The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล่มหน่วยที่ 2 มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by monaria.kk, 2021-10-17 02:54:29

รวมเล่มหน่วยที่ 2 มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

รวมเล่มหน่วยที่ 2 มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

การเล่นเสียง 48

การเล่นเสียง คือ การเลือกสรรคำสัมผัสมาใช้ในคำประพันธ์ มีทั้งเสียงสัมผัสพยัญชนะ สระ และ
วรรณยุกต์ให้พิเศษกว่าปกติ มีวัตถุประสงค์เพื่อทำนองที่ไพเราะเมื่ออ่านออกเสียง และเพื่ออวดฝีมือของกวี
การเลน่ เสยี งมีอยดู่ ้วยกนั ๓ ชนดิ ได้แก่

การเลน่ เสยี งพยัญชนะ
การเล่นเสียงพยัญชนะ คือ การใช้สัมผัสพยัญชนะ (หรือสัมผัสอักษร) หลายพยางค์ติดกัน เพื่อ

ความไพเราะ เชน่

“ไผซ่ ออ้อเอียดเบียดออด ลมลอดไลเ่ ลยี้ วเรยี วไผ่
ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบไล้นำ้ ลำคลอง”

การเลน่ เสยี งสระ
การเล่นเสยี งสระ คือ การใช้สมั ผัสสระหลายพยางคต์ ิด ๆ กนั แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ สัมผัสนอก

และสมั ผัสใน การเลน่ สัมผัสนอกน้ันเปน็ ไปตามขอ้ บงั คบั ของฉันทลักษณอ์ ยู่แลว้ เช่น

“งาหน่งึ เจด็ โบกขรณี สระหน่งึ ย่อมมี
เจ็ดกออบุ ลบันดาล”

สัมผัสใน เป็นการเล่นคำที่เป็นลีลา เป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสียงพิเศษที่ไพเราะและสะเทือนอารมณ์ ซ่ึง
เป็นส่วนท่ีกวใี ชแ้ สดงความสามารถทางวรรณศิลปข์ องตนเอง เชน่

“จะคลอดบุตรสุดปวดให้รวดร้าว ตงึ หัวหน่าวเหน็ดเหนือ่ ยเมื่อยตน้ ขา
แสนห่องหอ้ ยพรอยพรายพรา่ งสายตา จะเรยี กหาขุนช้างใหห้ มางใจ”

การเล่นเสียงวรรณยกุ ต์
การเล่นเสียงวรรณยุกต์คือการใช้คำไล่ระดับเรียงตามการผันวรรณยุกต์ไทย ๒ หรือ ๓ ระดับ

ติดกันเป็นชุด ๆ เป็นการเล่นเสียงแบบที่ทำได้ยากที่สุด เพราะนอกจากจะเล่นเสียงแล้ว ยังต้องคำนึงถึง
ความหมาย ไมใ่ หผ้ ิดเพ้ยี นอีกดว้ ย เช่น

“จบิ จบั เจาเจ่าเจา้ รังมา
จอกจาบจน่ั จรรจา จ่าจ้า
เคา้ คอ้ ยค่อยคอยหา เหน็ โทษ
ซอนซ่อนซ้อนสร้วิ หนา้ น่ิงเรา้ เอาขวัญ”

การเลน่ คำ 49

การเล่นคำ คือ การสรรคำมาเรียงร้อยในคำประพันธ์ โดยพลิกแพลงให้เกิดความหมายพิเศษและ
แปลกออกไปจากที่ใช้กันอยู่ เพื่อแสดงความสามารถของกวี มีการเล่นคำพ้อง การเล่นคำซ้ำ และการเล่นเชิง
ถาม

การเลน่ คำพอ้ ง
การเล่นคำพ้อง คอื การนำคำพ้องมาใชค้ กู่ ันใหเ้ กดิ ความหมายท่สี ัมพันธก์ ัน เช่น

"แขกเต้าจบั เตา่ รา้ ง เหมอื นพ่ีร้างห่างห้องมารศรี

เบญจวรรณจับวัลย์มาลี เหมือนวันเจ้าวอนพี่ให้ตามกวาง

(บทละคร เรอื่ งรามเกยี รต์ิ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช)

กวีเล่นคำท่มี เี สยี ง "วนั " ๓ คำ คอื (เบญจ)วรรณ-วลั ย์-วัน โดยนำมาใชใ้ ห้มีความหมายสัมพันธ์
กันได้อย่างกลมกลืน การเล่นคำพ้องเป็นกลวิธีการประพันธ์ที่กวนี ิยมมาก นอกจากคำพ้องเสียงดังข้างต้นแล้ว
นน้ั ยงั มีคำพ้องรูปอีก เชน่

"เห็นรอหักเหมอื นหนึง่ รักพี่รอรา แตร่ อท่ารง้ั ทกุ ข์มาตามทาง"
(นริ าศพระบาท : สนุ ทรภู)่

รอ คำแรก คือ หลักปกั กั้นกระแสน้ำ สว่ น "รอ" ในคำวา่ "รอรา" คอื หยุด และในคำว่า "รอ

ทา่ " หมายถึง คอย

การเล่นคำซำ้

การเลน่ คำซำ้ คือ การนำคำคำเดยี วมาใชซ้ ้ำ ๆ ในทใี่ กล้ ๆ กันเพอื่ ยำ้ ความหมายของขอ้ ความ

ให้หนักแนน่ มากยิง่ ข้นึ เชน่

เร่อื ยเรอ่ื ยมาเรียงเรียง นกบนิ เฉียงไปทัง้ หมู่

ตวั เดยี วมาไรค้ ู่ เหมือนพี่อย่เู พยี งเอกา

เสยี งสรวลระรีน่ ี้ เสยี งใด

เสยี งนชุ พ่ีฤๅใคร ใครร่ ู้

เสยี งสรวลเสยี งทรามวัย นชุ พ่ี มาแม่

เสยี งบังอรสมรผู้ อ่นื น้นั ฤๅมี

(กาพย์เหเ่ รือ : เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร)

การเลน่ คำเชงิ ถาม

การเล่นคำเชิงถาม คอื การเรยี งถ้อยคำใหเ้ ปน็ ประโยคเชิงถาม แตเ่ จตนาท่แี ท้จริงไม่ได้ถาม

เพราะไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการเน้นให้ข้อความมีน้ำหนักดึงดูดความสนใจและให้ผู้ฟังคิดตาม บางท่าน

อาจเรียกว่า การใช้คำถามเชิงวาทศลิ ป์ เชน่

“ กระนห้ี รือพระบดิ ามนิ า่ หนี ท้ังท่วงทีไม่สภุ าพทำหยาบหยาม”

