รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ การติดตามภาวะมีงานท าผู้ส าเร็จการศึกษา ของวิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 คณะผู้จัดท า นางวีระวรรณ เอื้อจินดาพงศ์ นางสาววัชรินทร์รัตน์ ศรีสมุทร นางสาวบุษกร อยู่พ่วง งานวิจัยในครั้งนี้ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย จากงบประมาณสถาบันวิทยาลัยชุมชน ประจ าปีงบประมาณ 2566
ก กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง “การติดตามภาวะมีงานท าผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก ในปีการศึกษา 2564” ในครั้งนี้ ได้ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะได้รับการอนุเคราะห์จาก ดร.เปรมจิต มอร์ซิง ซึ่งเป็นที่ปรึกษางานวิจัย ได้กรุณาให้ค าปรึกษา แนวคิด ค าแนะน า ตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ผู้วิจัยจึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณให้ความอนุเคราะห์และการสนับสนุนจาก ส านัก และศูนย์ ต่าง ๆ ของวิทยาลัยชุมชนตาก ที่ให้ความอนุเคราะห์ เช่น ส านักวิชาการที่ให้ความอนุเคราะห์ส่งแบบสอบถามไปยังผู้ส าเร็จการศึกษา 2564 ส านักอ านวยการที่ช่วยจัดท าและจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ หน่วยจัดการศึกษาที่ให้ความร่วมมือในการ ติดตามจัดเก็บแบบสอบถาม เพื่อน าข้อมูลมาประกอบการด าเนินงานวิจัย สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณ ผู้อ านวยการวิทยาลัยชุมชนตาก คณะผู้บริหารวิทยาลัยชุมชนตาก ที่ได้ให้การสนับสนุนที่ได้อนุมัติงบประมาณในปี 2566 ในการด าเนินงานวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้จัดท า มิถุนายน 2566
ข บทสรุปผู้บริหาร ชื่อเรื่อง : การติดตามภาวะมีงานท าผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก : ปีการศึกษา 2564 ผู้ศึกษา : ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิจัย และนวัตกรรม ปีที่ท าการศึกษา : ปี พ.ศ. 2566 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการได้งานท าหรือประกอบอาชีพอิสระของผู้ส าเร็จ การศึกษาในปีการศึกษา 2564 และศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของ วิทยาลัยชุมชนตาก ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้แก่ผู้ส าเร็จการศึกษาจาก วิทยาลัยชุมชนตากในปีการศึกษา 2564 จ านวน 160 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้คือแบบสอบถามแบบปลายปิดและปลายเปิด มาตราส่วนการประมาณค่าน ามา ประมวลข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปใช้ค่าสถิติคือ การหาค่าความถี่ และค่าร้อยละ ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการติดตามภาวการณ์มีงานท าและการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษา 1) ข้อมูลทั่วไป พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชาย ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือ ได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว ไม่ได้เป็นนักบวช 2) ด้านสภาวะการมีงานท า (ส าหรับผู้มีงาน ท าแล้ว) พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษา ส่วนใหญ่มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ใน สายงานเดิมหลังจบการศึกษา (ร้อยละ 37.04) ประเภทของงานที่ท า ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (ร้อยละ 65.12) เมื่อพิจารณาแยกสาขา พบว่า สาขาที่มีค่าร้อยละการได้งานท าหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี มากที่สุด คือ สาขาการศึกษาปฐมวัย (ร้อยละ 73.91) รองลงมาคือ สาขาสาธารณสุขชุมชน (ร้อยละ 50.00) สาขา การแพทย์แผนไทย (ร้อยละ 45.71) และ สาขาการปกครองท้องถิ่น (ร้อยละ 41.54) ตามล าดับ มีความพอใจกับงานที่ท า (ร้อยละ 100.00) ระยะเวลาของการได้งานท า เป็นงานเดิมก่อนมา ศึกษาหรือได้งานท า ระหว่างศึกษา (ร้อยละ 56.98) มีลักษณะงานที่ท าตรงกับ สาขาที่ส าเร็จการศึกษา (ร้อยละ 55.81) มีการน าความรู้ที่ เรียนมา ประยุกต์ใช้กับงานที่ท างาน (ร้อยละ 48.84) 3) ด้านการสมัครงานและการท างาน(ส าหรับผู้ที่ยังไม่ได้ ท างาน) สาเหตุส าคัญ ที่สุดของการว่างงาน พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 74 คน ส่วนใหญ่ยังไม่ ประสงค์ท างานจ านวน (ร้อยละ 59.46) ไม่มีปัญหาในการหางานท า (ร้อยละ 92.11) ส่วนใหญ่ต้องการท างานใน ประเทศ (ร้อยละ 100.00) ในการเปิดเผยข้อมูลแก่นายจ้าง/สถานประกอบการ เพื่อพิจารณาบรรจุงาน พบว่า ส่วน ใหญ่ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล (ร้อยละ 90.54) 4) ด้านคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษามีเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (คิดเฉพาะผู้ที่ได้งานท า) ก่อนส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,686.05 บาท ภายหลังส าเร็จการศึกษามีรายได้เฉลี่ยเท่ากับ 8,447.67 บาท เมื่อส าเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ย้าย
ค และยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม (ร้อยละ 95.00) ความภาคภูมิใจหลังจากส าเร็จการศึกษา คือ ท าให้มีเพื่อนและ สังคมที่กว้างขึ้น (ร้อยละ 67.63) 6) ด้านการศึกษาต่อ พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ต้องการศึกษาต่อ (ร้อยละ 63.75) ส าหรับผู้ต้องการศึกษาต่อ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 56.90) ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม (ร้อยละ 82.76) และศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัย รัฐบาล (ร้อยละ 94.83) เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อ ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง (ร้อยละ 81.03) ไม่มี ปัญหาในการเข้าศึกษาต่อ (ร้อยละ 56.90) 7) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ส าเร็จการศึกษาในการเสริม ความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของผู้ส าเร็จได้มาก ยิ่งขึ้น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ (ร้อยละ 43.75) รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 29.38) การฝึก ปฏิบัติงานจริง (ร้อยละ 11.88) และภาษาในอาเซียน (ร้อยละ 8.76)ตามล าดับ 2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัดการศึกษา 1) ด้านหลักสูตร (1) สาชาวิชาสาธารณสุข - ควรเน้นการฝึกปฏิบัติในการท าหัตถการให้มากกว่านี้ (2) สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - หลักสูตรที่เรียนดีมาก - อยากให้มีหลักสูตรภาษาเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากในการใช้ชีวิตประจ าวันในพื้นที่ ต้องพบปะกับบุคคลหลายเชื้อชาติ - หลักสูตรบางตัวอาจเพิ่มเติมและไม่ให้เกินระดับจนเกินไป - วิทยาลัยฯ ควรท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฯ ให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อรับต่อยอด การศึกษาให้นักศึกษาสามารถศึกษาในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลาที่มาก (3) สาขาวิชาปฐมวัย - เน้นการปฏิบัติงานจริงให้มากขึ้น - ควรเพิ่มรายวิชาด้านภาษา เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ - อยากให้มีการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานส านักงานให้มากขึ้น เช่น โปรแกรม Excel (4) สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - ควรจัดให้มีภาคปฏิบัติมากกว่านี้ (7 คน) - ควรเพิ่มเติมควรรู้เรื่องสมุนไพรให้มากกว่านี้ - ควรเพิ่มการปฏิบัติระหว่างเรียน เช่น วันจันทร์- วันศุกร์ ปฏิบัติ เสาร์-อาทิตย์เรียน - เปิดโอกาสให้เรียนรู้กับสถานการณ์จริงให้มากขึ้น 2) ด้านการเรียนการสอน (1) สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - วิทยาลัยฯ ควรมีการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติการเรียนการสอนของครูผู้สอน เนื่องจาก อาจารย์ผู้สอนไม่ค่อยเข้าสอนเน้นการออกนอกสถานที่
ง - ในการเรียนออนไลน์ ควรมีไฟล์ความรู้แนบเพื่อให้นักศึกษาอ่านทบทวน - เรียนออนไลน์บางครั้งสัญญาณ ไม่ดีท าให้เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องควรมีการบันทึกการเรียนการสอน และจัดส่งให้ผู้เรียนเพื่อทบทวน - อาจารย์ผู้สอนควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนที่ท าให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ขึ้นโดยการยกตัวอย่างประกอบ - ควรพัฒนาอาจารย์ผู้สอนในด้านเทคนิคการสอน เนื่องจากอาจารย์บางท่านไม่ได้เป็นครู สอนไม่เข้าใจ (2) สาขาวิชาปฐมวัย - ควรพัฒนาอาจารย์ผู้สอนในด้านการจัดการเรียนการสอน เนื่องจาก อาจารย์บางท่านไม่ได้ เป็นครูสอนไม่เข้าใจ - ควรเน้นการเรียนการสอนภาคปฏิบัติให้มากขึ้น (3) สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - ควรมีอาคารเรียนปฏิบัติ และอุปกรณ์การเรียนมากกว่านี้เนื่องจาก เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ ในการเรียนรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยมีไม่เพียงพอ - ควรเน้นการฝึกงาน หรือการปฏิบัติโดยการพบเจอคนทั่วไปบ่อยๆ - ควรใช้อาจารย์ผู้สอนที่ตรงกับหลักสูตร - ควรปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาการศึกษา (1) สาชาวิชาสาธารณสุข - พานักศึกษาออกนอกสถานที่ สังเกตการปฏิบัติงานจริงตามชุมชน (2) สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - ควรให้มีกิจกรรมเพิ่ม นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมและได้มีกิจกรรมร่วมกันกับผู้สอน - ควรให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อสารและเทคโนโลยีกับนักศึกษาเพื่อน ามาปรับใช้กับการ ท างานที่เหมาะสม และทันต่อปัจจุบัน (3) สาขาวิชาปฐมวัย - ควรจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งตรงกับสาขาที่ศึกษา - เน้นกิจกรรมในการพัฒนาการเด็กเป็นส าคัญ - อยากให้รุ่นพี่มาแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในชั้นเรียนหรือมาเล่าประสบการณ์การฝึกงานต่างๆ - อยากให้รุ่นพี่ที่เรียนสาขาเดียวกันได้แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ให้รุ่นน้องในชั้นเรียน และพูดคุย ถึงประสบการณ์การเรียนและการท างาน (4) สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - อยากให้มีการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนได้มากขึ้น เช่น การไปทัศนศึกษาที่เกี่ยวกับแพทย์ แผนไทย ไปดูงานตามมหาวิทยาลัยที่ดังในเรื่องของแผนไทย กิจกรรมศึกษาดูงานออนไลน์ เป็นต้น (3 คน)
จ - สอนเทคนิคการท าวิจัยที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับสาขา - เพิ่มอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น - ควรส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประยุกต์แนวคิดทางวิชาชีพในการพัฒนาการเรียนรู้ - ควรปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น ข้อเสนอแนะจากผู้วิจัยในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก 1) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรและสาขาวิชาที่เรียน - ทุกสาขาวิชาควรท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อจัดหลักสูตรให้สอดรับกับการต่อยอด การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้เรียนที่ต้องการศึกษาต่อ และให้ผู้ส าเร็จการศึกษาสามารถ ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ใช้เวลามาก - ทุกสาขาวิชาควรเพิ่มรายวิชา หรือจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะของสาขา เพื่อให้ได้คุณลักษณะ ผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาที่ก าหนด เช่น การแพทย์แผนไทยเน้น 4 วิชาหลัก (เวชกรรมไทย, เภสัชกรรมไทย, ผดุงครรภ์, การนวดแผนไทย) ปกครองท้องถิ่น การเขียนโครงการพัฒนาชุมชน การสร้างการมีส่วนร่วมกับ ชุมชนในการพัฒนาชุมชน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การพิมพ์ดีดให้คล่อง, การใช้โปรแกรม office โดยเฉพาะ excel, word - ทุกสาขาวิชาควรเพิ่มเติมรายวิชาเกี่ยวกับภาษาที่มีความจ าเป็นตามบริบทของจังหวัด เพื่อให้ ทันต่อสถานการณ์การสื่อสารในปัจจุบันนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาพม่า ภาษาจีน (2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนการสอน - ควรส่งเสริมการเรียนการสอนนอกนอกสถาน เพื่อให้ผู้เรียนได้เจอกับสภาพจริง เช่น สาขา ปกครองให้นักศึกษาได้ร่วมเขียนโครงการจากโจทย์ชุมชน และช่วยแก้ปัญหาในชุมชนของตน - การเรียนการสอนให้เน้นการฝึกปฏิบัติจริงให้มาก การยกตัวอย่างจากสถานการณ์จริง เพื่อให้ นักศึกษาได้เห็นภาพ และเป็นการเพิ่มทักษะให้แก่นักศึกษา (3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา - วิทยาลัยควรส่งเสริมงบประมาณตามสาขา เพื่อให้แต่ละสาขาสามารถออกแบบการพัฒนา ทักษะของนักศึกษาของสาขาตนได้ นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะโดยรวมของวิทยาลัย - ในการพัฒนาทักษะโดยรวมของวิทยาลัย ควรส่งเสริมทักษะของนักศึกษาในด้านการท างาน เป็นทีม การสื่อสาร บุคลิกภาพ และการท างานกับชุมชน เพื่อให้นักศึกษามีทักษะการปรับตัวในการท างานให้ เข้ากับผู้อื่นและสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย
ฉ สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ จ สารบัญตาราง ฎ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญ 1 วัตถุประสงค์ 2 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 อุดมการณ์และหลักการจัดการศึกษาของชาติ 4 มาตรฐานคุณภาพบัณฑิตของกระทรวงศึกษาธิการ 4 การส าเร็จการศึกษา ตามระเบียบสถาบันวิทยาลัยชุมชน 5 แนวคิดการติดตาม 5 ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวกับการยอมรับ 8 แนวคิดเกี่ยวกับการได้งานท า 13 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 15 3 วิธีด าเนินการศึกษา 17 ตัวแปรที่ศึกษา 17 วิธีการด าเนินงานและขั้นตอน 17 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 17 ประชากร 17 การเก็บรวบรวมข้อมูล 18 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการศึกษา 18 4 ผลการวิจัย 19 ผลการติดตามภาวการณ์มีงานท าและการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษา 19 ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพการจัดการศึกษา 45
ช สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 5 สรุป อภิปลายผล และข้อเสนอแนะ 49 สรุปผลการติดตามภาวการณ์มีงานท าและการศึกษาต่อฯ 50 สรุปผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัดการศึกษา 62 ข้อเสนอแนะ 64 บรรณานุกรม 66 ภาคผนวก 67
ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 จ าแนกตามสาขาที่ส าเร็จการศึกษา 19 2 จ าแนกตามสถานการณ์เกณฑ์ทหารปัจจุบัน 20 3 จ าแนกตามสถานการณ์เป็นนักบวช 21 4 จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและสถานภาพการท างาน 22 5 จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและประเภทงานที่ท า 23 6 จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและความสามารถพิเศษ 24 7 จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและตามความพึงพอใจต่องานที่ท า 26 8 จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและระยะเวลาของการได้งานท า 27 9 จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและลักษณะงานที่ท า 28 10 จ าแนกตามสาขาวิชาและการประยุกต์ใช้กับงานที่ท า 29 11 จ าแนกตามสาขาวิชาและสาเหตุส าคัญของการว่างงาน 30 12 จ าแนกตามสาขาวิชาและปัญหาในการหางานท าหลังส าเร็จการศึกษา 31 13 จ านวนร้อยละของผู้ที่ยังไม่มีงานท าและความต้องการในการท างาน 32 14 จ าแนกตามความประสงค์ในการเปิดเผยข้อมูลให้แก่นายจ้าง 33 15 จ าแนกตามเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้มีงานท า 34 16 จ าแนกตามการพ านักอยู่ในภูมิล าเนาหลังส าเร็จการศึกษา 36 17 จ าแนกตามความภาคภูมิใจของผู้ส าเร็จการศึกษา 37 18 จ าแนกตามความต้องการศึกษาต่อ 38 19 จ าแนกตามสาขาและความต้องการศึกษาต่อในระดับใดส าหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อ 39 20 จ าแนกตามสาขาและความต้องการศึกษาในสาขาเดิม 40 21 จ าแนกตามสาขาและประเภทของสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยที่ก าลังศึกษาต่อ 41 22 จ าแนกตามสาขาและเหตุผลที่ต้องการศึกษาต่อ 42 23 จ าแนกตามสาขาและปัญหาในการศึกษาต่อ 43 24 จ าแนกตามสาขาและการเสริมความรู้ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ 44
บทที่ 1 บทน า 1. ความเป็นมาและความส าคัญ ทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นปัจจัยส าคัญที่สุดต่อการพัฒนาองค์กรไปจนถึงการพัฒนาประเทศ การที่จะสร้าง ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพขึ้นมาในสังคมได้นั้นหนึ่งในปัจจัยส าคัญก็คือ การศึกษา (Education) นั่นเอง การศึกษานอกจากจะท าให้มนุษย์เกิดความรู้และพัฒนาตนได้แล้ว สิ่งนี้ยังสามารถเป็นตัวก าหนดทิศทางของ ประเทศได้อีกด้วย เพราะหากประเทศไหนมีการส่งเสริมการศึกษาที่ถูกทิศทาง ตลอดจนวางแผนการผลิต ทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ ย่อมท าให้ประเทศนั้นมีต้นทุนที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศัยกภาพในการ ร่วมกันสร้างประเทศให้ก้าวไกล นั่นรวมถึงหน่วยย่อยอย่างองค์กรด้วยที่หากคัดสรรทรัพยากรมนุษย์ที่มี คุณภาพเข้ามาท างานก็ย่อมส่งผลให้องค์กรพัฒนาได้อย่างก้าวไกลเช่นกัน ขณะเดียวกันองค์กรก็ควรไม่หยุดที่ จะพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรด้วย เพราะการศึกษานั้นไม่มีวันจบ ทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ไปตลอดได้ และพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน นับตั้งแต่การก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา โลกมีการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างอย่าง รวดเร็วมาก ตั้งแต่เรื่องของการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิตอล (Digital Disruption) ไปจนถึงเรื่องของการปฏิวัติ อาชีพ (Career Disruption) หลายสิ่งหลายอย่างท าให้วิถีชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนไปเพื่อก้าวให้ทันโลกที่ เปลี่ยนแปลง รวมไปถึงเรื่องการศึกษาที่เริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบตลอดจนมีสาขาวิชาใหม่ๆ ที่น่าสนใจผุดขึ้นมา มากมาย การก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 นั้นแม้แต่องค์กรเองก็ต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึง แรงงานทั้งหลายที่ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันความก้าวหน้าด้วย หลายประเทศเริ่มมีการส่งเสริมการศึกษาใน การเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาประชากรให้เหมาะส าหรับโลกในยุคใหม่ ไปจนถึงพัฒนาศักยภาพประชากร และแรงงานให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย ซึ่งว่ากันว่าทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่มีความจ าเป็นและเป็น แนวทางในการพัฒนาบุคลากรชาติในทุกระดับนั้นก็คือทักษะ 8C ที่ประกอบไปด้วย ทักษะการสร้างสรรค์, ทักษะด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทักษะความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม ทักษะทางด้านการสื่อสาร ทักษะในด้านการ สร้างความร่วมมือ ทักษะในการเผชิญวิกฤตและการแก้ปัญหา ทักษะการเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง และทักษะวิชาชีพเชิงลึก (HR Note.asia. (2565). การศึกษา (Education) ส าคัญอย่างไรกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา https://th.hrnote.asia/orgdevelopment/190625-education-for-hrd/ [10 มีนาคม 2565] ) วิทยาลัยชุมชนตาก ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นกลไกส าคัญในการพัฒนาคนโดยมีภารกิจที่ส าคัญ คือ จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ต่ ากว่าปริญญา การวิจัย บริการทางวิชาการ ทะนุบ ารุงศิลปะวัฒนธรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชนและตรึงคนอยู่ในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้ไปสู่สังคม แห่งการเรียนรู้ ในกระบวนการเรียนรู้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้เรียน ให้คิดเป็น ท า เป็น และสร้างปัญญา จัดการเรียนการสอนและฝึกอบรมในเรื่องที่ชุมชนต้องการและเสริมสร้างให้เกิด นวัตกรรมเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน จัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (สร้างความรู้ สร้าง
2 อาชีพ) ที่เน้นการหาศักยภาพพื้นที่เป็นฐานในการจัดการความรู้ฯ โดยด าเนินการลักษณะเชิงโครงการ (Project-based) หรือเชิงพื้นที่ (Area-based / Problem-based) วิทยาลัยชุมชนตากได้ด าเนินการจัดการ เรียนการสอนจ านวน 3 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรอนุปริญญา หลักสูตรประกาศนียบัตร และหลักสูตร พัฒนาทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ด้านอาชีพและด้านคุณภาพชีวิต โดยหลักสูตรอนุปริญญาด าเนินการ จัดการศึกษา 5 สาขาวิชา ดังนี้ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน และ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ซึ่งการติดตามข้อมูลผู้ส าเร็จการศึกษาเป็นเรื่องที่ส าคัญอย่างยิ่งที่จะท าให้ทราบประสิทธิผลเบื้องต้นใน การผลิตผู้ส าเร็จแต่ละรุ่นซึ่งสอดคล้องกับการส ารวจข้อมูลภาวะมีงานท าของประเทศที่ได้ส ารวจข้อมูลภาวะมี งานท าและว่างงานของประเทศ ในส่วนของวิทยาลัยชุมชนตากได้ด าเนินการส ารวจภาวะมีงานท าของผู้ส าเร็จ การศึกษาโดยใช้แบบส ารวจของสถาบันวิทยาลัยชุมชนเป็นเครื่องมือส ารวจภาวะมีงานท าของผู้ส าเร็จและการ ว่างงานของผู้ส าเร็จการศึกษาในแต่ละปีการศึกษา นอกจากการติดตามข้อมูลผู้ส าเร็จการศึกษาแล้ว ยังได้ท า การติดตามเกี่ยวกับการศึกษาต่อ และคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องส าคัญมาก ประการหนึ่งเพราะเป็นการสะท้อนภาพการด าเนินงานของวิทยาลัยในด้านต่างๆ โดยเฉพาะความภาคภูมิใจ ของผู้ส าเร็จการศึกษา และการต่อยอดทางการศึกษา ซึ่งการต่อยอดทางการศึกษา และความภาคภูมิใจของ ผู้ส าเร็จ เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนและ การน าองค์ความรู้ที่ได้รับ ไปต่อยอดทั้งทางการศึกษาและการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นผลต่อการพัฒนาให้ได้ ผู้ส าเร็จที่มีคุณภาพ ดังนั้นในการศึกษาภาวะมีงานท าของผู้ส าเร็จการศึกษาครั้งนี้จึงได้ด าเนินการเป็น 3 ส่วน คือศึกษาภาวการณ์ท างาน การศึกษาต่อและคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน เป็นต้น ซึ่งผลการ ส ารวจภาวการณ์มีงานท าของผู้ส าเร็จ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรและสาขาวิชาที่เรียน การเรียนการ สอน และการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาในวิทยาลัยจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการผลิตผู้ส าเร็จการศึกษา และการบริหารด้านการเรียนการสอนในวิทยาลัยให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อติดตามภาวการณ์มีงานท าและการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษา 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก
3 3. ขอบเขตของการวิจัย 1.1 ขอบเขตประชากร ผู้ส าเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2564 จ านวน 160 คน 1.2 ขอบเขตของเนื้อหา ภาวะมีงานท าของผู้ส าเร็จการศึกษา และความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัด การศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก 4. นิยามศัพท์เฉพาะ ผู้ส าเร็จการศึกษา หมายถึง นักศึกษาที่ส าเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญา ของวิทยาลัยชุมชนตาก 5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ข้อมูลภาวะมีงานท าของผู้ส าเร็จการศึกษา 2. ได้ข้อมูลความคิดเหตุของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาภาวการณ์มีงานท าของผู้ส าเร็จการศึกษา การศึกษาต่อ และความคิดเห็นของผู้ส าเร็จ การศึกษาที่มีต่อการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตากปีการศึกษา 2564 แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 เป็นการศึกษาภาวการณ์ท างานของผู้ส าเร็จการศึกษา ส่วนที่ 2 เป็นการศึกษาความต้องการศึกษาต่อของ ผู้ส าเร็จการศึกษา และส่วนที่ 3 เป็นการศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัด การศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอผลการศึกษาตามล าดับดังต่อไปนี้ 1. อุดมการณ์และหลักการในการจัดการศึกษาของชาติ 2. มาตรฐานคุณภาพบัณฑิตของกระทรวงศึกษาธิการ 3. การส าเร็จการศึกษา ระเบียบสถาบันวิทยาลัยชุมชน ว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ า กว่าปริญญาของวิทยาลัยชุมชน พุทธศักราช 2560 4. แนวคิดการติดตามและประเมินผล 5. ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวกับการยอมรับ 6. แนวคิดเกี่ยวกับการได้งานท า 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. อุดมการณ์และหลักการในการจัดการศึกษาของชาติ อุดมการณ์ส าคัญของการจัดการศึกษา คือ การจัดให้มีการศึกษาตลอดชีวิตและการ สร้าง สังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ การศึกษาที่ สร้างคุณภาพชีวิตและสังคมบูรณาการอย่าง สมดุลระหว่าง ปัญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม เป็นการศึกษาตลอดชีวิตเพี่อคนไทยทั้งปวง มุ่งสร้างพื้นฐานที่ดีในวัยเด็ก ปลูกฝังความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมตั้งแต่วัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อการ ท างานที่มีคุณภาพ โดยให้สังคมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมใน การจัดการศึกษาได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน และสามารถตรวจสอบได้อย่างมั่นใจว่า การศึกษาเป็นกระบวนการของการพัฒนาชีวิตและสังคม เป็นปัจจัย ส าคัญในการพัฒนาประเทศอย่าง ยั่งยืน สามารถพึ่งตนเองและพึ่งตนเองและพึ่งกันเองได้ และสามารถแข่งขัน ได้ในระดับนานาชาติ 2. มาตรฐานคุณภาพบัณฑิตของกระทรวงศึกษาธิการ มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิตซึ่งระบุว่า “บัณฑิตระดับอุดมศึกษา เป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ เพื่อการด ารงชีวิตในสังคม ได้อย่างมีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีความส านึกและ ความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองและพลโลก ตัวบ่งชี้ของมาตรฐานด้าน คุณภาพบัณฑิต 3 ตัวบัวชี้ ได้แก่ “1. บัณฑิตมีความรู้ความเชี่ยวชาญใน ศาสตร์ของตน สามารถเรียนรู้ สร้างและประยุกต์ความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง สามารถปฏิบัติงานและ สร้างงาน เพื่อพัฒนาสังคมให้ สามารถแข่งขันได้ ในระดับสากล 2. บัณฑิตมี จิตสานึก ด ารงชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ตาม
5 ความรับผิดชอบโดยยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม 3. บัณฑิตมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการดูแล เอา ใจใส่ รักษาสุขภาพของตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม” 3. การส าเร็จการศึกษา ระเบียบสถาบันวิทยาลัยชุมชนว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ า กว่าปริญญาของวิทยาลัยชุมชน พุทธศักราช 2560 1.1 ผู้ส าเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาของวิทยาลัยต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1) ศึกษารายวิชาต่างๆ ครบถ้วนตามจ านวนหน่วยกิตที่ก าหนดไว้ในโครงสร้างของหลักสูตร และเกณฑ์ขั้นต่ าของแต่ละรายวิชา และต้องได้รับระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ ากว่า 2.00 จากระบบ 4 ระดับ คะแนนหรือเทียบเท่า 2) ไม่มีพันธะทางการเงินหรือมีพันธะอื่นๆ ต่อวิทยาลัย 3) ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมตามประกาศวิทยาลัย 4) สอบผ่านการประเมินความรู้และทักษะตามที่วิทยาลัยก าหนด 1.2 การอนุมัติอนุปริญญาบัตร ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับอนุปริญญาบัตร ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้ส าเร็จการศึกษาและมีคุณสมบัติตามข้อ 1 2) สภาสถาบันอนุมัติอนุปริญญาบัตร 3) ผู้มีอ านาจลงนามในใบอนุปริญญาบัตร ประกอบด้วย นายกสภาสถาบันผู้อ านวยการสถาบัน และผู้อ านวยการวิทยาลัย 4. แนวคิดการติดตาม “การติดตาม”(Monitoring) หมายถึง (จิรพันธ์ ไตรทิพจรัส,2549;3) การก ากับดูแลการด าเนินงาน ตามแผนงาน/โครงการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนด โดยวิธีการที่ใช้ในการติดตามได้แก่ 1) การประชุมและให้รายงานการปฏิบัติงานตามแผนและโครงการในที่ประชุม 2) การให้เขียนรายงานผลเป็นครั้งคราว เช่น รายงานรายไตรมาส 3) การให้กรอกแบบฟอร์มเพื่อรายงาน 4) การติดตามสังเกต สอบภาม โดยผู้บริหาร เป็นต้น “การประเมิน”(Evaluation) หมายถึง (พิษณุ ฟองศรี,2551;4) กระบวนการตัดสินคุณค่าของสิ่ง หนึ่ง สิ่งใดโดยน าสารสนเทศหรือผลจากการวัดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ “การวัด”(Measurement) หมายถึง (พิษณุ ฟองศรี,2551;5-6) การก าหนดค่าเป็นตัวเลขให้กับสิ่ง หนึ่งสิ่งใดตามวิธีการหรือเครื่องมือที่ก าหนดขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณโดยตรง เช่น การนับจ านวน และความถี่ของ สิ่งหนึ่งสิ่งใด และการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เช่นตลับเมตร เครื่องชั่งน้ าหนัก เทอร์โมมิเตอร์ วัดความสูง น้ าหนัก อุณหภูมิ ฯลฯ ไปเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหรือกลุ่มเป้าหมายให้ออกมาเป็นตัวเลข “เกณฑ์”(Criteria) หมายถึง (พิษณุ ฟองศรี,2551;6) ระดับที่ก าหนดไว้หรือมาตรฐานที่ควรจะเป็น เพื่อใช้ตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นระดับส่วนสูง น้ าหนักตามวัยต่างๆ รายได้ขั้นต่ าของแรงงานไร้ฝีมือ ระดับ พฤติกรรมของนักเรียน และระดับประสิทธิภาพของสถาบันเป็นต้น ซึ่งในกระบวนการประเมินนั้นการก าหนด
