู้ านวยการสานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
วารสาร เขา ป่า นา เล 6
รอง ผอ.สพป.สงขลา เขต 1
นางขวัญตา ประสานสงฆ์ ชื่อเล่น ขวัญ
ตาแหนง่ ปัจจุบัน รอง ผอ.สพป.สงขลา เขต 1
วัน เดือน ปีเกดิ 18 สงิ หาคม 2518
อายุ 45 ปี
อายรุ าชการ 22 ปี
วันบรรจเุ ขา้ รบั ราชการ 1 กรกฎาคม 2541
วนั เกษยี ณอายรุ าชการ 30 กันยายน 2578
วิทยฐานะ รองผอู้ านวยการสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาชานาญการพิเศษ
รับเงินเดอื น อนั ดบั คศ.3 ขั้น 49,490 บาท
รับเครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ์ ช้างเผอื ก ชื่อ ทวตี ิยาภรณ์
ประวตั กิ ารศึกษา ประถมศกึ ษา โรงเรยี นวดั ธรรมโฆษณ์ อาเภอสงิ หนคร จังหวดั สงขลา
มัธยมศึกษา โรงเรยี นสงขลาวทิ ยาคม อาเภอสิงหนคร จงั หวดั สงขลา
ปรญิ ญาตรี ครุศาสตร์บณั ฑิต (ค.บ.) สาขาการศึกษาปฐมวัย
สถาบนั ราชภัฏนครศรีธรรมราช
ปรญิ ญาโท การศกึ ษามหาบณั ฑิต (กศ.ม.) สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา
มหาวทิ ยาลยั ทักษิณ
ประวัติการทางาน
1 กรกฎาคม พ.ศ.2541 อาจารย์ 1 โรงเรยี นวดั บางเขยี ด สปอ.สงิ หนคร สปจ.สงขลา
20 มกราคม พ.ศ.2552 รองผู้อานวยการโรงเรียนบา้ นม่วงงาม สพท.สงขลา เขต 1
19 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 ผู้อานวยการโรงเรียนบา้ นตาแปด สังกดั สพท.สงขลา เขต 3
5 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2555 ผูอ้ านวยการโรงเรียนชมุ ชนบา้ นนาทับ สงั กดั สพป.สงขลา เขต 3
28 ตลุ าคม พ.ศ.2563 รองผอู้ านวยการสานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
คติพจนก์ ารทางาน เดนิ ทลี ะกา้ ว กนิ ขา้ วทลี ะคา ทาทลี ะอยา่ ง
นางขวัญตา ประสานสงฆ์
รองผูอ้ านวยการสานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาสงขลา เขต 1
วารสาร เขา ป่า นา เล 7
หอมกัลยาณมติ ร
เพยี งแค่หยิบยื่น กัลยาณมติ ร
ทว่ งย่างวถิ ีชีวิต ย่อมสดใส
เพยี งแคห่ ยิบย่ืน ใจใหแ้ กใ่ จ
รักจะเรอื งรองวไิ ล สุนทรยี ์
ฟา้ ใหม่ ตะวันใหม่
คลม่ี านอ้ มสายใย ปลงั่ ปรี่
หลอมนัยเนอ้ื ความพิไล ไมตรี
เปน็ อทุ ยานดาลฤดี เดนิ ทางงาน
เพียงแค่หยบิ ยื่น กัลยาณมิตร
แทท้ ุกวาดหวังชวี ิต ปรารถนาหอมหวาน
เพยี งแคห่ ลอมกาลงั ใจ ดง่ั ดอกไม้บาน
ยน่ื มอื มารว่ มขับขาน การเดนิ ทางฯ
โดย...นายอภิสทิ ธ์ิ กุลโรจนสริ ิ
ศกึ ษานเิ ทศกช์ านาญการ
ถอดประสบการณ์ วารสาร เขา ปา่ นา เล 8
โดย...นางสาวมยุรีย์ เนตรศิลานนท์
รอง ผอ.สพป.สงขลา เขต 1
บทความ เร่ือง โรงเรียนคณุ ภาพประจาตาบล
“เปน็ ที่ยอมรบั ของชุมชน มงุ่ คนสกู่ ารมีงานทา เน้นยาการมีส่วนรว่ ม”
..............................................................................................................
“การศึกษา”คือ เคร่อื งมอื สาคัญในการพัฒนาคนและสังคม กล่าวคือ
การศึกษาจะพฒั นาคนให้มีคุณลักษณะตามท่ีสังคมตอ้ งการ เพื่อให้คนเปน็ ปจั จยั ในการพัฒนา
สังคมต่อไป ดังนั้น การศึกษาจึงต้องแสดงบทบาทให้สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลง
ของสังคมโดยรวม สพฐ. จึงได้ดาเนินการขับเคล่ือนโครงการ “1 ตาบล 1 โรงเรียน
คุณภาพ” ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความเหลอ่ื มล้าด้านการจัดการศึกษาของประเทศ
โดยให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของชุมชน มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนอย่างมี
คุณภาพ ตลอดจนเป็นศูนย์รวมหรือเป็นแหล่งการเรียนรู้ ของชุมชน สร้างโอกาสให้นักเรียน
ในพ้ืนท่ีได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มท่ี โดยรัฐบาลได้กาหนดแนวทางการพัฒนาโรงเรียน
คุณภาพประจาตาบล โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะท่ี 1 ตรวจสอบและเปิดรับ เริ่มจากการประเมินตนเองของโรงเรียน สร้างการ
รับรู้และปรับทัศนคติของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้ตรงกัน
สรา้ ง "เครอื ขา่ ยการพฒั นา" เปิดโอกาสให้หนว่ ยงานในทอ้ งถน่ิ ไดม้ สี ่วนร่วม
ระยะที่ 2 เสริมความรู้เพ่ือสร้างภูมิคุ้มกัน ให้เกิดความร่วมมือระหว่างสานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษา โรงเรียน และชุมชน สนับสนุนโครงสร้างพ้ืนฐานท่ีจาเป็น ยกระดับ
ขีดความสามารถ พัฒนาทักษะ ผู้บริหาร คุณครู และบุคลากรทางการศึกษา เน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ เอ้อื ต่อการสรา้ งทักษะชวี ิตและทกั ษะวชิ าชพี ของผู้เรยี น
ระยะที่ 3 พัฒนาสู่ "โรงเรียนของชุมชน" จาเป็นต้องสร้างทักษะการส่ือสารและ
ความร่วมมือ เพื่อสร้างความยั่งยืนของการเป็นโรงเรียนของชุมชนพร้อมทั้งสร้างเวที
แลกเปลีย่ นเรยี นร้ดู ้านการพฒั นาโรงเรียนคณุ ภาพประจาตาบลอีกด้วย
วารสาร เขา ป่า นา เล 9
พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้านที่ 3
มีงานทา มีอาชีพ ประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาค
ทางสังคม โรงเรียนคุณภาพประจาตาบล “ 1 ตาบล 1 โรงเรียนคุณภาพ” เป็นนโยบาย
ที่สอดรับกับคากล่าวที่ว่า “จะไม่ท้ิงใครไว้ข้างหลัง” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรียน
ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามบริบทของตนเองให้เป็นท่ียอมรับของชุมชน มุ่งพัฒนาคน
สู่การมีงานทา เน้นย้าการมีส่วนร่วม ดังนั้นภาพอนาคตของโรงเรียนคุณภาพประจาตาบล
คอื เป็นโรงเรียนทีใ่ ห้โอกาสทางการศึกษาท่ีเท่าเทียมกันอย่างมีคุณภาพตามาตรฐานการศึกษา
นักเรียนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้สามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพท่ัวถึง
และเป็นธรรมมีความเข้มแข็งทางวิชาการ กระบวนการและทักษะท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิต
และเป็นพลเมืองท่ีดีของประเทศและการเป็น “โรงเรียนของชุมชน” ที่มีความร่วมมือ
กบั ทอ้ งถน่ิ การใหบ้ ริการโรงเรยี นเครอื ข่ายและชุมชนอย่างเข้มแข็ง
หากจะพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจาตาบลให้เป็นเช่นภาพอนาคตทีว่ าดหวังสิ่ง
แรกคงต้องสร้างความความเข้าใจและความมุ่งม่ันของบุคคล 3 กลุ่มที่จะเป็นผู้ดาเนินการ
หรือขับเคลื่อนให้เกิดโรงเรียนคุณภาพโดยกลุ่มบุคคลเหล่าน้ีต้องมีทักษะและมีความพร้อม
ดงั น้ี
1. ผู้บริหารโรงเรียน จะต้องมีทักษะภาวะผู้นา มีความสามารถด้านภาษาและ
การส่ือสาร มีทักษะการบริหารสถานศึกษาและการบริหารแบบมีส่วนร่วมตลอดจน
การสรา้ งความสัมพันธ์และความร่วมมือกบั ชุมชน
2. ครูและบุคลากรทางการศึกษา จะต้องมีความรู้เรื่องหลักสูตรการจัด
การเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ กระบวนการจัดการช้ันเรียน การใช้ภาษาและ
การสื่อสาร จัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียน
การสอน พัฒนาตนเองแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ สามารถใช้เทคโนโลยีในการจัด
การเรียนการสอนและคน้ ควา้ หาความรู้
3. ชุมชน ต้องให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดาเนินงานอาจจะเป็น
ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่น ปจั จัยด้านอนื่ เพ่ือเปน็ ฐานในการพัฒนาทกั ษะอาชีพให้แกผ่ ู้เรยี น
วารสาร เขา ป่า นา เล 10
ความร่วมมือในการดาเนินงานท้ังบุคคลท้ัง 3 กลุ่ม จะส่งผลต่อการพัฒนา
คุณภาพของผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดีตามค่านิยม 12 ประการ มีทักษะชีวิตโดยผ่าน
กระบวนการลกู เสอื มีพฒั นาการทางสติปญั ญา มีความฉลาดทางอารมณ์ ทัศนคติ มีพัฒนา
ด้านร่างกายสมวัย จบการศึกษา-มีงานทา ใช้ภาษาและการส่ือสารได้อย่างน้อย 3 ภาษา
เก่งICT มีทกั ษะของผเู้ รียนในศตวรรษท่ี 21 รักการเรียนรแู้ ละมคี วามคิดสร้างสรรค์
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ได้คัดเลือกโรงเรียน
คุณภาพประจาตาบล จานวน 48 โรงเรียน ซ่ึงแต่ละโรงเรียนได้รับการสนับสนุน
และความรว่ มมือจากบุคคลท้ัง 3 กลมุ่ ในการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียนมาโดยตลอดตามบริบท
และศักยภาพของตนเอง ท้ังด้านกายภาพ กระบวนการจัดการเรียนรู้และทักษะด้านอาชีพ
จนมีวธิ ปี ฏบิ ัติทีด่ ี (Best Practice) ตามบริบทของโรงเรยี น ดังน้ี
วารสาร เขา ป่า นา เล 11
ท่ี ชอื่ โรงเรียน ตาบล อาเภอ วิธปี ฏบิ ัติที่ดี (Best Practice)
1 วดั โตนดด้วน
กระแสสินธุ์ กระแสสนิ ธ์ุ การบรหิ ารจดั การขยะโดยใช้หลกั ปรชั ญา
2 วัดแหลมบ่อทอ่ ของเศรษฐกจิ พอเพียงและ 3Rs
3 ชมุ ชนวดั เชงิ แส เกาะใหญ่ นวตั กรรมแบบฝกึ การอ่านการเขยี น
4 วดั โรง (ขาวประชาสรรค์) กระแสสนิ ธ์ุ ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 – 6
5 วดั แม่เปียะ โรงเรียนวดั แหลมบอ่ ทอ่
6 วดั โพธาราม เชงิ แส กระแสสินธ์ุ สายสัมพนั ธ์บา้ นโรงเรยี นชมุ ชนวัดเชงิ แส
7 บา้ นควนจง
8 วัดพรหมประดษิ ฐ์ โรง กระแสสนิ ธ์ุ นวัตกรรมการเรยี นการสอน
9 บา้ นบ่ออิฐ ในสถานการณ์ Covid-19
10 วัดทา้ ยยอ คลองรงั
นาหม่อม การพัฒนาและส่งเสริมการศึกษา
ทุ่งขมิ้น แบบ New Normal โดยใชก้ ระบวนการ
นาหม่อม PDCA โดยยึดหลักความรว่ มมือ
พิจติ ร Cooperate
เกาะแต้ว
นาหมอ่ ม ปุ๋ยหมกั 5G From Table To Farm
Ideas Innovation
นาหมอ่ ม รูปแบบการสอนทางไกลผา่ นดาวเทยี ม
นาหม่อม รักการออม อยอู่ ย่างพอเพยี ง
เมือง ชุดกิจกรรมพัฒนาทกั ษะการอา่ น
การเขียนภาษาไทย
เกาะยอ เมือง การพฒั นาคุณภาพการศึกษาเพอื่ ยกระดบั
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน O-NET
ท่ี ชอื่ โรงเรียน ตาบล อาเภอ วารสาร เขา ป่า นา เล 12
11 วดั เกาะถ้า เขารูปช้าง เมือง
วิธปี ฏบิ ตั ิท่ดี ี (Best Practice)
12 วดั ทุ่งหวังใน ทงุ่ หวัง เมอื ง เสรมิ สร้างทกั ษะชวี ิตดว้ ยหลกั ปรัชญา
เมือง ของเศรษฐกิจพอเพียง
13 วิเชยี รชม บ่อยาง เมอื ง ผลการจดั ประสบการณ์เรยี นรโู้ ดยใช้
14 บ้านน้ากระจาย พะวง ระโนด ปัญหาเปน็ ฐานของเดก็ ปฐมวัยโรงเรียน
ระโนด วัดเกาะถ้า
15 ราชประชานเุ คราะห์ 11 คลองแดน ระโนด โครงการส่งเสรมิ ความสามารถดา้ นดนตรี
ระโนด ไทย
16 วัดทุง่ สงวน แดนสงวน การเรียนรูอ้ อนไลนส์ วู้ ิกฤติ Covid-19
ระโนด แบบฝกึ ประกอบส่อื การอ่าน
17 วัดเกษตรชลธี (เลอื่ นประชาคาร) ตะเครยี ะ ระโนด กิจกรรมสง่ เสรมิ นิสัยรกั การอ่านผ่านเสยี ง
ระโนด ตามสาย
18 ท่าบอนมติ รภาพท่ี 90 ท่าบอน Walk Rally ส่งเสริมนสิ ยั รกั การอ่าน
ระโนด การงาน...สานต่อ...อาชพี ...เกษตรชลธี
19 วดั เจดียง์ าม บ่อตรุ นอ้ มนาศาสตรพ์ ระราชาสู่การพัฒนา
ระโนด ทกั ษะวชิ าการ ทกั ษะชีวิต และทกั ษะ
20 วดั หวั ปา่ (รักเมืองไทย 38) บา้ นขาว ระโนด อาชีพนักเรยี น
21 วัดบ้านใหม่ บ้านใหม่ ระโนด น้ายาอเนกประสงคเ์ พอ่ื การเรียนรู้
ระโนด วทิ ยาศาสตร์
22 วัดปากแตระ ปากแตระ สทิงพระ พอเพียงตามรอยพ่อ
วิถพี ทุ ธ วถิ ีไทย
23 ไทยรัฐวทิ ยา 37 (วัดหัวถิน) พงั ยาง สทงิ พระ การพฒั นาศักยภาพครู บคุ ลากรทางการ
24 บ้านระโนด (ธัญเจรญิ ) ระโนด ศกึ ษาทกั ษะดิจิทลั Distance Learning
25 วัดเถรแก้ว ระวะ ในการบริหารสถานศกึ ษาตามสภาะวกิ ฤติ
26 วดั สน วัดสน Covid-19
27 วดั กลาง กระดงั งา นุ่งขาว เข้าวัด เรียนพทุ ธประวัติปฏบิ ัติ
ธรรม
28 ชุมชนวดั คลองรีมติ รภาพที่ 20 คลองรี Student center
รักการอ่านเขียน สรา้ งองค์ความร้สู ู่
หนังสอื เล่มเล็ก
มหัศจรรยว์ ิทยาศาสตร์
โครงการนอ้ มนาศาสตรพ์ ระราชา
และพระบรมราโชบายสู่การพัฒนา
สถานศึกษาพอเพียง
การพัฒนาทักษะการอ่าน
การคดิ การเขยี น
ที่ ช่อื โรงเรยี น ตาบล อาเภอ วารสาร เขา ปา่ นา เล 13
วิธีปฏบิ ัติทด่ี ี (Best Practice)
29 วัดธรรมประดษิ ฐ์ (ลอื วิทยาสิทธ์ิ) คขู ดุ สทงิ พระ ชดุ ฝกึ ทักษะวทิ ยาศาสตร์
30 ในเมือง จะทิง้ พระ สทงิ พระ One Teacher One Innovation
31 วดั นางเหลา้ ชุมพล
32 วดั ดีหลวง ดหี ลวง สทิงพระ นาข้อสอบ O-NET สหู่ ้องเรียน
สทงิ พระ อ่านเขยี น เพียรบนั ทึก
33 วัดท่าหิน ท่าหนิ
การพฒั นาความสามารถในการอ่าน
34 บ้านวดั ใหม่ บอ่ ดาน สทิงพระ จบั ใจความโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะการอ่าน
35 วดั บอ่ แดง (จอกประชานุกลู ) บ่อแดง จับใจความดว้ ยเทคนคิ KWL-Plus
36 ชมุ ชนบ้านบอ่ ประดู่ วดั จันทร์ สทิงพระ โครงงานคณุ ธรรม “ไหว้ถูกระดับ
ประทับใจ”
37 วัดประเจียก สนามชัย สทิงพระ ปกป้องด้วยหัวใจ เด็กปลอดภยั ดว้ ย
คุณครู
38 วัดชะแล้ ชะแล้ สทิงพระ โรงเรยี นแห่งสันตสิ ขุ ตามหลักปรชั ญา
39 วัดประตูไชย ชิงโค ของเศรษฐกจิ พอเพียง
สทงิ พระ การพฒั นานกั เรียนดา้ นการจดั การ
40 วัดทานบตางหน ทานบ เรยี นร้ดู ้วยโครงงานมชี วี ิตเสมือนจริง
สงิ หนคร โดยใช้ Application AR
41 วดั บางเขียด บางเขยี ด สงิ หนคร กจิ กรรมธนาคารขยะ
42 วดั บอ่ ทรายเจรญิ ธรรม ปากรอ สติ สมาธิเปน็ ฐาน
43 วดั ปา่ ขาด ป่าขาด สิงหนคร โครงการยกระดับผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนและการทดสอบระดบั ชาติ
44 วดั ปะโอ (พรพทิ ยาคม) ม่วงงาม สิงหนคร ขั้นพ้ืนฐาน
45 วดั หว้ ยพุด ราแดง สงิ หนคร โครงงานโรงเรยี นปลอดขยะ
46 บ้านขนุน วัดขนุน สิงหนคร ถงุ นมรักษ์โลก
47 วัดโลกา สทิงหม้อ แบบฝึกทักษะภาษาไทย การอ่าน-
48 บา้ นหวั เขา หัวเขา สิงหนคร การเขยี น ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี1
สิงหนคร พัฒนาศกั ยภาพการเรียนรู้ด้วยส่ือ
สิงหนคร ทรูปลกู ปญั ญา
สงิ หนคร ยกระดับผลสมั ฤทธพ์ิ ิชติ โอเนต็
สงิ หนคร เจลลา้ งมือ Hand Gel Cleanser
โลการวมใจ ไรข้ ยะ
อ่านออก เขียนได้
วารสาร เขา ปา่ นา เล 14
จะเห็นได้ว่า โรงเรียนคุณภาพประตาบลในสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาสงขลา เขต 1 มีวิธีปฏิบัติที่ดี (Best Practice) แตกต่างกันไปตามบริบท
ของโรงเรียน บางโรงเรียนเน้นทักษะอาชีพ บางโรงเรียนเน้น วิชาการบางโรงเรียน
เน้นการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์เน้นดนตรี เมื่อโรงเรียนคุณภาพประจาตาบล
มวี ิธปี ฏิบตั ิทด่ี ีของตนเองแลว้ ตอ่ จากน้ไี ปการแลกเปลี่ยนเรยี นร้วู ิธปี ฏิบตั ทิ ่ีดีของแต่ละโรงเรียน
จะเป็นอีกแนวทางหน่ึงในการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนคุณภาพประจาตาบลให้มีมากย่ิงข้ึน
ส่งผลให้ผู้เรียนมีทางเลือก มีการค้นพบตนเอง พัฒนาตนเองให้มีความสามารถตามที่ตนเอง
หรือสงั คมตอ้ งการ ส่งผลให้เกดิ คณุ ภาพของผู้เรยี นอยา่ งหลากหลาย
หากทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษาตระหนักถึงความสาคัญในบทบาท หน้าท่ี
และร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าคุณภาพของเด็กไทยที่เราอยากจะให้เป็นคงจะมีให้เห็น
ในไมช่ า้ นี้
เพยี งแตว่ นั นีทาได…้ ..หรือไดท้ าอย่างจริงจงั ต่อเน่อื ง หรอื ยัง ?
