ใบใบงงาานนววทิ ิทยยาาศศาาสสตตรร์์
ชัน้ชั้นมมธั ยธั ยมมศศกึ กึษษาปาปที ที ี่ ่ี 31
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
เ(พฉจบวับทิ ปยราับศปาสรงุตรพ์ .ปศร.ะ2ถ5ม6ม0.)ตน้
เพจวทิ ยาศาสตร์ ประถม ม.ต้น
ใบงานวทิ ยาศาสตร์
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3
เทอม 1
➢ หนว่ ยที่ 1 วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
➢ หน่วยที่ 2 พนั ธุศาสตร์
บทท่ี 1 การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
➢ หนว่ ยที่ 3 คลื่นและแสง
บทที่ 1 คลน่ื
บทที่ 2 แสง
➢ หนว่ ยที่ 4 ระบบสรุ ยิ ะของเรา
บทท่ี 1 ปฏสิ มั พนั ธ์ในระบบสุริยะ
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
เพจวทิ ยาศาสตร์ ประถม ม.ต้น
Science ว23101 ใบงานท่ี 1 ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรส์ าคญั อยา่ งไร
หนว่ ยท่ี 1 ชอ่ื -สกุล ชัน้ ม.3/ เลขที่
วิทยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรียนสืบคน้ ขอ้ มูลและอธบิ ายความสาคญั ของความรูท้ างวิทยาศาสตร์ โดยยกตวั อยา่ ง
การประยกุ ตใ์ ช้ ประโยชน์จากความรทู้ างวิทยาศาสตรใ์ นชีวติ ประจาวัน
ตัวอยา่ งภาพ
1. ส่ิงประดษิ ฐท์ ี่นกั เรยี นเลือกคืออะไร มีประโยชน์อยา่ งไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....
2. ถ้าไมม่ ีสิง่ ประดษิ ฐ์ดงั กลา่ วจะส่งผลอย่างไรตอ่ การดารงชวี ิต
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....
3. สิ่งประดษิ ฐ์ดงั กลา่ วสร้างขนึ้ โดยอาศยั ความรทู้ างวิทยาศาสตร์อย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………....
3
Science ว23101 ใบงานที่ 2 วทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยแกป้ ญั หาอยา่ งไร
หนว่ ยท่ี 1 ชอื่ -สกลุ ชั้น ม.3/ เลขที่
วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนแก้ปญั หาจากสถานการณท์ กี่ าหนดให้ โดยประยุกตใ์ ชค้ วามร้ทู างวิทยาศาสตร์
ปจั จุบันภาวะโลกร้อนส่งผลตอ่ สภาพอากาศทั่วโลกแม้กระท่ังพน้ื ท่หี นาวเยน็ อยา่ งข้วั โลกใต้
อณุ หภูมกิ ส็ งู ขนึ้ มากจนส่งผลตอ่ การดารงชีวติ ของสัตว์ทีอ่ าศยั อยเู่ ชน่ นกแพนกวินเพราะแผ่นนา้ แขง็ ที่
เป็นทีอ่ ยู่อาศยั หลอมเหลวเรว็ ขน้ึ ทาใหไ้ ม่เหมาะสมตอ่ การดารง์ชีวิตอกี ตอ่ ไป หากสมมุตใิ ห้นกั เรยี น
เปน็ นกั วทิ ยาศาสตรท์ ต่ี อ้ งช่วยออกแบบและสรา้ งอุปกรณ์ท่ชี ว่ ยทาใหแ้ ผน่ นา้ แขง็ หลอมเหลวชา้ ลงใน
สภาพอากาศทรี่ ้อนขนึ้ โดยออกแบบและเลือกใชว้ สั ดุทก่ี าหนดใหเ้ ท่านนั้ นักเรยี นคิดว่าจะช่วยเหลอื นก
เพนกวินไดอ้ ยา่ งไร
➢ จากตัวอย่างผลการออกแบบชนิ้ งาน ➢ จากสถานการณ์ทกี่ าหนดให้ ปัญหาคอื
➢ นกั เรียนประยกุ ต์ใช้ความรู้ดา้ น ➢ กระบวนการแกป้ ัญหาของนกั เรียนมี
วิทยาศาสตรอ์ ะไรบา้ ง ใช้และประยุกตใ์ ช้ ลาดับและขนั้ ตอนอย่างไรบา้ ง
อยา่ งไร
4
Science ว23101 ใบงานท่ี 3 กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม
หนว่ ยท่ี 1 ชอ่ื -สกลุ ช้ัน ม.3/ เลขที่
วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
คาชแี้ จง ให้นักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้ใหถ้ กู ต้อง
1. กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม คืออะไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
......................................................................................................................................................
2. กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมมีความสาคัญตอ่ นกั เรียนอย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
......................................................................................................................................................
คาชแ้ี จง ให้นักเรียนเติมตัวเลขหน้าข้อความทม่ี คี วามสัมพนั ธก์ ัน
1. ระบปุ ญั หา 2. รวบรวมขอ้ มลู
3. ออกแบบวธิ กี ารแก้ปัญหา 4. วางแผน ดาเนินการ
5. ทดสอบ ประเมินผล 6. นาเสนอวิธกี ารแกป้ ญั หา
....... 1. ออกแบบตอู้ บทใี่ ช้พลงั งานแสงอาทติ ยเ์ พอ่ื ลดต้นทุนการผลติ
........2. นาเสนอวิธกี ารใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วงเวลาท่เี หมาะในการตากอาหารแหง้
และการทาความสะอาดตู้อบพลังงานแสงอาทติ ย์
........3. เกบ็ ข้อมลู ทีเ่ กย่ี วกบั วิธีการแกไ้ ขปญั หา แล้วเลือกวิธีการทจ่ี ะใช้ในการแกป้ ัญหาโดย ในท่นี ี่
เลือกวธิ กี ารสร้างตู้อบ
........4. นาออกแบบตูอ้ บมาทดสอบใช้กบั พลงั งานแสงอาทิตย์
........5. สร้างตอู้ บพลงั งานแสงอาทติ ย์
5
Science ว23101 ใบงานท่ี 4 วิทยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
หนว่ ยที่ 1 ชอ่ื -สกลุ ช้ัน ม.3/ เลขท่ี
วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามต่อไปน้ีใหถ้ กู ต้อง
1. เพราะเหตุใดมนษุ ยจ์ ึงตอ้ งพัฒนาเทคโนโลยหี รอื นวัตกรรมใหม่ ๆ
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…….………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………............................................................................................................................. ..............
2. การสรา้ งสรรคเ์ ทคโนโลยีนอกจากจะต้องคานึงถึงความตอ้ งการของมนษุ ย์เป็นหลกั แลว้ ควร
คานึงถงึ ผลกระทบทีจ่ ะเกดิ ขน้ึ ดว้ ยหรือไม่อย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…….………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………............................................................................................................................. ..............
3. กระบวนการแกป้ ัญหาในกจิ กรรมประกอบดว้ ยลาดับและข้ันตอนอยา่ งไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…….………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………............................................................................................................................. ..............
4. วิทยาศาสตรม์ คี วามสาคญั ตอ่ การดารงชวี ิตของมนุษยอ์ ยา่ งไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…….………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………............................................................................................................................. ..............
6
Science ว23101 ใบงานท่ี 5 วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
หนว่ ยท่ี 1 ชื่อ-สกุล ชน้ั ม.3/ เลขท่ี
วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
คาชแ้ี จง ให้นักเรยี นเตมิ คาหรอื ขอ้ ความลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกต้อง
วิทยาศาสตร์กบั การแก้ปัญหา
เกี่ยวขอ้ งกบั
วทิ ยาศาสตรก์ ับชวี ติ ประจาวัน วทิ ยาศาสตร์กับการแก้ปัญหาของมนุษย์
ประยุกต์ใชใ้ น เช่น
ผ่าน
ผา่ น
กระบวนการออกแบบชิ้นงาน
ประกอบด้วย
7
Science ว23101 ขอ้ สอบเรอื่ ง วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
หน่วยท่ี 1 ชอื่ -สกุล ช้ัน ม.3/ เลขท่ี
วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคาถามต่อไปนีใ้ ห้ถกู ตอ้ ง
1. การใชก้ ระบวนการแก้ปัญหามปี ระโยชนอ์ ย่างไร
ก. สามารถแกไ้ ขปัญหาได้อยา่ งเป็นระบบ
ข. สามารถแก้ไขปญั หาได้ดว้ ยตนเอง
ค. สามารถแกไ้ ขปญั หาไดท้ กุ อย่าง
ง. สามารถสรา้ งเง่ือนไขในการแก้ปญั หาของตนเองได้
“ หากนกั เรยี นลมื เอาสมดุ การบ้านกลบั มา นกั เรียนมีวธิ ีแก้ปญั หาอยา่ งไร”
2. จากประโยคขา้ งต้น ขอ้ ใดคือขั้นตอนการวเิ คราะห์ปัญหา
ก. นกั เรียนทาการบ้านและนาสมุดมาโรงเรยี น
ข. นกั เรยี นจะไปทาการบ้านท่โี รงเรยี น
ค. นักเรยี นลมื เอาสมดุ การบา้ นมา
ง. นักเรยี นทาการบ้านเสร็จแล้ว
3. ข้อใดบอกหมายของคาว่า "วทิ ยาศาสตร์" ได้ถูกต้อง
ก. ความรูท้ ไ่ี ด้จากการสังเกต ศกึ ษาและทดลองเพอ่ื ให้รู้ธรรมชาติหรือหลักเกณฑข์ องสิง่ ที่
ทาการศึกษานน้ั ๆ
ข. การศึกษาเร่อื งราวของปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ละแสวงหากฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
ค. การศึกษาเกย่ี วกับธรรมชาติ การคดิ อย่างมรี ะเบยี บวธิ รี วมทง้ั วิธกี ารทีใ่ ช้ในการแสวงหาความรู้
และเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์
ง. ถกู ทกุ ขอ้
4. ข้อใดไม่ใช่กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม
ก. ระบุปญั หา
ข. รวบรวมข้อมูลและแนวคดิ เพือ่ สรรหาวธิ กี ารที่เปน็ ไปได้
ค. การวัดประเมนิ ผลการออกแบบ
ง. การทดสอบ ประเมิน และปรับปรุงแก้ไขตน้ แบบ
5. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ขอ้ ดีของเทคโนโลยีวทิ ยาศาสตร์
ก. ประหยัดเวลาในการทางาน
ข. อานวยความสะดวกสบาย
ค. ชว่ ยแกไ้ ขปัญหาในชวี ิตประจาวันของมนุษย์
ง. การใช้งานมากๆทาใหล้ มื เทคโนโลยีสมยั เกา่ ลง
8
Science ว23101 ข้อสอบเรอ่ื ง วิทยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
หน่วยท่ี 1 ชือ่ -สกลุ ชนั้ ม.3/ เลขที่
วทิ ยาศาสตรก์ บั การแกป้ ญั หา
คาชแ้ี จง ให้นักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนใ้ี ห้ถกู ตอ้ ง
6. จากรูปภาพ แกว้ ใบไหนมนี า้ เยอะทส่ี ดุ
ก. A ข. B ค. C ง. D
7. ความอยากรูอ้ ยากเห็นของนกั วิทยาศาสตร์ย่อมนามาซง่ึ ความสาเร็จในเรอ่ื งใด
ก. ทาการทดลองได้ผล ข. คน้ พบสงิ่ ใหม่ๆ
ค. ผลงานเป็นท่ยี อมรับ ง. มคี วามรอบรู้ในการแกป้ ญั หา
8. ขอ้ ใดตอ่ ไปนจี้ ดั อย่ใู นอปุ กรณ์ ทดลองการลอยการจม
ก. ไฟฉาย แก้วน้า ข. ขันนา้ ดนิ นา้ มัน
ค. ขันนา้ แก้วน้า ง. เกลอื แกว้ น้า
9. เมือ่ ใสน่ า้ แขง็ ลงในแกว้ แลว้ ตงั้ ทิง้ ไว้สักครจู่ ะพบว่ารอบนอกของแก้วมหี ยดน้าเกาะอยเู่ ตม็ ข้อใดเปน็ ผล
จากการสงั เกต และบันทกึ ผล
ก. หยดนา้ ทเ่ี กดิ เปน็ กระบวนการเดยี วกบั การเกิดน้าค้าง
ข. แก้วน้ารั่วเป็นเหตุให้น้าซมึ ออกมาทผ่ี ิวนอก
ค. ไอน้าในอากาศกล่นั ตวั เป็นหยดน้าเกาะอยู่รอบๆแกว้
ง. มหี ยดน้าขนาดเลก็ และขนาดใหญเ่ กาะอย่จู านวนมากท่ผี ิวแก้ว
10. แกว้ น้าดืม่ 2 ใบขนาดเท่ากันหลังจากลา้ งแล้วก็ซอ้ นกันไว้ ปรากฏว่าเม่อื ต้องการนามาใช้ แก้วติดกนั
แนน่ จนดึงไม่ออก นักเรียนควรเลือกดาเนนิ การตามข้อใดจึงจะดที สี่ ุด
ก. หาคนอ่นื มาชว่ ยกนั ดึงออก
ข. ไปดึงออกในอา่ งนา้ ที่มีนา้ เย็นจัด
ค. เคาะใบหน่ึงให้แตกแล้วใช้อีกใบหน่งึ
ง. แช่แกว้ ท้งั 2 ใบลงในน้ารอ้ นซกั 1 นาที
9
Science ว23101 ใบงานที่ 1 พันธกุ รรม
หน่วยที่ 2 ชือ่ -สกุล ชัน้ ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาตอบลงในชอ่ งวา่ งให้ถูกต้อง
1. ภายในนวิ เคลียสของเซลล์จะมเี ส้นใยเล็ก ๆ ขดอยู่ เรยี กว่า…………………………………….
