The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ติดตามภาวะการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by e-book takcc, 2023-07-04 01:52:55

ติดตามภาวะการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษา

ติดตามภาวะการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษา

41 ตารางที่21จ าแนกตามสาขาและประเภทของสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยที่ก าลังศึกษาต่อ ประเภทของ สถาบันการศึกษา สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] รัฐบาล คน 5 15 27 8 55 % 100.00 93.75 96.43 88.89 94.83 [2] เอกชน คน - 1 1 1 3 % 6.25 3.57 11.11 5.17 [3] ต่างประเทศ คน - - - - - % รวมทั้งหมด คน 5 16 28 9 58 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 21 พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน ส่วนใหญ่ต้องการศึกษา ต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 55 คน (ร้อยละ 94.83) รองลงมาคือ เอกชน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 5.17) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน ส่วนใหญ่ต้องการ ศึกษาต่อ ในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 5 คน (ร้อยละ 100.00) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 15 คน (ร้อยละ 93.75) รองลงมาคือ เอกชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 27 คน (ร้อยละ 96.43) รองลงมาคือ เอกชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 8 คน (ร้อยละ 88.89) รองลงมาคือ เอกชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 11.11) ตามล าดับ


42 ตารางที่ 22 จ าแนกตามสาขาและเหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อ ข้อมูล สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] เป็นความต้องการของบิดา/มารดา คน % 1 20.00 2 12.50 1 3.57 - 4 6.90 [2] งานที่ต้องการต้องใช้วุฒิ คน สูงกว่าปริญญาตรี % 1 20.00 2 12.50 - 2 22.22 5 8.62 [3] ได้รับทุนศึกษาต่อ - - - - - [4] เป็นความต้องการของ ตนเอง คน % 2 40.00 11 68.75 27 96.43 7 77.78 47 81.03 [5] อื่นๆ คน % 1 20.00 1 6.25 - - 2 3.45 รวม คน 5 16 28 9 58 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 22 เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 47 คน (ร้อยละ 81.03) รองลงมาคือ งานที่ต้องการ ต้องใช้วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี จ านวน 5 คน (ร้อยละ 8.62) เป็นความต้องการของบิดา/มารดา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 6.90) อื่นๆ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 3.45) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมาคือ งานที่ ต้องการต้องใช้วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี, เป็นความต้องการของบิดา/มารดา และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ เพื่อความก้าวหน้าและมั่นคงในชีวิต จ านวน 1 คน (ร้อยละ 20.00) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษา ต่อ จ านวน 16 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 11 คน (ร้อยละ 68.75) รองลงมาคือ งานที่ต้องการต้องใช้วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี, เป็นความต้องการของบิดา/มารดา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ ต้องการวุฒิการศึกษาเพื่อสอบบรรจุราชการ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 12 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 27 คน (ร้อยละ 96.43) รองลงมาคือ เป็นความต้องการของบิดา/มารดา จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 7 คน (ร้อยละ 77.78) รองลงมาคือ งานที่ต้องการต้องใช้ วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 22.22) ตามล าดับ


43 ตารางที่23 จ าแนกตามสาขาและปัญหาในการศึกษาต่อ ข้อมูล สาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา รวม สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย [1] ไม่มีปัญหา คน 1 7 23 2 33 % 20.00 43.75 82.14 22.22 56.90 [2] ข้อมูลสถานที่ศึกษา ต่อไม่ เพียงพอ - - - - - [3] คุณสมบัติในการสมัคร เรียน - - - - - [4] ขาดความรู้พื้นฐานใน คน การศึกษาต่อ % - 1 - - 1 6.25 1.72 [5] ขาดแคลนเงินทุน คน 4 8 5 7 24 % 80.00 50.00 17.86 77.78 41.38 [6] อื่นๆ - - - - - รวม คน % 5 16 28 9 58 (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 23 ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จ านวน 33 คน (ร้อยละ 56.90) รองลงมาคือ ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 24 คน (ร้อยละ 41.38) และขาดความรู้พื้นฐานในการศึกษาต่อ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.72) เมื่อพิจารณาแยกตาม สาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุข ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน พบว่า ส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 80.00) รองลงมาคือ ไม่มีปัญหา (ร้อยละ 20.00) ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16 คน พบว่า ส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 8 คน (ร้อยละ 50.00) รองลงมาคือ ไม่มีปัญหา จ านวน 7 คน (ร้อยละ 43.75) และขาดความรู้พื้นฐานในการศึกษาต่อ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จ านวน 23 คน (ร้อยละ 82.14) รองลงมาคือ ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 17.86) ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน พบว่า ส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 77.78) รองลงมาคือ ไม่มีปัญหา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 22.22) ตามล าดับ


44 ตอนที่ 6 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ตารางที่ 24 จ าแนกตามสาขาและการเสริม ความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ข้อมูล สาธารณสุข ปกครอง ปฐมวัย การแพทย์ แผนไทย รวม [1] ภาษาอังกฤษ คน 7 27 18 18 70 % 50.00 41.54 39.13 51.43 43.75 [2] คอมพิวเตอร์ คน 4 25 13 5 47 % 28.57 38.46 28.26 14.29 29.38 [3] บัญชี คน 1 1 - - 2 % 7.14 1.54 1.25 [4] การใช้งานอินเทอร์เน็ต คน - 1 4 1 6 % 1.54 8.70 2.86 3.75 [5] การฝึกปฏิบัติงานจริง คน 1 7 6 5 19 % 7.14 10.77 13.04 14.29 11.88 [6] เทคนิคการวิจัย คน 1 1 - - 2 % 7.14 1.54 1.25 [7] ภาษาจีน คน - - 3 - 3 % 6.52 1.88 [8] ภาษาในอาเซียน คน - 3 2 6 11 % 4.62 4.35 17.14 6.88 [9] อื่นๆ ระบุ................. คน 14 65 46 35 160 รวม คน 7 27 18 18 70 % (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) (100.00) จากตารางที่ 24 การเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของผู้ส าเร็จได้มาก ยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 43.75 รองลงมา คือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 29.38 การฝึกปฏิบัติงานจริง คิดเป็นร้อยละ 11.88 ภาษาในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 6.88 การใช้งานอินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 3.75 ภาษาจีน คิดเป็นร้อยละ 1.88 บัญชี, เทคนิค การวิจัย คิดเป็นร้อยละ 1.25 ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า สาขาวิชาสาธารณสุขเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของผู้ส าเร็จ ได้มาก ยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 50.00 รองลงมา คือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 28.57 บัญชี, การฝึกปฏิบัติงานจริง, เทคนิคการวิจัยและ คิดเป็นร้อยละ 7.14 ตามล าดับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น การเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของ ผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ


45 41.54 รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 38.46 การฝึกปฏิบัติจริง คิดเป็นร้อยละ 10.77 ภาษาใน อาเซียน คิดเป็นร้อยละ 4.62 บัญชี, อินเตอร์เน็ต, เทคนิคการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 1.54 ตามล าดับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย การเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 39.13 รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 28.26 การฝึกปฏิบัติงานจริง คิดเป็นร้อยละ 13.04 การใช้งาน อินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 8.70 ภาษาจีน คิดเป็นร้อยละ 6.52 และภาษาในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 4.35 ตามล าดับ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย การเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของ ผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 51.43 รองลงมาคือ ภาษาในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 17.14คอมพิวเตอร์, การฝึกปฏิบัติงานจริง คิดเป็นร้อยละ 14.29 การใช้งานอินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 2.86 ตามล าดับ 5.2 ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพการจัดการศึกษา 1. สาชาวิชาสาธารณสุข - ควรเน้นการฝึกปฏิบัติในการท าหัตถการให้มากกว่านี้ 2. สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - หลักสูตรที่เรียนดีมาก - อยากให้มีหลักสูตรภาษาเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากในการใช้ชีวิตประจ าวันในพื้นที่ ต้องพบปะกับบุคคลหลายเชื้อชาติ - หลักสูตรบางตัวอาจเพิ่มเติมและไม่ให้เกินระดับจนเกินไป - วิทยาลัยฯ ควรท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฯ ให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อรับต่อยอด การศึกษาให้นักศึกษาสามารถศึกษาในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลาที่มาก 3. สาขาวิชาปฐมวัย - เน้นการปฏิบัติงานจริงให้มากขึ้น - ควรเพิ่มรายวิชาด้านภาษา เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ - อยากให้มีการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานส านักงานให้มากขึ้น เช่น โปรแกรม Excel 4. สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - ควรมีภาคปฏิบัติให้มากกว่านี้ (7 คน) - ควรเพิ่มเติมควรรู้เรื่องสมุนไพรให้มากกว่านี้ - ควรเพิ่มการปฏิบัติระหว่างเรียน เช่น วันจันทร์- วันศุกร์ ปฏิบัติเสาร์-อาทิตย์เรียน - เปิดโอกาสให้เรียนรู้กับสถานการณ์จริงให้มากขึ้น