6 การประเมินสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) การประเมินปัจจัยเบื้องต้น/ตัวป้อน (Input Evaluation) การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) การประเมินผลผลิต (Product Evaluation) เกณฑ์ถือเป็นเรื่องยุ่งยากมาก เนื่องจากเกณฑ์มาตรฐานสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปยังมีน้อย โดยเฉพาะ เกณฑ์ทางสังคมหรือการประเมินโครงการต่างๆ เมื่อก าหนดแล้วจะประสบปัญหาและข้อโต้แย้งเสมอ เพราะถ้า ก าหนดเกณฑ์สูงเกินไปก็ยากที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายได้ ถ้าก าหนดไว้ต่ าจะประสบปัญหาเรื่องคุณภาพแม้ว่าจะ ผ่านเกณฑ์ แนวคิดในการติดตามและประเมินผล ในปี ค.ศ. 1971 สตัฟเฟิลบีมและคณะได้เขียนหนังสือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ “Educational Evaluation and decision Making” หนังสือเล่มนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวง การศึกษาของไทยเพราะได้ให้แนวคิดและวิธีการทางการวัดและประเมินผลการศึกษาได้อย่างน่าสนใจและ ทันสมัยด้วย นอกจากนั้น สตัฟเฟิลบีมก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการประเมินและรูปแบบของการประเมินอีก หลายเล่มอย่างต่อเนื่อง จึงกล่าวได้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีบทบาทส าคัญในการพัฒนาทฤษฎีการประเมิน จนเป็น ที่ ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน เรียกว่า CIPP Model รูปแบบการประเมินแบบซิป (CIPP Model) เป็นการประเมนภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่บริบท ปัจจัย ป้อน กระบวนการ และผลผลิต (Context, Input, Process and product) โดยจะใช้วิธีการสร้าง เกณฑ์และประสิทธิภาพของโครงการ ทั้งภาพรวมหรือรายปัจจัยเป็นส าคัญ ซึ่งพออธิบายได้ดังนี้ การประเมินด้านบริบท หรือประเมินเนื้อความ (context Evaluation ) เป็นการศึกษา ปัจจัยพื้นฐานที่น าไปสู่การพัฒนาเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ บริบทของสภาพแวดล้อม นโยบาย วิสัยทัศน์ ปัญหา แหล่งทุน สภาพความผันผวนทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ตลอดจน แนวโน้มการก่อตัวของ ปัญหาที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการด าเนินโครงการ เป็นต้น
7 การประเมินปัจจัยป้อน (Input Evaluation) เพื่อต้นหาประสิทธิภาพขององค์ประกอบที่น ามาเป็น ปัจจัยป้อน ซึ่งในด้านการท่องเที่ยวอาจจะจ าแนกเป็นบุคคล สิ่งอ านวยความสะดวก เครื่องมือ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ศักยภาพการบริหารงาน ซึ่งแต่ละปัจจัยก็ยังจ าแนกย่อยออกไปอีก เช่น บุคคล อาจพิจารณา เป็น เพศ อายุ มีสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ ความพึงพอใจ ความคาดหวัง ทัศนคติ ศักยภาพ ความสามารถ ประสบการณ์ ความรู้ คุณวุฒิทางการศึกษา ถิ่นที่อยู่และลักษณะกระบวนการกลุ่ม เป็นต้น การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการศึกษาต่อจากการประเมินบริบทและ ปัจจัยป้อนว่า กระบวนการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เป็นการศึกษาค้นหาข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือจุดแข็ง ของ กระบวนการบริหารจัดการโครงการที่จะน าโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อย เพียงใด การประเมินผลิตผล (Product Evaluation) เป็นการตรวจสอบประสิทธิผลของโครงการ โดยเฉพาะ ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ที่ได้แล้วน าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ไปตัดสิน เกณฑ์ มาตรฐานนั้น อาจจะก าหนดขึ้นเองหรืออาศัยเกณฑ์ที่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นก าหนดไว้ ก็ได้ การติดตามและประเมินผลในปัจจุบันนั้น ตามแนวคิดของ Robert S. Kaplan และ David P. Norton(อัญชนา ณ ระนอง, ออนไลน์)) ได้เสนอแนวคิด Balanced Scorecard เพื่อใช้ในการวัดผลของ กิจการที่จะท าให้ผู้บริหารระดับสูงเห็นภาพรวมขององค์กรได้ชัดเจนขึ้น ให้ได้ภาพรวมขององค์กรอย่างสมดุล ขึ้น โดยการวัดผลนอกจากการวัดทางด้านการเงินที่เป็นผลของการด าเนินงานที่เกิดขึ้นมาแล้ว ต้องมีการวัดผล ด้านกระบวนการบริหารงาน การสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้า ตลอดจนสร้างนวัตกรรมและการเรียนรู้ให้แก่ องค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการสร้างอนาคตให้แก่องค์กรด้วย ด้วยแนวคิดนี้ผู้บริหาร สามารถประเมินศักยภาพโดยรวมขององค์กรและความสามารถในการแข่งขันและอนาคตขององค์กรนั้นๆได้ ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยขอบเขตหรือองค์ประกอบในการวัดผลตามแนวคิดของBalanced Scorecard ภายใต้มุมมอง แต่ละด้านนั้นจะประกอบด้วยประเด็นต่างๆ ได้แก่ (1) วัตถุประสงค์(objective) เพื่อเป็นการก าหนดวัตถุประสงค์ของแต่ละมุมมองที่ต้องการจะชี้วัด (2) ตัวชี้วัด (Performance Indication) คือ ตัวชี้วัดนั้นจะแสดงให้เห็นว่าองค์กรได้บรรลุถึง วัตถุประสงค์ในแต่ละด้านหรือไม่ (3) เป้าหมาย (Target ) คือ เป้าหมายหรือค่าตัวเลขที่ตั้งไว้เพื่อให้องค์กรบรรลุถึงค่านั้นๆ (4) แผนงาน โครงการที่ตั้งใจ (Initiatives) คือ แผนการปฏิบัติงานที่มีการล าดับเป็นขั้นๆ ในการ จัดท ากิจกรรม ซึ่งจากแนวคิดดังกล่าว สามารถน ามาก าหนดเป็นตัวแบบเพื่ออธิบายกระบวนการบริหารจัดการ องค์กรในภาพรวม ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ จากแผนภาพข้างต้น แสดงให้เห็นถึงกระบวนการในการบริหารจัดการองค์กรโดยจะเริ่มตั้งแต่ปัจจัย น าเข้า (Input) อันประกอบด้วยความต้องการหรือข้อเรียกร้อง(Demand) และแรงสนับสนุน (Support) ที่เป็น เสมือน แรงผลักดันหรือแรงกระตุ้นให้องค์กรเริ่มกระบวนการในการบริหารจัดการ (Internal Process) เพื่อ ก่อให้เกิด ผลผลิต (Output)หรือผลลัพธ์(Outcome) ที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการหรือการสนับสนุน ต่างๆ ซึ่ง
8 ผลผลิตหรือผลลัพธ์ดังกล่าวนี้จะเป็นผลสะท้อน (Feed Back) กลับมาเป็นปัจจัยน าเข้าอีกครั้งหนึ่ง โดยมี กระบวนการควบคุมและประเมินผลเป็นอีกปัจจัยในการช่วยสะท้อนผลการด าเนินงานประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ของผลลัพธ์และผลผลิต กลับไปสู่กระบวนการบริหารจัดการ เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ พัฒนา กระบวนการ ปรับปรุง หรือขยายผลการด าเนินการต่อไป 5. ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวกับการยอมรับ ทฤษฎีเกี่ยวกับการยอมรับ Roger&Suhmaker (อ้างอิงจากสุนีรัตน์ เสริมประสาทกุล,2541:8) ได้ให้ ค านิยามไว้ว่า การยอมรับนวัตกรรม หมายถึง การตัดสินใจที่จะน านวัตกรรมนั้นไปใช้อย่างเต็มที่ เพราะ นวัตกรรมนั้นเป็น วิธีทางที่ดีกว่าและมีประโยชน์กว่าการยอมรับนวัตกรรมของบุคคลเกิดขึ้นเป็นกระบวนการ เริ่มตั้งแต่ได้สัมผัสนวัตกรรมถูกชักจูงให้ยอมรับนวัตกรรมตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธปฏิบัติตามการตัดสินใจ และ ยืนยันตามการปฏิบัตินั้นกระบวนการนี้อาจใช้เวลาช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส าคัญคือตัวบุคคลและ ลักษณะของนวัตกรรม Foster (1973:pp.146-147) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการยอมรับไว้ว่า หมายถึงการที่ ประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการศึกษาโดยขั้นตอนการรับรู้การยอมรับจะเกิดขึ้นได้หากมีการเรียนรู้ด้วย ตนเองและ การเรียนรู้นั้นจะได้ผลก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้ทดลองปฏิบัติจนเมื่อเขาแน่ใจว่าสิ่งประดิษฐ์นั้น สามารถให้ ประโยชน์อย่างแน่นอนเขาจึงกล้าลงทุนสร้างหรือซื้อสิ่งประดิษฐ์นั้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การ ยอมรับเป็น พฤติกรรมของแต่ละบุคคล ในการรับเอาสิ่งใหม่มายึดถือปฏิบัติด้วยความเต็มใจโดยที่ พฤติกรรมนั้นมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นกระบวนการและมีระยะเวลา Rogers (1971 อ้างอิงจาก สุนีรัตน์ เสริมประสาทกุล ,2541:16) ได้ให้ความหมายถึง กระบวนการยอมรับ (Adoption Process) ว่าคือกระบวนการทางจิตใจซึ่ง บุคคลรู้สึกจากการได้ยิน ครั้งแรกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจนถึงการยอมรับและน าไปใช้กระบวนการยอมรับ นวัตกรรมนั้นนักวิชาการด้านสังคมต่างเห็นด้วยกันว่าการยอมรับ นวัตกรรมเป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อเนื่องอย่างเป็นกระบวนการแม้ว่ารายละเอียดแตกต่าง กันแต่ก็มาจากพื้นฐานเดียวกันของ เอเวอร์เรดเอ็มโร เจอร์ (Roger,1995) ซึ่งมีแนวคิดกระบวนการ ยอมรับนวัตกรรมดังนี้ขั้นตระหนักหรือขั้นตื่นตัว (Awareness Stage) เป็นขั้นที่บุคคลรู้ว่ามีความคิดใหม่สิ่งใหม่ หรือนวัตกรรมเกิดขึ้นแต่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมนั้น ขั้นสนใจ (Interest Stage) บุคคลเริ่มมีความสนใจในนวัตกรรมและพยายามแสวงหาข้อมูล หรือความรู้ เพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมนั้น 7 ขั้นประเมินผล (Evaluation Stage) บุคคลจะท าการประเมินผลในสมองของ ตนโดยลองนึก ว่าถ้ายอมรับนวัตกรรมนั้นมาใช้ปฏิบัติแล้วจะเหมาะสมกับเหตุการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคต หรือไม่จะ ให้ผลคุ้มค่ากับความเสี่ยงภัยหรือไม่ ขั้นทดลอง (Trial Stage) บุคคลจะน านวัตกรรมมาลองใช้หรือ ทดลองปฏิบัติในวงจ ากัดก่อน เพื่อดูว่านวัตกรรมนั้นมีประโยชน์เข้ากับสถานการณ์ของตนหรือไม่ ขั้นยอมรับ (Adoption Stage) บุคคลยอมรับนวัตกรรมโดยน านวัตกรรมมาใช้อย่างเต็มที่สม่ าเสมอ 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการยอมรับ 1.1 ความหมายกระบวนการยอมรับ ฟอสเตอร์ (Foster, 1973, pp.146-147) ให้ความหมาย การยอมรับว่า ประชาชนได้เรียนรู้โดยผ่านการศึกษา สามารถบรรยายได้โดยผ่านขั้นการเรียนรู้การยอมรับจะ
9 เกิดขึ้นได้หากมี เรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ บุคคลนั้นได้ทดลองปฏิบัติเมื่อแน่ใจว่า สิ่งประดิษฐ์นั้นสามารถให้ประโยชน์อย่างแน่นอน เขาจึงกล้าลงทุนซื้อสิ่งประดิษฐ์นั้น โรเจอร์และชูเมคเกอร์ (Rogers & Shoemaker, 1971) ให้ความหมายของการ ยอมรับว่า เป็น กระบวนการทางจิตใจของบุคคลแต่ละคนที่เริ่มต้นตั้งแต่การรับรู้ข่าวเกี่ยวกับ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีหนึ่งๆ ไปจนถึงการยอมรับเอาเทคโนโลยีนั้นๆ ไปใช้อย่างเปิดเผย พรรณทิพา แอดา (2549, หน้า 51 อ้างถึงใน หทัยกาญจน์ วรรธนสิทธิโชค, 2551) กล่าวถึง แนวคิด เกี่ยวกับการยอมรับสิ่งใหม่ว่า เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่ช่วยพัฒนาคุณสมบัติของ บุคคล เช่น ความรู้ค่านิยม ทัศนคติท าให้สมาชิกของสังคมได้รับรู้การเปลี่ยนแปลง มีความรู้ความ เข้าใจในสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้การติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ อยู่เสมอ ความสนใจรับรู้ข่าวสารแขนงใหม่ๆ จากสื่อสารมวลชนมี บทบาทส าคัญ ยิ่งต่อการก่อให้เกิด การรับรู้ความสนใจ และพยายามน าไปปฏิบัติในที่สุด สรุปกระบวนการยอมรับ คือกระบวนการทางความคิดของผู้บริโภค ในการแสดง พฤติกรรมของ ผู้บริโภค นับตั้งแต่จากการรับรู้นวัตกรรมใหม่ครั้งแรกไปจนถึงการยอมรับนวัตกรรม ใหม่ โดยที่กระบวนการ ตัดสินใจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบและต้องอาศัยเวลา 1.2 ขั้นตอนในกระบวนการยอมรับ (Stage in the Adoption Process) การยอมรับนวัตกรรม ใหม่ (เยาวพา ชูประภาวรรณ, 2547) เป็นกระบวนการตัดสินใจ ของผู้บริโภค โดยอาศัยการสื่อสารสนับสนุน ซึ่งขั้นตอนในกระบวนการยอมรับประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้ 1) การรับรู้ (Awareness) เป็นขั้นแรกที่จะน าไปสู่การยอมรับหรือปฏิเสธนวัตกรรม ใหม่ โดยบุคคลรับรู้ว่ามีนวัตกรรมใหม่ครั้งแรก เป็นขั้นตอนของการรับทราบเท่านั้นว่านวัตกรรมได้เกิดขึ้นและมีอยู่ จริง แต่ยังได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน 2) ความสนใจ (Interest) บุคคลเริ่มมีความสนใจ เริ่มค้นหาข้อมูลและเรียนรู้เกี่ยวกับ นวัตกรรมนั้นเพิ่มขึ้น พฤติกรรมนี้เป็นไปในลักษณะที่ตั้งใจและใช้กระบวนการคิดมากกว่าขั้นการ รับรู้ในขั้นนี้ จะท าให้บุคคลได้รับความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่นั้นมากขึ้น บุคลิกภาพ ค่านิยม สังคม หรือประสบการณ์ เก่าๆ จะมีผลต่อบุคคลนั้น และมีผลต่อการติดตามข่าวสาร 3) การประเมิน (Evaluation) เป็นขั้นไตร่ตรอง บุคคลจะน าข้อมูลที่ได้น ามา พิจารณาข้อดี ข้อเสีย เพื่อตัดสินใจว่าควรจะทดลองนวัตกรรมใหม่หรือไม่ขั้นนี้จะแตกต่างจากขั้นอื่น ๆ ตรงที่เกิดการตัดสินใจ ที่จะลองความคิดใหม่ๆ โดยบุคคลมักคิดว่า การใช้สิ่งใหม่ๆ นั้นเป็นการเสี่ยง ที่ไม่แน่ใจ ผลที่จะได้รับในขั้นนี้จึง ต้องการแรงเสริม (Reinforcement) เพื่อสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นว่า สิ่งที่ได้ตัดสินใจทดลองนั้นถูกต้อง โดยการ ให้ค าแนะน าข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจ 4) การทดลอง (Trial) เป็นขั้นที่บุคคลทดลองนวัตกรรมใหม่ โดยอาจลองปฏิบัติ ทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อพิสูจน์ประโยชน์ของนวัตกรรมใหม่นั้น และรอตัดสินใจว่าจะยอมรับ นวัตกรรมนั้นหรือไม่ ใน ขั้นนี้บุคคลจะแสวงหา ข่าวสาร ที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ซึ่งผล ทดลองจะมีความส าคัญยิ่งต่อการ ตัดสินใจ ที่จะปฏิเสธหรือยอมรับต่อไป
10 5) การยอมรับ (Adoption) เป็นขั้นสุดท้ายในกระบวนการยอมรับ เป็นขั้นที่บุคคล ยอมรับ นวัตกรรมใหม่ หลังจากได้ทดลองปฏิบัติแล้ว และน าไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง หลังจากยอมรับ นวัตกรรมแล้ว กลุ่มเป้าหมายจะมีการแสวงหาข่าวสารเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจยอมรับ ถ้า ข่าวสารที่ได้รับภายหลัง มีผลว่าไม่สมควรรับนวัตกรรมนั้น อาจท าให้เกิดพฤติกรรมเลิกยอมรับ นวัตกรรมนั้นได้แต่ถ้าได้รับข่าวสาร ที่ดี ภายหลัง อาจจะกลับมา ยอมรับใหม่ได้อีก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการยอมรับ (Factors Influencing the Adoption Process) นักการตลาดต่างยอมรับในคุณลักษณะของกระบวนการยอมรับของผู้บริโภค ดังนี้ 1.3 ความพร้อมยอมรับสื่อใหม่ (Readiness to Try New Products) Rogers (2004) อธิบาย ความต้นคิดของบุคคล (Person’s Innovativeness) ว่าเป็นระดับที่บุคคลจะยอมรับความคิด ใหม่ได้รวดเร็ว เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นในสังคม ซึ่งบางคนอาจรับสินค้าใหม่ทันที บางคนอาจรอก่อนระยะหนึ่ง บาง คนอาจจะไม่สนใจเลย Rogers ได้แยกกลุ่มคนที่แตกต่างกันในการมอง คุณค่าสิ่งใหม่ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1) นวัตกร (Innovators) กลุ่มนี้เป็นพวกชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ เป็นพวกกล้าได้กล้าเสีย พวก เขาจะทดลองความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ กลุ่มนี้จะส าคัญมากที่จะท าให้นวัตกรรมใหม่เป็น ที่ยอมรับในตลาด แม้ จ านวนน้อยประมาณ 2.5% แต่เป็นกลุ่มเต็มใจทดลองใช้มักเป็นกลุ่มหนุ่มสาว มีฐานะการเงินดีมีการศึกษาสูง เป็นพวกใจกว้าง เข้ากับสังคมได้ดีมีความเชื่อมั่นในตนเอง 2) กลุ่มล้ าสมัย (Early Adopters) กลุ่มใหญ่กว่ากลุ่มแรกมีประมาณ 13.5% ชอบความ แปลกใหม่ น้อยกว่ากลุ่มแรก เป็นผู้มีรายได้มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีการศึกษา มีความคิดริเริ่ม เป็นผู้น าด้าน ความคิด และยอมรับสิ่งใหม่เร็วแต่ด้วยความระมัดระวัง ซึ่งจะช่วย พิจารณาว่านวัตกรรมใหม่เป็นที่ ยอมรับ หรือไม่ กลุ่มนี้จะมีอิทธิพลต่อเพื่อนและผู้ร่วมงาน เป็น กลุ่มเป้าหมายส าคัญในการโฆษณาและการส่งเสริม การตลาด 3) กลุ่มทันสมัย (Early Majority) เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ถึง 34% มีลักษณะสุขุม ตัดสินใจ ด้วย ความละเอียดรอบคอบ แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ใช่พวกแรกที่รับนวัตกรรมใหม่ แต่ก็ชอบ ใช้ก่อนคนส่วนใหญ่ ใน สังคมนั้น คนกลุ่มนี้อยู่ในสังคมระดับกลาง เมื่อกลุ่มนี้ยอมรับสินค้า แสดงว่า เป็นที่ยอมรับของตลาดส่วนใหญ่ 4) กลุ่มตามสมัย (Late Majority) เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ถึง 34% ซึ่งยอมรับ ผลิตภัณฑ์หลัง กลุ่มที่ 3 ถือว่าเป็นกลุ่มผู้ตาม ลักษณะเด่นของกลุ่มค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เคร่งครัดใน ระเบียบประเพณีและ ค่อนข้างมีอายุมาก 5) กลุ่มล้าหลัง (Laggards) กลุ่มสุดท้ายนี้เป็นพวกหัวโบราณเป็นพวกขี้สงสัย ขี้ระแวง ไม่เชื่อ อะไรง่าย ๆ กลัวการเปลี่ยนแปลง ยึดมั่นกับประเพณีนิยม จะยอมรับเมื่อสามารถวัด ออกมาได้ว่าเกี่ยวพัน กับ จารีตประเพณีของตน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีอายุมาก มีฐานะทางการเงิน สังคม และการศึกษา อยู่ในระดับต่ า ความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง 2. ผู้มีอิทธิพล (Personal Influence) เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติและโอกาสใน การบริโภค สินค้า ของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าผู้มีอิทธิพลจะเป็นปัจจัยส าคัญ แต่ก็มีความส าคัญเฉพาะกับ บางสถานการณ์ หรือ กับบางคนเท่านั้น ซึ่งผู้มีอิทธิพลจะมีความส าคัญในขั้นการประเมินมากกว่าขั้นอื่น
