The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี พ.ศ. 2566 มูลนิธิชีวิตพัฒนาในพระอุปถัมภ์ของพระองค์ท่าน ได้จัดทำโครงการอบรม ธรรมานามัย ในวาระพิเศษนี้ จำนวน 2 รุ่น คือ ธรรมานามัย รุ่นที่ 19 และรุ่นที่ 20 โดยได้จัดดำเนินการอบรม รุ่นที่ 19 ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2566 และจะดำเนินการอบรม รุ่นที่ 20 ในระหว่างวันอาทิตย์ที่ 4, 11, 18, 25 มิถุนายน 2566 วันอาทิตย์ที่ 2 และ 9 กรกฎาคม ๒๕๖๖ มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน ๒ รุ่น รวมจำนวนประมาณ 150 คน<br>โครงการอบรม “ธรรมานามัย” รุ่นที่ 20 จะดำเนินการโดยมูลนิธิชีวิตพัฒนาร่วมกันกับผู้ผ่านการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีจิตอาสาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ในการนี้ คณะทำงานฝ่ายวิชาการ ธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 ได้จัดทำคู่มือการอบรม ธรรมานามัย รุ่นที่ 20 เล่มนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรม และมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การอบรมบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนา สมดังเจตนารมณ์ของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่จะสร้างประโยชน์สุขให้แก่สังคมโดยรวม <br>คณะทำงานฝ่ายวิชาการ ธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 ขอขอบพระคุณ นายแพทย์ สุรศักดิ์ สัมปัตตะวนิช รองประธานโครงการธรรมานามัย และกรรมการมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่ได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุงคู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 เป็นอย่างดียิ่ง ขอขอบคุณ คุณปราณี ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่ได้ดำเนินการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มสวยงาม และขอขอบคุณประธานธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 และสมาชิกธรรมานามัยรุ่นที่ 19 ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้กำลังใจคณะผู้จัดทำคู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 ส่งผลให้คู่มือฯ เล่มนี้ เสร็จสมบูรณ์และนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่จะสร้างความสุขอย่างสมบูรณ์และสมดุล ให้แก่คนในสังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pinit.array, 2023-05-30 14:12:59

คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๒๐

เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี พ.ศ. 2566 มูลนิธิชีวิตพัฒนาในพระอุปถัมภ์ของพระองค์ท่าน ได้จัดทำโครงการอบรม ธรรมานามัย ในวาระพิเศษนี้ จำนวน 2 รุ่น คือ ธรรมานามัย รุ่นที่ 19 และรุ่นที่ 20 โดยได้จัดดำเนินการอบรม รุ่นที่ 19 ระหว่างวันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2566 และจะดำเนินการอบรม รุ่นที่ 20 ในระหว่างวันอาทิตย์ที่ 4, 11, 18, 25 มิถุนายน 2566 วันอาทิตย์ที่ 2 และ 9 กรกฎาคม ๒๕๖๖ มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน ๒ รุ่น รวมจำนวนประมาณ 150 คน<br>โครงการอบรม “ธรรมานามัย” รุ่นที่ 20 จะดำเนินการโดยมูลนิธิชีวิตพัฒนาร่วมกันกับผู้ผ่านการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีจิตอาสาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ในการนี้ คณะทำงานฝ่ายวิชาการ ธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 ได้จัดทำคู่มือการอบรม ธรรมานามัย รุ่นที่ 20 เล่มนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรม และมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การอบรมบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการพัฒนา สมดังเจตนารมณ์ของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่จะสร้างประโยชน์สุขให้แก่สังคมโดยรวม <br>คณะทำงานฝ่ายวิชาการ ธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 ขอขอบพระคุณ นายแพทย์ สุรศักดิ์ สัมปัตตะวนิช รองประธานโครงการธรรมานามัย และกรรมการมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่ได้ให้คำแนะนำในการปรับปรุงคู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 เป็นอย่างดียิ่ง ขอขอบคุณ คุณปราณี ประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่ได้ดำเนินการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มสวยงาม และขอขอบคุณประธานธรรมานามัย รุ่นที่ ๑9 และสมาชิกธรรมานามัยรุ่นที่ 19 ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้กำลังใจคณะผู้จัดทำคู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 ส่งผลให้คู่มือฯ เล่มนี้ เสร็จสมบูรณ์และนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ที่จะสร้างความสุขอย่างสมบูรณ์และสมดุล ให้แก่คนในสังคม

Keywords: อบรม

คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๐ - ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น หมายเลขโทรศัพท์ ๒๗.นาง นุช อริยะโสภณ นุช 087 349 9174 ๒๘.นางสาว แน่งน้อย จามรมาน น้อย 099 285 4541 ๒๙.นาง บุบผา ปัตตะโชติ แจ๊ส 089 212 4107 ๓๐.นาง ปภัชญา บุญโตสิตระกูล อัญ 093 995 9592 ๓๑.นาง ปรียาวรรณ บุนนาค อ๊อด 082 987 9796 ๓๒.นางสาว ปิยวรรณ แดงรัศมีโสภณ วรรณ 088 959 5942 ๓๓.นางสาว ปิยะนุช เงินคล้าย อี๊ด 081 918 7617 ๓๔.นางสาว พรทิพย์ ษมาวัตร โจ 089 121 7115 ๓๕.นาง พรทิพย์ จงประสิทธิผล - 081 658 8748 ๓๖.นางสาว พรทิพย์ โตตาบ หมู 087 066 7477 ๓๗.นาง พรรณี แสงทองสุข แขก 089 405 1441 ๓๘.นาง พาณิภัค วัฒโนดม หนุ่ย 064 289 2915 ๓๙.นาย พุฒิพรรักษ์ พุฒิพลธนากร อี๊ด 065 426 6539 ๔๐.นาง เพ็ญศรี ศิระสากร เล็ก 083 134 9219 ๔๑.นางสาว เพ็ญอร แน่นหนา ตุ่ม 081 650 2199 ๔๒.นาง ไพจิตร ชอบออมทรัพย์ จิต 082 594 4250 ๔๓.นาย ภวัต วิภาชินโชติ ย้ง 097 978 2615 ๔๔.นางสาว ภัคทิพกา วรวัตรภิญญา ใหม่ 092 738 6464 ๔๕.นาง ภัณฑิลา รัถยาพิมล พร 096 198 9424 ๔๖.นางสาว ภูริตา พัดพรม อิ๊ด 082 837 9558 ๔๗.นางสาว มาริสา พาณิชย์ปฐม ใหญ่ 089 177 9357 ๔๘.นางสาว มาลี สัมฤทธิ์ ลักษณ์ 092 584 6226 ๔๙.นางสาว เรไร ทีวะทัศน์ หนิง 085 211 1566 ๕๐.นาง ลัลธริมา ชูอ่องสกุล ลัล 089 226 2415 ๕๑.นาง วรณัน พึ่งค า นัน 085 546 2464 ๕๒.นาง วรรณเพ็ญ วิรุฬห์ธนวงศ์ เพ็ญ 085 998 9929 ๕๓.นาง วรรณา ปลูกสวัสดิ์ ณา 088 595 5004 ๕๔.นางสาว วราภรณ์ ภิญโญมิตร กุ้ง 081 685 8422 ๕๕.นาง วราภรณ์ สร้อยเงิน โจ้ 090 638 6414 ๕๖.นาง วัชรี ถนอมรัตน์ แดง 081 943 1073 ๕๗.นาง วันดี แซ่แต้ คิ้ม 081 448 1433


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๑ - ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น หมายเลขโทรศัพท์ ๕๘.นางสาว วันดี ละอองทิพรส วัน 084 641 6368 ๕๙.นาย วิทยา บวรสถิตชัย วิท 089 450 1999 ๖๐.นาง ศดิพร ปัญญาโชคชัย หริ 091 956 1595 ๖๑.นาง ศิราณี พุสิงห์ ศิ 081 458 1933 ๖๒.นาง ศิริกุล สาครรัตนกุล แดง 081 813 7450 ๖๓.ผศ.ดร. ศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ สิงคโปร์ 081 252 1515 ๖๔.นาง ศิริพร อุตตมะเวทิน ปุ๊ 089 824 5735 ๖๕.นาง สมควร พุทธเกษร ควร 092 626 3131 ๖๖.นาง สมจิตร วรรณธนศิลป์ จิต 088 605 4866 ๖๗.นางสาว สมศรี ชิงบูรณะกิจ ศรี 089 452 9094 ๖๘.ผศ.ดร. สมศักดิ์ ศิริสกุล สัก 089 456 6587 ๖๙.นาย สัมฤทธิ์ เมฆอรุณกมล - 081 889 9206 ๗๐.นาย สินชัย ด ารงศักดิ์สถาพร ต๊ะ 095 250 3929 ๗๑.นาง สุนิสา ฝีมือช่าง ส้ม 082 239 9151 ๗๒.นาง สุประภา วรฐิติอนันต์ มุ้ย 089 993 9867 ๗๓.นางสาว สุพีชา พาณิชย์ปฐม เปี๊ยก 089 177 9357 ๗๔.นางสาว สุวรรณา พูลชัยวิลัยศักดิ์ ณา 086 994 8838 ๗๕.นาง โสภาวดี ปานจันทร์ โส 065 663 5459 ๗๖.นพ. อนุพันธ์ ตันติวงศ์ หมู 081 634 9392 ๗๗.นางสาว อมรรัตน์ อัษฏมงคล รัตน์ 081 914 1206 ๗๘.นางสาว อรพิน ทองฤกษ์ฤทธิ์ เล็ก 089 170 8451 ๗๙.นางสาว อรุณี มหาธนะกิติวงศ์ หรั่ง 086 356 4652 ๘๐.นาง อลิสา รัตนโยธินานนท์ อ้อย 097 228 4018 ๘๑.นางสาว อัจฉรา ไอยรา อัจ 080 929 4245 ๘๒.พ.ต.อ. อาณัตชัย ทรงสอาด ยันต์ 081 854 7278 ๘๓.นางสาว อารีรัตน์ ประเมิน อ้อย 081 447 8511 ๘๔.นาง อุมาพร แพรประเสริฐ แดง 089 785 7824 ๘๕.นาง อุไรวรรณ มณีโชติ อุ 085 449 8800


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๒ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตาม กลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๑ ดอกกล้วยไม้17 คน วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : ธรรมานามัย 19 ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 15 พลเรือเอก เชษฐา ใจเปี่ยม ปาน 089 989 6340 18 นางสาว ณัฐธยาน์ ไทยศิริมงคล กร 098 929 5492 19 นางสาว ดวงสมร กรทองค า หมวย 092 443 2229 21 นาย ธนัท ดลอัมพรพิศุทธิ์ เอ๋ 086 341 3879 22 นางสาว ธนาพร ศศะยานันท์ ติ๋ม 081 655 8219 35 นาง พรทิพย์ จงประสิทธิผล - 081 658 8748 44 นางสาว ภัคทิพกา วรวัตรภิญญา ใหม่ 092 738 6464 46 นางสาว ภูริตา พัดพรม อิ๊ด 082 837 9558 49 นางสาว เรไร ทีวะทัศน์ หนิง 085 211 1566 50 นาง ลัลธริมา ชูอ่องสกุล ลัล 089 226 2415 53 นาง วรรณา ปลูกสวัสดิ์ ณา 088 595 5004 64 นาง ศิริพร อุตตมะเวทิน ปุ๊ 089 824 5735 70 นาย สินชัย ด ารงศักดิ์สถาพร ต๊ะ 095 250 3929 71 นาง สุนิสา ฝีมือช่าง ส้ม 082 239 9151 74 นางสาว สุวรรณา พูลชัยวิลัยศักดิ์ ณา 086 994 8838 79 นางสาว อรุณี มหาธนะกิติวงศ์ หรั่ง 086 356 4652 81 นางสาว อัจฉรา ไอยรา อัจ 080 929 4245


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๓ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๒ ดอกกุหลาบ 18 คน วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : ธรรมานามัย 19 ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 4 นางสาว ขนิษฐา ปราชญ์วิทยา นิด 081 846 6655 16 นาง ณัฏฐชา พิบูลกุลพัฒน์ ติ๋ว 062 919 5694 29 นาง บุบผา ปัตตะโชติ แจ๊ส 089 212 4107 32 นางสาว ปิยวรรณ แดงรัศมีโสภณ วรรณ 088 959 5942 34 นางสาว พรทิพย์ ษมาวัตร โจ 089 121 7115 39 นาย พุฒิพรรักษ์ พุฒิพลธนากร อี๊ด 065 426 6539 41 นางสาว เพ็ญอร แน่นหนา ตุ่ม 081 650 2199 42 นาง ไพจิตร ชอบออมทรัพย์ จิต 082 594 4250 45 นาง ภัณฑิลา รัถยาพิมล พร 096 198 9424 48 นางสาว มาลี สัมฤทธิ์ ลักษณ์ 092 584 6226 57 นาง วันดี แซ่แต้ คิ้ม 081 448 1433 63 ผศ.ดร. ศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ สิงคโปร์ 081 252 1515 67 นางสาว สมศรี ชิงบูรณะกิจ ศรี 089 452 9094 75 นาง โสภาวดี ปานจันทร์ โส 065 663 5459 77 นางสาว อมรรัตน์ อัษฏมงคล รัตน์ 081 914 1206 80 นาง อลิสา รัตนโยธินานนท์ อ้อย 097 228 4018 82 พ.ต.อ.อาณัตชัย ทรงสอาด ยันต์ 081 854 7278 83 นางสาว อารีรัตน์ ประเมิน อ้อย 081 447 8511


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๔ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๓ ดอกพุด 17 คน วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : ธรรมานามัย 19 ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 2 นางสาว กนกอร ค าภาเขียว จันทร์ 087 681 0465 5 นาง จามรี จันทร์อนันต์พร เจเจ 093 146 4924 12 นาย ชัยชาญ พึ่งค า - 089 129 2264 14 นางสาว ชุติมา เกิดเจริญ เจี๊ยบ 089 206 8405 17 นาง ณัฐชา รัตนศรี - 084 727 8763 20 นางสาว ดารินทร์ โรจนสุมล ดา 085 912 0211 28 นางสาว แน่งน้อย จามรมาน น้อย 099 285 4541 38 นาง พาณิภัค วัฒโนดม หนุ่ย 064 289 2915 43 นาย ภวัต วิภาชินโชติ ย้ง 097 978 2615 51 นาง วรณัน พึ่งค า นัน 085 546 2464 52 นาง วรรณเพ็ญ วิรุฬห์ธนวงศ์ เพ็ญ 085 998 9929 55 นาง วราภรณ์ สร้อยเงิน โจ้ 090 638 6424 58 นางสาว วันดี ละอองทิพรส วัน 084 641 6368 61 นาง ศิราณี พุสิงห์ ศิ 081 458 1933 62 นาง ศิริกุล สาครรัตนกุล แดง 081 813 7450 66 นาง สมจิตร วรรณธนศิลป์ จิต 088 605 4866 76 นพ. อนุพันธ์ ตันติวงศ์ หมู 081 634 9392


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๕ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๔ ดอกรัก 16 คน วิทยากรประจ ากลุ่ม (Facilitator) : ธรรมานามัย 19 ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 9 นางสาว ชลธร ภัทรเสรี โพ้ง 063 917 7834 10 นาง ชลาลัย สุขสถิตย์ โป่ง 081 753 8056 25 นาง นภาดา พรหมรัตน์ ส้ม 082 549 4636 27 นาง นุช อริยะโสภณ นุช 087 349 9174 31 นาง ปรียาวรรณ บุนนาค อ๊อด 082 987 9796 33 นางสาว ปิยะนุช เงินคล้าย อี๊ด 081 918 7617 47 นางสาว มาริสา พาณิชย์ปฐม ใหญ่ 089 177 9357 56 นางสาว วัชรี ถนอมรัตน์ แดง 081 943 1073 59 นาย วิทยา บวรสถิตชัย วิท 089 450 1999 60 นาง ศดิพร ปัญญาโชคชัย หริ 091 956 1595 65 นาง สมควร พุทธเกษร ควร 092 626 3131 69 นาย สัมฤทธิ์ เมฆอรุณกมล - 081 889 9206 72 นาง สุประภา วรฐิติอนันต์ มุ้ย 089 993 9867 73 นางสาว สุพีชา พาณิชย์ปฐม เปี๊ยก 089 177 9357 78 นางสาว อรพิน ทองฤกษ์ฤทธิ์ เล็ก 089 170 8451 84 นางอุมาพร แพรประเสริฐ แดง 089 785 7824


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๖ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๕ ดอกบานไม่รู้โรย 17 คน วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : ธรรมานามัย 19 ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 1 นางสาว กนกวรรณ ยมกกุล หนก 089 485 6821 3 นางสาว กัญญณัติ ลิขิตดุลยวัฒน์ เล็ก 086 320 1846 6 นางสาว จินตนา จงประสิทธิผล - 081 732 6868 7 นางสาว จุฑารัตน์ เสร็จศรี ติ๋ม 088 590 4926 8 นางสาว ฉัตรอรุณ ภู่ตั้งจิตเจริญ อี๊ด 062 146 5622 11 นางสาว ชวัลพัชร์ กาญจน์ลัทธ์ กุ๊กไก่ 099 249 6516 13 นาย ชัยณรงค์ รัตนโยธินานนท์ เจ 081 922 9961 23 นาง ธนิดา ฐิติลดากุล เต่า 083 751 9900 24 นางสาว ธัญญ์รัตน์นิ่มนวล นวล 081 805 5663 26 นาย นัฏฐ์ดนัย หรรษาชลีกรกุล ชู 081 498 3004 30 นาง ปภัชญา บุญโตสิตระกูล อัญ 093 995 9592 36 นางสาว พรทิพย์ โตตาบ หมู 087 066 7477 37 นาง พรรณี แสงทองสุข แขก 089 405 1441 40 นาง เพ็ญศรี ศิระสากร เล็ก 083 134 9219 54 นางสาว วราภรณ์ ภิญโญมิตร กุ้ง 081 685 8422 68 ผศ.ดร. สมศักดิ์ ศิริสุข สัก 089 456 6589 85 นาง อุไรวรรณ มณีโชติ อุ 085 449 8800


