การออกแบบแผนการจัดการเรยี นรู้
รายวชิ า ศิลปะ ดนตรี นาฏศลิ ป์
ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1
รหัสวชิ า ศ 11102
จานวน 80 ชัว่ โมง / 2 หน่วยกิต
จัดทาโดย
นายจักรกรา เสนา
รหัสประจาตวั 6181165071 เลขท่ี 12
คานา
แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายวิชาดนตรรี ะดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 จัดทาข้ึนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการ
จดั การเรยี นการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเปน็ สาคญั ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐานพทุ ธศักราช 2551
แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยเนื้อหาสาระดังต่อไปน้ี แผนการจัดการเรียนรู้รายเทอมซ่ึง
ประกอบด้วยมาตรฐานและตัวชี้วัดกลมสาระการเรียนรู้วิชาดนตรี แผนการจัดการเรียนรู้รายคาบทั้งหมด 4
แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1. การกาเนิดเสียง 2. จังหวะประกอบการร้องเพลง 3. เพลงใน
ชีวิตประจาวัน และ 4. บทเพลงท้องถิ่นของฉัน ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ได้ระบุมาตรฐาน ตัวชี้วัด
จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่หลากหลาย อัน
ได้แก่ จัดการเรียนร้แู บบใช้ชุดการสอน และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
(Inquiry Process) ซ่ึงแต่ละรูปแบบมีวิธีการจัดการเรียนการสอนท่ีแตกต่างกัน แต่ท้ังหมดนามาซึ่งการบรรลุ
จุดประสงค์การเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีใบงานและเกณฑ์การประเมินผล เพื่อใช้ ในการประเมินผลการเรียนรู้
ของนักเรียนแต่ละคนวา่ หลังจากเสร็จส้ินการเรียน นกั เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เน้ือหาสาระมากนอ้ ยเพยี งใด
ผา่ นเกณฑ์การประเมิน หรอื ไม่
ผจู้ ัดทาขอขอบพระคุณผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. พัชรีภรณ์ บางเขียว เปน็ อย่างย่ิง ท่ใี ห้คาปรึกษาและ
คาแนะนาตลอด ระยะเวลาการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ และหวังเป็นอยา่ งย่ิงว่าแผนการจัดการเรียนรเู้ ล่ม
นี้ เป็นประโยชน์กับการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ทาให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพตอ่ ไป
นายจกั รกรา เสนา
ผู้จัดทา
สารบญั หน้า
เรอ่ื ง 1-6
7-10
แผนการจดั การเรียนรู้รายปี 12-30
ตารางโครงสร้างรายวิชา 31
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง การกาเนดิ เสยี ง 33-54
55
ใบงานที่ 1 57-82
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง จงั หวะประกอบการร้องเพลง 83
ใบงานท่ี 2
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 เร่ือง เพลงในชวี ติ ประจาวนั
ใบงานท่ี 3
1
แผนการจดั การเรียนรู้รายปี
รายวชิ า ดนตรี-นาฏศลิ ป์ ศลิ ปะ รหสั วิชา ศ11102 กลุม่ สาระการเรยี นรูศ้ ลิ ปะ
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ปีการศึกษา 2564 จานวน 80 ชวั่ โมง 2 หน่วยกติ
ครผู สู้ อน นายจกั รกรา เสนา
1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชวี้ ัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ 1 ทศั นศลิ ป์
มาตรฐานท่ี ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์
วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ช่ืนชม ประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจาวนั
มาตรฐานท่ี ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า
งานศิลปะทเ่ี ปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น ภมู ิปญั ญาไทยและสากล
สาระท่ี 2 ดนตรี
มาตรฐานท่ี ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า
ดนตรี ถ่ายทอดความรูส้ กึ ความคดิ ต่อดนตรีอย่างอสิ ระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจาวนั
มาตรฐานที่ ศ 2.2 เข้าใจความสมั พันธ์ระหว่างดนตรี ประวตั ิศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณคา่ ดนตรี
เปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ินภูมิปัญญาไทยและสากล
สาระท่ี 3 นาฏศลิ ป์
มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์
คุณคา่ นาฏศิลป์ ถา่ ยทอดความรู้สึก ความคดิ อยา่ งอสิ ระ ช่ืนชม และประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจาวัน
มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า
ของนาฏศลิ ป์ทเ่ี ป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน ภมู ิปัญญาไทยและสากล
ตัวชีว้ ดั
สาระที่ 1 ทัศนศิลป์
มาตรฐานที่ ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์
วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม ประยุกต์ใช้
ในชีวติ ประจาวัน
ป.1/1 อภิปรายเกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะและขนาดของสิง่ ต่าง ๆ รอบตัวในธรรมชาติและสิ่งท่ี
มนุษยส์ รา้ งข้ึน
ป.1/2 บอกความรู้สกึ ทม่ี ตี อ่ ธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ มรอบตัว
ป.1/3 มที ักษะพน้ื ฐานในการใช้วสั ดุอปุ กรณส์ รา้ งงานทศั นศลิ ป์
2
ป.1/4 สรา้ งงานทศั นศิลปโ์ ดยการทดลองใช้สดี ว้ ยเทคนคิ งา่ ย ๆ
ป.1/5 วาดภาพระบายสีภาพธรรมชาติตามความรู้สกึ ของตนเอง
มาตรฐานท่ี ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า
งานศิลปะที่เปน็ มรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ ภมู ปิ ญั ญาไทยและสากล
ป.1/1 ระบงุ านทศั นศิลปใ์ นชวี ิตประจา้ วนั
สาระท่ี 2 ดนตรี
มาตรฐานท่ี ศ 2.1 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า
ดนตรี ถา่ ยทอดความรู้สกึ ความคดิ ตอ่ ดนตรอี ยา่ งอิสระ ชืน่ ชม และประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั
ป.1/1 รู้วา่ สง่ิ ตา่ ง ๆ สามารถกอ่ กาเนดิ เสียงท่แี ตกตา่ งกนั
ป.1/2 บอกลักษณะของเสียงดัง - เบาและความช้า - เร็วของจังหวะ
ป.1/3 ทอ่ งบทกลอน รอ้ งเพลงง่าย ๆ
ป.1/4 มสี ่วนรว่ มในกิจกรรมดนตรีอยา่ งสนุกสนาน
ป.1/5 บอกความเก่ียวขอ้ งของเพลงที่ใชใ้ นชวี ิตประจาวัน
มาตรฐานท่ี ศ 2.2 เขา้ ใจความสมั พันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณค่าดนตรี
เปน็ มรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่ินภูมิปัญญาไทยและสากล
ป.1/1 เล่าถงึ เพลงในทอ้ งถิ่น
ป.1/2 ระบสุ งิ่ ทชี่ นื่ ชอบในดนตรที อ้ งถ่นิ
สาระที่ 3 นาฏศิลป์
มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์
คุณค่านาฏศิลป์ ถา่ ยทอดความรูส้ ึก ความคิดอย่างอิสระ ช่ืนชม และประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั
ป.1/1 เลยี นแบบการเคลือ่ นไหว
ป.1/2 แสดงทา่ ทางง่าย ๆ เพอ่ื สือ่ ความหมายแทนคาพูด
ป.1/3 บอกสง่ิ ท่ตี นเองชอบ จากการดหู รือร่วมการแสดง
มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า
ของนาฏศลิ ปท์ ี่เปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ภมู ิปญั ญาไทยและสากล
ป.1/1 ระบุและเลน่ การละเลน่ ของเด็กไทย
ป.1/2 บอกสงิ่ ทีต่ นเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์
3
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 ความรู้(K)
1. อธิบายเกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะและขนาดของส่ิงต่าง ๆ รอบตัวในธรรมชาติและสิ่งท่ีมนุษย์สร้าง
ข้ึนได้(K)
2. บอกความรสู้ กึ ทม่ี ตี ่อธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้(K)
3. บอกทกั ษะพืน้ ฐานในการใช้วสั ดอุ ปุ กรณส์ ร้างงานทัศนศิลป์ได(้ K)
4. อธิบายทัศนศิลปโ์ ดยการทดลองใช้สดี ว้ ยเทคนคิ ง่าย ๆได้(K)
5. อธบิ ายภาพระบายสภี าพธรรมชาตติ ามความรสู้ กึ ของตนเองได้(K)
6. อธบิ ายการก่อกาเนิดเสยี งท่แี ตกต่างกนั ได้(K)
7. บอกลักษณะของเสียงดงั -เบา และความชา้ -เรว็ ของจังหวะได้(K)
8. วเิ คราะห์บทกลอนรอ้ งเพลงงา่ ยๆได(้ K)
9. อธบิ ายการมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมดนตรีอย่างสนุกสนานได(้ K)
10. บอกเพลงเกยี่ วขอ้ งทีใ่ ชใ้ นชีวิตประจาวันได(้ K)
11. อธิบายเกีย่ วกับบทเพลงพ้ืนบา้ นของทอ้ งถ่ินได้(K)
12. บอกสิง่ ทีช่ ื่นชอบในท้องถ่ินได้(K)
13. อธบิ ายการเลียนแบบการเคล่อื นไหวได(้ K)
14. บอกท่าทางงา่ ย ๆ เพ่ือส่ือความหมายแทนคาพูดได้(K)
15. อธบิ ายสิ่งท่ตี นเองชอบ จากการดหู รือร่วมการแสดงได(้ K)
16. อธิบายการละเลน่ ของเด็กไทยได(้ K)
17. บอกส่ิงท่ีตนเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์ได้(K)
2.2 ทกั ษะ(P)
1. อภิปรายเกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะและขนาดของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในธรรมชาติและส่ิงท่ีมนุษย์สร้าง
ขนึ้ ได้(P)
2. อภิปรายความร้สู ึกทีม่ ีตอ่ ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมรอบตัวได้(P)
