รายงานการวิจยั ฉบับสมบรู ณ์
การติดตามสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศกึ ษา
วทิ ยาลยั ชุมชนตาก ประจาปกี ารศกึ ษา 2564
คณะผจู้ ดั ทา
นางวรี ะวรรณ เอื้อจนิ ดาพงศ์
นางสาววัชรินทรร์ ตั น์ ศรสี มทุ ร
งานวิจยั ในคร้ังนี้ไดร้ บั ทุนสนับสนนุ การวิจยั จากงบประมาณสถาบันวิทยาลัยชุมชน
ประจาปงี บประมาณ 2565
ก
กติ ติกรรมประกาศ
การวิจัยเร่อื ง “การติดตามสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษา” ในครั้งน้ี ได้สาเร็จลุล่วง
ไปได้ด้วยดี เพราะได้รับการอนุเคราะห์จาก ดร.เปรมจิต มอร์ซิง ซึ่งเป็นท่ีปรึกษางานวิจัย ได้กรุณาให้
คาปรึกษา แนวคิด คาแนะนา ตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ผู้วิจัยจึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา
ณ โอกาสน้ี
ขอขอบคณุ ใหค้ วามอนุเคราะหแ์ ละการสนับสนนุ จาก สานัก และศูนย์ ต่าง ๆ ของวิทยาลัยชุมชน
ตาก ที่ให้ความอนุเคราะห์ เช่น สานักวิชาการที่ให้ความอนุเคราะห์าานข้อมูลนักศึกษาออกกลางคันในป
การศึกษา 2564 สานักอานวยการที่ช่วยจัดทาและจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ หน่วยจัดการศึกษาท่ีให้ความ
ร่วมมอื ในการจดั เกบ็ ขอ้ มลู ตามแบบสอบถาม เพอ่ื นาขอ้ มูลมาประกอบการดาเนนิ งานวิจยั
สุดท้ายน้ี ขอขอบพระคุณ ผู้อานวยการวิทยาลัยชุมชนตาก คณะผู้บริหารวิทยาลัยชุมชนตาก
ทไี่ ดใ้ ห้การสนบั สนนุ ทไี่ ด้อนมุ ตั งิ บประมาณในป 2565 ในการดาเนินงานวิจยั ในครงั้ นี้
คณะผวู้ ิจยั
พฤษภาคม 2564
ข
บทสรปุ ผู้บรหิ าร
ช่อื เรื่อง : การติดตามสภาพปญั หาการออกกลางคันของนักศึกษาหลักสูตรอนปุ ริญญา
: ประจาปการศึกษา 2564
ผู้ศกึ ษา : ศนู ยส์ ่งเสรมิ การเรียนรู้ตลอดชวี ิต วิจัย และนวตั กรรม
ปที ่ีทาการศกึ ษา : ป พ.ศ. 2565
บทคดั ยอ่
การศึกษาสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษา คร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามข้อมูลสภาพ
ปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา วิทยาลัยชุมชนตาก ปการศึกษา 2564 และเพ่ือหา
แนวทางการแก้ไขปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
ได้แก่นักศึกษาออกกลางคันปการศึกษา 2564 จานวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ
แบบสอบถามแบบปลายปิดและปลายเปิด มาตราส่วนการประมาณค่านามาประมวลข้อมูล และวิเคราะห์
ข้อมูล โดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รูปใชค้ ่าสถติ คิ อื การหาคา่ ความถี่ และการหาคา่ ร้อยละ
ผลการวจิ ยั พบวา่
นักศกึ ษาออกกลางคันสว่ นใหญ่เปน็ เพศหญงิ (รอ้ ยละ72.83) อยใู่ นช่วงอายุ 21-29 ป (ร้อยละ 73.91)
สถานภาพโสด (ร้อยละ 78.26) ประกอบอาชีพรับจ้างท่ัวไป (ร้อยละ 42.39) มีรายได้ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท
(ร้อยละ 52.17) เคยสมัครเรียนเมื่อป พ.ศ. 2564 (67.39) เคยเข้ารับการศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปามวัย
(ร้อยละ 37.04) เคยเข้ารับการศึกษาท่ีโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม (ร้อยละ 27.71) เคยเข้าเรียนเป็นระยะเวลา
1 ภาคการศึกษา (รอ้ ยละ 32.61) หยุดเรียนไปโดยไม่แจ้งวิทยาลัย (ร้อยละ 75.00) หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา
น้อยกว่า หรอื เท่ากบั 1 ป (ร้อยละ 92.93) ในดา้ นสภาพสาเหตุของการออกกลางคันของนักศึกษา พบวา่
1. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในวิทยาลัยชุมชนตากเป็นสาเหตุที่ทาให้ออกกลางคัน(ร้อยละ 2.90)
พบวา่ สาเหตอุ ่ืน (บรรยากาศ และสภาพแวดลอ้ มในหอ้ งเรียนไมเ่ หมาะสม ได้ท่ีเรียนท่ีอื่น ไม่มีเวลาเรียน เรียน
ออนไลน)์ (83.33) รองลงมาคอื ชอื่ เสยี งของวิทยาลยั ฯ ไมด่ งึ ดดู ใจ (ร้อยละ 16.67)
2. ปจั จัยด้านการจดั การเรยี นการสอนของหลักสูตรเป็นสาเหตุให้ออกกลางคัน (ร้อยละ 3.38) พบว่า
ความยากของเนื้อหารายวิชาของหลักสูตร และสาเหตุอ่ืน ระบุ (รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นแบบ
ออนไลน์และพื้นท่ีท่ีอยู่ไม่เหมาะสมจึงเรียนไม่รู้เรื่อง, การจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ไม่เข้าใจในสิ่งท่ี
สอนและทาตามไม่ทัน, หลักสูตรไม่ตรงกับความต้องการในการเรียน) (ร้อยละ 42.86) หลักสูตรไม่มีระบบใน
การจัดการใหค้ วามชว่ ยเหลอื นักศึกษา (ร้อยละ 14.28)
3. ปจั จัยดา้ นอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรที่เป็นสาเหตุให้นักศึกษาออกกลางคัน (ร้อยละ 3.87) พบว่า
อาจารยผ์ ้สู อนมอบหมายงานให้มากเกนิ ไป (รอ้ ยละ 37.050) อาจารย์ผู้สอนไม่มีความยุติธรรม และเข้มงวดใน
การสอนมากเกินไป และอาจารย์ผู้สอนขาดการควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม (ร้อยละ 25.00)
อาจารยผ์ สู้ อนขาดประสบการณ์ในการสอน (ร้อยละ 12.50)
ค
4. ปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน ที่เป็นสาเหตุทาให้ออก
กลางคัน (ร้อยละ 0.97) พบว่า ความไม่พร้อมของเอกสารและอุปกรณ์การสอน และสาเหตุอ่ืนระบุ (รูปแบบ
การเรยี นการสอนออนไลน)์ (ร้อยละ 50)
5. ปัจจัยดา้ นตัวนักศกึ ษาเปน็ สาเหตุของการออกกลางคัน (ร้อยละ 41.55) พบวา่ นักศึกษาไม่สามารถ
บริหารจดั การเวลาได้ ระหวา่ งเรยี นกบั ทางาน(รอ้ ยละ 40.91) สาเหตุอ่นื ระบุ (เล้ียงดูบิดามารดา เลี้ยงดูบุตร มี
ปญั หาเร่อื งการเดินทางมาเรยี นเน่ืองจากอยู่ไกล ยังไม่พร้อมศึกษาต่อ ต้องกลับไปช่วยครอบครัวทาการเกษตร
และที่บ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์จึงไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้ ย้ายที่อยู่ใหม่ ช่วยงานผู้ปกครอง) (ร้อยละ
20.45) ขาดเรียนบอ่ ย ทาใหเ้ รยี นไมท่ ัน เกดิ ความเบื่อหน่ายการเรียนการสอน และปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการ
เรียน (ร้อยละ 14.77) ไม่เข้าใจเน้ือหารายวิชาและไม่ส่งงาน และมีความรู้พื้นาานในรายวิชาที่เรียนน้อย (ร้อยละ
3.41) และสภาพรา่ งกายไมแ่ ข็งแรง ป่วย (ร้อยละ 2.33)
6. ปัจจัยด้านสภาพครอบครัวที่เป็นสาเหตุการออกกลางคัน (ร้อยละ 47.34) พบว่า การคมนาคม
หรอื การเดินทางไมส่ ะดวก (ร้อยละ 38.00) ต้องหารายได้เล้ียงดูครอบครัว (ร้อยละ28.00) พ่อแม่ผู้ปกครองไม่
สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน (ร้อยละ14.00) เกิดความขัดแย้งกับคนในครอบครัว (ร้อยละ12.00)
พ่อแม่ผู้ปกครองป่วยขาดคนดูแล และสาเหตุอื่นๆระบุ (ไม่มีคนเลี้ยงลูก เน่ืองจากภรรยารับราชการครู ช่วงนี้
ออกหนว่ ยโควดิ ) (รอ้ ยละ 4.00)
ขอ้ เสนอแนะแนวทางในการลดปญั หาการออกกลางคนั มีดังนี้
1. กลุ่มผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ท่ีมีงานทา ดังน้ัน อาจารย์ผู้สอนควรลดเกณฑ์เรื่องเวลาในการเข้าเรียน
ให้น้อยลง อาจตั้งเป็นกฎเกณฑ์จากการตกลงกันเองภายในของห้องเรียนโดยแยกกลุ่มผู้เรียนท่ีมีเวลาเข้า
ห้องเรยี นกับกลุ่มท่ีไมส่ ามารถเข้าเรยี นไดต้ ามปกติ เพ่ือลดข้อจากัด ช่วยเหลอื นกั ศกึ ษา
2. อาจารยท์ ปี่ รึกษาส่วนใหญ่เป็นบุคลากรจากภายนอกซึ่งมีภารกิจงานประจา จานวนมาก อาจดูแล
นักศึกษาไม่ทั่วถึง ควรเพ่ิมช่องทางการให้คาแนะนาปรึกษาท่ีมากข้ึน หลากหลายข้ึน เช่น การจัดห้องปรึกษา
ออนไลน์ จัดช่วงเวลาทอ่ี าจารยส์ ะดวกในการพดู คุยกบั นกั ศึกษาท้งั พบโดยตรงและออนไลน์
3. ควรนาผลการศึกษาปัญหาการออกกลางคันแจ้งให้อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ประจาหลักสูตร ได้รับ
ทราบเพอื่ หาแนวทางลดปัญหาการออกกลางคนั
4. ควรหารูปแบบการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาอย่าง
แท้จริง ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนน้ันได้ บางกรณีที่นักศึกษาอยู่ห่างไกล ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
อาจจะส่งเอกสารการเรยี นใหผ้ ูเ้ รยี นเปน็ รายๆไป
5. วิทยาลัยควรจัดทาแผนการแก้ปัญหาการออกกลางคันระยะยาว โดยมีความร่วมมือของผู้บริหาร
สถานศึกษา อาจารย์ประจาหลักสูตร อาจารย์ผู้สอน นาผลการศึกษาไปร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน
ตอ่ ไป
6. ควรให้หลักสูตรมรี ะบบในการจัดการใหค้ วามชว่ ยเหลือนักศึกษา
สารบัญ ง
กติ ติกรรมประกาศ หน้า
บทคัดย่อ ก
สารบญั ข
สารบญั ตาราง ง
บทท่ี ฉ
1 บทนา
1
ความเปน็ มาและความสาคญั 1
วตั ถุประสงค์ 3
ขอบเขตของการศกึ ษา 3
นยิ ามศัพท์เฉพาะ 3
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ 3
2 เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วข้อง 4
การศึกษา 4
การออกกลางคัน 6
ระเบียบสถาบันวทิ ยาลยั ชมุ ชน ว่าดว้ ยการจัดการศึกษาระดับตา่ กวา่ ปรญิ ญาตรี 12
งานวิจัยทเ่ี กีย่ วข้อง 16
3 วธิ ีดาเนินการศกึ ษา 18
18
วัตถุประสงค์การวิจยั 18
18
วธิ กี ารดาเนนิ งานและขนั้ ตอน 18
19
เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัย 19
19
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง 20
20
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 41
42
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 42
45
สถติ ิทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์
4 ผลการวจิ ยั
วตั ถุประสงค์ขอ้ ที่ 1 ผลการตดิ ตามขอ้ มลู สภาพปัญหาการออกกลางคนั
วตั ถุประสงค์ขอ้ ที่ 2 ข้อเสนอแนะแนวทางในการลดปญั หาการออกลางคนั
5 สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
สรปุ ผลการวิเคราะห์ข้อมลู
อภปิ รายผล สภาพปัญหาและสาเหตกุ ารออกกลางคันของนักศกึ ษา
สารบญั (ตอ่ ) จ
ข้อเสนอแนะ หน้า
บรรณานุกรม 47
ภาคผนวก 48
รายชือ่ ผู้วิจยั 50
48
สารบัญตาราง ฉ
ตารางท่ี หน้า
20
1 จาแนกตามเพศของนกั ศกึ ษาออกกลางคนั 21
2 จาแนกตามชว่ งอายุ 22
3 จาแนกตามสถานภาพ 23
4 จาแนกตามอาชีพปจั จุบนั 24
5 จาแนกตามรายไดต้ อ่ เดอื นของนักศึกษาทีไ่ ดร้ ับ 26
6 จาแนกตามปทีน่ ักศึกษาเคยสมคั รเรยี น 27
7 จาแนกตามการเข้ารบั การศกึ ษาจากหน่วยจดั ของวิทยาลัยชุมชนตาก 28
8 จาแนกตามระยะเวลาในการเข้าเรียนกบั วทิ ยาลยั ชมุ ชนตาก 29
9 จาแนกตามลกั ษณะการออกกลางคัน 31
10 จาแนกตามระยะเวลาการหยดุ เรยี น 32
11 จาแนกตามปัจจยั ดา้ นสภาพแวดล้อมภายในวทิ ยาลยั ชุมชนตากที่มผี ลต่อการออกกลางคัน 33
12 จาแนกตามปัจจัยด้านการจัดการเรยี นการสอนของหลกั สูตรท่ีมีผลต่อการออกกลางคัน 34
13 จาแนกตามปัจจัยด้านอาจารย์ผูส้ อนของหลักสูตรทม่ี ผี ลต่อการออกกลางคัน 36
14 จาแนกตามปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนและส่ิงสนับสนุนการเรียนการสอนฯ 37
15 จาแนกตามปัจจัยด้านตวั นักศึกษาท่ีมีผลต่อการออกกลางคัน 39
16 จาแนกตามปัจจัยด้านสภาพครอบครวั ท่มี ีผลต่อการออกกลางคัน
บทท่ี 1
บทนา
1. ความเป็นมาและความสาคญั
การศึกษาเป็นปัจจัยสาคัญสาหรับการพัฒนาประเทศ เน่ืองจากการศึกษา คือ กลไกในการ พัฒนา
กาลังคนให้มีคุณภาพมีประสิทธิภาพในการทางาน หากคนไทยในสังคมได้รับการศึกษาท่ีดี สามารถทางานได้
เป็นกาลงั สาคญั ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวต่อไป รัฐบาลจึงมุ่งเน้นและให้ ความสาคัญกับนโยบายการจัด
การศึกษาของชาติ ทั้งนี้เน่ืองจากทุกภาคส่วนในสังคมต่างก็ตระหนักว่า การศึกษาเป็นกลไกสาคัญ ในการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบัน การพัฒนาประเทศกาลังอยู่ในยุค
ของการเปล่ยี นแปลงตามกระแสโลกาภิวัตน์ ซ่งึ ทาให้เกิดผล กระทบในทกุ ๆ ดา้ น โดยเฉพาะอย่างย่ิงด้านความ
เจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ทาให้ทุก หน่วยงานจาเป็นต้องอาศัยบุคลากรท่ีมีประสิทธิภาพมา
ทางานในตาแหน่งหน้าทต่ี ่างๆ ดังนั้น ถา้ คน ไดร้ บั การพัฒนาด้านการศึกษาอย่างเหมาะสมก็สามารถนาความรู้
ทกั ษะและประสบการณ์ ไป ประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและ ช่วยให้ดารงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษามีหน้าท่ี
สอนและ ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน พร้อมๆ กับทาหน้าที่รวบรวม สังเคราะห์ วิเคราะห์ สร้าง และเผยแพร่
ความรู้ผ่านกระบวนการศึกษาวิจัยโลกในอดีต ส่ิงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และส่ิงท่ีอาจเกิดขึ้นในอนาคต สามารถ
เข้าสู่ชีวิตการทางานเป็นพลเมืองที่ได้รับการขัดเกลาทางสังคมและวัฒนธรรมมาเป็นอย่างดี ส่วนองค์ความรู้ที่
เปน็ ผลิตผลจากมหาวทิ ยาลัย นอกจากจะเป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนาประเทศทั้งใน ด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วย
นาพาสังคมสู่ความเป็นอารยธรรมประเทศอย่างย่ังยืนอีกด้วย (นางฐานิตา ลอยวิรัตน์, นางกุศล แก้วหนู, นาง
เกศรนิ คงจันทร์, 2558)
วทิ ยาลัยชมุ ชนตาก สงั กดั สถาบนั วทิ ยาลัยชุมชน เป็นสถานศึกษามีภารกิจจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ท่ีต่ากว่าปริญญาโดย มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้การศึกษา วิจัย ให้บริการทางวิชาการ ทะนุบารุงศิลปะและวัฒนธรรม
และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพ่ือสร้างความเข้มแข็งของท้องถ่ินและชุมชน การพัฒนาที่ย่ังยืน เสริมสร้าง
ศักยภาพบุคคล ตอบสนองและสอดคล้องต่อความต้องการและการประกอบอาชีพของท้องถ่ินและชุมชนซ่ึงนาไปสู่
การพัฒนาประเทศด้านการได้ ในดาเนินการจัดการเรียนการสอนได้ดาเนินการจัดจานวน 3 หลักสูตร ประกอบไป
ด้วยหลักสูตรระดับอนุปริญญา หลักสูตรประกาศนียบัตร และหลักสูตรพัฒนาทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์
ด้านอาชีพและด้านคุณภาพชีวิต ซ่ึงวิทยาลัยชุมชนตากมีการรับสมัครนักศึกษาทุกภาคการศึกษา แต่จานวน
นักศึกษาคงอยู่ของวิทยาลัยชุมชนตากมีจานวนลดลงทุกปี จากสาเหตุการออกกลางคันของนักศึกษาซึ่งเป็นปัญหา
สาคัญของการจัดการศึกษาในวิทยาลัยชุมชนตาก จากข้อมูลการศึกษาสภาพการออกกลางคันของนักศึกษาท่ี ผ่าน
2
มา พบว่า นักศึกษาแต่ละรุ่นมีสถิติการออกกลางคันรวมต้ังแต่แรกเข้าจนถึงภาคการศึกษาสุดท้ายคิดเป็นร้อยละ
41.01 ของจานวนนักศึกษาแรกเข้า ส่งผลทาให้วิทยาลัยชุมชนตากสูญเสียงบประมาณในการจัดการศึกษาหลักสูตร
อนุปริญญา ค่อนข้างสูง ดังน้ัน จึงมีความจาเป็นต้องดาเนินการศึกษาสาเหตุของการออกกลางคันของนักศึกษา
อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านนักศึกษา ด้านครูผู้สอน ด้านสถานศึกษา และด้านหลักสูตร เพ่ือนาข้อมูลไปใช้ใน
การวางแผน ปอ้ งกันและแก้ไขปญั หาการออกกลางคนั ให้มจี านวนลดลงอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
วิทยาลัยชุมชนในฐานะสถาบันอุดมศึกษาท่ีเป็นกลไกสาคัญในการพัฒนา โดยมีภารกิจที่สาคัญคือ
จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ต่ากว่าปริญญา การวิจัย บริการทางวิชาการ ทะนุบารุงศิลปะวัฒนธรรม และ
ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพ่ือสร้างความเข้มแข็งชุมชนและตรึงคนอยู่ในพื้นท่ี เพื่อผลักดันให้ไปสู่สังคมแห่ง
การเรยี นรู้ ในกระบวนการเรียนรู้มุง่ เนน้ การแลกเปล่ยี นเรยี นรู้จากประสบการณ์ของผู้เรียน ให้คิดเป็น ทาเป็น
และสร้างปัญญา จัดการเรยี นการสอนและฝึกอบรมในเร่อื งที่ชุมชนต้องการและเสริมสร้างให้เกิดนวัตกรรมเพ่ือ
ความเข้มแข็งของชุมชน จัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (สร้างความรู้ สร้างอาชีพ) ที่เน้น
การหาศักยภาพพ้ืนที่เป็นฐานในการจัดการความรู้ฯ โดยดาเนินการลักษณะเชิงโครงการ (Project-based)
หรือเชิงพื้นท่ี (Area-based / Problem-based) วิทยาลัยชุมชนตากได้ดาเนินการจัดการเรียนการสอน
