ผู้จัดท าโดย นางเปรมจิต มอร์ซิง นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร นางสาวบุษกร อยู่พ่วง งานวิจัย ความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 สถาบันวิทยาลัยชุชน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจ าปีงบประมาณ 2566
ก กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง “การติดตามความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา” ในครั้งนี้ ได้ส าเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยดี เพราะได้รับการอนุเคราะห์จาก หน่วยงาน ชุมชน ที่ผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ ได้กรุณาให้ความร่วมมือ ตอบแบบสอบถาม ส่งกลับมายังวิทยาลัย ผู้วิจัยจึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณให้ความอนุเคราะห์และการสนับสนุนจาก ส านัก และศูนย์ ต่าง ๆ ของวิทยาลัยชุมชนตาก ที่ให้ความอนุเคราะห์ เช่น ส านักวิชาการที่ให้ความอนุเคราะห์ส่งแบบสอบถามไปยังผู้ส าเร็จการศึกษา 2564 ส านักอ านวยการที่ช่วยจัดท าและจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ หน่วยจัดการศึกษาที่ให้ความร่วมมือในการ ติดตามจัดเก็บแบบสอบถาม เพื่อน าข้อมูลมาประกอบการด าเนินงานวิจัย สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณ ผู้อ านวยการวิทยาลัยชุมชนตาก คณะผู้บริหารวิทยาลัยชุมชนตาก ที่ได้ให้การสนับสนุนที่ได้อนุมัติงบประมาณในปี 2566 ในการด าเนินงานวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้จัดท า มิถุนายน 2566
ข บทสรุปผู้บริหาร ชื่อเรื่อง : การติดตามความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา : ปีการศึกษา 2564 ผู้ศึกษา : ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิจัย และนวัตกรรม ปีที่ท าการศึกษา : ปี พ.ศ. 2564 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจและข้อเสนอแนะต่างๆ จากผู้ใช้ ผู้ส าเร็จการศึกษา ในปีการศึกษา 2564 และเพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา ในการท าประโยชน์ให้ชุมชน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้แก่ สมาชิกใน ครอบครัวและเครือญาติ หัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา สถานประกอบการ ชาวบ้านในชุมชน องค์กรในชุมชน องค์กรอิสระ หรือมูลนิธิโดยศึกษาจากประชากรที่ส่งแบบสอบถามกลับมายังวิทยาลัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลครั้งนี้คือแบบสอบถามแบบปลายปิดและปลายเปิด มาตราส่วนการประมาณค่าน ามาประมวลข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปใช้ค่าสถิติคือ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าเฉลี่ย ในการติดตามความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา ผู้วิจัยใช้แบบสอบถามในการเก็บ ข้อมูลจ านวน 2 ชุด ได้แก่ แบบส ารวจความพึงพอใจของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีต่อผู้ส าเร็จ การศึกษาใหม่ (เครื่องมือ D4) และแบบประเมินที่ชุมชนประเมินผู้ส าเร็จการศึกษาและผู้ผ่านการฝึกอบรมของ วิทยาลัยชุมชนท าประโยชน์ให้ชุมชน (เครื่องมือ D2) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจของนายจ้างที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความ พึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามี ระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.48) รองลงมาคือ ด้านความรู้ ความสามารถทางวิชาการ, ด้านทักษะทางปัญญา, ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.30), ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.26) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามรายสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการ ปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและ
ค ความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.38) รองลงมาคือ ด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.37), ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.30) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.28), ด้าน ความรู้ความสามารถทางวิชาการ (ค่าเฉลี่ย 4.20) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อ คุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.50) รองลงมาคือ ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ และด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.30), ด้าน ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.26), ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี(ค่าเฉลี่ย 4.25) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อ คุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.29) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.62) รองลงมาด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.34), ด้านความรู้ ความสามารถทางวิชาการ, ด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.29), ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การ สื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.27) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อ คุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.27) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.45) รองลงมาคือ ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ (ค่าเฉลี่ย 4.36), ด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.27), ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.18), ด้านทักษะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.14) ตามล าดับ 2)ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนตาก จ าแนกตามสาขาวิชา สรุปได้ดังนี้ 2.1) ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่อยากให้ทางวิทยาลัยส่งเสริมและพัฒนา เพื่อเพิ่มทักษะให้กับผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน สาขาวิชาสาธารณสุข (1) ควรเพิ่มทักษะด้านกฎหมายสาธารณสุขมากขึ้น (2) การฝึกงานเพิ่มเติม สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (1) มีการเพิ่มเติม ความรู้ ทักษะ นักศึกษา ให้มากกว่านี้
ง (2) เพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสาร (3) ควรเพิ่มความรู้ให้เพิ่มมากขึ้น 2.2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ท่านต้องการใน การปฏิบัติงานในองค์กร สาขาวิชาสาธารณสุข (1) มีประสบการณ์ด้านงานสาธารณสุข สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (1) มีความความรู้ ทักษะตามสาขาวิชา เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยอื่นได้ (2) ความเข้าใจการการเก็บข้อมูลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน (3) ควรเพิ่มทักษะในการปฏิบัติจริงโดยการฝึกงาน สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น (1) ความมีน้ าใจ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้เกียรติผู้ร่วมงาน 2. ความคิดเห็นของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ด้าน การท าประโยชน์ให้ชุมชน พบว่า ส่วนใหญ่เห็นว่าผู้ส าเร็จการศึกษาเป็นผู้มีความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับใน งานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน, เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน, มีความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน (ร้อยละ 10.76) รองลงมาคือ มีความ กระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน, สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็น แบบอย่างในชุมชน, มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ, สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น (ร้อยละ 10.58) มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดีของชุมชน (ร้อยละ 10.41) ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานภายนอก (ร้อยละ 6.00) แยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ เห็นว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาเป็นผู้มี ความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับในงานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน, เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือ ผู้อื่นในชุมชน, มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน, มีความประพฤติ และปฏิบัติตน เป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน, มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดีของชุมชน, สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างในชุมชน, สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น (ร้อยละ 11.11) รองลงมาคือ มีส่วนร่วมใน กิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ(ร้อยละ 10.37) ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานภายนอกจ านวน 9 คน (ร้อยละ 6.67) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ เห็นว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาเป็นผู้มี ความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับในงานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน, เป็นอาสาสมัครเพื่อ ช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน, ความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน (ร้อยละ 10.39) รองลงมาคือ มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน, สร้างงาน สร้าง อาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างในชุมชน, มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ,
จ สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดีของชุมชน (ร้อยละ 9.68) ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานภายนอก (ร้อยละ 6.81) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ เห็นว่าผู้ส าเร็จการศึกษาเป็นผู้มี ความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับในงานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน, เป็นอาสาสมัครเพื่อ ช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน, มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน, มีความ ประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน, มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดีของ ชุมชน, สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างในชุมชน, มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชน อย่างสม่ าเสมอ, สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น (ร้อยละ 11.11) รองลงมาคือ ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานภายนอก (ร้อยละ 3.92) ตามล าดับ ข้อเสนอแนะจากผู้วิจัย จากการศึกษาความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก มีความโดดเด่นในด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ เรื่อง ความรับผิดชอบ เอาใจใส่ต่อ งานในหน้าที่, ความสามารถในการปรับตัว การท างานเป็นทีมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น, ความมีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อเพื่อนร่วมงานและผู้อื่น และการพัฒนาตนเองและพัฒนางาน มีส่วนร่วมในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน แต่ ทักษะด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ และด้านทักษะทางปัญญา ยังมีค่าเฉลี่ยที่น้อย ซึ่งเป็นทักษะที่ส าคัญ ดังนั้น ควรพัฒนานักศึกษาในด้านทักษะด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ ในเรื่อง องค์ความรู้ในสาขาวิชาที่ เรียน เข้าใจขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงานความรู้ความสามารถทักษะในวิชาชีพเฉพาะสาขา ความสามารถในการน า ความรู้ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพความรอบรู้ การเพิ่มพูนหรือต่อยอดองค์ความรู้ และความ เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตามหลักวิชาชีพ ในด้านทักษะทางปัญญา ควรพัฒนานักศึกษาใน เรื่องความสามารถในการวางแผน การท างานอย่างเป็นระบบความสามารถในการวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และการ ตัดสินใจความเชื่อมั่นในตนเอง และทักษะความเป็นผู้น ามีความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถ ในการปรับปรุง แก้ปัญหา พัฒนาวิธีปฏิบัติงานประจ ามาได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น
ฉ สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ฉ สารบัญตาราง ฎ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญ 1 วัตถุประสงค์ 2 ขอบเขตของการวิจัย 2 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 4 คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา 7 กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต 11 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 13 3 วิธีด าเนินการศึกษา 16 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 16 วิธีการด าเนินงานและขั้นตอน 16 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 16 การเก็บรวบรวมข้อมูล 17 การวิเคราะห์ข้อมูล 17 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ 17 4 ผลการวิจัย 18 วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา 18 วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา 31
ช สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 5 สรุป อภิปลายผล และข้อเสนอแนะ 37 5.1 สรุปผลการศึกษาระดับความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา 37 5.2 สรุปผลความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา 44 ข้อเสนอแนะ 47 บรรณานุกรม 48 ภาคผนวก 49
ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 จ านวนและร้อยละของสถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษา 18 2 จ าแนกตามความเกี่ยวข้องกับผู้ส าเร็จการศึกษาใหม่ในสายบังคับบัญชา 19 3 จ าแนกตามประเภทของนายจ้างหรือสถานประกอบการ 20 4 จ าแนกตามระยะเวลาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาได้ปฎิบัติงาน 21 5 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในการปฏิบัติงานด้านคุณธรรม/จริยธรรม 22 6 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในการปฏิบัติงานด้านความรู้ความสามารถวิชาการและวิชาชีพ 23 7 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในการปฏิบัติงานด้านทักษะทางปัญญา 25 8 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในการปฏิบัติงานด้านทักษะความสัมพันธ์บุคคล/ความรับผิดชอบ 26 9 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในการปฏิบัติงานด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข 28 10 ภาพรวมระดับความพึงพอใจคุณลักษณะของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ 29 11 จ านวนและร้อยละของชุมชนที่มีผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ 32 12 จ านวนและร้อยละของความเกี่ยวข้องของผู้ตอบแบบสอบถามกับผู้ส าเร็จการศึกษา 32 13 จ านวนและร้อยละของผู้ประเมินเคยเข้าร่วมกิจกรรมของวิทยาลัยชุมชน 33 14 จ าแนกตามการท าประโยชน์ให้ชุมชนของผู้ส าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนตาก 34
