The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มูลนิธิชีวิตพัฒนา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้จัดทำโครงการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๙ ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5, ๑๒, ๑๙, ๒๖ กุมภาพันธ์ และวันอาทิตย์ที่ ๕, ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมีผู้ผ่านการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๘ เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ คณะกรรมการดำเนินการจัดอบรม “ธรรมานามัย” รุ่นที่ ๑๙ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องและฝ่ายวิชาการธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๘ จัดทำคู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๙ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จนแล้วเสร็จเป็นรูปเล่ม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pinit.array, 2023-02-02 21:44:50

คู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 19

มูลนิธิชีวิตพัฒนา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้จัดทำโครงการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๙ ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5, ๑๒, ๑๙, ๒๖ กุมภาพันธ์ และวันอาทิตย์ที่ ๕, ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมีผู้ผ่านการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๘ เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ คณะกรรมการดำเนินการจัดอบรม “ธรรมานามัย” รุ่นที่ ๑๙ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องและฝ่ายวิชาการธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๘ จัดทำคู่มือการอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ ๑๙ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์จนแล้วเสร็จเป็นรูปเล่ม

Keywords: อบรม

- ๕๐ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๒ ดอกกุหลาบ วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : นายธนันท์พงศ์ ปิยะวรรณะกูล และ นางสาคร โอภิธากร ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 1. นางอรวรรณ โอวรารินท์ วรรณ 095 579 6169 2. นางสาวเรณู บุญระพงษ์เจริญ เรณู 081 920 2733 3. นางสาวดุษฎี ประทีปพรศักดิ์ โกะ 089 453 3439 4. นางสุวัฒนา เลิศสุวรรณกุล วัฒ 081 869 6563 5. นางทองเกิน นิลรัตน์นิศากร ทองเกิน 096 186 3332 6. นางภาวินี อชินธรางกูร แจง 094 895 7454 7. นางสาวพรทิพย์ กมลพัฒนะ ทิพย์ 081 350 3469 8. นางสาวไพวัลย์ เหล็งสุดใจ 089 743 1616 9. นายลลิต เลิศไม้ไทย ลิต 095 367 2670 10. นางอัญชลี โสภณดิเรกรัตน์ อัญชลี 081 330 3938 11. นางสาวภัคธภา ชิตาภากิตต์ เกียว 083 074 0636 12. นางพรทิพย์ อธิจิตวิสุทธิ์ ทิพย์ 089 072 6698 13. นางสาววาสนา นะเมตตาจิต โบว์ 099 441 4946 14. นางลักขณากร ศรีวิชัย แอ๋ว 086 521 0614 15. นางสาวคณัสมน อุดมศักดิ์ไพบูลย์ น่า 089 500 2749 16. นางสาวสิริกานต์ รอดบุญรมย์ ไก่ 089 920 6425 17. นางสาวสุทธดา สกุลรักษ์ เอื้อม 080 592 2332


- ๕๑ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๓ ดอกพุด วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : นางฉัฐนันท์ อินทราชา และ นางสาวอรสา ปฏิพัทธปัญญากุล ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 1. นางจุฑามาศ โกมลเลิศ แดง 089 141 4482 2. พันเอกหญิงศิริวรรณ วงษ์สวัสดิ์ เป้า 081 806 9449 3. นางธารทิพย์ ยงสกุลโรจน์ เล็ก 081 822 4915 4. นางอุไรวรรณ เลิศสุวรรณกุล อุ 086 888 8088 5. นางสาวนภัสนันท์ รับพร วรรณ 095 5524282 6. นางสาวธนวรรณ จันทรจตุรงค์ โส่ย 088 416 3516 7. นายเพทาย หอมชะเอม ตุ้ย 081 817 7380 8. นางศิริวรรณ จงสุกใส อ้อย 094 994 4645 9. นางตวงพร ทรัพย์สาคร ไก่ 081 845 7459 10. นางสุนทรี แซ่จัน สุน 084 004 8500 11. นายบวรสิน นิยมตรง ทนง 089 815 7119 12. นางบุญญพร วรกิตต์เดชา บุญ 092 261 4916 13. นายสมยศ เจริญสุข ยศ 081 551 0869 14. นางสาวพรรณี ตระกูลผุดผ่อง นก 081 913-6041 15. นางสาวใสศรี หิรัญประเสริฐวุฒิ สี 081 457 2501 16. นางประเสริฐศรี จินดานุภาจิตต์ วรรณา 081 859 1162


- ๕๒ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๔ ดอกรัก วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : นางสาวโชติรส เหล่ามานะ และ นายจรัญ เล็กสราวุธ ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 1. นางณัฐพิไล กาญจน์ลัทธ์ น้อย 094 261 6195 2. นายส่วน ดวงจันทร์ 081 914 9044 3. นายประพันธ์ มานวธงชัย 089 526 2053 4. นางกัญญาศิริ ศรีระบา ศรี 081 439 9567 5. นางนิยมพร ภารัตนวงศ์ กอง 081 725 6911 6. นางประไพศรี เปี่ยมสอาด ศรี 081 493 9221 7. นางสาวภูริตา สุรุกำพลธร 081 867 0624 8. นางสาวอุไร เชิงชาญกิจ จันทร์ 087 687 6248 9. นางสาววราภรณ์ ภิญโญมิตร กุ้ง 081 685 8422 10. นางสายสมร รัตนโรจนากุล อ้อย 080 454 0245 11. นางสาวประกายรัตน์ พุกกะเปรมะ แฮปปี้ 065 546 1652 12. นางสาวชนัญธร อัศวภูบดี จิต 085 219 9554 13. นางสาวสุรีย์ ณรงค์กเลิศภักดี สุ 085 128 6220 14. นายสุชิน เทียนพิทักษ์ ชิน 081 686 8395 15. นางสาวธนชล อุดมลาภ เพชร 089 504 6969 16. ผศ.ดร.อาภา ภัคภิญโญ อาภา 081 936 4904


- ๕๓ - รายชื่อผู้เข้ารับการอบรมแยกตามกลุ่มดอกไม้ กลุ่ม ๕ ดอกบานไม่รู้โรย วิทยากรประจำกลุ่ม (Facilitator) : นางนวพร กลิ่นบัวแก้ว และ นางสาวบุศยรัตน์ แก้วไพฑูรย์ ลำดับ ชื่อตัว - สกุล ชื่อเล่น โทรศัพท์ 1. นางน้อย พิทักษ์ลิ้มสกุล น้อย 081 551 4888 2. นางสำอาง เข็มทอง สอางค์ 097 240 5928 3. นายปาลก์ชิตภาคย์ รักษาศิลป์ ปาล 062 852 4419 4. นางจงกลนี ชุติมาเทวินทร์ นี 089 695 9463 5. นางสุกานดา มิ่งสิทธิชัย 086 464 5463 6. นายเทพ เอื้อมบุญสุข เทพ 086 345 1717 7. นางสาววีณา ยุกตเวทย์ นา 086 300 9038 8. นางสาวดวงเด่น โพธิ์สุ ต้อย 083 448 2314 9. นางพรทิพย์ ยิ้มวิไล แดง 091 694 0745 10. นางมีนา พิทยโสภณกิจ มีนา 081 554 5925 11. นางสาวนงลักษณ์ แต้มสุวรรณ ลักษณ์ 097 152 3829 12. นางอุดมลักษณ์ รัตนอำพล น้อย 086 839 0199 13. นางสาวสุนีย์ สากลปัญญา นี 082 551 6062 14. นายณัฐพัชร์ พร้อมจิตต์ นก 086 400 6386 15. นางสาวปรารถนา มณีสินธุ์ ก้อย 094 486 3566 16. นางสาววิภาวรรณ กิจถาวรกุล วิ 081 692 3998


- ๕๔ - ส่วนที่ ๓ เรื่องบทความทางวิชาการ กิจกรรม และประมวลภาพกิจกรรม • แก่อย่างสง่า - ศ.เกียรติคุณ เรือโท นพ.อวย เกตุสิงห์ • ธรรมานามัย - นพ.พล หิรัณยศิริ • กายดี ชีวีเป็นสุข - นพ.พล หิรัณยศิริ • อ่านสักนิด...ชีวิตเปลี่ยน - นพ.พล หิรัณยศิริ • การบริหารจิต - ผศ.นพ.มนตรีกิจมณี • ดูแลร่างกายและจัดการทรัพย์สินอย่างไรให้หายห่วง - ศ.แสวง บุญเฉลิม • สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) • มะเร็งที่รัก - อ.สีนวล เดชพรหม • เชื้อไวรัสโอมิครอนกลายพันธุ์-สายพันธุ์ย่อย BA.2.75.2, BQ.1.1 และ XBB – ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์อมร ลีลารัศมี • สุขภาพช่องปากในผู้สูงวัย - ทพ.เจริญ สุริยจักรยุธนา • ดนตรีเพื่อสุขภาพ - อ.เสาวณีย์ สังฆโสภณ • จิตสาธารณะ จิตอาสา • เครือข่ายจิตอาสา • เปลี่ยนการจัดการขยะเป็นการจัดการทรัพยากรกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน - ดร.ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ


- ๕๕ - แก่อย่างสง่า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เรือโท นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ทุกคนควรสนใจเรื่องความแก่ เพราะทุกคนกำลังแก่... อย่าเข้าใจผิดว่าเราอายุยังน้อย ยังไม่แก่... แท้จริงความแก่เริ่มตั้งแต่เกิด... ทุกคนต้องแก่ ไม่มีใครหนีพ้น จะดิ้นรนเดือดร้อนอย่างไรก็ต้องแก่ ทางที่ดี คือ พยายามหาประโยชน์ให้ มากที่สุดจากการแก่ หรือทำให้การแก่มีโทษต่อตัวเองน้อยที่สุด คนแก่กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในสังคม การแพทย์ก้าวหน้า ทำให้คนอายุยืนมากขึ้นและรักษา สมรรถภาพไว้ได้นานมากขึ้น ในขณะเดียวกันเด็กกำลังมีจำนวนน้อยลงเพราะการวางแผนครอบครัว ดังนั้น สัดส่วนของคนแก่จึงเพิ่มขึ้น ในเยอรมันตะวันตกคนมีอายุเกิน ๖๕ ปี มีถึงร้อยละ ๑๕ ของพลเมือง ในฝรั่งเศสมีร้อยละ ๑๓.๔ ใน ประเทศไทยผู้ที่มีอายุเกิน ๖๐ ปี มีร้อยละ ๕.๑๒ (สถิติตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๑) นอกจากในแง่ของจำนวน คนแก่มีความได้เปรียบในสังคม เพราะมีประสบการณ์ มีสายสัมพันธ์ทางการ งานและธุรกิจ และบางทีมีเงินสะสมไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้คนหนุ่มสาวส่วนมากยังไม่มี ถ้ามีการปฏิบัติที่ถูกต้อง คนแก่ก็อาจจะมีอายุยืนมากขึ้น มีสมรรถภาพเสื่อมช้าลง มีเวลาทำประโยชน์ ให้สังคมยาวนานขึ้น แต่ก่อนนี้เคยเข้าใจว่าคนเริ่มแก่เมื่ออายุย่างเข้าสี่สิบปี แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้วว่าร่างกายเริ่มแก่ทีละส่วนๆ ไม่ได้แก่พร้อมกันทั้งตัว ส่วนที่แก่ก่อนอื่นๆ คือ จักษุประสาท ซึ่งเริ่มแก่ตั้งแต่หลังคลอด พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนเริ่มแก่ตั้งแต่ปฏิสนธิ คือ การผสมระหว่างไข่ของแม่กับตัวเชื้อของพ่อ การ เจริญเติบโตคือการแก่ขึ้นนั่นเอง ความหนุ่มสาวก็คือ ความแก่น้อย เมื่อเกิดแล้วก็มีแต่จะตาย ระหว่างความเกิดกับความตาย ก็คือ ความแก่ คนกลัวแก่ก็เพราะความไม่รู้จริงว่าตัวนั้นแก่มาตั้งแต่เกิดแล้ว ไม่ว่าจะมีอายุสักเท่าใดก็ตาม ต่างกันแค่ แก่มากแก่น้อยเท่านั้น ส่วนที่แก่ต่อจากสายตา คือ ความยืดหยุ่นของข้อกระดูกซึ่งเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ ๑ ขวบ ความเปลี่ยนแปลงชัดเจนขั้นต่อไป คือ อายุ ๒๕ ปี กำลังกล้ามเนื้อลด พร้อมทั้งการประสานกับกล้ามเนื้อ และความว่องไว อายุ ๓๐ – ๔๕ ปี สมรรถภาพในการจับออกซิเจนต่ำลง ความอดทนเริ่มน้อยลง แต่การออกกำลังกายระยะสั้นยังดีอยู่ อายุ ๔๕ – ๕๐ปี สมรรถภาพสูงสุดของหัวใจเริ่มลดลง หลอดเลือดยืดหยุ่นน้อยลง อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ หน้าที่ตับ ไต และต่อมไร้ท่อลดลง สาเหตุพื้นฐาน คือ ผนังเซลล์มีการซึมผ่านได้ (เพอร์มีเอบิลิตีย์) ลดลง เกิดขึ้นทั่วไปที่เม็ดเลือดแดง หลอดเลือดฝอย ทิชชู อีกอย่างหนึ่งคือ แคลเซียมจับและพอกพูนขึ้น หลอดเลือดฝอยอักเสบ อาจมีผนังแข็ง ทำ ให้เลือดไหลช้า ความเร็วอาจเหลือเพียงครึ่งเดียว ออกซิเจนไปถึงทิชชูต่างๆ ลดลง ทำให้เมตะบอลิสม์ลดลง


- ๕๖ - ปอดมีประสิทธิภาพลดลง เนื้อที่ถุงลมที่ทำงานได้เหลือน้อยลง เลือดจับออกซิเจนน้อยลง “ความจุ ปอด” ลดลง เนื่องจากทรวงอกยืดหยุ่นน้อยลง ปริมาตรตกค้างในปอดมากขึ้น จำนวนถุงลมลดลงจาก ๑๑๐ ล้านตอนอายุ ๔๐ ปี เหลือ ๖๐ ล้าน ตอนอายุ ๗๐ ปี จำนวนหลอดเลือดฝอยในปอดก็ลดลงด้วย อากาศผ่านเข้า ออกหลอดลมน้อยเข้า ชวนให้เสมหะคั่งขังมากขึ้น หลอดเลือดเสียความยึดหยุ่น คลื่นชีพจร (พัลส์เวฟว์) เร็วขึ้น การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างเลือดกับทิชชู น้อยลง หัวใจต้องทำงานมากขึ้น ขณะเดียวกันเยื่อภายในห้องหัวใจหนาขึ้น ลิ้นหัวใจชวนจะรั่ว อัตราสูงสุดของ หัวใจน้อยลง จาก ๒๐๐/นาที ตอนอายุ ๒๐ ปี เหลือ ๑๒๐/นาที ตอนอายุ ๗๐ ปี กล้ามเนื้อเสียโพแทสเซียม เส้น ใยมีขนาดเล็กลง กำลังความเร็วในการหดตัวลดลง การประสานงานเลวลง ความอดทนเสียไป แต่โดยเทียบส่วน ยังน้อยกว่าอย่างอื่น ความยืดหยุ่นลดทำให้กล้ามเนื้อแข็งตึง ชวนให้เกิดอุบัติเหตุในการเคลื่อนไหว กระดูกเสียแคลเซียมไป เกิดกระดูกพรุน กระดูกสันหลังบางลง หมอนรองกระดูกสันหลังยืดหยุ่น น้อยลง ความสูงของร่างกายลดลงในอายุ ๗๐ ปี อาจเตี้ยกว่าเดิม ๓-๔ ซม. ความกว้างของไหล่และความใหญ่ของทรวงอกน้อยลง รูปสันหลังเปลี่ยน ทำให้หลังโกง กะโหลกศีรษะไม่เปลี่ยนแปลง แต่สมองมีน้ำหนักน้อยลง น้ำหนักเฉลี่ยตอนอายุ – ปี ๑,๔๐๐ กรัม ตอนอายุ ๘๔ ปี ๑,๑๘๐ กรัม ที่ข้อกระดูก ถุงหุ้มมีความยืดหยุ่นน้อยลง และกระดูกอ่อนแข็งขึ้น ทำให้เกิดข้อพิการ ไขมันใต้ผิวหนังลดน้อยลง ในผู้หญิงตั้งแต่ ๔๕ ปี ผู้ชายตั้งแต่ ๕๕ ปี ความยืดหยุ่นของผิวหนังน้อยลง การย่อยและการดูดซึมอาหารเสื่อมสมรรถภาพ ชวนให้เกิดการขาดอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามิน ต่าง ๆ ตับ ไต ต่อมไร้ท่อ เริ่มเสื่อมสมรรถภาพตั้งแต่อายุ ๔๐ กว่า ที่เห็นชัดเจน คือ ต่อมหมวกไต และต่อม เพศในสตรี ต่อมเพศของชายก็เสื่อมและแสดงผลในด้านสมรรถภาพทางกาย เช่น กำลังหรือความเร็ว และความ อดทน แต่ความอดทนเสื่อมช้ากว่ากำลังและความเร็ว ตั้งแต่อายุ ๕๐ ปี การไหลเวียนเลือดในสมองเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงในผนังหลอดเลือด ปลายทาง ข้อนี้อธิบายการซึมเศร้า ว้าวุ่น และมองโลกในแง่ไม่ดีของคนแก่ ซึ่งมักจะรู้สึกว่า คนดูถูกและขาด ความอบอุ่น บังเกิดความว้าเหว่ บางคนหมดกำลังใจ เบื่อชีวิต และฆ่าตัวตาย เกี่ยวกับสุขภาพ กล่าวสั้นๆ ได้ว่า “ป่วยหลาย หายช้า มาหลายโรค” ในการรักษาต้องมุ่งโรคที่สำคัญ ที่สุด ข้อที่จะละเลยไม่ได้ในการบริบาล คือ วิตามิน ฮอร์โมน การส่งเสริมการไหลเวียน และบำรุงกำลัง โรคและความพิการที่พบบ่อยในคนแก่ ได้แก่ ความพิการของหมอนกระดูกสันหลังออสตีโออาร์ไธรติส คอนแทรคเซอร์ มัยอาลเจีย โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หลอดลมพอง เบาหวาน ไตอักเสบ ไตพิการ เนื้องอก อิน ฟาร์คต์ หัวใจ หลอดเลือดแดงแตกในสมอง ธร็อมโบลิส ความดันเลือดสูง เบาจืด เก๊าท์ ฮัยเปอร์ไลปิเมีย กระดูก พรุน รูห์มาติคอาร์ไธรติส หลอดเลือดแข็ง โรคจิต โรคและความพิการเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของทิชชูโดยตรง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการอยู่ เฉยๆ คือการขาดการเคลื่อนไหว ตำราแบ่งความแก่ออกเป็น ๔ อย่าง ๑) แก่โดยอายุ คือ แก่เพราะเกิดมานาน ๒) แก่โดยสังขาร คือ แก่ตามสภาพของร่างกาย ๓) แก่โดยจิตใจ คือ แก่ไปตามความนึกคิด ๔) แก่โดยสังคม คือ แก่เพราะเหตุแวดล้อม เช่น ตำแหน่งหน้าที่การงาน ทั้ง ๔ ประการนี้ แก่โดยสังขาร เป็นการแก่ที่เด็ดขาดที่สุด และแก้ไขได้ยาก