จานวน 3 หลักสตู ร ประกอบด้วย หลักสูตรอนุปริญญา หลักสูตรประกาศนียบัตร และหลักสูตรพัฒนาทักษะ
และเสรมิ สร้างประสบการณ์ดา้ นอาชีพและดา้ นคณุ ภาพชีวิต โดยหลักสูตรอนุปริญญาดาเนินการจัดการศึกษา
5 สาขาวิชา ดังน้ี สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน และ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย จากการศึกษาสภาพปัญหาการออกกลางคัน
ของนักศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาปีการศึกษา 2560 พบว่า มีนักศึกษาออกกลาง จานวน 83 คน คิดเป็น
ร้อยละ 15 เปอร์เซ็นของจานวนนักศึกษาลงทะเบียนภาคเรียนท่ี 1 (อ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มงานทะเบียนและ
วัดผลวทิ ยาลยั ชุมชนตาก)
ซึ่งการออกกลางคนั ของนักศกึ ษาถือเป็นปญั หาสาคัญของการจัดการศึกษาในวิทยาลัยชุมชนตาก จาก
ข้อมูลการศึกษาสภาพการออกกลางคันของนักศึกษาท่ีผ่านมา พบว่า นักศึกษาแต่ละรุ่นมีสถิติการออก
กลางคันรวมตั้งแต่แรกเข้าจนถึงภาคการศึกษาสุดท้ายคิดเป็นร้อยละ 41.01 ของจานวนนักศึกษาแรกเข้า
ส่งผลใหว้ ทิ ยาลัยชุมชนตากสูญเสยี งบประมาณในการจัดการศึกษา ค่อนข้างสูง ดังน้ัน การศึกษาสภาพปัญหา
การออกกลางคันของนักศึกษาจึงมีความสาคัญในการวางแผนป้องกัน และหาแนวทางแก้ปัญหาการออ
กลางคันของนักศึกษาให้มีจานวนลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหน่ึงท่ีส่งผลต่อการพัฒนาการจัด
การศกึ ษาของวทิ ยาลยั ชุมชนตาก
3
2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อติดตามข้อมูลสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาวิทยาลัย
ชุมชนตากใน ปกี ารศกึ ษา 2564
2. เพ่ือหาแนวทางการแกไ้ ขปัญหาการออกลางคันของนกั ศกึ ษา
3. ขอบเขตของการวจิ ยั
1.1 ขอบเขตประชากร
นักศกึ ษาออกกลางคันปกี ารศึกษา 2564 จานวน 100 คน
1.2 ขอบเขตของเนอ้ื หา
ปจั จยั ท่ีส่งผลต่อการออกกลางคนั ของนกั ศกึ ษา
1.3 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
นักศกึ ออกกลางคนั หมายถึง นักศึกษาท่ีไม่ประสงค์จะเรียนต่อในปีการศึกษา 2564 แบ่งออกเป็น
นกั ศกึ ษาทไี่ ด้ยน่ื คาร้องของลาออกกับวทิ ยาลัยฯ และนกั ศึกษาหยุดเรียนโดยไม่ติดตอ่ กบั ทางวทิ ยาลยั ฯ
1.4 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รบั
1. ได้ข้อมูลสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาวิทยาลัยชุมชนตากใน
ปีการศกึ ษา 2562
2. ได้แนวทางการแก้ไขปัญหาการออกลางคันของนักศึกษา
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง
การวิจัยเรื่อง “ศึกษาสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา
2564” ครั้งน้ี ทีมวิจัยได้ศึกษาแนวคิด เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพื่อเป็นพื้นฐานในการกาหนดกรอบ
แนวคิดท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั ซึ่งประกอบดว้ ยหัวข้อตา่ ง ๆ ดังต่อไปน้ี
1. การศกึ ษา
1.1 ความหมายของการศึกษา
1.2 จุดมุง่ หมายของการศกึ ษา
2. การออกกลางคนั
2.1 ความหมายของการออกกลางคนั
2.2 สาเหตุของการออกกลางคนั
2.3 ปัญหาของการออกกลางคนั
3. ระเบียบสถาบันวิทยาลัยชุมชนว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ากว่าปริญญาของ
วทิ ยาลยั ชมุ ชน พทุ ธศักราช 2560
4. งานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วข้อง
2.1 การศึกษา
ความหมายของการศึกษา การศึกษา ตรงกับความหมายของคาในภาษาอังกฤษ คือ
Education ไดม้ สี านกั การศึกษา และนกั วิชาการกล่าวถึง ความหมายของการศึกษา ดังน้ี
กดู๊ (Good. 1973 : 202) ได้ให้ความหมายไว้ในพจนานุกรมศัพท์การศึกษา 4 ประการ โดยสรปุ คอื
1. การศึกษา หมายถึง การดาเนินการด้วยกระบวนการทุกอย่าง ที่ทาให้บุคคลพัฒนา
ความสามารถดา้ นตา่ ง ๆ รวมทง้ั ทัศนคติและพฤติกรรมอนื่ ๆ ตามคา่ นิยมและคุณธรรมในสงั คม
2. การศึกษา หมายถึง กระบวนการทางสงั คม ท่ีทาให้บุคคลได้รับอิทธิพลจาก ส่ิงแวดล้อม ที่
คัดเลอื กและกาหนดไว้อยา่ งเหมาะสม โดยเฉพาะโรงเรียน เพื่อพัฒนาบคุ คลและสังคม
3. การศึกษา หมายถึงวิชาชีพอยา่ งหนง่ึ สาหรับครู หรือการเตรียมบุคคลให้เป็นครู ซ่ึงจัดสอน
ในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย วิชาจิตวิทยาการศึกษา ปรัชญา ประวัติการศึกษา หลักสูตร หลักการสอน
การวัดผล การบรหิ าร การนิเทศการศึกษา และวิชาอื่น ๆ ท่ีครูควรรู้ ท้ังภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งจะทาให้เกิด
ความเจรญิ งอกงามสาหรับครู
4. การศึกษา หมายถึง ศิลปะในการถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ ในอดีตซ่ึงรวบรวมไว้อย่างเป็น
ระบบสาหรับคนรุ่นใหม่
กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 2) ได้ให้ความหมายของการศึกษา ตามพระราชบัญญัติแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542 ตามมาตรา 4 หมายถึง การเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดย การ
ถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทาง
5
วชิ าการ การสร้างองค์ความรูอ้ ันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเก้ือหนุนให้บุคคล
เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และมาตรา 6 เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ
สติปญั ญา ความรู้ และคณุ ธรรม มจี ริยธรรมและวัฒนธรรมในการ ดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสขุ
รุ่ง แก้วแดง (2546 : 15) ให้ความหมายการศึกษาเป็นกระบวนการในการให้ความรู้ ให้
ประสบการณ์โดยผ่านพิธีการหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ในส่ิงท่ีเหมาะสม ที่จะเกิด
ประโยชน์ต่อตัวเขาเพื่อท่ีจะพัฒนาบุคคลนั้น ๆ ก็คือ การศึกษาจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ในทางที่
เหมาะสมแกบ่ ุคคล
สุทธิ ภิบาลแทน (2548 : 624) ให้ความหมาย การศกึ ษา คือ การเลา่ เรยี น อบรมและฝกึ ฝน
หวน พนิ ธุพันธ์ (2548 : 2-3) ใหค้ วามหมาย การศึกษา คือ ความเจริญงอกงามทั้งร่างกาย อารมณ์
สังคมและสติปัญญา การศึกษาคือ การจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมแก่ผู้เรียน เพ่ือผู้เรียนจะ ได้งอกงาม ข้ึน
ตามวัตถุประสงค์ การศึกษาคือการสร้างเสริมประสบการณ์ให้ชีวิต และการศึกษาคือ เครื่องมือที่ทาให้เกิด
ความเจริญงอกงามทกุ ทางในตัวบคุ คล
สรุปได้ว่า การศึกษา หมายถึง กระบวนการให้ความรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม
โดย การถ่ายทอดความรู้ การเล่าเร่ือง การฝึก การอบรม ซ่ึงทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่เป็นไป
ในทางท่ดี แี ละเป็นทยี่ อมรับของสงั คม
จดุ มุง่ หมายของการศกึ ษา นกั วชิ าการไดก้ ลา่ วถงึ จดุ ม่งุ หมายของการศึกษา ดงั นี้
กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 3-4, 8) ได้ให้จุดมุ่งหมายของการศึกษาตามพระราชบัญญัติ แห่งชาติ
พุทธศกั ราช 2542 ได้ใหจ้ ุดมงุ่ หมายของการศกึ ษา ดังน้ี
1. มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมี
ความสุข
2. มาตรา 8 การจดั การศึกษาให้ยึดหลัก ดงั นี้
2.1 เปน็ การศึกษาตลอดชีวิตสาหรับประชาชน
2.2 ใหส้ ังคมมสี ่วนรว่ มในการจดั การศึกษา
2.3 การพฒั นาสาระและกระบวนการเรยี นรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
3. มาตรา 22 ต้องยดึ หลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียน
มีความสาคัญที่สุด ต้องสง่ เสริมผเู้ รยี นพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศกั ยภาพ
4. มาตรา 23 เน้นความสาคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการ ตามความ
เหมาะสม
6
5. มาตรา 24 ประกอบด้วย
5.1 ตอ้ งจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของ ผู้เรียน โดย
คานงึ ถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
5.2 ต้องฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ ความรู้
มาใช้เพอื่ ป้องกันและแกไ้ ขปัญหา
5.3 จดั กิจกรรมใหผ้ ู้เรียน ไดเ้ รยี นรจู้ ากประสบการณจ์ รงิ ฝกึ การปฏบิ ตั ิ
5.4 ใหท้ าได้ คดิ เปน็ ทาเปน็ รกั การอา่ นและเกิดการใฝร่ ู้อย่างต่อเนื่อง
5.5 จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆอย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน
รวมท้ังปลกู ฝงั คุณธรรมและคุณลักษณะอนั พึงประสงคไ์ วใ้ นทกุ วชิ า
ศริ ชิ ัย กาญจนวาสี (2550 : 2-3) ไดก้ ล่าวถงึ จุดม่งุ หมายทางการศึกษาแบง่ เป็น 3 ดา้ น คอื
1. ด้านพุทธิพิสัย หรือด้านความรู้ความคิด (Cognitive Domain) เป็นจุดมุ่งหมายทาง
การศึกษาท่ีแสดงลาดับขั้นการเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนในสมอง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้านสติปัญญาเกี่ยวกับ ความรู้
ความคดิ และการแก้ปัญหาโดยมกี ารปรบั ปรงุ ใหม้ คี วามเหมาะสมขึน้
2. ด้านจิตพิสยั หรือด้านอารมณ์ความร้สู กึ (Affective Domain) เปน็ จุดมุ่งหมาย ทางการศึกษา
ที่แสดงลาดับขั้นการเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนในจิตใจซึ่งเป็นการเรียนรู้ทางด้านอารมณ์และ ความรู้สึก เช่น เจตคติ
คา่ นิยม ความสนใจ ความซาบซง้ึ
3. ด้านทักษะพิสัย หรือด้านปฏิบัติการ (Psychomotor Domain) เป็นลาดับข้ันการเรียนรู้ ท่ี
เกดิ ข้ึนกบั ระบบประสาทสมั ผสั กล้ามเน้อื และอวัยวะต่าง ๆ เปน็ การเรียนรู้ทางด้านทักษะ การเคล่ือนไหว และ
ใชส้ ว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคล่วสัมพนั ธก์ นั
สรุปได้ว่า การจัดการศึกษามีจุดมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาคนให้สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย สังคม อารมณ์ และ
สติปัญญา เพ่ือให้มีความรู้ และคุณธรรม ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยถือผู้เรียนเป็นสาคัญ
ที่สุด ในการพัฒนาตนตามธรรมชาติ ตามศักยภาพ จากการจัดกิจกรรม การฝึกทักษะ และการเรียนรู้อย่าง
ต่อเนอ่ื ง
2.2 การออกกลางคัน
ความหมายของการออกกลางคัน
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติและสานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ
(2542 : 2) กลา่ วว่า การออกกลางคันหมายถึง การท่ีนักเรียนถูกจาหน่ายช่ือออกจาก สถานศึกษาในขณะที่ยัง
ไม่สาเรจ็ การศึกษาโดยไมใ่ ชส่ าเหตุอนั เนอ่ื งมาจากการยา้ ยสถานศึกษา
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545 : 155) ได้ให้ความหมาย การออกกลางคัน คือ
การท่ีนักเรียนถูกจาหน่ายช่ือออกจากสถานศึกษาในขณะท่ียังไม่สาเร็จการศึกษาภาคบังคับ การออกโดยไม่ใช่
สาเหตอุ ันเน่อื งมาจากการย้ายสถานศกึ ษา
สานกั นโยบายและแผนการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน (2545 : 6) ใหค้ วามหมายของการออกกลางคัน หมายถึง
การที่นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นไม่สาเร็จการศึกษาตัวประโยค (หลักสูตรมัธยมศึกษา ปีที่ 3) และต้อง
7
ออกไป และรวมถึงผู้ท่ีเคยออกกลางคันระหว่างเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วกลับมาเรียนใหม่ท้ังในระบบ
สถานศกึ ษาและนอกระบบสถานศกึ ษาจนสาเร็จช้นั มัธยมศกึ ษาด้วย
อารี ผสานสินธุวงศ์ (2549 : 8) ให้ความหมายการออกกลางคันว่า การที่นักเรียนหรือ นักศึกษาท่ีได้
ลงทะเบยี นเรียนแลว้ ต่อมาต้องออกจากสถานศึกษาก่อนที่จะจบเรยี นตามหลกั สูตร ไวไ้ ม่ว่าสาเหตุใด ๆ ก็ตาม
กลา่ วโดยสรุปการออกกลางคัน หมายถึง การที่นักเรียนต้องออกจากสถานศึกษาก่อน เรียนจบหลักสูตรหรือ
การศกึ ษาภาคบงั คับตามทีก่ าหนดไว้ ไมว่ า่ จะโดยตัง้ ใจหรือไม่ตัง้ ใจกต็ าม และ ไมไ่ ด้เข้ารบั การศึกษาตอ่ ใดๆ ทั้งส้ิน
สาเหตุการออกกลางคนั ของนกั เรียน
ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 1186) ให้ความหมาย สาเหตุ หมายถึง ต้นเหตุหรือเค้าเร่ืองเดิม ที่ทาให้
เกิดเรื่องสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2551 : 71) กล่าวถึง สาเหตุการออก กลางคันของ
นักเรียน พิจารณาบริบทต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ใช้หลักการ แนวคิด และความอดทน ในการแก้ปัญหา จึงจะ
ทราบรายละเอียดของการออกกลางคันของนักเรียนท่ีแทจ้ รงิ
ผดุง อารยะวิญญ (2542 : 22) กล่าววา่ สาเหตขุ องการออกกลางคนั ของนักเรียนมี 9 ประการ คอื
1. ฐานะทางเศรษฐกจิ ของผู้ปกครอง ได้แก่ การมีหน้ีสิน การนาเด็กไปใช้แรงงาน - ในครอบครัว การ
ไปรับจ้าง การต้องไปประกอบอาชีพในถ่ินฐานอ่ืน ๆ แล้วต้องนาเด็กไปด้วย และเด็กไปรับจ้างทางานเพ่ือหา
เลย้ี งครอบครัว
2. การเดินทางระหว่างบ้าน
3. นักเรียนย้ายตามผู้ปกครองไปอยู่ในถิ่นอื่น โดยไม่ได้แจ้งย้ายออกจากสถานศึกษาหรือ ทาง
สถานศกึ ษาไม่สามารถตดิ ตอ่ ได้วา่ เดก็ ไปเรยี นต่อที่อืน่ ๆ หรือไม่
4. สภาพร่างกายของนักเรียนมีความเป็นหนุ่มสาวทาให้อายเพื่อนจนไม่อยากเรียน ได้แก่ เด็กท่ีเรียน
เมอื่ อายุเกนิ เกณฑ์ การแจง้ เกิดของนักเรียนไมต่ รงกบั ความเป็นจริง คือ แจ้งช้า จนเกินไปซ่ึงทาให้เด็กเข้าเรียน
เมื่อโตแลว้
5. สภาพแวดล้อมในสถานศกึ ษาไม่มคี วามเร้าใจให้เด็กอยากมาเรียน ได้แก่ สภาพอาคาร ไม่เหมาะสม
หอ้ งเรยี นไมม่ ีฝากัน้ ห้องทาให้เกิดเสียงดัง ในช่วงฤดูหนาวมีอากาศหนาวมากทาให้เด็ก ไม่อยากมาสถานศึกษา
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูไม่น่าสนใจให้นักเรียนอยากมาเรียน จานวนนักเรียนมากอัตราครูไม่
สมดุล นักเรียนขาดอุปกรณ์การเรียน นักเรียนถูกเพื่อนรังแกบ่อย ๆ นักเรียนกลัวการถูกล งโทษท่ีมา
สถานศึกษาสายและครูอใุ ห้ไม่อยากมาเรยี น
6. การสื่อภาษาระหว่างครูและนักเรียนไม่เข้าใจกัน ได้แก่ นักเรียนที่เป็นชาวเขา ไม่มีพื้นฐานด้าน
ภาษาไทยกลาง สอื่ ภาษากนั ไมเ่ ขา้ ใจ ทาให้เกดิ ความสบั สนไมอ่ ยากไปสถานศึกษา
7. ผู้ปกครองไม่สนใจและไม่เห็นความสาคัญของการศึกษา ได้แก่ ไม่ทราบระเบียบ กฎหมาย และ
พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษา ผลการจัดการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
8. ขาดการประชาสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษาและชุมชน 9. การนาหลักสูตรไปใช้ไม่ตอบสนองความ
ตอ้ งการและสภาพท้องถน่ิ
8
อารี ผสานสนิ ธวุ งศ์ (2549 : 9-20) กล่าวถงึ การออกกลางคันของนักเรียนเกดิ จากหลายปัจจยั ดังน้ี
1. ดา้ นนกั ศึกษา จะเหน็ ได้ว่าสาเหตุดา้ นนกั ศกึ ษาเปน็ ปัจจยั หน่งึ ในการออกกลางคัน ของนักศึกษา ซ่ึง
มาจากสติปัญญา ทัศนคติต่อสาขาวิชาท่ีเรียนผลสัมฤทธ์ิของการเรียน การขาดเรียน ความเบ่ือหน่ายต่อการ
เรียน สุขภาพ และความประพฤติ จะเห็นว่าสาเหตุท่ีเกิดจาก ตัวผู้เรียน ได้แก่ การติดงานอาชีพ ชั่วโมงการ
ทางานเปล่ียนไปจึงไม่สามารถเรียนได้ทันตามกาหนด ไม่สนใจ ที่จะเรียนต่อเพราะไม่เห็นประโยชน์ของการ
เรียน มีพ้ืนฐานการศึกษาเพิ่มน้อย ต้องย้ายภูมิลาเนา ไปประกอบอาชีพในท้องที่อื่น ผู้เรียนบางคนต้องไป
ประกอบอาชีพไกลบ้านทาให้ขาดเรียนบ่อย ๆ จึงเรียนไม่ทันและไม่อยากจะเรียน ผู้เรียนต้องการพักผ่อน
เพราะทางานหนักตลอดวนั ผู้เรยี นท่เี ปน็ หญิง มีภาระตอ้ งเลยี้ งบุตร เป็นต้น
2. ดา้ นผู้สอน อาจารย์ ผู้สอน เป็นองค์ประกอบสาคัญอีกอย่างหนึ่งท่ีทาให้การเรียน การสอนประสบ
ผลสัมฤทธิส์ งู สดุ แตอ่ าจจะมปี ญั หาบางประการที่จะทาให้การเรียนการสอน ไม่ประสบผลสาเร็จเท่าที่ควร อัน
อาจเน่อื งมาจากการเตรยี มการสอนของอาจารย์ผู้สอน ไม่ดีพอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจารย์ผู้สอนต้องขจัดให้หมด
ไป เพื่อจะทาให้การเรียนการสอนได้บรรลุ ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้เพราะอาจจะส่งผลให้เป็นสาเหตุการออก