บทที่ 1 บทน า 1. ความเป็นมาและความส าคัญ การศึกษามีความส าคัญต่อการด าเนินชีวิตของมนุษย์ และกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายได้ กลายเป็นเครื่องมือส าคัญต่อการด ารงชีพ รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิตยังสร้างความได้เปรียบในการประกอบ อาชีพที่ต้องแข่งขันกันในทุกๆด้าน นอกจากนี้การศึกษายัง เป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมใน การด ารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข ในสภาพสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงวิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจ าเป็นจะต้องพัฒนาคนและคุณภาพของคน เพราะคนเป็นเหตุและผลที่ส าคัญ ที่สุดในการพัฒนา ประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นับว่ามีบทบาทโดยตรงต่อการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ให้แก่ ประเทศชาติ เป็นแหล่งผลิตก าลังคนระดับสูงในสาขาวิชาการและวิชาชีพ ต่าง ๆ ให้ สอดคล้องกับความต้องการและแผนพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการประยุกต์ทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ ทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยชุมชนตาก เป็นสถาบันอุดมศึกษาจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ต่ ากว่าปริญญา สังกัด สถาบันวิทยาลัยชุมชน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ การศึกษา วิจัย ให้บริการ ทางวิชาการ ทะนุบ ารุงศิลปะและวัฒนธรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อ สร้างความเข้มแข็ง ของท้องถิ่นและชุมชน การพัฒนาที่ยั่งยืน เสริมสร้างศักยภาพบุคคล ตอบสนองและ สอดคล้องต่อความต้องการ และการประกอบอาชีพของท้องถิ่นและชุมชน โดยการผลิตผู้ส าเร็จการศึกษาสู่ ตลาดแรงงาน ผู้ส าเร็จการศึกษาจึงเป็นผลผลิตของกระบวนการเรียนการสอน คุณภาพของผู้ส าเร็จการศึกษา จึงเป็นเครื่องสะท้อนถึง กระบวนการผลิตและคุณภาพของวิทยาลัย โดยท าอย่างไรให้ ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ ส าเร็จการศึกษามีงานท าตอบสนองและสอดคล้องต่อความต้องการ การประกอบอาชีพของท้องถิ่น ชุมชน และตลาดแรงงานหรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น สามารถแข่งขันกับ ผู้ส าเร็จการศึกษาที่จบจาก สถาบันการศึกษาอื่น ๆ ได้ ซึ่งปัจจุบัน มีการแข่งขันทั้งปริมาณและคุณภาพ ภาระกิจที่ส าคัญในการพัฒนาการ จัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก คือ การติดตามผู้ส าเร็จการศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยชุมชนตาก ซึ่งในปี การศึกษา 2564 วิทยาลัยชุมชนตากมีผู้ส าเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา จ านวน 160 คน ที่ออกไปสู่สังคม ภายนอกจะเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของการจัดศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ด าเนินการติดตามผู้ส าเร็จการศึกษาและผู้ผ่านการฝึกอบรม ผลการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ ตลอดจนส ารวจ ความพึงพอใจของนายจ้าง ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ชุมชน ที่ผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นสิ่ง
2 สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการผลิตผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตากว่ามีคุณภาพตรงกับอัตลักษณ์ของ ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชนตากที่ก าหนดไว้รวมทั้งกรอบคุณลักษณะผู้ส าเร็จการศึกษาที่พึงประสงค์และ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา หรือไม่และอยู่ในระดับใด การพัฒนาระบบติดตามนักศึกษา และ ผู้ส าเร็จการศึกษา หลักสูตรวิทยาลัยชุมชนตาก นับว่าเป็นสิ่งที่ส าคัญที่จะท าให้การติดตามนักศึกษา และ ผู้ส าเร็จการศึกษา หลักสูตรวิทยาลัยชุมชนตากเป็นไปอย่างมีคุณภาพและรวดเร็ว สามารถน าผลที่ได้จากการ วิจัยนี้ไปพัฒนาคุณภาพการการจัดการศึกษา และผลิตผู้ส าเร็จการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน และแก้ไขข้อบกพร่องในการจัดการศึกษา และขอผู้ส าเร็จการศึกษาในรุ่นต่อๆไปที่ก าลังจะส าเร็จ การศึกษา และไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งอยู่ในชุมชนได้เป็นอย่างดี ดังค ากล่าวข้างต้น วิทยาลัยชุมชนตากจึงได้ท างานวิจัย เรื่อง “ความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2564” เพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจและข้อเสนอแนะต่างๆ จากผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา และน าผล การศึกษาวิจัยที่ได้ไปใช้เป็นข้อมูลสะท้อนกลับถึง คุณภาพของผู้ส าเร็จการศึกษาว่ามีความรู้ความสามารถตรง ตามความต้องการของตลาดแรงงานมากน้อยเพียงใด รวมถึง การปรับปรุงเพื่อวางแผนในการสร้างผู้ส าเร็จ การศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นและการพัฒนาประเทศ รวมถึงให้มีมาตรฐาน และการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นที่ยอมรับของสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ผู้ส าเร็จ การศึกษาต่อไป 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ด้านการท าประโยชน์ให้กับชุมชน 3. ขอบเขตของการวิจัย 1.1 ขอบเขตประชากร 1) นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2564 2) ชุมชนที่ผู้ส าเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2564 จ านน 160 คน อาศัยอยู่ 1.2 ขอบเขตของเนื้อหา 1) ความพึงพอใจของผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ตามกรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติประกอบด้วย 1.1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 1.2) ด้านความรู้
3 1.3) ด้านทักษะทางปัญญา 1.4) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ 1.5) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2) ความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2563 ด้านการท าประโยชน์ให้กับชุมชน 1.3 นิยามศัพท์เฉพาะ 1) ผู้ส าเร็จการศึกษา หมายถึง นักศึกษาที่ส าเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา ของวิทยาลัยชุมชนตาก 2) ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา หมายถึง นายจ้าง ผู้ประกอบการ ผู้บังคับบัญชา รวมถึงหัวหน้างานที่ ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชนตากได้เข้าปฏิบัติงาน โดยผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาจะต้องเป็นผู้พิจารณาโดยผู้ใช้ ผู้ส าเร็จการศึกษาจะต้องเป็นผู้ประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์หลักที่เกี่ยวข้องกับการท างาน 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านคุณธรรม จริยธรรม 2) ด้านความรู้ 3) ด้านทักษะทางปัญญา 4) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความ รับผิดชอบ และ5) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3) ชุมชน หมายถึง ผู้น าชุมชน หรือ คนในครอบครัวหรือเครือญาติ หรือ สถานประกอบการ หรือ คนในชุมชน 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1) ทราบถึงระดับความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 2) ทราบถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อวิทยาลัยชุมชนตาก เพื่อวางแนวทางในการด าเนินการวางแผนให้ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้ผู้ส าเร็จ การศึกษา 3) ทราบถึงความพึงพอใจชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ด้านการท าประโยชน์ให้กับชุมชน 4) น าผลการศึกษาวิจัยไปเป็นข้อมูลในการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาคุณภาพของผู้ส าเร็จการศึกษาต่อไป
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนเป็น ผู้ออกแบบจ านวน 2 ชุด ได้แก่ แบบส ารวจความพึงพอใจของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีต่อผู้ส าเร็จ การศึกษาใหม่ (เครื่องมือ D4) และแบบประเมินผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนท าประโยชน์ให้ชุมชน (เครื่องมือ D2) เป็นการศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณลักษณะของผู้ส าเร็จการศึกษา ของวิทยาลัยชุมชนตากตามกรอกมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษา และการท าประโยชน์ให้ชุมชน ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอผลการศึกษาตามล าดับดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2. คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา 3. กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต 4. เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 1.1 ความหมายของความพึงพอใจ การศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจ (Satisfaction) ได้มีการศึกษามาตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้ง ที่ 1 โดยเกิดขึ้นในอังกฤษ ยุโรป รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรื่องที่ส าคัญที่นิยมศึกษา ได้แก่ การมุ่งตอบค าถาม ที่ว่า ท าอย่างไรจึงจะเอาชนะความจ าเจและความน่าเบื่อของงานและช่วงต้น ศตวรรษที่ 20 มีการเสนอแนะ เกี่ยวกับ การสร้างความพึงพอใจ โดยการจ่ายค่าจ้างการท างานเป็นรายชิ้น และมีช่วงเวลาในการพักจากการ ท างาน การท าให้งานมีความแตกต่างหลากหลายกันออกไป เน้นการสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เป็นต้น ซึ่งการศึกษา ความพึงพอใจก็ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น จนถึงปัจจุบันจากการส ารวจถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “ความพึงพอใจ” ของสจ๊วต ออสแคมป์ (อ้างถึงใน ธัญญารัตน์ บุญต่อ. 2552 : 41) พบว่า ความพึงพอใจมี ความหมายอยู่ 3 นัย คือ 1) ความพึงพอใจ หมายถึง สภาวการณ์ที่ผลปฏิบัติจริงได้เป็นไปตามที่บุคคลได้คาดหวังไว้ 2) ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับของความส าเร็จที่เป็นไปตามความต้องการ 3) ความพึงพอใจ หมายถึง การท างานได้เป็นไปตาม หรือตอบสนองต่อคุณค่าของบุคคล ความพึงพอใจ (Satisfaction) เกิดจากการรับรู้ประโยชน์ภายหลังการใช้งาน และเป็นปัจจัยที่ ส าคัญที่สุดในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า (Pham & Ahammad, (2017) และ Oliver,(1997) อ้าง ถึงใน ค าพิลา พุฒหอม (2564)) ความพึงพอใจเป็นพฤติกรรมภายใน เกิดจากการเปรียบเทียบความรู้สึกต่อ สินค้า หรื อบริการ ภายหลังที่ได้ใช้สินค้า หรือได้รับการบริการแล้ว นอกจากนั้น ความพึงพอใจยังส่งผลต่อ ความภักดี และความเชื่อมั่น ในสินค้าและบริการนั้น (Lin,(2013) อ้างถึงใน ยุทธการ พันเทศ (2564)) ในส่วน ของความพึงพอใจของลูกค้า เกิดจากการเปรียบเทียบความรู้สึกภายหลังการใช้งาน (Heskett, Jones, Loveman and Schlesingger, 1994) และ (Schneider and Bowen, 1995อ้างถึงใน ค าพิลา พุฒหอม
5 (2564)) ซึ่งความรู้สึกดี และความรู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องแล้ว (จะมีอิทธิพลต่อการตอบสนองอารมณ์ของ ผู้บริโภคในเชิงบวก (Lynch er.al,2001; Wolfinbarger & Gilly, 2001 อ้างถึงใน ค าพิลา พุฒหอม (2564)) 1.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ Maslow (1954 : 80-84) ได้เสนอทฤษฎี ล าดับขั้นความต้องการ (Theory of Need Gratification) เป็นทฤษฎีล าดับขั้นของความต้องการของ มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) ซึ่งกล่าวไว้ว่ามนุษย์ทุกคนล้วน แล้วแต่มีความต้องการที่จะสนองความต้องการให้กับตนเองทั้งสน และความต้องการของมนุษย์นี้มากมาย หลายอย่างด้วยกัน โดยที่มนุษย์จะต้องมีความต้องการในขั้นสูงๆ ถ้าความต้องการในขั้นได้รับการตอบสนอง อย่างพึง พอใจเสียก่อน ทฤษฎีตามล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ ในการศึกษาถึงความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต นายจ้าง/ จ าเป็นต้องอาศัยทฤษฎีการสร้างความพึงพอใจมาอธิบาย แม้ว่าทฤษฎีการสร้างความพึงพอใจมีหลายทฤษฎี แต่ ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง คือ ทฤษฎีตามล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) โดยมาสโลว์เชื่อว่ามนุษย์เป็น “สัตว์ที่มีความต้องการ” (Wanting Animal) และเป็นการยากที่ มนุษย์จะ ก้าวไปถึงล าดับขั้นของความต้องการอย่างสมบูรณ์ ในทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์นี้ เมื่อ บุคคล ปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจ และได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึง พอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ คือ เป็นผู้ที่มีความต้องการจะได้รับสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ซึ่งมาส โลว์ได้เรียงล าดับ ความต้องการของมนุษย์จากขั้นต้น ไปสู่ความต้องการขั้นต่อไปไว้เป็นล าดับ (Maslow. 1970 : 46) ดังนี้ 1) ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่มีอ านาจ มากที่สุดและสังเกตเห็นได้ชัดที่สุดจากความต้องการทั้งหมดเป็นความต้องการที่ช่วยในการด ารงชีวิต ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ าดื่ม ออกซิเจน การพักผ่อนนอนหลับ ความต้องการทางเพศ ความต้องการความอบอุ่น ตลอดจนความต้องการที่จะถูกกระตุ้นอวัยวะรับสัมผัส 2) ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) เกิดขึ้นเมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับ ความพึงพอใจแล้ว ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายในทารกและในเด็กเล็กๆ เนื่องจากทารกและเด็กเล็กๆ ที่ต้องการความ ช่วยเหลือและต้องพึ่งพาอาศัยจากผู้อื่น 3) ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and Love Needs) เป็นความ ต้องการขั้นที่ 3 ที่บุคคลต้องการได้รับความรักและความเป็นเจ้าของโดยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวหรือกับผู้อื่น ดังนั้นบุคคลจะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครยอมรับ ถูกตัดขาดจากสังคม หรือการไม่มีเพื่อน เมื่อบุคคลได้รับความรักและการให้ความรักแก่ผู้อื่นอย่างมีเหตุผลจน ท าให้ เกิดความพึงพอใจ 4) ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (Esteem Needs) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ ลักษณะแรกเป็นความต้องการนับถือตนเอง (Self-Respect) คือ ความต้องการมีอ านาจ มีความเชื่อมั่นใน ตนเอง มีความแข็งแรง มีความสามารถในตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นและมีความเป็นอิสระ ทุก คนต้องการที่จะรู้สึกว่าเขามีคุณค่าและมีความสามารถที่จะประสบความส าเร็จในงานภารกิจต่าง ๆ และ
6 ลักษณะที่สองเป็นความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (Esteem from Others) คือ ความต้องการมี เกียรติยศ การได้รับยกย่อง การยอมรับ และความต้องการที่จะได้รับความยกย่องชมเชยในสิ่งที่เขากระท าซึ่ง ท าให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าว่าความสามารถของเขาได้รับการยอมรับจากผู้อื่น 5) ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการอย่าง หนึ่งของบุคคลที่จะบรรลุถึงจุดสูงสุดของศักยภาพ โดยบุคคลที่ประสบผลส าเร็จในขั้นสูงสุดนี้จะใช้พลังอย่าง เต็มที่ในสิ่งที่ท้าทายความสามารถและศักยภาพของเขา อีกทั้งมีความปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองท าให้มีพลัง และแรงขับของตนเองที่จะกระท าพฤติกรรมตรงกับความสามารถของตน ทฤษฎีตามล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ สามารถใช้อธิบายความพึงพอใจของบุคคล ซึ่งมีความ ต้องการเป็นล าดับขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ หากผู้จ้างงาน/ผู้บังคับบัญชามีความพึงพอใจต่อบัณฑิตในล าดับขั้นสูงขึ้น การพัฒนาศักยภาพของตนเองก็ย่อมสูงขึ้น จึงส่งผลให้องค์กรมีการพัฒนาและประสบความส าเร็จได้มากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ประกอบด้วยบุคลากรจ านวนมากที่ส าเร็จการศึกษาจากต่างมหาวิทยาลัย และต่างสถาบัน ซึ่งบุคลากรดังกล่าวต่างก็เป็นก าลังส าคัญต่อผลการด าเนินงานเป็นอย่างมาก และการ ด าเนินงานจะเป็นไปได้ด้วยดีนั้น ผู้จ้างงาน/ผู้บังคับบัญชา จะต้องมีความพึงพอใจในการท างานของบุคลากรใน หน่วยงานดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความพึงพอใจมีความส าคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการด าเนินงานขององค์กร เพราะเป็น องค์ประกอบที่สร้างความส าเร็จให้องค์การประการหนึ่ง และเป็นตัวสะท้อนที่ส าคัญประการหนึ่งของการผลิต บัณฑิตในแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อส่งผลถึงการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป 1.3 การวัดระดับความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจ ใช้วิธีการวัดได้ 3 แนวทาง คือ สังเกตุ สัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม (ณัฐฐา เสวกวิหารี,2560) วิธีการที่เป็นที่นิยมใช้ในการด าเนินการวิจัยทางวิชาการอยู่บ่อยครั้ง จึงเป็นการใช้ แบบสอบถาม ที่มีการเก็บข้อมูลชัดเจน และง่ายต่อการน าไปใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล มากกวาการสังเกตุและ การสัมภาษณ์ ความพึงพอใจมีการศึกษาในหลายบริบท ปัจจุบันการศึกษาความพึงพอใจในการใช้บริการ ออนไลน์ ได้รับความสนใจอยู่บ่อยครั้ง เช่น การศึกษาความพึงพอใจ ในการซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ผ่านการไลฟ์ (ยุทธการ พันเทศ (2564)) การศึกษาความพึงพอใจในการจองห้องพักออนไลน์ (มัลลิกา ธรรมณรงค์และ วิชิต อู่อ้น (2564)) การศึกษาความพึงพอใจในการฟังวิทยุออนไลน์ (จารุกิตต์ ขวัญมงคลพงศ์ จันทิมา ศิริ และ กิตติ อัปสรภาสกร (2564)) เป็นต้น สรุปความพึงพอใจคือ การท าให้ความรู้สึกของบุคคลที่ได้รับบริการในสิ่งที่ดีเป็นที่พอใจ ประทับใจ ตามที่ผู้รับบริการตั้งใจไว้หรือมากกว่าที่คิดไว้ การจะท าให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจได้ หน่วยให้บริการต้องวาง ระบบโครงสร้างที่ดี สอดคล้อง สัมพันธ์กันทุกฝ่าย เช่น ด้านเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ทันสมัย ด้านบุคลากรที่มี ความรู้ความสามารถ เข้าใจในหน้าที่และต้องมีใจรักในการให้บริการด้านสถานที่สะอาดพื้นที่เหมาะสมกับการ ให้บริการ มีความเชื่อมั่นและมั่นใจเมื่อมารับบริการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ ส่วนหนึ่งจากองค์ประกอบ อีกหลายๆ ด้าน ที่จะน าไปสู่จุดสูงสุดในเรื่องความพึงพอใจ