คาถามท่ที า้ ทายผู้บริหาร.......
วารสาร เขา ป่า นา เล 15
รอบรว้ั โรงเรียนเด่น
โดย...นางสาวจตพุ ร จนั ทร์เรือง
ศกึ ษานิเทศก์ชานาญการ
โรงเรียนท่ีมงุ่ สร้างทกั ษะชีวิต เด็กมีวิชาชพี “โรงเรยี นบา้ นจนั ทร์”
โรงเรยี นน้ไี ม่แคร์ .....โอเน็ต
ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของโลกดิจทิ ัล ทกุ อยา่ งเกิดข้ึนอย่างรวดเร็ว และเปล่ยี นแปลงไดต้ ลอดเวลา
เป็นยุคที่โลกต้องการผู้ที่สามารถปรับตัวและรับมือกับการเปล่ียนแปลงได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากทักษะทางด้านนวัตกรรม
ทักษะทางด้านอาชีพ และทักษะทางด้านเทคโนโลยีและการส่ือสารแล้ว “ทักษะชีวิต” เป็นอีกหน่ึงทักษะที่มีความจาเป็นกับวัยรุ่น
ในศตววรรษที่ 21 เพราะนอกจากวัยรุ่นจะตอ้ งเป็นผูม้ ีความร้แู ล้ว วยั รุ่นยังต้องเป็นผู้มที ัศนคติและจิตใจที่มั่นคง เพ่อื พร้อมที่จะเผชิญ
กับการเปล่ียนแปลง
ทักษะชีวิต (Life Skills) เป็นทักษะภายในท่ีจะช่วยให้วัยรุ่นสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน
ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ และเตรยี มพรอ้ มสาหรับการปรับตัวในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย ส่ิงแวดล้อม
คุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข หรืออาจกล่าวได้ว่าทักษะชีวิต คือ ความสามารถ
ในการแก้ปญั หาท่ตี ้องเผชิญในชีวิตประจาวัน เพอื่ ใหส้ ามารถดูแลตนเองไดอ้ ย่างปลอดภัย
โรงเรียนบ้านจันทร์ อาเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เปิดสอนระดับอนุบาล-ม.3 จัดการเรียนรู้ในบริบท
ของพหุวัฒนธรรม (ชาตพิ ันธ์ุ) เปน็ โรงเรยี นบนยอดดอยโอบล้อมดว้ ยขุนเขา ใกลช้ ดิ กบั ธรรมชาติ ชุมชน และวดั
"ส่ิงที่ชุมชนวัดจันทร์ต้องการ แม้เป็นชนเผ่าแต่ก็คาดหวังให้ลูกเป็นเจ้าคนนายคน ด้วยความหวังของพ่อแม่ไม่ผิด
แต่เด็กเรียนจบออกมาส่วนมากก็กลับมาว่างงานอยู่แถวบ้าน เพราะทักษะชีวิตไม่เกิด ก็ไม่รู้จะทาอะไร ท้ังที่กิจการค้าขายมีมาก
แต่คิดไม่เปน็ "
จุดเปล่ียนของการจัดการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมกับวิถีของโรงเรียน เน้นเด็กเป็นสาคัญให้เรียนรู้อย่างมีความสุข
เร่ิมต้นด้วยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายของโรงเรียน โดยมีการสารวจและสอบถามความสมัครใจของพ่อแม่ ผู้ปกครองและชุมชน
ว่าถ้าโรงเรยี นบ้านจันทร์จะจัดการศึกษาในรูปแบบการจัดการศึกษาท่ีสร้างสุขภาวะในโรงเรียนจะพอใจหรือไม่ แต่ท้ังน้ีจะไม่ท้ิงทักษะ
พื้นฐานอา่ นออก เขียนได้ แต่จะเพิม่ ทกั ษะชีวิต ทักษะอาชีพ ผลปรากฏว่าทุกคนเหน็ ดเี หน็ งามโดยการหันกลับมามองเนื้องานท่ีเกิดขึ้น
จริง จนบอกว่าให้ลูกทาเกษตร ทาอาชีพอะไรก็ได้ท่ีมคี วามรู้ เพ่ือให้เขาสามารถอยู่รอดได้ดังนั้น เม่ือทัศนคติเปลี่ยนไป ความร่วมมือ
กก็ ลับมา
วารสาร เขา ปา่ นา เล 16
การจัดการศึกษาที่สร้างสุขภาวะในโรงเรียน "สิ่งทไ่ี ดก้ บั ครู โดดเดน่ และเห็นผลสาเร็จที่ดีมาก
คือการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการและการจัดการ คือกระบวนการพัฒนาครูเชิงวิชาชีพให้เกิด ชุมชน
เรียนรู้ในโรงเรียนที่มุ่งเสริมสร้างสุขภาวะ ผู้เรียน แห่งการเรียนรู้ หรือPLC มีการพูดคุยในเร่ืองที่อยากรู้
ท่ีสอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละ โรงเรียน และเรื่องที่เก่ียวข้องกับการศึกษาท้ังหมด แม้ครูโรงเรียน
ซ่ึงขณะน้ันได้เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างพลังอานาจ บ้านจันทร์ จะอยู่บนดอย แต่ครูของเราทุกคนรู้ทุกเรื่อง
การจัดการศึกษาท่ีสร้างสุขภาวะในโรงเรียน โดยมูลนิธิ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอน Active learning
สถาบันวิจัยระบบการศึกษา (IRES) เป็นผู้ดาเนิน ท่ีเรียนรู้จากปัญญาเป็นฐาน ซ่ึงครูทุกคนเห็นดีเห็นงาม
โครงการ จากการสนับสนุนของสานักสนับสนุนสุขภาวะ และมีกาลังใจ ท่ีจะทา และทาด้วยความสุข โดยทาง
เด็ก เยาวชนและครอบครัว สานักงานกองทุนสนับสนุน โรงเรียนจะพูดคุยกบั ครูทุก วันจันทร์ พุธ ศุกร“์
การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สาหรับผลการดาเนินงานเชิงวิชาการ ผลสัมฤทธิ์
ทั้งน้ี การพัฒนาโรงเรียนภายใต้แนวคิดการ ทางการเรียน (O - NET) พบว่า วิชาภาษาไทยมีคะแนนสูง
เสริมสร้างสุขภาวะโดยใช้ฐานโรงเรียน มีองค์ประกอบ ถึง 47% จากท่ีคาดว่าไม่เกิน 30% สูงเป็นอันดับ 1 ในอาเภอ
5 อย่างคือ ผู้เรียนเป็นสุข, โรงเรียนเป็นสุข, สภาพแวดล้อม กัลยาณิวัฒนา แต่โรงเรียนก็ยังเช่ือว่า วัดไม่ได้ เพราะคะแนน
เ ป็ น สุ ข , ค ร อ บ ค รั ว เ ป็ น สุ ข แ ล ะ ชุ ม ช น เ ป็ น สุ ข 30-40 ข้อ เด็กอาจจะกาแม่น เราก็ยังไม่ศรัทธาคะแนนโอเน็ต
ทั้ง 5 องค์ประกอบมีความเกี่ยวเน่ืองและส่งผลต่อกัน ที่ออกมาอยู่ดี เพราะเด็กที่อยู่บ้านจันทร์บางคนคะแนนสูง
เน่ืองจากต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมให้"ผู้เรียนเป็นสุข" แต่เรียนไม่รู้เรื่องเลย ดังน้ันโรงเรียนหวังผลระยะยาวในการท่ี
โดยการปรับสภาพลดปัจจัยเสี่ยง จัดโครงสร้างและระบบ เด็กมีพฤติกรรมเปล่ียน มีความคิดความอ่านท่ีดี เฉลียวฉลาด
ต่าง ๆ ให้โรงเรียน สภาพแวดล้อม ครอบครัวและชุมชน มากข้ึน เพราะมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไป อันนี้วัดได้จากรางวัลการันตี
เป็นพื้นท่ีปลอดภัย และส่งเสริมสุขภาวะของ ผู้เรียน ความสาเร็จ ปี 2558 รางวัลศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ทง้ั ด้านกาย ใจสังคม และปัญญา ซ่ึงถือเป็นตัวชี้วัดที่จะนามา 1 ใน 41 แห่งทั่วประเทศโดยสานักงานทรัพย์สินส่วน
วดั ผลสาเร็จท่เี กิดข้นึ ได้อยา่ งชดั เจน พระมหากษัตริย์ รางวัลต้นแบบนักเรียนไทยสุขภาพดี
( Best of The Best) ปี 2 5 5 9 ร า ง วั ล MOE Award
“ส่ิงท่ีได้กับตัวเด็ก ด้วยบริบทชาติพันธ์ุ ปกติ ของกระทรวงศึกษาธิการในสาขาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
ท่ีพยายามสอนอย่างไรก็ได้ให้เด็กรู้ภาษาไทยได้มากที่สุด พอเพยี ง
ครูก็กังวลเด็กก็กังวล เมื่อมาปรับวิธีการสอนโดยพาเด็ก
ออกน้องห้องเรียนมากขึ้น มาเรียนรู้ในศาลา ในสวน
แปลงผัก เล้าไก่ ในวัด ชุมชน เด็กเร่ิมเรียนรู้อย่างมี
ค ว า ม สุ ข ส นุ ก ส น า น ต่ื น เ ต้ น กั บ ก า ร บู ร ณ า ก า ร
ภาษาอังกฤษในสวน ท่องสูตรคูณ ได้ก็เพราะไข่
เด็กคิดเป็นระบบจากภาพจริงที่เกิดขึ้น ดังน้ัน การเรยี นรู้
จากปัญหาเป็นฐาน จึงสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก
ได้มาก”
วารสาร เขา ป่า นา เล 17
"โอเน็ตและรางวัลตา่ ง ๆ คือผลพลอยได้ แตเ่ ป้าหมายความสาเร็จของโรงเรยี นจรงิ ๆ คือ เด็กนักเรียน
ซ่งึ เปน็ เด็กดอ้ ยโอกาสทต่ี อ้ งได้รบั การพัฒนา โดยนวัตกรรมของโรงเรียนสุขภาวะ นามาปรบั ใช้ได้
ทกุ รปู แบบแม้จะเกดิ การเปลีย่ นแปลงอะไรก็ตาม สามารถสาเรจ็ ได้ทุกเรือ่ ง"
ผอ.สมจติ ร ตาคาแสง กลา่ ว
https://www.thaihealth.or.th/
https://www.yuvabadhanafoundation.org/th
สมจติ ตาคาแสง อดตี ผูอ้ านวยการโรงเรียนบ้านจนั ทร์
กรงุ เทพธรุ กิจ ปีท่ี 20 ฉบับที่ 10088 วนั ที่ 6 พฤษภาคม 2559 หนา้ 8 คอลมั น์ Young Society
วารสาร เขา ป่า นา เล 18
บอกเลา่ เกา้ สบิ
โดย... นายสุวรรณ พฒุ คง
ข้าราชการบานาญ อดีตครโู รงเรยี นวดั แหลมบอ่ ทอ่
บอ่ น้ำศักดสิ์ ิทธว์ิ ดั แหลมบ่อทอ่
เล่า กัน ว่าผู้สร้างบ่ อน้าก็คือ พระรูป หนึ่งชื่อ บ่อน้าศักด์ิสิทธ์ิวัดแหลมบ่อท่อ ต้ังอยู่หมู่ที่ 4
พระสินนารายณ์ และฆราวาสช่ือขุนวิชัย พรหมศาสน์ ตาบลเกาะใหญ่ ห่างจากท่ีว่าการอาเภอกระแสสินธ์ุประมาณ
ซ่ึงเดินทางมาจากประเทศอินเดียสู่กรุงศรีอยุธยา จากหลักฐาน 7 กิโลเมตร ถือว่าเป็นหน่ึงเดียวของจังหวัดสงขลา ท่ีทาง
จดหมายเหตุ ครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเยือนเกาะส่ี สภาวัฒนธรรมจังหวัดสงขลาได้คัดเลือกเพื่ออันเชิญ น้า
เกาะห้า เม่ือพุทธศักราช 2432 พระองค์ก็ได้เสด็จมายัง จากบ่อน้าศักดิ์สิทธิ์ไปทาพิธีพุทธาภิเษกสาคัญในระดับประเทศ
บ่อน้าศักดิ์สิทธิ์ด้วย ทั้งนี้สมัยก่อนชาวบ้านเรียกว่า บ่อทอง หลายคร้ัง เช่น พิธีครองราชย์ครบ 60 ปี ของในหลวง
เนือ่ งจากมีผู้เฒ่าหลายคนหลายท่านเล่าสืบต่อกันมาว่าในบ่อน้า รัชกาลท่ี 9 พิธีพุทธาภิเษกน้าพระพุทธมนต์ถวายในหลวง
ลูกนี้มีทองเท่าแม่ขัน โดยเจ้าของทองนั้นได้เข้ามาเข้าฝัน รัชกาลที่ 9 เม่ือคราวท่า นทรงมีพระอาการประชว ร
ชาวบ้านว่าถ้าใครได้ทอง เมื่อวันดีคืนดีก็ให้ไปเอาได้ แต่มีข้อแม้ และครั้งล่าสุดเม่ือวันท่ี 6 เมษายน พุทธศักราช 2562
อยู่ว่า เม่ือผู้ใดได้ทองไปแล้วจะต้องรับแผลเป่ือยเท่าก้นหอย ใช้ในพิธีพระบรมราชาภิเษกของรัชกาลท่ี 10 เป็นต้น ดังน้ัน
ไปจนตาย ปรากฏว่าไม่มีใครกล้าเพราะกลัวจะทรมาน บ่ อ น้ า ศั ก ดิ์ สิ ท ธ์ิ วั ด แ ห ล ม บ่ อ ท่ อ จึ ง มี ค ว า ม ส า คั ญ
ไปตลอดชวี ติ ทางประวัติศาสตร์ และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยทั้งใกล้
และไกลเปน็ จานวนมาก
วารสาร เขา ป่า นา เล 19
เล่ากันว่าผู้สร้างบ่อน้าก็คือ พระรูปหน่ึงช่ือ พระสินนารายณ์ และฆราวาสช่ือขุนวิชัย พรหมศาสน์ ซ่ึงเดินทาง
มาจากประเทศอินเดียสู่กรุงศรีอยุธยา จากหลักฐานจดหมายเหตุ คร้ังรัชกาลท่ี 5 เสด็จประพาสเยือนเกาะสี่ เกาะห้า
เม่ือพุทธศักราช 2432 พระองค์ก็ได้เสด็จมายังบ่อน้าศักดิ์สิทธิ์ด้วย ทั้งน้ีสมัยก่อนชาวบ้านเรียกว่า บ่อทอง เน่ืองจาก
มีผู้เฒ่าหลายคนหลายท่านเล่าสืบต่อกนั มาว่าในบ่อน้าลูกนี้มีทองเท่าแม่ขัน โดยเจ้าของทองน้ันได้เข้ามาเข้าฝันชาวบ้าน
ว่าถ้าใครได้ทอง เมื่อวันดีคืนดีก็ให้ไปเอาได้ แต่มีข้อแม้อยู่ว่า เม่ือผู้ใดได้ทองไปแล้วจะต้องรับแผลเปื่อย เท่ากับ
หอยไปจนตาย ปรากฏวา่ ไม่มีใครกล้าเพราะกลวั จะทรมานไปตลอดชีวิต
ต้ังแต่น้ันมาชาวบ้านเรียกว่าบ่อทอง หรือบ่อทรัพย์มาโดยตลอด หลังจากนั้นเมื่อมีการบูรณะบ่อทอง โดยใช้
ไม้เจาะเป็นโพรงทาเป็นท่อให้น้าไหล จึงได้เปลี่ยนช่ือเป็นบ่อท่อ เช่ือกันว่าหากผู้ใดเจ็บไข้ ไม่สบายได้ด่ืมน้าบ่อนี้จะหาย
วันหายคืน บอ่ นา้ ศักด์สิ ทิ ธ์ิมนี า้ สะอาดใสตลอดปี
วารสาร เขา ป่า นา เล 20
กฎหมำยใกล้ตวั
โดย...นายสัญญา ตง้ั ชู
นติ ิกรชานาญการ
หลักการสาคัญของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เป็นกฎหมายที่รองรับ
“สิทธิได้รู้” (Right to Know) ของประชาชน ที่กาหนดสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อยู่ใน
ความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ และกาหนดหน้าท่ีของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าท่ีของรัฐให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
ฉบับนโ้ี ดยยึดหลัก “เปิดเผยเป็นหลกั ปกปิดเป็นข้อยกเวน้ ให้ความคมุ้ ครองข้อมลู ส่วนบคุ คล” และมีวตั ถปุ ระสงค์ 5 ประการ คอื
(1) เพ่ือให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการดาเนินการต่าง ๆ ของรัฐเพ่ือที่จะสามารถแสดง
ความคิดเหน็ และใช้สิทธทิ างการเมอื งได้ถูกต้องกบั ความเปน็ จรงิ
(2) เพ่ือกาหนดให้มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยกาหนดข้อมูลท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจไม่เปิดเผยไว้อย่างชัดแจ้ง
โดยเฉพาะ ข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศชาติหรือ ประโยชน์
ทส่ี าคญั ของเอกชน
(3) เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการ ในส่วนที่เป็นข้อมูล
ข่าวสารส่วนบคุ คล มใิ หห้ น่วยงานของรฐั เปิดเผยให้บคุ คลอื่นทราบ
(4) เพ่ือให้ประชาชนมโี อกาสรถู้ ึงสิทธิและหนา้ ที่ของตนอยา่ งเตม็ ท่ี เพ่อื ที่จะรักษาประโยชนข์ องตน
(5) เพ่ือให้มีการเก็บรักษาเอกสารสาคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติที่อยู่ในครอบครองของราชการหรือหน่วยงาน
ของรฐั ไว้อยา่ งย่ังยนื
วารสาร เขา ปา่ นา เล 21
“ข้อมูลข่าวสาร” หมายความว่า ส่ิงท่ีสื่อความหมายให้รู้เร่ืองราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือส่ิงใด ๆ
ไม่ว่าการส่ือความหมายนั้น จะทาได้โดยสภาพของส่ิงนั้นเอง หรือโดยผ่านวิธีการใดๆ และไม่ว่าจะได้จัดทาไว้ใน
รปู ของเอกสาร แฟม้ รายงาน หนงั สอื แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถา่ ย ฟลิ ์ม การบนั ทึกภาพหรือเสียง การบนั ทึก
โดยเครื่องคอมพวิ เตอร์ หรือวิธอี ่นื ใดท่ีทาใหส้ ่งิ ทบี่ ันทึกไวป้ รากฏได้
“ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติข้อมูล
ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการ นั่นคือ ข้อมูลข่าวสารนั้นต้องอยู่
ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ มิได้เน้นที่สาระของข้อมูลข่าวสาร เพราะอาจเป็นเรื่อง
ท่ีเก่ียวกับรัฐ เช่น รายงานการทางานของหน่วยงานราชการ เป็นต้น หรือเป็นเรื่องท่ีเกี่ยวกับเอกชน เช่น รายงาน
การประกอบธรุ กจิ ของเอกชนที่ตอ้ งแจง้ ให้รัฐทราบ เป็นตน้
“ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับส่ิงเฉพาะตัวของบุคคล
เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม แฟ้มประวัติการทางาน บรรดาที่มีช่ือของผู้นั้น
หรือสิ่งซึ่งมีช่ือของผู้น้ันหรือมหี มายเลข หรือรหัส หรือสิ่งบอกลักษณะที่ทาให้รู้ว่าเป็นตัวบุคคลนั้น เช่น ลายพมิ พ์
นิ้วมือ แผ่นบันทึก ลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย และให้หมายความถึงข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับสิ่งเฉพาะตัว
ของผู้ทีถ่ ึงแกก่ รรมแล้วด้วย
จากความหมายดังกล่าวทาให้ทราบถึงว่าข้อมูลข่าวสารใดเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แต่มิได้
หมายความว่ามีเฉพาะท่ีระบุไว้ในความหมายดังกล่าวเท่าน้ัน แต่อาจจะมีข้อมูลข่าวสารประเภทอื่นท่ีไม่ได้ระบุไว้
ก็เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบคุ คลเหมอื นกัน หากเป็นขอ้ มูลข่าวสารทีเ่ ก่ยี วกบั สง่ิ เฉพาะตัวของบุคคล
“บคุ คล” หมายความว่า บคุ คลธรรมดาทมี่ ีสัญชาตไิ ทยและบคุ คลธรรมดาที่ไมม่ สี ญั ชาติไทยแต่มถี ิน่ ที่อยู่
ในประเทศไทย (ตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ข้อมลู ข่าวสารฯ)
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถ่ิน
รัฐวิสาหกิจส่วนราชการรัฐสภา ศาลเฉพาะกิจในส่วนที่ไม่เก่ียวกับการพิจารณาพิพากษาคดี องค์การควบคุม
การประกาศวิชาชพี หนว่ ยงานอสิ ระของรฐั และหนว่ ยงานอนื่ ทีก่ าหนดในกฎกระทรวง
“เจา้ หนา้ ท่ีของรฐั ” หมายความวา่ ผซู้ ่งึ ปฏิบตั ิงานใหแ้ กห่ นว่ ยงานของรัฐ
วารสาร เขา ป่า นา เล 22
1. สทิ ธิได้รู้ข้อมูลทีต่ ้องเปิดเผยเป็นการทวั่ ไป (ตามมาตรา 7 แหง่ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ)
หน่วยงานของรฐั ต้องสง่ ขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนลี้ งพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(1) โครงสรา้ งและการจดั องค์กรทดี่ าเนนิ งาน
(2) สรุปอานาจหน้าที่ที่สาคญั และวธิ ีดาเนนิ งาน
(3) สถานทเ่ี พื่อขอรบั ข้อมลู ข่าวสารหรอื คาแนะนาในการติดตอ่ กับหน่วยงานของรัฐ
(4) กฎ มตคิ ณะรัฐมนตรี ขอ้ บงั คับ คาสง่ั หนงั สือเวียน ระเบยี บแบบแผน นโยบาย หรอื การตคี วามทั้งนี้ เฉพาะที่
จดั ให้มขี นึ้ โดยสภาพอยา่ งกฎ เพื่อใหม้ ีผลเปน็ การทวั่ ไปต่อเอกชนที่เก่ยี วขอ้ ง
(5) ข้อมูลข่าวสารอื่นท่ีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) กาหนดทั้งน้ี ข้อมูลข่าวสารท่ีมีการลงพิมพ์
ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารน้ันไว้เผยแพร่ ณ ท่ีทาการของหน่วยงาน
ของรฐั นน้ั ตามท่ีเหน็ สมควร
2. สทิ ธติ รวจดูขอ้ มูลที่ควรเปิดเผย (ตามมาตรา 9 แหง่ พ.ร.บ.ขอ้ มูลข่าวสารฯ)
หนว่ ยงานของรัฐตอ้ งจดั ใหม้ ีขอ้ มูลขา่ วสารของราชการอย่างนอ้ ยดังต่อไปนี้ไว้ใหป้ ระชาชนเขา้ ตรวจดูได้
(1) ผลการพิจารณา หรือคาวินิจฉัยท่ีมีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคาส่ังที่เกี่ยวข้องใน การ
พิจารณาวนิ ิจฉัยดังกลา่ ว
(2) นโยบายหรอื การตคี วามทไี่ มเ่ ข้าขา่ ยต้องลงพิมพใ์ นราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7(4)
(3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจาปีของปที ่ีกาลังดาเนินการ
(4) คู่มอื หรือคาสั่งเก่ียวกับวธิ ปี ฏิบัติงานของเจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐ ซึง่ มีผลกระทบตอ่ สิทธิหน้าท่ขี องเอกชน
(5) สงิ่ พมิ พ์ทไี่ ดม้ กี ารอา้ งองิ ถึงมาตรา 7 วรรคสอง
(6) สัญญาสมั ปทาน สญั ญาที่มีลักษณะผกู ขาดตัดตอน หรือสญั ญาร่วมทุนกับเอกชนในการจดั ทาบรกิ ารสาธารณะ
(7) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อ
รายงานทางวชิ าการ รายงานข้อเทจ็ จริง หรือขอ้ มูลข่าวสารทนี่ ามาใชใ้ นการพิจารณาไว้ด้วย
(8) ข้อมลู ข่าวสารอ่ืนตามท่ีคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกาหนดท้ังนี้ ข้อมลู ข่าวสารที่มสี ่วนต้องห้ามมิให้
เปดิ เผยตามมาตรา 14 หรอื 15 ก็ให้ลบหรือตัดทอนข้อมลู ขา่ วสารสว่ นนน้ั นอกจากนี้ บุคคลไมว่ า่ จะมสี ว่ นได้เสยี เกี่ยวข้องหรือไม่
กต็ ามมีสิทธิเขา้ ตรวจดขู อ้ มลู ข่าวสารได้
3. สิทธิขอดู (ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ขอ้ มลู ขา่ วสารฯ)
บุคคลสามารถขอข้อมลู ขา่ วสารของราชการท่ีตอ้ งการได้ โดยหน่วยงานของรัฐผู้รับผดิ ชอบตอ้ งจดั หาข้อมลู ขา่ วสารนั้น
ให้แก่ผู้ขอภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่จะขอจานวนมากหรือบ่อยครั้ง โดยไม่มีเหตุอันควร ซ่ึงข้อมูลข่าวสารดังกล่าวต้องเป็น
ขอ้ มลู ข่าวสารทม่ี อี ยูแ่ ล้วและพรอ้ มจะใหไ้ ด้ มิใชก่ ารตอ้ งจดั ทา วิเคราะห์ จาแนกรวบรวมขึ้นใหม่
วารสาร เขา ป่า นา เล 23
4. สิทธิไดร้ ับสาเนาและขอใหร้ ับรองสาเนาถกู ต้อง (ตามมาตรา 9 และ 11 แหง่ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ)
บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสีย เก่ียวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสาเนาหรือขอสาเนาที่มี
คารบั รองถูกตอ้ งของข้อมลู ขา่ วสารได้ โดยทห่ี นว่ ยงานของรฐั จะวางหลกั เกณฑ์เรียกคา่ ธรรมเนียมไดต้ ามความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ ท้ังน้ี ต้องคานึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย เว้นแต่จะมี
กฎหมายเฉพาะกาหนดไวเ้ ปน็ อยา่ งอ่ืน
5. สิทธิคดั ค้านการเปิดเผย (ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.ขอ้ มลู ข่าวสารฯ)
ในกรณีท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสีย
ของผู้ใด ให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐแจ้งให้ผู้นั้นเสนอคาคัดค้านภายในเวลาท่ีกาหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 15 วันนับแต่วันที่
ได้รับแจ้ง โดยผู้แจ้งมีสิทธิคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้โดยทาเป็นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบ
ซง่ึ เจ้าหน้าท่ีต้องพิจารณาคาคัดค้านและแจง้ ผลการพิจารณาโดยไม่ชักช้า
6. สทิ ธิร้องเรยี น (ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ข้อมลู ข่าวสารฯ)
บุคคลใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้
ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามมาตรา 9 หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตาม
พ.ร.บ. นี้ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือไม่ได้รับความสะดวก ผู้นั้นมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ
ราชการได้ เว้นแต่เป็นเรื่องเก่ียวกับการมีคาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 หรือคาส่ังไม่รับฟังคาคัดค้าน
ตามมาตรา 17 หรือคาส่ังไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ. ข้อมูล
ข่าวสารฯ การร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ คณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน
30 วนั นับแต่วนั ทีไ่ ด้รับคารอ้ งเรียน เวน้ แตม่ เี หตจุ าเป็นก็ให้ขยายเวลาไดแ้ ตต่ ้องแสดงเหตุผลและรวมเวลาทั้งหมดแล้ว
ตอ้ งไม่เกนิ 60 วนั
7. สทิ ธิอทุ ธรณค์ าสัง่ (ตามมาตรา 18 แหง่ พ.ร.บ.ขอ้ มูลข่าวสารฯ)
การอุทธรณ์คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัย การเปิดเผย
ขอ้ มลู ข่าวสารภายใน 15 วัน นบั แต่วันทีไ่ ดร้ ับแจ้งคาส่ัง คาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารให้
เปน็ ทส่ี ดุ แต่ถ้าไม่เห็นดว้ ย ก็มสี ิทธฟิ ้องเปน็ คดีตอ่ ศาลปกครองได้
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใด แม้จะเข้าข่ายต้องมีความผิดตามกฎหมายใด ให้ถือว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐ
ไม่ต้องรับผิด หากเป็นการกระทาโดยสุจริต แต่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐน้ัน