46 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนการสอน 1. สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - วิทยาลัยฯ ควรมีการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติการเรียนการสอนของครูผู้สอน เนื่องจาก อาจารย์ผู้สอนไม่ค่อยเข้าสอนเน้นการออกนอกสถานที่ - ในการเรียนออนไลน์ ควรมีไฟล์ความรู้แนบเพื่อให้นักศึกษาอ่านทบทวน - เรียนออนไลน์บางครั้งสัญญาณ ไม่ดีท าให้เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องควรมีการบันทึกการเรียนการสอน และจัดส่งให้ผู้เรียนเพื่อทบทวน - อาจารย์ผู้สอนควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนที่ท าให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ขึ้นโดยการยกตัวอย่างประกอบ - ควรพัฒนาอาจารย์ผู้สอนในด้านการจัดการเรียนการสอน เนื่องจาก อาจารย์บางท่านไม่ได้ เป็นครูสอนไม่เข้าใจ 2. สาขาวิชาปฐมวัย - ควรพัฒนาอาจารย์ผู้สอนในด้านการจัดการเรียนการสอน เนื่องจาก อาจารย์บางท่านไม่ได้ เป็นครูสอนไม่เข้าใจ - ควรเน้นการเรียนการสอนภาคปฏิบัติให้มากขึ้น 3. สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - ควรมีอาคารเรียนปฏิบัติ และอุปกรณ์การเรียนมากกว่านี้เนื่องจาก เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ ในการเรียนรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยมีไม่เพียงพอ - ควรเน้นการฝึกงาน หรือการปฏิบัติโดยการพบเจอคนทั่วไปบ่อยๆ - ควรใช้อาจารย์ผู้สอนที่ตรงกับหลักสูตร - ควรปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาการศึกษา 1. สาชาวิชาสาธารณสุข - พานักศึกษาออกนอกสถานที่ สังเกตการปฏิบัติงานจริงตามชุมชน 2. สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - ควรให้มีกิจกรรมเพิ่ม นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมและได้มีกิจกรรมร่วมกันกับผู้สอน - ควรให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อสารและเทคโนโลยีกับนักศึกษาเพื่อน ามาปรับใช้กับการ ท างานที่เหมาะสม และทันต่อปัจจุบัน 3. สาขาวิชาปฐมวัย - ควรจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งตรงกับสาขาที่ศึกษา - เน้นกิจกรรมในการพัฒนาการเด็กเป็นส าคัญ - อยากให้รุ่นพี่มาแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในชั้นเรียนหรือมาเล่าประสบการณ์การฝึกงานต่างๆ


47 - อยากให้รุ่นพี่ที่เรียนสาขาเดียวกันได้แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ให้รุ่นน้องในชั้นเรียน และพูดคุย ถึงประสบการณ์การเรียนและการท างาน 4. สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - อยากให้มีการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนได้มากขึ้น เช่น การไปทัศนศึกษาที่เกี่ยวกับแพทย์ แผนไทย ไปดูงานตามมหาวิทยาลัยที่ดังในเรื่องของแผนไทย กิจกรรมศึกษาดูงานออนไลน์ เป็นต้น (3 คน) - สอนเทคนิคการท าวิจัยที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับสาขา - เพิ่มอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น - ควรส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประยุกต์แนวคิดทางวิชาชีพในการพัฒนาการเรียนรู้ - ควรปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น


บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการติดตาม และประเมินคุณภาพชีวิตผู้ส าเร็จการศึกษา ที่ส าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนตาก และเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะน ามาปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการ สอนของวิทยาลัยชุมชนตากต่อไป ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้แก่ผู้ส าเร็จ การศึกษาที่ส าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนตาก ภายใน 1 ปีการศึกษา (ส าเร็จการศึกษา 2564) จ านวน 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้คือ แบบสอบถาม C6.1 แบบฟอร์มการติดตามผล ผู้ส าเร็จหลักสูตรอนุปริญญา ปวส. และ ปวช. ที่สถาบันวิทยาลัยชุมชนเป็นผู้ก าหนด เป็นค าถามปลายเปิด (Open Ended Question) และ ค าถามปลายปิด (Close Ended Question) 5.1 สรุปผลการติดตามภาวการณ์มีงานท าและการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษา 1) ข้อมูลทั่วไป 1.1) จ านวนตามคณะที่ส าเร็จการศึกษา พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2564 จ านวนทั้งสิ้น 160 คน ได้รับแบบสอบถามกลับมา จ านวน 160 คน (ร้อยละ 100.00) แยกเป็น สาขาวิชาสาธารณสุข จ านวน 14 ฉบับ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น จ านวน 65 ฉบับ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จ านวน 46 ฉบับ และ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย จ านวน 35 ฉบับ 1.2) จ าแนกตามสถานการณ์เกณฑ์ทหารปัจจุบัน (เฉพาะเพศชาย) พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็น เพศชาย จ านวน 44 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ ทหารแล้ว จ านวน 42 คน (ร้อยละ 95.45) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นทหารเกณฑ์ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 4.55) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 2 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วง ผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 2 คน (ร้อยละ 100.00) (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อน ผันเกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 26 คน (ร้อยละ 92.86) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นทหารเกณฑ์ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 7.14) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 5 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 5 คน (ร้อยละ 100.00) (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่เป็นเพศชายจ านวน 9 คน ส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงผ่อนผัน เกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว จ านวน 9 คน (ร้อยละ 100.00)


1.3) ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 155คน (ร้อยละ 96.88) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา น้อยกว่า 3เดือน, อยู่ในระหว่างการเป็น นักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา 4เดือน –1 ปี จ านวน 2คน (ร้อยละ 1.25) และอยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา ไม่มีก าหนด จ านวน 1คน (ร้อยละ 0.62) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 14คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 12 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา 4 เดือน – 1 ปี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 65 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น นักบวช จ านวน 65 คน (ร้อยละ 100.00) (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 46คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 46คน (ร้อยละ 100.00) (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35คน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนักบวช จ านวน 32คน (ร้อยละ 91.43) รองลงมาคือ อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา น้อยกว่า 3เดือน จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา ไม่มีก าหนด จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) 2) สภาวะการมีงานท า (ส าหรับผู้มีงานท าแล้ว) 2.1) จ าแนกตามสถานภาพการท างาน พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160 คน ส่วนใหญ่มีงานท า ก่อนจบการศึกษา อยู่ใน สายงานเดิมหลังจบการศึกษา จ านวน 60คน (ร้อยละ 37.04) รองลงมาคือ และยังไม่ เคยมีงานท าจ านวน 58 คน (ร้อยละ 36.25) ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ จ านวน 16คน (ร้อยละ 9.88) มีงาน ท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา จ านวน 10คน (ร้อยละ 6.17) ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา จ านวน 8คน (ร้อยละ 4.94) มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบ การศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 6คน (ร้อยละ 3.70) และไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษาและ ก าลังศึกษาต่อ จ านวน 2คน (ร้อยละ 1.23) เมื่อพิจารณาแยกสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 14 คน ส่วนใหญ่ มีงานท าก่อนจบ การศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา จ านวน 6คน (ร้อยละ 37.50) รองลงมาคือ ยังไม่เคยมีงานท า จ านวน 5คน (ร้อยละ 35.71) มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 2คน (ร้อยละ 12.50) และไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา จ านวน 1คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 65 คน ส่วนใหญ่ ยังไม่เคยมี งานท า จ านวน 31 คน (ร้อยละ 47.69) รองลงมาคือ มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบ การศึกษา จ านวน 19 คน (ร้อยละ 29.23) ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 10.77) ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา, ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา


และก าลังศึกษาต่อ, มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา, มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 3.08) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 46 คน ส่วนใหญ่ มีงานท าก่อนจบ การศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษาจ านวน 25 คน (ร้อยละ 54.35) รองลงมาคือ ไม่มีงานท าก่อน การศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา จ านวน 9 คน (ร้อยละ 25.00) ยังไม่เคยมีงานท า จ านวน 8 คน (ร้อยละ 17.39) ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา, ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.70) มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา จ านวน3 คน (ร้อยละ 6.52) และ มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 4.35) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ มียังไม่เคย มีงานท า จ านวน 14 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมา คือ มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบ การศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 28.57) ยังไม่เคยมีงานท า ก าลังศึกษาต่อ, มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) และไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลัง จบการศึกษา จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ 2.2) จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและประเภทของงานที่ท า พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ มีงานท า จ านวน 86 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ จ านวน 56 คน (ร้อยละ 65.12) รองลงมาคือ ด าเนินธุรกิจอิสระ/เจ้าของกิจการ จ านวน 15 คน (ร้อยละ 17.44) พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจ เอกชน จ านวน 14 คน (ร้อยละ 16.28) และพนักงานองค์การต่างประเทศ/ระหว่างประเทศ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.16) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/ เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน, ด าเนินธุรกิจอิสระ/เจ้าของกิจการ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ เป็น ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ จ านวน 14 คน (ร้อยละ 50.00) รองลงมาคือ ด าเนินธุรกิจอิสระ/ เจ้าของกิจการ จ านวน 9 คน (ร้อยละ 32.14) พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 14.29) และพนักงานองค์การต่างประเทศ/ระหว่างประเทศ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/ เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ จ านวน 30 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 21 คน ส่วนใหญ่ เป็นข้าราชการ/ เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 43.75) รองลงมาคือ ด าเนินธุรกิจอิสระ/เจ้าของกิจการ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 31.25) และพนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 25.00) ตามล าดับ


