The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ Personnal Safety Goals 2018

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phichet Akanittaphichat, 2020-06-19 05:30:01

หนังสือ Personnal Safety Goals 2018

หนังสือ Personnal Safety Goals 2018

Why
เนอ่ื งจากสถานพยาบาลมสี ารเคมที ใ่ี ชใ นหอ งปฏบิ ตั กิ ารทางการแพทย ใชใ นการชะลา ง ใชท าํ การ
ฆาเช้ือ ใชในการรักษาสภาพเนื้อเย่ือ นอกจากน้ันยังมียาอันตรายที่ใชในการรักษา เชนยาตาน
มะเรง็ ฮอรโ มนตา งๆ ดงั นนั้ การควบคมุ ใหบ คุ ลากรมโี อกาสสมั ผสั สารเคมจี ากสงิ่ แวดลอ มในการ
ทํางานในระดับที่ตํ่า จะทําใหลดความเสี่ยงตอผลกระทบตอสุขภาพ ท้ังแบบเฉียบพลัน หรือ
แบบเรือ้ รังก็ได

Process
1. การพจิ ารณาการนาํ กฎกระทรวงมาใช ไดแก
1.1 เร่ืองกําหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดําเนินการดานความปลอดภัย
อาชีวอนามยั และสภาพแวดลอ มในการทํางานเก่ยี วกับสารเคมอี นั ตราย พ.ศ. 2556
1.2 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรอ่ื ง กาํ หนดสารเคมอี นั ตรายทใ่ี หน ายจา งจดั ใหม กี ารตรวจ
สุขภาพของลูกจาง พ.ศ. 2552
1.3 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับ 4409 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราช
บญั ญตั มิ าตรฐานผลติ ภณั ฑอ ตุ สาหกรรม พ.ศ. 2511 เรอ่ื ง กาํ หนดมาตรฐานผลติ ภณั ฑ
อุตสาหกรรม แนวปฏิบัติการตรวจสุขภาพตามปจจัยเสี่ยงดานสารเคมีและกายภาพ
จากการประกอบอาชพี ในสถานประกอบกจิ การ
2. การพิจารณามาตรฐานความปลอดภยั ในหองปฏบิ ัติการ ISO15190
3. ใหม กี ารบรหิ ารจดั การตามมาตรฐานในการบรหิ ารจดั การ และดาํ เนนิ การดา นความปลอดภยั
อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางานเกย่ี วกับสารเคมอี ันตราย พ.ศ. 2556
4. ตองมีข้ันตอนการปฏิบัติงาน (work instruction) ที่ระบุขั้นตอนการทํางานกับสารเคมี
อยา งปลอดภัยไวเปนลายลักษณอ กั ษร และมีการทบทวนอยางสมา่ํ เสมอ
5. มีการประเมินการสัมผัสกับสารเคมีของบุคลากรในแตละงานและแตละสารเคมีตาม
ขอแนะนําขององคกรวิชาการ ACGIH หรือตามมาตรฐาน OSHA (US) หรือตามประกาศ
กรมสวสั ดกิ ารและคมุ ครองแรงงานเรอื่ งขดี จาํ กดั ความเขม ขน ของสารเคมอี นั ตราย ประกาศ
ในราชกจิ จานุเบกษา 3 สงิ หาคม 2560
6. มีการประเมินความเส่ียงตอสุขภาพโดยวิธีการประเมินความเสี่ยงประกาศกระทรวง
อุตสาหกรรม ฉบับ 4409 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐาน
ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เร่ือง กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
แนวปฏิบัติการตรวจสุขภาพตามปจจัยเสี่ยงดานสารเคมีและกายภาพจากการประกอบ
อาชีพในสถานประกอบกิจการ หรืองิธีการประเมินความเส่ียงอื่นตามความเหมาะสม

48

7. บุคลากรควรไดรับการเฝาระวังสุขภาพ เชน การเฝาระวังการสัมผัส และการเฝาระวัง
ผลกระทบตอ สขุ ภาพตามหลกั วชิ าการ อาจเปน คาํ แนะนาํ จากสมาคมโรคจากการประกอบ
อาชพี และสง่ิ แวดลอ ม จากสาํ นกั โรคจากการประกอบอาชพี และสงิ่ แวดลอ ม หรอื ประกาศ
กระทรวงอตุ สาหกรรม ฉบบั 4409 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบญั ญตั มิ าตรฐาน
ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
แนวปฏิบัติการตรวจสุขภาพตามปจจัยเสี่ยงดานสารเคมีและกายภาพจากการประกอบ
อาชีพในสถานประกอบกจิ การ

8. จัดหาอุปกรณคุมครองความปลอดภัยในการทํางานใหถูกตอง เหมาะสมและติดตามการ
สวมใสอุปกรณดังกลาว หากจําเปนตองใชอุปกรณปกปองระบบหายใจ (respirator)
ที่แนบชิดหนาหรือเปนกลุมที่มีตัวกรอง บุคลากรผูน้ันตองเขาโปรแกรม respiratory
protection program 1. ซ่ึงประกอบดวย 3 ข้ันตอน ไดแก 1) การตอบแบบสอบถาม
เรื่องประวัติสุขภาพที่เก่ียวของกับการตองสวม respirator 2) การใหความเห็นโดยแพทย
หรอื บคุ ลากรสขุ ภาพทไี่ ดร บมอบหมาย (medical clearance) การไดร บั การตรวจสขุ ภาพ
หรือตรวจทางสรีระ เพิ่มเติม และ 3) การทดสอบที่เรียกวา fitting test ประเมินผล
การจัดการสารเคมีอันตรายและยาอันตราย และการควบคุมการสัมผัสสารเคมีอันตราย

Training
1. อบรมความรทู างดา นอาชวี อนามัยระดับพื้นฐาน แกผ ูบรหิ ารและบุคลากรทุกคน
2. อบรมแกบุคลากรใหมทุกคน และบุคลากรทุกคนที่ตองปฏิบัติงานกับสารเคมี ใหหัวขอ
ท่ีมีการกาํ หนดตามมาตรฐานการทํางานกับสารเคมี
3. อบรมความรูทางดานอาชีวอนามัยเฉพาะเร่ือง สําหรับบุคลากรที่ทํางานในที่มีความเส่ียง
ตอสารเคมีอันตราย
4. อบรมการใชอุปกรณคุมครองความปลอดภัยสวนบุคคล โดยเฉพาะการอบรมการใช
respirator อยางถูกตอง

Monitoring
1. ตรวจสอบ work instruction ใหมีเปนลายลักษณอักษร และมีการทบทวนเรื่อง
ความปลอดภัยในการทํางานโดยเจาหนาทคี่ วามปลอดภัยระดับหวั หนา งาน
2. ตรวจสอบปายเตือนอันตรายใหมีความชัดเจน ไมชํารุด และบุคลากรตองปฏิบัติตามปาย
เตือนอันตราย

49

3. ตรวจสอบจาํ นวน ชนดิ และวธิ กี ารใชอ ปุ กรณค มุ ครองความปลอดภยั สว นบคุ คล เปน ประจาํ
ทกุ เดือน

4. ตรวจสอบระบบระบายอากาศเฉพาะท่ีกอนเริ่มใชงานทุกคร้ัง และทดสอบทั้งระบบตาม
กาํ หนด

5. จัดใหม ี safety talk เรอื่ งความปลอดภัยในการทํางานทุกสัปดาห

Pitfall
1. การประเมินความระดับการสัมผัสสารเคมีมีขอจํากัดดานการเก็บตัวอยาง การวิเคราะห
ความเขมขนสารเคมีในบรรยากาศ ตลอดจนบุคลากรที่มีความเช่ียวชาญในการวิเคราะห
และแปลผล ดังน้ันควรพจิ ารณา protocol ในการตรวจวดั อยา งละเอยี ด
2. การจัดระดับความเส่ียงจากการสัมผัสสารเคมี พึงระวังหากมีการจัดกลุมผิดจากกลุมที่มี
ระดับปานกลางไปอยูกลุมระดับต่ํา เพราะอาจจะทําใหบุคลากรไมไดรับการเฝาระวัง
สขุ ภาพท่จี ําเปน
3. การสัมผัสสารเคมีไมจําเปนเสมอไปท่ีมีความสัมพันธกับ dose ที่ตรวจวัดไดในระดับ
บรรยากาศ เพราะความเปนพิษอาจไมไดข ้ึนอยูกับ dose เสมอไป
4. โปรแกรม respiratory protection program ประกอบดว ย 3 ขนั้ ตอนสาํ คญั และ fittest
ควรทาํ หลังจากแพทยไ ดใ หความเหน็ ใน medical clearance form

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนที่ I หมวดท่ี 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภัยของกําลังคน (1), (2), (3) และ (4), ตอนท่ี II หมวดที่ 3 ขอ 3.1 ส่ิงแวดลอม
ทางกายภาพและความปลอดภัย (ENV.1) ข.วัสดุและของเสยี อันตราย

Reference
สแกน (scan) QR code เพือ่ เขา ถงึ เอกสารอางองิ (reference)

50

P 2.3: Radiation Hazard (ÊèÔ§¤Ø¡¤ÒÁÃ§Ñ ÊÕª¹Ô´¡Í‹ äÍÍ͹)

Definition
รังสีทางการแพทยชนิดกอไอออนหมายถึง กัมมันตภาพรังสี ซึ่งหมายถึงรังสีที่ธาตุกัมมันตรังสี

ปลดปลอ ยออกมา เนือ่ งจากการเปลี่ยนแปลงภายใน

นวิ เคลยี ร กบั กมั มนั ตภาพรังสี มี 3 ชนดิ คือ

1. รงั สแี อลฟา ( 4 He ) ถา เปน อนภุ าคจะเรยี ก อนภุ าคแอลฟา เปน อนภุ าคทมี่ ปี ระจบุ วกเปน
2

2 เทา ของอิเล็กตรอน แตมีมวลเปน 4 เทาของอะตอมไฮโดรเจน สามารถเบ่ียงเบน

ทั้งในสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา เมื่อเคล่ือนที่ผานอากาศจะทําใหอากาศแตกตัวเปน

ไอออน จึงสูญเสียพลังงานทําใหอํานาจการทะลุทะลวงผานต่ํา ผูตั้งช่ือรังสีแอลฟา คือ

เออรเนสต รัทเทอรฟอรด (Ernest Rutherford)

2. รังสีเบตา ( 0-1e ) ถาเปนอนุภาค เรียก อิเล็กตรอน เปนอนุภาคท่ีมีประจุลบ ไมมีมวล

สามารถเบี่ยงเบนไดทั้งในสนามแมเหล็กและสนามไฟฟา มีอํานาจทะลุทะลวงปานกลาง

ผูต ้งั ชือ่ รังสีเบตา คอื รทั เธอรฟ อรด

3. รังสีแกมมา ( γ ) เปนโฟตอนหรือควอนตัมของแสง ไมมีมวล ไมมีประจุ จึงไมสามารถ
เบย่ี งเบนไดท ง้ั ในสนามแมเ หลก็ และสนามไฟฟา แตเ ปน รงั สที ม่ี อี าํ นาจทะลทุ ะลวงมากทสี่ ดุ

ผูตั้งชื่อรังสแี กมมา คอื พอล อรู ิช วิลลารด (Paul Ulrich Villard)

4. รังสีเอกซ (X-ray หรือ Röntgen ray) เปนรังสีแมเหล็กไฟฟา ท่ีมีความยาวคลื่นในชวง

10 ถึง 0.01 นาโนเมตร ตรงกับความถี่ในชวง 30 ถึง 30,000 เพตะเฮิรตซ (1015 เฮิรตซ)

ในเบ้ืองตนมีการใชรังสีเอกซสําหรับถายภาพเพ่ือการวินิจฉัยโรค รังสีเอกซเปนการแผรังสี

แบบแตกตัวเปนไอออน และมีอันตรายตอมนุษย รังสีเอกซคนพบโดยวิลเฮลม คอนราด
เรินตเกน เม่ือ ค.ศ. 1895

Goal

ควบคุมสิ่งคุกคามดานรังสีไอออนแตกตัวใหอยูในระดับความเสี่ยงต่ํา โดยใชหลักการ ใหการ
ดําเนินการใดๆ ในทางปฏิบัติท่ีทําใหงาน สําเร็จตามวัตถุประสงค โดยไดรับรังสีชนิดกอไอออน
นอ ยทส่ี ดุ เทา ทจี่ ะเปน ไปได (as low as reasonably achievable, ALARA)

Why
1. หนวยบริการ มีการใชรังสีชนิดกอไอออนในรูปแบบที่แตกตางกัน เชน รังสีเอกซ และ
รงั สีแกมมา ซึ่งอาจกอใหเกดิ ผลกระทบตอสขุ ภาพของบคุ ลากร ดังนี้

