The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่มหน่วยที่ 2 มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by monaria.kk, 2021-10-17 02:54:29

รวมเล่มหน่วยที่ 2 มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

รวมเล่มหน่วยที่ 2 มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ภาษาไทยพ้นื ฐาน
รหสั วชิ า ๓๒๑๐๑

หนว่ ยที่ ๒ มหาเวสสันดรชาดก กณั ฑม์ ัทรี

ชื่อ............................................นามสกลุ .....................................
ชน้ั .......................เลขท่ี.........................

กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
โรงเรียนเบญจมราชูทศิ จงั หวัดปตั ตานี
สำนกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๑๕



คำนำ

เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท๓๒๑๐๑ หน่วยที่ 2
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี เล่มนี้ เป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน
การเรียนรู้และตัวชี้วัดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4-6

เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท๓๒๑๐๑ หน่วยท่ี 2
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ประกอบด้วย 8 บทเรียนหลัก ได้แก่ บทวิเคราะห์ร่ายยาว
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี หลักการวิเคราะห์คุณค่าของวรรณคดี การอ่านออกเสียง
บทร้อยกรอง การอ่านแปลความและตีความ โวหาร ภาพพจน์ การเขียนเรียงความ และการพูด
สรุปแนวคิดและแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟังและดู โดยในแต่ละบทเรียนมีแบบฝึกหัดและ
กิจกรรมต่าง ๆ ท่ีกระตุ้นให้นักเรียนตอบสนองการเรียนรู้ รู้จักคิดวิเคราะห์ และทบทวนความรู้
ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน รวมถึงครูผู้สอนสามารถตรวจสอบและประเมินความเข้าใจของ
นกั เรียนไดอ้ ีกดว้ ย

ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทยพื้นฐานเล่มน้ี
จะเปน็ ประโยชน์และอำนวยความสะดวกในการจัดการเรยี นรใู้ หเ้ กิดประสทิ ธิภาพตอ่ ไป

ละใม ทองมี
ณัฐวดี หนูราช
ครูชำนาญการ

มะรอวี เจะ๊ อมุ า
นักศึกษาปฏบิ ตั ิการสอน

กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย
โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ จงั หวัดปตั ตานี

สารบญั ข
เรือ่ ง
หนา้
• บทวเิ คราะห์รา่ ยยาวมหาเวสสันดรชาดก กณั ฑม์ ัทรี
o ความเป็นมา 1
o ผูแ้ ตง่ 2
o จดุ ประสงค์ในการแต่ง 3
o ลักษณะคำประพนั ธ์ 4
o เร่อื งย่อเวสสนั ดรชาดก กัณฑ์มทั รี 5
10
• หลกั การวเิ คราะหค์ ุณค่าของวรรณคดี 10
10
o การวเิ คราะห์คุณค่าดา้ นเน้ือหา 12
o การวเิ คราะห์คณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์ 12
o การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม 14
o การวิเคราะห์ข้อคิดเพอ่ี นำไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจำวัน 15
15
• การอา่ นออกเสียงบทรอ้ ยกรอง 19
o การอา่ นออกเสยี งบทร้อยกรอง 21
o คุณสมบัติของผู้ท่ีจะอา่ นออกเสียงบทรอ้ ยกรอง 24
o การอ่านบทรอ้ ยกรองประเภทรา่ ย 26
o หลักการอา่ นคำบาลี 29
o มารยาทในการอา่ น 29
o การทอ่ งบทอาขยาน 30
38
• การอ่านแปลความและตีความ 43
o การอา่ นแปลความ 43
o การอา่ นตีความ 48
49
• โวหาร 50
55
• ภาพพจน์ 62
o ภาพพจน์ 62
o การเลน่ เสียง 64
o การเล่นคำ 65
o จินตภาพ 68

• การเขยี นเรยี งความ

• การพูดสรุปแนวคดิ และแสดงความคิดเห็นจากเรือ่ งท่ฟี ังและดู
o การพดู สรุปแนวคิดจากเร่ืองที่ฟังและดู
o การพดู แสดงความคิดเห็นจากเรอื่ งท่ีฟังและดู
o มารยาทในการฟัง การดู และการพดู

• บรรณานุกรม

1

บทวิเคราะห์ร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑม์ ทั รี

ความเป็นมา

ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก มีที่มาจากชาดกเรื่องสุดท้ายซึ่งอยู่ในทศชาติชาดก คือ เวสสันดรชาดก
คำว่า “ชาดก” มาจากศัพท์ “ชาต” แปลว่า เกิดแล้ว คำว่า “ชาดก” จึงแปลว่า ผู้เกิดแล้ว เรื่องของ
พระพุทธเจา้ ในพระชาตติ า่ ง ๆ เมอื่ คร้งั ยงั เป็นพระโพธสิ ัตว์

เวสสันดรชาดก เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร ซึ่งเป็นพระชาติ
สุดท้ายที่สำคัญและยิ่งใหญ่ เรียกกันว่า “มหาชาติ” เพราะพระเวสสันดรโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐
ประการ ได้อย่างสมบูรณ์ คือ ทานบารมี ศีลบานมี เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจบารมี
อธษิ ฐานบารมี เมตตาบารมี และอเุ บกขาบารมี

ในสมัยอยุธยาตอนต้น พระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิต
ช่วยกันแต่งเรื่องเวสสันดรชาดกเป็นภาษาไทย เรียกว่า “มหาชาติคำหลวง” เดิมแต่งด้วยคำประพันธ์ประเภท
โคลง ฉันท์ กาพย์ ร่าย ต่อมาพระเจ้าทรงธรรมโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ในสมับของพระองค์แต่งมหาชาติ
คำหลวงเป็นร่ายยาว เมื่อเสียกรุงแก่พม่าในครั้งที่ ๒ ปรากฏว่าต้นฉบับสูญหายไป ๖ กัณฑ์ คือ หิมพานต์
ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักบรรพ และฉกษัตริย์ พอมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัยโปรดให้ประชุมบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันแต่งซ่อมกัณฑ์ที่สูญหายไป เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๘
จึงเปน็ ฉบบั สมบูรณ์

รา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดกท่ีมตี ้นฉบับอยเู่ วลาน้ีเป็นฉบับทคี่ ัดเลือกสำนวนทด่ี ีที่สุดในกัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่ง
มีกวีและนักปราชฯได้แต่งไว้หลายสำนวนมารวมกัน กัณฑ์ที่เลือกมาให้ศึกษาคือ กัณฑ์มัทรี ซึ่งเป็นกัณฑ์
ท่ี ๙ สำนวนของเจ้าพระยาพระคลงั (หน)

2

ผแู้ ต่ง : เจ้าพระยาพระคลงั (หน)

ประวัติผ้แู ตง่

เจ้าพระยาพระคลงั (หน) เปน็ กวเี อกในสมยั ธนบรุ ีและรตั นโกสนิ ทร์ตอนต้น มชี อ่ื เดมิ วา่
หน เปน็ บตุ รของเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฤธิชยั (บุญมี) กับท่านผหู้ ญิงเจริญ เข้ารบั ราชการใน
สมยั ธนบุรี มีบรรดาศกั ด์เิ ปน็ หลวงสรวชิ ิต นายด่านเมอื งอุทัยธานี ต่อมาในสมัยพระบาทสมเดจ็
พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราชไดเ้ ป็นเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดจี ตสุ ดมภก์ รมท่า

ผลงานที่สำคัญ ไดแ้ ก่ ราชาธิราช สามกก๊ ลลิ ติ เพชรมงกฎุ อเิ หนาคำฉนั ท์ มหาเวสสนั ดร
ชาดกกัณฑ์กุมารและกณั ฑ์มทั รี สมบัตอิ มรินทร์คำกลอน และกากีคำกลอน เจ้าพระยาพระคลงั
(หน) ถึงแก่อสัญกรรม เม่ือ พ.ศ. ๒๓๔๘ ในสมัยรชั กาลที่ ๒

3

จุดประสงค์ในการแต่ง

ร่ายยาวมหาเสสันดรชาดก แต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์มหาชาติ เนื่องจากร่ายยาวมหาเวสสันดร
ชาดกเป็นชาดกเรื่องใหญ่ที่สุด เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรซึง่ เป็นพระ
ชาติสุดท้ายก่อนจะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วเสด็จออกผนวชกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องราวในพระชาติที่เป็นพระเวสสันดรได้ทรงบำเพ็ญทศบารมี ครบทั้ง
๑๐ ประการ โดยเฉพาะอย่างย่งิ ทานบารมี ซึ่งทรงบรจิ าคบุตรทาน คือ บรจิ าคพระชาลี พระกัณหา
และพระนางมัทรี จึงเป็นชาติที่สำคัญและยิ่งใหญ่ เรียกว่า “มหาชาติ” หรือ “มหาเวสสันดร
ชาดก”

4

ลักษณะคำประพนั ธ์

แต่งเป็นร่ายยาว มีพระคาถาภาษาบาลีนำ และพรรณนาเนื้อความโดยมีพระคาถาสลบั
เป็นตอน ๆ ไปจนจบกัณฑ์ คำประพันธ์ประเภทร่ายยาว ๑ บทจะมีกี่วรรคก็ได้ แต่ส่วนมากมี
๕ วรรคขึ้นไป วรรคหนึ่ง ๆ มีตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป ถึง ๑๐ คำหรือมากกว่า มีบังคับเฉพาะระหว่าง
วรรค คือ คำสุดท้ายของวรรคจะส่งสัมผัสไปที่คำที่ ๑ ถึง ๕ ของวรรคต่อไป เมื่อจบตอนมักมีคำ
สร้อย เช่น “นั้นแล” “นี้แล” ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์ จะมีคำศัพท์
บาลีข้นึ ก่อน แลว้ แปลเป็นภาษาไทย แลว้ จงึ มีรา่ ยตาม ในระหวา่ งการดำเนินเรื่องจะมีคำบาลีค่ัน
เป็นระยะ ๆ คำบาลีน้นั มคี วามหมายเก่ียวเน่อื งกบั ขอ้ ความทตี่ ามมา

แผนผังร่ายยาว

ร่ายยาว คือ รา่ ยท่ีไมก่ ำหนดจำนวนคำในวรรคหนง่ึ ๆ แต่ละวรรคจึงอาจมีคำน้อยมาก
แตกต่างกันไป การสัมผัส คำสุดทา้ ยของวรรคหนา้ สัมผัสกับคำหน่งึ คำใดในวรรคถัดไป จะแต่งสั้น
ยาวเท่าไรเม่ือจบนยิ มลงท้ายด้วยคำว่า แล้วแล น้ันแล นเี้ ถดิ โนน้ เถิด ฉะน้ี ฉะนน้ั ฯลฯ เป็นตน้

5

เนอื้ เร่ืองยอ่ มหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑม์ ัทรี

เรอื่ งยอ่ กณั ฑ์กมุ าร (กณั ฑ์ที่ 8)

เมือ่ ชูชกเดนิ ทางถึงอาศรมของพระเวสสันดร จงึ ได้หยุด
พักผ่อนท่คี าคบไม้ 1 ราตรี ในคืนกอ่ นรงุ่ เช้าทีน่ างมัทรีจะเข้าป่า
เพื่อเก็บผลไม้เป็นอาหารของพระเวสสันดรและพระกุมารท้ัง
สอง นางฝันร้ายและขอให้พระเวสสันดรทำนายฝันให้ แม้พระ
เวสสันดรจะกลบเกลื่อนและไม่ทำนายฝัน แต่นางก็ยังไม่สบาย
ใจ ก่อนเขา้ ปา่ นางได้ฝากพระเวสสันดรใหช้ ่วยดูแลพระชาลีและ
พระกัณหาให้ดี เมื่อนางมัทรีเข้าป่าหาผลไม้แล้ว ชูชกจึงเข้าเฝ้าทูลขอพระชาลีและกัณหา พระเวสสันดรก็ทรง
ประทานให้ พระชาลีและพระกัณหาได้ยินจึงตกใจกลัว หนีไปซ่อนตัวอยู่ในสระ พระเวสสันดรได้ขอร้องให้
ออกมา ชชู กจึงนำพระชาลแี ละพระกัณหาไปได้ในทีส่ ดุ

เรือ่ งยอ่ กัณฑม์ ัทรี (กัณฑท์ ่ี 9)

ในคืนก่อนรุ่งเช้าที่นางมทั รีจะเข้าป่าเพื่อเก็บผลไม้เปน็ อาหารของพระเวสสันดรและพระกุมารทั้งสอง
นางฝันรา้ ยและขอให้พระเวสสนั ดรทำนายฝันให้ แม้พระเวสสันดรจะกลบเกล่ือนและไม่ทำนายฝัน แต่นางก็ยัง
ไม่สบายใจ กอ่ นเข้าป่านางไดฝ้ ากพระเวสสนั ดรให้ช่วยดูแลพระชาลีและพระกัณหาใหด้ ี หลงั จากพระเวสสันดร
ประทานพระชาลีพระกัณหาให้แก่ชูชกไปแล้ว บรรดาเทพยดาทั้งหลายต่างวิตดว่านางจะทุกข์โศก หากกลับ
ออกจากป่าเร็วและทราบเร่ืองก็คงจะติดตามไปทวงพระกุมารทั้งสองคืนจากชูชก อันเป็นเหตุให้พระเวสสนั ดร
บำเพ็ญทานบารมีไม่สำเร็จ พระอินทร์สั่งให้เทพบริวารทั้งสามองค์ให้แปลงกายเป็นพญาพาฬมฤคราช ได้แก่
พญาไกรสรราชสีห์ พญาเสือโคร่ง และพญาเสือเหลืองไปสกัดกั้นนางมัทรีไว้ไม่ให้กลับอาศรมได้ ต่อเมื่อเวลา
ล่วงเลยไปแล้วจึงหลกี ทางใหน้ างกลบั อาศรม

ฝ่ายนางมัทรีเมือ่ เข้าในปา่ ก็พบว่าธรรมชาติผิดจากปกติที่
เคยพบเห็น ที่ที่เคยมีผลไม้ก็กลายเป็นดอกไม้ ที่เคยมีดอกไม้กลับ
กลายเป็นมีผลไม้ ทั้งท้องฟ้าก็มืดมิดมัวหม่น ท้องฟ้าก็แดงเป็นสี
เลือด ทำให้นางประหวั่นพร่ันพระทัย ไมค้ านก็พลัดตกจากบ่า และ
ขอเกี่ยวผลไม้ในมือก็หลุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ยิ่งไม่สบาย
พระทัย จึงรีบเก็บผลไม้ใส่กระเช้าตามแต่จะได้เพื่อจะได้รีบกลับไป
ยงั อาศรม แตร่ ะหวา่ งทางกลบั พบพญาพาฬมฤคราช (สตั ว์ท้ังสาม) นอนขวางทาง นางอ้อนวอนขอทาง จนเม่ือ
พระจันทร์ขน้ึ แล้วพญาพาฬมฤคราช (สตั ว์ทั้งสาม) จึงเปิดทางให้นางตามคำขอ นางว่งิ กลบั มายังอาศรม ไม่พบ
พระกุมารทั้งสองท่ีเคยออกมารบั เป็นประจำ เมื่อทูลถามพระเวสสันดร ก็ไม่ยอมตรัสดว้ ย นางยิ่งกลดั กลุ่มและ
ร้องไห้ คร่ำครวญ พระเวสสันดรเห็นพระนางมัทรีเศร้าโศกมาก จึงหาวิธีตัดความทุกข์โศกด้วยการแ กล้ง
กล่าวหาวา่ นางคดิ นอกใจไปคบชายอน่ื จึงได้กลับมาในเวลากลางคนื นางมัทรีคร่ำครวญหาพระกมุ ารด้วยความ
วิโยคจนสิ้นสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาพระเวสสันดรตรัสเล่าความจริงว่า ได้ประทานพระกุมารทั้งให้แก่ชูชกไปแล้ว
นางจงึ คอ่ ยหายโศกเศรา้ และอนโุ มทนาในการบำเพ็ญทานบารมีครัง้ น้ี

แบบฝกึ หดั 6
เรื่อง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ัทรี

คำชีแ้ จง : จงตอบคำถามต่อไปน้ี
๑. มหาเวสสันดรชาดก กณั ฑ์มทั รี เป็นผลงานของใคร

............................................................................................................................. ......................................

๒. ผแู้ ต่งมีผลงานเรือ่ งอะไรอีกบ้าง ยกตัวอย่าง

............................................................................................................................. ......................................
๓. จุดมงุ่ หมายของการแต่งเรื่องมหาเวสสนั ดรชาดก คือ

.................................................................................................................................................... ...............
๔. ลางสงั หรณ์ทีเ่ กดิ กบั นางมัทรี มที ั้งหมดก่ีอย่าง อะไรบ้าง

...................................................................................................................................................................
๕. เพราะเหตุใดพระเวสสนั ดร จึงไม่ทำนายฝันพระนางมทั รไี ปตามความจรงิ

.....................................................................................................................................................................................................
๖. ผทู้ ่ีสงั่ ให้เทวดาทง้ั ๓ องค์ แปลงกายเปน็ สัตวท์ ั้ง ๓ มาขวางทางมัทรี คือ

.................................................................. .................................................................................................... ...............................
๗. พระนางมทั รีทำอย่างไรเม่ือสัตว์ ทัง้ ๓ มาขวางทาง และผลเปน็ อยา่ งไร

........................................................ .............................................................................................................. ...............................
๘. การทพ่ี ระเวสสันดรบริจาคพระกณั หาชาลีใหแ้ กช่ ูชก นกั เรียนคดิ วา่ พระเวสสนั ดรเปน็ คนอย่างไร

....................................................................................................................................................... ..............................................
.................................................................................... ................................................................................. ................................
๙. หากนกั เรียนเป็นพระเวสสนั ดร นกั เรียนจะยกพระกณั หาชาลี ให้แก่ชูชกหรอื ไม่ อย่างไร

.............................................................. ....................................................................................................... ................................
........................................................................................................................ .............................................................................