3. ปฏิบตั ทิ ักษะพื้นฐานในการใช้วัสดุอปุ กรณส์ ร้างงานทศั นศิลป์ได้(P)
4. สร้างงานทัศนศิลป์โดยการทดลองใช้สีด้วยเทคนิคง่ายๆได(้ P)
5. วาดภาพระบายสภี าพธรรมชาติตามความรสู้ กึ ของตนเองได(้ P)
6. นาเสนอทัศนศลิ ป์ในชวี ิตประจาวันได(้ P)
7. แสดงการเปรยี บเทียบการกอ่ กาเนดิ เสยี งทแ่ี ตกต่างกนั (P)
8. ปฏบิ ตั ิลกั ษณะของเสยี งดงั -เบา และความช้า-เร็วของจังหวะ(P)
4
9. แสดงบทกลอนร้องเพลงง่ายๆ(P)
10. แสดงการมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมดนตรอี ยา่ งสนกุ สนาน(P)
11. นาเสนอเพลงเกีย่ วข้องทใี่ ชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้(P)
12. นาเสนอเพลงในท้องถิ่น(P)
13. นาเสนอส่งิ ทีช่ นื่ ชอบในดนตรีทอ้ งถิ่น(P)
14. เลยี นแบบการเคลือ่ นไหวได้(P)
15. แสดงทา่ ทางง่าย ๆ เพ่อื ส่อื ความหมายแทนคาพดู ได้(P)
16. อภิปรายสิ่งทีต่ นเองชอบ จากการดหู รือรว่ มการแสดงได้(P)
17. แสดงการละเลน่ ของเดก็ ไทยได้(P)
18. อภปิ รายส่งิ ทตี่ นเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์ได้(P)
2.3 เจตคติ(A)
1. พงึ พอใจเก่ียวกับรูปร่าง ลักษณะและขนาดของสิง่ ต่าง ๆ รอบตวั ในธรรมชาตแิ ละส่งิ ทม่ี นุษย์สรา้ งข้ึน(P)
2. เห็นคุณค่าความรู้สกึ ทมี่ ตี ่อธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมรอบตวั (P)
3. เห็นคณุ คา่ พ้นื ฐานในการใชว้ สั ดุอุปกรณ์สร้างงานทศั นศลิ ป(์ P)
4. พึงพอใจงานทัศนศิลป์โดยการทดลองใช้สีด้วยเทคนิคง่าย ๆ(P)
5. ภมู ิใจภาพระบายสภี าพธรรมชาติตามความรสู้ ึกของตนเอง(P)
6. เหน็ คุณค่าในงานทศั นศลิ ปใ์ นชวี ิตประจ้าวัน(P)
7. ช่ืนชมลกั ษณะของเสียงทีไ่ ดย้ ิน (A)
8. เหน็ คณุ ค่าความสาคญั ของเสียงดงั -เบา และความช้า-เรว็ ของจงั หวะ(A)
9. ชืน่ ชมการอา่ นบทกลอนตามจังหวะที่ถกู ต้อง(A)
10. ชนื่ ชมการมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมดนตรี(A)
11. เหน็ คุณค่าเพลงท่ใี ช้ในชวี ิตประจาวนั (A)
12. ชืน่ ชมเพลงในทอ้ งถนิ่ (A)
13. ชน่ื ชมในสิ่งทีช่ ่นื ชอบในดนตรีท้องถนิ่ (A)
14. เห็นคณุ ค่าของการเลียนแบบการเคล่อื นไหว(A)
15. เหน็ คณุ คา่ การแสดงท่าทางงา่ ย ๆ เพ่ือสือ่ ความหมายแทนคาพูด(A)
16. เหน็ คุณค่าส่งิ ท่ตี นเองชอบ จากการดูหรือรว่ มการแสดง(A)
17. ภูมิใจการละเลน่ ของเดก็ ไทย(A)
18. เหน็ คุณค่าในส่ิงทต่ี นเองชอบในการแสดงนาฏศิลป(์ A)
5
3. สาระสาคัญ
เรียนรูเ้ รื่องเสียงท่ีอยู่รอบตวั เราจากแหล่งกาเนิดเสียงท่ีแตกต่างกนั แต่ละเสียงมีลกั ษณะเสียงท่ี
แตกต่างกนั การเขา้ ใจจงั หวะเพลงจะทาใหเ้ รารอ้ งและเคลือ่ นไหวตามเพลงไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและสนกุ สนาน
บทเพลงต่างๆ มีความหมายและใหอ้ ารมณ์ ความรูส้ ึกแก่ผูฟ้ ังแตกต่างกัน ซ่ึงเนือ้ หาของบทเพลงอาจ
สอดแทรกขอ้ คิดเร่ืองราวต่าง ๆ ไวใ้ นบทเพลงเพ่ือใหผ้ ูฟ้ ังไดซ้ าบซึง้ และเขา้ ใจบทเพลงมากขึน้ บทเพลง
ทอ้ งถ่ินสะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในแต่ละทอ้ งถ่ิน เป็นมรดกของทอ้ งถ่ินและของชาติท่ี
ควรค่าแกก่ ารอนรุ กั ษไ์ วใ้ หค้ งอย่ตู อ่ ไป
4. สาระการเรยี นรู้
1. การกาเนิดเสียง 2. คุณสมบตั ขิ องเสียง
3. เสียงจากเคร่ืองดนตรี 4. สีสนั ของเสียงมนษุ ย์
5. ความหมายของจังหวะ 6. จังหวะเพลงไทย
7. จังหวะเพลงสากล 8. การอ่านบทกลอนประกอบจังหวะ
9. เพลงกลอ่ มเด็ก 10. เพลงประกอบการละเล่น
11. เพลงสาคัญของชาติ 12. การร้องเพลงประกอบจังหวะ
13. เพลงพน้ื บ้านภาคเหนอื 14. เพลงพน้ื บา้ นภาคกลาง
14. เพลงพ้นื บา้ นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื 15. เพลงพน้ื บ้านภาคใต้
5. คาอธบิ ายรายวิชา
ทัศนศิลป์
ศึกษารูปร่าง ลักษณะ และขนาดของส่ิงต่าง ๆ รอบตัวในธรรมชาติและส่ิงท่ีมนุษย์สร้างขึ้น
ความรูส้ ึกท่ีมตี ่อธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น รู้สึกประทับใจกับความงามของบรเิ วณรอบอาคารเรียน
หรือรสู้ ึกถงึ ความไมเ่ ป็นระเบยี บ ของสภาพภายในหอ้ งเรยี น ระบงุ านทศั นศิลปใ์ นชวี ติ ประจาวัน
ฝึกทักษะการใช้วัสดุ อุปกรณ์ เช่น ดินเหนียว ดินน้ามัน ดินสอ พู่กัน กระดาษ สีเทียน สีน้า
ดนิ สอสีสร้างงานทศั นศิลป์ ทดลองสีด้วยการใช้สีน้า สโี ปสเตอร์ สีเทียนและสีจากธรรมชาติที่หาได้ในท้องถ่ิน
วาดภาพระบายสีภาพธรรมชาตติ ามความร้สู กึ ของตนเอง
เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ในชีวิตประจาวันท่ี มีความคิดสร้างสรรค์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งม่ันในการ
ทางาน รักในความเปน็ ไทยมจี ติ สาธารณะ
6
ดนตรี
ศึกษาการกาเนิดของเสียง เสียงจากธรรมชาติ แหล่งกาเนิดของเสียง ระดับเสียงดัง-เบา
(Dynamic) อัตราความเร็วของจังหวะTempo บอกความเก่ยี วข้องของเพลงที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวัน ท่ีมาของบท
เพลงในทอ้ งถิน่ สงิ่ ที่ช่ืนชอบในดนตรีท้องถิ่น
ฝึกทักษะการอ่านบทกลอนประกอบจังหวะการร้องเพลงประกอบจังหวะ ร่วมในกิจกรรมดนตรีอย่าง
สนุกสนาน
เห็นคุณค่าบทเพลงในท้องถ่ิน มีความคิดสร้างสรรค์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทางาน รักในความ
เป็นไทยมีจติ สาธารณะ
นาฏศลิ ป์
ศึกษาการละเล่นของเด็กไทย วิธีการเล่น กติกา บอกสิ่งทีต่ นเองชอบในการแสดงนาฏศิลป์และ
การเปน็ ผชู้ มที่ดี
ฝึกทักษะการใช้ภาษาท่า และการประดิษฐ์ท่าประกอบเพลงการแสดงประกอบเพลงท่ีเก่ียวกับ
ธรรมชาติสัตว์
เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากลมี
ความคิดสรา้ งสรรค์ มีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ มั่นในการทางาน รักในความเปน็ ไทยมจี ิตสาธารณะ
รหสั ตัวชว้ี ดั
ศ1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5
ศ1.2 ป.1/1
ศ2.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5
ศ2.2 ป.1/1, ป.1/1
ศ3.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
ศ3.2 ป.1/1, ป.1/2
รวมท้งั หมด 18 ตวั ช้ีวดั
7
รายวชิ าดนตรี-นาฏศิลป์ ทศั นศลิ ป์ โครงสรา้ งรายวชิ า กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 1
รหัสวชิ า ศ11102 จานวน 80 ชั่วโมง
ปกี ารศึกษา 2564
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ เวลา(ชว่ั โมง)
ตวั ชีว้ ัด
1 การกาเนดิ เสียง 4
1.1 การกาเนดิ เสียง
ศ 2.1 ป.1/1 2
1.2 คุณลักษณะของเสยี ง
ศ 2.1 ป.1/2 2
2 จังหวะประกอบการรอ้ งเพลง 4
1
2.1 จงั หวะสากล ศ 2.1 ป.1/2 1
1
2.2 จงั หวะเพลงไทย ศ2.1 ป.1/3 1
6
2.3 การอา่ นบทกลอนประกอบจงั หวะ ศ 2.1 ป.1/4 1
1
2.4 การรอ้ งเพลงประกอบจงั หวะ 1
1
3 เพลงในชีวิตประจาวนั 1
1
3.1 เพลงกล่อมเดก็ ภาคเหนือ ศ 2.1 ป.1/5 6
1
3.2 เพลงกล่อมเดก็ ภาคกลาง 1
1
3.3 เพลงกลอ่ มเดก็ ภาคะวันออกเฉยี งเหนือ 1
1
3.4 เพลงกลอ่ มเด็กภาคใต้ 1
3.5 เพลงประกอบการละเลน่ 20
6
3.6 เพลงสาคัญของชาติ 1
4 บทเพลงท้องถน่ิ ของฉนั
4.1 เพลงพื้นบ้านภาคเหนอื ศ 2.2 ป.1/1
4.2 เพลงพ้ืนบ้านภาคกลาง ศ 2.2 ป.1/2
4.3 เพลงพ้นื บา้ นภาคะวันออกเฉียงเหนอื
4.4 เพลงพ้ืนบา้ นภาคใต้
4.5 บทเพลงพื้นบา้ นของฉนั
4.6 การแสดงเพลงพน้ื บา้ น
สอบปลายภาค ภาคเรียนที่ 1
รวม
5 การเคล่อื นไหวพนื้ ฐาน
5.1 การเคล่อื นไหวรา่ งกายเลียนแบบธรรมชาติ ศ 3.1 ป.1/1
5.2 การเคล่ือนไหวรา่ งกายเลียนแบบคน. 8
5.3 การเคลอื่ นไหวร่างกายเลียนแบบสตั ว์. 1
1
5.4 การเคลื่อนไหวรา่ งกายเลียนแบบสงิ่ ของ 1
2
5.5 การแสดงท่าทางประกอบเพลงท่ีเก่ียวกับ
4
ธรรมชาติและสตั ว์ 2
2
6 ภาษาทา่ ทางนาฏศิลป์ไทยและนาฏยศัพท์ 7
1
6.1 นาฏยศพั ท์ ศ 3.1 ป.1/2
1
6.2 ภาษาท่าทางนาฏศิลปไ์ ทย
1
7 การแสดงนาฏศิลปไ์ ทย
1
7.1 การแสดงนาฏศิลป์ไทย: ระบา ศ 3.1 ป.1/3
1
ศ 3.2 ป.1/2
2
7.2 การแสดงนาฏศิลป์ไทย: รา ๓
๑
7.3 การแสดงนาฏศลิ ป์ไทย: ฟ้อน ๑
๑
7.4 การแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทย: โขน
20
7.5 การแสดงนาฏศลิ ป์ไทย: ละคร 4
1
7.6 การเปน็ ผชู้ มทีด่ ี 1
1
8 การละเล่นของเดก็ ไทย 1
8.1 การละเล่นของเด็กไทย : งูกินหาง ศ 3.2 ป.1/1
8.2 การละเล่นของเดก็ ไทย : รีรขี า้ วสาร
8.3 การละเลน่ ของเด็กไทย : มอญซอ่ นผา้
สอบปลายภาค ภาคเรียนท่ี 2
รวม
9 เร่มิ เรียนทศั นศิลป์
9.1 ความหมายของศลิ ปะและทัศนศลิ ป์ ศ 1.1 ป.1/1
9.2 จุดและเส้น ศ 1.1 ป.1/3
9.3 รูปร่าง: รปู เลขาคณติ
9.4 รูปรา่ ง: รปู อนิ ทรียแ์ ละรปู อิสระ
10 ความรู้สกึ ของฉนั 9
10.1 ความหมายและประเภทของความรสู้ กึ ศ 1.1 ป.1/2 4
1
ศ 1.2 ป.1/3
1
10.2 ความร้สู ึกกับสง่ิ แวดลอ้ ม 1
1
10.3 การถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเปน็ ผลงาน 6
1
10.4 กจิ กรรมความคดิ สร้างสรรค์ 1
1
11 สนกุ กับสีเทยี น
1
11.1 สีเทยี น ศ 1. ป.1/3
1
11.2 วิธีการใชส้ เี ทยี น ศ 1.1 ป.1/4
1
11.3 เทคนิคการใช้สีเทียน : การวาดภาพลายเส้น ศ1.1ป.1/5