- ๕๗ - เหตุปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการแก่ คือ การเปลี่ยนในการไหลเวียนซึ่งทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจน น้อยไป จึงเกิดความเสื่อมขึ้น ปัจจัยอื่นก็มี แต่การไหลเวียนเป็นข้อสำคัญ และอาจแก้ไขหรือ “ชะลอ” ได้ วิธีที่ ให้ผลคือ การบริหารกาย ซึ่งต่อต้าน “การขาดการเคลื่อนไหว” เร่งให้หัวใจทำงานมากขึ้น แก่การอ่อนกำลัง และ แก้หลอดเลือดตึงหรือโน้มเอียงที่จะแข็ง ทำให้หลอดเลือดฝอยเปิดทำการมากขึ้น เลือดไหลดีขึ้น โดยทั่วไปการ เปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความเสื่อมช้าลง หรือถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ดำเนินไปช้าลง คือ การชะลอชรา อนึ่งการออกกำลัง กายที่หนักพอสมควรยังกระตุ้นต่อมไร้ท่อบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อมหมวกไต ให้ทำงานมากขึ้น ได้ผล คล้ายกับการฉีดฮอร์โมน ไปเพิ่มพูนทางการไหลเวียนอีกทางหนึ่ง กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับร่างกายมีอยู่ว่า “ใช้ไว้ไม่เสื่อม” และการปล่อยนิ่งนานพาลเสื่อมถอย ใช้น้อย ค่อยๆ เจริญ หักโหมเกิน ย่อมพังภิณท์” ความเสื่อมหลายอย่างในคนแก่ เกิดเพราะไม่ใช้ หรือใช้น้อยเกินไป ข้อเสียเหล่านี้ป้องกันได้ด้วยการบริหาร การบริหารในคนแก่มีข้อต้องระวัง คือ ๑. ความหนักเบาต้องพอเหมาะกับสภาพ ๒. ต้องไม่มีการเบ่งหรือออกกำลังกายอย่างรวดเร็ว ๓. ต้องไม่เรียกร้องในความเร็ว ๔. ควรเป็นประเภทค่อยทำค่อยไป ใช้เวลามาก ความอดทนมาก อาหารเป็นปัจจัยสำคัญ อาหารที่เหมาะ คือ ๑. ย่อยง่าย ๒. มีโปรตีนมากปานกลาง ไขมันน้อย ๓. วิตามินมาก ๔. ปริมาณต้องจำกัด มิฉะนั้นจะอ้วน มีผลแทรกซ้อนยุ่ง ๆ หลายประการ การพักผ่อนและนันทนาการ เช่น การเที่ยวเตร่และคบหาเพื่อนฝูงที่ถูกใจก็มี ส่วนมากคนไทยจำนวนไม่ น้อยเมื่อแก่แล้วก็เข้าวัด ข้อนี้เป็นการกระทำที่ถูก เพราะธรรมะจะช่วยลดความทุกข์ทางใจ ได้ดีที่สุด “เมตตา กรุณา อุเบกขา” ทำให้คนแก่เป็นที่รักนับถือของผู้อ่อนวัย และช่วยให้จิตใจของคนแก่โปร่งสบาย ควา มเข้าใจ เรื่อง ไตรลักษณ์ “อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา” บดบังความเศร้าเสียใจในความเสื่อมต่างๆ ที่เกิดกับตัวความเชื่อมั่นใน หลักธรรม “ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และ “กรรมจำแนกสัตว์ ทั้งหลายให้เป็นไป” ช่วยลดความกลัวตาย จิต ภาวนาหรือกัมมัฎฐาน “สมาธิ วิปัสสนา” ช่วยให้เข้าใจแท้จริง และเชื่อมั่นในพระธรรม ไม่ยึดความเป็นไปใน สังคมทั้งแง่ดีและแง่ร้าย ลดความโลภ โกรธ หลง ทำให้ตัวเองเป็นอิสระ และมีความสบายใจ กายกับใจเป็นของคู่กัน พระท่านสอนว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ตัวจะเป็นอย่างไรก็ล้วนแต่ใจ ถ้า ใจทุกข์ กายทุกข์ตาม หน้าตาก็เศร้าหมอง ถ้าใจสบาย กายก็สุข หน้าตาแจ่มใส ถ้าใจไม่แก่ กายก็ไม่แก่ ถ้าใจ ท้อแท้กายก็หมดกำลังสู้ การเอาธรรมะเข้าช่วยกล่อมเกลาจิตใจ จึงได้ผลไปถึงกายด้วย ความแก่จะเกิดเร็วเกิดช้า แก่มากแก่น้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัย ๔ ข้อ ๑. พันธุกรรม คนในบางครอบครัวแก่เร็ว บางครอบครัวแก่ช้า ๒. ภาวะแวดล้อม เช่น ลมฟ้าอากาศ ครอบครัว ผู้ร่วมงาน ธุรกิจ ๓. โภชนาการ อาหารที่ทำให้อ้วน ทำให้แก่เร็ว ๔. อาชีพ อาชีพที่หนักใจมีกังวลมาก ทำให้แก่เร็ว อาชีพเบาๆ สบายๆ ชวนให้แก่ช้า การออกกำลัง กาย น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ดี ต้องปานกลางและพอเหมาะ


- ๕๘ - การชะลอชรา อาศัย ๕ ปัจจัย คือ 1. ทำใจให้สบายโดยอาศัยธรรมะ 2. ให้ยาช่วย โดยเฉพาะวิตามิน ฮอร์โมน 3. กำหนดโภชนาการ อาหารดีมีคุณค่า ปริมาณพอดี 4. การงดเว้นหรือลดลง ได้แก่ การเสพต่าง ๆ สุรา นารี บุหรี่ และการหักโหมในการงานหรือการเล่น ๕. การบำรุงรักษาร่างกาย ได้แก่ การออกกำลังกายพอเหมาะร่วมกับการพักผ่อนพอเพียง การออกกำลังกาย คนแก่ก็ทำได้ดีและได้ผลดีคล้ายๆ กับคนหนุ่มสาว แตกต่างกันที่ปริมาณ คือ ผลได้ น้อยกว่าและเกิดช้ากว่า ผลที่คาดหมายได้ คือ ๑. ชะลอชรา ลักษณะการของความแก่จะปรากฏช้ากว่าปกติ ๒. สมรรถภาพการงานเพิ่มขึ้น ๓. รักษาอาการโรคบางอย่าง เช่น ท้องผูกเรื้อรัง เมื่อยเคล็ดขัดยอก ๔. ป้องกันโรคบางอย่าง เช่น ข้อพิการ ความดันเลือดสูง ๕. ต่ออายุ ทำให้มีเวลาทำคุณประโยชน์มากขึ้น และ ๖. ส่งเสริมสุขภาพจิต เพิ่มกำลังใจ แก้ใจหดหู่ กีฬาคนแก่ต้องไม่ให้หนักแรงมาก ไม่เร่งเร้ามาก ไม่ทำให้เหน็ดเหนื่อยมาก ไม่ควรทำการแข่งขัน ต้อง งดถ้าเป็นไข้ หรือมีอาการเหนื่อยหรือเพลียผิดปกติ มีอาการอักเสบ หรือปวดเจ็บที่ใดที่หนึ่ง การเดินปลอดภัยที่สุด ควรเดินตั้งแต่ช้า ๆ ใกล้ๆ ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วและระยะตามความแข็งแรงที่ เพิ่มขึ้น อย่างเต็มที่เดินเร็วครึ่งชั่วโมงก็พอ กีฬาอาจเล่นได้ มีจักรยาน (ช้า ๆ) โบว์ลิ่ง (ไม่พนัน) กลางแจ้ง แบดมินตัน (ไม่แข่งขัน) วอลเล่ย์บอล ฯลฯ การออกกำลังวิธี “ก้าวม้า” (ก้าวขึ้นม้าเตี้ย ๆ แล้วก้าวลง) มีประโยชน์มาก ถ้าหากข้อเข่าเป็นปกติหรือ เสื่อมไม่มาก การบริหารหรือดัดตน อาจใช้วิธีต่อไปนี้ วันละหลาย ๆ ท่าหรือทั้งหมด วันละครั้ง เช้าหรือเย็น ถ้าทำ กลางคืน บางคนอาจนอนไม่หลับ


- ๕๙ - ท่ากายบริหาร ๑. นอนราบ ยกขาตั้งตรง แล้วกลับที่เดิม ทำ ๓ - ๑๒ ครั้ง ๒. นอนราบ ยกขาตั้งตรง งอเข่าให้ขาท่อนล่างพับลงไป แล้วกลับเหยียดใหม่ ทำ ๓ - ๑๒ ครั้ง ๓. นอนราบ ยกขา งอเข่า ทำท่าเหมือนถีบจักรยานสลับขา ทำ ๒๐ - ๑๐๐ รอบ ๔. นอนราบ แขนเหยียดเหนือศีรษะ เหวี่ยงแขนไปทางปลายเท้าพร้อมกับเกร็งตัว ลุกขึ้นนั่ง กลับนอน ใหม่ ทำ ๓ - ๑๒ ครั้ง ๕. นั่งตรง ก้มศีรษะจนคางใกล้หน้าอกเต็มที แล้วกลับหงายศีรษะไปข้างหลังเต็มที่ ทำช้า ๆ ๖ – ๑๒ ครั้ง ๖. นั่งตรง ศีรษะตั้งตรง หันไปทางซ้ายจนเต็มที่ แล้วหันกลับไปทางขวาจนเต็มที่ หันกลับไปให้หน้าตรง ทำช้า ๆ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๗. นั่งตรง วางแขนขนานกัน ยื่นตรงไปข้างหน้า กำมือเต็มที่ แล้วเหยียดนิ้วออกเต็มที่ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๘. นั่งตรง กางแขนยื่นตรงออกไปข้าง ๆ แกว่งแขนให้มือแกว่งเป็นวงกลมโตประมาณ ๕๐ ซม. แกว่ง ไปข้างหน้า ๖ รอบ ทำเพิ่มจนถึงข้างละ ๕๐ รอบ ๙. นั่งตรง กำมือ งอแขนให้กำปั้นอยู่ตรงหน้าอก ทำท่า “ชกลม” ออกไปข้างหน้า ตรง ๆ แล้วดึง กำปั้นกลับที่เดิม ทำ ๑๒ - ๒๐ ครั้ง ๑๐. นั่งตรง กำมือ งอแขน เหมือนท่า ๑๐ พุ่งกำหมัดตรง ๆ ขึ้นไปเหนือศีรษะ (“ชกฟ้า”) แล้วดึง แขนกลับมาที่เดิม ๑๑. นั่งตรง กางแขนออกไปข้าง ๆ เสมอไหล่ ฝ่ามือหงาย ยกแขนให้ฝ่ามือพบกันเหนือศีรษะ แขน ตรงแล้วกลับที่เดิม ทำ ๑๒-๒๐ ครั้ง


- ๖๐ - ๑๒. นั่งตรง เหยียดขาตรงไปข้างหน้า งอเข่าชักเท้าเข้ามาจนส้นเท้าถึงก้น หรือใกล้ที่สุดเหยียด กลับไปใหม่ ทำซ้ำ ๑๒-๒๐ ครั้ง ๑๓. นั่งตรง มือท้าวสะเอว หันลำตัวส่วนบนไปทางซ้ายจนเต็มที่ แล้วหันกลับเลยไปทางขวาจน เต็มที่ หันกลับท่าตั้งต้น ทำซ้ำ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๑๔. นั่งตรง มือท้าวสะเอว เอียงลำตัวส่วนบนลงไปทางซ้ายจนเต็มที่ แล้วกลับเอียงไปทางขวา กลับที่เดิม ทำซ้ำ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๑๕. นั่งตรง ขาเหยียดตรงไปข้างหน้า มือท้าวสะเอว งอเอวให้ตัวก้มไปข้างหน้าจนเต็มที่ กลับตั้งตรง แล้วเลยแหงนตัวไปข้างหลังมากเท่าที่จะทำได้ (ระวังล้ม) กลับที่ที่ตั้งต้น ทำซ้ำ ๖ – ๑๒ ครั้ง ๑๖. ยืนตรง (เกาะฝาหรือยึดเก้าอี้ไว้ถ้ากลัวล้ม) เขย่งเท้าให้ตัวขึ้นสูงเต็มที่ กลับลงยืนแล้วงอข้อเท้าให้ ปลายเท้าชี้ขึ้นข้างบนให้มากที่สุด กลับที่ตั้งต้น ทำซ้ำ ๖ - ๑๒ ครั้ง ๑๗. ยืนตรง มือท้าวสะเอว เท้าห่างกันเล็กน้อย ย่อเข่าช้า ๆ ให้ก้นลดต่ำลงจนท่อนบนขาขนานกับพื้น (ไม่มากกว่า) แล้วกลับ เหยียดเท้าให้ตรง ทำซ้ำ ๖-๑๒ ครั้ง (ถ้าข้อเข่าพิการ หรืออักเสบต้องงด) ๑๘. ยืนตรง งอข้อศอก เอากำมือไว้ข้างหน้าทรวงอก หายใจเข้าทางจมูกช้าๆ จนเต็มที่กลับหายใจ ออกช้า ๆ พร้อมกับแขม่วท้องไล่อากาศออกมาด้วย จนเต็มที่ หยุดพักนิดหนึ่ง แล้วทำใหม่ ทำซ้ำ ๓ - ๖ ครั้ง (ท่า ที่ช่วยให้หายเหนื่อยเร็ว แต่ต้องทำช้า ๆ และไม่มากครั้งเกินไป) คนแก่มีหลายอย่าง คน “แก่อย่างสลด” ป่วยออดแอด ทำอะไรไม่ไหว ช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นภาระแก่ ครอบครัว และสังคม เป็นที่รังเกียจและรำคาญ คน “แก่อย่างสง่า” อายุมากแล้ว สุขภาพยังดี มีสมรรถภาพ ทำงานได้ ช่วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งใคร มี เมตตาสมเป็นผู้ใหญ่ ไม่ระราน ไม่งอแง ไม่หงุดหงิด คิดช่วยผู้อื่น ทำประโยชน์ให้แก่สังคม ตังเองก็ใจคอสบาย ไม่ เดือดร้อนที่แก่ ไม่วิตกว่าไม่ช้าจะตาย ใครอยากจะเป็นอย่างไหน เลือกเองได้ ทำเองได้ เพราะทุกอย่างอยู่ที่กรรม คือการกระทำ การฝึกหัวใจ การฝึกหัวใจ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพ ใช้ประกอบกายบริหารที่แสดงไว้ในสองหน้าข้างต้น อาจใช้วิธีเดิน เร็ว (เดินด่วน) วิ่งเหยาะ กระโดดเชือก ฯลฯ นอกจากนั้นขอแนะนำสองวิธีต่อไปนี้ ซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องการที่มาก และเสียเวลาน้อย ๑. ก้าวม้า ใช้ม้าแข็งแรงและไม่ล้มง่าย สูง ๒๕ - ๓๐ ซม กว้างยาวพอควร ยืนใกล้ม้า (เตรียม) ก้าว เท้าซ้ายวางบนม้า (รูปที่ ๑ ) ออกแรงยกตัวขึ้น เอาเท้าขวาวางบนม้าด้วย (รูปที่ ๒) ยืนอยู่บนม้า ย้ายเท้าซ้ายกลับ ลงบนพื้น (รูปที่ ๓) แล้วเอาเท้าขวาตามมา (รูปที่ ๔ บ ๑ รอบ) หัดก้าวจนคล่อง เท่าที่ามารถทำได้ หัดตั้งแต่ ๕ รอบ ไปจนได้ครั้งหนึ่ง ๘๐ รอบขึ้นไป (สูงสุด ๒๐๐ รอบ ) เมื่อทำไปได้ครึ่งควรเปลี่ยนเป็นเอาเท้าขวาขึ้นก่อนบ้าง


- ๖๑ - ๒. ก้าวตา ตีตาราง ๙๐x๙๐ หรือ ๑๒๐x๑๒๐ (สำหรับคนสูงหรือคนเตี้ย) บนพื้นแบ่งเป็น ๙ ตาเท่าๆ กัน ยืนในตาที่มุมซ้ายใกล้ตัว (ดูรูปที่ ๑) ก้าวเท้าขวาไปลงมุมขวาทางข้างตัว (รูปที่ ๒) แล้วชักเท้าซ้ายตามมา (รูป ที่ ๓) ก้าวเท้าขวาไปลงมุมข้างหน้า (รูปที่ ๔) ชักเท้าซ้ายตามไป (รูปที่ ๕) ก้าวเท้าซ้ายลงไปมุมซ้าย (รูปที่ ๖) ก้าว เท้าขวาตามไป (รูปที่ ๗) ก้าวเท้าซ้ายไปลงมุมข้างหลัง (มุมเริ่มต้น) แล้วชักเท้าขวาตามไป กลับไปเหมือนตอน เริ่มต้น ทำเวียนไปเช่นนี้ให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ นาน ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ นาที แล้วเปลี่ยนเป็นยืนที่มุมขวาและเริ่ม ก้าวด้วยเท้าซ้ายก่อน ใช้เวลาเท่ากัน


- ๖๒ - ธรรมานามัย นายแพทย์พล หิรัณยศิริ มนุษย์ทุกคนอยากมีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย และมีอายุยืนยาว ซึ่งการมีสุขภาพที่ดีนั้นหาซื้อไม่ได้ แต่ต้อง เกิดขึ้นจากตัวมนุษย์เอง มนุษย์จะต้องเรียนรู้เหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพว่ามีหลายด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมทั้งความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งที่มนุษย์เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวมนุษย์ โดยเฉพาะพฤติกรรมเพื่อนมนุษย์ หรือสังคม รวมทั้งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เรือโท นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ ได้เสนอระบบปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบใน การสร้างเสริมสุขภาพโดยใช้วิธีธรรมชาติเรียกชื่อว่า “ธรรมานามัย” โดยได้แบ่งระบบปฏิบัติหรือฐานที่ต้อง พัฒนาเอาใจใส่ทั้งหมดเป็น ๓ ฐาน การจะพัฒนาทั้ง ๓ ฐานนี้ เป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีสภาวะ เสื่อมถอยของทุกระบบจากอายุที่มากขึ้น และภูมิต้านทานร่างกายที่ลดลง ทำให้โรคภัยต่าง ๆ มารุมเร้าผู้สูงอายุ แทบทุกระบบ รวมทั้งโรคมะเร็ง โรคติดเชื้อ ก็มากขึ้นอย่างชัดเจน อุบัติเหตุของผู้สูงวัยก็มากขึ้นด้วย จากการ พลัดตกหกล้ม การทรงตัวที่ไม่ดีเหมือนเดิม หู ตา ที่ฝ้าฟาง กล่าวโดยสรุป การจะมีสุขภาพที่ดี อายุยืนยาว มี คุณภาพชีวิตที่ดีนั้น ต้องพัฒนา ทั้ง ๓ ด้าน คือ ทั้งทางด้านกาย จิต และองค์รวม (พฤติกรรมต่าง ๆ ทั้ง ๓ ด้านได้ ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี (ศ.นพ.อวย มักใช้คำว่า “แก่อย่างสง่า” รวมทั้งคำว่า “แก่อย่างมีคุณค่า” และ แก่อย่างมี ศักดิ์ศรี) โดยสรุป องค์ประกอบ ๓ ด้าน ของธรรมานามัย ๑) กายานามัย (กาย + อนามัย) หมายถึง การดูแลอนามัยของกายให้ดี โดยต้องมีการออกกำลังกาย อยู่เสมอ ระวังโรคอ้วน ร่างกายที่อยู่เฉยไม่เคลื่อนไหว ก็จะเสื่อมโทรมเร็ว ข้อต่าง ๆ ก็จะยึดติดได้โดยง่าย หัวใจก็ จะไม่แข็งแรง เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด แต่เสี่ยงอันตรายน้อยที่สุด ตัวอย่าง การออกกำลังกายที่ไม่จำเป็นต้องมี เครื่องมือ อุปกรณ์ราคาแพง และเป็นการใช้ภูมิปัญญาของไทย เช่น ก้าวขา – ก้าวเต้น โดยใช้ตาราง ๙ ช่อง และ การบริหาร ด้วยท่าฤาษีดัดตน การกินที่ถูกต้อง กินให้ครบ ๕ หมู่ โดนแสงแดดบ้าง และควบคุมน้ำหนักตัว อย่า ให้น้ำหนักเกิน ก็ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นทางด้านอนามัยของกายทั้งสิ้น รวมทั้งอยู่ในที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ไปตรวจเช็ค สุขภาพ ตามความเสี่ยงของกลุ่มอายุ ซึ่งปัจจุบันเราจะใช้สูตร อ. เพื่อให้จำง่าย ๆ ในการปฏิบัติให้ได้ครบทุก ๆ วัน กล่าวคือ อ.อาหาร, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์ที่แจ่มใส, อ.อากาศหรือสิ่งแวดล้อม, อ.อนามัย รวมทั้งการ พักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน (อ. อื่น ๆ ก็ยังมีอีกมากมาย เช่น อุจจาระ) เรื่องการออกกำลังกายกับตาราง ๙ ช่อง จะมีการนำเสนอต่อไป ๒) จิตตานามัย (จิต + อนามัย) เนื่องจากจิตเป็นตัวกำหนดควบคุมพฤติกรรมของกาย หรือกล่าวให้ เข้าใจง่ายๆ ว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว จิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะต้องพัฒนา ซึ่งจิตที่ดีก็จะทำให้การ พูด การกระทำนั้นออกมาดี และจิตที่ดีเป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งในการพัฒนากาย เพราะเป็นตัวบังคับ ควบคุมดูแล การพัฒนาจิตให้สมบูรณ์นั้น ท่าน ป.อ. ปยุตโต (พระพรหมคุณาภรณ์) กล่าวว่า ต้องพัฒนาให้ครบ ทั้งองค์ ๓ กล่าวคือ ทั้งทางด้านสุขภาพ (ของจิต) สมรรถภาพ และคุณภาพ หรือไตรสิกขา ศีล–สมาธิ–ปัญญา นั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ - สุขภาพ (ของจิต) สุขภาพจิตที่ดี เริ่มจากการต้องมีศีล ศีล ๕ จึงเป็นประเด็นสำคัญของการมีสุขภาพจิต พื้นฐานที่ดี ต้องไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ไม่โลภ คือ ไม่ลักขโมย ไม่อยากได้ขอริงผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในกาม (หรือ ผิดลูกเมียผู้อื่น) ไม่พูดปด – พูดส่อเสียด เพ้อเจ้อ รวมทั้งไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หรือสารเสพติดทั้งหลาย เมื่อมีศีล แล้วสภาพจิตก็จะเป็นปกติ (ศีล = ศิลา = ปกติ) จิตที่ปกติไม่ป่วย จะเป็นพื้นฐานจิตที่สำคัญยิ่ง


