87
รายงานผลการปฏิบัตงิ านวจิ ัย้้กรมวิชาการเกษตร้้ประจ้าป้ี 2565
65/สถาบันวิจัยพชื ไรแ่ ละพืชทดแทนพลงั งาน/ศนู ย์วจิ ัยพืชไรส่ พุ รรณบรุ ี
1. ชื่อโครงการ วจิ ยั และพฒั นาพนั ธ์ุออ้ ยเพื่ออุตสาหกรรมน้าตาลและอุตสาหกรรมชวี ภาพ
2. ช่ือโครงการยอ่ ย การวจิ ยั และพัฒนาพนั ธ์ุอ้อยเพื่อเพม่ิ สมรรถนะการให้ผลผลติ ในเขตดนิ ร่วน
ร่วนเหนียวและดนิ เหนียวดว้ ยเทคโนโลยีปรบั ปรงุ พนั ธส์ุ มัยใหม่
3. ชอื่ กจิ กรรม การปรบั ปรุงพันธุ์ออ้ ยเพ่ือเพ่ิมสมรรถนะการใหผ้ ลผลติ ที่เหมาะสมกบั ดินร่วน
ร่วนเหนียวและดนิ เหนยี ว
4. ชอ่ื การทดลอง การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนออ้ ยชุดปี 2556 ท่เี หมาะสมกับเขตดินรว่ น
ร่วนเหนยี วและดินเหนียว
5. ผูด้าเนนิ งาน
หวั หนา ปยิ ธิดา อินทรส์ ขุ
ผูรว่ มงาน นฐั ภทั ร์ คา้ หลา้ กาญจนา หนแู ก้ว
ศรัณยร์ ตั น์ สุวรรณพงษ์
6. ระยะเวลา เร่มิ ตน ตลุ าคม 2562 สนิ้ สดุ กนั ยายน 2565
7. รายงานความกาวหนา
การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2556 เขตน้าฝน มีวัตถุประสงค์เพ่ือหาพันธุ์อ้อยท่ีให้
ผลผลิตน้าตาลสูงกว่าพันธ์ุขอนแก่น 3 หรือ LK92-11 ร้อยละ 5 ในสภาพการปลูกแบบอาศัยน้าฝน วางแผนการ
ทดลองแบบ Randomized Complete Block จ้านวน 4 ซ้า ปลูกอ้อยด้วยท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน
2 ท่อนตอ่ หลุม ปลูกออ้ ยโคลนละ 4 แถว แถวยาว 8 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร ระยะระหว่างหลุม
50 เซนติเมตร ท้าการทดลองท่ีศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี มีอ้อยโคลนดีเด่นชุดปี 2556 เขตน้าฝน จ้านวน
8 โคลน และพันธเุ์ ปรยี บเทยี บ 2 พันธ์ุ ได้แก่ ขอนแก่น 3 และ LK92-11 ปลกู ออ้ ยเม่อื วันที่ 14 พฤศจิกายน
2562 และเก็บเก่ียวอ้อยปลูกเมื่อวันท่ี 7 ธันวาคม 2563 จากการประเมินมาตรฐานพันธุ์อ้อยทั้ง 10 โคลน
พบวา่ มีความแตกต่างทางสถิติในค่าผลผลิต ซีซีเอส และผลผลิตน้าตาล โดยโคลน NSUT13-313 ให้ผลผลิต
สงู สุด 22 ตนั /ไร่ ซึ่งไมแ่ ตกตา่ งจากโคลน NSUT13-289 NSUT13-154 และขอนแก่น 3 ทใี่ ห้ผลผลิตเท่ากับ
19.5 18.5 และ 16.2 ตัน/ไร่ ตามล้าดบั ส่วนค่าซีซเี อส พบวา่ โคลน NSUT13-313 ใหค้ ่าซีซีเอสสูงสดุ 14.1 ซ่ึงไม่
แตกต่างจากโคลน NSUT13-179 NSUT13-154 KK3 NSUT13-289 และ LK92-11 ที่ให้ค่าซีซีเอสเท่ากับ 13.6
13.3 12.9 12.3 และ 12.2 ตามล้าดับ ด้านผลผลิตน้าตาล พบว่า โคลน NSUT13-313 ให้ผลผลิตน้าตาล
สูงสุด 3.11 ตันซีซีเอสต่อไร่ ซ่ึงไม่แตกต่างจากโคลน NSUT13-154 NSUT13-289 และ KK3 ท่ีให้ผลผลิต
น้าตาลเทา่ กบั 2.49 2.45 และ 2.10 ตันซีซีเอส/ไร่ ตามลา้ ดบั
เก็บเกี่ยวอ้อยตอ 1 เมื่อวันท่ี 14 ธันวาคม 2564 เม่ือน้ามาวิเคราะห์สถิติ พบว่า ทุกลักษณะไม่มี
ความแตกต่างทางสถิติ ขณะนอ้ี ย่รู ะหวา่ งการดูแลรักษาออ้ ยตอ 2
88
8. ค้าหลัก้: อ้อย้เปรยี บเทยี บมาตรฐาน ผลผลติ
9. ประเภทผลวจิ ัย้: ก้าวหนา้
10. ค้าแนะนา้ ผลวิจยั ้: พัฒนาต่อ
11. งบประมาณท่ีไดรับทั้งหมด้(งบ้ตชว.)้:้ศวร.สุพรรณบรุ ี 99,999 บาท
89
Table้1 Yield components yield CCS and sugar yield of standard trial sugarcane
clones series 2013 (Rainfed area) : plant cane at Suphan Buri Field Crops
Research Center
No. Clones/ Height Diameter No. of No. of Yield CCS Sugar yield
Varieties (ton/rai) (tonCCS/rai)
(cm.) (cm.) internode stalk/rai
1 NSUT13-014 259 ab 2.80 bc 26.3 b 11,983 bc 15.0 bcd 10.2 cd 1.57 bc
2 NSUT13-106 271 ab 3.14 a 25.8 b 9,733 c 14.2 bcd 11.7 bcd 1.66 bc
3 NSUT13-153 235 b 3.05 ab 31.9 a 12,417 ab 14.5 bcd 11.6 bcd 1.74 bc
4 NSUT13-154 251 ab 2.78 cd 29.6 ab 16,700 a 18.5 abc 13.3 ab 2.49 ab
5 NSUT13-179 227 bc 3.06 ab 29.6 ab 11,017 bc 12.9 cd 13.6 ab 1.74 bc
6 NSUT13-187 190 c 3.11 a 28.8 ab 10,067 c 11.4 d 9.9 d 1.18 c
7 NSUT13-289 293 a 2.60 d 29.1 ab 14,533 a 19.5 ab 12.3 abc 2.45 ab
8 NSUT13-313 293 a 3.15 a 31.6 a 12,783 ab 22.0 a 14.1 a 3.11 a
9 KK3 289 a 3.08 a 31.2 a 9,850 c 16.2 a-d 12.9 ab 2.10 abc
10 LK92-11 226 bc 3.01 abc 28.3 ab 9,833 c 11.6 d 12.2 abc 1.43 bc
F-test ** ** * ** * ** *
CV (%) 10.97 4.85 9.01 11.73 25.32 11.16 34.03
*, ** = significant at P 0.05 and 0.01, respectively.
Means in the same column followed by the same letters are not significantly different at P 0.05 and 0.01 by DMRT
Table้2 Yield components Yield CCS and Sugar yield of standard trial sugarcane clones
series 2013 (Rainfed Area) : 1st ratoon cane at Suphan Buri Field Crops Research
Center
No. Clones/ Height Diameter No. of No. of Yield CCS Sugar yield
Varieties stalk/rai (ton/rai) (tonCCS/rai)
(cm.) (cm.) internode
14,517 16.0
1 NSUT13-014 257 2.78 30.5 12,400 14.2 14.0 2.22
12,533 14.1
2 NSUT13-106 265 2.68 30.3 12,400 15.3 13.5 1.92
11,650 15.7
3 NSUT13-153 249 2.78 31.0 11,800 15.7 13.5 1.89
11,267 13.6
4 NSUT13-154 259 2.75 30.0 15,017 14.1 13.4 2.06
14,800 16.4
5 NSUT13-179 290 2.75 29.5 12,633 15.9 13.4 2.08
ns
6 NSUT13-187 258 2.70 30.5 ns 20.56 12.0 1.89
19.65
7 NSUT13-289 242 2.80 28.8 13.4 1.80
8 NSUT13-313 246 2.48 30.3 14.2 1.99
9 KK3 260 2.68 29.8 14.6 2.39
10 LK92-11 286 2.65 29.0 14.1 2.25
F-test ns ns ns ns ns
CV (%) 17.08 8.57 8.42 7.44 22.54
ns = non significant
90
รายงานผลการปฏิบตั งิ านวิจยั ้้กรมวชิ าการเกษตร้้ประจ้าปี้2565
65/สถาบนั วิจยั พชื ไรแ่ ละพืชทดแทนพลังงาน/ศูนยว์ ิจยั พืชไรส่ ุพรรณบรุ ี
1. ชื่อโครงการ วจิ ยั และพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพชื เพื่อเพ่ิมประสิทธภิ าพการผลิตมัน
ส้าปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ามัน
2. ชื่อโครงการย่อย การวิจัยและพฒั นาเทคโนโลยีการป้องกันกา้ จัดโรคและแมลงศตั รูอ้อย
3. ชื่อกจิ กรรม การป้องกันก้าจัดโรคเห่ยี วเนา่ แดง
4. ชอื่ การทดลอง ศกึ ษาการจ้าแนกเช้ือราสาเหตุโรคเห่ยี วเน่าแดง ขัน้ ตอนท่ี 2 การศกึ ษาวิธีการเก็บ
รักษาเช้ือรา Colletotrichum falcatum และ Fusarium moniliforme สาเหตุ
ของโรคเหีย่ วเนา่ แดงในออ้ ย
5. ผูดา้ เนนิ งาน
หัวหนา มทั นา วานิชย์
ผรู้ ว่ มงาน อไุ รวรรณ พงษพ์ ยัคเลิศ อาภาพร หนแู ดง
นพษิ ฐา กลดั เงนิ
6. ระยะเวลา เร่มิ ตน ตลุ าคม 2565 สน้ิ สดุ กนั ยายน 2567
7. รายงานความกาวหนา
การศึกษาวิธีการเก็บรักษาเช้ือรา C. falcatum และ F. moniliforme สาเหตุของโรคเห่ียวเน่าแดง
ในออ้ ย ได้ลงพ้ืนทส่ี ้ารวจพื้นที่ทีเ่ คยมีการระบาดของโรคเหี่ยวเน่าแดง ได้แก่ อ้าเภออู่ทอง อ้าเภอสองพ่ีน้อง
และอ้าเภอสามชุก และเก็บตัวอย่างอ้อยที่แสดงอาการเส้นกลางใบแดงน้ามาแยกเช้ือด้วยวิธี Tissue
transplant และแยกเช้ือราให้บริสุทธิ์บนอาหาร PDA จากนั้นท้าการตรวจสอบลักษณะทางสัญฐานวิทยา
ของเชือ้ รา โดยดลู ักษณะของสปอร์ภายใต้กลอ้ งจุลทรรศน์ compound microscope และขยายเช้ือดังกล่าว
ให้เพียงพอส้าหรับการทดสอบความรุนแรงของเช้ือ โดยการปลูกเช้ือด้วยวิธี plug method ในอ้อยพันธุ์
LK92-11 (Resistance check) อู่ทอง 8 อู่ทอง 10 (Susceptible check) พันธุ์อีเห่ียว (พันธ์ุที่เคยพบการ
ระบาดรุนแรงของโรคเหีย่ วเนา่ แดงเมอื่ ปี 2534) และพนั ธ์ขุ อนแกน่ 3 ผลการทดสอบปฏกิ ิริยาตอ่ โรคเห่ียวเน่าแดง
พบว่า เชื้อ C. falcatum ไอโซเลทอู่ทองที่ทดสอบกับอ้อย 5 พันธุ์ มีปฏิกิริยา MR-MS ไอโซเลทสองพ่ีน้อง
