The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ Personnal Safety Goals 2018

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phichet Akanittaphichat, 2020-06-19 05:30:01

หนังสือ Personnal Safety Goals 2018

หนังสือ Personnal Safety Goals 2018

໇ÒËÁÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑÂ
¢Í§ºØ¤ÅÒ¡ÃÊÒ¸ÒÃ³ÊØ¢

¢Í§»ÃÐà·Èä·Â ¾.È. 2561

à»Ò‡ ËÁÒ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÂÑ ¢Í§ºØ¤ÅÒ¡ÃÊÒ¸ÒÃ³Ê¢Ø ¢Í§»ÃÐà·Èä·Â ¾.È. 2561
Personnel Safety Goals: SIMPLE Thailand 2018

สถาบนั รบั รองคณุ ภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน)
เปา หมายความปลอดภัยของบคุ ลากรสาธารณสุข ของประเทศไทย พ.ศ. 2561
Personnel Safety Goals: SIMPLE Thailand 2018
: สถาบันรบั รองคุณภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน), 2561
98 หนารวมปก
ISBN: 978-616-8024-18-8

บรรณาธกิ าร สถาบันรับรองคณุ ภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน)

จัดทำและเผยแพรโ ดย สถาบันรบั รองคุณภาพสถานพยาบาล (องคก ารมหาชน)
เลขท่ี 88/39 อาคารสขุ ภาพแหงชาติ ช้ัน 5
กระทรวงสาธารณสุข ซอย 6 ถนนตวิ านนท ตำบลตลาดขวญั
อำเภอเมือง จงั หวัดนนทบุรี 11000
โทรศัพท 0 2832 9400 โทรสาร 0 2832 9540
www.ha.or.th

พมิ พค รั้งท่ี 1 กันยายน 2561

จำนวนพิมพ 2,000 เลม

รปู เลม/พิมพที่ เฟมัส แอนด ซคั เซ็สฟูล

0

¤Òํ ¹ํÒ

กระบวนการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลมีเปาหมายสําคัญในมิติคุณภาพเรื่องความปลอดภัย
ซึ่งองคการอนามัยโลกไดเชิญชวนใหประเทศสมาชิกท่ัวโลกกําหนดเปาหมายความปลอดภัยในการดูแล
ผูปวย เพื่อกระตุนใหบุคลากรทางสาธารณสุข ผูปวยและประชาชน เห็นความสําคัญและรวมกันปฏิบัติ
เพื่อไปสูเปาหมายดังกลาว

Patient Safety Goals (PSGs) เปนการกําหนดประเด็นความปลอดภัยในการดูแลผูปวย
ที่มีความสําคัญสูง และสรุปแนวทางปฏิบัติจากหลักฐานวิชาการท่ีควรนํามาใช เพ่ือใหสถานพยาบาล
ตางๆ ใหความสําคัญและนําแนวทางดังกลาวไปสูการปฏิบัติ PSGs จึงเปนท้ัง เปาหมาย (goals)
และแนวทางปฏบิ ัติ (guidelines) ไปในขณะเดยี วกัน

ป พ.ศ.2549 ในการประชุม HA National Forum ครั้งที่ 7 สรพ. ไดนําเสนอ Thai Patient
Safety Goals 2006 เพื่อชักชวนใหโรงพยาบาลตางๆ กําหนดเปาหมายความปลอดภัยในการดูแล
ผูปวยท่ีสําคัญและมีความเปนไปไดในการลดระดับของปญหา การกําหนด Patient Safety Goals นั้น
สรพ.ไดทบทวนประเด็นความปลอดภัยที่สําคัญของ Institute for Healthcare Improvement (IHI)
และ The Joint Commission on Accreditation of Healthcare Organizations (JCAHO)
โดยเลือกประเด็นท่ีสอดคลองกับบริบทของประเทศไทยเพื่อนํามากระตุนเชิญชวนโรงพยาบาลเรียนรู
ท่จี ะทําใหเ กิดความตระหนกั รวมกนั และหาโอกาสพัฒนา

ป พ.ศ.2551 สรพ.และคณะทํางานจากโรงพยาบาลซึ่งนํา Patient Safety Goals ไปปฏิบัติ
ไดร ว มกนั รวบรวมและประมวลแนวทางเกยี่ วกบั ความปลอดภยั ในการดแู ลผปู ว ย ไดแ ก Global Patient
Safety Challenges และ Patient Safety Solutions ทป่ี ระกาศโดยองคก รนามยั โลก รวมถงึ Patient
Safety Goals ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ และท่ี สรพ.ไดเสนอไวเดิมเม่ือป 2549 มาจัดทําเปน
หมวดหมูทจี่ ดจําไดงา ยและพรอมทจ่ี ะรองรบั Patient Safety Goals ท่จี ะมีมาในอนาคต โดยนําอักษร
ตัวแรกของหมวดหมเู ปา หมายความปลอดภยั ทสี่ าํ คัญมาเรียงเปน คําท่ีจดจํางายๆ วา SIMPLE

ป พ.ศ. 2560 รัฐมนตรีวาการกระทรวงสาธารณสุขไดประกาศนโยบาย Patient and
Personnel Safety ซ่ึงขยายใหครอบคลุมความปลอดภัยทั้งผูปวยและบุคลากรทางสาธารณสุข

1

และใหมีการกําหนดเปาหมายความปลอดภัยท้ังผูปวยและบุคลากรทางสาธารณสุข (Patient and
Personnel Safety Goals) สรพ.จงึ นาํ เปา หมายความปลอดภยั ของผปู ว ย SIMPLE ทกี่ ระตนุ การพฒั นา
เดมิ มาปรบั ปรุงเพ่ิมเติมใหส อดคลองกับการเปล่ียนแปลงโดยผูเช่ยี วชาญสาขาตา งๆ ทเ่ี กี่ยวขอ ง และนาํ
อกั ษร SIMPLE มากาํ หนดเปน อกั ษรนาํ ของเปา หมายความปลอดภยั ของบคุ ลากร เพอ่ื ใหเ กดิ การสอ่ื สาร
ท่ีจดจํางายและตอเนื่อง โดยพัฒนาหัวขอและแนวทางปฏิบัติของ Personnel Safety Goals จากทีม
ผเู ชยี่ วชาญเรอ่ื งตา งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ ง และเปด เวทรี บั ฟง ความคดิ เหน็ จากผปู ฏบิ ตั ิ เปน การบรู ณาการเพม่ิ เตมิ
จาก Patient Safety Goals เปน Patient and Personnel Safety Goals หรือ 2P Safety Goals
และ จาก SIMPLE เปน (SIMPLE)2

Personnel Safety Goals ฉบับน้ี เปนฉบับที่จัดทําข้ึนควบคูกับ Patient Safety Goals
จงึ เปน แนวทางปฏบิ ตั ิ 2 เลม ทมี่ งุ เนน สรา งความตระหนกั และเหน็ ความสาํ คญั ในความเสย่ี งทป่ี อ งกนั ได
และกําหนดเปนเปาหมายความปลอดภัยท้ังของผูปวยและบุคลากรทางสาธารณสุข โดยเชิญชวน
ใหท กุ คนรว มกนั ทาํ ความเขา ใจและเลอื กเปา หมายความปลอดภยั ซง่ึ เปน ทสี่ นใจและสอดคลอ งกบั บรบิ ท
ของแตละสถานพยาบาลมาวางแนวทางปฏิบัติ เพ่ือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอันเปนประโยชนสูงสุด
กบั ระบบบรกิ ารสาธารณสขุ ของไทยสาํ หรบั ทกุ คน

สถาบันรบั รองคณุ ภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน)
กันยายน 2561

2

ÊÒúÞÑ Contents

S: Security and Privacy of Information and Social Media 5

S 1: Security and Privacy of Information 6
S 2: Social Media and Communication Professionalism 10

I: Infection and Exposure 13

I 1: Fundamental of Infection Control and Prevention for Workforce 14
I 2: Specific Infection Control and Prevention for Workforce 18
20
I 2.1: Airborne Transmission 22
I 2.2: Droplet Transmission 24
I 2.3: Contact Transmission
26
M: Mental Health and Mediation
27
M 1: Mental Health 27
M 1.1: Mindfulness at Work 29
M 1.2: Second Victim 31
M 1.3: Burnout and Mental Health Disorder 34

M 2: Mediation 37

P: Process of Work 38
44
P 1: Fundamental Guideline for Prevention of Work-Related Disorder 44
P 2: Specific Guideline for Prevention of Work-Related Disorder 47
51
P 2.1: Physical Hazard 54
P 2.2: Chemical Hazard 57
P 2.3: Radiation Hazard 57
P 2.4: Biomechanical Hazard 59
P 3: Fitness for Work or Duty Health Assessment
P 3.1: Pre-placement and Return to Work Health Examination 3
P 3.2: Medical Surveillance Program

L: Lane (Ambulance) and Legal Issues 62

L1: Ambulance and Referral Safety 63
L 1.1 In-Transit Ambulance Safety 63
L 1.2: On-Site Safety 65
L1.3: Ambulance Driving Safety 69
73
L 2: Legal Issues 73
L 2.1: Informed Consent 73
L 2.2: Medical Record and Documentation
79
E: Environment and Working Conditions
80
E 1: Safe Physical Environment 83
E 2: Working Conditions 87
E 3: Workplace Violence
90
บรรณาธิการและผูเรียบเรยี ง

4

S: Security and Privacy of
Information and Social Media

S: Security and Privacy of Information and Social Media
S 1 Security and Privacy of Information
S 2 Social Media and Communication Professionalism

5

S 1: Security and Privacy of Information

Definition
ความม่ันคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security) หมายถึง การคุมครองปองกัน
ขอมูลและระบบสารสนเทศของบุคคลหรือองคกร จากการถูกเขาถึง ใช เปดเผย แกไข ทําลาย
หรือระงับการใชง านโดยไมไดรบั อนุญาต

ความเปนสวนตัว (Privacy) ของขอมูลสารสนเทศ หมายถึง การคุมครองขอมูลสวนบุคคล
เพ่ือใหการเขาถึง ใช และเปดเผยขอมูลสารสนเทศดังกลาว เปนไปตามความประสงคและ
ความยินยอมของผนู ัน้ ยกเวนกรณีปฏิบตั ติ ามกฎหมาย

ขอมูลสวนบุคคล (Personal Information) หมายถึง ขอมูลของบุคคลหรือเก่ียวกับบุคคล
ที่สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได หรือเขาใจไดวาหมายถึงขอมูลของบุคคลใด ทั้งท่ีอยูในรูปแบบ
เอกสารและอิเลก็ ทรอนิกส

Goal
เพ่ือใหความมั่นคงปลอดภัยและความเปนสวนตัวของขอมูลสารสนเทศของผูใหบริการและ
ผรู ับบริการไดรับความคมุ ครอง

Why
เนื่องจากระบบสารสนเทศของสถานพยาบาล จําเปนจะตองมีมาตรการคุมครองปองกัน
ดานความม่ันคงปลอดภัย (security) และความเปนสวนตัว (privacy) ของขอมูล เพื่อลด
ความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายตอสถานพยาบาลและผูใหบริการเอง ไมวาจะเปนผลกระทบ
ในดานการใหบริการหรือผลกระทบตอตัวบุคคล นอกจากนี้ขอมูลสวนบุคคลของผูรับบริการ
ถอื เปน ความลบั ของผรู ับบรกิ ารที่ผูใหบรกิ ารมีหนา ทท่ี างจรยิ ธรรมในการคมุ ครองปอ งกัน

Process
1. สถานพยาบาลมนี โยบายและระเบยี บปฏบิ ตั ทิ เ่ี หมาะสมดา นความมน่ั คงปลอดภยั สารสนเทศ
และความเปนสวนตวั ทมี่ กี ารสื่อสารทาํ ความเขาใจภายในองคก รอยา งทัว่ ถึง
2. สถานพยาบาลมีการประเมิน จัดการ และติดตามความเส่ียงดานความมั่นคงปลอดภัย
สารสนเทศและความเปน สว นตัวอยา งเหมาะสม

6

3. สถานพยาบาลมีมาตรการคุมครองปองกันดานความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
ท่มี ขี อ มลู สว นบุคคลของบุคลากรหรอื ผูปว ย ในดา นตา งๆ ท่สี าํ คัญ ซึ่งรวมถึง
3.1 ความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ (Physical Security) เชน การเขาถึงเอกสาร
อุปกรณคอมพวิ เตอร และสถานท่ีเกบ็ เอกสาร/ขอมลู สารสนเทศ ทางกายภาพ
3.2 ความมน่ั คงปลอดภยั ทางบรหิ ารจดั การ (Administrative Security) เชน นโยบาย และ
ระเบยี บปฏบิ ัติ กระบวนการสรา งการยอมรบั การบรหิ ารความเส่ยี ง การประเมินผล
การปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบปฏิบัติ และการบังคับใชนโยบายและระเบียบ
ปฏิบัติ
3.3 ความมน่ั คงปลอดภยั ของผใู ชง าน (User Security) เชน การระบุและยนื ยนั ตวั บุคคล
(รวมท้ังนโยบายเก่ียวกับรหัสผานท่ีเหมาะสม) การกําหนดสิทธิการเขาถึงขอมูล
สว นบคุ คล โดยเฉพาะสําหรบั ขอมูลดา นทรัพยากรบุคคลของบคุ ลากร และขอมลู
สุขภาพของผปู ว ย การ log-out หลังการใชง านระบบสารสนเทศ การสรา งความ
ตระหนกั ของผใู ชง านตอความเสย่ี งตา งๆ ท่สี าํ คัญ (security awareness training)
ซง่ึ รวมถงึ ภยั คกุ คามจากเวบ็ ไซตห รอื อเี มลหลอกลวง (phishing) และ Malware ดว ย
3.4 ความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือขาย (Network Security) เชน มาตรการทาง
เทคนคิ ในการจาํ กดั การเขา ถงึ ระบบเครอื ขา ย การใชอ ปุ กรณ Firewall เพอื่ ปอ งกนั ภยั
คกุ คามในระบบเครอื ขา ย การเขา รหสั ขอ มลู (data encryption) สาํ หรบั ขอ มลู สาํ คญั
ที่รับสง ในระบบเครือขาย
3.5 ความม่ันคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ (System Security) เชน การอัปเดต
ระบบปฏิบัติการและซอฟตแวรใหปลอดภัย การใชโปรแกรม antivirus การมีระบบ
สาํ รองขอ มลู ในระบบท่มี คี วามสาํ คัญ เชน การใหบ รกิ ารผปู ว ย เพือ่ ใหก ารดาํ เนินงาน
มีความตอเน่ือง และมคี วามปลอดภยั ตอ ผปู ว ย
3.6 ความม่ันคงปลอดภัยของขอมูล (data security) เชน การสํารองขอมูล (data
backup) การควบคมุ การเขา ถงึ ฐานขอ มลู สว นบคุ คลทส่ี าํ คญั เปน พเิ ศษ (เชน ฐานขอ มลู
เงินเดือนของบุคลากร ขอมูลสุขภาพของผูปวย) การทําลายเอกสารท่ีมีขอมูล
สว นบคุ คลทีส่ าํ คญั อยางปลอดภัย

