The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิคDR-TA 2.66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by RATCHDAPORN NANTHISA, 2024-03-17 06:14:18

วิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิคDR-TA 2.66

วิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิคDR-TA 2.66

การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วย เทคนิค DR -TA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รัชฎาภรณ์ นันธิษา โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมถ์” อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566


คณะกรรมการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนได้พิจารณางานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้แล้วเห็นว่าให้ผ่านและถือเป็น การทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม“จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด คณะกรรมการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียน ...........................................................................ประธาน (นางนภาลัย ทองอินทร์) ...........................................................................กรรมการ (นางสาวสุมาศ เตชานันท์) ...........................................................................กรรมการ (นางพรภัทรา ศรีจันทร์อินทร์) โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เห็นควรรับงานวิจัยใน ชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพบุคลากรโรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ........................................................................... (นายพรชัย คำรพ) ผู้อำนวยการโรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม“จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์”


ประกาศคุณูปการ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ดี เนื่องจากได้รับคำชี้แนะและความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากคณะคุณครู ทุกท่าน ซึ่งทำให้ได้ความรู้และกระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณคณะผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ดังปรากฏชื่อในงานวิจัยฉบับนี้ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ใน การ ตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียนเขาสมิงวิทยาคมฯ ที่ได้ให้โอกาสแก่ ผู้ทำวิจัยในครั้งนี้เป็นอย่างดี รัชฎาภรณ์ นันธิษา


เรื่อง การพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย นางสาวรัชฎาภรณ์ นันธิษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค CIRC ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้การอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการเรียนรู้และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยเทคนิค DR-TA กลุ่ม ตัวอย่างคือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่3โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตจันทบุรี ตราด ได้โดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาโดยการ เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยมี3 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจ โดยการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ด้วยเทคนิค DR-TA จำนวน 6 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง รวมใช้เวลาทั้งหมด 18 ชั่วโมง แบบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจและ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ด้วยเทคนิค DR-TA การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐานและทดสอบ สมมติฐานด้วยสถิติt-test (Dependent Sample) ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจ ด้วยเทคนิค DR-TA มีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.87/78.43 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์75/75 ที่กำหนดไว้ 2.ดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ได้รับการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดย การจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ด้วยเทคนิค DR-TA โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยสรุป การจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใ ด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนDR-TAเป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ ความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน ไปเชื่อมโยงกับเนื้อหาภายในบทความ จึงทำให้เกิดความเข้าใจในบทความ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำขึ้น


สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ……………………………………………………………………………………………….……………... 1 ความเป็นมาและความสำคัญ…………..……………………………………………………... 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………………... 2 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………..…..… 2 ขอบเขตของการวิจัย……………………………………………………………..…………..…... 3 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………..…………………………………….. 5 เอกสารเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษ…………………………………………………….... 5 เอกสารเกี่ยวกับการอ่านและการเขียน……………………………………………..…...… 15 ประเภทของการอ่าน…………………..……………….…………………..…..….... 17 เอกสารเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ…………………….... 19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………..…..……………………..….... 25 3 วิธีการดำเนินการวิจัย…………………………………..………………………………………………….. 27 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………... 27 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………..…..… 27 การเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………………………………..…... 31 การวิเคราะห์ข้อมูล...…………………………………………..…………..…...……………..… 31 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………..…..……………. 32 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้................................................................................. 35 ระยะเวลาที่ทำวิจัยในชั้นเรียน....................................................................... 35 นิยามศัพท์..................................................................................................... 35 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………..………………………………………………….. 37 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………..………... 38 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ…………………………………..……………………………….. 44 ความมุ่งหมายของการวิจัย…………………………………………………...………………... 44 สรุปผลการวิจัย…………………………………………...……………………………..…..… 44 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………..………………………..…... 47 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………….…… 48


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ ในปัจจุบัน โลกได้เข้าสู่สังคมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นสังคมที่มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกัน ตลอดเวลา เมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลา จำเป็นที่จะต้องมีภาษาสากล ที่ไว้ใช้ติดต่อสื่อสารนั่นก็คือ ภาษาอังกฤษ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นตัวช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ และนอกจากการ สื่อสารแล้ว ภาษาอังกฤษยังช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมรวมถึง การแสวงหาความรู้ของมนุษย์บนโลก ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เป็นประเทศที่ระบบ เศรษฐกิจส่วนใหญ่พึ่งพากิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก จึงทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทยอยู่เป็น ประจำและทำให้ในประเทศไทยจะพบเห็นป้ายประกาศ โฆษณาป้ายสินค้าต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษคู่กับภาษาไทย [1] นอกจากนี้ในบางครั้งที่การศึกษาหาความรู้ในประเทศไทยนั้น อาจจะไม่เพียงพอ ผู้เรียนหรือผู้วิจัยจำเป็นต้อง ศึกษางานวิจัยหรือองค์ความรู้ที่มาจากต่างประเทศ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็น ส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ ผู้เรียนได้รับความรู้อย่างรอบด้านมากขึ้นจากความสำคัญข้างต้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กาหนดคุณภาพการ เรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาให้มีจุดมุ่งหมายคือ เน้นให้นักเรียนมีทักษะการใช้ภาษาต่างประทศ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะ การฟัง พูด อ่าน และเขียน [2] และทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจเป็นทักษะที่สำคัญใน การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เนื่องจากความรู้ที่มีอยู่ในบทความและงานวิจัยต่างๆมีทั้งที่ได้รับการตีพิมพ์เป็น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งหากผู้อ่านต้องการเข้าถึงความรู้ที่นอกเหนือจากภาษาไทย ผู้อ่านต้องเรียนรู้และฝึก ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อที่จะเข้าถึงความรู้ที่มีอยู่ได้อย่างสะดวกและรอบด้าน ซึ่งสอดคล้องกับสุวีรยาและนิ สากรที่ได้กล่าวว่า ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเป็นทักษะพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ ทั้งจากในเว็บไซต์ หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ผู้ที่มีความรู้ในทักษะการอ่านภาษาอังกฤษจะได้เปรียบมากกว่าผู้อื่นในการรับความรู้ด้านวิชาการ ข้อมูลข่าวสาร [3] จะเห็นได้ว่าทักษะการอ่านจึงมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของผู้คน ในการสอนอ่าน ภาษาอังกฤษ ผู้สอนมักจะพบปัญหาหลายประการ อาทิ นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย เนื่องจากการสอนอ่านอาจจะ เป็นลักษณะการอ่านแบบแปลให้ผู้เรียนฟังเพียงอย่างเดียว ไม่มีกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดและจินตนาการตาม เรื่องที่อ่านหรือเกิดจากเรื่องที่อ่านไม่อยู่ในความสนใจของผู้เรียน จึงไม่เกิดแรงจูงใจในการอ่านในตัวผู้เรียน ส่งผลให้ อ่านไม่เข้าใจในเรื่องที่อ่านได้ ไม่สามารถจับใจความสำคัญได้ รวมถึงไม่สามารถหาสาระสำคัญในเรื่องที่อ่านไปใช้ ประโยชน์ได้ [4] ดังนั้นผู้สอนต้องหาวิธี การสอนหรือกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนสามารถคิดตามเรื่องที่อ่านได้ และเรื่อง ที่อ่านจะต้องมีความน่าสนใจ สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความรู้สึกอยากอ่านและเข้าใจเรื่องที่อ่านให้ได้ นอกจากนี้ ครูควรจัดกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนสามารถจับใจความและเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ ซึ่งสอดคล้องกับศุภรณ์ ภู วัด ที่ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการสอนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนและตั้งใจเรียน ถ้าผู้สอน สามารถหาเครื่องมือที่เหมาะสม โดยการนาสื่อการเรียนและวิธีการใหม่ๆและน่าสนใจ มาใช้ในกระบวนการเรียน


2 การสอน ก็จะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น [5]จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเขาสมิงวิทยคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” ที่เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน กับผู้วิจัย พบว่า นักเรียนไม่สามารถเข้าใจในเรื่องที่อ่านได้ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุจากการที่นักเรียนไม่สามารถหา ใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ ส่งผลให้ไม่เข้าใจในเรื่องที่อ่าน และอีกสาเหตุหนึ่งคือ ผู้สอนยังใช้เทคนิคเดิมในการ สอนอ่าน หรือยังเป็นการสอนอ่านแบบแปลให้นักเรียนฟังอยู่ นักเรียนไม่ได้ใช้ความคิดเป็นของตนเอง ซึ่งเทคนิค การสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading-ThinkingActivity) หรือการสอนอ่านแบบชี้นา-ความคิด เทคนิคนี้ ในช่วงแรกได้รับการพัฒนาโดยรัสเซลล์ จี สตอฟเฟอร์ [6] และต่อมาเทอร์นีย์รีดเดนซ์ และดิชเชอร์ได้ปรับปรุง เทคนิคนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีการเน้นการฝึกกระบวนการคิด การคาดเดา และการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากการอ่าน มากขึ้น โดยในขั้นแรกผู้อ่านจะต้องคาดเดาเนื้อหาก่อนที่จะอ่านบทอ่าน เพื่อที่ผู้อ่านจะได้ตั้งวัตถุประสงค์ในการ อ่านได้หลักจากนั้นผู้อ่านจะได้ใช้ทักษะการคิดและการตัดสินใจของตนเองในการอ่านบทอ่าน โดยเทคนิคนี้สามารถ ประยุกต์ใช้ได้ในบทอ่านทุกระดับเพื่อที่จะพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียน เทคนิคนี้ยังเป็นเทคนิคที่เน้นให้ผู้เรียน เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยที่ผู้สอนเป็นผู้อ่านวยความสะดวก ช่วยเหลือนักเรียน และช่วยเชื่อมโยงความรู้เดิม ของผู้เรียนกับความรู้ใหม่ รวมถึงเข้าใจและสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนจนกว่าผู้เรียนจะสามารถหาความรู้ ได้ด้วยตนเอง [7] การสอนอ่านแบบ DR-TA เป็นการสอนอ่านที่ผู้อ่านจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องที่อ่านตลอดเวลา หรือกล่าวได้ว่า ผู้อ่านจะต้องคาดเดาเรื่องที่ตนอ่าน โดยใช้ประสบการณ์เดิมมาใช้เพื่อตีความหมายทาความเข้าใจ เรื่องที่อ่าน ผู้อ่านก็จะรู้สึกกระตุ้นความรู้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังได้ฝึกการคิดอย่างมีวิจารณญาณเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนและผู้สอนได้พูดคุยและอภิปรายเรื่องที่อ่านไปพร้อมๆ กันอีกด้วยจากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะ อาจารย์ผู้สอนจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA ซึ่ง เป็นเทคนิคที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดการคาดเดาเนื้อเรื่องที่จะอ่าน และตีความโดยใช้ประสบการณ์เดิมมาส่งเสริมให้ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเขาสมิงวิทยคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์” เกิดการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อ ความเข้าใจ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วย เทคนิค DR-TA ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 703 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น 1. การจัดการเรียนรู้การอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้ เทคนิค DR-TA 2. แบบวัดความสามารถการอ่านเพื่อ ความเข้าใจ ตัวแปรตาม 1. ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ 2. ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้ เทคนิค DR-TA