6
และการวาดภาพโดยใช้เสน้ สลับสี 2
1
11.4 เทคนิคการใช้สีเทียน : การเขียนเป็น 1
1
ตัวอักษรและการวาดภาพโดยไมต่ ัดเสน้ 1
11.5 เทคนิคการใช้สเี ทยี น : การระบายสีแบบเส้น 20
1
บังคบั สี 1
1
11.6 การระบายสีภาพธรรมชาติและวิธีการเก็บ 1
1
รกั ษาสเี ทียน
1
12 ฝนสไี มใ้ หส้ นุก
12.1 สีไม้และการระบายสไี ม้แบบเสน้ บังคับสี ศ 1.1 ป.1/3
12.2 การระบายสีแบบไลน่ ้าหนัก ศ 1.1 ป.1/5
12.3 การฝนสไี ม้
12.4 การระบายสธี รรมชาติ
12.5 วิธกี ารเก็บรกั ษาสีไม้
สอบปลายภาค ภาคเรยี นท่ี 1
รวม
13 เล่นสีน้ากันดกี ว่า
13.1 สนี า้ และแม่สี ศ 1.1 ป.1/3
13.2 วัสดุอปุ กรณใ์ นการใช้สนี ้า ศ 1.1 ป.1/4
13.3 การประดษิ ฐอ์ ุปกรณง์ ่ายๆด้วยตนเอง ศ1.1ป.1/5
13.4 วิธีการและเทคนิคการใช้สีน้า :การสปริง
พ่กู ัน
13.5 วิธีการและเทคนิคการใช้สีน้า :การวาดภาพ
10
อิสระดว้ ยสนี ้า
13.6 การระบายสภี าพธรรมชาติ 1
13.7 การเก็บรักษาวสั ดอุ ปุ กรณ์ 1
14 สีโปสเตอรไ์ ม่ยากอย่างทคี่ ดิ 11
14.1 สีโปสเตอรแ์ ละการผสมสี ศ 1.1 ป.1/3 1
14.2 วัสดุอปุ กรณใ์ นการใช้สีโปสเตอร์ ศ 1.1 ป.1/4 1
14.3 การระบายสโี ปสเตอร์แบบเรียบ 1
14.4 การแต้มสีเป็นภาพ 1
14.5 การระบายดว้ ยสสี ดใส 1
14.6 การระบายด้วยสที ี่ผสมสดี า 1
14.7 การระบายดว้ ยสีท่ผี สมสขี าว 1
14.8 การระบายสแี บบพื้นหลังสีอ่อนรูปข้างหน้า 1
สีเขม้
14.9 การระบายสีแบบพื้นหลังสีเข้มรูปข้างหน้า 1
สีอ่อน
14.10 การระบายสโี ปสเตอร์ลงบนกระดาษสี 1
14.11 การเก็บรกั ษาอปุ กรณ์ 1
15 ทศั นศลิ ป์รอบตัว 2
15.1 ทศั นศิลป์ในชีวิตประจาวัน ศ 1.2 ป.1/1 1
15.2 ประโยชน์และคุณคา่ ของงานทัศนศลิ ป์ 1
สอบปลายภาค ภาคเรยี นที่ 2
รวม 20
11
แผนการเรยี นรูร้ ายหน่วย
หนว่ ยที่ 1 การกาเนดิ เสยี ง
12
แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ า ดนตรี
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
สาระการเรียนรู้ ศิลปะ
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 เวลา 4 ชวั่ โมง
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 เร่อื ง การกาเนิดเสยี ง
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้ีวดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ศ 2.1 เข้าใจและแดงออกทางดนตรีอย่างร้างสรรค์ วเิ คราะห์ วิพากษว์ จิ ารณ์คณุ คา่ ดนตรี
ถ่ายทอดความรสู้ ึกความคดิ ต่อดนตรีอย่างอิสระ ช่นื ชม และประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวัน
ตวั ช้วี ดั
ศ 2.1 ป.1/1 รู้ว่าส่งิ ตา่ ง ๆ สามารถก่อกาเนิดเสียงท่ีแตกต่างกนั
ศ 2.1 ป.1/2 บอกลักษณะของเสียงดัง-เบา และความชา้ -เรว็ ของจังหวะ
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธบิ ายการก่อกาเนดิ เสยี งท่แี ตกต่างกันได้ (K)
2.2 แสดงการเปรยี บเทียบการกอ่ กาเนดิ เสียงที่แตกตา่ งกันได้ (P)
2.3 ชื่นชมลักษณะของเสียงท่ีไดย้ นิ (A)
2.4 บอกลักษณะของเสยี งดงั -เบา และความช้า-เรว็ ของจังหวะได้ (K)
2.5 ปฏิบตั ลิ กั ษณะของเสยี งดัง-เบา และความชา้ -เรว็ ของจังหวะ (P)
2.6 เห็นคุณค่าความสาคญั ของเสียงดงั -เบา และความช้า-เร็วของจังหวะ (A)
3. สาระสาคญั
เสียงทอ่ี ยู่รอบตวั เรามาจากแหล่งกาเนดิ เสียงท่ีต่างกันและเสยี งจะมีคุณลักษณะแตกต่างกนั
4. สาระการเรียนรู้
1.การกาเนดิ เสยี ง
2.คุณสมบัติของเสยี ง
3.เสียงจากเครอ่ื งดนตรี
4.สีสนั ของเสียงมนุษย์
13
5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น( เฉพาะทเ่ี กิดในหนว่ ยการเรยี นรู้น้ี)
ความสามารถในการสอื่ สาร
ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหา
ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (จุดเนน้ ส่กู ารพัฒนาคณุ ภาพผู้เรียน)
ทกั ษะการอ่าน (Reading)
ทักษะการ เขียน (Writing)
ทกั ษะการ คดิ คานวณ (Arithmetic)
ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and
problem solving)
ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์และนวตั กรรม (Creativity and innovation)
ทกั ษะดา้ นความร่วมมอื การทางานเปน็ ทมี และภาวะผู้นา (Collaboration , teamwork
and leadership)
ทักษะด้านความเขา้ ใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding)
ทักษะดา้ น การส่ือสาร สารสนเทศ และรเู้ ท่าทันสื่อ (Communication information and
media literacy)
ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร (Computing)
ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change)
ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change)
ทักษะการเรยี นรู้(Learning Skills)
ภาวะผนู้ า(Leadership)
7. ช้ินงานหรือภาระงาน ( หลกั ฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ )
1. ใบงานท่ี 1 เร่ือง การกาเนิดเสียง
2. การสงั เกตภาพและบอกลกั ษณะของเสยี งดงั -เบา
14
8. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 หนว่ ยย่อยที่ 1.1 เร่ือง การกาเนิดเสยี ง (ใชใ้ นการสอบสอนผา่ นการอัดวดี ีโอ)
ชัว่ โมงที่ 1 (ใช้รูปแบบการเรยี นรู้การจัดการเรียนร้โู ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้
(Inquiry Process))
ข้ันที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ
1.ครใู ห้ดคู ลปิ การกาเนดิ เสียง
2.ครูใหน้ ักเรียนในชั้นเรยี นทง้ั หมดเงยี บเสยี ง จากน้ันครูถามนกั เรียนวา่ ไดย้ นิ เสียงอะไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคาตอบ เสยี งหายใจ เสยี งขยบั ตัว เสยี งลมพดั )
3.ครทู าเสียงต่าง ๆ ตอ่ ไปนี้ เสยี งกบร้อง (อ๊บ อบ๊ , จิ๊บ จบิ๊ , เอกอิเอ้กเอ้ก) จากนน้ั ให้นักเรียน
รว่ มกันทายวา่ เสยี งท่ีไดย้ นิ คือเสียงอะไร
ขั้นที่2. ข้ันสารวจและคน้ หา
1.ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียน 2 คน ปฏิบัติการเลียนเสียงกาหนดให้ดังนี้ เสียงรถไฟ
เสียงแมว แล้วถามเสียงที่ครูให้ทาเกิดจากแหล่งกาเนิดอะไร (เสียงที่มนุษย์สร้างขึ้น เสียงจาก
ธรรมชาติ)
2. ครใู หน้ กั เรยี นเล่นเกมเสยี งใครเอย่ โดยมวี ธิ ีการเล่นดงั นี้
- ใหน้ กั เรียนเปล่งลกั ษณะของเสียงตามภาพที่เห็น
- ครูขึ้นบัตรภาพลูกไก่ ภาพฝนตก ภาพรถยนต์ ภาพคลื่นซดั สาดรมิ ฝั่ง ภาพไก่ขัน และ
ภาพกบ
- ครูนาบตั รคาตอ่ ไปน้ีข้ึนใน power point แลว้ พานกั เรยี นอ่านทีละใบจนครบ
จ๊ิบ จิ๊บ ซู่ ซู่ บร้ืน บรื้น ซา่ ซา่ เอก อี เอ้ก เอก้ อ๊บ อ๊บ
3. ครูอธิบายวิธีการเล่นเกมเสียงใครเอ่ยให้นักเรียนฟังว่า ถ้าครูเปิดบัตรคาใดให้นักเรียน
เปล่งเสียงองลักษณะของเสียงที่ตรงบัตรคาดังกล่าว โดยครูจะสุ่มถามใครตอบถูกต้องเป็นคนแรกจะ
ได้คะแนน 1 คะแนน ถ้าใครตอบก่อนแต่ตอบผิดจะให้คนต่อไปตอบจนกว่าจะได้คนท่ีถูกต้อง เล่นจน
ครบบัตรคาทัง้ 6
15
ขั้นท3่ี . ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป
ครนู าขอ้ มลู ท่ีไดม้ าสรปุ เป็นแผนภาพพรอ้ มทง้ั อธิบายเพ่ิมเติม
เสียงคล่ืนกระทบ เสียงสงิ โต
ฝั่ง คาราม
เดก็ ร้องไห้ เสยี งทเี่ กดิ จากธรรมชาติ เสยี งกระดิ่ง
ธรรมชาติ
สสี ันของเสยี งมนุษย์ แหลง่ กาเนิดเสียง เสียงทีม่ นษุ ยส์ ร้างข้นึ
ตะโกน เสยี งเครือ่ งดนตรี เสียงโทรศัพท์
เสียงระนาด เสียงกลอง
ขน้ั ที4่ . ขั้นขยายความรู้
1.ใหน้ ักเรยี นและครรู ่วมกนั สรุปความรู้ ดงั น้ี
- เสียงที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรามีแหล่งกาเนิดเสียงแตกต่างกัน และเม่ือได้ยินเสียงจะให้
ความร้สู กึ ท่แี ตกต่างกันตามแหล่งกาเนิดเสยี ง
2.ใหน้ ักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเหน็ โดยครใู ช้คาถามทา้ ทาย ดังนี้
- เสยี งของส่ิงต่าง ๆ รอบตวั เราเสยี งใดบ้างทีม่ เี สยี งเหมือนเครอ่ื งดนตรี
ข้ันท่5ี . ข้นั ประเมนิ ผล
ครใู หท้ าใบงานที่ 1 เรอื่ ง การกาเนิดเสยี ง สง่ เปน็ การบา้ น
16
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 1 หน่วยย่อยท่ี 1.1 การกาเนิดเสียง
ช่ัวโมงที่ 2 (ใชร้ ูปแบบการเรียนรู้การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry
Process))
ขนั้ ท่ี 1 ขั้นสร้างความสนใจ
1. ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สนทนาเก่ียวกับเสียงท่นี ักเรียนเคยไดย้ นิ ในชีวิตประจาวนั โดยครูใช้คาถาม
ดังนี้
- นักเรยี นไดย้ นิ เสยี งที่เกดิ จากธรรมชาตอิ ะไรบ้าง (ตวั อย่างคาตอบ เสียงฟ้าผ่า เสียงไกข่ ัน)
- นกั เรยี นไดย้ นิ เสียงทมี่ นุษยส์ รา้ งขึ้นอะไรบ้าง (ตัวอยา่ งคาตอบ เสียงรถยนต์ เสียงนาฬกิ า)
- นกั เรยี นได้ยนิ เสียงเครอื่ งดนตรใี ดบา้ ง (ตัวอยา่ งคาตอบ เสียงซออู้ เสียงระนาด)
- นักเรียนไดย้ ินเสยี งมนษุ ยใ์ นลักษณะใดบา้ ง (ตวั อยา่ งคาตอบ เสยี งคนตะโกน)
จากนั้นครูคัดเลือกผู้แทนนักเรียนจานวน 8 คน ออกมาเลียนแบบเสียงโดยจาแนกตาม
แหลง่ กาเนิดท้ัง 4 ประเภท ประเภทละ 2 คน โดยให้นักเรียนปฏิบัติทีละคน แล้วให้เพ่ือน ๆ ร่วมกันทายจน
ครบทุกคน