๑๐. นักเรยี นรสู้ ึกอย่างไร เมื่อพระเวสสันดรเอาโวหารการหึงเข้ามาหักโศกพระนางมัทรี
.................................................................................................. .........................................................
...................................................................................................................................... ....................
๑๑. นักเรียนคดิ วา่ เหตกุ ารณ์ตอนใด ทส่ี ร้างความสะเทอื นให้กับนกั เรยี นมากทส่ี ุด เพราะเหตุใด
............................................................................................................................. ..............................
.................................................................................................... .......................................................
............................................................................................................................. .............................
๑๒. ชื่อพนั ธ์ไมท้ ่ีปรากฏในมหาเวสสนั ดรชาดก กณั ฑม์ ัทรี มกี ชี่ นิด อะไรบา้ ง
.................................................................................................................. .........................................
...........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................

7

แบบฝึกหดั
เรือ่ ง มหาเวสสนั ดรชาดก กณั ฑ์มทั รี

คำชี้แจง : จงเรียงลำดับเหตุการณ์ตอ่ ไปนต้ี ามลำดบั ก่อนหลัง โดยใส่หมายเลขหน้าข้อความ ๑ – ๑๕

สตั วท์ ั้ง ๓ ใหห้ นทางแก่พระนางมัทรี
เกิดลางสงั หรณ์กบั พระนางมัทรี
พระเวสสนั ดรเลา่ ความจริงให้พระนางมัทรีฟงั
พระนางมัทรีร้องเรยี กหาลกู ทัง้ สอง
พระนางมัทรเี ป็นลมหมดสตทิ ่ีบรรณศาลา
พระนางมทั รีอนุโมทนากบั การบรจิ าคทานของพระเวสสันดร
พระเวสสนั ดรตกใจคดิ ว่าพระนางมัทรีตาย
เทวดา ๓ องค์ แปลงการเป็นสตั วร์ ้ายมาขวางทาง
พระนางมทั รีรีบกลบั มายงั อาศรม
พระเวสสนั ดรตัดพ้อตอ่ วา่ พระนางมทั รี
พระนางมทั รไี หวว้ อนขอหนทาง
พระเวสสันดรทรงแกไ้ ขจนพระนางมัทรฟี นื้ ข้ึนมา
พระนางมทั รไี ปหาผลไม้ในป่า
พระนางมัทรีถามพระเวสสนั ดรถงึ ลูกท้งั สอง
พระจนั ทร์ส่องแสงสเี งินจบั ขอบฟา้

8

แบบฝกึ หดั
เรอ่ื ง มหาเวสสันดรชาดก กณั ฑม์ ัทรี

คำชแี้ จง : ให้นกั เรียนพจิ ารณาคำท่ีขีดเสน้ ใตว้ า่ หมายถึงตวั ละครใด โดยใหน้ ำตวั อักษรหนา้ ชื่อตวั ละครท่ีกำหนดให้มาใส่
ในชอ่ งงว่างหนา้ เลขให้ถูกต้อง

9

แบบฝกึ หดั เรอ่ื ง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ทั รี

คำชแ้ี จง : ให้นักเรยี นเลือกคำตอบที่ถกู ต้องที่สุด

1. “…ฝูงลิงคางบางชะนีที่นอนหลับ (๑) ก็กลิ้งกลับเกลือกตัวอยูยั้วเยี้ย (๒) ทั้งนกหกก็งัวเงียเงียบเหงาทุกรวง

รัง (๓) แตแมเท่ยี วเซซังเสาะแสวงทุกแหงหองหมิ เวศ…(๔)”

วรรคใดในคาํ ประพนั ธขางตนน้แี สดงภาพเคลือ่ นไหวมากกวาวรรคอ่ืน ๆ

ก. วรรคท่ี (๑) ข. วรรคท่ี (๒) ค. วรรคที่ (๓) ง. วรรคที่ (๔)

2. “…สุดสายนัยนาที่แมจะตามไปเล็งแล สุดโสดแลวที่แมจะซับทราบฟงสําเนียง สุดสุรเสียงที่แมจะร่ำเรียก

พิไรรอง สุดฝเทาท่ีแมจะเยื้องยองยกยางลงเหยียบดิน เปนสุดสิ้นสุดปญญา สุดจะหาสุดจะคนเห็นสดุ คิด จะไดพานพบ

ประสบพระลูกนอยแตสกั นิดไมมเี ลย…”

ศลิ ปะการประพันธขอใด ไมปรากฏในคําประพันธขางตนนี้

ก. การใชโวหารภาพพจน ข. การพรรณนาใหเกดิ ความสะเทือนอารมณ

ค. การเลนอักษรสัมผัส ง. การเลนคํา

3. “ฝายฝูงอมรเทเวศนทุกวมิ านมาศก็ปราโมทยตางองคก็แยมพระโอษฐตบพระหัตถอยูฉาดฉาน ชองสาธุการ
สรรเสริญเจริญทานบารมีทั้งสมเด็จอมรินทรปนโกสียเจาฟาสุราลัย อันเปนใหญในดาวดึงสสวรรคก็โปรยปรายทิพยบุ
ปผาลาวัณยวิไลกรอง”

คําประพันธขางตนนีก้ ลาวถึงเร่อื งใด
ก. เทพยดาทงั้ หลาย สรรเสริญพระเวสสนั ดรในการบาํ เพ็ญบุตรทานบารมี
ข. พระอินทรโปรยปรายดอกไมทพิ ยบชู าการบาํ เพ็ญบุตรทานของพระเวสสันดร
ค. พระอนิ ทรและเทพยดาท้ังหลายสรรเสริญการที่พระนางมัทรีทรงอนโุ มทนาทาน
ง. เทพยดาฟาดนิ สาธกุ ารท่ีพระนางมัทรที รงรวมบําเพ็ญบตุ รทานกบั พระเวสสันดร

4. “…คือนางไหนอันสนิทชิดใชแตกอนกาล ยังจะติดตามพระราชสมภารมาบางละหรือ ไดแตมัทรีที่แสนดื้อผู

เดียวดอก ไมรูจักปลิ้นปลอกพลิกไพลเอาตัวหนีมัทรีสัตยสวามิภักดรักผัวเพียงบิดาก็วาไดถึงจะยากเย็นเข็ญใจก็ตาม

กรรม…”

คําพูดตามขอความขางตนนีแ้ สดงอารมณใดของผพดู

ก. เศราใจ ข. แคนใจ ค. เจ็บใจ ง. ทอใจ

5. “นางก็เศราสรอยสลดพระทัย ด่ังเอาเหล็กแดงมาแทงใจใหเจ็บจิตน้ีเหลือทน อุปมาเหมอื นคนไขหนักแลวมิ
หนังแพทยเอายาพษิ มาวางซำ้ ใหเวทนา” ขอใดเปนสาเหตหุ รือทม่ี าของคาํ ประพนั ธท่ียกมาน้ี

ก. คร้ันลูกหายท้ังสองคนกส็ ้นิ คดิ
ข. ทาวเธอกข็ ังขึงตึงพระองคดูเหมือนทรงพระขดั เคืองเต็มเดอื ด
ค. ทาํ เปนบีบนำ้ ตาวาลูกหาย ใครจะไมรแู ยบคายความคดิ หญงิ
ง. เขาเถ่อื นเจาลืมพราไดหนาแลวลืมหลังไมแลเหลยี ว

10

หลักการวเิ คราะห์คุณค่าของวรรณคดี

การวเิ คราะห์คุณค่าด้านเน้อื หา

การวิเคราะห์คุณค่าด้านเนื้อหา ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจบทประพันธ์ตลอดทั้งเรื่องและ
จินตนาการขนึ้ ในใจเพอื่ จะได้เขา้ ใจสารทีก่ วตี ้องการส่อื โดยศึกษาดงั นี้

๑.๑ วิเคราะห์สาระสำคัญและองค์ประกอบของเรื่อง เมื่ออ่านบทประพันธ์แล้วผู้ศึกษาควรจับ
สาระสำคัญของเรื่อง ตัวละครในเรื่อง ฉากและบรรยากาศในเรื่องให้ได้ว่ามีลักษณะแปลกใหม่หรือความ
น่าสนใจอยา่ งไร

๑.๒ วเิ คราะหก์ ารวางโครงเร่ืองและการลำดับความในเร่ือง ผอู้ า่ นตอ้ งวิเคราะห์ให้ได้ว่ากวีวาง
โครงเร่ืองในลกั ษณะใด มองหาปมของเรอ่ื ง เร่มิ จากปญั หาท่ปี รากฏจนกระทง่ั ถึงการคล่คี ลายปญั หา

๑.๓ วิเคราะห์กลวิธีการประพันธ์ คือ การพิจารณาเรื่องกลวิธีต่าง ๆ ที่ผู้แต่งนำมาใช้ในการ
ประพันธ์ เพื่อช่วยให้งานประพันธ์มีคุณค่าน่าสนใจ ชวนให้ผู้อ่านติดตามหรือเกิดความประทับใจ ในการ
วิเคราะหค์ ุณคา่ ด้านเน้ือหาน้ี ผู้อา่ นต้องเข้าใจกลวธิ ีในการนำเสนอ

การวิเคราะห์กลวิธีการนำเสนอ คือ การพิจารณาว่ากวีใช้วิธีการใดที่ทำให้งานเขียนมีความ
น่าสนใจ น่าติดตาม หรือน่าประทับใจ เช่น เสนออย่างตรงไปตรงมาทำให้ผู้อ่านจับความง่าย เสนอด้วยให้
ผู้อา่ นตีความ เสนอดว้ ยวธิ กี ารใช้ภาพพจนเ์ หนอื จรงิ

การวเิ คราะหค์ ุณคา่ ด้านวรรณศิลป์

วรรณคดีที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี ต้องมีกลวิธีการประพันธ์ที่ดีเยี่ยม และให้คำเหมาะสมกับ
ลักษณะหน้าที่ของคำ ถูกต้องตรงความหมาย เหมาะสมกับเนื้อเรื่องและมีเสียงเสนาะ ซึ่งผู้อ่านจะเกิด
จินตนาการตามเนื้อเรื่องได้ จะต้องเข้าใจสำนวนโวหารและภาพพจน์ เสมือนได้ยินเสียง และเห็นภาพจนเกิด
อารมณแ์ ละความรู้สึกคลอ้ ยตาม ประเด็นการวิเคราะหค์ ุณค่าด้านวรรณศลิ ป์ มีดังนี้

๑ การใชโ้ วหาร
๑.1 บรรยายโวหาร เป็นการเล่าเร่ือง เล่าเหตุการณ์ที่มีเวลาสถานที่ ซึ่งแสดงให้เห็น

ความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน การบรรยายมีจุดมุ่งหมายให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเรื่องราวนั้น ๆ เกิดขึ้นและดำเนินไป
อย่างไร เร่ืองราวดงั กลา่ วอาจเกิดขึน้ จริง หรือเป็นเรอื่ งท่เี กิดจากจนิ ตนาการของกวีกไ็ ด้

๑.2 พรรณนาโวหาร เป็นการให้รายละเอียดของเรื่องราว เพื่อให้ผู้อ่านเห็นสภาพ
หรอื ลักษณะทลี่ ะเอยี ดลออและพรรณนาความรูส้ ึกกระทบอารมณ์ความร้สู ึกของผู้อา่ น ทัง้ น้กี ารพรรณนาทำให้
ผูอ้ ่านผฟู้ งั มองเหน็ ภาพ การพรรณนาจึงมักแทรกอยใู่ นการเล่าเรือ่ งหรือการบรรยาย

๑.๓ เทศนาโวหาร คือโวหารที่มุ่งในการสง่ั สอน โนม้ นา้ วจติ ใจผอู้ ่านให้คลอ้ ยตาม
๑.๔ สาธกโวหาร คือ โวหารที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้วยการ
ยกตวั อยา่ งประกอบ เพ่ืออธิบายสนับสนุนความคิดเหน็ ใหน้ า่ เชื่อถือ
๑.๕ อุปมาโวหาร คือ โวหารเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ
มากข้ึน

11

๒. การใช้ภาพพจน์

การใช้ภาพพจน์เป็นการพลิกแพลงภาษาให้แปลกออกไปกว่าที่เป็นอยู่ปกติ ทำให้เกิด

รสกระทบความร้สู ึกและอารมณต์ ่างกบั ภาษาที่ใชอ้ ย่างตรงไปตรงมา ดงั น้ี

๒.๑ อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหน่ึงคล้ายหรือเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง โดยมีคำแสดง

ความเปรยี บ เชน่ เปรียบ ประดุจ ดจุ ด่ัง เหมอื น ราวกับ ราว เพยี ง เพย้ี ง ฯลฯ

๒.๒ อุปลกั ษณ์ คือ การเปรยี บสง่ิ หนงึ่ เป็นอีกสง่ิ หน่ึง ซง่ึ แตกต่างจากการอุปมา โดย

อปุ ลกั ษณ์มักใช้คำว่า เป็น คือ ในการเปรียบ

๒.๓ สัญลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง โดยไม่มีคำแสดงความ

เปรียบ “เขาเป็นคนเจ้าชมู้ าก เห็นเปลย่ี นตุก๊ ตาหนา้ รถประจำเลย”

๒.๔ อติพจน์ คือ การใช้ถ้อยคำที่กล่าวผิดไปจากความเป็นจริง โดยกล่าวถึงสิ่งหน่ึง

เปรียบเทยี บกบั สง่ิ ท่ดี ูเกินมากกว่าความจริง

๒.๕ บุคคลวตั คือ การกลา่ วถงึ ส่งิ ที่ไมม่ ชี ีวติ จิตใจให้มกี ารกระทำเหมือนมนุษย์

๒.๖ สัทพจน์ คอื การใชค้ ำเลยี นเสยี งธรรมชาติ

2.7 ปฏพิ ากษ์ หมายถงึ การใชถ้ ้อยคำที่ตรงกนั ข้าม ขัดแย้งกนั มาเปรียบเทียบกนั

๓. การสรรคำ

การสรรคำ คือ การเลือกใชค้ ำให้สื่อถึงความคิด ความเข้าใจ ความรสู้ กึ และอารมณ์ได้

อยา่ งงดงาม กลวิธีการสรรคำท่กี วนี ยิ มใช้ ได้แก่

3.1 การเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับประเภทของคำประพันธ์ โดยเฉพาะในบทร้อย

กรอง ผแู้ ตง่ จะต้องรู้จักเลือกใช้คำ เรียบเรยี งถ้อยให้ไพเราะ สละสลวย เหมาะสมกบั ชนิดของคำประพันธ์ เช่น

การแต่งโคลงหรือร่ายจะนิยมใชค้ ำที่มีศกั ดิ์คำสูงหรือคำโบราณ การแต่งฉันท์จะนิยมใช้คำท่ีมาจากภาษาบาลี-

สนั สกฤต สว่ นการแตง่ กาพย์และกลอนจะนยิ มใชค้ ำธรรมดา คำที่เรยี บง่าย เข้าใจง่าย เป็นต้น

3.2 การเล่นคำ คือ การสรรคำมาเรียงร้อยในคำประพันธ์ โดยพลิกแพลงให้เกิด

ความหมายพิเศษและแปลกออกไปจากที่ใช้กนั อยู่ เพ่ือแสดงความสามารถของกวี เช่น การเล่นคำพ้อง การเล่น

คำซำ้ การเลน่ คำเชิงถาม การเลน่ คำเลียนเสียงธรรมชาติ เปน็ ตน้

3.3 การเล่นเสียง คือ การเลือกสรรคำที่มีเสียงสัมผัสกัน ได้แก่ การเล่นเสียงอักษร

เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ เพื่อเพิ่มความไพเราะและแสดงความสามารถของกวีที่แม้จะเล่นเสียงของคำแต่

ยงั คงความหมายไว้ได้ ดงั บทประพันธ์

เสนาสูสู่สู้ ศรแผลง

ยิง่ ค่ายหลายเมืองแยง แยง่ แย้ง

รุกรน้ ร่นรนแรง ฤทธิร์ ีบ

ลวงลว่ งลว้ งวังแล้ว รวบเร้าเอามา

๑. การเลน่ เสยี งอักษร คือ การใชค้ ำท่ีมเี สยี งพยัญชนะเดียวกันหลาย ๆ พยางค์ติดกัน
เพ่ือความไพเราะ จากบทประพนั ธ์ดังน้ี รกุ -รน้ -ร่น-รน-แรง-ฤทธ์ิ-รีบ เป็นเสียง /ร/

๒. การเล่นเสียงสระ คือ การใช้สัมผัสสระที่มีเสียงตรงกัน ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็น
ตัวสะกดในมาตราเดยี วกัน แมจ้ ะใชพ้ ยญั ชนะมาใช้เลน่ สัมผสั เสียงสระอีก สู-สู่-สู้, ค่าย-หลาย