- ๖๓ - - สมรรถภาพ จิตที่มีสมรรถภาพที่ดีต้องมีสติ มีสมาธิ ซึ่งการฝึกจิตให้มีสมาธิมักใช้วิธีให้จิตจดจ่ออยู่กับ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การพิจารณาลมหายใจเข้า – ออก หรือพิจารณาอิริยาบถ การเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น มือ หรือเท้า รวมทั้งในเรื่องของสมรรถภาพที่ดีของจิต ต้องมีความมุ่งมั่น เข้มแข็ง อดทน จิตที่มีสมรรถภาพที่ดีก็จะ ทำให้ ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ - คุณภาพของจิต หรือ คุณธรรม จะเป็นเรื่องของปัญญาซึ่งจะมุ่งสู่การลด ละ เลิก ความโลภ โกรธ หลง มุ่งสู่การเป็นผู้ให้ ผู้ปล่อยวาง ผู้ไม่ยึดติด คือลดอัตตา ลดตัวตน ซึ่งจิตที่มีคุณภาพก็จะเปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความซื่อสัตย์ การพัฒนาจิตให้ครบทั้งองค์ ๓ จึงมุ่งเน้นการประพฤติปฏิบัติ และฝึกจิตหรือพัฒนาจิตโดยการสวด มนต์ ไหว้พระ การทำบุญ-ตักบาตร การทำสมาธิ หรือหมั่นฝึกจิต จนมีสติ มีปัญญา ๓) ชีวิตานามัย (ชีวิต+อนามัย) หมายถึง การดูแลการใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตตามหลักอนามัย การใช้ ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ การละเว้นสุราเมรัย หรือสิ่งเสพติดทั้งหลาย การดูแลองค์รวมของชีวิตนั้นต้อง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลายๆ อย่าง ปรับ-เปลี่ยน-ประยุกต์ ให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้โดยปกติสุข จึง จำเป็นต้องรู้จักการบริหารเวลา การต้องมีเพื่อน หรือมีชมรม เพื่อมีตัวช่วยโดยเฉพาะยามป่วยไข้หรือยามมีทุกข์ การบริหารการเงินหรือดำรงชีวิตอย่างประหยัด ไม่ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย หรือจ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะยามสูงวัย นั้น โรคภัยต่างๆ ที่มาเบียดเบียนล้วนจำเป็นต้องมีเงินเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาทั้งสิ้น การปรับเปลี่ยน พฤติกรรม เพื่อให้อยู่กับสังคมในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ล้วนต้องอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยขวนขวายหาความรู้ใส่ตัว เนื่องจาก ตัวผู้เขียนโชคดี ได้สัมผัสกับท่าน นายแพทย์อวย ในช่วงหนึ่งของชีวิต จึงทำให้เข้าใจในวิธีคิดของท่าน ซึ่งดูจะเป็น อัจฉริยะในหลาย ๆ ด้าน เป็นผู้ก่อตั้งเวชศาสตร์การกีฬา การสนใจต่อยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และการนวด จน เกิดเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ หลักสูตร ๔ ปี ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช ผู้ก่อตั้งและเจ้าของโรงเรียนสวนบัว และอีกมากมายเกินจะกล่าวอ้าง ผู้เขียนได้มาอบรมธรรมานามัยตั้งแต่รุ่น ๕ อบรมในวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๒ และอบรมต่อเนื่องกัน มาทุกวันอาทิตย์จนครบ ๕ ครั้ง เป็นประธานธรรมานามัย รุ่น ๕ และเป็นผู้ผลักดันจนเกิดการก่อตั้งชมรมธรรมา นามัย และอยู่ดูแลต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน (รุ่น ๑8) รวมระยะเวลา 10 ปี ๑2 รุ่น (แต่เดิมนั้นอบรมปีละ ๒ รุ่น) จึงได้พยายามผลักดัน หลักสูตรธรรมานามัยในแต่ละรุ่น ให้มีองค์ความรู้ทั้ง ๓ ด้าน คือ กาย จิต และองค์ รวม และขอให้จัดอาหารมื้อกลางวัน (และมื้อเช้าด้วย) เป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบถ้วน คือ ครบ ๕ หมู่ อาหารมื้อเช้าก็ให้งดปาท่องโก๋ ส่วนกาแฟนั้นยังคงไว้ เพราะหลายท่านยังอ้างว่าช่วยแก้ง่วง ดื่มแล้วทำให้ กระฉับกระเฉง โดยสรุป ผมยังคงเป็นตัวช่วยผลักดันธรรมานามัยให้ไปในทิศทางที่ควรเป็น และรู้สึกดีใจที่เห็น โครงการธรรมานามัยนี้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ


- ๖๔ - กายดี ชีวีเป็นสุข นายแพทย์ พล หิรัณยศิริ รองประธานชมรมธรรมานามัย ประธานธรรมานามัย รุ่น ๕ ร่างกายของคนเราก็เปรียบเหมือนกับรถหรือเรือ หรือเครื่องจักรเครื่องยนต์ ถ้าดูแลดี กายนี้ก็จะ เหมือนรถดี จะรับใช้เราได้นาน บ้างว่าได้ถึง ๑๒๐ ปี (ตามทฤษฎี อ.หมอเฉก ธนะสิริ) การดูแลกายให้ดีนั้นมี หลักการจำง่ายเพราะจะขึ้นต้นด้วย อ. ซึ่ง อ. หลักๆ จะมี ๕ อ. กล่าวคือ ๑. อ. อาหาร ให้ถือหลักว่า อย่ากินตามใจปากหรือถือคติว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา (หวานคือยาพิษ นี่เอง) หรือกินน้อยตายยาก กินมากตายง่าย (กินอิ่มแล้วอย่าเสียดายให้หยุดกินทันที) กล่าวโดยสรุป เรื่องอาหารคือกินให้ครบ ๕ หมู่ มีอายุแล้วให้เน้นหมวดผักและผลไม้ (รสไม่หวานหรือ หวานน้อย) หมวดข้าวให้กินน้อยๆ แค่ ๑ ทัพพีก็พอแล้ว (ใช้ข้าวกล้องด้วย ถ้าทำได้) และการกินให้เน้นดังนี้ มื้อเช้า กินเหมือนพระราชา คือ กินตามใจปรารถนา มื้อกลางวัน กินเหมือนคนธรรมดา คือ กินน้อยลงมากกว่ามื้อเช้า มื้อเย็น กินเหมือนยาจก(อนาถา) คือ กินให้น้อยที่สุดหรือไม่กินเลย (เหมือนพระที่ฉันแค่ ๒ มื้อ) เพราะส่วนใหญ่หลังพระอาทิตย์ตกดินเราไม่ค่อยได้ทำอะไรแล้ว การกินในมื้อนี้จะมักเป็นส่วนเกิน แต่ ในความเป็นจริงเราจะกินหนักในมื้อเย็น และบางทีกินเสร็จแถมเหล้าเบียร์กับแกล้มเมาได้ที่แล้วก็นอนเลย โรค อ้วนและโรคต่างๆ จึงตามมา ๒. อ. ออกกำลังกาย ให้ขยับทุกวันทุกโอกาสที่นึกขึ้นได้ ให้เดินวันละ ๑๐,๐๐๐ ก้าว หรือขึ้นบันได แทนการใช้ลิฟท์ และให้เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือแอโรบิค (ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องไม่หยุดอย่างน้อย ๒๐-๓๐ นาที) หรือถ้าดีกว่านั้นก็ต่อเนื่องกันเป็นเวลา ๑ ชั่วโมง อย่างน้อยที่สุดก็คือ ขยับดีกว่านั้น คือ เดิน (และเน้นเดิน เร็วหรือเดินจ้ำ) และดีกว่านั้นอีก คือ วิ่งเหยาะ ๆ หรือว่ายน้ำ รวมทั้งกิจกรรมยืดเหยียดต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นมาก สำหรับผู้สูงอายุ สรุปให้จำง่ายคือ “ขวดยา” กล่าวคือ ข คือ ขยับ ว คือ วิ่ง ว่ายน้ำ ด คือ เดิน ย คือ ยืด เหยียด า...สระอา คือ ......(ให้ คนฟังเดา)....................... การออกกำลังกายที่ดีนั้น ต้องออกกำลังกายให้หนักและนานพอ คือ ออกกำลังกายแล้วต้องรู้สึกหายใจ เร็วขึ้น (เหมือนคนที่หอบเหนื่อยหลังจากวิ่งไปไกลๆ) ชีพจรเต้นเร็วขึ้น ชีพจรที่เต้นเร็วขึ้นมีสูตรคำนวณ คือ ๒๒๐ –ลบอายุของท่าน จะเป็นชีพจรที่ไม่ควรเต้นเกินนั้น การ ออกกำลังกายที่ดีนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ต้องมีการวอร์มตัวเองก่อนออกกำลังกายจนร่างกายตื่นตัวและ พร้อมเต็มที่ จึงเร่งสปีดขึ้นได้และพอใกล้เวลาสิ้นสุดการออกกำลังกายก็ต้องมีการคูลดาวน์หรือค่อยๆ ผ่อนลงมา อย่าหยุดกึกทันที อย่าออกกำลังกายหลังกินอาหารใหม่ๆ หรือออกในช่วงที่ยังรู้สึกหิวอยู่ ควรห่างจากมื้ออาหาร อย่างน้อยสัก 1 ชั่วโมง และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสม ไม่รุ่มร่าม รองเท้าออกกำลังกายก็ต้องเหมาะสมกับ งาน เช่น จะวิ่งก็ควรใช้รองเท้าที่ออกแบบสำหรับวิ่งเป็นต้น


- ๖๕ - ๓. อ. อนามัย อนามัยที่ดีของท่าน คือ - การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ยิ่งสูงวัยแล้วการนอนหลับให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญมาก น้ำหนักตัว ที่เหมาะสม (อย่าอ้วน) - น้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับรูปร่างของท่านนั้น คำนวณได้จากค่า BMI (BODY MASS INDEX)ซึ่ง ภาษาไทย เรียกว่า ดัชนีมวลกาย หรือ ดัชนีความอ้วน ซึ่งคำนวณได้จากสูตร BMI = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม (ส่วนสูงเป็นเมตร)ยกกำลัง ๒ ซึ่งค่า BMI ปกติจะอยู่ที่ ๑๘.๕ - ๒๔.๙ ถือว่าปกติ ๒๕ - ๓๐ ถือว่าน้ำหนักเกิน ๓๐ หรือมากกว่า ถือว่าอ้วน ...อย่าอ้วน...! นะครับ (โดยเฉพาะอ้วนลงพุง ไม่ดีมาก ๆ) ผู้ชายคำนวณได้ง่าย ๆ คือ ส่วนสูง (เป็นเซนติเมตร) – ๑๐๐ = เป็นน้ำหนักตัว (Kg.) ที่ไม่ควรสูง เกินกว่าค่านั้น สำหรับผู้หญิง ค่าที่ได้ข้างบนต้องลบออกอีก ๕ - ๑๐ % เพราะสรีระของหญิงมีไขมันมากกว่าชาย เพราะฉะนั้น จะให้แน่นอน คำนวณจากค่า BMI เป็นดีที่สุด การดูความอ้วน โดยเฉพาะ กลุ่มอ้วนลงพุง จึงมีวิธีตรวจเช็ค โดยวัดเส้นรอบพุง ซึ่งต้องวัดผ่านสะดือ ทุกครั้ง กล่าวคือ ญ. รอบเอวต้องไม่เกิน ๘๐ cm. ช. รอบเอวต้องไม่เกิน ๙๐ cm. อนามัยที่ดีของท่านยังหมายถึง การต้องไป ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี (เหมือนรถยนต์ก็ต้องเข้าอู่เช็ค ทุกปีหรือเมื่อมีปัญหา) ซึ่งการตรวจเช็คที่แนะนำในผู้สูงวัย คือ ดูค่าของ FBG ตรวจการทำงานของตับ ไต ไขมัน ในเลือด และดู CBC ซึ่งจะดีเรื่องซีด (โลหิตจาง) เกล็ดเลือด ชนิดของเม็ดเลือดต่าง ๆ ตรวจเช็คความดันโลหิต และชีพจร และชั่งน้ำหนัก (เป็นกิจกรรมที่ท่านควรตรวจเช็คบ่อยๆ หรือทุกวัน ได้ก็ยิ่งดี) ความดันโลหิตปกติอยู่ในเกณฑ์ ๑๔๐ / ๙๐ มม.ปรอท ชีพจรคนปกติ ควรอยู่ในเกณฑ์ ๖๐ - ๘๐ ครั้ง / นาที การมาตรวจเช็คสุขภาพประจำปีนั้น ควรตรวจดูโรคร้าย มะเร็ง ตับอักเสบ (ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง) วัณโรค ปอด กระดูกพรุนด้วย มะเร็งในผู้ชายที่ควรระวัง คือ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งในผู้หญิงที่ควรระวัง คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และอย่าลืมตรวจดูเรื่องความเสี่ยงต่อเรื่อง “หัวใจหลอดเลือดอุดตัน” อนามัยที่ดีนั้นไม่ควรเติมยาพิษใส่เข้าไปใน ร่างกาย เลิกได้แล้วทั้งเหล้า บุหรี่ และสิ่งเสพติดทั้งหลาย ๔. อ. อารมณ์แม้ว่าจะพูดเรื่องกายดี ชีวีเป็นสุขนั้น แต่กายจะดีได้จิตต้องดีด้วย เรื่องของอารมณ์นั้นส่งผลมาถึงกายอย่างค่อนข้างมาก และบางคนถึงกับเครียดมาก ฆ่าตัวตาย! หรือเป็นโรค ซึมเศร้าไม่กินไม่นอนและก็จะตายในที่สุด อารมณ์ที่ดีนั้น ต้องเป็นคนที่อารมณ์มั่นคง ไม่เครียด ไม่วิตกง่ายเกินเหตุ เป็นอารมณ์ที่ไม่โกรธตอบ หรือหนักแน่นพอ การจะมีอารมณ์ดีได้นั้นต้องหัด “ปล่อยวาง” ต้องมีกัลยาณมิตรที่ดี ไปสู่สถานที่ดี เช่น ไปวัด ไปท่องเที่ยวอยู่กับธรรมชาติ


- ๖๖ - และอารมณ์จะดีนั้น ต้องอยู่ใน สภาวะที่มีเงิน ไม่มีหนี้(รวมทั้งไม่เป็นเจ้าหนี้ใคร) อารมณ์ดีจะทำให้ สุขภาพหัวใจดีด้วย อารมณ์เครียดก็จะมีฮอร์โมนเครียดหลั่งออกมาซึ่งจะเกิดผลเสียต่าง ๆ มากมาย ๕. อ. อากาศ คือ ลมหายใจที่สูดเข้าไปและคายออก อนุโลมหมายถึงสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจุบันค่า อากาศเป็นพิษ หรือค่า PM ๒.๕ สูงเกินค่ามาตรฐานบ่อย ๆ จนเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก อ. อื่น ๆ ที่ต้องใส่ใจในการช่วยให้มี กายดี ชีวีเป็นสุข ได้แก่ อ. ต่อไปนี้ด้วย ได้แก่ อ. อุบัติเหตุ (ระวังการลื่นล้มและอุบัติเหตุทางรถ) อ. อุจจาระ (ขับถ่ายปกติทุกวัน มองดูก้อนอุจจาระด้วย) อ. อย่าอั้นปัสสาวะ (โดยเฉพาะเวลาเดินทาง เวลาประชุม) อ. อาทิตย์(แสงแดด) อ. อบอุ่น (มีเพื่อน) อ. อบายมุข (เหล้า บุหรี่งดได้แล้ว อย่าใส่ยาพิษเข้าไปในตัวอีก) อ. อโคจร (อย่าไปในที่ที่ไม่ควรไป) อ. อัฬรส (เงินทองต้องบริหารให้ดี) อ. อาภรณ์(เสื้อผ้า) อ. อาคาร (บ้านช่อง) อ. อาวุธ ทางปัญญา (เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ถูกหลอก) อ. อิสระ (อย่ามีภาระผูกพันกับสิ่งใดใดถ้าทำได้) อ. อัตตา (ต้องพยายามลดอัตตาตัวตนให้มากที่สุด) อ. อคติ(อย่ามี) ในผู้ชายต้องระวัง อ. อิสตรี(เพราะบางครั้งความใกล้ชิดอาจทำให้จิตวิปริตได้) และ อ. สุดท้าย คือ.. อ. อย่าประมาท (ปัจฉิมโอวาท) และ “กายดี ชีวีมีสุข” ผมต้องยอมรับว่าต้องมี ส. มาก่อน อ. อีก กล่าวคือ “สติ” คนสูงวัยขาดสติได้ง่าย จึงหาของที่หายได้ทั้งวัน สงบ สว่าง สะอาด (ชำระจิตของเราทุกเวลาที่นึกได้) สมาธิ สมอง (ต้องคอยออกกำลังกายสมองด้วย) เรามาดูอวัยวะที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ หัวใจและหลอดเลือด เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ ทำงานหนักที่สุดในร่างกายทำงาน ๒๔ ชั่วโมง ทุกวันไม่มีหยุด ไม่เคยมีฮอลิเดย์แม้แต่ชั่วโมงเดียว มาดูกันว่าหัวใจ ทำงานหนักแค่ไหนใน 1 วัน สมมุติว่าหัวใจเต้น ๗๐ ครั้ง/นาที (๖๐ -๘๐ ครั้ง/นาที เป็น H.R. ที่ต้องการ) ใน 1 ชม. หัวใจจะเต้น = ๗๐ x ๖๐ = ๔,๒๐๐ ครั้ง/นาที ใน 1 วัน (๒๔ ชม.) = ๔,๒๐๐ x ๒๔ = ??? (ค่าX) ครั้ง/นาที ใน 1 เดือน (๓๐ วัน) ค่าX x ๓๐ = ??? ครั้ง/นาที ใน 1 ปี (๓๖๕ วัน) = ??? ครั้ง/นาที จะเห็นว่า หัวใจทำงานหนักมาก ทุกวัน ทุกเวลา การดูแลหัวใจให้อยู่ในสภาพที่ดีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก คงมีเรื่อง อีกมากมายที่จะพูดในเรื่องของ กายดี ชีวีเป็นสุข......ไว้พบกันโอกาสหน้า


- ๖๗ - อ่านสักนิด...ชีวิตเปลี่ยน นายแพทย์ พล หิรัณยศิริ ประธานธรรมานามัย รุ่นที่ 5 คงเป็นเพราะในวัยเด็กผมเป็นเด็กขี้โรค จึงมุ่งมั่นอยากเรียนแพทย์ และเมื่อได้มาเป็นแพทย์จึงรู้ว่า กลไกการทำงานของร่างกายนั้นน่าอัศจรรย์มาก เรียนจบแพทย์แล้วจึงต้องเรียนต่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ อีกหลายสิบสาขา เช่น แพทย์อายุรกรรม ก็ยังแบ่งย่อยเป็น หมอหัวใจ หมอปอด หมอ GI (ช่องท้อง) หมอยูโร (ทางเดินปัสสาวะ) หมอสมอง ศัลยกรรมก็แบ่งย่อยแบบนี้เช่นกัน ยังมีหมอตา หมอหู และอีกสารพัดด้าน ฯลฯ และระยะหลังมีเพิ่มอีกมากมาย เช่น เวชศาสตร์ชะลอวัย การที่ได้สุดยอดฝีมือในแต่ละเรื่องจากคณะแพทย์ ศิริราช ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศ มาบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องวิเศษสุด เพราะจะเป็นโอกาสที่ดี ได้ซักถามจากผู้รู้จริงได้แน่ชัดในทุกประเด็น ผมเองก็เป็นตัวอย่างของการได้ประโยชน์จากการฟังวิชาการที่ศิริราช ที่มีหมอโรคหัวใจมาพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของ “การเกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน” และพบว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะคุณพ่อเสียชีวิตจากโรคนี้ในวัยแค่ 48 ปี ฟังการบรรยายมาแล้ว (อีกปีเศษ) จึงเข้าไปร่วมโครงการจน พบว่าตัวเองมีหลอดเลือดหัวใจตีบตันถึง 3 เส้นหลัก ถ้ารู้ช้ากว่านี้ก็มีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตได้ฉับพลันแบบที่ หลาย ๆ คนเป็น เมื่อผมรับการผ่าตัดทำ Bypass จึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะว่าผ่าตัดในขณะที่ร่างกาย แข็งแรงอยู่ มีอีกหลายท่านที่เอะใจ จากการฟังวิชาการ เช่น พบว่าการขับถ่ายของตนเองผิดไปจากเดิม (ถ่าย เหลวตลอด) และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ การรู้เรื่องวิทยาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับมะเร็งและเรื่องของ Telomere ที่จะช่วยยืดอายุของเราให้อยู่ยืนยาวออกไป (แก่แบบสง่า-แข็งแรง) จึงล้วนแต่มาจากเรื่องวิชาการ ทั้งสิ้น ยิ่งยุคของโควิด 19 ระบาด เราจะได้รับข้อมูลข่าวสารผิด ๆ มากมาย (Fake News) เช่น การฉีดวัคซีน ป้องกันจะทำให้เกิดเป็นโรคนั้นโรคนี้ หรือถึงกับฉีดวัคซีนแล้วตาย (จริง ๆ ผู้ป่วยชันสูตรแล้วไม่ได้ตายจากฉีด วัคซีนแต่ตายจากโรคเรื้อรัง หรือโรคหัวใจวายที่เจ้าตัวไม่รู้มาก่อน) การรู้ข้อมูลที่ถูกต้องของกลุ่ม 608 (กลุ่มเสี่ยง สูงที่จะตายได้หากติดโรคโควิด 19) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเดินทางได้อย่างถูกต้อง เมื่อเราแก่ชราลง ร่างกายเราก็เปรียบเสมือนรถ เสมือนเรือ...ที่ต้องคอยบำรุงรักษา ซ่อม ปะ อุด แก้ไขในสิ่งที่เกิดปัญหา โรคที่พบบ่อยในผู้สูงวัยมีมากมาย เช่น โรคของกระดูกและข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่าและ ข้อหลัง ที่พบว่ามีการเสื่อมอย่างมาก โดยเฉพาะผู้มีน้ำหนักเกิน สภาวะโรคกระดูกพรุนที่พบบ่อยในสตรี ซึ่งต้อง ควรตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก เพื่อแก้ไขได้อย่างทันท่วงที เมื่อพบว่ามีปัญหา เพราะกระดูกพรุนก็จะ ทำให้เกิดสภาวะกระดูกทรุดจนหลังค่อม และถ้าล้มหรือเซ-บิดผิดท่า..กระดูกสันหลังอาจยุบจนกดทับ เส้นประสาท และที่สำคัญคือ กระดูกสะโพกหักซึ่งต้องรับการผ่าตัด เพราะถ้าไม่ผ่ากระดูกสะโพกที่หักตำแหน่งนี้ จะไม่สามารถติดได้ดังเดิม จึงพบว่ามีอันตรายตายสูงเพิ่มถึง 25% หลังจากพบกระดูกสะโพกหักในผู้สูงวัย เพราะถ้าจะผ่าบางรายก็อยู่ในสภาวะร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะทนการผ่าตัดเช่นนี้ได้ บางรายที่ไม่ผ่าจึง กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงและตามมาด้วยแผลกดทับ เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ (Sepsis) จนเป็นสาเหตุ ของการตายในที่สุด มะเร็งหลายตัวที่พบมากในผู้สูงวัย จึงทำให้เราต้องมีความรอบรู้มากพอที่จะดูแลตัวเองให้อยู่รอดและ ปลอดภัย มะเร็งเต้านมที่พบได้มากในสตรีจึงต้องทำการตรวจเช็คเต้านมด้วยตนเอง รวมทั้งทำแมมโมแกรม หรือ ทำอัลตร้าซาวด์เมื่อท่านอายุครบ 40 ปีขึ้นไป หรือเมื่อพบว่าตนเองมีก้อนที่เต้า เพราะการรู้เร็วว่ามีก้อนเนื้อร้าย โอกาสที่จะผ่าตัดรักษาให้หายเป็นปกติก็จะมีมากขึ้น