“ยักขณิ ีผสี างหรืออย่างไร มาพาไปไมเ่ กรงขม่ เหงกู”

จินตภาพ 50

จนิ ตภาพ คือ ภาพท่เี กดิ ข้ึนในความคิดหรอื จินตนาการ ๓ ด้าน คือ

๑. ดา้ นภาพ การใช้คำเพือ่ ส่อื ใหเ้ หน็ ถงึ รปู รา่ ง ลักษณะ แสงสี เช่น

สามยอดตลอดระยะระยบั วะวะวับสลบั พรรณ
ช่อฟา้ ตระการกลจะหยนั จะเยาะยัว่ ทิฆัมพร

(สามัคคีเภทคำฉันท์ : ชติ บุรทัต)

๒. ด้านเสียง การใช้คำเพ่ือส่ือให้เกิดเสียง เชน่ ท้งั ทุ้มต่ำรำ่ เร่อื ยจะเจอ้ื ยแจว้
ประกายพรึกกะพรบิ พล้วิ พนั ทิวไม.้ ..
เสนาะเสียงสงั คตี ประณีตฉำ่
วะแว่วเพียงเสียงพ้อซอสายเอก

๓. ด้านการเคลื่อนไหว หรือเรียกอีกอย่างวานาฏการ การใช้คำเพื่อสื่อให้เห็นถึงความ
เคลื่อนไหวของส่งิ ตา่ ง เช่น

เรือชัยไววองว่งิ รวดเรว็ จริงย่ิงอย่างลม
เสยี งเสา้ เร้าระดม ห่มทา้ ยเยิน่ เดินคู่กนั

51

แบบฝกึ หัด
เรือ่ ง ภาพพจน์

1. จงนำหมายเลขหนา้ ภาพพจน์ต่อไปนี้ไปใส่ใหส้ อดคล้องกับบทประพันธ์ท่ีกำหนดให้

๑. อปุ ลักษณ์ ๒. อุปมา ๓.สทั พจน์ ๔. บคุ คลวตั

๕. สัญลักษณ์ ๖. อติพจน์ ๗.ปฏิพากย์ ๘. นามนัย

..........ก. สว่ นสมเด็จพระมัทรีศรสี นุ ทรบวรราชธิดา มหาสมมุตวิ งศ์วิสุทธิสืบสนั ดาน วราโรหาทรงพระพักตร์ผดุ
ผ่องดจุ เน้ือทองไม่เทยี มสี

..........ข. สว่ นเทพเจา้ ทั้งสามก็ลาลลี าศผาดแผลง จำแลงเปน็ พญาไกรสรราชผาดแผดเสยี งสนั่น ดั่งสายอัสนีล่นั
ตลอดป่า

...........ค. ต้ังพระทยั เป็นทุกขถ์ งึ ระเจา้ ลกู มิลืมเลย เดนิ พลางทางเสวยพระโศกพลาง
...........ง. พอประจวบจวนพญาพาฬมฤคราช สะดุ้งพระทัยไหวหวาดวะหวดี วิ่งวนแวะเข้าข้างทาง พระทัยนาง

ส่นั ระรัวริกเตน้ ดงั่ ตปี ลา
...........จ. โอ เหตุไฉน เหงาเงียบเมื่อยามน้ี ทั้งอาศรมก็หมองศรเี สมอื นหนงึ่ จะเศรา้ โศก
...........ฉ. นางก็เศรา้ สร้อยสลดพระทัย ดั่งเอาเหลก็ แดงมาแทงใจใหเ้ จบ็ จิตน่เี หลอื ทน อุปมาเหมือนคนไข้หนัก

มหิ นำ ยังแพทย์เอายาพิษมาวางซ้ำให้เวทนา
...........ช. เหน็ แลว้ ก็นา่ เพลดิ เพลนิ ไม่เมินได้ หรอื เจา้ ปะผลไม้ประหลาด รสสดสกุ ทรามเสวยไม่เคยกิน เจา้ ฉวย

ชอบลิน้ กห็ ลงฉันอยจู่ ึง่ ชา้ อปุ มาเหมือนหนง่ึ ภุมรนิ เทยี่ วบนิ วะว่อน เทยี่ วซบั ซาบเอาเกสรสุคนธมา
เลศ พบดอกไม้อนั วิเศษต้องประสงค์ หลงเคล้าคลงี รสจนลืมรงั
...........ญ. ชา่ งค่อนติงปริภาษณาได้ลงคอไม่คิดเลย พระคุณเอ่ยถึงพระองคจ์ ะสงสัย ก็นำ้ ใจของมทั รีน้ี กตเวที
เป็นไมเ้ ท้าเข้าสู่ท่ที างทดแทน รามงํ สีดาวนุพฺพตา อุปมาเหมือนสีดาอนั ภักดีต่อสามีรามบณั ฑติ
..........ณ. ต้นหว้าใหญ่ใกลอ้ าราม งามด้วยกิ่งก้านประกวดกัน ใบชอุ่มประชุมช่อเปน็ ฉัตรช้นั ดั่งฉัตรทอง
............ด. จะเอาแตบ่ รรณศาลานห่ี รอื เป็นบรเิ วณพระเมรทุ อง จะเอาแตเ่ สยี งสาลิการอนั รำ่ ร้องนน่ั หรอื มาเปน็
กลองประโคมใน
.............ต. รัศมีจนั ทรก์ ็มัวหมองเหมือนหน่งึ จะเศรา้ โศก แสนวิโยคเมื่อยามปจั จุสมัย ทั้งรศั มีพระสรุ โิ ยทัย

สอ่ งอยู่ราง ๆ ขึน้ เรอื งฟ้า
............ท. ทง้ั จักจัน่ พรรณลองไนเรไรรอ้ งอยหู่ ร่ิง ๆ ระเร่อื ยโรย โหยสำเนยี งด่ังเสียงสังคตี ขบั ประโคมไพร
.............น. นางยิ่งกลุ้มกลดั ขดั อุราผะผ่าวร้อน ขอ้ นพระทรวงทรงพระกันแสง
.............บ. ดะดมุ่ เดนิ เมิลมงุ่ ละเมาะไมม้ องหมอบ แต่ย่างเหยียบ เกรยี บกรอบกเ็ หลียวหลงั พระโสตฟังให้

หวาดแว่ว ว่าสำเนียงเสียงพระลกู แก้วเจา้ บ่นอยู่งึม ๆ

52

2. ใหน้ กั เรียนพิจารณาประพันธท์ ี่กำหนดให้ว่าใชภ้ าพพจน์ใด

ตวั อย่าง “โทสะประดุจไฟ ทเ่ี ผาไหมใ้ จของคน” อปุ มา
ภาพพจน์
ข้อ บทประพันธ์

1. เถาตำลงึ รมิ รวั้ ก็ยั่วทัก กระถินฝกั ดอกแคกแ็ ย้มคอ่ ย
มะรมุ รอมะละกอกร็ อคอย ใบหม่อนไหมน้อยก็ตน่ื ตัว