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๗ - ส่วนที่ ๓ เรื่องบทความทางวิชาการ กิจกรรม และประมวลภาพกิจกรรม • แก่อย่างสง่า - ศ.เกียรติคุณ เรือโท นพ.อวย เกตุสิงห์ • ธรรมานามัย - นพ.พล หิรัณยศิริ • กายดี ชีวีเป็นสุข - นพ.พล หิรัณยศิริ • อ่านสักนิด...ชีวิตเปลี่ยน - นพ.พล หิรัณยศิริ • การบริหารจิต - ผศ.นพ.มนตรีกิจมณี • ดูแลร่างกายและจัดการทรัพย์สินอย่างไรให้หายห่วง - ศ.แสวง บุญเฉลิม • สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) - Flimmy At-cha- Academic.edu • มะเร็งที่รัก - อ.สีนวล เดชพรหม • เชื้อไวรัสโอมิครอนกลายพันธุ์XBB.1.16 .. เราต้องรู้อะไรอีกไหม ? – ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์อมร ลีลารัศมี • สุขภาพช่องปากในผู้สูงวัย - ทพ.เจริญ สุริยจักรยุธนา • ดนตรีเพื่อสุขภาพ - อ.เสาวณีย์ สังฆโสภณ • จิตสาธารณะ จิตอาสา www.romyenchuerh.org • เครือข่ายจิตอาสา https://th.wikipedia.org • เปลี่ยนการจัดการขยะเป็นการจัดการทรัพยากรกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน - ดร.ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๘ - แก่อย่างสง่า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เรือโท นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ทุกคนควรสนใจเรื่องความแก่ เพราะทุกคนกำลังแก่... อย่า เข้าใจผิดว่าเราอายุยังน้อย ยังไม่แก่... แท้จริงความแก่เริ่มตั้งแต่เกิด... ทุกคนต้องแก่ ไม่มีใครหนีพ้น จะดิ้นรนเดือดร้อนอย่างไรก็ต้องแก่ ทางที่ดี คือ พยายามหาประโยชน์ให้ มากที่สุดจากการแก่ หรือทำให้การแก่มีโทษต่อตัวเองน้อยที่สุด คนแก่กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในสังคม การแพทย์ก้าวหน้า ทำให้คนอายุยืนมากขึ้นและรักษา สมรรถภาพไว้ได้นานมากขึ้น ในขณะเดียวกันเด็กกำลังมีจำนวนน้อยลงเพราะการวางแผนครอบครัว ดังนั้น สัดส่วนของคนแก่จึงเพิ่มขึ้น ในเยอรมันตะวันตกคนมีอายุเกิน ๖๕ ปี มีถึงร้อยละ ๑๕ ของพลเมือง ในฝรั่งเศสมีร้อยละ ๑๓.๔ ใน ประเทศไทยผู้ที่มีอายุเกิน ๖๐ ปี มีร้อยละ ๕.๑๒ (สถิติตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๑) นอกจากในแง่ของจำนวน คนแก่มีความได้เปรียบในสังคม เพราะมีประสบการณ์ มีสายสัมพันธ์ ทางการงานและธุรกิจ และบางทีมีเงินสะสมไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้คนหนุ่มสาวส่วนมากยังไม่มี ถ้ามีการปฏิบัติที่ถูกต้อง คนแก่ก็อาจจะมีอายุยืนมากขึ้น มีสมรรถภาพเสื่อมช้าลง มีเวลาทำประโยชน์ ให้สังคมยาวนานขึ้น แต่ก่อนนี้เคยเข้าใจว่าคนเริ่มแก่เมื่ออายุย่างเข้าสี่สิบปี แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้วว่าร่างกายเริ่มแก่ทีละส่วนๆ ไม่ได้แก่พร้อมกันทั้งตัว ส่วนที่แก่ก่อนอื่นๆ คือ จักษุประสาท ซึ่งเริ่มแก่ตั้งแต่หลังคลอด พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนเริ่มแก่ตั้งแต่ปฏิสนธิ คือ การผสมระหว่างไข่ของแม่กับตัวเชื้อของพ่อ การ เจริญเติบโตคือการแก่ขึ้นนั่นเอง ความหนุ่มสาวก็คือ ความแก่น้อย เมื่อเกิดแล้วก็มีแต่จะตาย ระหว่างความเกิดกับความตาย ก็คือ ความแก่ คนกลัวแก่ก็เพราะความไม่รู้จริงว่าตัวนั้นแก่มาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่ว่าจะมีอายุสักเท่าใดก็ตาม ต่างกันแค่ แก่มากแก่น้อยเท่านั้น ส่วนที่แก่ต่อจากสายตา คือ ความยืดหยุ่นของข้อกระดูกซึ่งเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ ๑ ขวบ ความเปลี่ยนแปลงชัดเจนขั้นต่อไป คือ อายุ ๒๕ ปี กำลังกล้ามเนื้อลด พร้อมทั้งการประสานกับกล้ามเนื้อ และความว่องไว อายุ ๓๐ – ๔๕ ปี สมรรถภาพในการจับออกซิเจนต่ำลง ความอดทนเริ่มน้อยลง แต่การออกกำลังกายระยะสั้นยังดีอยู่ อายุ ๔๕ – ๕๐ปี สมรรถภาพสูงสุดของหัวใจเริ่มลดลง หลอดเลือดยืดหยุ่นน้อยลง อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ หน้าที่ตับ ไต และต่อมไร้ท่อลดลง สาเหตุพื้นฐาน คือ ผนังเซลล์มีการซึมผ่านได้ (เพอร์มีเอบิลิตีย์) ลดลง เกิดขึ้นทั่วไปที่เม็ดเลือดแดง หลอดเลือดฝอย ทิชชู อีกอย่างหนึ่งคือ แคลเซียมจับและพอกพูนขึ้น หลอดเลือดฝอยอักเสบ อาจมีผนังแข็ง ทำ ให้เลือดไหลช้า ความเร็วอาจเหลือเพียงครึ่งเดียว ออกซิเจนไปถึงทิชชูต่างๆ ลดลง ทำให้เมตะบอลิสม์ลดลง


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๕๙ - ปอดมีประสิทธิภาพลดลง เนื้อที่ถุงลมที่ทำงานได้เหลือน้อยลง เลือดจับออกซิเจนน้อยลง “ความจุ ปอด” ลดลง เนื่องจากทรวงอกยืดหยุ่นน้อยลง ปริมาตรตกค้างในปอดมากขึ้น จำนวนถุงลมลดลงจาก ๑๑๐ ล้านตอนอายุ ๔๐ ปี เหลือ ๖๐ ล้าน ตอนอายุ ๗๐ ปี จำนวนหลอดเลือดฝอยในปอดก็ลดลงด้วย อากาศผ่านเข้า ออกหลอดลมน้อยเข้า ชวนให้เสมหะคั่งขังมากขึ้น หลอดเลือดเสียความยึดหยุ่น คลื่นชีพจร (พัลส์เวฟว์) เร็วขึ้น การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างเลือดกับทิชชู น้อยลง หัวใจต้องทำงานมากขึ้น ขณะเดียวกันเยื่อภายในห้องหัวใจหนาขึ้น ลิ้นหัวใจชวนจะรั่ว อัตราสูงสุดของ หัวใจน้อยลง จาก ๒๐๐/นาที ตอนอายุ ๒๐ ปี เหลือ ๑๒๐/นาที ตอนอายุ ๗๐ ปี กล้ามเนื้อเสียโพแทสเซียม เส้น ใยมีขนาดเล็กลง กำลังความเร็วในการหดตัวลดลง การประสานงานเลวลง ความอดทนเสียไป แต่โดยเทียบส่วน ยังน้อยกว่าอย่างอื่น ความยืดหยุ่นลดทำให้กล้ามเนื้อแข็งตึง ชวนให้เกิดอุบัติเหตุในการเคลื่อนไหว กระดูกเสียแคลเซียมไป เกิดกระดูกพรุน กระดูกสันหลังบางลง หมอนรองกระดูกสันหลังยืดหยุ่น น้อยลง ความสูงของร่างกายลดลงในอายุ ๗๐ ปี อาจเตี้ยกว่าเดิม ๓-๔ ซม. ความกว้างของไหล่และความใหญ่ของทรวงอกน้อยลง รูปสันหลังเปลี่ยน ทำให้หลังโกง กะโหลกศีรษะไม่เปลี่ยนแปลง แต่สมองมีน้ำหนักน้อยลง น้ำหนักเฉลี่ยตอนอายุ – ปี ๑,๔๐๐ กรัม ตอนอายุ ๘๔ ปี ๑,๑๘๐ กรัม ที่ข้อกระดูก ถุงหุ้มมีความยืดหยุ่นน้อยลง และกระดูกอ่อนแข็งขึ้น ทำให้เกิดข้อพิการ ไขมันใต้ผิวหนังลดน้อยลง ในผู้หญิงตั้งแต่ ๔๕ ปี ผู้ชายตั้งแต่ ๕๕ ปี ความยืดหยุ่นของผิวหนังน้อยลง การย่อยและการดูดซึมอาหารเสื่อมสมรรถภาพ ชวนให้เกิดการขาดอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามิน ต่าง ๆ ตับ ไต ต่อมไร้ท่อ เริ่มเสื่อมสมรรถภาพตั้งแต่อายุ ๔๐ กว่า ที่เห็นชัดเจน คือ ต่อมหมวกไต และต่อม เพศในสตรี ต่อมเพศของชายก็เสื่อมและแสดงผลในด้านสมรรถภาพทางกาย เช่น กำลังหรือความเร็ว และความ อดทน แต่ความอดทนเสื่อมช้ากว่ากำลังและความเร็ว ตั้งแต่อายุ ๕๐ ปี การไหลเวียนเลือดในสมองเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงในผนังหลอดเลือด ปลายทาง ข้อนี้อธิบายการซึมเศร้า ว้าวุ่น และมองโลกในแง่ไม่ดีของคนแก่ ซึ่งมักจะรู้สึกว่า คนดูถูกและขาด ความอบอุ่น บังเกิดความว้าเหว่ บางคนหมดกำลังใจ เบื่อชีวิต และฆ่าตัวตาย เกี่ยวกับสุขภาพ กล่าวสั้นๆ ได้ว่า “ป่วยหลาย หายช้า มาหลายโรค” ในการรักษาต้องมุ่งโรคที่สำคัญ ที่สุด ข้อที่จะละเลยไม่ได้ในการบริบาล คือ วิตามิน ฮอร์โมน การส่งเสริมการไหลเวียน และบำรุงกำลัง โรคและความพิการที่พบบ่อยในคนแก่ ได้แก่ ความพิการของหมอนกระดูกสันหลังออสตีโออาร์ไธรติส คอนแทรคเซอร์ มัยอาลเจีย โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หลอดลมพอง เบาหวาน ไตอักเสบ ไตพิการ เนื้องอก อิน ฟาร์คต์ หัวใจ หลอดเลือดแดงแตกในสมอง ธร็อมโบลิส ความดันเลือดสูง เบาจืด เก๊าท์ ฮัยเปอร์ไลปิเมีย กระดูก พรุน รูห์มาติคอาร์ไธรติส หลอดเลือดแข็ง โรคจิต โรคและความพิการเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของทิชชูโดยตรง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการอยู่ เฉยๆ คือการขาดการเคลื่อนไหว ตำราแบ่งความแก่ออกเป็น ๔ อย่าง ๑) แก่โดยอายุ คือ แก่เพราะเกิดมานาน ๒) แก่โดยสังขาร คือ แก่ตามสภาพของร่างกาย ๓) แก่โดยจิตใจ คือ แก่ไปตามความนึกคิด ๔) แก่โดยสังคม คือ แก่เพราะเหตุแวดล้อม เช่น ตำแหน่งหน้าที่การงาน ทั้ง ๔ ประการนี้ แก่โดยสังขาร เป็นการแก่ที่เด็ดขาดที่สุด และแก้ไขได้ยาก


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๐ - เหตุปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการแก่ คือ การเปลี่ยนในการไหลเวียนซึ่งทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจน น้อยไป จึงเกิดความเสื่อมขึ้น ปัจจัยอื่นก็มี แต่การไหลเวียนเป็นข้อสำคัญ และอาจแก้ไขหรือ “ชะลอ” ได้ วิธีที่ ให้ผลคือ การบริหารกาย ซึ่งต่อต้าน “การขาดการเคลื่อนไหว” เร่งให้หัวใจทำงานมากขึ้น แก่การอ่อนกำลัง และ แก้หลอดเลือดตึงหรือโน้มเอียงที่จะแข็ง ทำให้หลอดเลือดฝอยเปิดทำการมากขึ้น เลือดไหลดีขึ้น โดยทั่วไปการ เปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความเสื่อมช้าลง หรือถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ดำเนินไปช้าลง คือ การชะลอชรา อนึ่งการออกกำลัง กายที่หนักพอสมควรยังกระตุ้นต่อมไร้ท่อบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อมหมวกไต ให้ทำงานมากขึ้น ได้ผล คล้ายกับการฉีดฮอร์โมน ไปเพิ่มพูนทางการไหลเวียนอีกทางหนึ่ง กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับร่างกายมีอยู่ว่า “ใช้ไว้ไม่เสื่อม” และการปล่อยนิ่งนานพาลเสื่อมถอย ใช้น้อย ค่อยๆ เจริญ หักโหมเกิน ย่อมพังภิณท์” ความเสื่อมหลายอย่างในคนแก่ เกิดเพราะไม่ใช้ หรือใช้น้อยเกินไป ข้อเสียเหล่านี้ป้องกันได้ด้วยการบริหาร การบริหารในคนแก่มีข้อต้องระวัง คือ ๑. ความหนักเบาต้องพอเหมาะกับสภาพ ๒. ต้องไม่มีการเบ่งหรือออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว ๓. ต้องไม่เรียกร้องในความเร็ว ๔. ควรเป็นประเภทค่อยทำค่อยไป ใช้เวลามาก ความอดทนมาก อาหารเป็นปัจจัยสำคัญ อาหารที่เหมาะ คือ ๑. ย่อยง่าย ๒. มีโปรตีนมากปานกลาง ไขมันน้อย ๓. วิตามินมาก ๔. ปริมาณต้องจำกัด มิฉะนั้นจะอ้วน มีผลแทรกซ้อนยุ่ง ๆ หลายประการ การพักผ่อนและนันทนาการ เช่น การเที่ยวเตร่และคบหาเพื่อนฝูงที่ถูกใจก็มี ส่วนมากคนไทยจำนวนไม่ น้อยเมื่อแก่แล้วก็เข้าวัด ข้อนี้เป็นการกระทำที่ถูก เพราะธรรมะจะช่วยลดความทุกข์ทางใจ ได้ดีที่สุด “เมตตา กรุณา อุเบกขา” ทำให้คนแก่เป็นที่รักนับถือของผู้อ่อนวัย และช่วยให้จิตใจของคนแก่โปร่งสบาย ความเข้าใจ เรื่อง ไตรลักษณ์ “อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา” บดบังความเศร้าเสียใจในความเสื่อมต่างๆ ที่เกิดกับตัวความเชื่อมั่นใน หลักธรรม “ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และ “กรรมจำแนกสัตว์ ทั้งหลายให้เป็นไป” ช่วยลดความกลัวตาย จิต ภาวนาหรือกัมมัฎฐาน “สมาธิ วิปัสสนา” ช่วยให้เข้าใจแท้จริง และเชื่อมั่นในพระธรรม ไม่ยึดความเป็นไปใน สังคมทั้งแง่ดีและแง่ร้าย ลดความโลภ โกรธ หลง ทำให้ตัวเองเป็นอิสระ และมีความสบายใจ กายกับใจเป็นของคู่กัน พระท่านสอนว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ตัวจะเป็นอย่างไรก็ล้วนแต่ใจ ถ้า ใจทุกข์ กายทุกข์ตาม หน้าตาก็เศร้าหมอง ถ้าใจสบาย กายก็สุข หน้าตาแจ่มใส ถ้าใจไม่แก่ กายก็ไม่แก่ ถ้าใจ ท้อแท้กายก็หมดกำลังสู้ การเอาธรรมะเข้าช่วยกล่อมเกลาจิตใจ จึงได้ผลไปถึงกายด้วย ความแก่จะเกิดเร็วเกิดช้า แก่มากแก่น้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัย ๔ ข้อ ๑. พันธุกรรม คนในบางครอบครัวแก่เร็ว บางครอบครัวแก่ช้า ๒. ภาวะแวดล้อม เช่น ลมฟ้าอากาศ ครอบครัว ผู้ร่วมงาน ธุรกิจ ๓. โภชนาการ อาหารที่ทำให้อ้วน ทำให้แก่เร็ว ๔. อาชีพ อาชีพที่หนักใจมีกังวลมาก ทำให้แก่เร็ว อาชีพเบาๆ สบายๆ ชวนให้แก่ช้า การออกกำลัง กาย น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ดี ต้องปานกลางและพอเหมาะ


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๑ - การชะลอชรา อาศัย ๕ ปัจจัย คือ 1. ทำใจให้สบายโดยอาศัยธรรมะ 2. ให้ยาช่วย โดยเฉพาะวิตามิน ฮอร์โมน 3. กำหนดโภชนาการ อาหารดีมีคุณค่า ปริมาณพอดี 4. การงดเว้นหรือลดลง ได้แก่ การเสพต่าง ๆ สุรา นารี บุหรี่ และการหักโหมในการงานหรือการเล่น ๕. การบำรุงรักษาร่างกาย ได้แก่ การออกกำลังกายพอเหมาะร่วมกับการพักผ่อนพอเพียง การออกกำลังกาย คนแก่ก็ทำได้ดีและได้ผลดีคล้ายๆ กับคนหนุ่มสาว แตกต่างกันที่ปริมาณ คือ ผลได้ น้อยกว่าและเกิดช้ากว่า ผลที่คาดหมายได้ คือ ๑. ชะลอชรา ลักษณะการของความแก่จะปรากฏช้ากว่าปกติ ๒. สมรรถภาพการงานเพิ่มขึ้น ๓. รักษาอาการโรคบางอย่าง เช่น ท้องผูกเรื้อรัง เมื่อยเคล็ดขัดยอก ๔. ป้องกันโรคบางอย่าง เช่น ข้อพิการ ความดันเลือดสูง ๕. ต่ออายุ ทำให้มีเวลาทำคุณประโยชน์มากขึ้น และ ๖. ส่งเสริมสุขภาพจิต เพิ่มกำลังใจ แก้ใจหดหู่ กีฬาคนแก่ต้องไม่ให้หนักแรงมาก ไม่เร่งเร้ามาก ไม่ทำให้เหน็ดเหนื่อยมาก ไม่ควรทำการแข่งขัน ต้อง งดถ้าเป็นไข้ หรือมีอาการเหนื่อยหรือเพลียผิดปกติ มีอาการอักเสบ หรือปวดเจ็บที่ใดที่หนึ่ง การเดินปลอดภัยที่สุด ควรเดินตั้งแต่ช้า ๆ ใกล้ๆ ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วและระยะตามความแข็งแรงที่ เพิ่มขึ้น อย่างเต็มที่เดินเร็วครึ่งชั่วโมงก็พอ กีฬาอาจเล่นได้ มีจักรยาน (ช้า ๆ) โบว์ลิ่ง (ไม่พนัน) กลางแจ้ง แบดมินตัน (ไม่แข่งขัน) วอลเล่ย์บอล ฯลฯ การออกกำลังวิธี “ก้าวม้า” (ก้าวขึ้นม้าเตี้ย ๆ แล้วก้าวลง) มีประโยชน์มาก ถ้าหากข้อเข่าเป็นปกติหรือ เสื่อมไม่มาก การบริหารหรือดัดตน อาจใช้วิธีต่อไปนี้ วันละหลาย ๆ ท่าหรือทั้งหมด วันละครั้ง เช้าหรือเย็น ถ้าทำ กลางคืน บางคนอาจนอนไม่หลับ


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๒ - ท่ากายบริหาร ๑. นอนราบ ยกขาตั้งตรง แล้วกลับที่เดิม ทำ ๓ - ๑๒ ครั้ง ๒. นอนราบ ยกขาตั้งตรง งอเข่าให้ขาท่อนล่างพับลงไป แล้วกลับเหยียดใหม่ ทำ ๓ - ๑๒ ครั้ง ๓. นอนราบ ยกขา งอเข่า ทำท่าเหมือนถีบจักรยานสลับขา ทำ ๒๐ - ๑๐๐ รอบ ๔. นอนราบ แขนเหยียดเหนือศีรษะ เหวี่ยงแขนไปทางปลายเท้าพร้อมกับเกร็งตัว ลุกขึ้นนั่ง กลับนอน ใหม่ ทำ ๓ - ๑๒ ครั้ง ๕. นั่งตรง ก้มศีรษะจนคางใกล้หน้าอกเต็มที แล้วกลับหงายศีรษะไปข้างหลังเต็มที่ ทำช้า ๆ ๖ – ๑๒ ครั้ง ๖. นั่งตรง ศีรษะตั้งตรง หันไปทางซ้ายจนเต็มที่ แล้วหันกลับไปทางขวาจนเต็มที่ หันกลับไปให้หน้าตรง ทำช้า ๆ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๗. นั่งตรง วางแขนขนานกัน ยื่นตรงไปข้างหน้า กำมือเต็มที่ แล้วเหยียดนิ้วออกเต็มที่ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๘. นั่งตรง กางแขนยื่นตรงออกไปข้าง ๆ แกว่งแขนให้มือแกว่งเป็นวงกลมโตประมาณ ๕๐ ซม. แกว่ง ไปข้างหน้า ๖ รอบ ทำเพิ่มจนถึงข้างละ ๕๐ รอบ ๙. นั่งตรง กำมือ งอแขนให้กำปั้นอยู่ตรงหน้าอก ทำท่า “ชกลม” ออกไปข้างหน้า ตรง ๆ แล้วดึง กำปั้นกลับที่เดิม ทำ ๑๒ - ๒๐ ครั้ง ๑๐. นั่งตรง กำมือ งอแขน เหมือนท่า ๑๐ พุ่งกำหมัดตรง ๆ ขึ้นไปเหนือศีรษะ (“ชกฟ้า”) แล้วดึง แขนกลับมาที่เดิม ๑๑. นั่งตรง กางแขนออกไปข้าง ๆ เสมอไหล่ ฝ่ามือหงาย ยกแขนให้ฝ่ามือพบกันเหนือศีรษะ แขน ตรงแล้วกลับที่เดิม ทำ ๑๒-๒๐ ครั้ง