ขั้นที่2. ขนั้ สารวจและค้นหา
1. ครูเลือกเสียงท่ีได้ยินในชีวิตประจาวันมา 1 เสียง แล้ววาดภาพเสียงน้ันลงบนกระดานให้นักเรียนดู
พรอ้ มทงั้ อธิบายและแสดงความรู้สึกตอ่ เสยี งในภาพดังกลา่ วให้นักเรยี นฟังตามหวั ข้อตอ่ ไปนี้
- เสยี งท่ไี ด้ยินคือเสยี งอะไร
- เสยี งที่ไดย้ ินเปน็ แหล่งกาเนดิ เสยี งประเภทใด
- ความรสู้ ึกท่ีมตี อ่ เสียงดังกล่าว (ชอบ/ไมช่ อบ)
2. ให้นักเรียนเลือกเสียงท่ีได้ยินในชีวิตประจาวันมา 1 เสียงแล้ววาดภาพเก่ียวกับเสียงดังกล่าวลงใน
กระดาษ A4 พร้อมทั้งระบายสีให้สวยงาม จากน้ันครูคัดเลือกผู้แทนนักเรียนจานวน 5 คน ออกมานาเสนอ
ผลงานของตนเองตามหัวข้อท่ีครูยกตัวอย่างให้นักเรียนฟังทีละคนจนครบทุกคน โดยมีครแู ละเพื่อน ๆ ที่เหลือ
ช่วยกนั ตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมลู ทผ่ี ู้แทนนักเรียนนาเสนอ
ขัน้ ท3่ี . ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ
ใหน้ กั เรยี นและครรู ่วมกันสรปุ ความรู้ ดังนี้
- เสียงท่ีได้ยนิ ในชีวติ ประจาวันมีแหล่งกาเนิดเสียงที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเราได้ยินเสียงเหล่าน้ัน
จงึ ทาให้เกดิ ความรสู้ ึกท่แี ตกต่างกนั ไปตามแหล่งกาเนิดของเสียง
ขน้ั ที่4. ขั้นขยายความรู้
ใหน้ กั เรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครใู ช้คาถามทา้ ทาย ดังนี้
- เสยี งทไ่ี ด้ยินในชีวิตประจาวนั เสียงใดบา้ งทฟี่ งั แลว้ ทาให้รูส้ กึ มีความสุข
17
ข้นั ที่5. ข้ันประเมินผล
ใหน้ กั เรยี นทาช้ินงานท่ี 1 เร่ือง การกาเนิดเสยี ง
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 หนว่ ยย่อยท่ี 1.2 คณุ ลกั ษณะของเสียง
ช่วั โมงที่ 3 (ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry
Process))
ขน้ั ท่ี 1 ข้ันสร้างความสนใจ
ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั สนทนาเกีย่ วกับคุณลกั ษณะของเสยี ง โดยครูใชค้ าถามเพ่ือใหน้ กั เรยี นรว่ มกัน
แสดงความคดิ เห็น ดงั นี้
- เสียงดังทส่ี ุดทน่ี ักเรยี นเคยได้ยนิ คือเสยี งอะไร (ตัวอย่างคาตอบ เสยี งประทัด)
- เสยี งเบาที่สดุ ที่นักเรยี นเคยไดย้ ินคอื เสียงอะไร (ตวั อย่างคาตอบ เสยี งกระซบิ )
- เสยี งอะไรทีน่ ักเรยี นชอบมากทสี่ ุด (ตัวอยา่ งคาตอบ เสียงหวั เราะ เสียงเพลง)
- เสียงอะไรทนี่ ักเรยี นไมช่ อบมากที่สดุ (ตวั อย่างคาตอบ เสียงสนุ ัขเห่า เสยี งรอ้ งไห)้
จากน้ันครูอธิบายเพ่ิมเติมว่าเสียงท่ีเราได้ยินในชีวิตประจาวันมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเม่ือเราได้
ยินเสียงเหล่านัน้ จงึ ทาให้เราเกิดความรู้สกึ ที่แตกตา่ งกันไป
ขน้ั ท2ี่ . ขั้นสารวจและค้นหา
ให้นกั เรยี นเลน่ เกมเสียงหรรษา โดยมวี ธิ ีการเลน่ ดงั น้ี
- ใหน้ ักเรียนแบง่ กลมุ่ ออกเป็น 5 กลุม่ กลุ่มละเท่า ๆ กนั
- ครูแจกบตั รคาต่อไปนีใ้ หท้ กุ กลุ่ม โดยแจกกลุม่ ละ 1 ชุด
เสียงดงั เสียงเบา เสียงสนั้ เสียงยาว เสยี งทมุ้ เสียงแหลม
- ครคู ดั เลอื กผู้แทนนักเรยี นจานวน 3 คน ออกมาหนา้ ช้นั เรียนพรอ้ มท้ังนาอุปกรณต์ ่อไปนี้มาวาง
ไวบ้ นโตะ๊
๐ นาฬกิ าปลกุ
๐ น้าเปลา่ 1 แก้วพรอ้ มกรวย
๐ กลอง
๐ นกหวีด
- ครูอธิบายวิธีการเล่นเกมให้นักเรียนฟังว่า “เมื่อนักเรียนได้ยินเสียงให้เลือกบัตรคาท่ีมี
คุณลักษณะตรงกับเสียงดังกล่าวแล้วชูบัตรคาดังกล่าวข้ึนถ้ากลุ่มใดยกก่อนและตอบได้ถูกต้องจะได้ข้อละ 2
18
คะแนนถ้ายกก่อน แต่ตอบไม่ถูกจะให้กลุ่มท่ีเหลือเล่นต่อจนได้คาตอบที่ถูกต้อง แต่ละคะแนนเต็มจะลดเหลือ
เพยี ง1 คะแนน กลมุ่ ใดไดค้ ะแนนมากทสี่ ดุ กล่มุ น้นั ชนะ”
จากนั้นครูดาเนินการเล่นเกมตามขัน้ ตอนดงั กล่าว โดยให้ผู้แทนนักเรียน 2 คน ทาการแสดงบทบาท
สมมุติกระซิบกัน และผู้แทนนักเรียนอีก 1 คน แสดงบทบาทสมมุติตะโกนเสียงดัง ต้ังเสียงนาฬิกาปลุก ทา
นา้ หยดจากกรวย ตีกลองและเป่านกหวีดทีละกิจกรรมจนครบทั้งหมด โดยครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบ
ความถูกต้องของคาตอบทุกข้อ และครูกล่าวคาชมเชยกลุ่มท่ีชนะเพ่ือเป็นกาลังใจให้นักเรียนทากิจกรรมให้ดี
ขึน้ ในโอกาสต่อไป
ข้ันที3่ . ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ
ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเก่ียวกับเสียง และคุณลักษณะของเสียงที่นักเรียนได้ยินในชีวิตประจาวัน
โดยครใู ชค้ าถามเพื่อใหน้ ักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็น ดงั น้ี
- นกั เรยี นเคยไดย้ นิ เสยี งอะไรบ้างที่มีคณุ ลกั ษณะของเสยี งเป็นเสียงเบา (ตัวอยา่ งคาตอบ
เสียงกระซบิ เสียงแมวเดิน)
เสยี งตะโกน -เเสสนียยี กังงตจเรฉีุดียิง่ปนรเะคทยดัได) ้ยินเสียเสงีอยงะตไะรโบก้านงท่มี คี ุณลกั ษเสณยี ะงขปอระงทเสดั ียงเป็นเสียงดงัเส(ยี ตงวักอระยซ่าิบงคาตอบ
- นักเรยี นเคยไดย้ ินเสยี งอะไรบา้ งท่มี ีคณุ ลักษณะของเสยี งเปน็ เสยี งสน้ั (ตัวอยา่ งคาตอบ
เสียงเคาะประตู เสยี งเคาะโตะ๊ )
- นกั เรียเสนยีเคงยแไหดล้ยมินเสียงอะไรบา้ งทมี่ ีคเดุณสงั ยีลงักษณะของเสยี งเปน็ เสเยีสงียยงาเวบา(ตัวอยา่ งคาตอบ
เเสสียยี งงโกทรรดี๊ ศพั ท)์
เสียงแมวเดนิ
- นกั เรยี นเคยได้ยนิ เสียงอะไรบา้ งทมี่ ีคุณลกั ษณะของเสยี งเป็นเสยี งทมุ้ (ตวั อย่างคาตอบ
เสียงตกี ลอง เสียงลกู บอลกระทบพนื้ ) คุณลักษณะของ
เสียงตกี ลอง - นักเรยี นเคยไดย้ นิ เสียงอะไรบ้างท่มี คี เณุสยี ลงกั ษณะของเสยี งเป็นเสยี งแหลม (ตัวอยเสา่ งยี คงเาคตาอะบประตู
เสยี งกร๊ดี เสยี งตีฉิ่ง) เสยี งทมุ้ เสียงส้ัน
จากนั้นครูนาคาตอบที่ได้มาสรุปเป็นเสแียผงนยภาวาพความคิดบนกระดานดังตัวอย่างต่อไปนี้ พร้อมท้ัง
อธบิ ายเก่ียวกบั คุณลกั ษณะของเสยี งเพิ่มเตมิ เสียงเคาะโตะ๊
เสียงลกู บอล
กระทบพนื้
เสียงโทรศพั ท์
19
ขน้ั ที4่ . ข้ันขยายความรู้
ใหน้ ักเรียนและครูร่วมกนั สรุปความรู้ ดงั นี้
- เสียงที่ได้ยินในชีวิตประจาวัน มีคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป มีท้ังเสียงดัง เบา ส้ัน ยาว ทุ้ม
และแหลม เสียงของเครื่องดนตรแี ต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน แต่เม่ือนามาบรรเลงร่วมกนั แล้ว จะทาให้เกิด
เสยี งท่ีมีทว่ งทานองทไ่ี พเราะ
ข้นั ท่5ี . ขั้นประเมินผล
ให้นกั เรยี นรว่ มกันแสดงความคิดเหน็ โดยครูใช้คาถามท้าทาย ดงั นี้
- เสยี งทีม่ ลี ักษณะเบาและท้มุ มีประโยชน์ตอ่ การดาเนินชวี ติ ประจาวนั อยา่ งไร
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 หน่วยย่อยที่ 1.2 คณุ ลักษณะของเสียง
ชัว่ โมงท่ี 4 (ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry
Process))
ข้นั ท่ี 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ
ครูคัดเลือกผู้แทนนักเรียนจานวน 2 คน ออกมาหน้าชั้นเรียนแล้วให้ผู้แทนนักเรียนคนแรกตีฉ่ิงและ
ผู้แทนนักเรียนคนท่ีสองตีกลอง จากน้ันครูใช้คาถามเพื่อให้นักเรียนที่เหลือร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับ
การกระทาดงั กลา่ ว ดังน้ี
- ผ้แู ทนนักเรียนคนทห่ี นึ่งทาอะไร (ตวั อย่างคาตอบ ตฉี ่งิ )
- เสยี งตฉี ิ่งมีคุณลักษณะของเสยี งเป็นอย่างไร (ตวั อย่างคาตอบ เสียงแหลม)
- ผู้แทนนกั เรียนคนทส่ี องทาอะไร (ตวั อยา่ งคาตอบ ตีกลอง)
- เสยี งตกี ลองมคี ุณลกั ษณะของเสยี งเป็นอย่างไร (ตวั อย่างคาตอบ เสยี งท้มุ )
- นักเรยี นชอบเสยี งใดมากกว่ากัน (ตฉี ิ่ง/ตกี ลอง)
ขั้นท่2ี . ข้นั สารวจและค้นหา
แบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเล่น “เกมทายซิเอ่ยว่าเสียง
ใด” โดยมีวธิ ีการเลน่ เกม ดังน้ี
- ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกแหล่งกาเนิดเสียงที่มีคุณลักษณะของเสียงดัง เบา สั้น ยาว ทุ้ม
และแหลมมาอย่างละ 1 ชนิด เช่น เสียงดัง - เสียงตะโกน เสียงเบา - เสียงกระซิบ เสียงสั้น - เสียงเคาะ
ประตู เสยี งยาว - เสียงโทรศพั ท์ เสยี งทุ้ม - เสยี งตกี ลอง และเสยี งแหลม - เสยี งตฉี ่งิ
- เมื่อแต่ละกลุ่มเลือกเสียงท่ีมีคุณลักษณะของเสียงท่ีแตกต่างกันได้ทุกเสียงแล้วให้ทุกคนในกลุ่ม
ฝึกทาเสยี งเหลา่ น้ันจนชานาญ เพอ่ื เลียนเสียงดงั กล่าวใหเ้ พื่อนกลมุ่ อ่นื ๆ ทาย
- ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทดลองทาเสียงท่ีฝึกให้เพ่ือนกลุ่มอ่ืน ๆ ทาย โดยมีหลักในการตอบ คือ
ต้องตอบว่ามีแหล่งกาเนิดเสียงคือเสียงอะไร และมีคุณลักษณะของเสียงอย่างไร เช่น เป็นสีสันของเสียง
20
มนุษย์ คือ เสียงตะโกน มีคุณลักษณะของเสียง คือ เสียงดัง กลุ่มใดตอบถูกจะได้ 1 คะแนน กลุ่มใดได้
คะแนนมากทส่ี ุดเป็นฝ่ายชนะ โดยมคี รูตรวจสอบความถูกต้อง
ขน้ั ท่3ี . ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรุป
1. ครูใช้คาถามเพ่ือให้นักเรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับเสียงที่นักเรียนใช้ในการเล่นเกมทาย
ซเิ อ่ยว่าเสยี งใด และเสยี งทไ่ี ดย้ ินในชีวิตประจาวัน โดยครใู ช้คาถาม ดังน้ี
