รายงานวจิ ัยในชัน้ เรยี น
เรื่อง
การพฒั นาแบบฝ>กการอา& นโนตA สากล รายวชิ าดนตรี
รหัสวิชา ศ30231 ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปทP ่ี 4
ตำแหนง& ครนู วาทิยยอฐนาชุนะา ครภชู วูำนิเศาญษการพเิ ศษ
โรงเรียนศรีสงครามวทิ ยา อำเภอวงั สะพุง จงั หวดั เลย
สำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เลย หนองบวั ลำภู
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ชอื่ เรอื่ ง การพัฒนาแบบฝึกการอา่ นโนต้ สากล รายวชิ า
ดนตรี รหสั วชิ า ศ 30231
ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
ผวู้ จิ ยั นายอนุชา ภวู เิ ศษ ตำแหน่งครู วทิ ยฐานะ ครู
ชำนาญการพเิ ศษ
หนว่ ยงาน โรงเรยี นศรสี งครามวทิ ยา อำเภอวงั สะพงุ
จังหวดั เลย
สำนักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เลย
หนองบวั ลำภู
ปี ทว่ี จิ ยั 2565
บทคดั ยอ่
การวจิ ัยครัง้ นมี้ วี ตั ถปุ ระสงค์ ดงั น้ี 1) เพอื่ สรา้ งและหา
ประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกการอา่ นโนต้ สากล รายวชิ าดนตรี รหสั
วชิ า ศ 30231 ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ใหม้ ี
ประสทิ ธภิ าพตามเกณฑค์ วามสมั พันธด์ า้ นกระบวนการและผลลพั ธ์
80/80 2) เพอ่ื เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นกอ่ นเรยี น
กบั หลงั เรยี นของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ทเี่ รยี นโดยใชแ้ บบ
ฝึกการอา่ นโนต้ สากล รายวชิ าดนตรี รหสั วชิ า ศ 30231 3) เพอื่
ศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ทม่ี ตี อ่ การ
จัดการเรยี นรโู ้ ดยใชแ้ บบฝึกการอา่ นโนต้ สากล รายวชิ าดนตรี รหสั
วชิ า ศ 30231 ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ี
ใชใ้ นการวจิ ัยครงั้ นน้ี ักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/11(แผนดนตร)ี
ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรยี นศรสี งครามวทิ ยา อำเภอวงั สะพงุ
จังหวดั เลย สำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา ลย. นภ.
จำนวน 1 หอ้ งเรยี น จำนวน 4 คน ทไี่ ดโ้ ดยการเลอื กแบบเจาะจง
(Purposive Select Sampling) จากนักเรยี นแผนการเรยี น
ดนตรี ในรายวชิ าปฏบิ ตั ดิ นตรี รหสั วชิ า ศ เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการ
วจิ ัยมี 3 ประเภท คอื 1) แบบฝึกการอา่ นโนต้ สากล 2) แผนการ
จัดการเรยี นรู ้ 3) แบบทดสอบ ซง่ึ มี 2 ประเภท คอื แบบทดสอบ
ยอ่ ย ทใ่ี ชท้ ดสอบระหวา่ งเรยี น และแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี น การอา่ นโนต้ สากล 4) แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
ของนักเรยี นทมี่ ตี อ่ การจัดการเรยี นรโู ้ ดยใชแ้ บบฝึกการอา่ นโนต้
สากล การวจิ ัยครงั้ นี้ใช ้ รปู แบบการทดลอง One - Group
Pretest - Posttest Design โดยผวู ้ จิ ยั ไดท้ ำการทดสอบกอ่ น
เรยี น และดำเนนิ การทดลองสอน แลว้ จงึ ทดสอบหลงั เรยี น นำ
ขอ้ มลู มาวเิ คราะหโ์ ดยใชค้ า่ เฉลย่ี เลขคณติ และสว่ นเบย่ี งเบน
มาตรฐาน และใหน้ ักเรยี นตอบแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ แลว้ นำ
ขอ้ มลู มาวเิ คราะหโ์ ดยใช ้ คา่ เฉลย่ี เลขคณติ และสว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน
ผลการวจิ ัยพบวา่
1. แบบฝึกการอา่ นโนต้ สากล มปี ระสทิ ธภิ าพตาม
เกณฑค์ วามสมั พันธด์ า้ นกระบวนการและผลลพั ธ์ เทา่ กบั
91.31/91.19 ซงึ่ สงู กวา่ เกณฑท์ ตี่ งั้ ไว ้
2. นักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ทเ่ี รยี นโดยใชแ้ บบ
ฝึกการอา่ นโนต้ สากล รายวชิ าดนตรี รหสั วชิ า ศ มผี ลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี น เรอื่ ง การอา่ นโนต้ สากล หลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น
อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01 (คะแนนเฉลย่ี กอ่ นเรยี น
เทา่ กบั 11.39 คะแนนเฉลยี่ หลงั เรยี น เทา่ กบั 27.36)
3. นักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ทไี่ ดร้ ับการจัดการ
เรยี นรโู ้ ดยใชแ้ บบฝึกการอา่ นโนต้ สากล มคี วามพงึ พอใจในภาพ
รวมอยใู่ นระดบั มาก ( = 4.39, S.D. = 0.52 )
1
บทท่ี 1
บทนำ
1. 1 ความเป0นมาและความสำคัญของปญ: หา
ความเจริญกา- วหน-าและการเปล่ยี นแปลงอยา9 งรวดเร็วของโลก ไมว9 9าจะเป?นดา- นเทคโนโลยี
สารสนเทศ เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรมความเป?นอยู9และการดำรงชีวิต การเรียนร-ทู จ่ี ะปรบั ตวั
และพฒั นาตนเองใหท- ันต9อยคุ สมัยทีเ่ ปล่ียนไป เพอ่ื จะอย9ไู ดอ- ยา9 งมีความสุข ตลอดจนทำตนให-เป?นผูท- ี่
มศี ักยภาพ เป?นกำลงั สำคัญในการพฒั นาประเทศใหม- ีศกั ยภาพเทยี บทันนานาประเทศ เปน? สง่ิ ทที่ ุกคน
ต-องตระหนัก เพราะการท่จี ะพฒั นาประเทศชาติให-เจริญก-าวหน-าได- ตอ- งเร่มิ จากการพฒั นาคนใน
ประเทศ ให-มคี วามสมบูรณพT ร-อมในทกุ ๆ ด-าน โดยเฉพาะดา- นการศกึ ษา เพราะถือว9าการศกึ ษาเป?น
เครื่องมอื สำคัญ สำหรบั พัฒนาคนในประเทศให-มคี ณุ ภาพ เป?นกำลงั สำคญั ของชาติ การจดั การศกึ ษา
ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ จะชว9 ยใหก- ารพัฒนาศักยภาพและคณุ ภาพของคนในประเทศเป?นไปด-วยความย่งั ยืน
อันจะเปน? รากฐาน ทนี่ ำไปสู9การเปลยี่ นแปลง ปรับปรงุ และพฒั นาในดา- นอืน่ ๆ ตามมา การจัดการ
ศกึ ษาจึงตอ- งมีการจัดกระบวนการเรียนร-ทู ี่เหมาะสม เพือ่ ใหท- นั ตอ9 การพฒั นาของสงั คมโลกท่เี ปล่ียนไป
โดยการเรยี นการสอนเนน- ท่ยี ึดผ-เู รียนเป?นสำคญั เปดY โอกาสใหผ- -ูเรยี นได-เลือกเรียนวชิ าตามความชอบ
และความถนัดมากขึน้ ใหผ- -เู รยี นไดร- -จู กั คิดเป?นทำเปน? แกป- [ญหาเป?น มคี ุณธรรม จรยิ ธรรมและค9านิยมที่
พึงประสงคT ดำรงตนอยใ9ู นสงั คมไดอ- ย9างมีความสุขและเปน? ประโยชนตT 9อประเทศชาติ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได-กำหนดวิสัยทัศนT จุดหมาย
สมรรถนะสำคัญของผู-เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงคT มาตรฐานการเรียนร-ูและตัวช้ีวัดที่ชัดเจน
เพ่ือใช-เป?นทิศทางในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนในแต9ละระดับ โดยได-กำหนดวิสัยทัศนT ไว-ว9า
ม9ุงพัฒนาผู-เรียนทุกคน ซึ่งเป?นกำลังของชาติให-เป?นมนุษยTท่ีมีความสมดุลท้ังด-านร9างกาย ความร-ู
คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป?นพลเมืองไทยและเป?นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยTทรงเป?นประมุข มีความรู-และทักษะพื้นฐาน รวมท้ัง เจตคติ ท่ีจำเป?น
ต9อการศึกษาต9อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต มุ9งเน-นผ-ูเรียนเป?นสำคัญบนพ้ืนฐาน
ความเช่ือว9า ทุกคนสามารถเรียนร-ูและพัฒนาตนเองได-เต็มตามศักยภาพ ซึ่งจะช9วยให-ผ-ูเรียนเกิด
คุณลักษณะอันพึงประสงคTและสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ได-แก9 1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก-ป[ญหา 4) ความสามารถในการใช-ทักษะชีวิต
และ 5) ความสามารถในการใช-เทคโนโลยี (กรมวิชาการ, 2551 : 4-7) ซึ่งครูเป?นบุคคลสำคัญท่ีจะนำ
หลักสูตรไปใช-ในห-องเรียนได-อย9างมีประสิทธิภาพ ครูจึงควรศึกษาค-นคว-า ทฤษฎีการเรียนร-ู
กลวิธีการใช-เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา ร-ูจักใช-เทคนิควิธีการสอนใหม9 ๆ ให-หลากหลาย
วิธีการ การจัดการเรียนรู-ของครูจึงต-องมีการพัฒนาวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู-จากแบบเดิมจากที่เน-น
2
ให-นักเรียนท9องจำเน้ือหาวิชาเพียงอย9างเดียวและนักเรียนจะเรียนในห-องเรียนเท9าน้ันมาเป?นการจัด
กิจกรรมการเรียนร-ูโดยคำนึงถึงจิตวิทยาของการเรียนรู-และความแตกต9างระหว9างบุคคล เพื่อให-ผู-เรียน
ได-เรียนร-ูอย9างเต็มศักยภาพ ซึ่งควรเป?นวิธีที่เปYดโอกาสให-ผ-ูเรียนได-เรียนร-ูด-วยตนเอง ครูควรเปล่ียน
บทบาทจากผ-ูบรรยายเพียงอย9างเดียว มาเป?นผู-จัดประสบการณTการเรียนรู-ให-ผู-เรียนได-มีส9วนร9วมอย9าง
แท-จริง ให-ผู-เรียนเรียนร-ูอย9างมีความสุข และการท่ีผู-เรียนจะเกิดการเรียนรู-อย9างมีคุณภาพ จะต-องมี
ความสมดุลระหวา9 งด-านความรู- ทักษะ/กระบวนการควบคู9ไปกับคุณธรรม จรยิ ธรรมและค9านิยม
อนั เป?นคุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงคTมีความเจรญิ งอกงามทัง้ รา9 งกาย สติป[ญญา อารมณT ตลอดจน
มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นเป?นไปตามเกณฑTที่ตัง้ ไว-
กล9ุมสาระการเรียนร-ูศิลปะ เป?นกลุ9มสาระหน่ึงในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน
พุทธศักราช 2551 ที่มุ9งพัฒนาให-ผ-ูเรียนใหผ- -เู รยี นมีความคดิ รเิ ริ่มสร-างสรรคT มีจนิ ตนาการทางศิลปะ
ชน่ื ชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค9า ซึง่ มีผลต9อคณุ ภาพชีวิตมนษุ ยT กิจกรรมทางศลิ ปะ
ช9วยพฒั นาผเ-ู รยี นทั้งดา- นร9างกาย จิตใจ สติปญ[ ญา อารมณT สังคม ตลอดจนการนำไปส9ูการพฒั นา
สง่ิ แวดล-อม สง9 เสรมิ ใหผ- เ-ู รยี นมคี วามเช่อื มั่นในตนเอง อนั เป?นพนื้ ฐานในการศึกษาต9อหรอื ประกอบ
อาชพี ได- (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551: 182) นอกจากนี้ยังพฒั นาให-ผ-ูเรยี นเกดิ ความรคู- วามเข-าใจ
การคดิ ทเี่ ป?นเหตุเปน? ผลถงึ วธิ กี ารทางศิลปะ ความเป?นมาของรปู แบบ ภมู ปิ ญ[ ญาทอ- งถิ่นและรากฐาน
วัฒนธรรมคน- หาว9าผลงานศลิ ปะสอ่ื ความหมายกับตนเองค-นหาศักยภาพ ความสนใจส9วนตวั
เหน็ คุณค9าและเกิดความซาบซ้ึงในคณุ คา9 ของศลิ ปะและสงิ่ รอบตัว พัฒนาจติ ใจสมาธิ รสนิยมส9วนตัว
มที ักษะกระบวนการ วิธกี ารแสดงออก การคิดสรา- งสรรคT ส9งเสรมิ ให-ผู-เรียนตระหนกั ถึงบทบาทของ
ศลิ ปกรรมในสังคม ส9งเสริมให-มนษุ ยTเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ดี ขี ้ึน ชว9 ยใหม- ีจิตใจงดงาม มีสมาธิมี
สขุ ภาพกายสุขภาพจติ มคี วามสมดุลอนั เปน? รากฐานของการพัฒนาชีวิตทส่ี มบูรณเT ปน? การยกระดับ
คุณภาพของชวี ิตมนุษยชT าติโดยสว9 นตน และส9งผลต9อระดับคุณภาพชวี ิตของสังคมโดยส9วนรวม
เพอ่ื สามารถพัฒนานักเรียนให-บรรลุผลข-างต-น กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดสาระทเ่ี ปน? องคT
ความรู-ของกล9ุมสาระการเรียนรู-ศลิ ปะ ประกอบด-วย 3 สาระยอ9 ย คอื สาระทัศนศิลปm สาระดนตรี
และสาระนาฏศิลปm
สาระดนตรีเป?นหน่ึงในกลุ9มสาระการเรียนร-ูศลิ ปะ จัดเปน? วิชาของกลมุ9 ทักษะปฏิบัตอิ ันเปน?
เครอ่ื งมอื ของการเรยี นรู- ทจ่ี ะต-องเรยี นทกุ ช้ัน ซ่ึงสงิ่ ท่จี ำเป?นในการเรียนดนตรี คือ กจิ กรรมการฝกp
ปฏิบตั แิ ละการเลน9 ดนตรี เมอื่ เดก็ ได-ฝpกและเล9นดนตรีแล-ว จะทำใหม- ีความสขุ ความรนื่ รมยTและความ
เบกิ บานใจ สง9 ผลใหเ- กดิ ความคิดสร-างสรรคแT ละมสี ตปิ [ญญาทดี่ ี ดนตรีทจ่ี ะให-ผเู- รยี นได-ฝpกปฏิบตั ิโดย
ต-องคำนงึ ถงึ ความเหมาะสมดา- นความสะดวกในการเคล่ือนยา- ย ราคาของเครื่องดนตรีและเปน? เครื่อง
ดนตรที ีฝ่ pกหดั ได-งา9 ยไม9มีกลไกซบั ซอ- นในการฝกp
จากการจัดกิจกรรมการเรียนร-ูในรายวิชาดนตรี รหัสวิชา ศ30231 ช้ันมัธยมศึกษาปrท่ี 4 ของ
โรงเรียนศรีสงครามวิทยา พบว9า ผ-ูเรียนมีทักษะการอ9านโน-ตสากล อยู9ในระดับที่ยังต-องได-รับการ
3
พัฒนา โดยพบว9าผ-ูเรียนมีป[ญหาขาดความรู- ความเข-าใจที่ถูกต-องทางด-านดนตรีสากล เป?นผลให-
ผู-เรียนไม9สนใจท่ีจะศึกษาและฝpกปฏิบัติอย9างจริงจัง ด-วยเหตุน้ีจึงทำให-ผู-เรียนไม9สนใจ เบ่ือหน9าย ขาด
เจตคติที่ดตี 9อการเรียน และทำให-มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยเก่ียวกับการจัดกิจกรรมการเรียนร-ู พบว9าการใช-แบบฝpก
ทักษะในการจัดการเรียนร-ู เป?นวิธีหนึ่งในการจัดกิจกรรมให-ผ-ูเรียนได-มีส9วนร9วมในการคิดและนำไป
ปฏิบัติแต9ละขั้น เป?นการจัดโอกาสให-นักเรียนได-ประสบผลสำเร็จในการเรียน การเรียนที่จัดกิจกรรม
ให-นกั เรียนได-ปฏิบัตดิ ว- ยตนเองมีเสรีภาพในการปฏิบัติ จะทำให-นักเรียนเกดิ การเรยี นรู-ได-ดแี ละเกดิ
ทักษะในการปฏิบัติกิจกรรมน้ัน ๆ และจากหลักจิตวิทยาการเรียนการสอนของเพียเจทT (อ-างใน ทิศนา
แขมมณี, 2547 : 66-68) โดยจัดสภาพแวดล-อมให-ผู-เรียนมีอิสระได-เล9นอุปกรณTหรือส่ือการเรียนรู-ท่ีครู
นำมาสอนเพ่ือสร-างความร-ูสึกท่ีดีให-แก9ผู-เรียนและครูได-ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนไปตาม
กิจกรรมที่เตรียมไว- นักเรียนได-ปฏิบัติตามกิจกรรม เช9น กิจกรรมที่เปYดโอกาสให-นักเรียนได-ลงมือ
ปฏิบัติจริงนักเรียนสามารถสร-างป[ญหาหรือข-ออยากร-ูเพิ่มเติมข้ึนเองจากส่ือหรืออุปกรณTต9าง ๆ โดยที่
นักเรียนจะเกิดป[ญหาจากการที่นักเรียนได-ศึกษาหรือมีปฏิสัมพันธTหรือจากการถามของครูแล-ว
สามารถใช-ความคิดหรือประสบการณTเดิมมาตอบหรือแก-ป[ญหาได- นักเรียนได-แสดงความคิดเห็นอย9าง
อิสระ การร9วมอภิปราย การระดมสมอง ฯลฯ และการช9วยเหลือเพ่ือนสมาชิกในกลุ9ม ให-ผ-ูเรียนทุกคน
ปฏิบัติตามบทบาทของตนเอง ทำให-ผ-ูเรียนได-เรียนร-ูอย9างต9อเนื่องไม9เบื่อหน9าย มีความสนใจต9อการ
เรียน สื่อการเรียนร-ูหน่ึงที่มีรูปแบบกิจกรรม และจุดมุ9งหมายเพื่อฝpกให-นักเรียนมีความร-ูความเข-าใจ
บทเรียน สามารถฝpกทักษะต9าง ๆ เพื่อให-เกิดความชำนาญและคงทน เพราะโดยปกติการอ9าน ฟ[ง
มองดู หรือทำเพียงครั้งเดียวย9อมยากแก9การจดจำได-ท้ังหมด พร-อมท้ังช9วยให-ผู-เรียนได-เรียนตาม
ความสามารถของตนเอง เห็นความก-าวหน-าของตนเอง อีกทั้งเป?นอุปกรณTการสอนท่ีช9วยลดภาระของ
ครู ทำให-ครูมองเห็นป[ญหาต9าง ๆ ของนักเรียนได-ชัดเจนขึ้น และยังเป?นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลัง
เรียนจบบทเรียนได-อีก สอดคล-องกับงานวิจัยของ จิตรา ไทยเครือวัลยT (2549 : บทคัดย9อ) ได-ศึกษา
ผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนดนตรีไทย โดยใช-ชุดฝpกทักษะวงเคร่ืองสายไทย กลุ9มสาระการ
เรียนร-ูศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปrที่ 5 โรงเรียนโพนทันเจริญวิทยT สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร
เขต 1 ปrการศึกษา 2548 ผลการศึกษาพบว9า นักเรียนมีความรู-เพิ่มขึ้นร-อยละ 75.83 และนักเรียนมี
ความสนใจเรียนดี มีความรับผิดชอบในหน-าท่ีท่ีได-รับมอบหมาย สุรชาติ ชัยป[ญญา (2550 :
บทคัดย9อ) ได-ศึกษาผลการเรียนบทเรียนเครือข9ายและการฝpกทักษะสาระการเรียนรู-ศิลปะ (สาระ
ดนตรี) เร่ือง ขลุ9ย ช้ันมัธยมศึกษาปrที่ 2 โรงเรียนคูคำพิทยาสรรพTโพนทันเจริญวิทยT สำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษาขอนแก9น เขต 4 ปrการศึกษา 2549 ผลการศึกษาพบว9า นักเรียนมีความร-ูเพิ่มข้ึนร-อย
ละ 71.00 นักเรียนมีความพึงพอใจต9อบทเรียนอย9ูในระดับ มากท่ีสุด สวัสดิ์ คะรุรัมยT (2551 :
บทคัดย9อ) ได-ศึกษาการพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนรู-โดยใช-แบบฝpกทักษะการบรรเลงเคร่ืองดนตรี
วิชาศิลปะพื้นฐาน (ดนตรี) ศ31101 ช้ันมัธยมศึกษาปrที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปrการศึกษา 2550 โรงเรียน
4
ภัทรบพิตร จังหวัดบุรีรัมยT ผลการศึกษาพบว9า นักเรียนมีความก-าวหน-าในการเรียนร-อยละ 80.319
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปrท่ี 1 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู- กลุ9มสาระการเรียนร-ูศิลปะ