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๓ - ๑๒. นั่งตรง เหยียดขาตรงไปข้างหน้า งอเข่าชักเท้าเข้ามาจนส้นเท้าถึงก้น หรือใกล้ที่สุดเหยียด กลับไปใหม่ ทำซ้ำ ๑๒-๒๐ ครั้ง ๑๓. นั่งตรง มือท้าวสะเอว หันลำตัวส่วนบนไปทางซ้ายจนเต็มที่ แล้วหันกลับเลยไปทางขวาจน เต็มที่ หันกลับท่าตั้งต้น ทำซ้ำ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๑๔. นั่งตรง มือท้าวสะเอว เอียงลำตัวส่วนบนลงไปทางซ้ายจนเต็มที่ แล้วกลับเอียงไปทางขวา กลับที่เดิม ทำซ้ำ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๑๕. นั่งตรง ขาเหยียดตรงไปข้างหน้า มือท้าวสะเอว งอเอวให้ตัวก้มไปข้างหน้าจนเต็มที่ กลับตั้งตรง แล้วเลยแหงนตัวไปข้างหลังมากเท่าที่จะทำได้ (ระวังล้ม) กลับที่ที่ตั้งต้น ทำซ้ำ ๖ – ๑๒ ครั้ง ๑๖. ยืนตรง (เกาะฝาหรือยึดเก้าอี้ไว้ถ้ากลัวล้ม) เขย่งเท้าให้ตัวขึ้นสูงเต็มที่ กลับลงยืนแล้วงอข้อเท้าให้ ปลายเท้าชี้ขึ้นข้างบนให้มากที่สุด กลับที่ตั้งต้น ทำซ้ำ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๑๗. ยืนตรง มือท้าวสะเอว เท้าห่างกันเล็กน้อย ย่อเข่าช้า ๆ ให้ก้นลดต่ำลงจนท่อนบนขาขนานกับพื้น (ไม่มากกว่า) แล้วกลับ เหยียดเท้าให้ตรง ทำซ้ำ ๖-๑๒ ครั้ง (ถ้าข้อเข่าพิการ หรืออักเสบต้องงด) ๑๘. ยืนตรง งอข้อศอก เอากำมือไว้ข้างหน้าทรวงอก หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ จนเต็มที่กลับหายใจ ออกช้า ๆ พร้อมกับแขม่วท้องไล่อากาศออกมาด้วย จนเต็มที่ หยุดพักนิดหนึ่ง แล้วทำใหม่ ทำซ้ำ ๓ - ๖ ครั้ง (ท่า ที่ช่วยให้หายเหนื่อยเร็ว แต่ต้องทำช้า ๆ และไม่มากครั้งเกินไป) คนแก่มีหลายอย่าง คน “แก่อย่างสลด” ป่วยออดแอด ทำอะไรไม่ไหว ช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นภาระแก่ ครอบครัว และสังคม เป็นที่รังเกียจและรำคาญ คน “แก่อย่างสง่า” อายุมากแล้ว สุขภาพยังดี มีสมรรถภาพ ทำงานได้ ช่วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งใคร มี เมตตาสมเป็นผู้ใหญ่ ไม่ระราน ไม่งอแง ไม่หงุดหงิด คิดช่วยผู้อื่น ทำประโยชน์ให้แก่สังคม ตังเองก็ใจคอสบาย ไม่ เดือดร้อนที่แก่ ไม่วิตกว่าไม่ช้าจะตาย ใครอยากจะเป็นอย่างไหน เลือกเองได้ ทำเองได้ เพราะทุกอย่างอยู่ที่กรรม คือการกระทำ การฝึกหัวใจ การฝึกหัวใจ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพ ใช้ประกอบกายบริหารที่แสดงไว้ในสองหน้าข้างต้น อาจใช้วิธีเดิน เร็ว (เดินด่วน) วิ่งเหยาะ กระโดดเชือก ฯลฯ นอกจากนั้นขอแนะนำสองวิธีต่อไปนี้ ซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องการที่มาก และเสียเวลาน้อย ๑. ก้าวม้า ใช้ม้าแข็งแรงและไม่ล้มง่าย สูง ๒๕ - ๓๐ ซม กว้างยาวพอควร ยืนใกล้ม้า (เตรียม) ก้าว เท้าซ้ายวางบนม้า (รูปที่ ๑ ) ออกแรงยกตัวขึ้น เอาเท้าขวาวางบนม้าด้วย (รูปที่ ๒) ยืนอยู่บนม้า ย้ายเท้าซ้าย กลับลงบนพื้น (รูปที่ ๓) แล้วเอาเท้าขวาตามมา (รูปที่ ๔ บ ๑ รอบ) หัดก้าวจนคล่อง เท่าที่ามารถทำได้ หัดตั้งแต่ ๕ รอบ ไปจนได้ครั้งหนึ่ง ๘๐ รอบขึ้นไป (สูงสุด ๒๐๐ รอบ ) เมื่อทำไปได้ครึ่งควรเปลี่ยนเป็นเอาเท้าขวาขึ้นก่อน บ้าง


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๔ - ๒. ก้าวตา ตีตาราง ๙๐x๙๐ หรือ ๑๒๐x๑๒๐ (สำหรับคนสูงหรือคนเตี้ย) บนพื้นแบ่งเป็น ๙ ตา เท่าๆ กัน ยืนในตาที่มุมซ้ายใกล้ตัว (ดูรูปที่ ๑) ก้าวเท้าขวาไปลงมุมขวาทางข้างตัว (รูปที่ ๒) แล้วชักเท้าซ้าย ตามมา (รูปที่ ๓) ก้าวเท้าขวาไปลงมุมข้างหน้า (รูปที่ ๔) ชักเท้าซ้ายตามไป (รูปที่ ๕) ก้าวเท้าซ้ายลงไปมุมซ้าย (รูปที่ ๖) ก้าวเท้าขวาตามไป (รูปที่ ๗) ก้าวเท้าซ้ายไปลงมุมข้างหลัง (มุมเริ่มต้น) แล้วชักเท้าขวาตามไป กลับไป เหมือนตอนเริ่มต้น ทำเวียนไปเช่นนี้ให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ นาน ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ นาที แล้วเปลี่ยนเป็นยืนที่มุม ขวาและเริ่มก้าวด้วยเท้าซ้ายก่อน ใช้เวลาเท่ากัน


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๕ - ธรรมานามัย นายแพทย์ สุรศักดิ์ สัมปัตตะวนิช กรรมการมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ และรองประธานโครงการธรรมานามัย ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2566 เป็นความประสงค์ที่ต้องการให้ธรรมานามัยชนที่ได้รับการฝึกอบรมในหลักสูตรของ “ธรรมานามัย” โดยมูลนิธิชีวิตพัฒนาในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เป็น ผู้จัดสำหรับผู้สูงวัย และผู้เตรียมตนให้พร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ขณะเดียวกันผู้ที่ผ่านการอบรมนี้แล้วตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ตนเองให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเป็นระบบ ด้วยการประพฤติตนให้เป็นนิสัย ตามแบบของธรรมานามัยชนได้อย่างครบถ้วนมีความยั่งยืนนานตลอดชีวิตได้นั้น จะต้องมีความสมัครใจศรัทธาใน ทฤษฎีของธรรมานามัยอย่างถ่องแท้ เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและรูปแบบอัตลักษณ์ของตนเองให้ ครบถ้วนสมบูรณ์นั้นจะต้องมีความศรัทธาในโครงการ “ธรรมานามัย” ที่มูลนิธิฯ นี้ได้รังสรรค์พัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นรูปแบบที่สามัญชนโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ไม่มีตัวแปรที่กระทบระบบภายนอกและหน้าที่การงาน ซึ่งในวัยอายุเกิน 60 ปีแล้วนั้น หลายท่านสามารถหลีกเลี่ยงหรือโอนมอบภารกิจงานหรือความรับผิดชอบที่ รบกวนทาง กาย ทางจิตใจ และทางการเงินหรือภาระในหน้าที่ที่ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์หรือเลี้ยงดูบุคคลอื่น ๆ หรือ สัตว์เลี้ยง ตลอดจนทรัพย์สินที่ท่านดูและครอบครองอยู่ได้แล้ว ท่านจะต้องปลดเปลื้องพันธนาการภายนอก ขณะเดียวกันก็ต้องมีความมุ่งมั่นมีการเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยการปรับปรุง และแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เคยมีอยู่ใน ปัจจุบันและอดีต โดยเฉพาะบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเพราะผิดศีลและผิดพุทธธรรมก็ต้องทบทวน และประมวลมา วิเคราะห์สังเคราะห์เป็นรูปแบบและวิถีชีวิตใหม่เพื่อที่จะได้มีชีวิตใหม่ที่มีคุณภาพตามแบบใหม่คือ “ธรรมานามัย ของชีวิตผู้เจริญตามวิถีของธรรมานามัยชน และเป็นกัลยาณมิตรแก่ผู้ร่วมสังคมและหมู่คณะเดียวกันให้ได้ ตลอดจนมีนิสัยที่มีชีวิตงามอย่างยั่งยืนตลอดชีวิต” จึงจะนับว่าเป็นบุคคลที่สามารถ รัก-เคารพตัวเองได้ ภาคภูมิใจได้แล้วยังเป็นผู้ที่คนอื่นและสังคมยอมรับการเป็นคนดีของสังคมมีคุณประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและ บ้านเมืองประเทศชาติได้อย่างน่าสรรเสริญ เพราะว่าท่านรู้รัก (รักตัวท่านเอง) รักผู้อื่น พร้อมด้วยสามัคคี เมตตา และเอื้ออาทร มีมุทิตาจิต อุเบกขา และสรรพสัตว์เพื่อนมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตได้ตลอดชีวิต “ธรรมานามัย” ตามต้นฉบับบเดิมนั้นที่มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ได้ถือเอามาเป็นแบบอย่างและต่อมา มูลนิธิฯ ได้พัฒนาขึ้นให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับชีวิตคนไทย ประเพณี วัฒนธรรม และตามฐานะสังคมใน ปัจจุบัน ข้าพเจ้าในฐานะผู้เขียนและรวบรวมเรียบเรียงความเป็นมาของปรมาจารย์ที่รังสรรค์ทฤษฎีธรรมานามัย ตลอดจนได้พัฒนาขึ้นเป็นโครงการธรรมานามัย แล้วประยุกต์ให้เป็นประโยชน์แก่คนไทยในทุกวัยไม่เฉพาะแต่ผู้ สูงวัยเท่านั้น จึงขอบูชาพระคุณแด่ ปรมาจารย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ ซึ่งได้เคยเป็น อาจารย์สอนผู้เขียนและองค์ประธานมูลนิธิฯ นี้ในอดีต ท่านเป็นครูแพทย์ที่ลูกศิษย์ทุกคนเคารพรักและยกย่องใน ฐานะผู้ได้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างครูที่ซื่อตรงในวิชาชีพ และพัฒนาวิชาการและสิ่งประดิษฐ์เพื่อการศึกษา ทดลองเป็นอุปกรณ์การสอนสำหรับศิษย์แล้ว ยังพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยต่อความเจริญของโลก อีกทั้งได้หาทุน และส่งเสริมสนับสนุนให้คณาจารย์ที่ท่านดูแลในภาควิชาสรีรวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ไปศึกษา ต่อในต่างประเทศจนจบการศึกษาในประเทศเยอรมันนีและประเทศอื่น เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์และพัฒนาใน ภาควิชาที่ท่านรับผิดชอบอยู่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๖ - หลังจากปรมาจารย์ หมออวย เกตุสิงห์ได้เกษียณอายุราชการแล้วท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรีและเป็นคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล การก่อตั้งหน่วยงานที่ท่านเองริเริ่มและเป็นผู้อำนวยการบัดนี้เองที่เกี่ยวกับสุขภาพตามแนวทางแบบ ไทย ได้แก่ มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ยอมรับว่าการแพทย์แผนไทย เดิมนี้มีประโยชน์สำหรับคนไทย จึงจัดตั้งกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกขึ้นมาแล้ว หลังจากการจัดตั้งมูลนิธิฯ นี้ขึ้นมาแล้ว จึงได้จัดตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับขึ้นอีก ได้แก่ (1) ตั้งโรงเรียน อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) เพื่อผลิตแพทย์อายุรเวท คือจัดตั้งสถานพยาล “บวรนิเวศโบราณ เวชกรรม บริการการแพทย์ไทยเดิมแก่ประชาชน ณ วัดบวรนิเวศ กรงเทพฯ จัดตั้งศูนย์ธรรมานามัยกรุงเทพฯ เมื่อเดือน มกราคม 2536 ได้รับอุดหนุนจากระทรวงสาธารณสุขให้บริการรักษาธรรมชาติบำบัด ฟื้นฟูสุขภาพ โดย ปรมาจารย์หมอ อวย เกตุสิงห์ ได้วางแนวทางพัฒนาชีวิตไว้ 3 ประการ คือ (1) กายานามัย ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ด้วย โภชนาการที่ถูกต้อง การออกกำลังกาย และดูแล สุขลักษณะ (2) จิตตานามัย ทำให้จิตใจผ่องใส และ (3) ชีวิตานามัย ดำเนินชีวิตโดยชอบ ด้วยการมีพฤติกรรมที่เหมาะสมและอาชีพสุจริต เพื่อดำเนิน ชีวิตโดยชอบ ดังนั้นศูนย์แห่งนี้ขึ้นกับการดูแลการแพทย์แผนไทยครบวงจร ซึ่งต่อมากระทรวงสาธารณสุขได้ กำหนดบูรณาการทุกระดับทั่วประเทศแล้ว ในขณะที่ท่านอาจารย์หมอ อวย เกตุสิงห์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ วิทยาศาสตร์การกีฬา ท่านได้เขียนเรื่อง “ธรรมานามัย” และจัดพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนเพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตโดยการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพดำเนินชีวิตโดยชอบ และยึดหลัก 3 ประการ ดังกล่าวของธรรมานามัยที่ ปรมาจารย์ได้รังสรรค์และเสนอแนวทางและวิธีการปฏิบัติตนไว้อย่างละเอียดครบถ้วนในหนังสือ “ธรรมานามัย” เล่มเล็กสีเขียวเป็นแบบคู่มือขนาดกะทัดรัด จำนวน 49 หน้า พิมพ์และเผยแพร่แก่ผู้สนใจและประชาชน ข้าพเจ้าจึงขอนำสาระสำคัญมีปรมาจารย์อวย เกตุสิงห์ ผู้เริ่มต้นตำราการคุณภาพชีวิตคนไทยนั้นโดยต้องให้ ปฏิบัติตนปฏิบัติเคร่งครัด 3 ประการ เพื่อชีวิตพัฒนา คือ 1. กายานามัย หรือ Healthy body เป็นการส่งเสริมสุขภาพทางกายด้วยการออกกำลังกายด้วย วิธีต่าง ๆ เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การเดิน เป็นต้น แต่ต้องเหมาะแก่วัยและสภาพร่างกายของบุคคล เพื่อให้ ได้ผลดีที่สุดและการเสี่ยงอันตรายน้อยที่สุด นอกจากนั้นการรับประทานอาหารที่ดีและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จัดอยู่ในการส่งเสริมสุขภาพทางกายด้วยกายานามัยเป็นหลักปฏิบัติเพื่อป้องกันก่อนที่จะเจ็บป่วย โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ กล่าวว่าผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปในทางการแพทย์แผนไทยถือว่า “มัชฌิมวัย” ตามคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย ธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) จะเริ่มทำงานเสื่อมลง เมื่อธาตุทั้ง 4 ทำงานไม่สมดุลกันจะ ก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท คือการดูแลร่างกายในเรื่องการบริโภค อาหารและการออกกำลังกาย และกระทำการพัฒนากายให้แข็งแรงต่อเนื่องในปัจฉิมวัยอีกด้วย 2. จิตตานามัย หรือ Healthy mind เป็นการส่งเสริมสุขภาพทางจิตด้วยการบริหารจิตเกิดสมาธิ และพัฒนาจิตถึงขั้นวิปัสสนาตามหลักพุทธธรรมหรือหลักศาสนาอื่นที่ตนนับถือ เพื่อสร้างพื้นฐานจิตให้มั่นคงไม่ กวัดแกว่งไปตามกิเลส ไม่เครียด กล่าวง่าย ๆ คือ การพูดดี คิดดี ทำดี ตระหนักรู้และมีสติในทุกการกระทำ การ ปฏิบัติเพื่อฝึกจิตให้มั่นคงสามารถทำได้หลายวิธีได้แก่ เดินจงกรม การนั่งสมาธิ ตลอดจนการปฏิบัติเพื่อพัฒนา จิตใจให้บริสุทธิ์ 3. ชีวิตานามัย หรือ Healthy behavior เป็นการดำเนินชีวิตยึดหลักอนามัยมีพฤติกรรมในการ ดำรงชีวิตประจำวันที่ดี เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตตนเองให้ได้ก่อนแล้วเป็นแบบอย่างสำหรับครอบครัวต่อไป


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๗ - ควบคุมพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเสียดุลยภาพของชีวิต โดยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องมีประโยชน์ การดำเนิน ชีวิตอย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติให้มากหลีกเลี่ยงมลภาวะ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตตามหลักชีวิตานามัย หลักธรรมานามัยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพแบบบูรณาการร่วมกับ การดำเนินชีวิตว่าด้วยหลักธรรมชาติของกายและจิตที่เคลื่อนไหวไปตามกาลเวลา เพื่อให้ดำรงชีพและเอื้ออาทร กับบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมที่มีบุญคุณต่อเราได้อยู่ร่วมกันโดยสันติ นอกจากนี้ ปรมาจารย์ อวย เกตุสิงห์ยังได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ทฤษฎีธรรมานามัยให้แก่ ประชาชนทั่วไปแล้ว ปรมาจารย์อวย เกตุสิงห์ยังได้เขียนบทความลงในหนังสือธรรมานามัยเล่มนี้อีกมีชื่อเรื่องว่า “แก่อย่างสง่า” โดยได้เตือนผู้สูงวัยว่าความแก่หรือชรามันหนีไม่พ้นแต่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรไม่ให้คนไร้ค่าต้องหา ประโยชน์ให้มากที่สุดจากการแก่หรือการให้การแก่มีโทษแก่ตัวน้อยที่สุด ยังกล่าวอีกว่าในปัจจุบันการแพทย์ได้ ก้าวหน้าสามารถกู้ชีพและทำให้คนมีอายุยืนยาวได้ในสังคมมีผู้สูงอายุมากขึ้น (อายุเกิน 60 ปี) ผู้เขียน ขอเรียนท่านผู้อ่านว่าประเทศไทยจะเข้าเกณฑ์ เป็นสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2567 นี้ จึงขอเรียนให้ท่านผู้อ่านว่าในหลักสูตรการอบรม “ธรรมานามัย” ของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ จัดอบรมขึ้นมา สำหรับประชาชนที่สนใจที่ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมอายุระหว่าง 50 – 70 ปี ในหลักสูตรที่จัดอบรมเฉพาะ วันอาทิตย์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ติดต่อกันทุกวัน 6 สัปดาห์นั้น ได้กำหนดให้มีวิชาการต่าง ๆ รองรับ ใน 3 มิติโดยมีวิทยากรรับเชิญจากเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นวิทยากรเรียนเชิญแล้ว สำหรับการอบรมวิชาการด้านกา ยานามัยจิตตานามัย และชีวิตานามัย นั้นให้มีการจัดกลุ่มในผู้เข้าอบรมซึ่งมีประมาณ 75 คน เป็นกลุ่มได้ประมวล ความรู้ความเข้าใจกับวิทยากรแล้วทุก ๆ คนมาแยกกันเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันแล้วมาสรุปเสนอในที่ ประชุมใหญ่เพื่อปรับเปลี่ยนให้เป็นหลักสูตรสำเร็จ โดยมีวิทยาการจัดทำหลักสูตรไว้มาแนะนำและสรุปเป็น แนวทางในแต่ละหัวข้อสำหรับ 1. กายานามัย 2. จิตตานามัย และ 3. ชีวิตานามัย ซึ่งในชีวิตานามัยนั้นถือว่า สำคัญที่สุด ซึ่งมีผู้อบรมถอดบทเรียนไว้เป็นสูตรเฉพาะทุกครั้งไป เพื่อเป็นวิถีชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับ ตนได้ต่อไป นอกจากมีข้อเสนอแนวทางรายวิชาที่สอนแล้ว ในวันสุดท้าย ข้าพเจ้าก็เป็นผู้สรุปประโยชน์ผู้ที่ผ่าน การอบรมครั้งนี้แล้วเสนอแนวทางชีวิตใหม่ให้ผู้เข้าอบรมในหัวข้อ “ปัจฉิมนิเทศ” เพื่อผู้เข้าอบรมได้นำไป ประยุกต์ธรรมานามัยนี้ให้เหมาะสมกับชีวิตตนเองต่อไป สำหรับชีวิตที่เหลืออยู่เป็นบุคคลที่มีคุณภาพและมีจิต อาสาตลอดไปในการเป็นธรรมานามัยชน หลักสูตร “ธรรมานามัย” ที่มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ จัดขึ้นมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 20 (อบรมระหว่าง วันที่ 4 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2566) คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรธรรมานามัยได้เปลี่ยนหลักการที่เป็น แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตจาก 3 ประการเดิม เป็นเรียกว่า 3 มิติ คือ มิติที่ 1 กายานามัย มิติที่ 2 จิตตานามัย มิติที่ 3 ชีวิตานามัย และในหลักสูตรมีการเรียนการสอนทั้งได้รับการเอื้อเฟื้อและกรุณาจัดวิทยากรจากภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวิชาการและมากด้วยประสบการณ์ชีวิตเป็นผู้บรรยายแต่ละวิชา โดยมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตโดยเฉพาะจะ เป็นพระเถระที่เป็นธรรมถึกเพื่อบรรยายธรรมโปรดแก่ผู้เข้าอบรมในปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ชีวิตงาม” ทำให้ผู้เข้า อบรมและคณะผู้จัดการอบรมมีโอกาสได้รับธรรมะและร่วมกันบำเพ็ญทานส่งเสริมพระพุทธศาสนาอีกด้วยใน ฐานะอุบาสกและอุบาสิกา หลักสูตรธรรมานามัยนี้ ในวาระแรก รุ่นที่ 1 – 12 นั้นกำหนดอบรม รวม 5 สัปดาห์ โดยอบรม เฉพาะรุ่นนี้ 13 และถึงรุ่นที่ 20 คือรุ่นปัจจุบัน พ.ศ. 2566 กำหนดอบรมรวม 6 สัปดาห์ และตั้งแต่รุ่นที่ 18 เป็นต้นมาให้เพิ่มกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญกุศลด้วยการทอดผ้าป่าจัดโดยผู้แทนรุ่นนี้ร่วมบริจาค และไปร่วมงานถวาย