กลางคันของนกั ศกึ ษาได้
3. ดา้ นครอบครวั สถาบนั ครอบครัวเป็นสถาบันท่สี าคัญเพราะเป็นสถาบันแรกที่ขัดเกลา ทางสังคมแก่
เด็กมากท่สี ุด เนือ่ งจากเด็กเกิดมาก็มีเวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว ดังนั้น พฤติกรรม จะซึมซับมาจากสมาชิก
ในครอบครวั ปัญหาท่ีเกดิ มาจากครอบครัวทีก่ ล่าวมาแล้ว ซง่ึ ปัญหาต่าง ๆ ดังกลา่ วเหลา่ นี้เป็นปัญหาที่จะทาให้
การเรียนการสอนไม่สัมฤทธ์ิผลเท่าทคี่ วรและอาจสง่ ผลใหเ้ ป็น สาเหตกุ ารออกกลางคันของนักศกึ ษาได้
4. ด้านสถานศึกษา สถานศึกษาเป็นองค์ประกอบด้านการเรียนการสอน ท่ีประกอบด้วย ปัจจัยต่าง ๆ
หลายประการ ได้แก่ อาคารสถานท่ี หลักสูตร ผู้สอน กระบวนการเรียนการสอน การบริหารและการบริการที่
สนับสนุนการเรียนการสอน อุปกรณ์การเรียนการสอน สิ่งอานวย ความสะดวกต่างๆ เช่น ต้องมีที่พักผ่อน
อย่างเพยี งพอ มีโรงอาหารท่ีสะอาด ห้องสมุด ทุนการศึกษา มีกิจกรรมที่หลากหลายตรงกับความต้องการของ
นักศึกษา รวมถึงการดูแลเอาใจใส่จากอาจารย์ ท่ีปรึกษา ส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้เป็นส่วนสนับสนุนให้การเรียนการ
สอนมปี ระสิทธิภาพมากยิง่ ขึน้ มิฉะนนั้ แลว้ อาจเป็นสาเหตกุ ารออกกลางคนั ของนกั ศึกษาได้
5. ด้านสังคม สังคมภายในและสังคมภายนอกโรงเรียน นับเป็นปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อ ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน รวมท้งั เป็นสาเหตุการออกกลางคันของนกั ศกึ ษา
นฤภัค ฤธาทิพย์ (2553 : 42) กล่าวว่า สาเหตุการออกกลางคันส่วนหน่ึงมาจากด้านครอบครัว การท่ี
ครอบครัวเห็นความสาคัญทางการศึกษาในครอบครัว เป็นท่ีเช่ือกันว่า หากบิดามารดาหรือ ผู้ปกครองของ
นกั เรยี นมองเห็นว่า การศึกษาจะเป็นเคร่ืองมือในการประกอบอาชีพในอนาคต เช่ือว่า การศึกษาเป็นแนวทาง
ในเบื้องต้นท่ีจะทาให้ตัวเขาเองหรือบุตรหลานของเขาไปสู่ความมีสถานภาพ ในทางเศรษฐกิจและสังคมใน
อนาคต เชื่อว่าการศึกษาท่ีดีจะนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ความอยู่ดีกินดี ความสามารถในการพัฒนาในด้าน
ตา่ ง ๆ และในทางกลับกนั หากไม่มีการศึกษาหรือได้รับการศึกษา ไม่เพียงพอก็จะมีผลให้ส่ิงต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่
อาจเกิดข้ึนได้และถ้าหากบิดามารดามีความเชื่อเช่นน้ี ก็จะนาไปสู่การส่งเสริมสนับสนุนในเร่ืองการเรียนของ
9
บุตรหลานของเขา และนาไปสู่ผลสาเร็จ ของการศึกษาได้จากแนวความคิดดังกล่าวจึงเชื่อว่าหาก ผู้ปกครอง
บิดามารดาของนักเรียน ได้มองเห็นความสาคัญของการศึกษาแล้วจะส่งผลให้แนวโน้มในการออกกลางคัน
ลดลงได้ ความเชื่อ ในเร่ืองความสัมพันธ์ระหว่างออกกลางคันและการเห็นความสาคัญทางการเรียนของ
ผ้ปู กครอง บดิ ามารดานัน้ ได้มีมานานแลว้
สานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจันทบุรี เขต 1 (2522 : 18) กล่าวถึงสาเหตุที่ทาให้นักเรียน
ออกกลางคันเพ่มิ เตมิ ดังกลา่ ว 1
ปัจจยั และสาเหตุ ปัจจยั และสาเหตจุ ากครอบครัว ปัจจยั และสาเหตุ
จากตวั นกั เรียน ชมุ ชนและสภาพแวดล้อม จากสภาพสถานศกึ ษา
1. ไมส่ นใจการเรียนเบื่อหนา่ ย 1. ครอบครวั ยากจน เด็กตอ้ ง 1. ครจู ดั การสอนไม่
การเรียน เรียนชา้ จงึ ทาให้ เรียน ทางานหาเลยี้ งครอบครวั 2. ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งครูกับ
ออ่ น เรียนไมท่ นั เพ่ือน 2 ครอบครวั แตกแยกเหมาะสม นักเรยี น และนักเรียนกับนักเรยี น
2. ปรับตวั เข้ากบั ครูและเพ่ือน 3. มีท่ีอยไู่ มเ่ ป็นหลักแหล่ง ไม่ดี
3. พิการได้รับอบุ ัตเิ หตุหรือ 4. อพยพไปทางานท่ีอน่ื และมีการ 3. ครลู งโทษโดยใช้อารมณ์
เจ็บปว่ ย ยา้ ยไปมาตามฤดูกาล มากกว่าเหตุผล
4. ติดยาเสพติด 5. ขาดผอู้ ุปการะ 4. ครูใชค้ าพูดไม่เหมาะสมหรือใช้
6. ขาดความตระหนกั ในความ ถอ้ ยคาทห่ี ยาบคาย
สาคญั ของการศกึ ษา เช่น ล้อเลยี น 5. ครูขาดความยุติธรรมมีคติ
ปมดอ้ ย คุคา่ เพราะไมเ่ หน็ ต่อเดก็
ประโยชน์ที่ ชัดเจนท่ีไดร้ ับจาก 6. ครูไม่ใหค้ วามสาคญั กับนักเรยี น
การเรียนในสถานศกึ ษา 7. ขาดส่ืออุปกรณ์และ
7. พอ่ แม่ตดิ ยาเสพตดิ พิการ หรือ กจิ กรรมการเรยี นรู้ที่ น่าสนใจ จงู
เจ็บป่วย ใจให้
อยากเรียน
8. บรรยากาศไมเ่ อ้ือให้เรียนรู้
9.สภาพสถานศึกษาและ บรเิ วณ
สถานศกึ ษา ทรดุ โทรม สกปรก
10. หอ้ งเรียนไมเ่ พยี งพอกบั
จานวนนักเรยี นทาให้ ตอ้ งใช้
ห้องเรียนร่วมกนั เกิดความอึดอดั
10
สุขุม พลเมือง (2552 : 46) ได้กล่าวถึงสาเหตุการออกกลางคันมาจากการขาดความเอาใจใส่ ต่อการ
เรียนหรือแม้แต่การสนใจทาการบ้าน ซ่ึงการบ้านถือได้ว่าเป็นกิจกรรมหน่ึงของการเรียน การสอน แต่เป็น
กิจกรรมท่ีผู้สอน ได้มอบหมายให้ผู้เรียนนาไปปฏิบัตินอกเหนือจากการเรียน ในเวลาเรียนในช้ันเรียน ดังน้ัน
การทาการบา้ นก็คือการเติมประสบการณ์ในการเรียนนั่นเอง เด็กที่ ทาการบ้านเป็นประจาทาให้เขาใช้เวลาใน
การเรยี นมากกว่านักเรียนท่ีไม่เคยทาการบ้าน ผลการ เรียนของนักเรียนที่ทาการบ้านน่าจะดีกว่านักเรียนที่ไม่
ทาการบ้าน นอกจากนน้ี ักเรียนทีไ่ มท่ า การบ้านยงั อาจไดร้ ับผลกระทบซึ่งมผี ลในทางลบตอ่ ผลการเรียนของเขา
อกี ดว้ ย เช่น การถกู ทาโทษ จากผู้สอน การถกู ตาหนิติเตียนจากทั้งทางบ้านและสถานศึกษา การทาให้เรียนช้า
กวา่ นักเรยี นคนอ่ืน ๆ รวมท้ังการขาดความมั่นใจในการเรียน (Self Esteem) ด้วย นอกจากน้ี ยังมีสาเหตุของ
การถกู ทาโทษ ให้ออกจากสถานศกึ ษา การถูกทาโทษมักมีสาเหตุสืบเนื่องมาจาก การไม่ทาการบ้าน การทาผิด
ระเบียบวนิ ัยของสถานศึกษาในเรอ่ื งต่าง ๆ เชน่ การขาดเรียน การทะเลาะวิวาท การติดยาเสพติด ชู้สาว ฯลฯ
พฤตกิ รรมตา่ ง ๆ เหล่านีล้ ว้ นแต่มคี วามสัมพนั ธ์กันในทางลบกับผลการเรียน และ สามารถที่จะเป็นสาเหตุเส่ียง
ต่อการออกกลางคันได้ แต่อยา่ งไรก็ตามการทาโทษของสถานศึกษา ต่อนักเรยี นท่ที าความผิดดังกล่าว โดยปกติ
แล้วสถานศึกษาย่อมมีจุดมุ่งหมายในการปรับปรุงแก้ไข การป้องปรามเป็นสาคัญ คงไม่มีสถานศึกษาหรือ
ผู้บริหารสถานศกึ ษาคนใดต้องการให้การทาโทษ นักเรียนส่งผลในทางลบต่อผลการเรียนจนเป็นสาเหตุให้ต้อง
ออกกลางคัน ดังน้ัน การทาโทษของ สถานศึกษาจึงไม่น่าจะส่งผลในทางลบต่อผลการเรียนของนักเรียนและ
ในทางตรงกันข้ามน่าจะ ส่งผลใหก้ ารออกกลางคนั ลดลงดว้ ย
ปัญหาการออกกลางคนั
ชินภัทร ภูมิรัตน (2553 : 54) ได้กล่าวถึงปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนว่า สืบเน่ืองจาก มี
นกั วชิ าการต้ังข้อสังเกตถงึ ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยดูจากสถิติ เด็กวัยเรียนท่ี
ไปอยู่นอกสถานศกึ ษาและมีปญั หาติดเกม ตง้ั ครรภ์ก่อนวัยอันควรจานวนเปน็ แสนคน สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน (สพฐ.) จึงไดจ้ ัดเสวนาเพ่ือนาข้อมูลมาวิเคราะห์ หาแนวทางป้องกันและแก้ไขพบว่า จาก
ขอ้ มูลจานวนนกั เรียนที่เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 อัตราการคงอยู่ คิดเป็นร้อยละ 90 แต่จากการท่ี สพฐ.
วิเคราะห์ข้อมูลในชว่ ง 10 ปที ่ีผ่านมาพบว่า อัตราการคงอยู่ของนักเรียนสูงข้ึน คิดเป็นร้อยละ 95 แสดงว่าการ
ออกกลางคันลดลง ส่วนสาเหตุ การออกกลางคันพบว่า มี 7-8 ปัจจัย แต่ที่มากท่ีสุด คือ ปัญหาความยากจน
ปญั หาครอบครวั และ ปัญหาการปรับตวั ของนักเรียน ปญั หาใหญท่ ่ีทาให้เดก็ ออกกลางคันมี 3 ทาง คือ จากตัว
นักเรยี นเอง ครอบครัวและโรงเรียน ซง่ึ ในสว่ นของตวั นักเรยี นและครอบครวั นั้น ตอ้ งอาศัยความร่วมมือจากทุก
ฝ่าย ในการช่วยกันแก้ไข แต่สาหรับปัญหาท่ีเก่ียวข้องกับโรงเรียนสามารถแก้ไขได้ทันที ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็น
ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนท่ีเด็กติด ร. (รอผลการเรียน) มส. (หมดสิทธิ์สอบ) หลายวิชา เกิดความท้อถอยไม่
อยากเรียนต่อ เรียนไม่ได้ หรือเรียนไปก็ไม่ได้นาไปใช้จึงไม่อยากเรียน ท่ีประชุมเห็นว่าโรงเรียนจะต้อง
ประคับประคองให้เด็กเรียนจนจบ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีข้อสรุปว่า ต้องมีการปรับระบบข้อมูลที่ติดตามและ
แก้ปัญหาการออกกลางคันได้อย่างแท้จริง เขตพื้นที่ การศึกษาและสถานศึกษา ต้องมีข้อมูลเชิงคุณภาพท่ี
สามารถกาหนดกลุ่มเป้าหมายท่ีจะช่วยเหลือ นักเรียน และต้องมีการทบทวนวิธีการจัดการเรียนการสอนใน
11
โรงเรียน ท่มี ีรูปแบบหลากหลายและ มหี ลักสตู รทางเลือกให้นักเรียน เพ่ือลดปัญหาการออกกลางคัน และช่วย
ใหเ้ ด็กได้เรียนจนจบ การศึกษาภาคบงั คบั
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2552 : 27) กล่าวถึง ปัญหาผู้เรียนหนีเรียนเพราะไม่มีความสุข กับการ
เรยี น สว่ นผ้เู รียนทีจ่ าเปน็ ต้องออกกลางคนั โรงเรียนจะรบั ผิดชอบดแู ลจนกว่าเขา้ เรยี นใหม่
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2550 : 12) ได้นาเสนอถึงปัญหาการออก กลางคันทา
ใหเ้ กิดผลเสีย ดงั น้ี
1. ผลเสียต่อนักเรียน ได้แก่ ขาดความรู้ ทักษะจาเป็นในการดารงชีวิต ทัศนคติท่ีไม่ดีต่อ การเรียนรู้
ขาดความมั่นใจในตนเอง ขาดโอกาสในการศกึ ษาและพฒั นาตนเอง
2. การสญู เสยี งบประมาณและโอกาส ไดแ้ ก่
2.1 การสูญเสียงบประมาณ งบลงทุนทางการศึกษาของรัฐ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของ นักเรียน
คา่ ใช้จ่ายทางการศึกษาในระหว่างเรียน งบท่ีรัฐควรจะได้รับในอนาคตจากการที่มี ประชากรที่มีคุณภาพ งบท่ี
รัฐจะต้องเสียไปในการแก้ปัญหาสังคม หากเด็กออกกลางคันส่วนหนึ่ง ก่อปัญหาขึ้น งบท่ีรัฐต้องเสียไปในการ
ดแู ลบุคคลส่วนหนงึ่ ทไ่ี มส่ ามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้
2.2 การสญู เสยี โอกาสส่วนบุคคลที่จะศึกษาและพัฒนาตนเอง สูญเสียโอกาสของสังคม ท่ีจะได้
บุคลท่ีมีคณุ ภาพมาพัฒนาประเทศ
3. ผลเสียต่อสงั คม ได้แก่ ขาดคนทมี่ คี ณุ ภาพที่จะสรา้ งสรรค์ความเจริญ สังคมต้องแบก รับภาระ หาก
นักเรียนที่ออกกลางคันโตข้ึนเป็นผู้ใหญ่ท่ีไม่สามารถช่วยตนเองได้ สังคมเกิดความวุ่นวาย หากนักเรียนที่ออก
กลางคันโตข้นึ เป็นผู้ใหญ่ และก่อปญั หาข้ึน
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน (2552 : 2) นาเสนอถงึ ปัญหาการออกกลางคัน ของเด็ก
นักเรยี น 7 ประการ ไดแ้ ก่
1. ปัญหาความยากจน
2. ปัญหาครอบครัว ปัญหาการหย่าร้าง
3. ปัญหาเน่อื งจากมเี พศสมั พนั ธ์ก่อนวัยเรียน
4. ปญั หาความเจบ็ ป่วย/อุบตั ิเหตุ
5. ปญั หาอพยพตามผปู้ กครอง
6. ปญั หาการเรียนการสอน
7. ปัญหาเลย้ี งครอบครวั
สรุป ปัญหาการออกกลางคันของนักเรียน มาจากปัญหาต่าง ๆ อันเป็นปัญหาทางสังคม ตั้งแต่ปัญหา
จากสภาพร่างกาย สภาพจิตใจของเด็ก เด็กออกไปประกอบอาชีพเพ่ือเล้ียงดูบุพการีท่ีไม่สามารถช่วยเหลือ
ตัวเองได้ การมีเพศสัมพันธ์หรือต้ังครรภ์ หรือมีคู่สมรสในวัยเรียน เป็นต้น ปัญหาครอบครัว ชุมชนและ
สิง่ แวดล้อม โดยผู้ปกครองมีฐานะยากจน ผู้ปกครองไม่มีท่ีอยู่ท่ีทากิน หรือมีที่อยู่แต่ย้ายที่ทากิน หรือมีท่ีอยู่ไม่
เป็นหลกั แหล่ง ผู้ปกครอง ต้องการมีรายได้เพิ่มโดยใช้แรงงานเด็ก ครอบครัวหย่าร้างหรือแตกแยกผู้ปกครองไม่
12
มีเวลาดูแลเอาใจใส่ เด็กเท่าที่ควร ผู้ปกครองไม่ให้ความสาคัญด้านการศึกษาเท่าที่ควร บ้านที่พักอาศัยอยู่
ห่างไกล สถานศึกษา การคมนาคมไม่สะดวก และสถานศึกษามีการจัดระบบบริหารจัดการ การติดตาม
นกั เรยี นทีอ่ อกกลางคันกลบั มาเข้าเรียนยังไม่มีประสทิ ธิภาพเท่าท่ีควร
2.2 สถาบันวิทยาลยั ชมุ ชนว่าด้วยการจดั การศกึ ษาระดบั อุดมศกึ ษาท่ตี า่ กว่าปรญิ ญาของวทิ ยาลัยชมุ ชน
พทุ ธศกั ราช 2560
จากระเบียบสถาบันวิทยาลัยว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาท่ีต่ากว่าปริญญาของวิทยาลัยชุมชน
พุทธศกั ราช 2560 การวัดและประเมนิ ผล การลาพกั การศึกษา และการลาออกและการพ้นสภาพนักศึกษา ในวิทยาลัย
ชมุ ชน มดี ังนี้
การวัดและประเมินผลการเรียน
1) ระเบียบการเรยี น การสอบ
1.1) ระเบียบการเรียน
(1) นักศึกษาต้องลงทะเบียนเรียนติดตอ่ กนั ทุกภาคการศึกษาปกติ นกั การศึกษาต้อง
ปฏิบัตติ ามการลาพักการศึกษา
(2) นักศึกษาตอ้ งมเี วลาเรียนแต่ละรายวิชาไม่ต่ากวา่ รอ้ ยละ 80 ของเวลาเรยี นทั้งหมด
ถึงจะมสี ิทธ์ไิ ดร้ ับการวัดและประเมนิ ผลในรายวิชา ผไู้ มม่ ีสทิ ธิ์ไดร้ ับการวดั และประเมนิ ผลตามวรรค กอ่ นจะ
ไดร้ ับคะแนนเป็น F หรอื อกั ษร
1.2) ระเบียบการสอบ
(1) การสอบปลายภาค ใหด้ าเนินการในสัปดาหท์ ่ี ๑๖
(2) ระเบยี บการสอบ ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีวิทยาลยั ชุมชนกาหนด
(3) นกั ศึกษาทไี่ มเ่ ข้าสอบตามกาหนดโดยมีเหตผุ ลความจาเป็น มสี ทิ ธ์ิยนื่ คาร้องขอ
สอบต่อผสู้ อนประจาวิชาภายใน ๗ วนั นบั แต่วันสอบวิชานน้ั และดาเนนิ การสอบให้เสรจ็ สน้ิ ภายใน ๑๕ วัน
นับแตว่ นั สอบภาคปกตขิ องวชิ าน้นั หากพ้นกาหนดให้ถือวา่ ขาดสอบ กรณที ี่มีความจาเป็นต้องสอบเกนิ ๑๕ วัน
ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อานวยการวทิ ยาลัยน้นั
2) การวดั และประเมนิ ผลการศึกษา
2.1) สญั ลักษณ์และความหมาย แสดงระดบั ผลการเรยี นรู้รายวชิ าตา่ ง ๆ ใหก้ าหนด ดงั น้ี
ระดับผลการเรยี นรู้ ความหมาย
A ดีเยยี่ ม (Excellent)
B+ ดีมาก (Very Good)
B ดี (Good)
C+ ค่อนข้างดี (Fairly Good)
C พอใช้ (Fair)
D+ ค่อนข้างอ่อน (Poor)
13
D ออ่ น (Very Poor)
F ตก (Fail)
2.2) ค่าระดับกาหนดเปน็ ตวั อักษร A, B+, B, C+, C, D+, D และ F ซ่ึงแสดงผล การเรียน
ของนักศึกษาท่ีได้รบั การประเมินในแตล่ ะรายวชิ า และมคี ่าระดับ ดงั นี้
ระดบั คะแนน ระดบั ผลการเรยี น คา่ ระดับ
80-100 A 4.0
75-79 B+ 3.5
70-74 B 3.0
65-69 C+ 2.5
60-64 C 2.0
55-59 D+ 1.5
50-54 D 1.0
ตา่ กวา่ 50 F 0
2.3) การให้ F จะกระทาได้ในกรณดี ังต่อไปนี้
(1) นกั ศึกษาเขา้ สอบ และหรือมีผลการสอบหรือผลงานทป่ี ระเมนิ ผล
(2) นกั ศกึ ษาขาดสอบ โดยไม่ไดร้ ับอนญุ าตจากวิทยาลัย
(3) นักศึกษาไม่ไดร้ บั อนญุ าตใหเ้ ข้าสอบเนื่องจากมเี วลาเรยี นไม่ครบตามเกณฑ์ท่ี
วิทยาลัยกาหนด
(4) นักศกึ ษาทที่ าผดิ ระเบียบการสอบ และได้รับการตัดสินให้ตก
การกาหนดสดั สว่ นคะแนนเพื่อการประเมินผล ให้ใชส้ ัดสว่ นน้าหนกั ของผลการเรียนรู้
ตามมาตรฐานการเรยี นรู้ท่ีกาหนดไว้ในรายละเอยี ดของหลักสตู ร (มคอ.2)
2.4) ตวั อักษรอน่ื ๆ ท่ีมคี วามหมายเฉพาะซึ่งแสดงสถานภาพการศึกษา ทีไ่ ม่มคี า่ ระดบั
คะแนน มีดงั น้ี
I ยังไมส่ มบูรณ์ (Incomplete)
P ผา่ น (Pass)
S พอใจ (Satisfactory)
U ไมพ่ อใจ (Unsatisfactory)
W ถอนรายวิชา (Withdrawal)
2.4.1) I (Incomplete) ใชส้ าหรบั การบนั ทึกการประเมินผลการเรยี นรใู้ น รายวิชาที่
ยงั ไม่สมบรู ณ์ ท่ีผู้เรียนยังปฏิบัติงานไม่ครบตามเกณฑท์ ี่กาหนดไวใ้ นแผนการจดั การเรยี นรู้ หรือขาดสอบ โดยมี
เหตุอันสมควร และต้องปรบั ปรงุ แก้ไขให้เสรจ็ ภายในภาคการศกึ ษาถัดไป นักศึกษาที่ได้ 1 จะต้องดาเนินการ
ขอรับการประเมนิ เพ่ือเปลย่ี นระดบั คะแนนใหเ้ สรจ็ สิ้นภายในภาคการศึกษาถัดไป การเปลีย่ นระดบั คะแนน 1
ใหด้ าเนินการดังนี้
14
(1) กรณีที่นักศึกษายังทางานไมส่ มบูรณ์ ไมต่ ิดต่อผูส้ อนหรือ ไม่สามารถส่งงานได้
ตามเวลาท่ีกาหนด ให้ผู้สอนพิจารณาผลงานที่คา้ งอยู่เป็นศนู ย์ และส่งผลการประเมินผล การศกึ ษาจากคะแนนทมี่ ี
อยู่ใหเ้ สร็จสน้ิ ภายในภาคการศึกษาถัดไป หากไม่สง่ ผลการศึกษาตามกาหนด ให้ปรับ ระดับคะแนนเปน็ F
(2) กรณนี ักศึกษาขาดสอบและวิทยาลยั อนุญาตให้สอบ แต่ไม่มา สอบภายใน
ระยะเวลาที่วิทยาลยั กาหนดใหผ้ สู้ อนปรับคะแนนสอบปลายภาคเป็นศูนย์และส่งผลการประเมนิ ผล การศึกษา
จากคะแนนทีม่ ีอยใู่ ห้เสรจ็ สนิ้ ภายในภาคการศึกษาถัดไป |
(3) กรณีท่ีนักศกึ ษาไดผ้ ลการเรียน | ในภาคการศึกษาสดุ ท้าย และ ดาเนินการ