(ดนตรี) โดยใช-แบบฝpกทักษะการบรรเลงเคร่ืองดนตรี มีทักษะการบรรเลงเครื่องดนตรีหลังเรียน
เพิ่มข้ึนจากก9อนเรียนอย9างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมและ
เป?นรายดา- นอย9ใู นระดับมาก
จากเหตุผลและหลักการดงั กลา9 ว ผว-ู จิ ัยจงึ มคี วามตระหนักและต้งั ใจทีจ่ ะพัฒนาการจัด
กิจกรรมการเรียนรกู- ล9ุมสาระการเรียนร-ูศิลปะ สาระดนตรี รายวชิ าปฏบิ ัติดนตรสี ากล รหัสวชิ า
ศ23205 ช้ันมัธยมศึกษาปrท่ี 3 ให-มีประสิทธิภาพ โดยสร-าง แบบฝกp ทักษะปฏบิ ัตกิ ตี ารTเบ้ืองตน-
ขนึ้ เพื่อประกอบการจัดกจิ กรรมการเรียนร-ู ทั้งน้ีเพราะกีตารTเป?นเคร่ืองดนตรีสากลที่นักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปทr ่ี 3 หรือวยั รน9ุ สว9 นใหญใ9 ห-ความสนใจและนิยมมากที่สดุ เป?นเคร่อื งดนตรีที่ราคาไม9แพง
มาก หาซ้อื และเกบ็ รกั ษาง9าย มีวิธีการเล9นไม9ซับซ-อนมาก สามารถฝpกฝนได-ด-วยตนเอง อีกท้ังยัง
นำไปประกอบอาชีพได-ด-วย การไดล- งมือปฏบิ ตั เิ องและมีแบบฝpกทักษะเป?นส่อื หรืออปุ กรณใT นการ
เรยี นรจ-ู ะช9วยให-ผูเ- รยี นสามารถเรียนรไ-ู ด-อยา9 งมีประสทิ ธภิ าพ สามารถเรียนรู-ได-ด-วยตนเอง โดยอาศัย
คำแนะนำทีบ่ อกไวใ- นแบบฝpกน้นั เปน? การสอนทีเ่ ปYดโอกาสให-ผู-เรียนไดใ- ชค- วามสามารถตามความ
ต-องการ และชว9 ยให-ผู-เรียนประสบความสำเรจ็ ในการเรยี นตามศักยภาพของตนเอง อนั จะนำพา
นกั เรียนไปส9คู วามสำเร็จในการปฏบิ ตั ดิ นตรีในรปู การบรรเลงเด่ยี วและบรรเลงกลุ9มตรงตาม
จดุ มง9ุ หมายของหลักสูตร ท้ังยังส9งผลให-นกั เรียนมเี จตคตทิ ่ดี ี มคี วามสขุ ในการเรยี นวชิ าดนตรี แบบฝกp
ทักษะปฏบิ ัติกีตารเT บอื้ งต-น จงึ เปน? นวตั กรรมที่มคี วามเหมาะสมในการนำมาพัฒนาการเรียนรายวิชา
ปฏิบตั ดิ นตรีสากลของผ-ูเรยี นให-มผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นที่ดยี ่งิ ขึ้น
1.2 วัตถุประสงคAของการวิจยั
1.2.1 เพอื่ สรา- งและหาประสิทธิภาพของแบบฝpกการอ9านโนต- สากล รายวิชาดนตรี รหัสวชิ า
ศ30231 ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปทr ่ี 4 ให-มีประสิทธภิ าพตามเกณฑTความสัมพนั ธTด-าน
กระบวนการและผลลพั ธT 80/80
1.2.2 เพื่อเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนกอ9 นเรียนกับหลงั เรียนของนกั เรียนชน้ั
มัธยมศกึ ษาปทr ี่ 4 ทเ่ี รียนโดยใช-แบบฝpกการอา9 นโน-ตสากล รายวชิ าดนตรี รหสั วชิ า ศ30231
1.2.3 เพ่ือศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปทr ่ี 4 ที่มตี อ9 การจัดการเรยี นร-ู
โดยใช-แบบฝกp การอ9านโนต- สากล รายวิชาดนตรี รหัสวชิ า ศ30231 ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปrที่ 4
1.3 สมมติฐานของการวจิ ัย
5
1.3.1 แบบฝpกการอ9านโน-ตสากล รายวิชาดนตรี รหัสวิชา ศ30231 ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปrที่ 4/11(แผนการเรียนดนตรี) มีประสิทธิภาพตามเกณฑTความสัมพันธTด-านกระบวนการ
และผลลพั ธT 80/80
1.3.1 นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปทr ่ี 4 ที่เรียนโดยใช-แบบฝกp การอา9 นโน-ตสากล รายวชิ าดนตรี
รหสั วชิ า ศ30231 มีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน เร่อื ง การอา9 นโนต- สากล หลงั เรียนสูงกว9าก9อนเรียน
1.3.2 นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปrที่ 4 ทไี่ ดร- บั การจดั การเรียนรู-โดยใช-แบบฝpกการอา9 นโน-ต
สากล มีความพึงพอใจในภาพรวมอย9ใู นระดบั มาก
1.4 ขอบเขตของการวจิ ยั
ในการวจิ ยั เร่ือง การพฒั นาแบบฝpกการอ9านโนต- สากล รายวิชาดนตรี รหสั วชิ า ศ30231
ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปทr ี่ 4 ผู-วจิ ยั กำหนดขอบเขตการวจิ ัย ไวด- ังนี้
1.4.1 ประชากรและกลมJุ ตวั อยJาง
ประชากร ทีใ่ ชใ- นการวิจยั ครั้งนี้ คอื นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปทr ่ี 4 ภาคเรยี นที่ 1
ปrการศึกษา 2565 โรงเรียนศรสี งครามวิทยา อำเภอวงั สะพุง จังหวัดเลย สงั กัดสำนกั งานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศกึ ษา เลย หนองบวั ลำภู จำนวน 1 หอ- ง จำนวน 4 คน
กลมุJ ตัวอยาJ ง ทใ่ี ช-ในการวจิ ัยครั้งน้ี คอื นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปrท่ี 4/11 (แผนการเรยี น
ดนตร)ี ภาคเรยี นท่ี 1 ปกr ารศึกษา 2565 โรงเรียนศรีสงครามวิทยา อำเภอวังสะพุง จังหวดั เลย สงั กัด
สำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เลย หนองบวั ลำภู จำนวน 1 หอ- ง จำนวน 4 คน โดยกลุม9
ตวั อย9างไดม- าจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Select Sampling) จากนักเรียนแผนดนตรีท่ี
เรยี นรายวชิ าดนตรี รหสั วิชา ศ30231 ภาคเรียนท่ี 1 ปกr ารศกึ ษา 2565
1.4.2 ตัวแปร
ตัวแปรทีศ่ ึกษาในการวิจยั คร้ังนี้ มดี ังน้ี
1.4.2.1 ตัวแปรอิสระ ไดแ- ก9 การจัดการเรียนร-ูโดยใช-แบบฝกp การอ9านโนต- สากล
รายวชิ าดนตรี รหสั วิชา ศ30231 ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปทr ี่ 4
1.4.2.2 ตัวแปรตาม ได-แก9
1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรอ่ื ง การอ9านโนต- สากล รายวชิ าดนตรี รหสั วชิ า
ศ30231 ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปทr ่ี 4
2) ความพึงพอใจของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปrที่ 4 ทมี่ ีตอ9 การจดั กิจกรรม
การเรยี นรโู- ดยใช- แบบฝกp การอา9 นโน-ตสากล รายวชิ าดนตรี รหัสวชิ า ศ30231 ของนักเรียนชนั้
มัธยมศึกษาปrที่ 4
1.4.3 เนื้อหา
6
เนอื้ หาที่ใช-ในการวิจยั ครัง้ นี้ เปน? เนอื้ หาเกีย่ วกบั การอ9านโนต- สากล ซงึ่ เปน? เนอื้ หาที่
สอดคลอ- งกับสาระการเรยี นร-ู เรอื่ ง การอ9านโน-ตสากล และ สอดคล-องกับหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
1.4.4 ระยะเวลา
ระยะเวลาในการวจิ ัยคร้งั น้ีใชเ- วลาดำเนินการเกบ็ รวบรวมข-อมูลในภาคเรียนท่ี 1
ปrการศึกษา 2565 จำนวน 8 ช่วั โมง 3 แผนการจัดการเรยี นรู- แบ9งเปน? ดังน้ี
1.4.4.1 แผนท่ี 1 ปฐมนิเทศและทดสอบก9อนเรยี น (Pre-test) 1 ชวั่ โมง
1.4.4.2 แผนที่ 2 ดำเนินการสอนจำนวน 6 ชวั่ โมง
1.4.4.3 แผนที่ 3 ทดสอบหลงั เรียน (Post-test) และประเมินความพงึ พอใจ
1 ช่ัวโมง
1.5 นิยามศัพทAเฉพาะ
เพอื่ ให-เกดิ ความเขา- ใจตรงกนั ในการวิจยั ครั้งนี้ ผวู- จิ ัยจงึ ใหน- ิยามศพั ทTเฉพาะ ดังตอ9 ไปนี้
1.5.1 แบบฝกR การอJานโนTตสากล หมายถึง สื่อการเรียนรู- สำหรบั ให-นักเรยี นได-ปฏิบตั ิใน
ระหว9างเรยี นเพอ่ื ใหเ- กิดความเขา- ใจ เกดิ ทกั ษะและมีความชำนาญเพ่มิ มากข้ึนในการอ9านโนต- สากล
รายวชิ าปฏิบัตดิ นตรี รหัสวชิ า ศ30231 มีจำนวน 1 เล9ม
สว9 นท่ี 1 คำชี้แจงในการใชแ- บบฝกp การอา9 นโนต- สากล
ส9วนที่ 2 ผลการเรียนรู- จุดประสงคTการเรียนรู-
สว9 นท่ี 3 เกณฑTการวัดผลประเมินผล
สว9 นที่ 4 แบบทดสอบกอ9 นเรยี น
ส9วนท่ี 5 ใบความร-ู
ส9วนที่ 6 แบบฝpกหดั
สว9 นที่ 7 แบบทดสอบหลังเรยี น
สว9 นที่ 8 บรรณานุกรม
สว9 นที่ 9 ภาคผนวก
1.5.2 ประสิทธภิ าพตามเกณฑAความสัมพันธAดาT นกระบวนการและผลลพั ธA 80/80 หมายถงึ
ค9าทแ่ี สดงคณุ ภาพของแบบฝกp การอ9านโนต- สากล รายวิชาดนตรี รหัสวิชา ศ30231 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปr
ท่ี 4 เมือ่ นำไปใช-สอนแลว- ทำใหน- ักเรยี นบรรลจุ ุดประสงคกT ารเรยี นรท-ู ่กี ำหนดไวต- ามเกณฑT 80/80 โดย
มีความหมาย ดงั นี้
80 ตวั แรก (E1) หมายถึง คา9 ประสทิ ธภิ าพดา- นกระบวนการเรยี นการสอนหรอื ฝกp
ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ซ่งึ ไดม- าจากร-อยละของคะแนนเฉล่ยี ทไ่ี ดจ- ากคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน รวมกัน
เทียบกบั คะแนนเต็มท้งั หมด คิดเปน? รอ- ยละ 80
7
80 ตัวหลัง (E2) หมายถึง คา9 ประสทิ ธภิ าพด-านผลลพั ธT เมื่อผ-ูเรยี นได-เรยี นจบหมดทุก
กระบวนการแลว- ซงึ่ ไดม- าจากร-อยละของคะแนนเฉลีย่ ทีไ่ ด-จากการทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น หลงั เรยี นเทยี บกบั คะแนนเต็ม คดิ เป?นร-อยละ 80
1.5.3 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถงึ ความรู- ความสามารถ ทางดนตรีของนักเรยี นท่ี
เกิดจากการจัดการเรยี นรโู- ดยใชแ- บบฝpกการอ9านโน-ตสากล รายวิชาดนตรี รหสั วิชา ศ30231 ชั้น
มัธยมศกึ ษาปทr ี่ 4 ซึง่ อย9ูในรูปของคะแนนท่ไี ดจ- ากการทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
เรื่อง การอ9านโนต- สากล ทผี่ ู-วิจยั สร-างข้ึน
1.5.4 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน หมายถงึ ข-อสอบทีใ่ ช-วดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการ
เรียน เรอ่ื ง การอา9 นโนต- สากล รายวิชาดนตรี รหัสวชิ า ศ30231 ชั้นมัธยมศกึ ษาปrท่ี 4 ทผี่ ู-วจิ ยั สร-าง
ขน้ึ เพ่ือวัดพฤติกรรมการเรียนรู- ได-แก9 ความรู--ความจำ ความเข-าใจ การนำไปใช- ทกั ษะกระบวนการ
มลี ักษณะเป?นข-อสอบแบบปรนยั ชนิด 4 ตวั เลือก จำนวน 30 ขอ- 30 คะแนน
1.5.5 ความพงึ พอใจ หมายถึง ความคิดเหน็ ของนักเรยี นท่มี ตี อ9 การจัดกจิ กรรมการเรยี นร-ู
โดยใช-แบบฝกp การอ9านโนต- สากล วัดด-วยแบบประเมนิ ความพงึ พอใจท่ีผว-ู ิจยั สรา- งข้ึน ซง่ึ มลี ักษณะเปน?
แบบสอบถามความคิดเหน็ แบบมาตราส9วนประมาณคา9 (Rating Scale) ตามแบบของลิเคอรTท
(Likert) แบ9งออกเปน? 5 ระดับ คอื มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น-อย และน-อยท่สี ุด จำนวน 18 ข-อ
คำถามแบ9งเปน? 4 ดา- น ได-แก9 ด-านเนือ้ หาของแบบฝpก ด-านรปู เลม9 ดา- นการจัดการเรยี นร-ู และดา- น
การวดั ผลประเมนิ ผล
1.6 ประโยชนทA คี่ าดวJาจะไดTรับ
ในการวิจยั คร้ังนีผ้ ู-วจิ ัยคาดวา9 จะเกิดประโยชนT ดังน้ี
1.6.1 ได-แบบฝpกการอ9านโนต- สากล รายวิชาดนตรี รหสั วิชา ศ30231 ชั้นมัธยมศกึ ษาปทr ี่ 4
ท่มี ปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑคT วามสมั พันธTด-านกระบวนการและผลลัพธT 80/80
1.6.2 นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปrท่ี 4 มีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นรายวิชาดนตรี รหัสวิชา
ศ30231 สงู ขนึ้
1.6.3 การท่นี ักเรยี นมีความพึงพอใจในการเรียนดนตรีจะทำให-นักเรยี นเรยี นอย9างมีความสุขและ
ประสบความสำเร็จในการเรยี นดนตรี สง9 ผลใหเ- กิดความสนใจทจี่ ะเรยี นดนตรีหรอื วชิ าอื่น ๆ ทีต่ อ- งใช-
ดนตรีเปน? พื้นฐานในการเรียนระดบั สูงต9อไป
1.6.4 เปน? แนวทางสำหรบั ครผู สู- อนรายวิชาดนตรี ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรโ-ู ดยใช-แบบฝpก
และพฒั นาแบบฝpกเสริมทกั ษะการเล9นดนตรีในเร่ืองอ่นื ๆ ตอ9 ไป
9
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ8 ง
ในการวจิ ยั การพัฒนาแบบฝก2 การอ4านโน6ตสากล รายวชิ าดนตรี รหสั วิชา ศ30231
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปLท่ี 4 ครง้ั นี้ ผ6วู ิจยั ไดศ6 ึกษาแนวคิด เอกสาร และงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข6อง โดยได6
นำเสนอตามหัวขอ6 ดงั น้ี
2.1 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุม4 สาระการเรยี นรศู6 ิลปะ
2.2 หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน โรงเรียนศรสี งครามวิทยา รายวชิ าดนตรี รหสั
วชิ า ศ30231 ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปทL ี่ 4
2.3 เอกสารทเี่ กี่ยวกบั แบบฝก2
2.4 เอกสารทเ่ี กีย่ วกบั แผนการจดั การเรยี นร6ู
2.5 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
2.6 ความพงึ พอใจ
2.7 งานวิจัยทเี่ ก่ยี วข6อง
2.8 กรอบแนวคิดการวิจัย
2.1 หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลมุI สาระการเรียนรูศ8 ลิ ปะ
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2551 : 164) ได6นำเสนอ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 กลุม4 สาระการเรยี นรู6ศลิ ปะ ไวด6 ังนี้
2.1.1 ทำไมตอ8 งเรียนศิลปะ
กลุม4 สาระการเรยี นรศ6ู ิลปะเปcนกล4ุมสาระทีพ่ ฒั นาใหผ6 เ6ู รยี นมีความคดิ ริเรม่ิ สร6างสรรคd มี
จินตนาการทางศลิ ปะ ชน่ื ชมความงาม มสี ุนทรียภาพ ความมคี ณุ ค4า ซ่ึงมผี ลต4อคณุ ภาพชีวติ มนุษยd
กิจกรรมทางศลิ ปะชว4 ยพัฒนาผูเ6 รียนท้ังดา6 นรา4 งกาย จิตใจ สตปิ ญh ญา อารมณd สังคม ตลอดจนการ
นำไปสกู4 ารพฒั นาสง่ิ แวดลอ6 ม สง4 เสรมิ ให6ผเู6 รยี นมีความเชื่อม่ันในตนเอง อนั เปนc พน้ื ฐานในการศกึ ษาตอ4
หรือประกอบอาชีพได6
2.1.2 เรยี นร8ูอะไรในศลิ ปะ
10
กลม4ุ สาระการเรียนร6ูศิลปะ มง4ุ พัฒนาใหผ6 เ6ู รียนเกิดความรู6ความเขา6 ใจ มีทักษะวิธกี ารทาง
ศิลปะ เกิดความซาบซึง้ ในคณุ คา4 ของศิลปะ เปดj โอกาสให6ผเู6 รยี นแสดงออกอย4างอสิ ระในศลิ ปะแขนงตา4 ง
ๆ ประกอบดว6 ยสาระสำคญั คือ
ทัศนศลิ ปO มคี วามร6คู วามเขา6 ใจองคปd ระกอบศลิ ปl ทศั นธาตุ สรา6 งและนำเสนอ
ผลงานทางทศั นศลิ ปlจากจนิ ตนาการ โดยสามารถใชอ6 ปุ กรณdที่เหมาะสม รวมทัง้ สามารถใชเ6 ทคนคิ
วธิ ีการของศลิ ปนj ในการสรา6 งงานไดอ6 ยา4 งมีประสทิ ธิภาพ วเิ คราะหd วิพากษd วจิ ารณdคุณคา4 งานทัศนศิลปl
เขา6 ใจความสมั พนั ธรd ะหวา4 งทศั นศลิ ปl ประวตั ศิ าสตรแd ละวฒั นธรรม เห็นคุณค4างานศิลปะทีเ่ ปcนมรดก
ทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญh ญาทอ6 งถ่นิ ภมู ิปญh ญาไทยและสากล ชื่นชมประยกุ ตใd ช6ในชวี ติ ประจำวัน
ดนตรี มีความรู6ความเข6าใจองคปd ระกอบดนตรี แสดงออกทางดนตรอี ยา4 งสร6างสรรคd
วเิ คราะหd วพิ ากษd วจิ ารณdคุณคา4 ดนตรี ถา4 ยทอดความร6สู กึ ทางดนตรีอยา4 งอสิ ระ ชนื่ ชมประยกุ ตdใชใ6 น
ชีวิตประจำวนั เขา6 ใจความสมั พันธdระหวา4 งดนตรี ประวัติศาสตรแd ละวัฒนธรรม เหน็ คณุ ค4าดนตรที ่ีเปนc
มรดกทางวฒั นธรรม ภมู ปิ ญh ญาทอ6 งถน่ิ ภูมปิ hญญาไทยและสากล ร6องเพลงและเลน4 ดนตรีในรูปแบบตา4 ง
ๆ แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเสยี งดนตรี แสดงความร6สู ึกท่มี ีตอ4 ดนตรีในเชิงสนุ ทรียะ เข6าใจ
ความสัมพนั ธรd ะหวา4 งดนตรกี ับประเพณีวัฒนธรรมและเหตกุ ารณdในประวัติศาสตรd
นาฏศิลปO มคี วามร6คู วามเข6าใจองคdประกอบนาฏศลิ ปl แสดงออกทางนาฏศิลปอl ย4าง
สร6างสรรคd ใชศ6 ัพทเd บื้องตน6 ทางนาฏศิลปl วเิ คราะหd วพิ ากษd วจิ ารณdคุณค4านาฏศิลปl ถ4ายทอด
ความรสู6 กึ ความคิดอย4างอสิ ระ สรา6 งสรรคกd ารเคลอ่ื นไหวในรปู แบบตา4 ง ๆ ประยกุ ตdใชน6 าฏศิลปlใน
ชวี ิตประจำวนั เข6าใจความสมั พนั ธdระหวา4 งนาฏศลิ ปกl บั ประเพณีวัฒนธรรม เหน็ คุณค4านาฏศิลปlที่เปนc
มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ hญญาทอ6 งถน่ิ ภูมิปhญญาไทยและสากล
2.1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู8 กลมุI สาระการเรียนรศ8ู ลิ ปะ
สาระท่ี 1 ทศั นศลิ ปO
มาตรฐาน ศ 1.1 สร6างสรรคdงานศลิ ปะตามจินตนาการ และความคดิ สรา6 งสรรคd
วิเคราะหd วพิ ากษd วิจารณd คณุ ค4างานทัศนศิลปl ถา4 ยทอดความร6ูสกึ ความคดิ ตอ4 งานศลิ ปะอยา4 งอิสระ ชน่ื
ชมและประยกุ ตdใช6ในชีวติ ประจำวนั
มาตรฐาน ศ 1.2 เข6าใจความสัมพนั ธรd ะหว4างทัศนศลิ ปl ประวตั ศิ าสตรแd ละวฒั นธรรม
เห็นคุณค4างานศิลปะท่เี ปนc มรดกทางวัฒนธรรม ภูมปิ hญญาทอ6 งถนิ่ ภูมิปญh ญาไทยและสากล
สาระที่ 2 ดนตรี
11
มาตรฐาน ศ 2.1 เขา6 ใจและแสดงออกทางดนตรอี ยา4 งสร6างสรรคd วิเคราะหd