3 ประเภทงานวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนารูปแบบวิธีการเรียน – การสอนของครูผู้สอนรวมทั้งตัวผู้เรียน ซึ่ง จะนำไปสู่พัฒนาการผลสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนที่ดีขึ้น ขอบเขตของการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเขา สมิงวิทยคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์”จำนวน 191 คนและกลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียน อยู่ในโรงเรียนเดียวกันนี้ ห้อง 1 จำนวน 33 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เนื้อหา / สาระการเรียนรู้ เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษ6 รหัสวิชา อ23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์”อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ระยะเวลาที่ทำวิจัยในชั้นเรียน ใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ประมาณ 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวม เป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง นิยามศัพท์ การศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้คำนิยามศัพท์เฉพาะ ไว้ดังนี้ 1. การสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading – Thinking Activity) หมายถึง วิธีการสอนอ่านที่มุ่ง ฝึกกระบวนการคิด กลั่นกรองและตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากการอ่าน โดยให้ผู้เรียนกําหนดวัตถุประสงค์ในการอ่าน ด้วยตนเอง ด้วยการคาดเดาเนื้อหาจากการดูภาพ ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่กําลังจะอ่าน จากนั้นจึงให้นักเรียนอ่านเนื้อ เรื่อง เพื่อตรวจสอบการคาดเดา และยืนยันหรือแก้ไขการคาดเดานั้น โดยดําเนินการสอนตามขั้นตอนการสอนอ่าน ของเทอร์นีย์ จอห์น และเออเนต (Tierney, John and Ernet. 1995 : unpaged) ซึ่งแบ่งขั้นการสอน ออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้ ช่วงที่ 1 กระบวนการอ่านและคิด (Directing the Reading-thinking Process) ซึ่งมีขั้นตอน 4 ขั้นดังนี้ ขั้นที่ 1 การคาดเดา โดยครูนําเข้าสู่บทเรียนด้วยการให้นักเรียนดูรูปภาพ แล้วให้นักเรียนคาดเดาเนื้อหา ของเรื่องที่กําลังจะอ่านนั้นเกี่ยวกับอะไร ครูพยายามกระตุ้นด้วยคําถาม ให้นักเรียนได้แสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับการคาดเดาเนื้อหาของเรื่อง ขั้นที่ 2 การอ่าน ให้นักเรียนเริ่มอ่านเนื้อเรื่องในส่วนแรก (อ่านออกเสียง) โดยครูอ่านนํา และให้นักเรียน อ่านตาม เพื่อให้นักเรียนได้ดูข้อความตามครูไปด้วยและได้อ่าน ทุกตัวอักษร นักเรียนเขียน คัดลอกคําศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ครูอธิบาย ขั้นที่ 3 การแปลความหมาย นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องแบบคร่าวๆ อีกครั้งเพื่อตรวจสอบการคาดเดา และในระหว่างที่นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องอยู่นั้น ให้ครูคอยสังเกต การทํางานและให้ความช่วยเหลือ เมื่อนักเรียนต้องการ เช่นไม่เข้าใจคําศัพท์ อาจถามเพื่อนถามครู เปิดพจนานุกรม เป็นต้น ขั้นที่ 4 การตรวจสอบความเข้าใจ นักเรียนปิดเรื่องที่อ่าน (แต่ให้เปิดภาพไว้) ครูเริ่ม ถามคําถามเพื่อ


4 ตรวจสอบความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน หากคําตอบของนักเรียนเป็นคําหรือ พยางค์ ให้ครู ช่วยเสริมคําตอบนั้นให้เป็นประโยค โดยครูช่วยเขียนคําตอบบนกระดาน และให้ นักเรียนอ่าน ออกเสียงประโยคที่นักเรียนตอบ หากเนื้อเรื่องมีความยาวหลายย่อหน้า ให้ทําการแบ่งสอนทีละ ย่อหน้า โดยปฏิบัติตามขั้นที่ 1-4 ซ้ําอีกครั้ง จนกว่าจะจบทั้งเรื่อง ช่วงที่ 2 การฝึกสรุปสาระสําคัญ (Fundamental Skill Training) เป็นช่วงของ การรวบรวมข้อมูลหลังจากการ อ่านเนื้อเรื่องทั้งหมด โดยครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเนื้อเรื่องทั้งหมดเพื่อเป็นการเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนให้ถูกต้องและแม่นยำขึ้น จากนั้นจึงให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด 2. ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอ่านบทอ่านที่ เป็น ภาษาอังกฤษ ซึ่งแสดงออกโดย 1) เดาความหมายของคําศัพท์ได้จากบริบท 2) เข้าใจลําดับเหตุการณ์ของเรื่อง 3) เข้าใจและวิเคราะห์รายละเอียดปลีกย่อย 4) จับใจความสําคัญของเรื่องที่อ่านได้ สามารถวัดได้โดยใช้แบบทดสอบ ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จํานวน 30 ข้อ โดยวัด ระดับพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยตามแนวคิดบลูม 3 ระดับได้แก่ ระดับความจํา ระดับความเข้าใจ และระดับการ วิเคราะห์ 3. แบบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เป็นการวางแผนล่วงหน้าในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งเป็นกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางปัญญาด้านการ อ่านของผู้เรียนในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การอ่านให้เพื่อนฟัง การเดาข้อความ หรือเหตุการณ์เรื่องราว การสรุป ใจความสําคัญ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการฝึกสะกดคํา การแปลความหมาย และ การใช้คําศัพท์ในการอ่านภาษาอังกฤษการปรับปรุงผลงานของเพื่อนและนําเสนอเป็นผลงานของกลุ่มในขั้นสุดท้าย โดยมีเครื่องมือในการสอนได้แก่ เนื้อหา จุดประสงค์ สื่อการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล 4. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง คุณภาพด้านกระบวนการและผลลัพธ์ของการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมศึกษาปีที่3 ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยการใช้เทคนิค DR-TA ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 ซึ่งมีความหมายดังนี้75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการประเมินผลการปฏิบัติงานการประเมิน พฤติกรรมกลุ่มกิจกรรมใบงานและการทดสอบย่อยท้ายแผนหลังจากการเรียนจบแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่า ตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป75 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทําแบบวัดความสามารถ การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษหลังเรียน มีค่าตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป 5. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค่าแสดงความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียน โดยการเปรียบเทียบคะแนนที่ เพิ่มขึ้นจากคะแนนทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนและคะแนนเต็มหรือคะแนนใบงาน กับคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียน 6. ความพึงพอใจ หมายถึง ท่าทีหรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA ของนักเรียนที่วัดได้จากแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแบ่งระดับความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจ น้อยและพึงพอใจน้อยที่สุด


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ผู้วิจัยได้ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดย ลำดับเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ 1. เอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 1.2 จิตวิทยาการสอนอ่านภาษาอังกฤษ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียน 2.1 ความหมายของการอ่าน 2.2 จุดมุ่งหมายในการอ่าน 2.3 ประเภทของการอ่าน 2.4 การสอนอ่านออกเสียง 2.5 การวัดและประเมินผลด้านการอ่าน 3. เอกสารเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ 4. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนทักษะการอ่านวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ 1. เอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความ สมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็ม ตามศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้


6 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทย ควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี คุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตาม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต


7 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถ อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย ๘. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและ จุดเน้นของตนเอง สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมี เหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความ คิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ ได้อย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานใน การพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม


8 มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมี เหตุผล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. ปฏิบัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และ คำอธิบายที่ฟังและอ่าน คำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบาย ในการประดิษฐ์ การบอกทิศทาง ป้ายประกาศต่างๆ การใช้อุปกรณ์ - Passive Voice ที่ใช้ในโครงสร้างประโยคง่ายๆ เช่น is/are + past partciple - คำสันธาน (conjunction) เช่น and/ but/ or/ before/ after/ because etc. - ตัวเชื่อม (connective words) เช่น First,… Second,…Third,… Fourth,… Next,… Then,… Finally,… etc. ๒. อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว โฆษณา และบทร้อยกรองสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน ข้อความ ข่าว โฆษณา และบทร้อยกรอง การใช้พจนานุกรม หลักการอ่านออกเสียง เช่น - การออกเสียงพยัญชนะต้นคำและพยัญชนะท้ายคำ สระเสียง สั้น สระเสียงยาว สระประสม - การออกเสียงเน้นหนัก-เบา ในคำและกลุ่มคำ - การออกเสียงตามระดับเสียงสูง-ต่ำ ในประโยค - การออกเสียงเชื่อมโยงในข้อความ - การแบ่งวรรคตอนในการอ่าน - การอ่านบทร้อยกรองตามจังหวะ ๔. เลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความ สำคัญ รายละเอียดสนับสนุน และ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่าง ประกอบ การจับใจความสำคัญ เช่น หัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนุน จากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร วิทยุ โทรทัศน์ เว็บไซด์บน อินเทอร์เน็ต คำถามเกี่ยวกับใจความสำคัญของเรื่อง เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม ใช่หรือไม่


9 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - Yes/No Question - Wh-Question - Or-Question etc. ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น การให้เหตุผลและการ ยกตัวอย่าง เช่น I think…/ I feel…/ I believe…/ I agree/disagree…/ I don’t believe…/ I have no idea… - if clauses - so…that/such…that - คำสันธาน (conjunctions) and/ but/ or/ because/ so/ before/ after etc. - Infinitive pronouns :some/ any/ someone/ anyone/ everyone/ one/ ones etc. - Tenses : present simple/ present continuous/ present perfect/ past simple/ future tense etc. - Simple sentence/ Compound sentence/ Complex sentence สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูล เกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่างๆใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ใน ความสนใจของสังคมและสื่อสาร อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การทักทาย กล่าว ลา ขอบคุณ ขอโทษ ชมเชย การพูดแทรกอย่างสุภาพ การ ชักชวน การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องใกล้ตัว สถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน การสนทนา/เขียนข้อมูล เกี่ยวกับตนเองและบุคคลใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ ในความสนใจในชีวิตประจำวัน ๒. ใช้คำขอร้อง ให้คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบายอย่าง เหมาะสม คำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบาย ที่มีขั้นตอนซับซ้อน


10 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๓. พูดและเขียนแสดงความ ต้องการ เสนอและให้ความ ช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการ ให้ความช่วยเหลือ ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม ภาษาที่ใช้ในการแสดงความต้องการ เสนอและให้ความ ช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือใน สถานการณ์ต่างๆ เช่น Please…/…, please./ I’d like…/ I need…/ May/Can/Could…?/ Yes,../Please do./ Certainly./ Yes, of course./ Sure./ Go right ahead./ Need some help?/ What can I do to help?/ Would you like any help?/ I’m afraid…/ I’m sorry, but…/ Sorry, but… etc. ๔. พูดและเขียนเพื่อขอและให้ ข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ ฟังหรืออ่านอย่างเหมาะสม คำศัพท์ สำนวน ประโยค และข้อความที่ใช้ในการขอและให้ ข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟังหรืออ่าน ๕. พูดและเขียนบรรยายความรู้สึก และความคิดเห็นของตนเอง เกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้ เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม ภาษาที่ใช้ในการแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น และ ให้เหตุผลประกอบ เช่น ชอบ ไม่ชอบ ดีใจ เสียใจ มี ความสุข เศร้า หิว รสชาติ สวย น่าเกลียด เสียงดัง ดี ไม่ดี จากข่าว เหตุการณ์ สถานการณ์ ในชีวิตประจำวัน เช่น Nice./ Very nice./ Well done!/ Congratulations on... / I like…because…/ I love… because… / I feel… because…I think…/ I believe…/ I agree/disagree…/ I’m afraid …/ I don’t like… I don’t believe…/ I have no idea…/ Oh no! etc. สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูด และการเขียน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. พูดและเขียนบรรยาย เกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ / เรื่อง/ ประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในความ สนใจของสังคม การบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์/ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม เช่น การเดินทาง การ รับประทานอาหาร การเล่นกีฬา/ดนตรี การฟังเพลง การอ่าน หนังสือ การท่องเที่ยว การศึกษา สภาพสังคม เศรษฐกิจ


11 ๒. พูดและเขียนสรุปใจความ สำคัญ/ แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จาก การวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว / เหตุการณ์ / สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ ของสังคม การจับใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่อง การวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถานการณ์ที่อยู่ในความ สนใจ เช่น ประสบการณ์ เหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆ ภาพยนตร์ กีฬา ดนตรี เพลง ๓. พูดและเขียนแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบ การแสดงความคิดเห็น และการให้เหตุผลประกอบเกี่ยวกับ กิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้อย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และ กิริยาท่าทาง เหมาะกับบุคคลและ โอกาส ตามมารยาทสังคม และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา การเลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางในการสนทนา ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เช่น การ ขอบคุณ ขอโทษ การชมเชย การใช้สีหน้าท่าทางประกอบ การพูด ขณะแนะนำตนเอง การสัมผัสมือ การโบกมือ การ แสดงความ รู้สึกชอบ /ไม่ชอบ การกล่าวอวยพร การแสดง อาการตอบรับหรือปฏิเสธ ๒. อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความ เป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและประเพณีของ เจ้าของภาษา ชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของ ภาษา ๓. เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทาง ภาษาและวัฒนธรรมตามความ สนใจ กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เช่น การเล่นเกม การร้อง เพลง การเล่านิทาน บทบาทสมมุติ วันขอบคุณพระเจ้า วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์


12 สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต ๒.๒ เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. เปรียบเทียบและอธิบายความ เหมือนและความแตกต่าง ระหว่างการออกเสียงประโยค ชนิดต่างๆ และการลำดับคำ ตามโครงสร้างประโยคของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย การเปรียบเทียบและการอธิบายความเหมือน/ความแตกต่าง ระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆ ของเจ้าของภาษากับของไทย การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศ และภาษาไทย ๒. เปรียบเทียบและอธิบายความ เหมือนและความแตกต่าง ระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับ ของไทย และนำไปใช้อย่าง เหมาะสม การเปรียบเทียบและการอธิบายความเหมือนและความ แตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษากับของไทย การนำวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาไปใช้ สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการ พัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. ค้นคว้า รวบรวม และสรุป ข้อมูล/ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่นจากแหล่งเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและการ เขียน การค้นคว้า การรวบรวม การสรุป และการนำเสนอข้อมูล/ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น