2. นำ้ ตาและรอยยมิ้ อยคู่ ู่ชีวติ มนุษยเ์ สมอมา

3. ณ ยามสายณั ห์ตะวันย่งิ ยอ้ ย แนะเร่งเท้าหน่อยทะยอยเหยียบหนา
ตะแล้กแตก้ แตก้ จะแหลกแล้วจ้า กระดง้ รบี มาแถอะรับขา้ วไป

4. “เมฆสดี ำแตม้ ฟา้ เวลานี้ มนั จะมวี นั จางร้างฟ้าไหม
เราอยากเหน็ รุ้งทองของฟ้าไทย ผอ่ งอำไพกระจา่ งทาบกลางฟ้า”

5. รกั กอ่ วิวาทกนั !โอ้ความชงั อนั นา่ รัก !

6. อนั ทกุ ข์โศกโรคภยั ในมนษุ ย์ ไมร่ สู้ ุดสิ้นลงทตี่ รงไหน
เหมอื นกงเกวียนกำเกวยี นเวียนระไว จงหกั ใจเสยี เถดิ เจ้าเยาวมาลย์

7. คิดถึงเธอทุกลมหายใจเขา้ ออก อยากถนอมเธออยใู นใจไปตลอด

8. ยมิ้ เดก็ คือยม้ิ โลก บรรเทาโศกดว้ ยยิม้ ฝนั

9. “อย่าเอื้อมเดด็ ดอกฟา้ มาถนอม

สงู สุดมือมักตรอม อกไข้

เด็ดแตด่ อกพยอม ยามยากชมนา

สูงกส็ อยด้วยไม้ อาจเอ้ือมเอาถึง”

10. อันความคดิ วิทยาเหมอื นอาวธุ ประเสรฐิ สุดซอ่ นใสเ่ สียในฝกั

สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึงคอ่ ยชกั เชือดฟันให้บรรลัย

11. รถเอยรถทีน่ งั่ บษุ บกบลั ลงั กต์ ั้งตระหงา่ น

กว้างยาวใหญ่เทา่ เขาจกั รวาฬ ยอดเยีย่ มเทยี มวมิ านเมืองแมน

12. คนเราจะต้องต่อสู้ต้งั แต่อยใู่ นเปลจนไปสู่ปา่ ชา้

13. เรามนี าวาทพิ ยท์ ำด้วยมุกดา มีความปรารถนาเป็นใบ มีความ

อำเภอใจเป็นหางเสือ

14. มะนาวน้อยอย่าพลอยไปเหลิงเล่น ตะวันเยน็ ลงไปจะไม่แจ้ง

ผักชยี ี่หร่าไยตาแดง ตะกรา้ เกา่ นอนตะแคงเฝา้ คอยดู

15. เกอื บรงุ่ ฝงู ชา้ งแซ่ แปรน๋ แปรน๋

กรวดปา่ มาแกร๋นแกร๋น เกร่ินหย้าน

ฮมู ฮูมอู่มอึงแสน สนนั่ รอบ ขอบแฮ

คกึ คึกทึกสะเทือนสะท้าน ถ่นิ ไมไ้ พรพรรณ

16. การจดั สรรงบประมาณควรให้ไดไ้ ปสรู่ ะดบั รากหญ้าจรงิ ๆ

17. ขนนกหนกั !ควนั ผ่องพรรณ ! ไฟเยน็ , อกี ไข้สุขา !
ต่ืนอยแู่ ตห่ ลบั ในนี่ไม่เปน็ เชน่ เห็นนา !

53

แบบฝึกหัด
เรื่อง การเล่นเสยี ง - เลน่ คำ และจนิ ตภาพ

คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรียนยกตวั อย่างบทประพนั ธ์ท่มี ีคณุ คา่ ทางดา้ นวรรณศิลป์ ตามประเดน็ ตอ่ ไปนี้

การเลน่ เสียงพยัญชนะ ...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

การเลน่ เสยี งสระ ...........................................................................................
การเล่นเสยี งวรรณยกุ ต์ ...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

การเล่นคำพอ้ ง ...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

การเลน่ คำซำ้ ...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

การเลน่ คำคำเดียว 54
ในต้นวรรค
...........................................................................................
การเล่นคำเชิงถาม ...........................................................................................
...........................................................................................
จินตภาพด้านภาพ .......................................................................................

จนิ ตภาพด้านเสยี ง ...........................................................................................
...........................................................................................
จนิ ตภาพ ...........................................................................................
ด้านการเคลอื่ นไหว .......................................................................................

...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

...........................................................................................
...........................................................................................
...........................................................................................
.......................................................................................

การเขียนเรียงความ 55

เรียงความ เป็นงานเขียนชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์จะถ่ายทอดความรู้ ความคิดทรรศนะ
ความรู้สึก ความเข้าใจออกมาเป็นเรื่องราว ด้วยถ้อยคำสำนวนที่เรียบเรียงอย่างชัดเจนและท่วงทำนองการ
เขียนท่ีน่าอ่าน

๑. จดุ ประสงค์ของการเขียนเรียงความ มี 4 ประเภท
1.๑ เพื่อโนม้ น้าวใจผู้อา่ นใหเ้ ช่อื ถือหรือคลอ้ ยตามแนวคดิ ของผู้เขยี น
๑.2 เพ่อื ใหข้ ้อเทจ็ จริงแก่ผ้อู ่าน
๑.3 เพ่ือให้ความบนั เทิงแก่ผ้อู ่าน
๑.4 เพื่อสง่ เสรมิ ให้ผู้อา่ นใชค้ วามคิดของตนใหก้ ว้างขวางยิ่งขน้ึ

๒. โวหารในการเขยี น
โวหาร หมายถึง วิธีการเขียนเรียบเรียงข้อความให้สอดคล้องกับเนือ้ เรื่อง โวหารทีใ่ ช้ในการ

เขียนเรียงความ ได้แก่ พรรณนาโวหาร บรรยายโวหาร อุปมาโวหาร เทศนาโวหาร เทศนาโวหาร สาธกโวหาร
และอธบิ ายโวหาร ดงั น้ี

๒.1 พรรณนาโวหาร หมายถงึ การเรยี บเรยี งข้อความโดยใหร้ ายละเอยี ดเกย่ี วกับบุคคล
ส่ิงของ ธรรมชาติ สภาพแวดล้อม ตลอดจนความรูส้ กึ ตา่ ง ๆ ของผเู้ ขียน โดยเน้นให้ผอู้ า่ นเกดิ อารมณ์ความรู้สึก
รว่ มกับผเู้ ขียน ดังตวั อย่าง