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๘ - ผ้าป่า ณ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ในพระองค์ฯ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ และต่อท้ายหลักสูตรด้วยผู้ที่อบรมขณะนั้น ไปค้างคืนพักแรมปฏิบัติกิจกรรมสังสรรค์ร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการดำเนินการอบรมธรรมานามัยกับผู้เข้า อบรมรวม 2 วันร่วมความสัมพันธ์ที่ผ่านการอบรมถือว่าเป็นสมาชิก “ธรรมานามัย” โดยอัตโนมัติ สำหรับการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 1 – 14 กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ได้สนับสนุนงบประมาณแก่มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ เมื่อการอบรมมีตั้งแต่ธรรมานามัย รุ่นที่ 15 จำนวน 75 คน ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 จำนวนปีละ 1 รุ่น มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ได้รับความอนุเคราะห์งบประมาณจากกรมกิจการผู้สูงอายุ โดยผ่านการเห็นชอบ จากกรรมการผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้สนับสนุนมาตั้งแต่ธรรมานามัย รุ่นที่ 15 ต่อมามีถึงรุ่นที่ 18 โดยผู้เข้าอบรมจำนวน 75 คน ในวงเงิน 175,000 บาท ปีละ 1 รุ่น ใน พ.ศ. 2566 เป็นปีเฉลิมฉลองพระเกียรติยศขององค์อุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครบรอบ 100 ปี วันประสูติ 6 พฤษภาคม 2566 มูลนิธิฯ จึง ได้จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติในวันนี้ด้วย และโครงการธรรมานามัยได้ขอรับทุนสนับสนุนจากกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมบริจาคสมบทบในการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 19 และรุ่นที่ 20 ที่เป็นการเทิดพระเกียรติแด่องค์อุปถัมภ์ในฐานะที่ได้รับและยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดย UNESCO หรือองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations) มูลนิธิชีวิต พัฒนาฯ ขอขอบพระคุณในไมตรีจิต และความเอื้อการุณย์ที่ได้สนับสนุนให้ทุนอบรมธรรมานามัยในครั้งนี้และใน รุ่นก่อน ๆ ในอดีต ดังนั้น เพื่อเป็นปีเฉลิมพระเกียรติเฉลิมฉลององค์อุปถัมภ์จึงบูรณาการการจัดพิธีในวันครบรอบวัน ประสูติองค์อุปถัมภ์ และการจัดการอบรมธรรมานามัยรุ่นเฉลิมพระเกียรติ 2 รุ่น (รุ่นที่ 19 และรุ่นที่ 20) แล้ว มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ โดยกรรมการชมรมธรรมานามัยได้ร่วมกันจัดทำโครงการเทิดพระเกียรติอีกด้วยหลาย โครงการ ดังมีรายงานในสายงานปฏิบัติของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ซึ่งจะจัดพิมพ์รายงานในโอกาสต่อไป ในการอบรมธรรมานามัยก่อนจบหลักสูตรในแต่ละรุ่นนั้น ผู้เขียนได้กำหนดให้มีการเลือกกรรมการรุ่น เลือกตั้งประธานรุ่น และเลขานุการรุ่น โดยจำลององค์ประกอบของกรรมการรุ่นเสมือนคณะกรรมการของ สมาคมมีผู้มีเขียนมีประสบการณ์มาก่อน ทั้งนี้ เพื่อกรรมการและประธานรุ่นในแต่ละรุ่นจะได้เป็นตัวแทนของ สมาชิกในรุ่นด้วย ต่อมาได้จัดตั้งชมรมธรรมานามัยขึ้นหลังจากได้อบรมรุ่นที่ 10 โดยการเลือกตั้งจากธรรมานามัยชน ในครั้งแรกที่มีการจัดตั้งชมรมธรรมานามัยของมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ขึ้นมาได้มีการเลือกตั้งโดยสมาชิก ธรรมานามัยชน ประธานและกรรมการ “ชมรมธรรมานามัย” ที่จัดตั้งขึ้นให้อยู่ในการบังคับบัญชาและควบคุม โดยกรรมการบริหารของมูลนิธิฯ ประธานชมรมและกรรมการดำรงตำแหน่ง 2 ปี และอยู่ได้ไม่เกิน 4 ปี กำหนด มีการรับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกวาระ กรรมการชมรมมีหน้าที่ดังนี้ (1) บริหารงานในฐานะผู้ปฏิบัติการตามนโยบายและโครงการหลักที่มูลนิธิฯ กำหนดไว้ (2) บริหารงานโดยกรรมการที่ประกอบด้วยประธานรุ่นในแต่ละรุ่น ปัจจุบันมี 19 รุ่นแล้ว และจะมี กรรมการรุ่นเพิ่มเติมอีก คือ ธรรมานามัย รุ่นที่ 20 ในเดือนกรกฎาคม 2566 (3) กำหนดให้มีการบริหารงานโดยการจัดประชุมของกรรมการบริหารชมรมธรรมานามัย ในแต่ละ เดือนอย่างน้อย 1 ครั้ง (เว้นแต่จะมีการประชุมเฉพาะกิจเป็นการเพิ่มเติมอีกก็ได้) โดยมีประธานกรรมการชมรมฯ เป็นประธานที่ประชุม ซึ่งประธานที่ประชุมจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกจากสมาชิกธรรมานามัยชนที่ผ่านการอบรมธรรมานามัย ของมูลนิธิชีวิติพัฒนาฯ จากการจัดประชุมใหญ่สามัญประธานของชมรมที่จัดขึ้น และกำหนดให้มีการเลือกตั้งเพื่อ รับเลือกผู้มีจิตอาสาจากมวลสมาชิกเสนอชื่อ เพื่อทำหน้าที่ประธานชมรมและมีการเลือกตั้งโดยสมาชิกตาม ระบอบของประชาธิปไตย


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๖๙ - (4) สาระสำคัญในการประชุมแต่ละครั้ง และหน้าที่ ที่กำหนดไว้ของชมรมแล้ว คณะกรรมการชมรม ธรรมานามัยจะต้องเสนอเรื่องกิจกรรมหรือโครงการที่เป็นประโยชน์เพื่อมูลนิธิฯ และที่เป็นประโยชน์เพื่อสมาชิก ธรรมานามัย ทั้งนี้ที่ไม่ขัดต่อนโยบายและวัตถุประสงค์มูลนิธิฯ ด้วย (5) กรรมการของชมรมธรรมานามัยจงอย่าใช้อำนาจในหน้าที่หรือตำแหน่งตนเองในมูลนิธิฯ เพื่อสั่ง การหรือแสดงกิริยามารยาทโดยมิชอบ และไม่ให้เกียรติแก่กรรมการชมรม และธรรมานามัยชน (6) ประธานชมรมธรรมานามัย จะสิ้นวาระโดยผลการเลือกตั้งตามวาระ 2 ปี ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง ใหม่มานั้นจะทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งแทนสืบไป ประธานชมรมจะต้องมอบหมายงาน/กิจกรรม/โครงการที่ค้างอยู่ ดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้ประธานชมรมท่านใหม่ที่มารับหน้าที่ทราบ ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์หลังการ เลือกตั้งครั้งใหม่เสร็จสิ้น และมีการประชุมเพื่อรับงานของประธานคนใหม่เป็นทางการไม่มีประชุมของ กรรมการบริหารชมรมชุดใหม่ (7) ประธานชมรมธรรมานามัยคนใหม่ที่ได้รับการเลือกตั้ง คุณสมบัติเมื่อก่อนเข้ารับตำแหน่งประธาน ชมรมจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของกรรมการบริหารมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ (8) ประธานและกรรมการชมรมจะไม่ดำรงตำแหน่งทางการบริหาร ได้แก่ กรรมการและที่ปรึกษา มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ นับตั้งแต่มีการส่งมอบงานให้แก่ประธานและกรรมการบริหารชมรมธรรมานามัยแล้ว ทั้งนี้ ให้ออกแบบและกำหนดให้มีชมรมธรรมานามัยขึ้นมาเพื่อให้เกิดขึ้นเป็นคณะบุคคลที่เป็นผู้ ปฏิบัติการแทนคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ เพื่อสนองรับนโยบายและโครงการที่มูลนิธิฯ ได้กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่ม ก่อตั้งมูลนิธิฯ ซึ่งมีรวม 14 โครงการ ขณะเดียวกันก็ให้ชมรมได้มีอิสระในการเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือ พัฒนาต่อยอดนโยบาย หรือโครงการที่มูลนิธิฯ ทำไว้ ทั้งนี้ ชมรมธรรมานามัยก็จะขอพลังทรัพยากรจากมวล สมาชิกธรรมานามัยชนได้ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ด้วย แต่ทั้งนี้ชมรมธรรมานามัยจะ จัดโครงการที่เป็นประโยชน์จะต้องได้รับอนุมัติจากกรรมการบริหารของมูลนิธิฯฯก่อนทุก ๆ ครั้ง ซึ่งรวมทั้งการ นำรายได้ทุกประเภทหรือที่จะเกิดขึ้นและกระทบต่อบทบาทและหน้าที่ของมูลนิธิฯ เพราะนิติกรรมและสัญญาที่ เป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากมูลนิธิฯ ดำเนินการอยู่ตามระเบียบ กฎหมาย และข้อบังคับของมูลนิธิฯ (9 ) การที่จัดให้มีชมรมและบริหารโดยกรรมการนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีการ เพิ่มศักยภาพบุคคลและขยายขีดความสามารถบุคคล เป็นการศึกษาเรียนรู้วิธีบริหารบุคคลที่มีและให้ชมรมจัดทำ ข้อบังคับหรือระเบียบขึ้นมา เพื่อเป็นกติกาในการถือปฏิบัติของชมรมเองโดยรายงานให้กรรมการบริหารของ มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ทราบด้วย สรุปแล้วทุกคนให้ผ่านการบริหารชมรมธรรมานามัยแล้วจะเป็น “กัลยาณมิตร” ที่มีชีวิตมั่นคงแล้ว เผชิญชีวิตได้สู้กับสังคมโลกในยุควิวัฒนาการแบบพลวัติ จากธรรมานามัยชนไปสู่กัลยาณมิตรให้ได้ไม่เกิน 3 ปี หลังจากการอบรมธรรมานามัยแล้ว วันเวลาล่วงเลยไปตามกาลเวลา อายุท่าน อายุยาวขึ้นขณะเดียวกันวัย/เวลา ที่เหลืออยู่ท่านได้ทำประโยชน์แก่ตนเอง และทำเพื่อผู้อื่นได้ดี นั่นคือ ความภาคภูมิใจและมั่นใจ มีอนาคตที่งดงาม แจ่มใส (ไม่มีทุกข์หรือปัญหา) เพราะได้วางแผนและสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับตนเป็นอย่างดีแล้ว บุคคลที่ผมขออ้าง สำนึกในพระคุณของท่านอย่างมีรู้สึกในชีวิต คือ พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ องค์ประธานมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ท่านอาจารย์ของผมให้ชักชวนให้ผมเข้ามาร่วมโครงการธรรมานามัย หลังจาก พลเรือตรี นายแพทย์ วิทุร แสงสิงแก้ว รองประธานมูลนิธิชีวิตพัฒนฯ ได้ชี้นำเลือกให้ผู้เขียนซึ่งเป็นกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ที่ร่วมก่อตั้งมูลนิธิฯ นี้มาแต่ต้นที่ยังไม่มีมูลนิธิฯ นี้ขึ้นมา หลังจากท่านอาจารย์ได้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ แล้ว โครงการสำคัญที่อาจารย์ ต้องการให้โครงการธรรมานามัยบังเกิดเป็นรูปธรรม และมีผู้ช่วยที่จะผลักดันให้โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่อง และยืนยาวเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนนั้น ผมได้รับความกรุณา เมตตาอันสูงยิ่งจากอาจารย์ผมเพื่อให้มีโอกาสไป เรียนรู้และสัมผัสใกล้ชิดกับที่พักอาศัยเดิมที่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เรือโท นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ เคยพำนัก


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๐ - อยู่ เพราะที่บ้านท่านนั้นคือโครงเรียน “สวนบัว” เป็นโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่มีชื่อเสียง ยอมรับจากมหาชนและ กระทรวงศึกษาธิการ มีผู้ปกครองที่มีความรู้ และฐานะดีต้องการส่งบุตรธิดาของตนเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้และ ได้รับวุฒิบัตร ระดับอนุบาลแล้วยังได้รับการฝึกอบรมให้มีมารยาทและวัฒนธรรมไทย ตามขนบธรรมเนียม ประเพณีไทยที่ทุกคนต้องการ ปรมาจารย์ อวย เกตุสิงห์ ต้นตำรับทฤษฎีธรรมานามัยเจ้าของโรงเรียนอนุบาล และผมมีโอกาสมาร่วมงานทำบุญฉลองด้วย ครบรอบ เพื่อรำลึกถึงปรมาจารย์ของผมด้วยรอบ 2 ครั้ง ณ แห่งนี้ 2 ปีติดต่อกัน องค์ประธานมูลนิธิฯ ซึ่งต่อไปผมขออนุญาตเรียกอาจารย์หม่อมนั้นได้แนะนำ “หนังสือและ บทความ “ธรรมานามัย” และอื่น ๆ โดยเฉพาะหนังสือ “อวยนิมิตอนุสรณ์” เป็นที่ได้บันทึกประวัติชีวิตและ ผลงานตลอดจนเกียรติยศและตำแหน่งที่ปรมาจารย์ให้รังสฤษฏ์ให้แก่โลกนี้ เพื่อคนไทยด้วยความเมตตาและ แนะนำให้ผมทำหน้าที่และรับผิดชอบธรรมานามัยตามประสงค์ ท่านประธานโครงการธรรมานามัยและผู้เขียน เป็นศิษย์ของปรมาจารย์อวย เกตุสิงห์ จึงเป็นเหตุที่ผู้เขียนได้ยอมรับโครงการนี้ด้วยศรัทธาและขอมุ่งมั่น วิริยะ เพื่อให้โครงการนี้มีความยั่งยืนตลอดไป ดังนั้น โครงการธรรมานามัยและการพัฒนาให้เกิดธรรมานามัยชน ซึ่งเกิด ขึ้นมาด้วยเพราะองค์ประธานมูลนิธิฯ นี้ และท่านได้ผลักดันให้ธรรมานามัยชนให้เกิดขึ้นและเพิ่มขึ้นต่อไปใน อนาคต มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ได้ผลิตคนเขาเหล่านั้นขึ้นมารวมเป็นคนดีมีประโยชน์และจิตอาสาร่วมกับพัฒนา มูลนิธิฯ ผู้เขียนขอคารวะแด่องค์ประธานมูลนิธิชีวิติพัฒนาฯ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงของบุคคลเพื่อ ความผาสุกของประชาชนไทย ผู้อ่านทุกท่านคงเห็นด้วยกับผมว่า การที่จะให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิตซึ่งอาศัย “ธรรมานามัย” และผู้มีบทบาท หน้าที่ (ธรรมะ) ซึ่งถือพุทธวัจนะที่ว่า “ธัมมัง สุจริตตัง จเร” จงประพฤติธรรมให้สุจริต ผู้เขียนและธรรมนามัยชนทุกท่าน จงประพฤติและเจริญรอยตามแนวทางการบริหารขององค์ ประธานมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ อย่างไม่หยุดและตลอดไป ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมกันมา รวมทั้งบุคลากรจากสำนักงานมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ ทุกท่าน ทั้งใน อดีตและปัจจุบัน ขอบพระคุณทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องนี้จนจบ หวังว่าท่านคงจะนำเนื้อหาที่สำคัญเป็นประโยชน์เท่า ชีวิตท่านสืบไป -------------------------------------