- ๖๘ - เรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการนอนหลับ รวมทั้งการมาตรวจเช็คสุขภาพ เจาะ เลือดตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง ถ้าเป็นเบาหวานหรือสภาวะน้ำตาลเกิน ก็ต้องตรวจเช็คถี่ขึ้น เพราะค่าน้ำตาลที่สูง เกินที่อยู่ในกระแสเลือดก็จะเป็นศัตรูร้ายที่จะก่อปัญหาให้เกิดกับหลอดเลือดต่าง ๆ ทั้งเล็กและใหญ่ให้เกิดสภาวะ อักเสบ จนทำงานผิดปกติไปจากเดิม ทั้งมีปัญหาตามมากับอวัยวะที่มีเลือดเลี้ยงมาก ๆ เช่น จอประสาทตา ไต และปลายมือ ปลายเท้า เรื่องของความดันโลหิตสูงก็เป็นสาเหตุสำคัญของอัมพฤกษ์ อัมพาต และอีกหลาย ๆ โรค ตามมา จะเห็นว่าโรคของผู้สูงวัยมีเยอะแยะมากมาย จึงไม่แปลกใจว่าบางคนกินยาแต่ละมื้อเป็นกำ ๆ การรู้เรื่อง Telomere ไขมันดีหรือ HDL ไขมันเลวหรือ LDL รอบรู้เรื่องอาหารต้านอนุมูลอิสระก็จะทำให้เราเลือกกินอาหาร ได้ถูกต้อง เพื่อจะได้อยู่รอด ปลอดภัย และแข็งแรง ถ้ารู้อย่างนี้แล้วท่านก็จะเข้าใจว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชาการ เพราะพญามารก็จะถูกไล่ตะเพิดไป และชีวิต จะเฉิดฉายไฉไล อาจอยู่ยาวไกลไปถึงอายุ 120 ปี” .... อ่านจบบทความนี้แล้ว ใครไม่เคยมาฟังวิชาการเลย ก็ควร มาฟังได้แล้วครับ -------------------------------------------


- ๖๙ - การบริหารจิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ มนตรี กิจมณี อา ่ นชา ้ ๆ จิตเป็นต้นทางของสิ่งทั้งปวง จิตที่ผึกดีแล้วนำสุขมาให้ จิตดีคือปกติ ตั้งมั่น มั่นคง คงที่ เอาสนิมออกจากจิตทุกวัน ลดความวุ่นวาย ให้เป็นธรรมดา จิตที่สมบูรณ์ เต็ม รู้รอบ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา นิ่งนิ่ง ใสใส ไหลไหล เย็นเย็น หลอมจิตกับลมหายใจให้เป็นหนึ่งเดียว จะเกิดพลังมหาศาล รักษาพัฒนาชีวิต ร่างกายทำงานสมดุล ประสานกันดีทุกเซล สุขภาพดีคือความมั่งคั่ง เมื่อจิตถึงสัมบูรณ์แล้ว พรุ่งนี้ก็ไม่จำเป็น ความรู้ตัวแจ้งชัด ปัญญาเกิดต่อเนื่อง ขอบคุณจิตที่สงบ เกษม สันติ


- ๗๐ - อ่าน ๑ เที่ยว จะ คิดว่ารู้ อ่าน ๔ เที่ยว จึงจะ รู้ว่าคิด เกิน ๕ เที่ยว จะ ไม่คิด


- ๗๑ - ดูแลร่างกายและจัดการทรัพย์สินอย่างไรให้หายห่วง 2 โดย ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานกรรมการจริยธรรมของราชบัณฑิตยสถาน ปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนดับขันธ์ปรินิพพานว่า “...ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระ สุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอเตือนเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่า สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอ ทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด” ธรรมบทนี้มีความสำคัญอย่างมาก พระพุทธเจ้าได้กล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า ความไม่ประมาทนี้เป็นที่รวม ของธรรมทั้งหลาย เช่นเดียวกับรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่เดินอยู่บนพื้นแผ่นดิน รอยเท้าของช้างเป็นรอยเท้าที่ ใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์อื่นทั้งหมด รอยเท้าของสัตว์อื่นทั้งหมดก็ประชุมลงในรอยเท้าของช้างฉันใด ธรรม ทั้งหมดก็ประชุมลงในความไม่ประมาท การเตรียมตัว เตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ย่อมถือได้ว่าเป็นความไม่ประมาทประการ หนึ่ง ซึ่งเรื่องใหญ่ๆ ที่ผู้สูงอายุควรจะได้ดำเนินการก็คือ การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่ ตลอดจนการแสดง เจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิตที่จะขอจากไปอย่างสงบ ตามธรรมชาติ โดยไม่ประสงค์ จะให้ใช้เครื่องมือจากเทคโนโลยีต่าง ๆ มาเหนี่ยวรั้งชีวิตไว้เพียงเพื่อยืดความตายออกไป ซึ่งการแสดงเจตนา ดังกล่าว เรียกว่า การทำ Living will หรือ Advance directives ๑. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลร่างกายในยามที่ไม่อาจแสดงเจตนาได้ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลร่างกาย มีทั้งการแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลใน ยามที่ไม่รู้สึกตัว และการทำพินัยกรรมบริจาคอวัยวะหรืออุทิศร่างกายภายหลังเสียชีวิต สาระสำคัญของการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืด การตายในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยทั่วไปเมื่อมีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น ผู้ป่วยก็จะไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาให้หายหรือทุเลา จาก ความเจ็บป่วยนั้นๆ แต่ในบางกรณีที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ และอาการของโรคได้ดำเนินมาถึง ขั้นสุดท้ายแล้ว การใช้เครื่องมือต่างๆ จากเทคโนโลยีมาเหนี่ยวรั้งเพื่อยืดความตาย ทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ ทรมานก่อนจากไป และต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะเช่นนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพ ที่ไม่รู้สึกตัว การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจึงเป็นเรื่องของแพทย์กับญาติ จุดนี้เองก่อให้เกิดปัญหาอย่าง มาก บางครั้งการตัดสินใจที่สวนทางกับความเป็นจริง ทำให้ความหวังดีเป็นการเพิ่มความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วย และทำให้ผู้ป่วยจากไปด้วยความไม่สงบ ปัญหาดังกล่าว นำมาสู่แนวคิดในเรื่อง Living will คือ ให้มีการแสดงความจำนงไว้ล่วงหน้าได้ หรือ บางครั้งเรียกว่า “Advance directives” คือการระบุความประสงค์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งในหลายประเทศมีกฎหมาย รับรองในเรื่องนี้ สำหรับประเทศไทย ได้มีกฎหมายออกมารองรับแล้วในการแสดงเจตนาดังกล่าว โดยได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ดังนี้ 2 บรรยายในหลักสูตร เตรียมความพร้อมบุคลากรเข้าสู่วัยสูงอายุ จัดโดย สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(วันที่ ๒ – ๓ ก.พ. ๒๕๕๕)


- ๗๒ - มาตรา ๑๒ “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียง เพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่า การกระทำนั้นเป็นความผิด และให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง” บทบัญญัติดังกล่าว เป็นการรับรองให้บุคคลสามารถแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าได้ว่า ขออย่าได้ยืดการตาย ในวาระสุดท้ายของชีวิต กล่าวคือ หากเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่รักษาให้หายได้ก็รักษากันไป แต่หากรักษาไม่ได้และอยู่ ในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ขอจากไปอย่างสงบตามวิถีธรรมชาติ โดยไม่ต้องการให้เจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊ม หัวใจ หรือใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ มาช่วยยืดความตายออกไป ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วย ดีขึ้นแต่อย่างใด รวมทั้งผู้ที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุและมีชีวิตอยู่อย่างไม่รู้สึกตัว ที่เรียกว่าเป็นเจ้าชายนิทรา หรืออยู่เสมือนเป็นผัก ก็สามารถแสดงเจตนาล่วงหน้าได้ว่า ถ้าเกิดเป็นเช่นนั้นก็ขอจากไปตามธรรมชาติให้รักษา ไปตามอาการ และเมื่อถึงคราวต้องจากไป ก็ขอจากไปตามธรรมชาติ โดยไม่ประสงค์ให้ใช้เครื่องมือต่างๆ จาก เทคโนโลยีสมัยใหม่ดังกล่าวมายืดความตาย ข้อที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก็คือว่า การทำหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าในลักษณะนี้ มิใช่เรื่องของการฆ่า ตัวตาย มิใช่เรื่องเร่งการตายที่เป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) แต่เป็นเรื่องที่ขอตายตามธรรมชาติ โดยที่แพทย์ ยังคงให้การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือ ดูแลอาการ ให้ยาบรรเทาปวด ดูแลทางด้านจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักของศาสนา ๒. การบริจาคอวัยวะและร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งที่มีกุศลเจตนาประสงค์จะบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยจะต้องทำ อย่างไร ? โดยทั่วไปการบริจาคอวัยวะ อาจทำได้ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เช่น การบริจาคไตข้างหนึ่ง เป็นต้น หรือ อาจเป็นการบริจาคเมื่อเสียชีวิตแล้ว คือ เมื่อแกนสมอง (Brain Stem) ตายแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ทางศูนย์รับบริจาค อวัยวะ สภากาชาดไทย จะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ผู้ที่ประสงค์จะบริจาคสามารถติดต่อได้ที่อาคาร เทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร ชั้น ๕ สภากาชาดไทย โทร. ๑๖๖๖) สำหรับการอุทิศร่างกายหลังเสียชีวิต แล้ว เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา สามารถติดต่อได้ที่ ภาควิชากายวิภาค ของคณะแพทย์แต่ละแห่ง ซึ่งทั้งสอง กรณี คือ การบริจาคอวัยวะ และการอุทิศร่างกายหลังเสียชีวิต ทางหน่วยงานทั้งสองเป็นผู้ให้คำแนะนำถึง รายละเอียดต่าง ๆ ๓. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน ๓.๑ การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน อาจจะเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุน แต่ก็ต้องระมัดระวังให้มาก หาก ไม่มีประสบการณ์ก็มีโอกาสสูญเสียทรัพย์ได้ การฝากธนาคารที่เชื่อถือได้ แม้จะมีดอกเบี้ยไม่มาก แต่ก็มีความ มั่นคงกว่า ๓.๒ ในกรณีที่จะมอบหรือโอนทรัพย์สินนั้นๆ แก่ผู้อื่น จะทำอย่างไร ในทางกฎ หมายหากเป็น สังหาริมทรัพย์ สามารถดำเนินการได้โดยการส่งมอบ แต่หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน จะต้องทำการ โอนเพื่อเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียน โดยเสียค่าธรรมเนียมตามราคาที่ประเมิน การโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์นี้ ผู้โอนอาจสงวนสิทธิ์เก็บกินไว้ก็ได้ เช่น จะเก็บค่าเช่าไปก่อน จนกว่าจะเสียชีวิต เป็นต้น ๓.๓ แต่หากมิได้มีการโอนในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์สินนั้นก็จะตกไปยังทายาท ซึ่งในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้เรียงลำดับทายาทและหลักเกณฑ์ไว้


- ๗๓ - ๓.๔ ในกรณีที่ได้ทำพินัยกรรมไว้ บุคคลที่ผู้ทำพินัยกรรมได้ระบุชื่อไว้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับมรดก โดยไม่ ต้องพิจารณาลำดับทายาทโดยธรรมอีก ๔. การทำพินัยกรรมและความสามารถในการทำพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ และมาตรา ๑๖๔๗ ได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่อง พินัยกรรมไว้ดังนี้ มาตรา ๑๖๔๖ “บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรม กำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของ ตนเอง หรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้” มาตรา ๑๖๔๗ “การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้น ย่อมทำได้ด้วยคำสั่งครั้งสุดท้ายกำหนดไว้ ในพินัยกรรม” จากบทบัญญัติดังกล่าว ความหมายของพินัยกรรมก็คือ คำสั่งของผู้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือ การต่าง ๆ ของผู้ทำพินัยกรรม ซึ่งจะมีผลบังคับตามกฎหมายเมื่อบุคคลนั้นตายไปแล้ว สำหรับบุคคลที่จะทำพินัยกรรมได้นั้น กฎหมายจำกัดความสามารถของบุคคลที่จะทำพินัยกรรมไว้ กล่าวคือ หากผู้นั้นเป็นผู้เยาว์อายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์หรือเป็นบุคคลที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนวิกลจริตในเวลาที่ทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่ทำขึ้นย่อมตกเป็นโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๑๗๐๓ และ ๑๗๐๔) ในการทำพินัยกรรมนั้น ต้องระบุผู้รับพินัยกรรมไว้โดยชัดเจน โดยผู้รับพินัยกรรมอาจเป็นญาติพี่ น้อง หรือบุคคลใดก็ได้ ถ้าเป็นหน่วยงาน หน่วยงานนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นนิติบุคคล ข้อจำกัดเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้กับผู้ใด กฎหมายกำหนดข้อจำกัดไว้ในมาตรา ๑๖๕๒ และ ๑๖๕๓ ดังนี้ มาตรา ๑๖๕๒ “บุคคลผู้อยู่ในความปกครองนั้น จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่ ผู้ปกครอง หรือคู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสันดานหรือพี่น้องของผู้ปกครองไม่ได้จนกว่าผู้ปกครองจะได้ทำคำ แถลงการณ์ปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๗๗ และมาตราต่อ ๆ ไป แห่งประมวลกฎหมายนี้เสร็จสิ้นแล้ว” มาตรา ๑๖๕๓ ผู้เขียนหรือพยานพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้ ให้ใช้บทบัญญัติ ในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่ง พินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตามมาตรา ๑๖๖๓ ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้” สำหรับแบบของพินัยกรรมนั้น กฎหมายได้ระบุไว้หลายแบบ แต่แบบที่นิยมทำกันก็คือ พินัยกรรมแบบ ที่เขียนเองทั้งฉบับ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ ๑. ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องเขียนข้อความในพินัยกรรมทั้งฉบับด้วยลายมือของตนเอง ๒. ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม ๓. ผู้ทำพินัยกรรม จะต้องลงลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ไว้ในพินัยกรรมนั้น จะลงลายพิมพ์นิ้วมือไม่ได้ มีข้อที่น่าสังเกตว่า พินัยกรรมแบบนี้ไม่ต้องมีพยานรู้เห็นในการทำพินัยกรรมแต่อย่างใด พินัยกรรมแบบที่ไม่ได้เขียนเองหรือที่เรียกว่าแบบธรรมดา มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. ต้องทำเป็นหนังสือ จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ๒. ต้องลง วัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น ๓. มีพยานอย่างน้อยสองคน ๔. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานในพินัยกรรมอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน กล่าวคือเมื่อ ผู้ทำพินัยกรรมลงชื่อในพินัยกรรมนั้น พยานอย่างน้อยสองคนต้องได้อยู่รู้เห็นด้วย


- ๗๔ - ๕. พยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น สำหรับบุคคลที่จะ เป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้นั้น กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้ ก. ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ข. บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ ค. บุคคลที่หูหนวกเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง -------------------------------------------


- ๗๕ - (ตัวอย่าง) พินัยกรรม แบบธรรมดา วันที่ ...... เดือน ................................... พ.ศ. ............... ทำที่บ้านเลขที่....................ถนน................................อำเภอ.................................จังหวัด...................................... ข้าพเจ้า................................................................อายุ.................ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่............... ถนน.............................................อำเภอ................................................จังหวัด...................................................... ขอทำพินัยกรรมไว้กรณีที่ข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย ขอให้จัดการทรัพย์สินของข้าพเจ้าดังต่อไปนี้ (1) ที่ดินโฉนดเลขที่ ..............................ตำบล................................อำเภอ............................................... จังหวัด................................ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ถ้ามี ควรระบุที่อยู่..................................................................) ซึ่งเป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอยกให้แก่ นาย/นาง/นางสาว......................................................บุตรของข้าพเจ้า (2) ทรัพย์สินของข้าพเจ้าอันได้แก่ ก. เงินฝากในธนาคาร ..................................เลขที่บัญชี....................................................ขอยกให้ (ระบุชื่อนามสกุล หรือชื่อหน่วยงาน นิติบุคคล).................................................................................................. ข. ทรัพย์สินอย่างอื่น คือ..............................................................(ควรระบุว่าเก็บไว้ที่ใด) ขอยกให้ (ระบุชื่อนามสกุล หรือชื่อหน่วยงาน นิติบุคคล).................................................................. (3) ทรัพย์สินอื่นของข้าพเจ้าที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมนี้ และที่จะมีขึ้นในภายหน้า จะยกให้แก่ ............................................................................................................................................................................... (4) ข้าพเจ้าขอตั้งให้นาย/นาง/นางสาว....................................................................เป็นผู้จัดการมรดก จัดการทรัพย์มรดกของข้าพเจ้าตามพินัยกรรมฉบับนี้ ในขณะที่ข้าพเจ้าทำพินัยกรรมฉบับนี้ มีสติสัมปชัญญะดี มีสุขภาพสมบูรณ์ และมิได้มีผู้ใดมาข่มขู่หรือ หลอกลวงให้ข้าพเจ้าทำพินัยกรรมฉบับนี้แต่อย่างใด พินัยกรรมฉบับนี้ทำขึ้นเพียงฉบับเดียว ข้าพเจ้าได้ลงลายมือ ชื่อไว้ต่อหน้าพยาน และข้าพเจ้าได้มอบพินัยกรรมฉบับนี้ให้กับนาย/นาง/นางสาว...............................เก็บรักษาไว้ ลงชื่อ...........................................................(ลายเซ็น) ผู้ทำพินัยกรรม ( ) ข้าพเจ้ามีนามข้างท้ายนี้นั่งเป็นพยานในการทำพินัยกรรม และขอรับรองว่าผู้ทำพินัยกรรมได้ลงลายมือชื่อ ข้างบนนี้ต่อหน้าข้าพเจ้าทั้ง 2 คนนี้พร้อมกัน ลงชื่อ............................................................(ลายเซ็น) พยาน ( ) ลงชื่อ............................................................(ลายเซ็น) พยาน ( )


- ๗๖ - สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) 3 การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเป็นการดูแลสุขภาพที่มีการบูรณาการความรู้ดั้งเดิมเข้ากับการบำบัด เสริม เพื่อส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดี และป้องกันรักษาโรค ในปัจจุบันมีการนำการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไป ใช้ในการบำบัดรักษาคนไข้หรือผู้ที่มีความไม่สบาย ทำให้เกิดเป็นการแพทย์แ บบองค์รวมขึ้น (Holistic Medicine) การแพทย์แบบองค์รวมได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เปรียบเสมือนปรัชญาการ สร้างสุขภาพและการรักษาโรค ซึ่งจะพิจารณาองค์ประกอบทุกอย่างของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การให้ผู้เข้ารับการบำบัดเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบำบัดรักษา หรือ ปฏิบัติตนเพื่อให้หายจากโรคภัยด้วยตนเอง จะเห็นได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทพฤติกรรมสุขภาพจาก “เชิง รับ” มาเป็น “เชิงรุก” ในบางครั้งเรียกการแพทย์แบบองค์รวม ว่าเป็นการแพทย์ทางเลือก ( Alternative Medicine) โดยไม่ได้จำกัดอยู่ที่วิธีใดวิธีหนึ่ง หากแต่ครอบคลุมถึงการวินิจฉัยโรค การบำบัดรักษา และการ ส่งเสริมสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ได้ให้คำนิยามของสุขภาพ (Health) หมายถึง ความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ส่วนคำนิยามสุขภาวะ (Well-Being) คือ การที่สุขภาพทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณอยู่กันอย่างสมดุล (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน ปรถ ปฐพีทอง, ๒๕๔๗ และ Mathai, ๒๐๐๕) สุขภาวะ (Well-Being) คือการมีสุขภาพดี มีความรู้สึกเป็นสุข ความสมดุล ความเป็นองค์รวม ของ ๔ มิติ คือ กาย จิต สังคม ปัญญาหรือจิตวิญญาณ ที่บูรณาการอยู่ในการพัฒนามนุษย์และสังคม เพื่อสร้าง “ความอยู่เย็นเป็นสุข” (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล,๒๕๔๙ อ้างถึงในกองบรรณาธิการใกล้หมอ, ๒๕๔๗) สุขภาวะทางจิตใจ (Mental Health) หมายถึง จิตใจที่มีความสุข รื่นเริง คล่องแคล่ว ไม่มี ความเครียด มีสติสัมปชัญญะ และความคิดอ่านตามควรแก่อายุ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน ประเวศ วะสี, ๒๕๔๓ และสันต์ หัตถีรัตน์, ๒๕๔๘) หรือกล่าวได้ว่าจิตใจเป็นตัวเชื่อมระหว่างภายในและภายนอก เช่น การทำสมาธิ เทคนิคการ Deep Relaxations เพื่อเป็นการเพิ่มสมาธิและช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ การทำสมาธิและการใช้น้ำมัน สมุนไพร Mass Therapy และการกดจุด ซึ่งเป็นการทำให้มีการเคลื่อนไหวของพลังงานภายใน (ดวงกมล ศักดิ์ เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน Mathai, ๒๐๐๕) สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางร่างกาย (Physical Health) หมายถึง ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง คล่องแคล่ว มีกำลัง ไม่เป็นโรค ไม่พิการ มีสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน ประเวศ วะสี, ๒๕๔๓) โดยในการแพทย์แบบองค์รวมจะเน้นไปที่การคลายความตึงของกล้ามเนื้อโดยการถ่ายทอด พลังงานผ่านทางการนวด ได้แก่ วารีบำบัด การพอกหน้าด้วยผักและโคลนพอก การบำบัดโดยการสัมผัส (Touch Therapy) สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางสังคม (Social Health) หมายถึง ความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคม มี ความสุข สันติภาพ มีระบบการบริการที่ดี สุขภาวะที่สมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ (Spiritual Health) เป็นความสุขที่เกิดจากการเข้าใจ ธรรมชาติ เข้าใจความจริงแห่งชีวิตและสรรพสิ่ง จนเกิดความรอบรู้ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน สันต์หัตถีรัตน์, ๒๕๔๘) 3 ที่มา : สุขภาพแบบองค์รวม | Filmmy At-cha - Academia.edu