2.3) จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและความสามารถพิเศษ พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 131 คน ส่วนใหญ่มีความสามารถพิเศษ ด้านกิจกรรมสันทนาการ จ านวน 31 คน (ร้อยละ 36.05) รองลงมาคือ ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 24 คน (ร้อยละ 27.91) ด้านกีฬา จ านวน 13 คน (ร้อยละ 15.12) ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 8 คน (ร้อยละ 9.30) ด้านศิลปะ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 6.98) และ ด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง จ านวน 4 คน (ร้อยละ 4.65) เมื่อพิจารณาแยกสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ มีความสามารถด้าน การใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) รองลงมา คือ ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 2 คน (ร้อย ละ28.57) ด้านศิลปะ, ด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ด้านกิจกรรม สันทนาการ จ านวน 11 คน (ร้อยละ 39.29) รองลงมา คือ ด้านกีฬา จ านวน 7 คน (ร้อยละ25.00) ด้านการใช้ คอมพิวเตอร์ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 14.29) ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) และด้าน นาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 35คน ส่วนใหญ่ ด้านกิจกรรมสันทนา การ จ านวน 13 คน (ร้อยละ 37.14) รองลงมา คือ ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 11 คน (ร้อยละ 31.43) ด้านกีฬา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 11.43) ด้านศิลปะ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 8.75) ด้านภาษาต่างประเทศ, ด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ด้านกิจกรรม สันทนาการ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 43.75) รองลงมา คือ ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 37.50) ด้านกีฬา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) ด้านภาษาต่างประเทศ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ 2.4)จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและตามความพึงพอใจต่องานที่ท า พบว่าผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 86คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 86คน (ร้อยละ 100.00) เมื่อพิจารณาแยกสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 7 คน (ร้อยละ 100.00) (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 28คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 28 คน (ร้อยละ 100.00) (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยมีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 35คน ส่วนใหญ่พอใจกับงานที่ท า จ านวน 35คน (ร้อยละ 100.00) (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่พอใจกับงาน ที่ท าจ านวน 16 คน (ร้อยละ 100.00) 2.5) จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและระยะเวลาของ การได้งานท า พบว่า ผู้ส าเร็จ การศึกษาที่มีงานท า จ านวน 86 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อนมา ศึกษาหรือได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 49 คน (ร้อยละ 56.98) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบการศึกษา หรือได้งานทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน


22คน (ร้อยละ 25.58) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 7คน (ร้อยละ 8.14) ได้งานใหม่ภายใน 1-2เดือน จ านวน 6คน (ร้อยละ 6.98) ได้งานใหม่ภายใน 7-9เดือน, ได้งานใหม่ภายใน 10-12เดือน จ านวน 1คน (ร้อยละ 1.16) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จ การศึกษา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อนมา ศึกษาหรือ ได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ได้งานใหม่ภายใน 7-9 เดือน, ได้งานใหม่ภายใน 10-12 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิม ก่อนมาศึกษา หรือได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 17 คน (ร้อยละ 60.71) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบ การศึกษา หรือได้งานทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน 7 คน (ร้อยละ 25.00) ได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิมก่อน มาศึกษาหรือ ได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 17 คน (ร้อยละ 48.57) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบ การศึกษา หรือได้งานทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน 12 คน (ร้อยละ 34.29) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 11.43) และได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ เป็นงานเดิม ก่อนมาศึกษาหรือ ได้งานท าระหว่างศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 62.50) รองลงมาคือ หางานได้ก่อนจบ การศึกษา หรือได้งานทันทีหลังจบการศึกษา จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ได้งานใหม่ภายใน 3-6 เดือน จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) และได้งานใหม่ภายใน 1-2 เดือน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ 2.6) จ าแนกตามสาขาวิชาที่ตรงกับสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษาและลักษณะงานที่ท า พบว่า ผู้ส าเร็จ การศึกษาที่มีงานท าจ านวน 86คน ส่วนใหญ่มีลักษณะงานที่ท าตรงกับ สาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 48คน (ร้อยละ 55.81) รองลงมาคือ ไม่ตรงสาขาที่ส าเร็จ จ านวน 38 คน (ร้อยละ 44.19) ตามล าดับ เมื่อพิจารณา ตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่มีลักษณะงาน ที่ท าไม่ตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ ตรงกับสาขาที่ส าเร็จ การศึกษา จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่มี ลักษณะงานที่ท าไม่ตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 22 คน (ร้อยละ 78.57) รองลงมาคือ ตรงกับสาขา ที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 6 คน (ร้อยละ 21.43) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ มีลักษณะงานตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 29 คน (ร้อยละ 82.86) รองลงมาคือ ไม่ตรงกับสาขาที่ ส าเร็จการศึกษา จ านวน 6 คน (ร้อยละ 17.14) ตามล าดับ


(4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ มีลักษณะงานตรง กับสาขาที่ส าเร็จการศึกษา จ านวน 10 คน (ร้อยละ 62.50) รองลงมาคือ ไม่ตรงกับสาขาที่ ส าเร็จการศึกษา จ านวน 6 คน (ร้อยละ 37.50) ตามล าดับ 2.7) จ าแนกตามสาขาวิชามาประยุกต์ใช้กับงานที่ส าเร็จการศึกษาและการน าความรู้ที่เรียนท างาน พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 86 คน ส่วนใหญ่มีการน าความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับงานที่ท า มาก จ านวน 42 คน (ร้อยละ 48.84) รองลงมาคือ ได้การน าความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างาน มากที่สุด จ านวน 32 คน (ร้อยละ 37.21) ได้การน าความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานปานกลาง จ านวน 9 คน (ร้อยละ 10.47) ได้การน าความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานน้อย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 3.49) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ได้การน า ความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ได้การน า ความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 2 คน (ร้อยละ 28.57) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ได้การน าความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก จ านวน 21 คน (ร้อยละ 75.00) รองลงมาคือ ได้น าความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 5 คน (ร้อยละ 17.86) และได้น า ความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานปานกลาง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 7.14) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ได้การ น าความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 16 คน (ร้อยละ 45.71) รองลงมาคือ ได้การน าความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก จ านวน 14 คน (ร้อยละ 40.00) และได้น า ความรู้ที่เรียน มาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานปานกลาง จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท า จ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ได้การน าความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมากที่สุด จ านวน 9 คน (ร้อยละ 56.25) รองลงมา คือ ได้การน าความรู้ที่ เรียนมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานน้อย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ได้การน า ความรู้ที่เรียนมา ประยุกต์ใช้กับหน้าที่การท างานมาก, ปานกลาง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) ตามล าดับ 3)การสมัครงานและการท างาน (ส าหรับผู้ที่ยังไม่ได้ท างาน) 3.1) จ าแนกตามคณะที่ส าเร็จการศึกษา และสาเหตุส าคัญ ที่สุดของการว่างงาน พบว่า ผู้ส าเร็จ การศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 74คน ส่วนใหญ่ยังไม่ประสงค์ท างานจ านวน 44คน (ร้อยละ 59.46) รองลงมาคือ หา งานท าไม่ได้ จ านวน 15คน (ร้อยละ 20.27) ต้องการประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 11คน (ร้อยละ 14.86) รอฟัง ค าตอบจากหน่วยงานจ านวน, อื่นๆ จ านวน 2คน (ร้อยละ 2.70) และ ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7คน ส่วนใหญ่หางานท า ไม่ได้ จ านวน 4คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ ยังไม่ประสงค์ท างาน, ต้องการประกอบอาชีพอิสระ, อื่นๆ ที่ตอบ ได้แก่ ประสงค์จะท างานให้ตรงกับสายที่เรียน จ านวน 1คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ


(2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 37คน ส่วนใหญ่ ยังไม่ประสงค์ท างาน จ านวน 25คน (ร้อยละ 67.57) รองลงมาคือ หางานท าไม่ได้ จ านวน 6คน (ร้อยละ 16.22) ต้องการประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 4คน (ร้อยละ 10.81) รอฟังค าตอบจากหน่วยงานและอื่นๆ จ านวน 1คน (ร้อยละ 2.70) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 11คน ส่วนใหญ่หา งานท าไม่ได้ จ านวน 5คน (ร้อยละ 45.45) รองลงมาคือ ยังไม่ประสงค์ท างาน จ านวน 3คน (ร้อยละ 27.27) ต้องการประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 2คน (ร้อยละ 18.18) รอฟังค าตอบจากหน่วยงาน จ านวน 1คน (ร้อยละ 9.09) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19คน ส่วนใหญ่ ยังไม่ประสงค์ท างาน จ านวน 15คน (ร้อยละ 78.95) รองลงมาคือ ต้องการประกอบอาชีพอิสระ จ านวน 4คน (ร้อยละ 21.05) ตามล าดับ 3.2) จ าแนกตามคณะที่ส าเร็จการศึกษา และปัญหาในการ หางานท าหลังส าเร็จการศึกษา พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 76คน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาในการหางานท า จ านวน 70คน (ร้อยละ 92.11) รองลงมาคือ หางานที่ถูกใจไม่ได้, สอบเข้าท างานไม่ได้ จ านวน 2คน (ร้อยละ 2.63) ไม่ทราบแหล่งงาน, ขาด ประสบการณ์ในการท างานจ านวน 1คน (ร้อยละ 1.32) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จ านวน 5 คน (ร้อยละ 71.43) รองลงมาคือ ไม่ทราบแหล่งงาน, ขาดประสบการณ์ในการท างาน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 38 คน ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา จ านวน 36 คน (ร้อยละ 94.74) รองลงมาคือ หางานที่ถูกใจไม่ได้, สอบเข้าไม่ได้ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.63) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 12 คน ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา จ านวน 11 คน (ร้อยละ 91.67) รองลงมาคือ สอบเข้าท างานไม่ได้ 1 คน (ร้อยละ 8.33) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19 คน ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหา จ านวน 18 คน (ร้อยละ 94.74) รองลงมาคือ หางานที่ถูกใจไม่ได้ 1 คน (ร้อยละ 5.26) ตามล าดับ 3.3)ผู้ตอบแบบสอบถามที่ยังไม่มีงานท าจ าแนกตามความต้องการในการท างาน พบว่า จ านวน 74คน ส่วนใหญ่ต้องการท างานในประเทศ จ านวน 74 คน (ร้อยละ 100.00) เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชาที่ พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ต้องการท างาน ในประเทศ จ านวน 7 คน (ร้อยละ 100.00) (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 37 คน ส่วนใหญ่ ต้องการท างานในประเทศ จ านวน 37 คน (ร้อยละ 100.00) (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 11 คน ส่วนใหญ่ต้องการ ท างานในประเทศ จ านวน 11 คน (ร้อยละ 100.00)


(4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19 คน ส่วนใหญ่ ต้องการท างานในประเทศ จ านวน 19 คน (ร้อยละ 100.00) 3.4) จ าแนกตามความประสงค์ในการเปิดเผยข้อมูลแก่นายจ้าง/สถานประกอบการ เพื่อพิจารณาบรรจุ งาน พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 74คน ส่วนใหญ่ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 67คน (ร้อยละ 90.54) รองลงมาคือ ยินยอมเปิดเผยข้อมูลต่อนายจ้างทุกประเภท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 9.46) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาตามสาขาวิชาที่ พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ยินยอมเปิดเผย ข้อมูลต่อนายจ้างทุกประเภท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 57.14) รองลงมาคือ ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 37 คน ส่วนใหญ่ ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 37 คน (ร้อยละ 100.00) (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 11 คน ไม่ยินยอมเปิดเผย ข้อมูล จ านวน 10 คน (ร้อยละ 90.91)รองลงมาคือ ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 1 คน (ร้อยละ 9.09) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ว่างงาน จ านวน 19 คน ไม่ยินยอมเปิดเผย ข้อมูล จ านวน 17 คน (ร้อยละ 89.47) รองลงมาคือ ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล จ านวน 2 คน (ร้อยละ 10.53) ตามล าดับ 4)คุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน 4.1)จ าแนกตามคณะที่ส าเร็จการศึกษาและเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (คิดเฉพาะผู้ที่ได้งานท า) พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 86คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จการศึกษามี รายได้ต่อเดือน 8,000-10,000 บาท/เดือน จ านวน 26 คน (ร้อยละ 30.23) ภายหลังเมื่อส าเร็จการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 8,000-10,000 บาท/เดือน จ านวน 28คน (ร้อยละ 32.56) เมื่อพิจารณารายได้ เฉลี่ยต่อเดือนของบัณฑิตโดยคิด เฉพาะผู้ได้งานใหม่หลัง ส าเร็จการศึกษา พบว่าโดยภาพรวมผู้ส าเร็จมีรายได้ เฉลี่ยก่อนส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,686.05 บาท ภายหลังส าเร็จการศึกษามีรายได้เฉลี่ยเท่ากับ 8,447.67 บาท เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 7 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จ การศึกษามีรายได้ต่อเดือน น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) รองลงมาคือ รายได้ต่อเดือน เฉลี่ย 6,001-8,000, 8,001-10,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 28.57) ตามาล าดับ โดยภาพรวมมี รายได้ เฉลี่ยก่อนส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,714.29 บาท/เดือน ภายหลังเมื่อส าเร็จการศึกษาผู้ตอบ แบบสอบถาม ส่วนใหญ่ มีรายได้เฉลี่ย น้อยกว่า 6,000บาท/เดือน, 8,001-10,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 42.86) รองลงมาคือ 6,001-8,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 14.29) ตามาล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยหลัง ส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 7,071.43 บาท/เดือน (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จ การศึกษามีรายได้เฉลี่ย น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 32.14) รองลงมาคือ


6,001-8,000 บาท จ านวน 6 คนตามล าดับ (ร้อยละ 21.43) ไม่มีรายได้, 8,001-10,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 17.86) 12,001-14,000, 14,001-16,000, มากกว่า 16,001 บาท จ านวน 1 คน (3.57) ตามาล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้ เฉลี่ยก่อนส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 6,017.86 บาท/เดือน ภายหลังเมื่อส าเร็จการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วน ใหญ่ มีรายได้เฉลี่ย น้อยกว่า 6,000บาท/เดือน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 25.00) รองลงมาคือ มีรายได้เฉลี่ย 12,001-14,000 บาท จ านวน 6 คน (ร้อยละ 21.43) 6,001-8,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 14.29) ไม่มีรายได้, 8,001-10,000 บาท จ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) 10,001-12,000, 14,001-16,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 7.14) และมากกว่า 16,001 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยหลังส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 8,339.29 บาท/เดือน (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 35 คน ส่วนใหญ่ ก่อนส าเร็จ การศึกษามีรายได้เฉลี่ย 8,000-10,000 บาท จ านวน 14 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมาคือ น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 9 คน (ร้อยละ 25.71) ไม่มีรายได้, 6,001-8,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 14.29) 10,001-12,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยก่อนส าเร็จ การศึกษาเท่ากับ 6,600.00 บาท/เดือน ภายหลังเมื่อ ส าเร็จการศึกษาผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้ เฉลี่ย 8,000-10,000บาท/เดือน จ านวน 16 คน (ร้อย ละ 45.71) รองลงมาคือ น้อยกว่า 6,000, รายได้เฉลี่ย 6,001-8,000 บาท จ านวน 7 คน (ร้อยละ 20.00) ไม่มีรายได้ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 5.71) 10,001-12,000, 12,001-14,000, 14,001-16,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ย หลังส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 7,757.14 บาท/เดือน (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีงานท าจ านวน 16 คน ส่วนใหญ่ ก่อน ส าเร็จการศึกษามี รายได้เฉลี่ย 8,001-10,000 บาท จ านวน 5 คน (ร้อยละ 31.25) รองลงมาคือ 6,001-8,000 บาท จ านวน 4 คน (ร้อยละ 25.00) ไม่มีรายได้ จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) และรายได้เฉลี่ย 14,001-16,000, มากกว่า 16,001 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้ก่อนส าเร็จการศึกษาเฉลี่ยเท่ากับ 7,406.25 บาท/เดือน ภายหลัง ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ มีรายได้เฉลี่ย 8,001-10,000บาท/เดือน จ านวน 6 คน (ร้อยละ 37.50) รองลงมาคือ รายได้เฉลี่ย มากกว่า 16,001 บาท/เดือน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ไม่มีรายได้, 6,001-8,000, 14,001-16,000 บาท จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) น้อยกว่า 6,000 บาท จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ โดยภาพรวมมีรายได้เฉลี่ยหลังส าเร็จการศึกษาเท่ากับ 10,062.50 บาท/เดือน 4.2) จ าแนกสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา และหลังจากส าเร็จ การศึกษาจากวิทยาลัยชุมชน ยังคง พ านักอาศัยในพื้นที่เดิมเป็นระยะเวลานานเท่าใด พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 160 คน ภายหลังส าเร็จ การศึกษาผู้ส าเร็จการศึกษา ส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 152คน (ร้อยละ 95.00) รองลงมาคือ 2 ปีขึ้นไป จ านวน 4 คน (ร้อยละ 2.50) ต่ ากว่า 1 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 1.88) และ1-2 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 1 คน (ร้อยละ 0.63) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาของหลักสูตร อนุปริญญาได้ดังนี้