“ สมใจเป็นสาวงามที่มีลำแขนขาวผ่องทั้งกลมเรียวและอ่อนหยัด ผิวขาวละเอียด
เชน่ เดียวกับแขน ประกอบด้วยหลงั มืออวบนูน นิว้ เล็กเรียว หลงั เลบ็ มีสีดงั กลีบดอกบวั แรกแยม้ ”

๒.2 บรรยายโวหาร หมายถงึ การเขยี นอธิบายหรือบรรยายเหตุการณ์ท่ีเป็นข้อเท็จจริง
ตามลำดับเหตุการณ์ เป็นการเขียนตรงไปตรงมา ไม่เยิ่นเย้อ มุ่งความชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ ความ
เข้าใจ เช่น การเขียนเลา่ เรือ่ ง เล่าเหตกุ ารณ์ การเขยี นรายงาน เขียนตำราและเขยี นบทความ ดังตวั อย่าง

“ช้างยกขาหน้าให้ควาญเหยียบขึ้นนั่งบนคอ ตัวมันสูงใหญ่ ใบหูไหวพะเยิบ หญิง
บนเรอื นลงบันไดมาข้างลา่ ง เธอชูแขนยืน่ ผา้ ขาวมา้ และขา้ วหอ่ ใบตองขึ้นมาให้เขา”

๒.3 อุปมาโวหาร หมายถึง การเขียนเป็นสำนวนเปรียบเทียบที่มีความคล้ายคลึงกัน
เพื่อทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยการเปรียบเทียบสิ่งของที่เหมือนกัน เปรียบเทียบโดยโยง
ความคดิ ไปส่อู ีกสงิ่ หนง่ึ หรือเปรยี บเทียบขอ้ ความตรงกันขา้ มหรือข้อความที่ขดั แยง้ กัน ดงั ตวั อยา่ ง

“ อันว่าแก้วกระจกรวมอยู่กับสุวรรณ ย่อมได้แสงจับเป็นเลื่อมพรายคล้ายมรกต
ผทู้ ่ีโงเ่ ขลาแม้ได้อยูใ่ กลน้ ักปราชญ์ ก็อาจเป็นคนเฉลียวฉลาดไดฉ้ นั เดยี วกัน”

56

๒.4 เทศนาโวหาร หมายถึง การเขียนอธิบาย ชี้แจงให้ผู้อ่านเข้าใจ ชี้ให้เห็นประโยชน์
หรือโทษของเร่ืองทกี่ ลา่ วถึง เป็นการชักจงู ให้ผอู้ ื่นคลอ้ ยตาม เห็นดว้ ยหรือเพอื่ แนะนำสั่งสอนปลุกใจหรอื เพ่ือให้
ข้อคิดคตเิ ตอื นใจผูอ้ ่าน ดงั ตัวอยา่ ง

“ การทำความดีนั้น เมื่อทำแล้วก็แล้วกัน อย่าได้นำมาคิดถึงบ่อย ราวกับว่าการ
ทำความดีน้ันชา่ งยิ่งใหญ่นัก ใครกท็ ำไม่ได้เหมือนเรา ถ้าคดิ เช่นน้นั ความดีน้นั ก็จะเหลือเพียงครึ่งเดียว
แตถ่ ้าทำแลว้ ก็ไมน่ า่ นำมาใส่อีก คดิ แต่จะทำอะไรต่อไปอีกจงึ จะดี จึงจะเปน็ ความดีทสี มบูรณ์ ไม่ตกไม่
หลน่ ”

๒.5 สาธกโวหาร หมายถึง การหยิบตัวอย่างมาอ้างอิงประกอบการอธิบายเพื่อ
สนบั สนุนขอ้ ความท่เี ขยี นไวใ้ ห้ผู้อา่ นเขา้ ใจ และเกดิ ความเชือ่ ถอื ดงั ตัวอยา่ ง

“ อำนาจความสัตย์เป็นอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียงแต่จับหัวใจคน แม้แต่สัตว์ก็
ยังมีความรู้สึกในความสัตย์ซื่อ เมื่อกวนอูตายแล้ว ม้าของกวนอูก็ไม่ยอมกินหญ้ากินน้ำและตายตาม
เจา้ ของไปในไมช่ ้า ไมย่ อมใหห้ ลงั ของมันสัมผัสกบั ผอู้ นื่ นอกจากนายของมัน”

๒.6 แบบอธิบาย หมายถึง การชี้แจงให้ผู้อ่านทราบและเกิดความกระจ่างแจ่มแจ้งใน
เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่น การอธิบายโทษของยาเสพติด วิธีทำกับข้าว ปัญหาสังคม
การจราจร คำอธบิ ายรอ้ ยกรอง งานอดิเรก เปน็ ต้น ดงั ตวั อยา่ ง

“ คำว่า สลัด เป็น ภาษามลายู หมายความว่า ช่องแคบในทะเล ชาวมลายูซึ่งอยู่
ตามชายฝ่ังทะเลตอนชอ่ งแคคบมะละกาในสมยั โบราณ มกั ประพฤติตนเป็นโจร คอยดักปลน้ เรอื สำเภา
ที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา ถ้าเรือสำเภาลำใดใบไม่ติดลมในคราวลมอับก็ต้องลอยกลางทะเล ชาว
ทะเลที่อยู่บนฝ่ังทะเลในช่องแคบ ซึ่งเรียกว่า ชาวสลัด ก็ถือโอกาสยกพวกลงเรือเล็กมาล้อมตีปล้นเรือ
สำเภาลำน้นั คำว่า สลัด จงึ ติดมาเปน็ คำในภาษาไทย หมายความวา่ โจรสมทุ รหรือโจรทะเล”

๓. องคป์ ระกอบของเรียงความ
เรียงความมีองค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป งานเขียนทุกประเภท

จะต้องประกอบด้วยองคป์ ระกอบสามส่วนน้ี ดงั จะไดก้ ล่าวถึงรายละเอียดขององค์ประกอบพร้อมกับกลวิธีการ
เขียนต่อไปน้ี

๓.๑ คำนำ เป็นส่วนหนึ่งของเรียงความส่วนแรกที่มีหน้าที่เปิดประเด็นเข้าสู้เรื่อง เป็น
การบอกให้ผูอ้ ่านทราบว่าผู้เขียนจะเขียนเรือ่ งอะไร เพอ่ื ชักนำใหค้ นสนใจอ่านเนอ้ื เร่ืองต่อไป คำนำเป็นส่วนท่ี
สำคัญส่วนหนงึ่ ของเรียงความเพราะเปน็ ส่วนชว่ ยดึงดูดใหผ้ ู้อ่านหนั มาสนใจเรื่องราวทีเ่ ขียน ผู้อา่ นจะอ่านเรื่อง
ตอ่ ไปหรือไม่ ก็อย่ทู ่ีคำนำนัน้ เอง คำนำทีด่ ีอาจจะเริ่มต้นด้วย