51

1.1 แบบเฉียบพลนั ซ่งึ อาจเกดิ จากการรวั่ ไหลออกจากตวั กัน้ หรอื จากผูปวยท่ีมกี ารฝงแร
ทงั้ นอ้ี าจทาํ ใหม อี าการ ผวิ หนงั บวมแดง คลน่ื ไส อาเจยี น ทอ งเดนิ ออ นเพลยี หมดสติ
ตอ มาจะมเี ปน ไข วงิ เวยี น และแผลผวิ หนงั มเี ลอื ดออก การเกดิ แผลพพุ องทง้ั ภายนอก
และภายในรางกาย ทอ งเดิน อจุ จาระมเี ลอื ดปน อาจตายได

1.2 แบบเรื้อรัง ซ่ึงเกิดจากการรับรังสีชนิดกอไอออน (ทําใหเกิดการกลายพันธุของยีน
การเปล่ียนแปลงของโครโมโซม การแบงตัวของเซลลลาชาและเซลลถูกทําลาย
นอกจากนี้ยังเกิดผังพืดท่ีปอด มีผลตอไต ตาเปนตอกระจก โรคโลหิตจางชนิด
aplastic ทาํ ใหเปน หมัน โรคผิวหนัง และอายุส้นั )

2. บุคลากรขาดความตระหนักหรือความรูหรือไมคํานึงถึงอันตรายท่ีมีผลกระทบตอสุขภาพ
จากรังสชี นิดกอ ไอออน

Process
1. แนวทางการปองกันผลกระทบแกบ คุ ลากร
1.1 การพิจารณา/การนํามาใชแนวปฏิบัติ ความปลอดภัยทางรังสีในงานทางการแพทย
ของ สํานักงานปรมาณเู พื่อสนั ติ กระทรวงวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี
1.2 ใหมีการบริหาร จัดการตามมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดําเนินการดาน
ความปลอดภยั อาชวี อนามยั และสภาพแวดลอ มในการทาํ งานเกย่ี วกบั รงั สกี อ ไอออน
พ.ศ. 2557
1.3 จดั ใหมี Radiation Safety Officer (RSO) ซึ่งควรจะเปนนกั ฟสิกสร งั สี
1.4 มแี นวปฏิบตั ิทที่ าํ ใหผูป ฏบิ ัติงานกบั รงั สีไดรบั รงั สีนอยท่สี ุด
1.4.1 ตรวจวัดรงั สขี องสถานท่ปี ฏิบัตกิ าร โดยตรวจวัดระดับรังสอี ยา งนอย 3 เดอื น
ตอ ครงั้ เชน บรเิ วณตน กาํ เนดิ รงั สี และตรงทป่ี ฏบิ ตั งิ าน นอกจากนน้ั ตรวจสอบ
การร่ัว การเปรอะเปอน และการฟุงกระจายของวัสดุกัมมันตรังสีอยางนอย
3 เดือนตอครง้ั
1.4.2 จดั แบง พนื้ ทร่ี งั สเี ปน พน้ื ทค่ี วบคมุ ไดแ กพ นื้ ทจ่ี ดั เกบ็ วสั ดกุ มั มนั ตรงั สี ซง่ึ มโี อกาส
ไดรับรังสีสูงกวา 1 ใน 3 ของปริมาณที่กฎกระทรวงกําหนด (20 sv/year)
หรือเปนพ้ืนที่ตรวจตราไดแกพ้ืนท่ีทีมีโอกาสไดรับรังสีต่ํากวา 1 ใน 3 ของ
ปรมิ าณทกี่ ฎกระทรวงกาํ หนด
1.4.3 ตองจัดทํากฎระเบียบ วิธีการปฏิบัติเปนลายลักษณอักษร และประกาศ
ใหทราบโดยทว่ั กัน

52

1.4.4 ตองจัดหาอุปกรณเพื่อระงับหรือปองกันอันตรายจากรังสีท่ีเหมาะสมใหกับ
ผูปฏบิ ัตงิ าน ซง่ึ ตองเปน ไปตามมาตรฐาน

1.4.5 ตองจัดใหมีการประเมินปริมาณรังสีท่ีผูปฏิบัติงานไดรับดวยวิธีที่เหมาะสม
อาจทําโดยติดอุปกรณบันทึกปริมาณรังสีประจําตัวบุคคล หากไมมีอุปกรณ
สามารถประเมินการรบั รังสีของผปู ฏิบตั ิงานโดยการคํานวณและควรประเมนิ
อยา งนอยทุก 3 เดอื น

1.4.6 ตองจัดใหมีการเก็บบันทึกผลการประเมินการรับรังสีของบุคลากรทุกคน
และมีการแจงผลแกผูปฏิบัติงานและผูเกี่ยวของใหทราบ และตองเก็บผล
การประเมินถงึ บคุ ลากรอายุ 75 ป หรืออยางนอ ย 30 ป

1.4.7 จัดใหมีการตรวจสุขภาพแรกเขากอนเร่ิมปฏิบัติงาน และเปนประจําทุกป
หรอื กรณมี กี ารสมั ผสั รังสีแบบอบุ ตั ิเหตุ

Training
1. จดั ใหม กี ารอบรมดา นความปลอดภยั ในการทาํ งานกบั รงั สที างการแพทยก บั แกบ คุ ลากรใหม
ทุกคน และบุคลากรทกุ คนทตี่ องปฏิบตั งิ านกบั รงั สที างการแพทย
2. จัดอบรมแผนรองรับภาวะฉุกเฉนิ ท่ีเกดิ จากรงั สีปนเปอนและรว่ั ไหล

Monitoring
1. ตองมีการทบทวนมาตรฐานการทํางานกับรังสีทางการแพทยเปนประจําอยางนอยทุก
1 เดอื น
2. ตรวจวัดรังสีของสถานที่ปฏบิ ตั กิ าร โดยตรวจวดั ระดับรังสีอยา งนอย 3 เดือนตอครัง้
3. ประเมนิ ปรมิ าณรงั สีทผี่ ูปฏบิ ตั ิงาน อยางนอย 3 เดอื นตอ คร้งั

Pitfall
1. นอกจากการตรวจวัดรังสีที่ไดรับเขาสูเนื้อเยื่อของรางกายแลว ในสถานที่ทํางานตองไดรับ
การประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของอุปกรณท่ีใชปดก้ันการแผรังสีตลอดจน
ประสทิ ธภิ าพของระบบระบายอากาศเฉพาะทีต่ ามมาตรฐาน
2. คาปริมาณรังสีผูปฏิบัติงานไดรับ ท่ีมีการวิเคราะหจากอุปกรณที่ติดตัวจะมีการรายงาน
กลบั มายงั เจาตวั ชา

53

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนท่ี I หมวดท่ี 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภัยของกําลังคน (1), (2), (3) และ (4), ตอนที่ II หมวดที่ 7 ขอ 7.1 บริการรังสี
วทิ ยา/ภาพทางการแพทย ก. การวางแผน ทรพั ยากร และการจดั การ (4) ค.การบรหิ ารคณุ ภาพ
และความปลอดภยั (2) และ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพื่อเขา ถึงเอกสารอางอิง (reference)

P 2.4: Biomechanical Hazard (ʧÔè ¤¡Ø ¤ÒÁ¨Ò¡ªÇÕ ¡ÅÈÒÊμÃ)

Definition
ชีวกลศาสตรไดแก ทาทางในการทํางาน การยกเคล่ือนยายส่ิงของ ทําใหเกิดการบาดเจ็บของ
โครงรา งกระดกู และกลา มเนอ้ื

Goal
ควบคุมสิ่งคุกคามดานชีวกลศาสตรใหอยูในระดับความเสี่ยงตํ่า ถึงปานกลาง และลดอัตรา
การบาดเจบ็ และเจบ็ ปว ย ตลอดจนการลาปว ยจากการบาดเจบ็ หรอื เจบ็ ปว ยของโครงรา งกระดกู
และกลามเนอ้ื

Why
บุคลากรในสถานพยาบาลมีกระบวนการทํางาน ท่ีมีทาทางในการทํางานท่ีฝนธรรมชาติและ
มีการยกเคล่ือนยายส่ิงของบอยคร้ังและมักจะไมถูกแบบแผน ทั้งนี้เนื่องจากตองทํางานหลาย
กิจกรรมในเวลาเดียวกัน และตองมีส่ิงของใหเคลื่อนยาย ทําใหเกิดการบาดเจ็บของโครงราง
กระดูกและกลา มเนือ้ ทั้งแบบเฉียบพลนั และแบบเรอ้ื รัง

54

Process
1. แนวทางการปอ งกันผลกระทบแกบุคลากร
1.1 มนี โยบายดานอาชีวอนามยั และความปลอดภยั ในการทํางานของสถานพยาบาล
1.2 มีการประเมินการยศาสตรของบุคลากรท่ีตองทํางานการยกเคลื่อนยายส่ิงของ
และมีทาทางในการทํางานหลากหลายดวย ergonomic tools เชน การประเมิน
ดวยวิธี RULA (Rapid Upper Limp Assessment) เปน ตน
1.3 บุคลากรควรไดรับการเฝาระวังสุขภาพดานโครงรางของกระดูกและกลามเน้ือ
โดยการสํารวจผลกระทบดวยแบบประเมินอาการทางโครงรางกระดูกและกลามเนื้อ
ดว ย nordics questionnaire
1.4 จัดกิจกรรมยืด เหยียดใหบุคลากร และมีระบบเตือนหากบุคลากรน่ังปฏิบัติงาน
ในทา เดมิ นานๆ หรือทํางานซาํ้ ๆ (repetition)
1.5 การใชเคร่ืองทุนแรงเปนการออกออกแบบสถานท่ีทํางานท่ีเหมาะสมแกบุคลากร
ในสถานพยาบาล

Training
1. จัดใหมีการอบรมแกบุคลากรใหมทุกคน และบุคลากรทุกคนที่ตองปฏิบัติงานไดมีทักษะ
ในการทํางานท่ีมีการยกเคล่ือนยายส่ิงของ ผูปวย และมีทาทางในการทํางานท่ีถูกหลัก
ความปลอดภัยทัง้ ดา นการยศาสตร และ การยกเคลือ่ นยาย (manual handling)
2. ฝก ทกั ษะการใชอ ปุ กรณท นุ แรงในการ ยก เคลอ่ื นยา ยผปู ว ยใหป ลอดภยั กบั ตวั เองและผปู ว ย
3. อบรมความรูทางดา นการยศาสตรแ กผูบริหารและบคุ ลากรทกุ คน

Monitoring
1. มกี ารประเมนิ ทางการยศาสตรท ุกปห รอื เมอื่ ตอ งเปลีย่ นสถานงี านหรอื กระบวนการทาํ งาน
2. ประเมนิ ผลการตรวจสขุ ภาพประจาํ ป หรอื ผลสาํ รวจภาวการณบ าดเจบ็ ของโครงรา งกระดกู
และกลา มเน้อื

Pitfall
1. การบาดเจบ็ หรือการเจ็บปวยจากทา ทางในการทํางานและการยกเคลื่อนยา ย อาจมปี จ จัย
อื่นรว มดวย เชน การเลนกีฬา อายุ งานอดิเรก หรอื การทํางานบาน
2. การปอ งกนั การบาดเจบ็ มคี วามสาํ คญั ทส่ี ดุ การคดั กรองอาการบาดเจบ็ ของโครงรา งกระดกู
และกลา มเนื้ออาจไมช วยลดผูปวยรายใหม

55

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนท่ี I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภยั ของกําลงั คน (1), (2), (3) และ (4)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่ือเขา ถึงเอกสารอางองิ (reference)

56

P 3: Fitness for Work or Duty Health Assessment

P 3.1: Pre-placement and Return to Work Health Examination

Definition
การประเมินสุขภาพเพ่ือการประเมินความสามารถในการทํางานโดยปราศจากความเส่ียง
สามารถประเมินสุขภาพกอนเริ่มงานหรือการประเมินสุขภาพกอนกลับเขาทํางานหลังจาก
เจบ็ ปวย

Goal
การปองกันไมใหบุคลากรเพ่ิมความเสี่ยงตอสุขภาพหากตองทํางานท่ีมีความเส่ียงสูง เชน
การสมั ผสั สารคดั หลงั่ เลอื ด นา้ํ เหลอื ง สารเคมี รงั สี การทาํ งานในสงิ่ แวดลอ มทมี่ เี สยี งดงั เปน ตน

Why
1. เน่ืองจากสิ่งแวดลอมในการทํางาน อาจมีผลตอสุขภาพที่มีอยูเดิมทําใหรางกายอาจไดรับ
ผลกระทบเพิ่มข้ึน อาจเกิดโรคเร้ือรังและอาจมีผลตอชีวิตและจิตใจได ทําใหประสิทธิภาพ
ในการทาํ งานลดลงได นอกจากนนั้ งานทเ่ี สย่ี งตอ สงิ่ คกุ คามตอ สขุ ภาพ เชน บคุ ลากรสาธารณสขุ
ท่ีมีโอกาสติดเชื้อท่ีผานมาทางเลือดและน้ําเหลือง จําเปนตองมีภูมิคุมกันการติดเชื้อ
กอ นเริมปฏบิ ตั งิ าน
2. สอดคลองกับปฏิบัติตาม กฎกระทรวงแรงงานกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพ
ของลูกจางและสง ผลการตรวจแกพนกั งานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547