วพิ ากษdวิจารณคd ุณค4า ดนตรี ถ4ายทอดความร6ูสกึ ความคดิ ตอ4 ดนตรีอยา4 งอิสระ ชนื่ ชมและประยุกตdใช6ใน
ชีวติ ประจำวัน
มาตรฐาน ศ 2.2 เข6าใจความสัมพันธdระหว4างดนตรี ประวตั ิศาสตรd และวัฒนธรรม
เหน็ คณุ คา4 ของดนตรีทเ่ี ปcนมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ญh ญาท6องถิน่ ภูมปิ ญh ญาไทยและสากล
สาระที่ 3 นาฏศิลปO
มาตรฐาน ศ 3.1 ความเขา6 ใจและแสดงออกทางนาฏศลิ ปอl ย4างสร6างสรรคd วเิ คราะหd
วิพากษd วจิ ารณคd ณุ คา4 นาฏศลิ ปl ถา4 ยทอดความรูส6 ึกความคดิ อย4างอิสระ ชื่นชมและประยกุ ตdใช6ใน
ชวี ติ ประจำวนั
มาตรฐาน ศ 3.2 เข6าใจความสมั พันธรd ะหวา4 งนาฏศิลปlกบั ประเพณวี ฒั นธรรม เหน็
คุณค4านาฏศลิ ปทl เี่ ปcนมรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ hญญาท6องถ่ิน ภมู ปิ ญh ญาไทยและสากล
2.2.1 สมรรถนะสำคัญของผเ8ู รยี น
หลักสตู รโรงเรียนศรีสงครามวทิ ยา พุทธศักราช 2552 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มุ4งเนน6 พัฒนาผเ6ู รยี นให6มีคุณภาพตามมาตรฐานทีก่ ำหนด จึงกำหนด
สมรรถนะสำคัญของผ6ูเรยี น 5 ประการ ดังนี้
1. ความสามารถในการสือ่ สาร เปcนความสามารถในการรับและสง4 สาร มีวัฒนธรรมในการ
ใช6ภาษาถา4 ยทอดความคดิ ความรูค6 วามเข6าใจ ความรูส6 ึก และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข6อมูล
ขา4 วสารและประสบการณอd นั จะเปนc ประโยชนตd อ4 การพัฒนาตนเองและสงั คม รวมท้งั การเจรจาต4อรอง
เพ่อื ขจัดและลดปญh หาความขดั แย6งตา4 ง ๆ การเลอื กรับหรือไมร4 ับข6อมูลขา4 วสารดว6 ยหลกั เหตุผลและ
ความถูกตอ6 ง ตลอดจนการเลอื กใชว6 ิธกี ารสื่อสาร ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบที่มตี 4อตนเอง
และสงั คม
2. ความสามารถในการคดิ เปcนความสามารถในการคดิ วิเคราะหd การคิดสังเคราะหd การคดิ
อย4างสรา6 งสรรคd การคดิ อยา4 งมีวจิ ารณญาณ และการคิดเปcนระบบ เพ่ือนำไปส4กู ารสร6างองคคd วามร6ูหรอื
สารสนเทศเพ่ือการตดั สนิ ใจเก่ยี วกับตนเองและสงั คมได6อย4างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกป6 hญหา เปcนความสามารถในการแกป6 ญh หาและอุปสรรคตา4 ง ๆ ที่
เผชิญไดอ6 ย4างถูกต6องเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลกั เหตผุ ล คุณธรรมและข6อมูลสารสนเทศ เขา6 ใจ
ความสมั พนั ธแd ละการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตd า4 ง ๆ ในสังคม แสวงหาความร6ู ประยกุ ตคd วามรม6ู าใช6
12
ในการปอp งกันและแกไ6 ขปญh หา และมีการตัดสนิ ใจที่มปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่ีเกิดขึน้ ตอ4
ตนเอง สงั คมและสงิ่ แวดล6อม
4. ความสามารถในการใชท6 กั ษะชวี ติ เปcนความสามารถในการนำกระบวนการตา4 ง ๆ ไปใช6ใน
การดำเนินชีวติ ประจำวัน การเรยี นร6ดู ว6 ยตนเอง การเรยี นรู6อยา4 งต4อเนอ่ื ง การทำงาน และการอย4รู ว4 มกัน
ในสงั คมด6วยการสรา6 งเสรมิ ความสัมพันธอd นั ดรี ะหว4างบคุ คล การจัดการปhญหาและความขดั แยง6 ตา4 ง ๆ
อย4างเหมาะสม การปรบั ตัวให6ทันกบั การเปลี่ยนแปลงของสงั คมและสภาพแวดล6อม และการรูจ6 ัก
หลกี เลย่ี งพฤตกิ รรมไมพ4 ึงประสงคทd ีส่ 4งผลกระทบตอ4 ตนเองและผูอ6 น่ื
5. ความสามารถในการใชเ6 ทคโนโลยี เปนc ความสามารถในการเลือก และใช6 เทคโนโลยีด6าน
ตา4 ง ๆ และมีทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสงั คม ในด6านการเรียนร6ู การ
สอื่ สาร การทำงาน การแก6ปhญหาอยา4 งสรา6 งสรรคd ถกู ตอ6 ง เหมาะสม และมคี ุณธรรม
2.2.2 คุณลกั ษณะอนั พึงประสงคX
หลักสตู รโรงเรียนศรสี งครามวิทยา พทุ ธศกั ราช 2552 ตามหลักสตู รแกนกลาง
การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 มงุ4 พัฒนาผูเ6 รยี นให6มีคณุ ลักษณะอันพึงประสงคd เพอื่ ให6สามารถ
อยู4ร4วมกับผอู6 ่ืนในสงั คมไดอ6 ยา4 งมคี วามสุข ในฐานะเปนc พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
1. รักชาติ ศาสนd กษตั รยิ d
2. ซอื่ สตั ยสd จุ ริต
3. มีวนิ ยั
4. ใฝเq รียนรู6
5. อย4ูอยา4 งพอเพียง
6. มุ4งม่ันในการทำงาน
7. รกั ความเปนc ไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
2.3 เอกสารท่ีเก่ยี วกบั แบบฝZกทักษะ
2.3.1 ความหมายของแบบฝZกทักษะ
นกั การศึกษาไดใ6 ห6ความหมายของแบบฝ2กทักษะไว6 ดงั นี้
ชยั ยงคd พรหมวงศd (2543 : 490) กล4าวว4า แบบฝ2ก หมายถงึ สงิ่ ท่นี ักเรียนจะต6องใช6
ควบคไ4ู ปกบั การเรียน มลี ักษณะเปนc แบบฝ2กครอบคลุมกิจกรรมการเรยี นทผ่ี เู6 รยี นพึงกระทำจะแยกเปcน
แตล4 ะหนว4 ย หรอื รวมเปนc เลม4 กไ็ ด6
กศุ ยา แสงเดช (2545 : 5) สรปุ ไวว6 า4 แบบฝก2 หัดหรอื แบบฝ2ก คือ ส่ือการเรียนการสอน
อย4างหน่งึ ท่ใี ชฝ6 2กทักษะให6กบั ผเู6 รียนหลังจากเรยี นจบเนอ้ื หา
13
สุนันทา สุนทรประเสรฐิ (2545 : 1) ได6กล4าววา4 ไดม6 นี กั วชิ าการได6กลา4 วถงึ ความหมาย
ของแบบฝก2 ไวว6 า4 แบบฝ2กเปcนอุปกรณกd ารเรยี นการสอนอย4างหน่ึง ทคี่ รใู ชฝ6 2กทักษะหลังจากท่ีนักเรียนได6
เรยี นเน้อื หาจากแบบเรียนแล6ว โดยสรา6 งข้ึนเพื่อเสรมิ สรา6 งทกั ษะใหแ6 กน4 ักเรียน มีลกั ษณะเปนc
แบบฝ2กหัดทีม่ กี ิจกรรมให6นกั เรียนกระทำโดยมจี ุดมง4ุ หมายเพ่อื พฒั นาความสามารถของนกั เรียน
วรรณ แกว6 แพรก (2546 : 86) ได6กล4าวถึงแบบฝก2 เสรมิ ทกั ษะวา4 เปcนแบบฝก2 หัดท่ีครจู ัด
ขนึ้ ใหแ6 กน4 กั เรียน เพ่อื ให6นกั เรียนได6มีทักษะเพ่ิมข้นึ โดยการทำกจิ กรรมอยา4 งใดอย4างหนง่ึ ด6วยความ
สนใจ และพอใจหลงั จากท่นี กั เรยี นได6เรยี นรู6เรอ่ื งนัน้ ๆ มาบ6างแลว6
ถวัลยd มาศจรัส (2549 : 18) ให6คำจำกัดความของแบบฝ2กทกั ษะไว6วา4 กจิ พัฒนาทกั ษะ
การเรียนรท6ู ี่ผเ6ู รยี นเกดิ การเรียนร6ูไดอ6 ย4างเหมาะสม มคี วามหลากหลาย และปริมาณเพยี งพอทสี่ ามารถ
ตรวจสอบและพฒั นาทกั ษะกระบวนการคดิ กระบวนการเรียนร6ู สามารถนำผ6ูเรยี นส4ู
การสรปุ ความคดิ รวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนร6ู รวมทง้ั ทำให6ผูเ6 รียนสามารถตรวจสอบ
ความเขา6 ใจในบทเรียนดว6 ยตนเองได6
จากการศกึ ษาความหมายของแบบฝ2กทกั ษะ ดังทนี่ กั การศึกษาหลายทา4 นได6ให6
ความหมาย ไว6ขา6 งต6น กล4าวสรปุ ได6วา4 แบบฝ2กทกั ษะ หมายถงึ กิจกรรมหรือสิ่งเร6าที่ครูสร6างขึน้ โดยมี
รปู แบบกจิ กรรมท่หี ลากหลาย มจี ดุ ม4ุงหมายเพื่อฝ2กใหน6 กั เรียนมีความรคู6 วามเขา6 ใจบทเรียนไดด6 ียง่ิ ขนึ้ ซงึ่
สามารถช4วยฝก2 ทกั ษะต4าง ๆ เพือ่ ใหเ6 กดิ ความชำนาญยิ่งข้ึน อาจจะใหน6 ักเรียนทำแบบฝ2กขณะเรยี นหรือ
หลังจากจบบทเรยี นไปแล6วกไ็ ด6 ผ6วู จิ ยั จึงใหค6 วามหมายของแบบฝ2กทกั ษะวา4 เปcนสื่อการเรยี นร6ู สำหรับ
ให6นกั เรยี นไดป6 ฏิบตั ิในระหวา4 งเรียนเพือ่ ใหเ6 กดิ ความเข6าใจ เกดิ ทักษะและมคี วามชำนาญเพ่ิมมากข้นึ
2.3.2 แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกับการสรา8 งแบบฝกZ ทักษะ
การเลอื กสรา6 งแบบฝก2 ขึ้นอยู4กบั ลักษณะวิชา สาระสำคัญ และจุดประสงคขd อง
บทเรยี นน้ัน ประโรม กุ4ยสาคร (2547 : 56) ไดก6 ลา4 วถึงทฤษฏจี ติ วิทยาการเรียนรู6 ทฤษฏจี ิตวทิ ยาที่
เก่ียวขอ6 งการสรา6 งแบบฝก2 ไวด6 งั นี้
1. ทฤษฏกี ารลองผิดลองถูกของธอรนX ไดดX สรปุ เกณฑกd ารเรียนร6ู คือ
1.1 กฎความพร6อม หมายถงึ การเรียนรู6จะเกิดข้นึ เมือ่ บุคคลพรอ6 มทีจ่ ะทำ
1.2 กฎผลที่ไดร6 บั หมายถึง การเรยี นรู6จะเกิดขนึ้ เพราะบคุ คลกระทำซ้ำ และ
ยง่ิ ทำมากความชำนาญจะเกิดขน้ึ ได6ง4าย
2. ทฤษฎพี ฤตกิ รรมนยิ มของสกินเนอรX พอสรปุ ไดว6 า4 บุคคลเรยี นร6ไู ดด6 ว6 ย
14
การกระทำ โดยมกี ารเสริมแรง เปนc ตัวการ เม่ือบคุ คลตอบสนองการเรา6 ของสงิ่ เร6า ควบค4กู นั ใน
ชว4 งเวลาท่ีเหมาะสม สง่ิ เร6าน้ันจะรกั ษาระดับ หรอื เพมิ่ การตอบสนองไดเ6 ข6มขนึ้
3. วธิ กี ารสอนของกาเยI ซง่ึ มคี วามเห็นวา4 การเรียนรม6ู ีลำดับขน้ั และผเ6ู รยี นจะต6อง
เรียนรเ6ู นอื้ หาท่ีง4ายไปหายาก
4. แนวคิดของบลูม ซึ่งกลา4 วถึงธรรมชาตผิ ู6เรยี นแต4ละคนว4า มคี วามแตกตา4 งกัน
ผ6ูเรียนจะสามารถเรียนเนอ้ื หาในหน4วยยอ4 ย ต4าง ๆ ได6 โดยใชเ6 วลาเรียนที่แตกต4างกนั
กล4าวสรุปได6ว4า การสร6างแบบฝ2กทกั ษะมีแนวคดิ มาจากทฤษฏีจิตวิทยาการเรยี นรห6ู ลาย
อย4างไดแ6 ก4 กฎความพร6อมที่วา4 การเรยี นรจู6 ะเกดิ ข้ึนเม่ือบุคคลพร6อมท่จี ะทำ กฎผลที่ไดร6 บั คอื การเรียนร6ู
จะเกดิ ข้ึนเพราะบคุ คลกระทำซำ้ และยิ่งทำมากความชำนาญจะเกดิ ข้ึนไดง6 า4 ย การเสริมแรงเปcนสิง่
กระตุ6นการตอบสนองใหร6 ักษาระดับหรือเพม่ิ มากข้ึน ตลอดจนการเรียนรท6ู ม่ี ีลำดับขน้ั เรียนรเ6ู นือ้ หาท่ี
ง4ายไปหายากและคำนงึ ถึงธรรมชาติผเ6ู รียนแต4ละคนวา4 มีความแตกต4างกัน
จากแนวคดิ และทฤษฎีต4าง ๆ ผ6ูวิจยั จงึ นำมาสรา6 งแบบฝ2กเสรมิ ทกั ษะ เพ่อื ใหน6 ักเรียนได6
ฝ2กทักษะ โดยแบบฝก2 ทักษะแต4ละชุดจะเรยี งเนอ้ื หาจากงา4 ยไปยาก และให6นกั เรียนฝ2กทำซำ้ ๆ จนเกิด
ความชำนาญ มีการตอบสนองใหก6 ำลงั ใจเสรมิ แรงและคำนงึ ถึงความแตกต4างระหว4างบุคคล
2.3.3 ประโยชนXของแบบฝกZ ทกั ษะ
ดวงเดือน อ4อนนว4 ม (2535 : 20-21 อ6างถงึ ใน จุฬาภรณd แพงอนนั ต,d 2547 : 13) กลา4 ว
วา4 การฝ2กทกั ษะมปี ระโยชนdหลายอยา4 งต4อไปน้ี
1. การฝก2 ชว4 ยจำให6แม4นยำขึ้น เพราะโดยปกติการอา4 น ฟhง มองดู หรอื ทำเพียงครั้ง
เดยี วย4อมยากแกก4 ารจดจำได6ทง้ั หมด
2. ทำใหค6 รทู ราบความเข6าใจของนกั เรยี นที่มตี อ4 การเรยี น
3. ครูได6แนวทางการพัฒนาการเรยี นการสอน เพื่อช4วยให6นกั เรยี นเรยี นไดด6 ีที่สุดตาม
ความสามารถของตนเอง
4. ฝก2 ให6นักเรยี นมคี วามเชื่อมนั่ และสามารถประเมนิ ผลงานของตนเองได6
5. ฝ2กให6นกั เรียนทำงานด6วยตนเอง
6. ฝก2 ให6นกั เรยี นมีความรับผดิ ชอบต4องานทไี่ ด6รับมอบหมาย
7. คำนงึ ถงึ ความแตกต4างระหวา4 งบุคคล โดยเปดj โอกาสใหน6 ักเรยี น ได6ฝก2 ทกั ษะของ
ตนเอง โดยไมต4 อ6 งคำนงึ ถึงเวลา หรอื ความกดดนั อ่นื ๆ
Green and Walter (1971 : 496 อา6 งถงึ ใน อุษติ เหมอื นทอง, 2544 : 35) กล4าวถงึ
ประโยชนขd องแบบฝก2 ไว6ดงั นี้
1. แบบฝก2 เปcนอุปกรณกd ารสอนทีช่ 4วยลดภาระของครูไดม6 าก
15
2. ชว4 ยใหน6 ักเรียนได6ฝก2 ฝนทกั ษะในการใชภ6 าษาใหด6 ขี นึ้
3. ชว4 ยในเรอ่ื งความแตกต4างระหว4างบคุ คลทำใหป6 ระสบความสำเร็จในทางจิตใจมาก
4. ชว4 ยเสรมิ ทกั ษะทางภาษาให6คงทน โดยมกี ารฝ2กซำ้ หลาย ๆ คร้ัง
5. ชว4 ยเปcนเครอ่ื งมอื วัดผลการเรียนหลงั เรียนจบบทเรียนแลว6
6. ชว4 ยให6นักเรียนสามารถทบทวนได6ดว6 ยตนเอง
7. ช4วยใหค6 รมู องเห็นปญh หาต4างๆ ของนักเรียนได6ชดั เจนข้ึน
8. ช4วยใหน6 ักเรยี นฝ2กฝนไดอ6 ย4างเตม็ ท่ี นอกเหนือจากท่ีเรียนในหนงั สือเรียน
9. ชว4 ยประหยดั แรงงานและเวลาของครู
10. ช4วยให6ผ6เู รียนเห็นความกา6 วหนา6 ของตนเอง
กลา4 วสรุปไดว6 า4 แบบฝก2 ทกั ษะมีความสำคญั และเปนc ที่ยอมรบั วา4 มปี ระโยชนd และสร6าง
ขนึ้ เพ่ือใช6ประกอบการเรยี นเพ่ือที่จะช4วยให6นกั เรยี นได6บรรลุจุดประสงคd และฝ2กใหน6 กั เรียนไดม6 โี อกาส
ฝก2 ฝนทักษะเพ่มิ เติมมากยง่ิ ข้นึ นอกเวลาเรียน ช4วยยำ้ ความเข6าใจ และเกดิ ความชำนาญ
ความแมน4 ยำ อกี ท้งั เปcนอุปกรณdการสอนทช่ี ว4 ยลดภาระของครไู ด6มาก ทำให6ครูมองเหน็ ปhญหาตา4 ง ๆ ของ
นกั เรียนไดช6 ดั เจนขึ้น พร6อมท้ังชว4 ยใหผ6 ู6เรียนเหน็ ความก6าวหนา6 ของตนเอง อกี ท้งั ยงั เปcนเครอ่ื งมอื วดั ผล
การเรยี นหลังเรยี นจบบทเรยี นแลว6 ชว4 ยใหผ6 ู6เรียนเห็นความก6าวหน6าของตนเองและเปcนแนวทางใน
การศึกษาด6วยตนเองของนกั เรียนไดเ6 ปนc อย4างดี อันจะเปcนหนทางนำไปสู4การศึกษาหาความรูด6 ว6 ยตนเอง
ต4อไป
2.3.4 ลักษณะของแบบฝZกทกั ษะทีด่ ี
วรสดุ า บญุ ยไวโรจนd (2537 : 37 อา6 งถึงใน จฬุ าภรณd แพงอนันต,d 2547 : 12) ไดเ6 สนอ
ลกั ษณะของแบบฝ2กท่ีดีไว6 6 ประการ คอื
1. แบบฝ2กท่ีดีควรมคี วามชดั เจนทงั้ คำสง่ั และวิธีทำ
2. แบบฝ2กควรมีความหมายต4อผ6ูเรยี น ตรงตามจดุ ม4ุงหมาย ลงทนุ นอ6 ย ใช6ได6นานๆ
3. ภาษาและภาพในแบบฝก2 ควรเหมาะสมกับวัย และพน้ื ฐานความร6ูของผู6เรยี น
4. ควรแยกแบบฝก2 ทักษะเปcนเร่ืองๆ และมกี ิจกรรมหลายรูปแบบ
5. แบบฝก2 ท่ีดีควรเร6าความสนใจ ต้ังแตห4 นา6 ปกจนถึงหน6าสดุ ทา6 ย
6. ควรเน6นแบบฝก2 ทกั ษะทสี่ ามารถประเมนิ และจำแนกความเจริญงอกงามของผู6เรียน
ไดด6 ว6 ย
วิชยั เพ็ชรเรือง (2541 : 73) เสนอลกั ษณะของแบบฝ2กท่ีดี ดงั ต4อไปน้ี
1. แบบฝก2 แต4ละแบบฝก2 ควรใช6จติ วิทยาเขา6 มาช4วย เช4น มกี ารสรา6 งแรงจงู ใจใหก6 บั เด็ก
เกดิ ความอยากรอ6ู ยากเหน็ และกระตือรือร6นที่อยากกระทำกจิ กรรมน้นั ๆ และเมื่อจบการฝ2กแตล4 ะครง้ั
ควรมกี ารเสรมิ แรงใหเ6 ด็กทุกครง้ั เพ่อื เดก็ จะไดอ6 ยากทำกิจกรรมต4อไปเมือ่ ตัวเองประสบผลสำเรจ็
16
2. การสรา6 งแบบฝ2กแตล4 ะครั้ง ควรใหน6 กั เรียนมีสว4 นร4วมดว6 ยเพ่ือเดก็ จะไดเ6 กิด
ความรู6สกึ ภมู ิใจทเ่ี ปcนเจ6าของกิจกรรมและเตม็ ใจท่ีกระทำกจิ กรรมนัน้ ๆใหบ6 รรลุเปาp หมาย
3. สำนวนภาษาไม4ควรใชค6 ำยากเกินไปเพราะเดก็ จะเกดิ ความท6อถอยและไม4งา4 ยจนเดก็
เกดิ ความเบอื่ หน4าย
4. แบบฝ2กควรใหฝ6 2กในสิ่งทเี่ ก่ียวข6องใกลช6 ิดกับตัวเดก็ มคี วามหมายตอ4 ผเู6 รยี นเพอื่ เด็ก
จะได6นำไปใชใ6 นชวี ิตประจำวนั ได6
5. แบบฝ2กทด่ี คี วรเร6าความสนใจ ต้งั แตห4 น6าปกจนถงึ หนา6 สดุ ทา6 ย
6. ควรเน6นแบบฝ2กทกั ษะทส่ี ามารถประเมินและจำแนกความเจริญงอกงามของผูเ6 รยี น
ได6ด6วย
วิมลรตั นd สนุ ทรโรจนd (2545 : 131 – 132) ได6กล4าวถงึ ลกั ษณะของแบบฝก2 เสรมิ ที่ดี
ควรประกอบดว6 ยส่ิงตอ4 ไปนี้
1. เปนc ส่งิ ท่นี ักเรยี นเรียนมาแล6ว
2. เหมาะกบั ระดบั วัย หรือความสามารถของนักเรียน
3. มีคำชี้แจงส้นั ๆ ทีช่ 4วยให6นกั เรยี นเขา6 ใจวธิ ีทำไดง6 า4 ย
4. ใช6เวลาที่เหมาะสม คือ ไม4นานเกนิ ไป
5. เปนc สิ่งท่ีนา4 สนใจและทา6 ทายให6นักเรยี นแสดงความสามารถ
6. ใช6สำนวนภาษาที่เขา6 ใจงา4 ย
7. ฝก2 ใหค6 ิดได6เรว็ และสนกุ สนาน
8. สามารถศกึ ษาไดด6 ว6 ยตนเอง
สามารถสรุปได6ว4าลักษณะของแบบฝก2 ทดี่ ี ควรมีความชัดเจนทง้ั คำสั่ง หรือตวั อย4าง
แสดงวิธที ำท่ใี ช6ไมค4 วรยาวเกินไป เพราะจะทำใหเ6 ขา6 ใจยาก ภาษาและภาพควรเหมาะสมกับวัยและพ้นื
ฐานความร6ูของผูเ6 รียน ควรฝก2 เปนc เรอื่ ง ๆ แตล4 ะเร่ืองไม4ควรยาวเกนิ ไป มกี จิ กรรมหลายรูปแบบ เพื่อ
เรา6 ความสนใจอีกทงั้ การสรา6 งแบบฝก2 ควรมีหลาย ๆ แบบเพือ่ เรา6 ให6ผู6เรียนเกิดความสนใจไดอ6 ยา4 ง
กวา6 งขวาง และสง4 เสริมใหเ6 กดิ ความคิดและควรจะเปนc แบบฝ2กสำหรบั เดก็ เก4งและในขณะเดยี วกนั ก็เปนc
แบบซอ4 มเสรมิ สำหรบั เดก็ อ4อนดว6 ย
2.3.5 หลักเกณฑXในการสรา8 งแบบฝกZ ทักษะ
ในการสรา6 งแบบฝก2 สำหรับเด็กมอี งคdประกอบหลายประการซ่งึ นักการศกึ ษาหลายท4าน
ไดใ6 ห6ข6อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักเกณฑใd นการสรา6 งแบบฝก2 เสริมทกั ษะ ดังน้ี
รัชนี ศรีไพรวรรณ (2542 : 412 – 413) ได6กล4าวถึงหลักเกณฑdในการจัดทำแบบฝ2กหัด
ได6ดังน้ี
17
1. ให6สอดคล6องกับจิตวิทยาพัฒนาการของเด็ก ลำดับขั้นตอนของการเรียนรู6เปcนไป
ตามลำดับความยากง4าย
2. กำหนดจดุ มุง4 หมายท่จี ะฝก2 แล6วจัดเน้อื หาใหต6 รงกับจดุ ม4ุงหมายท่วี างไว6
3. ต6องคำนึงถึงความแตกต4างระหว4างบุคคลของเด็ก ถ6าสามารถแบ4งเด็กตาม
ความสามารถ และจดั ทำแบบฝก2 เพอ่ื ส4งเสริมเด็กแต4ละกลม4ุ ไดย6 ่ิงข้ึน
4. แบบฝ2กตอ6 งมคี วามถกู ตอ6 ง ครูจะต6องพจิ ารณาให6ถถ่ี ว6 น อย4าให6มีขอ6 ผิดพลาดเกิดขึ้น