มีปฏิกิริยา MR-MS ไอโซเลทสามชุกมีปฏิกิริยา R MR และ S เมื่อค้านวนค่าเฉล่ียของระดับความรุนแรงที่
วัดจากการลามของเช้ือภายในลา้ ของทุกพันธุ์ พบวา่ ไอโซเลทสามชุกมีระดบั ความรุนแรงเฉลี่ยมากที่สุด 3.1
รองลงมาคือ ไอโซเลทสองพ่ีน้อง 2.8 และไอโซเลทอู่ทอง 2.5 (Table 1) ส้าหรับเช้ือ F. moniliforme พบว่า
ไอโซเลทอู่ทองมีปฏิกิริยา R ไอโซเลทสองพ่ีน้องมีปฏิกิริยา R-MR ไอโซเลท สามชุกมีปฏิกิริยา R MR และ S
เม่ือค้านวณค่าเฉล่ียของระดับความรุนแรงท่ีวัดจากการลามของเช้ือภายในล้าของทุกพันธ์ุ พบว่าไอโซเลท
สามชุกมีระดบั ความรนุ แรงมากทีส่ ุด 1.6 รองลงมาคือ ไอโซเลทสองพีน่ ้อง 1.3 และไอโซเลทอ่ทู อง 1.0 (Table 2)
91
8. ค้าหลัก้: เหี่ยวเนา่ แดง โรคอ้อย Red rot wilt Colletotrichum falcatum Fusarium moniliforme
9. ประเภทผลวจิ ัย้: กา้ วหนา้
10. คา้ แนะนา้ ผลวจิ ยั ้: พัฒนาต่อ
11. งบประมาณท่ไี ดรบั ทั้งหมด้(งบ้ตชว.)้: ศวร.สุพรรณบรุ ี 95,000 บาท
Table 1 Reaction of 5 Clone/Variety to Colletotrichum falcatum.
Clone/ Colletotrichum falcatum
Variety
No. U-Thong Song Phi Nong Sam Chuk
Rating (Internal) Reaction Rating (Internal) Reaction Rating (Internal) Reaction
1 E-Hieo 2.2 MR 2.0 MR 1.0 R
2 UT8 2.3 MR 3.1 MS 3.7 S
3 UT10 2.8 MS 2.9 MS 3.5 S
4 LK92-11 2.3 MR 2.5 MS 3.5 S
5 KK3 2.4 MR 2.5 MS 1.8 MR
Average 2.5 2.8 3.1
Remark: R = Resistant
MR = Moderately Resistant
MS = Moderately susceptible
S = susceptible
HS = Highly susceptible
Table 2 Reaction of 5 Clone/Variety to Fusarium moniliforme.
Clone/ Fusarium moniliforme
Variety
No. U-Thong Song Phi Nong Sam Chuk
Rating (Internal) Reaction
Rating (Internal) Reaction Rating (Internal) Reaction
1.0 R
1 E-Hieo 1.0 R 1.0 R 1.3 R
2.6 MS
2 UT8 1.0 R 1.1 R 1.6 MR
1.3 R
3 UT10 1.1 R 1.7 MR 1.6
4 LK92-11 1.0 R 1.2 R
5 KK3 1.0 R 1.3 R
Average 1.0 1.3
Remark: R = Resistant
MR = Moderately Resistant
MS = Moderately susceptible
S = susceptible
HS = Highly susceptible
92
รายงานผลการปฏบิ ัตงิ านวิจยั ้้กรมวชิ าการเกษตร้้ประจ้าปี้2565
65/สถาบนั วจิ ัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศนู ยว์ จิ ัยพชื ไรส่ พุ รรณบรุ ี
1. ชอื่ โครงการ วจิ ยั และพัฒนาเทคโนโลยีการผลติ พืชไร่อุตสาหกรรมอย่างมีประสทิ ธิภาพ
2. ชื่อโครงการย่อย และเหมาะสมกับพ้ืนที่เฉพาะ
วิจยั และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตออ้ ยอยา่ งมีประสิทธิภาพและเหมาะสม
กับพืน้ ที่เฉพาะ
3. ชอื่ กจิ กรรม วิจัยและพฒั นาเทคโนโลยีการเพ่มิ ประสิทธภิ าพการผลิตออ้ ย
4. ชือ่ การทดลอง ผลของการจดั การเศษซากอ้อยต่อการย่อยสลายและการให้ผลผลติ ออ้ ย
5. ผูดา้ เนนิ งาน
หวั หนา สมุ าลี โพธทิ์ อง
ผูรว่ มงาน วันทนา เลศิ ศริ วิ รกุล สปุ รานี มนั่ หมาย
นนั ทวัน มีศรี ณชิ นนั ท์ พิเชยี รสดใส
กาญจนา หนแู ก้ว
6. ระยะเวลา เรมิ่ ตน ตลุ าคม 2565 สิน้ สุด กันยายน 2567
7. รายงานความกาวหนา
ศกึ ษาวธิ ีการจัดการเศษซากอ้อยและผลกระทบต่อการยอ่ ยสลายและการให้ผลผลิตอ้อย ณ แปลง
ทดลองรางโพธ์ิ ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี วางแผนการทดลองแบบ Split plot จ้านวน 3 ซ้า Main Plot
คือ วธิ ีการให้น้า 2 กรรมวิธี ไดแ้ ก่ ไมใ่ หน้ ้า และให้น้าแบบหยด Sub Plot คือ กรรมวิธีการจัดการเศษซากอ้อย
มี 7 กรรมวิธี ได้แก่ 1) พ่นสารละลายปุ๋ยยูเรียอัตรา 20 กิโลกรัมต่อน้า 200 ลิตร (หลังเก็บเก่ียวอ้อยปลูกไม่เกิน
2 สัปดาห์ ฉีดพ่นจ้านวน 3 คร้ัง) 2) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 4 % ของน้าหนักแห้งรวมของเศษซากอ้อย 3) สารเร่ง
พด.1 4) จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ 5) ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเคร่ืองสับใบ
ระหว่างแถวอ้อยตอ 6) ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเคร่ืองสับใบระหว่างแถวอ้อยตอร่วมกับการใช้สารละลาย
ปุ๋ยยูเรียอัตรา 20 กิโลกรัมต่อน้า 200 ลิตร และ 7) ไม่มีการจัดการเศษซากอ้อย ; ปล่อยตามธรรมชาติ
(control) ดา้ เนนิ การปลูกอ้อยในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยในอ้อยปลูกมีการจัดการเหมือนกันในทุกกรรมวิธี
เพือ่ ให้อ้อยมี biomass ใกลเ้ คียงกัน ขณะนี้อ้อยอายุ 4 เดือน อยู่ระหว่างการดูแลรักษา เพ่ือศึกษาอัตราการ
ย่อยสลายเศษซากอ้อยในอ้อยตอต่อไป
8. คา้ หลัก้: ออ้ ย การจดั การ เศษซากอ้อย การยอ่ ยสลาย
9. ประเภทผลวจิ ัย้: กา้ วหน้า
10. คา้ แนะน้าผลวิจัย้: พฒั นาต่อ
11. งบประมาณทไ่ี ดรับท้ังหมด้(งบ้สกสว.)้: ศวร.สุพรรณบุรี 150,001 บาท
93
รายงานผลการปฏบิ ตั ิงานวิจยั ้้กรมวิชาการเกษตร้้ประจ้าป้ี 2565
65/สถาบันวิจัยพชื ไร่และพืชทดแทนพลงั งาน/ศูนยว์ จิ ยั พชื ไร่สพุ รรณบุรี
1. ชือ่ โครงการ วจิ ัยและพฒั นาเทคโนโลยกี ารผลติ พชื ไร่อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและ
เหมาะสมกบั พน้ื ทเ่ี ฉพาะ
2. ชอ่ื โครงการยอ่ ย วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอย่างมปี ระสิทธิภาพและเหมาะสมกบั
พืน้ ท่เี ฉพาะ
3. ชื่อกิจกรรม วิจยั และพัฒนาเทคโนโลยีการเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตอ้อย
4. ชอ่ื การทดลอง ผลของการขาดน้าต่อการเจรญิ เตบิ โตและการสญู เสียผลผลติ ของอ้อย
5. ผดู า้ เนินงาน
หวั หนา สุมาลี โพธทิ์ อง
ผูรว่ มงาน วันทนา เลิศศิริวรกุล นนั ทวนั มีศรี
ณิชนันท์ พเิ ชยี รสดใส ณรงค์ ย้อนใจทนั
6. ระยะเวลา เริม่ ตน ตุลาคม 2565 สน้ิ สุด กันยายน 2567
7. รายงานความกาวหนา
ศึกษาผลของการขาดน้าต่อการเจริญเติบโตและการสูญเสียผลผลิตของอ้อยในระยะต่างๆ ได้แก่
ระยะงอก ระยะแตกกอ ระยะย่างปล้อง และระยะแก่ เพ่ือประเมินผลกระทบจากการขาดน้าของอ้อย
ในระยะตา่ งๆ วางแผนการทดลองแบบ 4 x 4+1 Factorial in RCB จ้านวน 3 ซา้ เปรียบเทียบกับอ้อยที่ไม่
ขาดน้า ปัจจัย A คือ ระยะเวลาในการขาดน้า 4 ระยะได้แก่ 1) ขาดน้าตลอดระยะการเจริญเติบโต 2) ขาดน้า
ครึ่งแรกของระยะการเจริญเติบโต 3) ขาดน้าช่วงกลางของระยะการเจริญเติบโต และ 4) ขาดน้าครึ่งหลัง
ของระยะการเจริญเติบโตปัจจัย B คือ ระยะการเจริญเติบโตที่มีการขาดน้า 4 ระยะ คือ ระยะงอก
(Germination phase) ระยะแตกกอ (Tillering phase) ระยะย่างปล้อง (Elongation phase) และระยะ
แกแ่ ละสุก (Maturity and ripening phase) เปรียบเทียบกับอ้อยที่ไม่ขาดน้า โดยหลังจากสิ้นสุดการขาดน้า
ในแต่ละระยะการเจริญเติบโตมีการให้น้ากลับคืน (re-water) และให้น้าตามความต้องการของอ้อย
จนสิ้นสุดการทดลอง ทา้ การปลกู อ้อยในรองบ่อ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565 ณ โรงเรือนปลูกพืชช่ัวคราว
ของศูนยว์ จิ ัยพชื ไร่สุพรรณบุรี ขณะน้อี ้อยอายุ 1 สัปดาห์ อยู่ระหว่างการดูแลรักษาและทดลองตามกรรมวิธี
ที่ก้าหนด
8. คา้ หลกั ้: ออ้ ย การจดั การ เศษซากออ้ ย การย่อยสลาย
9. ประเภทผลวิจัย้: กา้ วหนา้
10. คา้ แนะนา้ ผลวิจยั ้: พฒั นาต่อ
11. งบประมาณที่ไดรบั ท้ังหมด้(งบ้สกสว.)้: ศวร.สพุ รรณบรุ ี 164,999 บาท
94
รายงานผลการปฏิบตั ิงานวจิ ยั ้้กรมวิชาการเกษตร้้ประจ้าป้ี 2565
65/สถาบันวจิ ยั พืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วจิ ยั พืชไร่สุพรรณบรุ ี
1. ช่อื โครงการวจิ ัย โครงการวจิ ัยและพฒั นาเทคโนโลยีการผลติ เมลด็ พนั ธพุ์ ชื ไร่เพ่ือความม่ันคง
ทางอาหาร
2. ชื่อโครงการวิจยั ยอ่ ย การพฒั นาและขยายเครือขา่ ยผู้ผลติ เมลด็ พนั ธุถ์ ั่วลสิ ง
3. ช่ือการทดลอง