Process
1. ปฏิบัติตามกฎกระทรวงแรงงานกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง
และสงผลการตรวจแกพ นักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547
2. ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กําหนดสารเคมีอันตรายที่ใหนายจางจัดใหมี
การตรวจสุขภาพของลูกจา ง พ.ศ. 2552
3. ประกาศกระทรวงอตุ สาหกรรม ฉบบั 4409 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิ
มาตรฐานผลติ ภณั ฑอ ตุ สาหกรรม พ.ศ. 2551 เรอ่ื ง กาํ หนดมาตรฐานผลติ ภณั ฑอ ตุ สาหกรรม
แนวปฏบิ ตั กิ ารตรวจสขุ ภาพตามปจ จยั เสยี่ งดา นสารเคมแี ละกายภาพจากการประกอบอาชพี
ในสถานประกอบกจิ การ

57

4. บุคลากรที่ตองทํางานสัมผัสกับผูปวยหรือสารคัดหลั่งของผูปวยตองมีภูมิคุมกันตอไวรัส
ตับอกั เสบชนดิ บี

5. บุคลากรที่ตองสัมผัสกับเสียงดังต้ังแต 85 เดซิเบลเอ ตองไดรับการตรวจการไดยินเปน
พ้นื ฐาน

6. บุคลากรที่ปฏิบัติงานกับสารเคมี รังสี แสงสวาง ตองไดรับการตรวจสุขภาพกอนเขางาน
ตามแนวปฏิบัตทิ แี่ นะนํา ใหเ หมาะสม ถกู ตอ งกบั ส่งิ คุกคามนนั้ ๆ

7. บุคลากรท่ีปฏิบัติงานดานสุขภาพควรไดรับภูมิคุมกันตอ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี โรคสุกใส
โรคหดั คางทูม และ ไขห วดั ใหญ

8. บุคลากรที่มีการเจ็บปวยหรือลางานจากการเจ็บปวยใดๆ โดยเฉพาะ หลังผาตัด หรือเปน
โรคระบบหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคติดเชื้อ โรคระบบประสาท ตลอดจนการที่
บคุ ลากรตอ งใชอ ปุ กรณช ว ยพยงุ หรอื เคลอ่ื นยา ยนน้ั ตอ งไดร บั การประเมนิ สขุ ภาพกายและ
จิตใจกอ นกลับไปปฏบิ ตั ิหนา ทเ่ี ดมิ ทงั้ นีแ้ พทยผ ปู ระเมนิ อาจมคี วามเหน็ วา กลับเขาทาํ งาน
เดมิ ได หรือหา มทํากจิ กรรมบางอยา งชั่วคราว/ถาวร หรือจําเปนตองเปลยี่ นงาน/หนาที่

9. สถานพยาบาลควรมที มี งานหรอื หนว ยงานในการบรหิ ารและจดั การดา นสขุ ภาพ/อาชวี อนามยั
ของบุคลากร

Training
1. อบรมบคุ ลากรใหมเ รอ่ื งอาชวี อนามยั พน้ื ฐาน และการเฝา ระวงั โรคและภยั สขุ ภาพในทที่ าํ งาน
2. อบรมใหค วามรูเรื่องวคั ซนี ท่จี ําเปน สาํ หรบั บคุ ลากรสขุ ภาพ
3. บุคลากรทุกคนตองไดร ับการอบรม standard precaution

Monitoring
1. ติดตามสถิติการเขารับการตรวจสุขภาพกอนเร่ิมปฏิบัติงาน โดยตองไดรับการประเมิน
สุขภาพภายใน 30 วันหลังจากเริ่มปฏบิ ตั งิ าน
2. ตรวจสอบความครอบคลุมของบุคลากรสุขภาพที่มีภูมิคุมกันตอการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
ชนดิ บี

Pitfall
1. บุคลากรมักไมเห็นความสําคัญในการประเมินสุขภาพกอนเริ่มงานและไมใหความสําคัญ
กับการมภี ูมคิ มุ กนั ตอ ไวรัสตับอกั เสบชนิดบี
2. สถานพยาบาลมีขอ จาํ กัดในการบันทึกประวตั สิ ขุ ภาพของบคุ ลากรตงั้ แตเ ริม่ ปฏบิ ตั ิงาน

58

3. สถานพยาบาลมีความเขาใจวาการดูแลสุขภาพบุคลากรนั้นกระทําเม่ือเจ็บปวยเทาน้ัน
แตแทท ี่จริง การดูแลสขุ ภาพของบคุ ลากรควรดาํ เนินการตงั้ แตว ันแรกที่เรมิ่ ปฏิบัติงาน

4. การปองกันการติดเช้ือในบุคลากรสุขภาพ อาจมีหลายหนวยการเก่ียวของ จําเปนตองมี
การระบุหนา ท่แี ละผรู บั ผิดชอบ ตลอดจนการไหลของงานใหช ัดเจน

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนที่ I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภยั ของกําลงั คน (1), (2), (3) และ (4)

Reference
สแกน (scan) QR code เพอ่ื เขา ถงึ เอกสารอางอิง (reference)

P 3.2: Medical Surveillance Program

Definition
การเฝาระวังทางการแพทย ระหวางสัมผัสและหลังสัมผัสสิ่งคุกคามตอสุขภาพจะทําให
ลดผลกระทบตอ สุขภาพทีร่ า ยแรงหรือถาวรได

Goal
การปองกันระดับทุติยภูมิ กรณีท่ีตองมีการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด น้ําเหลือง สารเคมี รังสี
เสียงดัง

Why
1. เนื่องจากส่ิงแวดลอมในการทํางาน หากบุคลากรไดรับสัมผัสทั้งปริมาณ หรือความถ่ี
ซงึ่ หลกี เลย่ี งไมไ ด ดงั นน้ั การเฝา ระวงั สขุ ภาพโดยการตรวจสขุ ภาพและคดั กรองความผดิ ปกติ
จึงมคี วามจําเปน

59

2. ขอแนะนําของ OSHA 2016. กําหนดใหผูทํางานตองสัมผัส bloodborne pathogens
ตองมกี ารเฝาระวังทางการแพทย (medical surveillance)

Process
1. ปฏิบัติตามกฎกระทรวงแรงงานกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง
และสง ผลการตรวจแกพ นักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547
2. ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงแรงงาน เร่ือง กําหนดสารเคมีอันตรายท่ีใหนายจางจัดให
มีการตรวจสุขภาพของลกู จาง พ.ศ. 2552
3. ประกาศกระทรวงอตุ สาหกรรม ฉบบั 4409 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิ
มาตรฐานผลติ ภณั ฑอ ตุ สาหกรรม พ.ศ. 2511 เรอ่ื ง กาํ หนดมาตรฐานผลติ ภณั ฑอ ตุ สาหกรรม
แนวปฏบิ ตั กิ ารตรวจสขุ ภาพตามปจ จยั เสย่ี งดา นสารเคมแี ละกายภาพจากการประกอบอาชพี
ในสถานประกอบกิจการ
4. หากบุคลากรไดสัมผัสสารคัดหล่ังของผูปวยท่ีมีเช้ือ ตับอักเสบชนิดบี/ HIV ใหปฏิบัติตาม
แนวทาง post exposure prophylaxis to bloodborne pathogens ของสถานพยาบาล
หรอื หากบคุ ลากรมกี ารสมั ผสั ผปู ว ยวณั โรคระยะแพรเ ชอื้ แตไ มไ ดม กี ารสวมอปุ กรณค มุ ครอง
ความปลอดภัยสวนบุคคล ใหปฏิบัติตามตามแนวทาง CDC 2005, 2010 หรือการสัมผัส
สารเคมีแบบอุบัติเหตุ ตลอดจนสารกัมมันตภาพรังสี จําเปนตองมีการดําเนินการแบบ
post exposure prophylaxis ตามแนวทางเฉพาะตอสารนัน้ ๆ
5. สถานพยาบาลควรมีคณะทํางานหรือหนวยงานในการบริหารจัดการดานสุขภาพ/อาชีว
อนามัยของบุคลากร เพอื่ ติดตาม เฝา ระวังผลกระทบตอสุขภาพอยา งตอเนอ่ื ง

Training
1. อบรมใหบุคลากรใหมและบุคลากรที่ตองสัมผัสสิ่งคุกคามตอสุขภาพ มีความรูถึงอันตราย
และผลกระทบตอสุขภาพ รูแนวปฏิบัติเมื่อตองสัมผัสส่ิงคุกคามตอสุขภาพนั้นๆ ท้ังอยาง
ต้งั ใจและโดยอุบตั เิ หตุ
2. อบรมเจา หนา ทคี่ วามปลอดภยั ในการทาํ งานระดบั หวั หนา งานใหม คี วามรเู กยี่ วกบั โปรแกรม
การเฝาระวงั สุขภาพทจ่ี ําเปน สําหรับบคุ ลากรในหนว ยงานตนเอง

Monitoring
1. ตดิ ตาม incident report และรายงานการบาดเจบ็ และเจ็บปวยจากงาน
2. ตดิ ตามความครอบคลุมของบุคลากรท่จี าํ เปน ตองไดร ับการเฝาระวงั สุขภาพ

60

Pitfall
1. ตองทราบวาบุคลากรสัมผัสส่ิงคุกคามตอสุขภาพ ประเภทใดบาง และบุคลากรน้ันๆ
ตองเปนกลุม significant exposure อยางไรก็ตามในประเทศไทยการประเมินการสัมผัส
สารเคมยี งั มขี อ จาํ กดั ดงั นนั้ การจาํ แนกวา บคุ ลากรคนใดบา งมกี ารสมั ผสั สารแลว จดั เปน กลมุ
significant exposure นั้นอาจจําเปนตองใชหลักฐานอ่ืนๆ เชน รายงานการเจ็บปวย
ท่ีบงช้ีวาเก่ียวเน่ืองจากงาน สามารถปรึกษากลุมงานอาชีวเวชกรรมเพ่ือขอคําแนะนํา
เพ่มิ เติมได
2. การสัมผัสผูปวยวัณโรคปอดขณะท่ีโรคยัง active นั้น บุคลากรในหนวยงานนั้นๆ ควรมี
การประชุม หารอื และประเมินความเสี่ยงตอ การตดิ เชื้อวณั โรคปอดและควรมกี ระบวนการ
สอบสวนตามคําแนะนําของสํานักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดลอม หรือ
สาํ นกั วัณโรค

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนที่ I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภัยของกําลังคน (1), (2), (3) และ (4), ตอนที่ II หมวดที่ 4 ขอ 4.1 ระบบการ
ปอ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ (IC.1) ก. ระบบการปอ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ (4) และ (5),
ขอ 4.2 การปฏิบัติเพ่ือการปองกันการติดเชื้อ (IC.2) ข. การปองกันการติดเชื้อกลุมเฉพาะ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพื่อเขาถงึ เอกสารอางอิง (reference)

61

L: Lane (Ambulance) and
Legal Issues

L: Lane (Ambulance) and Legal Issues
L 1 Ambulance and Referral Safety

L 1.1 In-Transit Ambulance Safety
L 1.2 On-Scence Safety
L 1.3 Ambulance Driving Safety
L 2 Legal Issues
L 2.1 Informed Consent
L 2.2 Medical Record and Documentation

62

L1: Ambulance and Referral Safety

L 1.1 In-Transit Ambulance Safety

Definition
In-Transit Ambulance หมายถึง การปฏิบัติการดูแลและรักษาผูปวยบนรถพยาบาลขณะ
นาํ สง ผปู ว ยไปยังสถานพยาบาล

Goal
การตายการบาดเจบ็ ของผปู ว ยและเจา หนาทบ่ี นรถพยาบาลจากอุบตั เิ หตรุ ถพยาบาลลดลง

Why
สถานการณของประเทศไทยนับตั้งแตป พ.ศ. 2537 แมจะมีการสนับสนุนใหความรูและ
มมี าตรการตา งๆ เพอื่ สง เสรมิ ความปลอดภยั ของผปู ว ยและเจา หนา ทบี่ นรถพยาบาลแลว กต็ ามแต
จากการเก็บขอมูลโดยสถาบันการแพทยฉุกเฉินแหงชาติในป พ.ศ.2556 ปรากฏวายังพบ
อุบัติเหตุรถพยาบาล 61 ครั้ง ผูปวยและเจาหนาท่ีไดรับบาดเจ็บรวมแลวจํานวน 131 คน
และมีผเู สยี ชวี ิต 19 คน
มาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณที่ลดความรุนแรงขณะชนยังไมไดตามเกณฑมาตรฐาน
ที่นานาชาติยอมรับและใชอยางแพรหลาย ดังน้ันการปรับปรุงรถพยาบาลเพ่ือใหไดมาตรฐาน
ความปลอดภัยตามท่ีไดรับการยอมรับระดับนานาชาติ จึงสมควรเปนอีกหน่ึงวิธีการที่จะลด
การบาดเจบ็ การตายของผปู ว ยและเจาหนาท่ีบนรถพยาบาล