11 3. คุณลักษณะของนวัตกรรม (Characteristics of The Innovation) สินค้าบางชนิด อาจได้รับการ ยอมรับ อย่างรวดเร็ว แต่บางชนิดต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รบการยอมรับคุณลักษณะ ที่มีผลต่อการยอมรับ สินค้าใหม่มี 5 ประการ ดังนี้ 3.1 ประโยชน์หรือความเป็นไปได้เชิงเปรียบเทียบ (Relative Advantage) คือ การที่ผู้รับ นวัตกรรม คิดว่ามีประโยชน์เหนือกว่าสินค้าเดิมอย่างชัดเจน เช่น สะดวก รวดเร็ว ประหยัด กว่ายิ่งผู้รับ นวัตกรรม เห็นคุณค่ามากเพียงใด โอกาสที่จะยอมรับนวัตกรรมยิ่งมีมากขึ้น 3.2 ความเข้ากันได้หรือสอดคล้อง (Compatibility) การที่ผู้รับนวัตกรรม รู้สึกว่า นวัตกรรม นั้น สอดคล้องกับคุณค่า ค่านิยม และประสบการณ์ของผู้ใช้จะท าให้ผู้รับนวัตกรรม รู้สึก มั่นใจและคิดว่า นวัตกรรมความหมายมากยิ่งขึ้น 3.3 ความยุ่งยาก หรือความซับซ้อน (Complexity) การที่ผู้รับนวัตกรรมรู้สึกว่า นวัตกรรมนั้น เป็นที่เข้าใจ หรือสามารถน ามาใช้ได้ยากหรือง่ายเพียงใด ถ้าผลิตภัณฑ์ใหม่มีความ ยุ่งยากต่อการใช้งาน ก็ยาก ที่จะท าให้เกิดการยอมรับได้ยาก ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ใหม่จึงควรผลิตให้ง่าย ต่อการใช้งาน กล่าวได้ว่าความยุ่งยาก มีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับการยอมรับนวัตกรรม 3.4 การทดลองใช้ (Trial Ability) คือ การที่ผู้รับนวัตกรรมสามารถน าบางส่วน ของนวัตกรรม ไป ทดลอง จนเป็นที่ยอมรับ จะช่วยเพิ่มอัตราการยอมรับเพราะท าให้ผู้รับนวัตกรรม รู้สึกว่าตนเสี่ยงภัยน้อย 3.5 สังเกตได้ (Absorbability) คือ การที่ผลของนวัตกรรมเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ง่าย เป็นรูปธรรม (Material Innovation) จะได้รับการยอมรับง่ายกว่านวัตกรรมที่เป็นนามธรรม (Non-Material Innovation) คุณลักษณะอื่นที่มีอิทธิพลต่ออัตราการยอมรับ เช่น ต้นทุน ความเสี่ยง ความไม่ แน่นอน ความน่าเชื่อถือในเชิง วิทยาศาสตร์และการยอมรับจากสังคม นักการตลาดจะต้องวิจัย ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดึงดูดใจ ผู้บริโภคและท าการวางแผนการตลาด 4. ความพร้อมขององค์กร (Organizations’ Readiness to Adopt Innovation) การยอมรับ ผลิตภัณฑ์ใหม่เกี่ยวข้องกับตัวแปรสภาพแวดล้อมขององค์กร เช่น ความก้าวหน้าและ รายได้ขององค์กร ตัว แปรภายในองค์กร เช่น ขนาดองค์กร ผลก าไร แรงผลักดันให้เกิดการ เปลี่ยนแปลง และการบริหาร เช่น ระดับ การศึกษา อายุ นอกจากนั้นยังอาจมีปัจจัยอื่นที่มาจาก ภาครัฐบาล Robertson (1970) ได้น าเสนอรูปแบบ กระบวนการยอมรับ โดยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นรับทราบ (Awareness) เป็นขั้นตอนที่ผู้บริโภครับรู้ว่า มีสินค้าใหม่ในตลาด โดย มีข้อมูล เพียงเล็กน้อย ยังไม่มีทัศนคติใด ๆ ต่อสินค้าใหม่เลย 2) ขั้นความเข้าใจ (Comprehension) เป็นขั้นที่แสดงว่า ผู้บริโภคมีความรู้และความ เข้าใจใน สินค้าใหม่มากขึ้น ทราบว่าสินค้าใหม่นี้มีประโยชน์อะไร สามารถน าไปใช้ท าอะไรได้บ้าง 3) ขั้นทัศนคติ (Attitude) เป็นขั้นที่ผู้บริโภค เริ่มมีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจต่อ สินค้าใหม่ เริ่ม มีพฤติกรรมด้านแรงจูงใจ ถ้าผู้บริโภคมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสินค้าใหม่ จะส่งผลให้สิ้นสุด กระบวนการ 4) ขั้นยืนยัน (Confirmation) เป็นขั้นตอนที่ผู้บริโภคมีความเชื่อว่า สินค้าใหม่ เหมาะสม และ พิจารณาถึงประโยชน์ที่ได้รับ โดยการประเมินจากคุณลักษณะสินค้า
12 5) ขั้นทดลอง (Trial) เป็นขั้นที่ผู้บริโภคมีการทดสอบ หรือทดลองใช้สินค้าใหม่ และ พิจารณาถึง ประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งในขั้นนี้อาจมีการทดลองใช้งานจริงเพียงบางส่วน หรือทั้งหมดขึ้นอยู่ กับลักษณะของสินค้า 6) ขั้นการยอมรับ (Adoption) ในขั้นนี้ผู้บริโภคจะตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้สินค้า ใหม่อย่างถาวร ถ้ายังมีการซื้อ ก็แสดงว่ากระบวนการยอมรับสมบรูณ์ ปัจจัยที่มีผลตอการยอมรับนวัตกรรม Rogers (1983 อ้างถึงใน หทัยกาญจน์ วรรธนสิทธิโชค, 2551) กล่าวว่า ลักษณะของ บุคคลที่ส่งผล ต่อระยะเวลาในการยอมรับนวัตกรรมเร็วหรือช้า มี 3 ประการ ดังนี้ 1. สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ผู้มีการศึกษาสูง มีฐานะทางเศรษฐกิจและทางสังคม และ นวัตกรรมนั้นสอดคล้องกับชีวิต จะเกิดการยอมรับสูงกว่าและเร็วกว่า ผู้ที่ได้รับการศึกษาและมี ฐานะทาง เศรษฐกิจและสังคมต่ า 2. บุคลิกภาพ กลุ่มที่ยอมรับนวัตกรรมได้เร็วและรับได้มาก มักจะเป็นผู้ไม่ยึดติดกับสิ่ง เดิม ๆ มี ความสามารถเอาใจเขามาใส่ใจเรามากกว่า เป็นผู้มีเหตุผลและทัศนคติดีสามารถคิดและ เข้าใจนามธรรมดีกว่า เป็นผู้ชอบเสี่ยงภัย มีทัศนคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 3. พฤติกรรมในการสื่อสาร ถ้าบุคคลมีส่วนร่วมในสังคมและท าตัวเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบสังคมได้ดีมี การเดินทางบ่อยครั้ง มีโอกาสติดต่อกับผู้น าในการเผยแพร่นวัตกรรม มีโอกาส เปิดรับสื่อมวลชนหรือสื่อ ระหว่างบุคคล เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมมาก เพราะมีโอกาส แสวงหาข่าวสารมากและเป็นผู้ที่มีระดับ การเป็นผู้น าทางความคิดสูง องค์ประกอบของการยอมรับนวัตกรรมที่ส าคัญมี 4 ประการคือ 1. ลักษณะของนวัตกรรมเอง มีองค์ประกอบส าคัญที่ท าให้เกิดการยอมรับ เช่น องค์ประกอบภายใน ความสอดคล้อง แบ่งเป็นขั้นตอน สามารถแยกท าได้สามารถปรับใช้งานได้ อย่างเต็มที่ส่วนลักษณะภายนอก ปฏิบัติตามได้ง่าย เข้าใจง่าย มีการปฏิบัติอย่างได้ผลมาแล้ว ใช้เวลา น้อย 2. ผู้น าการเปลี่ยนแปลง การชักน าให้เกิดการยอมรับนวัตกรรมอย่างรวดเร็วนั้น ผู้น าการเปลี่ยนแปลง ต้องก าหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน พร้อมสถานการณ์แวดล้อม เพื่อวินิจฉัย บทบาทของผู้ถ่ายทอด นวัตกรรม และส่วนประกอบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลดีและวางแผนเพื่อ ด าเนินการตามกลยุทธ์ที่วางไว้ 3. กลุ่มบุคคลหรือองค์กรเป้าหมาย อัตราการยอมรับนวัตกรรมในกลุ่มเป้าหมายที่ แตกต่างกันออกไป ปริมาณการยอมรับนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในกลุ่มบุคคลที่มีความ ต้องการท าลายพฤติกรรมเก่าที่ ไม่เหมาะสม ต้องการเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ที่ดีกว่า ต้องการแสวงหา ความช านาญใหม่ๆ ต้องการเปลี่ยนแปลง ค่านิยมและต้องการได้รับความมั่นคงจากการยอมรับ นวัตกรรมนั้น 4. สถานการณ์และสภาพแวดล้อมอื่นๆ เช่น สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ความหนาแน่นของประชากร การเมือง และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่เหมาะกับสภาพ ของนวัตกรรม
13 6. แนวคิดเกี่ยวกับการได้งานท า ตามธรรมชาติของการท างานนั้น ผู้ที่ท างานต้องการแสวงหางานท าและนายจ้างก็แสวงหาลูกจ้างใน ตลาดแรงงานที่มีความแตกต่างกัน งานบางอย่างเรียกร้องทักษะในการท างานและงานบางอย่างเป็นงาน ประเภทการใช้แรงงาน เนื่องจากการหางานท าในส่วนของผู้ท างานและการคัดเลือกคนงานในส่วนของ นายจ้างเป็นการลงทุนที่มีค่าใช้จ่าย ดังนั้นหากผู้ท างานต้องการท างานในอาชีพใดเป็นระยะเวลานานก็ อาจจะ ยอมที่จะหางานจนกว่าที่จะแน่ใจว่าได้งานที่ดีเพื่อให้คุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย ดังนั้น ในสภาพที่ ตลาดแรงงานมีการ ให้ข่าวสารข้อมูลน้อยทั้งนายจ้างและแรงงานขาดความรู้เกี่ยวกับโอกาสของการจ้างงาน ในตลาดแรงงานผู้ที่หา งานท ามักจะไม่เลือกงานแรกที่ได้รับการเสนอ เนื่องจากขาดข้อมูลเปรียบเทียบ จึง มักใช้เวลาหางานอื่นและ ข้อมูลอื่นประกอบ การใช้เวลาเพื่อจะหางานท าจึงนับเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งของ ผู้หางานท า ในกรณีนี้การ ว่างงานจะเกิดขึ้นเพราะปัญหาด้านการขาดข่าวสารข้อมูลที่ชัดเจนและกว้างขวาง พอที่จะท าให้ผู้หางานและผู้ จ้างงานพบกันในเวลาที่รวดเร็ว เมื่อพิจารณาในข้อนี้การว่างงานอาจเป็นการ ว่างงานชั่วคราวและเป็นไปโดย สมัครใจ เนื่องจากอยู่ในช่วงของการหางานท าโดยปัจจัยที่มีผลต่อการ ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดแรงงานก็คือ ระบบ ข่าวสารแรงงานที่ได้รับ อัตราค่าจ้างที่พอใจ ทักษะในการท างาน และฐานะทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้การพิจารณากรอบด้านลักษณะของบุคลิกภาพที่เอื้อต่อการได้งานท า เช่น ความเป็นที่ ชอบพอและมีมนุษยสัมพันธ์ บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวจะมีแนวโน้มให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ท าให้ผู้อื่นขุ่น เคืองใจ มีความน่าเชื่อถือ มีวินัยในตนเองและมีความบากบั่นอุตสาหะ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมิติของการ ช่วยเหลือ การค านึงถึงผู้อื่นและความมีน้ าใจเป็นนักกีฬาและการเป็นพลเมืองดีขององค์การ ซึ่งเป็น องค์ประกอบของพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อการได้งานท า อย่างแนวคิดของ ดิลูกา (Deluga. 1997 : 49-53) พบว่า บุคคลที่มีจิตส านึกในหน้าที่เช่น มีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อการปฏิบัติงาน จะได้รับ การ ประเมินในทางที่ดีจากหัวหน้าเกี่ยวกับพฤติกรรมการท างานตามบทบาท เช่นเดียวกับงานวิจัยของ สมอล และ ดายเฟนดอร์ฟ (Small & Diefendorff. 2006 : 300-302) พบว่า บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ มิติความมี จิตส านึก จะใช้เป็นตัวท านายพฤติกรรมการท างานตามบทบาทที่ดีที่สุด ในขณะที่มิติความเป็น มิตรและความ ไม่คงที่ทางอารมณ์เป็นตัวท านายที่ดีที่สุดของพฤติกรรมนอกเหนือบทบาท ลักขณา ชินะปุตตกุล (2539:112) ที่ได้กล่าวถึง คุณลักษณะของบุคลากรที่นายจ้างต้องการ ตาม ทฤษฎี การประเมินผลการสัมภาษณ์ของ เพียร์กับ กอร์ดอน พบว่า การพิจารณาคุณลักษณะของบุคลากรจะ ให้ ความส าคัญไปที่ประสบการณ์การท างานในอดีต ประวัติการศึกษา อบรม บุคลิกและท่าทาง ทักษะในการ เข้า สังคม การควบคุมอารมณ์ความเป็นผู้ใหญ่หรือวุฒิภาวะ และความเป็นผู้น า นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ อลงกรณ์มีสุทธา และ สมิต สัชฌุกร (2548 : 67) ซึ่งจ าแนกคุณลักษณะของบุคลากรที่หน่วยงานต้องการไว้ 8 มิติ ดังนี้ 1. การสื่อสารด้วยวาจา (Oral Communication) หมายถึง ความสามารถในการเสนอความคิดและ ข้อมูลโดยวาจาต่อกลุ่ม 2. การสื่อความด้วยลายลักษ์อักษร (Written Communication) หมายถึง ถึงความสามารถในการ เสนอความคิดและข้อมูลโดยการเขียน
14 3. ความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง ความสามารถในการปรับเปลี่ยนแนวทางหรือวิธีการเพื่อให้ งานบรรลุผลส าเร็จ 4. เสถียรภาพในการปฏิบัติงาน (Performance Stability) หมายถึง ความสามารถในการธ ารงรักษา ผลการปฏิบัติงานให้มีความคงเส้นคงวา แม้อยู่ในภาวะกดดัน 5. การตัดสินใจและคุณภาพของการตัดสินใจ (Decisiveness and Quality of Decision) หมายถึง ความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผลและทันเหตุการณ์ 6. ภาวะผู้น า (Leadership) หมายถึง ความสามารถที่จะมีอิทธิพลเหนือผู้อื่นในการปฏิบัติงานได้อย่าง มีประสิทธิผล 7. การจัดการองค์กรและการวางแผน (Organization and Planning) หมายถึง ความสามารถในการ ก าหนดทรัพยากรและบุคคล รวมถึงการพัฒนาวิธีการท างานอย่างเป็นระบบ 8. มาตรฐานการท างานของแต่ละบุคคล (Inner Work Standard) หมายถึง มาตรฐานการท างานของ แต่ละคนที่แสดงออกถึงการปฏิบัติงานอย่างเต็มก าลังความสามารถ ส านักวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันราชภัฎนครปฐม (2545:47) เสนอแนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะ ของบุคลากรที่นายจ้างต้องการว่า ควรประกอบด้วย ความช านาญ (skill) ซึ่งได้แก่ พื้นฐานความรู้การศึกษา และประสบการณ์ที่จ าเป็นกับบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ ความพยายาม (effort) คือ การทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการท างาน ความรับผิดชอบ (responsibility) ซึ่งในงานทุกงานต้องมีลักษณะของความรับผิดชอบที่ บุคลากรต้องมีไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง และสภาพของงาน (job condition) คือ บุคคลากรจะต้องแสดงให้เห็น ถึงความเข้าใจสภาพแวดล้อมในการท างานทั้งที่เป็นกายภาพ และบรรยากาศรอบๆ งานนั้นได้ สาเหตุของการว่างงาน สาเหตุการว่างงานที่พบในแต่ละยุคสมัยมีความแตกต่างกัน อันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพ เศรษฐกิจ สังคม และตลาดแรงงานซึ่งอาจจ าแนกได้2 ประการ คือ สาเหตุจากปัจจัยภายนอกและสาเหตุจาก ปัจจัยภายใน 1. สาเหตุจากปัจจัยภายนอก มีดังนี้ 1.1 ปริมาณแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างไม่ได้สัดส่วนกับความต้องการแรงงานของตลาดแรงงาน 1.2 ภาวะความต้องการของตลาดแรงงานในแต่ละสาขาอาชีพ 1.3 การเคลื่อนย้ายแรงงานตามฤดูกาลจากภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมท าให้เกิดการว่างงาน ในช่วงหางานท า 1.4 แนวโน้มการลดจ านวนแรงงานจากการใช้เทคโนโลยีและการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานมนุษย์ 1.5 สภาวะการแข่งขันที่สูงท าให้มีการใช้นวัตกรรมเพื่อลดต้นทุน 1.6 ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นท าให้มีการหางานใหม่เพื่อให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่งผลต่อภาวะการ ว่างงานชั่วคราวในขณะหางาน เป็นการว่างงานอันเนื่องมาจากบุคคลเปลี่ยนงานเดิม 1.7 การย้ายฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนด้านแรงงาน