- เสียงที่นักเรียนทาเลียนแบบเพื่อเล่นเกมแต่ละเสียงมีแหล่งกาเนิดเสียงเป็นอย่างไร (ตัวอย่าง
คาตอบ มีแหล่งกาเนิดเสยี งท่แี ตกตา่ งกนั )
- เสียงท่ีนักเรียนได้ยินในชีวิตประจาวันมีแหล่งกาเนิดเสียงเป็นอย่างไร (ตัวอย่างคาตอบ มี
แหล่งกาเนดิ เสยี งทีแ่ ตกต่างกัน)
- เสียงที่มีแหล่งกาเนิดเสียงแตกต่างกัน จะส่งผลต่อคุณลักษณะของเสียงอย่างไร (ตัวอย่าง
คาตอบ จะทาให้มลี ักษณะของเสียงที่แตกตา่ งกัน)
2. ให้นักเรียนเลือกเสยี งทไี่ ด้ยินในชีวิตประจาวนั เชน่ เสียงทุ้ม – ตีกลอง แล้ววาดภาพแหล่งกาเนิด
เสียงดังกล่าวลงในกระดาษ A4 พร้อมท้ังระบายสีให้สวยงามและบอกว่าแหล่งกาเนิดเสียงคืออะไร
มีคุณลักษณะของเสียงเป็นอย่างไร เพราะเหตุใดจึงรู้สึกชื่นชมเสียงดังกล่าว จากน้ันครูคัดเลือกผู้แทน
นกั เรยี นทมี่ ผี ลงานดีออกมานาเสนอผลงานของตนเองตามหัวขอ้ ท่ีกาหนดใหจ้ านวน 5 คน
ขน้ั ที4่ . ขั้นขยายความรู้
ให้นกั เรียนและครรู ว่ มกันสรปุ ความรู้ ดังนี้
- เสียงที่เราได้ยินในชีวิตประจาวันจะมีแหล่งกาเนิดเสียงท่ีแตกต่างกัน ทาให้คุณลักษณะของ
เสียงดังกล่าวมีความแตกต่างกันไปตามแหล่งกาเนิดเสียง บ้างก็สั้น ยาว เบา ทุ้มหรือแหลม เสียงของเคร่ือง
ดนตรีไทยก็มีความแตกต่างกันข้ึนอยู่กับชนิดของเคร่ืองดนตรี แต่เม่ือนามาบรรเลงร่วมกนั จะทาให้เกิดท่วงทานอง
ที่ไพเราะ
ขน้ั ท่ี5. ขน้ั ประเมินผล
ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครใู ชค้ าถามทา้ ทาย ดังนี้
- เสยี งลักษณะใดทท่ี าใหร้ ู้สึกน่ากลวั
9.ส่อื การสอน
1. เกมเสยี งใครเอ่ย
2. บัตรภาพ
3. บัตรคา
4. ใบงานท่ี 1 เร่อื ง การกาเนิดเสยี ง
5. เกมเสียงหรรษา
21
10. แหล่งเรยี นรใู้ นหรอื นอกสถานท่ี
1. ห้องสมดุ
11. การวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงค์การเรียนรู้หรือสิ่งที่ วิธีวัด เคร่ืองมือวดั เกณฑก์ ารให้ เกณฑ์การประเมิน
ต้องการจะวดั และประเมินผล ใบงาน คะแนน
1. อธบิ ายการก่อกาเนิดเสยี งท่ี ตรวจใบงาน แบบสงั เกต คะแนน9-10 = ดี นักเรยี นสามารถอธิบาย
พฤตกิ รรม มาก การกอ่ กาเนดิ เสยี งท่ี
แตกตา่ งกันได้ รายบุคคล คะแนน7-8 = ดี แตกตา่ งกนั ได้
แบบสงั เกต คะแนน5-6= พอใช้
พฤตกิ รรม
รายบคุ คล คะแนน 1-4 =
แบบสังเกต ปรบั ปรุง
พฤตกิ รรม
รายบคุ คล ผ่านเกณฑใ์ นระดับดี
ขึ้นไป
2. แสดงการเปรียบเที ยบการ สังเกตพฤตกิ รรม คะแนน9-10 = ดี นักเรียนสามารถแสดง
ก่อกาเนดิ เสียงท่แี ตกตา่ งกนั ได้
มาก การเปรียบเทียบการ
คะแนน7-8 = ดี ก่ อก าเนิ ดเสี ยงท่ี
คะแนน5-6= พอใช้
คะแนน 1-4 = แตกตา่ งกนั ได้
ปรบั ปรุง
ผา่ นเกณฑใ์ นระดับดี
ขึ้นไป
3. ชนื่ ชมลักษณะของเสยี งทไี่ ด้ยิน สังเกตพฤตกิ รรม คะแนน9-10 = ดี นกั เรยี นเหน็ คุณคา่
มาก ลกั ษณะของเสียงและ
คะแนน7-8 = ดี นาไปใชไ้ ด้
คะแนน5-6= พอใช้
คะแนน 1-4 =
ปรบั ปรุง
ผา่ นเกณฑใ์ นระดับดี
ข้นึ ไป
4. บอกลักษณะของเสียงดัง-เบา สงั เกตพฤตกิ รรม คะแนน9-10 = ดี นักเรียนสามารถบอก
และความชา้ -เร็วของจงั หวะได้
มาก ลักษณะของเสียงดัง-
คะแนน7-8 = ดี เบา และความช้า-เรว็
คะแนน5-6= พอใช้
คะแนน 1-4 = ของจังหวะได้
ปรบั ปรุง
22
ผ่านเกณฑใ์ นระดับดี
ขน้ึ ไป
5. ปฏิบัติลักษณะของเสียงดัง-เบา สังเกตพฤตกิ รรม แบบสงั เกต คะแนน9-10 = ดี นักเรยี นสามารถ
และความช้า-เรว็ ของจงั หวะได้ พฤติกรรม
รายบุคคล มาก ปฏิบตั ลิ ักษณะของ
คะแนน7-8 = ดี เสียงดงั -เบาและความ
คะแนน5-6= พอใช้
คะแนน 1-4 = ชา้ -เรว็ ของจงั หวะได้
ปรบั ปรงุ
ผา่ นเกณฑใ์ นระดับดี
ข้ึนไป
6. เห็นคุณค่าความสาคัญของเสียง สังเกตพฤติกรรม แบบสังเกต คะแนน9-10 = ดี นักเรยี นเหน็ คณุ คา่
ดงั -เบาและความชา้ -เร็วของจังหวะ พฤตกิ รรม
รายบคุ คล มาก ความสาคญั ของเสยี ง
คะแนน7-8 = ดี ดงั -เบาและความช้า-
คะแนน5-6= พอใช้ เร็วของจงั หวะและนามา
คะแนน 1-4 =
ปรบั ปรงุ ประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้
ผา่ นเกณฑใ์ นระดับดี
ขนึ้ ไป
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น วิธีวดั เครือ่ งมือวดั เกณ ฑ์ การให้ เกณฑก์ ารประเมิน
(ตามหัวข้อที่ 5) สงั เกต คะแนน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
แบบสังเกต ตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ้ังแต่
พฤตกิ รรมการ คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขน้ึ
ปฏบิ ตั ิงาน ของผู้เรียน ไป
รายบุคคล
2. ความสามารถในการคิด สังเกต แบบประเมินใบงาน ตารางเกณฑก์ ารให้ ผ่านเกณฑ์ตงั้ แต่
คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขน้ึ
ของผเู้ รยี น ไป
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา สังเกต แบบสงั เกต ตารางเกณฑก์ ารให้ ผ่านเกณฑ์ตง้ั แต่
พฤตกิ รรมการ คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางข้ึน
ปฏิบตั ิงาน ของผู้เรยี น ไป
รายบุคคล
4. ความสามารถในการใช้ทักษะ สงั เกต แบบสงั เกต ตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑต์ ัง้ แต่
23
ชวี ิต พฤติกรรมการ คะแนนสมรรถนะ ระดบั ปานกลางขน้ึ
ปฏิบตั ิงาน
รายบคุ คล ของผเู้ รยี น ไป
ทกั ษะของผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 วิธวี ดั เครื่องมือวดั เกณฑก์ ารให้ เกณฑก์ ารประเมนิ
(ตามหวั ข้อท่ี 6) คะแนน
1. ทกั ษะการอา่ น(Reading) สังเกต แบบประเมนิ ใบงาน ตารางเกณฑ์การให้ ผา่ นเกณฑ์ต้ังแต่
คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขึ้น
ของผู้เรยี น ไป
2. ทักษะด้านการคดิ อยา่ งมี สงั เกต แบบประเมินใบงาน ตารางเกณฑ์การให้ ผ่านเกณฑต์ ัง้ แต่
วจิ ารณญาณและทกั ษะในการ
แกป้ ญั หา(Criticalthinkingand คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขึ้น
problem solving)
3. ทักษะดา้ นความรว่ มมอื การ สังเกต ของผู้เรยี น ไป
ทางานเป็นทีม และภาวะผู้นา
(Collaboration , teamwork แบบสงั เกต ตารางเกณฑ์การให้ ผา่ นเกณฑ์ตงั้ แต่
and leadership) พฤตกิ รรมการ
4. ทั กษะการเรียนรู้(Learning สังเกต ปฏิบตั ิงาน คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขึ้น
Skills) รายบคุ คล
ของผเู้ รยี น ไป
แบบสังเกต
พฤตกิ รรมการ ตารางเกณฑ์การให้ ผ่านเกณฑต์ ง้ั แต่
ปฏบิ ตั งิ าน
รายบคุ คล คะแนนสมรรถนะ ระดบั ปานกลางขน้ึ
แบบสงั เกต
พฤตกิ รรมการ ของผเู้ รยี น ไป
ปฏบิ ัตงิ าน
5. ภาวะผู้นา(Leadership) สงั เกต รายบุคคล ตารางเกณฑ์การให้ ผา่ นเกณฑ์ตง้ั แต่
คะแนนสมรรถนะ ระดบั ปานกลางขน้ึ
ของผเู้ รียน ไป
24
ตารางเกณฑ์การประเมนิ ผลต่างๆ
แบบประเมินกิจกรรมรายบุคคล
ประเดน็ การประเมนิ
ลาดับ ช้อื - นามสกลุ ตรง ถูกตอ้ ง มีความ มีความเปน็ ตรงตอ่ เวลา รวม
จุดประสงค์ที่ สมบูรณ์ สร้างสรรค์ ระเบยี บ
กาหนด เรยี บรอ้ ย
ระดับคะแนน
5 หมายถงึ ดีมาก
4 หมายถงึ ดี
3 หมายถึง ปานกลาง
2 หมายถึง พอใช้
1 หมายถงึ ปรบั ปรุง
ลงชอ่ื .............................................ผปู้ ระเมิน
วนั ท่.ี .........../.............../.....................
25
เกณฑ์การใหค้ ะแนนใบงาน
ประเดน็ การประเมนิ คะแนน
1. ผลงานตรงตาม
จดุ ประสงค์ 9 - 10 (ดีมาก) 6 - 8 (ดี) 4 - 5 (พอใช้) 0 - 3 (ปรับปรงุ )
ผลงานคอ่ นขา้ งเปน็
2.ผลงานมคี วาม ผลงานมีความ ผลงานมีความ ผลงานมีความ ระเบียบเรยี บรอ้ ยแต่
ถูกต้อง มีขอ้ บกพร่องเลก็ น้อย
3.ผลงานมคี วามเป็น สอดคลอ้ งกับ สอดคลอ้ งกบั สอดคลอ้ งกับ
ระเบยี บเรยี บรอ้ ย เน้อื หาสาระไมถ่ ูกต้อง
จดุ ประสงค์ขอเน้อื หา จุดประสงคข์ องเนอื้ หา จดุ ประสงค์ของเนอ้ื หา
4. การส่งงานตรงตอ่ ผลงานไมม่ คี วามเปน็
เวลา ท่เี รยี นทุกประเดน็ ทเี่ รียนเป็นสว่ นใหญ่ ที่เรยี นบางประเดน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย
เนอ้ื หาสาระถูกต้อง เน้อื หาสาระถกู ต้อง เนอ้ื หาสาระถูกต้อง ส่งงานชา้ เลยเวลาที่
กาหนดมากกวา่ 5วนั
สมบูรณ์ ครบถว้ น เป็นสว่ นใหญ่ บางประเดน็
ผลงานมีความเปน็ ผลงานมีความเปน็ ผลงานค่อนขา้ งเปน็
ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ระเบยี บเรยี บรอ้ ยอยู่ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยแต่
น่าอ่าน แต่ยังมีข้อบกพร่อง มขี ้อบกพรอ่ งเลก็ น้อย
บางส่วน
สง่ งานตรงตามเวลา ส่งงานชา้ เลยเวลาท่ี สง่ งานชา้ เลยเวลาท่ี
ที่กาหนด กาหนด1-2วัน กาหนด3-5วัน
เกณฑก์ ารประเมนิ
คะแนน ระดบั คณุ ภาพ
9 - 10 ดมี าก
6 - 8 ดี
4 - 5 พอใช้
0 - 3 ปรบั ปรงุ
26
แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
ลาดับ ชอ่ื - นามสกุล คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
มีวนิ ัย ใฝ่เรียนรู้ มงุ่ มั่นในการทางาน
5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 5 4 3 21
ระดบั คะแนน
5 หมายถึง ดมี าก
4 หมายถึง ดี
3 หมายถงึ ปานกลาง
2 หมายถึง พอใช้
1 หมายถึง ปรบั ปรุง
ลงช่อื .............................................ผปู้ ระเมิน
วันท่ี............/.............../.....................