12

๓. การเล่นเสียงวรรณยุกต์ คือ การใช้คำที่ไล่ระดับเสียง ๒ หรือ ๓ ระดับ เป็นชุด ๆ
เช่น ลวง-ล่วง-ล้วง

การวเิ คราะห์คณุ คา่ ดา้ นสังคม

การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคม วรรณคดีและวรรณกรรมทั่วไปผู้แต่งมักสอดแทรกความรู้
ความคิด และอารมณ์ สะท้อนวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ค่านิยมของคนในสังคมสมัยนั้น ๆ
ผ่านตัวบทในวรรณคดี ผู้อ่านจะต้องมีวิจารณญาณในการอ่าน คือ เมื่ออ่านแล้วนำไปคิดพิจารณาความรู้
ความคิด สามารถนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจำวันได้ คณุ คา่ ดา้ นสงั คม ได้แก่

๑. คุณค่าที่มีต่อผู้อ่าน คือ การวิเคราะห์ว่า บทประพันธ์นั้น ๆ มีคุณค่าต่อจิตใจ
สตปิ ญั ญา และความประพฤติของผอู้ า่ นอย่างไร

๒. คณุ คา่ ท่มี ีต่อสังคม คือ การวเิ คราะหว์ า่ บทประพนั ธ์น้ัน ๆ ช่วยสะท้อนภาพของสังคม
ไดช้ ัดเจนมากนอ้ ยเพียงใด และมีอทิ ธพิ ลตอ่ ความเปล่ียนแปลงของสงั คมตั้งแต่อดีตจนถึงปจั จุบันอยา่ งไร

การวิเคราะห์ข้อคิดเพ่ีอนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจำวัน

การอ่านวรรณคดี ผู้อ่านจะได้รับข้อคิดต่าง ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
ไม่ว่าจะเป็นคติธรรม คำสอนต่าง ๆ โดยกวีนำเสนอผ่านฉาก ตัวละคร หรือบทสนทนา อันเป็นลักษณะเฉพาะ
ของแตล่ ะเรือ่ ง การนำข้อคิดไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั มีแนวทาง ดังน้ี

๑. พิจารณาข้อคิด การอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมทุกเรื่องผู้อ่านจะได้ข้อคิดที่แตกต่างกัน
โดยขน้ึ อย่กู นั วัย ประสบการณแ์ ละพนื้ ฐานความรขู้ องผอู้ า่ น

๒. การนำไปใช้ พจิ ารณาข้อคิดท่ีไดจ้ ากการอ่านวรรณคดีแลว้ สามารถนำประโยชน์ ความรู้ หรือ
สาระจากการอ่านมาประยกุ ตใ์ ช้ให้เข้ากบั ชีวิตประจำวันได้อย่างมปี ระสิทธผิ ล

วรรณคดีหลายเรอ่ื ง มกั จะให้ข้อคดิ เพ่อี ใหผ้ ู้อา่ นนำไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจำวนั ได้ ดังน้ี
๔.๑ ด้านการศึกษา จะให้ข้อคิดเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียน มีคำสอนที่แสดงให้เห็นถึง

คณุ ค่าและความสำคัญของการศึกษา
๔.๒ ด้านการรจู้ ักใชช้ ีวิต เป็นขอ้ คดิ สอนใจสามารถใช้ไดท้ กุ ยคุ ทุกสมยั
๔.๓ ดา้ นความสามคั คี วรรณคดีชว่ ยปลกุ สำนึกให้มคี วามสามคั คกี ลมเกลยี วกนั
๔.๔ การปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใดก็ทำด้วยความเต็มใจ เพื่อให้งาน

ประสบความสำเรจ็ ทงั้ ทเี่ ป็นหน้าท่ตี ่อตนเอง สงั คม หรอื ประเทศชาติ
4.5 ด้านความรัก มีวรรณคดีหลายเรื่องที่มุ่งนำเสนอเรื่องราวของความรัก ความผูกพัน

และความเมตตาท่คี วรมตี ่อตัวเอง ครอบครวั คนรอบข้าง และสงั คม อันจะนำไปสูค่ วามดีงามท้งั หลายในชีวติ
4.6 ด้านการทำความดี เพ่อื ปลูกฝังใหเ้ หน็ ถึงผลของการทำคณุ งามความดี ตามหลักที่ว่า

ทำดไี ด้ดีทำชัว่ ไดช้ วั่ สามารถบำเพ็ญตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อสังคมสว่ นรวมและประเทศชาติได้

13

แบบฝึกหดั
เรือ่ ง การวเิ คราะหค์ ุณคา่ จากบทประพันธ์

คำชแ้ี จง : จงวเิ คราะหบ์ ทประพนั ธ์ต่อไปนี้ แลว้ ตอบคำถาม

“....จึ่งตรัสว่า โอ้โอ๋เวลาปานฉะนี้เอ่ยจะมิดึกดื่น จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งไปเสียแล้วหรือกระไรไม่รู้เลย
พระพายรำเพยพัดมาร่ีเรื่อยอยู่เฉื่อยฉิว อกแมน่ ้ีให้อ่อนหิวสุดละห้อย ทั้งดาวเดือนก็เคลื่อนคล้อยลงลับไม้ สุด
ที่แม่จะติดตามเจ้าไปในยามนี้ ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่นอนหลับ ก็กลิ้งกลับเกลือกตัวอยู่ยั้วเยี้ย ทั้งนกหกก็งัวเงีย
เหงาเงียบทุกรวงรัง แตแ่ มเ่ ที่ยวเซซังเสาะแสวง ทกุ แหง่ ห้องหิมเวศท่วั ประเทศทกุ ราวป่า สุดสายนัยนาที่แม่จะ
ตามไปเล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้องสุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้อง
ย่องยกย่างลงเหยียบดนิ ก็สุดสิ้นสดุ ปัญญาสุดหาสุดคน้ เห็นสุดคิด จะได้พานพบประสบรอยพระลูกน้อยแต่สัก
นิดไม่มเี ลย จ่ึงตรสั ว่าเจ้าดวงมณฑาทองทั้งคู่ของแม่เอ๋ย หรือว่าเจา้ ท้ิงขวา้ งวางจิตไปเกิดอื่น เหมือนแม่ฝันเม่ือ
คืนนี้ แลว้ แล..”

๑. บทประพนั ธ์ข้างตน้ ใช้ลักษณะคำประพันธป์ ระเภทใด
............................................................................................................................. .................................................
๒. จากบทประพนั ธ์ข้างต้นกล่าวถงึ ตวั ละครใด และผู้ประพันธ์บรรยายอารมณ์ความรสู้ กึ ของตวั ละครน้นั

อยา่ งไรบา้ ง
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
๓. ใหน้ กั เรยี นวิเคราะห์คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์จากบทประพันธ์ข้างตน้ พรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบใหช้ ดั เจน
.................................................................................................................................................................. ...........
....................................................................................................................... ......................................................
............................................................................................................................. ................................................
........................................................................................................................................................ .....................
............................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................. ...............................
................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................... ..........................................

14

การอ่านออกเสยี งบทรอ้ ยกรอง

การอ่านออกเสียงบทร้อยกรอง หมายถึง การอ่านเสียงถ้อยคำที่ถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระเบียบ
ตามบัญญัติของฉันทลักษณ์ ดังนั้น การอ่านออกเสียงร้อยกรองเป็นทำนองต่าง ๆ ตามฉันลักษณ์จึงเกิดข้ึน
โดยมากแล้วการอ่านออกเสียงร้อยกรองจะอ่านด้วยทำนองเสนาะ ซึง่ พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.
2554 ได้ให้ความหมายของ “ ทำนองเสนาะ” ไว้ว่า วิธีการอ่านออกเสียงอย่างไพเราะตามลีลาของ
บทรอ้ ยกรองประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน การอ่านร้อยกรองแตล่ ะประเภทสามารถอ่านไดห้ ลายวธิ ี ดงั นี้

๑. การขบั ได้แก่ การขับเสภา การขบั ลำนำสู่ขวญั การขับลำนำกล่อมช้าง
๒. การร้อง การรอ้ งเพลงทำนองตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ เพลงไทยเดิม เพลงไทยสากล หรือเพลงลกู ทุ่ง
๓. การกลอ่ ม ไดแ้ ก่ การกล่อมเดก็ การกลอ่ มพระบรรทม
๔. การเห่ ได้แก่ การเหเ่ รอื การเหช่ มสิ่งตา่ ง ๆ
๕. การแหล่ ได้แก่ การแหลเ่ ทศน์ แหลง่ เพลงต่าง ๆ เช่น เพลงขอทาน เปน็ ตน้
๖. การสวด ได้แก่ การสวดคำฉนั ทบ์ ชู าพระคุณครู สวดสรภัญญะ สวดโอ้เอ้วหิ ารราย
๗. การพากย์ ไดแ้ ก่ การพากยโ์ ขน หรือทำนองพากยใ์ นบทพากยต์ า่ ง ๆ
๘. การว่า ได้แก่ การวา่ เพลงพ้ืนบ้าน เช่น เพลงโคราช หมอลำกลอน ฯลฯ เพลงปฏพิ ากยต์ ่าง ๆ
การอา่ นวรรณคดีเป็นทำนองเสนาะมีคุณค่า คอื ทำให้ผู้เรยี นสามารถจดจำเนอ้ื เรื่องได้และเกิดอารมณ์
คล้อยตามต่าง ๆ เช่น สนุกสนาน เจ็บแค้น เศร้าโศก ตามเนื้อเรื่อง ได้เห็นภาพ ได้ยินเสียง เกิดความ
ประทับใจในรสวรรณคดีและจำบทกวีได้เองโดยไม่ต้องท่องจำ นอกจากผู้อ่านจะได้รับรสไพเราะจากการอ่าน
แลว้ ผ้ฟู ังกไ็ ด้รบั รสไพเราะด้วยเชน่ กนั
ทำนองเสนาะของร้อยกรองแต่ละชนดิ มีทำนองและใหอ้ ารมณ์ที่แตกต่างกนั เหมอื นกบั การร้องเพลง
หรือขับลำนำตามท่วงทำนองเพลงแต่ละประเภท การอ่านทำนองเสนาะจึงเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทยและ
คนไทย ดังนั้น คนไทยทุกคนจึงควรฝึกอ่านทำนองเสนาะในวรรณคดีเพื่อสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญานี้ด้วย
ความภาคภมู ิใจ

15

คุณสมบตั ิของผู้ทจี่ ะอ่านออกเสยี งบทร้อยกรอง

๑. ผู้อ่านทำนองเสนาะได้ไพเราะต้องเป็นผู้มีแก้วเสียงดี น้ำเสียงแจ่มใส คือ มีเสียงใสกังวาน ไม่
แหบแห้งหรอื แตกพร่า เนอื่ งจากการอา่ นเปน็ เรือ่ งของการใชเ้ สยี ง เม่อื จะคัดเลือกผอู้ ่านเข้าแข่งขนั การประกวด
การอา่ นทำนองเสนาะ ผทู้ ม่ี ีเสียงดยี อ่ มสามารถใชน้ ้ำเสยี งอ่านไดไ้ พเราะจับใจกวา่ ผ้ทู ่มี ีเสียงแหบแหง้ สำหรบั ผู้
มีน้ำเสียงไม่แจ่มใสถ้าฝกึ หัดออกเสียงให้ถูกต้อง จดจำทำนอง ลีลา ลักษณะฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์แต่ละ
ประเภทได้ กส็ ามารถอา่ นออกเสียงให้น่าฟังได้ แมไ้ มไ่ พเราะเท่ากับคนเสียงดแี ต่คนที่อ่านได้ถูกต้องก็ยังนับว่า
เปน็ เสน่หอ์ ยา่ งหน่ึง

๒. ต้องมีความรู้เรื่องฉันทลักษณ์ของบทร้อยกรองที่จะอ่าน เช่น ถ้าทราบว่าเป็นฉันท์ก็ต้องอ่านให้
ถูกตอ้ งตามครุ ลหุ ของฉันท์ชนิดนน้ั ๆ เช่น

๓. จำทำนองเสนาะของร้อยกรองแตล่ ะชนิดได้อย่างแม่นยำ ไม่หลงทำนอง บางคนอ่านกลอนจบ
แล้วต่อดว้ ยกาพยแ์ ต่อาจหลงอ่านกาพยเ์ ป็นทำนองเดียวกบั กลอนอยเู่ ป็นตน้

๔. มีสมาธิในการอา่ น ไม่อ่านตกหล่น อ่านผดิ หรืออา่ นขา้ ม บางคนอ่านขา้ มบรรทัด ทำให้ข้อความไม่
เชื่อมโยงต่อเน่อื งกัน

๕. รักการอ่านทำนองเสนาะ หมน่ั ฝึกฝนและมีความเชือ่ ม่ันในตนเอง
๖. เป็นผู้รักษาสุขภาพดี รักษาแก้วเสียงและน้ำเสียง ไม่นอนดึกจนเกินไป ดื่มน้ำอุ่นเสมอ ไม่ดื่ม
เครือ่ งดมื่ ที่มแี อลกอฮอล์ ชา หรอื กาแฟ ไม่ตะโกนหรือกรดี รอ้ งเสยี งดังจนเกนิ ไป
๗. เป็นผ้มู ีบคุ ลิกดี แตง่ ตัวสุภาพเหมาะสมกับโอกาส เดินหรือนง่ั ตัวตรง ไม่น่ังหลงั คอ่ มหรือเดนิ ห่อตัว
ยืนยืดอกสง่าผ่าเผย จับหนังสือหรือบทอ่านให้มั่นคงโดยใช้แขนซ้ายหรือมือซ้ายจับหนังสือ มือขวาช่วยพลิก
เปลีย่ นหนา้ หนังสือ ให้หนงั สอื หา่ งจากระดับสายตาประมาณ ๑ ฟุต หากสายตาสนั้ ต้องสวมแว่นตา ไม่ควรสวม
แวน่ ตาดำเพราะไม่สุภาพ

16

คณุ สมบัติของผู้ท่ีจะอา่ นออกเสยี งบทร้อยกรอง

๘. ซ้อมการอ่าน เมื่อได้รับบทอ่าน ผู้อ่านจะต้องพิจารณาบทอ่านก่อนว่า เป็นร้อยกรองประเภทใด
จำขอ้ บังคับ ครุ ลหุ และลีลาการอ่านให้แม่นยำ ลองฝกึ อา่ นในใจเพื่อจบั ใจความและอารมณ์ของเร่อื ง แลว้ แบ่ง
วรรคตอน แบ่งช่วงการอ่านให้ถูกตอ้ ง เมือ่ อา่ นต้องให้ได้อารมณต์ ามเนื้อเรอ่ื ง

๙. ระมัดระวังการออกเสียงอักขระให้ชัดเจน ไม่อ่านออกเสียงเลียนเสียงภาษาต่างประเทศ ออก
เสียงตัว ร ล และคำควบกล้ำให้ชัดเจน อ่านตามทำนองต้องพิจารณาด้วยว่าท้ายเสียงช่วงใดควรใช้เสียงสูง
ชว่ งใดควรหลบเสียงตำ่

๑๐. มีศิลปะการใช้เสียง ผู้อ่านจะต้องรู้จักการผ่อนเสียง ทอดเสียง หลบเสีย เอื้อนเสียง ครั่นเสียง
ครวญเสียง กระแทกเสยี ง ดงั นี้

๑๐.๑ การใช้ไมโครโฟน ไม่จ่อปากชิดไมโครโฟนจนเกินไปจะทำให้เสียงไม่ไพเราะ และได้ยิน
เสยี งลมหายใจ อาจทำให้ผู้ฟังเกดิ ความรำคาญ

๑๐.๒ การใช้เสียง ควรออกเสียงให้ดังพอเหมาะ ไม่ตะโกน หรือดัดเสียงจนไม่เป็นธรรมชาติ
รู้จักใช้จังหวะในการอ่านเหมาะสมกับอารมณ์ของเรื่องที่อ่าน เช่น เมื่ออ่านถึงการปลอบโยน ต้องอ่านช้า ๆ
เนบิ ๆ เมอื่ แสดงอารมณโ์ กรธจะตอ้ งอ่านอย่างรวดเร็วกระแทกกระทนั้ เม่ือเกิดอารมณอ์ ่อนหวาน

๑๐.๓ การทอดเสียง คือ เมือ่ อา่ นใกลจ้ ะจบต้องอ่านทอดเสยี งผอ่ นจงั หวะให้ชา้ ลง
๑๐.๔ การหลบเสียง คือ การเปลี่ยนเสียงหรือหักเสียง หลบจากเสียงสูงไปเสียงต่ำเพื่อไม่
ต้องออกเสยี งที่สูงเกินไป
๑๐.๕ การเอ้อื นเสยี ง คอื การลากเสียงช้า ๆ และไว้หางเสียงเพือ่ ใหเ้ ข้าจงั หวะและไพเราะ
๑๐.๖ การครัน่ เสยี ง คือ การทำเสียงใหส้ ะดุดเมอื่ อา่ นถงึ ตอนทีส่ ะเทือนอารมณ์
๑๐.๗ การครวญเสียง คือ การเอื้อนเสียงให้เกิดความรู้สึกตามอารมณ์ของการคร่ำครวญ
รำพนั วงิ วอน หรอื โศกเศร้า
๑๐.๘ การกระแทกเสียง คือ การลงเสียงให้หนักเป็นพิเศษ เมื่อต้องแสดงอารมณ์โกรธหรือ
แสดงความเขม้ เขง็