4. ผูดา้ เนนิ งาน การพฒั นาและขยายเครอื ขา่ ยผ้ผู ลติ เมล็ดพนั ธ์ถุ ่ัวลสิ ง จงั หวดั ลพบรุ ี
หวั หนา ระพีพันธ์ุ ชัง่ ใจ นงลักษ์ ปั้นลาย
ผูรว่ มงาน เฌอรชั ดพ์ ัชร เขยี ววชิ ยั
ศภุ วรรณ มาดหมาย
5. ระยะเวลา เร่ิมตน ตลุ าคม 2564 ส้ินสดุ กนั ยายน 2567
6. รายงานความกาวหนา
การพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธ์ุถั่วลิสง จังหวัดลพบุรี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา
และขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธ์ุจ้าหน่ายให้มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพพ้ืนที่ เกษตรกร
สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จ้าหน่ายไว้ใช้เอง จ้าหน่ายให้แก่เกษตรกรที่ต้องการในพื้นท่ีใกล้เคียง
และสร้างเปน็ อาชพี เสรมิ ได้ โดยคดั เลือกเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงในพ้ืนที่จังหวัดลพบุรีที่พร้อมจะพัฒนาสู่การ
ผลติ เมล็ดพันธถุ์ ่วั ลสิ ง จ้านวน 5 รายๆ ละ 2 ไร่ ในพ้ืนที่ ต้าบลนิคมสร้างตนเอง อ้าเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
ปลูกถั่วลสิ งพันธุ์ขอนแก่น 6 และขอนแก่น 9 ด้าเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถ่ัวลิสงชั้นพันธ์ุ
จา้ หน่ายให้แกเ่ กษตรกร พร้อมทั้งให้ค้าแนะน้าต้ังแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ พื้นที่ การใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีในการ
ป้องกันก้าจัดศัตรูพืช การตรวจสอบและคัดพันธุ์ปนในแปลง จนถึงระยะการเก็บเกี่ยวท่ีเหมาะสมส้าหรับ
ผลิตเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธ์ุ การตรวจสอบคุณภาพ และการเก็บรักษา พร้อมท้ัง
บนั ทึกข้อมลู การกระจายเมลด็ พันธุ์ของเกษตรกรในพนื้ ท่ี
ผลการดา้ เนนิ งาน มเี กษตรกรเข้ารว่ มการสรา้ งเครือข่ายการผลิตเมล็ดพนั ธ์ุ จ้านวน 5 ราย ปลูกถั่วลิสง
พันธ์ุขอนแก่น 6 ได้แก่ นางค้าพัน อุ้ยหา ผลผลิตเมล็ดพันธ์ุ 385 กิโลกรัมต่อไร่ นายต๋อย อุ๋ยหา ผลผลิต
เมล็ดพันธ์ุ 393 กิโลกรัมต่อไร่ และนายสนั่น วงษ์ท้าว ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ 234 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกถั่วลิสง
พนั ธุ์ขอนแก่น 9 ได้แก่ นางสาวสมใจ วงษ์ท้าว ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ 328 กิโลกรัมต่อไร่ และนางทองใส วงษ์ท้าว
ผลผลิตเมล็ดพันธ์ุ 363 กิโลกรัมต่อไร่ โดยผลผลิตได้จ้าหน่ายกับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงและเก็บเมล็ด
พนั ธ์ุไวใ้ ช้เองในฤดูถัดไป
7. คา้ หลัก้: เมลด็ พนั ธ์ถุ วั่ ลสิ ง การสร้างเครอื ขา่ ย
8. ประเภทผลวิจัย้: ก้าวหนา้
9. ค้าแนะนา้ ผลวิจยั ้: พฒั นาต่อ
10. งบประมาณท่ไี ดรับท้ังหมด้(งบ้สกสว.)้: ศวม.ลพบุรี 189,250 บาท
95
Table 1 Peanut yield of farmers in Lopburi Province.
Treatments Grain yield (Kg./Rai) Seed yield (Kg./Rai)
Mrs.Khamphan Ouiha 769 385
393
Mr.Toi Ouiha 786 234
328
Mr.Sanan Wongthao 467 363
Ms.Somjai Wongthao 655
Mrs.Thongsai Wongthao 725
Table้2 Peanut seed production cost and economic returns of farmers in Lopburi Province
Items Mrs.Khamphan Mr.Toi Mr.Sanan Ms.Somjai Mrs.Thongsai
Bath/Rai
1,050
1. Agricultural wages 300
200
- Plowing and 1,050 500 1,050 1,050 1,050
Cultivating 4,716
300 300 300
- Planting 300 1,000 200 200 200
500 500 500
- Irrigation 200 40 2,802 4,350 3,930
630
- Chemical prevention 500 200
0
- Harvesting 4,614 430
9,066
2. Agricultural production Input 393
- Peanut seed 1,000 40 1,000 1,000 1,000
(25 Kg./Rai)
15,720
- Bio-fertilizer 40 6,654 40 40 40
(Rhizobium) 2.4
- Chemical Fertilizer 725 500 600 550
200 200 200
- Herbicides 200 00 0
400 480 540
- Fungicide 0
6,992 8,720 8,310
- Insecticide 520
234 363 328
Net cost (Bath/Rai) 9,149
Seed yield (kg/Rai) 385
Selling price 40 40 40 40
(Bath/Kg.)
Income (Bath/Rai) 15,400 9,360 14,520 13,120
Net income (Bath/Rai) 6,251 2,368 5,800 4,810
BCR 2.5 4.0 2.5 2.7
96
รายงานผลการปฏิบตั งิ านวิจัย้้กรมวชิ าการเกษตร้้ประจา้ ป้ี 2565
65/สถาบนั วจิ ัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศนู ยว์ จิ ยั พชื ไรส่ ุพรรณบุรี
1. ชื่อโครงการวิจยั โครงการวจิ ยั และพฒั นาเทคโนโลยีการผลติ เมลด็ พนั ธ์พุ ชื ไร่เพอ่ื ความมัน่ คง
ทางอาหาร
2. ช่ือโครงการวจิ ัยย่อย การวจิ ยั การผลิตเมล็ดพนั ธุ์พืชไร่โดยการประยุกตใ์ ชเ้ คร่ืองจกั รกลการเกษตร
3. ช่ือกิจกรรม การเพิ่มประสิทธภิ าพการผลิตเมล็ดพันธุง์ าด้วยเคร่ืองจักรกลการเกษตร
4. ชอ่ื การทดลอง ศกึ ษาอายเุ กบ็ เก่ยี วที่เหมาะสมต่อการใชเ้ คร่ืองเกี่ยวแบบวางรายทม่ี ผี ลต่อ
ผลผลิตและคณุ ภาพเมลด็ พนั ธงุ์ าแดง พันธ์อุ ุบลราชธานี 2 ในพน้ื ที่จังหวัดลพบรุ ี
5. ผดู า้ เนินงาน
หวั หนา ระพีพนั ธุ์ ช่ังใจ
ผูร่วมงาน เฌอรัชด์พชั ร เขียววิชัย มงคล ตุ่นเฮ้า
นงลักษ์ ปน้ั ลาย ศภุ วรรณ มาดหมาย
6. ระยะเวลา เร่ิมตน ตลุ าคม 2564 สน้ิ สุด กันยายน 2565
7. รายงานความกาวหนา
การศึกษาอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมต่อการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางรายท่ีมีผลต่อผลผลิตและ
คณุ ภาพเมล็ดพนั ธุ์งาแดง พันธอ์ุ ุบลราชธานี 2 ในพื้นทจี่ ังหวัดลพบุรี ด้าเนินการในพ้ืนที่ศูนย์วิจัยและพัฒนา
เมล็ดพันธุพ์ ืชลพบรุ ี มวี ัตถุประสงค์เพอื่ ศกึ ษาอายุเก็บเกี่ยวท่ีเหมาะสมส้าหรับการใช้เคร่ืองเกี่ยวแบบวางในการ
ผลิตเมล็ดพันธุ์งา วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) จ้านวน 4 ซ้า
6 กรรมวิธี โดยวิธีหว่าน อัตราเมล็ดพันธ์ุ 1 กิโลกรัมต่อไร่ เก็บเก่ียวผลผลิตโดยใช้เคร่ืองเกี่ยวแบบวางราย
เปรียบเทียบกับการเก็บเก่ียวด้วยเคียว ท่ีอายุเก็บเก่ียวต่างกัน พบว่า การเก็บเก่ียวฝักงาเหลือง 70% ให้ผลผลิต
สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับฝักเหลือง 60% และ 80% โดยพบว่า การเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องเกี่ยววางรายท่ี
ฝักงาเหลือง 70% ให้ผลผลิตเฉลี่ยเท่ากับ 123.19 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่แตกต่างจากการเก็บเกี่ยวด้วยเคียว
ซ่ึงให้ผลผลิตเฉลี่ยเท่ากับ 122.84 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งพบว่า จ้านวนฝักดีไม่แตกต่างกันและไม่พบเปอร์เซ็นต์
การสูญเสียจากการเกบ็ เกีย่ วในทง้ั สองกรรมวิธี ในด้านคุณภาพเมล็ดพันธ์ุหลังปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธ์ุงา มี
เปอร์เซน็ ตค์ วามงอกระหว่าง 10.25-15.50% เนื่องจากงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 มีระยะการพักตัว 1-2 เดือน
หลังจากน้ีจะด้าเนินการเก็บรักษาและตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ทุกเดือนเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อประเมิน
คุณภาพเมล็ดพันธ์ุต่อไป ดังน้ันการเก็บเก่ียวงาที่ฝักเหลือง 70% เป็นช่วงที่เหมาะสมส้าหรับการเก็บเกี่ยวงาแดง
และสามารถใช้เครือ่ งเกีย่ วแบบวางรายแทนการเก็บเกีย่ วด้วยเคยี วได้
8. ค้าหลัก้: เมล็ดพันธุ์งา คณุ ภาพเมลด็ พันธุ์ เครื่องเกีย่ วแบบวางราย
9. ประเภทผลวจิ ัย้: ก้าวหน้า
10. ค้าแนะน้าผลวจิ ยั ้: พฒั นาตอ่
11. งบประมาณท่ีไดรบั ทั้งหมด้(งบ้สกสว.)้: ศวม.ลพบุรี 93,330 บาท
97
Table 1 Yield of red sesame seeds (Ubon Ratchathani 2 varieties) with different harvesting
ages
Treatments Seed yield (Kg./Rai) 1,000 seeds weight (g.)