15 1.8 การว่างงานที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ า 2. สาเหตุจากปัจจัยภายใน มีดังนี้ 2.1 การเป็นผู้ว่างงานโดยสมัครใจเนื่องจากไม่พอใจในค่าจ้างและสภาพการท างาน 2.2 การขาดความสามารถในการท างานร่วมกับผู้อื่น เช่น ความบกพร่องด้านบุคลิกภาพ ด้านการ ปรับตัว ความบกพร่องด้านสังคม 2.3 ความพิการหรือโรคร้ายแรง 2.4 การเลือกงาน 2.5 การว่างงานเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การศึกษาต่อ การรองาน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สุรพี โพธิสาราช (2562) ได้ศึกษาภาวการณ์มีงานท าของบัณฑิตสาขาวิชานิติศาสตร์ ส านักวิชา นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่ส าเร็จการศึกษา ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 พบว่า มีบัณฑิตผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 99 คน และมีบัณฑิตตอบแบบสอบถาม จ านวน 70 คน คิดเป็นร้อยละ70.71 จ านวนบัณฑิตที่ได้งานท าหลังส าเร็จการศึกษา (ไม่นับรวมผู้ประกอบ อาชีพ อิสระ) จ านวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 48.57 บัณฑิตมีงานท าตรงสาขาที่เรียน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 12.86 ไม่ตรงสาขาที่เรียน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 35.71 บัณฑิตที่ประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 7 คน คิด เป็นร้อยละ 10.00 บัณฑิตส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าก่อนเข้าศึกษา จ านวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 บัณฑิตที่ก าลัง ศึกษาต่อ จ านวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 7.14 บัณฑิตที่อุปสมบท จ านวน 1 คนคิดเป็นร้อย ละ 1.43 บัณฑิตที่ เกณฑ์ทหาร จ านวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 2.86 และบัณฑิตที่ยังไม่มีงานท า 6 คน คิด เป็นร้อยละ 8.57 โดย ประเภทงานที่ท าได้แก่ พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ พนักงาน จ้างเหมาบริการ รับจ้าง พนักงานคอนโด และพนักงานประจ าร้านเครื่องเขียน ในส่วนของความรู้ความสามารถ พิเศษที่ช่วยให้ได้งานท า พบว่า ด้านกฎหมายเป็นด้านที่ช่วยให้บัณฑิตมี งานท ามากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการ ใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมประยุกต์ ด้านกิจกรรมพัฒนา นักศึกษา ด้านภาษาต่างประเทศ ซึ่งเงินเดือนหรือ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท ในส่วนของรายวิชาหรือความรู้ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อ การประกอบอาชีพของผู้ส าเร็จการศึกษาได้มาก ยิ่งขึ้น ได้แก่ 1) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การค านวณ เช่น excel 2) ด้านภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ส าหรับนักกฎหมาย 3) ด้านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของ นักศึกษาหรือให้นักศึกษาได้มีโอกาส ปฏิบัติงานจริงหรือพาไปศึกษากระบวนการท างาน ท าด้านกฎหมาย เพื่อให้สามารถเข้าใจและน าวิชาที่ ศึกษามาใช้ได้จริง 4) ด้านเอกสารและงานสารบรรณเบื้องต้น เช่น การ จัดท าเอกสารสัญญาทางกฎหมาย วิธีการหรือขั้นตอนในการจัดท าเอกสารต่างๆ ยื่นเสนอต่อศาล การจัดชุด ส านวนค าฟ้อง ค าร้อง รวมไปถึง ค าแถลงต่างๆ 5) ด้านกฎหมาย เพิ่มกฎหมายพิเศษต่างๆ พระราชบัญญัติ ต่างๆ ความรู้เกี่ยวกับการท า ผิดของคนต่างชาติ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจ าวัน ปริญญา สังข์โคตร และคณะ (2564) ได้ศึกษาภาวการณ์มีงานท าของบัณฑิต ความพึงพอใจต่อ งานที่ท าของบัณฑิตในการท างานและความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อคุณลักษณะการปฏิบัติงานของ
16 บัณฑิต หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น ที่ส าเร็จการศึกษาปี 2557 ถึงปี 2561 จ านวน129 คน พบว่า บัณฑิตส่วนใหญ่มีงานท า (ร้อยละ 86.82) มีรายได้ต่อเดือนอยู่ในช่วง 15,001-20,000 บาท (ร้อยละ 51.16) ส่วนใหญ่เป็น ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ (ร้อยละ 93.02) ท างานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล มากที่สุด (ร้อยละ 70.54) ท างานในต าแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข (ร้อยละ 92.25) รองลงมาคือ ต าแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ นโยบายและแผน (ร้อยละ 3.10) มีความพอใจต่องานที่ท า (ร้อยละ 88.37) ด้านความต้องการในการศึกษาต่อ พบว่า ร้อยละ 56.59 ต้องการศึกษาต่อ บัณฑิตมีความพึงพอใจต่องาน ที่ท าของบัณฑิตในการท างาน ใน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านทักษะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และ ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความถี่สูงสุด (ร้อยละ 96.77) รองลงมาคือ ด้านทักษะทางปัญญา (ร้อยละ 95.16) ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตต่อคุณลักษณะ การ ปฏิบัติงานของบัณฑิต อยู่ในระดับมาก ด้าน ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ มีความถี่ สูงสุด (ร้อยละ 99.19) รองลงมาคือ ด้าน ทักษะทางปัญญา (ร้อยละ 96.77) กฤดา กฤตเมธกุล และคณะ (2564) ได้ศึกษาภาวะการมีงานท าการได้งานท าหรือประกอบอาชีพ อิสระของบัณฑิตปริญญาตรีที่ ส าเร็จการศึกษาในปีการการศึกษา 2562 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างใน การศึกษาภาวะการได้งานท าของบัณฑิต ได้แก่ บัณฑิตผู้ส าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอม บึง ในปีการศึกษา 2562 จ านวน 1,179 คน โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 945 คน พบว่า 1) บัณฑิตที่ได้งานท า ภายใน 1 ปีหลังส าเร็จการศึกษาไม่นับรวมผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระมีจ านวน 751 คน คิดเป็นร้อยละ 79.47 ของผู้ตอบแบบส ารวจ 2) บัณฑิตที่ประกอบอาชีพอิสระมีจ านวน 105 คน คิดเป็นร้อยละ 11.11 ของผู้ตอบ แบบส ารวจ 3) บัณฑิตที่ได้งานท าและที่ประกอบอาชีพอิสระมีจ านวน 856 คน คิดเป็นร้อยละ 93.04 เท่ากับ 4.65 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5.00 และ 4) เงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อ เดือนของบัณฑิตที่ได้งานท าหรือ ประกอบอาชีพอิสระเท่ากับ 13,534 บาท ซึ่งผลที่ได้มาจากปัจจัยด้านการเรียนการ สอนของมหาวิทยาลัย ที่เน้นการพัฒนาบัณฑิตเป็นไปตามอัตลักษณ์“ใฝ่ดีใฝ่รู้สู้งาน” มีการปรับการเรียนการสอน แบบการเรียนรู้ เชิงรุก (active learning) และการเลือกยุทธวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้ก าหนดไว้
บทที่ 3 วิธีด าเนินการศึกษา ในการศึกษาภาวการณ์มีงานท าของผู้ส าเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชนตาก ปีการศึกษา 2564 ผู้วิจัยได้ ก าหนดวิธีวิจัยไว้ดังต่อไปนี้ 3.1 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรที่ศึกษาในด้านการได้งานท าประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปีหลังส าเร็จการศึกษา ของ ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ส าเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2564 ในประเด็นต่อไปนี้ ประกอบด้วย 1) จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีสถานการณ์เกรณทหารในปัจจุบัน(เพศชาย) 2) จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีสถานะบวชในปัจจุบัน 3) จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีสถานนะการท างานและการศึกษาต่อ 4) จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษาการท างาน (ส าหรับผู้มีงานท าแล้ว หรือเปลี่ยนงานใหม่) 5) จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษาที่ไม่มีงานท า 6) จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษาที่ศึกษาต่อ 7) ความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน 3.2 วิธีการด าเนินงานและขั้นตอน แยกตามประเด็นที่ต้องการศึกษาดังนี้ 1) ให้นักศึกษาที่คาดว่าจะส าเร็จการศึกษากรอกข้อมูลภาวะมีงานท าก่อนส าเร็จการศึกษา 2) ภายหลัง 1 ปี ผู้วิจัยท าการติดตามภาวการณ์มีงานท าของผู้ส าเร็จการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง โดย ติดตามจากกลุ่มไลน์ หรือโทรศัพท์สอบถามตามข้อมูลที่ผู้ส าเร็จให้ไว้ 3) กรอกข้อมูลตามแบบสอบถาม และวิเคราะห์ 4) น าผลการวิเคราะห์ สรุปจัดท ารายงานให้ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามการติดตามผลผู้ส าเร็จ หลักสูตรอนุปริญญา ปวส. และ ปวช. (เครื่องมือ C6.1) 3.4 ประชากร การศึกษาภาวะมีงานท าในครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ส าเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2564 เป็นประชากรทั้งหมดในการศึกษา จ านวนทั้งสิ้น 160 คน ดังนี้ 1.สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษา 35 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 35 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ส าเร็จการศึกษา 2.สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษา 65 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 65 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ส าเร็จการศึกษา 3.สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน มีผู้ส าเร็จการศึกษา 14 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 14 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ส าเร็จการศึกษา
18 4. สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีผู้ส าเร็จการศึกษา 46 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา 46 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ส าเร็จการศึกษา 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล ท าการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการส่งแบบสอบถาม และโทรศัพท์สัมภาษณ์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้ 1) จัดท าส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มเป้าหมายและโทรศัพท์สัมภาษณ์โดยใช้ข้อมูลจากกลุ่มงานทะเบียน และวัดผล 2) ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่เดือน มีนาคม –เมษายน 2566 3) ระยะเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2566 3.6 วิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการศึกษา สถิติที่ใช้ในการเคราะห์ข้อมูลการได้งานท าของผู้ส าเร็จการศึกษา ได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ
บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การติดตามภาวการณ์มีงานท าของผู้ส าเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก หลังส าเร็จ ไปแล้ว 1 ปีการศึกษา (ส าเร็จการศึกษา 2563) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ การติดตามและประเมินผลผู้ส าเร็จ การศึกษา(Follow up Study) ซึ่งกระบวนการที่จะให้ข้อมูล ย้อนกลับมาสถาบันการศึกษาว่า ผู้ส าเร็จ การศึกษาที่ส าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนตาก ภายใน 1 ปีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร ออกไปท างานได้มากน้อยเพียงใด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน วิทยาลัยชุมชนหรือไม่ เพื่อให้ได้ แนวทางในการปรับปรุง และพัฒนาการด าเนินงานจัดการศึกษาของสถาบันได้ อย่างเป็นรูปธรรม ในการ ติดตามและ ประเมินผลดังกล่าว ถือว่าเป็นองค์ประกอบ / ดัชนีชี้วัดคุณภาพ ที่ส าคัญในการประกันคุณภาพ การศึกษา 5.1 ผลการติดตามภาวการณ์มีงานท าและการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษา ทีมวิจัยได้ใช้แบบสอบถาม C6.1 แบบฟอร์มการติดตามผลผู้ส าเร็จหลักสูตรอนุปริญญา ปวส. และ ปวช. ที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนเป็นผู้ก าหนดแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 6 ตอน ดังนี้ ตอนที่1 ข้อมูลทั่วไป ตอนที่2 สภาวะการมีงานท า (ส าหรับผู้มีงานท าแล้ว) ตอนที่3 การสมัครงานและการท างาน (ส าหรับผู้ที่ยังไม่ได้ท างาน) ตอนที่4 คุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน ตอนที่5 การศึกษาต่อ ตอนที่6 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ตอนที่1 ข้อมูลทั่วไป ตารางที่1 จ าแนกตามสาขาที่ส าเร็จการศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวนผู้ส าเร็จการศึกษา สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย รวม จ านวนทั้งหมด 14 65 46 35 160 ตอบแบบสอบถาม 14 65 46 35 160 ไม่ตอบแบบสอบถาม - - - - - รวม 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00 จากตารางที่ 1 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมาจ านวน 160 ฉบับ (ร้อยละ 100.00) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา โดยแบ่งออกเป็น สาขาวิชาสาธารณสุข จ านวน 14 ฉบับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น จ านวน 65 ฉบับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จ านวน 46 ฉบับ และสาขาวิชา การแพทย์แผนไทย จ านวน 35 ฉบับ
20 ตารางที่2 จ าแนกตามสถานการณ์เกณฑ์ทหารปัจจุบัน (เฉพาะเพศชาย) สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา สถานการเกณฑ์ทหารปัจจุบัน สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย รวม [1] อยู่ในช่วงผ่อนผันเกณฑ์ ทหาร หรือได้รับการยกเว้น คน 2 26 5 9 42 หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว % 100.00 92.86 100.00 100.00 95.45 [2] อยู่ในระหว่างการ คน - 2 - - 2 เป็นทหารเกณฑ์ % 7.14 4.55 รวม คน 2 28 5 9 44 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 2 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 44 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 42 คน (ร้อยละ 95.45) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นทหารเกณฑ์ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 4.55) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 2 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 2 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วง ผ่อน ผันเกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 26 คน (ร้อยละ 92.86) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นทหารเกณฑ์ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 7.14) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 5 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 5 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 9คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 9 คน (ร้อยละ 100.00)