7 2. คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้ในหมวด 6 ว่าด้วยมาตรฐานและการประกัน คุณภาพการศึกษา มาตรา 47 จึงก าหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพและ มาตรฐานทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและระบบการประกันคุณภาพ ภายนอก ส าหรับการประเมินคุณภาพภายนอกนั้นได้ก าหนดให้มีส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) เป็นหน่วยงานที่ด าเนินการจัดท ากรอบแนวทางการประเมิน คุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก ระดับอุดมศึกษา ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ได้ ก าหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้ส าหรับประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกของสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย 7 มาตรฐาน 48 ตัวบ่งชี้ ซึ่งในมาตรฐานที่ 1 มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต ตัวบ่งชี้ที่ 1.4 คือ ระดับความพึงพอใจ ของนายจ้าง ผู้ประกอบการ และผู้ใช้บัณฑิต ซึ่งหมายถึง ความคิดเห็นของนายจ้าง ผู้ประกอบการ หรือผู้ใช้ บัณฑิต โดยประเมินบัณฑิตใหม่ ที่ท างานในสถานประกอบการนั้นๆ มาแล้วตั้งแต่ 1-3 ปี โดยพิจารณา คุณสมบัติที่เกี่ยวกับการท างาน ของบัณฑิต 3 ด้าน ได้แก่ (ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา : 2554) 1. มาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านของคุณวุฒิระดับปริญญาตรี ดังนี้ วิจารณ์ พานิช (2552 : Online) ระบุว่า มาตรฐานผลการเรียนรู้ของคุณวุฒิระดับปริญญาตรีมี 5 ด้าน ดังนี้ 1.1 ด้านคุณธรรม จริยธรรม สามารถจัดการปัญหาทางด้านจริยธรรมและวิชาชีพซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ดุลยพินิจทาง ค่านิยม ด้วยวิถีทางที่ค านึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้อย่างสอดคล้องกับค่านิยมพื้นฐานและจรรยาบรรณทาง วิชาชีพ แสดงออกถึงพฤติกรรมทางด้านคุณธรรม จริยธรรมในระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางค่านิยม และการจัดล าดับความส าคัญ แสดงออกถึงความซื่อสัตย์สุจริตอย่างสม่ าเสมอและบูรณาการได้อย่างสมดุล เหมาะสมระหว่างวัตถุประสงค์ส่วนบุคคลและวัตถุประสงค์ของกลุ่มเป็นตัวอย่างที่ดีต่อผู้อื่น ภาวะผู้น าใน การ ท างาน ในกลุ่มต่าง ๆ ในครอบครัว และชุมชน 1.2 ด้านความรู้ มีองค์ความรู้ในสาขาหรือสาขาวิชาอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ รู้หลักและทฤษฎีที่สัมพันธ์ กัน ตระหนักในองค์ความรู้และทฤษฎีในสาขาวิชาการอื่นที่เกี่ยวข้อง ส าหรับผู้ที่เรียนในหลักสูตรวิชาชีพมี ความคุ้นเคยกับพัฒนาการล่าสุดในระดับแนวหน้าของความรู้เฉพาะด้านในสาขาหรือสาขาวิชาที่ศึกษา รวมทั้ง ตระหนักถึงงานวิจัยในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาและการต่อยอดองค์ความรู้ในหลักสูตรที่เตรียม นักศึกษาเพื่อปฏิบัติงานวิชาชีพ นักศึกษาจะต้องตระหนักในธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบ เทคนิค ข้อบังคับ รวมถึงวิธีการปรับปรุงให้ทันตามกาลเวลาเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 1.3 ด้านทักษะทางปัญญา มีความสามารถในการทาวิจัย เข้าใจและสามารถประเมินข้อมูล ค้นหาแนวคิดและหลักฐาน ใหม่ๆ จากแหล่งข้อมูลที่กว้างขวาง และประยุกต์ข้อสรุปเพื่อแก้ไขปัญหาและข้อโต้แย้งที่แตกต่างกันได้โดยไม่
8 ต้องอาศัยค าแนะน าจากภายนอก สามารถศึกษาปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อนและเสนอแนวทางใหม่ในการแก้ไขได้ อย่างสร้างสรรค์ โดยค านึงถึงองค์ความรู้ทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องประสบการณ์ภาคปฏิบัติและผลกระทบที่ตามมา จากการตัดสินใจ สามารถประยุกต์ทักษะและความเข้าใจอันถ่องแท้เหล่านี้ในเนื้อหาสาระทางวิชาการและ วิชาชีพซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสาขาหรือสาขาวิชาที่เรียน ส าหรับหลักสูตรวิชาชีพ นักศึกษาสามารถใช้ กระบวนการปฏิบัติงานที่ท าอยู่เป็นประจ าได้อย่างเหมาะสม และแยกแยะสถานการณ์ที่ต้องการการแก้ไข ปัญหาด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมกับน าเอาความรู้ความเข้าใจในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติที่เกี่ยวข้องมา ประยุกต์ใช้เพื่อสนองตอบต่อสถานการณ์เช่นนั้น 1.4 ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ มีส่วนช่วยและเอื้อต่อการแก้ปัญหาในกลุ่มได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะในฐานะผู้น าหรือ สมาชิกของกลุ่ม สามารถแสดงออกซึ่งภาวะผู้น าในกลุ่มที่มีสถานการณ์ไม่ชัดเจน และต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ ในการด าเนินการ แสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มในการวิเคราะห์ปัญหาที่ต้องการความสนใจ และกล่าวถึงปัญหา ดังกล่าวได้อย่าง เหมาะสมบนพื้นฐานของตนเองและของกลุ่ม มีความรับผิดชอบในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง รวมทั้งวิชาชีพ ได้อย่างต่อเนื่อง 1.5 ด้านทักษะการวิเคราะห์ชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อศึกษาปัญหาและข้อโต้แย้งแล้วสามารถระบุเทคนิคทางสถิติหรือคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และประยุกต์ใช้ อย่างสร้างสรรค์ในการแปลความหมายและเสนอแนะแนวทางในการแก้ไข สามารถสื่อสารอย่าง มี ประสิทธิภาพทั้งการพูดและการเขียน รู้จักเลือกและใช้รูปแบบของการน าเสนอที่เหมาะสมส าหรับปัญหาและ กลุ่มผู้ฟังที่แตกต่างกัน ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคนิคการสื่อสารที่เหมาะสมเป็นประจ าในการเก็บ รวบรวมข้อมูล แปลความหมาย และสื่อสารข้อมูลข่าวสารและความคิด 2. คุณลักษณะของบัณฑิต ค าอธิบายคุณลักษณะของบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติที่ก าหนดโดย ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีดังนี้ (ส านักงานรับรอง มาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา : 2554) 2.1 ด้านคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง “การพัฒนานิสัยในการประพฤติอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม และ ด้วยความรับผิดชอบทั้งในส่วนตนและส่วนรวม ความสามารถในการปรับวิถีชีวิตในความขัดแย้ง ทางค่านิยม การพัฒนา นิสัยและการปฏิบัติตนตามศีลธรรม ทั้งในเรื่องส่วนตัวและสังคม” 1) คุณธรรม พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น (1) ความเมตตา กรุณา และช่วยเหลือผู้อื่น (2) การประกอบอาชีพด้วยความสุจริต (3) พูดความจริง ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น (4) พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยความยุติธรรม และถูกต้อง (5) อื่น ๆ 2) จริยธรรม พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น
9 (1) การควบคุมตนเอง (2) มีความซื่อสัตย์ และสุจริต ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น (3) มีความรับผิดชอบ (4) ความมีวินัย (5) พึ่งตนเอง (6) สารวมทั้งกาย วาจา และใจ (7) อื่น ๆ 3) จรรยาบรรณ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น (1) มีความรับผิดชอบ อดทน อดกลั้น (2) รู้จักประหยัดทั้งส่วนตนและส่วนรวม (3) มีความเสียสละ (4) ขยันในการท างาน (5) อื่น ๆ 2.2 ด้านความรู้ หมายถึง “ความสามารถในการเข้าใจ การนึกคิด และการน าเสนอข้อมูล การ วิเคราะห์และจ าแนกข้อเท็จจริงในหลักการ ทฤษฎี และกระบวนการต่างๆ และสามารถเรียนรู้ ด้วยตนเอง ได้” พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น 1) ระบุความรู้ด้านทฤษฎีต่างๆ หรือความรู้ที่เป็นพื้นฐานได้ 2) สามารถตีความ ขยายความ แปลความ ย่อความ จับใจความได้ 3) สามารถน าความรู้เชิงทฤษฎีไปประยุกต์ในสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ 4) อื่น ๆ 2.3 ด้านทักษะทางปัญญา หมายถึง “ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์และใช้ ความรู้ ความเข้าใจในแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และกระบวนการต่างๆ ในการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหา เมื่อ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน” พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น 1) มีความคล่องแคล่วในการคิดเป็นระบบคิดวิเคราะห์ สามารถเสนอแนะ และให้เหตุผล เพื่อ การตัดสินใจได้ 2) มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา และท างานท่ามกลางความกดดันได้ 3) สามารถแสวงหาความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาตนเองได้ 4) อื่น ๆ 2.4 ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ หมายถึง “ความสามารถในการ ท างานเป็นกลุ่ม การแสดงถึงภาวะผู้น าความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ความสามารถในการวางแผน และ รับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง” พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น 1) ปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ก าหนดจนงานเสร็จเรียบร้อยแม้ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม 2) ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และรับทั้งผิดและชอบจากผลการปฏิบัติของตน
10 3) มีทักษะในการทางานเป็นทีมเพื่อบรรลุเป้าหมายของงานหรือองค์กร 4) ปฏิบัติตนตามกฎหมาย สัญญา และข้อตกลง 5) รักษาสาธารณสมบัติ 6) อื่นๆ 2.5 ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง “ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงตัวเลข ความสามารถในการใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์ และสถิติ ความสามารถในการสื่อสารทั้งการพูด การเขียน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ” พฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น 1) มีความคล่องแคล่วในการใช้ตัวเลข และแปลผลวิเคราะห์ต่าง ๆ 2) มีความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศได้อย่าง คล่องแคล่ว ถูกต้อง และสร้างสรรค์ 3) มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการแสวงหาข้อมูล และการติดต่อสื่อสาร 4) อื่น ๆ 3. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตระดับปริญญาตรี ผู้ส าเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยทั่วไปจะมีความรู้ความสามารถอย่างน้อยต่อไปนี้ (ส านักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา : 2552) 1) ความรู้ที่ครอบคลุม สอดคล้อง และเป็นระบบในสาขา/สาขาวิชาที่ศึกษา ตลอดถึง ความเข้าใจ ใน ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้อง 2) ความสามารถที่จะตรวจสอบปัญหาที่ซับซ้อนและพัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่าง สร้างสรรค์จากความเข้าใจที่ลึกซึ้งของตนเองและความจากสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัย ค าแนะน าแต่ เพียงเล็กน้อย 3) ความสามารถในการค้นหา การใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์และสถิติที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ และ แก้ปัญหาที่ซับซ้อน ตลอดจนการเลือกใช้กลไกที่เหมาะสมในการสื่อผลการวิเคราะห์ต่อผู้รับข้อมูลข่าวสาร กลุ่ม ต่าง ๆ 4) ในกรณีของหลักสูตรวิชาชีพ สิ่งส าคัญคือความรู้และทักษะที่จ าเป็นต่อการปฏิบัติงาน อย่างมี ประสิทธิภาพในวิชาชีพนั้นๆ 3. กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา 6 ได้ก าหนดจุดมุ่งหมายของการจัด การศึกษาไว้ว่า ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาความรู้และ คุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการด ารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข กระบวนการ เรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตส านึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิหน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยรู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของ
11 ประเทศชาติรวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรมของชาติการกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ ความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบ อาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง (ส านักงานรับรอง มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน), 2549 : 7) ดังนั้นเพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดไว้ในหมวด 6 ว่าด้วยมาตรฐานและ การประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา 47 จึงก าหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาขึ้นเพื่อพัฒนา คุณภาพและมาตรฐานทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในและระบบการประกัน คุณภาพภายนอก ส าหรับการประเมินคุณภาพภายนอกนั้นได้ก าหนดให้มีส านักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) : สมศ. เป็นหน่วยงานที่ด าเนินการจัดท ากรอบแนวทางการ ประเมินคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก ระดับอุดมศึกษา ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) : สมศ. ได้ ก าหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้ส าหรับประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกของสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย 7 มาตรฐาน 48 ตัวบ่งชี้ซึ่งในมาตรฐานที่ 1 มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต ตัวบ่งชี้ที่ 1.4 คือ ระดับความพึงพอใจ ของนายจ้าง ผู้ประกอบการ และผู้ใช้บัณฑิต ซึ่งหมายถึง ความคิดเห็นของนายจ้าง ผู้ประกอบการ หรือผู้ใช้ บัณฑิต โดยประเมินบัณฑิตใหม่ที่ท างานในสถานประกอบการนั้นๆ มาแล้วตั้งแต่ 1-3 ปีโดยพิจารณาคุณสมบัติ ที่เกี่ยวกับการท างานของบัณฑิต 3 ด้าน ดังนี้(ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน), 2549 : 26-29) 1. ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการตามลักษณะงานในสาขานั้นๆ โดยอาจสอบถามเกี่ยวกับ ความสามารถทางวิชาการตามสาขาที่เรียน ความสามารถในการปฏิบัติงานในด้านต่างๆ เช่นความมุ่งมั่นที่จะ ท าให้งานส าเร็จ มีความสามารถในการจัดระบบงานและควบคุมงาน ความสามารถในการบริหารคน และการ สร้างสรรค์งานใหม่ 2. ด้านความสามารถพื้นฐานที่ส่งผลต่อการท างาน โดยอาจสอบถามเกี่ยวกับความเป็นผู้น าการมี ทักษะในการสื่อสาร (การพูด การเขียน การแสดงออกต่อผู้ร่วมงาน) มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ แก้ปัญหา มีทักษะในการท างานเป็นทีม การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง มีทักษะทางภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ มีทักษะทางคอมพิวเตอร์มีความใฝ่รู้ 3. ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ โดยอาจดูจากความซื่อสัตย์การตรงต่อเวลา และเป็นผู้มีวินัย เป็นต้น ผู้วิจัยจึงยึดแนวทางการพิจารณาคุณสมบัติที่เกี่ยวกับการท างานของบัณฑิตทั้ง 3 ด้าน ที่ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน):สมศ.ก าหนดไว้เป็นหลักใน การศึกษาความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิตในการวิจัยครั้งนี้ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาคุณลักษณะของพนักงานที่นายจ้างต้องการ เพื่อใช้ประกอบการท าวิจัยเรื่องนี้ดังนี้ วุฒิ(2545 : 11-12) ได้ให้แนวคิดว่าปัจจุบันการแข่งขันในตลาดแรงงานค่อนข้างสูงลักษณะของ บัณฑิตที่ตลาดแรงงานต้องการได้เปลี่ยนแปลงไป ทักษะที่สถานประกอบการต้องการให้มีในตัวบัณฑิตที่ส าเร็จ การศึกษา ได้แก่ การเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ด้านการงานการจัดการ การพัฒนาตนเองความสามารถในการรับรู้การ