57

1. นำด้วยการเลา่ ปญั หาเร่งด่วนหรือประเดน็ ท่ีกำลังเปน็ ที่นา่ สนใจในสงั คม
2. นำด้วยคำถามชวนใหค้ ิด
3. นำด้วยการเลา่ เร่อื งที่จะเขียน เชน่ กลา่ วถงึ ความเปน็ มาของเร่ืองหรือจุดประสงคข์ องการเขียน
4. นำด้วยการยกคำพูด ข้อความ บทเพลง คำขวญั หรอื สำนวนสุภาษติ ทน่ี า่ สนใจ
5. นำด้วยบทรอ้ ยกรองหรือบทกวีที่นา่ สนใจ

๓.๒ เนื้อเรื่อง หรือ เนื้อความ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการเขียนเรียงความ เพราะ
เป็นส่วนที่เสนอความรู้ความคิดความเข้าใจทรรศนะหรือความรู้สึกของผู้เขียนให้แจ่มแจ้งโดยอาจจะยก
อทุ าหรณ์ สภุ าษิต และประสบการณ์ของผ้เู ขยี นมาสนบั สนุนเร่ืองทเ่ี ขยี นได้

นักเรียนจะต้องคิดก่อนเป็นขั้นแรกว่า จะเลือกเขียนเรื่องอะไร มีวัตถุประสงค์และมี
ขอบเขตในการเขียนกว้างหรือแคบเพียงใด เมื่อคิดวางแผนเป็นลำดับดังกล่าวแล้ว ก็เริ่มเขียนโครงเรื่องเพ่ือ
เป็นแนวทางในการเขียน

ขั้นตอนต่อไปคือ การเรียงเนื้อหาไปตามโครงเรื่องที่ไดก้ ำหนดไว้ โครงเรื่องที่กำหนดไว้
เป็นข้อ ๆ นน้ั กค็ อื เนอ้ื หาในย่อหนา้ หน่ึง ๆ น้ันเอง เม่ือจะขยายความแต่ละหวั ขอ้ ก็ยอ่ มจะได้ย่อหนา้ ท่ีมีเน้ือหา
เป็นเอกภาพและมีน้ำหนัก และถ้าเขียนแต่ละย่อหน้ามีประโยคใจความสำคัญ และมีประโยคขยายความท่ี
สนับสนุนประโยคใจความสำคัญอย่างชัดเจนแล้ว เรียงความเรื่องนั้นก็จะเป็นเรียงความที่มีเนื้อหาสมบูรณ์
เรียงความแต่ละเรื่องจะมีย่อหน้าเรื่องเท่าใดก็ได้ แต่เป็นไปไม่ได้ที่เรียงความเรื่องหนึ่งจะมีย่อหน้าเนื้อเรื่อง
เพียงย่อหน้าเดียว

ในการเขียนเรียงความนั้น การใช้ถ้อยคำภาษาเป็นสิ่งสำคัญมาก นักเรียนจะต้อง
พิถพี ถิ ันในการใช้ภาษา ภาษาที่ใช้ต้องเปน็ ภาษาแบบเป็นทางการ กล่าวคอื ภาษาจะถกู ต้องตามหลกั การเขียน
มีการเลือกสรรถ้อยคำมาเรียบเรียงให้กะทัดรัด ชัดเจนอ่านเข้าใจง่าย ราบรื่น สละสลวย และมีลีลาการ
เขยี นทนี่ ่าสนใจ

๓.๓ สรุป เป็นส่วนสุดท้ายของเรียงความที่ผู้เขียนจะเน้นความรู้ ความคิดหลักหรือ
ประเด็นสำคัญของเรื่องที่เขียนอีกครั้งหนึ่ง การสรุปนับว่ามีส่วนสำคัญเท่ากับคำนำ เพราะเป็นส่วนช่วยเสริม
ให้เรียงความมคี ณุ คา่ ขึน้

วิธีการเขียนสรุปมีด้วยกันหลายวิธี เช่น เน้นย้ำประเด็นหลัก เสนอคำถามหรือข้อคิด
สรุปเรอ่ื ง เสนอความคดิ ของผ้เู ขียน ขยายจดุ ประสงค์ของผู้เขียน หรอื สรุปด้วยสภุ าษิต คำคม สำนวนโวหาร
คำพงั เพย การอ้างคำพูดของบุคคล อ้างทฤษฎี หลักศาสนา หรอื คำสอนและบทรอ้ ยกรอง เปน็ ต้น

๔. การเลอื กเรือ่ งท่ีจะเขียนเรียงความ
หากจะต้องเป็นผู้เลือกเรื่องเอง ควรเลือกตามความชอบหรือความถนัดของตนเอง การ

ค้นคว้าหาขอ้ มูลอาจทำไดโ้ ดยการคน้ ควา้ จากหนงั สือ นิตยสาร วารสาร อนิ เทอร์เนต็ หรือสือ่ อ่ืน ๆ

58

๕. การวางโครงเรื่องกอ่ นเขยี น
เมื่อได้หัวข้อเรื่องแล้ว ต้องวางโครงเรื่องโดยคำนึงถึงการจัดการจัดลำดับหัวข้อเรื่องที่จะ

เขยี นใหส้ ัมพนั ธ์ ตอ่ เนื่องกนั เช่น
- จดั ลำดับหัวขอ้ ตามเวลาทีเ่ กดิ
- จัดลำดับหัวขอ้ จากหน่วยเลก็ ไปสู่หน่วยใหญ่
- จัดลำดบั ตามความนิยม

โครงเรื่องของงานเขียนควรจัดหมวดหมู่ของแนวคิดสำคัญเพื่อเป็นแนวทางในการเขียน
โครงเรือ่ งเปรยี บเสมอื นแปลนบ้านผสู้ ร้างบ้านจะต้องใชแ้ ปลนบา้ นเป็นแนวทางในการสรา้ งบา้ น การเขียนโครง
เรอ่ื งจึงมีความสำคัญทำใหผ้ ู้เขยี นเรียงความเขยี นได้ตรงตามจุดประสงค์ท่ตี ั้งไว้ ถ้าไมเ่ ขียนโครงเร่ืองหรือไม่วาง
โครงเรอ่ื งเรยี งความอาจจะออกมาไมต่ รงตามที่ผ้เู ขียนต้องการ