Process
จากการศึกษามาตรฐานรถพยาบาลของกลุมประเทศยุโรปและงานวิจัยตางๆ พบวามาตรฐาน
ความปลอดภยั ของรถพยาบาลนนั้ ตอ งไดร บั การออกแบบดา นวศิ วกรรมเปน อยา งดตี งั้ แตต วั ถงั รถ
การติดต้ังอุปกรณยึดตรึงเครื่องมือและการติดต้ังอุปกรณความปลอดภัยและไดมาตรฐาน
การทนแรงในทุกทิศทาง 10 G ทั้งตัวอปุ กรณและวธิ ีการตดิ ต้ัง (10 G คอื มาตรฐานการติดต้ัง
อปุ กรณ เกา อี้ เตยี งและตกแตง ภายในตา งๆ ภายในหอ งพยาบาลของรถพยาบาล ตามการคาํ นวณ
แรงกระทําตอจุดยึดในทิศทางไปขางหนา ขางหลัง ดานซายและดานขวา โดยจุดยึดดังกลาว
ตองสามารถทนแรงไดไมนอยกวา 10 เทาของน้ําหนักวัตถุน้ันๆ)1

63

1. อุปกรณเ กีย่ วกับเจาหนาที่
งานวจิ ยั ตา งระบวุ า การจดั วางหรอื ตกแตง ภายในของสว นหอ งพยาบาลบนรถพยาบาล

น้ันไมไดคํานึงถึงการปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีมากเทาที่ควร ตัวอยางเชน การวางอุปกรณ
การแพทยสวนมากไวท่ีฝงตรงขามกับเกาอี้นั่งของเจาหนาท่ี ทําใหเจาหนาที่ตองถอดเข็มขัด
นริ ภยั เพอื่ ไปใชอ ปุ กรณน น้ั การแกป ญ หาคอื ปรบั การวางอปุ กรณท ใี่ ชบ อ ยเชน เครอ่ื งวดั สญั ญาณ
ชีพมาติดตั้งที่ฝงเกาอ้ีน่ังเจาหนาท่ี หรือจัดซื้ออุปกรณท่ีสามารถควบคุมผานอุปกรณไรสายได
(remote controller) เมื่อเจาหนาที่น่ังบนเกาอี้ท่ียึดไมไดมาตรฐานและใชเข็มขัดนิรภัยท่ี
ไมผานการทดสอบยอมไมสามารถลดการเกิดการบาดเจ็บและการตายได ดังน้ันมาตรฐาน
ความปลอดภัยของเกาอ้ีน่ังและเข็มขัดนิรภัยควรไดมาตรฐานการทนแรงในทุกทิศทาง 10 G
ทง้ั ตวั อปุ กรณแ ละวธิ ีการตดิ ตั้ง1
2. อุปกรณเกีย่ วกบั ผปู ว ย

ในทํานองเดียวกันหากผูปวยนอนบนเตียงพยาบาลท่ีเข็มขัดนิรภัย เตียงและ
ฐานรองเตียงไมไดมาตรฐานยอมไมสามารถลดการเกิดการบาดเจ็บและการตายได ดังนั้น
มาตรฐานของเตียงผูปวย ฐานเตียงและวิธีการติดตั้งควรไดมาตรฐานการทนแรงในทุกทิศทาง
10 G ทง้ั ตัวอุปกรณและวธิ กี ารตดิ ต้ัง1
3. การยึดตรงึ อปุ กรณก ารแพทยบนรถพยาบาล

วัตถุท่ีมีมวลทุกอยางตามหลักฟสิกสจะมีแรงเฉ่ือยดังนั้นเม่ืออุปกรณการแพทยที่มี
นํ้าหนักอยูบนรถพยาบาลที่ว่ิงดวยความเร็วและเมื่อเกิดการหยุดกะทันหันจากอุบัติเหตุ
อุปกรณการแพทยจะลอยออกจากชั้นวางและสามารถกระแทกผูปวยและเจาหนาทําใหเกิด
การบาดเจบ็ ได การแกป ญ หาคอื การจดั ใหอ ปุ กรณท กุ ชนิ้ ทเ่ี คลอื่ นทไ่ี ดใ หต ดิ ตง้ั ลงบนฐานเฉพาะ
ของอปุ กรณน ้ันๆโดยท่ีฐานยึดอุปกรณต องผานการทดสอบความทนแรงทกุ ทศิ ทาง 10 G1

Training
อุปกรณเพื่อความปลอดภัยดังกลาวจะไมเกิดประโยชนใดๆ หากผูปฏิบัติไมไดใชอยางถูกตอง
ดังนั้น สถานพยาบาลควรตองอบรมทัศนคติและการปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
และผูร บั บริการ

Monitoring
1. รถพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกคันที่จัดซื้อหลังจากงบประมาณ พ.ศ.2561
ทุกคันมีเกาอ้ีพรอมเข็มขัดนิรภัยที่ไดมาตรฐาน เตียงผูปวยและฐานรองเตียงที่ไดมาตรฐาน
และอุปกรณก ารแพทยไดรบั การยดึ ดวยมาตรฐานความปลอดภยั

64

2. ขอมูลอุบัติการณและความรุนแรงจากอุบัติเหตุรถพยาบาลทําใหเกิดการตาย การบาดเจ็บ
ของผูปว ยและเจา หนา ทบ่ี นรถพยาบาล

Pitfall
อุปกรณการแพทย เกาอ้ีและเตียงผูปวยนั้นแมจะผานมาตรฐาน 10 G ท่ีผานการทดสอบจาก
ตา งประเทศมาแลว ยังคงตองไดรบั การยดึ กบั ตวั ถังรถดว ยมาตรฐาน 10 G ดังนน้ั โรงงานผผู ลิต
ตองมเี อกสารรับรองวธิ ีการติดต้ังดวยมาตรฐาน 10 G ที่รบั รองดว ยองคก รทน่ี าเชอ่ื ถอื ดวย

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบบั ท่ี 4 ตอนที่ III หมวดท่ี 6 การดูแลตอเนือ่ ง (COC) (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพอ่ื เขา ถงึ เอกสารอางอิง (reference)

L 1.2: On-Site Safety

Definition
On-Site Safety หมายถงึ การปฏบิ ตั กิ าร ณ จดุ เกดิ ดว ยกระบวนการทค่ี าํ นงึ ถงึ ความปลอดภยั
ของผูปฏิบัติการ ประชาชนและผูปวยโดยอางอิงความรูจากหลักวิชาการที่ถูกตองเพื่อ
ความปลอดภยั ของผูปฏบิ ตั กิ าร ผูป ว ย ประชาชนและทรัพยส ินของชุมชน

Goal
การตาย การบาดเจบ็ ของเจาหนาท่ปี ระจํารถพยาบาลจากการปฏบิ ตั กิ าร ณ จุดเกิดเหตุลดลง

65

Why
ความปลอดภัยของการปฏิบัติงาน ถือไดวาเปนส่ิงที่ควรคํานึงถึงในอันดับตนๆ ของการทํางาน
ในระบบการแพทยฉ กุ เฉนิ และการออกปฏบิ ตั กิ ารฉกุ เฉนิ นอกโรงพยาบาลซงึ่ เปน สภาพแวดลอ ม
ท่ีไมสามารถคาดเดาหรือควบคุมความปลอดภัยไดอยางเต็มที่ ดังน้ันทุกครั้งที่เจาหนาที่
ประจาํ รถพยาบาลตอ งออกปฏบิ ตั กิ ารกถ็ อื ไดว า เรมิ่ มคี วามเสยี่ งแลว ความเสยี่ งทพ่ี บในการออก
ปฏิบัติการไดแก การถูกชนซํ้าซอนขณะปฏิบัติการบนถนน การสัมผัสสารเคมีหรือสารพิษ
อนั ตรายจากการตอสใู นท่เี กิดเหตุและภัยจากการระเบดิ

Process
1. การถูกชนซํ้าซอนขณะปฏิบัติการบนถนน เจาหนาที่ท่ีออกปฏิบัติการสามารถปองกัน
หรือบรรเทาความรุนแรงของการชนซํ้าซอนโดยปฏบิ ตั ิตามแนวทางสากล
1.1 โดยสรา งแนวเบี่ยงจราจร แนวกนั ชน กอนจดุ เกดิ เหตุ

แนวเบี่ยงจราจร แนวกนั ชน เหตุ รถพยาบาล

Traffic flow

1.2 หากรถพยาบาลไปถึงท่ีเกดิ เหตเุ ปน คนั แรก ใหรถพยาบาลเปนแนวกนั ชน

Traffic flow

66

1.3 กาํ หนดใหแ ตล ะกรวยวางหา งกนั ประมาณ 3 เมตร (10 ฟตุ ) และ ระยะวางกรวยแรก
ใหใชระยะท่ีกําหนดตามความเร็วของรถท่ีวิ่งบนถนนโดยดูจากอัตราเร็วจํากัดของรถ
วิ่งประจําถนนน้ันดังตัวอยางในตารางขา งลา งน้ี

คาความเรว็ ท่จี ํากัดไว ระยะการเรมิ่ วางกรวยจราจร
ของถนนสายน้นั ปองกันจากจดุ เกิดเหตุ

32 km/hr 21 เมตร
48 km/hr 32 เมตร
64 km/hr 50 เมตร
80 km/hr 68.5 เมตร
96 km/hr 102 เมตร
113 km/hr 136 เมตร

1.4 ขอ ควรปฏบิ ัติอื่นๆ
1.4.1 เจา หนา ท่ที ี่ปฏบิ ัตกิ ารตอ งสวมชดุ ทมี่ แี ถบสะทอนแสงทุกครัง้
1.4.2 งดการใชไฟสองสวางท่ีหันทิศทางไปกระทบการมองเห็นของผูขับขี่ท่ีอยู
บนถนนสายเดยี วกัน ใหป ด ไฟหนารถ ใชแ สงไฟฉกุ เฉนิ

1.5 ระยะการจอดรถ ณ จดุ เกิดเหตุ

สถานการณรถชนทีไ่ มมอี นั ตรายอืน่ ๆ ควรตั้ง danger zone 50 ฟตุ หรอื
คุกคาม 15 เมตรหางจากสถานทรี่ ถชน

สถานการณรถชนที่มีน้ํามันหกออก ควรตง้ั danger zone 100 ฟุตหรือ
จากรถ 30 เมตรหา งจากสถานท่รี ถชน

สถานการณรถชนท่มี ีไฟไหม ควรตัง้ danger zone 100 ฟตุ หรอื
30 เมตรหางจากสถานทร่ี ถชน

67

2. การสัมผัสสารเคมีหรือสารพิษ เจาหนาท่ีท่ีออกปฏิบัติสามารถทราบไดจากขอมูลท่ีศูนย
สั่งการแจงออกปฏิบัติการและหากไมทราบวาเปนสารพิษหรือสารเคมีชนิดใด สิ่งท่ีตอง
ปฏิบตั คิ อื
2.1 ไมเ ขา พนื้ ทเ่ี กดิ เหตใุ นระยะ 600 เมตรจากจดุ ศนู ยก ลางของเหตแุ ละอยเู หนอื ลมเสมอ
2.2 พยายามสืบคนจากประจักษพยานวาเปนสารชนิดใดรั่ว เชน ใชกลองสองทางไกล
มองหาเลขระบุชนิดสารเคมี (UN number) (ref) จากน้ันเปดดูระยะปลอดภัยจาก
คูมือ emergency response guide book1
2.3 หากจําเปนตองเขาในพ้ืนท่ีเกิดเหตุแตไมทราบชนิดสาร ใหสวมชุดปองกันสารเคมี
ระดบั A2

3. ภยั จากเหตรุ ะเบดิ
3.1 เจาหนาที่ท่อี อกปฏิบัติการ “ใหฟง คําส่ังของผูบญั ชาการเหตกุ ารณใ นพื้นท่ี”
3.2 เขาพื้นท่ีไดเมื่อไดรับคําสั่งเทาน้ัน คํานึงไวเสมอวาอาจมีการระเบิดซ้ําไดเสมอ
โดยระยะปลอดภยั จาํ แนกตามขนาดของระเบิดศึกษาจากเอกสารอางอิง3
3.3 ขอ ควรปฏิบตั ิอืน่ ๆ
3.3.1 หลีกเล่ียงการใชเคร่ืองมืออิเล็คทรอนิกท่ีอาจปลอยคล่ืนเสียงเชน โทรศัพท
เคลื่อนทีว่ ทิ ยสุ อ่ื สาร โดยเฉพาะอยา งย่ิงในพ้ืนท่ีระเบดิ hot zone
3.3.2 หากไดรบั คาํ สั่งใหเคลือ่ นยา ยผบู าดเจ็บออกจากจุดเกดิ เหตุ ใหรีบเคลอื่ นยา ย
โดยไมทําการคัดแยกตามระบบปกติ แตนํามาผูปวยมาที่จุดคัดแยกท่ีตั้ง
หา งออกไปไมน อยกวา 610-1,220 เมตร จากจดุ เกดิ เหตุ

Training
เจาหนาทคี่ วรผานการอบรม Pre-hospital Trauma Life Support

Monitoring
1. การบาดเจ็บ/ การตายของเจาหนา ท่ีทอ่ี อกปฏบิ ตั กิ าร นอยกวารอยละ 10
2. เจาหนาท่ีประจํารถพยาบาลผานการอบรม Pre-hospital Trauma Life Support หรือ
เทยี บเทา รอยละ 100