12 แก้ปัญหา มนุษยสัมพันธ์แรงบันดาลใจ แรงจูงใจความคิดริเริ่ม ระเบียบวินัย จริยธรรม ศีลธรรม การสื่อสาร ข้อมูล และการเป็นผู้น าเป็นต้น สิ่งที่ท้าทายส าหรับบัณฑิตก่อนที่จะส าเร็จการศึกษา คือการได้มีโอกาสสร้าง ความเข้าใจและความคุ้นเคยกับโลกแห่งความเป็นจริงของการท างานและการเรียนรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งทักษะของ งานอาชีพและทักษะด้านการพัฒนาตนเองนอกเหนือไปจากทักษะด้านวิชาการ ซึ่งผู้ว่าจ้างจะมีความคาดหวัง จากพนักงานสูงในเรื่องต่อไปนี้ 1. เป็นผู้ที่มีความรู้ในวิชาชีพ 2. มีบุคลิกภาพและมนุษยสัมพันธ์ดี 3. มีความซื่อสัตย์ขยัน มีน้ าใจ และอดทน 4. มีความกระตือรือร้นและไม่เลือกงาน 5. มีวินัยเคร่งครัดต่อกฎระเบียบองค์กร 6. มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร นอกจากนี้ยังได้ก าหนดคุณสมบัติของบัณฑิตที่จะก้าวเข้าสู่งานอาชีพไว้ดังนี้ 1. มีความรอบรู้ 1.1 รอบรู้ในเนื้อหาวิชาของตนเองอย่างถ่องแท้ 1.2 รอบรู้เกี่ยวกับองค์กรที่ตนเองปฏิบัติงาน 1.3 รอบรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและภาระงานที่รับผิดชอบ 1.4 รักที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ (ใฝ่ศึกษา ค้นคว้าเป็นนิตย์มุ่งคิดสร้างสรรค์ก้าวทันเทคโนโลยี) 2. สู้งานหนัก 2.1 มีความรักงาน มีทัศนคติในแง่บวกต่องานและปัญหาของงาน โดยระลึกอยู่เสมอว่างานและ ปัญหา คือ โอกาสที่ได้รับ 2.2 มีความกระตือรือร้น ปวารณาตนเองที่จะปฏิบัติงานตลอดเวลา 2.3 มีความรับผิดชอบต่องานในหน้าที่ของตนเอง 2.4 มีความพร้อมเสมอทั้งร่างกายและจิตใจที่จะปฏิบัติงาน 3. รักองค์กร 3.1 มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรและหน่วยงาน 3.2 มีความสามารถท างานร่วมกับผู้อื่นเป็นทีม 3.3 ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ใจกว้าง รู้จักมองและคิดสิ่งใหม่ๆ เสมอ 4. ยึดมั่นวินัยและจริยธรรม 4.1 มีวินัยในการปฏิบัติงาน 4.2 ซื่อสัตย์สุจริต อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ 4.3 รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพ จากแนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของพนักงานที่นายจ้างต้องการ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้อาจกล่าวได้ว่า สอดคล้องกับกรอบแนวคิดของ ส านักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) :
13 สมศ. ที่ต้องการให้สอบถามกับนายจ้างถึงคุณสมบัติที่เกี่ยวกับการท างานของบัณฑิต 3 ด้าน ได้แก่ด้านการน า ความรู้ความสามารถทางวิชาการในการปฏิบัติงาน ด้านความรู้พื้นฐานที่ส่งผลต่อการท างาน และด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ 4. เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นายวัลลพ ล้อมตะคุ (2560) ศึกษาเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ใช้งานบัณฑิตมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี รุ่นปีการศึกษา 2557 ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตจ าแนกตามคุณลักษณะตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติในภาพรวมทุกระดับการศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 เมื่อ พิจารณาในแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือด้านทักษะทางปัญญา (4.47) และด้านทักษะการ วิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ (4.47) รองลงมา คือ ด้านทักษะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (4.46) ด้าน คุณธรรมและจริยธรรม (4.41) ด้านความรู้ (4.41) ตามล าดับ ส่วนความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อบัณฑิตจ าแนกตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยใน ภาพรวมทุก ระดับการศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.44 โดยมีผลการประเมินความพึงพอใจอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อ พิจารณาในแต่ละ ด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านภูมิปัญญา (4.47) รองลงมา คือ ด้านภูมิรู้ (4.45) ด้านภูมิฐาน (4.44) และด้านภูมิธรรม (4.42) ตามล าดับ อรนันท์ หาญยุทธ และมณีรัตน์ ภาคธูป (2561) ศึกษาเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อ สมรรถนะของมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ผล จากการวิจัยพบว่าความพึงพอใจของผู้ใช้มหาบัณฑิตต่อสมรรถนะ ของมหาบัณฑิตสาขาบริหารการพยาบาล โดยรวมอยู่ในระดับมาก( = 4.07, SD = .43) โดยมหาบัณฑิตมีสมรรถนะด้านคุณธรรม สูงที่สุด( = 4.25, SD = .47) และด้านปัญญาต่ าสุด มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.97(SD = .48)และพบว่ามีความพึงพอใจต่อเรื่อง การท า วิจัยหรือร่วมท าวิจัยภายหลังส าเร็จการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ผู้ใช้มหาบัณฑิตที่มีความแตกต่างกันในเรื่อง ระดับ การศึกษา ต าแหน่งหน้าที่ ประเภทของหน่วยงานและระยะเวลาที่ท างานร่วมกับมหาบัณฑิต มีความพึง พอใจต่อสมรรถนะรวม ของมหาบัณฑิตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในรายด้าน พบว่า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและ ความรับผิดชอบ ผู้ใช้บัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท มี ความพึงพอใจต่อสมรรถนะของมหาบัณฑิต มากกว่าผู้ใช้บัณฑิต ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญา เอกอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่า สถาบัน การศึกษาควรมีการ ปรับปรุงการเรียนการสอน เกี่ยวกับวิชาวิจัย และการใช้ภาษาอังกฤษ และควรมีการศึกษาวิจัยเชิงลึก เกี่ยวกับ สมรรถนะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบจากผู้ใช้บัณฑิตและมหาบัณฑิตเพื่อหาความ แตกต่างและน ามาเป็น ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงหลักสูตรต่อไป สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (2562) ศึกษาเรื่อง ความพึงพอใจของ ผู้ใช้บัณฑิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบง ปีการศึกษา 2560 ผลการศึกษาพบว่า โดย ภาพรวมผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจบัณฑิตที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึงในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านทักษะ ความสัมพันธ์ระหว่าง
14 บุคคล และความรับผิดชอบ ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้ ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้าน ความรู้และด้านทักษะ การวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนด้านทักษะ ทาง ปัญญาอยู่ในระดับ มาก โดยผู้ใช้บัณฑิตมีความคิดเห็นเพิ่มเติม คือ บัณฑิตส่วนใหญ่มีความรู้ ความสามารถ มีความประพฤติที่ดี งาม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสม กับงาน มี ความสามารถในการน าความรู้มาประยุกต์ใช้ในงานได้ดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความรับผิดชอบต่อ หน้าที่ สามารถท างานร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีน้ าใจและให้ความช่วยเหลือ เพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี มีจรรยาบรรณ ใน วิชาชีพ สามารถจัดการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับเนื้อหา มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาที่สอน มี ความสามารถ ในการจัดท าสื่อการสอน แต่มีบัณฑิต บางส่วนขาดความสามารถในการวางแผนการท างาน ขาด ทักษะด้านการ คิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ขาดความรู้ด้านการท าวิจัยในชั้นเรียน และขาด ความรู้ด้านการวัด และประเมินผล พัฒนา ศรีสุรักษ์ และคณะ (2562) ศึกษาเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต/นายจ้างและนักศึกษาต่อ การจัดการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ผลการศึกษา พบว่า 1. นักศึกษารุ่นแรกที่จบการศึกษาแล้วจ านวน 7 คน มีงานท า 6 คน และอีก 1 คนศึกษาต่อในดับปริญญาโท 2. ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต/นายจ้างที่มีต่อบัณฑิตพบว่าโดยภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.31 คิดเป็นร้อยละ 85.81 ด้านคุณธรรม จริยธรรมเป็นด้านที่ผู้ใช้บัณฑิต/นายจ้างพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.49 ร้อยละ 89.88 และ 3. ความพึงพอใจของบัณฑิตและนักศึกษาปัจจุบันต่อการจัดการศึกษาหลักสูตรนานาชาติพบว่า มีความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ยทั้ง 8 ด้านอยู่ที่ 4.09 คิดเป็นร้อยละ 81.81 ด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือ การให้ ค าปรึกษา (ค่าเฉลี่ย 4.25 ร้อยละ 85.09) รองลงมา ด้านการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรได้พัฒนาคุณลักษณะของ นักศึกษา (ค่าเฉลี่ย 4.09 ร้อยละ 81.81) ด้านการเรียน การสอน (ค่าเฉลี่ย 3.96 ร้อยละ 79.44) ด้านหลักสูตร (ค่าเฉลี่ย 3.91 ร้อยละ78.31) ด้านอาจารย์ผู้สอน (ค่าเฉลี่ย 3.88 ร้อยละ 77.57) ด้านกระบวนการคัดเลือกนักศึกษา (ค่าเฉลี่ย 3.82 ร้อยละ 76.36) ด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย 3.79 ร้อยละ 75.84) และด้านที่มีความ พึงพอใจน้อยที่สุด คือด้านวัดผลและประเมินผล (ค่าเฉลี่ย 3.67 ร้อยละ 73.33) ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้จะ เป็นประโยชน์ต่อการน าไปปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาหลักสูตรต่อไป กฤษฏิ์ติณห์ ตุ้มไธสง (2565) ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการคอร์สการ เตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ ออนไลน์ในผู้ผู้ที่ตั้งครรภ์แล้ว ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความ พึงพอใจในการใช้บริการคอร์สการเตรียม ความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ออนไลน์ ในผู้ที่ตั้งครรภ์แล้วอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ ที่ 0.05 มี 4 ปัจจัยตามล าดับ คือ ปัจจัยทัศนคติ ปัจจัยส่วนผสมการตลาด ด้านลักษณะทางกายภาพ ปัจจัยส่วนผสมทางการตลาด ด้านกระบวนการและ ปัจจัยการรับรู้คุณค่า วัชราภรณ์ วงศ์สกุลกาญจน์และขวัญแข หนุนภักดี (2565) ศึกษาเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ใน พระบรมราชูปถัมภ์ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บัณฑิตมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะหรือความสามารถ ในการ ปฏิบัติงานของบัณฑิตในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านคุณธรรม จริยธรรม และ จรรยาบรรณในวิชาชีพอยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.65, S.D. = 0.51) รองลงมาได้แก่ ด้านทักษะความสัมพันธ์
15 ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (X = 4.53, S.D. = 0.62) ทางปัญญา (X = 4.39, S.D. = 0.63) ด้านความรู้ ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ (X = 4.28, S.D. = 0.65) และด้านการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (X = 4.23, S.D. = 0.80) ตามล าดับ ผู้ใช้บัณฑิตต้องการบัณฑิตที่พูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษได้ ผลการศึกษา สามารถ น าไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการ ของตลาดแรงงานได้
บทที่ 3 วิธีด าเนินการศึกษา การวิจัยเรื่อง ความพึงพอใจของผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 เป็น การวิจัยเชิงส ารวจ (Survey Research) มีวิธีด าเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. วิธีการด าเนินงานและขั้นตอน 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1. นายจ้าง หรือสถานประกอบการที่ผู้ส าเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2564ของวิทยาลัยชุมชนตาก ปฏิบัติงานอยู่ จ านวน 73 คน โดยแยกตามสาขาได้ดังนี้ 1.1) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 11 คน ได้รับ แบบสอบถามกลับมา 11 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 1.2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 21 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 21 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 1.3) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 6คน ได้รับ แบบสอบถามกลับมา 6คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 1.4) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 35 คน ได้รับ แบบสอบถามกลับมา 35 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 2. ชุมชนที่ผู้ส าเร็จการศึกษา ในปีการศึกษา 2564 ของวิทยาลัยชุมชนตาก จ านวน 160คน อาศัยอยู่ โดยแยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้ 2.1) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 35 คน ได้รับ แบบสอบถามกลับมา 29 คน คิดเป็นร้อยละ 82.86 2.2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 65 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 65 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 2.3) สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 14คน ได้รับ แบบสอบถามกลับมา 14คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 2.4) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง 46 คน ได้รับ แบบสอบถามกลับมา 46 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00
17 2. วิธีการด าเนินงานและขั้นตอน แยกตามประเด็นที่ต้องการศึกษาดังนี้ 1) ติดตามความพึงพอใจของ ผู้ใช้บัณฑิตที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก ประกอบด้วย นายจ้าง และชุมชนที่ผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ 2) จัดท าหนังสือไปยังสถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีนายจ้าง และปฏิบัติงานอยู่ จ านวน 73 คน 3) ส่งแบบสอบถามไปยังผู้ส าเร็จการศึกษาเพื่อน าแบบสอบถามไปให้ชุมชนที่ผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 160 คน อาศัยอยู่ตอบแบบสอบถาม 4) น าผลจากแบบสอบถามมาท าการวิเคราะห์ สรุปจัดท ารายงานให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบส ารวจความพึงพอใจนายจ้างหรือ สถานประกอบการที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาใหม่ (เครื่องมือ D4) และ แบบประเมินผู้ส าเร็จการศึกษาของ วิทยาลัยชุมชนท าประโยชน์ให้ชุมชน (เครื่องมือ D2) 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ท าการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการ ดังนี้ 1) จัดท าส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มเป้าหมายได้แก่ นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2564 และชุมชนที่ผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ (ชุมชน หมายถึง สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ หัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา สถานประกอบการ ชาวบ้านในชุมชน องค์กรในชุมชน องค์กรอิสระหรือมูลนิธิ) 2) ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่เดือน มีนาคม – พฤษภาคม 2566 3) ระยะเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2566 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (SD) ท าการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากข้อค าถามแบบปลายเปิด แล้วน าผลการ ประเมินมาวิเคราะห์ และน าเสนอเป็นผลการวิจัยต่อไป ในส่วนของแบบสอบถามที่มีลักษณะแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีการก าหนดค่าคะแนน ดังนี้ 5 หมายถึง ระดับความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง ระดับความพึงพอใจมาก 3 หมายถึง ระดับความพึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง ระดับความพึงพอใจน้อย 1 หมายถึง ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด และแปลความหมายข้อมูล ดังนี้ 4.50 - 5.00 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 3.50 - 4.49 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 2.50 - 3.49 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 1.50 - 2.49 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย 1.00 - 1.49 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด
บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง “ความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2564 ของวิทยาลัยชุมชนตาก” ครั้ง นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจและข้อเสนอแนะต่างๆ จากผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา และน าผล การศึกษาวิจัยที่ได้ไปใช้เป็นข้อมูลสะท้อนกลับถึง คุณภาพของผู้ส าเร็จการศึกษาว่ามีความรู้ความสามารถตรง ตามความต้องการของตลาดแรงงานมากน้อยเพียงใด รวมถึง การปรับปรุงเพื่อวางแผนในการสร้างผู้ส าเร็จ การศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นและการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังเป็นมาตรฐาน และการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นที่ยอมรับของสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ผู้ส าเร็จ การศึกษา การประเมินผลดังกล่าว ถือว่าเป็นองค์ประกอบ / ดัชนีชี้วัดคุณภาพ ที่ส าคัญในการประกันคุณภาพ การศึกษา แยกผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์2 ข้อ ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ผลการศึกษาระดับความ พึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตากปีการศึกษา 2564 โดยใช้เครื่องมือ D4 และวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก โดยใช้เครื่องมือ D2 ทั้งนี้ตัวย่อที่ใช้ในแปลงผล มีดังนี้ อ.สธ. = อนุปริญญา สาขาวิชาสาธารณสุข อ.ปค. = อนุปริญญา สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น อ.ปว. = อนุปริญญา สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย อ.พท. =อนุปริญญา สาขาวิชาแพทย์แผนไทย วัตถุประสงค์ข้อที่ 1: ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ทีมนักวิจัยได้ใช้แบบส ารวจความพึงพอใจของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา การศึกษาใหม่ (เครื่องมือ D4) ที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนเป็นผู้ออกแบบติดตามผล จากการติดตามผู้ส าเร็จ การศึกษาพบว่าผู้ส าเร็จการศึกษามีงานท า จ านวน 86 และมีนายจ้าง จ านวน 73 คน ไม่มีนายจ้าง 13 คน วิทยาลัยจึงได้ส่งแบบสอบถามไปนายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาทั้ง 73 คน โดยแบบสอบถาม มี 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานประกอบการ/หน่วยงาน ของผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ตอนที่ 2 ความพึงพอใจหรือความคิดเห็นต่อคุณลักษณะในการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชน ตอนที่ 3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ส าเร็จการศึกษา การศึกษาความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 รวมจ านวน ผู้ส าเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 160 คน มีงานท าแล้ว 81 คน แบ่งเป็นผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าและมีนายจ้าง จ านวน 73 คน และมีงานท าแต่ไม่มีนายจ้าง 8 คน ผู้วิจัยจึงได้ส่งแบบส ารวจความพึงพอใจของนายจ้างหรือ สถานประกอบการที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาใหม่ ไปยังนายจ้าง เพื่อศึกษาความพึงพอใจผู้ใช้ส าเร็จการศึกษา
19 และหาแนวทางในการ ปรับปรุง และพัฒนาการด าเนินงานจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก ไดอย่างเป็น รูปธรรม ซึ่งการติดตามและ ประเมินผลดังกล่าวถือว่าเป็นองค์ประกอบ/ ดัชนีชี้วัดคุณภาพที่ส าคัญในการ ประกันคุณภาพการศึกษา ของสถาบันอุดมศึกษา พบว่า ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานประกอบการ/หน่วยงานของผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชนตาก ตารางที่ 1 จ านวนและร้อยละของสถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษา แยกตามสาขาวิชา จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. จ านวนที่ส่งแบบสอบถามทั้งหมด 6 21 35 11 73 ตอบแบบสอบถาม 6 21 35 11 73 คิดเป็นร้อยละ 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00 ตารางที่ 1 พบว่า การส่งแบบสอบถามไปยังสถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 73 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 73 ฉบับ (ร้อยละ 100.00) ของแบบสอบถาม แยกตามสาขาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า สถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษาส่งแบบสอบถามมาทั้งหมด จ านวน 6 คน (คิดเป็นร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า สถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษาส่งแบบสอบถามมา ทั้งหมด จ านวน 21 คน (คิดเป็นร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า สถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษาส่งแบบสอบถามมา ทั้งหมด จ านวน 35 คน (คิดเป็นร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า สถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษาส่งแบบสอบถามมา ทั้งหมด จ านวน 11 คน (คิดเป็นร้อยละ 100.00) ตารางที่ 2 แสดงความเกี่ยวข้องกับผู้ส าเร็จการศึกษาใหม่ในสายบังคับบัญชา ความเกี่ยวข้องกับผู้ส าเร็จการศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] ผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 1 3 1 5 ร้อยละ 4.76 8.57 9.09 6.85 [2] หัวหน้าฝุาย/แผนก ของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 2 4 1 7 ร้อยละ 33.33 19.05 2.86 9.59 [3] หัวหน้างานของ ผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 4 16 27 10 57 ร้อยละ 66.67 76.19 77.14 90.91 78.08 [4] อื่น ๆ โปรดระบุ - เจ้าหน้าที่ธุรการ จ านวน 4 4 ร้อยละ 11.43 5.48 รวม จ านวน 6 21 35 11 73 ร้อยละ (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
20 จากตารางที่ 2 พบว่า ความเกี่ยวข้องของนายจ้างกับผู้ส าเร็จการศึกษาในสายบังคับบัญชา ส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้างานของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 57 คน (ร้อยละ 78.08) รองลงมา คือ หัวหน้าฝุาย/แผนกของ ผู้ส าเร็จการศึกษาและอื่น ๆ จ านวน 7คน (ร้อยละ 9.59)ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 5คน (ร้อยละ 6.85) และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ เจ้าหน้าที่ธุรการ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.48) ตามล าดับ พิจารณาแยก ตามหลักสูตร และสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 6 คน ส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้างานของผู้ส าเร็จ การศึกษา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 66.67) รองลงมา คือ หัวหน้าฝุาย/แผนกของผู้ส าเร็จการศึกษาและอื่น ๆ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 33.33) ตามล าดับ สาขาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 21 คน ส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้างานของ ผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 16คน (ร้อยละ 76.19) รองลงมา คือ หัวหน้าฝุาย/แผนกของผู้ส าเร็จการศึกษาและอื่น ๆ จ านวน 4คน (ร้อยละ 19.05) และผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 1คน (ร้อยละ 4.76) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้างานของ ผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 27 คน (ร้อยละ 77.14) รองลงมา คือ อื่นๆ ที่ตอบได้แก่ เจ้าหน้าที่ธุรการ จ านวน 4คน (ร้อยละ 11.43) ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 3คน (ร้อยละ 8.57) หัวหน้าฝุาย/แผนกของ ผู้ส าเร็จการศึกษาและอื่น ๆ จ านวน 1คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 11 คน ส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้างานของ ผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 90.91) รองลงมา คือ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามล าดับ ตารางที่ 3 จ าแนกตามประเภทของนายจ้างหรือสถานประกอบการ จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] หน่วยงานรัฐ จ านวน 5 13 31 9 58 ร้อยละ 83.33 61.90 88.57 81.82 79.45 [2] รัฐวิสาหกิจ/ องค์กรมหาชน จ านวน - - 1 1 ร้อยละ 9.09 1.37 [3] บริษัท/ห้างร้าน จ านวน 1 7 1 1 10 ร้อยละ 16.67 33.33 2.86 9.09 13.70 [4] สมาคม/มูลนิธิ/ องค์กรอิสระ จ านวน 1 3 4 ร้อยละ 4.76 8.57 5.48 [5] อื่น ๆ จ านวน ร้อยละ รวม จ านวน 6 21 35 11 73 ร้อยละ (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
21 จากตารางที่ 3 พบว่า ประเภทของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็น หน่วยงานรัฐ จ านวน 58 คน (ร้อยละ 79.45) รองลงมาคือ บริษัท/ห้างร้าน จ านวน 10 คน (ร้อยละ 13.70) สมาคม/มูลนิธิ/องค์กรอิสระ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.48) และรัฐวิสาหกิจ/องค์กรมหาชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.37)ตามล าดับ พิจารณาแยกตามหลักสูตร และสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 6คน ส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานรัฐ จ านวน 5คน (ร้อยละ 83.33) รองลงมาคือ บริษัท/ห้างร้าน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 16.67) ตามล าดับ สาขาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 21 คน ส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานรัฐ จ านวน 13 คน (ร้อยละ 61.90) รองลงมาคือ บริษัท/ห้างร้าน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 33.33) สมาคม/มูลนิธิ/ องค์กรอิสระ จ านวน 1 (ร้อยละ 4.76) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานรัฐ จ านวน 31 คน (ร้อยละ 88.57) รองลงมาคือ สมาคม/มูลนิธิ/องค์กรอิสระ จ านวน 3 (ร้อยละ 8.57) และ บริษัท/ห้างร้าน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 11 คน ส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานรัฐ จ านวน 9 คน (ร้อยละ 81.82) รองลงมาคือ รัฐวิสาหกิจ/องค์กรมหาชน และบริษัท/ห้างร้าน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามล าดับ ตารางที่ 4 ระยะเวลาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ได้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของท่าน จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] 0 - 6 เดือน จ านวน 1 1 4 1 7 ร้อยละ 16.67 4.76 11.43 9.09 9.59 [2] 7 เดือน - 1 ปี จ านวน 3 5 6 1 15 ร้อยละ 50.00 23.81 17.14 9.09 20.55 [3] มากกว่า 1 ปี จ านวน 2 15 22 9 48 ร้อยละ 33.33 71.43 62.86 81.82 65.75 [4] อื่น ๆ - 9 ปี - 16 ปี - ลาออกจากงานแล้ว จ านวน 3 3 ร้อยละ 8.57 4.11 รวม จ านวน 6 21 35 11 73 ร้อยละ (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 4 พบว่า ระยะเวลาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ได้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน ส่วน ใหญ่ ปฏิบัติงานมากกว่า 1 ปี จ านวน 48 คน (ร้อยละ 65.75) รองลงมา คือ 7 เดือน - 1 ปีจ านวน 15 คน
22 (ร้อยละ 20.55) 0 - 6 เดือน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 9.59) และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ 9 ปี, 16 ปี, ลาออกจากงาน แล้ว จ านวน 3 คน (ร้อยละ 4.11) ตามล าดับ พิจารณาแยกตามหลักสูตร และสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ระยะเวลาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ได้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน ส่วนใหญ่ ปฏิบัติงาน 7 เดือน - 1 ปีจ านวน 3 คน (ร้อยละ 50.00) รองลงมาคือ มากกว่า 1 ปีจ านวน 2 คน (ร้อยละ 33.33) และ0 - 6 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 16.67) ตามล าดับ สาขาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ระยะเวลาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ได้ปฏิบัติงานใน หน่วยงาน ส่วนใหญ่ ปฏิบัติงานมากกว่า 1 ปี จ านวน 15 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ 7 เดือน - 1 ปี จ านวน 5 คน (ร้อยละ 23.81) และ0 - 6 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 4.76) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ระยะเวลาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ได้ปฏิบัติงานใน หน่วยงาน ส่วนใหญ่ ปฏิบัติงานมากกว่า 1 ปี จ านวน 22 คน (ร้อยละ 62.86) รองลงมาคือ 7 เดือน - 1 ปี จ านวน 6 คน (ร้อยละ 17.14) 0 - 6 เดือน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 11.43) และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ 9 ปี, 16 ปี, ลาออกจากงานแล้ว จ านวน 3 คน (ร้อยละ 8.57) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ระยะเวลาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ได้ปฏิบัติงานใน หน่วยงาน ส่วนใหญ่ ปฏิบัติงานมากกว่า 1 ปี จ านวน 9 คน (ร้อยละ 81.82) รองลงมาคือ 7 เดือน - 1 ปี และ 0 - 6 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามล าดับ ตอนที่ 2 ความพึงพอใจหรือความคิดเห็นต่อคุณลักษณะในการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชน ความหมายของค่าระดับคะแนนความพอใจ ค่าคะแนน 5 หมายถึง พึงพอใจระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 ค่าคะแนน 4 หมายถึง พึงพอใจระดับมาก ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 ค่าคะแนน 3 หมายถึง พึงพอใจระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 ค่าคะแนน 2 หมายถึง พึงพอใจระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 ค่าคะแนน 1 หมายถึง พึงพอใจระดับน้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 2.1 ด้านคุณธรรม/จริยธรรม ผลความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านคุณธรรม/จริยธรรม 5 ข้อ พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.48, S.D.= 0.49) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ตรงต่อเวลา (ค่าเฉลี่ย 4.76, S.D.=0.46) รองลงมาคือ ความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (ค่าเฉลี่ย 4.52, S.D.=0.50), ซื่อสัตย์สุจริต (ค่าเฉลี่ย 4.51, S.D.= 0.50) รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.44, S.D.=0.50) และระเบียบวินัยเคารพกฎเกณฑ์ของหน่วยงานและสังคม (ค่าเฉลี่ย 4.28, S.D.=0.44) ตามล าดับ ดังตารางที่ 5
23 ตารางที่ 5 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในการปฏิบัติงานด้านคุณธรรม/จริยธรรม ด้านคุณธรรม/จริยธรรม นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] ตรงต่อเวลา ค่าเฉลี่ย 4.33 4.71 4.80 4.82 4.76 S.D. 0.75 0.45 0.47 0.39 0.46 ระดับความพึงพอใจ มาก มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด [2] ซื่อสัตย์สุจริต ค่าเฉลี่ย 4.50 4.52 4.54 4.27 4.51 S.D. 0.50 0.50 0.50 0.45 0.50 ระดับความพึงพอใจ มาก มากที่สุด มากที่สุด มาก มากที่สุด [3] ความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวม ค่าเฉลี่ย 4.33 4.48 4.74 4.55 4.52 S.D. 0.47 0.50 0.50 0.50 0.50 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด [4] ระเบียบวินัย เคารพกฎเกณฑ์ของ หน่วยงานและสังคม ค่าเฉลี่ย 4.17 4.38 4.51 4.18 4.28 S.D. 0.37 0.49 0.55 0.39 0.44 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มากที่สุด มาก มาก [5] รับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น ค่าเฉลี่ย 4.17 4.43 4.51 4.45 4.44 S.D. 0.37 0.49 0.50 0.50 0.50 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มากที่สุด มาก มาก รวม ค่าเฉลี่ย 4.30 4.50 4.62 4.45 4.48 S.D. 0.49 0.49 0.50 0.44 0.49 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มากที่สุด มาก มาก เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงาน ของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านคุณธรรม/จริยธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D.=0.30) โดยระดับ ความพึงพอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ซื่อสัตย์สุจริต (ค่าเฉลี่ย 4.50, S.D.=0.50) รองลงมาคือ ตรงต่อเวลา, ความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.= 0.75) และระเบียบวินัย เคารพกฎเกณฑ์ของหน่วยงานและสังคม, รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.17, S.D.= 0.37) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านคุณธรรม/จริยธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.50, S.D.=0.49) โดยระดับความพึง พอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ตรงต่อเวลา (ค่าเฉลี่ย 4.71, S.D.=0.45) รองลงมาคือ ซื่อสัตย์สุจริต (ค่าเฉลี่ย 4.52, S.D.= 0.50) ความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (ค่าเฉลี่ย 4.48, S.D.= 0.47) รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.43, S.D.= 0.49) และระเบียบวินัยเคารพกฎเกณฑ์ ของหน่วยงานและสังคม (ค่าเฉลี่ย 4.38, S.D.= 0.49) ตามล าดับ