4. สถานพยาบาลมีมาตรการคุมครองความเปนสวนตัว (Privacy) ของขอมูลสารสนเทศ
ท้ังขอมูลสว นบุคคลเก่ยี วกับบคุ ลากร และขอ มลู สขุ ภาพของผปู วย ไดแ ก

7

4.1 มีกระบวนการขอความยินยอมโดยไดรับการบอกกลาว (Informed Consent)
ในการเก็บรวบรวม ใช และเปดเผยขอมูลสวนบุคคลของบุคลากรและผูปวย ยกเวน
กรณีฉกุ เฉนิ หรือกรณที มี่ ีกฎหมายหรือระเบยี บปฏิบตั กิ ําหนดไวเปนอยางอืน่

4.2 มกี ารควบคมุ การเขา ถงึ ขอ มลู สว นบคุ คลทสี่ าํ คญั เพยี งเทา ทจ่ี าํ เปน (Need-To-Know
Basis) เพอื่ ใหสามารถทาํ งานได

4.3 ระมดั ระวงั การระบแุ ละเปด เผยตวั ตนของบคุ ลากรหรอื ผปู ว ยในเอกสารตา งๆ โดยระบุ
หรือเปดเผยเพียงเทาท่ีจําเปน และระมัดระวังการเขาถึงเอกสารเหลานี้ และควรมี
มาตรการทําลายเอกสารเหลา นีอ้ ยา งปลอดภัย

4.4 มีมาตรการในการคุมครองความเปนสวนตัวของขอมูล ในการนําขอมูลสวนบุคคล
ของบุคลากรหรือผูปวยไปใชงานอยางอ่ืน (secondary use of data) เชน การวิจัย
การพฒั นาคณุ ภาพงาน และการบรหิ ารองคก ร

Training
มกี ารอบรมเก่ียวกับ
1. การบริหารความเสีย่ งดา นเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Risk Management)
2. แนวคิดพื้นฐานและมาตรการคุมครองปองกันดานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
ความเปนสวนตวั ของขอ มลู สารสนเทศ และการจดั ทํานโยบายและระเบยี บปฏิบตั ิ

Monitoring
1. มีนโยบายและระเบยี บปฏิบัติทเ่ี หมาะสม
2. มีการประเมิน แผน และผลการจัดการความเส่ียงดานความม่ันคงปลอดภัยสารสนเทศ
และความเปนสวนตวั ของขอ มูลสารสนเทศ
3. สดั สว นของบคุ ลากรทไ่ี ดร บั การอบรมสรา งความตระหนกั (security awareness training)
4. จํานวนอุบัติการณความเส่ียงดานความม่ันคงปลอดภัยสารสนเทศและความเปนสวนตัว
ของขอมูลสารสนเทศที่เกิดขนึ้ ในสถานพยาบาล

Pitfall

• การเนนเร่อื งการจดั หาเทคโนโลยี แตไ มใหความสาํ คญั กับกระบวนการหรือบคุ ลากร
• แผนการจัดการความเสี่ยงไมสอดคลองกับความเสี่ยงท่ีถูกประเมิน หรือการจัดการ

ความเส่ยี งไมเปนไปตามแผนหรอื ไมม ปี ระสทิ ธิภาพ

• ใหค วามสาํ คญั เฉพาะขอ มลู อเิ ลก็ ทรอนกิ สใ นระบบสารสนเทศ แตไ มใ หค วามสาํ คญั กบั ขอ มลู

สวนบคุ คลในเอกสาร

8

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนท่ี I หมวดที่ 4 ขอ 4.2 การจัดการความรูและสารสนเทศ ข. การจัดการระบบ
สารสนเทศ (1) และ (2)

Reference
สแกน (scan) QR code เพื่อเขา ถึงเอกสารอางองิ (reference)

9

S 2: Social Media and Communication
Professionalism

Definition
“ส่ือสังคมออนไลน” (social media) หมายถึง สื่อหรือชองทางในการติดตอส่ือสารหรือ
แลกเปลี่ยนขอมูลระหวางบุคคล โดยใชเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเนนการสรางและเผยแพร
เน้ือหาระหวางผูใชงานดวยกัน (creation and exchange of user-generated content)
หรอื สนบั สนนุ การสอื่ สารสองทาง หรอื การนาํ เสนอและเผยแพรเ นอื้ หาในวงกวา งไดด ว ยตนเอง
เชน กระดานขาว, Facebook, YouTube, LINE เปน ตน

Goal
เพ่ือใหบุคลากรของสถานพยาบาลมีการใชงานและการส่ือสารผานสื่อสังคมออนไลน (social
media) และส่ืออื่นๆ อยางเหมาะสม มีความเปนมืออาชีพ (professionalism) ลดปญหา
ผลกระทบทอ่ี าจเกิดข้นึ กบั ตัวเองและองคก ร

Why
การใชงานและสื่อสารผานสื่อสังคมออนไลน (social media) และส่ืออ่ืนๆ อยางไมเหมาะสม
หรือไมเปนมืออาชีพ (unprofessional conduct) อาจทําใหบุคลากรทางการแพทย
ถกู ดาํ เนนิ การทางจรยิ ธรรมหรอื ทางวนิ ยั สรา งความเสยี หายตอตนเอง สถานพยาบาล วิชาชีพ
หรอื เกดิ ผลกระทบตอผูปวยได

Process
1. สถานพยาบาลมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใชงานส่ือสังคมออนไลน (social media)
และสอ่ื อน่ื ๆ ของบคุ ลากร ทงั้ ทเ่ี ปน ผปู ระกอบวชิ าชพี ทมี่ กี ฎหมายควบคมุ และบคุ ลากรอน่ื
ของสถานพยาบาล (ทั้งท่ีใชงานในนามสวนตัวหรือในนามองคกร) ท่ีเหมาะสมกับบริบท
ขององคกร โดยอาจนาํ แนวทางปฏิบัติทีเ่ ปน best practices มาปรบั ใช
2. สถานพยาบาลมกี ารสอื่ สารทาํ ความเขา ใจแนวทางปฏบิ ตั ดิ งั กลา วภายในองคก รอยา งทวั่ ถงึ
3. สถานพยาบาลมีแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการใชงานส่ือสังคมออนไลน ควรครอบคลุมถึง
ประเดน็ ตอ ไปน้ี
3.1 ความเชือ่ มโยงกบั จรยิ ธรรมวิชาชีพของผปู ระกอบวิชาชพี ดานสขุ ภาพ
3.2 การเคารพศักด์ิศรีความเปนมนุษยและหลีกเลี่ยงการโจมตี กลั่นแกลง หรือคุกคาม
ทําใหผอู นื่ เสยี หาย (cyber-bullying)

10

3.3 แนวทางการใชงานที่เปนพฤติกรรมหรือการวางตัวอยางเหมาะสม (appropriate
conduct)

3.4 การคาํ นงึ ถึงความความปลอดภัย (safety) และเปนสวนตัว (privacy) ของบุคคลอน่ื
โดยเฉพาะผูปวย

3.5 การหามบคุ ลากรทาํ การโฆษณาท่ผี ิดกฎหมายหรือจรยิ ธรรม
3.6 แนวทางการใชงานที่ไมเปนการเผยแพรขอมูลที่ไมถูกตองหรือเปนอันตราย เชน

ความรูทางการแพทยท่ผี ดิ ๆ
3.7 ขอบเขตและแนวทางการใชงานเพ่ือการปรึกษา ใหคําปรึกษา ติดตาม ส่ังการรกษา

หรอื ใหค าํ แนะนาํ เกย่ี วกบั สขุ ภาพ (online consultation) ไมว า จะระหวา งบคุ ลากร
ดวยกนั เอง หรอื กบั ผูปวยหรอื บคุ คลภายนอก ที่เหมาะสมขององคก ร
4. สถานพยาบาลมีการเฝา ระวังและมกี ระบวนการส่ือสารในภาวะวิกฤต (crisis communi-
cation) ซ่ึงรวมถึงการตอบสนองในกรณีท่ีมีเหตุท่ีอาจสงผลกระทบดานลบ ตอชื่อเสียง
ภาพลกั ษณ และความเชอ่ื มน่ั ขององคก รในวงกวา ง ทเ่ี หมาะสม คลอ งตวั และมปี ระสทิ ธภิ าพ

Training
มกี ารอบรมเก่ยี วกับแนวทางปฏบิ ตั ิในการใชง านสื่อสังคมออนไลนของผูปฏบิ ัตงิ านดานสขุ ภาพ

Monitoring
1. มแี นวทางปฏิบัตเิ ก่ียวกบั การใชงานสือ่ สงั คมออนไลน (social media)
2. สัดสวนของบุคลากรท่ีมีความตระหนักตอการใชงานส่ือสังคมออนไลนและส่ือตางๆ
อยางเหมาะสมและมีความเปนมอื อาชีพ
3. จํานวนอุบัติการณความเสี่ยงดานการใชงานสื่อสังคมออนไลนที่สงผลกระทบตอบุคลากร
หรือองคก รท่ีสามารถปอ งกันได

Pitfall
1. แนวทางปฏิบตั ิไมสอดคลอ งกบั บรบิ ทขององคกร หรอื มคี วามยุงยากซบั ซอ นจนเกนิ ไป
2. แนวทางปฏิบัติจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคลากรจนเกินไป หรือมีปญหาการยอมรับ
โดยบุคลากร
3. องคกรเองไมเขาใจธรรมชาติของสื่อสังคมออนไลน การกําหนดแนวทางปฏิบัติ หรือ
การนาํ แนวทางปฏบิ ตั ไิ ปใช จงึ เกดิ ปญ หา เชน สรา งปญ หาความสมั พนั ธก บั ผปู ว ยมากกวา เดมิ
ละเมิดสทิ ธิของผปู ว ย หรือสงผลเสียตอ ความเชอ่ื ม่ันตอ องคก รเอง

11

4. องคกรมุงเนนแตเรื่องการถายภาพหรืออัดเสียงในโรงพยาบาลหรือการโพสตขอความ
บนส่ือสังคมออนไลนของผูปวยและญาติมากจนเกินไป จนเปนการละเมิดสิทธิของผูปวย
เกินสมควรหรือสรางปญหาความสัมพันธกับผูปวย แตไมไดใหความสําคัญกับการใชงาน
ส่ือสังคมออนไลนของบุคลากรที่เปนปญหาเสียเองและสงผลกระทบดานลบตอองคกร
และบุคลากรเองดว ย

5. การเฝาระวัง ติดตาม หรือแกไขปญหาบนส่ือสังคมออนไลนขององคกรไมทันทวงทีหรือ
ขาดประสทิ ธภิ าพ

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนที่ I หมวดท่ี 4 ขอ 4.2 การจัดการความรูและสารสนเทศ ข. การจัดการระบบ
สารสนเทศ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่อื เขา ถึงเอกสารอางอิง (reference)

12

I: Infection and Exposure

I: Infection and Exposure
I 1 Fundamental of Infection Prevention and

Control for Workforce
I 2 Specific Infection Prevention and Control

for Workforce
I 2.1 Airborne Transmission
I 2.2 Droplet Transmission
I 2.3 Contact Transmission
I 2.4 Vector Borne Transmission

13

I 1: Fundamental of Infection Prevention and
Control for Workforce

Definition
การติดเช้ือในบุคลากรสุขภาพขณะปฏิบัติงาน (Occupationally-Acquired Infection)
ไดแ ก โรคตดิ เชอ้ื ทบ่ี คุ ลากรสขุ ภาพสมั ผสั ขณะปฏบิ ตั งิ านและอาจเกดิ การตดิ เชอ้ื (infection)
หรือโรค (disease) ข้ึน โดยการสัมผัสผูปวยหรือเลือด สารคัดหลั่ง เนื้อเย่ือ อวัยวะของผูปวย
หรือสตั วทดลอง รวมทั้งวสั ดอุ ปุ กรณท ่มี ีเช้ือกอโรค

การปองกันและควบคุมการติดเชื้อในบุคลากรสุขภาพระหวางการปฏิบัติงาน (Infection
Prevention and Control for Workforce)

ไดแก การลดความเส่ียงตอการสัมผัสหรือการแพรกระจายของเชื้อกอโรคขณะปฏิบัติงาน
เพ่ือการปองกันหรือควบคุมการอาศัยของเช้ือ (colonization) หรือการติดเชื้อ (infection)
หรอื การเกิดโรค (disease) ในบุคลากรสุขภาพ