Pitfall
ไมมีการเตรียมอุปกรณที่ใชสําหรับการจัดจุดเกิดเหตุใหปลอดภัยบนรถพยาบาลและไมมี
ชุดปองกันสารเคมี

68

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนท่ี III หมวดท่ี 6 การดแู ลตอเน่ือง (COC) (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่ือเขา ถึงเอกสารอางอิง (reference)

L1.3: Ambulance Driving Safety

(á¹Ç»¯ÔºμÑ ¢Ô ºÑ ö»¯ÔºÑμÔ¡Ò顨 à©Ô¹¡ÒÃá¾·ÂᏠÅÐö¾ÂÒºÒÅ»ÅÍ´ÀÂÑ )

Definition
รถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย และรถพยาบาล หมายถึง รถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย
และรถพยาบาล ในสถานพยาบาล ที่ปฏิบัติการท้ังนําสงผูปวยในระบบการแพทยฉุกเฉิน
และระบบสง ตอ ผปู ว ย

Goal
เพอ่ื ใหท กุ ชวี ติ ปลอดภยั ในรถพยาบาล (บคุ ลากรทางแพทย ผปู ว ย และญาตติ ลอดจนผรู ว มทาง
ในการใชรถใชถ นน)

Why
1. เน่ืองจากบุคลากรทางการแพทย ท่ีปฏิบัติงานในระบบการแพทยฉุกเฉิน และระบบสงตอ
ผูปวย เปนทรัพยากรมนุษยท่ีมีคุณคาและมีความสําคัญยิ่งในการชวยเหลือผูเจ็บปวย
ฉุกเฉินทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเพศ ทุกวัย ทุกคนท่ีอยูบนผืนแผนดินไทย เพ่ือใหผูเจ็บปวย
ฉุกเฉินเหลาน้ันพนภาวะวิกฤติ ซึ่งบุคลากรเหลาน้ีไดเสียสละ และทุมเทปฏิบัติงานดวย
ความยากลําบากในการดูแลผูปวยฉุกเฉินวิกฤติบนรถพยาบาล และมีความเส่ียงอันตราย
สูงมากในการเกดิ อุบตั ิเหตจุ ราจรระหวางเดินทางบนทอ งถนน

69

2. สาํ นกั การพยาบาล ไดศ กึ ษาจาํ นวนบคุ ลากรทไี่ ดร บั การบาดเจบ็ จากอบุ ตั เิ หตจุ ราจร ในรอบ
10 ป ที่ผานมา มีผูท่ีไดรับความเสียหายจากการใหบริการผูปวย จํานวน 4,315 ราย
มีเสียชีวิต 21 ราย พิการถาวร 12 ราย ผูไดรับความเสียหายมากกวา 50 เปนพยาบาล
วิชาชพี (ขอมลู ณ วันที่ 4 กมุ ภาพันธ 2557)
http://www.thairath.co.th/content/401245

3. รถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาลมีแนวโนมที่ประสบอุบัติเหตุเพ่ิมขึ้นและ
กอใหเกิดการบาดเจ็บ และเสียชีวิตของทีมแพทย พยาบาล ตลอดจนผูปวยและญาติ
จากการรวบรวมขอมูลการเฝาระวังอุบัติเหตุรถพยาบาล ของสถาบันการแพทยฉุกเฉิน
แหง ชาติ ตงั้ แตว นั ที่ 1 ตลุ าคม 2557 ถงึ 30 กนั ยายน 2559 ตลอด 3 ปท ผ่ี า นมา รถบรกิ าร
การแพทยฉุกเฉิน และรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุจํานวน 142 ครั้ง มีผูบาดเจ็บ 222 ราย
โดยมพี ยาบาล บคุ ลากรทางการแพทย และผปู ว ย คกู รณเี สยี ชวี ติ รวม 36 ราย ซง่ึ ผเู สยี ชวี ติ
เปนบุคลากรทางการแพทย ผูปฏิบัติงานในระบบการแพทยฉุกฉิน และพนักงานขับรถ
จํานวน 8 ราย

Process
แนวปฏบิ ตั เิ พอื่ ความปลอดภัยของรถปฏิบตั ิการฉกุ เฉินการแพทยและรถพยาบาล
1. แนวปฏบิ ตั พิ นกั งานขบั รถ
1.1 ไมด่ืมเครื่องดื่มท่ีมีแอลกอฮอล หรือยาเสพติด รวมถึงยาท่ีทําใหงวงนอน กอน และ
ขณะขับรถปฏบิ ัตกิ ารฉุกเฉินการแพทยแ ละรถพยาบาล
1.2 หา้ มขับรถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาลฝาสัญญาณไฟแดงทุกกรณี
1.3 เคารพกฎจราจร ไมขับรถเร็วเกินกวากฎหมายกําหนด จํากัดความเร็วรถปฏิบัติการ
ฉกุ เฉินการแพทยและรถพยาบาลไมเ กิน 80 กม./ ชม.
1.4 พนักงานขับรถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาล ผานการอบรมหลักสูตร
ฝกอบรมพนักงานขบั รถปฏิบตั ิการฉกุ เฉินการแพทยและรถพยาบาล
1.5 ใหรถพยาบาลติดต้ัง GPS
1.6 ใหรถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาล ติดต้ังกลองวงจรปดอยางนอย
2 จุด
1.7 ไมใ ชโ ทรศัพทม อื ถอื ขณะขับข่ี
1.8 ตรวจสอบความพรอ มของรถ กอ นออกเดินทาง
1.9 พักทกุ ๆ 2 ชัว่ โมง หรือระยะทางทกุ ๆ 150 กโิ ลเมตร
1.10 การบาํ รงุ รกั ษารถใหพ รอมใชงาน

70

2. แนวปฏิบัตผิ ูบริหาร
2.1 หัวหนาหนวยงานแตละระดับ ประกาศนโยบายวัฒนธรรมความปลอดภัยในองคกร
และมีการสื่อสารใหบุคลากรในองคกร ใหทราบและเขาใจ ใหท่ัวถึง ตลอดจนกํากับ
ตดิ ตาม ประเมนิ ผล เชน ประกาศนโยบายเปา วดั ปรมิ าณแอลกอฮอลล กอ นขน้ึ ขบั รถ
2.2 ควรจดั ใหม หี อ งพกั สาํ หรบั พนกั งานขบั รถปฏบิ ตั กิ ารฉกุ เฉนิ การแพทยแ ละรถพยาบาล
เพอ่ื ปองกันการเหน่ือยลา
2.3 ทําประกนั ภัยรถพยาบาล
2.4 กรณเี ดนิ ทางไกล เกนิ กวา 400 กโิ ลเมตร ควรมพี นกั งานขบั รถ 2 คน
2.5 ควรมกี ารตรวจสขุ ภาพ สมรรถนะ ทเี่ กยี่ วขอ งกบั การขบั รถ เพอ่ื ประเมนิ ความเหมาะสม
สาํ หรับการเปน พนกั งานขบั รถ

Training
1. อบรมหลักสูตรขับรถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาล (Emergency Vehicle
Operetion Course) หลักสูตร 2 วัน สําหรับผูที่จบหลักสูตร EMR (Emergency
Medical Responder) หรอื ชื่อเดิม FR (First Responder)
2. หลักสูตรฝกอบรมพนักงานขับรถพยาบาล ฉบับปรับปรุงคร้ังที่ 1 Thai Emergency
Ambulance Driving Course (TEAm), 1st revised edition หลักสูตร 4 วัน สําหรับ
พนักงานขับรถที่ไมเคยอบรม หลักสูตร EMR (Emergency Medical Responder)
หรือชื่อเดิม FR (First Responder )
3. ตอ งอบรมฟน ฟู (Refresh) ความรูใ หส ําหรับผทู ่ีจบ จากขอ 1 หรอื 2 ทกุ ป
4. อบรม /ช้ีแจง การปฏิบัติงานบนรถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาลเพ่ือ
ความปลอดภยั

Monitoring
1. มีแบบประเมินความพึงพอใจ ของผูท่ีใชรถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาล
เชน พยาบาล ญาตผิ ูปวย
2. นาํ ผลการประเมินความพึงพอใจ เสนอในที่ประชุมผบู รหิ ารทุกเดือน

Pitfall
หากพนักงานขับรถปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทยและรถพยาบาล ยังไมตระหนัก หรือใหความ
สําคัญเรื่องอุบัติเหตุจราจร อาจทําให พนักงานขับรถ บุคลากรทางการแพทย ตลอดจนผูปวย
ญาติ และผูรว มใชรถใชถ นนบนทางสาธารณะ จะไมป ลอดภัย

71

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนที่ III หมวดท่ี 6 การดูแลตอ เนอ่ื ง (COC) (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่ือเขา ถงึ เอกสารอางอิง (reference)

72

L 2: Legal Issues

L 2.1: Informed Consent

Definition
การใหขอมูลดานสุขภาพแกผูรับบริการ (Informed Consent) หมายถึง การที่ผูใหบริการ
แจงขอมูลการใหบริการรักษาพยาบาลและดานสาธารณสุขรวมทั้งคาใชจายในการท่ีจะตอง
ดําเนนิ การใหแ กผ ูร บั บริการไดรบั ทราบกอ นการดาํ เนินการใหบ รกิ าร

Goal
ผูใหบริการใหขอมูลการบริการรักษาพยาบาลอยางถูกตองและเพียงพอสําหรับการตัดสินใจ
ของผูรับบริการในการตัดสินใจรับหรือไมรับบริการ เพื่อความเขาใจที่ถูกตอง ทําใหเกิด
ความไววางใจระหวา งกนั และกนั รวมทั้งลดความเส่ยี งของการถูกฟองรอ ง

Why
การใหขอมูลดานสุขภาพแกผูรับบริการ ถือเปนหนาที่ของผูใหบริการที่ตองแจงผูปวยทราบ
ถึงพยาธิสภาพของรางกาย จิตใจ โรคภัยที่ประสบอยูและแนวทางการรักษาที่ถูกตองเพื่อ
ความปลอดภัยของผูปวย ซ่ึงเปนหนาท่ีทั้งในทางจริยธรรมและตามกฎหมาย มาตรา 8
แหงพระราชบัญญัติสุขภาพแหงชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งกําหนดใหผูใหบริการตองใหขอมูล
การใหบริการแกผูรับบริการอยางเพียงพอ เพ่ือประกอบการตัดสินใจรับหรือไมรับบริการ
หากผูรับบริการปฏิเสธจะใหบริการน้ันไมได ดังน้ันการใหขอมูลการรักษาพยาบาลหรือ
การบริการดานการสาธารณสุขอื่น จึงตองเปนการใหขอมูลท่ีชัดเจน ถูกตอง ครบถวน
ที่จะทําใหผูรับบริการมีความเขาใจ และสามารถตัดสินใจได โดยกอนการใหขอมูลจะตองมี
การตรวจวินจิ ฉยั อยางรอบคอบแลว เมือ่ ผูรับบริการไดรับขอมูลการรักษาพยาบาล ความเส่ยี ง
ผลขางเคียง หรือภาวะแทรกซอนที่อาจเกิดขึ้น ก็จะตัดสินใจรับหรือไมรับบริการ การตัดสินใจ
ดังกลาวเปนการยอมรับขอเท็จจริงในการรักษาและความยินยอมของผูรับบริการจะคุมครอง
ผูใหบริการท่ีไดประกอบวิชาชีพอยางมีมาตรฐานใหไมตองรับผิดทางกฎหมาย การใหขอมูล
เปนคุมครองและรักษาสิทธิของผูปวย ทําใหความสัมพันธท่ีดีของท้ังสองฝายจะยังคงอยู
ความเส่ยี งท่จี ะถูกฟอ งรอ งก็จะลดลง

73

Process
การใหข อ มูลดานบริการสาธารณสุขของผใู หบ รกิ าร มอี งคป ระกอบท่ีสําคญั คือ
1. ขอมลู ทจี่ ะตอ งใหแกผูรับบริการ ประกอบดว ย
- การตรวจวนิ จิ ฉยั โรค อาการ และผลทตี่ ามมา
- แนวทางการรกั ษาโรค
- ความเสีย่ งทางการรักษา
- ทางเลือกของการรกั ษา ขอ ดี ขอ เสยี
- ความเส่ยี งของทางเลอื ก
2. ผูใ หข อมูล
3. แนวทางการใหข อมูล
- การส่อื สาร
- รูปแบบการใหขอ มูล
- ข้นั ตอน วิธีการใหขอ มลู
4. ผรู ับขอมลู คือ ผูปว ยหรอื ญาตผิ มู ีอาํ นาจกระทําการแทน
5. การประเมินคาใชจ ายของการรกั ษาพยาบาล
6. ความยินยอม หรือขอตกลงในการรบั หรือไมรับบรกิ าร

แนวทางปฏิบตั ิ (กระบวนการดาํ เนนิ งาน)
1. มีกระบวนการตรวจวินิจฉัยโรคท่ีถูกตอง เหมาะสม โดยเจาหนาที่ตองมีขั้นตอนการตรวจ