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๑ - กายดี ชีวีเป็นสุข นายแพทย์ พล หิรัณยศิริ รองประธานชมรมธรรมานามัย ประธานธรรมานามัย รุ่นที่ ๕ ร่างกายของคนเราก็เปรียบเหมือนกับรถหรือเรือ หรือเครื่องจักรเครื่องยนต์ ถ้าดูแลดี กายนี้ก็จะ เหมือนรถดี จะรับใช้เราได้นาน บ้างว่าได้ถึง ๑๒๐ ปี (ตามทฤษฎี อ.หมอเฉก ธนะสิริ) การดูแลกายให้ดีนั้นมี หลักการจำง่ายเพราะจะขึ้นต้นด้วย อ. ซึ่ง อ. หลักๆ จะมี ๕ อ. กล่าวคือ ๑. อ. อาหาร ให้ถือหลักว่า อย่ากินตามใจปากหรือถือคติว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา (หวานคือยาพิษ นี่เอง) หรือกินน้อยตายยาก กินมากตายง่าย (กินอิ่มแล้วอย่าเสียดายให้หยุดกินทันที) กล่าวโดยสรุป เรื่องอาหารคือกินให้ครบ ๕ หมู่ มีอายุแล้วให้เน้นหมวดผักและผลไม้ (รสไม่หวานหรือ หวานน้อย) หมวดข้าวให้กินน้อยๆ แค่ ๑ ทัพพีก็พอแล้ว (ใช้ข้าวกล้องด้วย ถ้าทำได้) และการกินให้เน้นดังนี้ มื้อเช้า กินเหมือนพระราชา คือ กินตามใจปรารถนา มื้อกลางวัน กินเหมือนคนธรรมดา คือ กินน้อยลงมากกว่ามื้อเช้า มื้อเย็น กินเหมือนยาจก(อนาถา) คือ กินให้น้อยที่สุดหรือไม่กินเลย (เหมือนพระที่ฉันแค่ ๒ มื้อ) เพราะส่วนใหญ่หลังพระอาทิตย์ตกดินเราไม่ค่อยได้ทำอะไรแล้ว การกินในมื้อนี้จะมักเป็นส่วนเกิน แต่ ในความเป็นจริงเราจะกินหนักในมื้อเย็น และบางทีกินเสร็จแถมเหล้าเบียร์กับแกล้มเมาได้ที่แล้วก็นอนเลย โรค อ้วนและโรคต่างๆ จึงตามมา ๒. อ. ออกกำลังกาย ให้ขยับทุกวันทุกโอกาสที่นึกขึ้นได้ ให้เดินวันละ ๑๐,๐๐๐ ก้าว หรือขึ้นบันได แทนการใช้ลิฟท์ และให้เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือแอโรบิค (ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดอย่างน้อย ๒๐-๓๐ นาที) หรือถ้าดีกว่านั้นก็ต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๑ ชั่วโมง อย่างน้อยที่สุดก็คือ ขยับดีกว่านั้น คือ เดิน (และเน้นเดิน เร็วหรือเดินจ้ำ) และดีกว่านั้นอีก คือ วิ่งเหยาะ ๆ หรือว่ายน้ำ รวมทั้งกิจกรรมยืดเหยียดต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นมาก สำหรับผู้สูงอายุ สรุปให้จำง่ายคือ “ขวดยา” กล่าวคือ ข คือ ขยับ ว คือ วิ่ง ว่ายน้ำ ด คือ เดิน ย คือ ยืด เหยียด า...สระอา คือ ......(ให้ คนฟังเดา)....................... การออกกำลังกายที่ดีนั้น ต้องออกกำลังกายให้หนักและนานพอ คือ ออกกำลังกายแล้วต้องรู้สึกหายใจ เร็วขึ้น (เหมือนคนที่หอบเหนื่อยหลังจากวิ่งไปไกลๆ) ชีพจรเต้นเร็วขึ้น ชีพจรที่เต้นเร็วขึ้นมีสูตรคำนวณ คือ ๒๒๐ –ลบอายุของท่าน จะเป็นชีพจรที่ไม่ควรเต้นเกินนั้น การ ออกกำลังกายที่ดีนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ต้องมีการวอร์มตัวเองก่อนออกกำลังกายจนร่างกายตื่นตัวและ พร้อมเต็มที่ จึงเร่งสปีดขึ้นได้และพอใกล้เวลาสิ้นสุดการออกกำลังกายก็ต้องมีการคูลดาวน์หรือค่อยๆ ผ่อนลงมา อย่าหยุดกึกทันที อย่าออกกำลังกายหลังกินอาหารใหม่ๆ หรือออกในช่วงที่ยังรู้สึกหิวอยู่ ควรห่างจากมื้ออาหาร อย่างน้อยสัก 1 ชั่วโมง และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสม ไม่รุ่มร่าม รองเท้าออกกำลังกายก็ต้องเหมาะสมกับ งาน เช่น จะวิ่งก็ควรใช้รองเท้าที่ออกแบบสำหรับวิ่งเป็นต้น


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๒ - ๓. อ. อนามัย อนามัยที่ดีของท่าน คือ - การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ยิ่งสูงวัยแล้วการนอนหลับให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญมาก น้ำหนักตัว ที่เหมาะสม (อย่าอ้วน) - น้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับรูปร่างของท่านนั้น คำนวณได้จากค่า BMI (BODY MASS INDEX)ซึ่ง ภาษาไทย เรียกว่า ดัชนีมวลกาย หรือ ดัชนีความอ้วน ซึ่งคำนวณได้จากสูตร BMI = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม (ส่วนสูงเป็นเมตร)ยกกำลัง ๒ ซึ่งค่า BMI ปกติจะอยู่ที่ ๑๘.๕ - ๒๔.๙ ถือว่าปกติ ๒๕ - ๓๐ ถือว่าน้ำหนักเกิน ๓๐ หรือมากกว่า ถือว่าอ้วน ...อย่าอ้วน...! นะครับ (โดยเฉพาะอ้วนลงพุง ไม่ดีมาก ๆ) ผู้ชายคำนวณได้ง่าย ๆ คือ ส่วนสูง (เป็นเซนติเมตร) – ๑๐๐ = เป็นน้ำหนักตัว (Kg.) ที่ไม่ควรสูง เกินกว่าค่านั้น สำหรับผู้หญิง ค่าที่ได้ข้างบนต้องลบออกอีก ๕ - ๑๐ % เพราะสรีระของหญิงมีไขมันมากกว่าชาย เพราะฉะนั้น จะให้แน่นอน คำนวณจากค่า BMI เป็นดีที่สุด การดูความอ้วน โดยเฉพาะ กลุ่มอ้วนลงพุง จึงมีวิธีตรวจเช็ค โดยวัดเส้นรอบพุง ซึ่งต้องวัดผ่านสะดือ ทุกครั้ง กล่าวคือ ญ. รอบเอวต้องไม่เกิน ๘๐ cm. ช. รอบเอวต้องไม่เกิน ๙๐ cm. อนามัยที่ดีของท่านยังหมายถึง การต้องไป ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี (เหมือนรถยนต์ก็ต้องเข้าอู่เช็ค ทุกปีหรือเมื่อมีปัญหา) ซึ่งการตรวจเช็คที่แนะนำในผู้สูงวัย คือ ดูค่าของ FBG ตรวจการทำงานของตับ ไต ไขมัน ในเลือด และดู CBC ซึ่งจะดีเรื่องซีด (โลหิตจาง) เกล็ดเลือด ชนิดของเม็ดเลือดต่าง ๆ ตรวจเช็คความดันโลหิต และชีพจร และชั่งน้ำหนัก (เป็นกิจกรรมที่ท่านควรตรวจเช็คบ่อยๆ หรือทุกวัน ได้ก็ยิ่งดี) ความดันโลหิตปกติอยู่ในเกณฑ์ ๑๔๐ / ๙๐ มม.ปรอท ชีพจรคนปกติ ควรอยู่ในเกณฑ์ ๖๐ - ๘๐ ครั้ง / นาที การมาตรวจเช็คสุขภาพประจำปีนั้น ควรตรวจดูโรคร้าย มะเร็ง ตับอักเสบ (ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง) วัณโรค ปอด กระดูกพรุนด้วย มะเร็งในผู้ชายที่ควรระวัง คือ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งในผู้หญิงที่ควรระวัง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และอย่าลืมตรวจดูเรื่องความเสี่ยงต่อเรื่อง “หัวใจหลอดเลือดอุดตัน” อนามัยที่ดีนั้นไม่ควรเติมยาพิษใส่เข้าไปใน ร่างกาย เลิกได้แล้วทั้งเหล้า บุหรี่ และสิ่งเสพติดทั้งหลาย ๔. อ. อารมณ์แม้ว่าจะพูดเรื่องกายดี ชีวีเป็นสุขนั้น แต่กายจะดีได้จิตต้องดีด้วย เรื่องของอารมณ์นั้นส่งผลมาถึงกายอย่างค่อนข้างมาก และบางคนถึงกับเครียดมาก ฆ่าตัวตาย! หรือเป็นโรค ซึมเศร้าไม่กินไม่นอนและก็จะตายในที่สุด อารมณ์ที่ดีนั้น ต้องเป็นคนที่อารมณ์มั่นคง ไม่เครียด ไม่วิตกง่ายเกินเหตุ เป็นอารมณ์ที่ไม่โกรธตอบ หรือหนักแน่นพอ การจะมีอารมณ์ดีได้นั้นต้องหัด “ปล่อยวาง” ต้องมีกัลยาณมิตรที่ดี ไปสู่สถานที่ดี เช่น ไปวัด ไปท่องเที่ยวอยู่กับธรรมชาติ


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๓ - และอารมณ์จะดีนั้น ต้องอยู่ใน สภาวะที่มีเงิน ไม่มีหนี้(รวมทั้งไม่เป็นเจ้าหนี้ใคร) อารมณ์ดีจะทำให้ สุขภาพหัวใจดีด้วย อารมณ์เครียดก็จะมีฮอร์โมนเครียดหลั่งออกมาซึ่งจะเกิดผลเสียต่าง ๆ มากมาย ๕. อ. อากาศ คือ ลมหายใจที่สูดเข้าไปและคายออก อนุโลมหมายถึงสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจุบันค่า อากาศเป็นพิษ หรือค่า PM ๒.๕ สูงเกินค่ามาตรฐานบ่อย ๆ จนเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก อ. อื่น ๆ ที่ต้องใส่ใจในการช่วยให้มี กายดี ชีวีเป็นสุข ได้แก่ อ. ต่อไปนี้ด้วย ได้แก่ อ. อุบัติเหตุ(ระวังการลื่นล้มและอุบัติเหตุทางรถ) อ. อุจจาระ (ขับถ่ายปกติทุกวัน มองดูก้อนอุจจาระด้วย) อ. อย่าอั้นปัสสาวะ (โดยเฉพาะเวลาเดินทาง เวลาประชุม) อ. อาทิตย์(แสงแดด) อ. อบอุ่น (มีเพื่อน) อ. อบายมุข (เหล้า บุหรี่งดได้แล้ว อย่าใส่ยาพิษเข้าไปในตัวอีก) อ. อโคจร (อย่าไปในที่ที่ไม่ควรไป) อ. อัฬรส (เงินทองต้องบริหารให้ดี) อ. อาภรณ์(เสื้อผ้า) อ. อาคาร (บ้านช่อง) อ. อาวุธ ทางปัญญา (เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ถูกหลอก) อ. อิสระ (อย่ามีภาระผูกพันกับสิ่งใดใดถ้าทำได้) อ. อัตตา (ต้องพยายามลดอัตตาตัวตนให้มากที่สุด) อ. อคติ(อย่ามี) ในผู้ชายต้องระวัง อ. อิสตรี(เพราะบางครั้งความใกล้ชิดอาจทำให้จิตวิปริตได้) และ อ. สุดท้าย คือ.. อ. อย่าประมาท (ปัจฉิมโอวาท) และ “กายดี ชีวีมีสุข” ผมต้องยอมรับว่าต้องมี ส. มาก่อน อ. อีก กล่าวคือ “สติ” คนสูงวัยขาดสติได้ง่าย จึงหาของที่หายได้ทั้งวัน สงบ สว่าง สะอาด (ชำระจิตของเราทุกเวลาที่นึกได้) สมาธิ สมอง (ต้องคอยออกกำลังกายสมองด้วย) เรามาดูอวัยวะที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ หัวใจและหลอดเลือด เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ ทำงานหนักที่สุดในร่างกายทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ทุกวันไม่มีหยุด ไม่เคยมีฮอลิเดย์แม้แต่ชั่วโมงเดียว มาดูกันว่าหัวใจ ทำงานหนักแค่ไหนใน 1 วัน สมมุติว่าหัวใจเต้น ๗๐ ครั้ง/นาที (๖๐ -๘๐ ครั้ง/นาที เป็น H.R. ที่ต้องการ) ใน 1 ชม. หัวใจจะเต้น = ๗๐ x ๖๐ = ๔,๒๐๐ ครั้ง/นาที ใน 1 วัน (๒๔ ชม.) = ๔,๒๐๐ x ๒๔ = ??? (ค่าX) ครั้ง/นาที ใน 1 เดือน (๓๐ วัน) ค่าX x ๓๐ = ??? ครั้ง/นาที ใน 1 ปี (๓๖๕ วัน) = ??? ครั้ง/นาที จะเห็นว่า หัวใจทำงานหนักมาก ทุกวัน ทุกเวลา การดูแลหัวใจให้อยู่ในสภาพที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก คงมีเรื่อง อีกมากมายที่จะพูดในเรื่องของ กายดี ชีวีเป็นสุข......ไว้พบกันโอกาสหน้า


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๔ - อ่านสักนิด...ชีวิตเปลี่ยน นายแพทย์ พล หิรัณยศิริ รองประธานชมรมธรรมานามัย ประธานธรรมานามัย รุ่นที่ ๕ คงเป็นเพราะในวัยเด็กผมเป็นเด็กขี้โรค จึงมุ่งมั่นอยากเรียนแพทย์ และเมื่อได้มาเป็นแพทย์จึงรู้ว่า กลไกการทำงานของร่างกายนั้นน่าอัศจรรย์มาก เรียนจบแพทย์แล้วจึงต้องเรียนต่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ อีกหลายสิบสาขา เช่น แพทย์อายุรกรรม ก็ยังแบ่งย่อยเป็น หมอหัวใจ หมอปอด หมอ GI (ช่องท้อง) หมอยูโร (ทางเดินปัสสาวะ) หมอสมอง ศัลยกรรมก็แบ่งย่อยแบบนี้เช่นกัน ยังมีหมอตา หมอหู และอีกสารพัดด้าน ฯลฯ และระยะหลังมีเพิ่มอีกมากมาย เช่น เวชศาสตร์ชะลอวัย การที่ได้สุดยอดฝีมือในแต่ละเรื่องจากคณะแพทย์ ศิริราช ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศ มาบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องวิเศษสุด เพราะจะเป็นโอกาสที่ดี ได้ซักถามจากผู้รู้จริงได้แน่ชัดในทุกประเด็น ผมเองก็เป็นตัวอย่างของการได้ประโยชน์จากการฟังวิชาการที่ศิริราช ที่มีหมอโรคหัวใจมาพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของ “การเกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน” และพบว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะคุณพ่อเสียชีวิตจากโรคนี้ในวัยแค่ 48 ปี ฟังการบรรยายมาแล้ว (อีกปีเศษ) จึงเข้าไปร่วมโครงการจน พบว่าตัวเองมีหลอดเลือดหัวใจตีบตันถึง 3 เส้นหลัก ถ้ารู้ช้ากว่านี้ก็มีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตได้ฉับพลันแบบที่ หลาย ๆ คนเป็น เมื่อผมรับการผ่าตัดทำ Bypass จึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะว่าผ่าตัดในขณะที่ร่างกาย แข็งแรงอยู่ มีอีกหลายท่านที่เอะใจ จากการฟังวิชาการ เช่น พบว่าการขับถ่ายของตนเองผิดไปจากเดิม (ถ่าย เหลวตลอด) และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ การรู้เรื่องวิทยาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับมะเร็งและเรื่องของ Telomere ที่จะช่วยยืดอายุของเราให้อยู่ยืนยาวออกไป (แก่แบบสง่า-แข็งแรง) จึงล้วนแต่มาจากเรื่องวิชาการ ทั้งสิ้น ยิ่งยุคของโควิด 19 ระบาด เราจะได้รับข้อมูลข่าวสารผิด ๆ มากมาย (Fake News) เช่น การฉีดวัคซีน ป้องกันจะทำให้เกิดเป็นโรคนั้นโรคนี้ หรือถึงกับฉีดวัคซีนแล้วตาย (จริง ๆ ผู้ป่วยชันสูตรแล้วไม่ได้ตายจากฉีด วัคซีนแต่ตายจากโรคเรื้อรัง หรือโรคหัวใจวายที่เจ้าตัวไม่รู้มาก่อน) การรู้ข้อมูลที่ถูกต้องของกลุ่ม 608 (กลุ่มเสี่ยง สูงที่จะตายได้หากติดโรคโควิด 19) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเดินทางได้อย่างถูกต้อง เมื่อเราแก่ชราลง ร่างกายเราก็เปรียบเสมือนรถ เสมือนเรือ...ที่ต้องคอยบำรุงรักษา ซ่อม ปะ อุด แก้ไขในสิ่งที่เกิดปัญหา โรคที่พบบ่อยในผู้สูงวัยมีมากมาย เช่น โรคของกระดูกและข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่าและ ข้อหลัง ที่พบว่ามีการเสื่อมอย่างมาก โดยเฉพาะผู้มีน้ำหนักเกิน สภาวะโรคกระดูกพรุนที่พบบ่อยในสตรี ซึ่งต้อง ควรตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก เพื่อแก้ไขได้อย่างทันท่วงที เมื่อพบว่ามีปัญหา เพราะกระดูกพรุนก็จะ ทำให้เกิดสภาวะกระดูกทรุดจนหลังค่อม และถ้าล้มหรือเซ-บิดผิดท่า..กระดูกสันหลังอาจยุบจนกดทับ เส้นประสาท และที่สำคัญคือ กระดูกสะโพกหักซึ่งต้องรับการผ่าตัด เพราะถ้าไม่ผ่ากระดูกสะโพกที่หักตำแหน่งนี้ จะไม่สามารถติดได้ดังเดิม จึงพบว่ามีอันตรายตายสูงเพิ่มถึง 25% หลังจากพบกระดูกสะโพกหักในผู้สูงวัย เพราะถ้าจะผ่าบางรายก็อยู่ในสภาวะร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะทนการผ่าตัดเช่นนี้ได้ บางรายที่ไม่ผ่าจึง กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงและตามมาด้วยแผลกดทับ เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ (Sepsis) จนเป็นสาเหตุ ของการตายในที่สุด มะเร็งหลายตัวที่พบมากในผู้สูงวัย จึงทำให้เราต้องมีความรอบรู้มากพอที่จะดูแลตัวเองให้อยู่รอดและ ปลอดภัย มะเร็งเต้านมที่พบได้มากในสตรีจึงต้องทำการตรวจเช็คเต้านมด้วยตนเอง รวมทั้งทำแมมโมแกรม หรือ ทำอัลตร้าซาวด์เมื่อท่านอายุครบ 40 ปีขึ้นไป หรือเมื่อพบว่าตนเองมีก้อนที่เต้า เพราะการรู้เร็วว่ามีก้อนเนื้อร้าย โอกาสที่จะผ่าตัดรักษาให้หายเป็นปกติก็จะมีมากขึ้น


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๕ - เรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการนอนหลับ รวมทั้งการมาตรวจเช็คสุขภาพ เจาะ เลือดตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง ถ้าเป็นเบาหวานหรือสภาวะน้ำตาลเกิน ก็ต้องตรวจเช็คถี่ขึ้น เพราะค่าน้ำตาลที่สูง เกินที่อยู่ในกระแสเลือดก็จะเป็นศัตรูร้ายที่จะก่อปัญหาให้เกิดกับหลอดเลือดต่าง ๆ ทั้งเล็กและใหญ่ให้เกิดสภาวะ อักเสบ จนทำงานผิดปกติไปจากเดิม ทั้งมีปัญหาตามมากับอวัยวะที่มีเลือดเลี้ยงมาก ๆ เช่น จอประสาทตา ไต และปลายมือ ปลายเท้า เรื่องของความดันโลหิตสูงก็เป็นสาเหตุสำคัญของอัมพฤกษ์ อัมพาต และอีกหลาย ๆ โรค ตามมา จะเห็นว่าโรคของผู้สูงวัยมีเยอะแยะมากมาย จึงไม่แปลกใจว่าบางคนกินยาแต่ละมื้อเป็นกำ ๆ การรู้เรื่อง Telomere ไขมันดีหรือ HDL ไขมันเลวหรือ LDL รอบรู้เรื่องอาหารต้านอนุมูลอิสระก็จะทำให้เราเลือกกินอาหาร ได้ถูกต้อง เพื่อจะได้อยู่รอด ปลอดภัย และแข็งแรง ถ้ารู้อย่างนี้แล้วท่านก็จะเข้าใจว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชาการ เพราะพญามารก็จะถูกไล่ตะเพิดไป และชีวิต จะเฉิดฉายไฉไล อาจอยู่ยาวไกลไปถึงอายุ 120 ปี” .... อ่านจบบทความนี้แล้ว ใครไม่เคยมาฟังวิชาการเลย ก็ควร มาฟังได้แล้วครับ -------------------------------------------


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๖ - การบริหารจิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ มนตรี กิจมณี อา ่ นชา ้ ๆ จิตเป็นต้นทางของสิ่งทั้งปวง จิตที่ผึกดีแล้วนำสุขมาให้ จิตดีคือปกติ ตั้งมั่น มั่นคง คงที่ เอาสนิมออกจากจิตทุกวัน ลดความวุ่นวาย ให้เป็นธรรมดา จิตที่สมบูรณ์ เต็ม รู้รอบ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา นิ่งนิ่ง ใสใส ไหลไหล เย็นเย็น หลอมจิตกับลมหายใจให้เป็นหนึ่งเดียว จะเกิดพลังมหาศาล รักษาพัฒนาชีวิต ร่างกายทำงานสมดุล ประสานกันดีทุกเซล สุขภาพดีคือความมั่งคั่ง เมื่อจิตถึงสัมบูรณ์แล้ว พรุ่งนี้ก็ไม่จำเป็น ความรู้ตัวแจ้งชัด ปัญญาเกิดต่อเนื่อง ขอบคุณจิตที่สงบ เกษม สันติ