ประเภทของโรคติดเชอื้ จาํ แนกตามวิธีการแพรก ระจายเชอื้ กอโรค
โรคติดเช้ือที่บุคลากรสุขภาพเส่ียงเมื่อจําแนกประเภทตามวิธีการแพรกระจายของเช้ือกอโรค
4 ประเภท ไดแ ก

1. ทางอากาศ (Airborne Transmission) ไดแก วัณโรคทางเดินหายใจ อีสุกอีใสและหัด
ซึ่งเปนกลุมโรคติดเช้ือในงานบริการสุขภาพที่สําคัญท่ีสุด เนื่องจากพบบอยที่สุด รวมท้ังโรค
ติดเช้ืออุบัติใหม เชน SARS และโรคติดเช้ืออุบัติใหมท่ียังไมทราบวิธีการแพรเชื้อ อาจแพรเช้ือ
ทางอากาศไดบางโอกาส (opportunistic airborne)

2. ผานละอองสารคัดหล่ังทางเดินหายใจ (Droplet Transmission) ไดแก ไขหวัดใหญ,
ไขห วัด, คอตีบ, ไอกรน, ฯลฯ พบบอ ยรองจาก airborne

3. ผานการสัมผัสเช้ือ (Contact Transmission) ไดแก HIV, HBV, HCV, Ebola virus,
dengue virus, cytomegalovirus ผา นอบุ ตั เิ หตกุ ารแพทย เชน เขม็ ตาํ มอื เลอื ดและสารคดั หลง่ั
กระเด็น พบไมบอยแตมีผลกระทบรุนแรง สวนการสัมผัสแบคทีเรียดื้อยาไมมีผลโดยตรงกับ
บคุ ลากร แตถ า ยทอดสูผูปวยหรือบุคลากรทม่ี โี รคประจําตัว

4. ผานทางสัตวพาหะนําโรค (Vector Borne Transmission) โดยเฉพาะแมลง เชน
ไขเ ลอื ดออก ไวรสั ซกิ า มาลาเรยี ฯลฯ พบไดน อ ยมาก นอกจากในโรงพยาบาลในพนื้ ทช่ี กุ ชมุ โรค

14

Goal
ความปลอดภัยของบุคลากรสุขภาพทุกระดับจากการติดเช้ือในระหวางปฏิบัติงานในระดับ
National Personnel Safety Goals

Why
การติดเชื้อของบุคลากรสุขภาพในระหวางปฏิบัติงานสงผลตอความสูญเสียตอขวัญ กําลังใจ
สขุ ภาพและชวี ิต เศรษฐกจิ สงั คม ระบบการบริการสขุ ภาพระดับชาติ

Process
1. จดั ตั้งองคก รหรอื หนวยงานหรอื ผูรับผดิ ชอบ
งานอาชีวอนามัยเปนองคประกอบหลักของการปองกันและควบคุมการติดเชื้อของ
บคุ ลากรสุขภาพในระหวางปฏิบตั ิงาน โดยกระบวนการดงั ตอ ไปนี้
1.1 การสรา งเสรมิ ภมู คิ มุ กนั โรคตดิ เชอื้ ทปี่ อ งกนั ไดด ว ยวคั ซนี (pre-exposure prophylaxis,
active immunization) โดยจัดลําดับความสาํ คญั ตาม high risk areas, practices

• บุคลากรสุขภาพทุกรายควรไดรับการสรางเสริมภูมิคุมกันตอโรคติดเชื้อ

ตอไปนี้ ไดแก ไวรัสตับอักเสบบี หัด หัดเยอรมัน คางทูม อีสุกอีใส คอตีบ
ไอกรน บาดทะยกั และไขหวัดใหญ
1.2 การใหการปองกันการตดิ เช้อื แกบ ุคลากรสุขภาพหลังสมั ผสั โรคติดเชื้อท่อี าจตดิ ตอได
ระหวา งปฏิบตั งิ าน (post-exposure prophylaxis, passive immunization)

• การปองกันการติดเช้ือหลังสัมผัสโรค (post-exposure prophylaxis) ที่มี

ในปจจุบัน สามารถปองกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี HIV
โรคหดั ไอกรน และไขก าฬหลงั แอน (invasive meningococcal infection)
บคุ ลากรสขุ ภาพทต่ี ดิ เชอื้ หรอื สมั ผสั โรคตดิ เชอ้ื ทอ่ี าจตดิ ตอ ได (communicable
disease) จะตองไดรับการตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษาอยางถูกตอง ไดรับ
การประเมินเพ่ือพักการปฏิบัติหนาท่ีหรือจํากัดการปฏิบัติหนาท่ีรวมท้ัง
การลาปว ย การชดเชยตามสิทธิ
2. กระบวนการปองกันการติดเชื้อบุคลากรสุขภาพ ประกอบดวยแนวทางปฏิบัติหลัก
6 ประการไดแ ก
2.1 การฝก อบรมบคุ ลากรเมอื่ เริ่มตนปฏิบตั ิงานและประจาํ ปใ นระหวางปฏิบัตงิ าน
2.2 การสรา งเสรมิ ภมู ิคมุ กนั ตอ โรคติดเชือ้ ทีป่ อ งกนั ไดดวยวัคซีนตั้งแตก อนเริ่มปฏิบตั งิ าน

15

2.3 จัดใหมีกระบวนการการคัดกรอง (screening and triage) คัดแยกผูปวยและ
การระมัดระวังการสัมผัสโรค (isolation and precaution) ในผูปวยที่มีหรือสงสัย
โรคติดเช้ือที่อาจติดตอได โดยเฉพาะอยางย่ิงท่ีโรคติดตอทางอากาศ เชน วัณโรค
โรคตดิ เชอื้ อบุ ตั ใิ หม ในแผนกผปู ว ยนอก อบุ ตั เิ หตฉุ กุ เฉนิ สถานพยาบาลทเี่ ปน ดา นหนา
ของงานบริการสุขภาพทกุ ระดับ

2.4 การประเมินบุคลากรผูสัมผัสโรคติดเช้ือที่อาจติดตอไดและการจัดหาการปองกันดวย
ยาตา นจลุ ชพี หรอื การใหภ มู คิ มุ กนั ภายหลงั การสมั ผสั (post-exposure prophylaxis)

2.5 การปฏบิ ตั ติ ามแนวทางการระมดั ระวงั การตดิ เชอื้ ขนั้ พนื้ ฐาน standard precautions
ในระหวา งใหก ารดูแลผปู ว ย

2.6 จดั ใหม แี ละการใชง านอยา งถกู ตอ งของเครอื่ งปอ งกนั รา งกายสว นบคุ คล (protective
personal equipment) ไดแก หนากากอนามัย หนากากไสกรองละเอียด N95
หรอื powered air respirator (PAPR) อปุ กรณป อ งกนั บรเิ วณดวงตา ใบหนา ศรี ษะ
ถุงมือและเสอ้ื คลมุ ตามประเภทกิจกรรมท่ีเส่ยี งตอการสัมผสั เชอ้ื กอโรค

Training
ฝกอบรมการปฏิบัติแนวทางการระมัดระวัง การติดเชื้อข้ันพื้นฐาน การใชงานอยางถูกตอง
ของเครอื่ งปอ งกนั รา งกายสว นบคุ คล แกบ คุ ลากร เมอื่ เรม่ิ ตน ปฏบิ ตั งิ าน และประจาํ ปใ นระหวา ง
ปฏิบตั ิงาน

Monitoring
การประเมินผลอัตราการปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวังการติดเช้ือข้ันพ้ืนฐาน (standard
precautions) ตัวชี้วัด surrogate marker eg., Incidence of needle stick injury,
mucous membrane exposure, new annual cases of pulmonary tuberculosis
ในบคุ ลากรสุขภาพ

Pitfall
ขอ ผดิ พลาดในการปฏบิ ตั โิ ดยความไมเ ขา ใจทอี่ าจเกดิ ขน้ึ ทส่ี าํ คญั ไดแ ก การไมป ฏบิ ตั หิ รอื ปฏบิ ตั ิ
ผดิ พลาดตามแนวทางการระมดั ระวงั การตดิ เชอ้ื ขนั้ พนื้ ฐาน standard precautions ในระหวา ง
ใหการดแู ลผูป วย

16

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนที่ I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภยั ของกาํ ลงั คน (1), (2), (3) และ (4), ตอนท่ี II หมวดที่ 4 ขอ 4.1 ระบบการปอ งกนั
และควบคมุ การตดิ เชอ้ื (IC.1) ก. ระบบการปอ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ (4) และ (5), ขอ 4.2
การปฏิบตั ิเพอ่ื การปองกันการติดเชื้อ (IC.2) ข. การปอ งกันการติดเชอ้ื กลมุ เฉพาะ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่ือเขา ถงึ เอกสารอา งอิง (reference)

17

I 2: Specific Infection Prevention and Control
for Workforce

I 2.1: Airborne Transmission

Definition
การติดเช้ือทางอากาศ (airborne) ไดแ ก วณั โรค อสี กุ อีใส หดั และโรคติดเชอื้ อุบัติใหม

Goal

• อัตราอุบัติการณวัณโรคในบุคลากรสุขภาพต่ํากวาอัตราในประชากรท่ัวไปในประเทศไทย

เทากับ 102–259 รายตอ 100,000 คน

• อบุ ตั กิ ารณอ ีสุกอใี ส หดั และโรคติดเชื้ออุบตั ใิ หมใ นระหวา งปฏบิ ัติงานเทากับศูนย

Why
บคุ ลากรสุขภาพที่ติดเชอื้ หรอื เจ็บปวยจากวณั โรค อีสุกอใี ส หดั โรคติดเชื้ออุบตั ใิ หม ในระหวา ง
ปฏิบัติงานสงผลตอ สุขภาพ ชวี ติ เศรษฐกิจ สงั คม และระบบการบรกิ ารสุขภาพระดับชาติ

Process
1. กระบวนการ ดังตอ ไปนี้
1.1 การใหการปองกันการติดเช้ือแกบุคลากรสุขภาพหลังสัมผัสโรค บุคลากรสุขภาพ
ทกุ รายจะไดรับการปองกันการติดเช้อื หลังสัมผสั โรคหดั วณั โรค
1.2 บุคลากรสุขภาพท่ีติดเช้ือหรือสัมผัสวัณโรค อีสุกอีใส หัด โรคติดเชื้ออุบัติใหม จะตอง
ไดร บั การตรวจวนิ จิ ฉยั การดแู ลรกั ษาอยา งถกู ตอ ง ไดร บั การประเมนิ เพอื่ พกั การปฏบิ ตั ิ
หนาทห่ี รอื จํากดั การปฏิบัติหนา ทร่ี วมท้ังการลาปวย การชดเชยตามสทิ ธิ
2. แนวทางปฏบิ ตั ิ ไดแ ก
2.1 การใหวัคซนี สรา งเสรมิ ภูมคิ มุ กันตอโรคหัด อีสุกอีใส กอ นการสัมผัส
2.2 การใหการศึกษาฝกอบรมแกบุคลากรเมื่อเริ่มตนปฏิบัติงานและประจําปในระหวาง
ปฏิบัติงาน
2.3 การจัดใหมีกระบวนการการคัดกรอง (screening and triage) คัดแยกผูปวยและ
การระมัดระวังการสัมผัสโรค (isolation and precaution) ในผูปวยท่ีมีหรือสงสัย
วัณโรค โรคหัด อีสุกอีใส โรคติดเช้ืออุบัติใหม ในแผนกผูปวยนอก ฉุกเฉิน อุบัติเหตุ

18

สถานพยาบาลท่ีเปนดานหนาของงานบริการสุขภาพทุกระดับ การรับผูปวยไว
ในโรงพยาบาลในหองแยกระดับ airborne isolation ที่มีอัตราการไหลเวียนอากาศ
ไมตํ่ากวา 12-15 air change ตอช่ัวโมง ความดันเปนลบแตกตางจากหองภายนอก
ไมต า่ํ กวา 2.5 pascal (Pa)
2.4 การประเมินบุคลากรผูสัมผัสโรคและการจัดหาการปองกันดวยยาตานจุลชีพหรือ
การใหภ มู คิ มุ กันภายหลังการสมั ผัส (post-exposure)
2.5 การปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวัง การติดเช้ือข้ัน airborne precaution
ในระหวางใหก ารดูแลผูปวย
2.6 การจัดใหมีและการใชงานอยางถูกตองของเคร่ืองปองกันรางกายสวนบุคคล
(protective personal equipment) ไดแก หนากากไสกรองละเอียด N95 หรือ
powered air respirator (PAPR) อุปกรณปองกันบริเวณดวงตา ใบหนา ศีรษะ
ถุงมือและเสอ้ื คลุม ตามประเภทกิจกรรมทเี่ ส่ียงตอการสมั ผัสเช้ือกอ โรค

Training
ฝกอบรมการปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวังการติดเช้ือ airborne การใชงานอยางถูกตอง
ของเครอื่ งปอ งกนั รา งกายสว นบคุ คล แกบ คุ ลากร เมอ่ื เรมิ่ ตน ปฏบิ ตั งิ าน และประจาํ ปใ นระหวา ง
ปฏบิ ัตงิ าน

Monitoring
การประเมินผลอัตราการปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวังการติดเช้ือ ตัวช้ีวัด surrogate
marker eg., new annual cases of pulmonary tuberculosis ในบคุ ลากรสุขภาพ

Pitfall
ขอผิดพลาดในการปฏิบัติโดยความไมเขาใจที่อาจเกิดข้ึนที่สําคัญ ไดแก การไมปฏิบัติหรือ
ปฏิบตั ิผิดพลาดตามแนวทางการระมัดระวังการตดิ เชอ้ื ระหวา งใหก ารดูแลผูปว ย