วนิ จิ ฉัยทถ่ี กู ตอง วางแนวทางการรกั ษา และกาํ หนดขอ มลู ที่จะตอ งใหแ กผ รู บั บรกิ าร
2. กําหนดตัวผูที่จะตองใหขอมูล ซ่ึงจะตองเปนผูมีความรูในเร่ืองท่ีจะใหขอมูลอยางดี เพราะ

อาจตองอธิบาย และเปนผทู ่ีมคี วามสามารถทักษะในการส่อื สาร
3. กําหนดแบบฟอรมการใหขอมูล หรือ การจดบันทึกการใหขอมูล และกรณีเขาขอยกเวน

ไมต องใหข อ มูลตามกฎหมายเพ่อื เปนหลกั ฐานอางองิ
4. กาํ หนดตวั ผรู บั บรกิ าร หรอื ผทู จี่ ะตอ งรบั ขอ มลู ใหถ กู ตอ งตามกฎหมาย และมคี วามเหมาะสม
5. เมอื่ ไดใ หข อ มลู การบรกิ ารอยา งเพยี งพอแลว ตอ งมบี นั ทกึ การรบั ทราบขอ มลู และการตดั สนิ ใจ

ของผูรับบริการวาจะรับบริการน้ันหรือไม มีการบันทึกความยินยอมรับหรือปฏิเสธการรับ
บริการ

Training
1. ควรมีการอบรมทักษะ การใหความรูเกี่ยวกับขอมูลท่ีจะใหในแตละสาขาการบริการและ
เทคนคิ การส่ือสารแกเจาหนา ท่ีผทู ําหนา ทีใ่ หขอ มลู

74

2. ควรใหเจาหนาที่ หรือ อสม. ทําการส่ือสารเผยแพรความรูในเร่ืองการใหขอมูลและการให
ความยนิ ยอมแกผ รู บั บรกิ ารหรอื ประชาชนทวั่ ไปใหม คี วามเขา ใจหลกั การและสทิ ธขิ องผปู ว ย
ดา นนี้

Monitoring
1. กาํ หนดตวั ช้ีวัดของการใหข อมูลและความยินยอมของสถานพยาบาลทกุ แหง
2. ประเมนิ ความพงึ พอใจของผรู บั บรกิ าร ซงึ่ ผลจากการประเมนิ การปฏบิ ตั หิ นา ทขี่ องเจา หนา ที่
และความพึงพอใจของผรู ับบริการจะแสดงถงึ ความสมั พันธท ม่ี ีตอกนั และลดการฟองรอ ง

Pitfall
1. การตรวจวนิ จิ ฉัยผดิ พลาด สง ผลใหการใหขอ มูลผิดพลาด
2. เหตไุ มคาดหมายทเี่ กดิ ข้นึ นอกเหนือจากท่ใี หขอมลู ไว
3. การสอ่ื สารผิดพลาด

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบบั ท่ี 4 ตอนที่ III หมวดที่ I การเขาถงึ และการเขา รบั บริการ (Access & Entry) (6) และ (7)

Reference
สแกน (scan) QR code เพ่อื เขาถงึ เอกสารอางอิง (reference)

L 2.2: Medical Record and Documentation

Definition
บันทึกเวชระเบียน หมายถึง เอกสารที่แพทยใชบันทึกประวัติสุขภาพผูปวย การดําเนินการ
ตรวจวนิ ิจฉัยและรกั ษาผปู ว ย รวมถงึ เอกสารอ่ืนๆ ท่ีเก่ยี วขอ ง

75

Goal
บันทึกเวชระเบียนมีความถูกตองสมบูรณ เพ่ือการดูแลผูปวยอยางเหมาะสมเปนสําคัญนําไปสู
การลดความเส่ยี งของการฟอ งคดี

Why
ประวัติผูปวยหรือเวชระเบียนเปนเอกสารสําคัญในกระบวนการรักษาพยาบาล เปนสิ่งแสดงถึง
การดาํ เนนิ การตา งๆ ของแพทยแ ละผเู กยี่ วขอ ง ในการรกั ษาโรคใหแ กผ ปู ว ย การเขยี นเวชระเบยี น
อยา งละเอยี ด มขี อ มลู ทเ่ี ปน สาระสาํ คญั ถกู ตอ ง ครบถว นจะเปน การชว ยใหก ารดแู ลผปู ว ยเปน ไป
อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพเปน ไปตามมาตรฐานวชิ าชพี ผปู ว ยมคี วามปลอดภยั สงู แพทยม คี วามมน่ั ใจ
ในการรกั ษาเพราะมขี อมูลท่ีดี

เวชระเบยี นถอื เปน ขอ มลู สว นบคุ คลประเภทหนงึ่ ประกอบดว ยบนั ทกึ สขุ ภาพทวั่ ไป การตรวจ
วินิจฉัยรักษาโรค บันทึกการพยาบาล ผลการตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจทางรังสี
การใหย า เปน ตน ซงึ่ มกี ฎหมายหลายฉบบั บญั ญตั ใิ หค วามคมุ ครอง และผใู หบ รกิ ารตอ งใหข อ มลู
ในเวชระเบยี นแกผ ปู ว ย เมอ่ื มกี ารรอ งขอทง้ั นตี้ ามกฎหมาย ระเบยี บ คาํ สงั่ และเงอื่ นไขทก่ี าํ หนด
นอกจากน้ียังเปนเอกสารสําคัญในกระบวนการดําเนินคดีทางการแพทยที่ผูปวยนํามาเปน
หลักฐานในการฟองคดีและศาลจะใชประกอบการพิจารณาคดี โดยมีคําพิพากษาของศาล
ในหลายคดวี นิ จิ ฉยั วา เวชระเบยี นเปน เอกสารแสดงการรกั ษาผปู ว ย หากไมไ ดบ นั ทกึ ไวถ อื วา
ไมไดมีการกระทํานั้นกับผูป ว ย

ดังนั้น หากเวชระเบียนไดถูกบันทึกไวอยางถูกตอง ครบถวน อานเขาใจงายและเก็บไวอยาง
เปนระบบแลวจะเปนการยืนยันวา การรักษาพยาบาลถูกตองเปนไปตามหลักวิชาการใชพิสูจน
การกระทําในศาลได และเม่ือผูปวยนําไปใหผูมีความรูศึกษา ตรวจสอบแลว อาจไมติดใจ
เอาเรื่องฟองคดีตอไปได นอกจากนี้การคุมครองขอมูลเวชระเบียนของผูปวยใหถูกตองตาม
กฎหมายก็เปนการปองกันการละเมิดสิทธิผูปวย และปองกันเจาหนาท่ีเองไมใหถูกฟอง หรือ
รองเรยี นวา เปดเผยขอ มูลผปู ว ยโดยผิดกฎหมาย

Process
แนวทางปฏบิ ตั เิ กีย่ วกบั เวชระเบียน
1. การบันทึกใหถูกตอง ครบถวน ท้ังในดานการรักษาทางการแพทย และการปฏิบัติท่ี
สอดคลอ งกบั บทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย เชน ตอ งบนั ทกึ เรอ่ื งการแจง ขอ มลู การรกั ษาพยาบาล
หรอื การทาํ หตั ถการแกผ ปู ว ย ขอ ยกเวน ตามกฎหมายทไี่ มต อ งแจง ขอ มลู กอ น ตามมาตรา 8

76

แหง พระราชบญั ญตั สิ ขุ ภาพแหง ชาตพิ .ศ. 2550 ไวใ นเวชระเบยี นดว ยเพราะจะเปน หลกั ฐาน
ในการพิสูจนในชั้นศาล เปนตน โดยขอความในเวชระเบียนตองไมขัดแยงกันหรือไมตรง
ตามบนั ทกึ การพยาบาล
2. การเก็บรักษาเวชระเบียน ในสภาวการณปกติและในสภาวะท่ีจะหรือกําลังจะเกิดเรื่อง
ควรแยกไวต า งหากจากกันเพือ่ ความสะดวกในการดูแลและการรักษาความลับ
3. การแกไขเวชระเบียนตองมีแนวทางที่ชัดเจนปฏิบัติไดและเปนแนวทางเดียวกันทุกแหง
เชน ตองแกไ ขเพมิ่ เติมตามความเปน จริง เปนตน
4. การคุมครองขอมูลเวชระเบียน เชน ผูมีสิทธิขอตามมาตรา 7 แหงพระราชบัญญัติสุขภาพ
แหงชาติ พ.ศ. 2550 คือ ผูไดรับความยินยอมจากผูปวย ผูรับมอบอํานาจ ทายาท ศาล
หรอื เจา หนา ทที่ ม่ี อี าํ นาจขอเอกสารตามกฎหมาย เปน ตน หรอื ขนั้ ตอนวธิ กี ารในการเปด เผย
หรือขอสําเนาเวชระเบียนตามพระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของราชการ พ.ศ. 2540
โดยตองทําเปนหนังสือ แจงวัตถุประสงคการขอ รับทราบเง่ือนไขการรับสําเนาเอกสาร
เปน ตน
5. การดําเนินการในขั้นตอนตางๆ โดยระบบอิเล็กทรอนิกส โดยถูกตองตามระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรีวาดวยสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แกไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติวาดวย
ธรุ กรรมทางอเิ ลก็ ทรอนิกส พ.ศ. 2544

Training
1. ควรใหความรูแพทยหรือเจาหนาท่ีใหสามารถเขียนหรือบันทึกเวชระเบียนที่ถูกตองตาม
ความเปนจริง มีสาระสําคัญที่เปนไปตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย รวมทั้งการคุมครอง
ขอมูลเวชระเบยี น
2. ควรมกี ารจดั อบรมเจา หนา ทที่ เ่ี กย่ี วขอ งกบั เวชระเบยี น เชน แพทย พยาบาล หรอื เจา หนา ที่
เวชระเบียน ในเรื่องการสือ่ สารกบั ผูปวยและบคุ คลภายนอกในเร่ืองเวชระเบียน

Monitoring
1. มีการตรวจสอบ หรอื กาํ หนดตัวช้วี ัดการบันทึกเวชระเบียนท่ีถูกตอง เหมาะสม
2. ตรวจสอบการจัดการเวชระเบียนทั้งระบบเอกสารและระบบอเิ ลก็ ทรอนกิ สอยูเ สมอ

Pitfall
1. เจาหนา ท่ีไมม ีความรูทางกฎหมายเกยี่ วกับการจัดการเวชระเบียน ทาํ ใหป ฏบิ ตั ิไมถ กู ตอง
2. เวชระเบียนไมสามารถอานเขาใจไดเนื่องจากลายมือแพทยอานไมออก เขียนไมครบถวน
บันทกึ แพทย พยาบาลไมตรงกนั

77

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับท่ี 4 ตอนที่ II หมวดที่ 5 ขอ 5.1 ระบบบริหารเวชระเบียน ก. การวางแผนและออกแบบ
ระบบ (3) และ (5) ขอ 5.2 เวชระเบียนผูป วย (MRS.2) (1) และ (2)

Reference
สแกน (scan) QR code เพื่อเขาถึงเอกสารอางองิ (reference)

78

E: Environment and Working
Conditions

E: Environment and Working Conditions
E 1 Safe Physical Environment
E 2 Working Conditions
E 3 Workplace Violence

79

E 1: Safe Physical Environment ´ÒŒ ¹¡ÒÃÃкÒÂÍÒ¡ÒÈ
áÅлÃѺÍÒ¡ÒÈ

Definition
สภาพการระบายอากาศและปรับอากาศในสถานพยาบาล ท่ีไมเ หมาะสม อนั เปนสาเหตใุ หเกิด
การติดเชื้อทางอากาศจากผูปวยสูบุคลากร หรือจากบุคลากรสูผูปวย หรือจากผูปวยสูผูปวย
นอกจากการติดเช้ือทางอากาศ แลวยังมีสภาวะการขาดอากาศและการสะสมของอากาศเสีย
และสารพษิ ตกคา งในอากาศ

Goal
บุคลากร และผูปวยในสถานพยาบาล รวมถึงญาติผูปวยและผูมาติดตอกับสถานพยาบาล
มีความปลอดภัยจากภาวการณติดเชื้อทางอากาศ สถานพยาบาลมีคุณภาพอากาศที่ดี ไมเปน
แหลง สะสมเช้ือโรคและสารพิษภายในอาคารบริการ