2. เมอ่ื มกี ารแบ่งเซลล์เส้นใยจะขดตวั จนมลี ักษณะเป็นท่อน ๆ เรยี กวา่ …………………………………….
3. โครโมโซมของเซลลร์ ่างกายมี 2 ชดุ เขยี นแทนดว้ ย …………………………………….
4. โครโมโซมของเซลล์สบื พนั ธม์ุ ี 1 ชดุ เขียนแทนดว้ ย …………………………………….
5. เซลล์ร่างกายมนุษย์มโี ครโมโซม ……………………………………เซลล์สบื พนั ธมุ์ ี …………………………………….
6. เซลลส์ ืบพนั ธุข์ องเพศชายและเซลล์สืบพนั ธุข์ องเพศหญงิ เมื่อมารวมกันเรียกว่าการ
…………………………………….จะไดเ้ ซลล์ใหม่เรียกว่า …………………………………….มจี านวนโครโมโซมเทา่ กับ
จานวนโครโมโซมรา่ งกายเทา่ กบั …………………………………….
7. มนษุ ยม์ โี ครโมโซมทง้ั หมด 46 แทง่ 23 คู่ แบง่ ออกเปน็ สองประเภทได้แก่
- ออโตโซม คอื …………………………………….…………………………………….…………………………………….
- โครโมโซมเพศ คอื …………………………………….…………………………………….……………………………
8. โครโมโซมแตล่ ะแทง่ ประกอบด้วยสว่ นสาคญั สองส่วนคอื …………………………………….
9. บดิ าแห่งพันธุศาสตร์ คือ …………………………………….
10. พชื ที่เมนเดลใช้ในการศึกษา คือ …………………………………….
คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนนาข้อความทีก่ าหนดให้เติมลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกต้อง
เซลลส์ บื พันธ์ุ ลกั ษณะเด่น ลักษณะด้อย โฮโมโลกัสยีน ยีน
เฮเทอโรไซกัสยนี จโี นไทป์ ฟโี นไทป์ โฮโมโลกัสโครโมโซม โฮโมไซกัสโครโมโซม
…………………….โครโมโซมท่ีเป็นโฮโมโลกัสกันและมยี ีนทเ่ี ปน็ โฮโมไซกัสกัน อย่างน้อย 1 คู่
……………………. ลกั ษณะของสิ่งมีชวี ติ ท่ปี รากฏออกมาเน่ืองจากการแสดงออกของยนี และอทิ ธพิ ลของ
ส่ิงแวดล้อม
……………………. โครโมโซมที่เปน็ คู่กัน มขี นาดและรปู รา่ งภายนอกเหมือนกัน
……………………. ลักษณะหรอื แบบของยนี ทีค่ วบคุมลักษณะ
……………………. ไข่ (Egg) หรือ สเปิร์ม ( Sperm)
……………………. ลกั ษณะที่ปรากฏออกมาในรุน่ ลกู หรอื รนุ่ ตอ่ ๆ ไปเสมอ
……………………. หน่วยควบคมุ ลกั ษณะทางพันธุกรรมของสงิ่ มชี วี ติ
……………………. ยนี ทเ่ี หมือนกันอย่ดู ว้ ยกนั เชน่ TT , tt , AA , bb
……………………. ยีนทตี่ ่างกันอย่ดู ว้ ยกัน เช่น Tt , Aa , Bb
……………………. ลกั ษณะทไี่ มม่ ีโอกาสปรากฏในรนุ่ ตอ่ ไป
10
Science ว23101 ใบงานท่ี 2 โครโมโซม
หนว่ ยที่ 2 ชอ่ื -สกลุ ช้นั ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ให้นักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนใี้ หถ้ ูกต้อง
1. จากรปู จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้
12
หมายเลข 1 คอื …………………….
หมายเลข 2 คอื …………………….
โครมาทิดหมายถงึ …………………………………….
สว่ นท่ีโครมาทิดเชื่อมตดิ กนั เรยี กวา่ …………………….
2. โครโมโซมร่างกายหรอื ออโตโซมคอื โครโมโซมคทู่ เี่ ท่าใด
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
3. โครโมโซมเพศคือโครโมโซมคทู่ เ่ี ทา่ ใด
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
4. โครโมโซมในเซลลร์ า่ งกายของคนมกี แ่ี ทง่
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
5. โครโมโซมในเซลล์สืบพันธุข์ องคนมกี แี่ ทง่
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
6. จงเตมิ คาตอบลงในตารางให้ถกู ตอ้ ง
สงิ่ มชี ีวติ เซลลร์ า่ งกาย (2n) จานวนโครโมโซม (แท่ง)
46 เซลลส์ ืบพันธ์ุ (n)
มนุษย์
แมลงหวี่ 78 4
สุนัข
ข้าวโพด 14 10
ถ่วั ลนั เตา 48
ข้าว
11
Science ว23101 ใบงานท่ี 2 โครโมโซม
หนว่ ยที่ 2 ชื่อ-สกลุ ช้นั ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ีให้ถกู ตอ้ ง
โครโมโซม นวิ เคลียส
7. สง่ิ ท่เี หน็ ภายในเซลลแ์ ตล่ ะเซลลเ์ หมอื นอยา่ งไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
8. สง่ิ ทเ่ี หน็ ภายในเซลลแ์ ต่ละเซลล์ตา่ งกันอย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
9. ลักษณะของโครโมโซมที่สงั เกตได้ มลี ักษณะอยา่ งไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
10. จากภาพจงตอบคาถาม
ภาพท่ี 1 โครโมโซม ……………………. ภาพท่ี 2 โครโมโซม …………………….
โครโมโซมเพศหญิงมลี ักษณะแตกต่างจากโครโมโซมเพศชายอย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………
12
Science ว23101 ใบงานท่ี 4 โครงสรา้ งทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การถา่ ยทอดทางพนั ธกุ รรม
หนว่ ยท่ี 2 ชื่อ-สกลุ ช้นั ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนเติมคาตอบลงในช่องว่างให้ถกู ตอ้ ง
ยนี นวิ เคลียส โครโมโซม ดเี อน็ เอ เซลล์
โครมาทนิ และโครโมโซมเกย่ี วข้องกนั อยา่ งไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………….………………………………………………………………………………………………………………………………………
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งโครโมโซม ดเี อ็นเอ และยนี ดงั ภาพ เป็นอย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………….………………………………………………………………………………………………………………………………………
ดเี อน็ เอประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………….………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………....
13
Science ว23101 ใบงานที่ 5 พันธกุ รรมของเมนเดล
หน่วยท่ี 2 ชอื่ -สกลุ ชนั้ ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปนี้ให้ถกู ต้อง
1. เหตใุ ดเมนเดลจึงปลอ่ ยให้ตน้ ถ่วั มีการผสมพนั ธภ์ุ ายในดอกเดยี วกันหลาย ๆ รนุ่
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ตน้ ถวั่ ท่เี ปน็ รุน่ พอ่ แม่ในภาพมีลักษณะอยา่ งไร
ตอบ ………………………………………………………………..
………………………………………………………………………..
3. เหตใุ ดจึงต้องตัดอับเรณูของเกสรเพศผ้ขู องดอกสีมว่ ง
ออกแลว้ ใชพ้ กู่ นั เขยี่ เรณูของดอกสขี าวลงบนยอดเกสร
เพศเมียของดอกสีมว่ ง
ตอบ ………….……………………………………………………..
…………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………
4. เหตใุ ดเมนเดลจึงทดลองผสมพนั ธุ์ถ่วั ลนั เตาเป็นจานวนมาก
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
14
Science ว23101 ใบงานที่ 5 พันธกุ รรมของเมนเดล
หนว่ ยที่ 2 ชื่อ-สกลุ ช้ัน ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแ้ี จง ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ใี หถ้ กู ตอ้ ง
5. เม่ือผสมพนั ธ์ถุ วั่ ในแตล่ ะลกั ษณะ ลักษณะใดทีไ่ มป่ รากฏในรนุ่ ท่ี 1 แตม่ าปรากฏในรนุ่ ที่ 2
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
6. ลักษณะใดของต้นถวั่ ลนั เตาทเี่ มนเดลศึกษาเป็นลักษณะเดน่ และลักษณะใดเป็นลกั ษณะด้อย
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
7. ผสมววั ทม่ี ีเขาพนั ธุ์แทก้ ับววั ท่ไี มม่ ีเขาพันธุ์แท้ ลกู ววั ที่ไดจ้ ากการผสมจะมีจีโนไทปแ์ ละฟโี นไทป์ เปน็ อยา่ งไร
กาหนดให้ G เป็นยีนทคี่ วบคุมลักษณะมเี ขาของววั เป็นลักษณะเดน่
g เปน็ ยีนททค่ี วบคุมลกั ษณะไม่มเี ขาของววั เปน็ ลกั ษณะด้อย
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………
….………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………….……………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………..........................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……….………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..............................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
15
Science ว23101 ใบงานที่ 5 พนั ธุกรรมของเมนเดล
หนว่ ยที่ 2 ชื่อ-สกุล ชัน้ ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนแสดงวธิ ีคดิ ใหถ้ กู ตอ้ ง
8. ผสมถวั่ ลนั เตาพ่อพนั ธล์ุ ักษณะต้นสงู พนั ธ์ุแท้กบั แมพ่ นั ธ์ลุ ักษณะตน้ เตี้ย ลูกทีไ่ ดจ้ ะมจี ีโนไทป์และฟโี นไทปเ์ ป็น
อย่างไร กาหนดให้ ยนี T เป็นลักษณะเด่น ควบคุมลักษณะตน้ สูง ยีน t เป็นลักษณะดอ้ ย ควบคุมลักษณะตน้
เตย้ี รุ่นพ่อแม่
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………….…….…
……….……………………………………………………………………………………………………………………………….…………
……………............................................................................................................................. .......