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนท่ี I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภยั ของกาํ ลงั คน (1), (2), (3) และ (4), ตอนที่ II หมวดที่ 4 ขอ 4.1 ระบบการปอ งกนั
และควบคุมการติดเช้ือ (IC.1) ก. ระบบการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ (4) และ (5),
ขอ 4.2 การปฏิบัติเพื่อการปองกันการติดเชื้อ (IC.2) ข. การปองกันการติดเช้ือกลุมเฉพาะ (3)

19

Reference
สแกน (scan) QR code เพือ่ เขา ถงึ เอกสารอางอิง (reference)

I 2.2: Droplet Transmission

Definition
การติดเช้ือผานละอองสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ (droplet) ไดแก ไขหวัดใหญ, คอตีบ,
ไอกรน ฯลฯ

Goal

• อัตราอุบัติการณไขหวัดใหญในบุคลากรสุขภาพต่ํากวาหรือไมเกินอัตราในประชากรท่ัวไป

ในประเทศไทย ขอ มลู เฝา ระวงั โรค ป 2560 อตั ราปว ย 304.75 ตอ ประชากร 100,000 ราย

• อุบตั ิการณไขห วัดใหญ, คอตีบ, ไอกรน ฯลฯ ท่ีเกยี่ วของกบั การปฏบิ ัติงานเทา กับศูนย

Why
บุคลากรสุขภาพท่ีติดเช้ือหรือเจ็บปวยจากไขหวัดใหญ, คอตีบ, ไอกรน ฯลฯ ในระหวาง
ปฏิบตั ิงานสงผลตอสขุ ภาพ ชีวติ เศรษฐกิจ สังคม และระบบการบริการสขุ ภาพระดบั ชาติ

Process
1. กระบวนการ ดงั ตอ ไปนี้
1.1 การใหว ัคซนี สรางเสริมภูมิคุมกันตอ ไขหวดั ใหญ, คอตีบ, ไอกรน
1.2 การใหก ารปอ งกนั การตดิ เชอ้ื แกบ คุ ลากรสขุ ภาพหลงั สมั ผสั โรค บคุ ลากรสขุ ภาพทกุ ราย
ควรไดรับการปองกันการตดิ เชอ้ื หลังสมั ผัสโรคไขหวัดใหญ, คอตบี , ไอกรน
1.3 บุคลากรสุขภาพที่ติดเชื้อหรือสัมผัสโรคจะตองไดรับการตรวจวินิจฉัย การดูแลรักษา
อยางถูกตอง ไดรับการประเมินเพื่อพักการปฏิบัติหนาที่หรือจํากัดการปฏิบัติหนาท่ี
รวมทงั้ การลาปวย การชดเชยตามสทิ ธิ

20

2. แนวทางปฏิบัติ ไดแก
2.1 การใหการศึกษาฝกอบรมแกบุคลากรเม่ือเร่ิมตนปฏิบัติงานและประจําปในระหวาง
ปฏบิ ัตงิ าน
2.2 การจัดใหมีกระบวนการการคัดกรอง (screening and triage) คัดแยกผูปวย และ
การระมัดระวังการสัมผัสโรค (isolation and precaution) ในผูปวยที่มีหรือสงสัย
ไขห วดั ใหญ, คอตบี , ไอกรน ในแผนกผปู ว ยนอก ฉกุ เฉนิ อบุ ตั เิ หตุ สถานพยาบาลทเี่ ปน
ดานหนาของงานบริการสุขภาพทุกระดับ การรับผูปวยไวในโรงพยาบาลในหองเด่ียว
หรือหอ งรวมท่ีแยกผูป วย (cohort)
2.3 การประเมินบุคลากรผูสัมผัสโรคและการจัดหาการปองกันดวยยาตานจุลชีพหรือ
การใหภมู คิ มุ กันภายหลังการสัมผัส (post-exposure)
2.4 การปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวัง การติดเช้ือข้ันพ้ืนฐาน droplet precaution
ในระหวางใหก ารดแู ลผูปว ย
2.5 การจดั ใหม แี ละการใชง านอยา งถกู ตอ งของเครอ่ื งปอ งกนั รา งกายสว นบคุ คล (protective
personal equipment) ไดแ ก หนา กากอนามยั อปุ กรณป อ งกนั บรเิ วณดวงตา ใบหนา
ถงุ มอื และเสอ้ื คลมุ ตามประเภทกิจกรรมท่ีเสยี่ งตอ การสมั ผสั เชอื้ กอโรค

Training
ฝกอบรมการปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวังการติดเช้ือ droplet การใชงานอยางถูกตอง
ของเครอื่ งปอ งกนั รา งกายสว นบคุ คล แกบ คุ ลากร เมอื่ เรม่ิ ตน ปฏบิ ตั งิ านและประจาํ ปใ นระหวา ง
ปฏิบตั งิ าน

Monitoring
การประเมินผลอัตราการปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวังการติดเช้ือ ตัวชี้วัด surrogate
marker eg., influenza-like illness ในบุคลากรสุขภาพ

Pitfall
ขอผิดพลาดในการปฏิบัติโดยความไมเขาใจที่อาจเกิดขึ้นท่ีสําคัญ ไดแก การไมปฏิบัติหรือ
ปฏิบตั ิผิดพลาดตามแนวทางการระมดั ระวังการติดเช้อื ระหวางใหก ารดูแลผปู วย

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนท่ี I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ

21

ความปลอดภยั ของกาํ ลงั คน (1), (2), (3) และ (4), ตอนที่ II หมวดที่ 4 ขอ 4.1 ระบบการปอ งกนั
และควบคุมการติดเชื้อ (IC.1) ก. ระบบการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ (4) และ (5),
ขอ 4.2 การปฏบิ ตั ิเพ่ือการปอ งกนั การติดเชือ้ (IC.2) ข. การปอ งกันการติดเช้อื กลุมเฉพาะ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพื่อเขาถึงเอกสารอา งองิ (reference)

I 2.3: Contact Transmission

Definition
การติดเช้อื ผานการสมั ผสั เช้อื (contact) ไดแก HIV, HBV, HCV

Goal

• อตั ราอบุ ตั กิ ารณ HIV, HBV, HCV ในบคุ ลากรสขุ ภาพตา่ํ กวา ในประชากรทวั่ ไปในประเทศไทย

เทากบั รอ ยละ 0.2-0.3, 1.6-3.1, 0.5-6.5 ตามลาํ ดบั

• อบุ ัตกิ ารณ HIV, HBV, HCV ท่เี ก่ียวของกบั การปฏบิ ตั ิงานเทากับศนู ย

Why
บุคลากรสุขภาพท่ีติดเชื้อหรือเจ็บปวยจาก HIV, HBV, HCV ในระหวางปฏิบัติงานสงผลตอ
สุขภาพ ชีวติ เศรษฐกิจ สังคม และระบบการบริการสขุ ภาพระดบั ชาติ

Process
1. กระบวนการ ดงั ตอไปน้ี
1.1 การใหวัคซนี สรางเสริมภมู คิ มุ กนั ตอโรคไวรสั ตับอักเสบบี
1.2 การใหการปอ งกนั การติดเชอ้ื แกบ ุคลากรสขุ ภาพหลงั สมั ผสั โรค
1.3 บคุ ลากรสุขภาพที่ติดเชื้อหรือสัมผัส HIV, HBV, HCV จะตองไดรับการตรวจวินิจฉัย
การดูแลรักษาอยางถูกตอง ไดรับการประเมินเพ่ือพักการปฏิบัติหนาที่หรือจํากัด
การปฏบิ ตั ิหนาที่รวมทั้งการลาปวย การชดเชยตามสิทธิ

22

2. แนวทางปฏบิ ตั ิ ไดแ ก
2.1 การใหการศึกษาฝกอบรมแกบุคลากรเมื่อเริ่มตนปฏิบัติงานและประจําปในระหวาง
ปฏบิ ัติงาน
2.2 การประเมินบุคลากรผูสัมผัสโรคและการจัดหาการปองกันดวยยาตานจุลชีพหรือ
การใหภูมคิ มุ กนั ภายหลังการสมั ผสั (post-exposure)
2.3 การปฏบิ ตั ติ ามแนวทางการระมดั ระวงั การตดิ เชอ้ื ขน้ั พน้ื ฐาน standard precautions
การปองกันอุบัติเหตุทางการแพทย โดยเฉพาะการปองกันการบาดเจ็บจากเข็ม มีด
ของมีคมปนเปอ นเลอื ด สารคดั หลงั่ ในระหวา งใหก ารดแู ลผูป ว ย
2.4 การจัดใหมีและการใชงานอยางถูกตองของเครื่องปองกันรางกายสวนบุคคล
(protective personal equipment) ไดแ ก หนา กากอนามยั อปุ กรณป อ งกนั บรเิ วณ
ดวงตา ใบหนา ศีรษะ ถุงมือ รองเทา ผากันเปอนและเสื้อคลุม ตามประเภทกิจกรรม
ทเี่ สย่ี งตอ การสมั ผัสเชอ้ื กอโรค

Training
ฝกอบรมการปฏิบัตตามแนวทางการระมัดระวังการติดเชื้อจากการสัมผัส และการใชงานอยาง
ถูกตองของเครื่องปองกันรางกายสวนบุคคล แกบุคลากร เม่ือเริ่มตนปฏิบัติงาน และประจําป
ในระหวา งปฏบิ ัตงิ าน

Monitoring
การประเมินผลอัตราการปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวังการติดเชื้อ ตัวชี้วัด surrogate
marker eg., Incidence of needle stick injury ในบคุ ลากรสขุ ภาพ

Pitfall
ขอผิดพลาดในการปฏิบัติโดยความไมเขาใจที่อาจเกิดขึ้นที่สําคัญ ไดแก การไมปฏิบัติหรือ
ปฏิบตั ิผิดพลาดตามแนวทางการระมัดระวังการตดิ เชื้อระหวางใหการดูแลผปู วย

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนท่ี I หมวดท่ี 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภยั ของกาํ ลงั คน (1), (2), (3) และ (4), ตอนท่ี II หมวดที่ 4 ขอ 4.1 ระบบการปอ งกนั
และควบคุมการติดเช้ือ (IC.1) ก. ระบบการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ (4) และ (5),
ขอ 4.2 การปฏบิ ตั ิเพอื่ การปอ งกันการตดิ เชอ้ื (IC.2) ข. การปอ งกนั การติดเช้ือกลุมเฉพาะ (3)

23

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่ือเขาถึงเอกสารอา งอิง (reference)

I 2.4: Vector Borne Transmission

Definition
การติดเชื้อผานทางพาหะ (vector borne) โดยเฉพาะแมลง เชน ไขเลือดออก ไวรัสซิกา
มาลาเรีย ฯลฯ

Goal

• อตั ราอบุ ตั กิ ารณไ ขเ ลอื ดออกในบคุ ลากรสขุ ภาพตา่ํ กวา อตั ราในประชากรทวั่ ไปในประเทศไทย

เทากบั 26.1-97.9 รายตอ 100,000 คน

• อบุ ตั กิ ารณไ ขเ ลอื ดออก ไวรสั ซิกา มาลาเรียที่เกย่ี วของกบั ปฏบิ ัตงิ านเทา กับศนู ย

Why
บคุ ลากรสขุ ภาพทตี่ ดิ เชอื้ หรอื เจบ็ ปว ยจากไขเ ลอื ดออก ไวรสั ซกิ า มาลาเรยี ในระหวา งปฏบิ ตั งิ าน
สงผลตอ สขุ ภาพและชวี ติ เศรษฐกจิ สงั คม ระบบการบรกิ ารสุขภาพระดบั ชาติ

Process
1. กระบวนการ ดงั ตอไปนี้
1.1 การใหว คั ซนี สรา งเสริมภูมิคุม กันตอ โรคไขเ ลือดออก
1.2 การใหการปองกันการติดเช้ือแกบุคลากรสุขภาพหลังสัมผัสโรค บุคลากรสุขภาพ
ทกุ รายควรไดรับการปองกนั การติดเชอ้ื หลังสมั ผสั โรคมาลาเรีย
1.3 บุคลากรสุขภาพที่ติดเชื้อหรือสัมผัสไขเลือดออก ไวรัสซิกา มาลาเรียจะตองไดรับ
การตรวจวนิ ิจฉยั การดูแลรักษาอยา งถูกตอง บุคลากรตงั้ ครรภที่ติดเชอ้ื ไวรสั ซกิ า

24

จะตองไดรับการติดตามการเจริญ การวินิจฉัยภาวะแทรกซอนทารกในครรภ
(intrauterine fetal monitoring) และไดรับการประเมินเพื่อพักการปฏิบัติหนาที่
หรือจํากัดการปฏบิ ัติหนา ทร่ี วมทั้งการลาปวย การชดเชยตามสิทธิ
3. แนวทางปฏิบตั ิ ไดแ ก
3.1 การใหการศึกษาฝกอบรมแกบุคลากรเม่ือเริ่มตนปฏิบัติงานและประจําปในระหวาง
ปฏบิ ัติงาน
3.2 กระบวนการควบคมุ ประชากรยงุ และแมลงในสถานพยาบาล ท่พี ักบคุ ลากร
3.3 การประเมนิ บคุ ลากรผสู มั ผสั โรคและการจัดหาการปองกนั ดวยยาตานจลุ ชีพภายหลงั
การสัมผสั (post-exposure)
Training
การใหการศึกษาฝกอบรมการปฏิบัติแนวทางการระมัดระวังการติดเชื้อเมื่อเร่ิมตนปฏิบัติงาน
และประจําปใ นระหวา งปฏบิ ัติงาน

Monitoring
การประเมินผลอัตราการปฏิบัติตามแนวทางการระมัดระวังการติดเช้ือ ตัวช้ีวัด surrogate
marker eg., อตั ราการปว ยไขเ ลือดออกในบคุ ลากรสขุ ภาพ