5. การใหเ6 ดก็ ทำแบบฝก2 แต4ละครง้ั ตอ6 งใหเ6 หมาะสมกับเวลา และความสนใจของเดก็
6. แบบฝ2กควรมีหลายรูปแบบ เพื่อให6เด็กเกิดการเรียนร6ูอย4างกว6างขวาง และส4งเสริม
ใหเ6 กดิ ความคดิ สร6างสรรคd
7. แบบฝ2กแต4ละชุดตอ6 งมคี ำช้ีแจงงา4 ย ๆ สนั้ ๆ
เกสร รองเดช (2542 : 36 – 37) ไดก6 ลา4 วถึงแนวทางในการสรา6 งแบบฝ2กไวด6 งั ต4อไปนี้
1. สรา6 งแบบฝก2 ใหเ6 หมาะสมกับวยั ของนักเรยี น
2. เรยี งลำดบั แบบฝก2 จากง4ายไปหายาก
3. แบบฝ2กบางแบบฝก2 ใหใ6 ชภ6 าพประกอบ เพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กซึง่ จะช4วยให6
เดก็ ประสบผลสำเร็จในการฝก2 และจะช4วยย่วั ยใุ หต6 ดิ ตาม
4. แบบฝก2 ทส่ี รา6 งขึน้ เปนc แบบฝก2 ส้ัน ๆ งา4 ย ๆ ใชเ6 วลาในการฝก2 30 – 40 นาที
5. เพ่อื ปpองกันความเบอื่ หน4ายแบบฝก2 ตอ6 งมีลกั ษณะท่ีแตกต4างกนั
ฉวีวรรณ กีรตกิ ร (2545 : 1) ไดก6 ล4าววา4 การใชแ6 บบฝก2 จะได6ผลดเี พียงใด ขน้ึ อยูก4 ับ
การสร6างแบบฝ2กท่ดี ีด6วย หลกั การสร6างมีดังน้ี
1. แบบฝก2 ทักษะต6องสอดคลอ6 งกบั จติ วิทยาพัฒนาการ และลำดบั ขั้นตอนการเรียนรู6
ของผ6เู รยี น จากงา4 ยไปยาก นา4 สนใจ และจงู ใจ เพอื่ ใหผ6 ู6เรยี นมกี ำลงั ใจในการทำแบบฝก2
2. สร6างแบบฝก2 ทักษะตรงกับจุดประสงคdทีต่ 6องการ และต6องเตรยี มลว4 งหน6าอยู4เสมอ
3. แบบฝ2กเสรมิ ทักษะควรม4ุงส4งเสริมนักเรยี นแตล4 ะกล4มุ ตามความสามารถทีแ่ ตกต4าง
ของผู6เรยี น
4. แบบฝก2 ทักษะแตล4 ะชุดควรจะมีคำช้ีแจงงา4 ยๆสนั้ ๆ
5. แบบฝ2กเสรมิ ทักษะจะต6องถกู ตอ6 ง อย4าให6มขี 6อผิดพลาด
6. แบบฝ2กทักษะควรมหี ลายๆแบบ เพอ่ื ให6ผเ6ู รยี นไดแ6 นวคดิ ทกี่ วา6 งไกล
วลี สมุ ิพนั ธd (2547 : 189 – 190) ได6กล4าวถึงหลักในการสรา6 งและวางแผนการสร6าง
แบบฝก2 เสรมิ ทกั ษะ ซง่ึ สรปุ ได6ดังน้ี
1. ตัง้ วตั ถุประสงคd
2. ศึกษาเกี่ยวข6องกับเนือ้ หา
18
3. ศึกษาในข้ันตา4 งๆ ของการสร6างแบบฝ2กเสริมทักษะ
3.1 ศกึ ษาปhญหาในการเรยี นการสอน
3.2 ศึกษาจิตวทิ ยาวยั ร4นุ และจิตวทิ ยาการเรยี นการสอน
3.3 ศึกษาเน้ือหาวชิ า
3.4 ศึกษาลักษณะของแบบฝ2ก
3.5 วางโครงเรอ่ื งและกำหนดรูปแบบของแบบฝ2กใหส6 ัมพันธdกบั
โครงเร่ือง
3.6 เลือกเนื้อหาต4างๆ ทเี่ หมาะสมมาบรรจุในแบบฝ2กให6ครบถ6วน
พรทิพภา แกน4 เรอื ง (2552 : 1) ไดก6 ลา4 วถงึ หลักการสร6างแบบฝก2 ไว6ดังตอ4 ไปนี้
1. ใช6หลักจติ วทิ ยาการเรียนรขู6 องเด็กแต4ละวยั เชน4 แบบฝก2 สำหรบั เดก็ เลก็ หรอื
ระดบั อนุบาลและช้ันประถมศึกษาปLท่ี 1 – 2 เน6นภาพมากกวา4 คำ เดก็ วยั 9 – 11 ขวบ จะสนใจ
เร่ืองราวเนื้อหาสาระประเภทสารคดี เรอื่ งราวจากตำรา ตำนาน คำบอกเล4ามากกวา4 นทิ าน วัย
11 – 16 ปL ชอบอา4 นเรอ่ื งยาว ๆ ต6องเน้ือหาสาระมากกว4ารูปภาพ เปcนต6น
2. ใช6สำนวนภาษาง4าย ๆ โดยเฉพาะคำสั่งตอ6 งกระชับ และชดั เจน ไม4ใช6ศัพทdยาก
เกินไป
3. ใหค6 วามหมายต4อชวี ติ หมายถึง แบบฝก2 นน้ั มวี ตั ถุประสงคทd ี่ชัดเจนวา4 ต6องการให6
ผูเ6 รียนฝก2 เพ่ืออะไร ให6ขอ6 คิดคติธรรมอะไรแฝงอยู4
4. ฝก2 ให6คดิ ไดเ6 รว็ และสนุก ปกตหิ นงั สอื เรียนมกั จะสร6างความจำเจ ทำใหผ6 6ูเรียนเบ่ือ
หนา4 ยได6งา4 ย ดงั นัน้ แบบฝ2กจะตอ6 งแตกตา4 งไปจากหนงั สือเรียน หรอื แบบฝก2 หดั ในหนงั สอื เรยี น โดยเนน6
ใหผ6 6ูเรยี นไดค6 ดิ ใหเ6 ร็ว และสนุก โดยมเี กม หรอื มีกจิ กรรมหลากหลาย
5. ปลุกความสนใจ ดว6 ยรูปภาพ และรูปแบบท่แี ปลก และแตกตา4 งจากทีผ่ 6เู รียนเคย
เหน็
6. เหมาะสมกบั วยั และความสามารถของนักเรยี น แบบฝก2 ท่ีดีไม4ควรมากเกินไป ทำ
ใหผ6 6ูเรียนเบือ่ และไมส4 นใจ และไมค4 วรมกี ิจกรรมซำ้ ๆ
7. อาจศกึ ษาด6วยตนเองตามลำพงั
สรุปไดว6 4า หลักในการสร6างแบบฝก2 ทกั ษะ ตอ6 งคำนงึ ถึงจติ วิทยาการเรยี นร6ู คำนงึ ถงึ
ความแตกต4างระหวา4 งบคุ คล เหมาะสมกบั วยั และความสามารถของนกั เรียน สอดคล6องและตรงกบั
จุดประสงคdการเรยี นรู6 แบบฝก2 ควรมหี ลายรูปแบบเพอื่ ไม4ใหเ6 กดิ ความเบอื่ หน4าย ใชภ6 าษากระชบั และ
ชดั เจนเขา6 ใจง4าย เหมาะสมกับเวลาและความสนใจของเด็ก
2.3.6 การหาประสิทธิภาพของแบบฝZกทกั ษะ
19
2.3.6.1 ขนั้ ตอนการหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝ2กเสรมิ ทกั ษะ
ไดม6 นี ักการศกึ ษากลา4 วถึงขัน้ ตอนการหาประสิทธิภาพของแบบฝ2กเสริมทักษะ
ไว6หลายทา4 น สรปุ ได6ดังนี้
ชัยยงคd พรหมวงศd (2523 : 494 อา6 งถงึ ในสุรางคนา ยาหยี, 2549 : 71) ได6
กล4าวถึงข้นั ตอนการหาประสทิ ธิภาพของแบบฝ2กเสริมทกั ษะไวด6 ังน้ี
1. ทดลองแบบเด่ยี ว (1 : 1) เปcนการทดลอง ครู 1 คน ตอ4 เดก็ 1 คนใหท6 ดลอง
กับเดก็ ออ4 นเสียก4อน ทำการปรบั ปรงุ แล6วนำไปทดลองใชก6 ับเดก็ ปานกลาง และนำไปทดลองใช6 กับเด็ก
เก4ง อย4างไรก็ตามหากเวลาไม4เอ้ืออำนวย และสภาพการณไd มเ4 หมาะสมให6ทดลองกับเด็กอ4อนหรอื ปาน
กลาง
2. ทดลองแบบกลมุ4 (1 : 10) เปcนการทดลอง ครู 1 คน ตอ4 เด็ก 6 - 12 คน
โดยให6เดก็ คละกันท้ัง เก4ง ปานกลาง และออ4 น ห6ามทดลองกบั เดก็ อ4อนลว6 น หรอื เด็กเกง4 ล6วน เวลา
ทดลองจะต6องจับเวลาดว6 ยว4ากิจกรรมแตล4 ะกล4ุมใช6เวลานานเทา4 ไร
3. ทดลองแบบกล4มุ (1 : 100) เปcนการทดลองครู 1 คน กบั เดก็ ท้งั ชั้น
30 – 40 คน ช้ันทเ่ี ลือกมาทดลองจะตอ6 งมนี ักเรยี นคละกันทั้งเก4งและออ4 นไม4ควรเลือกหอ6 งที่มีเดก็ เกง4
หรือออ4 นล6วน
ฉลองชัย สรุ วฒั นบรู ณd ( 2528 : 214 อ6างถงึ ใน สำรวย หาญห6าว, 2550 :
23) ไดก6 ลา4 วถึงขนั้ ตอนการหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝ2กเสรมิ ทกั ษะไวด6 ังน้ี
1. ทดลองกบั ผเู6 รยี นเปcนรายบคุ คล (1:1) คือการทดลองใชก6 ับผเู6 รียน 1 คน ซ่ึง
มรี ะดบั ความรปู6 านกลาง คำนวณหาประสทิ ธภิ าพของส่ือ แลว6 ปรับปรงุ ให6ดีขึ้น
2. ทดลองกบั ผูเ6 รียนเปcนกลุ4ม (1:10) เปcนการทดลองกับผเู6 รียน 6 – 10 คน
ทัง้ เรยี นเก4ง ปานกลาง และออ4 น คำนวณหาประสิทธิภาพของส่ือ แลว6 ปรับปรงุ แกไ6 ขให6ดีขึ้น
3. ทดลองภาคสนาม (1:100) เปนc การทดลองกบั นักเรียนท้ังช้ัน 40 – 100
คน คำนวณหาประสิทธภิ าพของสื่อแลว6 ปรบั ปรงุ แกไ6 ข ผลลัพธทd ีไ่ ด6 ควรมปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑd ทต่ี ั้งไว6
80/80
ถาวร ลักษณะ (2547 : 26) กล4าวถึงข้ันตอนการหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝ2ก
เสรมิ ทกั ษะสรปุ ได6ดังน้ี
1. แบบหน่ึงตอ4 หน่งึ (1 : 1) เปนc การนำแบบฝ2กเสริมทักษะทส่ี ร6างขึ้นไป
ทดลองกบั นกั เรียนเพ่อื หาข6อบกพรอ4 ง การทดลองใช6ขน้ั นีค้ วรกระทำกบั นักเรยี นท่ีมีระดับผล
การเรยี น เก4ง ปานกลาง และอ4อน อยา4 งละ 1 คน เพือ่ หาขอ6 มูลมาปรบั ปรงุ แบบฝ2กเสริมทกั ษะ
ให6สมบูรณยd ิ่งข้ึน
2. แบบกลุม4 (1 : 10) เปcนการนำแบบฝก2 เสริมทักษะทีไ่ ด6รบั การปรับปรงุ
20
จากการทดลองครั้งแรกมาทดลองใช6กบั นกั เรยี นจำนวน 6 – 10 คน ทีม่ ีความสามารถเกง4 ปานกลาง
และอ4อน เพอ่ื นำขอ6 มูลมาปรบั ปรุงแบบฝ2กเสรมิ ทกั ษะให6มคี วามสมบูรณdยง่ิ ข้ึน
3. แบบภาคสนาม (1 : 100) เปcนการนำแบบฝก2 เสรมิ ทกั ษะทไี่ ดร6 บั การ
ปรบั ปรงุ ในครั้งทสี่ องแลว6 ไปทดลองใช6ช้นั เรียนที่มผี ู6เรยี นตง้ั แต4 30 -100 คน และหาประสิทธภิ าพ(E1 /
E2) ถ6าไม4ถึงเกณฑdท่ีกำหนดไว6 จะตอ6 งดำเนินการปรับปรุงแบบฝก2 เสริมทักษะและหาประสิทธภิ าพซ้ำอีก
คร้ัง
จากที่นกั การศกึ ษากล4าวถึง ขนั้ ตอนการหาประสิทธภิ าพของแบบฝก2 ทักษะ
สามารถสรปุ ขนั้ ตอนการหาประสิทธภิ าพของแบบฝ2กเสริมทักษะ ไดด6 งั นี้
1. ขัน้ การนำแบบฝ2กเสริมทกั ษะไปทดลองใช6กับนกั เรียน แบบหนึ่งตอ4 หนึง่ (1
: 1) ซ่งึ ประกอบด6วย นกั เรยี นทมี่ คี วามสามารถทางการเรยี น เก4ง 1 คน ปานกลาง 1 คนและออ4 น 1
คน เพ่อื ตรวจสอบภาษา และขนั้ ตอนการนำเสนอเนอื้ หา แลว6 นำผลทไ่ี ด6มาคำนวณหาประสทิ ธภิ าพของ
แบบฝก2 เสรมิ ทักษะและนำขอ6 บกพรอ4 งมาปรบั ปรงุ แกไ6 ข
2. ขนั้ การนำแบบฝ2กเสรมิ ทักษะไปทดลองใช6กบั นกั เรียน แบบกลมุ4 เล็ก
(1 :10) ซงึ่ เปcนการนำแบบฝก2 เสรมิ ทกั ษะท่ไี ด6รบั การแก6ไข ปรบั ปรงุ ในคร้งั แรกแล6ว มาใช6กบั นกั เรียน
จำนวน 6 – 10 คนทม่ี คี วามสามารถทางการเรียน เกง4 ปานกลาง และอ4อน เพื่อหาประสทิ ธิภาพของ
แบบฝ2กเสริมทกั ษะ (E1/E2) และนำขอ6 บกพร4องมาปรบั ปรุงให6แบบฝ2กเสรมิ ทักษะ มคี วามสมบรู ณdยงิ่ ขึ้น
เพ่อื นำไปทดลองใช6ในครง้ั ตอ4 ไป
3. ขั้นการนำแบบฝ2กเสริมทกั ษะไปทดลองใชก6 ับนกั เรียน แบบภาคสนาม
(1 : 100) เปนc ข้นั การนำแบบฝก2 เสรมิ ทกั ษะ ทแ่ี กไ6 ขข6อบกพรอ4 ง จากการใช6ในคร้ังท่ี 2 ไปใช6
กบั นกั เรยี นจำนวน 30 – 100 คน เพือ่ หาประสิทธภิ าพของแบบฝ2กเสรมิ ทกั ษะ (E1/E2) แลว6 นำ
ผลการทดลองมาเทยี บกบั เกณฑdที่ตง้ั ไว6 ถ6าไมถ4 ึงเกณฑdทก่ี ำหนดไว6 จะต6องดำเนนิ การปรับปรุง
แบบฝก2 เสริมทักษะและหาประสทิ ธภิ าพซำ้ อีกคร้ัง
2.3.6.2 การกำหนดเกณฑdประสิทธิภาพของแบบฝ2กเสรมิ ทักษะ
การกำหนดเกณฑdสำหรับหาประสทิ ธิภาพของแบบฝก2 เสรมิ ทกั ษะ เพือ่ เปนc การ
ประกนั ว4า แบบฝ2กเสริมทักษะมปี ระสทิ ธิภาพในการสอน ซึ่งนกั การศึกษาได6กล4าวไว6 ดังนี้
ชัยยงคd พรหมวงศd (2533 : 491) กล4าววา4 เกณฑปd ระสทิ ธภิ าพ หมายถึง ระดบั
ประสิทธภิ าพของแบบฝ2กเสริมทกั ษะที่จะชว4 ยให6ผ6เู รยี นเกดิ การเรียนร6ู เปนc ระดับที่ผผ6ู ลติ
แบบฝก2 เสริมทักษะทมี่ คี ุณคา4 ทีน่ ำไปสอนนักเรยี นและค6ุมคา4 แก4การลงทนุ ผลติ ออกมาเปนc จำนวนมาก
สำหรบั การกำหนดเกณฑdประสิทธิภาพ กระทำไดโ6 ดยการประเมินผลพฤติกรรมของผเ6ู รยี น
21
2 ประเภท คอื พฤติกรรมต4อเนอ่ื ง (กระบวนการ) และพฤตกิ รรมขัน้ สดุ ทา6 ย (ผลลัพธd) โดยกำหนด
ประสิทธิภาพเปcน E1 คือประสทิ ธิภาพของกระบวนการ E2 คือประสิทธภิ าพของผลลัพธซd ่งึ การท่ีจะ
กำหนดเกณฑd E1/E2 ใหม6 คี 4าเท4าใดนัน้ ครผู ส6ู อนเปนc ผูพ6 จิ ารณา โดยปกติเนอื้ หาท่เี ปนc ความรู6ความจำ
มกั จะตั้งไว6 80/80 ,85/85 หรือ 90/90 ส4วนเนื้อหาทเ่ี ปนc ทักษะ หรอื เจตนาศึกษาอาจตั้งไว6ต่ำกว4าน้ี
เช4น 75/75 ท้งั นี้การยอมรับหรอื ไม4ยอมรบั ประสทิ ธภิ าพของแบบฝ2กเสริมทกั ษะเมอื่ ทดลอง
แบบฝ2กเสริมทกั ษะ ภาคสนามแลว6 ใหเ6 ทยี บคา4 E1/E2 ทหี่ าไดจ6 ากแบบฝก2 เสริมทักษะกับ E1/E2 ของเกณฑd
การยอมรบั ประสทิ ธิภาพของแบบฝก2 เสรมิ ทกั ษะไม4ควรต่ำกวา4 เกณฑdเกินรอ6 ยละ 5 แต4โดยปกติกำหนดไว6
รอ6 ยละ 2.5 ซึง่ การยอมรบั ประสทิ ธภิ าพของแบบฝก2 เสริมทกั ษะมี 3 ระดับ คือ สงู กว4าเกณฑd เทา4 เกณฑd
และต่ำกว4าเกณฑd แตย4 อมรบั ว4ามีประสิทธภิ าพ
ภญิ ญา พฤกษามาลา (2547 : 45) กลา4 วถงึ การกำหนดเกณฑdการหา
ประสทิ ธภิ าพของแบบฝ2กเสรมิ ทกั ษะสรุปไดด6 ังน้ี
เกณฑปd ระสิทธิภาพของแบบฝก2 เสรมิ ทักษะท่ีจะชว4 ยใหผ6 เู6 รียนเกดิ
การเรียนรู6 มหี ลายเกณฑd เชน4 ตงั้ แต4 75/75 , 80/80, 85/85, 90/90 และ 95/95 การตง้ั เกณฑd
ประสทิ ธิภาพเทา4 ใดนน้ั ข้ึนอยู4กบั ผว6ู ิจัยแต4ไม4ควรตัง้ ไวต6 ำ่ กวา4 เพราะต้งั เกณฑdเท4าใดมักจะได6ผลตามน้นั
โดยปกติเนอ้ื หา ทีเ่ ปcนความร6คู วามจำมกั จะตง้ั เกณฑdไว6 80/80, 85/85 หรือ 90/90
ส4วนเน้ือหาทเ่ี ปcนทักษะ ตั้งไว6 75/75
จากการศึกษา การกำหนดเกณฑปd ระสทิ ธภิ าพของแบบฝก2 เสริมทกั ษะที่นักการ
ศกึ ษากลา4 วไว6 สรปุ ไดว6 4า การหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝ2กเสรมิ ทักษะต6องมีขัน้ ตอนใน
การปฏิบตั ิ และต6องมเี กณฑdในการประเมนิ ประสิทธภิ าพซง่ึ ในการตัดสนิ ใจเลือกเกณฑdประสทิ ธภิ าพนนั้
ขน้ึ อยก4ู ับความเหมาะสมความสอดคล6อง และกระบวนการใชส6 อื่ การเรยี นการสอน ดงั นัน้ ผ6วู จิ ยั จึง
นำมาใชใ6 นการตง้ั เกณฑกd ารหาประสทิ ธิภาพของแบบฝก2 ทักษะปฏิบัติกีตารเd บ้ืองต6น รายวิชาปฏบิ ัตดิ นตรี
สากล รหัสวชิ า ศ23205 ช้ันมัธยมศึกษาปทL ี่ 3 โดยกำหนดเปcนประสิทธภิ าพตามเกณฑdความสมั พันธd
ดา6 นกระบวนการและผลลัพธd 80/80 มคี วามหมาย ดังน้ี
80 ตวั แรก หมายถงึ ค4าประสทิ ธิภาพด6านกระบวนการเรยี นการสอนหรอื ฝก2
ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ซึ่งได6มาจากคะแนนเฉลยี่ ทไ่ี ด6จากคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนในเลม4 ที่ 1- 4 และ
แบบทดสอบปฏิบัติในเลม4 ท่ี 5 รวมกันเทียบกับคะแนนเต็มท้งั หมด คิดเปcนร6อยละ 80
80 ตวั หลัง หมายถึง คา4 ประสิทธภิ าพด6านผลลพั ธd เมือ่ ผเ6ู รียนไดเ6 รียนจบหมดทุก
กระบวนการแล6ว ซง่ึ ไดม6 าจากร6อยละของคะแนนเฉล่ียทีไ่ ดจ6 ากการทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการ
เรยี น หลงั เรียนเทยี บกับคะแนนเต็ม คดิ เปcนร6อยละ 80
2.4 เอกสารท่ีเก่ยี วกบั แผนการจัดการเรียนร8ู
22
ภารกจิ สำคัญของครูผู6สอนทีจ่ ะทำใหท6 ราบลว4 งหนา6 วา4 จะสอนอะไร เพื่อจุดประสงคใd ด สอน
อยา4 งไร ใชส6 อ่ื อะไร และวดั ประเมนิ ผลดว6 ยวธิ ีใด ซง่ึ เปนc การเตรียมตัวใหพ6 รอ6 มก4อนสอนก็คือการจัดทำ
แผนการจดั การเรียนรน6ู ่ันเอง โดยคำท่ใี ช6เรยี กมีหลายคำ เช4น แผนการเรียนร6ู แผนการสอน ในท่นี ้ีผว6ู จิ ัย
เรยี กว4า แผนการจดั การเรียนรู6 การวางแผนการจัดการเรยี นร6ู การทีผ่ ส6ู อนไดจ6 ัดทำแผนการจดั การเรยี นร6ู
ลว4 งหนา6 ทำให6การสอนมีแนวทางทช่ี ัดเจนและมีเปาp หมาย เปนc การสอนท่ีให6คณุ ค4าแกผ4 6ูเรยี น ดังนนั้ ครูจงึ
จำเปนc ต6องมีความรคู6 วามเขา6 ใจเกีย่ วกับความหมาย ความสำคญั ลักษณะ ข้นั ตอนการจดั ทำแผนการ
จดั การเรียนร6ู ตลอดจนลกั ษณะของแผนการจัดการเรยี นร6ูทด่ี ี
2.4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนร8ู
มนี ักการศึกษาไดใ6 หท6 ศั นะเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู6ไวห6 ลายท4าน ดังน้ี
ชยั ยงคd พรหมวงศd (2532 : 187) ให6ความหมายของแผนการจดั การเรยี นรไ6ู ว6ว4า เปcนแผน
ซง่ึ กำหนดขั้นตอนการสอนท่ีครมู งุ4 หวังจะใหเ6 กดิ พฤตกิ รรมการเรียนรู6ในเน้อื หาและประสบการณdหน4วยใด
หนว4 ยหนึ่งตามวัตถุประสงคทd ีก่ ำหนดไว6
สงบ ลกั ษณะ (2533 : 1) ได6ใหค6 วามหมายของแผนการจัดการเรยี นรวู6 า4 หมายถึงการนำ
วิชาหรอื กลุม4 ประสบการณdทจี่ ะตอ6 งทำแผนการสอนตลอดภาคเรยี นมาสร6างเปนc แผนการจดั กจิ กรรมการ
เรยี นการสอน การใช6ส่ือ อปุ กรณdการสอน และการวดั ผลประเมินผล โดยจัดเนอ้ื หาสาระและ
จดุ ประสงคdการเรยี นยอ4 ย ๆ ใหส6 อดคล6องกบั วัตถุประสงคdหรอื จุดเนน6 ของหลกั สตู ร สภาพผเ6ู รยี น ความ
พร6อมของโรงเรียนในด6านวัสดอุ ปุ กรณd และตรงกับชีวิตจริงในห6องเรียน
วิมลรตั นd สุนทรโรจนd (2549 : 249) ได6ให6ความหมายของแผนการจดั การเรยี นรว6ู 4า
หมายถงึ แผนการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน การใช6สื่อการสอน การวัดผลประเมินผลใหส6 อดคล6องกบั
เนือ้ หาและจุดประสงคทd ก่ี ำหนดไว6ในหลกั สูตร หรอื กล4าวอกี นยั หนง่ึ ไดว6 4า แผนการสอนเปcนแผนทผ่ี 6จู ัดทำ
ขึ้นจากคูม4 อื ครูหรือแนวการสอนของกรมวชิ าการ ทำใหผ6 ส6ู อนทราบวา4 จะสอนเนอ้ื หาใดเพ่ือจดุ ประสงคdใด
สอนอย4างไร ใชส6 อ่ื อะไร และวดั ผลประเมินผลโดยวิธใี ด
จากความหมายดงั กลา4 ว ผวู6 จิ ัยจงึ สรปุ ความหมายของแผนการจัดการเรยี นรูว6 4า เปนc
เครอื่ งมอื ทเี่ กิดจากการวางแผนการจดั การเรียนการสอน การใช6ส่อื ตลอดจนการวดั ผลประเมินผลให6
สอดคล6องกับเน้อื หา สาระการเรยี นรูแ6 ละผลการเรียนรู6ท่คี าดหวงั ที่กำหนดไวใ6 นหลักสตู ร เพือ่ เปcนการ