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
9. ผสมสนุ ขั พอ่ พนั ธ์ขุ นสดี าพนั ธแุ์ ทก้ บั แม่พนั ธุ์ขนสีดาพนั ธ์ุทาง ลกู สุนขั ทีไ่ ด้จะมจี ีโนไทปแ์ ละฟโี นไทปเ์ ป็นอย่างไร
กาหนดให้ ยนี B เปน็ ลกั ษณะเดน่ ควบคมุ ลกั ษณะขนสดี า ยีน b เป็นลักษณะดอ้ ย ควบคมุ ลักษณะขนสีนา้ ตาล
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………….…….…
……….……………………………………………………………………………………………………………………………….…………
……………............................................................................................................................. .......
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
10. กาหนดใหถ้ ่ัวลันเตาทีม่ แี อลลลี ควบคุมลักษณะเมลด็ กลม (R) เป็นแอลลลี เดน่ และแอลลีลควบคุมเมล็ดขรขุ ระ
(r) เป็นแอลลลี ด้อย ถา้ นาถั่วลนั เตาเมลด็ กลมท่มี ีจโี นไทป์ RR ผสมพันธกุ์ ับถ่ัวลนั เตาเมล็ดกลมทม่ี ีจีโนไทป์ Rr
ให้นกั เรียนเขยี นแผนภาพเพอื่ คานวณหาอัตราสว่ นของจโี นไทปแ์ ละฟีโนไทปใ์ นรนุ่ ลกู
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………….…….…
……….……………………………………………………………………………………………………………………………….…………
……………............................................................................................................................. .......
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
16
Science ว23101 ใบงานที่ 5 พันธกุ รรมของเมนเดล
หนว่ ยที่ 2 ชือ่ -สกลุ ชน้ั ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นเติมคาตอบลงในช่องว่างใหถ้ กู ตอ้ ง
สิ่งมชี ีวิตในตารางมจี านวนโครโมโซมเทา่ กันหรือต่างกัน อย่างไร
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
จานวนโครโมโซมมคี วามสมั พนั ธ์กับขนาดของสง่ิ มีชีวติ หรือไม่ อยา่ งไร
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
จากภาพแสดงจานวนโครโมโซมในเซลลส์ บื พนั ธุข์ องสง่ิ มชี วี ิตชนิดหน่ึง ให้วาดภาพแสดงจานวนโครโมโซม
ในเซลล์รา่ งกายของสง่ิ มชี ีวิตชนดิ นี้
17
Science ว23101 ใบงานท่ี 6 การแบง่ เซลล์
หน่วยท่ี 2 ชอื่ -สกลุ ชั้น ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนเติมคาตอบลงในช่องวา่ งให้ถกู ต้อง
เซลลต์ ้ังต้น เซลลต์ ้งั ตน้
การแบง่ เซลล์แบบท่ี 1 การแบ่งเซลล์แบบที่ 2
1. แบบท่ี 1 คอื ……………………. ได้เซลลใ์ หม่ 2 เซลล์ ท่ีมจี านวนโครโมโซมเทา่ เดิม
2 แบบท่ี 2 คอื ……………………. ได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ทม่ี จี านวนโครโมโซมลดลงเปน็ ครึง่ หน่งึ ของเซลล์
ตงั้ ตน้ ซ่ึงเป็นการแบ่งเซลลเ์ พือ่ สร้างเซลล์สบื พนั ธ์ุ เมอ่ื เกดิ การปฏสิ นธิไซโกตทไ่ี ดจ้ ะมจี านวนโครโมโซม
เท่ากบั พ่อแม่
3. พราะเหตุใดจานวนโครโมโซมของเซลล์ใหม่ที่ไดจ้ ากการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ จึงเทา่ กบั เซลล์ตัง้ ตน้
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...................
4. เพราะเหตุใดจานวนโครโมโซมของเซลลใ์ หม่ทีไ่ ดจ้ ากการแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ จงึ เปน็ ครึ่งหนง่ึ ของเซลล์
ตัง้ ตน้
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...................
5. ระบุระยะของการแบ่งเซลลจ์ ากภาพทกี่ าหนดให้ ลงในชอ่ งว่างให้ถกู ตอ้ ง
18
Science ว23101 ใบงานท่ี 7 ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม
หน่วยท่ี 2 ช่ือ-สกลุ ชั้น ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนเตมิ คาตอบลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกต้อง
1. การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมจากยนี บนออโตโซม แบง่ เปน็ 2 ชนิด ไดแ้ ก่
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
2. การถา่ ยทอดลักษณะพันธุกรรมทค่ี วบคมุ โดยยีนด้อยบนออโตโซม เช่น
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. การถ่ายทอดลกั ษณะพันธุกรรมทคี่ วบคุมโดยยีนเด่นบนออโตโซม เชน่
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. กาหนดให้ C แทนยนี ทคี่ วบคมุ ลกั ษณะตาปกติ c แทนยนี ที่ควบคุมลกั ษณะตาบอดสี สามารถ
เขยี นจีโนไทป์ได้ ดังน้ี
ลักษณะทป่ี รากฏ จโี นไทป์ ลกั ษณะทป่ี รากฏ จีโนไทป์
หญงิ ตาปกติ ชายตาปกติ
หญงิ ตาปกติ (พาหะ) ชายตาปกติ (พาหะ)
หญิงตาบอดสี ชายตาบอดสี
5. ถา้ ลูกสาวของสามีภรรยาคู่นแ้ี ตง่ งานกบั ชายปกตแิ ล้วมลี กู 2 คน คนหน่งึ เปน็ ลกู ชายท่เี ปน็
โรคธาลสั ซเี มียสว่ นอีกคนหน่ึงเป็นลูกสาวปกติ จโี นไทป์ของชายคนนแ้ี ละลกู สาวของสามภี รรยาคนู่ ้ีมี
จโี นไทปเ์ ป็นอย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………
….………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………….……………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………..........................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……….………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..............................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
19
Science ว23101 ใบงานที่ 7 ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม
หนว่ ยท่ี 2 ชอื่ -สกุล ชน้ั ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแ้ี จง ให้นักเรียนเตมิ คาตอบลงในช่องวา่ งให้ถูกต้อง
6. สามภี รรยาปกติคหู่ นึง่ มลี ูกชาย 2 คนและลูกสาว 1 คน ทกุ คนปว่ ยเป็นโรคธาลัสซีเมยี กาหนดให้
B แทนแอลลีลเดน่ ซ่ึงเป็นแอลลลี ปกติ b แทนแอลลลี ด้อยซง่ึ เป็นแอลลลี ที่ทาให้เกดิ โรคธาลัสซีเมยี ให้
นกั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1) จีโนไทป์ของสามภี รรยาคนู่ เี้ ป็นอย่างไร
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
2) ลูกทเี่ กิดจากสามีภรรยาคนู่ ้ีมจี ีโนไทป์และฟีโนไทป์อย่างไรบ้างและมอี ตั ราส่วนเทา่ ใด
ตอบ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…
….…………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
….………….……………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………............................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
………………................................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
7. โรคกลา้ มเน้อื แขนขาลีบ ควบคุมโดยยนี ดอ้ ยบนโครโมโซม X ชายปกตแิ ตง่ งานกับหญิงปกตแิ ต่เป็น
พาหะของโรคกล้ามเนอื้ แขนขาลีบ (กาหนดให้ XM ไม่เป็นโรค Xm เปน็ โรคกล้ามเนอ้ื แขนขาลีบ) ลกู ที่
เปน็ โรคกล้ามเนือ้ แขนขาลบี คดิ เปน็ ร้อยละเท่าไร ลูกทไ่ี ม่เป็นโรคกลา้ มเน้อื แขนขาลบี คดิ เปน็ รอ้ ยละเท่าไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………
….………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………….……………………………………………………………………………………………………………………………….…
……………………..........................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……….………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..............................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
20
Science ว23101 ใบงานที่ 8 ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม
หน่วยท่ี 2 ชือ่ -สกลุ ชนั้ ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นเติมคาตอบลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกต้อง
1. มวิ เทชัน (Mutation) หมายถึง…………………………………….…………………………………….………………………
2. สาเหตขุ องการเกิดมิวเทชัน ได้แก่ …………………………………….…………………………………….…………………..
3. ความผิดปกติของยนี แบง่ ได้เปน็ 2 แบบ ค…ื …….…………………………………….……………………………………
…………………………………….…………………………………….………………………………………………………….……………….
4. โรคทเ่ี กิดจากความผิดปกติของยนี บนออโตโซม ได้แก่ …………………………………….
5. โรคทีเ่ กิดจากความผดิ ปกติของยีนบนโครโมโซมเพศ ไดแ้ ก่ …………………………………….
6. ใหน้ กั เรียนนาตัวเลอื กมาตอบคาถามให้มีความสัมพนั ธ์กนั
ก. กลุม่ อาการพาเทา ข. กลมุ่ อาการไคลน์เฟลเตอร์
ค. กลมุ่ อาการเอ็ดเวิร์ด ง. กลุ่มอาการคริดชู าต์
จ. เอ็กซว์ ายวายซินโดรม ฉ. กลมุ่ อาการเทอร์เนอร์
ช. กลมุ่ อาการดาวน์
……………………. 6.1 เปน็ ความผดิ ปกติของโครโมโซมเพศ โดยโครโมโซม x ขาดหายไป 1 แท่ง
……………………. 6.2 โครโมโซมคู่ที่ 13 เกนิ มา 1 แทง่
……………………. 6.3 โครโมโซม 44+XYY
……………………. 6.4 โครโมโซมคูท่ ่ี 18 เกนิ มา 1 แท่ง
……………………. 6.5 โครโมโซมค่ทู ี่ 21 เกนิ มา 1 แท่ง
……………………. 6.6 ผู้ป่วยเสียงร้องแหลมเลก็ คลา้ ยเสียงแมวร้อง
……………………. 6.7 โครโมโซม x เกนิ จากปกติ 44+XXY หรอื 44+XXXY
7. การลดความเสยี่ งท่ีจะมีบุตรซึ่งปว่ ยเปน็ โรคธาลัสซีเมียทาได้อย่าง
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………..
8. พ่อทต่ี าบอดสีแตง่ งานกบั แมต่ าปกติและไมเ่ ป็นพาหะของตาบอดสหี ากท้งั สองคนมลี ูกเปน็ ผหู้ ญงิ จะมี
ลกั ษณะเป็นอยา่ งไร และมรี ้อยละเทา่ ไรของลูกทัง้ หมด
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
9. หากท้ังสองคนมีลกู เป็นผชู้ าย จะมีโอกาสท่ีลกู ชายเป็นตาบอดสีหรือไม่ อยา่ งไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………..