24 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านคุณธรรม/จริยธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.62, S.D.=0.50) โดยระดับความพึง พอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ตรงต่อเวลา (ค่าเฉลี่ย 4.80, S.D.=0.47) รองลงมาคือ ความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (ค่าเฉลี่ย 4.74, S.D.=0.50) ซื่อสัตย์สุจริต (ค่าเฉลี่ย 4.54, S.D.=0.50) และระเบียบวินัย เคารพกฎเกณฑ์ของหน่วยงานและสังคม, รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.51, S.D.=0.0.55) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านคุณธรรม/จริยธรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.452, S.D.=0.44) โดยระดับความพึง พอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ตรงต่อเวลา (ค่าเฉลี่ย 4.82, S.D.=0.39) รองลงมาคือ ความเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (ค่าเฉลี่ย 4.55, S.D.=0.50) รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.45, S.D.=0.0.50) ซื่อสัตย์สุจริต (ค่าเฉลี่ย 4.27, S.D.=0.45) และระเบียบวินัย เคารพกฎเกณฑ์ ของหน่วยงานและสังคม (ค่าเฉลี่ย 4.18, S.D.=0.39) ตามล าดับ 2.2 ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ ผลความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านความรู้ความสามารถทาง วิชาการ 5 ข้อ พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D.=0.46) โดยทั้งหมด 5 ข้อที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ความรู้ความสามารถทักษะในวิชาชีพเฉพาะสาขา (ค่าเฉลี่ย 4.36,S.D.=0.49) รองลงมาคือ มีองค์ความรู้ใน สาขาวิชาที่เรียน เข้าใจขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน, ความสามารถในการน าความรู้ประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ, มีความเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตามหลักวิชาชีพ (ค่าเฉลี่ย 4.28, S.D.=0.45) และความรอบรู้ การเพิ่มพูนหรือต่อยอดองค์ความรู้(ค่าเฉลี่ย 4.24, S.D.=0.45) ตามล าดับ ดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในการปฏิบัติงานด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] มีองค์ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน เข้าใจขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน ค่าเฉลี่ย 4.17 4.29 4.26 4.36 4.28 S.D. 0.37 0.45 0.55 0.48 0.47 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [2] ความรู้ความสามารถทักษะใน วิชาชีพเฉพาะสาขา ค่าเฉลี่ย 4.33 4.38 4.31 4.64 4.36 S.D. 0.47 0.49 0.57 0.48 0.49 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มากที่สุด มาก [3] ความสามารถในการน าความรู้ ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ย 4.17 4.29 4.37 4.27 4.28 S.D. 0.37 0.45 0.59 0.45 0.45 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก
25 ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [4] ความรอบรู้ การเพิ่มพูนหรือต่อยอด องค์ความรู้ ค่าเฉลี่ย 4.17 4.29 4.20 4.27 4.24 S.D. 0.37 0.45 0.52 0.45 0.45 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [5] มีความเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตามหลักวิชาชีพ ค่าเฉลี่ย 4.17 4.29 4.31 4.27 4.28 S.D. 0.37 0.45 0.57 0.45 0.45 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก รวม ค่าเฉลี่ย 4.20 4.30 4.29 4.36 4.30 S.D. 0.39 0.46 0.56 0.46 0.46 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก เมื่อพิจารณาแยกตามหลักสูตรและสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้าน ความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.20, S.D.=0.39) โดยระดับความ พึงพอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ความรู้ความสามารถทักษะในวิชาชีพ เฉพาะสาขา (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.47) รองลงมาคือ มีองค์ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน เข้าใจขั้นตอนและวิธีการ ปฏิบัติงาน, ความสามารถในการน าความรู้ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ, ความรอบรู้ การ เพิ่มพูนหรือต่อยอดองค์ความรู้, มีความเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตามหลักวิชาชีพ (ค่าเฉลี่ย 4.17, S.D.=0.37) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D.=0.46) โดยระดับความพึงพอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ความรู้ความสามารถ ทักษะในวิชาชีพเฉพาะสาขา (ค่าเฉลี่ย 4.38, S.D.=0.49) รองลงมาคือ มีองค์ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน เข้าใจ ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน, ความสามารถในการน าความรู้ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ , ความรอบรู้ การเพิ่มพูนหรือต่อยอดองค์ความรู้, มีความเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตาม หลักวิชาชีพ (ค่าเฉลี่ย 4.29, S.D.=0.45) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.36, S.D.=0.56) โดยระดับความพึงพอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด ความสามารถในการน า ความรู้ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ (ค่าเฉลี่ย 4.37, S.D.=0.59) รองลงมาคือ ความรู้ ความสามารถทักษะในวิชาชีพเฉพาะสาขา, มีความเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตามหลัก วิชาชีพ (ค่าเฉลี่ย 4.31, S.D.=0.57) มีองค์ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน เข้าใจขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D.=0.45) ความรอบรู้ การเพิ่มพูนหรือต่อยอดองค์ความรู้(ค่าเฉลี่ย 4.20, S.D.=0.52) ตามล าดับ
26 สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ/วิชาชีพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.36, S.D.=0.46) โดยระดับความพึงพอใจที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จมีต่อผู้ส าเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ความรู้ความสามารถ ทักษะในวิชาชีพเฉพาะสาขา (ค่าเฉลี่ย 4.64, S.D.=0.48) รองลงมาคือ มีองค์ความรู้ในสาขาวิชาที่เรียน เข้าใจ ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน (ค่าเฉลี่ย 4.36, S.D.=0.48) ความสามารถในการน าความรู้ประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ, ความรอบรู้ การเพิ่มพูนหรือต่อยอดองค์ความรู้, มีความเข้าใจธรรมเนียม ปฏิบัติ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตามหลักวิชาชีพ (ค่าเฉลี่ย 4.27, S.D.=0.45) ตามล าดับ 2.3 ด้านทักษะทางปัญญา ผลความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านทักษะทางปัญญา 5 ข้อ พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D.=0.47) โดย ทั้งหมด 5 ข้อที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถในการ วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ (ค่าเฉลี่ย 4.43, S.D.=0.49) รองลงมาคือความเชื่อมั่นในตนเอง และ ทักษะความเป็นผู้น า (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.48) ความสามารถในการวางแผน การท างานอย่างเป็นระบบ (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D.=0.48) มีความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์, มีความสามารถในการปรับปรุง แก้ปัญหา พัฒนาวิธีปฏิบัติงานประจ ามาได้อย่างเหมาะสม (ค่าเฉลี่ย 4.25, S.D.=0.45) ตามล าดับ ดังตารางที่ 7 ตารางที่ 7 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในด้านทักษะทางปัญญา ด้านทักษะทางปัญญา นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] ความสามารถในการ วางแผน การท างานอย่าง เป็นระบบ ค่าเฉลี่ย 4.33 4.38 4.26 4.27 4.30 S.D. 0.47 0.49 0.55 0.45 0.48 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [2] ความสามารถในการ วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และ การตัดสินใจ ค่าเฉลี่ย 4.50 4.24 4.54 4.36 4.43 S.D. 0.50 0.43 0.60 0.48 0.49 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มากที่สุด มาก มาก [3] ความเชื่อมั่นในตนเอง และทักษะความเป็นผู้น า ค่าเฉลี่ย 4.33 4.33 4.20 4.36 4.33 S.D. 0.47 0.47 0.52 0.48 0.48 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [4] มีความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์ ค่าเฉลี่ย 4.33 4.29 4.20 4.18 4.25 S.D. 0.47 0.45 0.52 0.39 0.46 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [5] มีความสามารถในการ ปรับปรุง แก้ปัญหา พัฒนา วิธีปฏิบัติงานประจ ามาได้ อย่างเหมาะสม ค่าเฉลี่ย 4.33 4.24 4.26 4.18 4.25 S.D. 0.47 0.43 0.55 0.39 0.45 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก
27 ด้านทักษะทางปัญญา นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม รวม ค่าเฉลี่ย 4.37 4.30 4.29 4.27 4.30 S.D. 0.48 0.45 0.55 0.44 0.47 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก เมื่อพิจารณาแยกตามรายสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษา ด้านทักษะทางปัญญา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.37, S.D. 0.48) โดยทั้งหมด 5 ข้อที่นายจ้าง/ผู้ใช้ ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และการ ตัดสินใจ (ค่าเฉลี่ย 4.50, S.D.=0.50) รองลงมาคือ ความสามารถในการวางแผน การท างานอย่างเป็นระบบ, ความเชื่อมั่นในตนเอง และทักษะความเป็นผู้น า, มีความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์, มีความสามารถในการ ปรับปรุง แก้ปัญหา พัฒนาวิธีปฏิบัติงานประจ ามาได้อย่างเหมาะสม (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.47) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านทักษะทางปัญญา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D. 0.45) โดยทั้งหมด 5 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถในการวางแผน การท างาน อย่างเป็นระบบ (ค่าเฉลี่ย 4.38, S.D.=0.49) รองลงมาคือ ความเชื่อมั่นในตนเอง และทักษะความเป็นผู้น า (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.47), มีความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์(ค่าเฉลี่ย 4.29, S.D.=0.45) ความสามารถ ในการวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ, มีความสามารถในการปรับปรุง แก้ปัญหา พัฒนาวิธีปฏิบัติงาน ประจ ามาได้อย่างเหมาะสม (ค่าเฉลี่ย 4.24, S.D.=0.43) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านทักษะทางปัญญา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.29, S.D. 0.55) โดยทั้งหมด 5 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ (ค่าเฉลี่ย 4.54, S.D.=0.60) รองลงมาคือ ความสามารถในการวางแผน การท างานอย่างเป็น ระบบ, มีความสามารถในการปรับปรุง แก้ปัญหา พัฒนาวิธีปฏิบัติงานประจ ามาได้อย่างเหมาะสม (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D.=0.55), ความเชื่อมั่นในตนเอง และทักษะความเป็นผู้น า, มีความคิดสร้างสรรค์ และมีวิสัยทัศน์ (ค่าเฉลี่ย 4.20, S.D.=0.52) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านทักษะทางปัญญา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.27, S.D.= 0.44) โดยทั้งหมด 5 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ, ความเชื่อมั่นในตนเอง และทักษะความเป็นผู้น า (ค่าเฉลี่ย 4.36, S.D.=0.48) รองลงมาคือ ความสามารถในการวางแผน การท างานอย่างเป็นระบบ (ค่าเฉลี่ย 4.27, S.D.=0.45), มีความคิดสร้างสรรค์
28 และมีวิสัยทัศน์, มีความสามารถในการปรับปรุง แก้ปัญหา พัฒนาวิธีปฏิบัติงานประจ ามาได้อย่างเหมาะสม (ค่าเฉลี่ย 4.18, S.D.=0.39) ตามล าดับ 2.4 ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ผลความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลและความรับผิดชอบ 4 ข้อ พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D.=0.46) โดยทั้งหมด 4 ข้อที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมาก ที่สุด คือ ความสามารถในการปรับตัว การท างานเป็นทีมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.358, S.D.=0.48) รองลงมาคือ ความรับผิดชอบ เอาใจใส่ต่องานในหน้าที่, ความมีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงานและผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.29, S.D.=0.45), การพัฒนาตนเองและพัฒนางาน (ค่าเฉลี่ย 4.25, S.D.=0.44) เรียงตามล าดับดังนี้ ดังตารางที่ 8 ตารางที่ 8 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความ รับผิดชอบ นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] ความรับผิดชอบ เอา ใจใส่ต่องานในหน้าที่ ค่าเฉลี่ย 4.33 4.24 4.37 4.00 4.29 S.D. 0.47 0.43 0.48 0.00 0.45 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [2]ความสามารถในการ ปรับตัว การท างานเป็นทีม รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ค่าเฉลี่ย 4.50 4.33 4.37 4.27 4.35 S.D. 0.50 0.47 0.48 0.45 0.48 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [3] ความมีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน ร่วมงานและผู้อื่น ค่าเฉลี่ย 4.33 4.24 4.34 4.09 4.29 S.D. 0.47 0.43 0.47 0.29 0.45 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [4] การพัฒนาตนเองและ พัฒนางาน ค่าเฉลี่ย 4.33 4.24 4.26 4.18 4.25 S.D. 0.47 0.43 0.44 0.39 0.44 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก รวม ค่าเฉลี่ย 4.38 4.26 4.34 4.14 4.30 S.D. 0.48 0.44 0.47 0.28 0.46 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก เมื่อพิจารณาด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบเป็นรายข้อและรายสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษา ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.38, S.D. 0.48) โดยทั้งหมด 4 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถใน การปรับตัว การท างานเป็นทีมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.50, S.D.=0.50) รองลงมาคือ ความ
29 รับผิดชอบ เอาใจใส่ต่องานในหน้าที่, ความมีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงานและผู้อื่น, การพัฒนาตนเอง และพัฒนางาน (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.47) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D.=0.44) โดยทั้งหมด 4 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถในการปรับตัว การท างานเป็นทีมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.47) รองลงมา คือ ความรับผิดชอบ เอาใจใส่ต่องานในหน้าที่, ความมีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงานและผู้อื่น, การ พัฒนาตนเองและพัฒนางาน (ค่าเฉลี่ย 4.24, S.D.=0.43) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.34, S.D.=0.47) โดยทั้งหมด 4 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือความ รับผิดชอบ เอาใจใส่ต่องานในหน้าที่,ความสามารถในการปรับตัว การท างานเป็นทีมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.37, S.D.=0.48) รองลงมาคือ ความมีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงานและผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.34, S.D.=0.47), การพัฒนาตนเองและพัฒนางาน (ค่าเฉลี่ย 4.18, S.D.=0.39) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นายจ้างมีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จ การศึกษาด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.14, S.D. 0.28) โดยทั้งหมด 4 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสามารถในการปรับตัว การท างานเป็นทีมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.27, S.D.=0.45) รองลงมา คือ การพัฒนาตนเองและพัฒนางาน (ค่าเฉลี่ย 4.18, S.D.=0.39) ความมีน้ าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน ร่วมงานและผู้อื่น (ค่าเฉลี่ย 4.09, S.D.=0.29) ความรับผิดชอบ เอาใจใส่ต่องานในหน้าที่ (ค่าเฉลี่ย 4.00, S.D.=0.00) ตามล าดับ 2.5 ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี ผลความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านทักษะการวิเคราะห์เชิง ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี 3 ข้อ พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D.=0.44) โดยทั้งหมด 3 ข้อที่นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามี ระดับความพึงพอใจมาก คือ ใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องชัดเจน (ค่าเฉลี่ย 4.30, S.D.=0.47) รองลงมาคือ ความรู้และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน (ค่าเฉลี่ย 4.29, S.D.=0.46),ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ค้นคว้าหาข้อมูลและการน าเสนอผลการวิเคราะห์และ สรุปผล (ค่าเฉลี่ย 4.20, S.D.=0.43) ตามล าดับ ดังตารางที่ 9