๖. การเขียนย่อหนา้
การย่อหน้าเปน็ สิ่งจำเปน็ อีกอยา่ งหนง่ึ เพราะจะชว่ ยใหผ้ ู้อ่านอา่ นเขา้ ใจงา่ ยและอ่านได้เร็ว

มีชอ่ งว่างใหไ้ ดพ้ ักสายตา ผูเ้ ขยี นเรยี งความได้ดีต้องรู้หลักในการเขยี นยอ่ หน้า และนำยอ่ หนา้ แตล่ ะย่อหน้ามา
เชื่อมโยงให้สมั พันธ์กนั ในย่อหน้าหนึ่ง ๆ ต้องมีสาระเพียงประการเดียว ถ้าจะขึ้นสาระสำคญั ใหมใ่ ห้เขียนใน
ย่อหน้าต่อไป ดังนัน้ การยอ่ หน้าจะมากหรือนอ้ ย ข้นึ อยู่กบั สาระสำคญั ทีต่ ้องการเขยี นถึงในเนื้อเร่อื ง แตอ่ ย่าง
นอ้ ยเรยี งความตอ้ งมี ๓ ย่อหน้า คือย่อหนา้ ท่ีเป็นคำนำ เน้ือเรอ่ื ง และสรุป

๗. การเชื่อมโยงย่อหน้า
การเชื่อมโยงย่อหน้าทำให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างย่อหน้าเรียงความเรื่องหนึ่งย่อม

ประกอบด้วยย่อหน้าหลายย่อหน้าการเรียงลำดับย่อหน้าตามความเหมาะสมจะทำให้ข้อความเกี่ยวเนื่องเป็น
เรื่องเดียวกัน วิธีการเชื่อมโยงย่อหน้าแต่ละย่อหน้าก็เช่นเดียวกันกับการจัดระเบียบความคิดในการวางโครง
เรอื่ งซงึ่ มดี ้วยกัน ๔ วิธคี ือ

๗.๑ การลำดบั ยอ่ หนา้ ตามเวลาอาจลำดับตามเวลาในปฏิทินหรือตามเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน
ก่อนไปยงั เหตุการณ์ทเ่ี กิดข้ึนภายหลัง

๗.๒ การลำดบั ยอ่ หนา้ ตามสถานทเ่ี รยี งลำดบั ข้อมูลตามสถานท่หี รือตามความเป็นจริงท่ี
เกดิ ขน้ึ

๗.๓ การลำดับย่อหน้าตามความสำคัญ เรียงลำดับตามความสำคัญมากที่สุด สำคัญ
รองลงมาไปถึงสำคญั น้อยทีส่ ุด

๗.๔ การลำดับยอ่ หน้าตามเหตผุ ล อาจเรียงลำดบั จากเหตไุ ปหาผลหรือผลไปเหตุ

59

แบบฝึกหัด
เร่ือง การเขียนเรียงความ

คำช้แี จง : ใหน้ กั เรยี นสรปุ ความร้เู รื่อง การเขยี นเรียงความในรปู แบบผงั มโนทศั น์

แบบฝกึ หดั 60
เร่อื ง การเขยี นโครงเรือ่ งเรียงความ

คำช้แี จง : ใหน้ ักเรยี นวางโครงเร่ืองเรียงความ “นักเรยี นไทยในยุคโควดิ ๑๙”

............................................................................................................................. ...........................................
..................................................................................................................................................... ...................
............................................................................................................... .........................................................
............................................................................................................................. ...........................................
.......................................................................................................................................................... ..............
.................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................................................... .........
......................................................................................................................... ...............................................
............................................................................................................................. ...........................................
.................................................................................................................................................................... ....
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ...........................................
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ...........................................
....................................................................................... .................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
.................................................................................................................................. ......................................
............................................................................................ ............................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
....................................................................................................................................... .................................
............................................................................................................................. ...........................................
....................................................................................... .................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
.................................................................................................................................. ......................................
............................................................................................ ............................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
....................................................................................................................................... .................................
................................................................................................. .......................................................................

แบบฝึกหัด 61
เรอ่ื ง เรียงความของฉัน

คำชีแ้ จง : ให้นักเรียนนำโครงเรอ่ื งท่วี างไว้ มาเขยี นเรยี งความให้มีองคป์ ระกอบครบถว้ น มีเนอื้ หาสอดคล้องกับ
ประเด็นท่ีกำหนดพร้อมตัง้ ชอื่ เร่ืองให้ครอบคลุม ความยาว ๒๕ – ๓๐ บรรทัด
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
........................................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
............................................................................................................. .................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.................................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................. ............................................
....................................................................................... .......................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

62

การพดู สรุปแนวคดิ จากเรื่องทีฟ่ ังและดู

การพูดสรุปแนวคิดจากเรื่องที่ฟังและดู คือ การจับใจความหรือสรุปสาระสำคัญของสารนั้นเพ่ือ
นำเสนอใหแ้ กผ่ ู้รบั สารทราบ อาจเป็นขอ้ เท็จจริงและขอ้ คดิ เหน็ อย่างใดอยา่ งหน่งึ หรือทัง้ สองอย่างประกอบกนั

หลักการฟังและการดูที่ดี
หลกั การฟังและการดทู ีด่ ี ได้แก่
๑. ฟังและดูให้ตรงจุดประสงค์ จะทำใหผ้ ูร้ บั สารร้จู ักเลือกฟังหรือดูในสง่ิ ที่ต้องการและทำให้ตั้งใจรับ

สารเพ่ือให้ไดป้ ระโยชน์ตามจดุ มงุ่ หมายทก่ี ำหนด
๒. ฟังและดูดว้ ยความพร้อม คอื ตอ้ งมีความพรอ้ มท้งั ทางร่างกาย จิตใจ และสตปิ ัญญา
๓. ฟังและดูอยา่ งมีสมาธิ คือ มีความตง้ั ใจจดจอ่ อยู่กบั เร่ืองท่ีฟงั หรือดู ไมฟ่ ุ้งซ่านหรือคดิ ถึงเรอ่ื งอน่ื ๆ
๔. ฟังและดดู ว้ ยความกระตือรอื รน้ คอื มีความสนใจ เห็นประโยชน์หรอื คณุ ค่าของเร่ืองท่ี

ฟงั หรือดู
๕. ฟังและดูโดยไม่มีอคติ คือ ไม่มีความลำเอียง ซึ่งความลำเอียงเกิดจากความรัก ความโกรธ ความ

หลง
๖. ฟังและดูโดยใชว้ ิจารณญาณ จะนำสิ่งทีฟ่ ังหรอื ดูมาประเมนิ ว่ามีประโยชนห์ รอื นา่ เช่ือถือมากน้อย