Pitfall
ขอผิดพลาดในการปฏิบัติโดยความไมเขาใจที่อาจเกิดขึ้นที่สําคัญ ไดแก การไมปฏิบัติหรือ
ปฏบิ ตั ผิ ดิ พลาดตามแนวทางการระมัดระวงั การตดิ เชื้อระหวา งใหก ารดูแลผปู ว ย

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนที่ I หมวดท่ี 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภยั ของกาํ ลงั คน (1), (2), (3) และ (4), ตอนท่ี II หมวดท่ี 4 ขอ 4.1 ระบบการปอ งกนั
และควบคุมการติดเชื้อ (IC.1) ก. ระบบการปองกันและควบคุมการติดเช้ือ (4) และ (5),
ขอ 4.2 การปฏบิ ัติเพื่อการปอ งกันการตดิ เช้อื (IC.2) ข. การปอ งกนั การติดเชอ้ื กลุม เฉพาะ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่อื เขา ถึงเอกสารอา งอิง (reference)

25

M: Mental Health and Mediation

M: Mental Health and Mediation
M 1 Mental Health

M 1.1 Mindfulness at Work
M 1.2 Second Victim
M 1.3 Burnout and Mental Health Disorder
M 2 Mediation

26

M 1: Mental Health

M 1.1: Mindfulness at Work

Definition
การมีสติในงานหมายถึงการทํางานในสภาวะจิตที่อยูกับปจจุบัน ทําใหทํากิจกรรมตางๆ
โดยไมว อกแวก ไมถ กู สอดแทรกดวยอารมณ

Goal
ลดความเสี่ยงจากการทํางานท่ีขาดการจดจอในงาน และลดความเส่ียงจากการกระทบกระท่ัง
ทางอารมณระหวางกันและกนั ระหวา งเจา หนา ทีก่ ับผรู บั บรกิ าร

Why
สภาวะการทาํ งานทม่ี ภี าระงานมาก และบคุ ลากรแตล ะคนกม็ ปี ญ หาของตนเอง เมอ่ื มาปฏบิ ตั งิ าน
จึงทําใหขาดความจดจอในงาน เกิดความผิดพลาดไดงาย และถามีการสะสมอารมณและ
ความเครียดมากจะทําใหเกิดการกระทบกระทั่งทั้งในระหวางกันเองและกับผูรับบริการไดงาย
การฝกมีสติในงานจะชวยท้ังดานความจดจอในงานและลดการกระทบกระท่ังจากอารมณ
และความเครยี ด

Process
1) เร่มิ งานดวยความสงบดวยการทาํ สมาธกิ อ น 3 นาที
2) ทํางานอยางมีสติใหอยูกับปจจุบัน โดยรูลมหายใจรูในจิตท่ีทํามีสัญญาณเตือนที่เหมาะสม
กบั บรบิ ทองคก ร (เชน เสยี งระฆงั , visual sing) เพอื่ เตอื นเปน ระยะๆ ใหก ลบั มามสี ตใิ นงาน
3) สอ่ื สารระหวา งกนั ดว ยสตสิ นทนา เพอื่ ลดการกระทบกระทง่ั และอารมณใ นระหวา งการสอ่ื สาร
4) มกี ารประชมุ สมา่ํ เสมอเพอ่ื ทบทวนงาน ดว ยการประชมุ แบบสตสิ นทนาเพอ่ื เรยี นรแู ละแกไ ข
ปรบั ปรุงงาน

Training
1) บุคลากรทุกคนไดรับการฝกอบรมแบบ in house training เพื่อฝกใหมีทักษะพ้ืนฐาน
ในการทาํ สมาธิและฝก สติ รวมทั้งทกั ษะสตสิ ่อื สาร (หลักสูตร 1 วัน)
2) ผูบริหารไดรับการอบรมเพ่ิมเติมเพื่อใหเปนแบบอยางในการทํางานอยางมีสติสื่อสาร
และนําการประชุมดวยสติสนทนา (หลักสูตร 2 วัน)

27

3) จัดอบรมวิทยากรภายใน ท่ีจะเปนตนทุนในการพัฒนาบุคลากรอยางตอเนื่อง (หลักสูตร 2
กบั ทักษะการเปนวิทยากรอกี 2 วนั )

Monitoring
1) ประเมนิ การทํางานอยางมีสติโดยแบบประเมินพฤติกรรม
2) ประเมนิ สัดสว นการประชุมดวยสตสิ นทนา
3) ประเมินผลลัพธจากตัวช้ีวัดท่ีเก่ียวของ เชน ความผิดพลาด, ขอรองเรียน ความเครียด/
ความสขุ ในงาน

Pitfall
1) ระวงั การดาํ เนนิ การใหเ ปน แนวจติ วทิ ยาองคก ร ทไี่ มใ ชศ าสนา เพราะบคุ ลากรมหี ลากศาสนา
และความศรัทธาตางกนั ความสาํ เรจ็ ของโปรแกรมนี้ จึงตองปลอดจากศาสนา พธิ ีกรรม
2) ไมใชแคฝกอบรมแตจะตองทําใหเขาไปเปนวิถีองคกร เชน สมาธิกอนและหลังเลิกงาน
สตใิ นระหวา งวันโดยมสี ัญญาณเตือน การประชุมดวยสติสนทนา เปนตน
3) การดาํ เนนิ การท่ัวทงั้ องคก ร หรอื อยางนอย ทัง้ แผนก จะสรา งเปนวถิ ไี ดด ีกวา

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบบั ที่ 4 ตอนที่ I หมวดที่ I ขอ 1.1 การนาํ องคก รโดยผนู าํ ระดบั สงู (LED.1) ค. ผลการดาํ เนนิ งาน
ขององคกร (1)

Reference
สแกน (scan) QR code เพือ่ เขาถงึ เอกสารอางองิ (reference)

28

M 1.2: Second Victim

Definition
กรณเี กดิ เหตกุ ารณไมพงึ ประสงคทางการแพทยมผี ูไดร ับผลกระทบ 3 ระดับ คือ
1. ผูไดรับผลกระทบโดยตรง เรียกวา first victim คือผูปวยและครอบครัวท่ีไดรับผลกระทบ
จากความผดิ พลาด
2. บุคลากรทางการแพทยท่ีเก่ียวของกับการดูแลรักษาในกรณีเกิดเหตุการณไมพึงประสงค
เรียกวา second victim ท้ังแพทยและพยาบาลและบุคลากรอื่นใดที่ใหการดูแลรักษา
กรณีดังกลาว ท่ีเกิดปรากฎการณ ที่สงผลกระทบตอรางกายและจิตใจ ที่เรียกวา second
victim phenomenon
3. องคกรที่เก่ียวของกับเหตุการณดังกลาวเปน third victim
Second Victim- "health care provider who [is] involved in an unanticipated
adverse patient event, in a medical error and/or a patient related injury and
become[s] victimized in the sense that the provider is traumatized by the
event." Typically, second victims feel personally responsible for the patient
outcome, as if they have failed the patient, second-guessing their clinical
skills and knowledge base.

Goal
บุคลากรทางการแพทยที่เกิดภาวะ second victim ไดรับการดูแลใหสามารถดําเนินชีวิต
ปกตแิ ละทํางานในวิชาชีพตอไปไดด ว ยความมน่ั ใจ

Why
ผลกระทบท่ีเกิดขน้ึ กบั second victim ทาํ เกิดการสญู เสียทรพั ยากรท่ีมคี ุณคาในระบบบรกิ าร
สาธารณสขุ หากไมม รี ะบบในการดแู ลและรกั ษาไว โดย กลมุ second victim จะมปี รากฏการณ
ที่ไดรับผลกระทบท้ังทางรางกายและจิตใจ โดย common second victim physical
symptoms เชน นอนไมหลับ ความดันข้ึน ปวดหัว มีอาการไมปกติทางระบบทางเดินอาหาร
คลน่ื ไสอ าเจยี น และ common second victim psychosocial symptoms เชน วติ กกงั วล
ไมกลา ตดั สินใจ ขาดความมัน่ ใจ กลัวตอ การรักษา ออกจากวชิ าชีพ

29

Process
องคก รควรมแี นวทางจดั ระบบการดแู ลบคุ ลากรทางสาธารณสขุ ทไี่ ดร บั ผลกระทบจากเหตกุ ารณ
ไมพ ึงประสงค
1. เมื่อเกิดเหตุการณไมพึงประสงคท่ีสงผลกระทบกับผูปวยและญาติ ควรมีระบบในการดูแล
ผูป วยและญาติโดยมีทมี ที่องคกรไดว างแนวทางปฏิบัติไว เชน ทีมเจรจาไกลเ กล่ีย
2. จัดใหมีบุคคลหรือทีมดูแลบุคลากรทางการแพทยที่เก่ียวของกับเหตุการณไมพึงประสงค
โดยการรับฟง ใหกําลังใจ และมีแนวทางปฏิบัติท่ีตกลงรวมกันในองคกรเพื่อลดผลกระทบ
ทางรางกายและจิตใจ (obtaining emotional "first aid") ของบุคลากรท่ีมีโอกาสเปน
second victim ไดแก
2.1 สอดสอ งบทบาท (ผูที่มีโอกาสเปน second victim ทุกครัง้ ที่เกดิ เหตกุ ารณ)
2.2 ใสใจ รับฟง
2.3 สงตอ เชอ่ื มโยง
2.4 เขา สูการชว ยเหลอื ถาบคุ คลนั้นยังมปี ฏิกริ ิยาทางจติ ใจมากกวา 2 สปั ดาห
3. ผูบังคับบญั ชา เพอื่ นรวมงาน มีการสอ่ื สาร รับฟง ใหกําลงั ใจ ดว ยความเขาใจ และตดิ ตาม
ดแู ลเพือ่ เฝาระวงั ภาวะ second victim phenomenon
4. มีกระบวนการทํา Root Cause Analysis (RCA) ที่รับฟงขอจํากัด ปญหา และรวมกัน
หาทางออกของปญ หาอยา งสรา งสรรค
5. สรา งและสง เสรมิ วัฒนธรมมความปลอดภยั ในเรือ่ ง No blame, No shame

Training
ฝก ทกั ษะส่อื สาร รบั ฟง ของบคุ ลากรในทีม ใหมีทกั ษะ การทํา emotional first aid

Monitoring
ติดตามเฝา ระวงั การเปลย่ี นแปลงของบคุ ลากรท่เี กีย่ วของกับเหตกุ ารณไมพงึ ประสงค

Pitfall
1. กรณีเกิดเหตุการณไมพึงประสงคมีทีมเจรจาไกลเกล่ียดูแลญาติและผูปวยแตไมไดดูแล
ผูไดร ับผลกระทบในลักษณะ second victim
2. การทํา RCA ในวิธีการท่ีไมเหมาะสมหรือผิดวัตถุประสงคเพื่อการเรียนรูและพัฒนาอาจสง
ผลกระทบกับผูท ีอ่ ยใู นเหตกุ ารณไมพงึ ประสงค

30

ÁÒμðҹ HA
การปฏบิ ตั ติ ามแนวทางขา งตน สอดคลอ งและใกลเ คยี งกบั การปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐาน โรงพยาบาล
และบริการสุขภาพ ฉบับท่ี 4 ตอนท่ี I หมวดที่ 5 ขอ 5.2 ความผูกพันของกําลังคน (WKF.2)
ก.ความผูกพนั และผลการปฏบิ ตั งิ านของกําลงั คน (1)

Reference
สแกน (scan) QR code เพือ่ เขาถึงเอกสารอางอิง (reference)

M 1.3: Burnout and Mental Health Disorder

Definition
Burnout (หมดไฟการทาํ งาน) เปน ภาวะท่ีเปน ผลจากความเครยี ดและภาวะงานทมี่ ากเกินไป
โดยแสดงอาการออกเปน 2 ลักษณะ คือ รูสึกหมดพลังและอาการของความเหน่ือยลา เชน
ทํางานชาลง โกรธงาย นอนไมห ลบั มคี วามสัมพันธอยางใกลช ิดกบั ภาวะซมึ เศรา
Mental Health Problems หมายถึง ปญหาสุขภาพจิตที่เขาขายเปนความผิดปกติทางดาน
จิตใจแบบตางๆ เชน การติดสารเสพติด, วิตกกังวล, ซึมเศรา, โรคจิต โดยความเจ็บปวยเหลานี้
ลว นสงผลกระทบตอบุคลากร ครอบครวั และการทํางาน

Goal
ปองกันภาวะหมดไฟในการทํางานทั้งในระดับบุคคลและองคกร ใหการชวยเหลือบุคคลท่ีมี
ปญ หาสุขภาพจติ ใหกลบั มาทาํ งานไดอยา งมคี ุณคา

Why
งานภาคบริการท่ีมีภาระงานมากและเผชิญกับความตองการจากทุกทิศทางจะทําใหบุคคล
สะสมความเครียด เม่ือรวมถึงการสะสมความเครียดของแตละบุคคลจนนําไปสูภาวะหมดไฟ

31

ซึ่งมีผลกระทบทั้งตอสภาวะจิตใจของบุคคล เปนภาระกับเพื่อนรวมงาน และมีผลกระทบ
ตอคุณภาพงานขององคกร สําหรับบุคคลที่มีความเปราะบางอยูแลว จะนําไปสูการเจ็บปวย
ทางจิตใจ ซงึ่ ตอ งการการรักษาเพอ่ื ใหก ลบั มาใชชวี ติ และทํางานไดอยา งมีคณุ คา