(1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 14 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษาผู้ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 12 คน (ร้อยละ 85.71) รองลงมาคือ 2 ปี ขึ้นไป จ านวน 2คน (ร้อยละ 14.29) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 65 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษา ผู้ส าเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 64 คน (ร้อยละ 98.46) รองลงมา คือ 2 ปีขึ้นไป จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.54) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 46 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษา ผู้ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 45 คน (ร้อยละ 97.83) รองลงมาคือ 2 ปีขึ้นไป 1 คน (ร้อยละ 2.17) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน ภายหลังส าเร็จการศึกษา ผู้ส าเร็จ การศึกษาส่วนใหญ่ ไม่ย้ายและยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิม จ านวน 31 คน (ร้อยละ 88.57) รองลงมาคือ ต่ ากว่า 1 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 3 คน (ร้อยละ 8.57) และ1 - 2 ปี แล้วต้องย้าย จ านวน 1 คน (ร้อยละ 2.86) ตามล าดับ 4.3) จ าแนกตามความภาคภูมิใจหลังจากส าเร็จการศึกษาของผู้ตอบแบบถาม พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษา จ านวน 160คน ความภาคภูมิใจหลังจากส าเร็จการศึกษา ส่วนใหญ่ ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 140 คน (ร้อยละ 67.63) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ให้ ชุมชน จ านวน 54 คน (ร้อยละ 26.09) การ สร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัย หรือชุมชน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 3.38)และได้รับการยกย่อง หรือได้รับรางวัลจาก การท าประโยชน์โอกาสต่างๆ จ านวน 6 คน (ร้อยละ 2.90) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกสาขาวิชาที่ ส าเร็จ การศึกษา ได้แก่ (1) สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ส่วนใหญ่การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ให้ชุมชน จ านวน 9 คน (ร้อยละ 50.00) รองลงมาคือ ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 8 คน (ร้อยละ 44.44)การสร้างชื่อเสียง ให้กับวิทยาลัยหรือชุมชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 5.56) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ส่วนใหญ่ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 58 คน (ร้อยละ 69.88) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ให้ชุมชน จ านวน 22 คน (ร้อยละ 26.51) ได้รับ การยกย่อง หรือได้รับรางวัลจากการท าประโยชน์โอกาสต่าง ๆ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 2.41)และการสร้างชื่อเสียง ให้กับวิทยาลัยหรือชุมชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.20) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ส่วนใหญ่ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 43 คน (ร้อยละ 91.49) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท า ประโยชน์ให้ชุมชน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 8.51) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ส่วนใหญ่ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น จ านวน 31 คน (ร้อยละ 52.54) รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ ให้ชุมชน จ านวน 19 คน (ร้อยละ 32.20) และการสร้าง ชื่อเสียงให้กับวิทยาลัย หรือชุมชน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 8.47)และได้รับการยกย่อง หรือได้รับรางวัลจากการท า ประโยชน์โอกาสต่างๆ จ านวน 4 คน (ร้อยละ 6.78) ตามล าดับ


5) การศึกษาต่อ 5.1) จ าแนกตามความต้องการศึกษาต่อของผู้ตอบแบบสอบถามที่ส าเร็จ การศึกษา พบว่า ผู้ส าเร็จ การศึกษา จ านวน 160คน ส่วนใหญ่ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 102คน (ร้อยละ 63.75) รองลงมาคือ ต้องการ ศึกษาต่อ จ านวน 58 คน (ร้อยละ 36.25) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา ได้ดังนี้ (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 14 คน พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน (ร้อยละ 64.29) รองลงมาคือ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน (ร้อยละ 35.71) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 65คน พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 49คน (ร้อยละ 75.38) รองลงมา ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16คน (ร้อย ละ 24.62) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 46 คน พบว่า ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน (ร้อยละ 60.87) รองลงมาคือ ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 18 คน (ร้อยละ 39.13) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ความต้องการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาจ านวน 35 คน พบว่า ส่วนใหญ่ ไม่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 26 คน (ร้อยละ 74.29) รองลงมาคือ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน (ร้อยละ 25.71) ตามล าดับ 5.2 จ าแนกความต้องการศึกษาต่อในระดับใด/หรือก าลังศึกษาในระดับใดของผู้ตอบ แบบสอบถาม จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา (ส าหรับผู้ต้องการศึกษาต่อ) พบว่า จ านวน 58 คน ส่วนใหญ่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จ านวน 33 คน (ร้อยละ 56.90) รองลงมาคือ ประกาศนียบัตร บัณฑิต จ านวน 25 คน (ร้อยละ 43.10) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา ได้ดังนี้ (1) สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน ส่วน ใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 3 คน (ร้อยละ 60.00) รองลงมาคือ ระดับ ปริญญาตรี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 40.00) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 13คน (ร้อยละ 81.25) รองลงมาคือ ระดับ ปริญญาตรีจ านวน 3 คน (ร้อยละ 18.75) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 25คน (ร้อยละ 89.29) รองลงมาคือ ระดับ ปริญญาตรีจ านวน 3 คน (ร้อยละ 10.71) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จ านวน 6คน (ร้อยละ 66.67) รองลงมาคือ ระดับ ปริญญาตรีจ านวน 3 คน (ร้อยละ 33.33) ตามล าดับ


5.3) จ าแนกตามสาขาที่ต้องการศึกษาต่อของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการ ศึกษาต่อ จ านวน 58 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 48 คน (ร้อยละ 82.76) รองลงมาคือ สาขาวิชาใหม่ จ านวน 10 คน (ร้อยละ 17.24) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชาได้ดังนี้ (1) สาขาวิชาสาธารณสุข พบว่า สาขาที่ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 5 คน (ร้อยละ 100.00) (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม และสาขาวิชาใหม่ ได้แก่ สาขาคอมพิวเตอร์ รัฐประศาสนศาสตร์และ ปฐมวัย จ านวน 8 คน (ร้อยละ 50.00) (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 27 คน (ร้อยละ 96.43) รองลงมาคือ สาขาวิชาใหม่ ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสาขาวิชาเดิม จ านวน 8 คน (ร้อยละ 88.89) รองลงมาคือ สาขาวิชาใหม่ ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 11.11) 5.4) ร้อยละประเภทของสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยที่ผู้ตอบแบบสอบถามก าลังศึกษา ต่อ จ าแนกตามสาขาวิชาที่ส าเร็จการศึกษา พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษา ต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 55 คน (ร้อยละ 94.83) รองลงมาคือ เอกชน จ านวน 3 คน (ร้อยละ 5.17) ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน ส่วนใหญ่ ต้องการ ศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 5 คน (ร้อยละ 100.00) (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 15 คน (ร้อยละ 93.75) รองลงมาคือ เอกชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 27 คน (ร้อยละ 96.43) รองลงมาคือ เอกชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย พบว่า ผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 9 คน ส่วนใหญ่ ต้องการศึกษาต่อในสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยรัฐบาล จ านวน 8 คน (ร้อยละ 88.89) รองลงมา คือ เอกชน จ านวน 1 คน (ร้อยละ 11.11) ตามล าดับ 5.5) จ าแนกตามเหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 58 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 47 คน (ร้อยละ 81.03) รองลงมาคือ งานที่ต้องการต้องใช้วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี จ านวน 5 คน (ร้อยละ 8.62) เป็นความต้องการของบิดา/มารดา จ านวน 4 คน (ร้อยละ 6.90) อื่นๆ จ านวน 2 คน (ร้อยละ 3.45) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า