17

แบบฝกึ หัด
เรอื่ ง คุณสมบัติของผ้ทู ี่จะอ่านออกเสียงบทรอ้ ยกรอง

คำช้แี จง : จงเขยี นผงั มโนทศั นค์ ุณสมบัติของผู้ที่จะอา่ นออกเสียงบทรอ้ ยกรอง พร้อมตกแตง่ ใหส้ วยงาม

18

แบบฝกึ หดั
เรือ่ ง การอ่านบทรอ้ ยกรอง

คำชีแ้ จง : จงแบง่ วรรคตอนการอ่านคำประพันธต์ ่อไปนี้ ใหถ้ ูกต้อง

ลายสอื ไหววิเวกให้ หฤหรรษ์
ฝนหา่ แก้วจากสวรรค์ ดับรอ้ น
ใจปลิวลวิ่ ไปฝัน โลกอนื่
หอมภพน้ีสะทอ้ น ภพหนา้ มาหอม
ชีวติ
ขา้ ยอมสละทอดท้ิง ใหม่แพรว้
หวังสง่ิ สินนฤมติ สงู สุด
วชิ ากวจี ุง่ ศกั ดิส์ ิทธิ์ รว่ งฟา้ มาหอม
ขลังดัง่ บุหงาปา่ แกว้

(ปณธิ านกวี : องั คาร กลั ปย์ าณพงศ)์

19

การอ่านบทร้อยกรองประเภทร่าย

ร่าย เป็นคำประพันธ์ที่กวีนิยมใช้ในการบรรยายช่วงที่เป็นเนื้อหามากกว่าความคิดและนิยมแต่งร่าย
ร่วมกับโคลง เรียกว่า ลิลิต เช่น ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตพระลอ ยกเว้นร่ายย่าวท่ีแต่งตามลำพัง คือ ร่ายยาวมหา
เวสสนั ดรชาดก

การอ่านออกเสียงบทร้อยกรองประเภทร่าย นิยมอ่านหลบเสียงสูงให้ต่ำลงในระดับของเสียงที่ใช้อยู่
สว่ นเสยี งตรีที่หลบตำ่ ลงน้ันอาจเพยี้ นไปบ้าง เชน่ น้อยนอ้ ย เป็น นอยนอย แต่เสียงจัตวา แม้จะหลบเสียงต่ำลง
มกั จะไมเ่ พีย้ น

การอ่านร่ายทุกชนิดจะอ่านทำนองเหมือนกัน คือ ทำนองสูงด้วยเสียงระดับเดียวกัน และการลง
จังหวะจะอยทู่ ี่ทา้ ยวรรคของทกุ วรรค ส่วนจะอ่านดว้ ยลีลาใดนน้ั ขึ้นอยู่กบั อารมณต์ ามเน้ือความ ดงั น้ี

- เนอ้ื ความแสดงอารมณเ์ ศร้า ใช้นำ้ เสยี งเบาลง ส่นั เครอื และทอดเสยี งให้ช้าลงกวา่ ปกติ
- เนื้อความแสดงอารมณโ์ กรธ ใชน้ ำ้ เสียงหนักแนน่ เน้นเสยี งดังกวา่ ปกติ กระชับ สน้ั
- เนื้อความแสดงอารมณ์ขบขัน ผู้อ่านต้องพยายามทำเสยี งให้แสดงถึงความขบขัน โดยที่
ตวั เองต้องไม่หวั เราะขณะอา่ น
- เนื้อความบรรยายหรือพรรณนา ต้องอ่านตามอารมณ์ของเนื้อความนั้น เช่น บรรยาย
หรอื พรรณนาความงาม ใช้น้ำเสียงแจม่ ใส ไม่ดงั หรอื ไมเ่ บาเกินไป
- เนอ้ื ความแสดงความศักดส์ิ ทิ ธิ์หรอื ยง่ิ ใหญ่ ใช้น้ำเสียงหนักแน่น เนน้ แตไ่ ม่ห้วน
- เนอ้ื ความสงั่ สอน ใชน้ ้ำเสยี งไมด่ ังหรอื เบาเกนิ ไป เน้นคำทส่ี งั่ สอน แตไ่ ม่หว้ น
- เน้อื ความบรรยายการตอ่ สู้ ใชน้ ำ้ เสียงดงั หนักแนน่ ห้วน กระชับ
- เนื้อความแสดงความตกใจ ใช้นำ้ เสยี งหนักเบา เสยี งสนั่ ตามเนื้อความ
- เนอ้ื ความตัดพอ้ ตอ่ วา่ ใชน้ ำ้ เสียงหนักบ้าง เน้นบ้าง สะบัดเสยี งบ้าง

การอ่านรา่ ยพยายามอ่านให้จบวรรค เพราะจงั หวะหลกั ของร่ายทุกชนิดจะอยู่ที่ปลายวรรค ซึ่งเป็นคำ
ส่งสัมผสั ส่วนจงั หวะเสริมจะอยู่ที่คำรับ ดงั นนั้ เม่อื อ่านถึงคำรับสัมผัสจะต้องเนน้ เสียงหรือทอดเสียง ซ่ึงเป็น
เสมือนการแบ่งวรรคไปในตัว เช่น ลูกรักเจ้าแม่เอย เจ้าเคยมาอาศัยนั่งนอน จังหวะหลักอยู่ที่คำส่งสัมผัส คือ
เอย จงั หวะเสริมอยทู่ ี่คำรบั สมั ผัส คือ เคย

การอ่านตอนจบผู้อ่านจะต้องทอดเสียงให้ยาวกว่าการทอดเสียงท้ายวรรคอืน่ ๆ เพอื่ ให้ผู้ฟังรู้ว่าเร่ืองท่ี
ฟงั กำลงั จะจบแล้ว และเปน็ การสร้างความประทบั ใจใหผ้ ้ฟู งั ต้องการฟังอกี

ทำนองการอ่านรา่ ย
ร่ายแต่ละประเภทมีทำนองเหมือนกัน คือ อ่านด้วยเสียงระดับเดียวกัน และต้องทอดเสียงท้ายวรรค
ทุกวรรค เมื่ออ่านถึงคำรับสัมผัส ให้เน้นสียงหรือทอดเสียง เมื่อพบคำที่มีเสียงสูงท้ายวรรคนิยมอ่านขึ้นเสียง
หากเปน็ รา่ ยสภุ าพ ชว่ งทจี่ บด้วยโคลง ๒ สุภาพ จะอ่านชา้ ลงกว่าเดิมและทอดเสียงตอ่ เนอ่ื งไปจนครบ
การอ่านคำภาษาบาลีในร่ายยาวใช้หลักการอ่านคำภาษาบาลี คืออ่านเรียงพยางค์เคร่ืองหมายพินทุ ( ̣
) ใต้พยัญชนะตัวใด ตัวนั้นเป็นตัวควบกล้ำหรือเป็นตัวสะกด เครื่องหมาย นิคหิด ( ˚ ) บนพยัญชนะตัวใด ตัว
นั้นอ่านเหมือนมีตวั ง หรอื ม สะกด

ตัวอย่าง สน̣ ตกิ ํ อา่ นวา่ สันตกิ ัง

20

แบบฝึกหดั
เรอื่ ง การอา่ นบทรอ้ ยกรองประเภทร่ายยาว

คำชแ้ี จง : จงทำเครื่องหมาย / ในช่องท่ีนกั เรียนพิจารณาแล้วเหน็ ว่าตรงกบั ความกบั คิดเหน็ ของนักเรยี นมาก
ทส่ี ุดในประเด็นต่อไปน้ี

ข้อที่ ข้อความ ใช่ ไม่ใช่

๑. เนื้อความแสดงอารมณ์เศรา้ ใชน้ ้ำเสียงหนกั แนน่ เนน้ แตไ่ มห่ ว้ น

๒. เนอ้ื ความแสดงอารมณ์โกรธ ใชน้ ำ้ เสียงหนักแนน่ กว่าปกตกิ ระชบั สนั้

๓. เนอื้ ความแสดงอารมณข์ นั พยายามทำน้ำเสยี งให้แสดงถึงความขบขัน
โดยทเ่ี จา้ ตัวตอ้ งไมห่ ัวเราะขณะอ่าน

๔. เนอ้ื ความแสดงความศกั ด์สิ ิทธิ์หรอื ยง่ิ ใหญ่ ใช้น้ำเสยี งส่นั เครือ ทอดเสียง
ใหช้ า้ ลง กวา่ ปกติ

๕. เนื้อความส่งั สอนใช้นำ้ เสียงดงั หนักแนน่ หว้ น กระชับ

๖. เน้อื ความบรรยายการต่อสู้ ใช้นำ้ เสียงไมด่ งั หรือเบาเกินไป ดน้นคำทสี่ งั่
สอน แต่ไมห่ ้วน

๗. เนอ้ื ความบรรยายหรือพรรณนา ต้องอ่านตามอารมณ์ของเน้อื ความนน้ั
เชน่ บรรยายหรือพรรณนาความงาม ใช้น้ำเสียงแจ่มใส ไม่ดัง หรือไม่เบา
เกินไป

๘. เนอ้ื ความแสดงการตกใจใชน้ ้ำเสยี งหนักเบา เสยี งส่ันตามเนื้อความ
๙. เนอื้ ความตดั พ้อตอ่ ว่าใช้นำ้ เสยี งหนักบา้ ง เนน้ บา้ ง สะบัดเสียงบ้าง
๑๐. การอ่านรา่ ยเมือ่ ถึงคำสมั ผัสจะต้องเนน้ เสยี งหรอื ทอดสียง

21

หลกั การอ่านคำบาลี

1. พยญั ชนะทไี่ มม่ สี ระกำกบั อา่ นเหมือนมีสระ อะ
ภคว อ่านวา่ ภะ-คะ-วะ
อรห อ่านว่า อะ-ระ-หะ
ปน อ่านวา่ ปะ-นะ
จ อา่ นว่า จะ

2. พยญั ชนะท่ีมสี ระกำกับ อ่านตามสระนน้ั ๆ เหมือนคำไทย
อติ ปิ ิ โส อ่านวา่ อิ-ต-ิ ป-ิ โส

3. จดุ บน เรยี กว่า นิคหติ หรอื นฤคหติ พยัญชนะท่มี ีจุดบน อา่ นเหมือน + อัง
สํ (=ส + องั ) อ่านวา่ สงั
นํ (=น + อัง) อา่ นว่า นัง
มํ (=ม + องั ) อ่านว่า มงั

4. จุดล่าง เรียกว่า พนิ ทุ ทำหน้าทเ่ี ปน็ ตัวสะกด
4.1 หน้าตวั สะกดมสี ระกำกับ อา่ นตามสระน้ันๆ + ตวั สะกด
วชิ ชฺ า (มสี ระ อิ ท่ี ว) อ่านวา่ วิด-ชา
ถา้ เป็น วิชชา (ไมม่ จี ดุ ลา่ ง) อา่ นวา่ วิ-ชะ-ชา
พทุ ธฺ ํ (มสี ระ อุ ที่ พ) อ่านวา่ พดุ -ทงั
ถา้ เป็น พุทธํ (ไมม่ จี ุดล่าง) อ่านว่า พุ-ทะ-ธัง
เมตฺตา (มสี ระ เอ ที่ ม) อา่ นว่า เมด-ตา
ถ้าเปน็ เมตตา (ไม่มจี ุดลา่ ง) อา่ นว่า เม-ตะ-ตา
4.2 หน้าตัวสะกดไม่มสี ระกำกบั อา่ นเหมือนมีไม้หนั อากาศ
สตถฺ า (ตฺ เปน็ ตัวสะกด หนา้ ตฺ คือ ส ไม่มสี ระกำกับ) อา่ นวา่ สัด-ถา
ธมฺโม (มฺ เป็นตัวสะกด หนา้ มฺ คือ ธ ไม่มีสระกำกับ) อา่ นว่า ธมั -โม
สงโฺ ฆ (งฺ เปน็ ตวั สะกด หนา้ งฺ คอื ส ไม่มสี ระกำกบั ) อ่านว่า สงั -โฆ

5. มีสระ และมจี ดุ บนดว้ ย
5.1 มีสระ อุ และมีจุดบน อ่านเปน็ เสียง อุง
พาหุํ อา่ นว่า พา-หงุ
กาตุํ อ่านวา่ กา-ตงุ
5.2 มสี ระ อิ และมีจุดบน (เขยี นคล้ายสระ อึ) อ่านเป็นเสียง องิ
อหสึ ก อา่ นว่า อะ-หิง-สะ-กะ
***ข้อสงั เกต
อหึ ไม่ใช่ อะ-หึ (เสยี งหวั เราะ หึ หึ) แต่เปน็ อะ- หงิ

22

หลกั การอ่านคำบาลี

6. พรฺ หมฺ ออกเสียง พ และ ห แผ่วนิดหนึง่ ให้ พ ไปรวมกับ ร และ ห ไปรวมกับ ม (ลองออกเสียงชา้ ๆ
เป็น พะ-ระ-หะ-มะ แล้วรวบให้เรว็ ขึ้นเป็น พระ-ห-มะ หรือจะออกเสียงเปน็ พรำ-มะ ตรงๆ ก็ได้ แต่
พงึ เข้าใจว่าเสียงจรงิ ๆ คือ พะ ระ หะ มะ หรือ พระ-ห-มะ)

7. ทฺว (ในคำว่า ทฺวาร, เทวฺ เป็นต้น) ออกเสียง ท แผว่ นดิ หนงึ่ ให้ ท รวมกบั ว ไมใ่ ช่ ทะ ว แตเ่ ปน็ เสยี ง
คล้ายคำวา่ ทวั
ทฺวาร อ่านวา่ ทัว-อา-ระ (เสียงไทยอ่านว่า ทะ-วา-ระ, ทะ-วาน)
เทฺว อา่ นว่า ทวั -เอ (เสียงไทยอา่ นว่า ทะ-เว)

8. ตวฺ า ไม่ใช่ ตะ วา แตค่ ล้ายคำวา่ ตัวอา ออกเสียงเรว็ ๆ เช่น
กตวฺ า อา่ นวา่ กดั -ตัวอา (ไม่ใช่ กดั ตะ วา หรือ กดั -วา)
สตุ วฺ า อ่านวา่ สดุ -ตัวอา (ไม่ใช่ สดุ ตะ วา หรอื สดุ -วา)

23

แบบฝกึ หัด
เรอื่ ง หลักการอ่านคำบาลี

คำช้แี จง : จงเขยี นคำอา่ นของภาษาบาลีต่อไปนี้

๑. โกลาหลํ อ่านว่า......................................................................................................

๒. มหนฺตํ ทกุ ขํ อ่านว่า......................................................................................................

๓. ทกขฺ ณิ กฺขิ อ่านว่า......................................................................................................

๔. โวลมพฺ เก อ่านวา่ ......................................................................................................

๕. ราชปุตฺตี อ่านวา่ ......................................................................................................

๖. วจั ฉฺ า พาลาว มาตรํ อ่านวา่ ......................................................................................................

๗. อยํ โส อสสฺ โม อ่านว่า.....................................................................................................

๘.วนมลู ผลหารยิ า อ่านว่า......................................................................................................

๙. อิเม เต ชมฺพุกา รกุ ขฺ า อา่ นว่า.............................................................................................

๑๐. ปณฺณรสโยชนมคฺคํ อา่ นวา่ .............................................................................................

24

มารยาทในการอ่าน

การอ่านมีประโยชน์มากมาย เช่น เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ทำให้ผู้อ่านมากเป็นผู้รอบรู้
จดจำคำต่าง ๆ ไดม้ าก เมอ่ื เขยี นหนงั สือจะชว่ ยให้เลือกใช้คำได้หลากหลาย ลำดับเรื่องราวได้เหมาะสมและมี
ใจความสละสลวย การอ่านเป็นสิ่งที่ช่วยคลายเหงา ก่อให้เกดิ ความสนุกสนาน การอ่านช่วยสรา้ งจนิ ตนาการ
มีความคดิ สร้างสรรค์ และการอ่านชว่ ยสรา้ งสมาธิให้จดจ่อกับสิง่ ทอี่ ่าน

ผ้มู ีมารยาทท่ดี ใี นการอ่านควรปฏบิ ัติ ดังน้ี
1. วางท่าทางทถี่ กู ต้องเหมาะสมขณะอ่าน จัดระยะหา่ งจากสายตาให้เหมาะสม ควรอา่ นหนงั สือในท่ีท่ี

มแี สงสวา่ งเพียงพอ แสงสวา่ งไมจ่ ้าเกนิ ไปและไม่ควรอ่านหนงั สือในรถเนือ่ งจากจะทำใหส้ ายตาเสยี ได้
2. มีสมาธใิ จจดจ่อต่อสง่ิ ท่อี ่าน ไมเ่ ลน่ กนั ขณะอา่ น เพ่อื ให้สามารถจบั ประเด็นสำคญั และสามารถคิด

วิเคราะหต์ ามในประเดน็ ตา่ ง ๆ ไดช้ ัดเจน
3. การอ่านออกเสียงต้องอ่านดว้ ยเสียงท่ีดังเหมาะสม ไม่อ่านเสียงรบกวนผู้อืน่ หากอ่านในใจไม่ควร

อา่ นใหม้ เี สยี งหรือทำปากขมุบขมบิ ตามการอ่าน
4. ขณะอ่านควรจดบันทึกประเด็นสำคัญ ข้อสรุปและข้อคิดที่ได้รับไว้ หากมีข้อสงสัยหรือสนใจเป็น

พเิ ศษ เม่อื อา่ นจบแล้วควรไปค้นคว้าเพ่ิมเติม
5. ไมท่ ำลายหนังสอื หรือทำหนังสือใหช้ ำรุดเสียหาย เจา้ ของหนังสืออาจขีดเสน้ เน้นข้อความสำคัญลง

ในหนังสืออยา่ งเรียบร้อยได้ หนังสอื ส่วนรวมหรือหนังสือท่ีขอยืมมาไม่ควรขีดเขยี น เม่ืออ่านค้างไว้ควรหาท่ีคั่น
หนังสือมาใช้คั่นหน้าแทนเพื่อไม่ให้หนังสือชำรุดและฉีกขาดได้ง่าย ไม่ควรฉีกและตัดภาพหรือข้อความใน
หนงั สอื หากต้องการใช้ควรถ่ายเอกสาร

6. ไมค่ วรแยง่ หนงั สือหรอื ชะโงกหน้าไปยงั หนังสือขณะผู้อนื่ กำลังอา่ นอยู่
7. ควรใช้เวลาว่างในการอ่านหนงั สืออยา่ งเหมาะสมและไม่ควรอ่านหนังสือในขณะทค่ี รูสอน

25

แบบฝึกหัด
เรื่อง มารยาทในการอา่ น

คำช้แี จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้
1. การอ่านมคี วามสำคัญอย่างไรต่อชีวติ ประจำวนั ของนักเรยี น ยกตวั อย่างพร้อมเหตุผลประกอบให้ชดั เจน
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................. .................................................................................... .................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
.................................................... ................................................................................................................... ...........
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................ ..........................
........................................................................................................ ............................................................... ...........