Harvest sesame pods 60% Laying machine 112.07 ab 3.57
Harvest sesame pods 70% Laying machine 123.19 a 3.91
Harvest sesame pods 80% Laying machine 99.33 c 3.80
Harvest sesame pods 60% Cut with a scythe 105.51 bc 3.71
Harvest sesame pods 70% Cut with a scythe 122.84 a 3.68
Harvest sesame pods 80% Cut with a scythe 102.76 bc 3.67
** ns
F-test 6.84 3.35
CV (%)
ns = non significant ** = significant at P≤ 0.01
Means followed by a same letters in the same column are not significantly different at the 1% level by DMRT
Table 2 Number of mature pods, young pods and seed loss from red sesame seeds.
(Ubon Ratchathani 2 varieties) with different harvesting ages
Treatments Mature pods Young pods Seed Loss
Harvest sesame pods 60% Laying machine 15.75 b 4.75 a 0.00
Harvest sesame pods 70% Laying machine 19.30 a 0.00 b 0.00
Harvest sesame pods 80% Laying machine 19.50 a 0.00 b 3.83
Harvest sesame pods 60% Cut with a scythe 15.60 b 4.45 a 0.00
Harvest sesame pods 70% Cut with a scythe 19.47 a 0.00 b 0.00
Harvest sesame pods 80% Cut with a scythe 20.47 a 0.07 b 3.64
** ** **
F-test 8.58 29.74 62.63
CV (%)
** = significant at P≤ 0.01.
Means followed by a same letters in the same column are not significantly different at the 1% level by DMRT
98
Table้3 Seed quality of red sesame seeds (Ubon Ratchathani 2 varieties) with different
harvesting ages.
Treatments % Moisture % Germination % Purity
Harvest sesame pods 60% Laying machine 5.75 15.50 99.77
Harvest sesame pods 70% Laying machine 5.50 10.50 99.72
Harvest sesame pods 80% Laying machine 5.50 10.75 99.75
Harvest sesame pods 60% Cut with a scythe 5.25 12.00 99.85
Harvest sesame pods 70% Cut with a scythe 5.50 13.75 99.77
Harvest sesame pods 80% Cut with a scythe 5.25 10.25 99.77
ns ns ns
F-test 7.90 34.96 0.09
CV (%)
ns = non significant
Table้4 Germination of red sesame seeds (Ubon Ratchathani 2 varieties) after storage at
1 month and 2 months with different harvesting ages.
Treatments % Germination % Germination
1st month 2th month
Harvest sesame pods 60% Laying machine
Harvest sesame pods 70% Laying machine 30.0 32.8 b
Harvest sesame pods 80% Laying machine 31.8 32.3 b
Harvest sesame pods 60% Cut with a scythe 38.0 43.3 a
Harvest sesame pods 70% Cut with a scythe 29.5 30.0 b
Harvest sesame pods 80% Cut with a scythe 33.0 33.3 b
36.0 38.0 ab
F-test
CV (%) ns *
22.01 14.84
ns = non significant * = significant at P≤ 0.05
Means followed by a same letters in the same column are not significantly different at the 5% level by DMRT
99
รายงานผลการปฏิบตั งิ านวิจัย้้กรมวิชาการเกษตร้้ประจ้าปี้2565
65/สถาบันวิจยั พชื ไรแ่ ละพืชทดแทนพลังงาน/ศนู ยว์ ิจัยพชื ไร่สพุ รรณบรุ ี
1. ช่ือแผนงานวจิ ัย วจิ ยั และพฒั นาเทคโนโลยกี ารผลติ เมล็ดพนั ธ์พุ ืชผกั และพืชไร่ในระบบ
2. ชื่อโครงการวิจยั เกษตรอินทรยี ์
วจิ ัยและพฒั นาเทคโนโลยกี ารผลติ เมล็ดพันธพ์ุ ชื ไร่บางชนดิ ในระบบเกษตรอนิ ทรยี ์
3. ชอื่ กจิ กรรม เทคโนโลยกี ารผลติ เมล็ดพนั ธ์ุงา และข้าวโพดหวานอนิ ทรีย์
4. ชอ่ื การทดลอง ศกึ ษาอตั ราป๋ยุ หมักแบบเตมิ อากาศและชนดิ ของปยุ๋ นา้ สกัดมลู สตั ว์ทเ่ี หมาะสม
ต่อการผลิตเมลด็ พันธุ์งาอนิ ทรยี ์ในพน้ื ทจ่ี งั หวัดลพบุรี
5. ผดู ้าเนินงาน
หัวหนา ระพีพันธุ์ ชัง่ ใจ
ผรู ว่ มงาน เฌอรชั ด์พัชร เขยี ววชิ ัย
นงลกั ษ์ ปั้นลาย
6. ระยะเวลา เริม่ ตน ตลุ าคม 2564 ส้ินสุด กันยายน 2566
7. รายงานความกาวหนา
การศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศและชนิดของปุ๋ยน้าสกัดมูลสัตว์ท่ีเหมาะสมต่อการผลิต
เมลด็ พันธ์งุ าอินทรียใ์ นพ้ืนที่จังหวัดลพบุรี ด้าเนินการในไร่เกษตรกรท่ีได้รับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ต้าบล
เกาะรัง อา้ เภอชัยบาดาล จงั หวัดลพบรุ ี มวี ตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศและชนิดของ
ปุ๋ยน้าสกัดมูลสัตว์ในอัตราที่เหมาะสมส้าหรับการผลิตเมล็ดพันธ์ุงาอินทรีย์ และเป็นต้นแบบการผลิตเมล็ด
พันธ์ุงาอินทรีย์ วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) จ้านวน 4 ซ้า
5 กรรมวิธี โดยปี 2565 ศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศท่ีเหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์
ด้าเนินการเตรียมแปลงโดยใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศในอัตราท่ีแตกต่างกัน เปรียบเทียบกับไม่ใส่ปุ๋ยหมัก
แบบเตมิ อากาศ หลงั ใสป่ ๋ยุ หมัก 14 วัน ท้าการปลูกงาแดง พันธุ์อุบลราชธานี 2 เก็บเกี่ยวผลผลิตงาหลังดอกบาน
42 วัน พบว่า การใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศในอัตราท่ีแตกต่างกัน เปรียบเทียบกับไม่ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติม
อากาศ มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยผลผลิตเมล็ดพันธุ์จากการใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 1,500 กิโลกรัมต่อไร่
ให้ผลผลิตเมล็ดพันธ์ุสูงสุด 62.0 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาคือ การใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่
(61.31 กิโลกรัมต่อไร่), ใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ (53.6 กิโลกรัมต่อไร่) ใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 500
กิโลกรัมต่อไร่ (51.5 กิโลกรัมต่อไร่) และไม่ใส่ปุ๋ยหมัก (46.3 กิโลกรัมต่อไร่) ตามล้าดับ ความสูงของต้นงา
จา้ นวนข้อต่อตน้ จ้านวนก่ิงตอ่ ตน้ ทุกกรรมวิธีไม่มีความแตกตา่ งทางสถิติ ในด้านคุณภาพเมล็ดพันธ์ุก่อนการ
เก็บรักษามคี วามงอกระหว่าง 13.2-19.2% เนื่องจากงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 มีระยะการพักตัว 1-2 เดือน จึง
ตอ้ งดา้ เนนิ การเกบ็ รักษาเมลด็ พันธเุ์ พอ่ื ตรวจสอบคุณภาพทุกเดือนเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อประเมินคุณภาพเมล็ด
พันธตุ์ ่อไป ดังนั้นการใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศเพ่ือผลิตเมล็ดพันธ์ุงาอินทรีย์ ในอัตรา 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ จึง
มีแนวโน้มเป็นอัตราที่เหมาะสมส้าหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์งาแดง พันธุ์อุบลราชธานี 2 ในพ้ืนท่ีจังหวัดลพบุรี
และสามารถใชเ้ ปน็ ค้าแนะนา้ ใหแ้ ก่เกษตรกรท่ีจะผลิตเมลด็ พันธ์ุงาอนิ ทรยี ไ์ ด้
100
8. คา้ หลกั ้: เมล็ดพันธง์ุ า คุณภาพเมล็ดพนั ธุ์ เคร่ืองเก่ยี วแบบวางราย
9. ประเภทผลวิจัย้: ก้าวหน้า
10. คา้ แนะนา้ ผลวจิ ัย้: พัฒนาต่อ
11. งบประมาณที่ไดรับทั้งหมด้(งบ้สกสว.)้: ศวม.ลพบรุ ี 93,330 บาท
Table 1 Growth of red sesame (Ubon Ratchathani 2) varieties with compost
Treatments stem lenght Number of Number of Number of
(cm) nodes/ branches/ pods/
Non compost fertilizer plant plan
compost fertilizer 500 Kg/Rai 125.9 b 23.1 ab Plant 57.4 b
compost fertilizer 1,000 Kg/Rai 144.5 ab 22.7 b 5.6 73.7 ab
compost fertilizer 1,500 Kg/Rai 157.9 a 23.7 ab 6.7 79.1 ab
compost fertilizer 2,000 Kg/Rai 162.4 a 27.4 a 5.7 85.2 ab
F-test 159.9 a 25.2 ab 6.9 99.9 a
CV (%) * 6.9 *
* 10.62 ns 28.70
11.08 22.10
ns = non significant * = significant at P 0.05.