21 ตารางที่3 จ าแนกตามสาขา และสถานการเป็นนักบวช สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สถานการเป็นนักบวช สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ไม่ได้เป็นนักบวช คน % 12 85.71 65 100.00 46 100.00 32 91.43 155 96.88 [2] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลา ถึงก าหนดลาสิกขา น้อยกว่า 3 เดือน คน % - - - 2 5.71 2 1.25 [3] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลา ถึง ก าหนดลาสิกขา 4 เดือน – 1 ปี คน % 2 14.29 - - - 2 1.25 [4] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลา ถึงก าหนดลาสิกขา มากกว่า 1 ปี คน % - - - - - [5] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลา ถึงก าหนดลาสิกขา ไม่มีก าหนด คน % - - - 1 2.86 1 0.62 รวม คน 14 65 46 35 160 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 3 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 155 คน (ร้อยละ 96.88) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา น้อยกว่า 3 เดือน, อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา 4 เดือน – 1 ปี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 1.25) และ อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา ไม่มีก าหนด จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.62) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 14 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 12 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา 4 เดือน – 1 ปี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 65 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 65 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 46คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 46คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 32คน (ร้อยละ 91.43) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา น้อยกว่า 3เดือน จ านวน 2คน (ร้อยละ 5.71) อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา ไม่มีก าหนด จ านวน 1คน (ร้อยละ 2.86)
22 ตอนที่2 สภาวะการมีงานท า ตารางที่4 จ าแนกตามสาขาและสถานภาพการท างาน สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สภาพการท างาน สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท า หลังจบการศึกษา คน % 1 2 4 1 8 6.25 3.08 8.70 2.86 4.94 [2] ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท า หลังจบการศึกษาและก าลังศึกษาต่อ คน % - 2 - - 2 3.08 1.23 [3] ยังไม่เคยมีงานท า คน % 5 31 8 14 58 35.71 47.69 17.39 40.00 36.25 [4] ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ คน % - 7 4 5 16 10.77 8.70 14.29 9.88 [5] มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา คน % 6 19 25 10 60 37.50 29.23 54.35 28.57 37.04 [6] มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยน สายงานหลังจบการศึกษา คน % - 2 3 5 10 3.08 6.52 14.29 6.17 [7] มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ใน สายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ คน % 2 2 2 - 6 12.50 3.08 4.35 3.70 รวมทั้งหมด คน % 14 65 46 35 160 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 4 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160 คน ส่วนใหญ่มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ใน สายงานเดิมหลังจบการศึกษา จ านวน 60 คน (ร้อยละ 37.04) รองลงมาคือ ยังไม่เคยมีงานท า จ านวน 58 คน (ร้อยละ 36.25) ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ จ านวน 16 คน (ร้อยละ 9.88) มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 6.17) ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบ การศึกษา จ านวน 8 คน (ร้อยละ 4.94) มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 6คน (ร้อยละ 3.70) และไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษาและก าลังศึกษาต่อ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 1.23) เมื่อพิจารณาแยกสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 14 คน ส่วนใหญ่ มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ใน สายงานเดิมหลังจบการศึกษา จ านวน 6 คน (ร้อยละ 37.50) รองลงมาคือ ยังไม่เคยมีงานท า จ านวน 5 คน (ร้อยละ 35.71) มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) และไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ
23 สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 65 คน ส่วนใหญ่ ยังไม่เคยมีงานท า จ านวน 31 คน (ร้อยละ 47.69) รองลงมาคือ มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา จ านวน 19 คน (ร้อยละ 29.23) ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.77) ไม่มีงานท าก่อน การศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา, ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษาและก าลังศึกษาต่อ, มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา, มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลัง จบการศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 3.08) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 46 คน ส่วนใหญ่ มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษาจ านวน 25 คน (ร้อยละ 54.35) รองลงมาคือ ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มี งานท าหลังจบการศึกษา จ านวน 9 คน (ร้อยละ 25.00) ยังไม่เคยมีงานท า จ านวน 8 คน (ร้อยละ 17.39) ไม่มี งานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา, ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.70) มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา จ านวน3 คน (ร้อยละ 6.52) และมีงานท า ก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 4.35) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ มียังไม่เคยมีงานท า จ านวน 14 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมา คือ มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 28.57) ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ, มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงาน หลังจบการศึกษา จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) และไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ ตารางที่5 จ าแนกตามสาขาวิชาและประเภทงานที่ท า (ส าหรับผู้มีงานท าแล้ว หรือเปลี่ยนงานใหม่) ประเภทงานที่ท า สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ คน % 5 14 30 7 56 71.43 50.00 85.71 43.75 65.12 [2] รัฐวิสาหกิจ - - - - - [3] พนักงานบริษัท/องค์กร ธุรกิจเอกชน คน % 1 4 5 4 14 14.29 14.29 14.29 25.00 16.28 [4] ด าเนินธุรกิจอิสระ/ เจ้าของกิจการ คน % 1 9 - 5 15 14.29 32.14 31.25 17.44 [5] พนักงานองค์การต่างประเทศ/ ระหว่างประเทศ คน % - 1 - - - 3.57 [6] อื่นๆ (ระบุ) คน % - - - - - รวม 7 28 35 16 86 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
24 จากตารางที่ 5 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 86 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/ เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ จ านวน 56 คน (ร้อยละ 65.12) รองลงมาคือ ด าเนินธุรกิจอิสระ/เจ้าของกิจการ จ านวน 15 คน (ร้อยละ 17.44) พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน จ านวน 14 คน (ร้อยละ 16.28) และ พนักงานองค์การต่างประเทศ/ระหว่างประเทศ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.16) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตาม สาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่หน่วยงาน ของรัฐ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน, ด าเนินธุรกิจอิสระ/ เจ้าของกิจการ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ จ านวน 14 คน (ร้อยละ 50.00) รองลงมาคือ ด าเนินธุรกิจอิสระ/เจ้าของกิจการ จ านวน 9 คน (ร้อยละ 32.14) พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 14.29) และพนักงาน องค์การต่างประเทศ/ระหว่างประเทศ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ จ านวน 30 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 21 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 43.75) รองลงมาคือ ด าเนินธุรกิจอิสระ/เจ้าของกิจการ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 31.25) และพนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 25.00) ตามล าดับ ตารางที่6 จ าแนกตามสาขาวิชาและความสามารถพิเศษ สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม ความสามารถพิเศษ สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ด้านภาษาต่างประเทศ คน % 2 3 2 1 8 28.57 10.71 5.71 6.25 9.30 [2] ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ คน % 3 4 11 6 24 42.86 14.29 31.43 37.50 27.91 [3] ด้านกิจกรรมสันทนาการ คน % - 11 13 7 31 39.29 37.14 43.75 36.05 [4] ด้านศิลปะ คน % 1 2 3 - 6 14.29 7.14 8.57 6.98 [5] ด้านกีฬา คน % - 7 4 2 13 25.00 11.43 12.50 15.12 [6] ด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง คน % 1 1 2 - 4 14.29 3.57 5.71 4.65
25 สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม ความสามารถพิเศษ สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [7] อื่นๆ (ระบุ) คน % - - - - - รวมทั้งหมด คน % 7 28 35 16 86 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 6 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 86 คน ส่วนใหญ่มีความสามารถพิเศษ ด้านกิจกรรม สันทนาการ จ านวน 31 คน (ร้อยละ 36.05) รองลงมาคือ ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 24 คน (ร้อยละ 27.91) ด้านกีฬา จ านวน 13 คน (ร้อยละ 15.12) ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 8 คน (ร้อยละ 9.30) ด้าน ศิลปะ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 6.98) และด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง จ านวน 4 คน (ร้อยละ 4.65) เมื่อ พิจารณาแยกสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ มีความสามารถด้านการใช้ คอมพิวเตอร์ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) รองลงมา คือ ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 28.57) ด้านศิลปะ, ด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ด้านกิจกรรมสันทนาการ จ านวน 11 คน (ร้อยละ 39.29) รองลงมา คือ ด้านกีฬา จ านวน 7 คน (ร้อยละ25.00) ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 14.29) ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) และด้านนาฎศิลป/ดนตรี ขับร้อง จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ ด้านกิจกรรมสันทนาการ จ านวน 13 คน (ร้อยละ 37.14) รองลงมา คือ ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 11 คน (ร้อยละ 31.43) ด้านกีฬา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 11.43) ด้านศิลปะ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 8.75) ด้านภาษาต่างประเทศ, ด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ด้านกิจกรรมสันทนาการ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 43.75) รองลงมา คือ ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 37.50) ด้านกีฬา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ
26 ตารางที่7 จ าแนกตามสาขา และความพึงพอใจต่องานที่ท า สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สภาพการท างาน สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] พอใจ คน % 7 28 35 16 86 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00 [2] ไม่พอใจระบบงานไม่ดี - - - - - [3] ไม่พอใจ ผู้ร่วมงานไม่ดี - - - - - [4] ไม่พอใจ ไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา - - - - - [5] ไม่พอใจ ค่าตอบแทนต่ า - - - - - [6] ไม่พอใจ ขาดความมั่นคง - - - - - [7] ไม่พอใจ ขาดความก้าวหน้า - - - - - [8] อื่นๆ (ระบุ) - - - - - รวมทั้งหมด คน % 7 28 35 16 86 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 7 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 86 คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 86 คน (ร้อยละ 100.00) เมื่อพิจารณาแยกสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 7 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 28 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 35คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 35คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 16 คน (ร้อยละ 100.00)
27 ตารางที่ 8 จ าแนกตามสาขา และระยะเวลาของ การได้งานท า สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม ข้อมูล สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] หางานได้ก่อนจบการศึกษา หรือได้งานทันทีหลังจบการศึกษา คน % - 7 12 3 22 25.00 34.29 18.75 25.58 [2] ได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน คน % - 3 2 1 6 10.71 5.71 6.25 6.98 [3] ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน คน % - 1 4 2 7 3.57 11.43 12.50 8.14 [4] ได้งานใหม่ภายใน 7-9 เดือน คน % 1 - - - 1 14.29 1.16 [5] ได้งานใหม่ภายใน 10-12 เดือน คน % 1 - - - 1 14.29 1.16 [6] ได้งานใหม่ มากกว่า 1 ปี - - - - - [7] เป็นงานเดิมก่อนมาศึกษาหรือได้ งานท าระหว่างศึกษา คน % 5 17 17 10 49 71.43 60.71 48.57 62.50 56.98 รวม คน % 7 28 35 16 86 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 8 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 86 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อนมา ศึกษาหรือได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 49 คน (ร้อยละ 56.98) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบการศึกษา หรือได้งานทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน 22 คน (ร้อยละ 25.58) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 8.14) ได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน จ านวน 6 คน (ร้อยละ 6.98) ได้งานใหม่ภายใน 7-9 เดือน, ได้งาน ใหม่ภายใน 10-12 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.16) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จ การศึกษา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อนมาศึกษาหรือ ได้งาน ท าระหว่างศึกษา จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ได้งานใหม่ภายใน 7-9 เดือน, ได้งานใหม่ภายใน 10-12 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อนมาศึกษา หรือได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 17 คน (ร้อยละ 60.71) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบการศึกษา หรือได้ งานทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน 7 คน (ร้อยละ 25.00) ได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ
28 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อนมาศึกษาหรือ ได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 17 คน (ร้อยละ 48.57) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบการศึกษา หรือได้งาน ทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน 12 คน (ร้อยละ 34.29) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 11.43) และได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อนมาศึกษา หรือ ได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 62.50) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบการศึกษา หรือได้ งานทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) และได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ ตารางที่ 9 จ าแนกตามสาขาและลักษณะงานที่ท าตรงกับสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา ลักษณะงานที่ท าตรงกับสาขา ที่ท่านได้ส าเร็จการศึกษา หรือไม่ สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์แผนไทย รวม [1] ตรง คน % 3 6 29 10 48 42.86 21.43 82.86 62.50 55.81 [2] ไม่ตรง คน % 4 22 6 6 38 57.14 78.57 17.14 37.50 44.19 รวมทั้งหมด คน % 7 28 35 16 86 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 9 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 86 คน ส่วนใหญ่มีลักษณะงานที่ท าตรงกับ สาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 48 คน (ร้อยละ 55.81) รองลงมาคือ ไม่ตรงสาขาที่ส าเร็จ จ านวน 38 คน (ร้อยละ 44.19) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่มีลักษณะงานที่ท าไม่ตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ ตรงกับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่มีลักษณะงานที่ ท าไม่ตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 22 คน (ร้อยละ 78.57) รองลงมาคือ ตรงกับสาขาที่ส าเร็จ การศึกษา จ านวน 6 คน (ร้อยละ 21.43) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่มีลักษณะงานตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 29 คน (ร้อยละ 82.86) รองลงมาคือ ไม่ตรงกับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 6 คน (ร้อยละ 17.14) ตามล าดับ
29 สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่มีลักษณะงานตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 62.50) รองลงมาคือ ไม่ตรงกับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 6 คน (ร้อยละ 37.50) ตามล าดับ ตารางที่ 10 จ าแนกตามสาขาและการน าวิชามาประยุกต์ใช้กับงานที่ส าเร็จการศึกษาและการน าความรู้ที่เรียน ท างาน น าความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับการท างาน สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย รวม [1] มากที่สุด คน 2 5 16 9 32 % 28.57 17.86 45.71 56.25 37.21 [2] มาก คน 5 21 14 2 42 % 71.43 75.00 40.00 12.50 48.84 [3] ปานกลาง คน 2 5 2 9 % 0.00 7.14 14.29 12.50 10.47 [4] น้อย คน - - - 3 3 % 18.75 3.49 [5] น้อยที่สุด คน - - - - - % รวมทั้งหมด คน 7 28 35 16 86 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 10 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 86 คน ส่วนใหญ่มีการน าความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับงานที่ท ามาก จ านวน 42 คน (ร้อยละ 48.84) รองลงมาคือ ได้การน าความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 32 คน (ร้อยละ 37.21) ได้การน าความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานปานกลาง จ านวน 9 คน (ร้อยละ 10.47) ได้การน าความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ กับหน้าที่การท างานน้อย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 3.49) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ได้การน าความรู้ที่ เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ได้การน าความรู้ที่ เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 2 คน (ร้อยละ 28.57) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ได้การน าความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก จ านวน 21 คน (ร้อยละ 75.00) รองลงมาคือ ได้น าความรู้ที่ เรียน มาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 5 คน (ร้อยละ 17.86) และได้น าความรู้ที่ เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานปานกลาง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 7.14) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ได้การน าความรู้ที่
30 เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 16 คน (ร้อยละ 45.71) รองลงมาคือ ได้การน า ความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก จ านวน 14 คน (ร้อยละ 40.00) และได้น าความรู้ที่เรียน มาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานปานกลาง จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ได้การน าความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 9 คน (ร้อยละ 56.25) รองลงมาคือ ได้การน าความรู้ ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานน้อย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ได้การน าความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก, ปานกลาง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) ตามล าดับ ตอนที่3 การสมัครงานและการท างาน (ส าหรับผู้ที่ยังไม่ได้ท างาน) ตารางที่11จ าแนกตามสาขาและสาเหตุส าคัญ ที่สุดของการว่างงาน สาเหตุที่ยังไม่ได้ท างาน สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ยังไม่ประสงค์ท างาน คน 1 25 3 15 44 % 14.29 67.57 27.27 78.95 59.46 [2] รอฟังค าตอบจาก หน่วยงาน คน - 1 1 - 2 % 2.70 9.09 2.70 [3] หางานท าไม่ได้ คน 4 6 5 - 15 % 57.14 16.22 45.45 20.27 [4] ต้องการประกอบอาชีพ อิสระ คน 1 4 2 4 11 % 14.29 10.81 18.18 21.05 14.86 [5] อื่นๆ คน 1 1 - - 2 % 14.29 2.70 2.70 รวม คน 7 37 11 19 74 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 11 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 74คน ส่วนใหญ่ยังไม่ประสงค์ท างานจ านวน 44คน (ร้อยละ 59.46) รองลงมาคือ หางานท าไม่ได้ จ านวน 15คน (ร้อยละ 20.27) ต้องการประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 11คน (ร้อยละ 14.86) รอฟังค าตอบจากหน่วยงานจ านวน, อื่นๆ จ านวน 2คน (ร้อยละ 2.70) และ ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7คน ส่วนใหญ่หางานท า ไม่ได้ จ านวน 4คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ ยังไม่ประสงค์ท างาน, ต้องการประกอบอาชีพอิสระ, อื่นๆ ที่ตอบได้แก่ ประสงค์ จะท างานให้ตรงกับสายที่เรียน จ านวน 1คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 37คน ส่วนใหญ่ยังไม่ประสงค์ท างาน จ านวน 25คน (ร้อยละ 67.57) รองลงมาคือ หางานท าไม่ได้ จ านวน 6คน (ร้อยละ 16.22) ต้องการประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 4คน (ร้อยละ 10.81) รอฟังค าตอบจากหน่วยงานและอื่นๆ จ านวน 1คน (ร้อยละ 2.70) ตามล าดับ
31 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 11คน ส่วนใหญ่หางานท าไม่ได้ จ านวน 5คน (ร้อยละ 45.45) รองลงมาคือ ยังไม่ประสงค์ท างาน จ านวน 3คน (ร้อยละ 27.27) ต้องการประกอบ อาชีพอิสระ จ านวน 2คน (ร้อยละ 18.18) รอฟังค าตอบจากหน่วยงาน จ านวน 1คน (ร้อยละ 9.09) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19คน ส่วนใหญ่ยังไม่ประสงค์ ท างาน จ านวน 15คน (ร้อยละ 78.95) รองลงมาคือ ต้องการประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 4คน (ร้อยละ 21.05) ตามล าดับ ตารางที่12 จ าแนกตามสาขาและปัญหาในการ หางานท าหลังส าเร็จการศึกษา ท่านมีปัญหาในการหางานท าหลังส าเร็จ การศึกษาหรือไม่ อย่างไร (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ไม่มีปัญหา คน % 5 71.43 36 94.74 11 91.67 18 94.74 70 92.11 [2] ไม่ทราบแหล่งงาน คน % 1 14.29 - - - 1 1.32 [3] หางานที่ถูกใจไม่ได้ คน % - 1 2.63 - 1 5.26 2 2.63 [4] ต้องสอบจึงไม่อยากสมัคร - - - - - [5] ขาดคนสนับสนุน - - - - - [6] ขาดคนหรือเงินค้ าประกัน - - - - - [7] หน่วยงานไม่ต้องการ - - - - - [8] เงินเดือนน้อย - - - - - [9] สอบเข้าท างานไม่ได้ คน % - 1 2.63 1 8.33 - 2 2.63 [10] ปัญหาด้านสุขภาพ - - - - - [11] ขาดทักษะ ภาษาต่างประเทศ - - - - - [12] ขาดทักษะด้าน คอมพิวเตอร์ - - - - - [13] ขาดประสบการณ์ใน การท างาน คน % 1 14.29 - - - 1 1.32 [14] เกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ที่ ก าหนด - - - - - [15] อื่น ๆ - - - - - รวม คน % 7 38 12 19 76 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00)
32 จากตารางที่ 12 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 76 คน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาในการหางาน ท า จ านวน 70 คน (ร้อยละ 92.11) รองลงมาคือ หางานที่ถูกใจไม่ได้, สอบเข้าท างานไม่ได้ จ านวน 2 คน (ร้อย ละ 2.63) ไม่ทราบแหล่งงาน, ขาดประสบการณ์ในการท างานจ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.32) ตามล าดับ เมื่อ พิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ไม่ทราบแหล่งงาน, ขาดประสบการณ์ในการท างาน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 38 คน ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา จ านวน 36 คน (ร้อยละ 94.74) รองลงมาคือ หางานที่ถูกใจไม่ได้, สอบเข้าไม่ได้ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.63) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 12 คน ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา จ านวน 11 คน (ร้อยละ 91.67) รองลงมาคือ สอบเข้าท างานไม่ได้ 1 คน (ร้อยละ 8.33) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19 คน ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา จ านวน 18 คน (ร้อยละ 94.74) รองลงมาคือ หางานที่ถูกใจไม่ได้ 1 คน (ร้อยละ 5.26) ตามล าดับ ตารางที่13จ าแนกตามสาขาและความต้องการในการท างาน (ส าหรับผู้ส าเร็จที่ว่างงาน) ข้อมูล สาขาวิชาการส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย จ านวน (%) จ านวน (%) จ านวน (%) จ านวน (%) จ านวน (%) [1] ท างานในประเทศ 7 100.00 37 100.00 11 100.00 19 100.00 74 100.00 [2] ท างานต่างประเทศ - - - - รวม 7 37 11 19 74 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 13 ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 74 คน ส่วนใหญ่ต้องการท างานในประเทศ จ านวน 74 คน (ร้อยละ 100.00) เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชาที่ พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ต้องการท างานในประเทศ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 37 คน ส่วนใหญ่ต้องการท างานใน ประเทศ จ านวน 37 คน (ร้อยละ 100.00)
33 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 11 คน ส่วนใหญ่ต้องการท างานใน ประเทศ จ านวน 11 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19 คน ส่วนใหญ่ต้องการท างานใน ประเทศ จ านวน 19 คน (ร้อยละ 100.00) ตารางที่14 จ าแนกตามสาขาและความประสงค์ในการเปิดเผยข้อมูลแก่นายจ้าง/สถานประกอบการ ข้อมูล สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล คน 3 37 10 17 67 % 42.86 100.00 90.91 89.47 90.54 2]ยินยอมเปิดเผยข้อมูลต่อนายจ้าง ทุกประเภท คน 4 - 1 2 7 % 57.14 9.09 10.53 9.46 [3] ยินยอมเปิดเผยข้อมูลยกเว้น นายจ้างประเภทจ้างเหมาแรงงาน คน - - - - - % [4] ยินยอมเปิดเผยข้อมูลยกเว้น นายจ้างประเภทขายประกัน/ขายตรง คน - - - - - % [5] ยินยอมเปิดเผยข้อมูลยกเว้น นายจ้างประเภท จ้างเหมาแรงงานและประเภทขายประกัน/ขายตรง คน - - - - - % รวม คน 7 37 11 19 74 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 14 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 74 คน ส่วนใหญ่ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 67 คน (ร้อยละ 90.54) รองลงมาคือ ยินยอมเปิดเผยข้อมูลต่อนายจ้างทุกประเภท จ านวน 7 คน (ร้อย ละ 9.46) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชาที่ พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลต่อ นายจ้างทุกประเภท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 37 คน ส่วนใหญ่ไม่ยินยอมเปิดเผย ข้อมูล จ านวน 37 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 11 คน ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 10 คน (ร้อยละ 90.91)รองลงมาคือ ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19 คน ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 17 คน (ร้อยละ 89.47) รองลงมาคือ ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 2 คน (ร้อยละ 10.53) ตามล าดับ
ตอนที่4 คุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน ตารางที่15 จ าแนกตามสาขาที่ส าเร็จการศึกษาและเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดื รายได้เฉลี่ยต่อเดือน สาธารณสุข ปกครอง ก่อนจบ หลังจบ ก่อนจบ หลังจบ ไม่มีรายได้ คน - - 5 3 % 17.86 10.71 น้อยกว่า6,000 คน 3 3 9 7 % 42.86 42.86 32.14 25.00 6,001-8,000 คน 2 1 6 4 % 28.57 14.29 21.43 14.29 8,001-10,000 คน 2 3 5 3 % 28.57 42.86 17.86 10.71 10,001-12,000 คน - - - 2 % 7.14 12,001-14,000 คน - - 1 6 % 3.57 21.43 14,001-16,000 คน - - 1 2 % 3.57 7.14 มากกว่า16,001 คน - - 1 1 % 3.57 3.57 รายได้เฉลี่ย (เฉพาะผู้มีงานท า) 6,714.29 7,071.43 6,017.86 8,339.29
34 ดือน (คิดเฉพาะผู้ที่ได้งานท า) ปฐมวัย การแพทย์แผนไทย รวม ก่อนจบ หลังจบ ก่อนจบ หลังจบ ก่อนจบ หลังจบ 5 2 3 2 13 7 14.29 5.71 18.75 12.50 15.12 8.14 9 7 2 1 23 18 25.71 20.00 12.50 6.25 26.74 20.93 5 7 4 2 17 14 14.29 20.00 25.00 12.50 19.77 16.28 14 16 5 6 26 28 40.00 45.71 31.25 37.50 30.23 32.56 2 1 - - 2 3 5.71 2.86 2.33 3.49 - 1 - - 1 7 2.86 1.16 8.14 - 1 1 2 2 5 2.86 6.25 12.50 2.33 5.81 - - 1 3 2 4 6.25 18.75 2.33 4.65 6,600.00 7,757.14 7,406.25 10,062.50 6,686.05 8,447.67