Process
1) การสรา งสตใิ นองคก ร (M1.1) มบี ทบาทพนื้ ฐานในการทาํ ใหบ คุ ลากรทาํ งานดว ยความสงบ
จัดการกับอารมณและความเครียดไดดี และรูสึกมีคุณคาในงาน ทางเลือกอีกแบบหน่ึงคือ
การฝก จดั การกบั อารมณและความเครยี ดใหเ ปนสมรรถนะหนึ่งของบคุ ลากร
2) การจัดสิ่งแวดลอมในท่ีทํางานใหรูสึกใกลชิดธรรมชาติ มีความเปนระเบียบเรียบรอย
ลดความแออดั
3) การลดภาระงานท่ีไมจําเปนโดยการออกแบบงานใหม และการใช เทคโนโลยีเพื่อแบงเบา
ภาระงาน
4) ผูท่ีแสดงอาการของภาวะหมดไฟ ไดรับการดูแลชวยเหลือโดยผูบริหารลําดับเหนือขึ้นไป
และหากไมไ ดผ ลในระยะ 2 สปั ดาหจ ะตองสง ใหร ะบบดูแลชวยเหลอื ตอ ไป
5) ผูท่ีมีปญหาสุขภาพจิตและผูท่ีไมตอบสนองตอการชวยเหลือในขอ 4 จะตองมีระบบดูแล
ชว ยเหลอื (Employer Assistance Program: EAP) ในลกั ษณะการใหค าํ ปรกึ ษาทเี่ ขา ถงึ งา ย
เปนมิตร และรกั ษาความลับใหผ ขู อปรกึ ษา
6) กรณีท่ีพบวามีความผิดปกติทางจิตเวช จะตองมีระบบสงตอใหไดรับการประเมิน รักษา
ฟน ฟสู มรรถภาพ จนสามารถกลบั มาทํางานไดตามปกติ

Training
1) ใชก ารอบรม Program สติในองคก ร หรอื อีกทางเลอื กหน่ึงดวยการฝกอบรมทักษะในเร่ือง
การจดั การกบั ความเครยี ดของบคุ ลากร
2) ฝกอบรม HR ใหมีความสามารถในการประเมินภาวะท่ีเกี่ยวของกับการ burnout
การปอ งกันและการแกไ ขรวมทงั้ จดั ระบบ EAP ชว ยเหลือบคุ ลากรท่ีมปี ญ หา
3) อบรมหัวหนางานใหมีทักษะในการสังเกตและเขาใจเบื้องตนของการ burnout และ
การสอ่ื สารทด่ี ีกับบุคลากรในความดูแล

Monitoring
1) ประเมินภาวะ burnout หรอื ความเครียดของบุคลากร
2) ประเมินภาระงานที่ทําใหเกิดภาวะ burnout เชน Oldenburg Burnout Inventory
(OLBI)1

32

3) ประเมนิ การเขา ถึงและใชบ รกิ าร EAP
Pitfall

1) ปริบทของภาระงานท่ีดูเหมือนแกไขไมได สามารถทําไดดีข้ึนไดท้ังการปรับปรุงระบบและ
การพัฒนาความสามารถของบุคลากร

2) ภาวะ burnout แยกไมออกกับการจัดการท้ังองคกร โดยใหบุคลากรมีสวนรวมในงาน
รสู กึ ไดรบั การยอมรบั และการปฏบิ ตั ทิ ีเ่ ปน ธรรม

3) โปรแกรม EAP ตองระวงั ไมใ หร ูสึกเปนการตราหนา
ÁÒμðҹ HA

การปฏบิ ตั ติ ามแนวทางขา งตน สอดคลอ งและใกลเ คยี งกบั การปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐาน โรงพยาบาล
และบริการสุขภาพ ฉบับท่ี 4 ตอนท่ี I หมวดท่ี 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน
ก. ขดี ความสามารถ และความเพยี งพอของกาํ ลงั คน (1), (3) และ (4) ข. บรรยากาศการทาํ งาน
ของกําลังคน (1) และ (2) ขอ, 5.2 ความผูกพันของกําลังคน (WKF.2) ก.ความผูกพันและ
ผลการปฏบิ ัตงิ านของกาํ ลงั คน (1), (2) และ (3)
Reference
สแกน (scan) QR code เพ่ือเขาถึงเอกสารอางอิง (reference)

33

M 2: Mediation

“การจดั การขอรอ งเรยี นโดยใชหลักการเจรจาไกลเกลยี่ เหตเุ กดิ ที่ใดยตุ ทิ ี่นนั่ ”

Definition
Mediation คือการเจรจาไกลเกลี่ยคนกลาง เปนกระบวนการพิจารณาตัดสินหาทางออกของ
ขอขัดแยงเกิดโดยคูกรณี หรือคูขัดแยงชวยกันพิจารณาหาทางออกรวมกัน ซ่ึงคนกลางไมมี
หนาท่ีหรือไมมีอํานาจไปตัดสินคดี กระบวนการเจรจาไกลเกลี่ยจะใชวิธีการ หรือกระบวนการ
ใชการเรียนรูรวมกัน (learning process) โดยไมใชจุดยืน (position) แตจะใชการเจรจา
โดยใชความตองการ หรือ ความสนใจรวมกันเปนพ้ืนฐานในการเจรจา (Interest-Based
Negotiation) โดยไมมุงไปท่ีการเจรจาโดยยึดจุดยืน (Position-Based Negotiation) ซึ่งจะ
ทาํ ใหย ากตอ การเจรจา โดยกระบวนการในการเจรจาตอ งมกี ตกิ าในการเจรจา (ground rules)
เพือ่ ใหคนกลางทมี่ หี นา ทก่ี าํ กับกระบวนการไดตามน้นั

Goal
เม่ือเกิดเหตุการณไมพึงประสงคทางการแพทย ซ่ึงสงผลกระทบกับผูปวย ญาติและบุคลากร
ทางสาธารณสุข จะมีกลไกหรือระบบ การเจรจาไกลเกลี่ยคนกลางเขามา ชวยหาทางออก
ทเ่ี ปน ทีย่ อมรบั ของทกุ ฝาย ลดปญหาการฟองรองและขอพพิ าททางการแพทย

Why
เม่ือเกิดกรณีความไมปลอดภัยจากการรักษาพยาบาลเกิดข้ึน จะเกิดผลกระทบทั้งทางรางกาย
จิตใจ และสังคม ของท้ังผูใหและผูรับบริการ เกิดปญหาการฟองรอง และการสูญเสีย จึงควรมี
แนวทางการพัฒนาเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยอยางเปนระบบ ตั้งแตการปองกันไมให
เกดิ เหตไุ ปจนถงึ การเจรจาไกลเ กลย่ี คนกลางเมอ่ื เกดิ เหตเุ พอ่ื สรา งความเชอ่ื มนั่ และความไวว างใจ
ในระบบบรกิ าร

Process
สรางแนวทางการจัดการเรื่องรองเรียนและบริหารจัดการความขัดแยงในระบบบริการสุขภาพ
ดวยกระบวนการเจรจาไกลเกล่ียคนกลาง (mediation) เพ่ือเปนการพัฒนาและสงเสริม
การสรางเครือขายใหเขมแข็ง เสริมสรางความสมานฉันทและจัดการความขัดแยงอยางมี
ประสิทธิภาพไดประสิทธิผล และเพ่ือใหการดําเนินงานเพื่อการแกไขปญหาอยางยั่งยืน

34

สามารถแกไขปญหาในระยะส้ัน ระยะกลาง และระยะยาวไดอยางมีประสิทธิภาพ สามารถ
นําไปปฏิบัติอยางเครงครัดเปนรูปธรรม โดยอาจดําเนินแนวทางสอดคลองกับการดําเนินการ
ของกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้
1. ใหองคกรดําเนินการวางระบบในการดําเนินงานดานการปองกันและการวางระบบบริหาร

ความเสย่ี งในสถานพยาบาลใหค รอบคลมุ ถงึ การเจรจาไกลเกล่ยี
2. มีการแตงต้ังคณะกรรมการดานการกําหนดนโยบาย และคณะทํางานเพ่ือขับเคลื่อน

เร่อื งความปลอดภัยของผูปว ยและบคุ ลากรสาธารณสขุ ของสถานพยาบาล
3. ใหมีการวางระบบ Rapid Response Team (RRT) ในสถานพยาบาลซึ่งกําหนดบทบาท

หนา ทชี่ ดั เจน เพอ่ื ดาํ เนนิ การกรณเี กดิ กรณคี วามไมป ลอดภยั จากการรกั ษาพยาบาล
เกดิ ขนึ้ โดยอาจเชอื่ มโยงทมี ระดบั จงั หวดั และระดบั โรงพยาบาล และเชอื่ มโยงเปน เครอื ขา ย
4. มกี ารบนั ทกึ ขอ มลู อยา งเปน ระบบ เชน การดาํ เนนิ การใชโ ปรแกรมบนั ทกึ ขอ มลู ศนู ยเ รอื่ งราว
รองทุกข มีการเก็บขอมูลวิเคราะหเพ่ือพัฒนาและเปนขอมูลสวนกลาง ของกระทรวง
สาธารณสขุ
5. ในทางนโยบายกระทรวงสาธารณสขุ ไดจ ดั ตงั้ หนว ยชว ยเหลอื ฉกุ เฉนิ ในลกั ษณะเปน ad hoc
เขตสุขภาพละ 1 ทีม โดยใหทําหนาท่ีเปนทีมเจรจาไกลเกลี่ยความขัดแยงทางการ แพทย
ที่ฟองเปนคดี การเจรจาไกลเกลี่ยตอบุคคลที่ยากตอการเจรจา อีกทั้งเปนท่ีปรึกษาใหกับ
หนวยงานภายในเขตสุขภาพ เพื่อใหทีมสามารถเจรจาไกลเกลี่ยไดอยางมีประสิทธิภาพ
ทนั ตอ เหตุการณ

Training
การฝก อบรมทจ่ี ําเปนในเร่อื งนี้
1. ทักษะการสื่อสารและรับฟง ในบคุ ลากรสาธารณสุข
2. หลักสูตรพ้ืนฐานของศูนยสันติวิธีสาธารณสุขหลักสูตร“การบริหารจัดการขอรองเรียน
ฟองรองในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยการเจรจาไกลเกล่ียดวยสันติวิธี กลุมเปาหมาย
ควรมีคุณสมบัติเบื้องตนเปนบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุข ท่ีปฏิบัติงานในหนวย
บริหารหรือบริการที่เกี่ยวของกับการรับเรื่องรองเรียนฟองรองของหนวยงาน หรือบุคคล
ทีห่ นวยงานพจิ ารณาสง เขารับการอบรม
3. หลกั สตู ร Advanced ของศูนยสันตวิ ิธีสาธารณสขุ การพัฒนาศกั ยภาพนกั เจรจาไกลเกลี่ย
ทางการแพทยและสาธารณสุข บุคคลท่ีจะเขารับการอบรมดังกลาวตองผานการอบรม
หลักสูตร 1 ของศูนยสันติวิธีสาธารณสุข หรือหลักสูตรของสํานักงานหลักประกันสุขภาพ
หรือเปนบุคคลท่ีทางศูนยสันติวิธีสาธารณสุข พิจารณาแลวเห็นสมควรใหเขารับการอบรม

35

4. หลักสูตร Refresher Course ของศูนยสันติวิธีสาธารณสุขผูบริหาร แพทย ควรมีโอกาส
เขารบั การอบรม

Monitoring
การตดิ ตามประเมนิ ผล หรอื ตัวชีว้ ดั อ่นื ๆ
1. แบบประเมนิ ผล 2P Safety and Conflict Management ของสาํ นกั บรหิ ารการสาธารณสขุ
(สบรส.)
2. จาํ นวนขอ รอ งเรยี นทางการแพทย (UC, ประกนั สังคม, ขาราชการ ฯลฯ)
2.1 ลดลงจากปท ผ่ี า นมา
2.2 ขอ รองเรยี นทางการแพทยไดร บั การจดั การทนั เวลาและเหมาะสม
3. จาํ นวนคดีทางการแพทยล ดลงจากปท่ผี านมา
3.1 คดที างการแพทยไ ดร ับการจัดการอยา งเหมาะสมและมปี ระสิทธิภาพ

Pitfall
ขอผดิ พลาดในการปฏิบตั ิดว ยความไมเ ขา ใจท่ีอาจเกิดข้ึน
1. การเจรจาไกลเกลย่ี ไมเ ปน ไปตามแนวทางการปฏบิ ัตทิ ่ีดี
2. ไมสามารถฟนคนื ความสัมพันธด งั เดิมได
3. ภายหลังการไกลเ กลีย่ ส้ินสดุ ผูเ สียหายฟอ งคดตี อ

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบบั ที่ 4 ตอนที่ II หมวดท่ี 1 ขอ 1.2 ระบบบรหิ ารความเสยี่ ง (RSQ.2) ก. ขอ กาํ หนดทว่ั ไป (1)
และ (2)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่อื เขา ถงึ เอกสารอางองิ (reference)

36

P: Process of Work

P: Process of Work
P 1 Fundamental Guideline for Prevention of

Work-Related Disorder
P 2 Specific Guideline for Prevention of

Work-Related Disorder
P 2.1 Physical Hazard
P 2.2 Chemical Hazard
P 2.3 Radiation Hazard
P 2.4 Biomechanical Hazard
P 3 Fitness for Work or Duty Health

Assessment
P 3.1 Pre-placement and Return to Work Health

Examination
P 3.2 Medical Surveillance Program

37

P 1: Fundamental Guideline for Prevention
of Work-Related Disorder

Defnition
การบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดลอมในการทํางาน
เปน เครอ่ื งมอื ทที่ าํ ใหบ คุ ลากรอยใู นสภาพแวดลอ มการทาํ งานทป่ี ลอดภยั และมกี ารดแู ลสขุ ภาพ
ท่ีอาจจะเกิดผลกระทบจากการสัมผัสส่ิงคุกคามในสิ่งแวดลอมในการทํางาน ซึ่งประกอบดวย