13 สาระที่ ๔ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต ๔.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. ใช้ภาษาสื่อสารใน สถานการณ์จริง/สถานการณ์ จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคม การใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่ เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคม สาระที่ ๔ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต ๔.๒ ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๓ ๑. ใช้ภาษาต่างประเทศในการ สืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุป ความรู้ /ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและ แหล่งการเรียนรู้ต่างๆใน การศึกษาต่อและประกอบอาชีพ การใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/การค้นคว้าความรู้/ ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษา ต่อและประกอบอาชีพ ๒. เผยแพร่ /ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็น ภาษาต่างประเทศ การใช้ภาษาต่างประเทศในการเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เช่น การทำหนังสือ เล่มเล็กแนะนำโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น การทำแผ่นปลิว ป้ายคำขวัญ คำเชิญชวนแนะนำ โรงเรียนและสถานที่ สำคัญในชุมชนและท้องถิ่น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารใน โรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็นภาษาอังกฤษ o จิตวิทยาการสอนภาษาอังกฤษ เสงี่ยม ไตรัตน์ (2543) ได้แบ่งจิตวิทยาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ออกเป็นดังนี้ 1. การเรียนรู้ภาษาเป็นขบวนการที่วับซ้อน ต้องอาศัยความคุ้นเคยกับทักษะต่างๆ การที่ทักษะจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับองค์ประกอบย่อยของแต่ละทักษะ เมื่อนักเรียนมีความสามารถ แต่ละทักษะ ต่างๆ เป็นอย่างดี ก็หมายถึงความสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ดีด้วย 2. แรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมแรง และเป็นการสร้างความเข้าใจใน


14 การเรียนภาษาการให้คำชมเชย รางวัล การจัดสภาพห้องเรียนที่ส่งเสริมบรรยากาศทางการเรียนจะช่วยให้ นักเรียนพัฒนาการใช้ภาษาอย่างดี 3. การจัดกิจกรรมในห้องเรียน มุ่งให้นักเรียนเกิดความรู้สึกถึงความสำเร็จ ความมั่นใจและความปลอดภัยในการเรียน 4. การฝึกภาษาควรจะฝึกใช้ให้เหมือนสภาพความจริงในชีวิตประจำวัน เพื่อ นักเรียนจะได้เล็งเห็นประโยชน์ของการเรียน 5. การทบทวนสิ่งที่เรียนมาแล้วอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้นักเรียนจดจำได้นาน 6. การบทวน การฝึกหัด ควรคำนึงถึงเวลา และช่วงความสนใจของการเรียนด้วย 7. การเริ่มต้นเนื้อหาใหม่ ควรจะสัมพันธ์และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและ ประสบการณ์ของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าได้ดี ทิพวัลย์ มาแสง (2532) ได้เสนอแนะวิธีสอนตามหลักจิตวิทยา ไว้ดังนี้ 1. การเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อสิ่งที่เรียนสัมพันธ์กับแรงจูงใจ ความต้องการและ ประสบการณ์ 2. การสอนเนื้อหาใหม่นั้น ควรสอนตั้งแต่ง่ายไปหายากตามลำดับ 3. การฝึกและการทำซ้ำๆ จะทำให้ผู้เรียนเกิดการจำ ความแม่นยำ และคล่องแคล่ว ในการใช้ภาษา 4. ในขณะทำการสอน ควรแสดงการยอมรับ ข้อถูกต้องและข้อผิดพลาดของผู้เรียน โดยครูจะต้องบอกให้ทราบทันที อาจจะด้วยอาการ ท่าทางหรือคำพูดว่าคำถามนั้นถูกต้องหรือไม่ 5. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น ถ้าสิ่งที่เรียนมีความหมายในด้านวัฒนธรรมหรือ สภาพสังคม การสร้างบทเรียนที่มีแบบฝึกที่มีประโยชน์ มีความหาย และนักเรียนสามารถนำไปใช้นักเรียนจะ เรียนได้เร็วและจำได้เร็วขึ้น 6. ควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงระดับของทักษะทางภาษาว่าสิ่งใด เกิดขึ้นก่อนและ หลัง (ฟัง พูด อ่าน เขียน) 7. ความสามารถในการเรียนภาษา จะแสดงให้ทราบว่า นักเรียนควรที่จะเรียนภาษาในชั้นสูง ต่อไปหรือไม่ 8. ควรสอนจากสิ่งที่ไม่ซับซ้อน จากสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ไม่รู้ 9. ครูทราบถึงความสามารถ และความแตกต่างของบุคคล แต่ละบุคคลมีวิธี การเรียนที่ไม่ เหมือนกันและไม่เท่ากัน 10. การใช้อุปกรณ์ช่วยในการสอน จะทำให้บทเรียนมีความหมาย และนักเรียนจำบทเรียนได้ ง่ายยิ่งขึ้น กล่าวโดยสรุป จิตวิทยาการสอนภาษาอังกฤษ คือ ขบวนการที่ซับซ้อนที่ผู้สอนต้องอาศัย ความคุ้นเคยกับทักษะต่างๆ เช่น แรงจูงใจ การสเริมแรง การให้คำชมเชย รางวัล การจัดสภาพห้องเรียน สร้างบรรยากาศ ความมั่นใจ ความปลอดภัย นักเรียนมีการทบทวน การฝึกหัด นักเรียนมีการเชื่อมโยงความรู้


15 ใหม่กับความรู้เก่า เรียนจากสิ่งที่ง่ายไปหายาก เรียนจากสิ่งที่ไม่ซับซ้อนไปหาสิ่งที่ซับซ้อน จากสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ไม่ รู้ การฝึกและการทำซ้ำๆ ทำให้ผู้เรียนเกิดการจำ ความแม่นยำ และคล่องแคล่วในการใช้ภาษา การสอนควร แสดงการยอมรับ ข้อถูกต้องและข้อผิดพลาดของนักเรียนทันที อาจจะด้วยอาการ ท่าทาง หรือคำพูดว่าคำถาม นั้นถูกต้องหรือไม่ ครูสร้างบทเรียนที่มีแบบฝึกที่มีประโยชน์ มีความหมาย และนักเรียนสามารถนำไปใช้ เรียนได้เร็วและจำได้เร็วขึ้น ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงระดับของทักษะทางภาษาว่าสิ่งใด เกิดขึ้นก่อนและหลัง เข้าใจ ความสามารถ และความแตกต่างของบุคคล ครูมีการใช้อุปกรณ์ช่วยสอน และอธิบายให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ดี ยิ่งขึ้น รู้จักการสร้างสถานการณ์ในการสอน และทำให้บทเรียนมีความหมาย และนักเรียนจำบทเรียนได้ง่าย ยิ่งขึ้น 2. เอกสารเกี่ยวกับการอ่านและการเขียน 2.1 ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวัน เพราะการอ่านจะทำให้ได้รับความรู้ ความ เพลิดเพลิน ก่อให้เกิดความเข้าใจแนวคิด อารมณ์ และจินตนาการได้ นอกจากนั้น การอ่านยังมีบทบาทสูงสุด ในการเล่าเรียนด้วยเหตุนี้ นักการศึกษา นักจิตวิทยา นักภาษาศาสตร์ หลายท่านให้ความเห็นเกี่ยวกับ ความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ บันลือ พฤกษะวัน (2545) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ 1. การอ่าน คือ การผสมเสียงของตัวอักษรหรือสะกดตัวผสมคำ ซึ่งระยะหนึ่ง เรียกว่า “อ่านออก” เพื่อมุ่งให้อ่านหนังสือได้ถูกต้อง แตกฉาน ขยายประสบการณ์ในการอ่านคำโดยตรง 2. การอ่าน เป็นการใช้ความสามารถในการผสมผสานของตัวอักษรออกเสียงเป็น คำ เป็นประโยค ทำให้เกิดความเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน ซึ่งผู้ฟังฟังแล้วรู้เรื่อง เรียกว่า “อ่านได้” 3. การอ่าน เป็นการใช้เทคนิคการจำรูปคำ (word’s figuration) เข้าใจรูปประโยค แล้วสรุปเรื่องราว เข้าใจเรื่องราวที่ผู้เขียนสื่อความคิดมายังผู้อ่าน คือ อ่านแล้วสามารถประเมินผลของสิ่งที่อ่าน ได้ เรียกว่า “อ่านเป็น” 4. การอ่าน เป็นการพัฒนาความคิด โดยผู้อ่านใช้ความสามารถหลายๆ ด้าน นับตั้งแต่การสังเกต การจำรูปคำ การใช้ประสบการณ์เดิมมาแปลความ ตีความ หรือถอดความให้เกิดความ เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ดี ตลอดจนนำสิ่งที่อ่านมาใช้เป็นประโยชน์ เป็นแนวคิด แนวปฏิบัติได้ดี สุปราณี ดาราฉาย และคณะ (2535), หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู (อ้างถึงในนภดล จันทร์เพ็ญ. 2534, หน้า 73), โกชัย สาริกบุตร (2519, หน้า 17) ได้ให้ความหมายของ การอ่านไว้เหมือนกันว่า การอ่านเป็นการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และนำความคิดไปใช้ ให้เป็นประโยชน์ ดังนั้นหัวใจของการอ่านอยู่ที่ความเข้าใจความหมายของคำ ประเทิน มหาขันธ์ (2534) และ สุขุม เฉลยศัพท์ (2531, หน้า 27) ได้ให้ความหมายของ การอ่านไว้อย่างสอดคล้องกันว่า การอ่านเป็นกระบวนการในการค้นหาเพื่อแปลความหมายของตัวอักษรหรือ


16 สัญลักษณ์อื่นๆ ที่ใช้แทนความคิดเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน นอกจากนี้แล้วการอ่านยังเป็นการรวบรวม การตีความหมาย และการประเมินความคิดเหล่านั้น เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจแก่ผู้อ่าน การอ่านถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในด้านศิลปะเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ จากที่กล่าวมาทั้งหมดพอสรุปได้ว่า การอ่าน คือ กระบวนการในการแปลความหมายจากภาพ จากสัญลักษณ์ต่างๆ จากตัวอักษร หรือเรื่องราวออกมาเป็นความคิด โดยอาศัยการรวบรวมและตีความหมาย จากการอ่าน เพื่อให้ได้มาซึ่งความเข้าใจเป็นสำคัญ และการอ่านจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของผู้อ่านเป็นสำคัญ 2.2 จุดมุ่งหมายในการอ่าน นักภาษาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาได้แบ่งจุดมุ่งหมายของการอ่านออกเป็น ข้อๆ ไว้ดังนี้ พันธุ์ทิพา หลายเลิศบุญ (2535) สมพร มันตะสูตร (2534) และชุลี อินมั่น (2533) มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันว่า จุดมุ่งหมายของการอ่านคือ 1. อ่านเพื่อรอบรู้ การอ่านเพื่อรอบรู้มีวัตถุประสงค์ย่อยๆ 6 ประเด็น คือเพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ ต้องการ ได้แก่ การอ่านคำแนะนำ การอ่านเพื่อตอบปัญหาที่ข้องใจอยู่การอ่านเพื่อค้นหาความรู้ต่างๆ ทั้งโดย ย่อและอย่างละเอียดการอ่านเพื่อรับรู้ข่าวสาร ข้อเท็จจริงการอ่านเพื่อศึกษาค้นคว้าเป็นพิเศษ เพื่อนำไปใช้ ประโยชน์เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือเพื่อเขียนตำราวิชาการ อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูลนำมาทำรายงาน ทำการวิจัย เผยแพร่ในหมู่นักวิชาการ ผู้สนใจทั่วไปอันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมเป็นการอ่านเพื่อต้องการรู้ในสิ่งที่ผู้อ่านเป็น ปัญหาหรือต้องการให้ความรู้ของตนเองงอกเงยหรือต้องการเพื่อประกอบอาชีพ การอ่านจึงเน้นถึงความรู้ใน วิทยาการแขนงต่างๆ 2. อ่านเพื่อความคิด การอ่านเพื่อให้เกิดความคิด เป็นการอ่านที่แสดงทัศนะที่ได้จากการอ่านวัสดุ สิ่งพิมพ์ ซึ่งได้แก่ บทความ บทวิจารณ์ บทวิจัยต่างๆ การอ่านลักษณะนี้เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจแนวคิด สำคัญการจัดลำดับขั้นแนวความคิดของผู้เขียนพร้อมทั้งพิจารณาหาเหตุผลและแรงจูงใจในการเขียนเรื่องนั้นขึ้นมา 3. อ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านหนังสือเพื่อการพักผ่อน ผ่อนคลายอารมณ์และเป็นการอ่านที่ช่วย ให้เกิดความบันเทิงควบคู่ไปกับความคิด ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทเรื่องสั้น นิทาน นิยาย นวนิยาย บท ละคร ทั้งระดับที่เป็นวรรณกรรม หรือวรรณคดี โดยมีจุดมุ่งหมายในการอ่านเพื่อความเริงรมย์เป็นสำคัญ 4. อ่านเพื่อหาความคิดแปลกใหม่ เป็นกระบวนการให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในตัวผู้อ่าน เช่น การอ่านผลการ ทดลอง การค้นคว้าวิจัย และการสเนอความคิดใหม่ในหนังสือต่างๆ ซึ่งอาจหาได้ทั้งจากหนังสือสารคดีและ บันเทิงคดี