- ๗๗ - สมาคมการแพทย์แบบองค์รวมของสหรัฐอเมริกาได้ให้คำจำกัดความของสุขภาพแบบองค์รวม ๒ แบบ (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงใน Walter, ๒๐๐๕) ดังนี้ ๑. สุขภาพแบบองค์รวม คือ ทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย และจิตใจ หรือร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ หรือ ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณเมื่อนำไปประยุกต์ใช้ กับการรักษาจะเรียกว่า การรักษาแบบองค์รวม (Holistic Medicine) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับปัจจัย ๓ อย่าง คือ สาเหตุของการเกิดโรค การเพิ่มความเกี่ยวข้องของผู้ป่วย และการพิจารณาการรักษาแผนปัจจุบัน (Allopathic) และ การรักษาแบบทางเลือก (Alternative) ๒. สุขภาพแบบองค์รวม หมายถึง การดูแลสุขภาพแบบทางเลือกเป็นการเปลี่ยนการรักษาจาก การแพทย์แผนปัจจุบันและใช้การรักษาแบบทางเลือก ดังนั้น สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) เป็นปรัชญาของการมีสุขภาวะที่ดีโดยพิจารณาถึง ทุก ๆ องค์ประกอบในร่างกาย ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะโรคที่เป็นหรือ เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่จะพิจารณาจากปฏิกิริยาความสัมพันธ์ระหว่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสภาพแวดล้อม ไม่สามารถแยกออกจากกันได้และความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องอยู่ในภาวะสมดุลเพื่อให้บรรลุ เป้าหมายในการมีสุขภาวะที่ดีที่สุด สำหรับคำจำกัดความของสุขภาพแบบองค์รวมของไทย ตาม (ร่าง) พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ระบุไว้ว่า เป็นสุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ไม่ได้ หมายถึงความไม่พิการและการไม่มีโรคเท่านั้น โดย (ร่าง) พระราชบัญญัติสุขภาพได้จำแนกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ เกี่ยวข้องกับสุขภาพได้เป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้ ๑. ระบบการแพทย์แผนไทย เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยอาศัยความรู้ความสามารถ เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยที่ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมาตั้งแต่ในอดีต เช่น รักษาด้วยการใช้สมุนไพร การนวด ประคบ การใช้ธรรมชาติบำบัด การนั่งสมาธิ ๒. ระบบแพทย์พื้นบ้าน คือ ระบบการดูแลสุขภาพกันเองในชุมชนจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนิน ชีวิต ๓. การแพทย์ทางเลือก หมายถึง ระบบการแพทย์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย หรือใช้แพทย์พื้นบ้าน เช่น โยคะ ชี่กง หรือการฝังเข็ม ปัจจุบันการแพทย์แผนไทยได้เปิดให้บริการสุขภาพที่เน้นการให้บริการแบบองค์รวม หรือ ไทยสัปปายะ โดยสัปปายะ เป็นคำมาจากภาษาบาลี แปลว่า สภาพเอื้อเกื้อหนุน ช่วยให้เป็นอยู่ทำกิจกรรม หรือดำเนินกิจกรรมได้ผลดี ไทยสัปปายะจะเป็นการรวมภูมิความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยทั้งองค์ความรู้ด้านการ ใช้สมุนไพรไทย หัตถบำบัดด้วยการนวดแผนไทยและสปาแบบไทยที่มีการรักษาด้วยอาหาร การบำบัดด้วยน้ำ การบำบัดด้วยกลุ่ม ในการสร้างความแข็งแรงให้กับจิตใจด้วยการนั่งสมาธิ การทำฤาษีดัดตน รวมทั้งกายบริหาร แบบต่างๆ โดยทั้งหมด อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม (ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล, ๒๕๔๙ อ้างถึงในกอง บรรณาธิการใกล้หมอ, ๒๕๔๗) แนวคิดสุขภาพแบบองค์รวม คำว่า “องค์รวม” หรือ “Holism” มาจากคำว่า Holos หรือ Whole ในภาษากรีก หมายถึงความ เป็นจริงทั้งหมดหรือความสมบูรณ์ทั้งหมดของสิ่ง (Wholeness) มีเอกลักษณ์และเป็นเอกภาพ (Unity) ที่มิอาจแบ่งแยกเป็นส่วนย่อยได้ (รุจินาถ อรรถสิษฐ์, อ้างในปัจจุบัน เหมหงษา, บรรณาธิการ, ๒๕๔๑ : ๔๘) ทัศนะการมองสุขภาพแบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับทุกมิติที่สัมพันธ์กับชีวิต ได้จุดประกายความ เคลื่อนไหวของผู้คนในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในช่วงครึ่งศตวรรษที่ ๒๐ เนื่องจากขีดจำกัดของการแพทย์ปัจจุบัน ที่มีทัศนะการมองสุขภาพแบบแยกส่วน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาพึ่งตนเองในการดูแลสุขภาพมากขึ้น


- ๗๘ - เมื่อแนวคิดและกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย มีการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่องทั้งวิธีการและการทดลอง เพื่อเสนอทางเลือกใหม่ๆ เช่น การใช้สมุนไพร ธรรมชาติบำบัด การฝังเข็ม เป็นต้น ปัจจุบันแนวคิดแบบองค์รวมถือเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ต่อการมองชีวิตและสุขภาพ ที่มีบทบาทสำคัญในวงการแพทย์และการสาธารณสุขปัจจุบัน องค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพแบบองค์รวม ในหลาย ๆ ภูมิภาคทั่วโลก ได้ให้ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพองค์รวมไว้ใกล้เคียงกัน Susan Walter ประธาน American Holistic Health Association กล่าวว่า สุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health) เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งหมด มากกว่าการเน้นแต่ความเจ็บป่วย หรือการจัดการ กับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยพิจารณาที่ “ตัวคนทั้งคน” ความเกี่ยวเนื่องของร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคน ๆ นั้น และเธอได้เสนอหลักการพื้นฐานของ สุขภาพองค์รวมไว้ ๕ ประเด็น ดังนี้ ๑. สุขภาพแบบองค์รวมให้คุณค่าของคำว่า “สุขภาพ” ว่าไม่ใช่เพียงแค่การไม่เจ็บป่วย แต่หมายถึง การปรับ แก้ไข และพัฒนาให้เกิดการมีสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง ๒. สุขภาพของเราจะเป็นแบบเดียวกับวิถีชีวิตของเราที่เป็นอยู่ การเลือกบริโภคสิ่งใดเข้าสู่ทั้งทาง ร่างกายและจิตใจ จะมีส่วนกำหนดสภาวะสุขภาพกายและใจของบุคคลนั้น ๆ ๓. การป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หลักการของสุขภาพแบบองค์รวมจะเน้น การพัฒนาระดับการมีสุขภาพดีให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยให้ทบทวนพฤติกรรมในแต่ละวันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ๔. สุขภาพแบบองค์รวมเน้นการให้คุณค่าต่อวิถีการดำรงชีวิต การเรียนรู้และการสร้างความรับผิดชอบ ให้แต่ละบุคคลได้พยายามดูแลตนเองให้มีสุขภาวะที่สมดุลและสมบูรณ์ ๕. เมื่อเจ็บป่วยจะใช้หลักการสุขภาพแบบองค์รวมในการแลกเปลี่ยนเรื่องการรักษาและการดูแล สุขภาพระหว่างแพทย์และคนไข้ โดยการเยียวยาแบบธรรมชาติ และพิจารณาปัจจัยทั้งตัวคนและสถานการณ์ ที่เกี่ยวข้อง (ปัทมาวดี กสิกรรม, ๒๕๔๑ : ๘๙) สุขภาพในมุมมองแบบองค์รวม มิใช่การปราศจากโรคเท่านั้น แต่ว่าสุขภาพคือสุขภาพของชีวิต (Wellness) หรือคุณภาพชีวิตทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับการให้คำนิยาม “สุขภาพ” ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ณ ที่ประชุมนครเจนิวา เมือปีค.ศ. ๑๙๘๖ ดังนี้ “Health is a state of complete physical, mental and social well-being, not merely and absence of diseases and infirmity” สุขภาพ หมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต และทางสังคม มิใช่เพียงการปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น และในที่ ประชุมสมัชชา WHO เมื่อพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ มีการเพิ่มคำว่า“Spiritual well being” หรือความสุขทาง วิญญาณเข้าไปด้วย (ประเวศ วะสี, ๒๕๔๑ : ๔) การแพทย์แบบองค์รวมจะมองว่าปัจจัยสำคัญที่สุดในการบำบัดรักษาอยู่ที่ตัวผู้ป่วย ไม่ใช่ให้ ความสำคัญกับแพทย์ผู้รักษา เพราะจะลงเอยด้วยการเน้นเทคนิควิธีการรักษาเกี่ยวกับทางกายเป็นส่วนใหญ่ ด้วย เหตุที่ความเจ็บป่วยนั้นมิได้เกิดเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ การรักษาทั้งระบบได้ ก็ต่อเมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เพื่อให้ระบบเกิดดุลยภาพ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นการแพทย์แบบองค์รวมจึงถือบทบาทให้คำปรึกษาทางการแพทย์ เป็นบทบาทหลักของแพทย์มากกว่า การ บำบัดรักษา (พระไพศาล วิสาโล, บรรณาธิการ ๒๕๓๖ : ๔๕) การดูแลอย่างองค์รวม (Holistic care) หมายถึง การดูแลผู้มารับบริการไม่เฉพาะเป็นเพียงคนไข้ เท่านั้น แต่ต้องมองในทุกมิติของความเป็นมนุษย์ อันได้แก่ ร่างกาย จิตใจ สังคมและครอบครัว ก่อให้เกิดการ เรียนรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลสุขภาพตนเอง ของคนไข้หรือผู้รับบริการ (ระวินันท์ ศิริกนกวิไล และคนอื่นๆ , ๒๕๓๙ : ๕๕)


- ๗๙ - กองการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความหมายของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมแนวใหม่ไว้ ดังนี้ ๑. กลุ่มศาสตร์/เทคนิคของศาสตร์เพื่อการปรับสมดุลของธาตุ/สารชีวภาพในร่างกาย ได้แก่ - สมุนไพรชนชาติต่างๆ (Herbal) - สูตรอาหารต่างๆ ได้แก่ อาหารแมคโครไบโอติกส์ (Macrobiotics) อาหารเจ อาหาร มังสวิรัติอาหารเฉพาะสูตรสำหรับผู้ป่วย - วิตามินบำบัด (Megavitamin) - ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Mega nutrition) - การล้างพิษ (Detoxification) - สารชีวภาพอื่นๆ เช่น โฮมิโอพาที (Homeopathy), Bio-molecular therapy - การขับสารพิษ (Chelating therapy) ๒. กลุ่มศาสตร์/เทคนิคของศาสตร์เพื่อการปรับสมดุลของโครงสร้างร่างกาย (กระดูกและกล้ามเนื้อ) ได้แก่ - การนวด ดัด ดึง ในวัฒนธรรมต่างๆ การจัดกระดูก (Chiropractic therapy) - ดุลยภาพบำบัด การออกกำลังกายแบบต่างๆ ได้แก่ โยคะ ชี่กง ไทเก็ก (Yoga, Tai-chi) - วารีบำบัด (Hydrotherapy) ๓. กลุ่มศาสตร์/เทคนิคของศาสตร์เพื่อการปรับสมดุลของพลังในร่างกาย/ความสัมพันธ์ กาย จิต ได้แก่ - สมาธิและการเสริมสร้างพลังในวัฒนธรรมต่างๆ ได้แก่ พลังกายทิพย์ พลังจักรวาล พลังออรา พลัง พีระมิด โยเร โยคะ ชี่กง ไทเก็ก พลังจิต การสะกดจิต - การฝังเข็ม (Acupuncture) - การกดจุด (Reflexology) - ดนตรีบำบัด (Music therapy) - สุคนธบำบัด (Aromatherapy) - สนามแม่เหล็กบำบัด (Magnetic field therapy) (กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ๒๕๕๐ : ๒๔-๒๖) ความสัมพันธ์กับการแพทย์แผนไทย แนวคิดทางการแพทย์แผนปัจจุบันทำให้กระบวนการวินิจฉัยและรักษาโรคมีพัฒนาการรักษาแบบ เฉพาะทาง โดยอาศัยยาแผนปัจจุบัน การผ่าตัด และเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ สูงขึ้นมาก ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยห่างเหินกันมากขึ้น แพทย์มีเวลาให้ผู้ป่วยอย่างจำกัด และสนใจ ขจัดเพียงความเจ็บป่วยที่วัดได้หรือตรวจพบ ในช่วงครึ่งปลายของศตวรรษที่ ๒๐ ประเทศในเขตยุโรปตะวันตกและเขตอเมริกาเหนือ จึงเริ่มแสวงหา วิธีการดูแลด้านสุขภาพแนวใหม่ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแนวคิดดังกล่าว กระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หลากหลายรูปแบบในอดีต ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่าง เช่น การแพทย์พื้นบ้าน (folk medicine) การใช้ สมุนไพร (herbals) ธรรมชาติบำบัด (natural therapy) การนวด (massage) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการ ประยุกต์ใช้ประโยชน์จากปรัชญาฝ่ายตะวันออก เช่น วิธีการแบบโยคะ (yoga) การฝึกสมาธิ (meditation) และ การแพทย์จีนเข้าสู่โลกตะวันตก ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ เป็นบุคคลหนึ่งที่ช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทย ให้ทัดเทียมนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสาขาการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย การพยาบาล


- ๘๐ - เภสัชกรรม ทันตกรรม กีฬา ศาสนา และสังคม เป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมด้านสุขภาพอนามัยมากมายทั้งด้านวิชาการ แพทย์ ด้านกีฬาและด้านศาสนา เมื่อผสมผสานองค์ความรู้จากภูมิปัญญาอันหลากหลายของชีวิตท่านแล้ว ครอบคลุมทุกอย่างในหลักการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สุขภาพในความหมายของการแพทย์แผนไทย คือ สุขภาพกาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการ ดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติตามหลักพุทธธรรม ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จิตที่ฝึกดี ย่อมนำความสุขมาให้ นั่นคือ แนวคิดพื้นฐานของหลักธรรมานามัยในการแพทย์แผนไทย ธรรมานามัย หมายถึง ระบบการสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิถีทางธรรมชาติโดยให้ความสำคัญแก่สิ่งที่มี ผลกระทบต่อสุขภาพ ธรรมานามัยจะช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ มีร่างกายแข็งแรง มีจิตใจสงบ รู้กระทบรู้กระทำ สามารถช่วยเหลือตนเองและสังคมได้ (อวย เกตุสิงห์ ๒๕๓๑ : ๑๖๖) แนวคิดพื้นฐานของหลักธรรมานามัยในการแพทย์แผนไทย มองภาวะสุขภาพแบบองค์รวม พุทธธรรมมองชีวิต คนเป็นนามรูป และใช้นามรูปที่เป็น ๒ อย่างนี้รวมกันเป็นเอกพจน์ คือ รวมกันหรือเนื่องกัน เป็นหนึ่งไม่มองแยกเป็นสอง เพราะมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันไม่แยกต่างหากจากกัน เป็นระบบ แห่งความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอิงอาศัยกัน องค์ประกอบของธรรมานามัย มี ๓ ส่วน คือ ๑) กายานามัย เป็นการส่งเสริมสุขภาพทางกาย ด้วยการออกกำลังกายโดยวิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม แก่วัยและสภาพร่างกายของบุคคล เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดและมีการเสี่ยงอันตรายน้อยที่สุด เป็นความจริงที่ว่าวิธีการ ออกกำลังกายต่าง ๆ นั้น บางวิธีอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคนในทางปฏิบัติ จึงต้องมีการทดสอบ ความพร้อมของสมรรถภาพร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่งเพื่อสุขภาพ สำหรับแพทย์แผนไทยมีวิธีการส่งเสริม สุขภาพกายด้วยท่าฤาษีดัดตน การฝึกลมปราณ เป็นต้น นอกจากกายบริหารแล้ว ยังมีข้อกำหนดในการเลือก รับประทานอาหารตามธาตุเจ้าเรือน การพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็จัดอยู่ในหมวดของการส่งเสริมสุขภาพกายด้วย ๒) จิตตานามัย การส่งเสริมสุขภาพทางใจด้วยการปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาตามหลักที่กำหนดในพุทธ ธรรม อาศัยศีลในการละความชั่วทุจริตทางกาย วาจา ใจ เพื่อสร้างพื้นฐานจิตให้มั่นคง และการอบรมสมาธิ ภาวนา ช่วยให้จิตนิ่งไปจนถึงขั้นวิปัสสนาเพื่อสร้างจิตในการรับรู้ความจริงของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องกฎแห่งกรรม ๓) ชีวิตานามัย การดำเนินชีวิตโดยยึดหลักอนามัย คือ อาศัยการปฏิบัติตามกายานามัยเพื่อส่งเสริม สุขภาพกาย และฝึกจิตตามจิตตานามัย ส่งผลให้เกิดชีวิตานามัยที่ดีด้วย เช่น การล้างพิษในร่างกายเป็นบาง โอกาส การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง หากรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องอาจจะมีผลกระทบทั้งด้านกายและ ด้านจิต การละเว้นสิ่งเสพติดทั้งหลาย เป็นต้น สิ่งสำคัญ คือ การดำเนินชีวิตอย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติให้มาก หลีกเลี่ยงมลภาวะ ประกอบสัมมาชีพที่ไม่เป็นโทษ จะได้ไม่ต้องหวาดระแวงเพราะโทษจากการทุจริตนั้น การปฏิบัติตามหลักกายานามัย จิตตานามัย และชีวิตานามัย จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพความงามแก่ ผู้ปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นความงามทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและงามจากภายในด้วยศีล สมาธิและปัญญา ซึ่งมีผลที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติจะเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใด สิ่งเหล่านี้ประกอบกันเป็นผลแห่ง บูรณาการองค์รวมของชีวิตด้วยธรรมานามัย หลักธรรมานามัยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพแบบบูรณาการร่วมกับ การดำเนินชีวิตในแนวพุทธศาสนาว่าด้วยธรรมชาติของกายและจิตใจที่ต้องเคลื่อนไหวไปตามกาลเวลา เคลื่อนไหวไปตามการกระทำความดีหรือความชั่ว ------------------------------------------