Why
จากผลสํารวจ การตรวจสอบคุณภาพอากาศในสถานพยาบาลตามภารกิจของกองวิศวกรรม
การแพทย พบวาคุณภาพอากาศของสถานพยาบาล จํานวน 387 แหง อยูในภาวะเสีย่ งตอการ
ติดเชื้อทางอากาศ อันเน่ืองมาจากขาดการระบายอากาศที่ดี และไมมีการบริหารจัดการดูแล
บํารุงรักษาระบบท่ีถูกตอง จําเปนตองไดรับการแกไขโดยเรงดวน มีจํานวนสูงถึง 223 แหง
และมคี วามเสยี่ งหรอื แนวโนม ทจี่ ะเกดิ อนั ตรายควรทจี่ ะไดร บั การแกไ ข จาํ นวน 4 แหง ในขณะ
ท่ีพบวามีสถานพยาบาลอยูในสภาพปกติตามเกณฑมาตรฐาน และไมพบวามีการติดเชื้อจาก
การทํางานของบุคลากร หรือสารพิษตกคางจากการปฏิบัติงาน เพียง 160 แหงเทาน้ัน ดังนั้น
การบรหิ ารจัดการคุณภาพอากาศในสถานพยาบาล จงึ มคี วามจาํ เปนท่ีจะตองไดรับการจัดการ
อยางมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เพ่ือปกปองบุคลาการใหมีความปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดี
ในการทาํ งาน

Process
1. จัดใหมีการควบคุมคุณภาพอากาศ ตามบริบทและความเหมาะสมของแตละพื้นท่ี
โดยกําหนดตัวช้ีวัดที่ชัดเจน เชน อัตราการระบายอากาศท่ีเหมาะสมของแตละพื้นท่ี
การควบคมุ ความดนั อากาศและทิศทางการไหลของอากาศ การกําจัดส่ิงปนเปอ นออกจาก
อากาศ จัดการใหมีอุณหภูมิและความช้ืนท่ีเหมาะสม กับชนิดและประเภทการใหบริการ
(สาํ หรบั บางพ้นื ท่ีไดถ ูกกาํ หนดไวในมาตรฐานหรอื กฎหมายควบคุมอาคาร)

80

2. ดําเนินการตามแผนการบํารุงรักษาอยางตอเนื่อง และเหมาะสมตามสภาพการใชงาน
รวมถงึ การจัดการงบประมาณสนับสนุนการบํารุงรกั ษาอยางเพียงพอ

3. มีระบบการควบคุมและตรวจสอบ ที่ครอบคลุมตัวชี้วัดคุณภาพอากาศ และความพึงพอใจ
ของผูรับบริการ บุคลากร และผูเก่ียวของ ซ่ึงจะเปนองคประกอบในการวางแผนพัฒนา
และปรับปรุงการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในสถานพยาบาลใหมีประสิทธิภาพดีย่ิงขึ้น

4. มีระบบการติดตาม ประเมินผล แผนปฏิบัติงานการควบคุณภาพอากาศอยางตอเนื่อง
และสามารถส่ังการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นในกรณีเกิดอุบัติการณ หรือความเสี่ยงตางๆ
ที่อาจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสถานการณ โรคติดตออุบัติใหมหรือมีการระบาดของโรค
ตามฤดกู าล การเตรยี มความพรอ มรบั มอื ในภาวะวกิ ฤต เพอ่ื ใหส ถานพยาบาลมคี วามพรอ ม
ในการใหบ รกิ ารไดอ ยางปลอดภัย

5. ในกรณีท่ีพ้ืนที่ท่ีตองมีการจัดการท่ีซับซอน จําเปนตองอาศัยเครื่องมือหรือผูเช่ียวชาญ
และชํานาญงานเฉพาะการควบคุมคุณภาพอากาศ เชน หองผาตัด หองฉุกเฉิน ฯลฯ
โดยมีชองทางในการปรกึ ษาหรอื รบั บรกิ ารท่ีเหมาะสมและรวดเร็วทันตอเหตกุ ารณ

Training
1. บุคลากรทางการแพทย ไดรับการอบรมการควบคุมคุณภาพอากาศท่ีเหมาะสม วิธีการ
ปฏิบัติเพื่อใหไดคุณภาพอากาศท่ีดี การตรวจสอบคุณภาพอากาศเบ้ืองตนดวยตัวเอง
และวิธีการปองกันอันตรายสวนบุคคล จากภัยคุกคามทางสารเคมี หรือการติดเชื้อทาง
อากาศ การมีสวนรวมในการดูแลบํารุงรักษาอุปกรณในระบบปรับอากาศและการระบาย
อากาศ
2. บุคลากรดานบริหารจัดการระบบ ไดรับการอบรม การวางแผนการติดต้ัง บํารุงรักษา
รวมถึงการตรวจสอบ ทดสอบระบบตามเกณฑมาตรฐานและกฎหมายกําหนด อบรม
การบํารุงรกั ษาหอ งสะอาดพิเศษเฉพาะสถานพยาบาล ท่มี คี วามซับซอ น

Monitoring
1. บคุ ลากรทางการแพทย มีอตั ราการติดเชื้อจากผปู วยลดลง
2. ผปู วย ผรู บั บริการ มอี ัตราการติดเชือ้ หรอื ภาวะแทรกซอ นลดลง
3. สาํ รวจความพึงพอใจจากบุคลากร และผรู บั บริการ
4. รายงานผลการทดสอบ ตรวจสอบคุณภาพอากาศ และระบบรายงานความเส่ียง

81

Pitfall
1. การปฏิบัติงานที่ไมถูกตอง จะเปนสาเหตุใหเกิดเชื้อราในอาคาร เชน การเช็ดถูพ้ืนดวย
น้ําเปยกมากเกินไป และปลอยใหแหงเอง ไอน้ําจากการระเหยจะชวยใหมีความชื้น
ในอากาศสูง ทําใหเ ชอ้ื ราเจริญเตบิ โตไดงา ย
2. การใชเครื่องมือที่ไมถูกตองในหอง เชน ติดตั้งหมอตมน้ํารอนในตําแหนงท่ีอยูใตเครื่อง
ปรับอากาศ จะทําใหความช้ืนในอากาศสูง เครื่องปรับอากาศไมสามารถทําความเย็นได
ตามที่ตอ งการ
3. การใชสารเคมีอันตราย ในพื้นที่อับอากาศ หรือ การทํางานในพ้ืนที่อับอากาศ จะตอง
มปี ายเตอื น อนั ตราย และมีอปุ กรณปองกนั อันตรายสวนบคุ คลในกรณีปฏิบัตงิ านปกติ
4. สวนใหญจะพบวาการบํารุงรักษาไมสามารถปฏิบัติงานไดตามแผน เปนเหตุใหคุณภาพ
อากาศไมเปน ไปตามมาตรฐาน

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนที่ II หมวดท่ี 3 ขอ 3.1 สิ่งแวดลอมทางกายภาพและความปลอดภัย (ENV.1)
ก.ความปลอดภัยและสวัสดิภาพ, หมวดที่ 4 ขอ 4.2 การปฏิบัติเพ่ือการปองกันการติดเช้ือ
(IC.2) ก. การปอ งกันการตดิ เช้ือทว่ั ไป (2)

Reference
สแกน (scan) QR code เพอ่ื เขาถงึ เอกสารอางองิ (reference)

82

E 2: Working Conditions

Definition
จากการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษอยางเปนระบบ The Agency for Healthcare
Research and Quality (AHRQ) รายงานวา สภาพการทํางานในระบบบริการสุขภาพ
(health care working conditions) ที่สงผลกระทบตอความปลอดภัยของบุคลากร
และผปู ว ย ประกอบดว ย 5 องคป ระกอบสาํ คญั คอื Workforce Staffing, Workflow Design,
Personal/Social Issues, Physical Environment และ Organizational Factors

Goal
1. บคุ ลากรทุกคนทํางานภายใตสภาพการทาํ งานท่ีมัน่ คง ปลอดภัย ตลอดเวลา
2. บุคลากรมีความพึงพอใจ มีความปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตการทํางาน (quality of
working life)

Why
บุคลากรสุขภาพสวนใหญเปนผูปฏิบัติงานที่ใหบริการโดยตรงตอผูปวย ความพรอมท้ังดาน
รางกายและจิตใจ ของบุคลากร เปน human factors ซึ่งสงผลโดยตรงตอความปลอดภัย
ของผูป วย รวมทง้ั สภาพการทํางานทเ่ี ออื้ ตอ การทํางาน และมคี วามปลอดภัย เปน ปจจยั ทมี่ ผี ล
ตอ การเพมิ่ ขนึ้ หรอื ลดลงของประสทิ ธภิ าพการทาํ งานของบคุ คล ซง่ึ สง ผลทง้ั ตอ ผลลพั ธท จ่ี ะเกดิ
กับผูป วย และองคก ร

Process
1. Workforce Staffing
1.1 จัดระบบและดําเนินการบริหารจัดการอัตรากําลังใหมีบุคลากรเพียงพอกับภาระงาน
แตละประเภทท้ัง ปริมาณอัตรากําลัง และทักษะของบุคลากรท่ีเหมาะสมกับงาน
(workload management and adhere to safe staffing levels)
1.2 วางแผน และพัฒนาบุคลากรอยางตอเน่ือง รวมท้ังดําเนินการการสรรหาและธํารง
รักษาบคุ ลากรอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ เพอื่ ใหห นว ยงานมบี คุ ลากรความรู ความสามารถ
และทักษะเพยี งพอตอการทํางานที่รบั มอบหมาย

83

1.3 ควบคมุ กาํ กบั การจดั ตารางการทาํ งานใหบ คุ ลากรมชี ว่ั โมงการทาํ งาน และการพกั ผอ น
อยางเพียงพอ โดยเฉพาะบุคลากรท่ีทํางานแบบเวรผลัด (shift work) หลีกเลี่ยง
การมอบหมายใหบุคลากรทํางานตอเน่ืองยาวนานเกิน 12 ช่ัวโมงตอวัน เพ่ือปองกัน
การเหน่ือยลา

1.4 มีระบบการทบทวนความพรอม ความสามารถ และสมรรถนะในการทํางานของ
บุคลากรอยางสม่ําเสมอ โดยเฉพาะกลุมบุคลากรท่ีทํางานภายใตส่ิงแวดลอมท่ีกดดัน
หรอื มคี วามเส่ียง

1.5 เปดโอกาสใหบุคลากรมีสวนรวมในการกําหนดแนวปฏิบัติในการบริหารอัตรากําลัง
บนหลักการเพือ่ ความปลอดภยั ของผูปวยและตัวบคุ ลากร

2. Workflow Design
2.1 ทบทวนการไหลของงานอยา งสมาํ่ เสมอ เพอื่ ออกแบบกระบวนการทาํ งานใหบ คุ ลากร
ทํางานไดอยางราบร่ืน เอ้ือตอการทํางานตามมาตรฐานอยางเครงครัด เชน มีการลด
การทํางานที่ซํ้าซอน ซ้ําซาก พ้ืนที่การทํางานสะอาดเปนระเบียบไมมีส่ิงกีดขวาง
มี clinical decision algorithm มีการปองกันความเส่ียงจากการทํางาน ในแตละ
ขน้ั ตอน
2.2 จัดหาอุปกรณปองกันสวนบุคคล, เครื่องมือ อุปกรณ ในการทํางาน ที่ไดมาตรฐาน
ใหเพียงพอ มกี ารฝกอบรมและระบบประเมินเฝาระวงั ความเสย่ี งจากการทาํ งาน
2.3 สงเสริมการใช ergonomic systems approach และการใชเทคโนโลยี/อุปกรณ
ชวยในการทาํ งานใหง ายขน้ึ สะดวกขนึ้ เร็วขนึ้ และไมผ ดิ พลาด
2.4 สนับสนุนการมีสวนรวมของบุคลากรในการทบทวนและออกแบบการทํางานที่
ปลอดภัย

3. Personal/Social หรือ Psychosocial Factors
3.1 มีระบบสนับสนุนที่เพียงพอในการทําใหบุคลากรมีความพรอมทั้งรางกายและจิตใจ
ในการทาํ งาน
3.2 จดั ระบบการดูแลบุคลากรที่ตองทํางานทามกลางความกดดันดานรางกาย หรือจิตใจ
(physical and mental demanding work) ซง่ึ จะมคี วามเครยี ด เหนอื่ ยลา หมดไฟ
(burn out) ขาดแรงจงู ใจ/ไมพึงพอใจในการทาํ งาน
3.3 จดั กจิ กรรม หรือมีมาตรการเพ่ือสงเสริม healthy work-life balance
3.4 สงเสริมการทํางานเปน ทมี และใหความสาํ คัญกบั การใหโ อกาสบุคลากรแตล ะวชิ าชพี
ไดท ํางานอยางเตม็ ศักยภาพตามมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชพี

84

3.5 สงเสริมและใหความสําคัญกับการยกยอง ใหรางวัลเชิดชู บุคลากรท่ีมีผลงานเปนที่
ประจกั ษ

3.6 มีระบบการประเมินความพึงพอใจของบุคลากร/คุณภาพชีวิตการทํางาน และนําไปสู
การปรับปรงุ ใหดีขึน้ อยา งสม่าํ เสมอ