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๗ - อ่าน ๑ เที่ยว จะ คิดว่ารู้ อ่าน ๔ เที่ยว จึงจะ รู้ว่าคิด เกิน ๕ เที่ยว จะ ไม่คิด


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๘ - ดูแลร่างกายและจัดการทรัพย์สินอย่างไรให้หายห่วง 2 โดย ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานกรรมการจริยธรรมของราชบัณฑิตยสถาน ปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนดับขันธ์ปรินิพพานว่า “...ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระ สุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอเตือนเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่า สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอ ทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด” ธรรมบทนี้มีความสำคัญอย่างมาก พระพุทธเจ้าได้กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า ความไม่ประมาทนี้เป็นที่รวม ของธรรมทั้งหลาย เช่นเดียวกับรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่เดินอยู่บนพื้นแผ่นดิน รอยเท้าของช้างเป็นรอยเท้าที่ ใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์อื่นทั้งหมด รอยเท้าของสัตว์อื่นทั้งหมดก็ประชุมลงในรอยเท้าของช้างฉันใด ธรรม ทั้งหมดก็ประชุมลงในความไม่ประมาท การเตรียมตัว เตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ย่อมถือได้ว่าเป็นความไม่ประมาทประการ หนึ่ง ซึ่งเรื่องใหญ่ๆ ที่ผู้สูงอายุควรจะได้ดำเนินการก็คือ การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่ ตลอดจนการแสดง เจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิตที่จะขอจากไปอย่างสงบ ตามธรรมชาติ โดยไม่ประสงค์ จะให้ใช้เครื่องมือจากเทคโนโลยีต่าง ๆ มาเหนี่ยวรั้งชีวิตไว้เพียงเพื่อยืดความตายออกไป ซึ่งการแสดงเจตนา ดังกล่าว เรียกว่า การทำ Living will หรือ Advance directives ๑. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลร่างกายในยามที่ไม่อาจแสดงเจตนาได้ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลร่างกาย มีทั้งการแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลใน ยามที่ไม่รู้สึกตัว และการทำพินัยกรรมบริจาคอวัยวะหรืออุทิศร่างกายภายหลังเสียชีวิต สาระสำคัญของการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืด การตายในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยทั่วไปเมื่อมีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น ผู้ป่วยก็จะไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาให้หายหรือทุเลา จาก ความเจ็บป่วยนั้นๆ แต่ในบางกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ และอาการของโรคได้ดำเนินมาถึง ขั้นสุดท้ายแล้ว การใช้เครื่องมือต่างๆ จากเทคโนโลยีมาเหนี่ยวรั้งเพื่อยืดความตาย ทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ ทรมานก่อนจากไป และต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะเช่นนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพ ที่ไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจึงเป็นเรื่องของแพทย์กับญาติ จุดนี้เองก่อให้เกิดปัญหาอย่าง มาก บางครั้งการตัดสินใจที่สวนทางกับความเป็นจริง ทำให้ความหวังดีเป็นการเพิ่มความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยจากไปด้วยความไม่สงบ ปัญหาดังกล่าว นำมาสู่แนวคิดในเรื่อง Living will คือ ให้มีการแสดงความจำนงไว้ล่วงหน้าได้ หรือ บางครั้งเรียกว่า “Advance directives” คือการระบุความประสงค์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งในหลายประเทศมีกฎหมาย รับรองในเรื่องนี้ 2 บรรยายในหลักสูตร เตรียมความพร้อมบุคลากรเข้าสู่วัยสูงอายุ จัดโดย สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(วันที่ ๒ – ๓ ก.พ. ๒๕๕๕)


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๗๙ - สำหรับประเทศไทย ได้มีกฎหมายออกมารองรับแล้วในการแสดงเจตนาดังกล่าว โดยได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ดังนี้ มาตรา ๑๒ “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียง เพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่า การกระทำนั้นเป็นความผิด และให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง” บทบัญญัติดังกล่าว เป็นการรับรองให้บุคคลสามารถแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าได้ว่า ขออย่าได้ยืดการตาย ในวาระสุดท้ายของชีวิต กล่าวคือ หากเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่รักษาให้หายได้ก็รักษากันไป แต่หากรักษาไม่ได้และอยู่ ในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ขอจากไปอย่างสงบตามวิถีธรรมชาติ โดยไม่ต้องการให้เจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊ม หัวใจ หรือใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ มาช่วยยืดความตายออกไป ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วย ดีขึ้นแต่อย่างใด รวมทั้งผู้ที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุและมีชีวิตอยู่อย่างไม่รู้สึกตัว ที่เรียกว่าเป็นเจ้าชายนิทรา หรืออยู่เสมือนเป็นผัก ก็สามารถแสดงเจตนาล่วงหน้าได้ว่า ถ้าเกิดเป็นเช่นนั้นก็ขอจากไปตามธรรมชาติให้รักษา ไปตามอาการ และเมื่อถึงคราวต้องจากไป ก็ขอจากไปตามธรรมชาติ โดยไม่ประสงค์ให้ใช้เครื่องมือต่างๆ จาก เทคโนโลยีสมัยใหม่ดังกล่าวมายืดความตาย ข้อที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก็คือว่า การทำหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าในลักษณะนี้ มิใช่เรื่องของการฆ่า ตัวตาย มิใช่เรื่องเร่งการตายที่เป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) แต่เป็นเรื่องที่ขอตายตามธรรมชาติ โดยที่แพทย์ ยังคงให้การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือ ดูแลอาการ ให้ยาบรรเทาปวด ดูแลทางด้านจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักของศาสนา ๒. การบริจาคอวัยวะและร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งที่มีกุศลเจตนาประสงค์จะบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยจะต้องทำ อย่างไร ? โดยทั่วไปการบริจาคอวัยวะ อาจทำได้ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เช่น การบริจาคไตข้างหนึ่ง เป็นต้น หรือ อาจเป็นการบริจาคเมื่อเสียชีวิตแล้ว คือ เมื่อแกนสมอง (Brain Stem) ตายแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ทางศูนย์รับบริจาค อวัยวะ สภากาชาดไทย จะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสามารถติดต่อได้ที่อาคาร เทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร ชั้น ๕ สภากาชาดไทย โทร. ๑๖๖๖) สำหรับการอุทิศร่างกายหลังเสียชีวิต แล้ว เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา สามารถติดต่อได้ที่ ภาควิชากายวิภาค ของคณะแพทย์แต่ละแห่ง ซึ่งทั้งสอง กรณี คือ การบริจาคอวัยวะ และการอุทิศร่างกายหลังเสียชีวิต ทางหน่วยงานทั้งสองเป็นผู้ให้คำแนะนำถึง รายละเอียดต่าง ๆ ๓. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน ๓.๑ การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน อาจจะเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน แต่ก็ต้องระมัดระวังให้มาก หาก ไม่มีประสบการณ์ก็มีโอกาสสูญเสียทรัพย์ได้ การฝากธนาคารที่เชื่อถือได้ แม้จะมีดอกเบี้ยไม่มาก แต่ก็มีความ มั่นคงกว่า ๓.๒ ในกรณีที่จะมอบหรือโอนทรัพย์สินนั้นๆ แก่ผู้อื่น จะทำอย่างไร ในทางกฎหมายหากเป็น สังหาริมทรัพย์ สามารถดำเนินการได้โดยการส่งมอบ แต่หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน จะต้องทำการ โอนเพื่อเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียน โดยเสียค่าธรรมเนียมตามราคาที่ประเมิน การโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์นี้ ผู้โอนอาจสงวนสิทธิ์เก็บกินไว้ก็ได้ เช่น จะเก็บค่าเช่าไปก่อน จนกว่าจะเสียชีวิต เป็นต้น


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๐ - ๓.๓ แต่หากมิได้มีการโอนในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สินนั้นก็จะตกไปยังทายาท ซึ่งในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้เรียงลำดับทายาทและหลักเกณฑ์ไว้ ๓.๔ ในกรณีที่ได้ทำพินัยกรรมไว้ บุคคลที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ระบุชื่อไว้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับมรดก โดยไม่ ต้องพิจารณาลำดับทายาทโดยธรรมอีก ๔. การทำพินัยกรรมและความสามารถในการทำพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ และมาตรา ๑๖๔๗ ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่อง พินัยกรรมไว้ดังนี้ มาตรา ๑๖๔๖ “บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรม กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของ ตนเอง หรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้” มาตรา ๑๖๔๗ “การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้น ย่อมทำได้ด้วยคำสั่งครั้งสุดท้ายกำหนดไว้ ในพินัยกรรม” จากบทบัญญัติดังกล่าว ความหมายของพินัยกรรมก็คือ คำสั่งของผู้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือ การต่าง ๆ ของผู้ทำพินัยกรรม ซึ่งจะมีผลบังคับตามกฎหมายเมื่อบุคคลนั้นตายไปแล้ว สำหรับบุคคลที่จะทำพินัยกรรมได้นั้น กฎหมายจำกัดความสามารถของบุคคลที่จะทำพินัยกรรมไว้ กล่าวคือ หากผู้นั้นเป็นผู้เยาว์อายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์หรือเป็นบุคคลที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ ความสามารถ หรือคนวิกลจริตในเวลาที่ทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่ทำขึ้นย่อมตกเป็นโมฆะ (ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๓ และ ๑๗๐๔) ในการทำพินัยกรรมนั้น ต้องระบุผู้รับพินัยกรรมไว้โดยชัดเจน โดยผู้รับพินัยกรรมอาจเป็นญาติพี่ น้อง หรือบุคคลใดก็ได้ ถ้าเป็นหน่วยงาน หน่วยงานนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นนิติบุคคล ข้อจำกัดเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้กับผู้ใด กฎหมายกำหนดข้อจำกัดไว้ในมาตรา ๑๖๕๒ และ ๑๖๕๓ ดังนี้ มาตรา ๑๖๕๒ “บุคคลผู้อยู่ในความปกครองนั้น จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่ ผู้ปกครอง หรือคู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสันดานหรือพี่น้องของผู้ปกครองไม่ได้จนกว่าผู้ปกครองจะได้ทำคำ แถลงการณ์ปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๗๗ และมาตราต่อ ๆ ไป แห่งประมวลกฎหมายนี้เสร็จสิ้น แล้ว” มาตรา ๑๖๕๓ ผู้เขียนหรือพยานพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้ ให้ใช้บทบัญญัติ ในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่ง พินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตามมาตรา ๑๖๖๓ ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้” สำหรับแบบของพินัยกรรมนั้น กฎหมายได้ระบุไว้หลายแบบ แต่แบบที่นิยมทำกันก็คือ พินัยกรรมแบบ ที่เขียนเองทั้งฉบับ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ๑. ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องเขียนข้อความในพินัยกรรมทั้งฉบับด้วยลายมือของตนเอง ๒. ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม ๓. ผู้ทำพินัยกรรม จะต้องลงลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ไว้ในพินัยกรรมนั้น จะลงลายพิมพ์นิ้วมือไม่ได้ มีข้อที่น่าสังเกตว่า พินัยกรรมแบบนี้ไม่ต้องมีพยานรู้เห็นในการทำพินัยกรรมแต่อย่างใด พินัยกรรมแบบที่ไม่ได้เขียนเองหรือที่เรียกว่าแบบธรรมดา มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ๒. ต้องลง วัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น ๓. มีพยานอย่างน้อยสองคน


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๑ - ๔. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานในพินัยกรรมอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน กล่าวคือเมื่อ ผู้ทำพินัยกรรมลงชื่อในพินัยกรรมนั้น พยานอย่างน้อยสองคนต้องได้อยู่รู้เห็นด้วย ๕. พยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น สำหรับบุคคลที่จะ เป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้นั้น กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้ ก. ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ข. บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ ค. บุคคลที่หูหนวกเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง -------------------------------------------


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๒ - (ตัวอย่าง) พินัยกรรม แบบธรรมดา วันที่ ...... เดือน ................................... พ.ศ. ............... ทำที่บ้านเลขที่....................ถนน................................อำเภอ.................................จังหวัด...................................... ข้าพเจ้า................................................................อายุ.................ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่............... ถนน.............................................อำเภอ................................................จังหวัด...................................................... ขอทำพินัยกรรมไว้กรณีที่ข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย ขอให้จัดการทรัพย์สินของข้าพเจ้าดังต่อไปนี้ (1) ที่ดินโฉนดเลขที่ ..............................ตำบล................................อำเภอ............................................... จังหวัด................................ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี ควรระบุที่อยู่..................................................................) ซึ่งเป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอยกให้แก่ นาย/นาง/นางสาว......................................................บุตรของข้าพเจ้า (2) ทรัพย์สินของข้าพเจ้าอันได้แก่ ก. เงินฝากในธนาคาร ..................................เลขที่บัญชี....................................................ขอยกให้ (ระบุชื่อนามสกุล หรือชื่อหน่วยงาน นิติบุคคล).................................................................................................. ข. ทรัพย์สินอย่างอื่น คือ..............................................................(ควรระบุว่าเก็บไว้ที่ใด) ขอยกให้ (ระบุชื่อนามสกุล หรือชื่อหน่วยงาน นิติบุคคล).................................................................. (3) ทรัพย์สินอื่นของข้าพเจ้าที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมนี้ และที่จะมีขึ้นในภายหน้า จะยกให้แก่ ............................................................................................................................................................................... (4) ข้าพเจ้าขอตั้งให้นาย/นาง/นางสาว....................................................................เป็นผู้จัดการมรดก จัดการทรัพย์มรดกของข้าพเจ้าตามพินัยกรรมฉบับนี้ ในขณะที่ข้าพเจ้าทำพินัยกรรมฉบับนี้ มีสติสัมปชัญญะดี มีสุขภาพสมบูรณ์ และมิได้มีผู้ใดมาข่มขู่หรือ หลอกลวงให้ข้าพเจ้าทำพินัยกรรมฉบับนี้แต่อย่างใด พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นเพียงฉบับเดียว ข้าพเจ้าได้ลงลายมือ ชื่อไว้ต่อหน้าพยาน และข้าพเจ้าได้มอบพินัยกรรมฉบับนี้ให้กับนาย/นาง/นางสาว...............................เก็บรักษาไว้ ลงชื่อ...........................................................(ลายเซ็น) ผู้ทำพินัยกรรม ( ) ข้าพเจ้ามีนามข้างท้ายนี้นั่งเป็นพยานในการทำพินัยกรรม และขอรับรองว่าผู้ทำพินัยกรรมได้ลงลายมือชื่อ ข้างบนนี้ต่อหน้าข้าพเจ้าทั้ง 2 คนนี้พร้อมกัน ลงชื่อ............................................................(ลายเซ็น) พยาน ( ) ลงชื่อ............................................................(ลายเซ็น) พยาน ( )


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๓ - สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) 3 การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเป็นการดูแลสุขภาพที่มีการบูรณาการความรู้ดั้งเดิมเข้ากับการบำบัด เสริม เพื่อส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีและป้องกันรักษาโรค ในปัจจุบันมีการนำการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไป ใช้ในการบำบัดรักษาคนไข้หรือผู้ที่มีความไม่สบาย ทำให้เกิดเป็นการแพทย์แ บบองค์รวมขึ้น (Holistic Medicine) การแพทย์แบบองค์รวมได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เปรียบเสมือนปรัชญาการ สร้างสุขภาพและการรักษาโรค ซึ่งจะพิจารณาองค์ประกอบทุกอย่างของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การให้ผู้เข้ารับการบำบัดเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบำบัดรักษา หรือ ปฏิบัติตนเพื่อให้หายจากโรคภัยด้วยตนเอง จะเห็นได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทพฤติกรรมสุขภาพจาก “เชิง รับ” มาเป็น “เชิงรุก” ในบางครั้งเรียกการแพทย์แบบองค์รวม ว่าเป็นการแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่วิธีใดวิธีหนึ่ง หากแต่ครอบคลุมถึงการวินิจฉัยโรค การบำบัดรักษา และการ ส่งเสริมสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้ให้คำนิยามของสุขภาพ (Health) หมายถึง ความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ส่วนคำนิยามสุขภาวะ (Well-Being) คือ การที่สุขภาพทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณอยู่กันอย่างสมดุล (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน ปรถ ปฐพีทอง, ๒๕๔๗ และ Mathai, ๒๐๐๕) สุขภาวะ (Well-Being) คือการมีสุขภาพดี มีความรู้สึกเป็นสุข ความสมดุล ความเป็นองค์รวม ของ ๔ มิติ คือ กาย จิต สังคม ปัญญาหรือจิตวิญญาณ ที่บูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และสังคม เพื่อสร้าง “ความอยู่เย็นเป็นสุข” (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล,๒๕๔๙ อ้างถึงในกองบรรณาธิการใกล้หมอ, ๒๕๔๗) สุขภาวะทางจิตใจ (Mental Health) หมายถึง จิตใจที่มีความสุข รื่นเริง คล่องแคล่ว ไม่มี ความเครียด มีสติสัมปชัญญะ และความคิดอ่านตามควรแก่อายุ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน ประเวศ วะสี, ๒๕๔๓ และสันต์ หัตถีรัตน์, ๒๕๔๘) หรือกล่าวได้ว่าจิตใจเป็นตัวเชื่อมระหว่างภายในและภายนอก เช่น การทำสมาธิ เทคนิคการ Deep Relaxations เพื่อเป็นการเพิ่มสมาธิและช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ การทำสมาธิและการใช้น้ำมัน สมุนไพร Mass Therapy และการกดจุด ซึ่งเป็นการทำให้มีการเคลื่อนไหวของพลังงานภายใน (ดวงกมล ศักดิ์ เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน Mathai, ๒๐๐๕) สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางร่างกาย (Physical Health) หมายถึง ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง คล่องแคล่ว มีกำลัง ไม่เป็นโรค ไม่พิการ มีสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน ประเวศ วะสี, ๒๕๔๓) โดยในการแพทย์แบบองค์รวมจะเน้นไปที่การคลายความตึงของกล้ามเนื้อโดยการถ่ายทอด พลังงานผ่านทางการนวด ได้แก่ วารีบำบัด การพอกหน้าด้วยผักและโคลนพอก การบำบัดโดยการสัมผัส (Touch Therapy) สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางสังคม (Social Health) หมายถึง ความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคม มีความสุข สันติภาพ มีระบบการบริการที่ดี 3 ที่มา : สุขภาพแบบองค์รวม | Filmmy At-cha - Academia.edu