(1) สาขาวิชาสาธารณสุข เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการ ศึกษาต่อ จ านวน 5 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 2 คน (ร้อยละ 40.00) รองลงมา คือ งานที่ต้องการต้องใช้วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี, เป็นความต้องการของบิดา/มารดา และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ เพื่อความก้าวหน้าและมั่นคงในชีวิต จ านวน 1 คน (ร้อยละ 20.00) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 16 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 11 คน (ร้อยละ 68.75) รองลงมาคือ งานที่ต้องการต้องใช้วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี, เป็นความต้องการของบิดา/มารดา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 12.50) และอื่นๆ ที่ตอบได้แก่ ต้องการวุฒิการศึกษาเพื่อสอบบรรจุราชการ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 12 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 27 คน (ร้อยละ 96.43) รองลงมาคือ เป็นความต้องการของบิดา/มารดา จ านวน 1 คน (ร้อยละ 3.57) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย เหตุผลที่ท าให้ตัดสินใจศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ ต้องการศึกษาต่อ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของตนเอง จ านวน 7 คน (ร้อยละ 77.78) รองลงมาคือ งานที่ต้องการต้องใช้วุฒิสูงกว่าปริญญาตรี จ านวน 2 คน (ร้อยละ 22.22) ตามล าดับ 5.6) จ าแนกตามปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จ านวน 33 คน (ร้อยละ 56.90) รองลงมาคือ ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 24 คน (ร้อยละ 41.38) และขาดความรู้ พื้นฐานในการศึกษาต่อ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 1.72) เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุข ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 5 คน พบว่า ส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 4 คน (ร้อยละ 80.00) รองลงมาคือ ไม่มีปัญหา (ร้อยละ 20.00) ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการ ศึกษาต่อ จ านวน 16 คน พบว่า ส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 8 คน (ร้อยละ 50.00) รองลงมาคือ ไม่มี ปัญหา จ านวน 7 คน (ร้อยละ 43.75) และขาดความรู้พื้นฐานในการศึกษาต่อ จ านวน 1 คน (ร้อยละ 6.25) ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ จ านวน 28 คน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จ านวน 23 คน (ร้อยละ 82.14) รองลงมาคือ ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 5 คน (ร้อยละ 17.86) ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย ปัญหาในการศึกษาต่อของผู้ส าเร็จการศึกษาที่ต้องการ ศึกษาต่อ จ านวน 9 คน พบว่า ส่วนใหญ่ขาดแคลนเงินทุน จ านวน 7 คน (ร้อยละ 77.78) รองลงมาคือ ไม่มีปัญหา จ านวน 2 คน (ร้อยละ 22.22) ตามล าดับ


6) ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จ าแนกตามความต้องการการเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของ ผู้ส าเร็จได้มาก ยิ่งขึ้น พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็น ร้อยละ 43.75 รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 29.38 การฝึกปฏิบัติงานจริง คิดเป็นร้อยละ 11.88 ภาษาในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 6.88 การใช้งานอินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 3.75 ภาษาจีน คิดเป็น ร้อยละ 1.88 บัญชี, เทคนิคการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 1.25 ตามล าดับ เมื่อพิจารณาแยกตามสาขาวิชา พบว่า (1) สาขาวิชาสาธารณสุขเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของ ผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 50.00 รองลงมา คือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 28.57 บัญชี, การฝึกปฏิบัติงานจริง, เทคนิคการวิจัยและ คิดเป็นร้อยละ 7.14 ตามล าดับ (2) สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น การเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบ อาชีพของผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็น ร้อยละ 41.54 รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 38.46 การฝึกปฏิบัติจริง คิดเป็นร้อยละ 10.77 ภาษาในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 4.62 บัญชี, อินเตอร์เน็ต, เทคนิคการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 1.54 ตามล าดับ (3) สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย การเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ ของผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อย ละ 39.13 รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นร้อยละ 28.26 การฝึกปฏิบัติงานจริง คิดเป็นร้อยละ 13.04 การ ใช้งาน อินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 8.70 ภาษาจีน คิดเป็นร้อยละ 6.52 และภาษาในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 4.35 ตามล าดับ (4) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย การเสริมความรู้เรื่องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบ อาชีพของผู้ส าเร็จ ได้มากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ คิดเป็น ร้อยละ 51.43รองลงมาคือ ภาษาในอาเซียน คิดเป็นร้อยละ 17.14คอมพิวเตอร์, การฝึกปฏิบัติงานจริง คิดเป็น ร้อยละ 14.29 การใช้งานอินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 2.86 ตามล าดับ 5.2 สรุปผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้ส าเร็จการศึกษาที่มีต่อคุณภาพการจัดการศึกษา 1) ด้านหลักสูตร (1) สาชาวิชาสาธารณสุข - ควรเน้นการฝึกปฏิบัติในการท าหัตถการให้มากกว่านี้ (2) สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - หลักสูตรที่เรียนดีมาก - อยากให้มีหลักสูตรภาษาเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากในการใช้ชีวิตประจ าวันในพื้นที่ ต้องพบปะกับบุคคลหลายเชื้อชาติ - หลักสูตรบางตัวอาจเพิ่มเติมและไม่ให้เกินระดับจนเกินไป


- วิทยาลัยฯ ควรท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฯ ให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อรับต่อยอด การศึกษาให้นักศึกษาสามารถศึกษาในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลาที่มาก (3) สาขาวิชาปฐมวัย - เน้นการปฏิบัติงานจริงให้มากขึ้น - ควรเพิ่มรายวิชาด้านภาษา เช่น ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ - อยากให้มีการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานส านักงานให้มากขึ้น เช่น โปรแกรม Excel (4) สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - ควรจัดให้มีภาคปฏิบัติมากกว่านี้ (7 คน) - ควรเพิ่มเติมควรรู้เรื่องสมุนไพรให้มากกว่านี้ - ควรเพิ่มการปฏิบัติระหว่างเรียน เช่น วันจันทร์- วันศุกร์ ปฏิบัติเสาร์-อาทิตย์เรียน - เปิดโอกาสให้เรียนรู้กับสถานการณ์จริงให้มากขึ้น 2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนการสอน (1) สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - วิทยาลัยฯ ควรมีการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติการเรียนการสอนของครูผู้สอน เนื่องจาก อาจารย์ผู้สอนไม่ค่อยเข้าสอนเน้นการออกนอกสถานที่ - ในการเรียนออนไลน์ ควรมีไฟล์ความรู้แนบเพื่อให้นักศึกษาอ่านทบทวน - เรียนออนไลน์บางครั้งสัญญาณ ไม่ดีท าให้เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องควรมีการบันทึกการเรียนการสอน และจัดส่งให้ผู้เรียนเพื่อทบทวน - อาจารย์ผู้สอนควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนที่ท าให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ขึ้นโดยการยกตัวอย่างประกอบ - ควรพัฒนาอาจารย์ผู้สอนในด้านเทคนิคการสอน เนื่องจากอาจารย์บางท่านไม่ได้เป็นครู สอนไม่เข้าใจ (2) สาขาวิชาปฐมวัย - ควรพัฒนาอาจารย์ผู้สอนในด้านการจัดการเรียนการสอน เนื่องจาก อาจารย์บางท่านไม่ได้ เป็นครูสอนไม่เข้าใจ - ควรเน้นการเรียนการสอนภาคปฏิบัติให้มากขึ้น (3) สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - ควรมีอาคารเรียนปฏิบัติ และอุปกรณ์การเรียนมากกว่านี้เนื่องจาก เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ ในการเรียนรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยมีไม่เพียงพอ - ควรเน้นการฝึกงาน หรือการปฏิบัติโดยการพบเจอคนทั่วไปบ่อยๆ - ควรใช้อาจารย์ผู้สอนที่ตรงกับหลักสูตร - ควรปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น


3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาการศึกษา (1) สาชาวิชาสาธารณสุข - พานักศึกษาออกนอกสถานที่ สังเกตการปฏิบัติงานจริงตามชุมชน (2) สาขาวิชาปกครองท้องถิ่น - ควรให้มีกิจกรรมเพิ่ม นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมและได้มีกิจกรรมร่วมกันกับผู้สอน - ควรให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อสารและเทคโนโลยีกับนักศึกษาเพื่อน ามาปรับใช้กับการ ท างานที่เหมาะสม และทันต่อปัจจุบัน (3) สาขาวิชาปฐมวัย - ควรจัดกิจกรรมให้กับนักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งตรงกับสาขาที่ศึกษา - เน้นกิจกรรมในการพัฒนาการเด็กเป็นส าคัญ - อยากให้รุ่นพี่มาแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในชั้นเรียนหรือมาเล่าประสบการณ์การฝึกงานต่างๆ - อยากให้รุ่นพี่ที่เรียนสาขาเดียวกันได้แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ให้รุ่นน้องในชั้นเรียน และพูดคุย ถึงประสบการณ์การเรียนและการท างาน (4) สาขาวิชาแพทย์แผนไทย - อยากให้มีการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนได้มากขึ้น เช่น การไปทัศนศึกษาที่เกี่ยวกับแพทย์ แผนไทย ไปดูงานตามมหาวิทยาลัยที่ดังในเรื่องของแผนไทย กิจกรรมศึกษาดูงานออนไลน์ เป็นต้น (3 คน) - สอนเทคนิคการท าวิจัยที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับสาขา - เพิ่มอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น - ควรส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประยุกต์แนวคิดทางวิชาชีพในการพัฒนาการเรียนรู้ - ควรปรับปรุงเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มากขึ้น ข้อเสนอแนะจากผู้วิจัยในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนตาก 1) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรและสาขาวิชาที่เรียน - ทุกสาขาวิชาควรท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อจัดหลักสูตรให้สอดรับกับการต่อยอด การศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้เรียนที่ต้องการศึกษาต่อ และให้ผู้ส าเร็จการศึกษาสามารถ ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ใช้เวลามาก - ทุกสาขาวิชาควรเพิ่มรายวิชา หรือจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะของสาขา เพื่อให้ได้คุณลักษณะ ผู้ส าเร็จการศึกษาตามสาขาที่ก าหนด เช่น การแพทย์แผนไทยเน้น 4 วิชาหลัก (เวชกรรมไทย, เภสัชกรรมไทย, ผดุงครรภ์, การนวดแผนไทย) ปกครองท้องถิ่น การเขียนโครงการพัฒนาชุมชน การสร้างการมีส่วนร่วมกับ ชุมชนในการพัฒนาชุมชน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การพิมพ์ดีดให้คล่อง, การใช้โปรแกรม office โดยเฉพาะ excel, word - ทุกสาขาวิชาควรเพิ่มเติมรายวิชาเกี่ยวกับภาษาที่มีความจ าเป็นตามบริบทของจังหวัด เพื่อให้ ทันต่อสถานการณ์การสื่อสารในปัจจุบันนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาพม่า ภาษาจีน


2) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนการสอน - ควรส่งเสริมการเรียนการสอนนอกนอกสถาน เพื่อให้ผู้เรียนได้เจอกับสภาพจริง เช่น สาขา ปกครองให้นักศึกษาได้ร่วมเขียนโครงการจากโจทย์ชุมชน และช่วยแก้ปัญหาในชุมชนของตน - การเรียนการสอนให้เน้นการฝึกปฏิบัติจริงให้มาก การยกตัวอย่างจากสถานการณ์จริง เพื่อให้ นักศึกษาได้เห็นภาพ และเป็นการเพิ่มทักษะให้แก่นักศึกษา 3) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนานักศึกษา - วิทยาลัยควรส่งเสริมงบประมาณตามสาขา เพื่อให้แต่ละสาขาสามารถออกแบบการพัฒนา ทักษะของนักศึกษาของสาขาตนได้ นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะโดยรวมของวิทยาลัย - ในการพัฒนาทักษะโดยรวมของวิทยาลัย ควรส่งเสริมทักษะของนักศึกษาในด้านการท างาน เป็นทีม การสื่อสาร บุคลิกภาพ และการท างานกับชุมชน เพื่อให้นักศึกษามีทักษะการปรับตัวในการท างานให้ เข้ากับผู้อื่นและสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย


66 บรรณาณุกรม จิรพันธ์ ไตรทิพจรัส. (2549).การวิจัยประเมินผลการปฏิบัติงาน ของศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล และการ ส่งกลับ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต. (ออนไลน์) สืบค้นจาก https://doi.nrct.go.th/ListDoi/listDetail?Resolve_DOI= (17 พฤษภาคม 2565) พิษณุ ฟองศรี. (2551). วิจัยชั้นเรียน : หลักการและเทคนิคปฏิบัติ( พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ : บริษัทด่าน สุทธา การพิมพ์ จ ากัด. สุนีรัตน์ เสริมประสาทกุล. (2541). การยอมรับแนวคิดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 : วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกริก. หทัยกาญจน์ วรรธนสิทธิโชค. (2551). การยอมรับบริการซื้อขายกองทนรวมทางอินเทอร์เน็ตของผู้ลงทุนใน เขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แห่งชาติพ.ศ.2552. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ. พรรณทิพา แอด. (2549). การยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศของข้าราชการส านักงานปลัดกระทรวง พลังงาน. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา. ดร.ศิริพร เกื้อกูลนุรักษ์. (2562). ภาวะการมีงานท าของบัณฑิตระดับปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะห์ ศาสตร์และสวัสดิการสังคม ปีการศึกษา 2561. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. สุรพี โพธิสาราช. (2562). วิจัยภาวะการมีงานท าของบัณฑิตนิติศาสตร์. (ออนไลน์) สืบค้นจาก http://law.crru.ac.th/research/main/research/view/54 (17 พฤษภาคม 2565) ปริญญา สังข์โคตรและคณะ. (2564). ภาวะการมีงานท าของบัณฑิตหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น. (ออนไลน์) สืบค้นจาก https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/244470(17 พฤษภาคม 2565). กฤดา กฤตเมธกุล และคณะ. (2564). การติดตามภาวะการมีงานท าของบัณฑิตระดับปริญญาตรีของ มหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง ปีการศึกษา 2562. (ออนไลน์) สืบค้นจาก http://irdmcru.mcru.ac.th/file/ภาวะการมีงานท า/1%20รายงานภาวะการมีงานท าของบัณฑิต.pdf (17 พฤษภาคม 2565)


ภาคผนวก


68 แบบฟอร์มการติดตามผลผู้ส าเร็จหลักสูตรอนุปริญญา ปวส. และ ปวช. ปีการศึกษา …………………....... ของวิทยาลัยชุมชน........................... ********************************************************************************** ค าชี้แจง โปรดกรอกข้อความลงในช่องว่าง และหรือท าเครื่องหมาย ลงใน หน้าค าตอบที่ตรงตามความเป็นจริง ข้อมูลผู้ตอบ ชื่อ (นาย/นาง/นางสาว/ยศ)........................................................สกุล………………………………………………….……………. รหัสนักศึกษา หลักสูตร [1] อนุปริญญา [2] ปวส. [3] ปวช. ภูมิล าเนาอยู่ : จังหวัด .......................................................................................... สถานการณ์เกณฑ์ทหารปัจจุบัน (เฉพาะเพศชาย) [1] อยู่ในช่วงผ่อนผันเกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น หรือผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว [2] อยู่ในระหว่างการเป็นทหารเกณฑ์ สถานะการเป็นนักบวชปัจจุบัน [1] ไม่ได้เป็นนักบวช [2] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา น้อยกว่า 3 เดือน [3] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา 4 เดือน - 1 ปี [4] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา มากกว่า 1 ปี [5] อยู่ในระหว่างการเป็นนักบวช ระยะเวลาถึงก าหนดลาสิกขา ไม่มีก าหนด ตอนที่ 1 ภาวะการมีงานท าและการศึกษาต่อ 1. สถานภาพการท างานปัจจุบัน (เลือกตอบได้เพียง 1 สถานะ) [1] ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษา [2] ไม่มีงานท าก่อนการศึกษา มีงานท าหลังจบการศึกษาและก าลังศึกษาต่อ [3] ยังไม่เคยมีงานท า (ข้ามไปตอบตอนที่ 3) [4] ยังไม่ได้ท างาน และก าลังศึกษาต่อ (ข้ามไปตอบตอนที่ 4) [5] มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา [6] มีงานท าก่อนจบการศึกษา เปลี่ยนสายงานหลังจบการศึกษา [7] มีงานท าก่อนจบการศึกษา อยู่ในสายงานเดิมหลังจบการศึกษา เลื่อนระดับ . เครื่องมือ C6.1


69 ตอนที่ 2 การท างาน (ส าหรับผู้มีงานท าแล้ว หรือเปลี่ยนงานใหม่) 2. ประเภทงานที่ท า [1] ข้าราชการ /เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ [2] รัฐวิสาหกิจ [3] พนักงานบริษัท/องค์กรธุรกิจเอกชน [4] ด าเนินธุรกิจอิสระ/เจ้าของกิจการ [5] พนักงานองค์การต่างประเทศ/ระหว่างประเทศ [6] อื่นๆ (ระบุข้อความเพิ่มเติม)................. 3. ความสามารถพิเศษ [1] ด้านภาษาต่างประเทศ [2] ด้านการใช้คอมพิวเตอร์ [3] ด้านกิจกรรมสันทนาการ [4] ด้านศิลปะ [5] ด้านกีฬา [6] ด้านนาฎศิลป/ดนตรีขับร้อง [7] อื่นๆ (ระบุข้อความเพิ่มเติม).......... 4. ชื่อต าแหน่งงานที่ท า (ระบุ) ................................................................................................................................................ 5. สถานที่ท างานปัจจุบัน ชื่อหน่วยงาน.......................................................................... เลขที่.............................หมู่ที่...........................อาคาร/ตึก (ชั้น).................................................................................................... ตรอก/ซอย.................................................. ถนน....................................................ต าบล/แขวง................................................... อ าเภอ/เขต.........................................................จังหวัด........................................................... รหัสไปรษณีย์.............................. โทรศัพท์.....................................................โทรศัพท์มือถือ....................................................... โทรสาร…….....………………………… อีเมล์............................................................................................................................................................................................. 6. ประเภทของต าแหน่งงาน (กิจการ) โปรดระบุ 1 ข้อ [1] A เกษตรกรรม การป่าไม้และการประมง [2] B การท าเหมืองแร่และเหมืองหิน [3] C การผลิต [4] D ไฟฟ้า ก๊าซ ไอน้ าและระบบการปรับอากาศ [5] E การจัดหาน้ า การจัดการน้ าเสียและของเสีย รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง [6] F การก่อสร้าง [7] G การขายส่งและการขายปลีกการซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ [8] H การขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า [9] I ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร [10] J ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร [11] K กิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย [12] L กิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ [13] M กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ [14] N กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนอื่น ๆ [15] O การบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และการประกันสังคมภาคบังคับ [16] P การศึกษา [17] Q กิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ [18] R ศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ [19] S กิจกรรมการบริการด้านอื่น ๆ [21] U กิจกรรมขององค์การระหว่างประเทศและภาคีสมาชิก [20] T กิจกรรมการจ้างงานในครัวเรือน กิจกรรมการผลิตสินค้าและ บริการที่ท าขึ้นเองเพื่อใช้ในครัวเรือน ซึ่งไม่สามารถจ าแนกกิจกรรมได้อย่าง ชัดเจน