30 ตารางที่ 9 ระดับความพึงพอใจคุณลักษณะในด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการ ใช้เทคโนโลยี นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] ใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่าง ถูกต้องชัดเจน ค่าเฉลี่ย 4.33 4.33 4.26 4.09 4.30 S.D. 0.47 0.47 0.60 0.29 0.47 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [2]ความรู้และทักษะในการใช้ คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี สารสนเทศในการปฏิบัติงาน ค่าเฉลี่ย 4.17 4.24 4.34 4.36 4.29 S.D. 0.37 0.43 0.58 0.48 0.46 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [3]ความสามารถในการวิเคราะห์ ปัญหา ค้นคว้าหาข้อมูลและการ น าเสนอผลการวิเคราะห์และสรุปผล ค่าเฉลี่ย 4.33 4.19 4.20 4.09 4.20 S.D. 0.47 0.39 0.52 0.29 0.43 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก รวม ค่าเฉลี่ย 4.28 4.25 4.27 4.18 4.26 S.D. 0.44 0.43 0.57 0.35 0.44 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก เมื่อพิจารณาแยกตามรายสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงาน ของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี โดยรวมอยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย 4.28, S.D.= 0.44) โดยทั้งหมด 3 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจ มากที่สุด คือ ใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องชัดเจน, ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ค้นคว้าหา ข้อมูลและการน าเสนอผลการวิเคราะห์และสรุปผล (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.47) รองลงมาคือ ความรู้และ ทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน (ค่าเฉลี่ย 4.17, S.D.=0.37) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการ ปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี โดยรวม อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.25, S.D.= 0.43) โดยทั้งหมด 3 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความ พึงพอใจมากที่สุด คือ ใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องชัดเจน (ค่าเฉลี่ย 4.33, S.D.=0.47) รองลงมา คือ ความรู้และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน (ค่าเฉลี่ย 4.24, S.D.=0.43), ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ค้นคว้าหาข้อมูลและการน าเสนอผลการวิเคราะห์และ สรุปผล (ค่าเฉลี่ย 4.19, S.D.=0.39) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการ ปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี โดยรวม อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.27, S.D.= 0.57) โดยทั้งหมด 3 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความ
31 พึงพอใจมากที่สุด คือ ความรู้และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน (ค่าเฉลี่ย 4.34, S.D.=0.58) รองลงมา คือ ใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องชัดเจน (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D.=0.60), ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ค้นคว้าหาข้อมูลและการน าเสนอผลการวิเคราะห์และ สรุปผล (ค่าเฉลี่ย 4.20, S.D.=0.52) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการ ปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี โดยรวม อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.18, S.D.= 0.35) โดยทั้งหมด 3 ข้อที่ นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความ พึงพอใจมากที่สุด คือ ความรู้และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน (ค่าเฉลี่ย 4.34, S.D.=0.58) รองลงมาคือ ใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องชัดเจน (ค่าเฉลี่ย 4.26, S.D.=0.60), ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ค้นคว้าหาข้อมูลและการน าเสนอผลการวิเคราะห์และ สรุปผล (ค่าเฉลี่ย 4.20, S.D.=0.52) ตามล าดับ สรุปผลในภาพรวม ผลความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ อุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย 4.30) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.48) รองลงมาคือ ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ, ด้านทักษะทาง ปัญญา, ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.30), ด้านทักษะการวิเคราะห์ เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.26) ตามล าดับ ดังตารางที่ 10 ตารางที่ 10 ภาพรวมระดับความพึงพอใจคุณลักษณะของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ อุดมศึกษาแห่งชาติ คุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] ด้านคุณธรรม/จริยธรรม ค่าเฉลี่ย 4.30 4.50 4.62 4.45 4.48 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [2] ด้านความรู้ความสามารถทาง วิชาการ/วิชาชีพ ค่าเฉลี่ย 4.20 4.30 4.29 4.36 4.30 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [3] ด้านทักษะทางปัญญา ค่าเฉลี่ย 4.37 4.30 4.29 4.27 4.30 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [4]ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลและความรับผิดชอบ ค่าเฉลี่ย 4.38 4.26 4.34 4.14 4.30 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก [5] ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี ค่าเฉลี่ย 4.28 4.25 4.27 4.18 4.26 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก รวม ค่าเฉลี่ย 4.30 4.30 4.29 4.27 4.30 ระดับความพึงพอใจ มาก มาก มาก มาก มาก
32 เมื่อพิจารณาแยกตามรายสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงาน ของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จ การศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความ รับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.38) รองลงมาคือ ด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.37), ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.30) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.28), ด้าน ความรู้ความสามารถทางวิชาการ (ค่าเฉลี่ย 4.20) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการ ปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.30) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.50) รองลงมาคือ ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ และด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.30), ด้านทักษะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.26), ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การ สื่อสารและการใช้เทคโนโลยี(ค่าเฉลี่ย 4.25) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการ ปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.29) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.62) รองลงมาด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.34), ด้านความรู้ ความสามารถทางวิชาการ, ด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.29), ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การ สื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.27) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา มีความพึงพอใจต่อคุณลักษณะการ ปฏิบัติงานของผู้ส าเร็จการศึกษาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษาแห่งชาติ ทั้ง 5 ด้าน พบว่า นายจ้าง/ ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.27) โดยทั้งหมด 5 ด้าน นายจ้าง/ผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษามีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านคุณธรรม/จริยธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.45) รองลงมาคือ ด้านความรู้ความสามารถทางวิชาการ (ค่าเฉลี่ย 4.36), ด้านทักษะทางปัญญา (ค่าเฉลี่ย 4.27), ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี (ค่าเฉลี่ย 4.18), ด้านทักษะความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (ค่าเฉลี่ย 4.14) ตามล าดับ
33 ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนตาก จ าแนกตามสาขาวิชา สรุปได้ดังนี้ 3.1 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่อยากให้ทางวิทยาลัยส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเพิ่ม ทักษะให้กับผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน สาขาวิชาสาธารณสุข 1) ควรเพิ่มทักษะด้านกฎหมายสาธารณสุขมากขึ้น 2) การฝึกงานเพิ่มเติม สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย 1) มีการเพิ่มเติม ความรู้ ทักษะ นักศึกษา ให้มากกว่านี้ 2) เพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสาร 3) ควรเพิ่มความรู้ให้เพิ่มมากขึ้น 3.2 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ท่านต้องการในการ ปฏิบัติงานในองค์กร สาขาวิชาสาธารณสุข 1) มีประสบการณ์ด้านงานสาธารณสุข สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย 1) มีความความรู้ ทักษะตามสาขาวิชา เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยอื่นได้ 2) ความเข้าใจการการเก็บข้อมูลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน 3) ควรเพิ่มทักษะในการปฏิบัติจริงโดยการฝึกงาน สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น 1) ความมีน้ าใจ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้เกียรติผู้ร่วมงาน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2: ผลความพึงพอใจชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ด้าน การท าประโยชน์ให้ชุมชน ทีมวิจัย ได้ใช้แบบประเมินที่ชุมชนประเมินผู้ส าเร็จการศึกษาและผู้ผ่านการฝึกอบรมของวิทยาลัยชุมชนตาก ท าประโยชน์ให้ชุมชน (เครื่องมือ D2) ในการศึกษาความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาของ วิทยาลัยชุมชนตาก โดยส่งแบบสอบถามไปยังชุมชนที่ผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ ซึ่งกลุ่มเปูาหมายในการสอบถาม ประกอบด้วย สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ หัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา สถานประกอบการ ชาวบ้านในชุมชน องค์กร ในชุมชน องค์กรอิสระหรือมูลนิธิ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2564 ในมุมมองของชุมชน มีคุณภาพตรงตาม อัตลักษณ์ของผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตากหรือไม่ โดย แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
34 ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วเบื้องต้น ตอนที่ 2 ความพึงพอใจที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาและผู้ผ่านการฝึกอบรมของวิทยาลัยชุมชน ในการท า ประโยชน์ให้กับชุมชน ตอนที่ 1 ข้อมูลเบื้องต้น ผู้ส าเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2564 มีจ านวนทั้งสิ้น 160 คน ได้ส่งแบบสอบถามไปยังชุมชน ที่ผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ทั้ง 160 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 154 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 96.25 ของแบบสอบถามที่ส่งไป ดังตารางที่ 61 ตารางที่ 61 จ านวนและร้อยละของชุมชนที่ผู้ส าเร็จการศึกษาอาศัยอยู่ แยกตามสาขาวิชา จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. จ านวนผู้ส าเร็จ 14 65 46 35 160 ตอบแบบสอบถาม 14 65 46 29 154 รวม 100.00 100.00 100.00 82.86 96.25 เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาที่ส่งแบบสอบถามกลับมามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100 คือ หลักสูตรอนุปริญญา สาขาวิชาสาธารณสุข, สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น, สาขาวิชาการศึกษา ปฐมวัย รองลงมาคือ หลักสูตรอนุปริญญาสาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ร้อยละ 82.86 ตามล าดับ ผู้ตอบแบบสอบถามระบุชื่อชุมชน จ านวน 112 ชุมชน แยกตามหลักสูตร และสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข มีชุมชนตอบแบบสอบถาม จ านวน 13 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนบ้านหนอง ปลาไหล, บ้านสันติสุข, บ้านเอื้ออาทรไม้งามตาก, บ้านเจดีย์โคะ, บ้านหนองนกปีกกา, บ้านแก่งหิน, บ้านสบยม, บ้านห้วยเหลือง, บ้านพะน่อคี, บ้านห้วยนกกก, บ้านปางลับแล, บ้านไม้งาม, บ้านละหานทราย สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีชุมชนตอบแบบสอบถาม จ านวน 47ชุมชน ประกอบด้วย บ้านใหม่ไผ่ล้อม, บ้านโฮ่ง, บ้านสันเก้ากอม, บ้านแม่สลิดหลวง, บ้านแม่กลองใหม่, บ้านเหนือสามัคคี, บ้านวังเจ้า, ชุมชนหนองบัวใต้, บ้านห้วยแห้ง, บ้านแม่กื้ดหลวง, ชุมชนศรีบุญเรือง, ชุมชนแม่ปะ, บ้านแม่อุสุ, ชุมชนอิสลาม, ชุมชนดอนแก้ว, บ้านใหม่ท่าแพ, บ้านอุ้มผาง, บ้านแม่จันทะ, บ้านเซปะหละ, บ้านปรอผาโด้, บ้านเคลอคี, บ้านหนองหลวง, บ้านยะโม่คี, บ้านกุยเลอตอ, บ้านประหละทะ, บ้านเซอทะ, บ้านโยะทะ, บ้านวังตะเคียนใต้, ชุมชนประชารักษ์, ชุมชนร่วมใจ, ชุมชนตาลเดี่ยววิลล่า, บ้านร่วมแรง, บ้านท่าสายลวด, วิทยาลัยชุมชนตาก, บ้านแม่ระมาด, บ้านแม่จะเรา, บ้านสามหมื่น, บ้านห้วยบง, บ้านแม่จะเราบ้านทุ่ง, บ้านแม่หละ, บ้านจกปก, บ้านแพะ, บ้านขะเนจื้อ, ชุมชนศรีบุญเรือง, ชุมชนปากคลองเกาะฤาษี, ชุมชนบ้านห้วยพลู, ชุมชนแม่สอด สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีชุมชนตอบแบบสอบถาม จ านวน 32 ชุมชน ประกอบด้วย บ้านกามาผาโด้, บ้านกุยเลอตอ, บ้านแกลมื่อโจ๊ะ, บ้านขะเนจื้อ, บ้านเซอทะ, บ้านเดลอคี, บ้านต๊ะโจโค๊ะ, บ้านท่าสายลวด, บ้านทีหนึคี, บ้านทุ่งถ้ า, บ้านนุโพ, บ้านเปิงเคลิ่ง, บ้านพบพระ, บ้านพอบือละปูุ, บ้านพะตี้หม่อโจ, บ้านแม่
35 กระแซ, บ้านแม่กลองเก่า, บ้านแม่กลองคี, บ้านแม่โข๊ะ, บ้านยูไนท์, บ้านแม่สลิด, บ้านแม่หละ, บ้านแม่หละ ยาง, บ้านยะพอ, บ้านวะแขระโกร, บ้านวะครึโค๊ะ, บ้านวาเล่ย์, บ้านสามหมื่นทุ่ง, บ้านหนองบัว, บ้านห้วยมะ โหนกคี, บ้านห้วยแห้ง, บ้านหม่องกั๊วะ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีชุมชนตอบแบบสอบถาม จ านวน 20 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนบ้าน ค้างภิบาล, ชุมชนศาลปูุแดง, ชุมชนห้วยช้างไล่, ชุมชนอรัญญิก, บ้านเกาะอ้ายด้วน, บ้านขุนห้วยแม่ต้าน, บ้านคลองด้วน, บ้านจ๊อกจอ, บ้านเจดีย์โคะ, บ้านตะเปุอพู, บ้านนุเนะโปลี, บ้านปอเคลอะเด, บ้านปุาไร่, บ้านมะโอโกร, บ้านแม่กลองคี, บ้านแม่กึดหลวง, บ้านยะโม่คี, บ้านศรีนครินทร์, บ้านอุ้มผาง, บ้านอุ้มผางคี ตารางที่ 62จ านวนและร้อยละของความเกี่ยวข้องของผู้ตอบแบบสอบถามกับผู้ส าเร็จการศึกษาแยกตามสาขาวิชา หัวข้อสอบถาม จ านวนผู้ตอบ (คน) (ร้อยละ) อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] สมาชิกในครอบครัวและ เครือญาติ 4 24 26 20 74 28.57 36.92 56.52 68.97 48.05 [2] หัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา - 2 1 - 3 - 3.08 2.17 - 1.95 [3] สถานประกอบการ - - 1 - 1 - - 2.17 - 0.65 [4] ชาวบ้านในชุมชน 8 30 18 5 61 57.14 46.15 39.13 17.24 39.61 [5] องค์กรในชุมชน 2 5 - 4 11 14.29 7.69 - 13.79 7.14 [6] องค์กรอิสระหรือมูลนิธิ - 4 - - 4 - 6.15 - - 2.60 รวม 14 65 46 29 154 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00 จากตารางที่ 62 เมื่อพิจารณาความเกี่ยวข้องของผู้ตอบแบบสอบถามกับผู้ส าเร็จการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ จ านวน 74 คน (ร้อยละ 48.05) รองลงมาคือ ชาวบ้านในชุมชน จ านวน 61 คน (ร้อยละ 39.61) องค์กรในชุมชน จ านวน 11 คน (ร้อยละ 7.14) องค์กรอิสระหรือมูลนิธิ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 2.60) หัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา จ านวน 3 คน (ร้อยละ 1.95) และสถานประกอบการ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.65) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้