17 5. การอ่านเพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การอ่านเป็นการพัฒนาความรู้ความคิดและ ทัศนคติได้ดียิ่งขึ้น ผู้รักการอ่านจึงเป็นคนทันสมัย น่าคบ สามารถที่จะเข้าร่วมสนทนากับทุกชนชั้น เพราะรับรู้ ข่าวสารและพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ข่าวสารกับผู้อื่นได้ เนื่องจากการอ่านมากย่อมทำให้รู้มาก ทำให้บุคคล เป็นที่ยอมรับของสังคม เนื้อหาข่าวสารบางประการในหนังสือจะทำให้ผู้อ่านนำมาปรับปรุงบุคลิกภาพของตนได้ เป็นอย่างดี การอ่านจึงช่วยพัฒนาบุคลิกภาพได้เป็นอย่างดี 6. อ่านเพื่อสนองความต้องการอื่นๆ เป็นการอ่านที่ใช้ในการช่วยชดเชยความต้องการของคนเราที่ยังขาดอยู่ เช่น ความต้องการความมั่นคงในชีวิต ต้องการเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม การอ่านจึงมีส่วนช่วยชดเชยความต้องการโดย ผู้อ่านใช้หนังสือในการแก้ปัญหาของตนเองเพื่อขยายขอบเขตของความสนใจในสิ่งใหม่ หรือเพื่อสร้างภาพอารมณ์ ที่ต้องการ เช่น เมื่อเกิดความรู้สึกเหนื่อย กลุ้มใจ ผู้อ่านมักจะไปพึ่งหนังสือเบาๆ เรื่องที่เคยรู้จัก หรือเคยอ่าน สนุกสนานมาอ่าน แต่บางครั้งก็อยากจะอ่านเรื่องใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับวิถีการดำรงชีวิต Harris and Sipay (1979) แบ่งจุดมุ่งหมายของการอ่านออกเป็น 3 ประการ คือ 1. เพื่อพัฒนาสมรรถภาพในการอ่าน 2. เพื่อจับใจความสำคัญ 3. อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการอ่านมีมากมาย เช่น อ่านเพื่อความรู้ เพื่อความบันเทิง เพื่อหา ความคิดที่แปลกใหม่ หรือเพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพ อ่านเพื่อจับใจความ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีจุดมุ่งหมายในการอ่าน ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้อ่านที่ต้องการค้นหาสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการอ่านในครั้งนั้น 2.3 ประเภทของการอ่าน ทิพวัลย์ มาแสง (2532) และ ฉวีวรรณ บุญยะกาญจน (2523, อ้างถึงใน ลมโชย ด่านขุนทด, 2544) ได้แบ่งประเภทของการอ่านอย่างกว้างๆ ไว้ด้วยกัน 2 ประเภท คือ การอ่านในใจ (Silent Reading) และการอ่านออกเสียง (Oral Reading) 2.3.1 การอ่านในใจ (Silent Reading) การอ่านในใจ เป็นการถ่ายทอดตัวอักษรออกมาเป็นความคิดโดยตรง โดยผู้อ่านมี จุดมุ่งหมายจะจับใจความอย่างรวดเร็ว รู้เรื่องเร็ว และถูกต้อง การอ่านในใจช่วยให้เข้าใจเนื้อความได้เร็วกว่าการ อ่านออกเสียง เพราะผู้อ่านไม่ต้องแบ่งสมองไว้สำหรับการแปลงความคิดออกมาเป็นเสียง เมื่อเบื่อก็หยุดพักได้ หลักสำคัญของการอ่านในใจ คือ ความแม่นยำในการจับตาดูตัวหนังสือ การเคลื่อนสายตา จากคำต้นวรรคไปสู่ คำท้ายวรรค และการแบ่งช่วยระหว่างวรรคหนึ่ง ผ่านไปสู่วรรคหนึ่ง ความแม่นยำในการกวาดสายตาเป็นสิ่งที่ จะต้องฝึกให้เร็ว จึงจะสามารถเก็บคำได้ครบ ทุกคำ การเปลี่ยนบรรทัดต้องคล่องแคล่ว เมื่อจบย่อหน้าหนึ่งควร หยุดคิดเล็กน้อย เพื่อสรุปความคิดว่าย่อหน้าที่อ่านจบลงกล่าวถึงอะไร เนื้อความสำคัญอยู่ที่ใด 2.3.2 การอ่านออกเสียง (Oral Reading)


18 การอ่านออกเสียง เป็นการอ่านที่ต้องการความถูกต้องในเรื่องของเสียง เสียงสูงต่ำ จังหวะ การหยุดวรรคตอนให้ถูกต้องชัดเจน เป็นกระบวนการต่อเนื่องระหว่างสายตา สมองและ การเปล่งเสียง ออกทางช่องปาก นั่นคือ สายตาจะต้องจับจ้องตัวอักษรและเครื่องหมายต่างๆ ที่เขียนไว้แล้วสมองจะต้อง ประมวลให้เป็นถ้อยคำ จากนั้นจึงเปล่งเสียงออกมา การอ่านออกเสียงจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ฟังด้วย เพราะเป็นวิธี สื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจกันได้ ภารกิจของผู้อ่านคือ อ่านสารเดิมที่มีผู้เขียนไว้แล้ว ถ่ายทอดไปสู่ผู้ฟัง โดยที่จะต้องพยายามรักษาสารเดิมเอาไว้ให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ลักษณะของการอ่านออกเสียงที่ดี สรุปได้ดังนี้ 1. ศึกษาเรื่องที่อ่านให้เข้าใจเสียก่อน 2. อย่าอ่านเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป 3. แบ่งประโยคเป็นข้อความสั้นๆ ได้อย่างเหมาะสม 4. ต้องรู้จักเน้นเสียงพอเหมาะแก่เรื่อง 5. อ่านให้ดังพอที่จะได้ยินทั่วไป 6. อ่านให้คล่องชัดถ้อยชัดคำ 7. รู้จักวิธีอ่านเรื่องตามประเภทของเรื่อง ซึ่งเรียกว่า อ่านตีบท 8. ผู้อ่านไม่ยกหนังสือหรือเอกสารที่อ่านบังหน้าตนเอง 9. ผู้อ่านควรวางสีหน้าให้เป็นปกติ มีอาการอันเป็นธรรมชาติ 10. อ่านให้ผู้อื่นฟังได้ทัน ต้องไม่เอาตนเองเป็นมาตรฐาน วิธีวัดคุณภาพของการอ่านออกเสียง ควรอ่านหนังสือบางตอนหน้าชั้นเรียน หรือ อ่านสู่กันฟังเป็นกลุ่มย่อย ช่วยกันวิจารณ์แก้ไข ถ้าติชมกันด้วยความจริงใจย่อมรู้ข้อบกพร่องได้ หรือใช้เครื่อง บันทึกเสียง เพื่อนำมาฟังทบทวนค้นหาข้อบกพร่องกันได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น 2.4 การสอนอ่านออกเสียง (Teaching Pronunciation) สมยศ เม่นแย้ม (2530) การสอนอ่านออกเสียงเป็นเรื่องสำคัญมากในการสอน ภาษาอังกฤษ เนื่องจากเสียงในภาษาอังกฤษมาเหมือนกับเสียงในภาษาไทย การออกเสียงได้ถูกต้องจะทำให้พูด ภาษาอังกฤษได้ดีเมื่อติดต่อกับเจ้าของภาษาจะทำให้เจ้าของภาษาอังกฤษเข้าใจ ซึ่งมีขั้นตอนการสอนอย่างน้อย 4 ขั้นตอนดังนี้ 1. ครูออกเสียงให้นักเรียนฟังและเขียนสัญลักษณ์(Symbol) บนกระดานดำหรือ บัตรคำ 2. การให้นักเรียนแยกเสียงที่แตกต่าง (Different sound) 3. ครูออกเสียงให้นักเรียน แล้วนักเรียนออกเสียงตาม 4. นักเรียนออกเสียงเอง คือ อาจชี้ไปที่ตัวอักษร , สัญลักษณ์ หากนักเรียน ออกเสียงผิด ครูแก้ไขให้ถูกต้อง


19 2.5 การวัดและประเมินผลด้านการอ่าน เพื่อให้การอ่านมีประสิทธิภาพ ครูผู้สอนจำเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลความรู้ ความสามารถว่ามีความก้าวหน้าเพียงใดอยู่ตลอดเวลา การวัดและประเมินผลการอ่านของเด็กจึงมีประโยชน์มาก นพคุณ บุญมาพิลา (2540) กล่าวว่า การประเมินผลการอ่านอย่างถูกต้องจำเป็นต้องอาศัย เครื่องมือประเมินผลการอ่านต่อไปนี้ 1. การใช้ข้อสอบ มีทั้งแบบอัตนัยและปรนัย 2. การใช้แบบบันทึกวัดพฤติกรรมจากการสังเกต การซักถามหรือสัมภาษณ์ 3. เอกสารเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดเป็นสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ให้นักเรียนได้ฝึก ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะเพิ่มเติมขึ้น ส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกหัด ท้ายบทเรียน ในบางวิชาแบบฝึกหัดจะมีลักษณะเป็นแบบฝึกปฏิบัติ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2537 : 147) สนอง คำศรี (2537 : 147) กล่าวว่า แบบฝึกหัดเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนประสบ ผลสำเร็จในการเรียนการสอน ดังนั้นแบบฝึกหัดจะมีลักษณะที่ก่อให้เกิดความสนุกสนานความพอใจในการเรียน ให้กับนักเรียน ขจีรัตน์ หงส์ประสงค์ (2534) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอน อย่างหนึ่งที่ครู ใช้ฝึกทักษะ หลังจากที่นักเรียนได้เรียนเนื้อหาจากบทเรียนแล้ว โดยสร้างขึ้นเพื่อเสริมทักษะให้แก่นักเรียน มี ลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่มีกิจกรรมให้นักเรียนกระทำ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียน วรสุดา บุญยไวโรจน์ (2536) กล่าว่า แบบฝึกหัดเป็นสื่อการสอนที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ ศึกษา ทำความเข้าใจ ฝึกฝนจนเกิดแนวคิดที่ถูกต้อง และเกิดทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นแบบฝึกหัด ยังเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ครูทราบว่าผู้เรียนหรือผู้ใช้แบบฝึกหัดมีความรู้ ความเข้าใจในบทเรียนและสามารถนำความรู้ นั้นไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด ผู้เรียนมีจุดเด่นที่ควรส่งเสริมหรือจุดด้อยที่ควรปรับปรุง แก้ไขตรงไหน อย่างไร แบบฝึกหัดจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ครูทุกคนใช้ในการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะของ นักเรียนในวิชาต่างๆ จากความเห็นของนักวิชาการดังกล่าว เกี่ยวกับความหมายและความสำคัญของ แบบฝึกหรือ แบบฝึกหัดจึงพอสรุปได้ว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด คือ สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่งๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งเกิดความชำนาญในเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น ดังนั้นแบบฝึกจึงมีความสำคัญต่อผู้เรียนไม่น้อยในการที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับ ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้น ทำให้การสอนของครูและการเรียนของ นักเรียนประสบผลสำเร็จ อย่างมีประสิทธิภาพ