27
เกณฑก์ ารให้คะแนนสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
พฤตกิ รรมบ่งช้ี 5 (ดีมาก) คะแนน 1 (ปรบั ปรุง)
4 (ด)ี 3 (ปานกลาง) 2 (พอใช)้ ไมม่ ีความสามารถ
ในการส่ือสาร
1. ความสามารถใน มีความสามารถใน มคี วามสามารถใน มีความสามารถ มคี วามสามารถ
ไม่มคี วามสามรถ
การส่ือสาร การส่อื สารออกมา การส่ือสารออกมา ในการส่อื สาร ในการส่อื สาร ในการคดิ การ
ตดั สินใจเกยี่ วกับ
ไดด้ ีเย่ียม ไดด้ ีชัดเจน ออกมาได้ระดับ ออกมาได้ระดบั ปัญหาของตนเอง
ได้
ปานกลางไม่ ปานกลางควร
ไม่สามารถ
ชดั เจน ปรับปรุง แกป้ ญั หาเฉพาะ
หน้าได้
2. ความสามรถใน มคี วามสามารถใน มีความสามารถ มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ
การคิด การคิดอยา่ ง ในการคดิ ตดั สินใจ ในการคิดตัดสนิ ใจ ตัดสินใจเก่ยี วกับ
สร้างสรรค์ เก่ียวกับปญั หา เกย่ี วกบั ปญั หา ปญั หาของตนเอง
ตดั สินใจเกี่ยวกับ ของตนไดด้ ี ของตนเองได้ ไดไ้ ม่ดีเทา่ ท่ีควร
ปัญหาของตนเอง
ได้เหมาะสม
3. ความสามารถใน มคี วามสามรถ มคี วามสามารถ มีความสามรถ มคี วามสามรถ
การแกป้ ญั หา แกป้ ญั หาเฉพาะ แก้ปัญหาเฉพาะ แก้ปัญหาเฉพาะ แก้ปัญหาเฉพาะ
ด้านไดท้ กุ หน้าไดเ้ กอื บทุก หน้าไดบ้ า้ ง หนา้ ไดย้ ังไม่ดี
สถานการณ์ สถานการณ์ สถานการณ์ เท่าทีค่ วร
เกณฑก์ ารให้คะแนนทกั ษะของผเู้ รยี นในศตวรรษที่ 21
พฤติกรรมบง่ ช้ี คะแนน
1. ทักษะการอา่ น
(Reading) 5 (ดมี าก) 4 (ด)ี 3 (ปานกลาง) 2 (พอใช)้ 1 (ปรบั ปรงุ )
มีความสามารถใน
2. ทักษะดา้ นการ มีความสามารถใน มีความสามารถใน มีความสามารถใน มคี วามสามารถใน การอ่านน้อยมาก
คิดอยา่ งมี
วจิ ารณญาณและ การอา่ นส่อื สาร การอา่ นสอื่ สาร การอ่านสื่อสาร การอ่านสือ่ สาร ความสามารถ
ทกั ษะในการ ในการคิด การ
แกป้ ัญหา(Critical ออกมาไดด้ เี ยยี่ ม ออกมาไดด้ ชี ดั เจน ออกมาได้ระดับ ออกมาได้ระดบั ตดั สินใจและ
วิจารณญ์ าณ
ปานกลางไม่ ปานกลางควร เกี่ยวกับปญั หา
ชัดเจน ปรบั ปรงุ
มีความสามารถใน มคี วามสามารถ มีความสามารถ มีความสามารถ
การคดิ อยา่ ง ในการคิดตดั สนิ ใจ ในการคดิ และ ตดั สนิ ใจและ
สร้างสรรค์และ และวิจารณ์ญาณ วจิ ารณญ์ าณ วิจารณ์ญาณ
วจิ ารณ์ญาณ เกี่ยวกบั ปัญหา ตัดสินใจ เก่ยี วกบั ปญั หา
ตดั สนิ ใจเก่ียวกบั ของตนได้ดี เกย่ี วกับปญั หา ของตนเองไดไ้ ม่
thinkingand ปัญหาของตนเอง ของตนเองได้ ดเี ท่าท่คี วร 28
problemsolving) ไดเ้ หมาะสม
ของตนเองไดน้ ้อย
มาก
3. ทักษะด้าน มที กั ษะด้านความ มที กั ษะดา้ นความ พอมมี ีทักษะดา้ น มีทกั ษะด้านความ มีทักษะด้านความ
ความรว่ มมอื การ ร่วมมือการทางาน ร่วมมือการทางาน ความรว่ มมือการ ร่วมมือการทางาน ร่วมมอื การทางาน
ทางานเปน็ ทมี เปน็ ทีมและภาวะ เป็นทีม และภาวะ ทางานเป็นทีม เป็นทมี และภาวะ เป็นทมี และภาวะ
และภาวะผู้นา ผูน้ าอย่างดีเยี่ยม ผนู้ าได้ดี และภาวะผู้นา ผนู้ าเล็กน้อย ผนู้ าน้อยมาก
(Collaboration ,
teamwork
and leadership)
4. ทกั ษะการ มีทกั ษะการเรียนรู้ มที ักษะการเรยี นรู้ พอมที กั ษะการ มที ักษะการเรียนรู้ มที กั ษะการเรียนรู้
เล็กน้อย นอ้ ยมาก
เรยี นรู้(Learning ดีเยีย่ ม ดี เรียนรู้
Skills)
5.ภาวะผนู้ า มภี าวะความเป็น มีภาวะความเป็น พอมภี าวะความ มีภาวะความเปน็ มภี าวะความเป็น
(Leadership)
ผนู้ าดีเยีย่ ม ผู้นาดี เปน็ ผู้นา ผนู้ าเล็กนอ้ ย ผ้นู านอ้ ยมาก
12. กิจกรรมเสนอแนะ
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................ ..............................
...............................................................................................................................................................
29
13. บันทกึ ผลหลงั การสอน
สรปุ ผลการเรียนการสอน
นักเรยี นทง้ั หมดจานวน.....................คน
จานวนนักเรยี นท่ผี า่ น จานวนนักเรียนทีไ่ ม่ผ่าน
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรขู้ อ้
ท่ี จานวนคน ร้อยละ จานวนคน ร้อยละ
1
2
3
15. ปญั หา/อปุ สรรค/แนวทางแกไ้ ข
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
16. ข้อเสนอแนะ
...............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ........................................................................
()
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ .......................................
ลงชือ่ ................................................................ หัวหน้ากลุม่ สาระการเรียนรู้
()
ลงชื่อ.......................................................... รองผ้อู านวยการกลมุ่ บริหารวชิ าการ
(………………………………………..)
30
ความเห็นของหวั หน้าสถานศึกษา
ได้ทาการตรวจแผนการเรียนร้ขู อง....................................................แลว้ มีความคิดเหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง
2. การจัดกิจกรรมไดน้ าเอากระบวนการเรยี นรู้
เนน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคญั มาใช้ในการสอนได้อยา่ งเหมาะสม
ยงั ไมเ่ น้นผู้เรยี นเปน็ สาคัญ ควรปรับปรงุ พฒั นาตอ่ ไป
3. ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ลงช่ือ...............................................................................................
( ………………………………………………… )
ผู้อานวยการโรงเรยี น…………………………………………………………..
31
ใบงาน/ แบบฝึกหดั ตา่ งๆ
ใบงานที่ 1 เรอ่ื ง การกาเนดิ เสยี ง
ชื่อ .............................................. ช้นั ....................... เลขท่ี ...............
วาดภาพเสยี งทไ่ี ด้ยินในชีวติ ประจาวันมา 1 เสยี งและอธิบายแหลง่ กาเนดิ เสยี ง
โดยเขียน ลงใน
๐ เสียงท่ไี ดย้ ิน คือเสยี งอะไร____________________________________
๐ เสยี งท่ไี ดย้ นิ เป็นแหลง่ กาเนดิ เสียงประเภทใด
เสียงท่ีเกดิ จากธรรมชาติ เสียงท่มี นษุ ยส์ รา้ งขึน้
เสียงเครอ่ื งดนตรี เสยี งมนษุ ย์
๐ นกั เรียนชอบเสียงท่ไี ดย้ นิ หรอื ไม่
ชอบ ไม่ชอบ
32
แผนการเรยี นรรู้ ายหน่วย
หน่วยท่ี 2 จงั หวะประกอบการร้องเพลง
33
แผนการจดั การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้ ศลิ ปะ รายวิชา ดนตรี
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เรอ่ื ง จงั หวะประกอบการรอ้ งเพลง เวลา 4 ชั่วโมง
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐานที่ ศ 2.1 เขา้ ใจและแสดงออกทางดนตรีอยา่ งสร้างสรรค์ วเิ คราะห์ วิพากษว์ จิ ารณ์
คณุ คา่ ดนตรี ถา่ ยทอดความรู้สึก ความคดิ ต่อดนตรีอย่างอิสระ ชน่ื ชม และประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวัน
ตวั ชว้ี ัด
ศ 2.1 ป.1/3 ท่องบทกลอน ร้องเพลงงา่ ย ๆ
ศ 2.1 ป.1/4 มีส่วนรว่ มในกิจกรรมดนตรีอย่างสนกุ สนาน
2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 วเิ คราะห์บทกลอนร้องเพลงงา่ ย ๆ ได้ (K)
2.2 แสดงบทกลอนร้องเพลงง่าย ๆ (P)
2.3 ชื่นชมการอา่ นบทกลอนตามจงั หวะท่ีถกู ต้อง (A)
2.4 อธบิ ายการมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมดนตรอี ย่างสนกุ สนานได้ (K)
2.5 แสดงการมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมดนตรอี ย่างสนกุ สนาน (P)
2.6 ชื่นชมการมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมดนตรี (A)
3. สาระสาคญั
การเขา้ ใจจงั หวะเพลงจะทาใหเ้ รารอ้ ง และเคลื่อนไหวตามบทเพลงไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
4. สาระการเรยี นรู้
1. ความหมายของจงั หวะ
2. จงั หวะเพลงไทย
3. จงั หวะเพลงสากล
4. การอ่านบทกลอนประกอบจงั หวะ
5. การรอ้ งเพลงประกอบจงั หวะ
34
5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน( เฉพาะทีเ่ กิดในหน่วยการเรียนร้นู ้ี)
ความสามารถในการสอ่ื สาร
ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแก้ปญั หา
ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
6. ทักษะของผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (จุดเนน้ สู่การพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น)
ทกั ษะการอ่าน (Reading)
ทักษะการ เขยี น (Writing)
ทกั ษะการ คิดคานวณ (Arithmetic)
ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and
problem solving)
ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation)
ทักษะดา้ นความร่วมมอื การทางานเปน็ ทีม และภาวะผู้นา (Collaboration , teamwork
and leadership)
ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural understanding)
ทกั ษะดา้ น การสอ่ื สาร สารสนเทศ และรู้เทา่ ทนั สื่อ (Communication information and
media literacy)
ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing)
ทักษะอาชีพและทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and learning self-reliance, change)
ทกั ษะการเปล่ยี นแปลง (Change)
ทกั ษะการเรียนร(ู้ Learning Skills)
ภาวะผูน้ า(Leadership)
7. ช้ินงานหรือภาระงาน ( หลกั ฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ )
1. ชิน้ งานท่ี 2 เรอ่ื ง การอา่ นบทกลอนประกอบจงั หวะ
2. การทากจิ กรรมดนตรรี อ้ งเพลงเป็ดอาบนา้ และเคาะจงั หวะ
35
8. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 หนว่ ยย่อยท่ี 2.1 เร่ือง จังหวะสากล
ชว่ั โมงท่ี 1 (ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
(Inquiry Process))
ข้ันที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ
1. ครเู ปดิ เพลงท่ีมีจังหวะเร็วและชา้ ให้นักเรียนฟังทีละเพลง (เพลงละ 1 นาที) แล้วใช้คาถาม
เพอ่ื ใหน้ ักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับเพลงดังกลา่ ว ดังนี้
- เพลงแรกทน่ี ักเรยี นไดฟ้ ังเป็นเพลงเรว็ หรือช้า (ตวั อย่างคาตอบ เรว็ )
- เพลงท่สี องทน่ี ักเรียนไดฟ้ ังเปน็ เพลงเรว็ หรอื ชา้ (ตวั อย่างคาตอบ ชา้ )
- เพลงท้ังสองมีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร (ตวั อย่างคาตอบ แตกต่างกันโดยเพลงแรก
เป็นเพลงเรว็ แต่เพลงทส่ี องเปน็ เพลงชา้ )
- นักเรียนร้สู ึกอยา่ งไรเมื่อได้ฟงั เพลงแรก (ตวั อย่างคาตอบ คกึ คัก สนุกสนาน)
- นักเรยี นรู้สึกอย่างไรเมอ่ื ได้ฟงั เพลงท่ีสอง (ตวั อยา่ งคาตอบ สบายใจ ผอ่ นคลาย)
ขน้ั ท่2ี . ข้นั สารวจและคน้ หา
1. ครูโชว์บัตรคา จงั หว power point แล้วนานักเรียนอ่านจานวน 1 รอบ และใช้
คาถามเพือ่ ใหน้ กั เรยี นร่วมกนั สะนทนาเกีย่ วกบั บัตรคาดังกล่าว ดังน้ี
- นกั เรยี นร้จู ัก “จงั หวะ” หรอื ไม่ (รู้จกั /ไมร่ จู้ ัก)
- นกั เรยี นเคยฟังเพลงทมี่ ที ว่ งทานองดนตรีช้าหรอื ไม่ (เคย/ไมเ่ คย)
- นักเรยี นเคยฟงั เพลงทีม่ ีทว่ งทานองดนตรีเร็วหรือไม่ (เคย/ไมเ่ คย)
จากนั้นครูอธบิ ายให้นักเรียนฟังว่า “จังหวะคือส่ิงท่ีใช้กาหนดความสั้นยาวของเสียงและใช้กาหนด
ความช้าเร็วของเพลง โดยเพลงที่มีจังหวะช้าจะให้ความรู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย ส่วนเพลงที่มีจังหวะเร็วจะให้
ความรู้สึกคึกคัก สนุกสนาน เมื่อได้ฟังจังหวะโดยท่ัวไปแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ จังหวะเพลงสากลและจังหวะ
เพลงไทย”
2.ครูเปิดเพลงกราวกีฬาให้นักเรียนฟังแล้วใช้คาถามเพ่ือให้นักเรียนร่วมกันสนทนาเก่ียวกับ
เพลง กราวกฬี า ดังนี้
- นกั เรยี นเคยฟงั เพลงกราวกฬี าหรอื ไม่ (เคย/ไมเ่ คย)
- เมอื่ ไดฟ้ ังเพลงกราวกีฬาแล้วนกั เรยี นร้สู กึ อย่างไร (ตัวอย่างคาตอบ สนกุ สนาน)
- เพลงกราวกีฬาเป็นเพลงทม่ี ีจงั หวะเร็วหรือช้า (ตวั อยา่ งคาตอบ เร็ว)
- จังหวะของเพลงกราวกฬี าเปน็ จงั หวะเพลงประเภทใด (ตวั อยา่ งคาตอบ จังหวะเพลงสากล)
36
3. ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า “เพลงกราวกีฬาเป็นเพลงจังหวะสากล ท่ีมีชื่อเรียกว่าจังหวะมาร์ช
ซง่ึ จงั หวะน้จี ะใช้สาหรบั การเดินแถวหรือเดินสวนสนามในงานพิธีต่าง ๆ” จากนัน้ ครูนาบัตรคา
แตรก็ + แตรก็ + ตะระแล็กแตร็ก มาโชว์บน power point และใหน้ ักเรยี นแบ่งกล่มุ ออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่ม
ละเทา่ ๆ กนั แล้วให้แต่ละกลุ่มฝกึ ปฏบิ ัติการปรบมือตามจงั หวะเพลงมารช์ ดงั กล่าว โดยใหป้ รบมือตาม
เคร่อื งหมาย (+) จน
ทุกกลุ่มสามารถปฏิบตั ิได้ดแี ละถกู ตอ้ ง จากน้นั ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ออกมาปฏิบัตใิ ห้ครูและเพ่ือนกลมุ่ อ่ืน ๆ ดูพรอ้ มทง้ั
ตรวจสอบความถูกตอ้ งทลี ะกลมุ่ จนครบทกุ กล่มุ
ขัน้ ท3ี่ . ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ
ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสนทนาเกี่ยวกับเพลงท่มี ีจังหวะมาร์ชท่ีนกั เรยี นรู้จกั แล้วครนู าคาตอบ
ท่ไี ดม้ าเขยี นสรุปลงในแผนภาพบนกระดานดังตวั อย่างต่อไปนี้
เพลงตนื่ เถดิ
ชาวไทย
เพลงกราวกีฬา เพลงทม่ี ีจงั หวะ เพลงมารช์ ตารวจ
มารช์
เพลงมารช์
ราชวลั ลภ
ขน้ั ท่4ี . ข้นั ขยายความรู้
ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรุปความรู้ ดงั นี้
- จงั หวะเพลงสากลท่นี ิยมนามาใชใ้ นการเดนิ สวนสนามในงานพธิ ีต่าง ๆ คือจงั หวะเพลง
มารช์
ข้ันที่5. ข้นั ประเมินผล
ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครูใชค้ าถามทา้ ทาย ดงั นี้
- จงั หวะมารช์ มีประโยชนอ์ ยา่ งไร
37
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 หนว่ ยย่อยที่ 2.2 เรื่อง จังหวะเพลงไทย
ชัว่ โมงท่ี 2 (ใชร้ ูปแบบการเรียนรู้การจดั การเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้
(Inquiry Process))
ข้ันท่ี 1 ข้ันสร้างความสนใจ
1. ครูเปิดเพลงลาวดวงเดือนให้นักเรียนฟังแล้วใช้คาถามเพ่ือให้นักเรียนร่วมกันสนทนา
เกี่ยวกับเพลงดังกลา่ ว ดังนี้
- นักเรยี นเคยฟงั เพลงน้หี รือไม่ (เคย/ไม่เคย)
- เพลงนีช้ ือ่ เพลงอะไร (ตวั อย่างคาตอบ เพลงลาวดวงเดอื น)
- เพลงลาวดวงเดือน บรรเลงด้วยเคร่อื งดนตรีไทยหรือเคร่ืองดนตรีสากล (เคร่อื งดนตรีไทย)
- เพลงลาวดวงเดือนมจี ังหวะเป็นอยา่ งไร (ตวั อย่างคาตอบ ช้า)
- นักเรียนชอบฟังเพลงลาวดวงเดือนหรือไม่ เพราะอะไร (ตัวอยา่ งคาตอบ ชอบ เพราะฟัง
แล้วรู้สึกผ่อนคลาย)
ขนั้ ท2ี่ . ข้นั สารวจและค้นหา
1. ครนู าแผนภูมิอัตราจงั หวะเพลงไทยตอ่ ไปน้ีมาตดิ ไว้บนกระดาน
ฉิ่ง ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉิ่ง ฉบั ฉิ่ง ฉบั ฉิ่ง ฉบั ฉิ่ง ฉบั ฉ่ิง ฉบั จงั หวะชน้ั เดยี ว
-+ -+ -+ -+ -+ -+ -+ -+
ฉิ่ง ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉิ่ง ฉบั
จงั หวะสองชนั้
-+-+-+-+
แล้วฉนิ่งานักเรียนอ่านจังฉหบั วะเพลงไทยในแผฉน่ิงภูมิดังกล่าวจานวฉนบั 1 รอบ จจงั าหกวะนส้ันาคมรชูตน้ั ีฉิ่งตาม
จงั หวะดงั กลา่ วให้นัก-เรยี นฟงั จานวนแผน+ภมู ลิ ะ 3 รอบ แล้วใ-ช้คาถามเพอ่ื ให้นักเร+ยี นร่วมกันสนทนาดังน้ี
- การตีฉง่ิ ตามจังหวะเพลงไทยใดท่เี รว็ ที่สุด (ตัวอยา่ งคาตอบ จงั หวะชน้ั เดยี ว)
- การตีฉ่ิงตามจังหวะเพลงไทยใดท่ีมีความเร็วอยู่ในระดบั ปานกลาง (ตัวอยา่ งคาตอบ จังหวะ
สองช้นั )
- การตีฉ่ิงตามจังหวะเพลงไทยใดที่มีความเร็วอยู่ในระดับช้าท่ีสุด (ตัวอย่างคาตอบ จังหวะ
สามช้ัน)
38
- นักเรียนชอบฟังเพลงไทยที่มีจังหวะแบบใด เพราะอะไร (ตัวอย่างคาตอบ จังหวะสองช้ัน
เพราะฟังสบาย ไมเ่ รว็ หรือช้าเกนิ ไป)
2. ให้นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กล่มุ ละ 5 คน แล้วใหแ้ ต่ละกลุ่มพดู ตามจังหวะ “ฉิ่ง ฉับ” พร้อมท้ังเคาะ
จงั หวะตามโดยแบมือเม่ือเป็นจังหวะฉ่งิ (-) และปรบมือเมอ่ื เป็นจังหวะฉบั (+) ซึง่ มคี รเู ปน็ ผ้สู าธิตและฝึกปฏบิ ัติ
ร่วมกัน ก่อนที่จะให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันฝึกแบบเพ่ือนช่วยเพื่อน หากพบปัญหาให้เพื่อนที่ปฏิบัติได้ดี
และถูกต้องในกลุ่มช่วยแนะนา และมีครูเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องจนนักเรียนทุกคนสามารถปฏิบัติได้
ถูกต้องคล่องแคล่ว จากน้ันครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาแสดงให้เพื่อนกลุ่มอื่น ๆ และครูดูพร้อมทั้ง
ตรวจสอบความถกู ต้องอีกครั้งทลี ะกล่มุ จนครบทุกกลมุ่
ขั้นท3ี่ . ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับเพลงไทยท่ีมีอัตราจังหวะต่าง ๆ โดยครูใช้คาถาม
ดงั นี้
- เพลงไทยทบ่ี รรเลงด้วยจังหวะช้ันเดียวมีลกั ษณะจังหวะเป็นอยา่ งไร (ตัวอย่างคาตอบ
มจี งั หวะเร็ว)
- เพลงไทยทบ่ี รรเลงด้วยจังหวะสองชั้นมลี กั ษณะจังหวะเป็นอย่างไร (ตวั อย่างคาตอบ
จังหวะ ปานกลาง)
- เพลงไทยทบ่ี รรเลงดว้ ยจังหวะสามช้นั มลี กั ษณะจังหวะเป็นอยา่ งไร (ตัวอย่างคาตอบ
จังหวะช้า)
- นักเรียนรู้จักเพลงไทยเพลงใดบ้างทบี่ รรเลงดว้ ยจงั หวะชั้นเดยี ว
- นักเรยี นรู้จักเพลงไทยเพลงใดบา้ งท่บี รรเลงด้วยจงั หวะสองชัน้
- นักเรียนร้จู กั เพลงไทยเพลงใดบ้างที่บรรเลงด้วยจงั หวะสามช้ัน
- นักเรียนชอบฟังเพลงไทยประเภทใดมากที่สุด (ตวั อย่างคาตอบ เพลงไทยจังหวะชั้นเดยี ว)
39
จากน้ันครูนาคาตอบท่ีได้มาเขียนสรุปเป็นแผนภาพความคิดบนกระดานดังตัวอย่างต่อไปน้ีพร้อมท้ังอธิบาย
เพ่มิ เตมิ
ข้นั ท4ี่ . ขน้ั ขยายความรู้
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับแนวทางการอนุรักษ์เพลงไทย โดยครูใช้คาถาม
ดงั นี้
- นักเรียนมีแนวทางในการอนุรักษ์เพลงไทยอย่างไร(ตัวอย่างคาตอบฝึกการบรรเลงเพลงไทย
ศึกษาและสืบสานเพลงไทยเผยแพรเ่ พลงไทยใหร้ จู้ กั อย่างแพร่หลาย)
40
- การอนุรักษ์เพลงไทยมีประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างไร (ตัวอย่างคาตอบ ทาให้คงรักษา
เอกลกั ษณข์ องชาติไว้ทาใหช้ าวไทยเกิดความภาคภูมใิ จและรสู้ ึกหวงแหนประเทศไทย)
2. ใหน้ ักเรยี นและครูร่วมกนั สรปุ ความรู้ ดงั นี้
- เพลงไทยเป็นเพลงที่ขบั รอ้ งโดยมีจงั หวะและการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไทย ซ่ึงมีความ
ชา้ เร็วข้ึนอยกู่ ับจังหวะท่กี าหนด ทัง้ จังหวะชนั้ เดยี ว จังหวะสองชั้น และจังหวะสามชน้ั ดงั นัน้ เมอ่ื บรรเลงเพลง
ไทยไดถ้ กู ตอ้ งตามจงั หวะ จะทาใหก้ ารบรรเลงเพลงนน้ั ไพเราะยงิ่ ขน้ึ
ขน้ั ที5่ . ข้นั ประเมนิ ผล
ให้นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใชค้ าถามท้าทาย ดังนี้
- การฟงั เพลงไทยจะช่วยให้เกิดผลดตี ่อชาติไทยอย่างไร
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 หน่วยย่อยท่ี 2.3 เร่ือง การอ่านบทกลอนประกอบจังหวะ
ชวั่ โมงที่ 3 (ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
(Inquiry Process))
ขนั้ ที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ
1. ครูนาแผนภูมิบทกลอน “น่ีของของเธอ” มาติดไว้บนกระดาน แล้วให้นักเรียนอ่านพร้อม
ๆ กนั ดงั น้ี
แผนภมู บิ ทกลอนน่ีของของเธอ
++ ++
น่ขี องของเธอ น่นั ของของฉนั
++
++
ฉนั +คนื ให+เ้ ธอ
มนั ส+บั เปลย่ี นก+นั
น่ขี อ+งของเ+ธอ ท่ที าตกไว+้
แลว้ ครูใช้คาถามเพ่อืฉในั หน้นเี้ ักกเบ็ รไยี ดน้ร่วมกันสนทนาเกย่ี วกนับากมา+ารใอหา่ เ้นธแอผนภมู บิ ทกลอนน่ีของของเธอ ดงั นี้
- นักเรียนอา่ นบทกลอนไดพ้ รอ้ มเพรยี งกันหรือไม่ (ตัวอยา่ งคาตอบ ไมพ่ ร้อมเพรยี งกัน)
- นกั เรียนอา่ นบทกลอนไดถ้ ูกต้องทุกคาหรือไม่ (ตัวอยา่ งคาตอบ ไม่)