Means followed by a same letters in the same column are not significantly different at the 5% level by DMRT
Table 2 Yield of red sesame seeds (Ubon Ratchathani 2 varieties) with compost
Treatments Seed yield (Kg./rai) 1,000 seeds weight (g.)
Non compost fertilizer 46.3 b 3.95 b
compost fertilizer 500 Kg/Rai 51.5 ab 4.25 b
compost fertilizer 1,000 Kg/Rai 53.6 ab 4.27 b
compost fertilizer 1,500 Kg/Rai 62.0 a 5.02 a
compost fertilizer 2,000 Kg/Rai 61.3 a 4.75 a
* **
F-test 5.35 5.86
CV (%)
*, ** = significant at P 0.05 and 0.01 respectively.
Means followed by a same letters in the same column are not significantly different at the 5% and 1% level by DMRT
101
Table้3 Seed quality of red sesame seeds (Ubon Ratchathani 2 varieties) with compost.
Treatments %Seed Moisture % Germination %Purity
Non compost fertilizer 6.62 13.2 b 99.5
compost fertilizer 500 Kg/Rai 6.60 19.2 a 99.5
compost fertilizer 1,000 Kg/Rai 6.57 14.2 ab 99.7
compost fertilizer 1,500 Kg/Rai 6.42 17.0 ab 99.5
compost fertilizer 2,000 Kg/Rai 6.47 14.2 ab 99.6
F-test ns * ns
CV (%) 4.73 21.28 0.29
* = significant at P 0.05.
ns = non significant
Table 4 Soil chemistry properties before and after applied composts. Soil properties in
growing and before harvesting period of red sesame with composts.
Treatments pH OM Total N Avail P Exch K
(%) (g/kg) (mg/kg) (mg/kg)
Compost fertilizer chemistry 6.71 17.71 3.04 22.4 106
Soil chemistry 6.66 4.04 0.15 3.0 147
Aftar applied compost fertilizer
Non compost fertilizer 6.66 4.04 0.15 3.0 147
compost fertilizer 500 Kg/Rai 7.21 17.92 3.21 12.1 215
compost fertilizer 1,000 Kg/Rai 7.27 20.34 4.83 35.4 237
compost fertilizer 1,500 Kg/Rai 7.32 35.26 5.34 43.2 264
compost fertilizer 2,000 Kg/Rai 7.36 41.86 5.57 54.7 291
Growth
Non compost fertilizer 6.60 2.93 0.15 3.0 132
compost fertilizer 500 Kg/Rai 7.21 2.96 0.15 6.8 183
compost fertilizer 1,000 Kg/Rai 7.18 3.29 0.18 24.0 221
compost fertilizer 1,500 Kg/Rai 7.19 3.51 0.18 30.0 247
compost fertilizer 2,000 Kg/Rai 7.19 3.75 0.18 43.3 263
Before Harvest
Non compost fertilizer 6.60 2.74 0.14 2.50 115
compost fertilizer 500 Kg/Rai 7.19 2.89 0.14 4.75 166
compost fertilizer 1,000 Kg/Rai 7.20 3.19 0.16 13.25 215
compost fertilizer 1,500 Kg/Rai 7.20 3.40 0.17 10.25 204
compost fertilizer 2,000 Kg/Rai 7.22 3.64 0.17 24.25 243
102
รายงานผลการปฏิบัตงิ านวิจยั ้้กรมวชิ าการเกษตร้้ประจ้าป้ี 2564
64/สถาบันวิจยั พืชไร่และพืชทดแทนพลงั งาน/ศูนยว์ ิจยั พชื ไรส่ ุพรรณบรุ ี
1. ชือ่ แผนงานวจิ ยั วจิ ยั และพฒั นาเพอ่ื เพ่ิมประสิทธิภาพการผลติ ขา้ วโพด
2. ชื่อแผนงานยอ่ ย วิจยั พัฒนาพนั ธ์แุ ละเทคโนโลยกี ารผลิตข้าวโพดฝกั สด
3. ชอ่ื โครงการวจิ ัย การปรับปรงุ พนั ธ์ุขา้ วโพดฝักสด
4. ช่อื กิจกรรม การวจิ ัยและพัฒนาพันธข์ุ า้ วโพดหวาน
5. ชื่อการทดลอง การเปรยี บเทียบในไร่เกษตรกร พนั ธขุ์ า้ วโพดหวาน
6. ผดู ้าเนนิ งาน
หัวหนา สมบูรณ์ วนั ดี
ผรู ว่ มงาน ฉลอง เกดิ ศรี กาญจนา พูลเจริญ
ร้าพัน จงใจรกั ษ์ สุจติ ตรา พิกุลทอง
ณรงค์ ยอ้ นใจทนั
7. ระยะเวลา เริ่มตน ตุลาคม 2559 ส้นิ สดุ กันยายน 2564
8. บทคดั ย่อ
เปรียบเทียบศักยภาพการให้ผลผลิตของข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น S18024 และ S18193 ร่วมกับ
ข้าวโพดหวานลกู ผสมทีเ่ ป็นการคา้ จ้านวน 6 พนั ธุ์ โดยวางแผนการทดลองแบบสมุ่ ในบลอ็ กสมบรู ณ์ จ้านวน
3 ซ้า ปลูกทดสอบในต้นฤดูฝนที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ในปี 2564 ผลการทดลอง พบว่า ข้าวโพดหวาน
ลูกผสมดีเด่น S18024 และ S18193 ซึ่งให้ผลผลิตฝักทั้งเปลือกเท่ากับ 3,216 และ 3,797 กิโลกรัมต่อไร่
ตามลา้ ดบั ให้ผลผลิตฝักปอกเปลือกเท่ากับ 2,432 และ 2,896 กิโลกรัมต่อไร่ ตามล้าดับ มีค่าความหวานเท่ากับ
15.1 และ 15.4 องศาบรกิ ซ์ ตามลา้ ดับ
9. ค้าหลัก้: ข้าวโพดหวาน ปรบั ปรงุ พนั ธ์ุ ลูกผสม เปรียบเทยี บพนั ธ์ุ ประเมนิ พันธุ์
10. ประเภทผลวิจัย : สน้ิ สดุ
11. คา้ แนะนา้ ผลวจิ ยั ้: ถ่ายทอดได้
12. งบประมาณท่ไี ดรับท้ังหมด้(งบ้ตชว.)้:้ศวร.สพุ รรณบุรี 64,200 บาท
10
Table 1 Yield with husk (kg.rai-1) of 2 elite sweet corn hybrids and 6 c
Chai Nat (CNT, E1), Songkhla1 (SKA, E2), Suphan Buri (SPB, E3)
Genotype (G) CNT Environment (E) CMI G-m
(E1) SKA SPB
S18024 (G1) 3323 (E2) (E3) (E4) 31
S18193 (G2) 3181 3187+ 3216+ 2943+ 34
Songkhla 84-1 (G3) 2786 3536 3797 3266+ 28
Chainat 2 (G4) 3132 2779 3077 34
JumboSweet (G5) 3205 3368 3493 2679 33
WAN54 (G6) 3109 3063 3363 3789 33
SM1351 (G7) 3189 3464 3471 3573 34
HiBrix59 (G8) 2855 3472 3346 3389 33
E-mean 3098 3416 3637 3662 32
C.V.(%) 8.3 3286 3425 3434 8
9.8 9.8
3342
11.7
+ = significant pairwise comparisons of elite hybrids compared with the best checke
* = significant pairwise comparisons compared with checkers at least LSD 0.05 leve
103
03
commercial hybrid sweet corn varieties as checkers across 4 locations;
), and Chiang Mai (CMI, E4) in the early rainy season of 2021
E-combined (kg.rai-1)
mean Different with comparison varieties
(G3) (G4) (G5) (G6) (G7) (G8)
-168
167 337 -278 -134 -134 -250 110
-505*
445 615* -1 144 87 28 110
-35
830 -615 -471* -528* -587* 23
82
446 145 87 28
301 -57 -116
358 -59
417
336
288
8.6
er (bold value) in each environment at least LSD 0.05 level
el
3
10
Table 2 Yield without husk (kg.rai-1) of 2 elite sweet corn hybrids and
4 locations; Chai Nat (CNT, E1), Songkhla1 (SKA, E2), Suphan B
of 2021
Environment (E)
Genotype (G) CNT SKA SPB CMI G-m
(E1) (E2) (E3) (E4)
2242 2155+ 2432 2003+
S18024 (G1) 22
S18193 (G2) 2117 2413 2896 2153 23
Songkhla 84-1 (G3) 2020 1968 2356 1906 20
Chainat 2 (G4) 2212 2299 2647 2322 23
JumboSweet (G5) 2115 2156 2680 2340 23
WAN54 (G6) 2239 2413 2701 2266 24
SM1351 (G7) 2078 2347 2634 2386 23
HiBrix59 (G8) 2255 2320 2592 2338 23
E-mean 2160 2259 2617 2214 23
C.V.(%) 6.1 8.3 8.5 9.1 10
+ = significant pairwise comparisons of elite hybrids compared with the best checke
* = significant pairwise comparisons compared with checkers at least LSD 0.05 leve
04
6 commercial hybrid sweet corn varieties as checkers across
Buri (SPB, E3), and Chiang Mai (CMI, E4) in the early rainy season
E-combined (kg.rai-1)