4. Physical Environment
4.1 ดําเนนิ การตามหลักอาชวี อนามยั อยางเครง ครัด ในการบริหารจดั การความปลอดภัย
ของอปุ กรณ เครอื่ งมือเคร่ืองใช อาคาร สถานที่และสงิ่ แวดลอมในการทาํ งาน
4.2 เครงครัดกับนโยบายความปลอดภัย และการจัดการ ควบคุม และปองกันความเส่ียง
ที่จะมีผลกระทบท้ังรางกายและจิตใจของบุคลากร ท้ังท่ีเกิดจากอันตราย/อุบัติเหตุ
ในท่ีทํางาน (workplace hazards), การกีดกันเลือกปฏิบัติ (discrimination),
ความรุนแรงในท่ีทํางาน (physical and psychological violence) และประเด็น
อ่ืนๆ ที่มีผลตอการทําใหบุคลากรสูญเสียความม่ันคงปลอดภัยสวนบุคคล (issues
pertaining to personal security)

5. Organizational Factors
5.1 หนว ยงานตอ งลงทนุ เพอื่ การพฒั นาและปรบั ปรงุ สภาพแวดลอ มการทาํ งานทปี่ ลอดภยั
และสง เสริมการพฒั นาคุณภาพชีวติ ของบคุ ลากร
5.2 สรางสรรควัฒนธรรมการทํางานที่มีความไววางใจ ใหความเคารพกันและกันระหวาง
ผบู รหิ าร กบั ผปู ฏบิ ตั งิ าน ระหวา งผปู ฏบิ ตั งิ านดว ยกนั และระหวา งบคุ ลากร กบั ผปู ว ย
และญาติ รวมทั้งชมุ ชน
5.3 บริหารอยางมีธรรมาภิบาล สงเสริมกิจกรรมท่ีจะทําใหมีการสื่อสารภายในองคกร
อยางเปนมิตร สรางความไวว างใจและการทาํ งานเปน ทมี
5.4 กําหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในเชิงบวก ท่ีจะทําใหบุคลากรรายงานความเสี่ยง
หรือความผดิ พลาด อยางสรางสรรค และนําไปสกู ารปองกันแกไข
5.5 สนับสนุนและใหโ อกาสบุคลากรในการพัฒนาตนเองอยา งเทาเทยี ม

Training
1. การฝก อบรมผบู ริหารทกุ ระดบั
2. การปฐมนเิ ทศบคุ ลากรใหม เกี่ยวกบั ระบบความปลอดภยั ในการทาํ งาน
3. ฝก อบรมทกั ษะในการใชอ ุปกรณป อ งกัน สวนบคุ คล อยางสมา่ํ เสอ

85

4. ฝกึ อบรมบุคลากรแตละกลุมในเรื่องท่ีเกี่ยวของกับการสรางความปลอดภัยในการทํางาน
อยางสมา่ํ เสมอ

5. การฝกอบรมเจา หนา ทค่ี วามปลอดภัย (จป.)
Monitoring

1. การบาดเจ็บจากการทํางานของบคุ ลากร
2. ปญหาสขุ ภาพท่สี ัมพันธกบั การทํางาน
3. อุบตั ิเหตุจากการทํางาน
4. ความพงึ พอใจในการทาํ งาน
5. Work-Life Balance
6. บรรยากาศการทํางาน
Pitfall
การขาดการติดตามประเมนิ ผลและทบทวนมาตรการตางๆ
ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบบั ท่ี 4 ตอนที่ I หมวดท่ี 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอ มของกาํ ลงั คน (WKF.1) ก. ขดี ความสามารถ
และความเพียงพอของกําลังคน (1), (2) และ (4) ข. บรรยากาศการทํางานของกําลังคน (1)
และ (2) ค. สุขภาพและความปลอดภัยของกาํ ลงั คน (1), (2), (3) และ (4)
Reference
สแกน (scan) QR code เพือ่ เขาถงึ เอกสารอา งองิ (reference)

86

E 3: Workplace Violence

Goal
ปองกนั ความรนุ แรงในหอ งฉกุ เฉนิ (prevent violence in emergency room)

Why
ความรุนแรงในหองฉุกเฉินเปนปญหาท่ีสําคัญ จากการศึกษา Emergency Department
Violence Study ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบวา พยาบาลหองฉุกเฉิน 54.5% ประสบกับ
เหตุการณความรุนแรงในท่ีทํางาน (workplace violence) และ 95.5% ของพยาบาลเช่ือวา
ความรุนแรงในที่ทํางานมีแนวโนมเพิ่มขึ้น 26.6% ของพยาบาลไมมีความสุขและมีความคิด
จะลาออกหรือยายงานเน่ืองจากความรุนแรงในที่ทํางาน 38.5% และ 76.9% ของเหตุการณ
ความรนุ แรงเกิดท่บี ริเวณจุดคัดแยก (Triage) และ เตียงผปู ว ย (ตามลําดับ)

ความรุนแรงในหองฉุกเฉินมี 3 ประเภทคือ การถูกทํารายดวยวาจา (verbal threat) การถูก
ทาํ รา ยรา งกาย (physical assault) และการสะกดรอยตาม (stalking)

Process
Emergency Nurse Association, Occupational Safety and Health Administration
(OSHA) และ Joint Commission แนะนํามาตรการและแนวทางในการปองกันความรุนแรง
ในหองฉกุ เฉินดงั น้ี
1. ระยะปอ งกนั
1.1 ผูบริหารตองกําหนดนโยบายความปลอดภัยบุคลากรและการปองกันความรุนแรง
ในหองฉกุ เฉนิ
1.2 จัดทํานโยบาย ไมยอมรับความรุนแรง (zero tolerance policy) ประชาสัมพันธ
ใหผูรับบริการทราบถึงสิทธิ์ของผูใหบริการ และโรงพยาบาลท่ีจะดําเนินการตาม
แนวปฏิบตั ทิ ส่ี ถานพยาบาลกําหนดทนั ที กรณีเกดิ ความรุนแรงทงั้ รา งกาย วาจา
1.3 Environment Control เชน ประตู access control ในหอ งฉกุ เฉนิ , กลอ งวงจรปด ,
มีเจาหนาที่รักษาความปลอดภัยประจําหองฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระบบ scan อาวุธ
1.4 จัดสถานท่ีหรือหองรอคอย ท่ีสะดวกสบาย มีสิ่งอํานวยความสะดวก เชน โทรทัศน
นา้ํ ด่ืม เปน ตน

87

1.5 จดั ทาํ แนวปฏบิ ตั กิ รณเี กดิ เหตกุ ารณค วามรนุ แรงทส่ี ง ผลตอ ความปลอดภยั ของบคุ ลากร
และผรู บั บรกิ ารรายอน่ื เชน กรณียกพวกตกี ัน การใชอาวุธ ในหอ งฉกุ เฉิน เปนตน

1.6 ประสานงานกบั ตาํ รวจ ทหาร เพอ่ื กาํ หนดแนวทางรว มกนั ในการปอ งกนั และลดความเสยี่ ง
กรณเี กิดความรุนแรง

1.7 จัดทําแนวทางการประเมินความเสี่ยงผูปวยและญาติท่ีมีแนวโนมจะกอความรุนแรง
(Behavioral Emergency Screening)

1.8 จดั ตงั้ Behavioral Emergency Response Team (BERT) ซง่ึ ควรจะประกอบไปดว ย
แพทย พยาบาลทไ่ี ดรบั การฝกอบรม เจา หนา ที่รักษาความปลอดภยั

2. ระยะเกดิ เหตุ
2.1 ขอความชว ยเหลอื ดว น (call for help early)
2.2 หลีกหนจี ากเหตุการณความรนุ แรง
2.3 ประสานงานกบั เจา หนา ทีร่ กั ษาความปลอดภยั ตํารวจ ทหาร
2.4 ประเมนิ ความเสีย่ งที่อาจเกิดขึ้น ถาความเสยี่ งสูง พจิ ารณาปดบรกิ าร
2.5 บันทกึ เหตกุ ารณทเี่ กิดขนึ้ และรายงานตอผบู ริหารทันที

3. ระยะหลงั เกดิ เหตุหรือระยะฟน ฟู
3.1 รายงานเหตกุ ารณตามแนวปฏบิ ตั ทิ สี่ ถานพยาบาลกําหนด
3.2 คนหาสาเหตุ (Root Cause Analysis) และแนวทางปอ งกัน
3.3 จดั ทํามาตรการเยียวยาบุคลากรทีไ่ ดรบั ผลกระทบจากความรนุ แรง

Training
1. อบรม Behavioral Emergency Screening
2. อบรมการจดั การกบั ความรนุ แรงในหอ งฉกุ เฉนิ
3. มีการซอมแผน

Monitoring
1. จาํ นวนครงั้ การเกดิ อบุ ัติการณค วามรุนแรงในหอ งฉกุ เฉนิ
2. ระดับความสาํ เรจ็ ในการดาํ เนนิ งานตามมาตรฐานการปองกันความรนุ แรงในหอ งฉุกเฉิน

Pitfall
1. ขาดการบรหิ ารจดั การเชงิ นโยบายและเชงิ ระบบเพอ่ื ปอ งกนั ภาวะความรนุ แรงในหอ งฉกุ เฉนิ
2. บคุ ลากรขาดประสบการณใ นการจดั การกบั ความรุนแรงในหองฉกุ เฉนิ
3. บุคลากรไมร ายงานเหตกุ ารณ เพราะรูสกึ วา รายงานไปก็ไมม ีประโยชน

88

ÁÒμðҹ HA
การปฏิบัติตามแนวทางขางตน คือการปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงพยาบาลและบริการสุขภาพ
ฉบับที่ 4 ตอนที่ I หมวดที่ 5 ขอ 5.1 สภาพแวดลอมของกําลังคน (WKF.1) ค. สุขภาพและ
ความปลอดภัยของกําลังคน (1), ตอนท่ี II หมวดที่ 3 ขอ 3.1 สิ่งแวดลอมทางกายภาพและ
ความปลอดภยั (ENV.1) ก. ความปลอดภยั และสวสั ดภิ าพ (1), (2), (4), และ (5) ค. การจดั การ
กับภาวะฉุกเฉนิ (1), (2) และ (3)

Reference
สแกน (scan) QR code เพื่อเขา ถงึ เอกสารอา งอิง (reference)

89

ºÃóҸ¡Ô ÒÃáÅмŒàÙ ÃÕºàÃÂÕ §

90

ºÃóҸԡÒÃáÅмٌàÃÂÕ ºàÃÕ§

ºÃóҸ¡Ô Òà สถาบันรบั รองคณุ ภาพสถานพยาบาล (องคก ารมหาชน)
พญ.ปย วรรณ ลมิ้ ปญ ญาเลศิ

¡Í§ºÃóҸԡÒà สถาบันรับรองคณุ ภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน)
สถาบันรบั รองคุณภาพสถานพยาบาล (องคก ารมหาชน)
นางวราภรณ สักกะโต สถาบนั รบั รองคณุ ภาพสถานพยาบาล (องคก ารมหาชน)
นางพัทธนนั ท คงชุม
ดร.นารรี ัตน ผุดผอ ง

¼ŒÙàÃÂÕ ºàÃÂÕ § กระทรวงสาธารณสุข
1. พญ.ประนอม คาํ เท่ยี ง แพทยสภา
2. นพ.สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ สภาการพยาบาล
3. ดร.กฤษดา แสวงดี สถาบนั การแพทยฉุกเฉนิ แหง ชาติ
4. นพ.สัญชยั ชาสมบตั ิ สาํ นกั โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดลอ ม
5. พญ.ฉนั ทนา ผดงุ ทศ กรมควบคมุ โรค
คณะแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน
6. รศ.พญ.เนสนิ ี ไชยเอีย คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธบิ ดี
7. ดร.นพ.นวนรรน ธรี ะอัมพรพันธุ มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะนติ ศิ าสตร มหาวิทยาลยั ศรปี ทมุ
8. นายนติ ิ เน่อื งจํานง กรมการแพทย
9. นพ.ภาสกร ชัยวานชิ ศิริ คณะแพทยศาสตรศริ ิราชพยาบาล
10. ผศ.นพ.ยงค รงคร ุงเรือง กรมสขุ ภาพจิต
11. นพ.ยงยทุ ธ วงศภ ิรมยศานติ์ กระทรวงสาธารณสุข
12. พญ.วลิ าวณั ย จงึ ประเสริฐ โรงพยาบาลนพรตั นร าชธานี
13. นพ.อดลุ ย บัณฑุกุล กองกฎหมาย สํานกั ปลดั กระทรวงสาธารณสขุ
14. นายอนุชา กาศลงั กา สาํ นกั ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
15. นพ.อิทธิพล สูงแขง็ เขตสุขภาพท่ี 7

91

16. พญ.อจั ฉรา ละอองนวลพานชิ กระทรวงสาธารณสุข
17. นพ.รัฐระวี พฒั นรตั นโมฬ โรงพยาบาลขอนแกน
18. นพ.ชาติชาย คลา ยสบุ รรณ โรงพยาบาลเจาพระยาอภัยภูเบศร
19. นพ.พฒั ธพงษ ประชาสนั ติกลุ โรงพยาบาลเจาพระยายมราช
20. นายเชาวลิต เมฆศริ ิธกลุ กองวิศวกรรมการแพทย
21. นายศิรชิ ัย นมิ่ มา สถาบนั การแพทยฉ ุกเฉนิ แหงชาติ

92

NOTE

......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................

93

NOTE

......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................
......................................................................................................................

94


Click to View FlipBook Version