พ้นจากความรับผิดตามกฎหมาย จะพึงมีเมอ่ื คณะกรรมการวินิจฉัยส่ังให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐ
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการของข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือไม่ให้ความร่วมมือกับสานักงาน
คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือไม่ปฏิบัติตามคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล
ข่าวสารตา่ ง ๆ โดยไม่มเี หตุผลอันสมควร ใหผ้ ู้บงั คับบญั ชาดาเนนิ การพิจารณาลงโทษทางวินัยทุกกรณี (หนังสือสานัก
นายกรฐั มนตรี ท่ี นร 1311/1603 ลงวนั ท่ี 24 กมุ ภาพนั ธ์ 2542
วารสาร เขา ปา่ นา เล 24
เวทีเยาวชน
โดย...นางสาวกัณญาภัค จันทโช
ศึกษานิเทศก์ชานาญการพิเศษ
การอบรมเลีย้ งดูเดก็ ปฐมวยั
การอบรมเล้ยี งดเู ด็กปฐมวยั หมายถงึ การทีบ่ ดิ า มารดา หรือบคุ คลท่เี ก่ยี วข้อง ในการเล้ยี งดูเด็ก ปฏิบัติ
ต่อเด็กท่ียังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้เจริญเติบโต และมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สตปิ ญั ญา ซึ่งผ้อู บรมต้องอบรมดว้ ยความรกั ความเขา้ ใจ และปรับวิธีการอบรมเลย้ี งดเู ด็กอยา่ งเหมาะสม ใหเ้ ข้ากบั สภาพการ
เปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นคนดี สามารถเผชิญกับสภาพการณ์ของสังคม และอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสุข วัยเด็กเป็นวัยทต่ี อ้ งการการดูแลเอาใจใสจ่ ากพอ่ แม่ และถ้าเดก็ ไดร้ ับการอบรมเลย้ี งดูดว้ ยวิธที ่ีถูกตอ้ งเหมาะสม เดก็ ก็จะเติบโต
อย่างมคี ุณภาพ มสี ุขภาพจิตและบุคลกิ ภาพที่ดี เด็กแต่ละคนจะมีบคุ ลิกทแ่ี ตกตา่ งกันไป นสิ ัยต่าง ๆ ของเดก็ เกิดจากส่ิงแวดล้อมและการ
อบรมเล้ียงดูจากผู้ใหญ่ คุณพอ่ คุณแม่ทุกคนย่อมหวังให้ลูกมีบุคลิกลักษณะท่ีเป็นท่ีช่ืนชอบของผู้พบเห็น สามารถเข้ากับเพื่อน ๆ และ
อาศัยอยใู่ นสังคมได้อย่างมคี วามสขุ การอบรมเพือ่ พัฒนาบคุ ลิกภาพของลูกนั้น คุณพอ่ คณุ แม่ ควรมวี ิธีปฏิบัติต่อลกู ดว้ ยความเข้าใจ ควร
ให้ความรักความอบอุ่นกับลูกอย่างเหมาะสมและสมา่ เสมอทั้งความรู้สึก คาพดู และการแสดงออกของคุณพ่อคุณแม่ควรมีความสัมพนั ธ์
ที่ดีต่อกันจะทาให้ลูกรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยและมีอารมณ์ดี ส่วนวิธีท่ีจะสร้างพ้ืนฐานทางอารมณ์ให้ลูกสามารถปรับตัวเข้ากับคนอ่ืน ๆ
ได้ง่ายก็คือ การทาให้ลูกมีความรู้สึกที่ดีกับทั้งตนเองและต่อผู้อื่น โดยเริ่มที่คุณพ่อคุณแม่ควรยอมรับในส่ิงที่ลูกเป็น อย่าพยายาม
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลูกเรากับลูกคนอื่น ให้คาชมเชยในโอกาสที่เหมาะสม และไม่ควรตาหนิลูกอย่างรุนแรง ควรใช้วิธี
อธิบายเหตุผลดว้ ยคาพูดที่ไพเราะอ่อนโยน เพือ่ ว่าลูกจะได้นาไปปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วย การให้ความไว้วางใจให้ลูกทาอะไรตามวัย จะทาให้
ลูกมีความเชื่อมั่นในตนเอง รวมท้ังให้โอกาสลูกได้ตัดสินใจในเรื่องท่ีสมควร โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยเหลือในส่วนท่ีลูกต้องการ
จะให้ช่วยและให้คาชน่ื ชมเม่ือลูกทาสาเร็จ และทสี่ าคัญคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเคร่งครัดกับลกู ในเรอ่ื งการเรียนมากเกินไป การเปิดโอกาสให้
ลูกได้ทากิจกรรมที่ชอบจะทาให้ลูกเกิดความรอบรู้ผ่อนคลายและเป็นเด็กท่ีมีอารมณ์ร่าเริงแจ่มใส การอบรมและเล้ียงดูแก่เด็กปฐมวัย
มีความสาคัญอย่างมาก เน่ืองจากเด็กวัยนี้ต้องการการเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน จากบิดา มารดา
คนรอบข้างและส่งิ แวดลอ้ ม ซง่ึ จะสง่ ผลให้เกิดพัฒนาการท่ีเป็นรากฐานของบุคลิกภาพ อุปนิสัย และการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและ
จิตใจ สมอง สติปัญญา ความสามารถ เพราะเด็กในช่วงต้ังแต่ปฏิสนธิในครรภ์แม่จนถึง 4 ปี ระบบประสาทและสมองจะเจริญเติบโต
ในอตั ราสงู สุด (ประมาณ 80 % ของผู้ใหญ่)
วารสาร เขา ป่า นา เล 25
การอบรมปลูกฝังสร้างเสริมพัฒนาการทุกด้านให้แก่เด็กปฐมวัยได้เจริญเติบโตเต็มศักยภาพ
ในช่วงอายุนี้ จะเป็นรากฐานท่ีดีจะให้เขาเติบโตเป็นเยาวชนและพลเมืองท่ีดี เฉลียวฉลาด คิดเป็น ทาเป็น และมี
ความสุข เด็กปฐมวัยจะมีชีวิตรอดและเติบโตได้ก็ด้วยการพึ่งพาพ่อแม่ และผู้ใหญ่ที่ช่วยเลี้ยงดู ปกป้องจากอันตราย
หากผใู้ หญ่ให้ความรักเอาใจใส่ใกลช้ ิด อบรมเลย้ี งดโู ดยเขา้ ใจเด็กพร้อมจะตอบสนองความต้องการพ้ืนฐานท่ีเปลี่ยนไป
ตามวัยได้อย่างเหมาะสมให้สมดุลกันท้ังด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาแล้ว เด็กจะเติบโตแข็งแรง
แจ่มใส มีความม่ันคงทางจิตใจ รู้ภาษา ใฝ่รู้ และใฝ่ดี พร้อมท่ีจะพัฒนาตนเองในข้ันต่อไป ให้เป็นคนเก่งและคนดี
อยใู่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งเปน็ สขุ
วธิ ีการอบรมเลยี้ งดเู ดก็ ปฐมวยั ทเี่ หมาะสม
1. การสร้างความผูกพนั รักใคร่ เป็นพ้นื ฐานสาคัญในการอบรมเล้ียงดู พ่อ - แม่ ผู้ปกครองจะต้องเร่ิมสร้างความผูกพันรักใคร่
ให้เกิดข้ึนต้ังแต่เด็กยังอยู่ในวัยแรกเกิด พ่อแม่ ผู้ปกครองได้สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน อุ้มอย่างทะนุถนอม เลี้ยงดูเอาใจใส่ในการ
ทากจิ กรรมต่าง ๆ ใหก้ บั เด็ก ดูแลความสุขสบายต่าง ๆ พดู คุยกับเดก็ ด้วยเสยี งท่ีนุ่มนวล เปน็ ต้น สิ่งนี้จะเป็นพนื้ ฐานท่ีจะช่วยให้
การอบรมในวยั เดก็ ไดผ้ ลดีอีกทง้ั ยังเปน็ การสร้างความผูกพันรักใครใ่ ห้เกดิ กบั เด็กอกี ด้วย
2. ระบบการให้รางวัลทางด้านบวก เป็นวิธีท่ีใช้ได้ผลอย่างมปี ระสิทธิภาพ เมือ่ เด็กได้กระทาพฤติกรรมที่พงึ ปรารถนา จะมีการ
ให้รางวัลหรือส่งิ ตอบแทน เช่น ความรกั ความสนใจ คาชมเชย ซึ่งจะทาให้การกระทาน้นั ๆ เกดิ ข้ึนอกี
3. พ่อแมผ่ ้ปู กครองจะต้องเปน็ ผู้มีศีลธรรมประพฤตปิ ฏบิ ัติแต่ในสงิ่ ทดี่ ีงามและถกู ตอ้ ง
4. การควบคุมสิ่งแวดล้อมพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องจัดส่ิงแวดล้อมที่ทาให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เช่น การจัดให้เล่นเกม
เพ่ือเดก็ จะได้ร้จู กั กฎเกณฑ์ และการร้แู พ้รูช้ นะ การจดั หาหนังสอื ทมี่ ปี ระโยชน์อ่านใหเ้ ด็กฟงั เพือ่ ใหเ้ กิดนสิ ยั รกั การอ่าน เปน็ ต้น
5. วิธีการตอบสนองกลับ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดเพื่อแสดงความรู้สึกของตนออกมาทั้งทางบวกและทางลบ เม่ือ เด็ก
มีปัญหาพ่อแม่ผู้ปกครองควรตัดสินใจฟังเด็กว่ากาลังพูดอะไร เมื่อเด็กพูดจบพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องสะท้อนความรู้สึกท่ี เด็ก
ได้แสดงออกกลับไป ด้วยคาพดู ของพอ่ แม่ผู้ปกครองเอง ซึ่งจะทาให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นท่ียอมรับและมคี ุณค่า อันจะส่งผลให้
พอ่ แม่ผ้ปู กครองและเด็กเข้าใจไดต้ รงกนั
6. การควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรควบคุมพฤติกรรมเหล่าน้ีด้วยวิธีการต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมกับ
ปัญหา วธิ กี ารที่ใช้ในการแก้ปญั หา ได้แก่
6.1 การแยกเดก็ ออกจากกลมุ่ ในชว่ งเวลาสนั้ ๆ
6.2 การแยกตวั ของพอ่ แมผ่ ู้ปกครอง
6.3 การห้ามไม่ให้เด็กทาสง่ิ หนงึ่ ท่ีสาคัญสาหรบั ตัวเดก็ ในชว่ งเวลาหนงึ่
6.4 การตจี ะใชก้ ็ตอ่ เมื่อใชว้ ธิ กี ารอนื่ ไม่ไดผ้ ลแล้ว ไม่ควรทากับเดก็ 2 ขวบ และไมค่ วรกระทาอยา่ งรนุ แรง
วารสาร เขา ปา่ นา เล 26
บทบาทของพ่อแม่ ผปู้ กครองในการอบรมเล้ยี งดเู ด็กปฐมวยั
พ่อแม่ ผู้ปกครองนอกจากจะเล้ียงดูเด็กให้มีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว ยังจะต้องมีการพัฒนา
ทางจติ ใจ และทางสงั คมในเชงิ จิตวทิ ยาให้กบั เด็กด้วย บทบาทของพ่อแม่ ผูป้ กครองในการอบรมเล้ยี งดเู ดก็ ปฐมวยั มดี งั น้ี
1. การตอบสนองความต้องการพน้ื ฐานของเด็กอย่างเพียงพอ
ซึ่งความต้องการพนื้ ฐานของเด็กแต่ละวัยไม่เหมือนกัน เด็กแรกเกิดจะมีความต้องการทางร่างกายมาก ดังน้ันพ่อแม่
ควรดูแลเรือ่ งอาหารการกนิ การนอน การขับถา่ ย และเม่ือเดก็ โตขึน้ ควรให้ความมน่ั คงปลอดภยั ความอบอนุ่ และความรกั
2. การสรา้ งสิง่ แวดล้อมทส่ี ่งเสริมการพัฒนาการของเด็ก
ซ่ึงได้แก่ การจัดให้เด็กได้พบกับส่ิงแวดล้อมที่เอ้ืออานวยต่อการพัฒนาของเด็ก การเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กเลียนแบบ
เป็นต้น
3. การยอมรบั ในสทิ ธขิ องความเปน็ คนของเด็ก
การอบรมเลี้ยงดูเด็กของพอ่ แม่ ผู้ปกครองมักจะมี 2 แบบ (ฉวีวรรณ กินาวงศ์. 2533 : 88-91) คือ
1) แบบอัตตาธิปไตยหมายถึง การที่พ่อแม่ผู้ปกครองใช้กฎเกณฑ์ตายตัวและทาทุกอย่างตามกฎเกณฑ์เด็กที่ทาผิด
มกั จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
2) แบบประชาธิปไตย คือ การอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างมีเหตุผล ให้เด็กมีสิทธิเสรีภาพการยอมรับในสิทธิความเป็นคน
ของเดก็
หน้าที่ของพอ่ แม่ (ผู้ปกครอง)
1. เลี้ยงดูลูกให้เจริญเติบโตในสังคม การตอบสนองทางร่างกาย คือการให้อาหารตามหลักโภชนาการ การนอนหลับพักผ่อน
การจัดหาเส้ือผ้า เคร่ืองนุ่งห่ม การออกกาลังกาย การฝึกหัด การขับถ่าย และการป้องกันโรคและอุบัติเหตุ การ ตอบสนอง
ความต้องการทางจิตวิทยา คือ ความรัก ความอบอุ่น การยอมรับว่าเด็กคือส่วนสาคัญของครอบครัว การเป็นอิสระ เป็นตัว
ของตัวเอง
2. การอบรมและการให้การศึกษาเบื้องต้น การอบรมให้เด็กรู้จักระเบียบสังคม ประเพณีและวัฒนธรรม เพื่อเด็กสามารถปรับตัว
ในสังคมได้ดีการอบรมมารยาทของสังคม คือ การฝึกมารยาทในการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับเวลาสถานที่ และมารยาท
ในการรับประทานอาหาร
3. การส่งเสริมความสนใจของลูกจดั หาสือ่ วสั ดอุ ปุ กรณ์ที่ลกู มีความสนใจ เช่น อปุ กรณ์ระบายสี วาดรูป หนงั สือนิทาน
4. ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา ส่งเสริมการคิดและแก้ปัญหาต่าง ๆ ส่งเสริมให้ลูกมีความมั่นใจในตน ส่งเสริมความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้ลูกมีโอกาสทาในส่ิงที่สนใจ ส่งเสริมความรับผิดชอบในการทางานต่าง ๆ ส่งเสริมให้ลูกรู้จักสังเกต
และความสนใจสิง่ ตา่ ง ๆ ทอี่ ยูร่ อบตนเอง ส่งเสรมิ ทกั ษะทางด้านภาษาเพื่อใหม้ คี วามพร้อมท่ีจะเรยี นรทู้ างภาษาตอ่ ไป
5. การถ่ายทอดวัฒนธรรมทางสังคมสง่ เสรมิ อบรมให้ลูกเข้าใจในดา้ นวฒั นธรรมของชาติ และประเพณีต่าง ๆ