mean Different with comparison varieties
(G3) (G4) (G5) (G6) (G7) (G8)
208 145 -162 -115 -197 -153 -168
18
395 332* 25 72 -10 34
-314*
063 -308* -260* -342* -299* -6
-54
370 47 -35 9 29
-15
323 -82 -38
405 44
361
376
313
0.1
er (bold value) in each environment at least LSD 0.05 level
el
10
Table 3 Sweetness (°Brix) of 2 elite sweet corn hybrids and 6 comme
Chai Nat (CNT, E1), Songkhla1 (SKA, E2), Suphan Buri (SPB, E3)
Genotype (G) Environment (E)
CNT SKA SPB CMI G-m
(E1) (E2) (E3) (E4)
13.6+ 14.6+
S18024 (G1) 15.1 14.3 14
13.8+ 14.7+ 13.9+
S18193 (G2) 15.4 14
Songkhla 84-1 (G3) 15.4 16.5 16.1 15.8 16
Chainat 2 (G4) 13.2 13.1 13.6 13.3 13
JumboSweet (G5) 15.2 16.0 14.3 14.9 15
WAN54 (G6) 12.9 15.5 15.1 14.0 14
SM1351 (G7) 14.2 16.2 15.8 14.4 15
HiBrix59 (G8) 13.3 14.5 15.4 15.3 14
E-mean 13.9 15.1 15.1 14.5 14
C.V.(%) 6.6 7.4 6.6 7.1
+ = significant pairwise comparisons of elite hybrids compared with the best checke
* = significant pairwise comparisons compared with checkers at least LSD 0.05 leve
1
05
ercial hybrid sweet corn varieties as checkers across 4 locations;
), and Chiang Mai (CMI, E4) in the early rainy season of 2021
mean E-combined (%Brix) (G8)
(G3) Different with comparison varieties -0.2
-0.2
4.4 -1.6* (G4) (G5) (G6) (G7)
4.4 -1.6* 1.3*
1.1 -0.7 -0.7 -0.7 -1.3*
6.0 1.1 -0.7 0.0 -0.7 0.5
3.3 -0.3
5.1 2.7* 0.9 1.6* 0.8 0.5
4.4 -1.8* -1.1 -1.9*
5.1 0.7 0.0
4.6 -0.8
4.7
er (bold value) in each environment at least LSD 0.05 level
el
105
106
รายงานผลการปฏบิ ตั งิ านวิจัย้้กรมวิชาการเกษตร้้ประจ้าปี้2564
64/สถาบนั วจิ ัยพืชไรแ่ ละพืชทดแทนพลังงาน/ศนู ยว์ ิจยั พืชไร่สุพรรณบุรี
1. ชื่อแผนงานวิจัย วจิ ัยและพัฒนาเพือ่ เพิม่ ประสิทธภิ าพการผลติ ขา้ วโพด
2. ชื่อแผนงานยอ่ ย วิจยั พัฒนาพันธแุ์ ละเทคโนโลยีการผลติ ข้าวโพดฝกั สด
3. ชอ่ื โครงการวจิ ยั การปรับปรุงพนั ธ์ุข้าวโพดฝกั สด
4. ชื่อกิจกรรม การวจิ ยั และพฒั นาพันธ์ขุ ้าวโพดขา้ วเหนียว
5. ชอ่ื การทดลอง การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร พันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนยี ว
Farm Trial of Hybrid Waxy Corn Variety
6. ผดู ้าเนนิ งาน
หัวหนา สมบรู ณ์ วนั ดี
ผูร่วมงาน ฉลอง เกดิ ศรี วรรษมน มงคล
กาญจนา หนแู ก้ว สจุ ติ รา พกิ ลุ ทอง
รา้ พนั จงใจรกั ษ์ ณรงค์ ยอ้ นใจทัน
7. ระยะเวลา เรม่ิ ตน ตุลาคม 2559 สน้ิ สุด กันยายน 2564
8. บทคดั ยอ่
การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial) เป็นขั้นตอนการเปรียบเทียบ หรือทดสอบ หรือ
ประเมินพันธ์ุพืช เพ่ือประเมินสายพันธุ์ท่ีพัฒนาขึ้นมาใหม่ มีความดีเด่นกว่าพันธ์ุมาตรฐาน หรือพันธ์ุที่
เกษตรกรนิยมปลูกอยู่ในขณะน้ัน ในด้านผลผลิต และลักษณะท่ีต้องการ เหมาะสมท่ีจะขยายผลจากแปลง
ทดลองไปสู่แปลงของเกษตรกร (อาวุธ, 2529; พิเชษฐ์, 2558) งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อคัดเลือกพันธุ์
ขา้ วโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่นท่ีให้ผลผลิตสูง และมีลักษณะทางการเกษตรดี ด้าเนินการในฤดูฝน โดยใช้
พันธ์ุข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมจ้านวน 4 พันธ์ุ และพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธ์ุการค้า 5 พันธ์ุ
ไดแ้ ก่ พันธุช์ ยั นาท 2 สวที แว็กซ์ 254 พลอยชมพู สวีทไวโอเล็ท และไวโอเล็ทไวท์ 926 วางแผนการทดลอง
แบบสมุ่ ในบลอ็ กสมบูรณ์ (RCB) จ้านวน 3 ซ้า พบว่า ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมท้ัง 4 พันธ์ุ ให้ผลผลิตฝักสด
ทั้งเปลอื ก และปอกเปลือกเฉลี่ย 1,488 และ 995 กิโลกรัมต่อไร่ และพันธุ์เปรียบเทียบท้ัง 5 พันธ์ุ ให้ผลผลิต
ฝักสดทั้งเปลือก และปอกเปลือก 1,344 และ 901 กิโลกรัมต่อไร่ พันธ์ุข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่ให้ผลผลิต
ฝักสดทั้งเปลือกสูงสุด CNW18250 ซึ่งให้ผลผลิต 1,632 กิโลกรัมต่อไร่ และ CNW18178 ให้ผลผลิตฝักสด
ปอกเปลือกสูงสุด 1,126 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งท้ัง 2 สายพันธ์ุ ให้ผลผลิตฝักสดท้ังเปลือกและปลอกเปลือก
มากกว่าพันธุ์สวีทแว็กซ์ 254 และพลอยชมพูที่ให้ผลผลิต 1,138 และ 1,131 กิโลกรัมต่อไร่ และให้ผลผลิต
ไม่แตกต่างจากพันธ์ุชัยนาท 2 สวีทไวโอเล็ท และไวโอเล็ทไวท์ 926 ที่ให้ผลผลิต 1,470 1,443 และ 1,537
กิโลกรัมต่อไร่ ตามลา้ ดับ ให้ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมากกว่าพันธุ์ชัยนาท 2 พันธุ์สวีทแว็กซ์ 254 และ
พลอยชมพูท่ใี หผ้ ลผลิต 921 830 และ 764 กิโลกรัมต่อไร่ ตามล้าดับ ขา้ วโพดขา้ วเหนียวลูกผสมที่ให้ผลผลิต
รองลงมา คือ CNW18109 ให้ผลผลิต 1,490 และ 1,086 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก และ
107
ปอกเปลือกมากกวา่ พนั ธุส์ วที แว็กซ์ 254 และพลอยชมพู และให้ผลผลติ ไมแ่ ตกต่างจากพันธ์ุชัยนาท 2 สวีทไวโอเล็ท
และไวโอเลท็ ไวท์ 926
ข้าวโพดขา้ วเหนียวลูกผสมที่คัดเลือกท้ัง 2 คู่ผสม มีจ้านวนวันออกดอก 41 วัน และออกไหม 50
เปอร์เซ็นต์ 45 และ 44 วัน ความสูงต้น 142 และ 127 เซนติเมตร ความสูงฝัก 61 และ 59 เซนติเมตร
จ้านวนวันเก็บเกี่ยว 63 และ 62 วัน คะแนนเปลือกหุ้มฝัก 1 คะแนน (เปลือกหุ้มฝักปิดเกินปลายฝัก
มากกว่า 2 เซนติเมตร) ความกว้างฝัก 4.3 และ 4.0 เซนติเมตร ความยาวฝัก 14.8 และ 14.1เซนตเิ มตร
และจ้านวนแถว 12 และ 14 แถว คะแนนการบริโภค 4 คะแนน (มีความเหนียวนุ่มมาก และรสชาติ
โดยรวมดีมาก) ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่คัดเลือกจะประเมินผลผลิตในปี 2565 และแนะน้าสู่เกษตรกร
ต่อไป
9. คา้ หลัก : ข้าวโพดขา้ วเหนียวลูกผสม การประเมนิ ผลผลิต การเปรยี บเทียบในไร่เกษตรกร
10. ประเภทผลวจิ ัย : สิ้นสดุ
11. ค้าแนะนา้ ผลวิจยั ้: ถ่ายทอดได้
12. งบประมาณที่ไดรบั ทั้งหมด้(งบ้ตชว.)้:้ศวร.สพุ รรณบุรี 64,200 บาท
108
Table 1 Mean yield and agronomic character of waxy corn hybrids at Supa
Entr Hybrid Name Days to Height (cm) Days to Husk cover No. of
y Tass Silk Plant Ear harvest (1-5)1 ear/plo
1 CNW18109 41 44 127 59 62 1 84
45 142 61 63 1 84
2 CNW18178 41 47 162 72 64 1 84
48 150 67 64 1 84
3 CNW18250 42 84
46 145 65 63 1 84
4 CNW18224 43 84
46 157 74 63 1 84
Mean 42 45 141 62 62 1 84
47 140 61 64 1 84
5 Chai Nat 2 41 50 150 73 66 1 84
49 148 73 65 1 -
6 Sweet Wax 254 41 -
47 147 69 64 1 -
7 Ploychmpoo 43
** ** ns ** -
8 Sweet Violet 43 2.08 12.33 - 1.57 -
2.60 4.87 10.12 1.42 -
9 Violet White 926 43
Mean 42
F-test *
LSD (0.05) 1.81
C.V. (%) 2.49
ns, *, ** = non-significant, significant at P 0.05 and 0.01 respectively.