• สงิ่ คกุ คามทางกายภาพ เชน เสยี ง แสง ความรอ น รงั สกี อ ไอออน
• สง่ิ คกุ คามทางเคมี เชน ยาเคมบี าํ บดั สารฟอรม าลนี
• สง่ิ แวดลอ มทางชวี ภาพ เชน เชอื้ ไวรสั ตบั อกั เสบบี เชอื้ วณั โรค
• สง่ิ แวดลอ มทางชวี กลศาสตร เชน การยกเคลอื่ นยา ย
• สง่ิ แวดลอ มทางจติ สงั คม และ การทาํ งานลว งเวลา ความเครยี ดจากการทํางาน
• ตลอดจนสภาพการทาํ งานทไี่ มเ หมาะสม ซง่ึ ไดแ ก การจดั การองคก ร การออกแบบการทาํ งาน

ชัว่ โมงการทํางาน

• คณุ ลกั ษณะของบคุ ลากร เชน เพศหญงิ สูงอายุ หรือบุคลากรใหมเปนสวนใหญ
• ลักษณะองคกรที่เนนแสวงหาผลกําไร ซ่ึงลักษณะนี้จะมีผลตอความปลอดภัยของบุคลากร

ในการทํางาน คุณภาพชีวิต และจะมีผลตอคุณภาพในการดูแลผูปว ย

Goal

• มีขอแสดงเจตจํานงขององคกรในการดําเนินงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายใน

สถานพยาบาลท่เี ปนรปู ธรรมและมกี ารติดตามเปน ตวั ช้ีวดั ของสถานพยาบาลอยา งชัดเจน

• มีระบบการบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดลอม

ในการทํางานอยางเปนรูปธรรมเพื่อลดการบาดเจ็บและเจ็บปวยจากการทํางาน และมี
วฒั นธรรมความปลอดภัยในการทํางาน

Why
1. เน่ืองจากสถานพยาบาลมีกระบวนการทํางานท่ีมีส่ิงคุกคามตอสุขภาพผูปฏิบัติงาน ดังนั้น
จําเปนตองมีระบบการบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพ
แวดลอ มในการทํางานอยางเปนรูปธรรม

38

2. โรงพยาบาลเปน สถานประกอบกจิ การทก่ี ฎหมายกาํ หนดใหต อ งปฏบิ ตั ติ าม พระราชบญั ญตั ิ
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน พ.ศ. 2554 และกฎ
กระทรวงกําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจดั การดา น ความปลอดภยั อาชวี อนามยั
สภาพแวดลอมในการทํางาน พศ. 2549

Process
1. โรงพยาบาลตองประกาศนโยบาย ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดลอม
ในการทํางาน ภายใตกฎกระทรวงกําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการดาน
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดลอมในการทํางาน พ.ศ. 2549 และมาตรฐาน
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย ที่เปนบริบทของแตละโรงพยาบาลไดกําหนด เชน มอก.
18001 (อาชีวอนามัยและความปลอดภัย) หรือ IS0 45001 (occupational health
and safety)
2. กาํ หนดแผนงานและแผนงบประมาณ ของกจิ กรรมดา นอาชวี อนามยั และความปลอดภยั
ที่สอดคลองกับนโยบายท่ีไดประกาศไว สอดคลองกับความเส่ียงท่ีแตละโรงพยาบาล
ไดมีการประเมินไว และสอดคลองกับมาตรฐานโรงพยาบาลและการบริการสุขภาพ
ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน) ฉบับท่ี 4 ตั้งแตการประเมิน
ความเส่ียงจากส่ิงคุกคาม การประเมินการสัมผัสสิ่งคุกคาม การจัดการความเส่ียงสุขภาพ
การจดั ทาํ ระบบรอ งเรยี น การจดั การเหตกุ ารณฉ กุ เฉนิ การจดั ทาํ เอกสาร การจดั ทาํ ปา ยเตอื น
อันตราย การจัดหาอุปกรณคุมครองความปลอดภัย โดยความปลอดภัยเฉพาะดานนั้น
ประกอบไปดวย
2.1 ความปลอดภัยเก่ียวกับสถานที่ และโครงสรางอาคาร เชน การตรวจสอบโครงสราง
อาคาร โดยตองจัดทําโดยผูที่ไดรับใบรับรองตามมาตรฐาน และจัดทําควบคูไปกับ
ระบบส่งิ แวดลอ มในการดูแลผปู ว ย
2.2 ความปลอดภัยเก่ียวกับตนกําเนิดพลังงานตาง ๆ เชน การตรวจสอบระบบหมอตม
ไอนํ้า การตรวจสอบระบบเครอ่ื งปน ไฟสํารอง
2.3 ความปลอดภัยเกี่ยวกับเครื่องจักร เคร่ืองมือ และอุปกรณตาง ๆ เชน การตรวจสอบ
เครือ่ งกาํ เนดิ รังสกี อ ไอออน
2.4 ความปลอดภัยเก่ียวกับวัตถุดิบที่ใช เชน การจัดการสารเคมีอันตรายในโรงพยาบาล
โดยตอ งจดั ทาํ ภายใต กฎกระทรวงกาํ หนดมาตรฐานในการบรหิ ารและการจดั การดา น
ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดลอมในการทํางาน เก่ียวกับสารเคมีอันตราย

39

พ.ศ. 2556 และ การจดั การยาอนั ตรายภายใต NIOSH list of Antineoplastic and
Other Hazardous Drugs in Healthcare Settings 2016 และ 2018
2.5 ความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคลากร เชน การตรวจสุขภาพกอนเขางานภายใน 30 วัน
การตรวจสขุ ภาพตามความเสย่ี งจากการทาํ งาน การตรวจสขุ ภาพหลงั สมั ผสั สงิ่ คกุ คาม
จากอบุ ตั เิ หตุ (post-exposure)
2.6 ความปลอดภัยเกี่ยวกับสภาพแวดลอมในการทํางาน เชน การประเมินความเส่ียง
สุขภาพ การประเมินการสัมผัสส่ิงคุกคาม การควบคุมความเส่ียงสุขภาพ การสื่อสาร
ความเส่ียงสขุ ภาพแกบคุ ลากรท่ีปฏิบัตงิ าน
2.7 การจดั สวัสดกิ ารและคา ชดเชยแกบ คุ ลากร
2.8 การกําหนดแผนปอ งกันเหตุฉกุ เฉินตา ง ๆ เชนการระเบดิ ไฟไหม สารเคมรี ่วั ไหล
3. โรงพยาบาลตอ งมกี ารจดั กจิ กรรมการดแู ลสภาพแวดลอ มและสงิ่ แวดลอ มในการทาํ งาน
ใหกับบุคลากรทุกระดับ รวมไปถึงผูรับเหมาใหมีสภาพการทํางานและสภาพแวดลอม
ในการทํางานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมท้ังสงเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของ
บุคลากรไมใหไดรับอันตรายตอชีวิต รางกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัยใหสอดคลองกับ
บริบทของ โรงพยาบาล ท้ังน้ีตองไดรับการสนับสนุนทรัพยากรบุคคล (เชนผูเช่ียวชาญ
ดา นความปลอดภยั เจา หนา ทค่ี วามปลอดภยั วชิ าชพี หรอื นกั วชิ าการสาธารณสขุ ) สนบั สนนุ
งบประมาณ รวมถงึ อปุ กรณความปลอดภยั ตา งๆ จากฝา ยบรหิ าร
4. ใหมผี ูรับผิดชอบดานความปลอดภัยในการทาํ งานและอาชวี อนามัย ในระดับตา งๆ ดังนี้
4.1 เจาหนา ทีค่ วามปลอดภยั ในการทํางานระดับบรหิ าร
4.2 เจา หนา ท่ีความปลอดภัยในการทาํ งานระดบั หัวหนางาน
4.3 คณะกรรมการความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ มในการทาํ งาน (คปอ.)
ท่ีมีองคประกอบและวิธีการไดมาตามเกณฑกําหนดที่ระบุไวในกฎกระทรวงกําหนด
มาตรฐานในการบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพ
แวดลอมในการทํางาน พศ. 2549 ท้ังนี้คณะกรรมการฯ ตองมีองคประกอบทั้งระดับ
บรหิ ารและระดบั ปฏิบัตกิ าร ในจาํ นวนทไ่ี ดมาตรฐาน เชน หากจํานวนบุคลากรตง้ั แต
500 คนขนึ้ ไป จะตอ งมจี าํ นวน คปอ. อยา งนอ ย 11 คน ซง่ึ ประกอบดว ย ระดบั บรหิ าร
5 คน ระดบั ปฏบิ ตั กิ าร 5 คน และเลขานกุ าร 1 คน ทงั้ นี้ เลขานกุ ารควรเปน เจา หนา ท่ี
ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ อยางไรก็ตาม มีขอยกเวนสําหรับหนวยงานราชการวา
ในตาํ แหนง เลขานกุ ารอาจมบี คุ ลากรดา นสาธารณสขุ ทม่ี คี ณุ วฒุ เิ ทยี บเทา แทนเจา หนา ที่
ความปลอดภัยวิชาชีพ โดยมีการประชุมสมํ่าเสมอ และเสนอผลการประชุมและ
แนวทางฏิบตั ใิ นคณะกรรมการระดบั บริหารตอไป

40

5. โรงพยาบาลอาจจัดใหมีตัวแทนบุคลากรดานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในระดับ
หนวยงาน เชน เจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานในระดับหนวยงาน และมีเครือขาย
ระหวางหนว ยงาน

6. โรงพยาบาลควรมีโครงสรา งการบรหิ ารและจัดการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญก วา
500 คน (อางอิงจากกฎกระทรวงกําหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการดาน
ความปลอดภยั อาชวี อนามยั สภาพแวดลอ มในการทาํ งาน พ.ศ. 2549) ซงึ่ อาจมหี นว ยงาน
ทรี่ บั ผดิ ชอบดา นการจดั การ ความปลอดภยั ในการทาํ งาน อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ ม
ในการทํางาน โดยมีการแตงต้ังหัวหนาสํานักงานฯ และมีบุคลากรดานความปลอดภัย
และอาชีวอนามัยท่ีจําเปน ไดแก เจาหนาที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพ หรือนักวิชาการ
สาธารณสุขท่ีมีความสามารถเทียบเทา พยาบาลอาชีวอนามัย แพทยอาชีวเวชศาสตร
และนกั สขุ ศาสตรอตุ สาหกรรม เปนตน

7. มีตัวช้ีวัดที่สําคัญของการบริหารและจัดการ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพ
แวดลอ มในการทาํ งาน และมกี ารตดิ ตามตวั ชวี้ ดั อยา งสมา่ํ เสมอรวมถงึ มกี ารศกึ ษาแนวโนม
และการแกไข

8. มรี ะบบการตรวจสอบ (audit) การบริหารและการจัดการความปลอดภัยและอาชวี อนามัย
และการประเมนิ ผล (evaluate) ผลลัพธจากการบรหิ ารและการจัดการ

9. สรา งระบบการมีสวนรว มทง้ั ในระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ
10. มกี ารประชุมคณะกรรมการความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ มในการทาํ งาน

(คปอ.) สมํ่าเสมอ

Training
1. อบรมความรูทางดานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทํางานระดับพื้นฐาน
แกผบู ริหารและบุคลากรทกุ คน
2. เจาหนาท่ีความปลอดภัยในการทํางานระดับตางๆ ตองไดรับการอบรมและผานหลักสูตร
เจา หนา ทคี่ วามปลอดภยั ในการทาํ งานจาํ นวน 12 ชวั่ โมง โดยหลกั สตู รตอ งไดร บั การรบั รอง
จากกรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (หรือเทียบเทา) ท้ังน้ี บุคลากร
ในสถานพยาบาลทีต่ องไดรับการอบรมฯ ไดแ ก
2.1 เจา หนาทีค่ วามปลอดภยั ในการทํางานระดับบริหาร
2.2 เจา หนา ท่ีความปลอดภัยในการทาํ งานระดับหวั หนางาน
2.3 คณะกรรมการความปลอดภยั อาชีวอนามัยและสภาพแวดลอ มในการทํางาน (คปอ.)
2.4 หัวหนา สาํ นกั งานอาชีวอนามยั และความปลอดภัยในการทาํ งาน

41

Monitoring
1) การลดลงของการบาดเจ็บและเจ็บปวยทีเ่ กี่ยวเนือ่ งจากการทาํ งานของบคุ ลากร
2) การลดลงของจํานวนการลางานจากการบาดเจบ็ และเจ็บปว ยที่เกี่ยวเนื่องจากการทาํ งาน
3) การลดความสญู เสียท่เี กิดจากภาวะฉุกเฉนิ ในท่ีทาํ งาน
4) บคุ ลากรมคี ณุ ภาพชวี ิตการทาํ งานท่ีดี
5) การลดลงของอุบัติเหตุหรือเหตุการณใกลเกิด ไดแก trip, slip and fall และ needle
stick injury เปนตน (ตัวช้ีวัดที่ระบุในคูมือ THIP หมวด SH: ประเภท SH 03 Human
Resource and Occupational Health; SH0301, SH0302, SH0303)