วารสาร เขา ป่า นา เล 27
ความสมั พนั ธภ์ ายในครอบครวั มผี ลตอ่ พฤติกรรมของเดก็
1. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและแม่ หมายถึง บทบาทของพ่อแม่ของเด็กในฐานะคู่สมรสจากการศึกษา
ความสัมพันธร์ ะหว่างพอ่ แมท่ ่มี ตี ่อพฤตกิ รรมของเดก็ เปน็ ดงั น้ี (ฉววี รรณ กินาวงศ์. 2533 : 84)
1.1 ครอบครัวท่ีเรียกว่า “บ้านแตก” (Broken Home) ซึ่งได้แก่ ครอบครัวท่ีพ่อแม่หย่าร้างกัน หรือแยกกันอยู่
จะทาใหเ้ ด็กมปี ัญหาในเร่อื งของการปรับตวั และทาให้เดก็ มีพฤตกิ รรมเกเร มปี มดอ้ ย เปน็ โรคประสาท
1.2 ครอบครัวทพ่ี อ่ แมไ่ มส่ ามารถปรับตวั เขา้ กับชีวติ สมรสได้ดเี ช่น ทะเลาะกันบ่อย ๆ จะทาให้เด็กมปี ญั หาได้
1.3 ครอบครัวท่ีพ่อแม่ไม่มีเวลาให้แก่เด็ก จะทาให้เด็กรู้สึกว่าถูกทอดท้ิง ขาดความรักและความเอาใจใส่
อาจส่งผลให้เดก็ มบี ุคลกิ ลักษณะไมด่ ีเทา่ ท่ีควร
1.4 เด็กกาพร้า เช่น พอ่ แม่เสียชีวิต หรือแตง่ งานใหม่ จะส่งผลต่อการปรบั ตัวของเดก็ เป็นอย่างมาก
1.5 ครอบครัวที่มีบรรยากาศเป็นกันเอง พ่อแม่รักใคร่กันดี จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตไปในทางท่ีดีและ
เดก็ จะไมม่ ปี ัญหา
2. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก หมายถึง ความรู้สึกท่ีพ่อแม่มีต่อลูกและความรู้สึกที่ลูกมีต่อพ่อแม่
ความสัมพันธ์แบบนี้มักจะข้ึนอยู่กับเจตคติของพ่อแม่ที่มีต่อลูกท้ังนี้เพราะพ่อแม่มีเจตคติต่อลูกอย่างไรก็จะปฏิบัติ
ต่อลูกอย่างนัน้ ซง่ึ แบง่ ออกเปน็ 6 แบบ ดังนี้ (ฉววี รรณ กินาวงศ์. 2533 : 84-87)
2.1 พ่อแม่รักและคอยช่วยเหลือเอาใจใส่ลูกมากเกินไป ผลท่ีพ่อแม่ตามใจเด็กมากเกินไป ทาให้เด็กต้องพ่ึงพา
ผูอ้ ื่นตลอดเวลา เด็กไม่กล้าทาอะไรเอง ตดั สินใจอะไรตามลาพังไมไ่ ด้ เม่อื เขา้ โรงเรยี นจะประสบปัญหายงุ่ ยากต่าง ๆ
2.2 พ่อแม่เอาใจลูกมากเกินไป พ่อแม่ประเภทน้ีจะตามใจลูกและยอมลูกทุก อย่าง ต่อไปเด็กพวกนี้
จะเปน็ คนท่ีดอ้ื รนั้ ไมย่ อมฟงั ผู้ใหญ่ และเอาแต่ใจตนเอง
2.3 พอ่ แม่ท่ีทอดทิ้งเด็ก พอ่ แมป่ ระเภทน้ีจะไมเ่ อาใจใส่เด็ก ไม่คานึงถึงสวัสดิภาพของเด็ก ผลของการท่ีพ่อแม่
ทิ้งเด็กมากเกินไปจะทาให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบเรียกร้องความสนใจ ไม่เชื่อฟังคาสั่งสอน ชอบทะเลาะกับเพ่ือนฝูง
อยู่เสมอ หรือเปน็ เด็กท่ียอมแพ้ผ้อู ื่น ข้อี าย ขลาดกลวั และมีอารมณท์ ี่ไม่ม่ันคง
2.4 พ่อแม่ยอมรับเด็ก พ่อแม่ประเภทนี้จะยอมรับและเห็นความสาคัญของเด็กทาให้เด็กเกิดความอบอุ่น
ทาให้ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพอ่ แม่และเดก็ เป็นไปอยา่ งราบรื่น
2.5 พ่อแม่ท่ีชอบบังคับลูก พ่อแม่ประเภทนี้จะให้เด็กทาตามทุกอย่าง เด็กจะมีพฤติกรรมทางสังคมดี
มีสัมมาคารวะมากกว่าเด็กที่พ่อแม่ปล่อยให้เป็นอิสระ แต่อย่างไรก็ตามเด็กพวกน้ีจะเป็นคนข้ีอาย มีความรู้สึก
ไวตอ่ สง่ิ ที่มากระทบกระเทอื น มีปมดอ้ ย ไม่กลา้ แสดงความคดิ เห็น
2.6 พ่อแมย่ อมจานนตอ่ ลกู พ่อแมป่ ระเภทนี้จะยอมให้ลูกเป็นใหญ่ มสี ิทธิภายในบ้านลูกต้องการอะไรพอ่ แม่
จะหามาให้ท้งั สน้ิ จะทาให้ลูกทาตัวเป็นนายข่มพ่อแม่ ไมค่ ่อยเคารพนบั ถือพอ่ แมเ่ ทา่ ท่ีควร
วารสาร เขา ปา่ นา เล 28
พัฒนาการและความพร้อมทางด้านรา่ งกาย
จุดมุ่งหมายของการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายการจัดประสบการณ์หรือการเตรียมความพร้อม
ทางด้านร่างกายให้แก่เด็กในระดับชั้นอนุบาลศึกษามีจุดมุ่งหมาย ดังน้ี (สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาต.ิ 2537ก : 3)
1. มรี า่ งกายเจริญเตบิ โตตามวยั
2. พัฒนากลา้ มเนือ้ และประสาทสัมพนั ธ์
3. มีสขุ นิสยั ในการรักษาสุขภาพอนามัย
4. เรียนรกู้ ารระวงั และรักษาความปลอดภยั ของตนเองและผู้อืน่
โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า จุดมุ่งหมายของการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อต้องการให้เด็กมีร่างกาย
แข็งแรง สมบูรณ์ มีน้าหนัก ส่วนสูงตามเกณฑ์ท่ีกาหนด สามารถใช้กล้ามเน้ือใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กได้ ไม่ว่าจะเป็น
การเดนิ การว่ิง การกระโดด ใช้มือรบั สิ่งของ ตดั กระดาษ วาดภาพ หรอื ใช้เชอื กร้อยวสั ดขุ นาดเล็ก – ใหญ่ได้
พฒั นาการและความพร้อมทางด้านอารมณ์ – จิตใจ
พัฒนาการทางดา้ นอารมณ์ – จติ ใจของเดก็ ปฐมวยั (อายุ 3 – 6 ป)ี
เด็กวัยนี้มักจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิด และโกรธง่าย โมโหร้ายโดยปราศจากเหตุผล มักจะแสดงอาการขัดขืน
และด้ือดึงต่อพ่อแม่เสมอ เป็นวัยที่เรียกว่า ชอบปฏิเสธ ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ เรียกว่า
Negative Stage เมื่อเด็กคบหาสมาคมกับเพ่ือน ๆ อารมณ์ดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไป อย่างไรก็ตามพัฒนาการทางอารมณ์ –
จิตใจของเด็กจะม่นั คงเพยี งใด ข้นึ อยกู่ ับการอบรมเลยี้ งดูเปน็ สาคญั
พัฒนาการทางอารมณ-์ จติ ใจ ของเด็กปฐมวัยสรุปเป็นเรอื่ งๆ ไดด้ งั น้ี
1. ความโกรธ (Anger) อารมณ์โกรธของเด็กวัยนี้มักเกิดขึ้นได้ง่าย เน่ืองจากมีสิ่งเร้าหลายประการเข้ามา
เราให้เด็กโกรธ เชน่ ถกู ขดั ใจเรือ่ งของเลน่ ถกู รังแก เป็นต้น
2. อารมณ์กลัว (Fear) เน่ืองจากเด็กวัยน้ีมีสติปัญญาพัฒนาข้ึนทาให้หวาดกลัวสิ่งต่าง ๆ มากกว่าเด็กวัย
เดก็ เล็ก เพราะว่ามองเห็นอนั ตรายท่อี าจเกิดขึน้ กับตนได้
3. ความอิจฉาริษยา (Jealousy) ความอิจฉาริษยาของเด็กวัยนี้เกิดข้ึนเนื่องจากพ่อ แม่ พ่ีน้อง หรือคนเล้ียง
หนั ไปสนใจและเอาใจใส่นอ้ งเลก็ มากกวา่ ตน
4. ความอยากร้อู ยากเหน็ (Curiosity) เดก็ วัยน้มี ีความอยากร้อู ยากเหน็ และจะสงสยั สงิ่ ตา่ ง ๆ อย่างไม่รู้จบสิ้น
โดยเฉพาะเมอ่ื อายปุ ระมาณ 6 ปี เดก็ จะถามมากทสี่ ดุ
5. ความรัก (Love) ความรักของเด็กวัยน้ีจะเกิดขึ้นกับตัวเด็กก่อน คือ รักตนเองก่อนและต่อมาจึงมีจิตใจ
รักผู้อื่น ในเด็กอายุ 5 ปี น้ัน มารดาจะกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตในโลกของเด็ก เด็กจะชอบอยู่ใกล้ ๆ แม่ ติดตามแม่
ไปทกุ หนทกุ แห่ง แต่พออายุ 6 ปี เด็กจะหนั มาชน่ื ชมและนยิ มพอ่ มากกวา่ แม่
วารสาร เขา ป่า นา เล 29
รปู แบบการอบรมเล้ียงดูเด็กปฐมวัยความแตกต่างของเด็กข้ึนอยู่กับการเล้ียงดูที่ต่างกัน ซ่ึงส่งผล
ถงึ นิสยั ท่จี ะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิตการอบรมเลี้ยงดลู กู มวี ธิ ตี า่ ง ๆ ดังตอ่ ไปนี้
วธิ ที ี่ 1. การอบรมเล้ียงดูแบบให้ความรกั ความอบอ่นุ แบบประชาธิปไตย
เป็นการอบรมเล้ียงดูลูก ซ่ึงได้แก่ ความรัก ความเอาใจใส่ ความเข้าใจ ต้องใช้เหตุผลกับลูกให้ลูกรู้สึกว่าได้รับ
การปฏิบัติด้านความยุติธรรม และไม่ใช้เพียงแต่ให้ความรักอย่างเดียว ต้องให้ความสาคัญแก่ลูก โดยถือว่าลูกคือส่วนสาคัญ
ตอ่ ครอบครัว พ่อแต้องใหใ้ นสิง่ ท่ลี ูกต้องการจรงิ ๆ
หลกั การอบรมเลีย้ งดแู บบน้พี อ่ แมจ่ ะทาได้คอื
1. พอ่ แม่ให้สทิ ธแิ ก่ลกู ในฐานะเปน็ สว่ นหนง่ึ ของครอบครวั ใหเ้ ขาเป็นตัวเองให้มากที่สุด จะต้องไมค่ ิดแทนลูก ฝึกให้เขาทาได้คิด
ตัวเอง
2. พอ่ แมม่ ีหน้าทใ่ี ห้ส่ิงต่าง ๆ ตรงกับพัฒนาการตามความต้องการเหมาะสม และความสามารถทางร่างกาย
3. พ่อแม่ควรต้องเอาใจใส่ ต่อความคิดเห็นของลูก สนใจกิจกรรมต่าง ๆ ของลูก ให้คาแนะนา สิ่งเสริมและเฝ้าดูผลสาเร็จ
ในงานของลกู ด้วยความตัง้ ใจและอดทน
4. พ่อแม่ควรมีเวลาใกล้ชิดลูก และทาตัวเป็นเพ่ือนที่ดีของลูก ให้คาแนะนามากกว่าการออกคาสั่งให้ทา ควรเล้ียงลูกแบบ
ประชาธปิ ไตยไมใ่ ชเ่ ผด็จการ เพราะจะช่วยให้เดก็ ไดเ้ ตบิ โตอย่างมอี สิ ระตามพัฒนาการข้ันตา่ ง ๆ
5. พ่อแม่ควรใช้แรงเสริมเป็นตัวสร้างบุคลิกภาพของเด็กตามที่ต้องการจะให้เด็กเป็น พ่อแม่จะต้องเป็นแบบอย่างโดยแสดง
พฤติกรรมทเี่ หมาะสมใหล้ ูกเห็นอย่างเด่นชัด
6. พ่อแม่ควรส่งเสริมความเป็นคนมีสุขภาพจิตที่ดีให้แก่ลูก โดยให้อิสระแก่ลูกควบคู่ไปกับการมีหน้าที่และความรับผิดชอบ
ทาใหท้ งั้ สองส่งิ มีความสมดลุ กนั ขน้ึ ในตัวของลูก
7. พ่อแม่ควรจะใช้วิธีการลงโทษให้เหมาะสม ทฤษฏีของโคเบอร์ก กล่าวว่า เด็กอายุ 1-7 ปี การทาโทษทางกายยังใช้ได้ดี
เพราะทาใหเ้ กิดการเรียนรู้ การตีเดก็ ควรตเี พราะสัง่ สอนมิใช่เพราะโกรธ
8. การฝึกวินัยให้ลูกเป็นส่ิงจาเป็น ควรเร่ิมทาในเมื่อลูกโตพอท่ีจะเข้าใจเหตุผล การยัดเยียดให้เด็กมีระเบียบวินัยมากเกินไป
ในขณะท่เี ด็กยงั ไมพ่ รอ้ ม จะเกดิ ผลเสยี มากกว่าผลดี เพราะจะทาใหเ้ ด็กต่อตา้ น เอาแตใ่ จ
9. พอ่ แม่ควรสรา้ งสิ่งแวดลอ้ มที่กระตุ้นใหล้ กู เกิดความอยากรอู้ ยากเหน็ และเกดิ ความคดิ ริเร่ิมสรา้ งสรรค์
10. พ่อแม่ควรช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ท่ีจะอยู่กับผู้อื่นอย่างมีความสุข โดยเฉพาะในเด็กวัยเดียวกัน เพื่อให้เด็กได้ปรับตัว
เขา้ กบั สงั คม และอย่ใู นสงั คมได้อยา่ งปกติสุข
ผลของการเล้ียงลกู แบบประชาธปิ ไตย เด็กจะมีลักษณะ ดังน้ี
- จะเปน็ คนเปิดเผย เป็นตวั ของตวั เอง มีเหตผุ ล
- มคี วามรับผิดชอบ
- มีอารมณ์ขัน รา่ เรงิ แจม่ ใส มองโลกในแง่ดี
- เรยี นรู้อะไร ๆ ได้อย่างรวดเรว็
- สามารถปรบั ตัวไดด้ ี และกลา้ แสดงออกอยา่ งม่ันใจ
- สามารถช่วยเหลอื ตนเองและแกไ้ ขปญั หาเฉพาะหนา้ ไดด้ ี
- มีความเชอื่ ม่ันในตนเองสูง
- มีลักษณะของการเป็นผนู้ าท่ดี ี
- ให้ความร่วมมอื กบั ผูอ้ น่ื ได้ดี มคี วามมนั่ คงทางอารมณ์
- มคี วามเข้าใจตนเองสูง และรสู้ ึกวา่ ตนเองมคี ุณค่า
- รู้จกั ใชเ้ หตุผล เคารพสทิ ธิของตนเองและผู้อืน่
วารสาร เขา ป่า นา เล 30
วิธที ่ี 2 การอบรมเล้ียงดูลูกแบบคาดหวงั เอากับเด็ก วิธีการอบรมเลย้ี งดูแบบน้ี พ่อแมม่ ักทาดังน้ี
1. เคย่ี วเข็ญให้ลกู ทาตามสง่ิ ท่ีพ่อแมเ่ หน็ ว่าดเี ท่านนั้
2. มกั จะดดุ ่าวา่ กลา่ วเมื่อเวลาท่ลี ูกอธิบายหรอื แสดงเหตุผลคัดค้าน
3. กาหนดรายการอาหารทกุ มอื้ แก่ลูก และลูกต้องกินหมดทุกคร้งั
4. กาหนดวิธกี ารดารงชีวติ ตงั้ แตเ่ กิด ไมว่ า่ จะเป็นการกิน การเลน่ การเที่ยว ขนึ้ อยู่กบั พ่อแม่
ผลของการเลี้ยงลกู แบบคาดหวังเอากบั เดก็ เด็กจะมลี กั ษณะดงั นี้
- ลกู จะเปน็ คนเจา้ อารมณ์ ปรับตัวกับสงั คมภายนอกได้ยาก
- ไมม่ ีความมน่ั ใจในตนเอง
- ไม่มีความเปน็ ตวั ของตัวเอง ไมก่ ล้าตดั สนิ ใจดว้ ยตนเอง
- ขาดความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์
- ชอบพง่ึ พาผู้ใหญ่