1 Husk cover score = 1-5 (poorest-best)
2 Ear characters: Ear diameter (D), Ear length (L1) and Tip length (L2)
3 Quality bite test score: 1-5 (flavor least-most flavor)
8
anbrui province in rainy season, 2021.
f Yield (kg/rai) Best 10 ears (kg) Ear size (cm)2 No. of Quality
ot kernel (1-5)
with without with without D L1 L2 row
husk husk husk husk
4.0 14.1 1.0
1,490 1,086 2.36 1.65 4.3 14.8 0.9 14 4
2.25 1.68 4.2 13.2 0.8
1,517 1,126 2.46 1.43 3.9 13.1 0.7 12 4
1.94 1.20 4.1 13.8 0.8
1,632 985 3.9 13.8 1.2 12 4
2.25 1.49 4.1 12.8 0.2
1,314 786 4.0 13.3 0.3 14 4
2.08 5.60 3.9 12.9 1.0
1,488 995 1.86 1.44 4.0 14.2 1.3 14 4
1.81 1.32 4.0 13.4 0.8
1,470 921 1.98 1.33 * *- 12 4
2.19 1.47 1.24 0.25 -
1,138 830 5.29 3.57 - 14 5
1.98 2.23
1,131 764 14 4
--
1,443 981 -- 12 4
--
1,537 1,010 12 4
1,344 901 14 4
** ** ** -
224 168 0.84 -
9.19 10.30 3.74 -
109
กัญชา้VS กัญชง้
(Cannabis sativa L.)
พืชสกลุ กญั ชา
เป็นพืชในสกุลแคนนาบิส (Cannabis) อยู่ในวงศ์ Cannabaceae เป็นไม้ล้มลุกมีถ่ินก้าเนิดอยู่ในทวีป
เอเชยี (จนี ) เปน็ พชื ท่ีอยกู่ ับมนษุ ย์เกา่ แกท่ ่สี ุด และกระจายทัว่ โลกn พบหลักฐานการน้ามาใช้ประโยชน์โดยการ
ท้าอาหารและน้าเส้นใยมาใช้ มากกว่า 10,000 ปี การใช้ประโยชน์ในไทยพบในต้าราพระโอสถพระนารายณ์
ต้งั แต่สมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช การปลกู เพ่ือน้าเส้นใยมาใชป้ ระโยชน์ พบบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือของ
ประเทศไทย
การใช้ประโยชนจ์ ากพืชสกลุ กัญชา
พชื สกลุ กญั ชามีสารที่น้ามาใชป้ ระโยชนท์ างการแพทย์ทสี่ า้ คญั 2 ชนดิ
1. THC เปน็ สารออกฤทธก์ิ ระต้นุ ประสาท ก่อให้เกดิ อาการมคี วามสขุ แก้ปวด แก้อักเสบ
2. CBD เป็นสารทไ่ี ม่มฤี ทธิเ์ สพติดทางจติ ใจ ออกฤทธิ์ระงับประสาท คลายเครยี ด
การจ้าแนกความแตกต่างระหว่างกัญชากบั กญั ชง
- กญั ชาและกัญชงเป็นพชื ชนดิ เดียวกัน มลี กั ษณะภายนอกแตกต่างกนั นอ้ ยมาก
- การจ้าแนกตามแหล่งกา้ เนิดที่มลี ักษณะเปน็ ของตวั เอง โดยแบ่งได้ 3 species
110
การจ้าแนกสายพนั ธย์ุ ่อยของพชื สกุลกัญชา
- ลักษณะทางสัณฐานวิทยา (morphological profile)
- ลักษณะทางพนั ธุกรรม (genetic profile)
- ลกั ษณะของสารสา้ คญั (chemical profile)
- ลักษณะการตอบสนองตอ่ ชว่ งแสง (photo sensitive profile)
1.้การจา้ แนกโดยใชลักษณะทางสัณฐานวิทยา้
-้กลุ่มที่เปน็ ยา้ทรงต้นจะเปน็ พมุ่ รูปพระมิด และมกี ิ่งใหญท่ ฐี่ านของล้าต้น
-้กล่มุ เสนใย ทรงตน้ จะผอมสูง และแตกกง่ิ น้อย
2.้การจา้ แนกโดยใชลักษณะทางพันธกุ รรม้
- พันธุ์พ้นื เมอื ง เชน่ หางกระรอก ฝอยทอง ด้ายแดง หมนื่ ศรี ฯลฯ
- พันธป์ รบั ปรงุ ทา้ ใหช้ นดิ ของกญั ชาแตกต่างไปท้ังทีย่ งั มีพันธุกรรมเปน็ ชนิดพนั ธเุ์ ดมิ เช่น sativa
หรอื indica หรอื สายพนั ธลุ์ ูกผสมข้ามชนิด (hybrid)
3.้จา้ แนกระหวา่ งกญั ชาและกัญชงไดโดยการจา้ แนกตามปริมาณสาร้THC
- THC ในชอ่ ดอกแหง้ มคี ่า THC สงู กว่า 1 เปอรเ์ ซ็นต์ จัดเป็นกญั ชา
- THC ต้่ากว่า 1 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นกัญชง โดยประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเร่ือง
กา้ หนดลกั ษณะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2562 (2562)
4.้การจ้าแนกโดยใชลกั ษณะการตอบสนองต่อชว่ งแสง้
- พนั ธุท์ ต่ี อบสนองต่อชว่ งแสง เปน็ พืชวันส้นั (shot day plant) ออกดอกเม่ือได้รับชว่ งแสงสน้ั
ประมาณ 12 ช่ัวโมงตอ่ วัน
- พันธทุ์ ีไ่ มต่ อบสนองตอ่ ช่วงแสง หรือ auto flowering เปน็ พนั ธ์ทุ มี่ ีอายุวนั ออกดอกที่แน่นอน
จะออกดอกเมอื่ ครบอายุตามกา้ หนด และชว่ งความยาวแสงจะไม่มีผลตอ่ การออกดอก
111
1 week 2-3 weeks 2-8 weeks 8-14 weeks 4-6 weeks
ในระยะกอ่ นการออกดอกเป็นช่วงทสี่ ามารถแยกเพศตน้ ได้ หากตอ้ งการผลิตเพ่ือการใชป้ ระโยชน์
จากชอ่ ดอกควรท้าลายตน้ ตวั ผทู้ ้ิง เนอ่ื งจากหากมีการผสมเกสรปรมิ าณสารส้าคัญในชอ่ ดอกจะลดลง
สรปุ ความแตกตา่ งเบื้องตน้กัญชา้VS กัญชง
กัญชา - กัญชามชี ่ือภาษาอังกฤษ เรยี กว่า Marijuana
- รูปรา่ ง ล้าตน้ มลี กั ษณะเตีย้ และเปน็ พุ่ม
- ตน้ กญั ชาจะแตกกิง่ ก้านค่อนขา้ งมากเม่ือเทียบกบั กัญชง
- สว่ นต่างๆ ของกัญชาทไี่ มจ่ ัดเปน็ ยาเสพติด ไดแ้ ก่ เปลือก ล้าตน้ เสน้ ใย กิ่งก้าน ราก ใบ ซ่ึงไมม่ ียอด
หรอื ชอ่ ดอกติดมาดว้ ย
- กัญชา มีสารให้ความเมา THC (Tetrahydrocannabinol) มากกว่า 1% ลดอาการคล่นื ไส้อาเจียน
จากการได้รบั เคมบี า้ บดั ลดอาการปวด รักษาโรคลมชัก ช่วยผอ่ นคลาย
- สารแคนนาบนิ อล (Cannabinol : CBD) มคี ุณสมบัติในการชว่ ยลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ
ของแผล ยบั ยงั้ การเจรญิ เติบโตของเซลลม์ ะเรง็
กัญชง - กัญชงมีชื่อภาษาอังกฤษ เรยี กวา่ Hemp
- รปู ร่าง ตน้ กญั ชงมกั จะสูงกว่า ในส่วนของใบกญั ชงจะมขี นาดใหญ่กว่ากัญชา มีการเรียงสลบั ของใบ
ท่หี า่ งกัน ลักษณะของใบกัญชงจะมปี ระมาณ 7-11 แฉก โดยสีของใบกัญชงจะเปน็ เขยี วอ่อน
- กญั ชงทไี่ ม่จดั เปน็ ยาเสพติด ไดแ้ ก่ เปลือก ลา้ ต้น เสน้ ใย ก่ิงก้าน ราก ใบ ซ่ึงไม่มียอดหรือช่อดอกติด
มาดว้ ย
- กญั ชง มสี ารส้าคัญ ทงั้ THC (Tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabinol ) ต่้ามาก จึงไม่ได้
จัดอยู่ในประเภทยาเสพติด
- มีเสน้ ใยคุณภาพสูงมักถูกน้ามาใชใ้ นอุตสาหกรรมการแปรรูป เช่น เส้ือผา้ เย่ือกระดาษ เชือก เป็นตน้
112
วธิ กี ารปลกู ้การดแู ลรกั ษา้การเกบ็ เกี่ยว้
ปลกู เพือ่ สุขภาพใชป้ ระโยชนใ์ นครวั เรอื น ไม่ต้องขออนญุ าต แตต่ ้องมีการจดแจ้ง ผ่านแอปฯ
"ปลกู กญั "
การปลูกเพอ่ื สกดั -แปรรูป ต้องไดร้ บั อนุญาต จาก ส้านกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
1. ระบบปลูกแบง่ ตามชนิ้ ส่วนที่น้ามาใชปลูก
- เมล็ด เมล็ดทวั่ ไป (Regular seed): เมลด็ ท่ไี ดจ้ ากการผสมพนั ธุ์แบบปกติ มโี อกาสทจ่ี ะเกดิ ตน้ ตวั ผู้
ตอ่ ตัวเมีย อัตรา 50:50
- เมล็ดเพศเมยี เกดิ จากการน้าต้นตัวเมียมากระตนุ้ ดว้ ยสารเคมหี รือสร้างสภาวะเครยี ดให้กับตน้ ตวั เมีย