8 10. โรคทางพันธกุ รรมมสี าเหตุมาจากความผิดปกตขิ องอะไรบา้ ง
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
21
Science ว23101 ใบงานท่ี 9 ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม
หนว่ ยที่ 2 ชือ่ -สกุล ชั้น ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง จากภาพโครโมโซมตอ่ ไปน้นี า่ จะเปน็ โรคในกลมุ่ อาการใดบ้าง พร้อมระบุเพศ
22
Science ว23101 ใบงานที่ 10 สงิ่ มชี วี ติ ดดั แปลงพนั ธกุ รรม
หน่วยท่ี 2 ช่ือ-สกลุ ชนั้ ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ให้นกั เรียนสืบค้นความหมายของสิ่งมีชวี ติ ดดั แปรพันธกุ รรม จากน้ันตอบคาถามในชอ่ งที่กาหนดให้
1. ส่ิงมชี วี ติ ดดั แปรพันธุกรรมคอื อะไร
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...................
2. ส่ิงมชี ีวติ ดัดแปรพันธุกรรมทเ่ี ลอื ก คือ …………………….
3. สง่ิ มชี ีวิตท่เี ลือกมลี กั ษณะแตกต่างจากสง่ิ มีชีวติ ประเภทเดยี วกันในธรรมชาติอย่างไร
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. สามารถใช้ประโยชน์จากส่ิงมชี ีวติ ดัดแปรพันธกุ รรมนไี้ ด้อย่างไร
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...................
5. ผลกระทบของสงิ่ มีชวี ิตดัดแปรพันธกุ รรมชนดิ นีท้ อ่ี าจมตี ่อมนุษยส์ ง่ิ แวดลอ้ ม และด้านอ่ืน ๆ
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...................
6. เพราะเหตใุ ดนกั เรียนจึงตัดสนิ ใจยอมรบั หรือไมย่ อมรับการใชป้ ระโยชน์จากสงิ่ มีชวี ติ ดัดแปรพนั ธุกรรม
ตอบ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...................
23
Science ว23101 ข้อสอบเรอ่ื ง พนั ธุศาสตร์
หนว่ ยท่ี 2 ชื่อ-สกลุ ชัน้ ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปนใี้ หถ้ กู ต้อง
1. ข้อใดไมถ่ กู ต้องเกยี่ วกับโรคธาลสั ซีเมยี
ก. เปน็ โรคโลหติ จางชนดิ หน่งึ
ข. ผปู้ ่วยเปน็ โรคธาลสั ซีเมียควรหลกี เลีย่ งอาหารท่มี ธี าตเุ หล็กสูง
ค. เปน็ โรคทเ่ี กิดจากความผิดปกตขิ องยีนที่ควบคุมการสร้างโกลบิน
ง. ผู้ที่ได้รับแอลลลี ผิดปกติจากพอ่ หรอื แมเ่ พียงฝา่ ยเดียวมีโอกาสเป็นโรคได้
2. ขอ้ ใดถกู ต้องเกย่ี วกับมิวเทชนั
ก. มีอัตราการเกดิ ได้สูงตามธรรมชาติ
ข. เกิดได้ทง้ั ระดับโครโมโซมและดเี อน็ เอ
ค. เกิดข้นึ ได้เฉพาะในเซลล์ทก่ี าลงั แบ่งตัว
ง. มิวเทชันในเซลล์ทกุ ชนดิ สามารถถ่ายทอดไปยงั รนุ่ ลูกหลานได้
3. ขอ้ ใดไมถ่ กู ตอ้ งเกี่ยวกบั การโคลน
ก. ได้สัตว์ตวั ใหม่ทีม่ ีเพศเดยี วกับสัตว์ตน้ แบบ
ข. เป็นการสรา้ งสตั ว์ตวั ใหมโ่ ดยไม่ตอ้ งอาศัยเซลลส์ ืบพนั ธุ์
ค. แฝดเหมือนคอื ตัวอยา่ งของการโคลนทเี่ กดิ ข้นึ ตามธรรมชาติ
ง. แกะดอลลีเกดิ จากการโคลนโดยใชเ้ ซลล์บรเิ วณเต้านมเปน็ ตน้ แบบ
4. ขอ้ ใดจัดเป็นสง่ิ มชี วี ิตดดั แปรพันธุกรรม
ก. แตงโมไมม่ เี มล็ด
ข. กล้วยไมท้ ไี่ ด้จากการเพาะเลีย้ งเน้อื เย่อื
ค. แบคทเี รียท่ีสามารถผลิตฮอร์โมนอนิ ซลู นิ
ง. กล้วยไม้พนั ธใุ์ หมท่ ไ่ี ดจ้ ากการฉายรงั สแี กมมา
5. หลกั ฐานในข้อใดทไี่ มส่ ามารถใชต้ รวจหาฆาตกรโดยใช้ลายพมิ พ์ดีเอน็ เอ
ก. เส้นผม ข. ลายนวิ้ มือ ค. คราบอสุจิ ง. คราบเลอื ด
6. เมนเดลได้ศกึ ษาเรื่องราวของพนั ธกุ รรม โดยค้นพบหลักเกณฑใ์ นข้อใด
ก. สง่ิ มชี วี ิตถา่ ยทอดลักษณะต่าง ๆ ไปสู่รุ่นหนง่ึ
ข. เม่อื มีการปฏสิ นธิ ท้งั ยนี และโครโมโซมจะถกู ถา่ ยทอดไปสู่ลูกพรอ้ ม ๆ กัน
ค. โครโมโซมจะแยกกนั อยอู่ ย่างอิสระ เมื่อมกี ารปฏิสนธจิ ะมกี ารรวมกันของโครโมโซมอกี คร้งั หนงึ่
ง. ยีนท่ีอยู่เปน็ คู่ ๆ ในส่ิงมีชีวิตจะแยกออกจากกนั อยา่ งอิสระเมือ่ มกี ารสรา้ งเซลลส์ ืบพนั ธุ์ และจะ
กลับมารวมกนั อีกคร้ังเมอ่ื มกี ารปฏสิ นธิ
24
Science ว23101 ข้อสอบเรอ่ื ง พนั ธุศาสตร์
หน่วยที่ 2 ช่อื -สกุล ชัน้ ม.3/ เลขที่
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ีใหถ้ กู ต้อง
7. ลักษณะในขอ้ ใดน่าจะนาโดยยนี ดอ้ ย
ก. พบลักษณะนัน้ ๆ ในทกุ รนุ่ ข. พบลักษณะนั้น ๆ บางรนุ่
ค. คนสว่ นมากมลี กั ษณะน้นั ๆ อยูแ่ ล้ว ง. ไม่มีลักษณะใด ๆ ทน่ี าโดยยีนด้อย
8. โรคกลุ่มใดเกิดจากความผิดปกติของออโทโซม
ก. ตาบอดสี ข. ดาวน์ซนิ โดรม
ค. ไคลนเ์ ฟลเตอร์ซนิ โดรม ง. เทอร์เนอรซ์ นิ โดรม
9. ในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สงิ่ ท่ที าหน้าทีน่ าลักษณะทางพนั ธกุ รรมจากร่นุ หนง่ึ ไปสูอ่ ีกรนุ่
หนึง่ คอื ข้อใด
ก. เซลล์ ข. เลือด ค. ฮอรโ์ มน ง. เซลล์สืบพันธ์ุ
10. แกะดอลลท่ี ่ีเกดิ จากการโคลนนิง่ มีลักษณะเหมอื นแมท่ กุ ประการ ข้อใดอธิบายเหตุผลไดถ้ ูกต้องทส่ี ุด
ก. เกดิ จากการตดั ตอ่ ยีนดว้ ยยีนของแม่
ข. เกิดจากการตัดต่อโครโมโซมดว้ ยโครโมโซมของแม่
ค. เกิดจากเซลลไ์ ขเ่ ซลล์หนึ่งทแี่ ทนทีด่ ้วย DNA ของแม่
ง. เกิดจากเซลล์ไข่เซลล์หน่งึ ที่แทนที่ด้วยนิวเคลียสของแม่
11. สิ่งมชี ีวติ A มีจานวนโครโมโซมในเซลล์กล้ามเนอื้ 28 โครโมโซม ส่งิ มชี วี ิต B มีจานวนโครโมโซมใน
เซลลอ์ สจุ ิ 25 โครโมโซม อยากทราบวา่ ส่งิ มีชีวติ A และส่งิ มีชีวติ B มีจานวนโครโมโซมในเซลล์ร่างกาย
เท่าใดตามลาดับ
ก. 28 และ 25 โครโมโซม ข. 28 และ 50 โครโมโซม
ค. 56 และ 25 โครโมโซม ง. 56 และ 50 โครโมโซม
12. ในการผสมถวั่ 2 ชนิด คือ ถั่วพันธุส์ งู ซึ่งเปน็ Dominant กับถ่วั พนั ธ์เุ ต้ีย ซ่งึ เป็น recessive
ปรากกวา่ ได้ลูกรุ่น F1 เป็นสูง : เตย้ี = 1 : 1 genotype ของถ่วั รุน่ พอ่ แม่คอื
ก. TT x tt ข. Tt x Tt ค. Tt x tt ง. TT x Tt
13. ในการผสมหนคู ู่หนง่ึ หนูสีดาเปน็ ลกั ษณะเดน่ หนูสขี าวเป็นลกั ษณะดอ้ ย ลูกร่นุ F1 ไดท้ ัง้ สขี าวสีดา
ถ้าใหล้ กู สีดาผสมกันเองจะได้ลูกรุ่น F2 เป็น
ก. สดี าทกุ ตัว ข. สดี าตอ่ สีขาว = 3 :1
ค. สีขาวทุกตวั ง. สีดา 1 สว่ น สีขาว 1 สว่ น
14. ในการผสมระหว่างพ่อแม่ปรากฏว่าไดล้ กู อตั ราสว่ นของหมู่ A : O = 1 : 1 แสดงวา่ พ่อแม่ม่
genotype เปน็ แบบใด
ก. IAi x IAi ข. IAi x ii
ค. IAIA x ii ง. IAIA x IAi
25
Science ว23101 ขอ้ สอบเรอ่ื ง พนั ธศุ าสตร์
หน่วยที่ 2 ชอื่ -สกุล ชนั้ ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนใ้ี หถ้ ูกต้อง
15. คนท่ีมโี ครโมโซมเป็น 44+XO และ 44+XXY จะแสดงอาการใดตามลาดับ
ก. อาการมารแ์ ฟน และอาการดาวน์
ข. อาการดาวน์ และอาการคลายน์แฟลเดอร์
ค. อาการเทอร์เนอร์ และอาการคลายน์เฟลเตอร์
ง. อาการคลายนเ์ ฟลเตอร์ และอาการเทอร์เนอร์
16. จากภาพ แสดงถงึ ขอ้ ใด
ก. การแบง่ เซลล์แบบไมโอซสี
ข. การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซีส
ค. กระบวนการสรา้ งเซลลส์ บื พนั ธ์ุในเพศชาย
ง. กระบวนการสรา้ งเซลล์สืบพนั ธุ์ในเพศหญิง
17. จากภาพแสดงพงศาวลีของครอบครัวหน่งึ
ขอ้ ใดแปลความหมายไดถ้ กู ต้องทีส่ ดุ
ก. มีลกู สาวและหลานสาวอยา่ งละ 1 คน ทไี่ ด้ลกั ษณะดอ้ ยซึ่งทาสีดา
ข. มีลูกชายและหลานชายอยา่ งละ 1 คน ทไี่ ดล้ ักษณะเด่นซ่งึ ทาสีดา
ค. มหี ลานชาย 1 คน ได้ลักษณะด้อยซง่ึ ทาสีดา เช่นเดยี วกบั พี่ชายของพอ่
ง. มหี ลานชาย 1 คน ได้ลักษณะเดน่ ซงึ่ ทาสดี า เชน่ เดยี วกับพส่ี าวของแม่
26
Science ว23101 ขอ้ สอบเรอ่ื ง พันธศุ าสตร์
หนว่ ยที่ 2 ชอ่ื -สกลุ ชน้ั ม.3/ เลขท่ี
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ใี หถ้ ูกตอ้ ง
18. มา้ และมา้ ลายมจี านวนโครโมโซนเป็น 64 แทง่ และ 44 แท่งตามลาดับ ลูกผสมขา้ มสายพนั ธร์ุ ะหว่าง
มา้ กบั มา้ ลาย จะมีจานวนโครโมโซนของเซลลร์ า่ งกายเปน็ กีแ่ ท่ง
ก. 44 แทง่ ข. 54 แท่ง
ค. 64 แท่ง ง. 108 แทง่
19. กาหนด A แทนยีนเด่นควบคมุ ผิวปกติ
B แทนยนี ด้อยควบคุมผวิ เผือก
ชายแต่งงานกบั หญิงทงั้ คู่มผี วิ ปกตใิ ห้กาเนดิ ลูกคนแรกมลี ักษณะผิวเผอื ก ข้อใดกลา่ วถูกตอ้ งเกี่ยวกบั ยีนของ
ฝ่ายชายและหญงิ คนู่ ้ี