- ๘๑ - มะเร็งที่รัก อาจารย์ สีนวล เดชพรหม ประธานธรรมานามัย รุ่นที่ 10 ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าทำไมจึงขึ้นหัวเรื่องว่า "มะเร็งที่รัก" เพราะมันทำให้ชีวิตครูรอดตายมาจนอายุ 75 และมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีทั้งกายและใจ ปัจจุบันมีคนรู้จักมากมายและมีแฟนคลับคอยติดตามเป็นชีวิต ที่ "สุขเกษียณ" ที่ทุกคนวัยนี้ต้องการ มันเป็นชีวิตที่มีปาฏิหาริย์ที่น้อยคนนักจะได้พบสิ่งนี้ เดิมรับราชการครู ตั้งแต่อายุ 21 เป็นครูที่ขยันจะอยู่แนวหน้าได้ทำทุกอย่างที่ ผู้อำนวยการสั่งการด้วยความขยันและมีความตั้งใจ จะเป็น "ครูมืออาชีพ"มิใช่มีอาชีพครูเท่านั้นจึงทุ่มเทให้งานอย่างเต็มที่ ประกอบกับผลการสอนเป็นที่ต้องการของ ผู้ปกครอง เพราะผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้น จึงเจียดเวลามาสอนนอกเวลาจนได้รับฉายานามว่า "ติวเตอร์มือ ทอง" เพราะยิ่งสอนคนก็ยิ่งเพิ่มจากปากต่อปากของผู้ปกครอง ดังนั้นจึงต้องนอนดึกขึ้น มีความเครียดโดยครูไม่ รู้ตัวโดยนึกว่างานนั่นแหละคือความสุขที่ทำให้เรามีศักยภาพเหนือเพื่อน ได้รับการยกย่องความไว้วางใจ มี ชื่อเสียง และแล้วเงินทองที่มากกว่าเงินเดือนก็ตามมา ก็ยิ่งทำให้ลืมดูแลตัวเองไม่มีเวลาได้ออกกำลังกาย ไม่มี เวลาจะทานอาหารที่ครบหมู่เอาสะดวกแค่ให้"ท้องไม่ว่าง" เท่านั้น ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการเป็นอาหารจาน เดียว "จานด่วน" สะสมมาหลายปีประกอบกับมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้"เครียด" โดยไม่รู้ตัวสะสมมาเรื่อย ๆ ทั้งที่มีอาการเตือนมาบ้าง เช่น ปวดศีรษะ เช้ามาก็มีอาการบ้านหมุน ปวดหัวข้างเดียว ท้องผูก เพราะเสียดาย เวลาที่ต้องไปเข้าห้องน้ำนานในช่วงสอน การทำงานสอนหนังสือต้องไปแต่เช้าเพื่อเตรียมนักเรียน เล่นดนตรีสด เพลงชาติและกายบริหารหน้าเสาธง ทำให้ต้องรีบตื่นแต่เช้า ได้ลงชื่อทำงานคนแรกเสมอ ไม่ได้ทานอาหารเช้า เป็นประจำ พอชั่วโมงว่างก็จะแอบหาของลงท้อง ถ้าไม่มีเวลาก็ทานพักเที่ยงทีเดียวเลย จนเป็นความเคยชิน และ เย็นก็ต้องรีบมาสอนพิเศษ หนักกว่านั้นด้วยความดัง ความโลภ ก็รับสอนตามคำขอของผู้ปกครองเพิ่มอีก 4 รอบ เสาร์อาทิตย์เช้าบ่าย ทำเช่นนี้มา 20 กว่าปีจนวันหนึ่งร่างกายทนไม่ไหว มีอาการปวดท้องอย่างหนักขณะสอน พิเศษภาคค่ำและปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว หมอบอกคุณมาช้ากว่านี้จะเสียชีวิตก็เลยได้หมอสั่งเช็คด่วนทุกอย่าง เพื่อเตรียมผ่าตัดในวันนั้น แต่ครูคิดว่าเป็นแค่ลำไส้อุดตันเพราะมีก้อน 4×7 ที่ลำไส้และมีอาการเบื่ออาหารทำดีท๊ อกซ์จึงจะได้ถ่าย ส่วนผมก็เริ่มร่วงแต่คิดว่าเข้าสู่วัยชราอาการก็เป็นแบบนี้เอง เมื่อผลออกมาว่าป็นมะเร็งระยะ 3 ปลายเข้าต่อมน้ำเหลืองไปแล้ว ยอมรับว่าทำใจไม่ได้เพราะมีประสบการณ์ว่าคนเป็นมะเร็งไม่รอด ก็ตัดสินใจเข้า รับคีโมและศึกษาหาความรู้จากโรคมะเร็ง ก็ได้ค้นพบว่าไม่ตายทุกคนถ้าดูแลตัวเองอย่างดีก็เลยลองสู้ให้ดีที่สุด สุดท้ายค่อยว่ากัน หยุดงานทุกอย่างหันมาดูแลตัวเองตั้งแต่ การทานอาหาร การนอน การพักผ่อน การออกกำลัง กาย สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น อ่านและฟังธรรมะมากขึ้นที่สำคัญได้มาออกกำลังกายก็ได้พบกลุ่มคนมากมาย จาก ที่เคยอยู่ในโรงเรียนกับครู 20 กว่าชีวิตในโรงเรียนมาเกือบ 40 ปีก็ได้มาพบกับผู้คนมากมายในการได้ออกกำลัง กาย ก็ต้องขอขอบคุณ อาจารย์สายใจ หัวเรืองเมือง ขณะที่รักษาตัวได้ไปอยู่ที่ใหม่หมู่บ้านสหพร หลังมหิดล ก็ได้มาออกกำลังกายเดินรอบสนามฟุตบอล ทุกเช้า ได้เข้าร่วมทำบุญในหมู่บ้าน ก็แนะนำให้มาเป็นสมาชิก สว. ของศูนย์การแพทย์ที่อยู่ใกล้บ้านลูก เมื่อเป็นสมาชิกก็ได้รับเลือกเป็นประธานคนแรกของ สว.ที่นี่ ในบุคลิกที่ดูแล้ว น่าจะเป็นผู้นำได้ดี เพราะตอนเข้าไปใหม่ ๆ สมาชิกมีแค่สวดมนต์กิจกรรมยืดเหยียดสักชั่วโมงแล้วกลับบ้าน จึง คิดว่าน่าจะมีกิจกรรมเสริมให้มากกว่านี้เพราะเสียเวลามาแล้วจึงได้จัดกายบริหาร รำวง ไม้พลองและลีลาศ เพิ่มขึ้น จัดให้มีโชว์กิจกรรมของ สว.ตามที่ต่าง ๆ และเริ่มมีรายการทีวีมาถ่ายทำ สมาชิกก็เพิ่มเป็น 500 กว่าคน จากที่ครูเข้าไปเป็นสมาชิกมีแค่ 83 คน ในช่วงนั้นได้มีโอกาสเข้ามาอบรมธรรมานามัย รุ่นที่ 10 คุณหมอพล หิรัณยศิริ ได้สนับสนุนให้ลงเลือกประธาน ได้ปฏิเสธการลงเลือกเป็นประธานเพราะยังอยู่ในการรักษามะเร็งอยู่ใน ขณะนั้น หลังจากได้ฟังการบรรยายของคุณหมอพงษ์ศักดิ์เกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 ก็เลยตัดสินใจลงเข้ารับการเลือกตั้ง


- ๘๒ - จึงได้มาเป็นประธานรุ่น 10 เมื่อครบวาระของการเป็นประธาน สว.ที่ศูนย์การแพทย์มหิดล ก็ตัดสินใจมาทำเรื่อง ที่ประชุมกันที่อยากให้สมาชิกกลับมาทำกิจกรรมที่มูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องซึ่งในเดือนเมษายน ปี 2559 ครู ได้รับเกีบรติเป็นบุคคลแบบอย่างจากมูลนิธิฯ ก็เลยเป็นพลังให้คิดงานนี้ขึ้นโดยไดัรับการสนับสนุนจากคุณพิเชฐ และคุณสมจิตต์มุจลินทังกูร และคณะกรรมการทางมูลนิธิฯ ซึ่งมีความเห็นว่า น่าจะมีกิจกรรมหลังการอบรม เพื่อให้สมาชิกได้กลับมาที่มูลนิธิฯ บ้าง เพราะทุกรุ่นอบรมแล้วไม่กลับมาแม้กระทั่งประธานรุ่นก็หายไปเพราะไม่มี กิจกรรมต่อเนื่องตามที่ได้อบรมไป ครูจึงมาวิเคราะห์กิจกรรมที่ให้ต่อเนื่องจากการที่อบรมไปให้ตรงกับการที่ สว. จะมีชีวิตตาม "ธรรมานามัยชน" ตามที่อบรมไป เน้น กาย ใจ และการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพกาย ใจที่ดี ได้แสดง ศักยภาพที่ตนเองถนัดแต่ขาดโอกาส มีการพบปะเพื่อนในวัยเดียวกัน มีการประสานกันในรุ่น มาพบปะเพื่อสร้าง กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้กับมูลนิธิฯ ของแต่ละรุ่น จึงคิดก่อตั้ง "พฤหัสหรรษา" ขึ้นโดยครูเองเป็นผู้จัดหา กรรมการและวิทยากรที่มีความสามารถและตรงตามหลักสูตรที่ได้อบรมไปให้มีกิจกรรมต่อเนื่องตามที่มูลนิธิฯ ต้องการ และผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมีสมาชิกมาร่วมกิจกรรมจนทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ มากมายในมูลนิธิฯ สมาชิกมีความสนใจในกิจกรรมที่ทางมูลนิธิฯ จัดมากขึ้น กิจกรรมที่ทางพฤหัสฯ จัดให้ทางกายให้สมาชิกได้เรียน ตามความถนัดและศักยภาพ พฤหัสฯ จัดให้ทุกความถนัดมีกิจกรรมออกกำลังกายตามปกติมีผู้นำ ได้แก่ ขยับไข ข้อ ชี่กง รำบัว เต้าเต๋อ ส่วนตามความชอบความถนัดมี ลีลาศ รำวงมาตรฐาน ไลแดนซ์ คาราโอเกะ งานเย็บผ้า งานฝีมือ การทำยาหม่อง น้ำยาซักผ้า ครีมอาบน้ำ อาหารฯลฯ งานสอนร้อยสร้อยงานฝืมือที่สวยงามไม่มีที่ไหน สอนได้ไม่ซ้ำเลย มีวิทยากรและคณะทำงาน 10 คน เจ้าหน้าที่ 3 คน รวม 13 ตย ที่จัดให้สมาชิกทุกพฤหัสฯ ก็ขอเรียนเชิญสมาชิกทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “พฤหัสหรรษา” นะคะ -------------------------------------------


เชื้อไวรัสโอมิครอนกลายพันธุ์-สายพันธุ์ย่อย BA.2.75.2, BQ.1.1 และ XBB ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์อมร ลีลารัศมี วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๖๕ ในประเทศไทยพบ ข้อมูลชัดเจนว่า มีการระบาดเพิ่มมากขึ้น และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มจากวันละ ๒๐-๓๐ รายเป็นมากกว่า ๑๐๐ ราย (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานว่า ระหว่างวันที่ ๒๖ พ.ย.- ๒ ธ.ค. ๒๕๖๕ การ ตรวจ ๔๓๕ ตัวอย่างจากคนไทยและต่างประเทศพบ สัดส่วนของสายพันธุ์ BA.2.75 ในภาพรวม เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๗๕.๔ จาก ๖๐.๑ ในสัปดาห์ก่อน ท าให้สายพันธุ์ BA.2.75 กลายเป็นสายพันธุ์ หลักที่ระบาดในประเทศไทยในขณะนี้แทนที่สายพันธุ์ BA.5 นอกจากนี้พบสายพันธุ์ BQ.1 ใน ๑๓ คน และสายพันธุ์ XBB อีก ๓๐ คน) การที่โรคโควิด-19 ระบาดเพิ่มขึ้น มีผู้ติดเชื้อถึงแก่กรรมมาก ขึ้นแม้จะเป็นโรคประจ าถิ่นแล้ว จึงท าให้อยากมาสรุปคุณสมบัติของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ ใหม่ที่ก าลังระบาดรวมถึงความรุนแรงของโรคโควิด-19 และการรักษาให้ประชาชนเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อเตรียมตัวและป้องกันตนเองให้พร้อมและเหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดในปัจจุบัน ๑. เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดมาเป็นระลอกๆ (wave ใหญ่หรือเล็ก) เกิดจากเชื้อกลายพันธุ์ มากมายหลายต าแหน่งโดยเฉพาะที่โปรตีนหนาม (spike protein) ท าให้ได้เชื้อโอมิครอนอีก หลายสายพันธ์ย่อย ตัวที่น่าจับตามองคือ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75.2, BQ.1.1 และ XBB เพราะการกลายพันธุ์ของเชื้อกลุ่มนี้มีผลดังนี้ เชื้อเกาะติด receptor ของเซลล์มนุษย์ในทางเดินหายใจ ง่ายขึ้นและแน่นขึ้น ท าให้สาย พันธุ์นี้“มุด”เข้าไปในเซลล์ได้ง่ายเพื่อเพิ่มจ านวนเชื้อได้เร็ว ท าให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่าย และมาแทนที่สายพันธุ์เดิม การกลายพันธุ์ที่ต าแหน่งโปรตีนหนามของสายพันธุ์เหล่านี้ท าให้เชื้อโอมิครอนหลบหลีก แอนติบอดี(ภูมิคุ้มกันชนิด IgG ของมนุษย์ที่ป้องกันเชื้อไวรัส“มุด”เข้าเซลล์มนุษย์)ที่เกิด จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มาก่อนหรือการฉีดวัคซีนมานานแล้ว ท าให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนหรือ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มานานเกิน ๔ เดือนแล้วไม่มีภูมิคุ้มกันสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 ซ้ าจากสายพันธุ์ใหม่นี้ได้ ท านองเดี ย วกัน monoclonal antibody (mAb) ทั้งหล ายที่ผลิตม าข าย ร วมทั้ง EVUSHELD® ก็ไม่สามารถออกฤทธิ์ท าลายเชื้อ BA.2.75.2, BQ.1.1 และ XBB ได้ กลายเป็นยาที่หมดอายุเพราะเชื้อกลายพันธุ์หรือหมดความเป็นแอนติบอดีต่อโปรตีนหนาม ของเชื้อสายพันธุ์ใหม่ มิใช่หมดอายุเพราะสภาพของยาเสื่อมสลายตามการเก็บยาหรือ ตามกาลเวลา


ด้วยเหตุนี้ ค าแนะน าที่เหมาะสมในการฉีด mAb รักษาโรคนี้ต้องให้ยาต้านไวรัสขนานอื่น ร่วมด้วย เช่น molnupiravir หรือ paxlovid เป็นต้น เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ครอบคลุม กว่าการใช้ mAb ขนานเดียว การกลายพันธุ์ที่ต าแหน่งโปรตีนหนามของเชื้อกลุ่มนี้ ท าให้ต าแหน่งนี้เป็น poor antigenicity คือไม่ค่อยกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันชนิด IgG ในมนุษย์ (หรืออาจจะเป็นเพราะ เซลล์ภูมิคุ้มกันยังจ าแต่โปรตีนหนามของเชื้อไวรัส Wuhan) แบบ antigenic imprinting การติดเชื้อโอมิครอนจึงไม่ท าให้มนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgG สูงพอที่จะยับยั้งเชื้อไวรัส จากการใช้โปรตีนหนาม“มุด”เข้าเซลล์ของมนุษย์ได้ จึงเป็นเหตุให้มนุษย์ติดเชื้อสายพันธุ์ เดิมได้อีกแม้จะเพิ่งติดเชื้อและหายจากโรคไปไม่นาน ในด้านความดุร้ายของตัวเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์นี้ที่จะก่อโรคได้รุนแรง ท าลายเซลล์มนุษย์ หรือท าให้เกิด cytokine storm พบว่า ยังไม่พบในเชื้อกลายพันธุ์เหล่านี้ จึงท าให้โรคที่ เกิดขึ้นไม่รุนแรงและหายได้เองในคนปกติทั่วไป แล้วท าไมจึงมีจ านวนผู้ถึงแก่กรรมจากโอมิครอนสายพันธุ์ใหม่มากขึ้น จากที่เคยมีผู้ตายจาก โควิด-19 วันละ ๒๐-๓๐ รายมาเป็นมากกว่า ๑๐๐ ราย สาเหตุน่าจะเป็นในข้อ ๒. ถึง ๔. ดังนี้ ๒. ผู้ตายไม่เคยฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือไม่เคยติดเชื้อมาก่อน หรือฉีดวัคซีนไม่ครบถึงเข็มกระตุ้นที่ ๔ หรือฉีดครั้งสุดท้ายนานเกิน ๔ เดือน ท าให้ไม่มีภูมิคุ้มกันสูงหรือหลากหลายพอต่อเชื้อชนิดนี้ เมื่อติดเชื้อ เชื้อจะรุกรานไปได้นานก่อนร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านการรุกรานของเชื้อ ความเสียหายของอวัยวะในทางเดินหายใจจึงมีมากกว่าคนที่มีภูมิคุ้มกันในระดับสูงและหลากหลาย พอที่พร้อมจะต่อต้านการรุกรานของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ก่อนแล้ว ๓. ผู้ตายมีความพิการของอวัยวะต่างๆ หรือโรคความบกพร่องของภูมิคุ้มกันอยู่ก่อนโดยเฉพาะ กลุ่ม ๖๐๘ โรคอ้วนมากและหญิงตั้งครรภ์ หากมีการติดเชื้อรุนแรงขึ้นมาถึงระยะหนึ่ง ก็จะเกิด ความพิการของอวัยวะนั้นและเกิดความล้มเหลวของการหายใจหรือระบบไหลเวียนได้ง่ายและเร็ว กว่าคนปกติทั่วไปซึ่งอวัยวะต่างๆ มีความสมบูรณ์มากกว่ากลุ่ม ๖๐๘ ๔. ผู้ตายสูดหายใจรับเชื้อจ านวนมากและเชื้อเข้าลึกถึงเนื้อปอดในเวลาอันสั้น เช่น กรณีที่อยู่ใน ผับบาร์ ห้องแคบที่อากาศไม่ถ่ายเทและมีผู้คนชุมนุมใกล้ชิดกันจ านวนมาก มีการร้องเพลง ตะโกน และอยู่ในสถานที่นั้นนานเป็นชั่วโมง โดยที่ผู้ตายไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยด้วย จึงท าให้เกิดปอด อักเสบได้เร็วเพราะรับเชื้อจ านวนมากและเกิด cytokine storm ได้ง่าย ท าให้การหายใจและ ระบบไหลเวียนล้มเหลวเร็วขึ้น ผู้ตายกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ช่วยให้เชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ได้สายพันธุ์ใหม่ต่อไปเรื่อยๆ และท าให้เกิดการคัดเลือกเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายง่ายขึ้นตามธรรมชาติ ท าให้เกิดการ ระบาดในระลอกต่าง ๆ ตามที่เคยเกิดมาแล้วใน ๓ ปีที่ผ่านมา หรือพูดง่าย ๆ ว่า การระบาดของ เชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่อยู่เป็นระลอกแล้วระลอกเล่าในเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจาก


ความล้มเหลวของการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อทางอากาศในผู้ที่ติดเชื้อและมีอาการรุนแรง นั่นเอง ส่วนผู้ที่สวมหน้ากากอนามัย อยู่ในที่โล่งแจ้ง อากาศถ่ายเทดี หากเข้าไปในที่ชุมนุมแออัด ก็ยังสวมหน้ากากอนามัย หรือเข้าไปอยู่ในห้องหรือสถานที่แออัดอากาศไม่ถ่ายเท ก็อยู่นานไม่เกิน ครึ่งชั่วโมง และเคยฉีดวัคซีนเข็มที่ ๔ มาแล้วหรือเคยติดเชื้อมาไม่นานเกิน ๔ เดือนด้วย ก็จะไม่มี โอกาสรับเชื้อ หรือหากพลาดพลั้งรับเชื้อเข้ามาบ้าง ก็จะรับเชื้อจ านวนน้อยและจะป่วยเพียง เล็กน้อยแล้วหาย แล้วการติดเชื้อกลับจะเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด-19 ด้วย ประชาชนกลุ่มนี้จะช่วยลดการระบาดของโรคโควิด-19 และลดการแพร่กระจายของเชื้อกลายพันธุ์ ใหม่ในชุมชนได้ด้วย การรักษาด้วยยาต้านไวรัสขนานอื่นที่ไม่ใช่ monoclonal antibody ยังใช้ได้ดีกับเชื้อโอ มิครอนกลายพันธุ์-สายพันธุ์ย่อย BA.2.75.2, BQ.1.1 และ XBB หรือไม่? เมื่อเชื้อมีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นในหลายต าแหน่งรวมทั้งที่โปรตีนหนามและพบว่าระบาด มากขึ้น เช่น เชื้อ BQ.1.1 ที่กลายมาจากสายพันธุ์BA.5 หรือเชื้อ XBB และ BA.2.75.2 ที่กลาย พันธุ์มาจากสายพันธุ์BA.2 (เชื้อ BA.2.75.2 จะหลบหลีกภูมิคุ้มกันชนิด IgG ดีกว่าเชื้อ BA.2.75) เชื้อกลายพันธุ์กลุ่มนี้จะยังไวต่อยาต้านไวรัสที่มีอยู่ในปัจจบันหรือไม่? การศึกษาความไวในหลอด ทดลองของเชื้อกลายพันธุ์BQ.1.1 และ XBB ต่อยา remdesivir (ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์RNAdependent RNA polymerase [RdRp]) ต่อยา molnupiravir (ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์RdRp) และต่อยา nirmatrelvir (ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์protease) พบว่า เชื้อ BQ.1.1 และ XBB ที่ กลายพันธุ์ไปจากเชื้อ Wuhan/Hu-1/2019 มากมายหลายต าแหน่งและต าแหน่งที่กลายพันธุ์บาง แห่งเกิดในเอนไซม์protease และที่ RdRp ด้วย ยังคงไวต่อยาต้านไวรัสเหล่านี้ได้ดี หรือดีขึ้นอีก เล็กน้อยเมื่อเทียบกับเชื้อ Wuhan และโดยส่วนตัว คาดว่า ยาต้านไวรัสนี้ยังใช้ได้ดีกับเชื้อ BA.2.75.2 ที่ก าลังระบาดหนักในประเทศไทยด้วย ดังนั้น เมื่อผู้ใดทราบว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ผู้นั้นต้องรีบประเมินตนเองในขณะที่ยังมี อาการเป็นสีเขียวว่า โรคของตนจะรุนแรงมากจนถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไหม? อาจจะ ปรึกษาหรือขอค าแนะน าจากแพทย์ด้วยก็ดี(ส่วนผู้ที่มีอาการเป็น“สีเหลือง สีแดง”แล้ว ต้องกินยา ต้านไวรัสอยู่แล้ว) แนวทางการรักษาด้วยยาต้านไวรัสนี้ต้องเปิดช่องทางให้ผู้ติดเชื้อร่วมตัดสินใจใน การเลือกยารักษาตนเองด้วย หากตัดสินว่า ตนเองมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น อยากลดระยะเวลาการแพร่เชื้อ ก็ให้รีบตัดสินใจกินยาต้านไวรัสรักษาเลย เพราะการรักษาโรคติด เชื้อโดยเฉพาะโรคโควิด-19 ให้ได้ผลดีและคุ้มค่าที่สุดนั้น ต้องกินยาต้านไวรัสโดยเร็วที่สุดหลังจาก ทราบว่าตนเองติดเชื้อ ไม่ต้องรอจนตนเองมีอาการก าเริบไปตกอยู่ในเกณฑ์สีเหลืองหรือ สีแดง แล้วค่อยกินยาต้านไวรัส