70 7. ท่านมีความพึงพอใจ หรือไม่พอใจต่องานที่ท าอย่างไร [1] พอใจ [2] ไม่พอใจ ระบบงานไม่ดี [3] ไม่พอใจ ผู้ร่วมงานไม่ดี [4] ไม่พอใจ ไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา [5] ไม่พอใจ ค่าตอบแทนต่ า [6] ไม่พอใจ ขาดความมั่นคง [7] ไม่พอใจ ขาดความก้าวหน้า [8] อื่นๆ (ระบุข้อความเพิ่มเติม).................................................. 8. ท่านได้งานใหม่หลังจากส าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนเป็นระยะเวลานานเท่าใด [1] หางานได้ก่อนจบการศึกษา หรือได้งานทันทีหลังจบการศึกษา [2] ได้งานใหม่ภายใน 1 – 2 เดือน [3] ได้งานใหม่ภายใน 3 – 6 เดือน [4] ได้งานใหม่ภายใน 7 - 9 เดือน [5] ได้งานใหม่ภายใน 10 - 12 เดือน [6] ได้งานใหม่ มากกว่า 1 ปี [7] เป็นงานเดิมก่อนมาศึกษาหรือได้งานท าระหว่างศึกษา 9. ลักษณะงานที่ท าตรงกับสาขาที่ท่านได้ส าเร็จการศึกษาหรือไม่ [1] ตรง [2] ไม่ตรง 10. น าความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับการท างาน [1] มากที่สุด [2] มาก [3] ปานกลาง [4] น้อย [5] น้อยที่สุด ตอนที่ 3 การท างาน (ส าหรับผู้ที่ยังไม่ได้ท างาน) 11. สาเหตุที่ยังไม่ได้ท างาน โปรดระบุสาเหตุที่ส าคัญที่สุด 1 ข้อ ต่อไปนี้ [1] ยังไม่ประสงค์ท างาน [2] รอฟังค าตอบจากหน่วยงาน [3] หางานท าไม่ได้ [4] ต้องการประกอบอาชีพอิสระ [5] อื่นๆ (ระบุข้อความเพิ่มเติม).................................. 12. ท่านมีปัญหาในการหางานท าหลังส าเร็จการศึกษาหรือไม่อย่างไร (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) [1] ไม่มีปัญหา [2] ไม่ทราบแหล่งงาน [3] หางานที่ถูกใจไม่ได้ [4] ต้องสอบจึงไม่อยากสมัคร [5] ขาดคนสนับสนุน [6] ขาดคนหรือเงินค้ าประกัน [7] หน่วยงานไม่ต้องการ [8] เงินเดือนน้อย [9] สอบเข้าท างานไม่ได้ [10] ปัญหาด้านสุขภาพ [11] ขาดทักษะภาษาต่างประเทศ [12] ขาดทักษะด้านคอมพิวเตอร์ [13] ขาดประสบการณ์ในการท างาน [14] เกรดเฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์ที่ก าหนด [15] อื่นๆ (ระบุข้อความเพิ่มเติม)..................................................................................... 13. ความต้องการท างาน [1] ท างานในประเทศ (ข้ามไปตอบข้อ 14) [2] ท างานต่างประเทศ 14. ประเทศที่ต้องการท างาน....................................................................................................................................................... 15. ต าแหน่งงานที่ต้องการท างาน.............................................................................................................................................. 16. ความต้องการพัฒนาทักษะ หลักสูตร....................................................................................................................................


71 17. ความประสงค์ในการเปิดเผยข้อมูลแก่นายจ้าง/สถานประกอบการ เพื่อพิจารณาบรรจุงาน [1] ไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูล [2] ยินยอมเปิดเผยข้อมูลต่อนายจ้างทุกประเภท [3] ยินยอมเปิดเผยข้อมูลยกเว้นนายจ้างประเภทจ้างเหมาแรงงาน [4] ยินยอมเปิดเผยข้อมูลยกเว้นนายจ้างประเภทขายประกัน/ขายตรง [5] ยินยอมเปิดเผยข้อมูลยกเว้นนายจ้างประเภทจ้างเหมาแรงงาน และประเภทขายประกัน/ขายตรง ตอนที่ 4 การศึกษาต่อ (ส าหรับผู้ที่ท่านต้องการศึกษาต่อ / หรือก าลังศึกษาต่อ) 18. ท่านมีความต้องการที่จะศึกษาต่อหรือไม่ [1] ต้องการ [2] ไม่ต้องการ (ข้ามไปตอบตอนที่ 5) หากต้องการ ท่านต้องการศึกษาต่อในระดับใด/หรือก าลังศึกษาในระดับใด [1] ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง [2] อนุปริญญา [3] ปริญญาตรี [4] ประกาศนียบัตรบัณฑิต [5] ปริญญาโท [6] ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง [7] ปริญญาเอก [8] ประกาศนียบัตรหรือหลักสูตรเฉพาะ (ที่บรรจุในอัตราเงินเดือนสูงกว่าปริญญาเอก) 19. สาขาที่ต้องการศึกษาต่อ/ก าลังศึกษาต่อ เป็นสาขาเดิมหรือไม่ [1] สาขาวิชาเดิม [2] สาขาวิชาใหม่ (ระบุ).............................................. 20. ประเภทของสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยที่ท่านต้องการศึกษาต่อ/ก าลังศึกษาต่อ [1] รัฐบาล [2] เอกชน [3] ต่างประเทศ 21. เหตุผลที่ท าให้ท่านตัดสินใจศึกษาต่อ [1] เป็นความต้องการของบิดา/มารดา [2] งานที่ต้องการต้องใช้วุฒิสูงกว่า ปริญญาตรี [3] ได้รับทุนศึกษาต่อ [4] เป็นความต้องการของตนเอง [5] อื่นๆ (ระบุข้อความเพิ่มเติม)........................................................................................... 22. ท่านมีปัญหาในการศึกษาต่อหรือไม่ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) [1] ไม่มีปัญหา [2] ข้อมูลสถานที่ศึกษาต่อไม่เพียงพอ [3] คุณสมบัติในการสมัครเรียน [4] ขาดความรู้พื้นฐานในการศึกษาต่อ [5] ขาดแคลนเงินทุน [6] อื่นๆ (ระบุข้อความเพิ่มเติม)...........................................................................................


72 ตอนที่ 5 คุณภาพการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน 23. เงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อเดือน [1] ก่อนส าเร็จการศึกษา มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน จ านวน............................... บาท (ระบุตัวเลขเท่านั้น) [2] หลังจากส าเร็จการศึกษา มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน จ านวน.......................... บาท (ระบุตัวเลขเท่านั้น) 24. หลังจากส าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชน ท่านยังคงพ านักอาศัยในพื้นที่เดิมของท่านเป็นระยะเวลานานเท่าใด [1] ต่ ากว่า 1 ปี แล้วต้องย้าย [2] 1 – 2 ปี แล้วต้องย้าย [3] 2 ปีขึ้นไป [4] ไม่ย้าย 25. ความภาคภูมิใจของท่าน ภายหลังจากส าเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชน (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) [1] ท าให้มีเพื่อนและสังคมที่กว้างขึ้น เช่น เครือข่ายการท างาน [2] การสร้างชื่อเสียงให้กับวิทยาลัย หรือชุมชน [3] การมีส่วนร่วม/ท าประโยชน์ให้ชุมชน [4] ได้รับการยกย่อง หรือได้รับรางวัลจากการท าประโยชน์โอกาสต่างๆ ตอนที่ 6 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ 26. ท่านคิดว่าในหลักสูตรของวิทยาลัยชุมชน ควรเสริมความรู้เรื่องใดที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของท่านได้มาก ยิ่งขึ้น (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) [1] ภาษาอังกฤษ [2] คอมพิวเตอร์ [3] บัญชี [4] การใช้งานอินเทอร์เน็ต [5] การฝึกปฏิบัติงานจริง [6] เทคนิคการวิจัย [7] ภาษาจีน [8] ภาษาในอาเซียน [9] อื่นๆ ระบุ............................................................................................................................................................... 27. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหลักสูตรและสาขาวิชาที่เรียน .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนการสอน .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาการศึกษา....……………………………………………………………………………… .............................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................. วันที่ตอบแบบสอบถาม ......................../......................../...........................


Click to View FlipBook Version