20 3.2 หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงการสร้างแบบฝึกคือขั้นตอนและหลักในการสร้างซึ่ง Seel & Glasgow (1990) ได้เสนอแนะไว้ว่า ในการจัดสถานการณ์ทางการเรียนการสอนนั้นสามารถกำหนดขอบเขตเนื้อหาจาก หลักสูตร โดยกำหนดจากหน่วยการเรียนย่อย ๆ ไปสู่หน่วยการเรียนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามในการออกแบบการ สอนหรือการสร้างแบบฝึกควรคำนึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. เนื้อหาที่คัดเลือกมาสร้างแบบฝึกต้องอิงจุดประสงค์รายงวิชา 2. กลวิธีที่ใช้ในการสอนต้องอิงทฤษฎีและผลการวิจัยที่มีผู้ทำไว้แล้ว 3. การวัดต้องอิงพฤติกรรมการเรียนรู้ 4. รู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบเพื่อให้แบบฝึกมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า นอกจากนี้ Bock (1993) ได้เสนอหลักในการสร้างแบบฝึกดังนี้ 1. ก่อนที่จะสร้างแบบฝึกจะต้องกำหนดโครงร่างคร่าว ๆ ก่อนว่าจะเขียน แบบฝึกเกี่ยวกับเรื่องอะไร มีจุดประสงค์อย่างไร 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก 3. เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิกรรมย่อย โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ของผู้เรียน และเรียงกิจกรรมหรืองานที่นักเรียนต้องปฏิบัติจากง่ายไปหายาก 5. กำหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในแต่ละตอนให้เหมาะสมกับแบบฝึก 6. กำหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสม 7. ควรประเมินผลก่อนและหลัง นิภา เล็กบำรุง (2518 อ้างถึงใน กุศยา แสงเดช, 2545) ได้กล่าวถึงหลักในการสร้าง แบบฝึกดังนี้ 1. แบบฝึกต้องแจ่มแจ้งและแน่น ครูจะต้องอธิบายวิธีทำให้ชัดเจน นักเรียน เข้าใจได้อย่างถูกต้อง และกำหนดขอบเขตให้แน่นอนไม่กว้างเกินไป 2. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของนักเรียน 3. แบบฝึกควรเป็นเรื่องที่นักเรียนเคยเรียนมาแล้ว เพราะความรู้หรือ ประสบการณ์เดิม ย่อมเป็นรากฐานของประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปได้ง่ายและสะดวกขึ้น 4. ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจความสำคัญของแบบฝึก เพื่อให้นักเรียนมองเห็น คุณค่าอันเป็นเครื่องเร้าใจให้นักเรียนทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี 5. ครูต้องเร้าความสนใจของนักเรียนให้มีต่อแบบฝึกนั้น 6. ครูเป็นผู้ตั้งปัญหาขึ้นและเป็นปัญหาที่ไม่ยากเกินความสนใจของนักเรียน แต่เร้าความอยากรู้อยากเห็น และยั่วยุให้นักเรียนอยากแก้ปัญหานั้น 7. การให้นักเรียนรู้เค้าโครงก่อน จะเป็นเครื่องเร้าใจให้นักเรียนทำต่อไปจน สำเร็จ


21 8. เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แบบฝึกที่กำหนดให้นักเรียน เก่ง นักเรียนปานกลาง และนักเรียนอ่อนนั้น ควรยากง่ายต่างกัน แต่ถ้าหากให้แบบฝึกอย่างเดียวกันก็ควร พิจารณาด้านคุณภาพของแบบฝึกให้แตกต่างกัน หรือให้นักเรียนที่เรียนอ่อนมีเวลาทำมากกว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมดหลักการสร้างแบบฝึกนั้นต้องคำนึงถึง หลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ จึงคัดเลือกเนื้อหาให้สอดคล้องกับหลักสูตรและจุดประสงค์ เพื่อนำไปสร้างแบบฝึก ซึ่งจะต้องมีรูปแบบที่ หลากหลาย และสามารถสร้างความเข้าใจให้กับผู้เรียนและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือภาระงานและกิจกรรมที่ เลือกใช้ในแบบฝึกต้องสอดคล้องกับรูปแบบการสอน 3.3 รูปแบบของแบบฝึกทักษะ สมเดช สีแสง, สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2543 อ้างถึงใน กุศยา แสงเดช, 2545) กล่าวว่า รูปแบบของแบบฝึกควรมีความหลากหลายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ และได้เสนอ รูปแบบของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วเลือกใส่ เครื่องหมายถูกหรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยคำถามหรือตัวปัญหาซึ่งเป็นตัวยืนไว้ใน สดมภ์ซ้ายมือโดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับคำถามให้ สอคล้องกัน โดยใช้หมายเลขคำตอบไปวางไว้ที่ว่างหน้าข้อคำถาม หรือจะใช้โยงเส้น 3. แบบเติมคำหรือแบบเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้น ช่องว่างไว้ให้ผู้เรียนเติมคำหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งคำที่นำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือกำหนดตัวเลือก ให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยมี 2 ส่วน คือส่วนที่เป็น คำถาม ซึ่งจะต้องเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ชัดเจน ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือคำตอบซึ่งอาจมี 3-4 ตัวเลือกก็ได้ ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดเพียงตัวเดียวส่วนที่เหลือเป็นตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่มีตัวคำถาม ผู้เรียนเขียนบรรยายตอบ อย่างเสรี ไม่จำกัดคำตอบ แต่จำกัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปคำถามทั่วไปหรือเป็นคำสั่งให้เขียนเรื่องราวต่างๆ กำหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสมก็ได้ 3.4 ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี กุศยา แสงเดช (2545) กล่าวว่า แบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1. เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับวัยระดับชั้นของผู้เรียน 3. มีคำชี้แจงสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย 4. ใช้เวลาที่เหมาะสม


22 5. มีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ 6. ควรมีข้อเสนอแนะในการใช้ 7. มีให้เลือกตอบอย่างจำกัดและตอบอย่างเสรี 8. ถ้าเป็นแบบฝึกที่ต้องการให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองแบบฝึกควรมีหลาย รูปแบบ 9. ควรใช้ภาษาง่ายๆ ฝึกให้คิดและสนุกสนาน นอกจากนี้ อารีย์ วาศน์อำนวย (2545) ได้กล่าวว่า แบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ คือ การสร้างต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยา ควรสร้างให้สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้เรียนและควรจัดเนื้อหาให้ สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้เรียนและควรจัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับเนื้อหาบทเรียนที่เรียนมาแล้ว ทั้งนี้ต้อง คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน โดยใช้เวลาอย่างเหมาะสมกับแบบฝึกนั้นๆ ทั้งนี้หาก จะมีคำชี้แจงก็ควรสั้นๆ และใช้ภาษาที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ แบบฝึกควรมีลักษณะที่ท้าทายความสามารถ ดึงดูดความสนใจที่จะทำ การสร้างแบบฝึกควรมีหลากหลายรูปแบบเพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ควรมี ราคาถูกหาง่าย สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วรสุดา บุญยไวโรจน์ (2536) กล่าวแนะนำให้ผู้สร้างแบบฝึกได้ยึดลักษณะของแบบฝึกที่ดี ไว้ ดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ สั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ใช้ไม่ควรยาว เกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับปรุงได้ง่าย เหมาะสมกับผู้ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาได้ ด้วยตนเองได้ถ้าต้องการ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึกลงทุนน้อย ใช้ได้นาน และทันสมัยอยู่เสมอ 3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4. แบบฝึกหัดที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมีกิจกรรมหลาย รูปแบบ เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจและไม่น่าเบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนเกิด ความชำนาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้ แบบให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความ หรือ รูปภาพในแบบฝึกหัด ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคย และตรงกับความในใจของนักเรียน เพื่อว่าแบบฝึกหัดที่สร้าง ขึ้นจะได้ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ที่ว่า เด็กมักจะเรียนรู้ได้เร็วใน การกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ 6. แบบฝึกหัดที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ให้รู้จักค้นคว้า รวบรวมสิ่งที่พบเห็นบ่อยๆหรือที่ตัวเองเคยใช้ จะทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องนั้นๆมากยิ่งขึ้น และรู้จักนำความรู้ไปใช้ ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกฝนนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป 7. แบบฝึกหัดที่ดี ควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างใน หลายๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนั้น


23 การทำแบบฝึกหัดแต่ละเรื่องควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับ ตั้งแต่ง่าย ปานกลางจนถึงระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งเด็กเก่ง กลางและอ่อน จะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทุกคนประสบผลสำเร็จใน การทำแบบฝึกหัด 8. แบบฝึกหัดที่ดี ควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงหน้าสุดท้าย 9. แบบฝึกหัดที่ดีควรได้รับการปรับปรุงควบคู่ไปกับหนังสือเรียนอยู่เสมอและควรใช้ได้ดีทั้งในและ นอกห้องเรียน 10. แบบฝึกหัดที่ดีควรเป็นแบบฝึกหัดที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของเด็ก ได้ด้วย ขันธชัย มหาโพธิ์ (2535 : 20) กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรประกอบด้วย 1. มีเนื้อหาที่ตรงกับจุดประสงค์ 2. กิจกรรมเหมาะสมกับระดับหรือความสามารถของนักเรียน 3. มีภาพประกอบ มีการวางฟอร์มที่ดี 4. มีที่ว่างเหมาะสมสำหรับฝึกเขียน 5. ใช้เวลาที่เหมาะสม 6. ท้าทายความสามารถของผู้เรียนและสามารถนำไปฝึกด้วยตนเองได้ บรู๊ค (Brook. 1964 : 212-215) ได้เสนอรูปแบบฝึกไว้หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ ในการฝึกทักษะทางภาษา มีดังต่อไปนี้ 1. การเลียนคำ (Repetition) ฝึกโดยให้นักเรียนเลียนแบบครู 2. การเปลี่ยนโครงสร้างของประโยค (Transformation) 3. การแทนที่ของคำโดยเปลี่ยนคำนามเป็นสรรพนาม (Replacement) 4. แต่งบทโต้ตอบ (Rejoinder) ให้นักเรียนแต่งประโยคโต้ตอบประโยคที่ กำหนดให้ 5. การเรียบเรียงข้อความใหม่ (Restatement) หรือหาข้อความมาเติม จากรูปแบบลักษณะของแบบฝึกที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่ามีหลากหลายลักษณะ ผู้สร้างแบบฝึก เองจะต้องเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกนั้นๆว่าเราต้องการที่จะฝึกทักษะใดกับ นักเรียน เนื้อหาสาระสำคัญของหลักสูตร วัยของผู้เรียน ทั้งนี้จะยึดหลักการพัฒนาการของผู้เรียน เพื่อให้ได้ แบบฝึกทักษะที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ 4. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนทักษะการอ่านวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ การสอนอ่านโดยใช้แบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยได้ยึดทฤษฎีการเรียนรู้และหลักการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike Thorndike ได้เป็นผู้ให้กำเนิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า (S) กับการตอบสนอง (R) เขาเชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นไดต้องสร้างสิ่งเชื่อมโยงหรือพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนอง ซึ่งทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike มีอยู่ 3 ข้อคือ


24 1) กฎแห่งความพร้อม (Law of readiness) กล่าวถึงความพร้อมของผู้เรียนทั้งร่างกาย จิตใจ ทางร่างกาย หมายถึงความพร้อมทางวุฒิภาวะและอวัยวะของร่างกาย เช่น หูและตา ทางจิตใจหมายถึง ความพร้อมที่เกิดจากความพึงพอใจเป็นสำคัญ คือถ้าเกิดความพอใจจะนำไปสู่การเรียนรู้ ถ้าไม่เกิดความพอใจจะ ทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักไปได้ 2) กฎแห่งการฝึกหัด (Law of exercise) กล่าวถึงความมั่นคงของการเชื่อมโยงระหว่างสิ่ง เร้ากับตอบสนองที่ถูกต้อง โดยการฝึกหัดทำซ้ำบ่อยๆ ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ได้นานและคงทาถาวร 3) กฎแห่งผล (Law of effect) กล่าวถึงผลที่ได้รับ เมื่อแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้วว่า ถ้าได้รับผลที่พอใจ อินทรีย์ก็อยากจะเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พอใจ อินทรีย์ก็ไม่อยากเรียนรู้ หรือเกิด ความเบื่อหน่ายต่อการเรียนรู้ จากทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike ทั้ง 3 ข้อ ดังที่กล่าวมานี้ ผู้วิจัยได้นำมาประยุกต์ใช้ ทั้ง 3 ข้อ กล่าวคือ จากกฎข้อที่ 3.1 ของ Thorndike กล่าวถึง กฎแห่งความพร้อม ผู้วิจัยได้นำไปใช้ทุก ขั้นตอนของการสอนเพราะผู้วิจัยเองเชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดีจะต้องมีความพร้อมก่อน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ ผู้สอนทุกคนก็ต้องตระหนัก กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป และขั้นวัดผลและประเมินผล ผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมทั้งสิ้น ส่วนกฎข้อที่ 3.2 กฎแห่งการปฏิบัติ ผู้วิจัยก็ได้นำมาประยุกต์ใช้กับขั้นสอนใน ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ จากกฎข้อที่ 3.3 กฎแห่งผล ผู้วิจัยได้นำไปใช้เช่นกัน คือ ได้นำไปประยุกต์ใช้ใน ขั้นสรุปการสอน ไพบูลย์ เทวรักษ์ (2540) ได้กล่าวถึงกฎการฝึกหัดไว้ว่า การฝึกหัดให้บุคคลทำกิจกรรมต่างๆ นั้น ผู้ฝึกจะต้องควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง บุคคลจะถูกกำหนดลักษณะ พฤติกรรมที่แสดงออก ดังนั้น ผู้สร้างแบบฝึกจึงจะต้องกำหนดกิจกรรมตลอดจนคำสั่งต่างๆ ในแบบฝึกให้ผู้ฝึกได้แสดง พฤติกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ผู้สร้างต้องการ 2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซึ่งมีความเชื่อว่าสามารถควบคุมบุคคลให้ทำตามความประสงค์ หรือแนวทางที่ กำหนดได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกทางจิตใจของบุคคลผู้นั้นว่าจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร โดยมีการเสริมแรงเป็น ตัวการเมื่อบุคคลตอบสนองการเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม สิ่งเร้านั้นจะรักษาระดับหรือเพิ่ม การตอบสนองให้เข้มขึ้น 3. วิธีการสอนของกาเย่ ซึ่งมีความเห็นว่า การเรียนรู้มีลำดับขั้นและผู้เรียนจะต้องเรียนรู้เนื้อหาที่ง่ายไปหายาก พรรณี ช.เจนจิต (2538) ได้กล่าวถึงแนวคิดของกาเย่ ไว้ดังนี้ การเรียนรู้มีลำดับขั้น ดังนั้นก่อนที่จะสอนเด็กแก้ปัญหาได้นั้น เด็กจะต้องเรียนรู้ความคิดรวบ ยอด หรือกฎเกณฑ์มาก่อน ซึ่งในการสอนให้เด็กได้ความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑ์นั้น จะทำให้เด็กเป็นผู้สรุป ความคิดรวบยอดด้วยตนเองแทนที่ครูจะเป็นผู้บอก การสร้างแบบฝึกจึงควรคำนึงถึงการฝึกตามลำดับขั้นจากง่าย ไปหายาก