36 สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่คือ ชาวบ้านในชุมชน จ านวน 8 คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติจ านวน 4 คน (ร้อยละ 28.57) องค์กรในชุมชน จ านวน 2 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่คือ ชาวบ้านในชุมชน จ านวน 30 คน (ร้อยละ 46.15) รองลงมาคือ สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ จ านวน 24 คน (ร้อยละ 36.92) องค์กรในชุมชน จ านวน 5คน (ร้อยละ 7.69) องค์กรอิสระหรือมูลนิธิจ านวน 4 คน (ร้อยละ 6.15) หัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 3.08) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่คือ สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ จ านวน 26คน (ร้อยละ 56.52) รองลงมาคือ ชาวบ้านในชุมชน จ านวน 18คน (ร้อยละ 39.13) หัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา, สถานประกอบการ จ านวน 1คน (ร้อยละ 2.17) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่คือ สมาชิกในครอบครัวและเครือญาติ จ านวน 20คน (ร้อยละ 68.97) รองลงมาคือ ชาวบ้านในชุมชน จ านวน 5คน (ร้อยละ 17.24) องค์กรในชุมชน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 13.79) ตามล าดับ ตารางที่ 63 จ านวนและร้อยละของผู้ประเมินเคยเข้าร่วมกิจกรรมของวิทยาลัยชุมชน จ านวนผู้ส าเร็จ การศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ. อ.ปค. อ.ปว. อ.พท. รวม [1] ไม่เคย 13 45 30 27 115 92.86 69.23 65.22 93.10 74.68 [2] เคย 1 20 16 2 39 7.14 30.77 34.78 6.90 25.32 รวม 14 65 46 29 154 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 63 เมื่อพิจารณาผู้ประเมินเคยเข้าร่วมกิจกรรมของวิทยาลัย พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เคยเข้า ร่วมกิจกรรม จ านวน 115 คน (ร้อยละ 74.68) รองลงมาคือ เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 39 คน (ร้อยละ 25.32) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุขผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 13 คน (ร้อยละ 92.86) รองลงมาคือ เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 1 คน (ร้อยละ 7.14) กิจกรรมที่เคยเข้าร่วมคือ กิจกรรมท าลูก ประคบ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 45 คน (ร้อยละ 69.23) รองลงมาคือ เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 20 คน (ร้อยละ 30.77) กิจกรรมที่เคยเข้าร่วมคือ กิจกรรมโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนปูองกันหมอกควันจากไฟปุา, กิจกรรมลอยกระทง, กิจกรรมไหว้ครู,
37 โครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนดอยสอยมาลัย, โครงการสัมมนา, จิตอาสา, ถวายเทียนเข้าพรรษา, ท าฝายกั้นน้ า, บริการเสื้อให้เด็ก สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 30 คน (ร้อยละ 65.22) รองลงมาคือ เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 16 คน (ร้อยละ 34.78) กิจกรรมที่เคยเข้าร่วมคือ กิจกรรมท าฝายชะลอน้ า, กิจกรรมไหว้ครู, กิจกรรมอาหาร, กีฬาสี, จิตอาสา, จิตอาสาท าฝายชะลอน้ า, จิตอาสาที่วัด, หลักสูตรระยะสั้นการผลิตสื่อ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 27 คน (ร้อยละ 93.10) รองลงมาคือ เคยเข้าร่วมกิจกรรม จ านวน 2 คน (ร้อยละ 6.90) กิจกรรมที่เคยเข้าร่วมคือ กีฬาสีและพิธีไหว้ครู ตอนที่ 2 ความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาและผู้ผ่านการฝึกอบรมของวิทยาลัย ชุมชน ในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน ผลการประเมินความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนในการท า ประโยชน์ให้กับชุมชน 9 ข้อ ดังนี้ ตารางที่ 64 จ าแนกตามความพึงพอใจของผู้ประเมินที่ต่อผู้ส าเร็จการศึกษา รายการประเมิน นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ (14 คน) อ.ปค. (65 คน) อ.ปว. (46 คน) อ.พท. (29 คน) รวม (154 คน) มี ไม่มี มี ไม่มี มี ไม่มี มี ไม่มี มี ไม่มี [1] เป็นผู้มีความคิดริเริ่มที่ได้รับ การยอมรับในงานหรือกิจกรรม ที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน 14 11.11 - 65 11.11 - 39 9.42 7 1.69 26 9.96 3 1.15 144 10.39 10 0.72 [2] เป็นอาสาสมัครเพื่อ ช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน 14 11.11 - 64 10.94 1 0.17 41 9.90 5 1.21 27 10.34 2 0.77 146 10.53 8 0.58 [3] มีความกระตือรือร้นและมี ส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือ พัฒนาชุมชน 14 11.11 - 65 11.11 - 45 10.87 1 0.24 27 10.34 2 0.77 151 10.89 3 0.22 [4] มีความประพฤติ และปฏิบัติ ตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท า ประโยชน์ให้กับชุมชน 14 11.11 - 65 11.11 - 46 11.11 - 27 10.34 2 0.77 152 10.97 2 0.14 [5] มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ ดีของชุมชน 14 11.11 - 65 11.11 - 46 11.11 - 27 10.34 2 0.77 152 10.97 2 0.14 [6] สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมี งานท าที่เป็นแบบอย่างในชุมชน 14 11.11 - 63 10.77 2 0.34 37 8.94 9 2.17 26 9.96 3 1.15 140 10.10 14 1.01
38 รายการประเมิน นายจ้างของผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา อ.สธ (14 คน) อ.ปค. (65 คน) อ.ปว. (46 คน) อ.พท. (29 คน) รวม (154 คน) [7] มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือ ช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ 14 11.11 - 65 11.11 - 46 11.11 - 25 9.58 4 1.53 150 10.82 4 0.29 [8] สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น 14 11.11 - 61 10.43 4 0.68 28 6.76 18 4.35 25 9.58 4 1.53 128 9.24 26 1.88 [9] ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจาก หน่วยงานภายนอก 14 11.11 - 52 8.89 13 2.22 25 6.04 21 5.07 25 9.58 4 1.53 116 8.37 38 2.74 ร้อยละ 126 - 565 20 353 61 235 26 1279 107 100.00 96.58 3.42 85.27 14.73 90.04 9.96 92.28 7.72 จากตารางที่ 64 ความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนในการท า ประโยชน์ให้กับชุมชน แยกตามรายการประเมิน โดยเรียงตามความคิดเห็นของชุมชนจากมากที่สุดไปหา น้อยที่สุด พบว่า 1. มีความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน, มีความเป็นผู้น า และผู้ตามที่ดีของชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 152 คน (ร้อยละ 10.97) และไม่มี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 0.14) 2. มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถาม เลือกตอบ มี จ านวน 151 คน (ร้อยละ 10.89) และ ไม่มีจ านวน 3 คน (ร้อยละ 0.22), 3. มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 150 คน (ร้อยละ 10.82) และไม่มี จ านวน 4 คน (ร้อยละ 0.29), 4. เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 146 คน (ร้อยละ 10.53) และไม่มี จ านวน 8 คน (ร้อยละ 0.58) 5. เป็นผู้มีความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับในงานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน ผู้ตอบ แบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 144 คน (ร้อยละ 10.39) และไม่มี จ านวน 10 คน (ร้อยละ 0.72), 6. สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างในชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 140 คน (ร้อยละ 10.10) และไม่มี จ านวน 14 คน (ร้อยละ 1.01), 7. สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 128 คน (ร้อยละ 9.24) และ ไม่มี จ านวน 26 คน (ร้อยละ 1.88)
39 8. ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงาน ภายนอก ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 116 คน (ร้อยละ 8.37) และไม่มี จ านวน 38 คน (ร้อยละ 2.74) แยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เห็นว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาสาขาวิชา สาธารณสุขชุมชนเป็นผู้มีความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับในงานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน, เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน, มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนา ชุมชน, มีความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน, มีความเป็นผู้น าและ ผู้ตามที่ดีของชุมชน, สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างในชุมชน, มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือ ช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ, สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น, ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชู เกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานภายนอก ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 14 คน (ร้อยละ 11.11) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เห็นว่า ผู้ส าเร็จการศึกษา สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้มีความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับในงานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติ ของชุมชน, มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน, มีความประพฤติ และปฏิบัติ ตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับชุมชน, มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดีของชุมชน, มีส่วนร่วมใน กิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 65 คน (ร้อยละ 11.11) รองลงมาคือ เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 64 คน (ร้อยละ 10.94) และไม่มีจ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.17), สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างใน ชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 63 คน (ร้อยละ 10.77) และไม่มีจ านวน 2 คน (ร้อยละ 0.34), สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 61 คน (ร้อยละ 10.43) และไม่มีจ านวน 4 คน (ร้อยละ 0.68), ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจาก หน่วยงานภายนอก ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 52 คน (ร้อยละ 8.89) และไม่มีจ านวน 13 คน (ร้อย ละ 2.22) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เห็นว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาใน สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย เป็นผู้มีความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ให้กับ ชุมชน, มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดีของชุมชน, มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 46 คน (ร้อยละ 11.11) รองลงมาคือ มีความกระตือรือร้นและมีส่วน ร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 45 คน (ร้อยละ 10.87 และ ไม่มี จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.24), เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 41 คน (ร้อยละ 9.90) และไม่มี จ านวน 5 คน (ร้อยละ 1.21), เป็นผู้มีความคิดริเริ่มที่ได้รับการ ยอมรับในงานหรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 39 คน (ร้อยละ 9.42) และไม่มี จ านวน 7 คน (ร้อยละ 1.69), สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างใน ชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 37 คน (ร้อยละ 8.94) และไม่มี จ านวน 9 คน (ร้อยละ 2.17), สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 28 คน (ร้อยละ 6.76) และไม่มี จ านวน
40 18 คน (ร้อยละ 4.35), ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจาก หน่วยงานภายนอก ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 25 คน (ร้อยละ 6.04) และไม่มี จ านวน 21 คน (ร้อยละ 5.07) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เห็นว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาใน สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย เป็นผู้เป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในชุมชน, มีความกระตือรือร้นและมีส่วน ร่วมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาชุมชน, มีความประพฤติ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการท าประโยชน์ ให้กับชุมชน, มีความเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดีของชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 27 คน (10.34) และไม่มี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 0.77) รองลงมาคือ เป็นผู้มีความคิดริเริ่มที่ได้รับการยอมรับในงาน หรือกิจกรรมที่น าไปสู่การปฏิบัติของชุมชน, สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือมีงานท าที่เป็นแบบอย่างในชุมชน ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 26 คน (ร้อยละ 9.96) และไม่มี จ านวน 3 คน (ร้อยละ 1.15), มีส่วน ร่วมในกิจกรรมหรือช่วยเหลือชุมชนอย่างสม่ าเสมอ, สร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น, ได้รับรางวัล โล่รางวัล เกียรติ บัตร หนังสือเชิดชูเกียรติ หรือประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานภายนอก ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกตอบ มี จ านวน 25 คน (ร้อยละ 9.58) และไม่มี จ านวน 4 คน (ร้อยละ 1.53) ตามล าดับ
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการติดตามความพึงพอใจผู้ใช้บัณฑิตที่ส าเร็จการศึกษา จากวิทยาลัยชุมชนตาก ปีศึกษา 2564 และเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จากผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา และน าผล การศึกษาวิจัยที่ได้ไปใช้เป็นข้อมูลสะท้อนกลับถึง คุณภาพของผู้ส าเร็จการศึกษาว่ามีความรู้ความสามารถตรง ตามความต้องการของตลาดแรงงานมากน้อยเพียงใด รวมถึง การปรับปรุงเพื่อวางแผนในการสร้างผู้ส าเร็จ การศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นและการพัฒนาประเทศ รวมถึงให้มีมาตรฐาน และการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นที่ยอมรับของสังคมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ผู้ส าเร็จ การศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้คือแบบสอบถามทั้งปลายปิด และปลายเปิด 5.1 สรุปผลการศึกษาระดับความพึงพอใจผู้ใช้ผู้ส าเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ทีมนักวิจัยได้ใช้แบบส ารวจความพึงพอใจของนายจ้างหรือสถานประกอบการที่มีต่อผู้ส าเร็จ การศึกษาใหม่ (เครื่องมือ D4) ส่งไปยังสถานประกอบการของผู้ส าเร็จการศึกษา เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นายจ้าง ได้ดั้งนี้ 1) ข้อมูลทั่วไป พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2564จ านวนทั้งสิ้น 86คน เป็นผู้ที่มีงานท า และมีนายจ้าง จ านวน 73 คน เป็นกิจการส่วนตัว 13 คน วิทยาลัยฯ จึงได้ส่งแบบสอบถามไปนายจ้าง/ผู้ใช้ ผู้ส าเร็จการศึกษาทั้ง 73 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 73 ฉบับ (ร้อยละ 100.00) แยกเป็น สาขาวิชา สาธารณสุขชุมชน จ านวน 6 คน สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น จ านวน 21 คน สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จ านวน 35 คน และสาขาวิชาแพทย์แผนไทย จ านวน 11 คน 1.1) ความเกี่ยวข้องของนายจ้างกับผู้ส าเร็จการศึกษาในสายบังคับบัญชา ส่วนใหญ่ เป็น หัวหน้างานของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 57 คน (ร้อยละ 78.08) รองลงมา คือ หัวหน้าฝุาย/แผนกของ ผู้ส าเร็จการศึกษาและอื่น ๆ จ านวน 7คน (ร้อยละ 9.59) ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 5คน (ร้อยละ 6.85) และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ เจ้าหน้าที่ธุรการ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 5.48) ตามล าดับ พิจารณาแยก ตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้างานของผู้ส าเร็จ การศึกษา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 66.67) รองลงมา คือ หัวหน้าฝุาย/แผนกของผู้ส าเร็จการศึกษาและอื่น ๆ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 33.33) ตามล าดับ (2) สาขาการปกครองท้องถิ่น ผู้ตอบแบบสอบถาม จ านวน 21 คน ส่วนใหญ่ เป็นหัวหน้า งานของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 16คน (ร้อยละ 76.19) รองลงมา คือ หัวหน้าฝุาย/แผนกของผู้ส าเร็จการศึกษา และอื่น ๆ จ านวน 4คน (ร้อยละ 19.05) และผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 1คน (ร้อยละ 4.76) ตามล าดับ