สุดท้ายนี้สรุปได้ว่า เชื้อไวรัสโอมิครอนจะมีการกลายพันธุ์ได้สายพันธุ์ใหม่และระบาดไป เป็นระลอกๆ ไปเรื่อยจนกว่าจะได้เชื้อกลายพันธุ์ที่แพร่เชื้อได้เก่งสุดยอดที่สุด ภูมิคุ้มกันชนิด IgG ต่อโปรตีนหนามที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อหรือการฉีดวัคซีนจะไม่อยู่ยาวนานเกิน ๑ ปีและไม่ ครอบคลุมเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ก าลังหรือจะระบาดได้ในอนาคต จึงต้องพัฒนาวัคซีนให้สามารถ กระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิด IgG ให้ตรงกับโปรตีนหนามของเชื้อกลายพันธุ์และผลิต IgG ได้ในระดับสูง และขึ้นเร็วและอยู่นานพอ การฉีดวัคซีนที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ลดความรุนแรงของโรคได้ หากฉีดมาแล้วไม่เกิน ๔ เดือน ส่วน mAb ที่ผลิตมาจ าหน่าย ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปให้ทันเชื้อ กลายพันธุ์ มิฉะนั้นจะหมดอายุการใช้งานเร็วเพราะเชื้อกลายพันธุ์ตรงต าแหน่งโปรตีนหนามได้เร็ว กว่า การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ต้องประเมินตนเองกับความรุนแรงของโรคให้ถูกต้องตั้งแต่ทราบ ว่าติดเชื้อ ถ้าจะกินยาต้านไวรัสต้องกินให้เร็วคือตั้งแต่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ การปฏิบัติตนเพื่อ การป้องกันโรค ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การหลีกเลี่ยงหรือไม่ไปอยู่ในชุมชน แออัดและอากาศไม่ถ่ายเทนานๆ รวมถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นยังเป็นวิธีการมาตรฐานที่ป้องกัน การติดเชื้อหรือลดความรุนแรงของโรคได้เสมอ


- ๘๗ - สุขภาพช่องปากในผู้สูงวัย ทันตแพทย์ เจริญ สุริยจักรยุธนา ธรรมานามัย รุ่นที่ 18 การที่จะมีสุขภาพช่องปากสมบูรณ์แข็งแรงดีได้นั้น ทุกคนต้องสร้างขึ้นด้วยตัวเอง ด้วยความเข้าใจสนใจ ใส่ใจที่จะดูแลรักษาทำความสะอาดฟัน และเหงือกในช่องปากด้วยการแปรงฟันร่วมกับใช้ไหมขัดฟัน ทำความ สะอาดซอกฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังทานอาหารมื้อหลักอย่างถูกวิธีสม่ำเสมอ ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน จะ ได้ห่างไกลจากโรคฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ จนลุกลามมากกลายเป็นโรคปริทันต์ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียฟัน ไปในที่สุด การไม่ได้รับความรู้ ความเอาใจใส่อย่างถูกต้องในการป้องกันรักษา ประกอบกับการตั้งหน้าตั้งตาทำมา หากินเพื่อความอยู่รอดจนละเลยต่อการดูแลรักษา ทำให้โรคเหล่านี้เป็นกันอย่างกว้างขวาง ถึงแม้ว่าโรคเหล่า นี้ อาจไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน การรักษาก็เป็นแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น อีกทั้งยัง ทำให้ผู้ป่วยเสียทรัพย์ไปเป็นจำนวนมากในการรักษาแต่ละครั้ง ดังนั้น การให้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องในการป้องกันและรักษาสุขภาพในช่องปากอย่างเคร่งครัด ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่องทุกวัน และหมั่นไปพบทันตแพทย์ตามนัด คุณหมอจะได้ตรวจเช็คฟัน และส่วนต่างๆ ของเนื้อเยื่อในช่องปาก ถ้าพบความผิดปกติจะได้ให้การแนะนำป้องกันรักษาอย่างทันท่วงทีโดยไม่ปล่อยให้โรค มันลุกลามจนเกิดความสูญเสียของฟันและเหงือก เป็นหนทางที่จะช่วยให้ผู้ที่ปฏิบัติได้สามารถป้องกันและรักษา ตนเองให้คงมีสุขภาพของช่องปากที่ดีและแข็งแรง แถมประหยัดเงินค่ารักษาทางทันตกรรมได้มาก สภาวะทางสรีระของร่างกายในผู้สูงอายุในระบบต่าง ๆ เช่น ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ระบบ ประสาทและกล้ามเนื้อ สภาวะการทำงานของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น ล้วนเสื่อมสภาพทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน ของอวัยวะในระบบต่าง ๆ ของร่างกายลดลงมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จากผลของกระบวนการเกิด ความชราภาพของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำให้ความสามารถในการรับรู้ลดลง การตอบสนองทางประสาท สัมผัสและกล้ามเนื้อลดลง ทำงานไม่ค่อยประสานกัน ในขณะที่สายตาก็เริ่มมีปัญหา บางคนก็หูตึงจะได้ยินเสียง ไม่ชัดเจนในเรื่องต่างๆ ที่ทันตแพทย์พูดหรืออธิบาย ปัจจัยต่างๆ นี้ทำให้ผู้ป่วยอาจด้อยความสามารถในการ กำจัดคราบจุลินทรีย์ที่สะสมทั้งในตัวฟันแท้และฟันปลอมตามคำแนะนำ หรือไม่อาจปฎิบัติตามข้อแนะนำที่ทันต แพทย์พยายามกำชับให้ผู้ป่วยดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอให้ถูกต้อง จึงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคฟันผุ และเหงือก อักเสบ โรคปริทันต์รำมะนาด (โรคของอวัยวะรอบรากฟันต่าง ๆ ได้แก่ เคลือบรากฟัน เอ็นยึดปริทันต์ กระดูกเบ้า ฟัน เหงือก) ผู้สูงวัยหลาย ๆ คนมักมีปัญหาเรื่องฟันผุและโรคปริทันต์ มักจะมาหาทันตแพทย์ก็ต่อเมื่อโรคดังกล่าว มีอาการหนัก ฟันผุลุกลามมาก บางครั้งอาจพบเหลือแต่ตอฟัน ฟันโยกคลอน เนื้อเหงือกบวมแดง เจ็บปวดมาก แล้วซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้สูญเสียอวัยวะในช่องปากทำให้เกิดสภาวะฟันหลอ เหงือกร่น กระดูกรอบรากฟันยุบ ละลายตัวรอบตัวฟันที่ถูกถอนไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการใส่ฟันปลอมภายหลัง สภาวะการสูญเสียฟันทำให้ ประสิทธิภาพของระบบการบดเคี้ยวอาหารด้อยถอยลง ร่างกายอาจขาดสารอาหารเนื่องจากไม่สามารถรับอาหาร ที่ดีมีประโยชน์จำพวกผักผลไม้ได้เต็มที่นัก ความสุขและสุนทรีย์ในการรับประทานอาหาร ส่วนหนึ่งได้มาจาก อาหารที่มีกลิ่นดีรสชาติดี อาหารที่มี รูป รส กลิ่นที่ดีจึงมีผลต่อสุขภาพอนามัยที่ดี การทานอาหารจึงเป็นเรื่อง ของความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทำให้คนมีความสุข การสูญเสียฟันและใส่ฟันปลอมที่มีผลต่อการรับรสและกลิ่น ของอาหารย่อมบั่นทอนความสุขที่เกิดจากการกินอาหาร ความรู้สึกการสูญเสียฟันธรรมชาติยังมีผลต่อสุขภาพจิต อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจทั้งในความสามารถของตนเอง และคุณค่าของตนเองซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ ความ มั่นใจ ความสวยงามของฟันเมื่อแย้มยิ้ม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความงามบนใบหน้า ทำให้หลาย ๆ คนที่ ฟันหลอรู้สึกอาย ไม่อยากยิ้ม แม้คนที่ใส่ฟันปลอมก็อาจมีความไม่มั่นใจในขณะพูดเนื่องจากการเปล่งเสียงออกมา อาจไม่ชัด เช่น เสียง 'ส 'เวลาเปล่งเสียงต้องเอาปลายลิ้นมาแตะปลายฟันหน้าบนเสียง 'ฟ' เวลาเปล่งเสียงต้อง


- ๘๘ - เอาริมฝีปากล่างมาแตะปลายฟันหน้าบน เป็นต้น ทำให้การสื่อสารติดขัดก่อให้เกิดความหงุดหงิด ขาดความมั่นใจ การเคี้ยวอาหารก็อาจทำได้ไม่ถนัด อาหารไม่แหลกละเอียดอาจเกิดสภาวะเบื่ออาหาร อารมณ์ผิดหวัง หดหู่ การ หัวเราะก็เช่นกัน คนที่มีฟันธรรมชาติเพียงพอสามารถหัวเราะได้อย่างมั่นใจ ไม่กลัวฟันหลุดร่วงดังเช่นที่พบได้ในผู้ ที่ใส่ฟันปลอม ปัญหาต่าง ๆ นานาเหล่านี้ก็เป็นปัญหาทางบุคลิกภาพที่เสียไปอีกด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาสุขภาพฟันธรรมชาติและเหงือกให้แข็งแรง คงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปกติดีในผู้สูง วัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักใส่ใจดูแลรักษาสุขอนามัยความสะอาดในช่องปากด้วยตนเอง ทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันแสดงให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลานและคนอื่น ๆ ในครอบครัวโดยการแปรงฟันให้ ถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับการใช้ไหมขัดซอกฟันเพื่อขจัดขี้ฟันที่ติดตามซอกฟันให้สะอาดหมดจดหลัง ทานอาหารทุกครั้งฝึกให้เป็นนิสัยการรักษาความสะอาดในช่องปากจะได้ไม่มีกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย ให้ ความร่วมมือกับทันตแพทย์และให้ไปพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาตามที่นัดหมายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ เนิ่น ๆ อย่างเคร่งครัด ในคนที่มีสุขภาพฟันและเหงือกที่แข็งแรงปกติก็ควรมาพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจเช็คสภาพ เนื้อเยื่อในช่องปากอย่างน้อยปีละ 1 – 2 ครั้ง มักพบมีหินปูนซึ่งเป็นแหล่งเชื้อก่อโรคเกาะสะสมที่ฟันร่องเหงือกก็ ควรได้รับกำจัดออกไปด้วยการขูดหินปูน ในบางท่านที่สุขภาพทางกายไม่แข็งแรงทรุดโทรม เดินเหินลำบาก อาจ ต้องนั่งรถเข็น ก็ควรมีคนคอยช่วยเข็นรถพามาพบหมอฟันเพื่อตรวจรักษาแต่แรก อย่ารอให้โรคในช่องปาก ลุกลามไปมากแล้วจนต้องสูญเสียฟันและเหงือกอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ฟ้น แท้ๆ ที่พ่อแม่เราให้มาแต่กำเนิดย่อมสวยงามแบบธรรมชาติ ใช้งานได้ประหยัดค่าใช้จ่ายดีกว่าฟันปลอมไม่ว่า ชนิดใด ๆ ในโลกเป็นไหน ๆ ครับ -------------------------------------------


- ๘๙ - ดนตรีเพื่อสุขภาพ โดย อาจารย์เสาวณีย์ สังฆโสภณ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ธรรมานามัย รุ่นที่ ๔ ดนตรีเป็นศิลปะที่สร้างความสุนทรี ผ่อนคลายความตึงเครียดความวิตกกังวล ทาให้เกิดความสุข ความ งดงามในใจ และเข้าถึงมนุษย์ได้ง่ายและเร็ว (โดยเฉพาะเรื่องการฟัง) จากการศึกษา ค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ทาให้ พบว่า องค์ประกอบที่สาคัญ 3 ประการ ของดนตรีคือ ระดับเสียง ความดัง และความเร็วของ จังหวะจะส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การฟังเพลงที่มีคุณภาพจะช่วยให้ใยประสาท สมองเพิ่มจานวนมากขึ้น ช่วยพัฒนาการรับรู้ การเรียนรู้ สร้างความจำสร้างพลัง กาลังใจ ก่อให้เกิดความสุข ความผูกพันรักใคร่อบอุ่น และช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข เกิดภูมิคุ้มกันโรค ลดความวิตกกังวล ความ เจ็บปวด ช่วยทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีพลังและเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ดนตรีจึงมีคุณค่ามหาศาลต่อมนุษย์ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สามารถผสมผสานกับศิลปะหรือกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะอื่น ๆ ได้ดี ข้อแนะนาการใช้ ดนตรีเพื่อสุขภาพมีดังนี้ 1. เลือกฟังเพลงที่มีจังหวะปานกลางประมาณ 70 – 80 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นหัวใจมนุษย์ ในภาวะปกติ เช่น เพลงบรรเลง เพลงร้องแบบพื้นบ้านหรือลูกทุ่ง ลูกกรุง ไทย-สากล ฯลฯ เสียงไม่ดังมาก ไม่ควร เกิน 80 เดซิเบล และเสียงไม่สูงเกินไป ควรหาโอกาสฟังเพลงก่อนเวลาเริ่มเรียน เริ่มทำงาน ช่วงพัก จะทำให้ได้ งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยลดความเหนื่อยความเครียดลงได้ 2. เลือกฟังเสียงดนตรี หรือเสียงนักร้องที่ฟังชัด ใส กังวาน ทุ้ม นุ่มนวล เช่น เปียโน กีตาร์ ไวโอลิน พิณ แอคคอเดียน เมาท์ออแกน ขิม เสียงธรรมชาติ เช่น นกร้อง น้าตก เสียงคลื่น เป็นต้น และฟังเพลงที่มี ท่วงทำนองที่ไพเราะ นุ่มนวล มีชีวิตชีวา สร้างสรรค์ให้ความหมายที่ดี 3. นอกจากเพลงที่ชอบฟังเป็นประจำแล้ว หากมีเวลาควรฟังเพลงให้ได้หลากหลายประเภท โดยฟัง จากที่ต่าง ๆ เช่น ฟังรายการทางวิทยุ โทรทัศน์ ชมการแสดงดนตรีประเภทต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทักษะและ ประสบการณ์การฟัง 4. ไม่ควรใช้หูฟังซาวเบาท์นานเกินไป การฟังเสียงที่ดังอึกทึก เสียงสูงแหลม หรือเสียงที่มีจังหวะเร็วเร่ง เร้าเป็นเวลานานทำให้ประสาทหูเสื่อมเร็ว และอาจนำมาซึ่งความเจ็บป่วยทางจิตใจและร่างกายได้ จึงควร หลีกเลี่ยงเสียงที่มีมลพิษ ได้แก่ เสียงตะโกน เสียงทะเลาะเบาะแว้ง เสียงดังมาก เช่น เสียงเร่งเครื่องรถ มอเตอร์ไซค์ เสียงเครื่องบิน เสียงเครื่องจักร ขุดถนน


- ๙๐ - 5. ไม่ควรฟังเพลงพร้อมกับทำงานที่ต้องใช้ความคิด การรับรู้เสียงเพลงอาจเป็นไปไม่ได้เต็มที่เพราะ สมองต้องทำงาน มากขึ้น ควรฟังก่อนหรือหลังการทางานจะได้ผลดีกว่า 6. ควรหัดเล่นเครื่องดนตรีให้เป็น โดยเฉพาะเครื่องดนตรีที่พกพาไปได้สะดวก เช่น ขลุ่ย กีตาร์ หีบ เพลงปาก ซอ ระนาดเล็ก 7. ฝึกเคลื่อนไหวประกอบเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะช้าราบเรียบนุ่มนวล จังหวะปานกลาง 8. หาเวลาทากิจกรรมดนตรีร่วมกัน ทั้งในครอบครัวและในสังคม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ความรัก สามัคคีและความสนุกสนานเพลิดเพลิน 9. ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี พูดจาด้วยนำเสียงที่มีคุณภาพเหมือนเสียงดนตรี ความไพเราะ นุ่มนวล ชัดเจน มีความหมายในทางสร้างสรรค์ด้วยกริยาท่าทางที่ดูสุภาพ งดงาม 10. ฝึกร้องเพลงที่ชอบและถนัดบ่อย ๆ เลือกเพลงที่ร้องได้ดีที่สุดและรู้สึกสบายที่สุดเป็นช่วงบันได เสียงตนเอง จากคีย์หรือบันไดเสียงของเพลงที่เราจะร้องเพื่อนักดนตรีจะได้เล่นให้ตรงคีย์ของเรา เพลงที่ร้องควรมี เนื้อหาในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ทาให้เกิดอารมณ์เชิงลบ กิจกรรมฝึกส่งความรู้สึกดีดีให้กัน นั่งบนเก้าอี้ หันหน้าไปทางเดียวกัน คนนั่งหน้า นั่งหลับตา เท้าวางติดพื้น มีสติอยู่กับปัจจุบัน คนนั่งข้าง หลัง ลืมตา เอื้อมมือทั้งสองวางบนบ่าคนข้างหน้า ลูบหลังคนนั่งข้างหน้าเบา ๆ ช้า ๆ ร้องเพลงคลอเบา ๆ ส่งใจให้ คนข้างหน้ารู้สึกสบาย มีสุขภาพดี ขณะเดียวกัน ตามองตามมือที่ลูบหลังไปเรื่อย ๆ ตั้งสติเอาใจจรดจ่ออยู่กับการ ทำนี้ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 3 - 5 นาที แล้วผลัดกันทำ เทคนิคการร้องเพลงเพื่อสุขภาพ 1. อยู่ในท่ายืนผ่อนคลาย ในที่ที่มีอากาศปลอดโปร่งเย็นสบายในเวลากลางวัน 2. ตั้งสติ ทาใจให้ผ่องแผ้ว สูดหายใจลึก ๆ ยาว ๆ 3. เลือกร้องเพลงที่ชอบ ที่ร้องได้ดี ร้องแล้วเกิดความสุขเพลิดเพลิน ไม่ทำให้ต้องคิดมาก 4. ออกเสียงร้องด้วยจังหวะไม่เร็วมาก ไม่ดังมาก เสียงไม่สูงมาก 5. ร้องตามสไตล์ของตนเอง ไม่ต้องถูกต้องหรือเหมือนต้นฉบับ 6. ปัญหาอยู่ที่คนฟัง จึงควรร้องในที่และในเวลาที่เหมาะสม เพลงไร้รักไร้ผล (บทเพลงพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6) เรานี้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ควรคานึงถึงชาติศาสนา มีควรให้เสียทีที่เกิดมาในหมู่ประชาชาวไทย แม้ใครตั้งจิตคิดรักตัว จะมัวนอนนิ่งอยู่ไฉน ควรจะร้อนอกร้อนใจ เพื่อให้พรั่งพร้อมทั่วตน ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทาการสิ่งใดก็ไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร เพลง หนึ่งในร้อย (คำร้อง แก้ว อัจฉริยกุล ทำนอง สง่า อารัมภีร์) พราวแพรว อันดวงแก้วแวววาว สดสีงาม หลายหลากมากนามนิยม นิลกาฬมุกดา บุษราคัมคม น่าชมว่างาม เหมาะสมดี เพชรน้าหนึ่งงามซึ้ง จึงเป็นยอดมณี ผ่องแผ้วสดสี เพชรดีมีหนึ่งในร้อยดวง ความดี คนเรานี่ดีใด ดีน้าใจที่ให้แก่คน ทั้งปวง อภัยรู้แต่ให้ ไปไม่หวง เจ็บทรวง หน่วงใจให้รู้ทัน รู้กลืนกล้าเลิศล้า ความเป็นยอดคน ชื่นชอบตอบผล ร้อยคนมีหนึ่งเท่านั้นเอย


- ๙๑ - เพลงคิดเป็น (เนื้อร้อง/ทานอง เสาวณีย์ สังฆโสภณ) คิดดี ทำดี อย่างมีสติเข้าไว้ ตัวตนย่อมมีสลาย ปล่อยวางใจกิเลสทั้งปวง น้ำคำ น้ำใจ เปลี่ยนตนให้มีความหมาย ดูกายและใจตนไว้ ชีพสดใสงดงามทั่วกัน *** ธรรมดาทุกคนต้องอยากมี จนหรือมีทุกคนก็อยากดัง แต่จะเป็นหรือตายก็คนละครั้ง ชีพอยู่ยังขอจงหยุดที่เพียงพอ คิดให้ คิดส่วนดี อย่างมีเวทีสร้างสรรค์ ห่วงในอาทรกัน ร่วมฝ่าฟันขจัดทุกข์ภัย หันมายิ้มให้กัน แบ่งปันสิ่งดีๆ ไว้ สิทธิฯ ประชาธิปไตย ต้องใส่ใจชาติไทยเจริญ เสาวณีย์ สังฆโสภณ วิทยากรผู้เชียวชาญด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยวิธีดนตรีบำบัด กายภาพบำบัด สติบำบัด และธรรมชาติบำบัด โทรศัพท์ : 089-8932160 Facebook : เสาวณีย์ สังฆโสภณ ID. Line : Sao 2160 ส.ค.ส. 2566 ---------------------------------------------------