ก. ชายและหญงิ ต่างมยี นี ควบคุมสีผิวเปน็ แบบ Aa ทัง้ คู่
ข. ชายมยี นี ควบคุมสีผิวแบบ Aa สว่ นหญิงมียนี ควบคมุ สผี วิ แบบ aa
ค. ชายมียีนควบคุมสีผวิ แบบ AA ส่วนหญงิ เป็นแบบ Aa
ง. ท้งั ชายและหญงิ ต่างมียีนควบคุมสผี ิวแบบ aa ทั้งคู่
20. อา่ นสถานการณ์ตอ่ ไปน้ี ขา้ วโพดดดั แปรพนั ธุกรรมสามารถผลติ สารท่เี ป็นพษิ ต่อหนอนเจาะฝัก
ข้าวโพดซงึ่ เปน็ แมลงทเี่ ปน็ ศตั รู ของขา้ วโพด แตเ่ ม่อื เรณขู องข้าวโพดดดั แปรพนั ธกุ รรมปลวิ ไปตกอยทู่ ่ใี บของ
ต้นรักจะทาใหห้ นอนผเี สอื้ จักรพรรดิ ทกี่ ินใบรกั เปน็ อาหารเจรญิ เติบโตช้า และมอี ัตราการตายท่สี งู ข้ึน
จากสถานการณ์ดงั กล่าว ควรวางแผนอย่างไรเพอ่ื รับมือกับผลกระทบทอ่ี าจมตี อ่ มนุษย์และสงิ่ แวดล้อม
1. ปลูกข้าวโพดดดั แปรพนั ธกุ รรมร่วมกบั ต้นรักเพ่อื กาจดั หนอนผีเสือ้ จักรพรรดิ
2. ปลกู ข้าวโพดดัดแปรพนั ธกุ รรมบนพื้นทีห่ ่างไกลจากต้นรกั
3. ปลูกตน้ ไม้ใหญเ่ ปน็ แนวก้นั ลมระหวา่ งแปลงขา้ วโพดดดั แปรพันธุกรรมกับต้นรกั
ก. ข้อที่ 1 เท่าน้นั ข. ข้อท่ี 2 เท่านัน้
ค. ข้อ 1 และ 2 ง. ขอ้ ที่ 2 และ 3
..............................................................................................................................................
27
Science ว23101 ใบงานที่ 1 คล่ืนกล
หน่วยที่ 3 ช่ือ-สกุล ชั้น ม.3/ เลขท่ี
คลืน่ และแสง
1. ใหน้ ักเรยี นอธิบายความหมายของคลนื่
............................................................................................................................................
............................................................................................................................................
2. เราสามารถจาแนกคลืน่ ตามลักษณะการอาศัยตัวกลาง แบ่งเป็น .................. ประเภท ไดแ้ ก่
1. คลนื่ กล เป็นคลืน่ ที่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลอื่ นที่ เชน่
คลืน่ นา้ คลน่ื เสียง เปน็ ตน้
2. คลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ เป็นคล่ืนทีไ่ ม่จาเป็นตอ้ งอาศัยตวั กลางในการคล่ืนท่ี เชน่
คล่นื วิทยุ แสง เปน็ ตน้
3. เราสามารถจาแนกคล่ืนตามทศิ ทางการเคล่อื นที่ของคล่นื และการสน่ั ของอนุภาคตัวกลาง
แบ่งเป็น .............ประเภท เป็นคลื่นท่มี ีทิศทางการส่นั ของตัวกลางตง้ั ฉากกบั ทศิ
ทางการแผ่ของคล่นื เช่น คลืน่ ผวิ นา้ คลน่ื ในเสน้ เชอื ก
1. คลนื่ ตามขวาง
2. คล่นื ตามยาว เป็นคลน่ื ที่มีทศิ ทางการสั่นของตัวกลางขนานกบั ทศิ
ทางการแผข่ องคล่นื เชน่ คล่นเสยี ง เปน็ ต้น
4. จากภาพท่กี าหนดให้ เปน็ คลน่ื ตามยาวหรือคลน่ื ตามขวาง
1. คล่ืนตามขวาง
2. คลน่ื ตามยาว
28
Science ว23101 ใบงานที่ 1 คล่นื กล
หน่วยที่ 3 ชอ่ื -สกุล ช้นั ม.3/ เลขท่ี
คลื่นและแสง
5. ให้นักเรยี นเตมิ สว่ นประกอบของคลื่น ลงในชอ่ งวา่ งให้ถกู ตอ้ ง
สันคลนื่ ทอ้ งคลนื่ แอมพลิจูด
สนั คล่นื สนั คลน่ื
ทอ้ งคลนื่ แอมพลิจดู
ทอ้ งคลืน่
6. ใหน้ กั เรียนโยงเสน้ จับคู่ตอ่ ไปน้ี ใหถ้ ูกตอ้ งสมบรู ณ์
สันคล่ืน เวลาที่จดุ ใดๆ บนตัวกลางส่นั ครบ 1 รอบหรอื เปน็ เวลาท่เี กดิ
คลน่ื 1 ลกู หรือเวลาท่ีคล่นื ไปไดไ้ กล 1 ลูกคลืน่
ทอ้ งคล่ืน ความยาวของคลื่น 1 ลกู คลื่นหรอื เป็นระยะห่างจากสันคล่ืน
แอมพลิจดู ถึงสันคลื่นท่ตี ิดกนั หรอื ระยะหา่ งจากท้องคลน่ื ถึงทอ้ งคลน่ื ท่ี
ติดกัน
คาบ
ความถ่ี เปน็ ตาแหนง่ สูงสุดของคล่ืน หรือเป็นตาแหน่งที่มกี ารกระจัด
สูงสดุ ในทางลบ
เปน็ ระยะการกระจัดมากสดุ ทง้ั คา่ บวกและค่าลบ
วดั จากระดับปกตไิ ปถึงสันคล่ืนหรือไปถึงทอ้ งคล่นื
จานวนลูกคลน่ื ที่เกดิ ขึ้นใน 1 หน่วยเวลา หรือจานวนลกู
คล่นื ที่เคลือ่ นที่ผ่านจดุ คงท่ีในเวลา 1 หน่วย
ความยาวคลนื่ เป็นตาแหนง่ สูงสดุ ของคลน่ื หรือเป็นตาแหน่งทม่ี ีการกระจัด
สูงสุดในทางบวก
29
Science ว23101 ใบงานท่ี 1 คล่นื กล
หนว่ ยท่ี 3 ชอื่ -สกุล ช้นั ม.3/ เลขที่
คลื่นและแสง
7. คล่ืน ก และ ข เปน็ คล่นื ท่ีเกดิ ขึน้ ในเวลาท่เี ทา่ กัน ดงั ภาพ
7.1 ความยาวคลื่น ของคลน่ื ทั้ง 2 ขบวน แตกต่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร
ความยาวคลื่นคอื ระยะทางทคี่ ลื่นเคลื่อนท่ีได้เมอื่ ตวั กลาง
สั่นครบ 1 รอบ มีขนาดเทา่ กับระยะในแนวระดบั ระหว่าง
สนั คลน่ื ถงึ สันคลนื่ หรือท้องคล่ืนถึงท้องคลื่นท่ีอยูต่ ิดกัน
จากภาพ คล่นื ก และ ข มคี วามยาวคล่นื เท่ากนั
7.2 แอมพลิจูด และความถ่ขี องคล่นื ท้ัง 2 ขบวน แตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
แอมพลิจดู คอื ความสงู ของสันคลน่ื หรอื ท้องคลนื่ เม่ือวดั
จากระดับเดมิ จากภาพ คลื่น ก และ ข มีแอมพลิจดู
ต่างกัน โดยคล่นื ก มแี อมพลิจูดมากกวา่ คล่นื ข
7.3 ความถข่ี องคล่นื ทั้ง 2 ขบวน แตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
ความถีค่ ือจานวนรอบทต่ี วั กลางส่ันครบ 1 รอบ หรือจานวนลกู คล่นื ทเี่ คลื่อนที่ผา่ นจุดจุด
หนึ่งในตัวกลางในช่วงเวลา 1 วินาที จากภาพ คลืน่ ท้ังสองขบวนสั่นครบ 2 รอบเท่ากนั
ในเวลาที่เท่ากนั ดังนนั้ คลนื่ ก และ คลืน่ ขมีความถเี่ ทา่ กนั
30
Science ว23101 ใบงานท่ี 1 คลน่ื กล
หน่วยท่ี 3 ช่ือ-สกุล ชัน้ ม.3/ เลขที่
คลนื่ และแสง
8. คลืน่ น้าเคล่อื นทีจ่ ากจุดกาเนิดไปทางขวาในเวลา 2 วนิ าที ไดร้ ะยะทาง 40 เซนตเิ มตร ดงั ภาพ
8.1 แอมพลิจูดของคล่ืนมีค่าเทา่ ใด
แอมพลิจูด คอื ความสงู ของสันคล่ืนหรือทอ้ งคล่ืนเม่อื วัดจากระดบั เดิม
ดงั นน้ั คลื่นมแี อมพลิจูด 5 เซนตเิ มตร
8.2 ความยาวคลนื่ มคี ่าเทา่ ใด
ความยาวคลืน่ คอื ระยะทางท่คี ลืน่ เคล่ือนทไี่ ดเ้ มอ่ื ตัวกลางส่นั ครบ 1 รอบ
มขี นาดเทา่ กับระยะในแนวระดบั ระหว่างสนั คลื่นถงึ สนั คลน่ื หรือท้องคลืน่
ถงึ ท้องคลน่ื ทีอ่ ยูต่ ิดกนั คลนื่ นมี้ ีความยาวคลืน่ 16 เซนตเิ มตร
8.3 ความถี่ของคล่ืนมคี า่ เทา่ ใด
ความถ่ี คอื จานวนรอบทต่ี ัวกลางสัน่ ใน 1 วนิ าที หรอื จานวนลูกคลื่นท่ีเคล่อื นท่ผี ่าน
จุดจุดหน่ึงในตัวกลางในชว่ งเวลา 1 วินาที จากภาพ ในเวลา 2 วนิ าที มลี กู คล่นื จานวนทง้ั หมด
2.5 ลูกคล่นื ผ่านจุดกาเนดิ ดังน้นั ความถี่ = 2.5 รอบ/2 วนิ าที
= 1.25 รอบต่อวินาที
ความถข่ี องคล่ืนเท่ากับ 1.25 รอบต่อวนิ าที หรอื 1.25 เฮิรตซ์
31
Science ว23101 ใบงานท่ี 1 คลนื่ กล
หน่วยท่ี 3 ชอ่ื -สกุล ชั้น ม.3/ เลขที่
คลน่ื และแสง
9. ใหน้ ักเรียนเตมิ คาตอบในชอ่ งว่างใหม้ ีความสมั พนั ธก์ บั ตวั เลือก
ภาพ ก เป็นภาพการอดั ลวดสปริง ส่วนภาพ ข เปน็ การสะบดั ปลายเชอื ก
ภาพ ก ภาพ ข
ใหน้ กั เรยี นใส่เครื่องหมาย ✓หน้าข้อความที่ถูกตอ้ ง และใสเ่ ครอ่ื งหมาย X หนา้ ขอ้ ความทีผ่ ิด
❑ 9.1 ภาพ ก เป็นคลืน่ กลตามขวาง
❑ 9.2 ภาพ ก เปน็ คลื่นกลตามยาว
❑ 9.3 ภาพ ก เปน็ คลืน่ ทม่ี สี ปรงิ เป็นตวั กลาง
❑ 9.4 ภาพ ข เปน็ คลืน่ กลตามขวาง
❑ 9.5 ภาพ ข เปน็ คลนื่ กลตามยาว
❑ 9.6 ภาพ ข เป็นคลน่ื ที่มเี ชือกเป็นตัวกลาง
❑ 9.7 ภาพ ก และ ข เป็นคล่นื กลเคลื่อนที่ได้ต้องอาศยั ตัวกลาง
❑ 9.8 ภาพ ก และ ข เป็นคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเคล่ือนท่ไี ด้โดยไมต่ อ้ งอาศยั ตวั กลาง
10. คลน่ื ท่ีเกิดข้ึนบนผิวนา้ แห่งหน่งึ เปน็ ดงั ภาพ
10.1 สนั คล่ืนและทอ้ งคลนื่ อยตู่ าแหน่งใด
สันคลืน่ อยตู่ าแหน่ง P T และ X
ทอ้ งคลื่นอยู่ตาแหนง่ R และ V
10.2 คลน่ื ท่ีเกิดข้ึนมีแอมพลิจูดและความยาวคลืน่ เปน็ เทา่ ใด
แอมพลิจดู มขี นาด 2 เซนตเิ มตร ความยาวคลื่นมขี นาด 6 เซนตเิ มตร
32
Science ว23101 ใบงานท่ี 2 คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้
หนว่ ยที่ 3 ช่อื -สกุล ชน้ั ม.3/ เลขที่
คล่นื และแสง
11. คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ คอื .
12. คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าแตกตา่ งจากคลื่นกลหรือไม่ อยา่ งไร
คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าแตกตา่ งจากคล่ืนกล โดยคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ สง่ ผา่ นพลงั งานโดย
ไม่อาศยั ตัวกลาง สว่ นคล่นื กลสง่ ผ่านพลังงานโดยอาศยั ตัวกลาง
13. แสงท่ีตามองเห็น (Visible light) หากส่องผา่ นปรซิ ึม แสงจะหักเหออกเปน็ สีต่าง ๆ คือ
1. มว่ ง 2. คราม 3. น้าเงิน 4. เขียว 5. เหลือง 6. แสด 7. แดง
โดยท่แี สงท่มี คี วามยาวคล่ืนมากที่สดุ จะมี . แสงที่มคี วามยาวคลน่ื น้อยทสี่ ดุ จะมี .
14. คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ มีประโยชนแ์ ละอนั ตรายอย่างไรบ้าง
ประโยชน์
- การใช้คลน่ื วทิ ยสุ ่งสญั ญาณวทิ ยุ การใชค้ ลน่ื ไมโครเวฟสาหรับการสอ่ื สารโทรทศั น์
และโทรศพั ท์เคลื่อนที่ และยังสามารถใช้อ่นุ อาหารหรือทาใหอ้ าหารสกุ
- การใช้แสงเลเซอร์สาหรบั สง่ สารสนเทศผ่านเส้นใยนาแสง
- การใชร้ ังสเี อกซ์ในการศึกษาโครงสร้างกระดูกภายในร่างกายมนุษย์ เปน็ ตน้
อันตราย
- รังสอี ลั ตราไวโอเลตอาจทาให้เกดิ มะเรง็ ผิวหนงั
- รังสแี กมมาอาจทาลายเซลล์หรือเน้อื เยือ่
หรอื อาจทาใหเ้ สียชีวิตได้ถา้ ได้รับรงั สแี กมมาในปรมิ าณสงู
15. ใหน้ ักเรยี นนาคาตอ่ ไปน้ี เติมลงในช่องวา่ งให้ถูกตอ้ งสมบูรณ์
แปรผกผัน แปรผนั ตาม
15.1 ความถขี่ องคล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ จะ .กบั ความยาวคลนื่
15.2 พลงั งานของคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ .ความถ่ี โดยคลนื่ ที่มีความถ่สี งู จะมี
พลังงานมาก
33
Science ว23101 ใบงานท่ี 2 คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้
หนว่ ยท่ี 3 ช่อื -สกลุ ชัน้ ม.3/ เลขที่
คล่นื และแสง
16. ให้นักเรยี นโยงเสน้ จบั ค่ตู ่อไปนี้ ให้ถกู ต้องสมบูรณ์
รังสแี กมมา เป็นคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้าท่มี ีความยาวคลน่ื มากที่สดุ คลื่นวทิ ยุ
สามารถเดนิ ทางผา่ นชนั้ บรรยากาศได้ จึงถกู นามาใช้
ประโยชนใ์ นด้านการสอ่ื สาร โทรคมนาคม
รงั สเี อก็ ซ์ มคี วามยาวคล่ืน 1 มิลลิเมตร – 10 เซนติเมตร
ใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นโทรคมนาคมระยะไกล
นอกจากนั้นยงั นามาประยกุ ตส์ รา้ งพลังงานในเตาอบอาหาร
รงั สีอัลตราไวโอเลต มคี วามยาวคลืน่ 700 นาโนเมตร – 1 มิลลิเมตร โลกและ
สิ่งชีวิตแผ่รงั สีอนิ ฟราเรดออกมา กา๊ ซเรือนกระจก เชน่
คารบ์ อนไดออกไซด์ และไอน้า ในบรรยากาศดดู ซบั รังสีนไี้ ว้
ทาให้โลกมีความอบอนุ่ เหมาะกับการดารงชีวิต
แสงท่ตี ามองเหน็ มคี วามยาวคล่ืน 400 – 700 นาโนเมตร พลังงานท่แี ผ่
ออกมาจากดวงอาทิตย์ ส่วนมากเปน็ รังสีในชว่ งน้ี แสงแดด
เป็นแหล่งพลงั งานท่สี าคัญของโลก และยงั ช่วยในการ
สงั เคราะห์แสงของพชื
รังสอี นิ ฟราเรด มคี วามยาวคล่ืน 1 - 400 นาโนเมตร มีอยู่ในแสงอาทติ ย์
เปน็ ประโยชน์ต่อรา่ งกาย แต่หากไดร้ ับมากเกนิ ไปก็จะทาให้
ผวิ ไหม้ และอาจทาให้เกดิ มะเรง็ ผวิ หนงั
คลืน่ ไมโครเวฟ มีความยาวคลื่น 0.01 - 1 นาโนเมตร มีแหลง่ กาเนิดใน
ธรรมชาติมาจากดวงอาทติ ย์ เราใชร้ งั สเี อก็ ซ์ในทาง
การแพทย์ เพ่อื ส่องผา่ นเซลล์เนอ้ื เยื่อ แต่ถา้ ได้ร่างกายไดร้ ับ
รังสีนม้ี ากๆ ก็จะเป็นอนั ตราย
คลื่นวิทยุ เป็นคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ทีม่ คี วามยาวคลน่ื นอ้ ยกวา่ 0.01 นา
โนเมตร กาเนิดจากแหลง่ พลงั งานนวิ เคลียร์ เช่น ดาว
ระเบดิ หรือ ระเบดิ ปรมาณู เปน็ อนั ตรายมากต่อสิง่ มชี วี ติ
34
Science ว23101 ข้อสอบประจาบท เรื่อง คลนื่
หน่วยที่ 3 ชอ่ื -สกุล ชน้ั ม.3/ เลขท่ี
คล่ืนและแสง
คาชแ้ี จง ให้นักเรียนเลือกคาตอบต่อไปน้ี ขอ้ ใดถกู ต้องท่สี ดุ คะแนน............/15
1. ขอ้ ใดกล่าวถูกตอ้ งเมอ่ื เกดิ คลน่ื กล
1. พลงั งานถูกส่งผ่านไปพรอ้ มกบั คลน่ื
2. คล่ืนกลไม่สามารถเคลอ่ื นท่ไี ดใ้ นอากาศและอวกาศ
3. อนภุ าคของตวั กลางไมม่ ีการเคลอื่ นทเ่ี ลยขณะคล่นื เคลื่อนผ่าน
4. การสั่นของอนภุ าคตัวกลาง ณ ตาแหน่งตา่ งๆ มีทิศทางเดียวกับทศิ การเคลอื่ นทขี่ องคล่ืน
2. การจาแนกคลื่นทอี่ าศัยตัวกลางมกี ปี่ ระเภท อะไรบ้าง
1. 2 ประเภท คลืน่ กล คล่ืนตามยาว
2. 2 ประเภท คลืน่ กล คล่นื เเมเ่ หล็กไฟฟา้
3. 2 ประเภท คลนื่ ตามยาว คลน่ื ตามขวาง
4. 3 ประเภท คลื่นนา้ คล่ืนเเมเ่ หล็กไฟฟ้า คลน่ื วทิ ยุ
3. คลนื่ ตามยาวและคล่ืนตามขวางแตกต่างกันอยา่ งไร
1. ประเภทของแหลง่ กาเนดิ คลื่นต่างกนั 2. ทิศทางการส่ันของตัวกลางตา่ งกัน
3. ทศิ ทางการเคลื่อนท่ีของคลื่นต่างกัน 4. ประเภทของตวั กลางทใี่ ชใ้ นการเคลอ่ื นทต่ี า่ งกัน
4. คลน่ื แบบใดถ่ายโอนพลังงานโดยไมต่ ้องผา่ นตวั กลาง
1. คลืน่ นา้ 2. คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้
3. คลนื่ ในเส้นเชือก 4. คล่ืนในสปรงิ
5. คลื่นในข้อใดตอ่ ไปนี้เป็นคล่นื ประเภทเดยี วกนั
1. คลน่ื เสยี ง คล่ืนวทิ ยุ คล่นื ไมโครเวฟ 2. คลื่นเสียง คลน่ื แสง คลน่ื วิทยุ
3. คลน่ื แสง คลื่นน้า คล่นื แผ่นดนิ ไหว 4. คลนื่ ในสปรงิ คล่นื ในเส้นเชอื ก คล่นื น้า
6. สมบัตใิ ดของคลน่ื กลทแ่ี ตกต่างไปจากคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้
1. การสะท้อน 2. การแทรกสอด
3. การเล้ยี วเบน 4. การอาศัยตวั กลาง
7. ในขณะทเี่ กิดคลนื่ ตามขวาง อนุภาคของตวั กลางเคล่อื นท่ีอย่างไร
1. สน่ั เป็นเส้นโคง้ ตามแนวคล่นื
2. สน่ั ตั้งฉากกบั ทิศการเคลอ่ื นทีข่ องคลื่น
3. สนั่ เป็นเส้นตรงตามทศิ การเคลื่อนทขี่ องคล่นื
4. สั่นเคลอื่ นท่กี ลับไปกลบั มาตามทศิ การเคลื่อนที่ของคล่ืน
35
Science ว23101 ขอ้ สอบประจาบท เรื่อง คล่ืน
หนว่ ยท่ี 3 ช่ือ-สกลุ ช้ัน ม.3/ เลขท่ี
คล่นื และแสง
คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นเลอื กคาตอบต่อไปนี้ ขอ้ ใดถกู ต้องที่สุด คะแนน............/15
8. เม่อื คลืน่ ผวิ นา้ เคล่ือนทจ่ี ากบรเิ วณน้าตืน้ ไปน้าลึกปริมาณหรือ
องค์ประกอบใดของคล่นื ท่ไี มเ่ ปลย่ี นแปลง
1. ความถี่ 2.อตั ราเรว็ ของคล่นื
3. ความยาวคลืน่ 4. ทิศทางการเคลื่อนท่ขี องคลื่น
9. ขณะทเ่ี ราเหน็ คลื่นกาลงั เคล่อื นทีอ่ อกจาก แหล่งกาเนดิ สงิ่ ใดท่ีเคล่อื นทีไ่ ปพร้อมกบั คล่นื
1. พลงั งาน 2. อนุภาคของตวั กลาง 3. ตัวกลาง 4. ถกู ทุกข้อ
10. คล่ืนในเส้นเชอื กสั่นด้วยความถี่ 5 รอบตอ่ วนิ าที จะมคี าบเปน็ เทา่ ใด
1. 0.2 วินาที 2. 0.5 วินาที 3. 2.5 วนิ าที 4. 5 วนิ าที