2. นักเรยี นคิดวา่ ผู้อา่ นทไี่ ดช้ ่อื ว่ามีมารยาทในการอา่ นควรปฏบิ ตั ิอย่างไรบ้าง อธิบาย
................................................................................................. ................................................................. ................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................. .......................................................................................... ...........
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................
.................................................... ................................................................................................................... ...........
............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................. .....................................................

การทอ่ งบทอาขยาน 26

บทอาขยาน คือ บทท่องจำ การเล่า การสวด เร่ือง นทิ าน ซ่งึ เปน็ การท่องจำข้อความหรือคำประพันธ์
ทีช่ อบ บทร้องกรองทีไ่ พเราะ โดยอาจตดั ตอนมาจากหนงั สือวรรณคดีเพ่ือให้ผู้ท่องจำได้ และเห็นความงามของ
บทรอ้ ยกรองท้งั ในด้านวรรณศิลป์ การใชภ้ าษา เน้อื หา และวิธกี ารประพันธ์ สามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างใน
การแตง่ บทร้อยกรอง หรอื นำไปใชเ้ ป็นข้อมูลในการอ้างอิงในการพดู และการเขียนได้เป็นอยา่ งดี

หลักการท่องบทอาขยาน
การท่องบทอาขยานส่วนใหญ่เป็นการท่องออกเสียง คือ ผู้ท่องเปล่งเสียงออกมาดังๆ ในขณะที่ใช้

สายตากวาดไปตามตัวอักษร ยึดหลักการออกเสียงเหมือนหลักการอ่านทั่วไป เพื่อให้การออกเสียงมี
ประสทิ ธภิ าพควรฝกึ ฝนดงั นี้

๑. ฝึกเปล่งเสียงให้ดังพอประมาณ ไม่ตะโกน ควรบังคับเสียง เน้นเสียง ปรับระดับเสียงสูง -
ตำ่ ใหส้ อดคลอ้ งกับจงั หวะลีลา ทว่ งทำนอง และความหมายของเน้อื หาท่ีอา่ น

2. ท่องด้วยเสียงที่ชัดเจน แจ่มใส ไพเราะ มีกระแสเสียงเดียว ไม่แตกพร่า เปล่งเสียงจาก
ลำคอโดยตรงดว้ ยความม่ันใจ

๓. ท่องออกเสียงใหถ้ กู อักขรวิธีหรือความนยิ ม และตอ้ งเขา้ ใจเน้ือหาของบทอาขยานนี้ก่อน
๔. ออกเสียง ร ล คำควบกลำ้ ให้ถกู ต้องชดั เจน
๕. ท่อง ใหถ้ ูกจังหวะและวรรคตอน
๖. ทอ่ งใหไ้ ด้อารมณแ์ ละความรสู้ กึ ตามเนอื้ หา

การทอ่ งบทอาขยานเป็นทำนองเสนาะ
การทอ่ งบทอาขยานเป็นทำนองเสนาะช่วยให้บทอาขยานน้นั มีความไพเราะ ผทู้ อ่ งเกิดความสนใจ

จดจำบทอาขยานได้ดีและสนุกสนานยง่ิ ข้นึ การฝกึ อา่ นทำนองเสนาะมีข้ันตอนดังน้ี
๑. ท่อง เป็นร้อยแก้วธรรมดาให้ถูกต้องชัดเจน ตามอักขรวิธีก่อน ทั้ง ร , ล ตัวควบกล้ำ อ่าน

ออกเสยี งใหต้ รงตามเสียงวรรณยุกต์
๒. ทอ่ งใหถ้ กู จังหวะวรรคตอน การอ่านผิดวรรคตอนทำใหเ้ สยี ความ
๓. ทอ่ งใหส้ มั ผสั คล้องจองกนั เพ่อื ความไพเราะ
๔. ท่องให้ถูกทำนองและลีลาของคำประพันธ์แต่ละชนิด คำประพันธ์แต่ละชนิดจะมีบังคับ

จำนวนคำสัมผัสหรือคำเอกคำโทแตกต่างกัน การอ่านทำนองเสนาะจึงต้องอ่านให้ถูกท่วงทำนองและลีลาของ
คำประพันธ์แต่ละชนดิ

๕. ท่องโดยใช้น้ำเสียงให้เหมาะสมกับเนื้อหาและอ่านพยางค์สุดท้ายของวรรคด้วยการ
ทอดเสียง แล้วปล่อยให้หางเสยี งผวนขน้ึ จมูก

27

การทอ่ งบทอาขยาน

การทอ่ งจำบทอาขยานเปรียบเสมือนเป็นบันไดข้ันแรกที่นำไปสูก่ ารคิด เมือ่ มีขอ้ มลู หรือตัวอย่างท่ีดีซึ่ง
เป็นคลังความรู้ที่เราเก็บไว้กับตัว ต้องการใช้เมื่อใดเราก็สามารถนำออกมาใช้ได้ทันที การท่องจำบทอาขยาน
เป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การเลือกตามบทประพันธ์ที่ดีและมีคุณค่าทั้งในส่วนภาษาและเนื้อหาที่เราจะพบใน
ชีวติ ประจำวันตอ่ ไป

การท่องจำบทอาขยานมปี ระโยชน์ สรปุ ไดด้ ังนี้
๑. ฝึกความจำ ซ่ึงเป็นส่ิงสำคญั ย่ิง เพราะมนษุ ย์ต้องอาศัยความจำ เพื่อเปน็ เครอื่ งมือในการคิด

วิเคราะห์คิดสงั เคราะห์
๒. เปน็ การฝกึ วนิ ัย เพราะการจะท่องใหจ้ ำไดต้ อ้ งมีวนิ ัย หม่ันฝกึ หม่นั ท่องอยเู่ สมอ
๓. เปน็ การใชเ้ วลาวา่ งให้เปน็ ประโยชน์
๔. อนรุ ักษ์วฒั นธรรมไทย ทางด้านภาษาใหค้ งอย่ตู ลอดไป
๕. ได้รบั คตสิ อนใจจาก บทคำประพนั ธต์ า่ ง ๆ ทที่ อ่ ง
๖. ทำให้เปน็ คนอารมณ์ดี จากความงามของบทประพันธท์ ีท่ ่อง
๗. เพือ่ ตระหนักในคณุ คา่ ของภาษาไทย และซาบซ้ึงในความไพเราะของบทร้อยกรอง
๘. เพอ่ื ให้เกิดความภาคภูมใิ จในความสามารถของกวีไทย
๙. เพอ่ื เป็นพ้นื ฐานในการแต่งคำประพนั ธ์
๑๐. เพื่อใช้เป็นสื่อถ่ายทอดคุณธรรมจริยธรรม และนำข้อคิดที่เป็นประโยชน์ไปใช้ใน

ชีวิตประจำวัน

28

แบบฝึกหัด
เรือ่ ง การทอ่ งบทอาขยาน

คำชแี้ จง : จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. หากนกั เรียนได้รบั มอบหมายใหท้ ่องบทอาขยานทำนองเสนาะ นักเรยี นมีข้ันตอนในการฝึกอย่างไรบา้ ง
อธิบาย
...................................................................................... .................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
................................................................................................................................... ....................................
.............................................................................................. .........................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
........................................................................................................................................... ............................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
๒. นกั เรยี นคดิ ว่าการท่องอาขยานทำนองเสนาะ มีประโยชนห์ รือไม่ อย่างไร อธิบาย
............................................................................................................................. ..........................................
............................................................................................................................. ..........................................
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
๓. ใหน้ ักเรียนอธิบายความคืบหน้าในการฝึกทอ่ งจำบทอาขยานเร่ืองมหาเวสสันดร กัณฑ์มทั รี พร้อมทั้งแนว
ทางการวางแผนฝึกท่องจำบทอาขยานเรื่องมหาเวสสันดร กัณฑม์ ัทรีของตนเอง
........................................................................................................ ...............................................................
. .......................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................... ...................
............................................................................................................... ........................................................
............................................................................................................................. ..........................................
.......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
..................................................................................................................................... ..................................
................................................................................................ .......................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
............................................................................................................................................. ..........................

การอา่ นแปลความและตีความ 29

การอา่ นแปลความ

การอ่านแปลความ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความจากเดิมที่ไดอ้ ่านโดยใช้คำพูดใหม่หรือภาษาใหม่

มาเรียบเรียงเป็นข้อความใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่ต้องรักษาเนื้อหาและสาระสำคัญของเรื่องเดิมไว้ได้อย่าง

ครบถ้วน

การแปลความมีหลักสำคัญ ดงั น้ี

๑. จบั ใจความสำคัญหรือสาระของเรือ่ งใหไ้ ด้

๒. เรียบเรยี งเป็นข้อความใหมท่ มี่ คี วามหมายชดั เจน และคงความหมายเดมิ ไว้ได้

๓. แปลความน้นั โดยสรุปได้

วธิ กี ารอ่านแปลความ มีดังนี้

๑. การแปลคำศัพท์เฉพาะเป็นภาษาธรรมดาที่ทุกคนเข้าใจ หรือแปลความหมายของคำระดับหนึ่งซ่ึง

เข้าใจกันเฉพาะกลุ่ม เช่น คำสแลง คำภาษาถ่นิ เปน็ คำอกี ระดบั หน่ึง

พระอนั ตคณุ แปลวา่ ลำไสเ้ ลก็

หฤษฎี แปลวา่ ความยนิ ดี ความปลาบปลืม้

ดษุ ฎี แปลวา่ ความยินดี ความชืน่ ชม

ตะเลง แปลวา่ มอญ

มรัมเทศ แปลว่า ประเทศพมา่

๒. การแปลขอ้ ความเดิมเป็นข้อความใหม่ที่เข้าใจไดง้ ่ายข้ึน หรอื เปลยี่ นแปลงภาษาจากระดับหนึ่งเป็น

ภาษาอกี ระดบั หนึง่

- นายกสมาคมอัดฉีดนักกีฬาสุด ๆ (ภาษาปาก) เปลี่ยนเป็น นายกสมาคมให้การสนับสนุน

กฬี าอยา่ งเต็มท่ี (ภาษาระดบั ก่ึงทางการ)

- เขาสวมหมากหลายใบ (ภาษาปาก) เปลี่ยนเป็น เขาดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง

(ภาษาระดบั กึง่ ทางการ)

๓. การแปลสำนวน คำพงั เพย สภุ าษิต เป็นภาษาธรรมดา (ยังไม่มีการตีความ) เชน่

- ขม่ เขาโคขนื ใหก้ ินหญา้ แปลวา่ กดเขาโค ลงไปเพ่ือบงั คบั ใหโ้ คกินหญา้

- ขายผา้ เอาหน้ารอด แปลว่า ยอมขายผ้าเพือ่ รกั ษาหน้าไว้

4. การแปลร้อยกรองเปน็ ภาษาสามัญ เชน่

อยธุ ยายศยิง่ ฟา้ ลงดิน แลฤๅ

อำนาจบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ

เจดีย์ลอออนิ ทร์ ปราสาท

ในทาบทองแล้วเน้อื นอกโสรม

- แปลว่า อยุธยามีความงดงามราวกับเป็นเมืองสวรรค์ ทั้งนี้เพราะบญุ บารมขี องพระเจา้ แผน่ ดินผู้

ทรงก่อต้ังเมืองนข้ี ้ึน ปราสาทราชวังและเจดีย์ก็ลว้ นเปน็ สที อง

การอ่านแปลความและตีความ 30

เพือ่ นกิน สน้ิ ทรพั ย์แล้ว แหนงหนี

หาง่าย หลายหมื่นมี มากได้

เพ่อื นตาย ถ่ายแทนชี- วาอาตม์

หายาก ฝากผีไข้ ยากแทจ้ กั หา

- แปลวา่ เพื่อกินน้ันหางา่ ย แต่เพ่ือนตายซงึ่ จะคอยชว่ ยเรายามทุกข์นั้นหาไดย้ ากนัก

๔. การแปลเครือ่ งหมาย รูปภาพ สัญลกั ษณ์ เป็นภาษาสามญั เชน่

< แปลว่า นอ้ ยกว่า

= แปลวา่ เทา่ กัน, เทา่ กบั

แปลวา่ ผู้หญงิ

แปลว่า ผู้ชาย
การอ่านตีความ

การอ่านตีความ เป็นการอ่านเพื่อวินิจฉัยข้อความที่อ่าน เป็นการอ่านเพื่อเข้าใจเรื่องและถอดเอา
ความร้สู กึ ของผู้เขยี นไดว้ ่า เนอ้ื เรอ่ื งแสดงความรู้สึกอย่างไร ผู้เขยี นมเี จตนารมณ์หรือมีจุดมุ่งหมายในการเขียน
อย่างไร ผู้อ่านจะต้องอาศัยฟื้นความรู้เดิม ความสนใจ ประสบการณ์ สติปัญญา รวมทั้งจินตนาการมาตีความ
ข้อความทอ่ี า่ น

การอา่ นตีความมหี ลกั สำคัญ ดงั น้ี
๑. เขา้ ใจจุดประสงค์หรือเจตนารมณ์ของผู้เขียนและความหมายของส่ิงท่ผี ู้เขยี นไดเ้ ขียนไว้ ซ่ึง

มีทั้งแสดงไว้โดยชัดเจนและโดยซอ่ นเร้น
๒. แนวคิดสำคัญที่ได้จากการอ่าน ผู้เขียนนำเสนออย่างจงใจหรือไม่จงใจก็ได้ การค้นหา

สาระสำคัญมใิ ชก่ ารแปลความหมายของถ้อยคำอยา่ งตรงไปตรงมาเท่านน้ั แต่ตอ้ งจับเนือ้ ความหลกั ใหไ้ ด้
3. เข้าถึงนำ้ เสยี งของผูเ้ ขยี นและสสี ันบรรยากาศในการเขียนให้ลึกซ้ึงที่สดุ

ลกั ษณะของสารที่ต้องใช้การอา่ นแบบตคี วาม
๑. เป็นสารที่ใช้คำที่มีความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง ซึ่งหมายถึงความหมายในเชิง

เปรียบเทยี บ หรอื ความหมายที่ชักนำความคดิ ใหเ้ ก่ยี วโยงไปถึงสง่ิ อนื่
๒. เป็นสารทม่ี กี ารเปรียบเทยี บ หรอื ใชโ้ วหารเชิงเปรียบเทียบ
๓. เป็นสารท่ีใช้สญั ลักษณ์ หมายถงึ ข้อเขยี นท่ผี ูเ้ ขยี นกล่าวถึงสิ่งหนึง่ แทนอีกสงิ่ หนึ่ง

รปู แบบของการสรุปสารท่ไี ดจ้ ากการอ่านตคี วาม
รปู แบบของการสรปุ สารทีไ่ ดจ้ ากการอา่ นตีความ สามารถแบง่ ได้เปน็ ๒ ลกั ษณะ คือ
๑. การตีความตามเนื้อหา หมายถึง การนำข้อความจากเนื้อหาในเรื่องที่อ่านมาตีความว่า

หมายถึงอะไร ซงึ่ อาจอย่ใู นรปู ของสญั ลักษณต์ ่าง ๆ หรือเป็นแนวเทียบความหมายไวก้ ไ็ ด้

การอา่ นแปลความและตคี วาม 31

2. การตีความตามน้ำเสียง หมายถึง เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้ว ต้องสามารถหา
จุดม่งุ หมายหรือเจตนาของผู้เขยี นเร่ืองน้นั ๆ ได้ วา่ ผู้เขียนมเี จตนาหรือจดุ มุ่งหมายทแ่ี ทจ้ ริงอยา่ งไร