- ๙๒ - จิตสาธารณะ จิตอาสา 4 ปัจจุบันเราได้ยินคำว่า จิตสาธารณะ และ จิตอาสา บ่อยขึ้น ผมต้องยอมรับว่าทั้งสอง คำนี้ ศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย โกแวร์ ไม่รู้จักและไม่มีใครเขาพูดกันในสมัยที่ผมเป็นเด็ก ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเป็นได้ว่าผมเป็น เด็กบ้านนอกไม่ทันสมัย ผมพยายามใคร่ครวญหาเหตุผลว่า เพราะเหตุใดสังคมยุคของผม เขาไม่พูดกัน เป็น เพราะพวกผมไม่ทันสมัยหรือว่ามีเหตุผลอื่น ประการแรก ให้เรามาศึกษาความหมายของสองคำนี้หมายความว่าอะไร จิตสาธารณะ หมายถึง คนที่ มีจิตใจคิดถึงผู้อื่น คิดถึงส่วนรวม ไม่ใช่หมกมุ่นคิดแต่ผลประโยชน์ส่วนตน และไม่สนใจใยดีกับความเป็นไปหรือ ความเป็นอยู่ของผู้อื่น บุคคลที่ขาดจิตสาธารณะ เขายึดความสะดวก ความสบาย ผลประโยชน์ผลกำไรเข้าตนเอง ฝ่ายเดียว ไม่คำนึงว่าความสะดวก ความสบาย ความสุข ผลกำไรที่ตนได้มาสร้างความ เดือดร้อนต่อคนอื่นหรือไม่ ครั้งหนึ่งขณะผมขับรถตามรถกระบะคันหนึ่ง พวกเขามีความสุข และสนุกในการเดินทาง แต่ที่ผมไม่สบายใจก็คือ ขณะที่เขาอร่อยกับผลไม้ที่รับประทาน เขาทิ้งเปลือกผลไม้ตลอดทางที่เขาไป พวกเขาไม่คิดว่าความสะดวกสบาย ที่ทิ้งเปลือกผลไม้ สร้างปัญหาให้ผู้อื่น นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวในการสร้างความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น นั่นคือ ผู้ขาดจิตสำนึกสาธารณะ แต่อีกลักษณะหนึ่งของการขาดจิตสาธารณะคือ ไม่สนใจใยดีกับปัญหาต่างๆ ของสังคม รอบตัวเรา ขอเพียงให้ตัวเองสบาย ส่วนจิตอาสา หมายถึง ผู้ที่เต็มใจจะช่วยผู้อื่นโดยไม่คิดค่าตอบแทน เขายอม สละเวลาทรัพย์สินเงินทอง และกำลังกายเพื่อกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม จากความหมายดังกล่าวข้างต้นทำให้ผมเข้าใจว่า เพราะอะไรสังคมชนบท ที่ผมเติบโตขึ้นในยุคนั้นเขา ไม่พูดกัน มันเป็นเพราะวิถีชีวิตพวกเขามีทั้งสองสิ่งจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึง พวกเขาลงแขก (การช่วยกันทำงานโดย วิธีผลัดเปลี่ยนช่วยกันเป็นบ้าน ๆ) ในฤดูทำนา และฤดูเก็บเกี่ยว ในเวลาที่พวกเขาซ่อมบ้าน สร้างบ้าน งานวัด งานโบสถ์ งานโรงเรียน หรืองานสาธารณประโยชน์ พวกเขาสมัครใจ เต็มใจ พร้อมใจ และยอมเสียสละประโยชน์ ส่วนตนเพื่อส่วนรวม 4 ที่มา : www.romyenchuerh.org


- ๙๓ - เนื่องจากวิถีชีวิตของสังคมแปรเปลี่ยนไป เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมเราไม่ได้มองเห็นเรื่องส่วนรวมอยู่ เหนือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนต่อไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว เสียงร้องปลุกจิตสำนึก เกี่ยวกับจิตสาธารณะ กับจิต อาสา ซึ่งเป็นเนื้อแท้ของความเป็นมนุษย์ให้ตื่นจึงเกิดขึ้น ผมมีความประทับใจที่การปลุกจิตสำนึกดังกล่าวกำลัง ได้ผล เราเห็นจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติน้ำท่วมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย พลังประชาชนยอมสละ ทรัพย์ สละเวลา และพลังกาย ออกไปช่วยเหลือผู้เป็นเหยื่อภัยพิบัติอย่างมากมาย เป็นเหตุให้ผู้เดือดร้อนได้รับ ความช่วยเหลือบรรเทาความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่พวกเขาประสบ ผมก็หวังอย่างยิ่งว่า จิตใจเช่นนี้จะดำเนิน ต่อไปและขยายตัวมากขึ้น ขอพระเจ้าอวยพร ทุกคนที่มีจิตสาธารณะและจิตอาสาทุกคน ------------------------------------------------


- ๙๔ - เครือข่ายจิตอาสา 5 เครือข่ายจิตอาสา เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนทำงานภาคสังคมที่เห็นความสำคัญของงาน อาสาสมัคร และต้องการสืบสานกระแสพลังน้ำใจ ที่มีอาสาสมัครจำนวนมาก เดินทางไปช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ ในช่วงต้นปี ๒๕๔๘ เครือข่ายมุ่งประสานความร่วมมือ และเสริมพลังการทำงานขององค์กรที่ทำงานด้าน อาสาสมัคร และการให้ เกี่ยวกับจิตอาสา เนื่องจากเหตุการณ์ประสบภัยคลื่นสึนามิที่ได้ก่อให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างองค์กรภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาสังคมต่าง ๆ ซึ่งทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของกระแสการเป็นอาสาสมัครซึ่งเป็นการช่วยเหลือซึ่งกัน และ เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทั้งต่อผู้กระทำและผู้อื่น โดยเน้นที่คุณค่าของความสามัคคีการมีส่วนร่วม และการ สร้างสรรค์ประโยชน์สุขในสังคม ทาง องค์กรต่าง ๆ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านงานอาสาสมัคร และมี ความเห็นร่วมกันที่จะมีการจัดการอาสาสมัครให้มีระบบที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อรองรับกับรูปแบบงานอาสาที่ หลากหลาย นับตั้งแต่แบบพึ่งพาตนเองในชุมชน จนไปถึงการช่วยเหลือผู้คนที่อ่อนแอทั่วโลก จึงได้มีการร่วมมือ กันเป็นเครือข่ายจิตอาสา เพื่อให้กระแสอาสาสมัครในสังคมไทยนั้น เป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน กลุ่มสมาชิกในเครือข่ายมีดังนี้ ศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) มูลนิธิกระจกเงา กลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม (why i why) Budpage.com กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สำนักงานประเทศไทย) มูลนิธิสุขภาพไทย องค์การแอคชั่นเอด มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก United Nations Volunteers (UNV) มูลนิธิกองทุนไทย (โครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม และโครงการเยาวชนอาสา) บางกอกฟอรั่ม องค์กรอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย (เครือข่ายพุทธิกา) สถาบันรามจิตติ มูลนิธิกลุ่มมะขามป้อม มูลนิธิบูรณะพัฒนาชนบทแห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมไทย โครงการมูลนิธิชุมชนกรุงเทพ เครือข่ายอาสารักษ์ธรรมชาติ (V4N Network) แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) สำนักงานอาสากาชาด 5 ที่มา : https://th.wikipedia.org


- ๙๕ - เครือข่ายองค์กรสาธารณประโยชน์ ชมรมหัวใจสาธารณะ (C4pC) พิพิธภัณฑ์ภาพพระเครื่อง โครงการฟื้นฟูประเทศไทย OFC Club โครงการทำดีถวายพ่อหลวง ธนาคารจิตอาสา มูลนิธิจิตอาสาช่วยเหลือสังคมเพื่อสังคม ----------------------------------------------


- ๙๖ - เปลี่ยนการจัดการขยะเป็นการจัดการทรัพยากรกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ดร.ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 5,000 พันล้านคนเมื่อปี 2530 เป็น 8,012 พันล้านคนในปี 2566 6 โดยประชากรอาศัยอยู่ในเมืองมากกว่าเขตชนบทและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากเมื่อปี 2493 ประชากรของโลกร้อยละ 30 อาศัยอยู่ในเมือง และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ภายในปี 2050 7 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการเพื่อการอุปโภคบริโภคเพื่อการดำรงชีวิตและอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นำไปสู่ความต้องการพลังงาน น้ำและอาหารก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง จำกัดของโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติประมาณการว่าประชากรจะเกิน 9.1 พันล้าน คน ภายในปี 2050 ในขณะที่กิจกรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์เช่น การเดินทาง การใช้เครื่องปรับอากาศ การ ทิ้งขยะ น้ำเสีย ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นถึง 1.944 พันล้านตันในปี 2566 ทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่ง งานศึกษาของ PricewaterhouseCoopers (PWC) ได้คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวนี้สามารถเกิดขึ้นได้ภายใน ปี 2036 นับเป็นปัญหาสำคัญของโลกในการวางแผนการใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก การจัดการขยะที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมช่วยลดก๊าซเรือนกระจกคือ การจัดการของเหลือจากการผลิตและการบริโภคให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าตามคุณสมบัติของวัสดุ วิธีที่ดี ที่สุดในจัดการขยะที่เกิดจากกระบวนการผลิตและการบริโภค คือ การลดปริมาณเศษของเสียหรือขยะมูลฝอย ขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต การบริโภค และการกำจัดของเหลือ เช่น การลดการใช้วัตถุดิบด้วย การ หมุนเวียนนำเศษวัสดุ ของเสียหรือของเหลือใช้กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตใหม่ซึ่งเรียกว่ารีไซเคิล 8 ทั้งนี้ใน การตอบสนองความต้องการของประชากรคือระบบเศรษฐกิจในการผลิต ซื้อ ขาย บริโภค โดยเริ่มจากการผลิต มนุษย์นำเอาทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในโรงงานผลิตสินค้า และส่งต่อไปยังผู้บริโภค หลังจากบริโภคแล้วก็จะเกิดของเหลือเช่น บรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของสินค้า หากนำสิ่งเหล่านี้ไปกำจัดหรือ เผาทำลายทิ้งในไม่ช้าทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบการผลิตสินค้าเพื่อการดำรงชีวิตของคนก็จะหมดไปในที่สุดเมื่อ ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศสามารถ กระทำได้ด้วยการลดปริมาณการผลิตสินค้า การลดปริมาณของเสียจากการผลิต การเพิ่มการใช้ซ้ำและเพิ่มการรี ไซเคิลโดยนำวัสดุที่เหลือจากการบริโภคมาหมุนเวียนใช้เป็นวัตถุดิบการผลิตทดแทนวัตถุดิบซึ่งนำมาจาก ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลดปริมาณของเสียหรือขยะจากการผลิตและการบริโภคที่ต้องนำไปกำจัดทิ้ง 9 แนวคิด ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนคือคำตอบในการจัดการขยะเป็นการจัดการทรัพยากรจึงต้องใช้สิ่งของเหลือต่าง ๆ ให้ คุ้มค่ามากที่สุดก่อนทิ้งส่วนที่เหลือในบ่อฝังกลบขยะ แนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ความสำคัญกับการผลิต การบริโภค และการจัดการขยะด้วยการ นำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ หรือนำมาใช้ซ้ำ เปลี่ยนจากขั้นตอนที่ต้องไป ใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ในการผลิตเป็นการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบใหม่ ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยีในกระบวนการที่เกี่ยวข้องตลอด วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ปราศจากของเสียและมลพิษ 6Worldometers, 2023 7 NSTDA, 2023 8 Tchobanoglous et al., 1993 9 Field and Field (2002)


- ๙๗ - ตลอดทั้งกระบวนการ มีหลักการสำคัญคือการรักษาและเสริมทุนด้านธรรมชาติ โดยเริ่มจากการสร้างประโยชน์ หรือคุณค่าของทรัพยากร การหมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้เกิด ประโยชน์สูงสุด การออกแบบการแปรรูปทรัพยากรหลังจากที่ทรัพยากรผ่านการใช้งาน และการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อหมุนเวียนเป็นส่วนประกอบและวัตถุดิบต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจ การรักษาประสิทธิภาพของระบบ ผ่าน การออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบจากผลิตภัณฑ์ ลดผลกระทบด้านลบต่อมนุษย์ เช่น อาหาร การ คมนาคม ที่อยู่อาศัย การศึกษาและสุขภาพ รวมไปถึงการจัดการผลกระทบด้านลบต่าง ๆ ที่มาจากการใช้ ทรัพยากร เช่น การใช้ที่ดินอากาศน้ำมลภาวะทางเสียง และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 10 การจัดการขยะเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยจัดการในระดับการบริโภค การ หมุนเวียนใช้ประโยชน์ และการกำจัดขยะซึ่งมีลำดับขั้น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการจัดการของเหลือใช้ให้เป็นการจัดการทรัพยากรแทนการทิ้งลงถังขยะ ซึ่งทุกคนทำได้ ด้วยการการลดการสร้างขยะด้วยการหลีกเลี่ยงการซื้อหรือใช้สินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายยากเช่น โฟม พลาสติก หรือพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งลงถังขยะ เช่น หลอด ช้อน ส้อม ตะเกียบ ถุงหูหิ้วชนิดบาง ซึ่งสามารถ หลีกเลี่ยงได้โดยการใช้สิ่งของหรือภาชนะที่ใช้ซ้ำได้เช่น ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ใช้กระบอกน้ำแทนแก้วพลาสติก หรือแก้วกระดาษ ใช้กล่องข้าวแทนการใช้กล่องโฟมหรือพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือเลือกใช้สินค้าที่บรรจุ ภัณฑ์นำกลับไปใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้งหรือนำส่งไปรีไซเคิลได้ เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุประเภทแก้ว กระดาษ พลาสติก สังกะสี อลูมิเนียม ซี่งสามารถคัดแยกตามประเภทวัสดุและส่งกลับไปโรงงานผลิตสินค้าเพื่อเป็นวัตถุดิบ การผลิตสินค้าใหม่แทนการทิ้งลงถังขยะแล้วถูกขนส่งไปทิ้งที่บ่อฝังกลบขยะหรือเตาเผาขยะซึ่งไม่สามารถนำ กลับมาใช้ได้อีกและยังก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกด้วย เป็นการลดการใช้ทรัพยากรตั้งแต่การเริ่มเลือกใช้สินค้า และบริการ และคัดแยกส่งกลับไปใช้ประโยชน์หลังบริโภคแล้ว ส่วนที่สองเป็นการเปลี่ยนขยะที่ถูกทิ้งลงถังขยะและถูกขนส่งไปยังศูนย์กำจัดมูลฝอยโดยการนำเข้า โรงงานแปรรูปขยะใช้ประโยชน์ เช่น โรงงานระบบหมักได้สารบำรุงดิน หรือหมักแก๊สผลิตไฟฟ้า หรือโรงงานเผา ขยะเพื่อแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่วนที่เหลือจากโรงงานเผาขยะจึงนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ ซึ่งเป็นการฝัง เถ้าจากการเผาหรือวัสดุที่เผาไหม้ไม่ได้เช่น กระเบื้อง กระจก หิน คอนกรีต เป็นต้น โดยส่วนที่หนึ่งเป็นส่วน สำคัญเพราะเป็นการแยกที่ต้นทางจะได้วัสดุหรือวัตถุดิบการผลิตที่สะอาด ไม่มีปัญหากลิ่นสร้างความเดือกร้อน รำคาญ และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ค่าใช้จ่ายต่ำ หากวัสดุที่เหลือไม่สามารถเข้าระบบการผลิตใหม่ได้ก็ควรนำสู่ กระบวนการบำบัดโดยการเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า และนำเถ้าที่เหลือซึ่งไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกนำไปฝัง กลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาลต่อไป 11 การจัดการขยะที่ดีจึงต้องเริ่มตั้งแต่ครัวเรือน และระดับบุคคล หากทุกครัวเรือนคัดแยกขยะและใช้ ประโยชน์เองหรือส่งต่อให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ทั้งวัสดุรีไซเคิลและเศษอาหาร กิ่งไม้ใบไม้ ก็จะช่วยลดการกำจัด ทิ้งทรัพยากรที่มีคุณค่าได้ถึงร้อยละ 80 ทั้งนี้เนื่องจากขยะจากอาคารบ้านเรือนทั่วไปจะประกอบด้วยบรรจุภัณฑ์ ที่ผลิตจากวัสดุประเภทแก้ว กระดาษ พลาสติก โลหะต่าง ๆ เช่น สังกะสี อลูมีเนียม เหล็ก ซึ่งส่วนใหญ่นำกลับไป เป็นวัตดุดิบการผลิตมาใช้ใหม่ได้ อยู่ประมาณ ร้อยละ 40 ของขยะทั้งหมด และอีกส่วนหนึ่งเป็นเศษอาหาร ประมาณร้อยละ 40 ซึ่งส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 จะเป็นวัสดุแห้งที่เผาไหม้ได้เช่น ถุงพลาสติก เศษหนัง เศษ ยาง เศษผ้า นำเข้าระบบกำจัดผลิตพลังงานไฟฟ้า เราทุกคนจึงสามารถช่วยโลกใบนี้ด้วยการจัดการทรัพยากรด้วย หลักการ 3R ได้แก่ Reduce การลดการสร้างขยะ ลดละเลิกใช้พลาสติกหรือวัสดุที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง Reuse ใช้ ภาชนะที่ใช้ซ้ำได้หลาย ๆ ครั้งในการซื้ออาหารเครื่องดื่ม และ Recycle การนำกลับมาหมุนเวียนเป็นวัตถุดิบการ 10 Dailyplanet.climate. 11 USEPA (2011)


- ๙๘ - ผลิตสินค้าใหม่ โดยพิจารณาว่าสิ่งของที่เหลือจากการบริโภคนั้นมีที่มาจากวัสดุประเภทใดและแยกประเภท เดียวกันใส่ถุงพลาสติกเช่น บรรจุภัณฑ์หรือส่วนประกอบสินค้าทำมาจากวัสดุประเภทกระดาษ แก้ว พลาสติก อลูมิเนียม สังกะสี เช่น ขวดน้ำ ขวดเครื่องดื่มต่าง ๆ ขวดแชมพู ขวดนม กระป๋องเครื่องดื่ม กล่องขนม กล่อง พัสดุ กล่องเครื่องใช้ต่าง ๆ เมื่อบริโภคแล้วแยกเป็นประเภท ๆ แล้วขายหรือบริจาคให้ซาเล้ง หรือนำไปขายที่ร้าน รับซื้อวัสดุรีไซเคิล หรือขายผ่านแอพพริเคชันต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยังโรงงานผลิตสินค้านำไปเป็นวัตถุดิบการผลิต สินค้าใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนขยะเศษอาหารในครัวเรือนสามารถแยกใส่ถังและนำไปหมักทำปุ๋ย ด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งมีหลายหลายวิธีเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ หรือนำไปเลี้ยงสัตว์เช่น ไก่ ปลา สุกร เป็นต้น ส่วน ขยะที่เหลือจะเป็นขยะทั่วไปก็ใส่ถังหรือถุงขยะทิ้งให้กับรถเก็บขยะซึ่งจะเหลือน้อยมากและไม่มีปัญหากลิ่นเหม็น เพราะได้แยกขยะเศษอาหารออกไปแล้ว แต่ก่อนทิ้งขอให้สังเกตว่ามีขยะมีพิษหรือไม่อาจหาถุงพลาสติกมาใส่ไว้ เพื่อส่งให้รถขยะเพื่อนำไปกำจัดแยกจากขยะทั่วไป ขยะมีพิษดังกล่าวเรียกว่าขยะอันตรายเช่น หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ กระป๋อง ขวด บรรจุสารเคมี ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืช เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมถึงยา และเครื่องสำอางหมดอายุก็เป็นขยะอันตรายเช่น กัน แต่มีปริมาณไม่มากประมาณร้อยละ 1-3 เท่านั้น แยกวัสดุ และบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นออกใส่ถังหรือถุงและเก็บในที่ห่างไกลจากมือเด็ก ไม่ใกล้น้ำหรือความชื้น มีร่มเงา เพื่อ ป้องกันสารเคมีรั่วไหลลงผิวดินและถูกน้ำชะลงน้ำใต้ดินซึ่งจะกลับมาเป็นน้ำดื่มน้ำใช้จะทำให้เราได้รับสารพิษจาก น้ำได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการทรัพยากรของโลกที่กำลังถูกใช้ในปริมาณมหาศาลและ นับถอยหลังถึงวันที่ทรัพยากรเหล่านั้นจะสิ้นสูญไป เอกสารอ้างอิง Bonciu, F. (2014). The European Economy: From a Linear to a Circular Economy. Retrieved from https://heinonline.org/HOL/Page?collection=journalsandhandle=hein.journals/rojaeuf14andid= 335andmen_tab=srchresults. Dailyplanet.climate Retrieved from https://dailyplanet.climate-kic.org/seven-pillars-circular-economy/ European Commission. (2015). Communication from the commission to the European parliament, the council, the European economic and social committee and the committee of the regions, Towards a circular economy: A zero waste program for Europe. Retrieved from https://eurlex.europa.eu/legal-content/EN/ALL/?uri=COM:2015:614:FIN Field, B. C., & Field, M. K. (2012). Environmental economics: An introduction. New York: McGraw-Hill Education Ministry of the Environment of Japan. (2005). Japan’s Experience in Promotion of the 3RS for the Establishment of a Sound Material-Cycle Society. Japan: Waste Management and Recycling Department. NSTDA. Megatrends 2020 – 2030. Retrieved from https://www.nstda.or.th/home/knowledge_post/megatrend2020-2030/ Panuwatt Ontes, Cham Poboon, Wisakha Phoochinda, & Karika Kunta. (2018). Evaluation of Waste Minimization of Bangkok Metropolitan Administration. Paper presented at the National Environmental conference, National Institute of Development Administration. Tchobanoglous, G., Theisen, H., & Vigil, S. A. (1993). Integrated solid waste management, engineering principles and management issues. singapore: McGraw-Hill Inc. United States Environmental Protection Agency. (2011). Municipal Solid Waste in the United States: 2011 Facts and Figures. Washington, DC Worldometers. World Population 2023. https://www.worldometers.info/th/ ------------------------------------------------


- ๙๙ - กิจกรรม และประมวลภาพกิจกรรม o การให้ความรู้ทางวิชาการ o การบริหารจิต และฝึกสมาธิ o กิจกรรมของกลุ่มพฤหัสพัฒนา o กิจกรรม - จันทร์สดใสในสวนศรี o กิจกรรมของกลุ่มแม่หญิง o กิจกรรม - เพื่อชีวิตพัฒนา o กิจกรรม - ช่วยน้องบนภู เพื่อครูบนดอย o กิจกรรม - ศิลปวัฒนธรรม o กิจกรรมกลุ่มคนกันเองบรรเลงร้อง o กิจกรรมฝึกเพลงจีนและหัดภาษา o กิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคี o กิจกรรม - บำบัดน้ำในพื้นที่มูลนิธิชีวิตพัฒนาฯ o งานเทศน์มหาชาติและไถ่ชีวิตโค กระบือ o งาน Thank You Party “LOVE DESTINY”


Click to View FlipBook Version