แค่ไหน

ประเภทของสารท่ีใชใ้ นการฟงั และดู
๑. สารที่ให้ความรู้ มีทั้งความรู้ทั่วไปที่ได้ยินได้เห็นในชีวิตประจำวัน การทำงานจากบุคคลรอบข้าง

ข่าวสาร สารคดี บทวิเคราะหข์ า่ ว พจิ ารณาใหร้ อบคอบ
๒. สารที่ให้ความบันเทิง จะไม่เน้นที่ความสำคัญของเนื้อหาสาระ จะเน้นที่ความสนุกสนาน

เพลิดเพลินแก่ผูร้ บั สาร
๓. สารที่ให้ความจรรโลงใจ ก่อให้เกิดสติปัญญา หรือช่วยยกระดับจิตใจของผู้รับสารให้สูงขึ้น ผู้รับ

สารต้องมวี จิ ารณญาณท่ีเชื่อหรือปฏิบัติในสง่ิ ที่ถกู ตอ้ ง
๔. สารที่โน้มน้าวใจ จะออกมาในลักษณะชักชวนให้เห็นดีเห็นงามหรือให้โอนอ่อนตาม ให้เชื่อหรือ

ปฏบิ ัตติ ามในสง่ิ ทผี่ ู้ส่งสารต้องการ ผู้ฟังหรือผดู้ สู ารต้องมีวจิ ารณญาณใหร้ อบคอบ เช่น การดูโฆษณาสนิ ค้า

ขั้นตอนในการพูดสรุปแนวคดิ จากเรอ่ื งทฟ่ี งั และดู มีดงั นี้
1. ตั้งใจฟังและดูสารนั้นอย่างมีสมาธิเพื่อเก็บสาระสำคัญ ว่าเป็นเรื่องอะไร ใครทำอะไร ที่ไหน

เมอ่ื ไหร่ อยา่ งไร และผลเปน็ อยา่ งไร โดยนักเรียนต้องลำดบั เหตุการณ์และความสัมพันธ์ของสารที่ได้

63

2. พิจารณาหาแนวคิดสำคัญจากสาระสำคัญที่ได้จากการฟังและดู ในบางครั้งแนวคิดสำคัญหรือ
แก่นเรอื่ งจะปรากฏให้เหน็ ชดั เจนหรอื บางครง้ั อาจแฝงอยใู่ นสารต้องพจิ ารณาอยา่ งถถ่ี ้วนจงึ จะพบ

3. กลั่นกรองแนวคิดที่ได้ ขั้นตอนนี้เป็นการสรุปรวบยอดของสาระทั้งหมดให้เป็นประเด็น แล้วขยาย
ความให้สอดคลอ้ งเหมาะสมกบั ชอื่ เรอ่ื งของสารที่ฟงั และดู

4. วิเคราะห์การใช้ภาษาว่าใช้ถ้อยคำได้เหมาะสมกับเนื้อหาเรื่องราวหรือไม่ มีความเหมาะสมกับ
จดุ มุ่งหมาย แนวคดิ ทีต่ ้องการนำเสนอหรอื ไม่ อยา่ งไร การใช้ภาษาในสารนัน้ สง่ ผลต่อความนา่ เช่ือถอื หรอื ไม่

5. เขียนบทพูดโดยสรุปสาระสำคัญ แนวคิด การวิเคราะหก์ ารใช้ภาษา และความน่าเชื่อถอื ที่ได้จาก
การฟงั และดูสาร ควรใช้ภาษาท่ีเข้าใจงา่ ย สอ่ื ความหมายได้ชดั เจนเหมาะสมกบั ผู้ฟงั และกาลเทศะ

6. เริ่มพูด นักเรียนพูดสรุปสาระสำคัญ แนวคิด การใช้ภาษาจากเรื่องที่ฟังและดู จากนั้นประเมิน
ความน่าเช่ือถอื ของสาร ประเมนิ การพูดของตนเอง และประสบการณ์ท่ไี ดร้ ับจากการพูด

ประโยชน์ของการพูดสรปุ แนวคดิ จากเรื่องท่ีฟงั และดู ไดแ้ ก่
๑. เพื่อการนำไปใช้ เช่น เพื่อข้อมูลที่ได้มาเขียนเรียงความ เพื่อช่วยทบทวนความรู้ ความคิด และ

ความจำ เพ่ือนำใจความสำคัญไปใชใ้ นการตดิ ตอ่ ส่ือสาร ช่วยให้การฟังและการดไู ด้ผลดยี ่ิงข้ึน
๒. เพื่อความเพลิดเพลิน ได้แก่ การรับสารเพื่อความสนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด ฝึกสมาธิ

ของตนเองใหม้ คี วามเขม้ แข็ง
๓. เพื่อความจรรโลงใจ ได้แก่ การรับสารที่ก่อให้เกดิ สติปัญญาหรอื ชว่ ยยกระดับจิตใจใหส้ งู ขึ้น ผู้รับ

สารตอ้ งมวี จิ ารณญาณทจี่ ะเช่ือหรอื ปฏบิ ตั ใิ นส่งิ ท่ีถูกต้อง
๔. เพ่อื ประเมนิ ผลและวิจารณ์ ได้แก่ การรับสารทต่ี ้องอาศัยความรู้อยา่ งละเอียด ถูกตอ้ งในเรอ่ื งที่จะ

ประเมนิ หรือวจิ ารณ์ นอกจากน้นั ตอ้ งมีความเป็นธรรม ไมม่ ีอคติตอ่ ผู้สง่ สารหรือตวั สาร

64

การพดู แสดงความคดิ เห็นจากเร่อื งทฟ่ี ังและดู

การพดู แสดงความคิดเหน็ จากเร่อื งที่ฟงั และดู คือ การพดู เพือ่ แสดงความคดิ สื่อสารความคิดของตน
ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปยังผู้ฟัง การพูดแสดงความคิดเห็นแต่ละครั้งนักเรียนต้องคำนึงหลักการพูดที่ดี
จดุ มุ่งหมาย ผรู้ ับสาร โอกาส การลำดับความคิด และการใช้ภาษา

ก่อนการพดู แสดงความคดิ เหน็ เร่อื งท่ไี ด้ฟงั และดู นกั เรยี นควรเตรยี มตวั ดังน้ี
1. ฟังและดูอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ข้อมูลว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และผลเป็นเช่น

ไร รวมทั้งพจิ ารณาวธิ กี ารนำเสนอเพอ่ื ใหน้ กั เรียนเข้าใจและจบั สาระสำคัญของเรือ่ งได้
2. ฟังและดูด้วยการพินิจพิเคราะห์และใช้วิจารณญาณ เพื่อให้เข้าใจความหมายหรือนัยตา่ ง ๆ ท่ี