11. คล่ืนชนิดหนง่ึ เกดิ จากการสนั่ 9,000 รอบต่อนาที คลื่นนีม้ คี วามถี่เทา่ ไร
1. 50 Hz 2. 100 Hz 3. 150 Hz 4. 300 Hz
12. ปรากฏการณ์ทค่ี ลนื่ เปล่ยี นทิศการเคลอ่ื นทก่ี ลบั สตู่ วั กลางเดิม เมอื่ คลื่นน้ันเคลือ่ นทไี่ ปกระทบ
สง่ิ กดี ขวาง เรยี กวา่ อะไร
1. การสะท้อน 2. การหกั เห
3. การแทรกสอด 4. การเล้ียวเบน
13. ข้อใดกล่าวถกู ตอ้ งเก่ียวกับคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า
1. คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ส่งผ่านพลงั งานกลจากทหี่ น่งึ ไปยังอีกที่หนึ่งโดยไม่อาศยั ตวั กลาง
2. รงั สีแกมมาเป็นคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ ทมี่ ีความยาวคลื่นมากจึงมพี ลังงานสูง
3. เราสามารถมองเห็นคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ ไดใ้ นบางช่วงความถี่
4. คล่ืนวิทยเุ ปน็ ท้งั คลืน่ กลและคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้
14. นกั เรียนสามารถวัดความยาวของคลน่ื ไดอ้ ยา่ งไร
1. วัดจากจุดเร่ิมตน้ ไปจุดสดุ ท้ายของคลน่ื
2. วดั จากสนั คล่ืนหน่งึ ไปถงึ ท้องคลนื่ หน่ึง
3. วัดจากสนั คล่ืนหนึ่งไปยังสนั คลื่นทอี่ ยู่ติดกนั
4. วดั จากสนั คล่ืนหนึง่ ไปยงั สนั คลนื่ สดุ ทา้ ย
15. คล่ืนน้ามคี วามถ่ี 20 รอบต่อวินาที ภายใน 4 วินาที จะมจี านวนหนา้ คลนื่ เคลื่อนที่ผา่ นจดุ ท่ี
สังเกตจานวนเท่าใด
1. 5 2. 20 3. 80 4. 120
36
Science ว23101 ใบงานท่ี 3 การสะทอ้ นของแสง
หนว่ ยท่ี 3 ชอ่ื -สกุล ช้ัน ม.3/ เลขที่
คลืน่ และแสง
17. ใหน้ ักเรียนใส่เครื่องหมาย ✓หนา้ ข้อความทถ่ี กู และใส่เครอื่ งหมาย X หนา้ ขอ้ ความทีผ่ ิด
❑ 17.1 การมองเหน็ วัตถทุ เ่ี ปน็ แหลง่ กาเนิดแสงเพราะมีแสงจากวัตถุน้นั เขา้ สตู่ าโดยตรง
❑ 17.2 การมองเหน็ วตั ถุที่ไมใ่ ช่แหล่งกาเนดิ แสง ต้องมีแสงจากแหล่งกาเนิดแสงไปตกกระทบวัตถุ
แล้วสะทอ้ นเข้าตา
18. จากภาพ มมุ A มุม B และ มุม C มคี า่ เทา่ ใดตามลาดบั องศา
มุม A =
มุม B = องศา
มุม C = องศา
19. จากภาพการสะท้อนของลาแสงเมอ่ื ตกกระทบกระจกเงาราบ ให้นักเรียนเตมิ คาตอบใหส้ มบรู ณ์
i แทน รงั สีตกกระทบ .
r แทน รังสสี ะทอ้ น .
N แทน เส้นแนวตง้ั ฉาก .
θi แทน มมุ ตกกระทบ .
θr แทน มมุ สะทอ้ น .
37
Science ว23101 ใบงานที่ 3 การสะทอ้ นของแสง
หนว่ ยท่ี 3 ช่ือ-สกุล ช้นั ม.3/ เลขท่ี
คล่ืนและแสง
20. กฎการสะทอ้ น (Law of Reflection) มี ขอ้ ดงั น้ี
1. .
2. .
21. ใหน้ ักเรียนเขียนรงั สสี ะทอ้ นจากผิวสะท้อน จากรูปทกี่ าหนดให้
45
38
Science ว23101 ใบงานท่ี 3 การสะทอ้ นของแสง
หน่วยที่ 3 ชือ่ -สกลุ ช้ัน ม.3/ เลขที่
คล่ืนและแสง
22. ระยะวัตถุ (Object Distance) คือ วัตถุ
23. ระยะภาพ (Image Distance) คือ ภาพ
24. ภาพทเ่ี กดิ จากการสะทอ้ นแสงของแผน่ สะทอ้ นแสงผิวราบจะมีขนาดของภาพ ขนาดของ
วตั ถเุ สมอ
25. ภาพเสมือน (Virtual Image) จริง
- ภาพท่เี กิดขึ้นจะอยู่ห่างจากกระจกเทา่ กับระยะห่างจากวัตถถุ งึ กระจก
จึงทาให้ไดภ้ าพทม่ี ีขนาด ขนาดวตั ถุ
26. เมอื่ ฉายลาแสงเลก็ ๆ ใหต้ กกระทบกระจกเงาราบ โดยรังสตี กกระทบทามุมกับกระจกเงาราบ ดัง
ภาพ ก) และ ข) เขียนเส้นแนวฉากและรังสีสะทอ้ นเมอ่ื แสงกระทบกระจกแตล่ ะบานไดอ้ ยา่ งไร และมมุ
ตกกระทบและมุมสะท้อนของกระจกแตล่ ะบานมีคา่ เท่าใด
ก) กระจกเงาราบ
วธิ ีคิด
ข) กระจกเงาราบ 2 บานท่ที ามุมกนั 45 องศา
วธิ คี ิด
39
Science ว23101 ใบงานท่ี 3 การสะทอ้ นของแสง
หน่วยที่ 3 ชอ่ื -สกุล ชัน้ ม.3/ เลขท่ี
คล่ืนและแสง
27. เพราะเหตุใดภาพสะทอ้ นของภูเขาทีเ่ กิดจากการสะทอ้ นทผี่ ิวน้าเมอื่ ผวิ นา้ เรียบและนง่ิ จะคมชัด
มากกว่าการสะทอ้ นท่ผี ิวน้าเมอื่ ผิวนา้ ไม่เรยี บและมรี ะลอกคลน่ื
การสะทอ้ นของแสงทผ่ี ิวน้าเม่ือผวิ น้าเรยี บและนิ่งทาใหไ้ ด้แสงสะทอ้ นที่เปน็ ระเบยี บ
เราจึงมองเหน็ ภาพสะทอ้ นของภเู ขาคมชดั ในขณะที่การสะทอ้ นของแสงทผ่ี วิ น้าเม่อื ผวิ นา้ มี
ระลอกคลืน่ ไมเ่ รียบและนิ่ง มีผลทาให้ไดแ้ สงสะทอ้ นที่ไม่เป็นระเบยี บ จงึ มองเหน็ ภาพสะท้อน
ของภเู ขาไม่คมชัด
28. ให้นกั เรียนเขยี นรังสขี องแสงเพอ่ื หาตาแหนง่ และลักษณะภาพที่เกดิ ข้นึ เมอ่ื วางเทียนไขไวห้ นา้ กระจก
เงาราบ ดงั ภาพ วธิ คี ิด
40
Science ว23101 ใบงานที่ 3 การสะทอ้ นของแสง
หนว่ ยท่ี 3 ช่อื -สกุล ช้ัน ม.3/ เลขท่ี
คลื่นและแสง
29. ฉายลาแสงเล็ก ๆ ตกกระทบผวิ สะท้อนแสงผวิ โค้งแบบตา่ ง ๆ ดงั ภาพ เขยี นเส้นแนวฉาก
แนวรังสสี ะท้อนในแต่ละกรณไี ด้อย่างไร และมมุ ตกกระทบและมมุ สะท้อนมคี ่าเท่าใด
29.1 วธิ ีคิด
มุมตกกระทบมคี า่ ๐C
มมุ สะทอ้ นมีค่า ๐C
29.2
วิธีคดิ
มมุ ตกกระทบมีค่า ๐C
มมุ สะทอ้ นมีคา่ ๐C
30. ถ้าวางเทยี นไขไวห้ น้ากระจกเงาเวา้ และกระจกเงานูน ดงั ภาพ เขยี นแผนภาพรงั สีของแสงเพ่ือหา
ตาแหนง่ ชนดิ และลกั ษณะภาพของเทียนไขได้อย่างไร วธิ ีคิด
30.1
ลักษณะของภาพ : เกดิ ภาพจริง หวั กลับ ขนาดใหญก่ วา่ วัตถุ
41
Science ว23101 ใบงานที่ 3 การสะทอ้ นของแสง
หนว่ ยท่ี 3 ชือ่ -สกุล ชนั้ ม.3/ เลขท่ี
คลนื่ และแสง
30. ถา้ วางเทยี นไขไว้หนา้ กระจกเงาเว้าและกระจกเงานนู ดงั ภาพ เขยี นแผนภาพรงั สขี องแสงเพ่อื หา
ตาแหน่งชนดิ และลกั ษณะภาพของเทยี นไขไดอ้ ย่างไร
30.2 วธิ ีคิด
ลกั ษณะของภาพ : เกดิ ภาพเสมือน หวั ต้งั ขนาดใหญ่กว่าวตั ถุ
30.3 วิธคี ดิ
ลักษณะของภาพ : วิธีคิด
30.4
42
ลักษณะของภาพ :
Science ว23101 ใบงานที่ 3 การสะทอ้ นของแสง
หนว่ ยที่ 3 ชอื่ -สกลุ ชัน้ ม.3/ เลขที่
คลื่นและแสง
31. ให้นกั เรยี น เตมิ ลกั ษณะของภาพลงในช่องว่าง ของกระจกเงานนู ต่อไปนใ้ี หถ้ กู ตอ้ งสมบรู ณ์
ระยะวตั ถุ การเขียนรงั สขี องแสง ลกั ษณะภาพ
ไกลมาก
(ระยะอนันต์)
ระยะตา่ ง ๆ
หนา้ กระจก
เงานนู
43
Science ว23101 ใบงานที่ 3 การสะทอ้ นของแสง
หน่วยท่ี 3 ชื่อ-สกุล ชั้น ม.3/ เลขท่ี
คลน่ื และแสง
32. ให้นกั เรียน เตมิ ลักษณะของภาพลงในชอ่ งวา่ ง ของกระจกเงาเว้า ต่อไปน้ีใหถ้ กู ต้องสมบูรณ์
ระยะวัตถุ การเขยี นรังสีของแสง ลกั ษณะภาพ
ไกลมาก
(ระยะอนันต์)
มากกว่ารัศมี
ความโคง้
เท่ากบั รัศมี
ความโคง้
มากกว่า
ระยะโฟกัส
แตน่ ้อยกว่า
รศั มีความโคง้
น้อยกวา่
ความยาว
โฟกสั
44
Science ว23101 ใบงานท่ี 4 การหกั เหของแสง
หน่วยที่ 3 ชอ่ื -สกุล ชน้ั ม.3/ เลขที่
คลน่ื และแสง
33. ให้นกั เรียนเติมคาเหลา่ นลี้ งในช่องว่างให้ถูกตอ้ ง (สามารถใชค้ าซ้าไดม้ ากกว่า 1 ครั้ง)
ตวั กลางโปรง่ ใส ตวั กลางโปรง่ แสง วัตถุทบึ แสง
33.1 เมอ่ื แสงกระทบกระเบ้ือง แสงไมส่ ามารถทะลผุ า่ นไปได้แต่จะเกิดการสะท้อน
กระเบ้อื งจงึ จัดเปน็ .