เตรยี มตัวลว4 งหน6าและเปcนแนวทางในการจดั การเรยี นการสอนให6เกิดประสทิ ธภิ าพสูงสุด
2.4.2 ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนร8ู
วมิ ลรตั นd สนุ ทรโรจนd (2549 : 249) ได6สรปุ ความสำคญั ของแผนการจัดการเรยี นรู6 ดังน้ี
1. ทำใหเ6 กดิ การวางแผนวิธีสอน วธิ ีเรียนท่มี คี วามหมายยิ่งขึ้น เพราะเปนc การจัดทำอยา4 ง
มีหลกั การท่ีถกู ต6อง
23
2. ช4วยให6ครมู ีสอื่ การสอนทที่ ำด6วยตนเอง ทำให6เกิดความสะดวกในการจัดการเรยี นการ
สอน ทำให6สอนไดค6 รบถว6 นตรงตามหลกั สูตร และสอนไดท6 นั เวลา
3. เปนc ผลงานทางวชิ าการทส่ี ามารถเผยแพร4เปcนตวั อยา4 งได6
4. ช4วยให6ความสะดวกแก4ครผู สู6 อนแทนในกรณี ที่ผ6สู อนไม4สามารถเข6าสอนได6
2.4.3 ลกั ษณะแผนการจดั การเรียนรู8ที่ดี
วลั ลภ กนั ทรพั ยd (2534 : 44-45) ได6เสนอแนะวา4 แผนการสอนทด่ี คี วรมกี จิ กรรมการ
เรยี นรู6 ทม่ี ลี ักษณะ 3 ประการต4อไปนี้
1. เปนc แผนการสอนทีม่ ีกิจกรรมทผี่ ู6เรียนเปcนผ6ูไดล6 งมอื ปฏบิ ตั ิ ให6มากทส่ี ุด โดยครู
เปcนเพยี งผู6คอยช้นี ำ สง4 เสรมิ หรอื กระตุน6 ใหก6 จิ กรรมทีผ่ เ6ู รยี นดำเนินการเปcนไปตามจดุ มงุ4 หมาย
2. เปนc แผนการสอนทเี่ ปดj โอกาสใหผ6 เ6ู รียนเปนc ผค6ู น6 พบคำตอบหรอื ทำสำเรจ็ ด6วย
ตนเอง โดยครูพยายามลดบทบาทจากผู6บอกคำตอบมาเปนc ผค6ู อยกระต6ุนด6วยคำถามหรือปญh หา
ใหผ6 ู6เรียนคิดแก6หรือหาหนทางไปสู4ความสำเรจ็ ในการทำกิจกรรมเอง
3. เปcนแผนการสอนท่เี นน6 ทักษะกระบวนการใช6วัสดอุ ปุ กรณdท่สี ามารถจดั หาได6ใน
ทอ6 งถิน่ หลีกเลย่ี งการใชว6 สั ดอุ ปุ กรณสd ำเรจ็ รูปราคาสูง
วิมลรตั นd สนุ ทรโรจนd (2549 : 266) กลา4 วอธบิ ายถงึ ลักษณะของแผนการจดั การเรยี นรู6
หรือแผนการสอนทด่ี ีวา4 ต6องชว4 ยใหก6 ารเรยี นการสอนประสบผลสำเร็จได6ดี ซง่ึ มีลกั ษณะ ดังนี้
1. สอดคล6องกับหลักสูตร และแนวการสอนของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
2. นำไปใช6ไดจ6 ริงและมปี ระสทิ ธภิ าพ
3. เขียนอย4างถกู ตอ6 งตามหลกั วชิ า เหมาะกบั ผ6เู รยี นและเวลาที่กำหนด
4. มคี วามกระจา4 ง ชัดเจน ทำใหผ6 ูอ6 4านเข6าใจงา4 ยและเขา6 ใจได6ตรงกนั
5. มีรายละเอียดมากพอทีจ่ ะทำให6ผ6ูอา4 นสามารถนำไปใช6สอนได6
กล4าวโดยสรปุ ได6ว4า แผนการจัดการเรยี นรู6 ทีด่ ี เปนc แผนท่ีใหแ6 นวทางการจัดการเรียนรูท6 ่ี
ชดั เจน ท้ังด6านเนอื้ หา จดุ ประสงคกd ารสอน การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน การใชส6 ือ่ และการวดั ผล
ประเมนิ ผล โดยเฉพาะแนวทางการจดั กิจกรรม ควรเน6นให6ผ6เู รยี นไดป6 ฏิบัติ ไดค6 ดิ ไดท6 ำ ได6แก6ปญh หา
และเกิดทกั ษะกระบวนการจนสามารถนำไปใช6ในชีวติ ได6
2.4.4 องคXประกอบของแผนการจัดการเรียนรู8
หนว4 ยศึกษานิเทศกd กรมสามัญศกึ ษาเขตการศกึ ษา 9 (2543 : 129-136) ไดร6 ะบุ
องคปd ระกอบของแผนการสอน ไว6ดงั น้ี
1. สาระสำคญั (ความคิดรวบยอดหรอื หลกั การ) หมายถงึ ข6อความทเี่ ปcนแก4นของเน้อื หา
สาระ หลักการขอ6 เท็จจรงิ และแนวคดิ ต4าง ๆ ของเนื้อหาสาระของแผนการสอนนน้ั
2. จดุ ประสงคdการเรยี นรู6 (ปลายทาง และนำทาง) เปนc จดุ ประสงคทd ีว่ เิ คราะหdมาจาก
24
หลักสตู ร จดุ ประสงคdกลุ4มวชิ า และคำอธบิ ายรายวิชาเปcนเปาp หมายทพี่ ึงประสงคใd หเ6 กิดคุณลกั ษณะใน
ผู6เรียนทค่ี รอบคลมุ พฤตกิ รรมด6านความร6ู ความคิด คา4 นยิ ม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และการปฏิบัตจิ ากการ
เรยี น
3. เนอื้ หา หมายถึง รายละเอยี ด ขอ6 มลู เนอื้ หาสาระที่สอดคล6องกบั จดุ ประสงคd การ
เรยี นรู6นำทาง เปcนมวลความรูเ6 ชือ่ มโยงให6บรรลจุ ุดประสงคปd ลายทาง
4. สือ่ การเรียนการสอน หมายถงึ เครื่องช4วยสอนเพื่อใหก6 ารจดั การเรยี นการสอน
ในแตล4 ะจดุ ประสงคหd รอื แตล4 ะกิจกรรมชัดเจน รวดเรว็ คล4องตัว และมีประสทิ ธิภาพยง่ิ ขึ้น สอื่ ที่กำหนด
จะตอ6 งสอดคล6องกบั จดุ ประสงคdหรอื กจิ กรรม
5. กิจกรรมการเรยี นการสอน หมายถงึ การจัดสภาพการเรียนรู6 ซง่ึ ประกอบด6วย
กจิ กรรมหรือประสบการณตd 4าง ๆ ที่ผู6สอนจดั ให6แกผ4 ู6เรยี น และกิจกรรมท่เี น6นผูเ6 รียนปฏิบัตเิ พื่อใหเ6 กดิ การ
เรียนร6ูตามจุดประสงคd
6. การวดั ผลและประเมินผล คอื การประมาณราคา หรอื ประมาณคา4 ของสงิ่ ต4าง ๆ
เพอ่ื บอกคณุ ภาพของสงิ่ น้นั ๆ เช4น การประเมนิ การเรียนรข6ู องผู6เรยี น เปนc การบอกคณุ ภาพว4าผูเ6 รยี นมี
ความรคู6 วามเขา6 ใจมากน6อยเพยี งไร เพอื่ จะไดพ6 ัฒนา หรอื ปรบั ปรงุ แกไ6 ข ครอู าจจะใชเ6 ครื่องมอื หลาย ๆ
ชนิด เพอื่ ที่จะไดข6 อ6 มลู มากเพยี งพอท่ีจะนำมาประกอบการวนิ จิ ฉยั เช4น แบบสังเกต แบบทดสอบ แบบ
สัมภาษณd
7. กจิ กรรมเสนอแนะ คือกจิ กรรมทผ่ี ูส6 อนเสนอเพ่มิ เตมิ เม่อื เหน็ ว4ากิจกรมการเรียน
การสอนท่ีกำหนดไวใ6 นแผนการสอน อาจจะยงั ไม4สมบรู ณหd รอื เหมาะสม ซึ่งกิจกรรมท่เี สนอแนะไว6
ภายหลงั นี้ อาจสง4 ผลดีพอ ๆ กนั หรอื ใกลเ6 คียงกัน แบ4งเปcน 2 ลกั ษณะ คอื เปcนกจิ กรรมเพม่ิ พนู ความร6ู
ทกั ษะ เจตคตแิ ก4ผเ6ู รยี น และเปนc กิจกรรมซอ4 มเสรมิ
8. บันทกึ หลงั สอน เปcนข6อมลู บนั ทึกสรปุ ผลการสอน หลงั จากได6สอนตามแผนการ
สอนแล6ว เพ่อื ประโยชนใd นการประเมินความสำเรจ็ และความกา6 วหน6าของคณุ ภาพผเ6ู รยี นเพื่อปรบั ปรุง
การเรยี นของผเู6 รยี น การสอนของผ6ูสอน และปรับปรงุ แผนการสอนใหส6 มบูรณdและมปี ระสิทธภิ าพ
จากทีก่ ลา4 วมาข6างต6น ผว6ู จิ ัยจึงนำมาเปcนแนวทางในการจัดทำแผนการจัดการเรียนร6ู
ปฏบิ ตั กิ ตี ารเd บ้อื งต6น รายวชิ าปฏิบัตดิ นตรีสากล ศ23205 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปLท่ี 3 ให6สอดคลอ6 งกบั
หลกั สตู รหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 โดยมีสว4 นหวั ของแผนการจัดการ
เรยี นรู6 เปcนสว4 นทีร่ ะบรุ ายละเอยี ดเบ้อื งตน6 เชน4 ชอื่ รายวิชา ชอ่ื แผน จำนวนชว่ั โมงทีใ่ ช6สอน และมี
องคปd ระกอบอื่น ๆ ทส่ี ำคัญดงั นี้
1. มาตรฐานการเรยี นร6ู
2. สาระสำคัญ
25
3. ผลการเรยี นรู6
4. จดุ ประสงคdการเรียนรู6
5. สาระการเรยี นรู6
6. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู6
6.1 ขั้นนำเข6าสบ4ู ทเรยี น
6.2 ขน้ั สอน
6.3 ขน้ั สรุป
7. สื่อการเรยี นรู6 / แหลง4 การเรียนร6ู
8. การวดั และประเมนิ ผล
8.1 ดา6 นความรู6
8.2 ด6านทักษะ/กระบวนการ
8.3 ด6านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคd
9. ความคดิ เหน็ /ขอ6 เสนอแนะของผู6บริหารหรอื ผู6ไดร6 บั มอบหมาย
10. บนั ทึกผลหลังการสอน
2.4.5 การเขยี นแผนการจดั การเรียนรู8
ในการเขียนแผนการจัดการเรยี นรู6 ผส6ู อนตอ6 งศึกษาหลกั สูตรการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2544 เพอ่ื นำไปสก4ู ารจัดการเรียนรู6 ซ่งึ จะชว4 ยให6บรรลเุ ปาp หมายของหลกั สตู รอย4างแทจ6 ริง
ณัฐวุฒิ กจิ รง4ุ เรอื ง และคณะ (2545 : 74-81) ได6เสนอแผนภมู แิ สดงขนั้ ตอนการ
เขยี นแผนการจัดการเรียนรู6 และ แผนภมู แิ สดงความสมั พันธdระหว4างองคปd ระกอบแต4ละองคปd ระกอบใน
แผนการจัดการเรียนร6ูใหม6 คี วามเชื่อมโยงสอดคล6องร6อยรดั กนั ดงั ภาพประกอบท่ี 1 และภาพประกอบท่ี
2 ตามลำดบั
ศกึ ษามาตรฐานการเรียนร6ูและมาตรฐานการเรียนรู6ช4วงช้ัน
วเิ คราะหdมาตรฐานการเรียนรู6ช4วงชนั้ กำหนดสาระการเรียนร6ูช4วงชัน้
กำหนดจดุ ประสงคกd ารเรยี นร6ู กำหนดสาระการเรียน
จดั ทำคำอธิบายรายวิชา
จัดทำหนว4 ยการเรียนรู6
26
จดั ทาํ แผนการเรียนรู้
ภาพประกอบท่ี 1 แผนผังแสดงขน้ั ตอนการนำมาตรฐานหลกั สูตรการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
มาส4กู ารจัดกจิ กรรมการเรยี นรู6
สาระสาํ คญั
จุดประสงค์
จุดประสงค์ 1
จุดประสงค์ 2
เน2ือหา
กิจกรรมการเรียนรู้
กิจกรรม 1
กิจกรรม 2
ส<ือการเรียนรู้
27
สื<อ 1
ส<ือ 2
การวดั และการประเมินผลการเรียนรู้
การวดั และการประเมิน 1
การวดั และการประเมิน 2
ภาพประกอบท่ี 2 แผนผงั แสดงความเชอ่ื มโยงสอดคลอ6 งกันของการเขียนแผนการจดั การเรียนร6ู
2.4.6 ประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรยี นรู8
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2537 อ6างถงึ ใน สมศรี นยิ มสขุ , 2548) กลา4 วถงึ
การหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู6วา4 หมายถึง การนำแผนการจัดการเรยี นรูไ6 ปทดลองใช6
ตามขนั้ ตอนทก่ี ำหนดไว6แล6ว นำผลทีไ่ ด6รบั มาปรบั ปรงุ เพ่ือนำไปจดั การเรียนร6จู ริงใหไ6 ดป6 ระสิทธภิ าพตาม
เกณฑd ทกี่ ำหนดไว6 และไดใ6 หค6 วามหมายของเกณฑปd ระสิทธภิ าพของ แผนการจดั การเรยี นร6ู ดงั น้ี
เกณฑdการหาประสิทธิภาพ หมายถึง ระดบั ประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรยี นรู6 เกิด
การเรยี นรู6 เปนc ระดับทผี่ จู6 ัดทำแผนการจดั การเรียนรจ6ู ะพึงพอใจ หากแผนการจดั การเรยี นรม6ู ี
ประสิทธิภาพถงึ ระดบั นน้ั แลว6 แผนการจัดการเรยี นรกู6 ็มีคณุ ค4าท่ีจะนำไปใช6จดั การเรียนรก6ู ับผ6เู รยี น
เกณฑกd ารหาประสทิ ธิภาพ กำหนดเปนc เกณฑdทีผ่ ู6สอนคาดหมายว4าผ6เู รยี นจะเปลี่ยน
พฤตกิ รรมของผ6เู รยี นทง้ั หมดต4อเปอรเd ซ็นตขd องผลการทดสอบหลงั เรียนของผ6ูเรียนทั้งหมด นน่ั คอื E1/E2
คอื ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลพั ธd
ตัวอย4าง 80/80 หมายความว4า เมอ่ื เรียนจบแผนการจดั การเรยี นรแ6ู ล6วผ6เู รยี นจะ
สามารถทำแบบฝก2 หดั หรอื งานได6ผลเฉลี่ย 80 % และทำแบบทดสอบหลังเรยี นได6ผลเฉลยี่ 80 %
การท่จี ะกำหนด E1/E2 ให6มคี 4าเทา4 ใดนั้น ใหผ6 ู6สอนเปนc ผพ6ู ิจารณาตามความเข6าใจ โดย
ปกตเิ นอื้ หาทเี่ ปนc ความรู6ความจำมกั จะต้ังไว6 80/80, 85/85 หรอื 90/90 สว4 นเนื้อหาทเ่ี ปนc ทักษะหรอื
28
เจตคติ อาจต้งั ไว6 ตำ่ กวา4 นเ้ี ชน4 75/75 อยา4 งไรก็ตามไม4ควรตัง้ เกณฑdไว6ต่ำเพราะตง้ั เกณฑตd ่ำไว6เทา4 ใด
มักจะได6ผลเท4านั้น
เมื่อพฒั นาแผนการจดั การเรียนรข6ู ึ้นเปนc ตน6 ฉบบั แลว6 การหาประสิทธภิ าพของแผนการ
จัดการเรียนร6ูตอ6 งนำไปปรับปรงุ แก6ไข ตามขัน้ ตอน ดังน้ี
1. ขั้น 1 : 1 (แบบเด่ยี ว) คอื นำแผนการจัดการเรียนร6ูไปทดลองใช6กบั นักเรยี น จำนวน 1
คน คำนวณหาประสทิ ธิภาพแล6วปรบั ปรงุ ให6ดีขนึ้
2. ขัน้ 1 : 10 (แบบกลมุ4 ) คอื นำแผนการจัดการเรยี นรูไ6 ปทดลองใช6กับนักเรยี น จำนวน
6-10 คน คำนวณหาประสทิ ธภิ าพแล6วปรบั ปรงุ ให6ดขี น้ึ
3. ขนั้ 1 : 100 (แบบภาคสนามหรอื กลุ4มใหญ)4 คือ นำแผนการจัดการเรียนร6ไู ปทดลองใช6
กับนกั เรียน จำนวน 30-100 คน คำนวณหาประสิทธิภาพแลว6 ปรบั ปรงุ ใหด6 ีข้ึน
จากทีก่ ล4าวมาข6างตน6 ผวู6 ิจัยไดน6 ำมาเปนc แนวทางในการหาประสิทธิภาพของแผนการ
จัดการเรยี นรู6ซ่ึงใช6หลักการเรยี นรู6แบบสบื เสาะหาความร6ูควบคู4กับการใชแ6 บบฝก2 ทกั ษะปฏิบตั ิกตี ารd
เบื้องต6น รายวิชาปฏบิ ตั ดิ นตรสี ากล รหัสวชิ า ศ23205 ช้ันมธั ยมศึกษาปทL ี่ 3 โดยมีข้นั ตอนการหาดังน้ี
1. ใหผ6 6เู ชยี่ วชาญตรวจสอบ ความเหมาะสมและความสอดคลอ6 ง ตลอดจนภาษาท่ใี ช6
2. ปรับปรุงใหด6 ขี ึ้น
3. ทดลองใช6กบั นกั เรยี น 3 ขนั้ คอื ข้นั ทดลองหนึง่ ต4อหนง่ึ (One to One Testing)
ขนั้ ทดลองกับกลม4ุ เล็ก (Small Group Testing) และข้ันทดลองภาคสนาม (Field Testing)
เพอื่ หาประสทิ ธิภาพและปรบั ปรุงในแตล4 ะขั้นตอน ซง่ึ ผ6วู จิ ัยถอื ว4าประสิทธภิ าพของแบบฝ2กทกั ษะที่ได6ถือ
เปนc ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนร6ูด6วย
2.5 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
2.5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
นกั การศกึ ษาได6ใหค6 วามหมาย ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ไว6หลายทา4 น ดังน้ี
กดู‘ ( Good, 1973 : 7) ได6ใหค6 วามหมายไวว6 4า ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น หมายถึง
การเขา6 ถงึ ความรู6 (Knowledge Attained) หรือ การพฒั นาทักษะในการเรยี น ซึ่งอาจพิจารณาจาก
คะแนนสอบที่กำหนดให6 คะแนนท่ีไดจ6 ากงานทค่ี รมู อบหมายงานใหห6 รือท้ังสองอยา4 ง
ชนญั ชิดา อมรวรนิตยd (2546 : 5) ได6ให6ความหมายไวว6 า4 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
หมายถงึ ความสามารถของนกั เรยี นด6านความรู6 ความจำ และความเขา6 ใจในเนื้อหาทีใ่ ช6ทดลอง โดยวัด
ได6จากคะแนนท่นี ักเรยี นได6จากการทดสอบภายหลงั เรยี น
29
ถาวร ลักษณะ (2547 : 33) ได6ใหค6 วามหมายไว6วา4 ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน หมายถึง
ความสามารถทางสตปิ ญh ญา การพัฒนาทักษะในการเรียน โดยพิจารณาจากคะแนนแบบทดสอบ หรอื
งานทีม่ อบหมายให6ทำ
อคั รเดช จำนงคธd รรม(2549 : 26) ได6ให6ความหมายไวว6 4า ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
หมายถึง ผลของความสามารถของบคุ คลทตี่ 6องอาศยั ทกั ษะความรอบรู6 ทศั นคตทิ ไ่ี ด6รบั จาก
การเรียนการสอน การฝ2กฝน อบรม สง่ั สอนทำใหเ6 กิดความสำเรจ็ หรอื ความสามารถในด6านตา4 ง ๆ
กฟ๊ิ ลี มะหะหมัด (2550 : 19) ได6ให6ความหมายไวว6 4า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
หมายถึง ความสำเรจ็ ในด6านความรู6 ความสามารถ ท่ีเกดิ จากการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนในวิชาการ
ขายท่ีได6รับการฝก2 ฝนหรอื ประสบการณdการเรยี นร6ูของแต4ละบุคคลโดยการทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ซ่งึ ประกอบด6วยความรู6 ความสามารถ ความถนดั ความจำ ความเข6าใจ การนำไปใช6 การวเิ คราะหแd ละ
การประเมินคา4
บุษบา ชคู ำ (2550 : 46) ไดใ6 ห6ความหมายไว6ว4า ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน หมายถึง
ความรูค6 วามสามารถผ6เู รยี นทงั้ ทางด6านสตปิ hญญา ความรู6ความจำ การคำนวณ ความเข6าใจ
การวเิ คราะหd และการนำไปใช6
สำรวย หาญหา6 ว (2550 : 50) ไดใ6 ห6ความหมายไว6ว4า ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ
ความสำเรจ็ ในดา6 นความร6ู ทกั ษะ และสมรรถภาพด6านตา4 ง ๆ ของสมองหรือประสบการณdทไี่ ดจ6 ากการ
เรยี นรู6อนั เปนc ผลมาจากการเรียนการสอน การฝก2 ฝน หรือประสบการณdตา4 ง ๆ ของแต4ละบคุ คลสามารถ
วัดได6โดยการทดสอบด6วยวธิ ีต4าง ๆ จากการศกึ ษาเอกสารของวลิ สนั (Wilson.1971 :643 -685) ซึง่ ได6
จำแนกการวดั 4 ระดับคอื ด6านความร6คู วามจำ (Computation)
ด6านความเข6าใจ (Comprehension) ดา6 นการนำไปใช6 (Application) และดา6 นการวเิ คราะหd (Analysis)
จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทนี่ ักการศกึ ษาได6กลา4 วมาข6างต6น สรปุ ได6วา4
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนหมายถงึ ความสามารถของผ6เู รยี นทง้ั ทางด6านความร6ู- ความจำ
ความเขา6 ใจ การนำไปใช6 การวเิ คราะหd และทกั ษะ และสมรรถภาพด6านต4าง ๆ ของสมองหรอื
ประสบการณdทไ่ี ด6จากการเรียนร6ูอนั เปนc ผลมาจากการเรยี นการสอน การฝ2กฝน หรือประสบการณdตา4 ง ๆ
ซง่ึ สามารถประเมินได6จากแบบทดสอบท่นี กั เรยี นไดท6 ดสอบภายหลงั การเรยี น ผว6ู ิจัยจงึ กำหนด
ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วา4 หมายถึง ความร6ู ความสามารถ ทางดนตรขี องนักเรียนที่เกดิ
จากการจัดการเรยี นรูโ6 ดยใช6แบบฝ2กทักษะปฏิบัติกตี ารdเบือ้ งต6น รายวิชาปฏิบัตดิ นตรสี ากล
รหัสวชิ า ศ30231 ชั้นมัธยมศึกษาปทL ่ี 4 ซง่ึ อยใ4ู นรูปของคะแนนทไ่ี ดจ6 ากการทำแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรือ่ ง ปฏบิ ัตกิ ตี ารเd บ้อื งตน6 ทผี่ วู6 จิ ยั สรา6 งขึน้