แก้ ในภาคการศึกษาถัดไป ต้องชาระค่าธรรมเนยี มรกั ษาสภาพการเป็นนักศึกษา
2.4.2) P (Pass) ใชส้ าหรับการบันทกึ รายวชิ าท่ีโอนผลการเรยี นจากสถาบนั อื่นให้
แสดงผลการเรียนดว้ ยอกั ษร P (Pass) โดยนับจานวนหนว่ ยกติ ของรายวิชาเพ่ือการสาเร็จการศึกษา ตาม
โครงสร้างของหลักสูตร แตไ่ ม่นาจานวนหนว่ ยกิตไปรวมเพื่อหาคา่ ระดับคะแนนเฉล่ยี สะสม
2.4.3) การให้ S (Satisfactory) กับ U (Unsatisfactory) ใช้สาหรับประเมนิ รายวิชา
เรยี นทไี่ ม่นาคา่ ของหนว่ ยกติ มาคานวณระดบั คะแนนเฉลย่ี สะสม
2.4.4) Au (Audit) ใชส้ าหรับการลงทะเบียนเพ่ือรว่ มฟังหรอื การเรียนเสริม ความรู้
โดยไมน่ บั หน่วยกิตและผลู้ งทะเบียนปฏิบตั ติ ามเกณฑท์ ผ่ี สู้ อนกาหนด กรณีที่ไมส่ ามารถปฏิบตั ิตามเกณฑ์ ที่
กาหนดได้ ให้ถอื ว่าผเู้ รียนยกเลิกการเรียนรายวชิ าน้นั และให้บนั ทกึ ผลการประเมนิ เป็น “W”
2.4.5) W (Withdrawal) ใช้สาหรบั บันทึกรายวชิ าทไี่ ดร้ ับอนุมัติให้ยกเลิกต้อง
ดาเนินการให้เสรจ็ สน้ิ ก่อนกาหนดสอบปลายภาคไมน่ อ้ ยกวา่ 15 วนั และใชใ้ นกรณีท่ีนักศึกษาลาพกั การศึกษา
หรือถกู ส่ังให้พักการศกึ ษาหลังจากลงทะเบยี นศึกษานน้ั แล้ว
2.4.6) การเรยี นรายวชิ าเพ่ือยกระดบั ผลการเรยี น (Regraded)
(1) รายวิชาที่ลงทะเบียนเรียนซ้าได้ต้องได้ระดับคะแนนไม่เกิน D+ ในกรณีที่
นักศึกษาได้ศึกษารายวิชาใดมากกว่าหน่ึงครั้ง ให้นับหน่วยกิตของรายวิชานั้นเป็นหน่วยกิตสะสม หลักสูตรได้
เพียงครั้งเดียว โดยพิจารณาจากการวัดและประเมินผลคร้ังท่ีดีท่ีสุดและในโบระเบียนแสดงผล การเรียน
(Transcript) ก็จะยงั คงปรากฏรายวิชาและผลการเรยี นเดิม และแสดงผลการเรียนใหมท่ ไี่ ด้ใน ภาคการศึกษาท่ี
ลงทะเบยี นเรยี น
(2) ใหล้ งทะเบยี นเรียนในรายวิชาทีต่ ้องการเรยี นซา้ เพ่ือยกระดบั ผลการเรียน
ใหมใ่ นภาคการศกึ ษาใดก็ได้ และตอ้ งลงทะเบียนเรียนรายวชิ าอน่ื ๆ ในหลักสูตรไม่ตา่ กวา่ 5 หนว่ ยกติ ยกเวน้
ในกรณีทจ่ี ะสาเร็จการศกึ ษา
(3) ใหน้ ักศกึ ษาเขยี นคารอ้ งท่ัวไป ผา่ นความเห็นชอบจากผู้สอน ประจาวชิ า
และนาคาร้องข้ึนท่ีงานทะเบยี นฯ
การลาพักการศกึ ษา
15
1. การลาพกั การศึกษา หมายถงึ การทีน่ ักศึกษาลงทะเบยี นเรียนในภาคการศึกษา น้นั แล้ว และมี
เหตุจาเป็นท่ีไม่สามารถมาเรียนได้ นกั ศึกษาอาจยืน่ คาร้องขออนุญาตลาพักการศกึ ษา ในกร ดังตอ่ ไปนี้
(1) ถกู เกณฑห์ รือระดมเข้ารับราชการทหารกองประจาการ
(2) ไดร้ ับทุนแลกเปลย่ี นนักศึกษาระหวา่ งประเทศหรอื ได้เขา้ ร่วมโครงการอ่นื ๆ ซึง่ วทิ ยาลัย
เห็นชอบ
(3) เจ็บป่วย หรือประสบอบุ ตั ิเหตุ ตอ้ งพักรักษาตัวเป็นเวลานานเกิน รอ้ ยละ ๒๐ ของเวลา
เรียนท้งั หมด โดยมใี บรบั รองแพทย์จากสถานพยาบาลของทางราชการ หรอื สถานพยาบาล เอกชนที่กระทรวง
สาธารณสุขรบั รอง
(4) มคี วามจาเปน็ ส่วนตัว อาจย่นื คาร้องขอลาพักการศึกษาได้ แตต่ ้องได้ศกึ ษา ในวิทยาลัยแล้ว
ไมน่ ้อยกว่า ๑ ภาคการศึกษา และมีคะแนนเฉลย่ี สะสมไม่ต่ากว่า ๒.00
(5) เมื่อนักศกึ ษามีเหตสุ ดุ วิสัยจาเปน็ ต้องลาพักการศึกษา ด้วยเหตผุ ล นอกเหนือจากที่ระบไุ ว้
ใน (1) - (5) ให้ย่ืนคารอ้ งตอ่ ผู้อานวยการวิทยาลัยพจิ ารณาอนมุ ัตโิ ดยเร็วทส่ี ุด
2. การลาพักการศึกษาทกุ ประเภทนักศกึ ษาสามารถขอลาพักการศกึ ษาได้คร้งั ละ ไม่เกิน ๒ ภาค
การศึกษาติดต่อกนั ยกเว้นกรณีถกู เกณฑ์หรือระดมเข้ารบั ราชการทหารกองประจาการ ถ้ามี ความจาเป็นตอ้ ง
ลาพักการศกึ ษาต่อไปอกี นักศึกษาจะต้องย่นื คาร้องขอลาพักการศึกษาใหม่ทกุ ภาคการศกึ ษา
3. เมือ่ นักศกึ ษาได้รบั อนุมัติให้ลาพักการศึกษา ใหน้ ับเวลาท่ลี าพกั อย่ใู นระยะเวลา การศึกษาด้วย
ยกเว้นกรณนี กั ศึกษาที่ได้รบั อนุญาตให้ลาพักการศกึ ษา หรือในกรณีท่ีมี เหตุสดุ วิสัยให้เสนอผอู้ านวยการ
วิทยาลัยพิจารณาเปน็ กรณี ๆ ไป
1) ระหวา่ งที่ได้รับอนมุ ตั ใิ ห้ลาพกั การศึกษา นักศกึ ษาจะต้องชาระค่ารักษาสภาพ การเป็น
นกั ศกึ ษา ทกุ ภาคการศกึ ษาตามระเบียบการเกบ็ เงนิ บารงุ การศกึ ษาของวิทยาลัย มิฉะนั้นจะพ้นสภาพ การเปน็
นกั ศกึ ษา
2) กรณีทล่ี าพักการศึกษาก่อนลงทะเบยี นเรยี น นกั ศึกษาไมต่ อ้ งชาระ ค่าบารงุ การศึกษา
แตต่ อ้ งชาระเงินค่ารักษาสถานภาพนกั ศึกษา โดยให้ยน่ื คาร้องขอลาพักการศกึ ษาภายใน 15 วนั นับแต่วันถดั
จากวันปดิ การลงทะเบยี น
3) กรณีลาพกั การศึกษาภายหลังทไี่ ดล้ งทะเบียนเรียน และชาระเงินค่าบารงุ การศึกษาและ
คา่ ธรรมเนียมการศึกษาแล้ว นักศึกษาต้องยื่นคาร้องโดยเร็วทสี่ ุด ทง้ั นี้ต้องไมเ่ กนิ วันแรกของการสอบปลายภาค
การศกึ ษานั้น และจะต้องชาระหนี้สิน (ถ้ามี) ใหเ้ สรจ็ สน้ิ ก่อนจึงจะมสี ิทธิ์ขอลาพักการศกึ ษาได้โดยวิทยาลัยจะ
ไม่คืนเงินให้ ไม่ว่ากรณใี ดๆ
4. นกั ศกึ ษาทไ่ี ดร้ บั อนุมตั ใิ หล้ าพักการศึกษา หรือถกู ส่งั ให้พักการศึกษา ประสงค์จะกลับเขา้ ศึกษา
ใหม่ จะต้องย่ืนคาร้องขอกลับเข้าศึกษาผา่ นผู้รับผิดชอบสาขาวิชาเพอื่ เสนอ ผอู้ านวยการวิทยาลยั พิจารณา
อนมุ ตั ิ ก่อนวันเปดิ การศึกษา ไม่น้อยกว่า 15 วนั พร้อมดว้ ยหลักฐานการชาระเงนิ ค่ารักษาสภาพการศึกษา
ในชว่ งทไ่ี ด้รบั อนุมัติใหล้ าพกั การศึกษาหรือถูกส่ังพักการศกึ ษา หากไมป่ ฏิบตั ิตามจะไม่ สามารถลงทะเบียน
เรียนในภาคการศึกษาน้นั เว้นแตจ่ ะได้รับการอนมุ ัตจิ ากผู้อานวยการวทิ ยาลัย ทง้ั นี้นักศึกษา จะต้องดาเนนิ การ
16
ภายใน 15 วนั นับจากวนั เปดิ ภาคการศึกษา และมีสถานภาพเปน็ นกั ศกึ ษาเหมือนก่อนได้รับ อนมุ ตั ิให้ลาพกั
การศกึ ษา
5. การลาพักการศึกษา มีผลดังต่อไปน้ี
1) การลาพกั การศึกษากอ่ นลงทะเบยี นเรยี น และมีการรกั ษาสถานภาพ นักศึกษา จะถกู บนั ทกึ ในใบ
แสดงผลการเรียน (Transcript) เป็น “ลาพกั การศึกษา” หรือ “Academic Leave” ในภาคการศกึ ษาน้ัน
2) การลาพักการศกึ ษาหลังการลงทะเบียนเรียน หรอื ถกู ให้พกั การศึกษา โดยการถอนรายวิชา
ท้งั หมด จะถกู บันทกึ ในใบแสดงผลการเรยี นเปน็ W – Withdrawal ทกุ รายวิชา
การลาออกและการพ้นสภาพนักศึกษา
1. การลาออกจะตอ้ งไดร้ บั อนุมัติจากวิทยาลยั
2. นักศกึ ษาจะพ้นสภาพการเป็นนักศกึ ษาในกรณีต่อไปนี้
(1) สาเร็จการศกึ ษาตามหลกั สตู ร
(2) ลาออก
(3) โอนย้ายสถานศึกษา
(4) ถึงแก่กรรม
(5) ไมล่ งทะเบยี นเรียนตดิ ต่อกนั เกนิ 2 ภาคการศึกษา และไมช่ าระค่าธรรมเนียมการรกั ษา
สภาพการเป็นนกั ศกึ ษา
(6) เม่ือเรยี นมาครบ 3 ภาคการศึกษาปกติ มีระดับคะแนนเฉลยี่ สะสมไม่ถึง
2.3 งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
ภุมริน บุญทวี (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรือง ปัจจัยทางครอบครัวที-มีผลต่อการออกกลางคันของ
นักศึกษาและศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของนักศึกษาที-เป็นสาเหตุการออกกลางคันของนักศึกษาสถานศึกษา
อาชีวะเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าปัจจัยทางครอบครัวมีผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษาใน
สถานศึกษาอาชวี ะเอกชนอยา่ งมาก นกั ศึกษาที-ไมป่ ระสบความสาเร็จในการเรียนเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์
ในครอบครัว สถานภาพทางสังคมและสภาพแวดล้อม ความคาดหวังที-ครอบครัวมีต่อนักศึกษา การที-พ่อแม่
ผู้ปกครองไม่เชื่อมันและ ไว้วางใจลูก มีผลทาให้นักศึกษาขาดแรงจูงใจในการเรียน นอกจากนี้การที่เพื่อนและ
ครูไม่เช่ือมันในตัวนักศึกษาว่ามีความสามารถในการเรียนและการใช้ชีวิต การได้ยินหรือการตอกยาถึง
ความสามารถดังกล่าว มีผลทาให้นักศึกษาท้อแท้และไม่ต้องการความสาเร็จอีกต่อไป พฤติกรรมทางสังคมที่
แสดงออกในกลุ่มนักศกึ ษา อาทิ การเลยี นแบบเพื่อนในการอยู่หอพัก การเทยี่ วกลางคืนค่านิยมในการคบเพ่ือน
ต่างเพศ การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนจนนาไปสู่การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ การใช้ยาเสพติด การแสดงออก
ในทางที-สังคมไม่ยอมรับ เช่น การเข้าร่วมแก๊งมอเตอร์ไซด์ การแต่งกายเฉพาะกลุ่ม หรือภาษาพูดที-แสดงถึง
ความสนทิ สนมกนภายในกลุ่มการทะเลาะววิ าทกับกลุ่มอน่ื ๆ
17
สุภาพร อัศววิโรจน์ (2549 : บทคัดยอ่ ) ได้ศกึ ษาเร่ือง สาเหตุการออกกลางคันและไม่สาเร็จการศึกษา
ตามระยะเวลาที-หลักสตู รกาหนดของนักศึกษาหลกั สูตรอุตสาหกรรม ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านองค์ประกอบ
นกั ศกึ ษาพบวา่ การขาดการวางแผนการเรียนที่ดีเป็นสาเหตขุ องการออกกลางคัน และไม่สาเร็จการศึกษาตาม
ระยะเวลาที-หลกั สูตรกาหนดมากที่สุด ส่วนดา้ นทัศนคติต่อสาขาวชิ าพบวา่ เน้ือหาวิชาที-เรียนไมเ่ หมาะกับ
ระดบั ความรู้ของผู้เรยี น และเม่ือเข้ามาเรียนแล้วพบว่าหลักสูตรไม่ตรงตามความต้องการของผูเ้ รียน ส่วน
ความคดิ เห็นของอาจารย์เห็นวา่ คณุ ภาพของนักศึกษา ท่ีรบั เข้ามามีพ้ืนฐานความรูเ้ ดิมไม่เพียงพอ ต้องใชเ้ วลา
ในการทาความเข้าใจ และปรับตวั มากข้ึน เมื่อมปี ัญหาไม่กลา้ ซกั ถามอาจารย์ที-ปรกึ ษาการทดสอบสมมุตฐิ าน
พบวา ความคิดเห็นเก่ียวกบั สาเหตกุ ารออกกลางคันและไม่สาเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที-หลกั สตู รกาหนด
ในภาพรวมแต่ละองค์ประกอบ มีความแตกตา่ งกันอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05
สุดารัตน์ พิมลรัตนกานต์ (2558: บทคัดย่อ) ไดศ้ ึกษาเร่ือง การศึกษาสาเหตุการลาออกกลางคนั ของ
นักศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบตั รวิชาชีพและหลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง กรณีศึกษา : วิทยาลยั
เทคโนโลยีวิบูลย์บรหิ ารธรุ กิจ รามอินทรา เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากผลการศึกษาพบว่าสาเหตุการลาออก
กลางคันของนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยวี บิ ูลยบ์ ริหารธรุ กิจ รามอินทรา มีสาเหตุการลาออกกลางคันทเ่ี ป็นสาเหตุ
หลกั คือสาเหตุด้านเศรษฐกิจของครอบครวั ของนกั ศึกษา อยู่ในระดับมากทสี่ ุด (ค่าเฉลี่ย = 4.31) และสาเหตุ
รองลงมาคือสาเหตุด้านสิ่งเสพตดิ การทะเลาะวิวาทก้าวร้าว หนีเรียน ชู้สาว อยู่ในระดับมากทส่ี ุด (ค่าเฉลี่ย = 4.23)
สาเหตุด้านครอบครวั ของนักเรียนนักศึกษา อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย = 4.16) สาเหตดุ ้านการเรียนของนักศึกษา
อยู่ในระดับมาก (เฉล่ยี = 4.03) และสาเหตดุ า้ น สขุ ภาพ อยู่ในระดับมาก (เฉลย่ี = 3.93)
สุวรรณา คณุ ดิลกณัฐวสา (2563: บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาเรอ่ื ง สาเหตุการออกกลางคันของนักศึกษาคณะ
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการออกกลางคัน
ของนักศกึ ษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยรวมภาพรวมอยู่ระดับปานกลาง จากสาเหตุด้านส่วนตัว
นักศึกษา ด้านสภาพครอบครัว ด้านสภาพแวดล้อม ด้านสถานศึกษา ด้านอาจารย์ผู้สอน และด้านหลักสูตร
และการเรยี นการสอน ตามลาดบั ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการออกกลางคัน (1) ด้านส่วนตัวนักศึกษา
ควรปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสนใจเรยี นให้สมกับที่ครอบครัวต้งั ความหวังไว้ และแบง่ เบาภาระทางครอบครัวด้วย
การทางาน พิเศษนอกเวลาเรียน (2) ด้านมหาวิทยาลัยควรจัดระบบความช่วยเหลือกับนักศึกษาด้อยโอกาส
จัดหาทุน สนับสนุน และควรกาหนดแนวทางแก้ไขการลงทะเบียนล่าช้าและค่าธรรมเนียมท่ีสูงเกิน
ความสามารถในการ ชาระค่าปรบั ได้
บทท่ี 3
วิธดี าเนินการศึกษา
การวิจัยเร่ือง การศึกษาสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก การวิจัยคร้ังน้ี
ผู้วิจัยใช้ เทคนิคการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ใช้สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Unstructured
Interview) ไดแ้ ก่ แบบสมั ภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสภาพปัญหาการออกกลางคัน
ของนักศึกษา และเพ่ือสร้างแนวทางการแก้ไขปัญหานักศึกษาออกกลางคัน ซ่ึงในบทน้ีจะได้กล่าวถึงสาระสาคัญ
เกี่ยวกับ วิธีการดาเนินการศึกษาค้นคว้าคือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือในการวิจัย
การเกบ็ รวมรวมข้อมูลและการวเิ คราะห์ข้อมูล ตามลาดับ ดังน้ี
3.1 วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย
เพ่ือศกึ ษาสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาหลักสตู รอนุปริญญาวิทยาลัยชุมชนตากใน ปี
การศกึ ษา 2564 และหาแนวทางการแกไ้ ขปญั หาการออกลางคันของนักศึกษา
3.2 วธิ ีการดาเนินงานและขั้นตอน แยกตามประเด็นทตี่ ้องการศกึ ษาดงั น้ี
1) โทรศัพท์ติดตามนกั ศกึ ษาพน้ สภาพเพอ่ื ศึกษาสภาพปญั หาการออกกลางคันของนักศึกษาระดับ
อนปุ ริญญา ตามแบบสอบถามการออกกลางคนั ของนกั ศึกษา
2) กรอกข้อมลู ตามแบบสอบถาม และวิเคราะห์
3) นาผลการวเิ คราะห์ สรปุ จดั ทารายงานใหผ้ ู้บริหารและผทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ งทราบ
3.3 เคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม
3.4 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
3.4.1 ประชากร ทใ่ี ช้ในการวิจยั ได้แก่
1) นกั ศึกษาแรกเข้าปกี ารศึกษา 2563
2) นกั ศึกษาคงอยู่ ครผู สู้ อนและผู้ใช้บรกิ าร ปีการศึกษา 2562
3) ผสู้ าเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2561
4) ผู้ใชผ้ ู้สาเร็จการศกึ ษา ปกี ารศกึ ษา 2561 ประกอบด้วย นายจ้างหรอื ผปู้ ระกอบการ
หัวหน้าสว่ นงาน ชุมชนท่ผี ู้สาเรจ็ การศกึ ษาอาศัยอยู่
5) ผใู้ ชน้ ักศึกษาฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ปีการศกึ ษา 2562 ประกอบด้วย นายจา้ งหรอื
ผูป้ ระกอบการ หัวหนา้ สว่ นงาน
19
3.4.2 กลุ่มตัวอย่าง กาหนดกลุ่มตัวอย่างตามประเดน็ ท่ีต้องการศึกษา ดงั น้ี
นักศกึ ษาออกกลางคนั ปีการศกึ ษา 2565
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
ทาการเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยใชว้ ธิ ีการส่งแบบสอบถาม และโทรศพั ทส์ ัมภาษณ์ไปยังกลมุ่ เป้าหมาย ดงั นี้
1) จดั ทาหนังสอื ส่งแบบสอบถามไปยงั กล่มุ เปา้ หมาย
2) ระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ต้งั แต่เดือน มีนาคม – เมษายน 2565
3) ระยะเวลาในการวิเคราะหข์ อ้ มลู ต้ังแต่เดอื น พฤษภาคม 2565
3.6 การวิเคราะหข์ ้อมูล
วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถติ ิพ้นื ฐานได้แก่ ค่าความถี่ คา่ ร้อยละ คา่ เฉล่ีย (x) และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D)
3.7 สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการศกึ ษา
คณะผู้ศกึ ษาได้กาหนดสถิติทีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูลไดแ้ ก่ ค่าเฉล่ยี (x) และสว่ นเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D) การประเมนิ ความพึงพอใจของผใู้ ช้ผู้สาเรจ็ การศึกษาทเ่ี ป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าระดบั
ตามวิธขี องลิเคริ ์ท (Likert) ศริ วิ รรณ เสรรี ัตน์ และคณะ (2541 : 167) เป็นระดบั การประเมิน ดงั นี้
5 หมายถงึ มรี ะดบั ความคดิ เหน็ อยู่ในระดับ มากทสี่ ดุ
4 หมายถงึ มรี ะดับความคิดเหน็ อยู่ในระดับ มาก
3 หมายถึง มรี ะดบั ความคดิ เห็นอยู่ในระดับ ปานกลาง
2 หมายถึง มีระดบั ความคดิ เห็นอยใู่ นระดับ นอ้ ย
1 หมายถงึ มรี ะดบั ความคิดเห็นอยู่ในระดับ นอ้ ยท่สี ุด
การแปลผลของความคิดเห็นพจิ ารณาจากค่าเฉล่ียโดยใชเ้ กณฑ์ของเบสท์ (Best. 1981, p. 82)
มีรายละเอียดดังน้ี
ค่าเฉลีย่ 4.50 - 5.00 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยมากทีส่ ดุ
ค่าเฉล่ีย 3.50 - 4.49 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยมาก
ค่าเฉลย่ี 2.50 - 3.49 หมายถึง เห็นดว้ ยปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.50 - 2.49 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ย
คา่ เฉลย่ี 1.00 - 1.49 หมายถงึ เห็นดว้ ยน้อยท่สี ดุ
บทที่ 4
ผลการวจิ ยั
การวิจัยเรื่อง “การติดตามสภาพปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก
ปกี ารศึกษา 2564” ครัง้ น้มี ีวัตถุประสงค์เพอื่ ติดตามข้อมูลสภาพปญั หาการออกกลางคันของนักศึกษาหลักสูตร
อนุปริญญาวิทยาลัยชุมชนตากใน ปีการศึกษา 2564 และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการออกลางคันของ
นกั ศกึ ษา จากการดาเนนิ การศึกษาฯไดผ้ ลตามวัตถุประสงค์ดงั นี้
วตั ถปุ ระสงค์ขอ้ ท่ี 1 : ผลการติดตามข้อมลู สภาพปัญหาการออกกลางคนั ของนกั ศึกษาหลกั สูตรอนปุ ริญญา
วทิ ยาลยั ชุมชนตากใน ปีการศึกษา 2564
จากการติดตามข้อมูลสภาพปญั หาการออกกลางคันในปีการศึกษา 2564 พบว่า มีจานวนนักศึกษาออก
กลางคันจานวนทั้งสิ้น 108 คน สาขาที่ออกกลางคันมากที่สุดได้แก่ สาขาการศึกษาปฐมวัย จานวน 40 คน
รองลงมาได้แก่ สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ินและสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ จานวน 18 คน สาขาคอมพิวเตอร์
ธุรกิจ จานวน 13 คน สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน จานวน 11 คน และสาขาการแพทย์แผนไทย จานวน 8 คน
ตามลาดับ ผู้วิจัยได้จัดทาหนังสือส่งแบบสอบถาม และโทรศัพท์ติดต่อสัมภาษณ์นักศึกษาออกกลางคันได้ จานวน
92 คน คิดเป็นร้อยละ 85.18 ของจานวนนักศึกษาออกกลางคันท้ังหมด โดยใช้แบบสอบถามสภาพปัญหาการออก
กลางคันของนักศึกษาจากสถาบันวิทยาลัยชุมชน นามาแยกประเด็นปัญหาและเพิ่มเติมประเด็นปัญหาจากข้อมูลท่ี
เคยเก็บมาจากปีก่อนๆ ซึ่งแบบสอบถามได้แบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนท่ี 1 ข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 สภาพปัญหา
และสาเหตกุ ารออกกลางคนั ของนักศกึ ษา ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ทั้งน้ีผู้วิจัย ได้ใช้ตัวอักษรแทนสาขาวิชา ดังน้ี คธ.
หมายถึง คอมพิวเตอร์ธุรกิจ, ปค. หมายถึง การปกครองท้องถิ่น, ปว. หมายถึง การศึกษาปฐมวัย, สธ. หมายถึง
สาธารณสขุ ชุมชน, พท. หมายถึง การแพทย์แผนไทย และรปศ. หมายถึง รัฐประศาสนศาสตร์
ตอนที่ 1 ข้อมลู ทั่วไป
ตารางที่ 1 ตารางแสดงเพศของนักศึกษาออกกลางคัน
จานวนผตู้ อบแบบสอบถาม (%)
หัวขอ้ สอบถาม หลักสูตรอนปุ รญิ ญา รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ. 25
9 (27.17)
- ชาย - 25 3 6 (45.00)
11 67
(18.18) (13.89) (27.27) (85.71) (55.00) (72.83)
20
- หญิง 7 9 31 8 1 (100.00) 92
(100.00)
(100.00) (81.82) (86.11) (72.73) (14.29)
รวม 7 11 36 11 7
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางท่ี 1 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 67 คน (ร้อยละ 72.83)
รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 25 คน (รอ้ ยละ 27.17) แยกตามสาขาวิชาไดด้ ังนี้
21
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 7 คน (ร้อยละ
100.00)
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 9 คน (ร้อยละ
81.82) รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) ตามลาดบั
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 31 คน (ร้อยละ
86.11) รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 5 คน (ร้อยละ 13.89) ตามลาดับ
4) สาขาวชิ าสาธารณสขุ ชุมชน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 8 คน (ร้อยละ 72.73)
รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 3 คน (ร้อยละ 27.27)
5) สาขาวชิ าการแพทยแ์ ผนไทย นกั ศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จานวน 6 คน (ร้อยละ 85.71)
รองลงมาคือ เพศหญิง จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 14.29)
6) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 11 คน (ร้อยละ 55.00)
รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 9 คน (รอ้ ยละ 45.00)
ตารางท่ี 2 จาแนกตามชว่ งอายุ
จานวนผู้ตอบแบบสอบถาม (%)
หวั ขอ้ สอบถาม หลกั สูตรอนปุ ริญญา รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
- 16-20 ปี - -1 2 - 36
(2.78) (18.18) (15.00) (6.52)
- 21-29 ปี 7 7 25 7 7 15 68
(100.00) (63.64) (69.44) (63.64) (100.00) (75.00) (73.91)
- 30-39 ปี - 3 8 2 - 2 15
(16.67) (22.22) (18.18) (10.00) (16.30)
- 40-49 ปี - 12 - - - 3
(9.09) (5.56) (3.26)
- 50-59 ปี - -- - - --
- 60 ปีขึน้ ไป - -- - - --
รวม 7 11 36 11 7 20 92
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
22
จากตารางท่ี 2 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 68 คน
(ร้อยละ 73.91) รองลงมาคือช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 15 คน (ร้อยละ 16.30) ช่วงอายุ 16-20 ปี จานวน 6 คน
(ร้อยละ 6.52) ช่วงอายุ 40-49 ปี จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 3.26) ตามลาดับ แยกตามสาขาวชิ าไดด้ ังนี้
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(ร้อยละ 100.00)
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(ร้อยละ 63.64) รองลงมาคือช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 3 คน (ร้อยละ 16.67) ช่วงอายุ 40-49 ปี จานวน 1 คน
(รอ้ ยละ 9.09) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 25 คน
(ร้อยละ 69.44) รองลงมาคือช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 8 คน (ร้อยละ 22.22) ช่วงอายุ 40-49 ปี จานวน 2 คน
(รอ้ ยละ 5.56) ชว่ งอายุ 16-20 ปี จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 2.78) ตามลาดับ
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(รอ้ ยละ 63.64) รองลงมาคือ ชว่ งอายุ 16-20 ปี และ ช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18)
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(รอ้ ยละ 100.00)
6) รัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 15 คน (ร้อยละ
75.00) รองลงมาคือช่วงอายุ 16-20 ปี จานวน 3 คน (ร้อยละ 15.00) ช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 2 คน (ร้อยละ
10.00) ตามลาดบั
ตารางที่ 3 จาแนกตามสถานภาพ
หวั ขอ้ สอบถาม คธ. จานวนผ้ตู อบแบบสอบถาม (คน,%) รปศ. รวม
หลกั สตู รอนุปริญญา
3. สถานภาพ 7 18 72
- โสด (100.00) ปค. ปว. สธ. พท. (90.00) (78.26)
- สมรส - 7 25 8 7 2 16
(63.64) (69.44) (72.73) (100.00) (10.00) (17.39)
- หย่ารา้ ง/แยกกนั อยู่ -
2 10 2 - - 4
รวม 7 (18.18) (27.78) (18.18) (4.35)
(100.00) - 20 92
2 1 1 (100.00) (100.00)
(18.18) (2.78) (9.09) 7
36 11 (100.00)
11 (100.00) (100.00)
(100.00)
23
จากตารางที่ 3 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันสว่ นใหญม่ ีสถานภาพโสด จานวน 72 คน (ร้อยละ 78.26)
รองลงมาคือ สมรส จานวน 16 คน (ร้อยละ 17.39) และ หย่ารา้ ง/แยกกันอยู่ จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 4.35) แยก
รายละเอียดตามสาขาวิชาได้ดังนี้
1) สาขาวิชาคอมพวิ เตอร์ธรุ กิจ นักศึกษาออกกลางคนั ส่วนใหญ่มสี ถานภาพโสด จานวน 7 คน (ร้อยละ 100.00)
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน นักศึกษาออกกลางคันมีสถานภาพโสด จานวน 7 คน (ร้อยละ 63.64)
รองลงมาคือ สมรส และหยา่ รา้ ง/แยกกันอยู่ จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคัน มีสถานภาพโสด จานวน 25 คน (ร้อยละ 69.44)
รองลงมาคือ สมรส จานวน 10 คน (ร้อยละ 27.78) หย่าร้าง/แยกกันอยู่ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 2.78) ตามลาดบั
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน นักศึกษาออกกลางคัน มีสถานภาพโสด จานวน 8 คน (ร้อยละ 72.73)
รองลงมาคือ สมรส จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) หย่ารา้ ง/แยกกนั อยู่ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 9.09) ตามลาดบั
5) สาขาวชิ าการแพทยแ์ ผนไทย นกั ศกึ ษาออกกลางคนั มีสถานภาพโสด จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 100.00)
6) รัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคัน มีสถานภาพโสด จานวน 18 คน (ร้อยละ 90.00) รองลงมา
คือ สมรส จานวน 2 คน (ร้อยละ 10.00) ตามลาดบั
ตารางท่ี 4 จาแนกตามอาชพี ปจั จบุ นั
หัวขอ้ สอบถาม คธ. จานวนผูต้ อบแบบสอบถาม (%) รปศ. รวม
1 ว่างงาน 6 หลกั สตู รอนปุ รญิ ญา 4
2 รับราชการ (85.71) (20.00) 28
- ปค. ปว. สธ. พท. 1 (30.43)
- 14 3 1 (5.00)
1 1
(38.89) (27.27) (14.29) (5.00) (1.09)
---- 2
(10.00) 9
3 พนกั งาน/ลกู จา้ ง - 44 - - - (9.78)
ของรัฐ (36.36) (11.11)
6 5
4 พนักงาน/ลูกจ้าง - - 3 - - (30.00) (5.43)
เอกชน (8.33)
6 3
5 ธรุ กิจส่วนตัว/คา้ ขาย - 1 1 - 1 (30.00) (3.26)
(9.09) (2.78) (14.29) - 6
(6.52)
6 เกษตรกร ----- 20 39
(100.00) (42.39)
7 รับจ้างท่ัวไป 1 6 14 7 5
8 อ่นื ๆ (ระบ)ุ นกั ศึกษา (14.29) (54.55) (38.89) (63.64) (71.43) 1
(1.09)
รวม - - - 1 - 92
(9.09) (100.00)
7 11 36 11 7
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
24
จากตารางท่ี 4 พบว่า นกั ศกึ ษาออกกลางคนั จานวน 92 คน ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป จานวน
39 คน (รอ้ ยละ 42.39) รองลงมา คือ ว่างงาน จานวน 28 คน (ร้อยละ 30.43) พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ จานวน 9
คน (ร้อยละ 9.78) เกษตรกร จานวน 6 คน (ร้อยละ 6.52) พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน จานวน 5 คน (ร้อยละ 5.43)
ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย จานวน 3 คน (ร้อยละ 3.26) รับราชการ และอื่นๆ จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.09)
ตามลาดบั แยกตามสาขาวิชาไดด้ ังนี้
1) สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์ธุรกิจ พบวา่ นกั ศกึ ษาออกกลางคัน จานวน 7 คน สว่ นใหญ่ ว่างงาน จานวน
6 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ ประกอบอาชีพรับจา้ งทวั่ ไป จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 14.29) ตามลาดบั
2) สาขาวิชาปกครองทอ้ งถ่ิน พบว่า นักศึกษาออกกลางคัน จานวน 11 คน ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ รับจ้าง
ท่ัวไป จานวน 6 คน (ร้อยละ 54.55) รองลงมา คือ พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ จานวน 4 คน (ร้อยละ 36.36) และ
ธุรกิจสว่ นตวั /ค้าขาย จานวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศกึ ษาปฐมวยั พบว่า นกั ศึกษาออกกลางคัน จานวน 36 คน ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพรับจ้าง
ทั่วไป และวา่ งงาน จานวน 14 คน (ร้อยละ 38.89) รองลงมา คือ พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ จานวน 4 คน (ร้อยละ
11.11) พนกั งาน/ลูกจ้างเอกชน จานวน 3 คน (ร้อยละ8.33) และ ธรุ กจิ สว่ นตัว/คา้ ขาย จานวน 1 คน (ร้อยละ
2.78) ตามลาดบั
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน พบว่า นักศึกษาออกกลางคัน จานวน 11 คน ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ
รบั จา้ งทั่วไป จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 63.64) รองลงมาคือ ว่างงาน จานวน 3 คน (ร้อยละ 27.27) และ เป็นนักศึกษา
จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 9.09) ตามลาดับ
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า นักศึกษาออกกลางคัน จานวน 7 คน ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ
รับจ้างท่ัวไป จานวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมา คือ ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย, ว่างงาน จานวน 1 คน (ร้อยละ
14.29) ตามลาดับ
6) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ พบว่า นักศึกษาออกกลางคัน จานวน 20 คน ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพ
เกษตร, รับจ้างทั่วไป จานวน 6 คน (ร้อยละ 30.00) รองลงมา คือ ว่างงาน จานวน 4 คน (ร้อยละ 20.00)
พนักงาน/ลกู จ้างเอกชน จานวน 2 คน (รอ้ ยละ 10.00) และ รับราชการ, พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ จานวน 1 คน
(รอ้ ยละ 5.00)
ตารางท่ี 5 จาแนกตามรายได้ต่อเดือนของนักศึกษาท่ีไดร้ บั
จานวนผ้ตู อบแบบสอบถาม (คน,%)
หัวข้อสอบถาม หลักสูตรอนุปรญิ ญา รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
- ไมม่ รี ายได้ 6 - 13 3 1 4 27
(85.71) (36.11) (27.27) (14.29) (20.00) (29.35)
- นอ้ ยกวา่ 5,000 บาท - - 111 2 5
(2.78) (9.09) (14.29) (10.00) (5.43)
- 5,000-10,000 บาท 1 7 18 5 5 12 48
(14.29) (63.64) (50.00) (45.45) (71.43) (60.00) (52.17)
25
หวั ขอ้ สอบถาม จานวนผูต้ อบแบบสอบถาม (คน,%) รวม
หลักสูตรอนปุ ริญญา
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
- 10,001-15,000 บาท - 432 - 1 10
(36.36) (8.33) (18.18) (5.00) (10.87)
- 15,001 - 20,000 บาท - - - -- 1 1
(5.00) (1.09)
- มากกว่า 20,000 บาท 1 1
(2.78) (1.09)
รวม 7 11 36 11 7 20 92
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางที่ 5 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันจานวน 92 คน ส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือน 5,000-10,000
บาท จานวน 48 คน (ร้อยละ 52.17) รองลงมาคือ ไม่มีรายได้ จานวน 27 คน (ร้อยละ 29.35) 10,001-15,000
บาทจานวน 10 คน (ร้อยละ 10.87) น้อยกว่า 5,000 บาท จานวน 5 คน (ร้อยละ 5.43) และ 15,001 - 20,000,
มากกวา่ 20,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 1.09) ตามลาดับ เมือ่ แยกตามสาขาวชิ า ดังนี้
1) สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ จานวน 6 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ
5,000-10,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามลาดบั
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่มีรายได้ 5,000-10,000 บาท จานวน 7 คน
(ร้อยละ 63.64) รองลงมาคอื 10,001-15,000 บาท จานวน 4 คน (ร้อยละ 36.36) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่มีรายได้ 5,000-10,000 บาท จานวน 18 คน
(ร้อยละ 50.00) รองลงมาคอื ไมม่ รี ายได้ จานวน 13 คน (ร้อยละ 36.11) 10,001-15,000 บาท จานวน 3 คน (ร้อยละ
8.33) และ นอ้ ยกว่า 5,000 บาท, มากกว่า 20,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 2.78) ตามลาดับ
4) สาขาวิชาสาธารณสขุ ชุมชน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่มีรายได้ 5,000-10,000 บาท จานวน 5 คน
(ร้อยละ 45.45) รองลงมาคือ ไม่มีรายได้ จานวน 3 คน (ร้อยละ 27.27) 10,001-15,000 บาท จานวน 2 คน
(รอ้ ยละ 18.18) และนอ้ ยกวา่ 5,00 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามลาดบั
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่มีรายได้ 5,000-10,000 บาท จานวน
5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ไม่มีรายได้ และ น้อยกว่า 5,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 14.29)
ตามลาดบั
6) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่มีรายได้ 5,000-10,000 บาท จานวน 12คน
(ร้อยละ 60.00) รองลงมาคอื ไมม่ ีรายได้ จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 20.00) นอ้ ยกว่า 5,000 บาท จานวน 2 คน (ร้อยละ
10.00) 10,001-15,000 บาท และ 15,001 - 20,000 บาท จานวน 1 คน (ร้อยละ 5.00) ตามลาดับ
26
ตอนท่ี 2 สภาพปญั หา และสาเหตกุ ารออกกลางคันของนกั ศกึ ษา
ตารางที่ 6 จาแนกตามปีทีน่ ักศึกษาเคยสมัครเข้าเรยี น
จานวนผู้ตอบแบบสอบถาม (คน,%)
หัวข้อสอบถาม หลกั สตู รอนุปรญิ ญา รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
- ปี พ.ศ. 2559 1 1
(9.09) (1.09)
- ปี พ.ศ. 2560 - -1-- 1
(2.78) (1.09)
- ปี พ.ศ. 2561 - 11- - -2
(9.09) (2.78) (2.17)
- ปี พ.ศ. 2562 - -3-- 1 4
(8.33) (5.00) (4.35)
- ปี พ.ศ. 2563 - 4 9 4- 5 22
- ปี พ.ศ. 2564 (36.36) (25.00) (25.00)
7 (36.36) 7 (23.91)
(100.00) 5 22 7 14 62
(45.45) (61.11) (70.00)
(63.64) (100.00) (67.39)
รวม 7 11 36 11 7 20 92
(100.00)
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางที่ 6 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยสมัครเข้าเรียนเม่ือ ปี พ.ศ. 2564 จานวน
62 คน (ร้อยละ 67.39) รองลงมาคือ ปี พ.ศ. 2563 จานวน 22 คน (ร้อยละ 23.91) ปี พ.ศ. 2562 จานวน 4 คน
(ร้อยละ 4.35) ปี พ.ศ. 2561 จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.17) ปี พ.ศ. 2560 และ ปี พ.ศ. 2559 จานวน 1 คน (ร้อยละ
1.09) ตามลาดบั เมอื่ แยกตามสาขาวชิ าได้ดังน้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยสมัครเข้าเรียนเม่ือ ปี พ.ศ. 2564 จานวน 7 คน
(รอ้ ยละ 100.00)
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยสมัครเข้าเรียนเม่ือ ปี พ.ศ. 2564 จานวน
5 คน (ร้อยละ 45.45) รองลงมาคอื ปี พ.ศ. 2563 จานวน 4 คน (ร้อยละ 36.36) ปี พ.ศ. 2559 และ ปี พ.ศ. 2561 จานวน
1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามลาดบั
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยสมัครเข้าเรียนเม่ือ ปี พ.ศ. 2564 จานวน
22 คน (ร้อยละ 61.11) รองลงมาคือ ปี พ.ศ. 2563 จานวน 9 คน (ร้อยละ 25.00) ปี พ.ศ. 2562 จานวน 3 คน
(ร้อยละ 8.33) ปี พ.ศ. 2560 และ ปี พ.ศ. 2561 จานวน 1 คน (ร้อยละ 2.78) ตามลาดบั
27
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยสมัครเข้าเรียนเมื่อ ปี พ.ศ. 2564
จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 63.64) รองลงมาคือ ปี พ.ศ. 2563 จานวน 4 คน (รอ้ ยละ 36.36) ตามลาดับ
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยสมัครเข้าเรียนเมื่อ ปี พ.ศ. 2564
จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 100.00)
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยสมัครเข้าเรียนเมื่อ ปี พ.ศ. 2564
จานวน 14 คน (ร้อยละ 70.00) รองลงมาคือ ปี พ.ศ. 2563 จานวน 5 คน (ร้อยละ 25.00) ปี พ.ศ. 2562 จานวน
1 คน (รอ้ ยละ 5.00) ตามลาดับ
ตารางที่ 7 จาแนกตามการเข้ารับการศึกษาจากหน่วยจัดของวิทยาลัยชุมชนตาก
จานวนผตู้ อบแบบสอบถาม (คน,%)
หัวข้อสอบถาม หลักสตู รอนุปรญิ ญา รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ
- มลู นิธโิ รงพยาบาล 11 7 18
บา้ นตาก (100.00) (100.00) (19.57)
- โรงเรยี นชมุ ชนบ้าน 9 3 12
แม่ตา้ น (25.00) (15.00) (13.04)
- โรงเรยี นอมุ้ ผาง 1 16 8 25
วิทยาคม (9.09) (44.44) (40.00) (27.17)
- โรงเรียนเทศบาลวดั 3 2 10 15
ดอนแกว้ (42.86) (18.18) (27.78) (16.30)
- เทศบาลตาบลแม่ 3 9 12
ระมาด (27.27) (45.00) (13.04)
- วิทยาลัยชมุ ชนตาก 4 51 10
(57.14) (45.45) (2.78) (10.87)
รวม 7 11 36 11 7 20 92
(7.61) (11.95) (39.13) (11.95) (7.61) (21.74) (100.00)
จากตารางที่ 7 พบว่า การเข้ารับการศึกษาของนักศึกษาที่ออกกลางคันเคยส่วนใหญ่ เคยเข้ารับการศึกษา
จากหน่วยจัดของโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม มากที่สุด จานวน 25 คน (ร้อยละ 27.17) รองลงมาคือ หน่วยจัด
โรงเรียนมลู นิธโิ รงพยาบาลบ้านตาก จานวน 18 คน (ร้อยละ 19.57) หน่วยจัดโรงเรียนเทศบาลวัดดอนแก้ว (ร้อยละ
16.30) หน่วยจัดโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ต้านและหน่วยจัดเทศบาลแม่ระมาด จานวน 12 คน (ร้อยละ 13.04) และ
หน่วยจัดวิทยาลยั ชมุ ชนตาก จานวน 10 คน (ร้อยละ 10.87) ตามลาดับ ตามลาดับ แยกตามสาขาวชิ าไดด้ งั น้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนเทศบาล
วดั ดอนแกว้ จานวน 7 คน (ร้อยละ 100.00)
2) สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนเทศบาลวัด
ดอนแก้ว และ เทศบาลตาบลแม่ระมาด จานวน 4 คน (ร้อยละ 36.36) รองลงมาคือ มูลนิธิโรงพยาบาลบ้านตาก
จานวน 3 คน (ร้อยละ 27.27) ตามลาดบั
28
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้ารับการศึกษาที่ มูลนิธิโรงพยาบาล
บ้านตาก จานวน 15 คน (ร้อยละ 41.67) รองลงมาคือ โรงเรียนเทศบาลวัดดอนแก้ว จานวน 11 คน (ร้อยละ
30.56) และ โรงเรียนอุ้มผางวทิ ยาคม จานวน 10 คน (ร้อยละ 27.78) ตามลาดับ
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้ารับการศึกษาท่ี วิทยาลัยชุมชนตาก
จานวน 6 คน (ร้อยละ 54.55) รองลงมาคือ โรงเรียนชุมชนบ้านแม่ต้าน จานวน 5 คน (ร้อยละ 45.45)
ตามลาดบั
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้ารับการศึกษาท่ี เทศบาลตาบลแม่
ระมาด จานวน 7 คน (ร้อยละ 100.00)
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้ารับการศึกษาท่ี โรงเรียนอุ้มผาง
วิทยาคม จานวน 8 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมาคือ โรงเรียนชุมชนบ้านแม่ต้าน จานวน 7 คน (ร้อยละ 35.00)
วิทยาลัยชุมชนตาก จานวน 4 คน (ร้อยละ 20.00) และ เทศบาลตาบลแม่ระมาด จานวน 1 คน (ร้อยละ 5.00)
ตามลาดับ
ตารางที่ 8 จาแนกตามระยะเวลาในการเข้าเรียนกับวิทยาลยั ชุมชนตาก
จำนวนผ้ตู อบแบบสอบถำม (คน,%)
หัวข้อสอบถาม หลกั สตู รอนปุ ริญญำ รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ. 20
8 (21.74)
ลงทะเบยี นแตไ่ ม่เคยเข้าเรยี น 2 4 2 - 4 (40.00)
2 24
(28.57) (36.36) (5.56) (57.14) (10.00) (26.09)
9
1 – 5 สปั ดาห์ - 1 14 7 - (45.00) 30
- (32.61)
(9.09) (38.89) (63.64)
1 11
1 ภาคการศกึ ษา 5 - 10 3 3 (5.00) (11.96)
(71.43) (27.78) (27.27) (42.86) - 3
(3.26)
2 ภาคการศกึ ษา - 551 -
-
(45.45) (13.89) (9.09)
3 ภาคการศกึ ษา - -2- -
(5.56)
4 ภาคการศกึ ษา - -- - -
5 ภาคการศึกษา - 13 - - 4
(9.09) (8.33) (4.35)
รวม 7 11 36 11 7 20 92
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางท่ี 8 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้าเรียนกับวิทยาลัยชุมชนตากเป็นระยะเวลา
1 ภาคการศึกษา จานวน 30 คน (ร้อยละ 32.61) รองลงมาคือ 1-5 สัปดาห์ จานวน 24 คน (ร้อยละ 26.09)
29
ลงทะเบียนแต่ไม่เคยเข้า จานวน 20 คน (ร้อยละ 21.74) 2 ภาคการศึกษา จานวน 11 คน (ร้อยละ 11.96) 5 ภาค
เรียน จานวน 4 คน (ร้อยละ 4.35) และ 3 ภาคการศึกษา จานวน 3 คน (ร้อยละ 3.26) ตามลาดับ แยกตาม
สาขาวิชาไดด้ งั นี้
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้าเรียนเป็นระยะเวลา 1 ภาค
การศกึ ษา จานวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ลงทะเบียนแต่ไม่เคยเข้าเรียน จานวน 2 คน (ร้อยละ 28.57)
ตามลาดับ
2) สาขาวชิ าปกครองทอ้ งถ่นิ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้าเรียนเป็นระยะเวลา 2 ภาคการศึกษา
จานวน 5 คน (ร้อยละ 45.45) รองลงมาคือ ลงทะเบียนแต่ไม่เคยเข้าเรียน จานวน 4 คน (ร้อยละ 36.36) 1-5
สัปดาห์ และ เรียน 5 ภาคการศึกษา จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 9.09) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้าเรียนเป็นระยะเวลา 1-5 สัปดาห์
จานวน 14 คน (ร้อยละ 38.89) รองลงมาคือ เรียน 1 ภาคการศึกษา จานวน 10 คน (ร้อยละ 27.78) 2 ภาค
การศกึ ษา จานวน 5 คน (ร้อยละ 13.89) 5 ภาคการศึกษา 3 คน (ร้อยละ 8.33) ลงทะเบียนแต่ไม่เคยเข้าเรียน และ
3 ภาคการศึกษา จานวน 2 คน (ร้อยละ 5.56) ตามลาดบั
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้าเรียนเป็นระยะเวลา 1-5 สัปดาห์
จานวน 7 คน (63.64) รองลงมาคือ 1 ภาคการศึกษา จานวน 3 คน (ร้อยละ 27.27) และ 2 ภาคการศึกษา จานวน
1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามลาดับ
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ ลงทะเบียนแต่ไม่เคยเข้าเรียน จานวน 4
คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ เรียน 1 ภาคการศกึ ษา จานวน 3 คน (42.86) ตามลาดับ
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เคยเข้าเรียนเป็นระยะเวลา 1 ภาค
การศกึ ษา จานวน 9 คน (ร้อยละ 45.00) รองลงมาคือ ลงทะเบียนแต่ไม่เคยเข้าเรียน จานวน 8 คน (ร้อยละ 40.00)
1-5 สปั ดาห์ จานวน 2 คน (ร้อยละ 10.00) และ 3 ภาคการศกึ ษา จานวน 1 คน (ร้อยละ 5.00) ตามละดับ
ตารางท่ี 9 จาแนกตามลกั ษณะการออกกลางคัน จำนวนผ้ตู อบแบบสอบถำม (คน,%)
หวั ข้อสอบถาม
หลกั สตู รอนปุ ริญญำ รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ. 3
- - - (3.26)
1 ตดิ ต่อลาออกโดยตรงกับ -- - 69
วทิ ยาลัย - - - (75.00)
2 ไมไ่ ดช้ าระคา่ ลงทะเบียนเรียน - 20
19 (21.74)
3- - (95.00)
(8.33) 1
(5.00)
3 หยุดเรยี นไปโดยไมไ่ ดแ้ จง้ - 5 27 11 -
วทิ ยาลยั (45.45)
4 อน่ื ๆ (ระบ)ุ 7 (75.00) (100.00)
(100.00) 6
(54.55) 6-7
(16.67) (100.00)
30
หัวข้อสอบถาม คธ. ปค. จำนวนผ้ตู อบแบบสอบถำม (คน,%) รปศ. รวม
7 4 หลกั สตู รอนปุ ริญญำ
- ทางานไมม่ ีเวลาเรียน 1 ปว. สธ. พท. 92
- แจ้งดว้ ยวาจา 7 1 1 (100.00)
- แจ้งทางไลนอ์ าจารย์ (100.00) 2
- ไมไ่ ดม้ าตดิ ต่อขอแก้ F 11 1
- ลงทะเบียนเรยี นซ้าในรายวชิ า (100.00) 1
กรณีพเิ ศษ แตไ่ มเ่ คยตดิ ตอ่ 1
อาจารย์ ผสู้ อนหรือเขา้ เรยี นแต่
อย่างใด 36 11 7 20
รวม (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางที่ 9 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปโดยไม่ได้แจ้งวิทยาลัย จานวน 69 คน
(ร้อยละ 75.00) รองลงมา คือ อ่ืนๆ จานวน 20 คน (ร้อยละ 21.74) และ ไม่ได้ชาระค่าลงทะเบียนเรียน จานวน
3 คน (ร้อยละ 3.26) ตามลาดับ แยกตามสาขาวิชาไดด้ ังน้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเพราะสาเหตุอ่ืนๆ ที่
ตอบไดแ้ ก่ ทางานไม่มีเวลาเรียน จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 100.00)
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเพราะสาเหตุอ่ืนๆ ที่
ตอบได้แก่ ทางานไม่มีเวลาเรียน, แจ้งด้วยวาจา, แจ้งทางไลน์อาจารย์ จานวน 6 คน (ร้อยละ 54.55) รองลงมา
คอื หยุดเรียนไปโดยไม่ได้แจ้งวิทยาลยั จานวน 5 คน (รอ้ ยละ 45.45) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปโดยไม่ได้แจ้งวิทยาลัย
จานวน 27 คน (ร้อยละ 75.00) รองลงมา คือ หยุดเรียนไปเพราะสาเหตุอื่นๆ ท่ีตอบได้แก่ ทางานไม่มีเวลาเรียน,
แจ้งด้วยวาจา, แจ้งทางไลนอ์ าจารย์, ไม่ได้มาติดต่อขอแก้ F, ลงทะเบียนเรียนซ้าในรายวิชากรณีพิเศษ แต่ไม่เคย
ติดต่อ อาจารย์ ผู้สอนหรือเข้าเรียนแต่อย่างใด จานวน 6 คน (ร้อยละ 16.67) และไม่ได้ชาระค่าลงทะเบียนเรียน
จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 8.33) ตามลาดับ
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปโดยไม่ได้แจ้งวิทยาลัย
จานวน 11 คน (ร้อยละ 100.00)
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเพราะสาเหตุอื่นๆ
จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 100.00)
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปโดยไม่ได้แจ้งวิทยาลัย
จานวน 19 คน (รอ้ ยละ 95.00) รองลงมา คอื หยดุ เรียนไปเพราะสาเหตุอ่ืนๆ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 5.00)
31
ตารางที่ 10 จาแนกตามระยะเวลาในการหยุดเรียน
จำนวนผ้ตู อบแบบสอบถำม (คน,%)
หัวข้อสอบถาม หลกั สตู รอนปุ ริญญำ รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ. 85
20 (92.39)
- น้อยกว่า หรือ 7 9 31 11 7 (100.00)
7
เท่ากบั 1 ปี (100.00) (81.82) (86.11) (100.00) (100.00) (7.61)
-2 ปี - 2 5 - - -
(18.18) (13.89)
-3 ปี - - - - -
- มากกวา่ 3 ปี - --- - -
รวม 7 11 36 11 7 20 92
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางท่ี 10 พบว่า นักศึกษาออกกลางคันทุกสาขาวิชาส่วนใหญ่หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา น้อยกว่า หรือ
เท่ากับ 1 ปี จานวน 85 คน (ร้อยละ 92.39) รองลงมาคือ หยุดเรียนมากกว่า 2 ปี จานวน 7 คน (ร้อยละ 7.61)
ตามลาดบั แยกตามสาขาวชิ าไดด้ ังนี้
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา น้อย
กว่า หรือ เทา่ กับ 1 ปี จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 100.00)
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา น้อย
กว่า หรือ เท่ากับ 1 ปี จานวน 9 คน (ร้อยละ 81.82) รองลงมาคือ หยุดเรียนมากกว่า 2 ปี จานวน 2 คน (ร้อยละ
18.18) ตามลาดับ
3) สาขาวชิ าการศกึ ษาปฐมวยั พบวา่ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา น้อยกว่า
หรือ เท่ากับ 1 ปี จานวน 31 คน (ร้อยละ 86.11) รองลงมาคือ หยุดเรียนมากกว่า 2 ปี จานวน 5 คน (ร้อยละ
13.89) ตามลาดบั
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา น้อย
กวา่ หรือ เท่ากับ 1 ปี จานวน 11 คน (ร้อยละ 100.00)
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา น้อย
กว่า หรอื เทา่ กับ 1 ปี จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 100.00)
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่ หยุดเรียนไปเป็นระยะเวลา น้อยกว่า
หรอื เทา่ กับ 1 ปี จานวน 20 คน (ร้อยละ 100.00)
32
ตารางที่ 11 จาแนกตามปจั จยั ด้านสภาพแวดล้อมภายในวิทยาลัยชุมชนตาก (ตอบได้มากกว่า 1 ขอ้ )
จำนวนผ้ตู อบแบบสอบถำม (คน,%)
หวั ข้อสอบถาม หลกั สตู รอนปุ ริญญำ รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
1) ช่อื เสยี งของวทิ ยาลัยฯ --1- - -1
ไมด่ งึ ดูดใจ (20.00) (16.67)
2) ภายในวทิ ยาลยั ฯ มีส่งิ เรา้ --- - - - -
เกย่ี วกับยาเสพตดิ และการพนนั
3) บรรยากาศ และ --- - - - -
สภาพแวดลอ้ มภายในห้องเรยี น
ไมเ่ หมาะสม
4) แหล่งสบื คน้ ทางอินเตอร์เน็ตมี - - - - - - -
ไมเ่ พยี งพอ
5) สาเหตุอ่นื (ระบ)ุ - -4 - 1- 5
(80.00) (100.00) (83.33)
- บรรยากาศ และสภาพแวดล้อม - - 2 - - - -
ภายในห้องเรียนไมเ่ หมาะสม
- ได้ทีเ่ รยี นอ่ืน --1- - - -
- ไม่มีเวลาเรยี น ----1- -
- เรยี นออนไลน์ --1- - - -
รวม --5 1 6
(100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางท่ี 11 พบว่า มีผู้ตอบเร่ืองปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในวิทยาลัยชุมชนตากเป็นสาเหตุที่ทาให้
ออกกลางคนั จานวน 6 คน ปัจจัยท่ีเป็นเหตุมากท่ีสุดคือ สาเหตุอ่ืน(บรรยากาศ และสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน
ไม่เหมาะสม, ได้ที่เรียนอื่น, ไม่มีเวลาเรียน, เรียนออนไลน์) จานวน 5 คน (ร้อยละ 83.33) รองลงมาคือ ชื่อเสียงของ
วทิ ยาลัยฯ ไม่ดงึ ดูดใจ จานวน 1 คน (ร้อยละ 20.00) ตามลาดบั แยกตามสาขาวิชาไดด้ ังน้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ พบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายในวิทยาลัยชุมชนตากไม่ใช่สาเหตุ