ตัวอยา่ งการตีความสำนวน
“ตำน้ำพรกิ ละลายแมน่ ้ำ”
ตีความตามเน้ือหา : น้ำพรกิ ทเี่ ราโขลกได้นั้นมปี ริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณของน้ำใน
แม่น้ำ ฉะนั้นถ้าหากนาน้ำพริกที่เราโขลกนั้นไปเทลงในแม่น้ำก็ย่อมจะเป็น การสูญเปล่าเพราะจะไม่
สง่ ผลอนั ใดกบั แม่นำ้ นนั้ เลย
ตีความด้านน้ำเสียง : เตือนให้รู้จักประมาณตนว่าจะทำอะไรก็ควรดูให้เหมาะสมว่าผลที่จะ
ไดร้ บั น้นั คุ้มค่าหรือไม่

ตัวอยา่ งการตคี วามบทประพันธ์

“อันความคิดวิทยาเหมือนอาวธุ ประเสรฐิ สดุ ซ่อนใส่เสยี ในฝัก

สงวนคนสมนึกใครฮกึ ฮัก จงึ คอ่ ยชกั เชือดฟันให้บรรลัย”

(รำพนั พิลาป ของสนุ ทรภู)่

ตีความตามเนื้อหา : ความรู้นั้นเปรียบเหมือนอาวุธ แต่ผู้ที่ฉลาดนั้นจะไม่โอ้อวดความรู้ของตน
ซึ่งลักษณะเช่นนี้เปรียบเหมือนการซ่อนอาวุธอันแหลมคมไว้ในฝัก ต่อเมื่อจำเป็นจึงค่อยใช้ความรู้นั้นให้
เกดิ ประโยชน์

ตีความด้านนำ้ เสียง : สอนให้รจู้ กั เกบ็ เก่ยี วความรูใ้ หม้ าก ๆ เพอื่ นำไปใชใ้ นยามจำเป็น

ตัวอย่างการตีความบทกวี

คล่ืนใหญแ่ ละคลืน่ น้อย ตา่ งทยอยซดั เข้ามา

อปุ สรรคคอยขวางหน้า ตอ้ งใจกล้าฝา่ ฟนั ไป

หวังส้เู พื่ออยรู่ อด คล่ืนฟองฟอดหาหวั่นไม่

ตื่นเตน้ ตระหนกตกใจ คล่นื ลกู ใหมใ่ หญ่กว่าเดิม

เราตอ้ งเผชญิ ภัย ปลกุ หทยั ให้ฮึกเหิม

อย่ามัวคดิ เคลบิ เคลิม้ หวงั สงบหลบคล่นื ลม

เม่ือไรที่รา่ งกาย ฝัง่ สดุ ท้ายถงึ หรือจม

นนั่ แหละจงึ จะสม สขุ สงบจบสน้ิ เอย

ตีความด้านเน้ือหา : คลื่นทัง้ หลาย หมายถงึ อปุ สรรคต่าง ๆ ซง่ึ จะซดั โถมเข้ามาในชีวติ ของเรา
อยตู่ ลอดเวลา ฉะนนั้ เมื่อประสบกับอุปสรรค จงอย่าเกรงกลัวหรอื หลีกหนี ใหต้ ่อส้จู นถงึ วาระสดุ ท้ายของ
ชวี ติ

ตีความดา้ นน้ำเสยี ง : ผู้เขียนต้องการทีจ่ ะใหก้ าลงั ใจในการต่อสู้ฟนั ฝ่ากบั อุปสรรคต่าง ๆ ทีเ่ ขา้

มาในชีวติ

การอ่านแปลความและตีความ 32

ตวั อย่างการตีความบทเพลง

เพลง วนั หนึ่งฉนั เดนิ เขา้ ป่า (ศิลปิน : Max Jenmana)

วันหนึง่ ฉนั เดนิ เขา้ ปา่ ฉนั เจอนกตวั หนึ่ง มนั ถามฉันว่าจะไปไหน ฉันจึงตอบอยาก
ไปใหไ้ กล ไกลเกนิ กวา่ ทฉ่ี ันเคยไป

ถ้าเราเหนื่อยล้าจงเดินเข้าป่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องพบเจอคนใจร้ายอย่างเธอคนท่ี
ไม่มีน้ำใจ ไม่มีเยื่อใยให้คนเคยรักกัน ใจร้ายอย่างเธอต้องทิ้งให้อยู่คนเดียว เผื่อเธอเหงา
ข้ึนมาจะได้กลบั มารกั กัน

วันหนงึ่ ฉันเดินเข้าป่า ฉนั เจอเสือตวั ใหญ่ มันถามฉนั วา่ กลวั บา้ งไหม ฉนั จึงตอบว่า
ไมเ่ ทา่ ไร ยงั ดีกว่าคนไร้หวั ใจ

เมื่อเราปวดร้าวจงเดินเข้าป่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องพบเจอคน ใจร้ายอย่างเธอคนที่
ไม่มีน้ำใจ ไม่มีเยื่อใยให้คนเคยรักกัน ใจร้ายอย่างเธอต้องทิ้งให้อยู่คนเดียว เผื่อเธอเหงา
ข้นึ มาจะไดก้ ลับมารักกนั

คนใจรา้ ย…ไม่มเี ย่อื ใยให้คนเคยรักกนั …วนั หนึง่ ฉันเดินเข้าป่า…

ตีความด้านเนื้อหา : เพลงนี้เป็นการอุปมาอุปมัยที่สะท้อนมุมมองเรื่องความทุกข์ของความรัก
กล่าวคือ เมื่อมีความทุกข์คนเรามักจะหันหน้าเข้าหาธรรมชาติ ในเมื่ออยู่กับคนรักแล้วไม่มีความสุข จาก
การที่เขาหันหลังให้เราอย่างไร้เยื่อใย กลับกลายเป็นชนวนที่ทำให้เราตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าสู่ความมืดมิด
หวังเพียงว่าจะพบความสงบทีส่ ามารถทำให้เรารู้สกึ ดีขึ้นได้ แต่ทว่าในใจลกึ ๆ ก็ยังคงหวังอยู่เสมอว่าเขา
จะรับรู้ถึงการหายไปของเรา การเข้าป่าไปอยู่กับสรรพสัตว์จึงเป็นทางออกที่ดี เพราะพวกมันไม่เคยมา
ทำใหเ้ สยี ใจ

ตีความด้านน้ำเสียง : เพลงนี้เป็นตัวแทนความปวดร้าวของคนที่ขี้น้อยใจ ถูกคนรักหมางเมิน
ไม่เห็นความสำคัญ คำว่า “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” จึงเป็นสัญลักษณ์ของก้าวเข้าสู่ความมืดเพื่อหนีห่าง
จากคนรักอยา่ งเตม็ ตัว ในทน่ี ี้คอื การทำใจ

33

แบบฝกึ หดั
เร่อื ง การอา่ นแปลความ

คำช้แี จง : จงแปลความหมายของคำศัพท์ต่อไปน้ี

1. กเลวระ แปลวา่

2. กมั ปนาท แปลว่า

3. ชาติอาชาไนย แปลว่า

4. ไตรภพ แปลว่า

5. เบญจางคจรติ แปลวา่

6. ปัจฉมิ แปลวา่

7. พาฬมฤคา แปลวา่

8. พิลาป แปลวา่

9. วทิ ยาธร แปลวา่

10. อัชฌตี ิกทาน แปลว่า

11. อุฏฐาการ แปลว่า

12. อินทรีย์ แปลวา่ แปลว่า

34

แบบฝกึ หัด
เรื่อง การอา่ นตคี วาม

คำชี้แจง : จงตอบคำถามต่อไปน้ี ความหมายทไ่ี ดจ้ ากการตีความ
1. ใหน้ กั เรียนอ่านตีความสำนวนทกี่ ำหนดให้ถูกต้อง

สำนวน
๑. มอื ไม่พายเอาเท้าราน้ำ
๒. จระเข้ขวางคลอง
๓. วัวหายลอ้ มคอก
๔. หนา้ ไหว้หลังหลอก
๕. จับเสอื มือเปล่า
๖. ขนหนา้ แข้งไม่รว่ ง
๗. นกสองหัว
๘. ตำน้ำพรกิ ละลายแมน่ ำ้
๙. น้ำใตศ้ อก
๑๐. คมในฝกั

2. ใหน้ กั เรยี นอา่ นตคี วามบทประพนั ธ์ที่กำหนดใหต้ ่อไปนี้ 35

“ความรกั เหมือนโรคา บนั ดาลตาให้มดื มน
ไม่ยนิ และไมย่ ล อปุ สรรคใดใด”

ตีความด้านเนื้อหา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตคี วามด้านน้ำเสียง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

“ไม่มใี ครไมเ่ คยไม่ผดิ พลาด ไม่มใี ครไมเ่ คยขลาดมาแต่ต้น

เม่ือมีเมฆย่อมมีความมืดมน หลงั พายุผา่ นพ้นจงึ สร่างซา”

ตีความดา้ นเนื้อหา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตีความด้านน้ำเสยี ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

จะหามณีรตั น์ รุจเิ ลิศก็อาจหา
เพราะมีวณชิ คา้ และกค็ นก็มั่งมี
กแ็ ตจ่ ะหาซ่ึง ภรยิ าและมติ รดี
ผทิ รพั ยะมากมี กม็ ิไดป้ ระดุจใจ

ตคี วามด้านเนื้อหา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตีความดา้ นน้ำเสยี ง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

“กลนิ่ หอมของดอกไมท้ วนลมข้ึนไปไม่ได้ ไม่วา่ จะเป็นกลิ่นจนั ทน์ กล่นิ กฤษณา หรือกล่นิ
มะลิวลั ย์แตก่ ล่นิ คุณงามความดีของคน ย่อมหอมหวนทวนลมขึ้นไปได้และยอ่ มหอมฟุ้ง ๆ ไปท่ัว
ทกุ ทศิ ”

ตีความดา้ นเนอื้ หา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตีความดา้ นน้ำเสยี ง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

36

3. จงเลือกคำตอบทถี่ ูกต้องที่สุด

1. ข้อใดเป็นจดุ ประสงค์ของผู้เขียนขอ้ ความต่อไปนี้

โลกมีลักษณะคลา้ ย หนงั สอื

อยู่กบั บ้านเปรยี บถือ นงิ่ ไว้

เรมิ่ ทอ่ งเที่ยวนัน่ คือ เรม่ิ อา่ น

เทยี่ วหน่งึ หนา้ หนึง่ ให้ เร่ืองรูต้ า่ งกัน

๑. สง่ เสริมใหร้ กั การอ่าน

๒. เปรยี บเทยี บโลกกับหนงั สือ

๓. สนบั สนนุ ให้เดินทางท่องเทีย่ ว

๔. ใหข้ ้อมูลเกีย่ วกบั การท่องเทยี่ ว

๕. ให้มีวิสัยทศั นใ์ นการเลอื กอา่ นหนงั สือ

2. ข้อใดเป็นแนวคิดสำคญั ของคำประพนั ธ์ตอ่ ไปนี้

บางคาบภาณุมาศขน้ึ ทางลงกด็ ี

บางคาบเมรุบ่ตรง อ่อนแอ้

ไฟยมดับเย็นบง- กชงอก ผานา

ยนื สัตย์สาธุชนแท้ หอ่ นเพยี้ นสักปาง

๑. สจั ธรรมเป็นสง่ิ ท่มี น่ั คง

๒. ธรรมชาติอาจเปล่ยี นแปลงได้

๓. คนดีตอ้ งมคี วามซื่อสัตยต์ ลอดเวลา

๔. คนตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้

๕. คนดสี ามารถดับไฟนรกได้

3. ข้อใดเป็นแนวคิดของคำประพันธ์ต่อไปนี้

แมต้ นโตเตบิ เพี้ยง เขาเขนิ

สูงเดลำตาลเกนิ ก่ึงฟา้

ไรท้ รพั ย์อับเผชญิ แลเล็ก ลงแฮ

ดง่ั ปลวกเต้ยี ตำ่ ชา้ ชวดผู้เล็งเหน็

๑. การทำตนใหต้ ่ำตอ้ ยจะถูกหมิ่นแคลน

๒. คนทัว่ ไปมักตัดสนิ คุณคา่ ของคนจากภายนอก

๓. รา่ งกายใหญโ่ ตใช่วา่ จะไดเ้ ปรียบเสมอไป

๔. คนเราถ้าไม่มเี งนิ ก็ไม่มีใครเห็นความสำคัญ

๕. ผทู้ ีม่ รี ูปร่างบุคลิกดีอาจมีนสิ ยั ตำ่ ช้าก็ได้

37

4. ขอ้ ใดเป็นเจตนาของผูเ้ ขียนขอ้ ความตอ่ ไปน้ี
การออกกำลงั กายอยา่ งสมำ่ เสมอและเหมาะสมชว่ ยลดระดับความดนั โลหิตและ

เพมิ่ การทำงานของระบบหวั ใจและหลอดเลือด ตลอดจนลดความเสยี่ งต่อการเกดิ โรคหัวใจ
โรคเสน้ เลอื ดในสมองตีบแต่ก่อนเรมิ่ ตน้ ออกกำลงั กายควรวัดความดันโลหิตกอ่ นทุกครง้ั และ
เตรียมร่างกายใหพ้ ร้อม ไมค่ วรออกกำลังกายในขณะทีค่ วามดันโลหิตสูงกวา่ ปกติ

๑. บอกปญั หา
๒. ตอบข้อสงสยั
๓. แนะใหป้ ฏบิ ัติ
๔. เสนอทางเลือก
๕. อธบิ ายเหตุผล

๕. ขอ้ ใดเปน็ จดุ ประสงค์ของข้อความต่อไปนี้
บ้านที่มีเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ภายในบ้านต้องระวัง

ปลั๊กไฟอย่าให้อยู่ใกล้มือเด็ก ข้าวของในบ้านต้องจัดวางให้พ้นมือเด็ก เช่น ของแต่งบ้านที่
บอบบางแตกหักง่าย ยาและสารพิษตา่ ง ๆ รวมทัง้ เคร่อื งเรอื นท่ีมีเหลยี่ มคม

๑. ให้ขอ้ มลู เรอื่ งอุบตั เิ หตุภายในบ้าน
๒. ต้งั ข้อสงั เกตเกย่ี วกบั อันตรายทจี่ ะเกิดขน้ึ กับเด็กเล็ก ๆ
๓. บอกกลา่ วถงึ อันตรายทเี่ กิดจากสงิ่ แวดลอ้ มในบา้ น
๔. แนะนำใหจ้ ดั เก็บส่ิงของท่ีจะเปน็ อันตรายต่อเดก็ เล็ก ๆ
๕. เสนอแนะให้ปรบั สภาพสิ่งแวดลอ้ มทง้ั หมดเมื่อมเี ด็กเลก็ ๆ

38

โวหาร

โวหาร หมายถึง กลวิธีในการใช้ถ้อยคำเพื่อการเขียน หรือการพูดอย่างมีชั้นเชิง สละสลวยและ
เหมาะสมกับลักษณะของสาร ทำให้ผู้รับสารเกิดความรู้ความเข้าใจตามวัตถุประสงคท์ ี่ผูส้ ง่ สารกำหนด รวมถึง
เกดิ จินตภาพทีช่ ัดเจน

โวหารในภาษาไทย แบง่ ออกเป็น ๖ ประเภท ซง่ึ แตล่ ะประเภทมีลักษณะเฉพาะ เหมาะสมกับเน้ือหา
แต่ละแบบ

๑. บรรยายโวหาร
บรรยายโวหาร หมายถึง โวหารที่ใช้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ เช่น บุคคล สถานที่ เวลา ตามลำดับ

เหตุการณ์ โดยเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กล่าวถึงเฉพาะสาระสำคัญ ผู้รับสารได้รับข้อมูลทั้ง
ขอ้ เท็จจรงิ และข้อคิดเหน็ ภาษาทใี่ ชม้ คี วามกะทัดรัด ผรู้ ับสารเขา้ ใจเน้ือหาหรือเรื่องราวได้ทันที งานเขียนท่ีใช้
บรรยายโวหาร เช่น รายงาน บทความ จดหมาย นิทาน ขา่ ว

ตัวอยา่ ง
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีสาวสวยคนหนึ่งชื่อ สาวมุข หรือสาวมุก เป็นชาวเมือง

บางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี เธออาศยั อยู่กับยายท่ีกระท่อมเชิงเขา ต่อมาสาวมขุ ได้พบรักกับชายหนุ่ม
ชื่อแสน ผู้เป็นบุตรกำนัน เศรษฐีแห่งบ้านหิน (ปัจจุบันคืออำเภออ่างศิลา) ทั้งสองนัดพบกันที่เชิงเขา
เสมอและสัญญากันว่าจะรักกันตลอดไป เมื่อกำนันทราบเรื่องของทั้งคู่ก็รังเกียจสาวมุขเพราะเธ อ
ยากจน และบังคับให้แสนแต่งงานกับหญิงสาวที่ตนเลือกไว้ ในวันแต่งงานสาวมุขมาอวยพรและรด
น้ำสังข์คู่บ่าวสาว พร้อมทั้งคืนแหวนที่แสนเคยมอบให้ จากนั้นเธอไปที่หน้าผา ตัดสินใจกระโดดหน้า
ผาฆา่ ตัวตาย เมือ่ แสนทราบเร่อื ง ก็เสยี ใจมากจึงกระโดดหนา้ ผาตายตามสาวมุขไป

เชิงเขาแห่งนี้จึงเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของสาวมุขและหนุ่มแสน และเป็นที่มาของชื่อ
“เขาสามมุข” ส่วนชายหาดบรเิ วณใกลเ้ คียงกม็ ชี ื่อวา่ “บางแสน” ตามตำนานท่ปี รากฏ