- นักเรยี นรู้สึกอยา่ งไรเมื่ออา่ นบทกลอนไม่พรอ้ มเพรยี งกัน (ตัวอยา่ งคาตอบ ไมช่ อบ
ราคาญ)
41
2. ครูพานักเรียนอ่านแผนภูมิบทกลอนน่ีของของเธอทีละท่อน จานวน 2 รอบ จากน้ันครู
ให้นักเรียนฝึกอ่านตาม โดยครูเคาะจังหวะประกอบตามเครื่องหมาย (+) ในแผนภูมิจานวน 2 รอบ แล้วให้
นักเรียนทุกคนฝึกอ่านตามจังหวะท่ีครูเคาะให้จนพร้อมเพรียงกัน และครูใช้คาถามเพ่ือให้นักเรียนร่วมกัน
สนทนา ดังน้ี
- นักเรียนอ่านบทกลอนไดถ้ กู ตอ้ งทกุ คาหรือไม่ (ตวั อย่างคาตอบ ถูกต้องทกุ คา)
- นักเรยี นอ่านบทกลอนไดพ้ ร้อมเพรยี งกันหรือไม่ (ตัวอยา่ งคาตอบ พรอ้ มเพรียง)
- เพราะเหตุใดนักเรียนจึงสามารถอ่านบทกลอนไดพ้ ร้อมเพรยี งกัน (ตัวอยา่ งคาตอบ เพราะ
ทุกคนอา่ นตามจังหวะทีค่ รเู คาะให)้
- นักเรียนรู้สึกอย่างไรเม่ืออ่านบทกลอนได้พร้อมเพรียงกัน (ตัวอย่างคาตอบ สนุกสนาน)
จากน้ันครูอธิบายให้นักเรยี นฟังว่า การเคาะจังหวะประกอบการอ่านบทกลอนจะทาให้เราแบ่ง วรรคตอนใน
การอ่านได้ถกู ต้องและทุกคนสามารถอา่ นบทกลอนได้อยา่ งพร้อมเพรยี งกนั
ขัน้ ท่2ี . ข้นั สารวจและค้นหา
1 .ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน แล้วให้แต่ละกลุ่มร่วมกันฝึกอ่าน
บทกลอน ฝนตกแดดออกตามวิธีการอ่านบทกลอนนี่ของของเธอ โดยครูนาแผนภูมิบทกลอนฝนตกแดด
ออกมาตดิ ไวบ้ นกระดาน ดงั นี้
จากน้ันครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอ่านทีละท่อนพร้อมทั้งเคาะจังหวะประกอบจานวน 2 รอบ แล้วให้
แต่ละกล่มุ ฝึกอ่านเอง พรอ้ มทัง้ เคาะจังหวะประกอบจนทกุ คนในกลุ่มสามารถอ่านบทกลอนฝนตกแดดออกได้
ถูกต้องพร้อมเพรียงกัน และให้แต่ละกลุ่มออกมาอ่านบทกลอนฝนตกแดดออกให้เพ่ือนกลุ่มอ่ืน ๆ และครูฟัง
พรอ้ มทั้งตรวจสอบความถูกตอ้ งทีละกลุ่มจนครบทุกกลุ่ม
จากน้ันครูใช้คาถามเพ่ือให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการฝึกปฏิบัติการอ่าน
บทกลอนประกอบจงั หวะดังกล่าว ดงั น้ี
42
- นักเรียนสามารถอา่ นบทกลอนไดถ้ ูกตอ้ งทุกคาหรือไม่ (ตวั อยา่ งคาตอบ ถกู ต้อง)
- นกั เรยี นอา่ นบทกลอนฝนตกแดดออกได้พร้อมเพรียงกันหรือไม่ (ตวั อย่างคาตอบ พร้อมเพรยี งกนั )
- นกั เรียนสามารถเคาะจงั หวะได้ถูกต้องหรือไม่ (ตัวอยา่ งคาตอบ ถกู ต้อง)
- นักเรยี นสามารถอ่านบทกลอนประกอบจังหวะได้ถูกตอ้ งหรือไม่ (ตวั อยา่ งคาตอบ ถูกต้อง)
- นักเรียนรูส้ ึกอย่างไรในการอา่ นบทกลอนประกอบจงั หวะ (ตวั อยา่ งคาตอบ ชอบ)
2. ครูและนักเรียนร่วมกนั สนทนาเกีย่ วกบั ประโยชนข์ องการเคาะจังหวะต่อการอา่ นบทกลอน
โดยครใู ชค้ าถาม ดังน้ี
- ประโยชน์ของจังหวะต่อการอา่ นบทกลอนมีอะไรบา้ ง (ตัวอย่างคาตอบ อ่านบทกลอนได้ถูกตอ้ ง
อา่ นบทกลอนไดพ้ ร้อมเพรียงกัน อา่ นบทกลอนไดไ้ พเราะน่าฟังมากข้นึ สนุกสนาน)
จากนนั้ ครนู าคาตอบทไี่ ด้มาเขียนสรปุ เป็นแผนภาพความคิดบนกระดานดงั ตวั อยา่ งต่อไปนี้
อา่ นบทกลอนไดถ้ กู ตอ้ ง
ทาใหม้ คี วามสนกุ สนาน ประโยชนข์ อง อา่ นบทกลอนไดพ้ รอ้ มเพรียงกนั
จงั หวะตอ่ การ
อา่ นบทกลอน
อ่านบทกลอนไดไ้ พเราะ
นา่ ฟังมากขึน้
ขนั้ ท3ี่ . ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป
ให้นกั เรียนและครรู ว่ มกนั สรปุ ความรู้ ดังนี้
- จังหวะสามารถใช้เป็นตัวกาหนดในการอ่านบทกลอน ช่วยให้เราอ่านบทกลอนได้ถูกต้อง
พรอ้ มเพรยี งกันและไพเราะมากขึ้น
ขั้นท4ี่ . ข้ันขยายความรู้
ใหน้ ักเรยี นรว่ มกันแสดงความคิดเห็น โดยครใู ช้คาถามทา้ ทาย ดังน้ี
- การอ่านบทกลอนได้พร้อมเพรียงกันมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
ข้ันท่5ี . ขัน้ ประเมนิ ผล
ให้นักเรียนทาช้นิ งานท่ี 2 เรอื่ ง การอา่ นบทกลอนประกอบจังหวะ
43
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 หน่วยย่อยที่ 2.4 เร่อื ง การร้องเพลงประกอบจงั หวะ
ชั่วโมงท่ี 4 (ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้การจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry
Process))
ขัน้ ท่ี 1 ขน้ั สร้างความสนใจ
1. ครนู าภาพปดู ามาติดไว้บนกระดานแล้วใชค้ าถามเพ่ือให้นกั เรยี นรว่ มกนั สนทนา ดงั น้ี
- ภาพท่ีนักเรยี นเหน็ คอื ภาพอะไร (ตัวอย่างคาตอบ ภาพปูดา)
- ปูดามีรูปร่าง ลักษณะเป็นอย่างไร (ตัวอย่างคาตอบ มีตา 2 ข้าง มีขา 8 ขา มี
กา้ ม 2 ก้าม มตี ัวอยตู่ รงกลาง)
- นักเรียนจะพบปูดาได้ในบริเวณใดบ้าง (ตัวอย่างคาตอบ แหล่งน้าต่าง ๆ)
จากนั้นครูคัดเลือกผู้แทนนักเรียน จานวน 5 คน ออกมาแสดงบทบาทสมมุติการเดินของปูดาที่
หน้าช้ันเรียนใหเ้ พือ่ น ๆ ดู
ขัน้ ท่ี2. ขนั้ สารวจและคน้ หา
1. ครูนาแผนภูมเิ พลงจับปูดามาตดิ ไวบ้ นกระดาน ดงั น้ี
และครูพานักเรียนอ่านเนื้อเพลงจับปูดาทีละท่อนจานวน 2 รอบ จากน้ันฝึกให้นักเรียนอ่าน
ประกอบกับจังหวะการเคาะของครจู านวน 3 รอบหรอื จนนักเรยี นอ่านได้คล่องถูกต้องพรอ้ มเพรียงกัน แล้วครู
พานักเรียนร้องเพลงจับปูดาตามจังหวะเคาะ (+) จนทุกคนสามารถร้องได้ถูกต้อง จากน้ันครูสาธิตการแสดง
ท่าทางประกอบเพลงจบั ปูดาใหน้ ักเรียนดู 1 รอบ
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน แล้วให้แต่ละกลุ่มร่วมกันออกแบบท่าทาง
ประกอบการรอ้ งเพลงจบั ปูดาและฝึกซ้อมจนทุกคนในกลุ่มทาได้ถูกตอ้ งสวยงามพร้อมเพรียงกัน จากน้ันครูให้
นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มออกมาทาการแสดงให้เพ่อื นและครูดูทีละกลุ่ม แลว้ ใหแ้ ต่ละกลุ่มแสดงความช่นื ชมการแสดง
ของเพ่อื นจนครบทุกกลุม่
44
ขน้ั ที3่ . ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับประโยชน์ของจังหวะต่อการร้องเพลง แล้วครูนา
คาตอบท่ีไดม้ าเขียนสรุปเปน็ แผนภาพความคดิ บนกระดานดังตัวอย่างต่อไปนี้
เป็นท่ชี ่ืนชมของผทู้ ่ไี ดร้ บั ฟังเพลง
ประโยชนข์ องจังหวะ
ต่อการร้องเพลง
รอ้ งเพลงไดไ้ พเราะขนึ้ รอ้ งเพลงไดถ้ กู ตอ้ งพรอ้ มเพรยี งกนั
ทาใหเ้ ราเขา้ ใจอารมณข์ อง
เพลงดขี ึน้
ขั้นท่ี4. ขั้นขยายความรู้
ให้นักเรยี นและครูร่วมกนั สรปุ ความรู้ ดงั นี้
- การใช้จังหวะประกอบการร้องเพลง จะช่วยให้เรารู้สึกและเข้าใจอารมณ์ของเพลงน้ัน และ
สามารถร้องเพลงไดถ้ ูกตอ้ ง ไพเราะมากข้นึ
ขั้นที5่ . ขน้ั ประเมินผล
ใหน้ กั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็น โดยครใู ช้คาถามท้าทาย ดงั นี้
- การร้องเพลงประกอบจงั หวะอยู่เสมอมีประโยชน์ต่อตนเองอย่างไร
9.สื่อการสอน
1. เครือ่ งเล่นแถบบันทึกเสียง 2. แถบบนั ทกึ เสยี ง
3. บตั รคา 4. แผนภูมอิ ตั ราจังหวะเพลงไทย
5. แผนภูมิบทกลอนนข่ี องของเธอ 6. แผนภมู บิ ทกลอนฝนตกแดดออก
7. ภาพปูดา 8. แผนภมู ิเพลงจับปดู า
45
9. การแสดงบทบาทสมมตุ ิ 10. การแสดงท่าทางประกอบเพลง
11. ใบงานที่ 2 เรื่อง การอ่านบทกลอนประกอบจังหวะ
10. แหล่งเรยี นรูใ้ นหรอื นอกสถานที่
1. หอ้ งสมดุ
11. การวดั และประเมินผล
จุดประสงค์การเรียนรู้หรือส่ิงท่ี วิธีวดั เคร่อื งมอื วัด เกณฑ์การให้ เกณฑก์ ารประเมนิ
ตอ้ งการจะวัดและประเมินผล ใบงาน คะแนน
1.วิเคราะหบ์ ทกลอนร้องเพลงง่าย ตรวจใบงาน แบบสงั เกต คะแนน9-10 = ดี นักเรยี นสามารถอธิบาย
พฤติกรรม มาก การก่อกาเนดิ เสียงที่
ๆ ได้ รายบุคคล คะแนน7-8 = ดี แตกต่างกันได้
แบบสงั เกต คะแนน5-6= พอใช้
พฤติกรรม
รายบคุ คล คะแนน 1-4 =
แบบสงั เกต ปรบั ปรงุ
พฤติกรรม
รายบคุ คล ผ่านเกณฑใ์ นระดับดี
ขึน้ ไป
2. แสดงบทกลอนรอ้ งเพลงง่ายๆ สังเกตพฤติกรรม คะแนน9-10 = ดี นักเรียนสามารถแสดง
มาก การเปรียบเทียบการ
คะแนน7-8 = ดี ก่ อก าเนิ ดเสี ยงท่ี
คะแนน5-6= พอใช้
คะแนน 1-4 = แตกต่างกันได้
ปรับปรงุ
ผา่ นเกณฑใ์ นระดับดี
ข้นึ ไป
3. ชื่นชมการอ่านบทกลอนตาม สงั เกตพฤตกิ รรม คะแนน9-10 = ดี นักเรยี นเหน็ คุณคา่
จงั หวะท่ีถูกต้อง มาก ลักษณะของเสยี งและ
คะแนน7-8 = ดี นาไปใช้ได้
4.อธิบายการมีสว่ นร่วมในกิจกรรม สงั เกตพฤตกิ รรม
ดนตรอี ย่างสนกุ สนานได้ คะแนน5-6= พอใช้
คะแนน 1-4 =
ปรับปรุง
ผ่านเกณฑใ์ นระดับดี
ขึ้นไป
คะแนน9-10 = ดี นกั เรียนสามารถบอก
มาก ลกั ษณะของเสยี งดงั -
คะแนน7-8 = ดี เบา และความช้า-เร็ว
46
คะแนน5-6= พอใช้ ของจังหวะได้
คะแนน 1-4 =
ปรับปรุง
ผา่ นเกณฑใ์ นระดับดี
ขน้ึ ไป
5. แสดงการมีส่วนร่วมในกิจกรรม สังเกตพฤตกิ รรม แบบสังเกต คะแนน9-10 = ดี นักเรียนสามารถ
ดนตรีอยา่ งสนกุ สนาน พฤติกรรม
รายบคุ คล มาก ปฏบิ ัตลิ กั ษณะของ
คะแนน7-8 = ดี เสยี งดัง-เบาและความ
คะแนน5-6= พอใช้
คะแนน 1-4 = ช้า-เรว็ ของจงั หวะได้
ปรบั ปรงุ
ผ่านเกณฑใ์ นระดับดี
ขึ้นไป
6. ชื่นชมการมีส่วนร่วมในกิจกรรม สังเกตพฤตกิ รรม แบบสังเกต คะแนน9-10 = ดี นักเรยี นเห็นคณุ ค่า
ดนตรี พฤติกรรม
รายบุคคล มาก ความสาคัญของเสียง
คะแนน7-8 = ดี ดงั -เบาและความชา้ -
คะแนน5-6= พอใช้ เร็วของจงั หวะและนามา
คะแนน 1-4 =
ปรับปรุง ประยุกต์ใช้ได้
ผ่านเกณฑใ์ นระดับดี
ขึ้นไป
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน วิธีวดั เคร่อื งมอื วดั เกณ ฑ์ การให้ เกณฑ์การประเมิน
(ตามหัวขอ้ ที่ 5) สงั เกต คะแนน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
แบบสังเกต ตารางเกณฑ์การให้ ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่
พฤตกิ รรมการ คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขึ้น
ปฏิบัติงาน ของผู้เรยี น ไป
รายบคุ คล
2. ความสามารถในการคิด สังเกต แบบประเมนิ ใบงาน ตารางเกณฑ์การให้ ผา่ นเกณฑ์ต้งั แต่
คะแนนสมรรถนะ ระดบั ปานกลางขน้ึ
ของผู้เรียน ไป
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา สงั เกต แบบสงั เกต ตารางเกณฑก์ ารให้ ผา่ นเกณฑ์ตั้งแต่
พฤติกรรมการ คะแนนสมรรถนะ ระดับปานกลางขน้ึ
ปฏิบตั ิงาน ของผู้เรียน ไป