35 จากตารางที่ 15 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 86 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จการศึกษามี รายได้ต่อเดือน 8,000-10,000 บาท/เดือน จ านวน 26 คน (ร้อยละ 30.23) ภายหลังเมื่อส าเร็จการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 8,000-10,000 บาท/เดือน จ านวน 28 คน (ร้อยละ 32.56) เมื่อพิจารณารายได้ เฉลี่ยต่อเดือนของบัณฑิตโดยคิดเฉพาะผู้ได้งานใหม่หลัง ส าเร็จการศึกษา พบว่าโดยภาพรวมผู้ส าเร็จมีรายได้ เฉลี่ยก่อนส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,686.05 บาท ภายหลังส าเร็จการศึกษามีรายได้เฉลี่ยเท่ากับ 8,447.67 บาท เมื่อ พิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จ การศึกษามี รายได้ต่อเดือน น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) รองลงมาคือ รายได้ต่อเดือน เฉลี่ย 6,001-8,000, 8,001-10,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 28.57) ตามาล าดับ โดยภาพรวมมี รายได้เฉลี่ยก่อน ส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,714.29 บาท/เดือน ภายหลังเมื่อส าเร็จการศึกษาผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่ มี รายได้เฉลี่ย น้อยกว่า 6,000บาท/เดือน, 8,001-10,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) รองลงมาคือ 6,001-8,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามาล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยหลังส าเร็จการศึกษา เท่ากับ 7,071.43 บาท/เดือน สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จ การศึกษามีรายได้เฉลี่ย น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 32.14) รองลงมาคือ 6,001-8,000 บาท จ านวน 6 คนตามล าดับ (ร้อยละ 21.43) ไม่มีรายได้, 8,001-10,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 17.86) 12,001-14,000, 14,001-16,000, มากกว่า 16,001 บาท จ านวน 1 คน (3.57) ตามาล าดับ โดยภาพรวมมี รายได้ เฉลี่ยก่อนส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,017.86 บาท/เดือน ภายหลังเมื่อส าเร็จการศึกษาผู้ตอบ แบบสอบถามส่วน ใหญ่ มีรายได้เฉลี่ย น้อยกว่า 6,000บาท/เดือน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 25.00) รองลงมาคือ มีรายได้เฉลี่ย 12,001-14,000 บาท จ านวน 6 คน (ร้อยละ 21.43) 6,001-8,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 14.29) ไม่มีรายได้, 8,001-10,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) 10,001-12,000, 14,001-16,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 7.14) และมากกว่า 16,001 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ โดย ภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยหลังส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 8,339.29 บาท/เดือน สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จ การศึกษามีรายได้เฉลี่ย 8,000-10,000 บาท จ านวน 14 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมาคือ น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 25.71) ไม่มีรายได้, 6,001-8,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) 10,001- 12,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยก่อนส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,600.00 บาท/เดือน ภายหลังเมื่อ ส าเร็จการศึกษาผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้เฉลี่ย 8,000- 10,000บาท/เดือน จ านวน 16 คน (ร้อย ละ 45.71) รองลงมาคือ น้อยกว่า 6,000, รายได้เฉลี่ย 6,001-8,000 บาท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 20.00) ไม่มีรายได้ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) 10,001-12,000, 12,001- 14,000, 14,001-16,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยหลังส าเร็จ การศึกษาเท่ากับ 7,757.14 บาท/เดือน
36 สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จ การศึกษามี รายได้เฉลี่ย 8,001-10,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 31.25) รองลงมาคือ 6,001-8,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 25.00) ไม่มีรายได้ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) และรายได้เฉลี่ย 14,001-16,000, มากกว่า 16,001 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้ก่อนส าเร็จการศึกษาเฉลี่ยเท่ากับ 7,406.25 บาท/เดือน ภายหลัง ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ มีรายได้เฉลี่ย 8,001-10,000บาท/เดือน จ านวน 6 คน (ร้อยละ 37.50) รองลงมาคือ รายได้เฉลี่ย มากกว่า 16,001 บาท/เดือน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ไม่มีรายได้, 6,001-8,000, 14,001- 16,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยหลังส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 10,062.50 บาท/เดือน ตารางที่16จ าแนกตามสาขาและระยะเวลาในการพ านักอาศัยในพื้นที่เดิมหลังส าเร็จการศึกษา ข้อมูล สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ต่ ากว่า1 ปีแล้วต้องย้าย คน - - - 3 3 % 8.57 1.88 [2] 1 -2 ปีแล้วต้องย้าย คน - - - 1 1 % 2.86 0.63 [3] 2 ปีขึ้นไป คน 2 1 1 - 4 % 14.29 1.54 2.17 2.50 [4] ไม่ย้าย คน 12 64 45 31 152 % 85.71 98.46 97.83 88.57 95.00 รวม คน 14 65 46 35 160 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 16 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษาผู้ส าเร็จการศึกษา ส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 152 คน (ร้อยละ 95.00) รองลงมาคือ 2 ปีขึ้นไป จ านวน 4 คน (ร้อยละ 2.50) ต่ ากว่า 1 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 1.88) และ1-2 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.63) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาของหลักสูตรอนุปริญญาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 14 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษาผู้ส าเร็จการศึกษา ส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 12 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ 2 ปีขึ้นไป จ านวน 2คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 65 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษาผู้ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 64 คน (ร้อยละ 98.46) รองลงมาคือ 2 ปีขึ้นไป จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.54) ตามล าดับ
37 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 46 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษาผู้ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 45 คน (ร้อยละ 97.83) รองลงมาคือ 2 ปี ขึ้นไป 1 คน (ร้อยละ 2.17) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษาผู้ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 31 คน (ร้อยละ 88.57) รองลงมาคือ ต่ า กว่า 1 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 8.57) และ1 - 2 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ ตารางที่17จ าแนกตามสาขาวิชาและความภาคภูมิใจในการส าเร็จการศึกษา (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ข้อมูล สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย รวม [1] ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น คน 8 58 43 31 140 % 44.44 69.88 91.49 52.54 67.63 [2] การสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัย หรือชุมชน คน 1 1 - 5 7 % 5.56 1.20 8.47 3.38 [3] การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ให้ ชุมชน คน 9 22 4 19 54 % 50.00 26.51 8.51 32.20 26.09 [4] ได้รับการยกย่อง หรือได้รับรางวัล จากการท าประโยชน์โอกาสต่างๆ คน - 2 - 4 6 % 2.41 6.78 2.90 รวม คน 18 83 47 59 207 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 17 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160 คน ความภาคภูมิใจหลังจากส าเร็จการศึกษา ส่วนใหญ่ ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 140 คน (ร้อยละ 67.63) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท า ประโยชน์ให้ ชุมชน จ านวน 54 คน (ร้อยละ 26.09) การสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัย หรือชุมชน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 3.38) และได้รับการยกย่อง หรือได้รับรางวัลจากการท าประโยชน์โอกาสต่างๆ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 2.90) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกสาขาวิชาที่ ส าเร็จการศึกษา ได้แก่ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ส่วนใหญ่การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ให้ชุมชน จ านวน 9 คน (ร้อยละ 50.00) รองลงมาคือ ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 8 คน (ร้อยละ 44.44) การสร้างชื่อเสียงให้กับ วิทยาลัยหรือชุมชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 5.56) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ส่วนใหญ่ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 58 คน (ร้อยละ 69.88) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ให้ชุมชน จ านวน 22 คน (ร้อยละ 26.51) ได้รับการยกย่อง หรือ ได้รับรางวัลจากการท าประโยชน์โอกาสต่าง ๆ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.41)และการสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัย หรือชุมชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.20)ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ส่วนใหญ่ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 43 คน (ร้อยละ 91.49) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท า ประโยชน์ให้ชุมชน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.51) ตามล าดับ
38 สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ส่วนใหญ่ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 31 คน (ร้อยละ 52.54) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ ให้ชุมชน จ านวน 19 คน (ร้อยละ 32.20) และการ สร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัย หรือชุมชน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 8.47) และได้รับการยกย่อง หรือได้รับรางวัลจาก การท าประโยชน์โอกาสต่างๆ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 6.78) ตามล าดับ ตอนที่5 การศึกษาต่อ ตารางที่18 จ าแนกตามสาขาและความต้องการที่จะศึกษาต่อ ท่านมีความต้องการที่จะ ศึกษาต่อหรือไม่ สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์แผนไทย [1] ต้องการ คน 5 16 28 9 58 % 35.71 24.62 60.87 25.71 36.25 [2] ไม่ต้องการ คน 9 49 18 26 102 % 64.29 75.38 39.13 74.29 63.75 รวมทั้งหมด คน % 14 65 46 35 160 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 18 พบว่า ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 160 คน ส่วนใหญ่ไม่ ต้อง การศึกษาต่อ จ านวน 102 คน (ร้อยละ 63.75) รองลงมาคือ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน (ร้อยละ 36.25) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา ได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 14 คน พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน (ร้อยละ 64.29) รองลงมาคือ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 35.71) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 65 คน พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 49 คน (ร้อยละ 75.38) รองลงมา ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16 คน (ร้อย ละ 24.62) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 46 คน พบว่า ส่วน ใหญ่ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน (ร้อยละ 60.87) รองลงมาคือ ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 18 คน (ร้อยละ 39.13) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน พบว่า ส่วน ใหญ่ ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 26 คน (ร้อยละ 74.29) รองลงมาคือ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน (ร้อยละ 25.71) ตามล าดับ
39 ตารางที่ 19 จ าแนกตามสาขาวิชา และความต้องการศึกษาต่อในระดับใด/หรือก าลังศึกษาในระดับใดของ (ส าหรับผู้ต้องการศึกษาต่อ) ข้อมูล สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์แผน ไทย [1] ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง - - - - - [2] อนุปริญญา - - - - - [3] ปริญญาตรี คน % 2 40.00 3 18.75 25 89.29 3 33.33 33 56.90 [4] ประกาศนียบัตรบัณฑิต คน % 3 60.00 13 81.25 3 10.71 6 66.67 25 43.10 [5] ปริญญาโท - - - - - [6] ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง - - - - - [7] ปริญญาเอก - - - - - [8] ประกาศนียบัตรหรือหลักสูตร เฉพาะ (ที่บรรจุในอัตราเงินเดือนสูงกว่าปริญญาเอก) - - - - - รวม คน % 5 16 28 9 58 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 19 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน ส่วนใหญ่ต้องการศึกษา ต่อในระดับปริญญาตรี จ านวน 33 คน (ร้อยละ 56.90) รองลงมาคือ ประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 25 คน (ร้อยละ 43.10) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา ได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน ส่วนใหญ่ ต้องการ ศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 3 คน (ร้อยละ 60.00) รองลงมาคือ ระดับปริญญาตรี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 40.00) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 13คน (ร้อยละ 81.25) รองลงมาคือ ระดับปริญญาตรี จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 25คน (ร้อยละ 89.29) รองลงมาคือ ระดับปริญญาตรี จ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 6คน (ร้อยละ 66.67) รองลงมาคือ ระดับปริญญาตรี จ านวน 3 คน (ร้อยละ 33.33) ตามล าดับ
40 ตารางที่20 จ าแนกตามสาขาและความต้องการศึกษาต่อในสาขาเดิม ข้อมูล สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย รวม [1] สาขาวิชาเดิม คน 5 8 27 8 48 % 100.00 50.00 96.43 88.89 82.76 [2] สาขาวิชาใหม่ คน - 8 1 1 10 % 50.00 3.57 11.11 17.24 รวมทั้งหมด คน 5 16 28 9 58 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 20 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษา ต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 48 คน (ร้อยละ 82.76) รองลงมาคือ สาขาวิชาใหม่ จ านวน 10 คน (ร้อยละ 17.24) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้ สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า สาขาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 5 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม และสาขาวิชาใหม่ ได้แก่ สาขาคอมพิวเตอร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และปฐมวัย จ านวน 8 คน (ร้อยละ 50.00) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 27 คน (ร้อยละ 96.43) รองลงมาคือ สาขาวิชาใหม่ ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 8 คน (ร้อยละ 88.89) รองลงมาคือ สาขาวิชาใหม่ ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 11.11)