25 โดยสรุปแล้วผู้วิจัยก็ได้นำแนวคิดของทฤษฎีต่างๆ ที่ได้กล่าวมาไปใช้ในทุกขั้นตอน ทั้งขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุปและขั้นวัดผลและประเมินผล ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมี แรงกระตุ้นในการที่จะรักการอ่านให้มากที่สุด 5. งายวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยในประเทศ วิไลรัตน์ วสุรีย์ (2545) ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ เอกสารจริงเกี่ยวกับท้องถิ่น ในรายวิชา อ 0112 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 45 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษโดยใช้เอกสารจริงเกี่ยวกับท้องถิ่น มีค่าเท่ากับ 87.80/80.50 2. ความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 และ 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้เอกสารจริง เกี่ยวกับท้องถิ่นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น อรชร วงษ์ษา (2548) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (วิชาภาษาอังกฤษ) โดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสานเป็นสื่อ สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 (ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2) กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 35 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังสิ้นสุดการทดลองวงจรตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสานเป็น สื่อ มีจำนวนนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 77.14 สุจิตรา ศาสตรวาหา (2541 อ้างถึงใน รุ่งวนา สุดจิตต์, 2545) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในชั้นเรียนที่มีการสอนแบบสื่อสารโดยมีนิทาน เป็นองค์ประกอบ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15 คน กลุ่มควบคุม 15 คน ทำการสอนแบบสื่อสารที่มีนิทานเป็นองค์ประกอบ จำนวน 3 เรื่อง ในกลุ่มทดลอง ส่วนกลุ่มควบคุมทำการสอนตามคู่มือครู นิทานที่เลือกใช้เป็นนิทานของชนชาติอื่น มีการสังเกตพฤติกรรม ระหว่างเรียนทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่านักเรียนในกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่ม ควบคุม ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าแนวทางการเรียนการสอน แบบสื่อสารโดยมีนิทานเป็นองค์ประกอบ เป็นแนวการสอนที่ดี มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้า และพัฒนาทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน จากการสังเกตพฤติกรรมในขณะที่เรียนพบว่านักเรียนในกลุ่มทดลองมี การแสดงพฤติกรรมที่อยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุม ทั้งนี้เพราะนักเรียนในกลุ่มทดลองมีความสนใจ ชื่นชอบทำให้สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้ดี วิไลลักษณ์ ลาจันทึก (2548) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสือ การ์ตูนประกอบบทเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัย พบว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือการ์ตูนประกอบบทเรียนส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง มีปฏิสัมพันธ์ในการช่วยเหลือกัน ในการเรียนรู้ และหนังสือการ์ตูนได้ช่วยกระตุ้นความ สนใจของนักเรียนให้เกิดความกระตือรือร้นและเข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น ผลการทดสอบผู้เรียนพบว่านักเรียนมี


26 การพัฒนาทางด้านการอ่านภาษาอังกฤษในด้านทักษะการอ่านออกเสียงคิดเป็นร้อยละ 68 ของจำนวนนักเรียน ทั้งหมดและด้านทักษะการอ่านในใจ นักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ด้านความคิดเห็นพบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้ หนังสือการ์ตูนประกอบบทเรียนในทุกๆ ด้าน 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ ลอเรย์ (Lawrey. 1978 : 817-A) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียน ระดับ 1 ถึงระดับ 3 จำนวน 87 คน พบว่านักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะ มีคะแนนหลังการ ทำแบบฝึกมากกว่าคะแนนการทดสอบก่อนการทำแบบฝึกทักษะ แมคพิค (Mcpeake. 1979 : 7199-A) ได้ศึกษาผลการเรียนจากแบบฝึกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เริ่มศึกษาจนถึงความในการอ่านและเพศที่มีต่อความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าแบบฝึกช่วยปรับปรุงความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนทุกคน แต่เวลา 12 สัปดาห์ไม่เพียง พอที่จะทำให้เกิดการถ่ายโยงการเรียนรู้ ในการสะกดคำไปสู่คำใหม่ที่ยังไม่ได้ศึกษา และคะแนนนักเรียนหญิงสูง กว่านักเรียนชายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้การอ่านยังมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการสะกดคำ จากการศึกษางานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียน การสอนที่สำคัญสำหรับนักเรียน ทำให้นักเรียนสนใจบทเรียน เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้และเข้าใจบทเรียนได้เร็ว ทำให้การสอนของครู การเรียนของนักเรียนมีประสิทธิภาพและนักเรียนมี พัฒนาการทักษะทางภาษาได้ดียิ่งขึ้น


27 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยนี้จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยเทคนิค DR-TA ซึ่งผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาตามขั้นตอนดังนี้ดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. วิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 7.เนื้อหา / สาระการเรียนรู้ 8.ระยะเวลาที่ทำวิจัยในชั้นเรียน 9.นิยามศัพท์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรในการทำงานการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์”อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด จำนวน 33 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์ อุปถัมภ์”อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด 3. ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ 3.1 ตัวแปรอิสระ คือ การจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA 3.2 ตัวแปรตาม ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดย การใช้เทคนิค DR-TA เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการทําวิจัยครั้งนี้ มี 3 ชนิด ดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่3 โดย การจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA จํานวน 6 แผน เวลา 6 ชั่วโมง


28 2. แบบทดสอบวัดความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่3 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดย การใช้เทคนิคDR-TA มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งระดับความพึงพอใจออกเป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด จํานวน 20 ข้อ การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพ ของเครื่องมือผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดย การจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนแผนการเรียนรู้ขอบข่ายเนื้อหาสาระ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการ เรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลจากคู่มือ การจัดการเรียนรู้กลุ่มวิชาสามัญพื้นฐาน 1.2 วิเคราะห์เนื้อหารายภาษาอังกฤษ6 ระดับมัธยมศึกษาปีที่3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ประกอบด้วยเนื้อหา Unit 1 Monuments in Danger Unit 4 Greeting from Planet Earth Unit 2 Weird Phenomena Unit 5 Forest School Unit 3 Endangered Species Unit 6 Life in a High – Tech Society 1.3 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและหลักการการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่3 โดย การจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจโดยการใช้เทคนิคDR-TAภาคเรียนที่ 2จำนวน 6 แผน แผนละ 1ชั่วโมง ให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์ การ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ 1.4 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่3/1 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TAที่สร้างเสร็จแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณา ให้คำแนะนำข้อบกพร่อง เพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสม ยิ่งขึ้น 1.5 สร้างแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่3 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้ เทคนิค DR-TAสำหรับผู้เชี่ยวชาญเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) (บุญชม ศรี สะอาด 2558) 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการตรวจแก้ไขพร้อมแบบประเมินเสนอผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน เพื่อประเมินความเหมาะสมและความสอดคล้องของเครื่องมือ แนะนำการเขียน การเขียนอธิบายขั้นนำสู่


29 บทเรียนและขั้นสอนให้ละเอียดชัดเจนขึ้น พิจารณาความสอดคล้องของเนื้อหาและกิจกรรม ความถูกต้องด้าน ภาษา โดยผู้เชี่ยวชาญ 1.7 นำคะแนนประเมินแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้วมาวิเคราะห์หา ค่าเฉลี่ยเพื่อเปรียบเทียบเกณฑ์การประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) โดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด 2558) เหมาะสมมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 4.51-5.00 คะแนน เหมาะสมมาก มีค่าเท่ากับ 3.51-4.50 คะแนน เหมาะสมปานกลาง มีค่าเท่ากับ 2.51-3.50 คะแนน เหมาะสมน้อย มีค่าเท่ากับ 1.51-2.50 คะแนน เหมาะสมน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1.00-1.50 คะแนน 1.8 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจและเสนอแนะเรื่องการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ให้เหมาะสมกับเวลา เหมาะสมกับผู้เรียน มีการควบคุมกิจกรรมที่เหมาะสม มีการแจ้งแหล่งที่มาของผู้เรียน ในการจัดกลุ่มให้ชัดเจน 1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขแล้วนำไปทดลองใช้ (Tryout) กับนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อดูเรื่องเวลาที่ใช้ในการ จัดกิจกรรม บรรยากาศในการเรียนรู้เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหากับเวลาที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.10 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้ทดลองใช้แล้วไปปรับปรุงแก้ไขโดยเพิ่ม/ลด กิจกรรม ของแผนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเวลา เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบในการนำไปทดลอง ใช้จริง 1.11 จัดพิมพ์ และนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 โดยวิธีการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้ เทคนิค DR-TA ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างต่อ 2. แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการสร้างและหาคุณภาพตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสาร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ คู่มือการวัดและประเมินผล วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.2 ศึกษาสาระการเรียนรู้ รายวิชาภาษาอังกฤษ6 ระดับมัธยมศึกษาปีที่3 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.3 เขียนข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ซึ่งเขียนเผื่อไว้จำนวน 60 ข้อ ต้องการใช้ จริง 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาสาระในรายวิชาการอ่านภาษาอังกฤษ6 ระดับมัธยมศึกษา แล้วทำการเขียน ข้อสอบให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้แต่ละข้อ 2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ทันสมัย น่าสนใจ ข้อคำถามสื่อความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเสนอให้ปรับปรุงข้อ คำถามให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาทุกเนื้อหา


30 2.5 นำแบบทดสอบฉบับจริงไปทดลองใช้กับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 33 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่เคยเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้การอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA แล้วนำผลการทดลองมาหาคุณภาพของข้อสอบ 2.6 นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบโดยหาค่าอำนาจจำแนกแบบ อิงเกณฑ์ แล้วคัดข้อสอบเฉพาะข้อที่มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 ถึง 1.00เลือกข้อสอบไว้ 30 ข้อ 2.7 นำข้อสอบที่เลือกไว้ 30 ข้อมาหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตรของ โลเวท (Lovett) (สมนึก ภัททิยธนี 2558) 2.8 พิมพ์แบบทดสอบเป็นฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยการใช้เทคนิค DR-TA มีขั้นตอนวิธีสร้างและหาคุณภาพ ดังต่อไปนี้ − ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศรายวิชาภาษาอังกฤษ6มัธยมศึกษาปีที่3เขียนข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4ตัวเลือกซึ่งเขียนเผื่อไว้จำนวน60ข้อต้องการใช้จริง30ข้อ − นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษานำแบบทดสอบที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมพร้อมแบบประเมินเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ − นำผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มาเลือก ข้อที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ถึง1.00 − นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบโดยหาค่าอำนาจจำแนก − นำข้อสอบที่เลือกไว้30 ข้อมาหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบทั้งฉบับพิมพ์แบบทดสอบเป็น ฉบับจริงเพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง 3.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยกำหนดรายการสอบถามและสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ตามโครงสร้างของแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด โดยใช้เกณฑ์ของ (บุญชม ศรีสะอาด 2556) กำหนดเกณฑ์ให้คะแนนประเมิน ดังนี้ เหมาะสมดีมาก ให้คะแนน 5 คะแนน เหมาะสมดี ให้คะแนน 4 คะแนน เหมาะสมค่อนข้างดี ให้คะแนน 3 คะแนน เหมาะสมพอใช้ ให้คะแนน 2 คะแนน เหมาะสมควรปรับปรุง ให้คะแนน 1 คะแนน กำหนดเกณฑ์การแปลผลความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ระดับคะแนนเฉลี่ย ระดับความคิดเห็น