วธิ ที ่ี 3 การอบรมเลี้ยงดแู บบปลอ่ ยปละละเลย วิธีการอบรมเล้ียงดแู บบนี้ พ่อแม่มักจะทาดังนี้
1. ไมค่ ่อยสนใจเกย่ี วกบั ความเปน็ อยขู่ องลกู ลกู จะเลน่ อะไร อย่างไร พ่อแม่ไม่เคยเอาใจใส่
2. เวลาพอ่ แมอ่ ารมณ์ไม่ดี มกั จะระบายออกดว้ ยการทาโทษเด็กเสมอ
3. เวลาลกู ถามมกั พูดวา่ “อยา่ มากวนใจ ไปใหพ้ น้ ”
4. ชอบพูดขู่ลกู เสมอเวลาลกู เล่นซน ถ้าเด็กไม่กลัวก็จะตลี กู อยา่ งรนุ แรง
5. ปล่อยให้ลูกทาอะไรต่าง ๆ ตามใจชอบ ไมค่ ่อยชแี้ นะแนวทางทถ่ี ูกตอ้ งและเหมาะสมให้
6. มกั รักลกู ไม่เท่ากนั โดยปฏิบัตติ นกบั ลกู อย่างลาเอยี ง
ผลของการอบรมเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย เด็กจะมีลกั ษณะดงั นี้
- ลูกจะมลี ักษณะก้าวร้าว ชอบทะเลาะเบาะแวง้ กับผอู้ ่นื บอ่ ย ๆ
- มที ศั นคติไมด่ ตี ่อพอ่ แม่ บางครั้งถึงกับเกลยี ดชังพ่อแมต่ วั เอง ไมเ่ ช่ือฟงั ผูใ้ หญ่
- ลูกมีอาการเซือ่ งซมึ ไมส่ ามารถปรบั ตวั ได้งา่ ย มคี วามตึงเครยี ดทางอารมณ์
วิธที ่ี 4 การอบรมเลย้ี งดแู บบรักถนอมเกินไป การเล้ยี งดแู บบน้ี พ่อแมม่ กั จะทาดงั นี้
1. คอยช้ีแนะชว่ ยเหลือเพ่ือนตลอดเวลา
2. ไมย่ อมใหล้ กู เลน่ กบั เพื่อนๆ เพราะกลัวลกู จะถูกรังแก
3. ไมย่ อมให้เด็กกินอาหารเอง เพราะกลัวจะทาเลอะเทอะ
4. มกั ช่วยลูกทาการบ้านเสมอ
5. ไม่ยอมใหล้ ูกกนิ อาหารหรือขนม จนกวา่ พ่อแม่จะไดช้ ิมเสยี ก่อน
6. เม่อื ลูกเจบ็ ป่วยเล็กน้อย พ่อแม่จะวิตกกงั วลมาก
7. ไม่ยอมใหล้ ูกได้ช่วยตนเองเวลาทางานต่าง ๆ
วารสาร เขา ปา่ นา เล 31
ผลของการเลี้ยงดแู บบรักถนอมมากเกินไป เดก็ มีลักษณะดังน้ี
- เป็นเดก็ ท่ีเอาแต่ใจตนเอง ขาดความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์ และความเชือ่ มั่นในตนเอง
- คอยพึ่งพาผู้อน่ื อยู่เสมอ พ่ึงตนเองไมไ่ ด้
- ไมส่ ามารถจะแก้ปญั หาดว้ ยตนเอง ปรบั ตัวให้อยู่ในสังคมได้ยาก
- มแี นวโนม้ สุขภาพจิตเสีย และมอี าการทางประสาท
การอบรมเลย้ี งดูลกู ในวยั เดก็ เลก็ ในสงั คมปัจจบุ นั พอ่ แม่ โดยทวั่ ไปพอ่ แมม่ ุง่ ที่จะฝกึ ฝนอบรมลกู ดังน้ี
- เป็นคนทม่ี คี วามเป็นระเบยี บและความรับผิดชอบ
- เปน็ คนทีข่ ยันหมน่ั เพียร
- เปน็ คนท่ีรจู้ ักประหยดั
- เป็นคนทม่ี ีความซ่ือสตั ย์
- เปน็ คนที่มีเหตผุ ล
- เป็นคนที่มีความประพฤตดิ ีมีจริยธรรม และรู้จกั ขนบธรรมเนยี มประเพณี
การฝึกให้ลูกเป็นคนท่มี ีความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย
- ฝึกใหแ้ ตง่ กายเรียบรอ้ ย ถูกกาลเทศะ
- กาหนดเวลากิจกรรมและปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตา่ ง ๆ ตามเวลาที่เหมาะสม
- รจู้ ักการทางานอย่างมีข้ันตอน รบั ผิดชอบต่องาน
- ฝกึ ใหเ้ กบ็ ของทีต่ กหล่นทกุ ครั้ง
- ฝกึ เก็บของใหถ้ กู ตอ้ งและเขา้ ที่
- ฝกึ ให้ดแู ลสง่ิ ของต่าง
การฝึกให้ลกู เป็นคนที่มีความขยนั หม่ันเพียร
- ฝึกใหล้ ูกทางานโดยกาหนดงานใหท้ า และทางานใหเ้ ป็นเวลา
- ฝึกใหท้ างานอดเิ รกอ่นื ๆ ตามความสนใจ
- ฝึกให้รู้จกั จุดม่งุ หมายในการทางาน และทางานร่วมกบั ผอู้ ืน่ ได้
การฝกึ ใหล้ กู เปน็ คนประหยัด
- ฝกึ ให้ลูกรจู้ กั เก็บออมเงิน และใหเ้ งินอยา่ งเหมาะสม
- ฝึกใหร้ จู้ กั ถนอมของใชข้ องเล่นและซอ่ มรักษาของใหใ้ ช้ได้เสมอ
- ฝกึ ให้รจู้ กั ใชเ้ วลาว่างให้เปน็ ประโยชน์
การฝึกใหล้ กู เป็นผู้ทมี่ ีความซ่ือสัตย์
- ชแ้ี จงใหล้ ูกทราบถึงความไม่ซือ่ สตั ย์
- เมื่อลกู พูดความจรงิ แมเ้ ป็นเร่ืองเสยี หายก็ไม่ควรดหุ รือลงโทษ
- ชมเชยเมือ่ ลูกทาความดี โดยเฉพาะความซือ่ สัตย์
วารสาร เขา ป่า นา เล 32
การฝกึ ให้ลกู เป็นคนมเี หตุผล
- ใหล้ ูกแสดงเหตผุ ลต่อพอ่ แม่ ในการที่จะทาหรอื ไม่ทาส่ิงใด
- ชแ้ี จงและบอกเหตผุ ลในกรณที ี่สง่ เสรมิ ใหก้ ระทาหรอื หา้ มกระทาสงิ่ ใด
การฝึกให้ลกู เป็นคนที่มีความประพฤติดี มีกรยิ ามารยาทและรจู้ ักขนบธรรมเนยี มประเพณีอนั ดีงาม
- ฝกึ ใหล้ กู แสดงความเคารพบดิ ามารดาและผูใ้ หญ่
- พ่อแมค่ วรทาแบบอยา่ งทดี่ ีให้แก่ลูก
- ฝกึ ใหล้ ูกปฏบิ ัติตนให้เหมาะสมตามประเพณีไทย
หลกั ในการอบรมเลี้ยงดเู ดก็ ให้เจริญทุกดา้ น ดังน้ี
1. ด้านร่างกาย ส่งเสรมิ ความเจริญเตบิ โตของรา่ งกาย ปลูกฝงั สขุ ภาพอนามยั และสุขนสิ ยั ทด่ี ี
2. ดา้ นอารมณจ์ ิตใจ ปลกู ฝงั ใหร้ จู้ กั ควบคุมอารมณข์ องตนเอง มสี ัมมาคารวะ เคารพและเชื่อฟงั ผใู้ หญ่
3. ดา้ นสงั คม ปลกู ฝังให้เดก็ ร้จู ักปฏิบตั ติ นต่อหมู่คณะ แสดงออกในทางท่ีถูกที่ควร
4. ดา้ นสติปัญญา สง่ เสรมิ ปฏิภาณไหวพรบิ รู้จักหาเหตุผล ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจดว้ ยตนเอง
การอบรมเล้ยี งดูเด็ก กับการส่งเสรมิ พฒั นาดา้ นรา่ งกาย
หลกั ในการปฏบิ ัตขิ องพ่อแม่และผู้ปกครอง เพอื่ ปลกู ฝงั นิสัยการบรโิ ภคท่ดี ีใหแ้ ก่เด็ก ควรปฏิบัตดิ ังน้ี
1. หดั ใหเ้ ดก็ กนิ อาหารท่มี ีประโยชน์ทกุ ชนดิ
2. หัดให้เด็กกินอาหารแปลก ๆ และค้นุ เคยกบั อาหารชนิดใหม่ ๆ
3. หดั ใหเ้ ด็กรบั ประทานอาหารท้ัง 3 มือ้ และจัดอาหารใหน้ า่ กนิ เพอื่ กระตนุ้ การอยากอาหาร
4. ลกั ษณะและรสชาติของอาหาร ควรเปน็ อาหารที่ย่อยงา่ ย และรสอ่อน
5. จัดอาหารว่างให้เดก็ ในตอนเช้าหรอื บา่ ย และจัดบรรยากาศในการกนิ ทีด่ ี
6. ผู้ใหญ่ควรเป็นตัวอย่างทดี่ ใี นการกินอาหารท่มี ีประโยชนต์ ่อรา่ งกายและมารยาทในการรบั ประทานอาหาร
7. สร้างสขุ นสิ ัยท่ีดใี นการกนิ อาหาร
8. หดั ให้เด็กด่ืมนมหรือน้าผลไม้
9. งดอาหารทไ่ี มม่ ีประโยชน์ตอ่ รา่ งกาย
สขุ ภาพและอนามยั
1. ชงั่ น้าหนกั และวัดส่วนสูงของเด็ก และเปรยี บเทยี บเกณฑม์ าตรฐานอยา่ งสม่าเสมอ
2. ดแู ลรกั ษาความสะอาดร่างกายของเด็กอย่างสม่าเสมอ
3. ปอ้ งกนั เดก็ จากโรคภัยไขเ้ จ็บและอบุ ตั ิเหตตุ ่าง ๆ
4. รักษาพยาบาลเมอ่ื เดก็ เจบ็ ปว่ ย หรือจากอุบัตเิ หตอุ ย่างถูกวธิ ี
5. ให้เด็กได้เล่นและออกกาลังกายอยา่ งเหมาะสม และพักผอ่ นใหเ้ พยี งพอต่อความตอ้ งการ
6. จัดหาเสอ้ื ผา้ เครื่องนงุ่ หม่ ใหเ้ ดก็ อยา่ งเพยี งพอและเหมาะสม
วารสาร เขา ปา่ นา เล 33
การเลี้ยงดทู ี่สง่ เสริมพฒั นาการด้านอารมณ์ - จติ ใจ
การเล้ียงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้เล้ียงดู ตลอดจนครูผู้ดูแลเด็กควรคานึงถึง
สิง่ ต่าง ๆ ดังนี้
1. ใหค้ วามรักและความอบอนุ่ ความเอาใจใสแ่ ละความเข้าใจเด็ก
2. ใหเ้ ด็กได้เลน่ ตามความต้องการของตนเอง
3. เลา่ นทิ านเพือ่ ความเพลิดเพลินและปูพื้นฐานทางจิตใจแกเ่ ด็ก
การเลย้ี งดูเพ่ือสง่ เสรมิ พฒั นาการทางดา้ นสงั คม
การเลี้ยงดูเพ่อื สง่ เสรมิ พฒั นาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวยั พอ่ แมค่ วรคานงึ ถึงสิง่ ต่าง ๆ ดงั น้ี
1. การเลน่ ชว่ ยให้มโี อกาสฝกึ การเข้าสังคม เรยี นรกู้ ารที่จะอย่รู ว่ มกนั กับผู้อนื่
2. การพาเดก็ ไปเท่ียวตามสถานทต่ี า่ ง ๆ ทาใหเ้ ด็กไดร้ ู้จักสงั คมนอกบา้ น
3. การพาเด็กไปรจู้ ักกับญาตพิ ีน่ ้อง ลกู ๆ หลาน ๆ ในวยั เดียวกัน หรอื บา้ นเพื่อน ๆ
การเลี้ยงดทู สี่ ่งเสริมพัฒนาการทางดา้ นสตปิ ญั ญา
การเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้เลี้ยงดู ตลอดจนถึงครู ควรคานึงถึง
สิ่งตา่ ง ๆ ดังนี้
1. อาหาร นอกจากจะมีความสาคัญทางด้านร่างกายแล้ว ยังมีความสาคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางด้าน
สตปิ ัญญา ถา้ เดก็ ขาดสารอาหารสมองจะไมพ่ ฒั นา
2. การเลน่ ชว่ ยให้เด็กไดเ้ กดิ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง เป็นการส่งเสริมพฒั นาการทางดา้ นสตปิ ญั ญา
3. การฟงั และการพดู เป็นกุญแจสาคญั ของการเรียนรใู้ นช่วง 1-3 ขวบ
4. ทักษะต่าง ๆ ทางด้านความคิด พ่อแม่ควรคิดถึงทักษะต่าง ๆ ท่ีเด็กจะได้เรียนรู้โดยผ่านการ ทดลอง
และแก้ปญั หา
วารสาร เขา ป่า นา เล 34
ครบเครื่อง เรื่อง ICT
โดย...นายนุห์กานต์ เอสเอ
ศึกษานิเทศก์ชานาญการ
พ.ร.บ.คอมพวิ เตอร์ 60 เรือ่ งใกล้ตัวที่ควรรู้
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบ
เมื่อเดือนธันวาคม 2559 และได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่
24 มกราคม 2560 ล่าสุด มผี ลบงั คับใชแ้ ล้วในวันที่ 24 พ.ค. 2560 นั้น
อีกหนึ่งเร่ืองใกล้ตัวเก่ียวกับเทคโนโลยีใกล้ตัวท่ีเราควรรู้ แต่ยังมี
อีกหลายๆ คนที่ไม่รู้หรือยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เรา
อาจกระทาความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 60 โดยไม่รู้ตัว เพ่ือให้
การใช้อินเทอร์เน็ตของเราปลอดภัย ไม่กระทาผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
มารู้จักสาระสาคัญท่ีเราควรพึงระวังใน พ.ร.บ.ว่าด้วยกระทาความผิด
เก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2560 หรอื พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
วารสาร เขา ป่า นา เล 35
พ.ร.บ.วา่ ด้วยกระทาความผดิ เกี่ยวกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2560
ฉบับ 2 มีสาระสาคญั ดังนี้
1. ฝากรา้ นใน Facebook , IG ถือเปน็ สแปม ปรับ 200,000 บาท
2. สง่ SMS โฆษณา โดยไม่รบั ความยินยอมให้ผรู้ บั สามารถปฏิเสธขอ้ มลู น้ันได้ ไมเ่ ช่นน้นั ถือเป็นสแปม ปรบั 200,000 บาท
3. สง่ E-mail ขายของ ถอื เป็นสแปม ปรบั 200,000 บาท
4. กด Like ไดไ้ ม่ผิด พ.ร.บ.คอมฯ ยกเวน้ การกดไลค์ เป็นเรอื่ งเกยี่ วกับสถาบันเสีย่ งเข้าขา่ ยความผิดมาตรา 112
หรือมคี วามผดิ รว่ ม
5. กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากขอ้ มูลทแ่ี ชร์มผี ลกระทบตอ่ ผู้อ่ืน อาจเขา้ ข่ายความผดิ ตาม พ.ร.บ.คอมฯ โดยเฉพาะ
ท่ีกระทบต่อบุคคลที่ 3
6. พบข้อมูลผดิ กฎหมายอยใู่ นระบบคอมพวิ เตอร์ของเรา แตไ่ ม่ใช่ส่งิ ทเี่ จ้าของคอมพิวเตอรก์ ระทาเอง สามารถแจ้งไปยงั
หนว่ ยงานท่รี บั ผดิ ชอบได้ หากแจง้ แลว้ ลบข้อมลู ออกเจ้าของก็จะไมม่ ีความผิดตามกฎหมาย เช่น ความเห็นในเว็บไซต์
ต่าง ๆ รวมไปถงึ เฟซบุ๊ก ท่ีใหแ้ สดงความคดิ เหน็ หากพบว่าการแสดงความเห็นผดิ กฎหมาย เมอ่ื แจ้งไปที่หน่วยงาน
ท่ีรับผิดชอบเพอื่ ลบไดท้ นั ที เจ้าของระบบเวบ็ ไซต์จะไมม่ ีความผดิ
7. สาหรับแอดมนิ เพจ ทเี่ ปิดใหม้ ีการแสดงความเห็น เมอ่ื พบข้อความทีผ่ ดิ พ.ร.บ.คอมฯ เมื่อลบออกจากพน้ื ทีท่ ่ีตน
ดูแลแลว้ จะถือเป็นผพู้ ้นผิด
8. ไมโ่ พสตส์ ่งิ ลามกอนาจาร ท่ที าใหเ้ กดิ การเผยแพรส่ ปู่ ระชาชนได้
วารสาร เขา ปา่ นา เล 36
9. การโพสต์เก่ยี วกับเดก็ เยาวชน ต้องปดิ บงั ใบหนา้ ยกเวน้ เมอ่ื เปน็ การเชิดชู ชน่ื ชม อย่างใหเ้ กยี รติ