30
2.5.2 พฤตกิ รรมท่แี สดงออกถงึ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
พฤติกรรมการแสดงออกด6านพุทธพิ สิ ัย แบ4งได6 6 ข้นั โดยเรียงพฤตกิ รรมทง่ี า4 ยไปหายาก
ดงั น้ี (เชาวd อนิ ใย, 2543ก : 31)
1. ความร6ูความจำ (Knowledge) เปcน ความสามารถในการจดจำ ระลกึ เรอื่ งราว
ต4าง ๆ ไดอ6 ยา4 งถกู ต6อง
2. ความเขา6 ใจ (Comprehension) เปนc ความสามารถในการขยายความร6ูความจำให6
ไกลออกไปจากเดมิ กลา4 วคือ การถา4 ยทอดสอ่ื ความหมาย เร่อื งราวตา4 ง ๆ แต4ตอ6 งคงความหมายเดมิ ไว6
3. การนำไปใช6 (Aplication) เปนc ความสามารถในการนำเอาความรแู6 ละความเข6าใจ
วธิ ีการ ทฤษฎี กฎเกณฑd และแนวคิดตา4 ง ๆ ไปแก6ปญh หาในสถานการณdใหม4 ที่แตกต4างไปจากเดิม
4. การวเิ คราะหd (Analysis) เปcนความสามารถและทักษะในการจำแนกเร่อื งราว ตา4 ง
ๆ ออกเปcนสว4 นย4อย ๆ ตามหลักการ และกฎเกณฑทd ี่กำหนดให6
5. การสังเคราะหd (Synthesis) เปcนความสามารถทีจ่ ะรวมสิ่งของตัง้ แต4 2 สง่ิ ขนึ้ ไปจน
ไดข6 องแบบใหม4ท่ีมีคณุ ลกั ษณะแตกตา4 งไปจากเดิม และมีคณุ ภาพสูงกว4าเดิม กระบวนการสงั เคราะหdจะ
ชว4 ยใหน6 ักเรียนมคี วามคิดสรา6 งสรรคd
6. การประเมินค4า (Evalution) หมายถึงความสามารถในการตัดสินใจโดยนำไป
เปรยี บเทียบกับเกณฑdทก่ี ำหนดขึน้ เกณฑทd ่ใี ชใ6 นการประเมินมี 2 ประเภท คือ เกณฑdภายในและเกณฑd
ภายนอก
2.5.3 องคปX ระกอบท่ีมอี ทิ ธิพลตอI ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเปcนตวั บง4 ชค้ี วามสำเรจ็ หรือความล6มเหลวในการเรยี น
ของนกั เรยี น นักการศกึ ษาและนกั จติ วิทยาหลายท4านไดท6 ำการศึกษาองคdประกอบต4าง ๆ ทม่ี อี ิทธิพลตอ4
ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนเพ่อื นำผลที่ได6จากการศกึ ษาไปเสนอเปcนแนวทางในการปรับปรงุ ปpองกนั ปญh หา
ทีก่ ระทบต4อการเรียน และพฒั นาศกั ยภาพของนักเรียนทมี่ อี ยใ4ู หป6 ระสบผลสัมฤทธทิ์ าง การเรยี นให6สูง
ทส่ี ดุ ทงั้ ภาคทฤษฎแี ละภาคปฏิบัตทิ ้ังนี้เพอื่ ใหน6 กั เรยี นคดิ เปนc ทำเปcน แกป6 hญหาเปนc มีนกั การศกึ ษาหลาย
ท4านทีก่ ลา4 วถงึ องคปd ระกอบท่มี อี ิทธิพลตอ4 ผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียนไว6 ดังน้ี
ชญานิษฐd พกุ เถือ่ น (2536 : 16 – 17 อ6างถึงในสุรางคนา ยาหยี, 2549 : 81)
ไดก6 ลา4 วถงึ ปhจจยั ท่สี ัมพันธกd ับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นนัน้ มีองคdประกอบมากมายหลายลักษณะ
ดงั ตอ4 ไปน้ี
1. ด6านคณุ ลกั ษณะในการจัดระบบในโรงเรยี นจะประกอบด6วย ขนาดโรงเรยี น
อตั ราส4วนนกั เรียนตอ4 ครู อัตราส4วนนักเรียนตอ4 หอ6 งเรยี น
31
2. ดา6 นคุณลักษณะของครู จะประกอบดว6 ย อายุ วฒุ คิ รู ประสบการณdของครู
การฝ2กอบรมของครูจำนวนวันลาของครู จำนวนคาบทส่ี อนในหนึง่ สัปดาหd ความเอาใจใสต4 4อหน6าท่ี
ทัศนคตเิ กย่ี วกับนักเรยี น ฯลฯ
3. ด6านคณุ ลกั ษณะของนกั เรียน เช4น เพศ อายุ สติปhญญา การเรยี นพเิ ศษ
การไดร6 ับความชว4 ยเหลอื เกี่ยวกบั การเรียน สมาชิกในครอบครวั ความเอาใจใสใ4 นการเรียน ทศั นคติ
เก่ียวกับการเรียนการสอน การขาดเรียน การเข6าร4วมกิจกรรมทท่ี างโรงเรยี นจดั ขึน้ ฯลฯ
4. ดา6 นภูมิหลงั ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล6อมของนักเรยี น ซึง่ ประกอบดว6 ย
ขนาดครอบครวั ภาษาทีพ่ ดู ในบา6 น ถ่นิ ท่ีต้งั บ6าน การมีส่ือทางการศกึ ษาต4าง ๆ ระดับการศึกษา ของ
บดิ ามารดา ฯลฯ
บลมู (Bloom, 1976 : 52) ได6กลา4 วถงึ ตัวแปรทม่ี อี ิทธิพลตอ4 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ในโรงเรียนไว6ว4า ประกอบด6วย
1. พฤตกิ รรมด6านความร6ู ความคิด หมายถึง ความสามารถท้ังหลายของผ6เู รยี น
ซง่ึ ประกอบดว6 ยความถนัด และพนื้ ฐานเดิมของผูเ6 รียน
2. คณุ ลกั ษณะด6านจิตพิสัย หมายถึง สภาพการณหd รือแรงจงู ใจท่จี ะทำใหผ6 ู6เรยี นเกดิ
การเรียนรู6ใหม4 ได6แก4 ความสนใจ เจตคตทิ ีม่ ีตอ4 เนือ้ หาวชิ าทีเ่ รยี นในโรงเรยี น ระบบการเรียน ความ
คิดเหน็ เกย่ี วกับตนเองและลกั ษณะบุคลิกภาพ
3. คณุ ภาพการสอน ได6แก4 การไดร6 บั คำแนะนำ การมีส4วนรว4 มในการเรียน
การสอน การเสรมิ แรงจากครู การแก6ไขข6อผดิ พลาด และรผ6ู ลว4าตนเองกระทำได6ถกู ตอ6 งหรอื ไม4
วรรธนพงศd สทิ ธโิ ชค (2530 : 14 – 15 อา6 งถึงในสำรวย หาญห6าว, 2550 : 51 - 52)
ได6กลา4 วถงึ องคปd ระกอบต4าง ๆ ทม่ี ีอทิ ธพิ ลตอ4 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ไว6ดังนี้
1. องคdประกอบเกีย่ วกับตัวนกั เรียน ได6แก4
1.1 การเจริญเตบิ โตของรา4 งกาย สุขภาพ ข6อบกพรอ4 งทางกาย
1.2 สตปิ hญญาของนักเรียน
1.3 เจตคติตอ4 โรงเรยี น ครู และวิชาทเ่ี รียน
1.4 วุฒภิ าวะ แรงจูงใจ หรอื มโนมติแห4งคน
1.5 นิสัยในการเรียน หรอื วธิ ีการเรยี น
1.6 คุณลกั ษณะของนกั เรียน
1.7 พฤตกิ รรมของนักเรียน การปรบั ตน
1.8 ความสามารถ ความร6ู ความคดิ ของนักเรยี น
1.9 เวลาทีน่ ักเรยี นใช6ในโรงเรียนและนอกโรงเรยี น
2. องคdประกอบเก่ียวกับโรงเรยี น
32
2.1 ลักษณะของโรงเรยี นและชุมชน
2.2 หลกั สูตร
2.3 สภาพการณdภายในโรงเรยี น
3. องคปd ระกอบเก่ียวกับครู
3.1 คณุ ลักษณะของครู
3.2 พฤติกรรมของครู
3.3 คณุ ภาพการสอนของครู
4. สภาพแวดลอ6 ม
4.1 ความสมั พันธdกบั สมาชิกในครอบครัว
4.2 ความสัมพนั ธdกับเพอื่ นวัยเดียวกนั ทั้งในและนอกโรงเรยี น
4.3 วัฒนธรรมและสงั คม
4.4 สภาพสงั คมในหอ6 งเรียน
จากองคdประกอบที่มอี ทิ ธพิ ลตอ4 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นที่นกั การศกึ ษาได6กล4าวมาขา6 งตน6
สรปุ ได6ว4ามีปhจจยั หลายสิ่งทีม่ ผี ลกระทบต4อผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นท้ังในดา6 นสิง่ แวดลอ6 ม และ
ในดา6 นตัวของนกั เรยี น เน่ืองจากนกั เรยี นจะเกดิ เรยี นรไู6 ด6ดหี รือไม4นั้นส่งิ ทท่ี ำให6เกดิ ผลโดยตรงนนั่ คอื
วิธกี ารจดั การเรียนรข6ู องครู
2.5.4 สาเหตทุ ที่ ำให8เกิดปcญหาตอI ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
มีนักการศึกษาหลายท4านได6กล4าวถึงสาเหตุท่ีทำให6เกิดปhญหาต4อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ไว6ดงั นี้
ถาวร ลักษณะ (2547 : 37) ได6กล4าวถึงสาเหตุท่ีทำให6เกิดปhญหาต4อผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนไว6ว4า ปhญหาที่ทำให6นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำคือ นักเรียนมีเจตคติที่ไม4ดี โดยเฉพาะวิชา
คณิตศาสตรd นักเรียนมีความสนใจอยากรู6อยากเรียนค4อนข6างต่ำ จากสาเหตุดังกล4าว ถ6าครูจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนให6นักเรียนเกิดความสนใจและมีส4วนร4วมในกิจกรรมต4าง ๆ อาจจะช4วยให6นักเรียนมี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดขี ึ้น
นนั ทา หงวนตดั (2547 : 54) ได6กล4าวถึงสาเหตุที่ทำใหเ6 กดิ ปญh หาต4อผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนไว6ว4า สาเหตุท่ีทำให6เกิดปhญหาการเรียนและมีผลต4อการเรียนของนักเรียนคือ การจัดการ
เรียนการสอน เจตคติต4อวิชา สภาพแวดล6อมทางครอบครัวและวุฒิภาวะ จากสาเหตุดังกล4าวจึงต6องเปcน
หน6าที่ของครูท่ีจะต6องจัดหากลวิธีที่เหมาะสม ท่ีจะนำมาใช6ในการเรียนการสอนเพื่อให6เกิดประสิทธิผลที่ดี
ยิง่ ข้ึน
33
เรวัตและคุปตะ (Rawat and Cupta, 1970 : 7 – 9 อ6างถึงในสำรวย หาญห6าว,
2550 : 52) ได6กล4าวถึงสาเหตุที่ทำให6เกิดปhญหาต4อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว4ามีด6วยกันหลายประการ
ไดแ6 ก4
1. นกั เรยี นขาดความร6สู กึ ในการมีส4วนรว4 มกับโรงเรยี น
2. ความไม4เหมาะสมในการจัดหาเวลาเรยี น
3. ผู6ปกครองไม4เอาใจใสใ4 นการศึกษาของบตุ ร
4. นกั เรียนมีสขุ ภาพไม4สมบูรณd
5. ความยากจนของผป6ู กครอง
6. ประเพณีทางสังคม ความเชอื่ ท่ีไม4เหมาะสม
7. โรงเรียนไมม4 ีการปรบั ปรงุ ท่ีดี
8. การสอบตกซ้ำช้ันเพราะการวดั ผลไม4ดี
9. อายุนอ6 ยหรอื มากเกินไป
10. สาเหตอุ ่ืน ๆ เชน4 การคมนาคมไม4สะดวก
จากการศกึ ษาถงึ สาเหตทุ ท่ี ำให6เกิดปhญหาตอ4 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาเคมี
สรุปได6ว4า สาเหตุท่ีทำให6เกิดปhญหาการเรียนและมีผลต4อการเรียนของนักเรียน ซึ่งอาจจะประกอบด6วย
การจัดการเรียนการสอน เจตคติต4อวิชาเคมี แรงจูงใจในการเรียนการขาดความเช่ือมั่นในตนเอง
สภาพแวดลอ6 มทางครอบครัวและวุฒภิ าวะ จากสาเหตดุ งั กล4าว จึงตอ6 งเปcนหนา6 ท่ีของครู
ท่ีจะต6องจดั หากลวธิ ที เี่ หมาะสมทจ่ี ะนำมาใชใ6 นการเรียนการสอนเพ่อื ให6การจดั การเรียนการสอนเปนc ไป
อย4างมปี ระสิทธภิ าพยงิ่ ขึ้น
2.6 ความพึงพอใจ
2.6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
นักการศึกษาหลายทา4 นไดใ6 ห6ความหมายของความพึงพอใจ (Satisfaction) ไว6ดงั น้ี
กาญจนd เรืองมนตรี (2543 : 1) ได6ให6ความหมายไว6ว4า ความพึงพอใจ หมายถึง
ความร6ูสึกเช4น ความร6ูสึกรัก ชอบ ภูมิใจ สุขใจ ประทับใจ เห็นด6วย อันจะมีผลให6เกิดความพึงพอใจ
ในการทำงาน มกี ารเสียสละ อทุ ิศแรงกาย แรงใจและสตปิ hญญาใหแ6 ก4งานอยา4 งแท6จรงิ
อัญชไม จันทมาศ (2544 : 8) ได6ให6ความหมายไว6ว4า ความพึงพอใจ หมายถึง
ทัศนคติและความพึงพอใจในส่ิงหนึ่งสามารถใช6แทนกันได6 เพราะท้ังสองคำน้ีจะหมายถึง ผลท่ีได6จากการ
ที่บุคคลเข6าไปมี ส4วนร4วมในสิ่งนั้นทัศนคติในด6านบวก จะแสดงให6เห็นสภาพความพึงพอใจ ในส่ิงน้ัน
และทัศนคติด6านลบจะแสดงให6เห็นสภาพความไม4พึงพอใจน่ันเอง ส4วนความพึงพอใจ หมายถึง สภาพ
34
หรือระดับความพอใจที่เปcนผลมาจากความสนใจ และทัศนคติของบุคคลท่ีมี ต4อคุณภาพและสภาพของ
งานนน้ั
ประภาส เกตุแก6ว (2546 : 12) ได6ให6ความหมายไว6ว4า ความพึงพอใจ หมายถึง
ความรู6สึกของมนุษยdที่เก่ียวข6องกับอารมณd จากการได6รับการตอบสนองความต6องการซึ่งแสดงออกมา
ทางพฤติกรรมซ่ึงสังเกตไดจ6 ากสายตา คำพูดและการแสดงออกทางพฤตกิ รรม
ปjยวรรณ สงั ขdจันทราพร (2547 : 56) ได6ให6ความหมายไวว6 า4 ความพงึ พอใจ
ไวด6 ังนี้
1. ความพงึ พอใจเปนc ผลรวมของความร6สู กึ ของบุคคลเก่ยี วกบั ระดบั ความชอบหรอื ไม4
ชอบตอ4 สภาพตา4 ง ๆ
2. ความพงึ พอใจเปcนผลของทัศนคติทเี่ กี่ยวขอ6 งกับองคปd ระกอบต4าง ๆ
3. ความพงึ พอใจในการทำงานเปcนผลมาจาการปฏบิ ัติงานท่ีดี และสำเรจ็ จนเกดิ เปcน
ความภมู ิใจ และได6ผลตอบแทนในรูปแบบต4าง ๆ ตามทห่ี วังไว6
ประหยดั ปhนแปง (2549 : 26) ไดใ6 หค6 วามหมายไวว6 4า ความพึงพอใจ หมายถงึ
ความร6สู ึกนกึ คดิ หรอื เจตคติ ความชอบหรือไมช4 อบท่ีมตี 4อสงิ่ เรา6 ในดา6 นตา4 ง ๆ ของบคุ คลน้นั ๆ
ความรูส6 ึกพึงพอใจเกดิ ขนึ้ เมือ่ บุคคลได6รับสง่ิ ท่ตี นต6องการหรอื เปนc ไปได6ตามเปpาหมายทค่ี นต6องการ
อัครเดช จำนงธรรม (2549 : 31) ได6ให6ความหมายไว6ว4าความพึงพอใจ หมายถงึ
ความรูส6 กึ ชอบ พอใจ และประทับใจจากการได6รบั การตอบสนองตามความต6องการและมีความสุขเมอ่ื
ไดร6 ับผลสำเร็จ ซึ่งจะแสดงออกมาทางพฤตกิ รรม โดยสงั เกตได6จากสายตา คำพดู และการแสดงออกทาง
พฤติกรรม
คเชนพงษd สุมาลยdโรจนd (2550 : 19) ได6ให6ความหมายไว6ว4า ความพึงพอใจ หมายถึง
ความร6ูสึกชอบ เห็นด6วย ประทับใจ ภูมิใจ ยินดี ในส่ิงที่สอดคล6องกับความต6องการของตนเอง ความพึง
พอใจก4อให6เกิดความร4วมมือร4วมใจ ความเข6าใจอันดีต4อกัน ความสามัคคีในหมู4คณะ และเปcนปhจจัยสำคัญ
ประการหนึ่งที่ช4วยใหก6 ารดำเนนิ งานประสบผลสำเร็จ
จากความหมายของความพงึ พอใจทน่ี กั การศกึ ษาไดใ6 หค6 วามหมายไว6ข6างต6น
สรุปได6วา4 ความพงึ พอใจ หมายถึง ความร6สู กึ สว4 นตัวของแต4ละบุคคล ทม่ี ีปฏิกริ ิยาตอ4 สิง่ หนง่ึ สง่ิ ใด
อันเปcนผลตอ4 เนอ่ื งจากการทบ่ี ุคคลไดป6 ระเมนิ ผลสิ่งนั้นแลว6 เหน็ วา4 ดหี รอื ตรงใจ มคี วามชอบใจ
มีความสขุ และมีเจตคติทด่ี ตี อ4 สิ่งนนั้
2.6.2 ทฤษฎเี ก่ียวกบั ความพึงพอใจ
ความพึงพอใจเปcนความร6ูสึกที่ดี ท่ีชอบ ที่พอใจ หรือที่ประทับใจของบุคคลต4อสิ่งใด
สิ่งหน่ึงที่ได6รับ โดยส่ิงนั้นสามารถตอบสนองความต6องการท้ังด6านร4างกายและจิตใจ บุคคลทุกคน มีความ
35
ต6องการหลายส่ิงหลายอย4าง และมีความต6องการหลายระดับ ซ่ึงหากได6รับการตอบสนอง ก็จะก4อให6เกิด
ความพึงพอใจ การจัดการเรียนรู6ใด ๆ ท่ีจะทำให6ผ6ูเรียนเกิดความพึงพอใจ การเรียนร6ูนั้นจะต6องสนอง
ความต6องการของผ6ูเรียน นักการศึกษาหลายท4านได6เสนอแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ ไว6
ดงั น้ี
อัครเดช จำนงธรรม (2549 : 31 – 32) ได6เสนอแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกบั
ความตอ6 งการทสี่ ง4 ผลต4อความพงึ พอใจ ไว6ดังน้ี
1. ลักษณะความตอ6 งการของมนษุ ยd ได6แก4
1.1 ความตอ6 งการของมนษุ ยdเปนc ไปตามลำดบั ข้นั ความสำคญั โดยเริ่มระดบั
ความตอ6 งการขั้นสูงสุด
1.2 มนษุ ยมd ีความตอ6 งการอย4เู สมอ เมอ่ื ความต6องการอยา4 งหนงึ่ ไดร6 ับการ
ตอบสนองแลว6 ก็มคี วามตอ6 งการสง่ิ ใหมเ4 ข6ามาแทนท่ี
1.3 เมอ่ื ความตอ6 งการในระดบั หนึ่งได6รับ การตอบสนองแลว6 จะไม4จงู ใจใหเ6 กดิ
พฤตกิ รรมต4อส่ิงน้นั แตจ4 ะมคี วามตอ6 งการในระดับสูงเขา6 มาแทน และเปcนแรงจงู ใจให6เกิดพฤตกิ รรมนน้ั
1.4 ความตอ6 งการท่เี กดิ ขึน้ อาศัยซึ่งกนั และกนั มีลกั ษณะควบค4ู คอื
เมอ่ื ความตอ6 งการอยา4 งหนง่ึ ยงั ไม4หมดสน้ิ ไปกจ็ ะมคี วามตอ6 งการอีกอย4างหนงึ่ เกดิ ขนึ้ มา
2. ลำดบั ข้ันความต6องการของมนุษยd มี 5 ระดับ ไดแ6 ก4
2.1 ความต6องการพ้ืนฐานทางด6านร4างกาย เปcนความต6องการเบื้องต6น เพ่ือความ
อยูร4 อดของชวี ติ เช4น ความตอ6 งการอาหาร น้ำ อากาศ เครอื่ งนุ4งห4ม ยารกั ษาโรค ทอี่ ย4ูอาศัย
และความตอ6 งการทางเพศ ความต6องการทางดา6 นร4างกายจะมอี ิทธพิ ลตอ4 พฤติกรรมของคนก็ต4อเม่ือ
ความตอ6 งการทง้ั หมดของคนยงั ไมไ4 ด6รับการตอบสนอง
2.2 ความต6องการความมน่ั คงปลอดภยั เปนc ความรู6สึกที่ต6องการความม่ันคง
ปลอดภยั ในปhจจุบนั และอนาคต ซึง่ รวมถงึ ความก6าวหนา6 และความอบอ4ุนใจ
2.3 ความต6องการทางสงั คม ไดแ6 ก4 ความต6องการทจี่ ะเขา6 รว4 มและไดร6 ับ
การยอมรับในสังคม ความเปนc มิตรและความรักจากเพอื่ น
2.4 ความต6องการที่จะได6รับการยกย4องหรือมีช่ือเสียง เปcนความต6องการ
ระดับสูง ได6แก4 ความต6องการอยากเด4นในสังคม รวมถึงความสำเร็จ ความรู6 ความสามารถ ความเปcน
อสิ รภาพและเสรี และการเปนc ทย่ี อมรบั นับถือของคนท้ังหลาย
2.5 ความต6องการที่จะได6รับความสำเร็จในชีวิต เปcนความต6องการระดับสูงของ
มนุษยdส4วนมากจะเปcนการนึกอยากจะเปcน อยากจะได6 ตามความคิดเห็นของตัวเองแต4ไม4สามารถแสวงหา
ได6
ก๊ฟิ ลี มะหะหมัด (2550 : 23 – 24) ได6กล4าวถงึ ทฤษฎสี ำหรับการสร6าง
36
ความพึงพอใจ โดยศึกษาทฤษฎีความต6องการตามลำดับขั้นของมาสโลวd (Maslow’s Hierarchy of
Needs) สรปุ ไวด6 งั น้ี
1. มนุษยdมีความต6องการอย4ูเสมอ และไม4มีท่ีสิ้นสุด ขณะท่ีความต6องการส่ิงใดได6รับการ
ตอบสนองแลว6 ความต6องการอย4างอน่ื กจ็ ะเกิดข้ึนอีกไมม4 ีวันจบสนิ้
2. ความต6องการที่ได6รับการตอบสนองแล6วจะไม4เปcนสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมอื่นต4อไป
ความตอ6 งการทไ่ี ดร6 บั การตอบสนองเทา4 นน้ั ทเ่ี ปนc สง่ิ จูงใจของพฤตกิ รรม
3. ความต6องการของมนุษยdจะเรียงเปcนลำดับข้ันตามลำดับความสำคัญ กล4าวคือ เม่ือ
ความต6องการในระดับต่ำได6รับการตอบสนองแล6ว ความต6องการระดับสูง ก็จะเรียกร6องให6มีการ