ใหเ้ ป็นตน้ กระเทย (มีเกสรตวั ผู้+เมียในตน้ เดียวกนั ) ทา้ ใหไ้ ดล้ ูกตัวเมียท้งั หมด
- สว่ นขยายพันทางล้าตน้ ข้อดขี องการตดั ช้า ได้ลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนตน้ แม่ กิ่งทจ่ี ะน้าไปใช้
ตอ้ งมตี าใบ 2 ตาขนึ้ ไป แช่น้าทันทหี ลงั ตดั ต้น ตัดใบออก50% เพื่อลดการคายน้า จากนน้ั ยา้ ยลง
วัสดปุ ลกู ก่ิงช้าจะออกราก 7 วันหลงั ปลูก
2. ระบบปลกู แบง่ ตามสภาพแวดลอม
- Outdoor (กลางแจง้ ) semi-indoor (ก่ึงปิด) & indoor (ระบบปิด)
ขนั้ ตอนการปลูกกลางแจง ตามวตั ถปุ ระสงค์
1. วธิ ีหว่าน เพอื่ การผลิตเสน้ ใย อัตราเมล็ด 10 กโิ ลกรมั ต่อไร่
2. หยอดเมลด็ หรือเพาะกลา้ เพ่อื การผลิตเมลด็ หรอื ชอ่ ดอก อัตรา 2 กิโลกรมั ตอ่ ไร่
3. การเพาะกล้า จะต้องมีถาดเพาะกลา้ ขนาด 32 หลุม
4. ใช้พีทมอสเป็นวสั ดเุ พาะ โปร่ง รว่ นซยุ คอื อมุ้ นา้ และมีการถ่ายเทอากาศดดี ้วย
5. น้าเมลด็ มาแช่น้าเปน็ เวลา 24 ช่วั โมง
6. หลงั จากน้นั จึงน้าเมล็ดที่แชน่ ้าแล้ว 24 ช่ัวโมง วางบนกระดาษทชิ ชู หรือผ้าพรมน้าพอชมุ่
7. การหยอดเมลด็ ไม่ควรให้ลึกมากเกินไป ควรอยู่ประมาณ 0.5-1.0 เซนตเิ มตร
8. ดแู ลและเช็คอาการผดิ ปกติ ควรเพาะในพืน้ ที่ทม่ี ีรม่ เงา หรอื พลางแสง 50-60 เปอรเ์ ซน็ ต์
9. เมือ่ เมล็ดงอกได้ 15 วัน ด้าเนินการยา้ ยปลูก
10. เมื่อกลา้ พรอ้ มที่จะย้ายลงแปลงปลกู ได้น้นั ควรมกี ารกระท้าที่ทา้ ให้กล้าแข็งแรง (Hardening)
การเตรยี มดนิ
ในการปลกู ควรมีการเตรียมดินอยา่ งดี เพือ่ ชว่ ยกา้ จดั วัชพืชยอ่ ยเศษซากพชื และคลุกเคล้าอินทรยี วัตถุ
อกี ท้ังยงั เป็นการทา้ ลายโรคและแมลงบางชนิดทเี่ ปน็ ศตั รูข้าวโพด โดยท่วั ไปการเตรยี มดินควรปฏบิ ัติ ดงั น้ี
1. ไถด้วยผาลสาม 1 ครง้ั ลึก 20-30 เซนติเมตร และตากดิน 7-10 วนั แลว้ พรวนด้วยผาลเจด็ 1 ครงั้
แลว้ คราดเกบ็ เศษซาก ราก เหงา้ หวั ไหล ของวชั พืชออกจากแปลงให้หมด
2. เก็บตัวอย่างดินเพื่อวเิ คราะห์ ถา้ พบว่า ดินมีความเปน็ กรดต้่ากว่า 5.5 ใหห้ วา่ นปนู ขาว อตั รา
100-200 กิโลกรมั ต่อไร่แล้วพรวนกลบ จากน้นั ปลอ่ ยทง้ิ ไว้ประมาณ 14 วนั ก่อนปลูก
3. ถา้ ดนิ มีอนิ ทรยี วัตถตุ ่้ากวา่ 1.5 ใหใ้ ส่ปุ๋ยหมกั หรือปยุ๋ คอกที่ยอ่ ยสลายดแี ล้ว อัตรา 500-1,000
กิโลกรมั ตอ่ ไร่ แล้วพรวนดินกลบ
113
วิธีการปลกู
1. น้ากลา้ อายุ 14 วัน ซึ่งการจัดระยะปลูกสามารถท้าได้โดยใชร้ ะยะระหว่างแถว 100 เซนติเมตร
และระยะระหวา่ งตน้ 30 เซนติเมตร จะได้จ้านวนตน้ ประมาณ 5,333 ตน้ ตอ่ ไร่
2. กอ่ นปลกู ใช้ปุ๋ย 0-3-0 รองก้นหลมุ 170 กรัมต่อ หลมุ
การใหน้ามหี ลักปฏิบตั ิ้ดังน้ี้
1. ใหน้ า้ ทนั ทหี ลงั ปลูกและหลงั การใสป่ ุ๋ยทุกคร้งั หลังจากนั้นใหน้ า้ ทุก 1-2 วนั ข้ึนอยกู่ บั สภาพ
อากาศ
2. หากพบว่า ใบของต้นกัญชงเหี่ยวหรือมว้ นในช่วงเชา้ หรือเย็นแสดงวา่ ขาดน้าต้องรบี ให้น้า
3. หลังการให้น้าต้องระวังไม่ใหน้ ้าท่วมขงั ในแปลงนานเกนิ 24 ช่วั โมง เพราะจะท้าให้พชื ชะงักการ
เจรญิ เติบโต ผลผลติ ลดลงหรอื อาจตายได้
4. อย่าให้เกดิ ภาวะขาดน้าในชว่ งการเจรญิ เติบโต้โดยเฉพาะในช่วงผสมเกสรและติดเมล็ด เพราะจะ
ทา้ ใหผ้ ลผลติ และคุณภาพผลผลติ ลดลงอย่างมาก ถงึ แมก้ ารขาดน้าจะเป็นชว่ งสัน้ ๆ และไม่รุนแรง
การเก็บเกย่ี ว
1. เก็บเก่ียวเม่ือเมล็ดสว่ นใหญใ่ นบริเวณตรงกลางช่อดอกสุก มีลักษณะเมล็ดมสี ีน้าตาล ประมาณ
50-70 เปอร์เซ็นต์
2. เมลด็ ควรแหง้ ในระยะเกบ็ เกย่ี ว โดยมีความช้นื ต่า้ กวา่ 12 เปอร์เซน็ ต์
114
การปลกู สา้ หรับการผลิตสาร้CBD้ดวยวธิ รี ะบบการปลูกแบบก่งึ ปิด
การเพาะกลา
การเพาะเมลด็ ้หรอื การเพาะกลา้
จะตอ้ งมแี ปลงเพาะ หรืออาจเพาะในภาชนะ เช่น กระบะ หรอื ถว้ ย กระป๋อง
การเตรียมวัสดุปลูก
- พีทมอสส์ (Peat moss) คอื ซากพืชซากสัตวท์ ี่ทบั ถมกันเป็นเวลาหลายรอ้ ยปี ซึ่งเราสามารถใช้ซากพืช
ของเราท่ีทับถมกันได้ แล้วมันดีอย่างไร พวกน้ีจะไม่ท้าให้เกิดช่องว่าง อากาศไม่เข้าไปในดินจนท้าให้
ดนิ ร่วนซุย เก็บความชืน้ ไดด้ ี อุม้ น้าแต่ไม่แฉะมาก 70 เปอรเ์ ซน็ ต์
- เพอรไ์ ลต์ (Perlite) คอื หนิ ภเู ขาไฟเนื้อแก้ว สารท่ีมีน้าหนักเบา มีความพรุนสูง และมีลักษณะคล้ายหิน
รักษาความสมดุลระหว่างปริมาณน้าและอากาศใต้ดิน คุณสมบัติฉนวนช่วยรักษาอุณหภูมิของดิน
15 เปอรเ์ ซ็นต์
- เวอรม์ คิ ูไลท์ (Vermiculite) คือ แร่พบในรูป Aluminum Iron–Magnesium Silicate 15 เปอร์เซ็นต์
การปลกู เพอื่ สาร้CBD แบ่งออกเปน็ ้2้ระยะประกอบดวย
ระยะเลย้ี งใบ้(Vegetative) 4-8 สัปดาห์ ธาตุท่สี า้ คญั ก็คือ ไนโตรเจน ระยะการสร้างราก ก่ิงใบ ควรเลือก
ขนาดกระถางให้เหมาะสม รากไปไม่ได้ต้นจะชะงัก ขนาดกระถางจะข้ึนอยู่กับระยะเวลาท้าใบ เน้นปุ๋ย
ไนโตรเจนเป็นหลกั ระยะนี้ควรเร่งการเจรญิ เติบโตอยา่ งเต็มท่ี
ระยะทา้ ดอก้(Flowering) 8-12 สัปดาห์ ระยะท้าดอก จะเปน็ ชว่ งวนั ส้นั มีแสงน้อยกว่า 12 ช่วั โมง
ช่วงทีเ่ ปลย่ี นแสงจะเร่ิมแสดงเพศ ระยะน้จี ะตอ้ งใหป้ ุ๋ยท่เี ปน็ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสมากขึ้น
การใสป่ ุ๋ย
115
การเกบ็ เกี่ยวและการจัดการหลังการเกบ็ เก่ียว
1. ขัน้ ตอนการเก็บเกย่ี ว ถา้ ดทู ี่ไตรโคม ต้องเป็นสขี าวขนุ่ และมีสเี หลอื งอ้าพนั 20 เปอรเ์ ซน็ ต์
การเก็บดอกกญั ชง
- นา้ ดอกที่ได้มาตดั แตง่ เอาใบขนาดเลก็ ทตี่ ิดบรเิ วณดอกออก แลว้ คอ่ ยนา้ ดอกเอาไปแขวนไว้ใหแ้ ห้ง
แขวนที่อุณหภูมิ 20 องศา ห้องมืด มีอากาศถา่ ยเท อาจจะมีการใช้พัดลมเป่าชว่ ยเพ่ือใหม้ ันแหง้ ได้ทุกดอกทุกชอ่
นีค่ ือ การท้าแหง้
อาการผดิ ปกติของพืช
1. ส่ิงแวดลอ้ ม
2. ธาตุอาหาร
3. โรคแมลง
1. สง่ิ แวดล้อม
- ช่อดอกฝอ่ ได้รบั แสงน้อยเกินไปหรือไดร้ ับอุณหภมู ิสงู เกนิ ไปในช่วงออกดอก ขาดธาตอุ าหาร เชน่
โพแทสเซียม
- ลา้ ต้น/กงิ่ หกั เกดิ จาก ลม ฝน
- ไหม้จากหลอดไฟ
- ต้นยดื ยาวผิดปกติในตน้ กลา้ ไดร้ ับแสงไมเ่ พียงพอ
2. ธาตุอาหาร
- ใบออ่ น ขาดโบรอน แคลเซียม ทองแดง เหลก็ แมงกานสี โมลิบดนี ัมก้ามะถัน และสังกะสี
- ใบแก่ ขาด N P K และแมกนเี ซียม
3. โรคแมลง
- ราแป้ง - โรคเห่ียว - เพลยี้ ออ่ น - แมลงหวข่ี าว - หนอนผีเส้ือ
- โรคใบจุด - โรครากปม - ไรแดง - เพลี้ยแปง้
- โรคเน่าคอดนิ - เพล้ยี ไฟ - หนอนแมลงวันชอนใบ
จดัทําโดย