10. การให้ขอ้ มูลเกยี่ วกบั ผูเ้ สียชีวติ ตอ้ งไม่ทาให้เกิดความเสือ่ มเสียช่อื เสยี ง หรอื ถูกดูหมิ่น เกลยี ดชัง ญาติสามารถ
ฟ้องรอ้ งไดต้ ามกฎหมาย
11. การโพสตด์ า่ ว่าผ้อู ืน่ มกี ฎหมายอาญาอยูแ่ ล้ว ไม่มขี ้อมลู จริง หรอื ถกู ตดั ต่อ ผู้ถกู กล่าวหา เอาผิดผูโ้ พสต์ได้
และมโี ทษจาคุกไม่เกนิ 3 ปี ปรบั ไม่เกนิ 200,000 บาท
12. ไมท่ าการละเมดิ ลิขสิทธิผ์ ูใ้ ด ไม่ว่าขอ้ ความ เพลง รูปภาพ หรอื วิดีโอ
13. ส่งรูปภาพแชรข์ องผู้อนื่ เช่น สวัสดี อวยพร ไมผ่ ดิ ถ้าไมเ่ อาภาพไปใช้ในเชิงพาณชิ ย์ หารายได้
น่ีเป็นเพียงส่วนหน่ึงของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ท่ีมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งยังมีอีกหลายประเด็นที่ส่งผลกระทบ
ต่อการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ดังน้ันจึงควรรู้กฎกติกาการใช้งานไว้ก่อน ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เราเสี่ยงต่อการทาผิด
กฎหมายได้
ทมี่ า : https://www.marketingoops.com/news/viral-update/computer-law/
วารสาร เขา ปา่ นา เล 37
ปกณิ กะ
โดย... นายสถาพร สักโก
ศึกษานิเทศกช์ านาญการ
ทาอยา่ งไรใหน้ าหนกั ที่ลดไปเป็นไขมัน
กนิ +ออกกาลงั กาย ชว่ ยลดไขมนั เฟิรม์ กลา้ มเนอื้
การออกกาลังกายในผู้สูงอายุ ทาอย่างไรจะให้น้าหนักที่ลดไปน้ันเป็นไขมัน ไม่ใช่ไป ลด
มวลกลา้ มเนื้อ เม่ือเดอื นธันวาคมทีผ่ า่ นมา มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ได้เผยแพร่ผลวิจัยชื่อ “โปรแกรมร่วมมือ
เปล่ียนวิถีชีวิต” (Cooperative Lifestyle Intervention Program-II หรือ CLIP-II) ซ่ึงเป็นงานวิจัยช้ันดี
แบบแบ่งกลุ่มสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ งานวิจัยน้ีใช้ผู้สูงอายุที่มีอายุอยู่ระหว่าง 60-79 ปี ท่ีน้าหนักเกินพอดี
จานวน 249 คน มาจบั ฉลากแบ่งเปน็ 3 กลมุ่ แต่ละกลุ่มใหล้ ดนา้ หนัก 18 เดือน ด้วยวิธที ่ีแตกต่างกนั ดงั น้ี
กลุ่มที่ 1 ปรบั ลดแคลอรใี นอาหารอยา่ งเดยี ว
กลุ่มที่ 2 ปรบั ลดแคลอรีในอาหาร และให้ออกกาลงั กายแบบแอโรบกิ (เช่น เดินเร็วหรือจอ๊ กกง้ิ )
กลุ่มท่ี 3 ปรับลดแคลอรีในอาหาร และให้ออกกาลงั กายแบบเล่นกลา้ มดว้ ย
แล้วติดตามดูผลสององค์ประกอบของร่างกาย คือ ไขมันและกล้ามเนื้อ ว่าแต่ละกลุ่มจะมีการ
เปลย่ี นแปลงอย่างไร พบวา่
กลุ่มท่ี 1 ซึ่งปรับลดแคลอรใี นอาหารอยา่ งเดียว ลดน้าหนักไปได้ 12 ปอนด์ เป็นน้าหนักของไขมัน
เสยี 10 ปอนด์ เปน็ น้าหนักของกล้ามเนอ้ื เสีย 2 ปอนด์
กลมุ่ ที่ 2 ซึ่งปรบั ลดแคลอรีในอาหารควบคู่กบั ออกกาลงั กายแบบแอโรบิก ลดน้าหนกั ได้ 20 ปอนด์
เปน็ นา้ หนักไขมนั 16 ปอนด์ เปน็ น้าหนักกล้ามเนื้อ 4 ปอนด์ คอื สูญเสียกล้ามเนอื้ ไปเกือบ 2 กิโลกรัมเชียวนะ
กลุ่มท่ี 3 ซ่ึงปรับลดแคลอรีในอาหารควบคู่กับออกกาลังกายแบบเล่นกล้าม ลดน้าหนักได้
19 ปอนด์ เป็นน้าหนักไขมัน 17 ปอนด์ เป็นน้าหนักกล้ามเน้ือ 2 ปอนด์ คือ ลดน้าหนักได้แยะ แต่สูญเสีย
กล้ามเนือ้ นอ้ ย
วารสาร เขา ป่า นา เล 38
ก ลุ่ ม ท่ี 3 ซ่ึ ง ป รั บ ล ด แ ค ล อ รี
ในอาหาร และใหอ้ อกกาลงั กายแบบเล่นกล้ามดว้ ย
ขจัดไขมนั ได้ 90 เปอร์เซ็นตข์ องนา้ หนักท่ลี ดได้
เม่ือเราลดน้าหนัก สิ่งที่เราอยากลด กล่าวโดยสรปุ
คือ ไขมัน ไม่ใช่กล้ามเน้ือ หากอยากรู้ว่า
น้าหนักท่ีลดได้ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นน้าหนัก การปรับอาหารควบคู่กับการเล่น
ที่ เ ป็ น ผ ล จ า ก ก า ร สู ญ เ สี ย ก ล้ า ม เ น้ื อ เ ท่ า ใ ด กล้ามเป็นวิธีที่ดีท่ีซู้ดดด คือขจัดไขมันได้สูงถึง
แต่ละกล่มุ มีตัวเลขดงั น้ี คอื 90 เปอร์เซ็นต์ของน้าหนักที่ลดได้ และสงวน
กล้ามเน้ือไว้ได้มากที่สุด คือ เสียไปเพียง
ก ลุ่ ม ท่ี 1 ซ่ึ ง ป รั บ ล ด แ ค ล อ รี 10 เปอร์เซน็ ตข์ องนา้ หนกั ที่ลดได้
ในอาหารอย่างเดียว สูญเสียกล้ามเนื้อไป
16 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องนา้ หนักท่ลี ดได้ ง า น วิ จั ย น้ี จึ ง ต อ บ ค า ถ า ม คุ ณ ไ ด้
โดยตรงว่า วิธีที่จะออกกาลังกายให้น้าหนักลด
ก ลุ่ ม ท่ี 2 ซ่ึ ง ป รั บ ล ด แ ค ล อ รี โดยไม่สูญเสียกล้ามเน้ือจนซูบถึงข้ันมีคนทัก
ในอาหาร และให้ออกกาลังกายแบบแอโรบิกด้วย คือ ให้ออกกาลงั กายแบบเลน่ กลา้ ม
สูญเสียกล้ามเน้ือไป 20 เปอร์เซ็นต์ของน้าหนัก
ที่ลดได้ บทความโดย
ก ลุ่ ม ท่ี 3 ซึ่ ง ป รั บ ล ด แ ค ล อ รี นายแพทย์สันต์ ใจยอดศิลป์
ในอาหาร และใหอ้ อกกาลงั กายแบบเลน่ กลา้ มดว้ ย
สูญเสียกล้ามเนื้อไป 10 เปอร์เซ็นต์ของน้าหนัก แพทย์ผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นโรคหวั ใจ หลอดเลือด และทรวงอก
ทีล่ ดได้
หันมามองในแงก่ ารขจดั ไขมนั บา้ ง พบว่า
ก ลุ่ ม ที่ 1 ซ่ึ ง ป รั บ ล ด แ ค ล อ รี
ในอาหารอย่างเดียว ขจัดไขมนั ได้ 84 เปอร์เซ็นต์
ของน้าหนกั ทล่ี ดได้
ก ลุ่ ม ท่ี 2 ซ่ึ ง ป รั บ ล ด แ ค ล อ รี
ในอาหาร และให้ออกกาลังกายแบบแอโรบิกด้วย
ขจัดไขมันได้ 80 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องน้าหนักทีล่ ดได้
วารสาร เขา ปา่ นา เล 39
เรอื่ งสัน้ : วิถชี าวเล
โดย...นายอทุ ยั ยมิ้ หนิ้
ครูโรงเรยี นชุมชนบา้ นบอ่ ประดู่
เม่ือพูดถึงชาวเลทุกคนจะนึกและบอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่าจะต้องผมหยิก ผิวดา
อยู่ตาม ริมทะเล มีอาชีพหาปลา พาหนะประกอบไปด้วยเรือ อวนและตาข่ายเป็นเคร่ืองมือท่ี
ใช้จับปลา ซ่ึงคาพูดเหล่านี้มันปรากฏอยู่ในสมองของข้าพเจ้ามาตลอดต้ังแต่เล็กจนโตได้สัมผัส
ไดเ้ หน็ ลงมอื กระทาซ่งึ เกิดการเรียนทีไ่ ด้เหน็ บ่อย ๆ ทาให้เหน็ เหตุการณ์ท่เี กิดขนึ้ ได้เป็นอยา่ งดี
แต่อยากบอกว่าบ้านท่ีข้าพเจ้าอาศัยอยู่ต้ังแต่เล็กอยู่ใกล้กับชายฝ่ังทะเลสาบสงขลา
ซึ่งจะเป็นน้าจืดนั่งเรือออกไปประมาณ 500 เมตร ก็จะออกสู่ทะเลสาบ ซ่ึงมองไปรอบ ๆ ก็จะสัมผัส
ได้กับธรรมชาติ ซึ่งปกคลุมไปด้วยหญ้าทะเล ต้นลาพู สาหร่าย ฝูงนกน้านานาชนิด ปลาหลากหลาย
ชนิดท่ีมีอย่างชุกชุม เพราะธรรมชาติเหล่าน้ีมีเป็นแหล่งอาหารท่ีทาให้ส่ิงมีชีวิตที่อาศัยอยู่สามารถ
ใช้เป็นแหล่งอาหาร วางไข่ หลบศัตรูได้เป็นอย่างดี ไกลออกไปก็จะพบเกาะแก่งต่าง ๆ ท่ีเป็นเสน่ห์
ดึงดูดนักท่องเท่ียวให้มาเที่ยวกัน ชมธรรมชาติโดยใช้เรือเป็นพาหนะคือ เกาะสี่และเกาะห้า
ซ่ึงเป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัยของนกนางแอ่นท่ีจานวนมากเข้าไปทารัง ซึ่งผู้คนนิยมมาทาเป็นอาหารเสริม
เพื่อสุขภาพ
วารสาร เขา ปา่ นา เล 40
หันกลับมาดูวิถีชีวิตชาวเลของเรากันดีกว่าทุก ๆ ตอนเย็นหัวหน้าครอบครัวก็จะนาลูก
ออกเรือ เพื่อไปหาปลาในท้องทะเลสาบ แม่บ้านก็จะเตรียมอาหาร น้าด่ืมเป็นสัมภาระให้พ่อบ้าน
ออกไปหาปลา ซง่ึ ทุกครง้ั ก่อนจะออกไปหาปลาจาเปน็ จะต้องตรวจสอบอวน ตาข่ายวา่ อยู่ในสภาพท่ีดี
หรือไม่ พ่อบ้านที่มีทักษะจะรู้ว่าจะนาตาข่าย หรืออวนไปลอยท่ีไหนท่ีสามารถจับปลากลับไปบ้าน
ได้เยอะในแต่ละคร้ัง จะดูวา่ น้าไหลแรงหรือไม่ บริเวณนั้นจะต้องใกล้หญ้าทะเล สงบนิ่ง และวางขวาง
น้าไหล เพราะปลาจะว่ายทวนน้า และจะชอบอยู่ตามกอหญ้าใช้ท่อนไม้ตีน้าให้กระเพ่ือม ปลาจะตกใจ
มันจะวิ่งมาติดตาข่าย ทิ้งไว้สัก 1 คืน และกลับมาเก็บอวนหรือตาข่ายกลับข้ึนเรือทุกครั้งจะได้ปลา
มาเยอะ ซึ่งทุกครั้งแม่บ้าน ลูก ก็จะน่ังรอว่าเมื่อไหร่ พ่อบ้านจะมาถึงพร้อมกับปลาท่ีจะนามาเป็น
อาหารและนาไปขายเป็นรายได้ ซึ่งบรรยากาศในตอนเช้า สนุกสนานมากเพราะเรือท่ีออกหาปลา
แต่ละลาจะได้ปลามาตามที่ตนเองต้องการ ถึงแม้ว่าแต่ละคนมีกลิ่นคาวปลาติดตัวมา แต่ความสุข
ที่เห็นไดช้ ดั เจนก็คือ ความสขุ ทไ่ี ด้เป็นชาวเล
แต่สภาพท่ีพบปัจจุบันความเจริญทางต้านวัตถุเข้ามาแทนที่ความเจริญทางด้านจิตใจ
ส่งผลชีวิตต่อชาวเลเปลี่ยนไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมท่ีส่งผลกระทบกับทะเลสาบท่ีเคยมีปลาชุกชุม
หญ้าทะเลเร่ิมมีจานวนน้อยลง กับมีขยะสิ่งสกปรกเข้ามาแทนที่ส่งผลกระทบกับการประกอบอาชีพ
เพื่อความอยู่รอดก็หันไปประกอบอาชีพอ่ืน ๆ ทดแทนเพ่ือความอยู่รอด ท้องทะเลที่ดู สวยงาม
คู่ธรรมชาติกับหดหายไป จะมีใครสักกี่คนที่จะหันมาให้ให้ความสาคัญกับวิถีชีวิตเหล่าน้ีให้กลับคืนมา
สชู่ มุ ชนใหเ้ ด็กรุน่ หลัง ๆ ได้เรียนรู้
วารสาร เขา ปา่ นา เล 41
โดย...นายอภิสิทธิ์ กลุ โรจนสริ ิ
ศกึ ษานิเทศก์ชานาญการ
เขาเก้าแสน
“เขาเก้าแสน” หรือชื่อปัจจุบันท่ีเรียกว่า “เขาเก้าเส้ง” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชุมชนเก้าเส้ง
เปน็ ท่รี ้จู ักสาหรับคนสงขลาและคนต่างถิ่นเพระเป็นตลาดท่ีเป็นแหล่งของอาหารการกิน และตลาดอาหารทะเลขนาดย่อม
ซงึ่ ตงั้ อยบู่ ริเวณแหลมสมหิ ลา อาเภอเมือง จังหวัดสงขลา แต่ในปัจจุบันกาลังกลายเป็นจุดท่องเท่ียว และจุดชมวิวที่ได้รบั
ความสนใจจากนักท่องเท่ียวเป็นอย่างมาก เน่ืองจากมีการพัฒนาถนนทางเข้า และบริเวณวัดเขาเก้าแสนให้ มี
ความสะดวกสบาย เหมาะแก่การรองรับนักท่องเท่ียวในการมาเยือน ซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของ ชายหาด
แหลมสมิหลา และเกาะหนูเกาะแมว สัญลักษณ์ของแหลมสมิหลา และตัวเมืองสงขลาได้อย่างชัดเจน และสวยงาม
ซึ่งเขาเก้าเส้ง แห่งน้ียังมีหาดทรายเล็ก ๆ แทรกตัวอยู่ตรงกลางหุบเขา ซ่ึงนักท่องเท่ียวสามารถลงไปถ่ายรูปได้อีกด้วย
พรอ้ มกับจดุ เช็คอนิ “แสนรัก@สงขลา เก้าแสน”
แต่ทเ่ี ป็นจุดขาย และเป็นสัญลักษณ์ของเขาเก้าแสน หรือเขาเก้าเส้ง คอื “หัวนายแรง” ซึ่งมีทางเดิน
แคบ ๆ ระหวา่ งช่องหินให้ได้เดินขึ้นไป นักท่องเท่ียวที่ขึ้นมาบนน้ีจะต้องถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกโดยหัวนายแรง เป็นก้อนหิน
ขนาดใหญ่ท่ีตั้งอยู่เชิงผา ปัจจุบันเต็มไปด้วยผ้าสี และของเซ่นไหว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้าแดงท่ีผู้คน และ นักท่องเที่ยว
มักจะมาบนบานศาลกลา่ ว ขอโชคขอลาภ
และนอกจากหัวนายแรงแล้ว ยังมีรูปปั้นนางเงือกสาวท่ีถูกนาไปวางไว้บริเวณหน้าผาใกล้ๆ กันอีก
ด้วยเขาเก้าแสนแห่งน้ี ยังเป็นตานานท่ีคล้ายกับ “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” โดยตามตานานของหัวนายแรง และเขาเก้าแสน
หรือเขาเก้าเส้ง ท่ีเล่าขานสืบต่อกันมาว่า นายแรงเป็นชื่อของเจ้าเมืองแห่งหน่ึง และได้ขนเงินทองจานวนเก้าแสนบาท
ด้วยเรือสาเภา เพื่อไปร่วมบรรจพุ ระบรมสารีริกธาตใุ นเจดียท์ ่ี จงั หวดั นครศรีธรรมราช
วารสาร เขา ปา่ นา เล 42