ของการออกกลางคนั ของนักศึกษา เนอ่ื งจากไมม่ ผี ู้เลือกตอบข้อน้ี
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน พบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออกกลางคันของ
นกั ศกึ ษา เนื่องจากไมม่ ีผู้เลือกตอบข้อนี้
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า มีผู้เลือกตอบปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายในวิทยาลัยชุมชนตาก
จานวน 5 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ สาเหตุอ่ืน (บรรยากาศ และสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนไม่เหมาะสม, ได้
33
ท่ีเรียนอื่น, ไม่มีเวลาเรียน, การเรียนออนไลน์) จานวน 4 คน (ร้อยละ 80.00) รองลงมาคือ ชื่อเสียงของ
วทิ ยาลัยฯ ไมด่ ึงดดู ใจ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 20.00) ตามลาดบั
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน พบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออกกลางคันของ
นักศกึ ษา เนอ่ื งจากไม่มีผู้เลือกตอบข้อนี้
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า มีผู้เลือกตอบปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายในวิทยาลัยชุมชนตาก
จานวน 1 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คอื สาเหตอุ ืน่ (ไม่มเี วลาเรยี น) จานวน 1 คน (ร้อยละ 100.00)
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ พบว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออกกลางคันของ
นักศึกษา เน่ืองจากไม่มีผู้เลือกตอบข้อนี้
ตารางที่ 12 จาแนกตามปจั จัยด้านการจัดการเรียนการสอนของหลักสตู ร (ตอบได้มากกว่า 1 ขอ้ )
จานวนผูต้ อบแบบสอบถาม
หัวขอ้ สอบถาม อนปุ รญิ ญา รวม
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
1) ความยากของเนอื้ หารายวิชาของ - - 3- - - 3
หลกั สตู ร (100) (42.86)
2) จานวนรายวิชาทีเ่ รยี นตอ่ สัปดาห์ - - -- - - -
มากเกนิ ไป
3) เนอ้ื หาสาระของรายวชิ าใน - - -- - - -
หลกั สตู รไมเ่ หมาะสม
4) จานวนของหน่วยกิตในโครงสรา้ ง - - -- - - -
หลกั สตู รมากเกินไป
5) หลกั สูตรไมม่ รี ะบบในการจัดการให้ - - -- - 1 1
ความชว่ ยเหลอื นกั ศกึ ษา (50.00) (14.28)
6) หนว่ ยจดั การศึกษามกี จิ กรรมมาก - - -- - - -
เกินไป
7) อ่ืน ๆ (ระบุ) - - -2 - 1 3
(100) (50.00) (42.86)
- รูปแบบการจดั การเรียนการสอนเปน็ - - -1 - - -
รูปแบบออนไลน์ พื้นท่ที ่ีอยูไ่ ม่
เหมาะสมจงึ เรยี นไมร่ เู้ ร่อื ง
- รูปแบบการเรียนการสอนเปน็ แบบ - - -1 - - -
ออนไลน์ ไมเ่ ขา้ ใจในสิง่ ที่สอน และทา
ตามไม่ทัน
- หลกั สตู รไมต่ รงกบั ความต้องการในการ - - -- - 1 -
เรยี น ต้องการเรยี นสาขาปกครองทอ้ งถนิ่
รวม - - 32 - 2 7
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
34
จากตารางท่ี 12 พบว่า ผู้ที่ตอบเร่ืองปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรเป็นสาเหตุให้ออก
กลางคัน จานวน 7 คน สาเหตุที่เป็นปัจจัยให้ออกกลางคันมากท่ีสุด คือ ความยากของเนื้อหารายวิชาของหลักสูตร
และ สาเหตอุ ่ืน (รปู แบบการจัดการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ พื้นที่ที่อยู่ไม่เหมาะสมจึงเรียนไม่รู้เร่ือง,
รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ไม่เข้าใจในส่ิงที่สอน และทาตามไม่ทัน, หลักสูตรไม่ตรงกับความ
ตอ้ งการในการเรยี น ตอ้ งการเรียนสาขาปกครองทอ้ งถิ่น) จานวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) รองลงมาคือ หลักสูตร
ไม่มีระบบในการจัดการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา จานวน 1 คน (ร้อยละ 14.28) ตามลาดับ เม่ือแยกตาม
สาขาวชิ าไดด้ งั น้ี
1) สาขาวชิ าคอมพิวเตอรธ์ รุ กจิ พบวา่ ปจั จัยด้านการจัดการเรียนการสอนไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออกกลางคัน
เน่ืองจากไมม่ ีผูเ้ ลือกตอบข้อนี้
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน พบว่า ปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนไม่ใช่สาเหตุที่ทาให้ออก
กลางคนั เนอ่ื งจากไม่มีผเู้ ลือกตอบข้อน้ี
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า มีผู้ตอบปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนที่เป็นสาเหตุที่ทาให้ออก
กลางคันของนักศึกษา จานวน 3 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ ความยากของเนื้อหารายวิชาของหลักสูตร จานวน
3 คน (รอ้ ยละ 100)
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน พบว่า มีผู้เลือกตอบปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนท่ีเป็นสาเหตุที่ทาให้
ออกกลางคัน จานวน 2 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ สาเหตุอ่ืน (รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นรูปแบบ
ออนไลน์ พนื้ ทที่ ี่อยไู่ ม่เหมาะสมจึงเรียนไม่รเู้ ร่อื ง, รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ไม่เข้าใจในส่ิงท่ีสอน
และทาตามไมท่ นั ) จานวน 2 คน (รอ้ ยละ 100.00)
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออกกลางคัน
เนอ่ื งจากไม่มีผู้เลือกตอบขอ้ น้ี
6) สาขาวิชารฐั ประศาสนศาสตร์ พบว่า มีผู้เลือกตอบปัจจัยด้านการจัดการเรียนการสอนท่ีเป็นสาเหตุท่ีทา
ใหอ้ อกกลางคนั จานวน 2 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ หลักสูตรไม่มีระบบในการจัดการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา
และ สาเหตุอ่ืน ท่ีตอบได้แก่ หลักสูตรไม่ตรงกับความต้องการในการเรียน ต้องการเรียนสาขาปกครองท้องถิ่น
จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 50.00)
35
ตารางท่ี 13 จาแนกตามปจั จัยด้านอาจารยผ์ สู้ อนของหลกั สูตรทม่ี ีผลต่อการออกกลางคนั (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
หวั ข้อสอบถาม จานวนผตู้ อบแบบสอบถาม รวม
อนุปริญญา
คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
-
1) อาจารยผ์ สู้ อนสรา้ งแรงจูงใจในการ - ---
จัดการเรยี นการสอนคอ่ นขา้ งนอ้ ย -
- -- -11
2) อาจารยผ์ สู้ อนขาดประสบการณ์ -
ในการสอน - 2- (33.33) (12.50)
(50.00) -2
3) อาจารย์ผู้สอนไม่มคี วามยุติธรรม
และเขม้ งวดในการสอนมากเกินไป (25.00)
4) อาจารย์ผสู้ อนดูแลนกั ศกึ ษาไม่ - - - --- -
ทัว่ ถงึ -
5) อาจารยผ์ สู้ อนมอบหมายงานให้ - 1 1-13
มากเกินไป
(25.00) (100.00) (33.33) (37.50)
6) อาจารย์ผสู้ อนมีวิธกี ารสอนทไี่ ม่ - - - - - - -
น่าสนใจ ทาให้นักศกึ ษาเกดิ ความ
เบ่ือหน่าย และไม่อยากเขา้ เรยี น
7) อาจารยผ์ สู้ อนขาดการควบคุม - - 1 - -12
อารมณห์ รือพฤตกิ รรมไม่เหมาะสม (25.00) (33.34) (25.00)
8) การวดั และประเมนิ ผลของ - - - - - -
อาจารยผ์ สู้ อนขาดความเทีย่ งตรง
9) อ่ืน ๆ (ระบุ) --- -
รวม - - 41 38
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางที่ 13 พบวา่ ผ้ทู ต่ี อบเร่อื งปจั จัยดา้ นอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรท่ีเป็นสาเหตุให้นักศึกษาออก
กลางคัน จานวน 8 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ อาจารย์ผู้สอนมอบหมายงานให้มากเกินไป จานวน 3 คน (ร้อยละ
37.50) รองลงมาคือ อาจารย์ผู้สอนไม่มีความยุติธรรม และเข้มงวดในการสอนมากเกินไป และอาจารย์ผู้สอน
ขาดการควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม จานวน 2 คน (25.00) อาจารย์ผู้สอนขาดประสบการณ์ในการ
สอน จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 12.50) ตามลาดบั เมอ่ื แยกตามสาขาวชิ าไดด้ งั น้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ พบว่า ปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออก
กลางคนั เนือ่ งจากนักศึกษาไม่เลอื กตอบในข้อน้ี
36
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออก
กลางคัน เนื่องจากนักศึกษาไม่เลือกตอบในข้อน้ี
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า มีนักศึกษาเลือกตอบปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรท่ีเป็น
สาเหตุทาให้ออกกลางคัน จานวน 4 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ อาจารย์ผู้สอนไม่มีความยุติธรรม และเข้มงวดในการ
สอนมากเกินไป จานวน 2 คน (ร้อยละ 50) รองลงมาคือ อาจารย์ผู้สอนมอบหมายงานให้มากเกินไป และ
อาจารยผ์ สู้ อนขาดการควบคุมอารมณห์ รอื พฤตกิ รรมไม่เหมาะสม จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 25) ตามลาดับ
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน พบว่า มีนักศึกษาเลือกตอบปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรท่ีเป็น
สาเหตุทาให้ออกกลางคนั จานวน 1 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ อาจารย์ผู้สอนมอบหมายงานให้มากเกินไป จานวน
1 คน (รอ้ ยละ 100)
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรไม่ใช่สาเหตุที่ทาให้ออก
กลางคนั จานวน 7 คน (ร้อยละ 100.00)
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ พบว่า มีนักศึกษาเลือกตอบปัจจัยด้านอาจารย์ผู้สอนของหลักสูตรที่เป็น
สาเหตุทาให้ออกกลางคัน จานวน 1คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ อาจารย์ผู้สอนขาดประสบการณ์ในการสอน, อาจารย์
ผู้สอนมอบหมายงานให้มากเกินไป และอาจารย์ผู้สอนขาดการควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม จานวน
1 คน (ร้อยละ 33.33
ตารางที่ 14 จาแนกตามปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนและสง่ิ สนับสนุนการเรียนการสอน(ตอบได้มากกวา่ 1 ขอ้ )
จานวนผู้ตอบแบบสอบถาม
หวั ข้อสอบถาม อนุปรญิ ญา รวม
1) ความไมพ่ ร้อมของเอกสารและ คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ.
อปุ กรณ์การสอน -
2) ห้องเรยี นและห้องปฏบิ ตั ิการมีไม่ - -1-- 1
เพียงพอ -
3) อปุ กรณก์ ารเรยี นการสอนไม่ทนั สมยั (100.00) (50.00)
และไม่เพียงพอ -
4) สอื่ อุปการณก์ ารเรยี นการสอนไม่ - - ---
น่าสนใจ -
6) อ่นื ๆ (ระบุ) - --- --
รูปแบบการเรยี นการสอนเป็นแบบออนไลน์ - --- -1
รวม (50.00)
- 1--
(100.00) 2
1 (100.00)
11
(100.00) (100.00)
37
จากตารางที่ 14 พบว่า ผทู้ ตี่ อบเร่ืองปจั จยั ดา้ นบรรยากาศในการเรียนฯ ท่ีเป็นสาเหตุทาให้ออกกลางคัน
จานวน 2 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ ความไม่พร้อมของเอกสารและอุปกรณ์การสอน และสาเหตุอื่น (รูปแบบ
การเรียนการสอนเปน็ แบบออนไลน์) จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 50.00) ตามลาดบั แยกตามสาขาวิชาได้ดังน้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ พบว่า ปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนฯ ไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออก
กลางคัน เน่อื งจากนักศึกษาไม่เลือกตอบในข้อน้ี
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนฯ ไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออก
กลางคนั เนื่องจากนักศึกษาไม่เลือกตอบในข้อนี้
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า มีนักศึกษาเลือกตอบปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนฯ ที่เป็น
สาเหตุทาให้ออกกลางคัน จานวน 1 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ อ่ืน ๆ (รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์)
จานวน 1 คน (ร้อยละ 100)
4) สาขาวชิ าสาธารณสุขชมุ ชน พบว่า มีนักศึกษาเลือกตอบปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนฯ ที่เป็นสาเหตุ
ทาให้ออกกลางคัน จานวน 1 คน สาเหตุส่วนใหญ่ คือ ความไม่พร้อมของเอกสารและอุปกรณ์การสอน จานวน
1 คน (รอ้ ยละ 100)
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนฯ ไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออกกลางคัน
เน่ืองจากนกั ศึกษาไมเ่ ลือกตอบในข้อนี้
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ พบว่า ปัจจัยด้านบรรยากาศในการเรียนฯ ไม่ใช่สาเหตุท่ีทาให้ออก
กลางคนั เนอ่ื งจากนักศึกษาไม่เลือกตอบในข้อนี้
ตารางที่ 15 จาแนกตามปัจจัยด้านตวั นักศึกษาเป็นสาเหตุของการออกกลางคนั (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
หัวขอ้ สอบถาม คธ. ปค. จานวนผูต้ อบแบบสอบถาม รปศ. รวม
- - อนุปริญญา 1
1) ไมเ่ ขา้ ใจในเนื้อหารายวชิ าและไม่ ปว. สธ. พท. (3.70) 3
สง่ งาน - - 11- - (3.41)
2) มที ศั นคติทไี่ ม่ดตี อ่ อาจารย์ผสู้ อน - - (2.17) (9.09) -
3) มีทศั นคตทิ ไ่ี ม่ดตี อ่ วิชาทเี่ รียน - - - -- - -
4) มคี วามรพู้ น้ื ฐานในรายวิชาท่ีเรยี น -
นอ้ ย 3 - - -- 3 3
5) ขาดเรียนบอ่ ย ทาให้เรยี นไม่ทนั (42.86) 3-- (11.11) (3.41)
เกดิ ความเบ่อื หน่ายการเรียนการสอน - (6.52) 13
6) ปรับตัวเขา้ กับเพอ่ื นไมไ่ ด้ - 3 7-- - (14.11)
7) ไมส่ ามารถบรหิ ารจดั การเวลาได้ - (27.27) (15.22) 10 -
ระหวา่ งเวลาเรยี นกบั เวลาทางาน 1 - -- (37.04) 36
8) สภาพร่างกายไมแ่ ขง็ แรง ปว่ ย - (9.09) 17 4 2 - (40.91)
- (36.96) (36.36) (100.00) 2
9) การถกู ข่มขู่ หรอื ทาร้ายจากเพือ่ น - 1-- - (2.27)
(2.17) -
- --
38
หรือรนุ่ พี่
10) ปญั หาดา้ นคา่ ใช้จ่ายในการเรยี น - - 5 2 - 6 13
(10.87) (18.18) (22.22) (14.77)
11) อ่นื ๆ (ระบุ) 4 3 5 2 - 4 18
(57.14) (27.27) (10.87) (18.18) (14.81) (20.45)
- ออกไปทางานต่างจงั หวัด 1 - --- - -
- ย้ายสถานศึกษา 1 - 2-- - -
- ไปศกึ ษาตอ่ ทอี่ นื่ 2 - ---2 -
- มคี วามร้แู ล้ว - 1 --- - -
- เลี้ยงดบู ตุ ร - 1 --- - -
- มีปัญหาเร่ืองการเดนิ ทางมาเรยี น - 1 - -- - -
เนอื่ งจากบา้ นอยหู่ ่างไกลจากหนว่ ย
จดั การศึกษาฯ
- ยงั ไม่พรอ้ มศึกษาต่อตอนนี้ - - 2-- - -
- ทบี่ ้านไม่มสี ญั ญาณโทรศพั ท์จึงไม่ 1
สามารถเรียนออนไลนไ์ ด้
- ยา้ ยทอ่ี ยู่ใหม่ - - -1-2 -
- ช่วยงานผู้ปกครอง - - -1- - -
รวม 7 7 39 9 2 27 86
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางท่ี 15 พบว่า มีผู้ตอบปัจจัยด้านตัวนักศึกษาเป็นสาเหตุของการออกกลางคัน จานวน 86 คน
สาเหตุสว่ นใหญ่ คอื ไม่สามารถบรหิ ารจัดการเวลาได้ ระหว่างเวลาเรียนกับเวลาทางาน จานวน 34 คน (ร้อยละ
40.91) รองลงมาคือ สาเหตุอื่น (เลี้ยงดูบุตร มีปัญหาเรื่องการเดินทางมาเรียนเนื่องจากอยู่ไกล, ยังไม่พร้อมศึกษา
ต่อตอนน้ี, ต้องกลับไปช่วยครอบครัวทาการเกษตรและท่ีบ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์จึงไม่สามารถเรียนออนไลน์ได้,
ย้ายทอี่ ยู่ใหม,่ ช่วยงานผู้ปกครอง) จานวน 18 คน (ร้อยละ 20.45) ขาดเรียนบ่อย ทาให้เรียนไม่ทัน เกิดความเบ่ือ
หน่ายการเรียนการสอน และปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการเรียน จานวน 13 คน (ร้อยละ 14.77) ไม่เข้าใจใน
เนื้อหารายวิชาและไม่ส่งงาน และ มีความรู้พื้นฐานในรายวิชาที่เรียนน้อย จานวน 3 คน (ร้อยละ 3.41) และ
สภาพร่างกายไม่แขง็ แรง ปว่ ย จานวน 2 คน (ร้อยละ 2.27) ตามลาดบั แยกตามสาขาวิชาไดด้ ังน้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ นักศึกษาที่ตอบปัจจัยด้านตัวนักศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ ออกไปทางาน
ต่างจังหวัด, ย้ายสถานศกึ ษา, ไปศกึ ษาต่อทีอ่ นื่ จานวน 4 คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ ขาดเรียนบ่อย ทาให้
เรียนไมท่ ัน เกดิ ความเบ่ือหน่ายการเรยี นการสอน จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 42.86) ตามลาดับ
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นักศึกษาที่ตอบปัจจัยด้านตัวนักศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่สามารถ