จากตัวอย่าง แดงการใช้บรรยายโวหารเพื่อเล่ามูลเหตุหรือสาเหตุการเกิดของสถานที่ โดยใช้
ภาษาท่ชี ัดเจน เขา้ ใจงา่ ย เล่าเรื่องไปตามลำดับเหตุการณก์ อ่ น-หลงั ไม่มงุ่ เนน้ ให้เกดิ อารมณค์ วามร้สู กึ

๒. พรรณนาโวหาร
พรรณนาโวหาร หมายถึง โวหารที่กล่าวถึงบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ หรือเรื่องราวเรื่องใดเรื่องหน่ึง
อย่างละเอียด เช่น ความงาม ความคิด การรำพึงรำพันภายในจิตใจ มุ่งให้ผู้รับสารได้รับรู้อารมณ์ ความรู้สึก
เห็นภาพชัดเจน เกิดเป็นความซาบซ้ึงและประทับใจ ผู้ใช้ภาษาจะเลือกใช้ถ้อยคำอย่างประณีต มีความไพเราะ
ท้งั รสคำ (เสียง) และรสความ(ความหมาย) ภาษาที่ใช้จงึ ไม่กระชบั เพราะมุง่ ใหร้ ายละเอยี ด
ตัวอย่าง

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว วัดแสนสวยแห่งอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พุทธสถานที่ถูกทะ
ขุนเขาโอบล้อม มีสายหมอกขาวบริสุทธิ์รายรอบ เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องกระทบเจดีย์รูปทรงวิจิตร
งดงามราวดอกบัวเจ็ดชั้นซ้อนกัน จะเกิดประกายระยับวับวาวราวกับวิมานแห่งสรวงสวรรค์ ควา ม
อลังการอันเนื่องมาจากศรัทธา ควรค่าแก่การไปเยอื น

39

จากตัวอย่างแสดงการใชพ้ รรณนาโวหารเพ่ือเล่าความงามที่ลงตวั ระหว่างสิง่ ที่ธรรมชาติสรา้ ง
ข้ึนกับส่ิงท่ีมนุษยเ์ ป็นผ้สู ร้าง โดยใชภ้ าษาท่ที ำใหเ้ กดิ ภาพ มงุ่ เน้นใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ ประทบั ใจในความงาม

๓. อธิบายโวหาร
อธิบายโวหาร หมายถึง โวหารที่ใช้อธิบายเรื่องราว ประเด็นใดประเด็นหนึ่ง เพื่อให้ผู้รับสาร

เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างชัดแจ้ง มักใช้ในงานเขียนงานเชิงวิชาการ สารคดี อธิบายโวหารที่ดีควรนำเสนอ
เน้ือหาชดั เจน ใจความครบถ้วน และมเี หตุผลสนับสนนุ เลือกใช้ถอ้ ยคำทีม่ ีความหมายโดยตรง เขา้ ใจง่ายลำดับ
เนือ้ ความไมว่ กวน

อธิบายโวหารมีลักษณะใกล้เคียงกับบรรยายโวหาร แต่มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ
บรรยายโวหารจะกล่าวถึงประเด็นใดประเด็นหนึง่ โดยภาพรวม สว่ นอธิบายโวหารจะอธบิ ายแบบเจาะจง

ตวั อย่าง
วิธที ำน้ำสลดั น้ำผึง้ มะนาวงา
นำน้ำผึ้ง มะนาวสด และเกลือใส่อ่างผสมแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นค่อย ๆ เติมน้ำมันมะกอก

คนใหส้ ่วนผสมทั้งหมดเป็นเนือ้ เดยี วกันใส่งาขาวและงาดำ คนใหเ้ ขา้ กันอีกครงั้ เมื่อเข้ากันดีแล้วให้เก็บ
ใสภ่ าชนะท่ีปดิ สนิท เกบ็ ไว้ในตูเ้ ยน็

จากตัวอย่าง แสดงการใช้อธิบายโวหารเพื่ออธิบายวิธีการทำน้ำสลัดน้ำผึ้งมะนาวงา โดยใช้
ถอ้ ยคำที่กระชับ ชดั เจน สือ่ ความหมายโดยตรง และใช้คำเช่ือม จากน้นั ต่อจากนนั้ เมื่อ แล้ว เพื่อแสดงลำดับ
วา่ ผู้รบั สารต้องทำอะไรบ้าง อะไรก่อนหลงั และทำอย่างไร ลักษณะน้ีเรยี กว่า การอธบิ ายตามลำดบั ขั้นตอน

๔. เทศนาโวหาร
เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มุ่งให้ผู้รับสารคล้อยตาม เห็นด้วยเชื่อถือ และนำไปสู่การ

ปฏิบัติ โวหารประเภทนั้นมักนำไปใช้เสนอเรื่องเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการแนะนำ สั่งสอน ให้คติชีวิต เทศนา
หารจะใชร้ ว่ มกับบรรยายโวหาร หรอื พรรณนาโวหาร

ตวั อยา่ ง
บรรดาของมีค่าทั้งหลาย จะหาสิ่งใดมีค่าเกินวิชานั้นหาได้ไม่ ทรัพย์อื่น ๆ อาจถูกลักขโมย

หรือลดน้อยลงไปด้วยการจับจ่าย แต่วิชานั้นไม่มีความตาย แลยิ่งจ่ายมากก็ยิ่งเพิ่มมาก วิชานี้จะ
แบง่ ปันให้แกใ่ ครใหเ้ ปลืองไปกไ็ ม่ได้ แลขโมยจะลกั กล็ กั ไม่ได้

จากตัวอย่างเป็นการใชเ้ ทศนาโวหารสอนให้บุคคลเห็นคุณค่าของการมีวชิ าความรู้ตดิ ตวั โดย
นำไปเปรียบเทียบกับทรัพย์สินเพราะสามารถถูกขโมยไปได้ แตกต่างจากวิชาความรู้ที่จะติดตัวไปจนตาย
นอกจากน้ี ยงั ชีใ้ หเ้ หน็ ว่าความรู้ถา้ เราท่มุ ทัง้ เวลากำลงั การ กำลงั ใจศึกษาอย่างไม่มที ่สี น้ิ สดุ ก็จะยิ่งรู้มากขึ้น

๕. สาธกโวหาร หมายถึง การเขยี นโดยการยกตัวอย่างประกอบเร่ืองราวในการสื่อสาร เพ่ือให้มีความ
ชัดเจน ข้อความที่นำมาใช้ประกอบส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข่าว เหตุการณ์ เรื่องราวที่กำลัง
เกิดขึ้น หรือเคยเกิดขึ้น รวมถึงนิทาน ตำนาน ซึ่งการใช้สาธกโวหารเพื่อนำเสนอเรื่องราวมักใช้คู่กับบรรยาย
โวหาร อธิบายโวหาร หรือพรรณนาโวหาร

40

ตวั อย่าง
คนเราต้องเอาอย่างมดอย่าเอาอย่างหนอน เพราะมดนั้นถึงมันจะตัวเล็กนิดเดียวแต่ก็ขยัน

ขันแข็ง สามารถลาเหยื่อชิ้นใหญ่ ๆ ได้สบาย แต่ถึงกระนั้นมันก็กลับกินอาหารแต่น้อยจนเองคอดกิ่ว
ผิดกับหนอน ซิ่งเกียจคร้านแต่กินทั้งวันโดยไม่ทำงานทำการอะไรเลยจนตัวอ้วนอุ้ยอ้าย ผลสุดท้าย
กลายเปน็ เหยอื่ อนั โอชะของปลา

จากตัวอย่าง เป็นการใช้สาธกโวหารเพื่อเสนอประเด็นเกี่ยวกับโทษของความเกียจคร้าน ว่า
สุดท้ายก็จะส่งผลร้ายอยา่ งไร เสริมความโดยการอุปมาเปรียบเทียบคนขยนั กับมด คนเกียจคร้านกับหนอน ใช้
บรรยายโวหารถา่ ยทอดรูปแบบชีวิตของสัตวท์ ั้งสองประเภท แสดงให้เหน็ เจตนาของผู้เขียนที่ต้องการเตอื นสติ
ให้บุคคลมองดูพฤตกิ รรมของตนเอง แลว้ เลือกว่าจะใช้ชวี ติ แบบสตั วป์ ระเภทใด

๖. อุปมาโวหาร หมายถงึ โวหารทีใ่ ช้แสดงการเปรียบเทียบเพ่ือให้ผรู้ บั สารเข้าใจในเร่ือง หรือประเด็น
ใดประเด็นหนงึ่ ไดช้ ัดเจนข้นึ โดยใช้รว่ มกับบรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร หรอื เทศนาโวหาร

ตวั อย่าง
ถ้าจะเปรียบการออกแบบการวิจยั กับการออกแบบเรอื เดินทะเล ปจั จัยเชงิ บริบทเปรียบเทียบ

ได้กับเรื่อง คลื่นลม ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมผู้ที่ออกแบบต้องพิจารณาอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่องค์ประกอบท่ี
สำคัญของการออกแบบเรือองค์ประกอบที่สำคัญของการออกแบบเรือ องค์ประกอบหลักควรจะเป็น
เรื่องความมุ่งหมายของการใช้เรือ ความเร็วของเรือที่ประสงค์จะได้วัตถุดิบที่จะใช้ในการต่อเรือ และ
เครอ่ื งจักรเครือ่ งยนตท์ ี่จะติดตั้งให้กบั เรือ เปน็ ต้น

จากตัวอย่าง เป็นการใช้อุปมาโวหารเพื่อเสนอในประเด็นการเปรียบเทียบการออกแบบการ
วิจัยเป็นการออกแบบเรือเดินทะเล โดยมีคลื่นลมเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ผู้ออกแบบต้องพิจารณา กล่าวคือ ทุก
ครั้งที่จะออกแบบเรือเราต้องดูสภาพคลื่นทะเลว่ามีลักษณะใดบ้าง เพื่อให้การออกแบบเรือสามารถต่อสู้กับ
สภาพคลื่นในรูปแบบต่าง ๆ ได้ แต่ทั้งนี้ผู้เขียนอธิบายว่า คลื่นทะเลไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญเสมอไป เ พราะ
องคป์ ระกอบที่สำคัญของการออกแบบเรือควรจะเปน็ เร่ืองของความมุง่ หมายของการใช้เรือ ความเร็วของเรือท่ี
ประสงค์จะได้วัตถุดิบท่ีมีคุณภาพมาใช้ในการต่อเรือหรือเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่จะติดตั้งให้กับเรือซึ่งมี
ความสำคญั ทค่ี นออกแบบตอ้ งคดิ ถงึ ด้วยเชน่ กัน

41

แบบฝึกหัด
เร่ือง โวหาร

คำชี้แจง : จงเลอื กคำตอบท่ีถูกต้องที่สุด
๑. ขอ้ ใดใชก้ ารเขยี นแบบอธิบาย

๑. เต้าหู้มกี ำเนดิ มากว่าง ๒,๐๐๐ ปใี นจีนแผน่ ดนิ ใหญ่ คนจีนถอื ว่าเตา้ หู้เป็นอาหารที่มคี ุณค่าสงู
๒. ตวงถ่วั เหลอื ง นำมาแช่น้ำล้างให้สะอาด แล้วนำไปบดเสร็จแล้วกรองกากออกจะไดน้ ำ้ เต้าหดู้ ิบ
๓. เตา้ ห้รู าคาถูกแตม่ ีคุณค่าสงู คุณคา่ ทางโภชนาการทโ่ี ดดเดน่ ท่ีสดุ ของเตา้ หู้คอื โปรตีน
๔. เตา้ หู้ทอดเปน็ เต้าหู้เน้ือน่มิ นิยมนำมาปรงุ เป็นแกงจืด
๕. เตา้ หแู ขง็ สว่ นใหญ่นิยมนำปรุงเปน็ แกงตา่ ง ๆ หลากหลายชนิด
๒. ข้อความต่อไปนี้ใชว้ ธิ ีการอธบิ ายตามข้อใด
“โอกาดะเปน็ วิธีรกั ษาสุขภาพดว้ ยการใช้พลังธรรมชาติชำระลา้ งทั้งรา่ งการและจติ ใจมีวิธกี ารหลากหลาย
เชน่ ใชศ้ ิลปะบำบัด บริโภคอาหารทีป่ รุงจากผลิตภัณฑเ์ กษตรธรรมชาติ ออกกำลังกายตามวธิ ที ่ีกำหนด”
๑. นิยามและใหต้ ัวอย่าง
๒. นยิ ามและแนะแนวทางปฏิบัติ
๓. ชแ้ี จงตามลำดับขนั้ ตอนปฏิบตั ิ
๔. ชีส้ าเหตแุ ละผลลพั ธท์ ่สี มั พนั ธ์กัน
๕. การชี้แจงตามลำดบั และการนิยาม
๓. ขอ้ ความต่อไปนใี้ ชโ้ วหารตามข้อใด
“ไอเ้ หลาผอมแห้งแกรง่ กรัง เนอ้ื หนังเหย่ี วย่นยงั กะผิดมะระแห้ง ตัวเลก็ ขนาดเด็กประถมปลาย
ตดั ผมสั้นเกรียนทรงนักเรยี นมีหงอกแซมประปราย เคา้ หน้าเหมอื นตัวป๊อปอายในหนังการต์ ูน ตาตี่เล็ก
เท่าเม็ดแตงโม เวลายิ้มหัวเราะ หนังตาแทบจะปิดหากันสนิท ปากกวา้ งด้ังแฟบ และฟนั หนา้ ตอนบน
หายไปหมด”
๑. พรรณนาโวหารและอปุ มาโวหาร
๒. พรรณนาโวหารและสาธกโวหาร
๓. บรรยายโวหารและอุปมาโวหาร
๔. บรรยายโวหารและสาธกโวหาร
๕. อุปมาโวหารและเทศนาโวหาร

42

๔. ข้อความต่อไปนีใ้ ช้โวหารชนดิ ใดตามลำดบั
“พวกเรามาถึงอมั พวาในตอนสาย แวะชมสวนสม้ โอและชมการเค่ยี วนำ้ ตาลมะพรา้ ว การทำนำ้ ตาล

มะพร้าวน่าสนใจมาก เมื่อได้น้ำตาลมาแลว้ ก็เทใส่กระทะใบบวั เค่ียวจนงวดเปน็ สีเหลืองจดั และมีฟองเดอื ด
ปดุ ๆ ใช้สมุ่ นำ้ ตาลกระแทกอย่างรวดเร็วจนน้ำตาลข้นแข็งจงึ จะไดน้ ้ำตาลแท้”

๑. บรรยายโวหารและอธิบายโวหาร
๒. บรรยายโวหารและพรรณนาโวหาร
๓. พรรณนาโวหารและอธิบายโวหาร
๔. พรรณนาโวหารและบรรยาย
๕. สาธกโวหารและบรรยายโวหาร
๕. ขอ้ ความต่อไปนีส้ ว่ นใดเป็นบรรยายโวหาร
๑) เมฆดำครื้มปกคลมุ ไปท่ัวทอ้ งฟ้า/ 2)แสงตะวันทีเ่ คยเจดิ จ้ากำลงั จางหาย/ ๓)สายฝนชโลมผนื ดินแหง่ ทุ่ง
กวา้ ง/ ๔)พากล่นิ หอมของดินฟุ้งขจายไปทั่วท้องทุ่ง/ ๕)ชาวนาต่างดีใจท่ีจะได้เริม่ ฤดูกาลทำนารอบใหม่
๑. สว่ นท่ี ๑
๒. สว่ นที่ ๒
๓. สว่ นท่ี ๓
๔. สว่ นท่ี ๔
๕. ส่วนท่ี ๕
๖. ข้อความต่อไปนปี้ รากฏโวหารในขอ้ ใด
การคบคนดีเปน็ ศรีแก่ตัว แตท่ ัง้ ๆ ท่ีพูดอย่างน้ี คนทชี่ าดปญั ญาและขาดสติ กย็ ังไปคบกับคนท่ีเลว
คนทสี่ งั คมรังเกยี จ โดยหารู้ไม่วา่ นัน่ คอื ทางหายนะของตน คนบางคนท้งั ๆ ท่ีรู้ว่าการพนันเปน็ บ่อเกดิ
แหง่ ความช่วั กย็ งั เขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งอยนู่ ่นั เอง
๑. อธิบายโวหาร
๒. เทศนาโวหาร
๓. บรรยายโวหาร
๔. สาธกโวหาร
๕. อุปมาโวหาร

43

ภาพพจน์

วรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง ๆ กวีจะใช้กลวิธีต่าง ๆ ทางวรรณศิลป์เพื่อทำให้วรรณคดีหรือ

วรรณกรรมนั้นมีคุณค่าน่าสนใจ ซึ่งทำให้งานเขียนนั้นมีความงาม ความไพเราะ และมีความหมายเป็นที่จับใจ

ของผู้อ่าน กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่สำคัญท่ีกวีนิยมนำมาใช้ เช่น การใช้ภาพพจน์ โวหาร การเล่นเสียง การเล่น

คำ จินตภาพ เปน็ ตน้

ภาพพจน์

ภาพพจน์ หมายถึง สำนวนภาษารูปแบบหนึ่งที่ที่เกิดจากชั้นเชิงหรือทักษะความสามารถในการใช้

ถ้อยคำอย่างประณีตของผู้ถ่ายทอดเรื่องราวมาเรียงลำดับเพื่อให้เกิดภาพ หรือความหมายพิเศษ มีพลังในการ