ตอบสนอง ซงึ่ ลำดับขั้นความต6องการของมนุษยมd ี 5 ข้ันตอนตามลำดบั ข้ัน จากต่ำไปสงู ดังน้ี
3.1 ความต6องการด6านร4างกาย (Physiological Needs) เปนc ความต6องการ
เบ้ืองต6นเพื่อความอย4ูรอดของชีวิต เช4น ความต6องการในเรื่องของอาหาร น้ำ อากาศ เคร่ืองน4ุงห4ม ยา
รักษาโรค ที่อย4ูอาศัย และความต6องการทางเพศ ความต6องการทางด6านร4างกายจะมีอิทธิพล
ต4อพฤติกรรมของคนกต็ 4อเมือ่ ความต6องการทง้ั หมดของคนยงั ไมไ4 ดร6 บั การตอบสนอง
3.2 ความต6องการด6านความปลอดภัยหรือความมั่นคง (Security of Safety
Needs) ถ6าความต6องการทางด6านร4างกายได6รับการตอบสนองตามสมควรแล6วมนุษยdจะต6องการในข้ันสูง
ต4อไป คือ เปcนความรู6สึกท่ีต6องการความปลอดภัยหรือความมั่นคงในปhจจุบันและอนาคต ซ่ึง
รวมถึงความก6าวหนา6 และความอบอุ4นใจ
3.3 ความตอ6 งการทางด6านสังคม (Social or Belonging Needs)
หลังจากที่มนุษยdได6รับการตอบสนองในสองขั้นดังกล4าวแลว6 ก็จะมีความต6องการสงู ขนึ้ อกี คอื
ความต6องการทางสังคมเปนc ความตอ6 งการที่จะเขา6 รว4 มและไดร6 ับการยอมรับในสงั คม ความเปcนมิตร และ
ความรกั จากเพอื่ น
3.4 ความต6องการที่จะได6รับการยอมรับนับถือ (Esteem Needs) เปcนความ
ต6องการให6คนอ่ืนยกย4อง ให6เกียรติ และเห็นความสำคัญของตนเอง อยากเด4นในสังคม รวมถึง
ความสำเร็จ ความรู6ความสามารถ ความเปcนอิสระ และเสรีภาพ ความต6องการความสำเร็จ ในชีวิต (Self
Actualization) เปcนความต6องการระดับสูงสุดของมนุษยd ส4วนมากจะเปcนการอยากได6ตามความคิดของ
ตน หรือต6องการจะเปcนมากกวา4 ที่ตัวเองเปcนอยู4ในขณะนั้น
กล4าวสรุปได6ว4า ส่ิงท่ีส4งผลต4อความพึงพอใจของมนุษยdมีหลายประการตามทฤษฎี
ข้ึนอย4ูกับลักษณะความต6องการของมนุษยd ความต6องการท่ีได6รับการตอบสนอง ลำดับข้ันความต6องการ
ของมนุษยd มี 5 ระดับ ได6แก4 ความต6องการด6านร4างกาย ความต6องการด6านความปลอดภัยหรือความ
มั่นคง ความต6องการทางด6านสังคม ความต6องการท่ีจะได6รับการยอมรับนับถือ จากการศึกษาทฤษฎี
37
ดังกล4าวผู6วิจัยจึงเห็นว4าการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนจะสามารถนำไปเปcนตัวบ4งชี้ถึงการจัดการ
เรยี นการสอนโดยใชแ6 บบฝ2กทักษะปฏิบตั กิ ีตารdเบ้อื งตน6 ได6
2.6.3 การวัดความพงึ พอใจ
มนี กั การศกึ ษาไดก6 ลา4 วถึง การวดั ความพงึ พอใจ ไว6หลายทา4 น ดงั นี้
สาโรจนd ไสยสมบัติ ( 2534: 39 อ6างถึงใน อัครเดช จำนงธรรม, 2549 : 32) ได6กล4าวไว6
วา4 การวัดความพึงพอใจนัน้ สามารถทำไดห6 ลายวิธี ดงั นี้
1. การใชแ6 บบสอบถาม ซึง่ เปcนวธิ ีทน่ี ิยมใชม6 ากอย4างแพรห4 ลายวิธหี น่ึง
2. การสัมภาษณd ซ่งึ เปนc วิธีที่ตอ6 งอาศัยเทคนคิ และความชำนาญพเิ ศษ
ของผ6สู ัมภาษณทd ่จี ะจงู ใจใหผ6 6ูตอบคำถามตามขอ6 เท็จจรงิ
3. การสังเกต เปนc การสังเกตพฤติกรรมทั้งก4อนการปฏิบัติกิจกรรม ขณะปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรม และหลังการปฏิบตั กิ ิจกรรม
สาโรจนd ไสยสมบัติ (2534: 39 อ6างถึงใน อัครเดช จำนงธรรม, 2549 : 32) ได6กล4าวไว6
ว4า การวดั ความพงึ พอใจนน้ั สามารถทำได6หลายวธิ ี ดงั น้ี
1. การใชแ6 บบสอบถาม โดยผ6ูออกแบบสอบถาม เพ่ือต6องการทราบความคิดเห็น
ซง่ึ สามารถกระทำได6ในลกั ษณะกำหนดคำตอบใหเ6 ลือก หรอื ตอบคำถามอสิ ระคำถามดังกล4าว
อาจถามความพอใจในดา6 นต4าง ๆ
2. การสมั ภาษณdเปcนวธิ กี ารวดั ความพึงพอใจทางตรงซ่ึงต6องอาศัยเทคนิค
และวธิ ีการที่ดจี ะได6ข6อมูลทเี่ ปนc จริง
3. การสังเกต เปนc วิธวี ดั ความพงึ พอใจ โดยการสังเกตพฤตกิ รรมของบุคคล
เปpาหมาย ไม4ว4าจะแสดงออกจากการพูดจา กริยา ท4าทาง วิธีนี้ต6องอาศัยการกระทำอย4างจริงจัง
และสงั เกตอยา4 งมรี ะเบียบแบบแผน
จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับความพึงพอใจข6างต6น ผ6ูวิจัยได6นำมาประยุกตdใช6ในการ
จัดการเรียนรู6 เร่ือง ปฏิบัติกีตารdเบื้องต6น รายวิชาปฏิบัติดนตรีสากล ศ30231 ชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 4 โดย
การสร6างความร6ูสึกของผ6ูเรียนให6เกิดความภาคภูมิใจ และความมั่นใจในตนเอง ส4งผลต4อการเรียนรู6และ
ความพึงพอใจในการเรียนรู6ของนักเรียน ในการนี้ผ6ูวิจัยได6ให6ความหมายของความพึงพอใจว4า เปcน
ความรู6สึกของนักเรียนท่ีมีต4อการจัดกิจกรรมการเรียนรู6โดยใช6แบบฝ2กทักษะปฏิบัติกีตารdเบ้ืองต6น รายวิชา
ปฏิบัติดนตรีสากล รหัสวิชา ศ30231 ชั้นมัธยมศึกษาปLท่ี 4 ซึ่งได6จากการตอบแบบประเมินความพึง
พอใจท่ีผู6วิจัยสร6างข้ึน มีลักษณะเปcนแบบสอบถามความคิดเห็น 5 ระดับ คือ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง
นอ6 ย และนอ6 ยทสี่ ดุ จำนวน 18 ข6อคำถาม
38
2.7 งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ8 ง
2.7.1 งานวจิ ัยในประเทศ
สุรัฏิยา สีมะเด่ือ (2546 : 94-95) ได6ศึกษาผลการใช6ชุดกิจกรรมทักษะสัมพันธdทาง
ดนตรีสากลข้ันพ้ืนฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปLที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปLการศึกษา 2545 โรงเรียน
อนุบาลตราด อำเภอเมือง จังหวัดตราด ผลการศึกษาค6นคว6าพบว4า ชุดฝ2กกิจกรรมทักษะสัมพันธdทาง
ดนตรีสากลข้นั พน้ื ฐาน มปี ระสิทธิภาพ 88.09/89.36 สูงกว4าเกณฑdมาตรฐาน 80/80
ทต่ี ัง้ ไว6
จิตรา ไทยเครือวัลยd (2549 : บทคัดย4อ) ได6ศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนการ
สอนดนตรีไทย โดยใช6ชุดฝ2กทักษะวงเคร่ืองสายไทย กลุ4มสาระการเรียนร6ูศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปLท่ี 5
โรงเรยี นโพนทนั เจริญวิทยd สำนกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษายโสธร เขต 1 ปกL ารศกึ ษา 2548
ผลการศึกษาพบว4า แผนการจัดการเรียนโดยใช6ชุดฝ2กทักษะวงเคร่ืองสายไทย มีประสิทธิภาพ
76.00/80.04 สูงกว4าเกณฑdมาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว6 และดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู6 ด6วยแผนการ
เรียนร6ูโดยใช6ชุดฝ2กทักษะวงเคร่ืองสายไทย เท4ากับ 0.7583 หมายความว4า นักเรียนมีความรู6เพ่ิมข้ึนร6อย
ละ 75.83 และนกั เรยี นมีความสนใจเรยี นดี มีความรบั ผิดชอบในหน6าทที่ ไ่ี ด6รบั มอบหมาย
สุรชาติ ชัยปhญญา (2550 : บทคัดย4อ) ได6ศกึ ษาผลการเรยี นบทเรยี นเครอื ข4าย
และการฝ2กทักษะสาระการเรียนรู6ศิลปะ (สาระดนตรี) เร่ือง ขลุ4ย ชั้นมัธยมศึกษาปLที่ 2 โรงเรียนคูคำ
พิทยาสรรพdโพนทันเจรญิ วทิ ยd สำนกั งานเขพืน้ ทีก่ ารศึกษาขอนแก4น เขต 4 ปกL ารศกึ ษา 2549
ผลการศึกษาพบว4าบทเรียนเครือข4าย ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.68/82.41 สูงกว4าเกณฑdมาตรฐาน
80/80 ท่ีตั้งไว6บทเรียนเครือข4าย ท่ีพัฒนาข้ึน มีดัชนีประสิทธิผลเท4ากับ 0.71 หมายความว4า นักเรียนมี
ความร6ูเพิ่มข้ึนร6อยละ 71.00 นักเรียนมีความพึงพอใจต4อบทเรียนเครือข4ายสาระการเรียนรู6ศิลปะ (สาระ
ดนตรี) เรอ่ื ง ขล4ุย ชนั้ มธั ยมศึกษาปทL ่ี 2 ที่พัฒนาขึ้นอย4ูในระดบั มากท่สี ดุ
สวัสด์ิ คะรุรัมยd (2551 : บทคัดย4อ) ได6ศึกษาการพัฒนาแผนกิจกรรมการเรียนร6ูโดย
ใช6แบบฝ2กทักษะการบรรเลงเครื่องดนตรี วิชาศิลปะพื้นฐาน (ดนตรี) ศ31101 ชั้นมัธยมศึกษาปLท่ี 1 ภาค
เรียนที่ 2 ปLการศึกษา 2550 โรงเรียนภัทรบพิตร จังหวัดบุรีรัมยd ผลการศึกษาพบว4า แผนพัฒนา
กิจกรรมการเรียนร6ู วิชาศิลปะพ้ืนฐาน (ดนตรี) ระดับช้ันมัธยมศึกษาปLที่ 1โดยใช6แบบฝ2กทักษะการ
บรรเลงเคร่ืองดนตรี มีประสิทธิภาพ 82.62/87.95 แผนพัฒนากิจกรรมการเรียนร6ู วิชาศิลปะพื้นฐาน
(ดนตรี) มีดัชนีประสิทธิผล เท4ากับ 0.80319 หมายความว4า นักเรียนมีความก6าวหน6าในการเรียนร6อยละ
80.319 นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปLท่ี 1 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนร6ู กลุ4มสาระการเรียนร6ูศิลปะ
(ดนตรี) โดยใช6แบบฝ2กทักษะการบรรเลงเคร่ืองดนตรี มีทักษะการบรรเลงเคร่ืองดนตรีหลังเรียนเพ่ิมขึ้น
จากก4อนเรียนอย4างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนท่ีเรียนด6วยแผนกิจกรรมการเรียนร6ู วิชา
39
ศิลปะพื้นฐาน (ดนตรี) โดยใช6แบบฝ2กทักษะการบรรเลงเคร่ืองดนตรี มีความพึงพอใจโดยรวมและเปcนราย
ด6านอยูใ4 นระดบั มาก
2.7.2 งานวิจัยตIางประเทศ
โคลวิน (Colvin, 1996 : 2543-A) ได6ศึกษาองคdประกอบที่สัมพันธdกับความสำเร็จของ
การสอนเปLยโน โดยการค6นหาองคdประกอบที่สำคัญ ส4งผลต4อความสำเร็จ ในการเรียนเปLยโน และหา
แนวทางในการสนับสนุนการเรียนวิชาเปLยโนของนักเรียนในอนาคต พบว4า องคdประกอบท่ีมีความสัมพันธd
ต4อการเรียนเปLยโน คือ กระบวนการเรียนท่ีดี ควรมีการชมเชยหลังมีการแสดงทุกครั้ง และในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนจะตอ6 งมีความสมดลุ ซ่ึงแนวทางในการจัดการเรียนการสอน
คือ ควรให6ความสนใจในการจัดกระบวนการเรียนการสอน ให6คำติชมท่ีตรงไปตรงมา จัดบทเรียนพิเศษ
เพ่ือเสริมบทเรียนทุกสัปดาหd และควรมีการฝ2กอบรมเพ่ิมเติมแก4นักเรียน รูปแบบการสอนที่จะประสบ
ความสำเร็จในการเรียนดนตรี ได6แก4 การสอนที่ยึดหลักนักเรียนเปcนศูนยdกลาง และการสอนที่ยึดกิจกรรม
เปcนหลักและไม4ควรสอนด6วยการยึดพ้ืนฐานแนวคิดของครูเปcนหลัก ไม4ควรใช6การสอนที่ใช6ยึดเฉพาะ
เนอ้ื หา หรือไมส4 อนดว6 ยการแสวงหาความรู6 และการสอนโดยครูไมม4 ีกำหนดทิศทางไว6กอ4 น
แกมมd (Gamm, 1996 : 2454-A) ได6ทำการวิจัย เร่ือง ลักษณะและการวัดผลการ
สอนดนตรี โดยการค6นหาเครื่องมือท่ีใช6วัดมาตรฐานการสอนดนตรี จากการวิจัย พบว4าการสอนท่ีทำให6
นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนดนตรีคือ การสอนท่ียึดหลักนักเรียนเปcนศูนยdกลางการท่ียึดเน้ือหา
เปcนวิชาและผู6เรียนเปcนหลกั การสอนทย่ี ดึ งานเปcนกิจกรรม การสอนทีย่ ึดการแสดงดนตรี
การยึดหลักของความร4วมมือ และการยดึ พน้ื ฐานแนวคิดในส4วนเฉพาะที่เปcนเนอื้ หาวิชาเท4าน้นั โดย
ลดการสอนด6วยคำพดู ของครูน6อยท่ีสุด แต4มุง4 เนน6 การเสาะหาความร6หู รือการวพิ ากษวd ิจารณdแทน
คิง (King, 1998 : 2604-A) ได6ทำการวิจัย เร่ือง ความสำคัญของการปฏิรูปหลักการมี
ส4วนร4วมของช้ันเรียนวิชาดนตรี ในรัสเวอรdจิเนีย ช4วงปL ค.ศ. 1979 – 1997 ผลการวิจัยพบว4า
ความสัมพันธdระหว4างการปฏิรูปหลักสูตรวิชาดนตรีกับการมีส4วนร4วมของชั้นเรียนวิชาดนตรีในโรงเรียน
ศึกษาน้ันมีความสลับซับซ6อนมาก แต4การลงทะเบียนเรียนวิชาดนตรีลดลง ซึ่งการลดลงของจำนวนผ6ูเรียน
อาจมาจากการรณรงคdให6มีการเรียนวิชาพ้ืนฐาน แต4อย4างไรก็ตามหน4วยงานของรัฐก็คงไว6ในจำนวน
ผู6เรียนวิชาดนตรีโดยได6กระทำหลากหลายวิธี โรงเรียนบางแห4งได6เพ่ิมครูสอนดนตรี บางแห4งเปjดสอน
เครื่องดนตรี ผลการวิจัยแสดงให6เห็นว4า มีความแตกต4างอย4างเห็นได6ชัดระหว4างการให6การสนับสนุนกับ
การจัดความสำคัญของวิชา ดังจะเห็นได6ว4า รัฐบาลให6การสนับสนุนในเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรตลอดท้ัง
ความรบั ผิดชอบหลาย ๆ ดา6 น เน่ืองจากพบวา4 จำนวนผส6ู นใจเรียนวชิ าดนตรลี ดลงจากอดตี คอ4 นข6างมาก
จากการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข6องกับการจัดการเรียนรู6
โดยใช6แบบฝ2กทักษะ สรุปได6ว4า ท้ังการจัดการเรียนรู6โดยใช6แบบฝ2กทักษะ สามารถพัฒนาการเรียนร6ูของ
40
ผ6ูเรียนด6านดนตรีให6ดีขึ้นได6 เปcนการเปjดโอกาสให6ผู6เรียนได6เรียนรู6ตามความสามารถของตนเอง ทั้งท่ีเปcน
รายบุคคลและรายกล4ุม สามารถสง4 เสริมใหผ6 6ูเรียนมที กั ษะการเรยี นร6ู การคดิ
การแก6ปhญหา ร6ูจักการทำงานเปcนทีมได6 มีความสุข สนุกสนาน ไม4เบื่อหน4ายและมีความพึงพอใจใน
กิจกรรมการเรียนรู6 ส4งผลให6นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด6านดนตรีสูงข้ึนได6 ด6วยเหตุน้ี ผู6วิจัยจึงมี
ความสนใจท่ีจะสร6างแบบฝ2กการอ4านโน6ตสากล รายวิชาดนตรี รหัสวิชา ศ30231 เพ่ือใช6ในการ
พัฒนาการจดั การเรียนร6ใู ห6กับผเ6ู รียนต4อไป
2.8 กรอบแนวคดิ การวิจยั - ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรอื่ ง
การอ4านโน6ตสากล รายวชิ าดนตรี
การจัดการเรียนร6ูโดยใช6แบบฝก2 การอ4านโนต6 รหสั วิชา ศ30231 ของนักเรยี นชั้น
สากล รายวิชาดนตรี รหัสวชิ า ศ30231 ของ มัธยมศึกษาปทL ่ี 4
นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปLที่ 4 - ความพงึ พอใจของนกั เรยี น
ภาพประกอบท่ี 3 กรอบแนวคิดการวจิ ยั
40
บทที่ 3
วิธดี ำเนินการวจิ ัย
การพฒั นาแบบฝ.กการอ0านโน2ตสากล รายวิชาดนตรี รหัสวิชา ศ30231 ของนักเรยี นชนั้
มธั ยมศกึ ษาปทJ ่ี 4 ผ2ูวิจัยไดด2 ำเนนิ การศึกษาตามขัน้ ตอนและรายละเอียดดังตอ0 ไปนี้
3.1 ประชากรและกลม0ุ ตวั อย0าง
3.2 เนอ้ื หาท่ใี ช2ในการวิจยั
3.3 ระยะเวลาในการวจิ ยั
3.4 แบบแผนที่ใชใ2 นการวิจัย
3.5 เคร่อื งมือทีใ่ ช2ในการวิจัย
3.6 การสร2างและหาคุณภาพเครอ่ื งมือท่ีใชใ2 นการวิจยั
3.7 วิธดี ำเนนิ การวจิ ัย
3.8 การวิเคราะหข^ 2อมลู
3.9 สถติ ิที่ใชใ2 นการวเิ คราะหข^ 2อมลู
3.1 ประชากรและกลม<ุ ตัวอย<าง
3.1.1 ประชากร ทีใ่ ชใ2 นการวจิ ยั ครง้ั น้ี คือ นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปทJ ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 2
ปกJ ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนศรีสงครามวิทยา อำเภอวังสะพงุ จงั หวดั เลย สังกัดสำนกั งานเขตพนื้ ที่
การศึกษามธั ยมศึกษา เลย หนองบวั ลำภู จำนวน 1 ห2อง จำนวน 4 คน
กลุ<มตวั อยา< ง ทใ่ี ชใ2 นการวิจยั คร้งั นี้ คือ นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปทJ ่ี 4/11 (แผนการเรยี น
ดนตรี) ภาคเรยี นที่ 1 ปกJ ารศึกษา 2565 โรงเรยี นศรีสงครามวิทยา อำเภอวังสะพุง จงั หวดั เลย สงั กัด
สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เลย หนองบัวลำภู จำนวน 1 ห2อง จำนวน 4 คน โดยกลุ0ม
ตวั อย0างไดม2 าจากการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Select Sampling) จากนักเรียนแผนดนตรที ่ีเรียน
รายวชิ าดนตรี รหัสวชิ า ศ30231 ภาคเรยี นท่ี 1 ปJการศึกษา 2565
3.2 เน้ือหาทใี่ ชใF นการวจิ ัย
เนือ้ หาที่ใชใ2 นการวจิ ัยครงั้ น้ี เปuนเนื้อหาเกีย่ วกับการเลน0 กีตารเ^ บอ้ื งต2น ซงึ่ เปนu เนื้อหาที่
สอดคลอ2 งกับสาระการเรยี นรู2 เร่อื ง อา0 นโน2ตสากล สอดคลอ2 งกบั หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
พทุ ธศักราช 2551
3.3 ระยะเวลาในการวิจยั
41
ระยะเวลาในการวจิ ยั ครั้งนี้ใช2เวลาดำเนินการเก็บรวบรวมขอ2 มูลในภาคเรียนที่ 2
ปกJ ารศึกษา 2564 จำนวน 8 ชั่วโมง แบง0 เปนu ดังน้ี
3.3.3.1 ปฐมนเิ ทศและทดสอบกอ0 นเรียน (Pre-test) 1 ช่วั โมง
3.3.3.2 ดำเนินการสอน 6 ชั่วโมง
3.3.3.3 ทดสอบหลังเรียน (Post-test) และประเมนิ ความพึงพอใจ 1 ชวั่ โมง
3.4 แบบแผนท่ีใชใF นการวจิ ยั
ในการวิจัยคร้ังน้ีใช2รูปแบบการทดลองแบบกล0ุมเดียวมีการทดสอบก0อนเรียนและหลังเรียน
(One – group pretest - posttest design) (เชาว^ อินใย, 2543ข : 73 - 74) ซึ่งมีรูปแบบดังแสดง
ในตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 รปู แบบการทดลองแบบ One - Group Pretest - Posttest Design
สอบกอ0 นการทดลอง ตัวแปรอสิ ระ สอบหลังการทดลอง
Y1 X Y2
เมอ่ื Y1 คอื ทดสอบกอ0 นการทดลอง
X คอื ทดลองจดั การเรียนรูโ2 ดยใช2แบบฝก. การอา0 นโน2ตสากล
Y2 คอื ทดสอบหลงั การทดลอง
3.5 เคร่อื งมอื ทใ่ี ชFในการวจิ ยั