33.2 เราสามารถมองเห็นวตั ถทุ ีอ่ ยู่หลังกระจกใสได้อยา่ งชัดเจน
กระจกใสจึงจัดเปน็ .
33.3 แสงสามารถเคลื่อนทผ่ี า่ น .และ .
แต่ไมส่ ามารถเคล่ือนท่ผี ่าน .ได้
34. ปลาจะมองเหน็ ผเี ส้อื ท่บี ินอยู่เหนอื นา้ มีตาแหน่งเปล่ียนไปจากตาแหน่งจริงอยา่ งไร
เขยี นแผนภาพรงั สขี องแสงเพื่ออธบิ ายการมองเหน็ ภาพผเี สือ้ ของปลา
วิธคี ิด
แนวคาตอบ ปลา
มองเห็นผีเสือ้ ไดต้ อ้ งมีแสงจากผเี สอ้ื ผ่านอากาศเขา้ สนู่ า้ แลว้ เขา้ สตู่ าของปลา เม่ือ
แสงจากผีเส้อื เข้าสู่นา้ จะเกิดการหกั เหโดยรังสหี กั เหจะเบนเขา้ หาเสน้ แนวฉาก ถ้าต่อแนวรงั สหี กั เห
ใหต้ ัดกนั จะเกดิ ภาพของผีเส้ือท่ตี าแหนง่ สูงกว่าตาแหนง่ จรงิ ดังภาพ ทาให้ปลามองเห็นผเี ส้อื อยู่สงู
กว่าความจริง
45
Science ว23101 ใบงานที่ 5 ภาพทเี่ กดิ จากเลนส์นนู
หนว่ ยที่ 3 ชือ่ -สกุล ชน้ั ม.3/ เลขที่
คลน่ื และแสง
35. ถ้าวางวตั ถไุ ว้หนา้ เลนส์นนู และเลนสเ์ ว้า ดังภาพ ภาพทีเ่ กดิ ขนึ้ จะมลี ักษณะอยา่ งไรและเกิดท่ี
ตาแหน่งใด
35.1 วธิ ีคิด
ลักษณะของภาพ : วธิ ีคิด
35.2
ลักษณะของภาพ : วธิ ีคดิ
35.3
ลกั ษณะของภาพ :
46
Science ว23101 ใบงานที่ 6 เลนส์นนู
หนว่ ยที่ 3 ช่ือ-สกุล ชั้น ม.3/ เลขที่
คลืน่ และแสง
36. ใหน้ กั เรยี นบอกลกั ษณะการเกดิ ภาพเมอ่ื วางวตั ถไุ วห้ น้าเลนส์นูนทร่ี ะยะต่าง ๆ
ระยะวตั ถุ การเขียนรังสขี องแสง ลกั ษณะภาพ
ไกลมาก
(ระยะอนนั ต์)
มากกวา่ 2f
เท่ากับ 2f
ระหว่าง
f ถึง 2f
น้อยกว่า f
47
Science ว23101 ใบงานที่ 7 เลนสเ์ วา้
หนว่ ยท่ี 3 ชื่อ-สกุล ชน้ั ม.3/ เลขท่ี
คล่ืนและแสง
37. ใหน้ กั เรียนบอกลักษณะการเกิดภาพเมอ่ื วางวตั ถไุ วห้ น้าเลนส์เว้าที่ระยะต่าง ๆ
ระยะวตั ถุ การเขียนรังสขี องแสง ลกั ษณะภาพ
ไกลมาก
(ระยะอนนั ต์)
มากกวา่ 2f
เท่ากับ 2f
ระหว่าง
f ถึง 2f
น้อยกว่า f
48
Science ว23101 ใบงานท่ี 8 ความสวา่ ง
หนว่ ยที่ 3 ชื่อ-สกลุ ชนั้ ม.3/ เลขที่
คล่ืนและแสง
38. ความสว่าง (Illuminance) คอื ปริมาณแสงที่ตกกระทบบนพน้ื ทีห่ นึ่ง ๆ
มหี นว่ ยเป็นลักซ์ (Lux)
39. อปุ กรณท์ ใ่ี ช้วัดความสว่าง คือ ลกั ซ์มิเตอร์ (Luxmeter)
40. ตารางความสว่าง ณ สถานท่ีตา่ ง ๆ และแนวทางในการจดั ความสวา่ งให้เหมาะสม
ความสวา่ ง (ลักซ์) แนวในการจัด
ความสว่างให้
สถานที่ ท่เี หมาะสม ท่ีวดั ได้
(จากการสืบค้น) เหมาะสม
ห้องเรยี น 300-750 250 ติดหลอดไฟฟ้า
เพม่ิ
ห้องสมดุ 750-1000 600
75-200 150 เปดิ ม่านหน้าต่าง
ทางเดนิ ในอาคาร
เรียน -
40.1 ความสวา่ งของสถานทต่ี า่ ง ๆ ท่เี หมาะสมกับการทากจิ กรรมต่าง ๆ มีคา่ เทา่ กนั หรอื ไม่
เพราะเหตใุ ด
ความสว่างของสถานทต่ี ่าง ๆ ท่เี หมาะกบั การทากจิ กรรมมคี า่ ไม่เทา่ กนั เพราะแตล่ ะกิจกรรม
ตอ้ งการความชดั เจนในการมองเห็นแตกต่างกัน
40.2 บรเิ วณต่าง ๆ ในโรงเรยี นหรอื บา้ นของนกั เรยี นมกี ารจดั ความสวา่ งให้เหมาะสมกบั
การประกอบกจิ กรรมหรือไม่ อยา่ งไร
ขนึ้ อย่กู บั ผลการทากิจกรรมของนกั เรยี น
40.3 แนวทางในการจัดความสวา่ งของสถานท่ใี หเ้ หมาะสมกับการประกอบกิจกรรม
ทาได้อย่างไรบา้ ง
ขึ้นอยู่กบั ผลการทากิจกรรมของนักเรยี น เชน่ ถา้ ความสวา่ งนอ้ ยเกนิ ไปอาจปรับปรงุ
โดยการเพม่ิ จานวนหลอดไฟฟา้ ในห้อง ใชโ้ คมไฟสาหรับอ่านหนงั สือ หรอื เปิดม่านหนา้ ต่าง ถ้า
ความสว่างมากเกนิ ไปอาจปรับปรุงโดยการลดจานวนหลอดไฟฟา้ ลดกาลงั หลอดไฟฟ้า หรอื
ตดิ ตงั้ ผ้าม่านบงั แสง เปน็ ต้น
49
Science ว23101 ขอ้ สอบประจาบท เรือ่ ง แสง
หนว่ ยท่ี 3 ช่ือ-สกลุ ชัน้ ม.3/ เลขท่ี
คลื่นและแสง
คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนเลอื กคาตอบต่อไปนี้ ข้อใดถูกตอ้ งท่ีสดุ คะแนน............/15
1. ข้อใดกล่าวถกู ต้องเกี่ยวกบั แสง 4. ถูกทกุ ขอ้
ก. แสงเคลอ่ื นท่ดี ว้ ยความเรว็ 3x108 กิโลเมตรต่อวนิ าที
ข. แสงเป็นพลงั งานที่อยู่ในรปู ของคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้
ค. แสงเดินทางโดยไมจ่ าเปน็ ต้องอาศยั ตวั กลางในการเคลอ่ื นท่ี
1. ก ค 2. ก ข 3. ข ค
2. ตวั กลางชนิดใดแสงไม่สามารถเดนิ ทางผ่านได้
1. สุญญากาศ 2. กระจกเงา 3. นา้ ทะเล 4. กระจกฝา้
3. ข้อใดกล่าวไมถ่ กู ต้องเก่ียวกบั การมองเหน็ ภาพตวั เองในกระจกเงาราบ
1. ถ้านักเรียนยกมือขวาภาพในกระจกจะเป็นภาพมอื ซา้ ยของเรา
2. นักเรยี นสงู 168 เซนติเมตร ภาพในกระจกกเ็ ทา่ กับ 168 เซนติเมตร
3. นักเรียนยนื หา่ งจากกระจก 2 เมตร ระยะภาพในกระจกก็จะเท่ากับ 2 เมตร
4. ภาพในขณะที่นักเรยี นสอ่ งกระจกจะเป็นภาพเสมือนหวั ตงั้ ขนาดเท่ากบั วัตถุ
4. เมอ่ื นักเรียนเดนิ ผ่านสระน้าแล้วสังเกตเหน็ ภาพตน้ ไม้ริมสระปรากฏอยู่บนพน้ื น้าได้ เปน็ สมบัติของ
แสงขอ้ ใด
1. การหกั เหของแสง 2. การตกกระทบของแสง
3. การเลยี้ วเบนของแสง 4. การสะท้อนของแสง
พจิ ารณาลกั ษณะของการสะทอ้ นของแสง ดงั รูปต่อไปนี้ แล้วตอบคาถามข้อ 5 – 6
5. ขอ้ ใดไมถ่ กู ต้อง 2. A คือ มุมตกกระทบ
1. ก คอื รังสีตกกระทบ 4. D คอื มุมสะท้อน
3. ค คือ รงั สสี ะทอ้ น
6. ถา้ มมุ C มีขนาดมุม 40 องศา มุมตกกระทบจะมคี ่าเท่ากบั เทา่ ใด
1. 40 องศา 2. 50 องศา 3. 60 องศา 4. 70 องศา
50