บริหารจัดการเวลาได้ ระหว่างเวลาเรียนกับเวลาทางาน และ สาเหตุอื่น (มีความรู้แล้ว, เลี้ยงดูบุตร, มีปัญหา
เรื่องการเดินทางมาเรียนเน่ืองจากบ้านอยู่ห่างไกลจากหน่วยจัดการศึกษา) จานวน 3 คน (ร้อยละ 27.27)
รองลงมา คอื สภาพรา่ งกายไมแ่ ขง็ แรง ป่วย จานวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามลาดับ
39
3) สาขาวชิ าการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาที่ตอบปัจจัยด้านตัวนักศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่สามารถบริหาร
จดั การเวลาได้ ระหว่างเวลาเรียนกับเวลาทางาน จานวน 17 คน (ร้อยละ 36.96) รองลงมาคือ ขาดเรียนบ่อย ทาให้
เรียนไม่ทัน เกิดความเบื่อหน่ายการเรียนการสอน จานวน 7 คน (ร้อยละ 15.22) ปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการ
เรยี น และสาเหตุอนื่ (ยา้ ยสถานศึกษา, ไมม่ าตดิ ตอ่ ใดๆทั้งส้ิน, ยังไม่พร้อมศึกษาต่อตอนนี้, ท่ีบ้านไม่มีสัญญาณ
โทรศัพทจ์ ึงไมส่ ามารถเรยี นออนไลนไ์ ด)้ จานวน 5 คน (ร้อยละ 10.87) มีความรู้พ้ืนฐานในรายวิชาท่ีเรียนน้อย
จานวน 3 คน (ร้อยละ 6.52) ไม่เข้าใจในเน้ือหารายวิชาและไม่ส่งงาน และ สภาพร่างกายไม่แข็งแรง ป่วย
จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 2.17) ตามลาดบั
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน นักศึกษาที่ตอบปัจจัยด้านตัวนักศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่สามารถบริหาร
จัดการเวลาได้ ระหวา่ งเวลาเรียนกบั เวลาทางานจานวน 4 คน (ร้อยละ 36.36) รองลงมาคือ ปัญหาด้านค่าใช้จ่ายใน
การเรยี น, และ สาเหตุอื่น (ยา้ ยท่อี ยู่ และช่วยงานผู้ปกครอง) จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) และไม่เข้าใจในเนื้อหา
รายวชิ าและไม่สง่ งานจานวน 1 คน (รอ้ ยละ 9.09) ตามลาดับ
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาท่ีตอบปัจจัยด้านตัวนักศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่สามารถบริหาร
จดั การเวลาได้ จานวน 2 คน (ร้อยละ 100)
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาที่ตอบปัจจัยด้านตัวนักศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่สามารถ
บริหารจัดการเวลาได้ ระหว่างเวลาเรียนกับเวลาทางาน จานวน 10 คน (ร้อยละ 37.04) รองลงมาคือ ปัญหาด้าน
ค่าใช้จ่ายในการเรียน จานวน 6 คน (ร้อยละ 22.22) สาเหตุอ่ืน (ไปศึกษาต่อท่ีอื่น, ย้ายท่ีอยู่ใหม่) จานวน
4 คน (ร้อยละ 14.81) ขาดเรียนบ่อย ทาให้เรียนไม่ทัน เกิดความเบ่ือหน่ายการเรียนการสอน จานวน 3 คน
(ร้อยละ 11.11) ไม่เข้าใจในเนื้อหารายวิชาและไม่ส่งงาน และมีทัศนคติท่ีไม่ดีต่ออาจารย์ผู้สอน จานวน 1 คน
(ร้อยละ 3.70) ตามลาดับ
ตารางที่ 16 จาแนกตามปจั จัยด้านสภาพครอบครวั ท่ีเปน็ สาเหตุของการออกกลางคัน (ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้ )
จานวนผ้ตู อบแบบสอบถาม
หวั ข้อสอบถาม อนปุ ริญญา รวม
1) ขัดแย้งกบั คนในครอบครัว คธ. ปค. ปว. สธ. พท. รปศ. 6
5 - - (12.00)
2) พ่อ แม่ ผปู้ กครองปว่ ยขาด (71.43) 1-
คนดแู ล - 1 3 2
3) พอ่ แม่ ผปู้ กครองไม่ (25.00) (4.76) (21.43) (4.00)
สนับสนนุ ค่าใชจ้ ่ายใน -
การศึกษาเลา่ เรยี น - 1 -- 7 7
4) ตอ้ งหารายไดเ้ ลย้ี งดู - (50.00) (14.00)
ครอบครวั 1 (4.76)
5) การคมนาคม หรอื การ 2 (25.00) 4 14
เดนิ ทางไมส่ ะดวกกลางคัน (28.57) 13 - (28.57) (28.00)
2 (4.76) (75.00)
(50.00) 19
51 - (38.00)
(23.81) (25.00)
11
(52.38)
40
7) อ่นื ๆ (ระบ)ุ --2 2
(9.52) (4.00)
- ไม่มคี นเล้ียงลกู เน่อื งจาก - - 1
ภรรยารับราชการเปน็ ครู
- ชว่ งนตี้ ้องออกหนว่ ยโควดิ - - 1
รวม 7 4 21 4 - 14 50
(100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
จากตารางที่ 26 พบว่า มีผู้ตอบปัจจัยด้านสภาพครอบครัวเป็นสาเหตุของการออกกลางคัน จานวน 98 คน
สาเหตสุ ่วนใหญค่ อื การคมนาคม หรือการเดินทางไม่สะดวกกลางคัน จานวน 19 คน (ร้อยละ 38.00) ต้องหา
รายได้เลี้ยงดูครอบครัว จานวน 14 คน (ร้อยละ 28.00) พ่อ แม่ ผู้ปกครองไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา
เล่าเรียน จานวน 7 คน (ร้อยละ 14.00) ขัดแย้งกับคนในครอบครัว จานวน 6 คน (ร้อยละ 12.00) พ่อ แม่
ผู้ปกครองป่วยขาดคนดูแล และสาเหตุอ่ืนๆ (ไม่มีคนเล้ียงลูก เนื่องจากภรรยารับราชการเป็นครู, ช่วงนี้ต้อง
ออกหน่วยโควดิ ) จานวน 2 คน (ร้อยละ 4.00) ตามลาดบั แยกตามสาขาวิชาไดด้ งั น้ี
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ พบว่า ปัจจัยด้านสภาพครอบครัวที่เป็นสาเหตุของการออก
กลางคันส่วนใหญ่ คือ ขัดแย้งกับคนในครอบครัว จานวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ การคมนาคม
หรอื การเดินทางไมส่ ะดวกกลางคัน จานวน 2 คน (ร้อยละ 28.57) ตามลาดับ
2) สาขาวิชาการปกครองท้องถ่ิน พบว่า ปัจจัยด้านสภาพครอบครัวท่ีเป็นสาเหตุของการออก
กลางคัน คือ การคมนาคมหรือการเดินทางไม่สะดวกกลางคัน จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) พ่อ แม่
ผปู้ กครองป่วยขาดคนดูแล และต้องหารายไดเ้ ลยี้ งดูครอบครัว จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 9.09) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศกึ ษาปฐมวัย พบว่า ปจั จัยดา้ นสภาพครอบครวั ทเ่ี ป็นสาเหตุของการออกกลางคัน
คือ การคมนาคมหรือการเดินทางไม่สะดวกกลางคัน จานวน 11 คน (ร้อยละ 30.56) ต้องหารายได้เล้ียงดู
ครอบครัว จานวน 5 คน (รอ้ ยละ 13.89) สาเหตุอื่น (ไม่มีคนเล้ียงลูก เน่ืองจากภรรยารับราชการเป็นครู, ช่วง
นี้ต้องออกหน่วยโควิด) จานวน 2 คน (ร้อยละ 5.56) และขัดแย้งกับคนในครอบครัว, พ่อ แม่ ผู้ปกครองป่วย
ขาดคนดูแล, พ่อ แม่ ผู้ปกครองไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน จานวน 1 คน (ร้อยละ 2.78)
ตามลาดับ
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน พบว่า ปัจจัยด้านสภาพครอบครัวท่ีเป็นสาเหตุของการออก
กลางคัน คือ พ่อ แม่ ผู้ปกครองไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน จานวน 3 คน (ร้อยละ 25.00)
และต้องหารายได้เลยี้ งดูครอบครวั จานวน 1 คน (ร้อยละ 8.33) ตามลาดบั
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ไม่มีผตู้ อบประเดน็ น้ี
6) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ พบว่า ปัจจัยด้านสภาพครอบครัวที่เป็นสาเหตุของการออก
กลางคัน คือ ต้องหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว จานวน 7 คน (ร้อยละ 28.00) การคมนาคม หรือการเดินทางไม่
สะดวกกลางคัน จานวน 4 คน (ร้อยละ 16.00) และ พ่อ แม่ ผู้ปกครองไม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา
เล่าเรยี น จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 12.00) ตามลาดบั
ตอนท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะ จากนกั ศกึ ษาออกลางคัน -ไมม่ -ี
41
วตั ถปุ ระสงคข์ ้อท่ี 2 ข้อเสนอแนะแนวทางในการลดปญั หาการออกกลางคันจากการดาเนินงานครั้งนี้
จากการศึกษาสภาพปัญหาการออกกลางคัน และการสอบถามกลุ่มงานต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ
นักศึกษาเช่น กลุ่มงานจัดการศึกษา กลุ่มงานกิจการนักศึกษา กลุ่มงานทะเบียน พบว่า ปัญหาการออก
กลางคันสว่ นใหญ่ทางวิทยาลยั ชุมชนตากได้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาแล้ว เช่น ทุนการศึกษาสาหรับนักศึกษา
ท่ีคาดแคลนทนุ ทรัพย์ ทั้งทุนใหเ้ ปลา่ และทนุ กูย้ มื การคดั สรรค์ครูที่มีคุณวุฒิตรงตามรายวิชาท่ีสอนและพัฒนา
อาจารย์ผู้สอนเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาให้มีความหลากหลาย จัดให้มีอาจารย์ท่ีปรึกษาประจา
ห้องเรียน การจัดให้มีผู้ประสานงานประจาหน่วยจัดการศึกษา เป็นต้น แต่นักศึกษาหลายคนอาจยังไม่เข้าถึง
การให้บริการดงั กลา่ ว จากการสอบถามพูดคุยกับนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน ได้ข้อเสนอแนะแนวทางในการ
ลดปัญหาการออกกลางคันของนกั ศกึ ษาดังนี้
1) กลุ่มผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ท่ีมีงานทา ดังน้ัน ครูผู้สอนควรลดกฎเกณฑ์เรื่องเวลาในการเข้า
หอ้ งเรยี นใหน้ อ้ ยลง อาจเปน็ การตง้ั กฎเกณฑภ์ ายในหอ้ งเรยี นโดยแยกกลุม่ ผู้เรยี นท่ีมเี วลาเขา้ ห้องเรียน กับกลุ่ม
ผูเ้ รียนที่ไมส่ ามารถมาน่ังเรยี นได้อยา่ งชัดเจน เพ่ือช่วยเหลือนกั ศกึ ษา
2) อาจารย์ท่ีปรึกษาส่วนใหญ่เป็นอาจารย์จากภายนอกซึ่งมีภาระกิจงานประจาจานวนมากอาจ
ดูแลนักศึกษาไม่ท่ัวถึง ควรเพ่ิมช่องทางการให้คาปรึกษาที่หลากหลาย เช่น การจัดห้องคาปรึกษาออนไลน์
ใหแ้ กน่ กั ศกึ ษา เพ่อื รบั คาปรกึ ษาโดยตรงกับกล่มุ งานต่าง ๆ ทีเ่ กยี่ วข้อง
3) ควรนาผลการศกึ ษาปัญหาการออกกลางคันแจ้งให้อาจารย์ประจาหลักสูตร และครูผู้สอนได้รับ
ทราบเพอ่ื หาแนวทางการลดปญั หาการออกกลางคันรว่ มกัน
4) ควรหารูปแบบการจัดเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง โดย
อาจแยกกล่มุ ผ้เู รยี นท่ีอยากเรยี น online กับ onsite ออกจากกนั
5) วิทยาลัยควรให้ความสาคัญและจัดทาแผน แก้ปัญหาการออกกลางคันระยะยาวโดยความ
ร่วมมือ ของผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์ประจาหลักสูตร และครูผู้สอน โดยนาผลการศึกษาไปร่วมหาแนว
ทางการแกป้ ญั หาร่วมกนั
6) ควรให้หลกั สตู รมรี ะบบในการจดั การใหค้ วามช่วยเหลือนักศกึ ษา
บทท่ี 5
สรปุ อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การศกึ ษาครัง้ น้ีมีวัตถุประสงค์เพอ่ื ติดตามขอ้ มลู สภาพปัญหาการออกกลางคนั ของนกั ศึกษาหลักสูตร
อนุปรญิ ญา วิทยาลัยชมุ ชนตาก ปกี ารศึกษา 2564 และเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการออกกลางคันของ
นักศึกษา ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ งทีใ่ ช้ในการศึกษาคน้ ควา้ ครง้ั นี้ได้แก่นกั ศึกษาออกกลางคันปีการศึกษา
2564 จานวน 100 คน เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู ครงั้ น้ีคือแบบสอบถามแบบปลายปิด
สรุปผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
การศึกษาปัญหาการออกกลางคนั ของนักศึกษาหลักสตู รอนุปรญิ ญา วิทยาลยั ชุมชนตาก สรุปผลได้ดังนี้
1. ขอ้ มลู ท่ัวไป พบวา่ นักศกึ ษาออกกลางคันสว่ นใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 67 คน (รอ้ ยละ 72.83)
รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 25 คน (ร้อยละ 27.17) แยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้
1) สาขาคอมพวิ เตอร์ธรุ กิจ นักศกึ ษาออกกลางคันสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญิง จานวน 7 คน (รอ้ ยละ 100.00)
2) สาขาการปกครองท้องถนิ่ นักศกึ ษาออกกลางคันสว่ นใหญ่เป็นเพศหญงิ จานวน 9 คน (รอ้ ยละ
81.82) รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) ตามลาดบั
3) สาขาวชิ าการศึกษาปฐมวยั นกั ศึกษาออกกลางคันสว่ นใหญ่เปน็ เพศหญิง จานวน 31 คน (ร้อยละ
86.11) รองลงมาคือ เพศชาย จานวน 5 คน (ร้อยละ 13.89) ตามลาดับ
4) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 8 คน (ร้อยละ
72.73) รองลงมาคอื เพศชาย จานวน 3 คน (รอ้ ยละ 27.27)
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จานวน 6 คน (ร้อยละ
85.71) รองลงมาคือ เพศหญงิ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 14.29)
6) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จานวน 11 คน (ร้อยละ
55.00) รองลงมาคอื เพศชาย จานวน 9 คน (รอ้ ยละ 45.00)
2. ขอ้ มูลจาแนกตามชว่ งอายุ พบว่า นกั ศึกษาออกกลางคนั ส่วนใหญอ่ ยใู่ นช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน
68 คน (ร้อยละ 73.91) รองลงมาคือ ช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 15 คน (ร้อยละ 16.30) ชว่ งอายุ 16-20 ปี
จานวน 6 คน (ร้อยละ 6.52) ช่วงอายุ 40-49 ปี จานวน 3 คน (ร้อยละ 3.26)ตามลาดับ แยกตามสาขาวิชาได้
ดงั นี้
1) สาขาวชิ าคอมพิวเตอรธ์ รุ กิจ นักศึกษาออกกลางคันสว่ นใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(ร้อยละ 100.00)
2) สาขาวชิ าการปกครองท้องถน่ิ นกั ศึกษาออกกลางคนั ส่วนใหญอ่ ยูใ่ นชว่ งอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(ร้อยละ 63.64) รองลงมาคือชว่ งอายุ 30-39 ปี จานวน 3 คน (ร้อยละ 16.67) ช่วงอายุ 40-49 ปี จานวน 1 คน
(ร้อยละ 9.09) ตามลาดับ
43
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 25 คน
(ร้อยละ 69.44) รองลงมาคือช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 8 คน (ร้อยละ 22.22) ช่วงอายุ 40-49 ปี จานวน 2 คน
(รอ้ ยละ 5.56) ช่วงอายุ 16-20 ปี จานวน 1 คน (ร้อยละ 2.78) ตามลาดับ
4) สาขาวชิ าสาธารณสุขชุมชน นกั ศึกษาออกกลางคันสว่ นใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(รอ้ ยละ 63.64) รองลงมาคือชว่ งอายุ 16-20 ปี และช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 2 คน (รอ้ ยละ 18.18)
5) สาขาวิชาการแพทยแ์ ผนไทย นักศึกษาออกกลางคนั สว่ นใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-29 ปี จานวน 7 คน
(รอ้ ยละ 100.00)
6) รฐั ประศาสนศาสตร์ นักศกึ ษาออกกลางคันส่วนใหญอ่ ยู่ในชว่ งอายุ 21-29 ปี จานวน 15 คน (รอ้ ยละ
75.00) รองลงมาคือช่วงอายุ 16-20 ปี จานวน 3 คน (ร้อยละ 15.00) ช่วงอายุ 30-39 ปี จานวน 2 คน (ร้อยละ
10.00) ตามลาดับ
3. ข้อมูลจาแนกตามสภาพ พบว่า นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จานวน 72 คน
(ร้อยละ 78.26) รองลงมาคือ สมรส จานวน 16 คน (ร้อยละ 17.39) และหย่าร้าง/แยกกันอยู่ จานวน 4 คน
(รอ้ ยละ 4.35) แยกรายละเอยี ดตามสาขาวิชาได้ดังนี้
1) สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ นักศึกษาออกกลางคันส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จานวน 7 คน
(รอ้ ยละ 100.00)
2) สาขาวชิ าการปกครองท้องถิ่น นักศึกษาออกกลางคนั มสี านภาพโสด จานวน 7 คน (ร้อยละ 63.64)
รองลงมาคือ สมรส และหย่าร้าง/ แยกกนั อยู่ จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) ตามลาดับ
3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นักศึกษาออกกลางคัน มีสถานภาพโสด จานวน 25 คน (ร้อยละ
69.44) รองลงมาคอื สมรส จานวน 10 คน (รอ้ ยละ 27.78) ตามลาดบั
4) สาขาวิชาสาธารณสุข นักศึกษาออกกลางคัน มีสถานภาพโสด จานวน 8 คน (ร้อยละ 72.73)
รองลงมาคือ สมรส จานวน 2 คน (ร้อยละ 18.18) หย่าร้าง/แยกกันอยู่ จานวน 1 คน (ร้อยละ 9.09)
ตามลาดับ
5) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นักศึกษาออกกลางคันมีสถานภาพโสด จานวน 7 คน (ร้อยละ
100)
6) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ นักศึกษาออกกลางคัน มีสถานภาพโสด จานวน 18 คน (ร้อยละ
90.00) รองลงมาคือ สมรส จานวน 2 คน (รอ้ ยละ 10.00) ตามลาดบั
4. ข้อมลู จาแนกตามอาชีพปัจจุบัน พบว่า นักศึกษาออกกลางคัน จานวน 92 คน ส่วนใหญ่ประกอบ
อาชีพรับจ้างท่ัวไป จานวน 39 คน (ร้อยละ 42.39) รองลงมาคือ ว่างงาน จานวน 28 คน (ร้อยละ 30.43)
พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ จานวน 9 คน (ร้อยละ 9.78) เกษตรกร จานวน 6 คน (ร้อยละ 6.52) พนักงาน/
ลูกจ้างเอกชน จานวน 5 คน (ร้อยละ 5.43) ธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย จานวน 3 คน (ร้อยละ 3.62) รับราชการ
และอ่ืนๆ จานวน 1 คน (รอ้ ยละ 1.09) ตามลาดบั แยกตามสาขาวชิ าได้ดงั นี้