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๔ - สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ (Spiritual Health) เป็นความสุขที่เกิดจากการเข้าใจ ธรรมชาติ เข้าใจความจริงแห่งชีวิตและสรรพสิ่ง จนเกิดความรอบรู้ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน สันต์หัตถีรัตน์, ๒๕๔๘) สมาคมการแพทย์แบบองค์รวมของสหรัฐอเมริกาได้ให้คำจำกัดความของสุขภาพแบบองค์รวม ๒ แบบ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน Walter, ๒๐๐๕) ดังนี้ ๑. สุขภาพแบบองค์รวม คือ ทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย และจิตใจ หรือร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ หรือ ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณเมื่อนำไปประยุกต์ใช้ กับการรักษาจะเรียกว่า การรักษาแบบองค์รวม (Holistic Medicine) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับปัจจัย ๓ อย่าง คือ สาเหตุของการเกิดโรค การเพิ่มความเกี่ยวข้องของผู้ป่วย และการพิจารณาการรักษาแผนปัจจุบัน (Allopathic) และ การรักษาแบบทางเลือก (Alternative) ๒. สุขภาพแบบองค์รวม หมายถึง การดูแลสุขภาพแบบทางเลือกเป็นการเปลี่ยนการรักษาจาก การแพทย์แผนปัจจุบันและใช้การรักษาแบบทางเลือก ดังนั้น สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) เป็นปรัชญาของการมีสุขภาวะที่ดีโดยพิจารณาถึง ทุก ๆ องค์ประกอบในร่างกาย ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะโรคที่เป็นหรือ เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่จะพิจารณาจากปฏิกิริยาความสัมพันธ์ระหว่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสภาพแวดล้อม ไม่สามารถแยกออกจากกันได้และความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องอยู่ในภาวะสมดุลเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายในการมีสุขภาวะที่ดีที่สุด สำหรับคำจำกัดความของสุขภาพแบบองค์รวมของไทย ตาม (ร่าง) พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ระบุไว้ว่า เป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ไม่ได้ หมายถึงความไม่พิการและการไม่มีโรคเท่านั้น โดย (ร่าง) พระราชบัญญัติสุขภาพได้จำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ เกี่ยวข้องกับสุขภาพได้เป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้ ๑. ระบบการแพทย์แผนไทย เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยอาศัยความรู้ความสามารถ เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยที่ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมาตั้งแต่ในอดีต เช่น รักษาด้วยการใช้สมุนไพร การนวด ประคบ การใช้ธรรมชาติบำบัด การนั่งสมาธิ ๒. ระบบแพทย์พื้นบ้าน คือ ระบบการดูแลสุขภาพกันเองในชุมชนจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิต ๓. การแพทย์ทางเลือก หมายถึง ระบบการแพทย์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผน ไทย หรือใช้แพทย์พื้นบ้าน เช่น โยคะ ชี่กง หรือการฝังเข็ม ปัจจุบันการแพทย์แผนไทยได้เปิดให้บริการสุขภาพที่เน้นการให้บริการแบบองค์รวม หรือ ไทยสัปปายะ โดยสัปปายะ เป็นคำมาจากภาษาบาลี แปลว่า สภาพเอื้อเกื้อหนุน ช่วยให้เป็นอยู่ทำกิจกรรม หรือดำเนินกิจกรรมได้ผลดี ไทยสัปปายะจะเป็นการรวมภูมิความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยทั้งองค์ความรู้ด้านการ ใช้สมุนไพรไทย หัตถบำบัดด้วยการนวดแผนไทยและสปาแบบไทยที่มีการรักษาด้วยอาหาร การบำบัดด้วยน้ำ การบำบัดด้วยกลุ่ม ในการสร้างความแข็งแรงให้กับจิตใจด้วยการนั่งสมาธิ การทำฤๅษีดัดตน รวมทั้งกายบริหาร แบบต่างๆ โดยทั้งหมด อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงในกอง บรรณาธิการใกล้หมอ, ๒๕๔๗) แนวคิดสุขภาพแบบองค์รวม คำว่า “องค์รวม” หรือ “Holism” มาจากคำว่า Holos หรือ Whole ในภาษากรีก หมายถึงความ เป็นจริงทั้งหมดหรือความสมบูรณ์ทั้งหมดของสิ่ง (Wholeness) มีเอกลักษณ์และเป็นเอกภาพ (Unity) ที่มิอาจแบ่งแยกเป็นส่วนย่อยได้ (รุจินาถ อรรถสิษฐ์, อ้างในปัจจุบัน เหมหงษา, บรรณาธิการ, ๒๕๔๑ : ๔๘)


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๕ - ทัศนะการมองสุขภาพแบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับทุกมิติที่สัมพันธ์กับชีวิต ได้จุดประกายความ เคลื่อนไหวของผู้คนในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในช่วงครึ่งศตวรรษที่ ๒๐ เนื่องจากขีดจำกัดของการแพทย์ปัจจุบัน ที่มีทัศนะการมองสุขภาพแบบแยกส่วน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาพึ่งตนเองในการดูแลสุขภาพมากขึ้น เมื่อแนวคิดและกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย มีการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่องทั้งวิธีการและการทดลอง เพื่อเสนอทางเลือกใหม่ ๆ เช่น การใช้สมุนไพร ธรรมชาติบำบัด การฝังเข็ม เป็นต้น ปัจจุบั น แน วคิดแบ บ องค์รวมถือเป็ นกระบ วน ทั ศน์ให ม่ ต่อการม องชีวิตและสุขภ าพ ที่มีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์และการสาธารณสุขปัจจุบัน องค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพแบบองค์รวม ในหลาย ๆ ภูมิภาคทั่วโลก ได้ให้ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพองค์รวมไว้ใกล้เคียงกัน Susan Walter ประธาน American Holistic Health Association กล่าวว่า สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งหมด มากกว่าการเน้นแต่ความเจ็บป่วย หรือการจัดการ กับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยพิจารณาที่ “ตัวคนทั้งคน” ความเกี่ยวเนื่องของร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคน ๆ นั้น และเธอได้เสนอหลักการพื้นฐานของ สุขภาพองค์รวมไว้ ๕ ประเด็น ดังนี้ ๑. สุขภาพแบบองค์รวมให้คุณค่าของคำว่า “สุขภาพ” ว่าไม่ใช่เพียงแค่การไม่เจ็บป่วย แต่หมายถึง การปรับ แก้ไข และพัฒนาให้เกิดการมีสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง ๒. สุขภาพของเราจะเป็นแบบเดียวกับวิถีชีวิตของเราที่เป็นอยู่ การเลือกบริโภคสิ่งใดเข้าสู่ทั้งทาง ร่างกายและจิตใจ จะมีส่วนกำหนดสภาวะสุขภาพกายและใจของบุคคลนั้น ๆ ๓. การป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หลักการของสุขภาพแบบองค์รวมจะเน้น การพัฒนาระดับการมีสุขภาพดีให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยให้ทบทวนพฤติกรรมในแต่ละวันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ๔. สุขภาพแบบองค์รวมเน้นการให้คุณค่าต่อวิถีการดำรงชีวิต การเรียนรู้และการสร้างความรับผิดชอบ ให้แต่ละบุคคลได้พยายามดูแลตนเองให้มีสุขภาวะที่สมดุลและสมบูรณ์ ๕. เมื่อเจ็บป่วยจะใช้หลักการสุขภาพแบบองค์รวมในการแลกเปลี่ยนเรื่องการรักษาและการดูแล สุขภาพระหว่างแพทย์และคนไข้ โดยการเยียวยาแบบธรรมชาติ และพิจารณาปัจจัยทั้งตัวคนและสถานการณ์ ที่เกี่ยวข้อง (ปัทมาวดี กสิกรรม, ๒๕๔๑ : ๘๙) สุขภาพในมุมมองแบบองค์รวม มิใช่การปราศจากโรคเท่านั้น แต่ว่าสุขภาพคือสุขภาพของชีวิต (Wellness) หรือคุณภาพชีวิตทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับการให้คำนิยาม “สุขภาพ” ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ณ ที่ประชุมนครเจนิวา เมือปีค.ศ. ๑๙๘๖ ดังนี้ “Health is a state of complete physical, mental and social well-being, not merely and absence of diseases and infirmity” สุ ข ภ า พ หมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต และทางสังคม มิใช่เพียงการปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น และในที่ประชุมสมัชชา WHO เมื่อพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ มีการเพิ่มคำว่า“Spiritual well being” หรือ ความสุขทางวิญญาณเข้าไปด้วย (ประเวศ วะสี, ๒๕๔๑ : ๔) การแพทย์แบบองค์รวมจะมองว่าปัจจัยสำคัญที่สุดในการบำบัดรักษาอยู่ที่ตัวผู้ป่วย ไม่ใช่ให้ ความสำคัญกับแพทย์ผู้รักษา เพราะจะลงเอยด้วยการเน้นเทคนิควิธีการรักษาเกี่ยวกับทางกายเป็นส่วนใหญ่ ด้วย เหตุที่ความเจ็บป่วยนั้นมิได้เกิดเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ การรักษาทั้งระบบได้ ก็ต่อเมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เพื่อให้ระบบเกิดดุลยภาพ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นการแพทย์แบบองค์รวมจึงถือบทบาทให้คำปรึกษาทางการแพทย์ เป็นบทบาทหลักของแพทย์มากกว่า การ บำบัดรักษา (พระไพศาล วิสาโล, บรรณาธิการ ๒๕๓๖ : ๔๕)


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๖ - การดูแลอย่างองค์รวม (Holistic care) หมายถึง การดูแลผู้มารับบริการไม่เฉพาะเป็นเพียงคนไข้ เท่านั้น แต่ต้องมองในทุกมิติของความเป็นมนุษย์ อันได้แก่ ร่างกาย จิตใจ สังคมและครอบครัว ก่อให้เกิดการ เรียนรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลสุขภาพตนเองของคนไข้หรือผู้รับบริการ (ระวินันท์ ศิริกนกวิไล และคนอื่นๆ, ๒๕๓๙: ๕๕) กองการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมแนวใหม่ไว้ ดังนี้ ๑. กลุ่มศาสตร์/เทคนิคของศาสตร์เพื่อการปรับสมดุลของธาตุ/สารชีวภาพในร่างกาย ได้แก่ - สมุนไพรชนชาติต่างๆ (Herbal) - สูตรอาหารต่างๆ ได้แก่ อาหารแมคโครไบโอติกส์ (Macrobiotics) อาหารเจ อาหาร มังสวิรัติอาหารเฉพาะสูตรสำหรับผู้ป่วย - วิตามินบำบัด (Megavitamin) - ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Mega nutrition) - การล้างพิษ (Detoxification) - สารชีวภาพอื่นๆ เช่น โฮมิโอพาที (Homeopathy), Bio-molecular therapy - การขับสารพิษ (Chelating therapy) ๒. กลุ่มศาสตร์/เทคนิคของศาสตร์เพื่อการปรับสมดุลของโครงสร้างร่างกาย (กระดูกและกล้ามเนื้อ) ได้แก่ - การนวด ดัด ดึง ในวัฒนธรรมต่างๆ การจัดกระดูก (Chiropractic therapy) - ดุลยภาพบำบัด การออกกำลังกายแบบต่างๆ ได้แก่ โยคะ ชี่กง ไทเก็ก (Yoga, Tai-chi) - วารีบำบัด (Hydrotherapy) ๓. กลุ่มศาสตร์/เทคนิคของศาสตร์เพื่อการปรับสมดุลของพลังในร่างกาย/ความสัมพันธ์ กาย จิต ได้แก่ - สมาธิและการเสริมสร้างพลังในวัฒนธรรมต่างๆ ได้แก่ พลังกายทิพย์ พลังจักรวาล พลังออรา พลัง พีระมิด โยเร โยคะ ชี่กง ไทเก็ก พลังจิต การสะกดจิต - การฝังเข็ม (Acupuncture) - การกดจุด (Reflexology) - ดนตรีบำบัด (Music therapy) - สุคนธบำบัด (Aromatherapy) - สนามแม่เหล็กบำบัด (Magnetic field therapy) (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ๒๕๕๐ : ๒๔-๒๖) ความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนไทย แนวคิดทางการแพทย์แผนปัจจุบันทำให้กระบวนการวินิจฉัยและรักษาโรคมีพัฒนาการรักษาแบบ เฉพาะทาง โดยอาศัยยาแผนปัจจุบัน การผ่าตัด และเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ สูงขึ้นมาก ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยห่างเหินกันมากขึ้น แพทย์มีเวลาให้ผู้ป่วยอย่างจำกัด และสนใจ ขจัดเพียงความเจ็บป่วยที่วัดได้หรือตรวจพบ ในช่วงครึ่งปลายของศตวรรษที่ ๒๐ ประเทศในเขตยุโรปตะวันตกและเขตอเมริกาเหนือ จึงเริ่มแสวงหา วิธีการดูแลด้านสุขภาพแนวใหม่ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแนวคิดดังกล่าว กระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หลากหลายรูปแบบในอดีต ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่าง เช่น การแพทย์พื้นบ้าน (folk medicine) การใช้ สมุนไพร (herbals) ธรรมชาติบำบัด (natural therapy) การนวด (massage) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการ ประยุกต์ใช้ประโยชน์จากปรัชญาฝ่ายตะวันออก เช่น วิธีการแบบโยคะ (yoga) การฝึกสมาธิ (meditation) และ ก ารแ พ ท ย์ จี น เข้ าสู่ โล ก ต ะวัน ต ก ด้ วย ทั้ งนี้ เพื่ อ เป็ น อี ก ท างเลื อ ก ห นึ่ งข อ งก ารดู แ ล สุ ข ภ าพ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๗ - ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ เป็นบุคคลหนึ่งที่ช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทย ให้ทัดเทียมนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสาขาการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การพยาบาล เภสัชกรรม ทันตกรรม กีฬา ศาสนา และสังคม เป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมด้านสุขภาพอนามัยมากมายทั้งด้านวิชาการ แพทย์ ด้านกีฬาและด้านศาสนา เมื่อผสมผสานองค์ความรู้จากภูมิปัญญาอันหลากหลายของชีวิตท่านแล้ว ครอบคลุมทุกอย่างในหลักการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สุขภาพในความหมายของการแพทย์แผนไทย คือ สุขภาพกาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการ ดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติตามหลักพุทธธรรม ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จิตที่ฝึกดี ย่อมนำความสุขมาให้ นั่นคือ แนวคิดพื้นฐานของหลักธรรมานามัยในการแพทย์แผนไทย ธรรมานามัย หมายถึง ระบบการสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิถีทางธรรมชาติโดยให้ความสำคัญแก่สิ่งที่มี ผลกระทบต่อสุขภาพ ธรรมานามัยจะช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ มีร่างกายแข็งแรง มีจิตใจสงบ รู้กระทบรู้กระทำ สามารถช่วยเหลือตนเองและสังคมได้ (อวย เกตุสิงห์ ๒๕๓๑ : ๑๖๖) แนวคิดพื้นฐานของหลักธรรมานามัยในการแพทย์แผนไทย มองภาวะสุขภาพแบบองค์รวม พุทธธรรมมองชีวิต คนเป็นนามรูป และใช้นามรูปที่เป็น ๒ อย่างนี้รวมกันเป็นเอกพจน์ คือ รวมกันหรือเนื่องกัน เป็นหนึ่งไม่มองแยกเป็นสอง เพราะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันไม่แยกต่างหากจากกัน เป็นระบบ แห่งความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอิงอาศัยกัน องค์ประกอบของธรรมานามัย มี ๓ ส่วน คือ ๑) กายานามัย เป็นการส่งเสริมสุขภาพทางกาย ด้วยการออกกำลังกายโดยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม แก่วัยและสภาพร่างกายของบุคคล เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดและมีการเสี่ยงอันตรายน้อยที่สุด เป็นความจริงที่ว่าวิธีการ ออกกำลังกายต่าง ๆ นั้น บางวิธีอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคนในทางปฏิบัติ จึงต้องมีการทดสอบ ความพร้อมของสมรรถภาพร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่งเพื่อสุขภาพ สำหรับแพทย์แผนไทยมีวิธีการส่งเสริม สุขภาพกายด้วยท่าฤๅษีดัดตน การฝึกลมปราณ เป็นต้น นอกจากกายบริหารแล้ว ยังมีข้อกำหนดในการเลือก รับประทานอาหารตามธาตุเจ้าเรือน การพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็จัดอยู่ในหมวดของการส่งเสริมสุขภาพกายด้วย ๒) จิตตานามัย การส่งเสริมสุขภาพทางใจด้วยการปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาตามหลักที่กำหนดในพุทธ ธรรม อาศัยศีลในการละความชั่วทุจริตทางกาย วาจา ใจ เพื่อสร้างพื้นฐานจิตให้มั่นคง และการอบรมสมาธิ ภาวนา ช่วยให้จิตนิ่งไปจนถึงขั้นวิปัสสนาเพื่อสร้างจิตในการรับรู้ความจริงของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องกฎแห่งกรรม ๓) ชีวิตานามัย การดำเนินชีวิตโดยยึดหลักอนามัย คือ อาศัยการปฏิบัติตามกายานามัยเพื่อส่งเสริม สุขภาพกาย และฝึกจิตตามจิตตานามัย ส่งผลให้เกิดชีวิตานามัยที่ดีด้วย เช่น การล้างพิษในร่างกายเป็นบาง โอกาส การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง หากรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องอาจจะมีผลกระทบทั้งด้านกายและ ด้านจิต การละเว้นสิ่งเสพติดทั้งหลาย เป็นต้น สิ่งสำคัญ คือ การดำเนินชีวิตอย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติให้มาก หลีกเลี่ยงมลภาวะ ประกอบสัมมาชีพที่ไม่เป็นโทษ จะได้ไม่ต้องหวาดระแวงเพราะโทษจากการทุจริตนั้น การปฏิบัติตามหลักกายานามัย จิตตานามัย และชีวิตานามัย จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพความงามแก่ ผู้ปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นความงามทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและงามจากภายในด้วยศีล สมาธิและปัญญา ซึ่งมีผลที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติจะเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใด สิ่งเหล่านี้ประกอบกันเป็นผลแห่ง บูรณาการองค์รวมของชีวิตด้วยธรรมานามัย หลักธรรมานามัยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพแบบบูรณาการร่วมกับ การดำเนินชีวิตในแนวพุทธศาสนาว่าด้วยธรรมชาติของกายและจิตใจที่ต้องเคลื่อนไหวไปตามกาลเวลา เคลื่อนไหวไปตามการกระทำความดีหรือความชั่ว ------------------------------------------