แต่เรือสาเภาได้ถูกคลื่นซัดจนชารุด จึงจอดซ่อมแซมที่ชายฝ่ังแห่งนี้ และไปร่วมพิธีไม่ทัน นายแรง
เสียใจมาก จึงได้ให้ไพร่พลขนเงินทองเก้าแสนบาทไปไว้บนเขาลูกน้ี และสั่งให้ลูกเรือตัดหัวของตนไปไว้บนยอดเขา
จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “เขาเก้าแสน”แต่ในปัจจุบัน ได้เพี้ยนเป็น “เขาเก้าเส้ง” แทน และเชื่อว่าทรัพย์สินเงินทอง
ท้ังเก้าแสนบาท ยังคงถูกฝังไว้ใต้หินขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันเรียกว่า “หัวนายแรง” น่ันเอง และว่ากันว่าดวงวิญญาณ
ของนายแรง ยังสิงสถิตเพ่ือเฝ้าทรัพย์สมบัติเอาไว้สาหรับการเดินทางไปเท่ียวเขาเก้าแสนน้ันไปไม่ยาก ต้ังอยู่
ต้นหาดแหลมสมิหลา มีทางเข้าไปหลายทาง เช่น ทางแยกสาโรง หรือที่เรียกว่าซอยหอพักคณุ หญิง หรือเข้าไปทางชุมชน
เก้าเส้ง ทางเดียวกันกับท่ีจะไปวัดเขาเก้าแสน ซึ่งสามารถขับรถข้ึนไปได้เลย และปัจจุบันมีการพัฒนา ทางเดิน
ชมบรรยากาศบนเขาได้อยา่ งสะดวกสบาย พรอ้ มเพลดิ เพลินกับบรรยากาศบนเขาเกา้ เสง้
วารสาร เขา ปา่ นา เล 43
เท่ทกุ ท่ีทบี่ ้านเรา
โดย...นางดนยวรรณ ขุนปราบ
ศกึ ษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
ความสุขในทุง่ นา
นาขา้ วบา้ นเรา
ภาพโดย : นางสพุ ษิ สะขะโร โรงเรียนวัดโคกโพธ์ิ
สถานที่ : ทุ่งนาบ้านถนิ หมู่ที่ 7 ตาบลคลองรี อาเภอสทิงพระ จงั หวัดสงขลา
วารสาร เขา ปา่ นา เล 44
เลาะเลียบ “เขา ปา่ นา เล”
“สงขลา” : รตั นในพระมหาพไิ ชยมงกุฎ
โดย...นายวุฒชิ ัย เพ็ชรสวุ รรณ
นักวิชาการท้องถิ่น
ภาคคี นรักเมอื งสงขลาสมาคม
1.พระมหาพชิ ยั มงกุฎ
ประกอบ โชประการ นักเรียนเก่ามหาวชริ าวุธสงขลา แต่ครั้งโรงเรียน
ยังต้ังอยู่ในวัดมัชฌิมาวาส เขียนเรื่องพระมหาพิชยั มงกฏกบั พระมหากษัตริย์
ไว้ในหนังสือ “วิวัฒนาการ ทางขนบประเพณีไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา-
รัตนโกสินทร์” สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์ จัดพิมพ์ เม่ือปี 2513 ความว่า
“เครื่องหมายแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์นั้น นอกจากพระ ราช
อานาจแล้ว ก็ได้แก่เคร่ืองราชูปโภคและเครื่องประกอบ พระราชอิสริยยศ
เป็นส่วนสาคัญ เคร่ืองราชูปโภคนั้น ต่อมาภายหลังเรียกกนั ว่า ราชกกุธภัณฑ์
คอื ฉัตร 1 มงกฎุ 1 พระแสงขรรค์ 1 พดั หรือแส้ 1 ฉลองพระบาท 1
วารสาร เขา ป่า นา เล 45
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ (ร.4) เบญจราชกกุธภัณฑ์
ได้แบ่งแยกออกไปอีกแบบหนึ่ง ด้วยถือว่า เม่ือมี “ฉัตร” คือเครื่องกั้นหรือ
ร่มแจ้ง ก็หาชอบที่จะมีธารพระกรไม่ เพราะคน ๆ เดียวจะถือทั้งร่มและ
ธารพระกร(ไม้ถือ)ด้วยก็ดูกระไรอยู่ และถือว่า “มงกุฎ” หรือพระมหามงกุฎ
พึงควรเป็นสิ่งสาคัญเสมอด้วยฉัตร หรือย่ิงกว่า เพราะในส่วนของฉัตรนั้นมี
“พระมหาเศวตฉัตร” อันสาแดงความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ส่วนหนึ่งแล้ว
เบญจราชกกุธภัณฑ์ในแบบใหม่นี้ ฉัตรจึงถูกตัดออกไป โดยมี “ธารพระกร”
เข้ามาแทนคือ มงกุฎ 1 พระแสงขรรค์ 1 ธารพระกร 1 พัดหรือแส้ 1
ฉลองพระบาท 1
พระมหามงกุฎในสมัยกรุงศรีอยุธยา ระยะแรกเป็น
มหามงกุฎทรงเตี้ย ประกอบด้วยกระบังหน้า และส่วนล่างรวมส่วนหลังของ
พระเศยี ร ยอดพระมหามงกุฎแหลมส้นั ต่อมาในระยะหลงั ยอดพระมหามงกุฎ
แหลม และยาวข้ึน สันนิษฐานว่า คงจะประกอบข้ึนด้วยทองภัก ประดับด้วย
เพชรนิลจินดา อย่างสมพระ อิสริยยศ ต่อมา ในสมัยรัตนโกสินทร์
ยอดพระมหามงกฎุ ยอดแหลมสูงข้ึนอีกเลก็ นอ้ ย
ประกอบข้นึ เป็นชน้ั สลกั เสลาประณีตงดงามขึน้
ตามกาลสมัยพระมหาพชิ ยั มงกุฎ ซึง่ สรา้ งข้ึน
ในรชั สมยั สมเดจ็ พระจอมเกล้า รัชกาลที่ 4 นนั้
มนี า้ หนักถึง 7.3 กโิ ลกรมั
วารสาร เขา ป่า นา เล 46
2. มณฑลนครศรีธรรมราช
กรุงรัตนโกสินทร์คร้ังแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี มีการเปล่ียนแปลงการปกครอง
แผ่นดินใน พ.ศ. 2435 โดยทรงจัดการรวมหัวเมืองชายแดนที่สาคัญ ๆ ตั้งข้ึน
เป็นเขตการปกครอง เรียกว่า “มณฑล” โดยทรงมุ่งท่ีจะป้องกัน
พระราชอาณาจกั รให้พน้ จากการคุกคามจากภายนอกราชอาณาจักรเปน็ สาคัญ
และเพ่ือเป็นการทดลองการจัดระเบียบการปกครองอย่างใหม่ ซง่ึ พระองค์ทรง
สนพระราชหฤทัย ที่จะจัดให้ดีข้ึนในประเทศต่อไป อีกทางหนึ่ง ในการน้ี
พระองค์ได้ทรงคัดเลือกบุคคลท่ีทรงคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถสูง เป็นที่
ไว้วางพระราชหฤทัย เพอ่ื โปรดให้ไปดารงตาแหน่งใหญ่สุดของมณฑลทาหน้าท่ี
บัญชาการต่างพระเนตรพระกรรณ กากับราชการแทนผู้ว่าราชการเมืองและ
กรมการเมืองที่เคยปฏิบัติอยู่ ท้ังน้ีโดยทรงกาชับให้ดาเนินไปโดยชอบ
ด้วยกฎหมาย ตง้ั อยูด่ ว้ ยความซอ่ื สัตย์สจุ ริตและยุติธรรม และรวดเร็ว พร้อมทั้ง
อานวยความสงบสุขและป้องกันทุกข์ภัยของประชาชนให้ได้รับความร่มเย็น
ทั่วหนา้ กนั
วารสาร เขา ป่า นา เล 47
ดังน้ัน จึงได้ทรงดาเนินการจัดต้ังมณฑลขึ้น ในเขตหัวเมืองภายใน
ราชอาณาจักร ในรูปของ “มณฑลเทศาภิบาล” โดยยึดหลักการจัดหัวเมือง
เป็นกลุ่ม เพ่ือความสะดวกในการควบคุมดูแลและติดต่อประสานงาน โดยมี
สม เ ด็จ พ ร ะเ จ้ า บร ม ว งศ์ เ ธ อก ร ม พร ะ ย า ด า ร ง ร า ชา นุ ภ า พ เ สน า บ ดี
กระทรวงมหาดไทย เปน็ ผดู้ าเนนิ การ
มณฑลนครศรีธรรมราช ได้รวมหัวเมืองสาคัญ 3 เมือง คือ
นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง นับเป็นมณฑลสาคัญที่สาคัญย่ิง ของ
หัวเมืองภาคใต้ โดยต้ังขึ้น ใน พ.ศ.2439 และส้ินสุดลงใน พ.ศ.2476
หลังเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข รวม ระยะเวลา
ในการปกครองแบบมณฑล ประมาณ 38 ปี
โดยในระยะแรกของการจัดต้ังมณฑล คือก่อน พ.ศ.2449
มีเมือง 10 เมือง คือ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง และ 7 หัวเมืองปักษ์ใต้
ตอนล่าง คือ ปัตตานี หนองจิก ยะหร่ิง รามันห์ สายบุรี ระแงะ และยะลา
ครั้น พ.ศ.2449 จึงได้แยกพ้ืนที่ 7 หัวเมืองออกไปจัดต้ังเป็น มณฑลปัตตานี ทาให้
มณฑลนครศรีธรรมราช มีหัวเมืองในสังกัดเพียง 3 เมือง คือ นครศรีธรรมราช
สงขลา และพัทลงุ ทั้งน้ีการบริหารราชการในมณฑลนครศรีธรรมราช รัฐบาลกลาง
จะส่งข้าหลวงพิเศษมาดาเนินการ ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลท่ีมีความรู้ความสามารถ
ได้มีการตั้งศาลยุติธรรมรูปแบบใหม่ จัดระเบียบการแบ่งท้องท่ีในมณฑลให้สะดวก
แก่การปกครอง นอกจากน้ันยังมีการจัดและแบ่งส่วนราชการข้ึนใหม่ เพ่ือแทนท่ี
สว่ นราชการทีย่ บุ รวมหรอื ยกเลกิ ไป
วารสาร เขา ปา่ นา เล 48
ข้าหลวงเทศาภิบาล หรือสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช
ซึง่ ไดร้ ับการแต่งต้ัง ให้ปกครองมณฑลฯ มี จานวน 5 คน คือ
1.พระยาสขุ มุ นัยวินติ (ปน้ั สุขุม) พ.ศ.2439 – พ.ศ.2449
2.พระยาชลบุรานรุ ักษ์ (เจรญิ จารจุ นิ ดา) พ.ศ.2449 - พ.ศ.2452
3.สมเด็จเจา้ ฟา้ กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์ พ.ศ.2453 – พ.ศ.2468
4.พระยาสุรินทราชา (นกยงู วิเศษกุล) พ.ศ.2468 – พ.ศ.2468
5.พระยาศรธี รรมราช (ทองคา กาญจนโชติ) พ.ศ.2469 – พ.ศ.2475
ทั้งนี้ ในช่วงที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ปกครองมณฑล
นครศรีธรรมราชนั้นพระองค์ยังทรงดารงตาแหน่ง “อุปราชมณฑลปักษ์ใต้”
อีกตาแหน่งหน่ึง และเป็นเพยี งพระองค์เดียวเทา่ น้ันท่ีดารงตาแหน่งนี้
อน่ึง ข้าหลวงเทศาภิบาล ซ่ึงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการ
ท้ังปวงในมณฑลน้ัน จะทาหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลกลางในอันที่จะปฏิบัติ
ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนตามนโยบายของรัฐบาล
นอกจากนี้ยังช่วยอานวยความสะดวก และความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร
ระหว่างมณฑลกับเมืองต่าง ๆ ท่ีอยู่ห่างไกล ทาให้การปฏิบัติ ราชการ
มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการควบคุมทั่วทั้งเมือง เพราะข้าหลวง
เทศาภิบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจตราการปฏิบัติราชการภายในมณฑล
ของตนได้ในเวลาอนั ส้ัน และทัว่ ถึง
วารสาร เขา ปา่ นา เล 49
ก า ร ส ร้ า ง ค ว า ม เ จ ริ ญ ใ น ด้ า น ต่ า ง ๆ ข อ ง ม ณ ฑ ล
นครศรีธรรมราช นั้น ได้มีการกาหนดเป็นแบบแผนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
สภาพเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม ในมณฑล
นครศรีธรรมราช เป็นอย่างใหญ่หลวงหลายประการ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
ในมณฑลนครศรีธรรมราช เวลานั้นมีสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจท่ีดี คึกคัก
ไปด้วยการค้าด้านเกษตรกรรม และสินอ่ืน ๆ ก็สามารถติดต่อค้าขายกัน
อย่างเสรี มีการนาเรือกลไฟมาใช้ในการขนส่งสินค้า บริเวณน่านน้า
เมืองสงขลามากข้ึน นอกจากนั้นในการเก็บภาษีอากร ได้มีการปรับปรุง
การเก็บภาษีอากรข้นึ ใหม่ ทาให้การจดั เก็บภาษีเป็นของหลวงมากขนึ้ ส่งผล
ให้เศรษฐกิจของมณฑลนครศรีธรรมราช ม่ันคงข้ึนตามลาดับ และมากกว่า
มณฑลใกลเ้ คยี งในเขตหวั เมอื งภาคใต้
วารสาร เขา ป่า นา เล 50
3. กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
สม เด็ จ พ ร ะเจ้ า บรม วง ศ์เธอกร ม ห ลวง ล พบุรี ร าเม ศว ร์
เจา้ ฟา้ ยคุ ลทิฆมั พร กรมหลวงลพบรุ รี าเมศวร์ ผทู้ รงพระปรีชาสามารถ มีพระคุณ
ต่อมณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลปักษ์ใต้เป็นอเนกประการ มีการพัฒนา
ท้ังทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ให้เจริญขึ้น
อย่างมาก ในฐานะที่พระองค์ทรงดารงตาแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล
นครศรีธรรมราช และอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ พระองค์ทรงเลือกเอาเมืองสงขลา
เป็นที่ต้ังท่ีว่าราชการโดยทรงสร้างพระตาหนักเขาน้อย สาหรับเป็นท่ีประทับ
อย่างถาวร ตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่พระองค์ดารงตาแหน่งทางการปกครอง
พระองค์ได้ทรงปกป้องพ้ืนแผ่นดินปักษ์ใต้ ให้พ้นจากวิกฤตการ คุกคาม
จากอังกฤษไปได้ และคงไม่เกินความเป็นจริง ที่จะกล่าวว่า พระองค์มีสว่ นสาคัญ
ย่ิงที่ทาให้แผ่นดินปักษ์ใต้ทั้งหมด ยังคงเป็นผืนแผ่นดินในราชอาณาจักรไทย
มาได้ตราบเท่าทุกวันน้ี ถึงแม้ว่าพระองค์ได้ส้ินพระชนม์ไปนานแล้วก็ตาม
แต่พระกรณียกิจอันเกริก พระเกียรติของพระองค์ ยังฝังลึกผนึกอยู่ใน
ความทรงจาของพสกนิกรมิรู้ลมื