31 4.51-5.00 เหมาะสมดีมาก 3.51-4.50 เหมาะสมดี 2.51-3.50 เหมาะสมค่อนข้างดี 1.51-2.50 เหมาะสมพอใช้ 1.00-1.50 เหมาะสมควรปรับปรุง การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้กับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 โดยดำเนินการเก็บรวบรวม ข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาในการสอนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน รวม 6 ชั่วโมง มีขั้นตอนดำเนินงาน ดังนี้ 1. Pretest ทดสอบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยการใช้เทคนิค DR-TA ที่ผ่านการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพ แล้วมาทดสอบกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง แล้วเก็บคะแนนไว้ เปรียบเทียบกับคะแนนทดสอบหลังเรียน 2. นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA ที่ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ ทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 6 แผน รวม 6 ชั่วโมง จนครบ โดยระหว่างการทดลองมีการทดสอบย่อยและเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปวิเคราะห์หาค่าคะแนนร้อยละ ของคะแนนกระบวนการ (E1/E2) 3. Posttest เมื่อนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมจนครบตามที่กำหนดแล้วนำแบบทดสอบหลังเรียนและ แบบสอบถามความพึงพอใจไปทดสอบและสอบถามกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นเครื่องมือวิจัยชุดเดียวกัน กับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน 4. สอบถามความพึงพอใจรวบรวมได้ทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับของวัตถุประสงค์ การวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA โดยการคำนวณอัตราส่วนระหว่างค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนกับค่า ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (E1/E2) 2. วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค CIRC ของนักเรียนสาขาการบัญชี โดยใช้สูตรการหาว่าค่าดัชนีประสิทธิผล E.I. ดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลังการพัฒนา– ผลรวมของคะแนนก่อนการพัฒนา (จํานวนนักเรียน คะแนนเต็ม)– ผลรวมของคะแนนก่อนการพัฒนา


32 3. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ที่มีต่อการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้การอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิคDR-TA สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ 1.1 การหาความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตรดัชนีความ สอดคล้อง IOC (Index of Itemobjective Congruence) ดังนี้(สมนึก ภัททิยธนี 2558) = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์ ∑ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนภาษาอังกฤษ ทั้งฉบับตามวิธีของโลเวท (Lovett) มีสูตร ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด 2556) 1.3 การหาค่าความยากง่าย (P) ของแบบวัดผลการเรียน โดยใช้สูตรของแบบวัดผลการเรียน (สมนึก ภัททิยธนี 2558) เมื่อ P แทน ค่าความยากง่าย F แทน จำนวนคนที่ตอบแบบวัดผลการเรียนข้อนั้นถูก N แทน จำนวนคนที่ตอบแบบวัดผลการเรียนข้อนั้นทั้งหมด 1.4 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 2556)


33 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ แทน ผลรวมรวมของการจัดการเรียนรู้ ∑ F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของการจัดการเรียนรู้ B แทน คะแนนเต็มของแบบวัดผลการเรียนหลังเรียน N แทน จำนวนผู้เรียน 1.5 การหาค่าอํานาจจําแนกของแบบวัดความพึงพอใจในการเรียน โดยหาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนน รายข้อกับคะแนนรวม (Item Total Correlation) โดยใช้สูตร ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด 2556) 1.6 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Crobach) โดยใช้สูตร ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด 2556) เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ k แทน จํานวนข้อของเครื่องมือ


34 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 ร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด 2556) f 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) (บุญชม ศรีสะอาด 2556) ∑ เมื่อ x̅แทน คะแนนเฉลี่ย ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จํานวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง 2.3 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (บุญชม ศรีสะอาด 2556) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว x̅ แทน ค่าเฉลี่ย N แทน จํานวนคะแนนในกลุ่ม ∑ X แทน ผลรวม 2.4 การวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของ โดยใช้สูตรในการหาค่า ดัชนีประสิทธิผล ดังนี้(ไชยยศ เรืองสุวรรณ 2553) . = ผลรวมของคะแนนหลังการพัฒนา– ผลรวมของคะแนนก่อนการพัฒนา (จํานวนนักเรียน คะแนนเต็ม)– ผลรวมของคะแนนก่อนการพัฒนา เมื่อ E.I. = ดัชนีประสิทธิผล


35 เนื้อหา / สาระการเรียนรู้ เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหาวิชาอังกฤษ6 รหัสวิชา อ23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์”อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ระยะเวลาที่ทำวิจัยในชั้นเรียน ใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ประมาณ 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวม เป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง นิยามศัพท์ การศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้คำนิยามศัพท์เฉพาะ ไว้ดังนี้ 1. การสอนอ่านแบบ DR-TA (Directed Reading – Thinking Activity) หมายถึง วิธีการสอนอ่านที่มุ่ง ฝึกกระบวนการคิด กลั่นกรองและตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากการอ่าน โดยให้ผู้เรียนกําหนดวัตถุประสงค์ในการอ่าน ด้วยตนเอง ด้วยการคาดเดาเนื้อหาจากการดูภาพ ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่กําลังจะอ่าน จากนั้นจึงให้นักเรียนอ่านเนื้อ เรื่อง เพื่อตรวจสอบการคาดเดา และยืนยันหรือแก้ไขการคาดเดานั้น โดยดําเนินการสอนตามขั้นตอนการสอนอ่าน ของเทอร์นีย์ จอห์น และเออเนต (Tierney, John and Ernet. 1995 : unpaged) ซึ่งแบ่งขั้นการสอน ออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้ ช่วงที่ 1 กระบวนการอ่านและคิด (Directing the Reading-thinking Process) ซึ่งมีขั้นตอน 4 ขั้นดังนี้ ขั้นที่ 1 การคาดเดา โดยครูนําเข้าสู่บทเรียนด้วยการให้นักเรียนดูรูปภาพ แล้วให้นักเรียนคาดเดาเนื้อหา ของเรื่องที่กําลังจะอ่านนั้นเกี่ยวกับอะไร ครูพยายามกระตุ้น ด้วยคําถาม ให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการคาดเดาเนื้อหาของเรื่อง ขั้นที่ 2 การอ่าน ให้ นักเรียนเริ่มอ่านเนื้อเรื่องในส่วนแรก (อ่านออกเสียง) โดยครูอ่านนํา และให้นักเรียนอ่านตาม เพื่อให้นักเรียนได้ดู ข้อความตามครูไปด้วยและได้อ่าน ทุกตัวอักษร นักเรียนเขียนคัดลอกคําศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ครูอธิบาย ขั้นที่ 3 การแปลความหมาย นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องแบบคร่าวๆ อีกครั้งเพื่อตรวจสอบการคาดเดา และในระหว่างที่นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องอยู่นั้น ให้ครูคอยสังเกต การทํางานและให้ความช่วยเหลือเมื่อ นักเรียนต้องการ เช่นไม่เข้าใจคําศัพท์ อาจถามเพื่อนถามครู เปิดพจนานุกรม เป็นต้น ขั้นที่ 4 การตรวจสอบความเข้าใจ นักเรียนปิดเรื่องที่อ่าน (แต่ให้เปิดภาพไว้) ครูเริ่ม ถามคําถามเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน หากคําตอบของนักเรียนเป็นคําหรือ พยางค์ ให้ครูช่วยเสริมคําตอบ นั้นให้เป็นประโยค โดยครูช่วยเขียนคําตอบบนกระดาน และให้ นักเรียนอ่านออกเสียงประโยคที่นักเรียนตอบ หาก เนื้อเรื่องมีความยาวหลายย่อหน้า ให้ทําการแบ่งสอนทีละย่อหน้า โดยปฏิบัติตามขั้นที่ 1-4 ซ้ําอีกครั้ง จนกว่าจะจบ ทั้งเรื่อง ช่วงที่ 2 การฝึกสรุปสาระสําคัญ (Fundamental Skill Training) เป็นช่วงของ การรวบรวมข้อมูล หลังจากการอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมด โดยครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเนื้อเรื่องทั้งหมดเพื่อเป็นการเสริมทักษะการอ่าน จับใจความของนักเรียนให้ถูกต้องและแม่นยำขึ้น จากนั้นจึงให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด


36 2. ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอ่านบทอ่านที่ เป็น ภาษาอังกฤษ ซึ่งแสดงออกโดย 1) เดาความหมายของคําศัพท์ได้จากบริบท 2) เข้าใจลําดับเหตุการณ์ของเรื่อง 3) เข้าใจและวิเคราะห์รายละเอียดปลีกย่อย 4) จับใจความสําคัญของเรื่องที่อ่านได้สามารถวัดได้โดยใช้แบบทดสอบ ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จํานวน 30 ข้อ โดยวัด ระดับพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยตามแนวคิดบลูม 3 ระดับได้แก่ ระดับความจํา ระดับความเข้าใจ และระดับการ วิเคราะห์ 3. แบบกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เป็นการวางแผนล่วงหน้าในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งเป็นกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางปัญญาด้านการ อ่านของผู้เรียนในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การอ่านให้เพื่อนฟัง การเดาข้อความ หรือเหตุการณ์เรื่องราว การสรุป ใจความสําคัญ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการฝึกสะกดคํา การแปลความหมาย และ การใช้คําศัพท์ในการอ่านภาษาอังกฤษการปรับปรุงผลงานของเพื่อนและนําเสนอเป็นผลงานของกลุ่มในขั้นสุดท้าย โดยมีเครื่องมือในการสอนได้แก่ เนื้อหา จุดประสงค์ สื่อการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดประเมินผล 4. ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง คุณภาพด้านกระบวนการและผลลัพธ์ของการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมศึกษาปีที่3 ที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยการใช้เทคนิค DR-TA ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 ซึ่งมีความหมายดังนี้ 75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการประเมินผลการปฏิบัติงานการ ประเมินพฤติกรรมกลุ่มกิจกรรมใบงานและการทดสอบย่อยท้ายแผนหลังจากการเรียนจบแต่ละแผนการจัดการ เรียนรู้ มีค่าตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป75 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทําแบบวัด ความสามารถการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษหลังเรียน มีค่าตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป 5. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค่าแสดงความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียน โดยการเปรียบเทียบคะแนนที่ เพิ่มขึ้นจากคะแนนทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนและคะแนนเต็มหรือคะแนนใบงาน กับคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียน 6. ความพึงพอใจ หมายถึง ท่าทีหรือความรู้สึกทางบวกของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการใช้เทคนิค DR-TA ของนักเรียนที่วัดได้จากแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแบ่งระดับความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจ น้อยและพึงพอใจน้อยที่สุด


37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ปีการศึกษา 2566 ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ กําหนดความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ในการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเกิดความเข้าใจ ตรงกันในการแปลความหมายของข้อมูล ดังต่อไปนี้ N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเป้าหมาย x̅แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตอนที่ 2 วิเคราะห์การหาดัชนีประสิทธิผลการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3หลังเรียน กับก่อนเรียน ตอนที่ 3 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3


38 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ตามเกณฑ์75/75 ตาราง ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วย เทคนิค DR-TA ของนักเรียน คนที่ คะแนนทดสอบก่อนเรียน 30 คะแนน คะแนนระหว่างเรียนทั้งหมด6หน่วยการเรียน รวม 60 คะแนน (E1) คะแนนสอบหลังเรียน 30 คะแนน(E2) หน่วยการเรียนรู้ที่1 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่2 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่3 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่4 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่5 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่6 (10คะแนน) 1 10 7 8 7 9 9 9 49 24 2 10 6 7 8 8 9 9 47 23 3 12 7 7 8 7 9 9 47 25 4 8 6 8 8 7 7 9 45 23 5 9 7 8 7 7 7 8 44 24 6 10 7 7 8 8 9 9 48 21 7 18 7 8 9 9 10 10 53 25 8 20 8 8 9 9 10 10 54 26 9 19 7 9 7 7 7 9 46 25 10 22 8 9 8 9 10 10 54 24 11 5 6 7 7 8 8 8 44 25 12 6 7 7 8 8 8 8 46 22 13 13 7 8 9 8 10 10 52 24 14 17 8 7 7 9 8 9 48 23 15 11 6 7 7 8 8 9 45 24 16 12 8 7 8 9 9 8 49 22 17 13 7 7 7 8 7 9 45 24 18 10 6 7 9 8 8 9 47 24 19 6 7 8 9 8 8 8 48 25