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๘ - มะเร็งที่รัก อาจารย์ สีนวล เดชพรหม ประธานธรรมานามัย รุ่นที่ 10 ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าทำไมจึงขึ้นหัวเรื่องว่า "มะเร็งที่รัก" เพราะมันทำให้ชีวิตครูรอดตายมาจนอายุ 75 และมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีทั้งกายและใจ ปัจจุบันมีคนรู้จักมากมายและมีแฟนคลับคอยติดตามเป็นชีวิต ที่ "สุขเกษียณ" ที่ทุกคนวัยนี้ต้องการ มันเป็นชีวิตที่มีปาฏิหาริย์ที่น้อยคนนักจะได้พบสิ่งนี้ เดิมรับราชการครู ตั้งแต่อายุ 21 เป็นครูที่ขยันจะอยู่แนวหน้าได้ทำทุกอย่างที่ ผู้อำนวยการสั่งการด้วยความขยันและมีความตั้งใจ จะเป็น "ครูมืออาชีพ"มิใช่มีอาชีพครูเท่านั้นจึงทุ่มเทให้งานอย่างเต็มที่ ประกอบกับผลการสอนเป็นที่ต้องการของ ผู้ปกครอง เพราะผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้น จึงเจียดเวลามาสอนนอกเวลาจนได้รับฉายานามว่า "ติวเตอร์มือ ทอง" เพราะยิ่งสอนคนก็ยิ่งเพิ่มจากปากต่อปากของผู้ปกครอง ดังนั้นจึงต้องนอนดึกขึ้น มีความเครียดโดยครูไม่ รู้ตัวโดยนึกว่างานนั่นแหละคือความสุขที่ทำให้เรามีศักยภาพเหนือเพื่อน ได้รับการยกย่องความไว้วางใจ มี ชื่อเสียง และแล้วเงินทองที่มากกว่าเงินเดือนก็ตามมา ก็ยิ่งทำให้ลืมดูแลตัวเองไม่มีเวลาได้ออกกำลังกาย ไม่มี เวลาจะทานอาหารที่ครบหมู่เอาสะดวกแค่ให้"ท้องไม่ว่าง" เท่านั้น ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการเป็นอาหารจาน เดียว "จานด่วน" สะสมมาหลายปีประกอบกับมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้"เครียด" โดยไม่รู้ตัวสะสมมาเรื่อย ๆ ทั้งที่มีอาการเตือนมาบ้าง เช่น ปวดศีรษะ เช้ามาก็มีอาการบ้านหมุน ปวดหัวข้างเดียว ท้องผูก เพราะเสียดาย เวลาที่ต้องไปเข้าห้องน้ำนานในช่วงสอน การทำงานสอนหนังสือต้องไปแต่เช้าเพื่อเตรียมนักเรียน เล่นดนตรีสด เพลงชาติและกายบริหารหน้าเสาธง ทำให้ต้องรีบตื่นแต่เช้า ได้ลงชื่อทำงานคนแรกเสมอ ไม่ได้ทานอาหารเช้า เป็นประจำ พอชั่วโมงว่างก็จะแอบหาของลงท้อง ถ้าไม่มีเวลาก็ทานพักเที่ยงทีเดียวเลย จนเป็นความเคยชิน และ เย็นก็ต้องรีบมาสอนพิเศษ หนักกว่านั้นด้วยความดัง ความโลภ ก็รับสอนตามคำขอของผู้ปกครองเพิ่มอีก 4 รอบ เสาร์อาทิตย์เช้าบ่าย ทำเช่นนี้มา 20 กว่าปีจนวันหนึ่งร่างกายทนไม่ไหว มีอาการปวดท้องอย่างหนักขณะสอน พิเศษภาคค่ำและปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว หมอบอกคุณมาช้ากว่านี้จะเสียชีวิตก็เลยได้หมอสั่งเช็คด่วนทุกอย่าง เพื่อเตรียมผ่าตัดในวันนั้น แต่ครูคิดว่าเป็นแค่ลำไส้อุดตันเพราะมีก้อน 4×7 ที่ลำไส้และมีอาการเบื่ออาหารทำดีท๊ อกซ์จึงจะได้ถ่าย ส่วนผมก็เริ่มร่วงแต่คิดว่าเข้าสู่วัยชราอาการก็เป็นแบบนี้เอง เมื่อผลออกมาว่าป็นมะเร็งระยะ 3 ปลายเข้าต่อมน้ำเหลืองไปแล้ว ยอมรับว่าทำใจไม่ได้เพราะมีประสบการณ์ว่าคนเป็นมะเร็งไม่รอด ก็ตัดสินใจเข้า รับคีโมและศึกษาหาความรู้จากโรคมะเร็ง ก็ได้ค้นพบว่าไม่ตายทุกคนถ้าดูแลตัวเองอย่างดีก็เลยลองสู้ให้ดีที่สุด สุดท้ายค่อยว่ากัน หยุดงานทุกอย่างหันมาดูแลตัวเองตั้งแต่ การทานอาหาร การนอน การพักผ่อน การออกกำลัง กาย สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น อ่านและฟังธรรมะมากขึ้นที่สำคัญได้มาออกกำลังกายก็ได้พบกลุ่มคนมากมาย จาก ที่เคยอยู่ในโรงเรียนกับครู 20 กว่าชีวิตในโรงเรียนมาเกือบ 40 ปีก็ได้มาพบกับผู้คนมากมายในการได้ออกกำลัง กาย ก็ต้องขอขอบคุณ อาจารย์สายใจ หัวเรืองเมือง ขณะที่รักษาตัวได้ไปอยู่ที่ใหม่หมู่บ้านสหพร หลังมหิดล ก็ได้มาออกกำลังกายเดินรอบสนามฟุตบอล ทุกเช้า ได้เข้าร่วมทำบุญในหมู่บ้าน ก็แนะนำให้มาเป็นสมาชิก สว. ของศูนย์การแพทย์ที่อยู่ใกล้บ้านลูก เมื่อเป็นสมาชิกก็ได้รับเลือกเป็นประธานคนแรกของ สว.ที่นี่ ในบุคลิกที่ดู แล้วน่าจะเป็นผู้นำได้ดี เพราะตอนเข้าไปใหม่ ๆ สมาชิกมีแค่สวดมนต์กิจกรรมยืดเหยียดสักชั่วโมงแล้วกลับบ้าน จึงคิดว่าน่าจะมีกิจกรรมเสริมให้มากกว่านี้เพราะเสียเวลามาแล้ว จึงได้จัดกายบริหาร รำวง ไม้พลองและลีลาศ เพิ่มขึ้น จัดให้มีโชว์กิจกรรมของ สว.ตามที่ต่าง ๆ และเริ่มมีรายการทีวีมาถ่ายทำ สมาชิกก็เพิ่มเป็น 500 กว่าคน จากที่ครูเข้าไปเป็นสมาชิกมีแค่ 83 คน ในช่วงนั้นได้มีโอกาสเข้ามาอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 10 คุณหมอพล หิรัณยศิริ ได้สนับสนุนให้ลงเลือกประธาน ได้ปฏิเสธการลงเลือกเป็นประธานเพราะยังอยู่ในการรักษามะเร็งอยู่ใน ขณะนั้น หลังจากได้ฟังการบรรยายของคุณหมอพงษ์ศักดิ์เกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ก็เลยตัดสินใจลงเข้ารับการเลือกตั้ง


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๘๙ - จึงได้มาเป็นประธานรุ่น 10 เมื่อครบวาระของการเป็นประธาน สว.ที่ศูนย์การแพทย์มหิดล ก็ตัดสินใจมาทำเรื่อง ที่ประชุมกันที่อยากให้สมาชิกกลับมาทำกิจกรรมที่มูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องซึ่งในเดือนเมษายน ปี 2559 ครู ได้รับเกีบรติเป็นบุคคลแบบอย่างจากมูลนิธิฯ ก็เลยเป็นพลังให้คิดงานนี้ขึ้นโดยไดัรับการสนับสนุนจากคุณพิเชฐ และคุณสมจิตต์มุจลินทังกูร และคณะกรรมการทางมูลนิธิฯ ซึ่งมีความเห็นว่า น่าจะมีกิจกรรมหลังการอบรม เพื่อให้สมาชิกได้กลับมาที่มูลนิธิฯ บ้าง เพราะทุกรุ่นอบรมแล้วไม่กลับมาแม้กระทั่งประธานรุ่นก็หายไปเพราะไม่มี กิจกรรมต่อเนื่องตามที่ได้อบรมไป ครูจึงมาวิเคราะห์กิจกรรมที่ให้ต่อเนื่องจากการที่อบรมไปให้ตรงกับการที่ สว. จะมีชีวิตตาม "ธรรมานามัยชน" ตามที่อบรมไป เน้น กาย ใจ และการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพกาย ใจที่ดี ได้แสดง ศักยภาพที่ตนเองถนัดแต่ขาดโอกาส มีการพบปะเพื่อนในวัยเดียวกัน มีการประสานกันในรุ่น มาพบปะเพื่อสร้าง กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้กับมูลนิธิฯ ของแต่ละรุ่น จึงคิดก่อตั้ง "พฤหัสหรรษา" ขึ้นโดยครูเองเป็นผู้จัดหา กรรมการและวิทยากรที่มีความสามารถและตรงตามหลักสูตรที่ได้อบรมไปให้มีกิจกรรมต่อเนื่องตามที่มูลนิธิฯ ต้องการ และผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมีสมาชิกมาร่วมกิจกรรมจนทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ มากมายในมูลนิธิฯ สมาชิกมีความสนใจในกิจกรรมที่ทางมูลนิธิฯ จัดมากขึ้น กิจกรรมที่ทางพฤหัสฯ จัดให้ทางกายให้สมาชิกได้เรียน ตามความถนัดและศักยภาพ พฤหัสฯ จัดให้ทุกความถนัดมีกิจกรรมออกกำลังกายตามปกติมีผู้นำ ได้แก่ ขยับไข ข้อ ชี่กง รำบัว เต้าเต๋อ ส่วนตามความชอบความถนัดมี ลีลาศ รำวงมาตรฐาน ไลแดนซ์ คาราโอเกะ งานเย็บผ้า งานฝีมือ การทำยาหม่อง น้ำยาซักผ้า ครีมอาบน้ำ อาหารฯลฯ งานสอนร้อยสร้อยงานฝืมือที่สวยงามไม่มีที่ไหน สอนได้ไม่ซ้ำเลย มีวิทยากรและคณะทำงาน 10 คน เจ้าหน้าที่ 3 คน รวม 13 ตย ที่จัดให้สมาชิกทุกพฤหัสฯ ก็ขอเรียนเชิญสมาชิกทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “พฤหัสหรรษา” นะคะ -------------------------------------------


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๐ -


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๑ -


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๒ -


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๓ -


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๔ -


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๕ -


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๖ -


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๗ - สุขภาพช่องปากในผู้สูงวัย ทันตแพทย์ เจริญ สุริยจักรยุธนา ธรรมานามัย รุ่นที่ 18 การที่จะมีสุขภาพช่องปากสมบูรณ์แข็งแรงดีได้นั้น ทุกคนต้องสร้างขึ้นด้วยตัวเอง ด้วยความเข้าใจสนใจ ใส่ใจที่จะดูแลรักษาทำความสะอาดฟัน และเหงือกในช่องปากด้วยการแปรงฟันร่วมกับใช้ไหมขัดฟัน ทำความ สะอาดซอกฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังทานอาหารมื้อหลักอย่างถูกวิธีสม่ำเสมอ ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน จะ ได้ห่างไกลจากโรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ จนลุกลามมากกลายเป็นโรคปริทันต์ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียฟัน ไปในที่สุด การไม่ได้รับความรู้ ความเอาใจใส่อย่างถูกต้องในการป้องกันรักษา ประกอบกับการตั้งหน้าตั้งตาทำมา หากินเพื่อความอยู่รอดจนละเลยต่อการดูแลรักษา ทำให้โรคเหล่านี้เป็นกันอย่างกว้างขวาง ถึงแม้ว่าโรคเหล่านี้ อาจไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน การรักษาก็เป็นแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น อีกทั้งยัง ทำให้ผู้ป่วยเสียทรัพย์ไปเป็นจำนวนมากในการรักษาแต่ละครั้ง ดังนั้น การให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในการป้องกันและรักษาสุขภาพในช่องปากอย่างเคร่งครัด ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่องทุกวัน และหมั่นไปพบทันตแพทย์ตามนัด คุณหมอจะได้ตรวจเช็คฟัน และส่วนต่าง ๆ ของเนื้อเยื่อในช่องปาก ถ้าพบความผิดปกติจะได้ให้การแนะนำป้องกันรักษาอย่างทันท่วงทีโดยไม่ปล่อยให้โรค มันลุกลามจนเกิดความสูญเสียของฟันและเหงือก เป็นหนทางที่จะช่วยให้ผู้ที่ปฏิบัติได้สามารถป้องกันและรักษา ตนเองให้คงมีสุขภาพของช่องปากที่ดีและแข็งแรง แถมประหยัดเงินค่ารักษาทางทันตกรรมได้มาก สภาวะทางสรีระของร่างกายในผู้สูงอายุในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ระบบ ประสาทและกล้ามเนื้อ สภาวะการทำงานของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น ล้วนเสื่อมสภาพทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ของอวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกายลดลงมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จากผลของกระบวนการเกิด ความชราภาพของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำให้ความสามารถในการรับรู้ลดลง การตอบสนองทางประสาท สัมผัสและกล้ามเนื้อลดลง ทำงานไม่ค่อยประสานกัน ในขณะที่สายตาก็เริ่มมีปัญหา บางคนก็หูตึงจะได้ยินเสียง ไม่ชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ ที่ทันตแพทย์พูดหรืออธิบาย ปัจจัยต่าง ๆ นี้ทำให้ผู้ป่วยอาจด้อยความสามารถในการ กำจัดคราบจุลินทรีย์ที่สะสมทั้งในตัวฟันแท้และฟันปลอมตามคำแนะนำ หรือไม่อาจปฎิบัติตามข้อแนะนำที่ทันต แพทย์พยายามกำชับให้ผู้ป่วยดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอให้ถูกต้อง จึงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคฟันผุ และเหงือก อักเสบ โรคปริทันต์รำมะนาด (โรคของอวัยวะรอบรากฟันต่าง ๆ ได้แก่ เคลือบรากฟัน เอ็นยึดปริทันต์ กระดูก เบ้าฟัน เหงือก) ผู้สูงวัยหลาย ๆ คนมักมีปัญหาเรื่องฟันผุและโรคปริทันต์ มักจะมาหาทันตแพทย์ก็ต่อเมื่อโรค ดังกล่าวมีอาการหนัก ฟันผุลุกลามมาก บางครั้งอาจพบเหลือแต่ตอฟัน ฟันโยกคลอน เนื้อเหงือกบวมแดง เจ็บปวดมากแล้วซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้สูญเสียอวัยวะในช่องปากทำให้เกิดสภาวะฟันหลอ เหงือกร่น กระดูกรอบ รากฟันยุบละลายตัวรอบตัวฟันที่ถูกถอนไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการใส่ฟันปลอมภายหลัง สภาวะการสูญเสียฟัน ทำให้ประสิทธิภาพของระบบการบดเคี้ยวอาหารด้อยถอยลง ร่างกายอาจขาดสารอาหารเนื่องจากไม่สามารถรับ อาหารที่ดีมีประโยชน์จำพวกผักผลไม้ได้เต็มที่นัก ความสุขและสุนทรีย์ในการรับประทานอาหาร ส่วนหนึ่งได้มา จากอาหารที่มีกลิ่นดีรสชาติดี อาหารที่มี รูป รส กลิ่นที่ดีจึงมีผลต่อสุขภาพอนามัยที่ดี การทานอาหารจึงเป็น เรื่องของความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้คนมีความสุข การสูญเสียฟันและใส่ฟันปลอมที่มีผลต่อการรับรสและ กลิ่นของอาหารย่อมบั่นทอนความสุขที่เกิดจากการกินอาหาร ความรู้สึกการสูญเสียฟันธรรมชาติยังมีผลต่อ สุขภาพจิต อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจทั้งในความสามารถของตนเอง และคุณค่าของตนเองซึ่งมีผลต่อ ภาพลักษณ์ ความมั่นใจ ความสวยงามของฟันเมื่อแย้มยิ้ม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความงามบนใบหน้า ทำ ให้หลาย ๆ คนที่ฟันหลอรู้สึกอาย ไม่อยากยิ้ม แม้คนที่ใส่ฟันปลอมก็อาจมีความไม่มั่นใจในขณะพูดเนื่องจากการ เปล่งเสียงออกมาอาจไม่ชัด เช่น เสียง 'ส 'เวลาเปล่งเสียงต้องเอาปลายลิ้นมาแตะปลายฟันหน้าบนเสียง 'ฟ' เวลา


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๘ - เปล่งเสียงต้องเอาริมฝีปากล่างมาแตะปลายฟันหน้าบน เป็นต้น ทำให้การสื่อสารติดขัดก่อให้เกิดความหงุดหงิด ขาดความมั่นใจการเคี้ยวอาหารก็อาจทำได้ไม่ถนัด อาหารไม่แหลกละเอียดอาจเกิดสภาวะเบื่ออาหาร อารมณ์ ผิดหวัง หดหู่ การหัวเราะก็เช่นกัน คนที่มีฟันธรรมชาติเพียงพอสามารถหัวเราะได้อย่างมั่นใจ ไม่กลัวฟันหลุดร่วง ดังเช่นที่พบได้ในผู้ที่ใส่ฟันปลอม ปัญหาต่าง ๆ นานาเหล่านี้ก็เป็นปัญหาทางบุคลิกภาพที่เสียไปอีกด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาสุขภาพฟันธรรมชาติและเหงือกให้แข็งแรง คงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปกติดีในผู้สูง วัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักใส่ใจดูแลรักษาสุขอนามัยความสะอาดในช่องปากด้วยตนเอง ทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันแสดงให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลานและคนอื่น ๆ ในครอบครัวโดยการแปรงฟันให้ ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับการใช้ไหมขัดซอกฟันเพื่อขจัดขี้ฟันที่ติดตามซอกฟันให้สะอาดหมดจดหลัง ทานอาหารทุกครั้งฝึกให้เป็นนิสัยการรักษาความสะอาดในช่องปากจะได้ไม่มีกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย ให้ ความร่วมมือกับทันตแพทย์และให้ไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาตามที่นัดหมายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ เนิ่น ๆ อย่างเคร่งครัด ในคนที่มีสุขภาพฟันและเหงือกที่แข็งแรงปกติก็ควรมาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คสภาพ เนื้อเยื่อในช่องปากอย่างน้อยปีละ 1 – 2 ครั้ง มักพบมีหินปูนซึ่งเป็นแหล่งเชื้อก่อโรคเกาะสะสมที่ฟันร่องเหงือกก็ ควรได้รับกำจัดออกไปด้วยการขูดหินปูน ในบางท่านที่สุขภาพทางกายไม่แข็งแรงทรุดโทรม เดินเหินลำบาก อาจ ต้องนั่งรถเข็น ก็ควรมีคนคอยช่วยเข็นรถพามาพบหมอฟันเพื่อตรวจรักษาแต่แรก อย่ารอให้โรคในช่องปาก ลุกลามไปมากแล้วจนต้องสูญเสียฟันและเหงือกอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฟัน แท้ๆ ที่พ่อแม่เราให้มาแต่กำเนิดย่อมสวยงามแบบธรรมชาติ ใช้งานได้ประหยัดค่าใช้จ่ายดีกว่าฟันปลอมไม่ว่า ชนิดใด ๆ ในโลกเป็นไหน ๆ ครับ -------------------------------------------


คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 | คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 20 โครงการธรรมานามัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ | - ๙๙ - ดนตรีเพื่อสุขภาพ โดย อาจารย์เสาวณีย์สังฆโสภณ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ธรรมานามัย รุ่นที่ ๔ ดนตรีเป็นศิลปะที่สร้างความสุนทรี ผ่อนคลายความตึงเครียดความวิตกกังวล ทาให้เกิดความสุข ความ งดงามในใจ และเข้าถึงมนุษย์ได้ง่ายและเร็ว (โดยเฉพาะเรื่องการฟัง) จากการศึกษา ค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ทาให้ พบว่า องค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ของดนตรีคือ ระดับเสียง ความดัง และความเร็วของ จังหวะจะส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การฟังเพลงที่มีคุณภาพจะช่วยให้ใยประสาท สมองเพิ่มจานวนมากขึ้น ช่วยพัฒนาการรับรู้ การเรียนรู้ สร้างความจำ สร้างพลัง กาลังใจ ก่อให้เกิดความสุข ความผูกพันรักใคร่อบอุ่น และช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข เกิดภูมิคุ้มกันโรค ลดความวิตกกังวล ความเจ็บปวด ช่วยทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีพลังและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ดนตรีจึงมีคุณค่ามหาศาลต่อ มนุษย์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สามารถผสมผสานกับศิลปะหรือกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะอื่น ๆ ได้ดี ข้อแนะนำ การใช้ดนตรีเพื่อสุขภาพมีดังนี้ 1. เลือกฟังเพลงที่มีจังหวะปานกลางประมาณ 70 – 80 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นหัวใจ มนุษย์ในภาวะปกติ เช่น เพลงบรรเลง เพลงร้องแบบพื้นบ้านหรือลูกทุ่ง ลูกกรุง ไทย-สากล ฯลฯ เสียงไม่ดังมาก ไม่ควรเกิน 80 เดซิเบล และเสียงไม่สูงเกินไป ควรหาโอกาสฟังเพลงก่อนเวลาเริ่มเรียน เริ่มทำงาน ช่วงพัก จะทำ ให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยลดความเหนื่อยความเครียดลงได้ 2. เลือกฟังเสียงดนตรี หรือเสียงนักร้องที่ฟังชัด ใส กังวาน ทุ้ม นุ่มนวล เช่น เปียโน กีตาร์ ไวโอลิน พิณ แอคคอเดียน เมาท์ออแกน ขิม เสียงธรรมชาติ เช่น นกร้อง น้ำตก เสียงคลื่น เป็นต้น และฟังเพลงที่มี ท่วงทำนองที่ไพเราะ นุ่มนวล มีชีวิตชีวา สร้างสรรค์ให้ความหมายที่ดี 3. นอกจากเพลงที่ชอบฟังเป็นประจำแล้ว หากมีเวลาควรฟังเพลงให้ได้หลากหลายประเภท โดยฟัง จากที่ต่าง ๆ เช่น ฟังรายการทางวิทยุ โทรทัศน์ ชมการแสดงดนตรีประเภทต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทักษะและ ประสบการณ์การฟัง 4. ไม่ควรใช้หูฟังซาวเบาท์นานเกินไป การฟังเสียงที่ดังอึกทึก เสียงสูงแหลม หรือเสียงที่มีจังหวะเร็วเร่ง เร้าเป็นเวลานานทำให้ประสาทหูเสื่อมเร็ว และอาจนำมาซึ่งความเจ็บป่วยทางจิตใจและร่างกายได้ จึงควร หลีกเลี่ยงเสียงที่มีมลพิษ ได้แก่ เสียงตะโกน เสียงทะเลาะเบาะแว้ง เสียงดังมาก เช่น เสียงเร่งเครื่องรถ มอเตอร์ไซค์ เสียงเครื่องบิน เสียงเครื่องจักร ขุดถนน


Click to View FlipBook Version