ส่ือสารถา่ ยทอดได้ท้ังความหมายและอารมณ์ความรู้สึก งานเขียนที่ปราศจากภาพพจน์นั้นอาจสื่อสารให้เป็นท่ี

เข้าใจ แต่ไม่อาจสร้างความประทับใจ หรือเกิดความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมได้ ซึ่งภาพพจน์ที่ใช้ในการแต่ง

วรรณคดหี รือบทประพันธ์นนั้ มหี ลายประเภท แตท่ พ่ี บเหน็ และใช้สม่ำเสมอ มีดงั นี้

๑. อุปมา หมายถึง การกล่าวถงึ เร่ืองราวโดยยกสิ่งต่าง ๆ มาเปรียบเทยี บประกอบเพ่ือให้ผู้รับสารเห็น

ภาพและเข้าใจเรื่องราวได้ชัดเจน โดยสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบต้องมีลักษณะเด่นบางประกรร่วมกันกับสิ่งที่ถูก

เปรียบ โดยใช้คำที่มีความหมายว่า เหมือนหรือคล้าย เป็นคำแสดงการเปรียบเทียบ เช่น เหมือน เสมือน ดุจ

ประดุจ ราว ราวกับ ประหนึ่ง เฉก เช่น เสมอ ปาน ปูน เทียบ เทียม ดูราว ราวกับ เพี้ยง ประเล่ห์ การสร้าง

ภาพพจนอ์ ุปมาตอ้ งมีองคป์ ระกอบส่สี ว่ น ได้แก่ สิ่งที่ตอ้ งการเปรียบ ตัวเปรียบ ลักษณะร่วม และคำเปรยี บ

ตัวอยา่ ง

ภาพพจน์ ส่งิ ทตี่ ้องการเปรียบ ตัวเปรียบ ลกั ษณะร่วม ตัวเปรยี บ

ผวิ ขาวราวสำลี ผวิ สำลี ความขาว ราว

หน้าขาวปานไข่ปอก ใบหนา้ ไข่ปอก ความขาว ปาน

เจ้างามเนตรประหนึ่ง ดวงตาของผหู้ ญิง ดวงตาของเนือ้ กลมโต ประหน่ึง

นัยนาทราย ทราย

ทนต์แดงดง่ั แสงทบั ทิม เพรศิ พรมิ้ เพรารับกบั ขนง
ใช่นางเกิดในปทมุ า สรุ ยิ วงศ์พงศานน้ั หาไม่
จะมาช่วงชงิ กันดังผลไม้ อันจะได้นางไปอย่าสงกา

คร้ันวางพระโอษฐ์น้ำ (อิเหนา)
เหน็ แกต่ าแดงกล เวยี นวน อยนู่ า
หฤทัยระทดทน ชาดย้อม
ถนัดดัง้ ไมร้ อ้ ยอ้อม ทุกข์ใหญ่ หลวงนา
ท่าวทา้ วทับทรวง

(ลิลิตพระลอ)

44

๒. อปุ ลักษณ์ หมายถึง การเปรยี บเทียบดว้ ยการกลา่ วว่าส่ิงหน่ึงเป็นอีกสิ่งหนง่ึ การเปรียบเทียบแบบ
อุปลักษณ์ จะนำลักษณะสำคัญของของสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบมาเปรียบโดยไม่ต้องมีคำเชื่อมเหมือน
ภาพพจน์อุปมา ไม่ต้องใช้คำแสดงการเปรียบเทียบ แต่หากต้องใช้คำเชื่อมเพื่อให้เข้าใจง่าย จะใช้คำว่า เป็น
คอื เชน่

- ลูกเป็นแกว้ ตาดวงใจของพ่อแม่

แก้วตาคือสิ่งที่นำมาเปรียบเพื่อให้เห็นภาพว่าลูกมีค่ากับพ่อแม่มากเพียงใด ชีวิตขาดดวงตาไม่ได้ พ่อ
แมก่ ข็ าดลูกไมไ่ ด้ลกั ษณะคำประพนั ธ์

- ภเู ขาขยะ
ภเู ขา คอื ส่งิ ท่ีนำมาเปรียบเพ่ือให้เห็นภาพกองขยะทม่ี ีขนาดเท่าภเู ขา ไม่มีคำว่า คอื หรือ เป็น เชอ่ื มอยู่

ถึงหว้ ยโปง่ เหน็ ธารละหานไหล คงคาใสปลาวา่ ยคล้ายคล้ายเหน็

มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเดน็ บา้ งแลเหน็ เป็นสีบุษราคัม

(นริ าศเมืองแกลง)

ตะปูดอกใหญ่ตรึง บาทา อยเู่ ฮย

จึงบอาจลีลา คล่องได้

เชญิ ผทู้ ี่เมตตา แกส่ ัตว์ ปวงแฮ

ชกั ตะปนู ี้ให้ ส่งข้าอญั ขยม

(ขตั ติยพันธกรณ)ี

- ในท่ีน้ี เปรยี บภาระหนา้ ทีเ่ ป็นตะปทู ต่ี รึงเท้าไว้

อัจกลบั แก้วในทิพยสถานไกลลบิ ลว่ิ ฉายแสงสาดหาดทรายทอสีเงินยวง ต้องการหินสินแร่
บางชนดิ แวววาว งามรงั สีแจ่มจนั ทรเ์ จา้ วาวระยบั ยอ้ ยลงในแควแม่นำ้ ไหล ไหวๆ แพรวพราวราว
เกลด็ แก้วเงินทอง

(บันทกึ ของจติ รกร, อังคาร กัลยาณพงศ์)
- ในทนี่ ้ี เปรียบพระจนั ทรเ์ ปน็ อจั กลับแกว้ หรอื โคมไฟทส่ี ่องสว่างกระจา่ งตา

เดือนตกไปแลว้ ดาวแขง่ แสงขาว ยิบ ๆ ยับ ๆ เหมอื นเกล็ดแก้วอัน สอดสอยร้อยปักอยู่เต็ม
ผา้ ดำผนื ใหญ่ วูบวาบวบิ วับสอ่ งแสง ใหญ่แลนอ้ ย ใกล้แลไกล...

(เจ้าจนั ท์ผมหอม นิราศพระธาตุอนิ ทร์แขวน, มาลา คำจนั ทร์)
- ในท่ีน้ี เปรียบ ท้องฟ้าอันมืดมดิ เป็นผ้าดำผนื ใหญ่

ภาษาอุปลักษณ์ นอกจากจะปรากฏในงานประพันธ์แลว้ ยังปรากฏใช้ในภาษาชีวิตประจำวนั เช่น ศึก
ฟตุ บอลโลก ไฟสงคราม ตะเข็บชายแดน ในท่นี ้ี กวีเปรยี บน้ำค้างมปี ระกายวาวเหมอื นประกายของเพชรน้ำงาม
และเปรียบหญ้าเป็นผืนพรม เพื่อทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพชัดเจนว่า น้ำค้างนั้นมีประกายวาวงามและต้นหญ้า

45

นัน้ กเ็ ขยี วขจปี ูลาดเปน็ พรม แต่ถา้ กล่าวว่า "น้ำตาหลง่ั เปน็ สายเลือด" ข้อความน้มี ไิ ดม้ งุ่ หมายจะเปรียบลักษณะ

ของน้ำตาว่าเหมือนสายเลือด แต่เน้นย้ำเชิงปริมาณว่าร้องไห้ใจจะขาด ดังนั้น "น้ำตาหลั่งเป็นสายเลือด"

ประโยคนี้เป็นอตพิ จน์

๓.อติพจน์ หมายถึง การกล่าวเกินจริง โดยมีเจตนาเน้นย้ำให้ข้อความมีน้ำหนัก เพื่อให้ผู้รับสารเกิด

ความเข้าใจอย่างลกึ ซ้งึ ดงั นั้น การใชถ้ อ้ ยคำในภาพพจนอ์ ตพิ จนจ์ ะไม่คำนึงถึงความเป็นจรงิ เช่น

- ผมรู้สึกหวิ จนกนิ ชา้ งได้ทั้งตวั

- รอ้ นตบั แตก

- น่ังรอมาสามช่วั โมงจนรากงอกแล้วนะ

ตัวอยา่ ง

ดอกไมป้ ่าปรุงกลิน่ ประทนิ่ ป่า อบบุหงามาลยั ทั่วไพรกว้าง

หอมจนหอบหัวใจไปเคว้งควา้ ง เคลม้ิ ถวลิ กลิน่ ปรางอบกลางทรวง

วารดี ุริยางค์ : เนาวรัตน์ พงษไ์ พบลู ย์

จากตัวอย่างแสดงพลังของภาพพจน์อติพจน์ที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกสัมผัสได้ว่า กลิ่นของดอกไม้ป่า หอม

มากจนทำให้คนท่ีได้กล่ินจิตใจเลื่อนลอยไม่อยู่กบั เน้ือกับตวั หากใช้ถอ้ ยคำธรรมดาในการเรียบเรียง อาจทำให้

ผอู้ ่านรบั รู้ไม่ได้ถงึ ความหอมนั้น

นี่ฤๅบตุ รพี ระดาบส งามหมดหาใครจะเปรยี บได้

อนจิ จาบดิ าท่านแสรง้ ใช้ มารดตน้ ไม้พรวนดิน

ดผู วิ สินวลละอองอ่อน มะลซิ อ้ นดดู ำไปหมดสนิ้

สองเนตรงามกวา่ มฤคนิ นางนี้เป็นป่นิ โลกา

(ศกุนตลา)

ตราบขนุ คิริขนั ขาดสลาย ลงแม่

รกั บ่หายตราบหาย หกฟ้า

สรุ ยิ จันทรขจาย จากโลก ไปฤๅ

ไฟแลน่ ล้างสหี่ ล้า หอ่ นล้างอาลัย

(นิราศนรินทร)์

เสยี งไหท้ ุกราษฎร์ไห้ ทกุ เรือน

อกแผน่ ดินดูเหมอื น จกั ขว้ำ

บเหน็ ตะวนั เดือน ดาวมดื มวั นา

แลแห่งใดเห็นน้ำ ย่อมนำ้ ตาคน

(ลิลิตพระลอ)

๔. บุคคลวัตหรือบุคลาธิษฐาน หมายถึง การสมมุติให้สิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ที่ไม่ใช่มนุษย์ ให้มี
ความรู้สึกนึกคิด มีอารมณ์ แสดงกิริยาอาการเหมือนมนุษย์ สามารถสื่อความรู้สึกมายังผู้รั บสาร ภาพพจน์

46

ประเภทนี้จะช่วยให้ผู้รับสารมองเห็นภาพและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้ส่งสารมีเจตนาถ่ายทอดมากยิ่งข้ึน
เช่น

ดวงตะวัน แยม้ ย้ิม, สายลมโลมไล้เอาอกเอาใจพฤกษาลดามาลย์
ตน้ ไม้แตง่ ตวั อยู่ในม่านมัวของหมอกคราม
บา้ งลอกเปลือกอย่ปู ลามปลาม บ้างแปรกงิ่ ประกบกัน
บา้ งปลวิ ใบสยายลม บา้ งชนื่ ชมช่อชูชนั
บา้ งแตกกงิ่ อวดตาวนั บ้างวอ่ นไหวจะร่ายรำ
บ้างเตรียมหาผ้าแพรคลุม บ้างประชุมอยู่พมึ พำ
ทา่ นผู้เฒ่ากเ็ ตรยี มทำ พธิ ีส่ขู วัญผเู้ ยาว์
มา่ นหมอกค่อยคล้อยคล่ี เผยเวทีอันพรง้ิ เพราด
หมู่ไม้ร่าเรงิ เรา้ จะต้อนรบั ฤดูกาล

(เพลงขล่ยุ ผิว : เนาวรตั น์ พงษ์ไพบลู ย์)

๕. สัทพจน์ เป็นการใช้คำเพื่อเลียนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เสียงดนตรี เสียงสัตว์ เสียงกิริยาอาการ
ต่าง ๆ ของมนุษย์ ใช้สื่อเรื่องราวได้อย่างสมจริง ทำให้ผู้ผู้รับสารเกิดจินตภาพตามเรื่องราวนั้น ๆ สัทพจน์จะ
ชว่ ยใหง้ านเขียนมคี วามโดดเดน่ ทง้ั ภาพและเสียง เช่น

- พอสนิ้ เสียงเอ๊ียด! เสยี งโครมกด็ ังก้องกลางถนน (เสียงรถเบรก,เสยี งรถชน)
- เมื่อสายลมพัดผ่านมาระฆงั นอ้ ยในวดั กด็ ังกรุ๊งกร๊ิง ๆ เพราะจับใจ (เสียงระฆงั )

กลองทองตคี รมุ่ ครม้ื เดินเรยี ง

ทา้ ตะเตงิ เตงิ เสียง ครุทครนื้

เสยี งป่รี ีเ่ รอ่ื ยเพียง การเวก

แตร้นแตร่นแตรฝร่งั ข้นึ หวูห่ วู้เสียงสงั ข์

(กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง : เจา้ ฟ้าธรรมาธเิ บศร)

จากตัวอย่างแสดงให้เห็นพลังของภาพพจน์สทั พจน์ที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพของกลุ่มคนที่กำลังเดินเลน่
ดนตรีในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้ยินเสียงของเครื่องดนตรชี นดิ ต่าง ๆ ได้แก่ เสียงเติงเติงของกลอง
เสยี งแตรน้ แตร่นของแตรฝรง่ั และเสียงหวู่หวูข้ องสังข์

๖. นามนัย เป็นการใช้คำหรือกล่าวถึงสิ่งหนึ่งแต่หมายถึงอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้ลักษณะร่วมกันบาง
ประการของความหมายเปน็ ตวั เชอื่ มโยงไปยงั อีกสง่ิ หน่ึงที่เปน็ เป้าหมายในการกล่าวถึง เช่น

ตัวอย่าง
- เขาครำ่ หวอดอยใู่ นวงการน้ำหมึก

47

ประโยคข้างต้นเป็นนามนัยสื่อความหมายถึงหนังสือหรือวรรณกรรม น้ำหมึกเป็นสิ่งสำคัญ
อย่างหนึ่งในการตีพิมพ์งานวรรณกรรมกว่าฉันจะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ ก็ต้องใช้ความพยายามอยู่หลายปี
ทเี ดยี ว เป็นนามนยั ท่ีสอ่ื ความหมายถึง ตำแหนง่ /ตำแหนง่ สำคญั มักมีเก้าอีเ้ ฉพาะ

๗. สัญลักษณ์ หมายถึง การเลือกใช้ถ้อยคำเพื่อกล่าวแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยถ้อยคำที่ใช้ต้องสื่อความ
หมายถึงสิ่งนั้นได้ชัดเจน คนสวนใหญ่ยอมรับและเข้าใจตรงกันว่าสื่อความหมายเช่นนั้นซึ่งสัญลักษณ์อาจมี
ลักษณะเป็นคำเดียว ข้อความ ตอนหน่งึ ในเรือ่ ง หอื เปน็ เรอื่ งท้ังเร่ือง เช่น

ดอกกหุ ลาบ ใชแ้ ทนความรกั
กำแพง ใชแ้ ทน อปุ สรรคหรอื ปญั หา
ตวั อย่าง

วาเลนไทน์พี่มอบใหด้ ้วยใจรัก
นอ้ งประจักษ์กุหลาบแดงแจ้งสงสยั
จะถนอมความรักดว้ ยหวั ใจ
ถงึ ห่างไกลใกลช้ ิดจิตถึงกัน
(ความรัก:บรรจง ชาครตั พงศ์)

จากตัวอย่างผู้เขียนใช้ กุหลาบ เป็นสัญลักษณ์แทนความรักที่ชายหนุ่มมีให้หญิงสาว ผู้เขียนเลือกใช้
ถ้อยคำที่ไม่ต่างไปจากการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ลักษณะเด่นของบทร้อยกรองบทนี้คือ การเลือกใช้
สญั ลกั ษณ์ที่เป็นสากลทำให้สือ่ สารเขา้ ใจตรงกนั

๘. ปฏิพากษ์ หมายถึง การใช้ถ้อยคำที่ตรงกันข้าม ขัดแย้งกัน มากล่าวเปรียบเทียบกันเพื่อให้เกิด
ความหมายในการวิเคราะห์ความหมายหรอื ตีความจึงจะเขา้ ใจไดด้ ี เชน่

ใจดเี ป็นบา้
นำ้ ร้อนปลาเปน็ นำ้ เย็นปลาตาย
แพเ้ ปน็ พระชนะเปน็ มาร
ชัยชนะของผแู้ พ้
ผูแ้ พ้ที่ยอมรับความจริงได้ ผูท้ ี่ยอมแพ้เพ่อื ประโยชน์สขุ ของผอู้ ื่น

ภาพพจน์ที่กล่าวมาทั้งหมดในการจำแนกตัวอย่างให้เห็นว่ามีประเภทใดบ้าง ในงานเขียนชิ้นหนึ่ง
อาจจะพบว่ามีการใช้ภาพพจน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับทักษะการเขียนของผู้ใช้ ภาพพจน์ที่
พบได้บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ บุคคลวัต สัทพจน์ มักปรากฏในงานเขียน
ประเภทตา่ ง ๆ ท้งั ที่เปน็ บนั เทิงคดีและสารัตถคดี หรือแม้แตใ่ นการพดู ก็อาจมีการเปรียบเปรยและใช้ภาพพจน์
เพ่ือช่วยให้การส่ือสารมปี ระสิทธิภาพและมีวาทศิลป์


Click to View FlipBook Version