39 คนที่ คะแนนทดสอบก่อนเรียน 30 คะแนน คะแนนระหว่างเรียนทั้งหมด6หน่วยการเรียน รวม 60 คะแนน (E1) คะแนนสอบหลังเรียน 30 คะแนน(E2) หน่วยการเรียนรู้ที่1 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่2 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่3 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่4 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่5 (10คะแนน) หน่วยการเรียนรู้ที่6 (10คะแนน) 20 8 6 7 8 7 7 8 43 22 21 12 7 9 9 9 8 7 49 25 22 12 6 9 8 7 8 7 45 24 23 18 7 7 7 8 9 9 47 26 24 18 7 8 8 8 9 9 49 23 25 16 7 9 10 9 8 10 53 23 26 14 8 8 9 7 9 9 50 20 27 9 7 7 7 8 8 8 45 23 28 8 8 8 8 9 8 8 49 22 29 7 8 8 8 7 8 8 47 19 30 18 7 7 8 8 7 7 44 23 31 14 7 7 8 7 7 9 45 22 32 7 6 6 7 8 8 9 44 24 33 13 7 9 8 7 7 8 46 25 รวม 405 230 253 263 263 272 286 1567 774 X 12.27 6.97 7.67 7.97 7.97 8.24 8.67 47.48 23.45 S.D. 4.54 0.68 0.82 0.81 0.77 0.97 0.85 3.05 1.60 ร้อยละ 40.91 69.70 76.67 79.70 79.70 82.42 86.67 79.14 78.18 จากตาราง 3 พบว่า ผลการประเมินคะแนนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA จำนวน 6 แผน ได้คะแนนจากการทำทดสอบย่อยของแต่ละหน่วยการเรียนรู้(E1) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 47.48 จาก คะแนนเต็ม 60 คิดเป็นร้อยละ 79.14 และคะแนนเฉลี่ยจากการใช้แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ (E2) เท่ากับ 23.45 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.18 แสดงว่า ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3ตาม เกณฑ์75/75มีประสิทธิภาพเท่ากับ79.14/78.18 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้


40 ตาราง 4 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่3 โดยการจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA รายการประเมิน คะแนนเต็ม X S.D. ร้อยละ ด้านกระบวนการ (E1) 60 47.48 3.05 79.14 ด้านผลลัพธ์(E2) 30 23.45 1.60 78.18 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ E1/E2 เท่ากับ 79.14/78.18 จากตาราง 4 พบว่านักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 มีการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ การอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 เป็นความจริง หรือมีระดับค่า ประสิทธิภาพที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดโดยมีค่าเท่ากับ 79.14/78.18 ตอนที่ 2 วิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DRTA ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยดำเนินการทดสอบก่อนเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจ โดยจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA และทดสอบหลังเรียนด้วยแบบวัดความสามารถการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผล ดังนี้ ตาราง 5 ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DRTA ก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 การทดสอบ n x̅ S.D. t-test ก่อนเรียน 30 12.27 4.54 14.542 หลังเรียน 30 23.45 1.60 *มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตาราง 5 พบว่า นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ที่ได้รับการเรียนรู้ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยจัด กิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA มีความก้าวหน้าทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (x̅= 12.27, S.D. = 4.54) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน(x̅= 23.45, S.D. = 1.60) และค่า t-test เท่ากับ 14.542 มีค่า Sig. (2 tailed) มีค่า 0.000 ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 แสดงว่าคะแนนสอบก่อนและหลังสอบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนที่ 3 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจ โดยจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA ดังตาราง ต่อไปนี้


41 ตาราง 6 ความพึงพอใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 ที่มีต่อการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วย เทคนิค DR-TA ข้อที่ การจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA x S.D. ร ะ ด ั บ ค ว า ม พึ ง พอใจ 1 ด้านครูผู้สอน ครูชี้แจงกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือให้กับ นักเรียนชัดเจนและเข้าใจง่าย 4.47 0.5 1 มากที่สุด 2 ครูให้คำแนะนำ ปรึกษา ดูแลนักเรียนในการจัด กิจกรรมการ เรียนรู้ 4.24 0.6 5 มาก 3 ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน คละ ความสามารถ ของนักเรียนแต่ละคนอย่างเหมาะสม 4.14 0.7 มาก 4 ครูเสริมแรงนักเรียนโดยการให้รางวัลแก่กลุ่มที่ทำ กิจกรรม สำเร็จ 4.62 0.4 9 มากที่สุด 5 ครูมีความมุ่งมั่น กระตือรือร้น ในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 4.56 0.5 มากที่สุด โดยภาพรวมด้านครูผู้สอน 4.41 0.4 7 มาก 6 ด้านเนื้อหา เนื้อหามีความยาก ง่าย เหมาะสมกับความสามารถ ของนักเรียน 4.24 0.5 มาก 7 รูปแบบภาษา เนื้อหา ตรงกับความสนใจ ความ ต้องการของ นักเรียน 4.18 0.5 7 มาก 8 เนื้อหาเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก 4.32 0.5 8 มาก 9 จัดเนื้อหาได้เหมาะสมกับเวลา โดยภาพรวมด้านเนื้อหา 4.27 0.5 7 มาก 10 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนได้ฝึกการใช้ ภาษาในการเรียนกิจกรรมอย่าง เต็มที 4.56 0.5 มากที่สุด 11 นักเรียนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 4.29 0.5 2 มาก 12 นักเรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม มีการใช้ภาษา สื่อสารในแต่ละกิจกรรม 3.62 0.6 มาก 13 นักเรียนอธิบายความรู้ให้แก่สมาชิกอื่น ๆ ฟัง 3.82 0.7 2 มาก


42 ข้อที่ การจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA x S.D. ร ะ ด ั บ ค ว า ม พึ ง พอใจ 14 นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน 4.35 0.6 มาก 15 นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมไปตามลำดับขั้นตอน 4.5 0.5 มาก โดยภาพรวมด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 4.19 0.5 7 มาก 16 ด้านการวัดและประเมินผล มีการประเมินผลการจัดกิจกรรม รายบุคคลและรายกลุ่ม 4.41 0.5 มาก 17 มีการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ในแต่ละกิจกรรม 4.26 0.5 มาก 18 ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละกิจกรรม 4.47 0.5 1 มาก 19 การประเมินครอบคลุมเนื้อหาที่เรียน 4.15 0.5 1 มาก 20 นักเรียนทราบผลการเรียนของตนเองและของกลุ่ม 4.65 0.5 5 มาก โดยภาพรวมด้านการวัดและประเมินผล 4.39 0.5 1 มาก รวม 4.31 0.0 7 มาก จากตาราง 6 พบว่า นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้การพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจโดยจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA ซึ่งแบบวัดความพึงพอใจ แบ่งออกเป็น 4 ข้อใหญ่ ประกอบ ไปด้วยข้อย่อย ดังนี้ 1. ด้านครูผู้สอน 2. ด้านเนื้อหา 3. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 4. ด้านการวัดและประเมินผล ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.31, S.D. = 0.07) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านครูผู้สอนอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.41, S.D. = 0.47) ด้านเนื้อหา นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดลําดับเนื้อหาความยากง่ายและความเหมาะสมกับระดับของ นักเรียนอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.27,S.D. = 0.57) เมื่อกล่าวถึงด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.19,S.D. = 0.57) ด้านสุดท้ายคือด้านการวัดและ


43 ประเมินผล นักเรียนมีความพึงพอใจในการประเมินของครูผู้สอนอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.39,S.D. = 0.51) การสํารวจการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อหาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียน มัธยมศึกษาปีที่3 นักเรียนพึงพอใจมากกับจัดการเรียนรู้และการได้ศึกษาเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยการจัดกิจกรรมการอ่านด้วยเทคนิค DR-TA ทั้งนี้นักเรียนมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีขึ้นและที่สําคัญ นักเรียนสามารถนําความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจําวันได้


44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่3ผู้วิจัยดําเนินการสรุปผลการดําเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1. ความมุ่งหมายของการวิจัย 2. สรุปผล 3. อภิปรายผล 4. ข้อเสนอแนะ ความมุ่งหมายของการวิจัย 1.เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการ จัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจ โดยการจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่3 สรุปผล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย ดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการจัดกิจกรรมการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีประสิทธิภาพ 79.14/78.18 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการจัดกิจกรรมการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.31, S.D. = 0.07) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านครูผู้สอนอยู่ในระดับ พึงพอใจมาก (x̅= 4.41, S.D. = 0.47) ด้านเนื้อหา นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดลําดับเนื้อหาความยากง่ายและความเหมาะสมกับระดับของ นักเรียนอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.27,S.D. = 0.57) เมื่อกล่าวถึงด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.19,S.D. = 0.57) ด้านสุดท้ายคือด้านการวัดและประเมินผล นักเรียนมีความพึงพอใจในการประเมินของครูผู้สอนอยู่ในระดับพึงพอใจมาก (x̅= 4.39,S.D. = 0.51)


45 อภิปรายผล จากตอนที่ 1 พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการจัดกิจกรรมการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่3 มีประสิทธิภาพ 79.14/78.18 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนดไว้ 75/75 หมายความว่า นักเรียนทั้งหมดได้คะแนนเฉลี่ยจากการประเมินผลการจัด กิจกรรม ใบงาน และแบบทดสอบย่อยท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 6 แผน คิดเป็นร้อยละ 79.14 และ คะแนนเฉลี่ยจากการทําแบบทดสอบวัดความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียน คิดเป็นร้อย ละ78.18 แสดงว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยการจัดกิจกรรมการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจด้วยเทคนิค DR-TA ที่ผู้วิจัยได้ทําการพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กําหนดไว้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของธิดา ทิพย์สุข (2552) ศึกษาเรื่องการพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านการอ่าน และการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค DR-TA ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค DR-TA ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .01 โดยมีค่าเฉลี่ยผลการเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการ จัดการเรียนรู้ ทั้งนี้ยังพบว่าสอดคล้องกับ วณัฐฐา หงส์อินทร์ (2557) ศึกษาเรื่องศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลทางการ เรียนภาษาอังกฤษและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ระหว่างการจัดกิจการเรียนรู้ด้วยด้วย เทคนิค DR-TA และแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 77.20/75.98 และแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา มีประสิทธิภาพเท่ากับ77.08/74.89 ซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยด้วยเทคนิค DR-TA มีค่า เท่ากับ 0.5953 หรือมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 59.53 และแผนการจัดกิจกรรมแบบมุ่ง ประสบการณ์ภาษามีค่าเท่ากับ 0.5336 หรือมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 53.36 3) ดัชนี ประสิทธิผลทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษและทักษะทางการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ที่เรียน ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบด้วยเทคนิค DR-TA สูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับ ณัฐธิดา กลางประชา ที่ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เทคนิคการสอนอ่านแบบ DR-TA ผล การศึกษา พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจเฉลี่ยร้อยละ 78 และจำนวน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์มีจำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 87.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่ตั้งไว้จากการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค DR-TA จะเห็นได้ว่าเป็นเทคนิคที่ช่วยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น โดยปกติแล้ว เวลาที่นักเรียนอ่านบทความที่เป็นภาษาอังกฤษนักเรียนจะมุ่ง อ่านอย่างเดียวโดยไม่ได้มีการตั้งคำถามกับเรื่องที่อ่านว่าใจความของเรื่องคืออะไร มีใคร ทาอะไร ที่ไหน และ อย่างไร การใช้เทคนิคนี้ ที่ใช้การตั้งคำถามก่อนการอ่านจะทำให้นักเรียนได้อยู่กับบทความตลอดเวลา และนักเรียน ที่เป็นผู้อ่านจะมุ่งอ่านบทความเพื่อตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ก่อนอ่าน จะเห็นว่า เทคนิคนี้จะช่วยให้นักเรียนมีเป้าหมาย ในการอ่านบทความและนักเรียนยังได้ฝึกความคิดและพูดแสดงความคิดเห็นจากเนื้อเรื่องที่กาลังอ่านจะทำให้จับ ใจความและเข้าใจในเรื่องที่อ่านได้มากขึ้น โดยครูอาจจะเขียนคาตอบของแต่ละกลุ่มไว้บนกระดานหรือประยุกต์ใช้


Click to View FlipBook Version