การพฒั นาแบบฝก. การอา0 นโนต2 สากล รายวชิ าดนตรี รหัสวิชา ศ30231 ของนักเรยี นช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปทJ ี่ 4 คร้งั น้ี ผู2วจิ ยั ไดก2 ำหนดเครอื่ งมือท่ใี ช2ในการวจิ ยั ดงั น้ี
3.5.1 แบบฝกL การอา< นโนFตสากล รายวชิ าดนตรี รหัสวชิ า ศ30231 ของนักเรียนชัน้
มธั ยมศึกษาปJที่ 4 จำนวน 1 เล0ม
3.5.2 คม<ู ือการใชแF ละแผนการจดั การเรยี นรแูF บบฝLกการอ<านโนFตสากล เปนu ค0มู อื การใช2
และแผนการจัดการเรยี นร2ู สำหรบั ครูผู2สอนใช2เปuนแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรยี นร2ู ภายในเลม0 มี 3
ส0วน ดังน้ี
3.5.2.1 คูม0 อื การใชแ2 บบฝ.กการอา0 นโน2ตสากล (สำหรับครู)
3.5.2.2 หลกั สูตรและการวิเคราะห^หลักสตู ร
3.5.2.3 แผนการจัดการเรียนรู2 จำนวน 3 แผน รวม 8 ช่วั โมง แต0ละแผนมี
องค^ประกอบหลกั ดงั น้ี
1) มาตรฐานการเรียนรู2
42
2) สาระสำคัญ
3) ผลการเรียนร2ู
4) จดุ ประสงค^การเรยี นร2ู
5) สาระการเรยี นร2ู
6) การจดั กิจกรรมการเรยี นรู2 (แบบสืบเสาะหาความรู)2
(1) ขน้ั นำเข2าสู0บทเรยี น
(2) ขน้ั สอน
(3) ขนั้ สรปุ
7) สื่อการเรยี นร2ู / แหล0งการเรียนรู2
8) การวัดและประเมินผล
(1) ด2านความร2ู
(2) ดา2 นทักษะ/กระบวนการ
(3) ด2านคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค^
9) ความคดิ เหน็ /ขอ2 เสนอแนะของผูบ2 รหิ ารหรือผ2ูได2รับมอบหมาย
10) บนั ทึกผลหลังการสอน
3.5.3 แบบทดสอบ
แบบทดสอบทีใ่ ชใ2 นการเกบ็ รวบรวมข2อมลู การวจิ ยั ครงั้ น้ี แบง0 เปนu 2 ประเภท ไดแ2 ก0
แบบทดสอบยอ0 ยหรือแบบทดสอบหลงั เรียนในแตล0 ะเล0มของแบบฝ.ก ใช2วดั ผลประเมินผลการเรยี นรู2
ระหว0างเรยี นโดยวดั หลังเรยี นจบแตล0 ะเล0ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ซงึ่ ใช2วัดผล
สัมฤทธท์ิ างการเรียนกอ0 นเรียนและหลังเรียน (กอ0 นเรยี นและหลงั เรียนใช2ฉบบั เดียวกนั ) รายละเอยี ดดงั นี้
3.5.3.1 แบบทดสอบยอ0 ย เปuนแบบทดสอบทใี่ ช2สำหรบั วัดผลการเรยี นร2รู ะหว0าง
เรียนโดยทดสอบกอ0 นเรยี นและหลงั เรยี น
3.5.3.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เร่อื ง การพัฒนาแบบฝ.กการอ0านโนต2
สากล รายวิชาดนตรี รหสั วชิ า ศ30231 ของนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปทJ ี่ 4 เปuนแบบทดสอบแบบปรนัย
ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 30 ข2อ เวลาในการสอบ 1 ชวั่ โมง
3.5.4 แบบประเมินความพงึ พอใจ
แบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปทJ ่ี 4 ท่ีมตี 0อการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู2 โดยใช2แบบฝ.กทักษะปฏิบตั ิกตี าร^เบอ้ื งต2น ซง่ึ เปuนแบบมาตราสว0 นประมาณค0า
(Rating Scale) ตามแบบของลเิ คอรท^ (Likert) แบ0งออกเปนu 5 ระดับ จำนวน 18 ข2อคำถาม
3.6 การสราF งและหาคุณภาพของเคร่ืองมือท่ีใชFในการวจิ ยั
43
ในการวจิ ัยคร้งั น้ี ผ2ูวจิ ัยมกี ารสรา2 งและหาคณุ ภาพเคร่ืองมือทีใ่ ช2ในการวิจยั ดังนี้
3.6.1 การสราF งและหาคณุ ภาพแบบฝLกการอ<านโนFตสากล รายวิชาดนตรี รหสั วชิ า
ศ30231 ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปทJ ี่ 4 มีขน้ั ตอนดำเนินการ ดังน้ี
3.6.1.1 ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ2 ง ไดแ2 ก0
1) เอกสารหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐานกล0ุมสาระการเรยี นรศ2ู ิลปะ
โรงเรียนศรีสงครามวทิ ยา พทุ ธศักราช 2552 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพุทธศักราช
2551 และคมู0 ือการจดั การเรยี นรู2 ของกรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หนงั สอื เกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ดิ นตรี
สากล
2) หนังสอื ที่เกย่ี วกบั การเล0นกีตาร^เบอ้ื งต2น ของสำนักพมิ พเ^ อ็มไอเอส (2552)
ศกึ ษาเกีย่ วกับสงั คีตนิยมว0าดว2 ย ดนตรีตะวนั ตก ฉบับได2รบั รางวัล “ข้ันดีมาก” ของไขแสง ศุขวฒั นะ
(2535) หนงั สอื เรยี นสาระการเรยี นพื้นฐานศลิ ปศกึ ษา กลม0ุ สาระการเรียนรู2ศลิ ปศึกษา ชนั้ มัธยมศกึ ษาปJ
ที่ 3 และคู0มอื ครสู าระการเรยี นศิลปศึกษาพน้ื ฐาน ตลอดจนทักษะการเล0นกตี าร^จากเวบ็ ไซดต^ า0 ง ๆ เช0น
http://easyguitar.kwanruean.com/component.htm
3) ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี และข้ันตอนการสร2างแบบฝก. ทกั ษะปฏบิ ัตกิ ตี าร^
เบอ้ื งตน2 เบอื้ งต2นจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยทเ่ี กย่ี วข2อง เชน0 ลกั ษณะของแบบฝก. ทด่ี ีของ วรสุดา บุญย
ไวโรจน^ (2537) วิชัย เพ็ชรเรอื ง (2541 : 73) วมิ ลรัตน^ สนุ ทรโรจน^ (2545) ข้นั ตอนการสรา2 งแบบฝ.ก
ของ รชั นี ศรีไพรวรรณ (2542) ฉววี รรณ กีรตกิ ร (2545) และวลี สุมิพันธ^ (2547)
3.6.1.2 การวิเคราะห^สาระการเรียนร2ู ผลการเรยี นรแ2ู ละจุดประสงค^การเรยี นรู2 ที่ใช2ใน
แบบฝก. การอ0านโนต2 สากล รายวิชาดนตรี รหัสวิชา ศ30231 ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปJท่ี 4/11
(แผนการเรียนดนตร)ี
3.6.1.3 สรา2 งแบบฝก. การอ0านโน2ตสากล ชั้นมธั ยมศกึ ษาปทJ ่ี 4 ทส่ี อดคลอ2 งสาระการ
เรยี นรู2 เวลาเรียน โดยประกอบดว2 ย
ส0วนท่ี 1 คำช้แี จงในการใชแ2 บบฝ.กทักษะปฏิบตั ิกีตารเ^ บื้องตน2
ส0วนที่ 2 ผลการเรียนรู2 และ จุดประสงค^การเรียนร2ู
สว0 นท่ี 3 เกณฑก^ ารวัดผลประเมนิ ผล
ส0วนท่ี 4 แบบทดสอบกอ0 นเรยี น
ส0วนที่ 5 ใบความร2ู
สว0 นท่ี 6 แบบฝก. หดั หรอื แบบฝก. ปฏิบตั ิ
สว0 นที่ 7 แบบทดสอบหลงั เรยี น
สว0 นที่ 8 บรรณานกุ รม
44
ส0วนท่ี 9 ภาคผนวก
3.6.1.4 นำชดุ แบบฝก. การอา0 นโนต2 สากล ทีส่ ร2างขึ้นไปให2ผ2เู ชย่ี วชาญตรวจสอบความ
ตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา ความเหมาะสมของภาษาที่ใช2 จำนวน 5 ทา0 น โดยใช2แบบประเมนิ ที่
ผูว2 จิ ยั ได2สรา2 งขน้ึ มลี กั ษณะเปนu แบบมาตราสว0 นประมาณค0า (Rating scale) ตามแบบของลเิ คอร^ท
(Likert) 5 ระดับ จำนวน 15 ข2อ แบ0งออกเปuน 4 ดา2 น ได2แก0 ดา2 นคำชีแ้ จง ดา2 นเนอื้ หา ด2านการวดั
และประเมนิ ผล และดา2 นรปู เล0มและภาษา แลว2 นำผลการประเมินความคิดเห็นของผู2เชย่ี วชาญมาหา
ค0าเฉลย่ี และคา0 สว0 นเบีย่ งเบนมาตรฐานซึ่งใช2เกณฑ^ การประเมนิ คา0 เฉล่ียของไชยยศ เรืองสวุ รรณ (2533 :
131-140) แปลผล ดงั นี้
ค0าเฉลีย่ 4.50 – 5.00 หมายถึง เหมาะสมมากท่ีสดุ
ค0าเฉล่ยี 3.50 – 4.49 หมายถึง เหมาะสมมาก
ค0าเฉลีย่ 2.50 – 3.49 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
ค0าเฉลย่ี 1.50 – 2.49 หมายถงึ เหมาะสมน2อย
ค0าเฉล่ยี 1.00 – 1.49 หมายถึง เหมาะสมนอ2 ยทสี่ ดุ
ซงึ่ พบว0าค0าเฉล่ียความเหมาะสมในภาพรวมเท0ากบั 4.52 ส0วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
เทา0 กบั 0.50 สรปุ ผลไดว2 า0 แบบฝ.กเสริมทักษะการเล0นกีตารเ^ บือ้ งต2น มีความเหมาะสมในระดบั มากท่สี ุด
และผู2เชีย่ วชาญเสนอแนะวา0 ควรปรับเวลาในการฝ.กทกั ษะให2เหมาะสม กล0าวคอื เพ่ิมเวลาในการฝก. ปรบั
ภาษาในคำชแ้ี จงในแบบฝก. เสรมิ ทักษะกตี าร^เบือ้ งต2นให2ชดั เจนสอื่ ความหมายและเข2าใจง0ายขน้ึ
3.6.1.5 แก2ไขปรับปรงุ แบบฝ.ก ตามข2อเสนอแนะของผูเ2 ช่ยี วชาญ และนำไปทดลองใช2
ดงั นี้
1) ขนั้ ทดลองหน่งึ ตอ0 หนึ่ง (One to One Testing) นำแบบฝ.กการอา0 นโนต2
สากล ไปทดลองใช2กับนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปทJ ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปJการศกึ ษา 2565 โรงเรยี นศรี
สงครามวทิ ยา สังกดั สำนกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เลย หนองบวั ลำภู จำนวน 4 คน ซ่งึ เปuน
นักเรยี นทไี่ ม0ใช0กลุ0มตัวอย0าง และยังไม0เคยเรียนสาระการเรียนร2นู ้ีมาก0อน ประกอบดว2 ยนกั เรยี นทเี่ รียนเกง0
1 คน ปานกลาง 1 คน และออ0 น 1 คน โดยเกณฑก^ ารการคัดเลอื กผ2ูวจิ ัยพจิ ารณาจากผลการเรียนวชิ า
ดนตรีในภาคเรยี นท่ีผ0านมา ดงั น้รี ะดับผลการเรียน 3.00 - 4.00 เปuนเดก็ เรียนเกง0 ระดับผลการเรยี น
2.00 - 2.50 เปนu เด็กเรียนปานกลางและระดับผลการเรยี น 0.00 - 1.50 เปuนเด็กเรยี นออ0 น เพ่ือหา
คุณภาพดา2 นการนำเสนอ ด2านภาษาที่ใช2 และความเหมาะสมอน่ื ๆ แลว2 นำมาปรับปรงุ แกไ2 ขขอ2 บกพร0อง
พบวา0 มีบางหน2าพิมพผ^ ดิ รปู ภาพบางรปู ไม0ชดั เจนทำใหน2 ักเรียนใชเ2 วลาในการศึกษานาน ผ2วู ิจัยจึงได2นำ
ขอ2 บกพร0องดงั กล0าวมาปรับปรงุ ก0อนนำไปใช2ทดลองขัน้ ต0อไป
45
2) ข้ันทดลองกลุม0 เลก็ (Small Group Testing) นำแบบฝก. การอ0านโน2ตสากล
ทป่ี รับปรุงแล2วมาทดลองใชก2 ับนักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปJที่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปJการศกึ ษา 2565
โรงเรียนศรสี งครามวิทยา สงั กัดสำนกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เลย หนองบัวลำภู จำนวน 10
คน ซ่ึงเปนu นกั เรยี นทไ่ี มใ0 ช0กลม0ุ ตวั อยา0 ง ยงั ไมเ0 คยเรยี นสาระการเรยี นรน2ู ีม้ าก0อนและไม0ซำ้ กับนักเรยี นท่ี
ทดลองในครงั้ แรก ประกอบดว2 ยนกั เรียนท่เี รียนเกง0 3 คน ปานกลาง 4 คน และออ0 น 3 คน เพ่อื ศกึ ษา
ป”ญหาการจัด การเรยี นร2ู สังเกตพฤติกรรมการใช2แบบฝก. การอา0 นโนต2 สากล มปี ญ” หาด2านใดบา2 ง และนำ
คะแนนมาหาประสทิ ธิภาพของแบบฝ.กการอ0านโนต2 สากล ตามเกณฑ^ความสมั พันธ^ด2านกระบวนการและ
ผลลพั ธ^ พบว0ามปี ระสทิ ธภิ าพ E1/E1 เทา0 กับ 72.33 / 71.61 และจากการสังเกตพบวา0 นักเรยี นต2องการ
เวลาในการฝ.กการอ0านโนต2 สากลมากขึ้น และไมช0 ดั เจนในวิธีการฝก. ทักษะทถ่ี กู ต2อง ผวู2 ิจัยจึงได2ปรับปรงุ
โดยการเพ่ิมรปู ภาพอุปกรณ^และภาพขั้นตอนการเลน0 เพอ่ื ให2เขา2 ใจง0ายขึน้ และสามารถฝก. ทักษะไดเ2 ร็วขนึ้
3) ขน้ั ทดลองภาคสนาม (Field Testing) หลังปรับปรงุ ในขั้นทดลองกล0มุ
เล็กแล2วนำไปทดลองใช2กับนักเรียน ช้ันมัธยมศึกษาปJท่ี 4 ภาคเรียนที่ 1 ปJการศึกษา 2565 โรงเรียนศรี
สงครามวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เลย หนองบัวลำภู จำนวน 20 คน ท่ีไม0ใช0
กลุ0มตัวอย0างและไม0ซ้ำกับนักเรียนที่ทดลองในครั้งท่ี 1 และคร้ังท่ี 2 การทดลองครั้งนี้มีจุดประสงค^เพ่ือ หา
ประสิทธิภาพของแบบฝ.กการอ0านโน2ตสากล ตามเกณฑ^ความสัมพันธ^ด2านกระบวนการและผลลัพธ^ พบว0า
มีประสิทธภิ าพ E1/E1 เทา0 กบั 82.33 / 82.00 ซงึ่ ผ0านเกณฑท^ ่ตี งั้ ไว2
3.6.1.6 นำแบบฝ.กทักษะปฏบิ ตั ิกตี าร^เบ้ืองตน2 ท่ีไดป2 รบั ปรงุ และแก2ไขสมบรู ณ^แล2วไป
ทดลองกับกลม0ุ ตวั อยา0 งตอ0 ไป
ขั้นตอนการสร2างแบบฝ.กเสริมทกั ษะการเลน0 กตี าร^เบอ้ื งต2น สรุปเปนu แผนภาพได2 ดงั
ภาพประกอบท่ี 4
ศกึ ษาเอกสาร หลักสูตร ตำรา วเิ คราะห^สาระการเรยี นร2ู จุดประสงค^
และงานวิจัยท่เี ก่ียวข2อง แบง0 เนอ้ื หาแต0ละชดุ
สรา2 งแบบฝ.กเสริมทกั ษะการเลน0 กตี าร^เบือ้ งต2น
ผูเ2 ช่ียวชาญตรวจสอบความเทยี่ งตรงและความเหมาะสม
46
ปรบั ปรุงครงั้ ท่ี 2 ปรับปรุงคร้ังท่ี 1
ทดลองใชค2 รงั้ ที่ 1 (1:1) ปรบั ปรุงครงั้ ที่ 3
ปรับปรงุ คร้งั ที่ 4 ทดลองใช2คร้ังท่ี 2 (กลุ0มเลก็ )
ทดลองใชค2 รง้ั ท่ี 3 (ภาคสนาม) นำไปใชก2 ับกล0มุ ตวั อย0าง
ภาพประกอบท่ี 4 แผนผังแสดงขัน้ ตอนการสรา2 งแบบฝก. การอ0านโน2ตสากล
3.6.2 การสราF งและหาคณุ ภาพแผนการจัดการเรียนรูF
ในการสร2างและหาคณุ ภาพของแผนการจดั การเรียนรคู2 รงั้ น้ีผูว2 ิจัยดำเนนิ การ ดังน้ี
3.6.2.1 ศึกษาเอกสาร ตำราและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวขอ2 งดงั น้ี
1) หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 หลกั สตู รกลุม0
สาระการเรยี นรศู2 ิลปะ โรงเรยี นศรีสงครามวิทยา พุทธศกั ราช 2552 หนังสอื เรียนและคมู0 ือครูสาระการ
เรียนร2ศู ิลปะ ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปทJ ี่ 4 เพอ่ื ให2เข2าใจหลักการ จดุ ม0งุ หมาย โครงสรา2 ง คำอธบิ าย
รายวิชา มาตรฐานการเรียนร2ู สาระการเรยี นร2ู ตัวชีว้ ัด ผลการเรียนรู2 จดุ ประสงค^การเรียนรู2และการจดั
กจิ กรรมการเรยี นรท2ู ี่เก่ียวกับการอ0านโนต2 สากล
2 ) เอกสารเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนร2ู เช0น ศาสตร^การสอน องค^ความร2ูเพ่ือ
การจัดกระบวนการเรียนร2ูท่ีมีประสิทธิภาพของทิศนา แขมมณี แผนการสอนของวิมลรัตน^ สุนทรโรจน^
(2549) ลักษณะแผนการสอนท่ีดีของ วัลลภ กันทรัพย^ (2534) การเขียนแผนการจัดการเรียนร2ูของณัฐ
วฒุ ิ กิจรุ0งเรอื ง และคณะ (2545) เปนu ตน2
3) เอกสารเกย่ี วกับแบบฝก. ทักษะทางดนตรี งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ2 งกับแบบฝก.
ทักษะทางดนตรี ตลอดจนศึกษาจากเวบ็ ไซดต^ า0 ง ๆ เปนu ตน2
3.6.2.2 วเิ คราะห^หลักสตู ร มาตรฐานการเรยี นร2ู สาระการเรยี นรู2 ผลการเรยี นร2ู
จุดประสงคก^ ารเรยี นร2ู เรือ่ ง การอ0านโน2ตสากล มัธยมศกึ ษาปทJ ี่ 4 และกำหนดเวลาแผนการจัดการ
เรยี นรทู2 ่ใี ชป2 ระกอบแบบฝก. การอา0 นโนต2 สากล
3.6.2.3 สรา2 งแผนการจดั การเรียนรู2 เร่อื ง การอ0านโน2ตสากล รายวิชาดนตรี รหสั วชิ า ศ
30231 ชั้นมธั ยมศึกษาปJที่ 4 จำนวน 3 แผน รวมทั้งหมด 8 ช่วั โมง
47
โดยมอี งค^ประกอบดังน้ี
1) มาตรฐานการเรยี นรู2
2) สาระสำคญั
3) ผลการเรียนร2ู
4) จุดประสงค^การเรียนรู2
5) สาระการเรยี นร2ู
6) การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู2
7) ส่อื การเรียนร2ู / แหลง0 การเรียนรู2
8) การวดั และประเมนิ ผล
(1) ด2านความร2ู
(2) ด2านทักษะ/กระบวนการ
(3) ด2านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค^
9) ความคิดเหน็ /ข2อเสนอแนะของผู2บริหารหรือผ2ไู ด2รับมอบหมาย
10) บนั ทึกผลหลังการสอน
โดยในกิจกรรมการจัดการเรียนร2ู ผ2วู จิ ัยไดใ2 ช2แบบฝก. ทักษะปฏบิ ัตกิ ตี าร^เบ้ืองต2น ประกอบการ
จดั กจิ กรรมการเรียนรู2 ซงึ่ มกี ำหนดการใชแ2 บบฝ.กทกั ษะปฏบิ ตั กิ ีตาร^เบอ้ื งต2น
3.6.2.4 นำแผนการจดั การเรยี นรู2ประกอบแบบฝ.กทักษะปฏบิ ตั กิ ีตาร^เบอื้ งต2น รายวชิ า
ดนตรี รหัสวิชา ศ30231 ทสี่ ร2างเสรจ็ แลว2 ใหผ2 ู2เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ทา0 น (ผ2เู ชย่ี วชาญชุดเดมิ )
ตรวจสอบความสอดคลอ2 งและความเหมาะสมใน 6 ดา2 นคือ ด2านสาระสำคญั ด2านผลการเรียนรู2/
จดุ ประสงค^การเรียนรู2 ดา2 นเนื้อหา ด2านกระบวนการจัดการเรียนร2ู ดา2 นส่ือ ดา2 นการวดั และประเมินผล
โดยใช2แบบประเมินแบบมาตราสว0 นประมาณค0า (Rating scale) ตามแบบของลเิ คอร^ท (Likert) แบ0งเปuน
5 ระดับ จำนวน 23 ข2อ แล2วนำผลการประเมินความคิดเห็นของผู2เชีย่ วชาญมาหาคา0 เฉลี่ย และคา0 สว0 น
เบี่ยงเบนมาตรฐาน ซ่ึงใช2เกณฑ^การประเมิน ค0าเฉล่ยี ของ
ไชยยศ เรอื งสุวรรณ (2533 : 131-140) แปลผล ดังน้ี
คา0 เฉลย่ี 4.50 - 5.00 หมายถงึ เหมาะสมมากที่สุด
คา0 เฉลี่ย 3.50 - 4.49 หมายถงึ เหมาะสมมาก
คา0 เฉลยี่ 2.50 - 3.49 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
คา0 เฉลี่ย 1.50 - 2.49 หมายถึง เหมาะสมนอ2 ย
ค0าเฉลยี่ 1.00 - 1.49 หมายถึง เหมาะสมนอ2 ยท่ีสุด
ซ่งึ พบวา0 แผนการจดั การเรียนรู2ประกอบแบบฝก. การอา0 นโนต2 สากล รายวชิ าดนตรี
รหัสวชิ า ศ30231 ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปJท่ี 4 ท่ีสร2างขึ้นได2คา0 เฉล่ยี ความเหมาะสมในภาพรวม
เทา0 กบั 4.50 สว0 นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท0ากับ 0.52 แปลผลไดว2 0า มีความเหมาะสมในระดบั มากท่ีสุด