Pitfall
1. สถานพยาบาลมักมีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดลอมในการ
ทํางาน (คปอ.) เปนคณะกรรมการชุดเดียวกับคณะกรรมการสิ่งแวดลอมในการดูแล
ผูปวย (ENV) ซึ่งอาจไมถูกตองตามมาตรฐาน การบริหารและการจัดการ ความปลอดภัย
อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ มในการทาํ งาน
2. สถานพยาบาลมักใหกลุมงานอาชีวเวชกรรม ซึ่งเปนหนวยบริการสุขภาพ เปนหนวยงาน
ความปลอดภยั ในการทาํ งานดว ย ซงึ่ ภารกจิ หลกั ของกลมุ งานอาชวี เวชกรรมเปน ภารกจิ ทใ่ี ห
บรกิ ารสขุ ภาพในการบรกิ ารอาชวี อนามยั ไมไ ดเ ปน หนว ยงานหลกั การจดั การความปลอดภยั
ในการทาํ งาน ดงั นน้ั อาจทาํ ใหข าดผรู บั ผดิ ชอบหลกั ในการดาํ เนนิ งานตามแผนงาน ตลอดจน
การประมาณการงบประมาณท่มี าสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภยั และอาชีวอนามัย
3. หนวยงานไมสามารถปฏิบัติตามบริบทไดเชนหนวยงานราชการ หรือหนวยงานขนาดเล็ก
เชน รพสต หรอื รพช อาจจะอนโุ ลมใหก ลมุ งานอาชวี เวชกรรมอาจเปน หนว ยงานการจดั การ
อาชวี อนามยั ของบคุ ลากร แตค วรเปน หนา ทข่ี องฝา ยบรหิ ารของโรงพยาบาล ตดิ ตามตวั ชวี้ ดั
และจัดสรรทรัพยากร
4. การบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดลอมในการ
ทํางาน เปนระบบงานและกระบวนการของหมวดทรัพยากรบุคคลเปนหลัก ไมใชระบบ
งานสิง่ แวดลอ มในการดแู ลผปู วย (ENV)
5. คณะกรรมการฯ ตองมีองคประกอบท้ังระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ มิใชเพียงระดับ
บริหารเทา นน้ั

42

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนท่ี I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภัยของกําลังคน (1), (2), (3) และ (4), ตอนที่ II หมวดที่ 3 ขอ 3.1 ส่ิงแวดลอม
ทางกายภาพและความปลอดภัย (ENV.1) ขอ 3.2 เคร่ืองมือและระบบสาธารณูปโภค (ENV.2)
ขอ 3.3 สิ่งแวดลอมเพื่อการสรางเสริมสุขภาพและการพิทักษส่ิงแวดลอม (ENV.3), หมวดท่ี 4
ขอ 4.1 ระบบการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ (IC.1) ก. ระบบการปองกันและควบคุม
การติดเช้ือ (4) และ (5), ขอ 4.2 การปฏิบัติเพื่อการปองกันการติดเช้ือ (IC.2) ข. การปองกัน
การติดเช้อื กลมุ เฉพาะ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพอ่ื เขา ถงึ เอกสารอา งอิง (reference)

43

P 2: Specific Guideline for Prevention of
Work-Related Disorder

P 2.1: Physical Hazard (ʧÔè ¤Ø¡¤ÒÁ·Ò§¡ÒÂÀÒ¾)

Definition
ส่ิงคุกคามทางกายภาพในสถานทที่ าํ งาน ไดแก เสียงดัง แสงสวา ง ความรอน

Goal
ควบคุมส่ิงคุกคามดานกายภาพใหอยูในระดับความเส่ียงต่ํา ถึงปานกลาง และใหเปนไปตาม
มาตรฐานความปลอดภัยในการทํางานหรือตามกฎกระทรวง กําหนดมาตรฐานในการบริหาร
จัดการ และดําเนินการดานความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน
เกย่ี วกบั ความรอ น แสงสวา ง เสียง พ.ศ. 2549 และ 2559

Why
เมอ่ื บคุ คลไดส มั ผสั สงิ่ แวดลอ มในการทาํ งาน ไดแ ก เสยี งดงั (noise) แสงสวา ง (light) ความรอ น
(heat) อาจมีผลกระทบตอสุขภาพ ทั้งแบบเฉียบพลัน หรือแบบเร้ือรังได สถานทีทํางานท่ีอาจ
พบสง่ิ แวดลอ มทางกายภาพ ไดแก

• ความรอ น (heat) ไดแ ก หองตดิ ตง้ั หมอ ไอนา้ํ งานโภชนาการ แผนกซัก-รดี เปน ตน ทาํ ให

บคุ ลากรอาจมีอาการของการสูญเสียนาํ้ หรือเกลอื แร หรืออาจเกดิ ผื่นความรอนได

• เสยี งดัง (noise) ไดแ ก แผนกชาง ศนู ยเ คร่ืองมือแพทย หอ งผา ตดั หองเฝอ ก แผนกซัก-รีด

หนว ยจายกลาง ทันตกรรม กายอปุ กรณ อาจทําใหเ กิดการสยู เสยี การไดย นิ

• แสงสวาง (light) ไดแก สถานที่ทํางานทุกแหง ซ่ึงอาจเกิดจากการจัดระบบแสงสวาง

ไมเ หมาะสมกบั สถานท่ี การจดั ผงั การทาํ งานไมเ หมาะสมกบั แหลง หรอื ทศิ ทางของแสงสวา ง
ขาดการตรวจสอบและบํารุงรักษาแหลงกําเนิดแสงสวางที่ใหแกบริเวณทํางาน การทาสี
ของผนงั เพดานทมี่ ผี ลตอ การสะทอ นแสงสวา งตํ่า

Process
1. ใหตัวแทนบุคลากร เชน เจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางาน ระดับหนวยงาน รวมกับ
หนวยงานดานการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ประเมินความเสี่ยงตอ
ความรอน แสงสวาง เสียง ตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทํางานกับความรอน
แสงสวาง เสียง หรือตามกฎกระทรวงแรงงาน กําหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ

44

และดาํ เนนิ การดา นความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ มในการทาํ งานเกยี่ วกบั
ความรอน แสงสวาง เสียง พ.ศ. 2549 และ 2559
2. ดาํ เนนิ การปรบั ปรงุ แกไ ข จดุ หรอื สถานทท่ี มี่ ผี ลการประเมนิ การสมั ผสั สง่ิ คกุ คามตอ สขุ ภาพ
เสียงท่ีมีคาเกินขีดจํากัดความปลอดภัยในการทํางานที่สมาคมวิชาชีพดานอาชีวอนามัย
และความปลอดภัยในการทํางานหรือตามกฎหมาย หรือหากเปนกรณีแสงสวางและ
ความรอนใหดําเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทํางานตามกฎกระทรวงฯ
ที่กลา วถงึ ขางตน ในขอ 1.
3. ปรบั ปรงุ ควบคมุ ลดความเสย่ี ง จากการสมั ผสั เสยี งดงั แสงสวา ง และความรอ น โดยการ
ควบคุมท่แี หลง (resource) ทางผา น (pathway) หรอื ทีบ่ คุ คล (person)
4. สวมใสอุปกรณคุมครองความปลอดภัยสวนบุคคลที่ไดมาตรฐาน และเลือกใชอยาง
ถกู ตอ งและเหมาะสม ตามประเภทงานหรอื สถานท่ี ทม่ี คี วามเสย่ี งตอ สงิ่ คกุ คามดา นกายภาพ
และมกี ารติดตามการใชอ ปุ กรณน้นั ๆ
5. ประเมินความเขม ของเสียง แสงสวา ง และระดับความรอน อยางนอยปล ะ 1 ครัง้
6. บุคลากรควรไดรับการเฝาระวังสุขภาพ เชน การตรวจการไดยิน การตรวจสายตาทาง
อาชีวเวชศาสตร หากพบวาบุคลากรมีการสัมผัสสิ่งคุกคามทางกายภาพในเกณฑที่จําเปน
ตองไดร ับการเฝาระวังสขุ ภาพ (การเฝา ระวงั ทางการแพทย)
7. จดั ทาํ มาตรการอนรุ กั ษก ารไดย นิ สาํ หรบั บคุ ลากรทตี่ อ งทาํ งานสมั ผสั เสยี งดงั ตามประกาศ
กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการจัดทํามาตราการอนุรักษ
การไดยนิ ในสถานประกอบกจิ การ พ.ศ. 2561

Training
1. อบรมความรูทางดานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทํางานระดับพ้ืนฐาน
แกผูบ รหิ ารและบคุ ลากรทกุ คน
2. อบรมความรูทางดานอาชีวอนามัยเฉพาะเร่ือง สําหรับบุคลากรที่ทํางานในท่ีมีความเส่ียง
ตอสงิ่ คกุ คามดานกายภาพเฉพาะเร่อื ง
3. อบรมการใชอุปกรณคุมครองความปลอดภัยสวนบุคคลใหสามารถเลือกใชไดถูกตอง
และมกี ารสวม Personal Protective Equipment (PPE) อยา งถูกตองและเหมาะสม

Monitoring
1. ประเมินการสัมผัสส่ิงคุกคามทางดานความรอน แสงสวาง เสียง ตามที่กฎหมายฯกําหนด
ซง่ึ ตอ งดาํ เนนิ การทกุ ป และอาจประเมนิ ความเสยี่ งจากการทาํ งานและจดั ลาํ ดบั ความเสย่ี ง

45

2. ถามีการเปลยี่ นกระบวนการทํางานตองประเมินการสมั ผสั และการประเมนิ ความเสยี่ งใหม
3. หัวหนาหนวยงานไดรับการอบรม เจา หนาทค่ี วามปลอดภยั ในการทํางานระดบั หวั หนา งาน

และเปน ผกู าํ กบั ตดิ ตาม และประเมนิ การสมั ผสั และความเสย่ี งตอ สง่ิ คกุ คามนนั้ ๆ เพอ่ื จดั การ
แกไข ปรับปรุงลดความเส่ียงดวยตนเองหรือประสานไปยังหนวยงานท่ีไดรับมอบหมาย
ใหบริหารจัดการดานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทํางาน (ศึกษาแนวทาง
การบริหารจัดการดานอาชีวอนามยั และความปลอดภยั ในการทาํ งานเพิม่ เติม)

Pitfall
1. ดา นบคุ คล
1.1 บุคลากรขาดความตระหนัก ขาดความรเู ร่ืองสง่ิ คุกคามตอ สุขภาพในที่ทํางาน
1.2 ประเมินความเส่ียงตอสิ่งคุกคามดานความรอน แสงสวาง เสียง มีการใชเครื่องมือ
ตรวจวัดจําเพาะ ซึ่งตองใชผูประเมินท่ีมีความรู ความชํานาญและมีประสบการณ
ในการตรวจวดั
2. ดา นระบบ
2.1 การตรวจวัดสิ่งคุกคาม แสง เสียง ความรอน ตองดําเนินการโดยผูท่ีมีใบรับรอง
ที่สามารถตรวจประเมินไดตามมาตรฐานและตามหลักวิชาการผูและรับรองผล
การตรวจวัดและวิเคราะหสภาวะการทํางานดานความรอน แสง เสียง ตองไดข้ึน
ทะเบียนเปน ผรู ับรองรายงานตามกฎหมาย
2.2 ขาดหนว ยงานและผรู บั ผดิ ชอบในการบรหิ ารจดั การดา นอาชวี อนามยั และความปลอดภยั
สาํ หรบั บคุ ลากรในสถานพยาบาล (ศกึ ษากฎกระทรวงกาํ หนดมาตรฐานในการบรหิ าร
และการจัดการดาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย สภาพแวดลอมในการทํางาน
พศ. 2549)
3. ดา นเทคนิค
3.1 เครื่องมือดานสุขศาสตรอุตสาหกรรมเพ่ือใชในการประเมินการสัมผัสส่ิงคุกคามทาง
กายภาพ เชน เคร่ืองวัดความเขมของแสง เครื่องมือวัดระดับเสียงสะสม (noise
dosimeter) หรอื เครอ่ื งมอื วดั ความรอ น (wet bulb globe temperature) ไมไ ดร บั
การสอบเทยี บความเท่ียงตรง
3.2 บริษัทท่ีรับเหมามาประเมินการสัมผัส ไดออกแบบการตรวดวัดการสัมผัสสิ่งคุกคาม
ทางกายภาพ ไมถกู ตอ งตามหลักวิชาการหรือมาตรฐานการตรวจวดั ฯ

46

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนที่ I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภัยของกําลังคน (1), (2), (3) และ (4), ตอนท่ี II หมวดท่ี 3 ขอ 3.1 สิ่งแวดลอม
ทางกายภาพและความปลอดภัย (ENV.1)

Reference
สแกน (scan) QR code เพอ่ื เขาถึงเอกสารอางองิ (reference)

P 2.2: Chemical Hazard (ÊÔ觤¡Ø ¤ÒÁ´ÒŒ ¹ÊÒÃà¤ÁÕ)

Definition
สิ่งคุกคามทางเคมีในสถานท่ีทํางาน ไดแก สารเคมีที่จัดอยูในเกณฑของ สารเคมีและวัตถุ
อนั ตราย
สารเคมีอันตราย วัตถุอันตราย สารอันตราย หมายถึง ธาตุ หรือสารประกอบ ที่มีคุณสมบัติ
เปนพิษหรือเปนอันตรายตอมนุษย สัตว พืช และทําใหทรัพยสินและสิ่งแวดลอมเส่ือมโทรม
สามารถจําแนกได 9 ประเภท ดังน้ี 1) วัตถุระเบิด 2) กาซ 3) ของเหลวไวไฟ 4) ของแข็งไวไฟ
5) วตั ถอุ อกซไิ ดสแ ละออรแ กนกิ เปอรอ อกไซค 6) วตั ถมุ พี ษิ และวตั ถตุ ดิ เชอื้ 7) วตั ถกุ มั มนั ตรงั สี
8) วัตถุกัดกรอน 9) วัตถุอื่นๆ ที่เปนอันตราย ทั้งน้ีในโรงพยาบาลยังตองคํานึงถึงยาอันตราย
(hazardous drugs) ดวย ซึ่งยาอันตรายน้ันใหใชเกณฑ ตามเกณฑของ NIOSH 2016; 2018
(National Institute of Occupational Safety and Health 2016/ 2018)

Goal
มีระบบการบริหารจัดการสารเคมีและยาอันตราย ทําใหสามารถควบคุมส่ิงคุกคามดานเคมี
ใหอ ยใู นระดบั ความเสย่ี งตาํ่ หรอื สารเคมอี นั ตรายตอ งไดร บั การควบคมุ โดยลดโอกาสการสมั ผสั

47


Click to View FlipBook Version