สอดแทรกไวใ้ นถอ้ ยคำ สำนวน โวหารภาพพจน์ รวมถึงการพจิ ารณาถึงนำ้ เสียงของผู้พดู ทต่ี อ้ งการสื่อถึงผู้ฟงั
3. ประเมนิ ข้อเทจ็ จรงิ ความคิดเห็น และความร้สู ึกของสารท่ไี ดฟ้ งั และดูอย่างเปน็ เหตุเป็นผล
4. การเรียบเรียงถ้อยคำในการพูด ผู้พูดต้องเลือกใช้ถ้อยคำภาษาให้ถูกต้องตรงตามความหมาย

ตามวตั ถุประสงค์ ใชภ้ าษาให้เหมาะสมกับระดบั ของบุคคลและกาลเทศะ

ขน้ั ตอนการพูดแสดงความคิดเห็นจากเรอ่ื งท่ฟี ังและดู
สามารถแบ่งได้ 3 ขนั้ ตอน คือ การเกร่นิ นำ การสรุปเรือ่ ง และการแสดงความคดิ เห็น ดังน้ี
1. การเกริ่นนำ นักเรียนอาจกล่าวถึงส่วนที่เป็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่มา ความจำเป็น หรือเหตุการณ์

กอ่ นท่จี ะนำเขา้ สกู่ ารแสดงความคดิ เห็นนนั้ ๆ เช่น อาจเกดิ จากความประทับใจท่ีได้ฟงั หรือดภู าพยนตร์
2. การสรุปเรื่อง คือ การพูดกลั่นกรองเรื่องราวที่ได้ฟังและดูทั้งหมดอย่างย่อให้ผู้ฟังทราบเรื่องราว

อย่างครา่ ว ๆ
3. การแสดงความคิดเห็น ประกอบด้วย ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงกับการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก

ความคดิ และข้อสันนษิ ฐานนั้นออกมาใหผ้ ้ฟู งั ได้รบั รู้

65

มารยาทในการฟัง การดู และการพดู

มารยาทในการฟังและการดู
๑. ไปถึงสถานท่จี ัดงานก่อนเวลาอย่างน้อย ๑๕ นาที เพอื่ จะได้ไมร่ บกวนผู้อื่นขณะฟังและดูการแสดง

และควรนงั่ ตามลำดบั กอ่ นหลงั
๒. แต่งกายให้ถูกกาลเทศะ ถ้างานที่จัดเป็นทางการ ควรสวมเสื้อผ้าท่ีสภุ าพเรียบร้อย ไม่สวมรองเท้า

แตะ
๓. ใหเ้ กียรติผู้พูดหรือผ้แู สดงเมอื่ มกี ารแนะนำตัวด้วยการปรบมือ และปรบมืออีกครั้งเมอื่ มีการพูด
๔. ต้งั ใจฟังหรอื ดูการแสดงด้วยอาการสำรวม ไมพ่ ดู คุยหรือวิจารณ์เสยี งดงั เพราะเปน็ การ

รบกวนผู้อื่น
๕. รกั ษาความสงบ ไมร่ บกวนสมาธผิ ้อู นื่ ด้วยการกระทำใด ๆ
๖. ไมแ่ สดงกริ ยิ าที่ไม่เหมาะสมต่อผู้อน่ื ขณะฟงั หรือดูการแสดง
๗. ควรปิดเครือ่ งมือส่ือสาร หากมีธุระจำเป็นควรใชร้ ะบบฝากข้อความ

๘. สบตาผู้พดู เพื่อแสดงความสนใจ ไม่ควรทำกจิ กรรมอย่างอนื่

มารยาทในการพูด
มารยาทในการพูด หมายถึง ผู้พูดที่มีกิริยาวาจาเรียบร้อย ท่าทางสง่างาม อ่อนโยนสุภาพ หน้าตายิ้ม

แย้มแจ่มใส ไม่ใช้ท่าทางประกอบคำพูดให้มากจนเกินไป ย่อมช่วยเสริมสร้างให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือเลื่อมใสผู้
พูดไดเ้ ปน็ อันมาก การฝึกฝนให้มมี ารยาทในการพูดท่พี งึ ปฏิบัติมดี ังต่อไปน้ี

๑ ) ต้องรู้จกั กลา่ วคำทักทาย เมอ่ื มผี ู้แนะนำใหข้ ้ึนไปพูด ควรลุกขน้ึ อย่างกระฉับกระเฉงแต่เรียบร้อย
เดินไปยงั ทีพ่ ดู หยดุ เว้นระยะเลก็ น้อย แลว้ จึงกลา่ วคำทกั ทายหรอื คำปฏสิ นั ถารทเ่ี หมาะสม

๒ ) ต้องเป็นผู้ฟังท่ีดี ผู้พดู ทดี่ ีตอ้ งเป็นคู่สนทนาที่ดี ใหเ้ กยี รตแิ ละรับฟังผู้อื่นด้วย กรณีพูดในที่ประชุม
เม่ือมเี สยี งปรบมอื หรือเสียงหัวเราะขณะพูดควรหยุดพูดชว่ั คราว รอใหเ้ สียงนัน้ เบาลงหรือหยุดจึงค่อยพูดต่อไป
ถ้าเป็นระหว่างการสนทนาควรหยุดพูดตามความเหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้สนทนาบ้าง เมื่อพูดจบ
แล้วหยดุ เว้นระยะเลก็ น้อย กม้ ศีรษะให้แกผ่ ู้ฟังแล้วกลบั ไปยงั ทน่ี ง่ั

๓ ) ตอ้ งรจู้ ักควบคมุ อารมณ์และนำ้ เสยี ง เมอ่ื มีผูฟ้ ังบางคนโหร่ ้องหรือล้อเลียนระหว่างพูด อาจทำให้
อารมณเ์ สยี ได้ ผพู้ ดู ตอ้ งใจเยน็ และควบคุมน้ำเสยี งตลอดจนกริ ิยาวาจาของตนไว้ใหส้ ภุ าพเรียบร้อยอยู่เสมอ ท้ัง
ตอ้ งไมพ่ ูดดดั เสยี งให้ผดิ ปกติไปจากน้ำเสยี งท่ีเคยพูดตามปกติในชีวิตประจำวนั

๔ ) ตอ้ งไมพ่ ูดจาดูถูกหรือขม่ ขู่ผู้ฟงั เม่อื พูดตอ่ หนา้ ท่ปี ระชุมไม่ควรพูดอวดตนหรืออวดภูมิ รวมทั้งไม่
ควรใชก้ ริ ยิ าวาจาเชิงดถู ูก ก้าวร้าว หรือข่มขู่ผูฟ้ ังแตอ่ ยา่ งใด

๕ ) ต้องรู้จักใช้คำสุภาพ เมื่อมีความคิดเห็นไม่ตรงกับผู้อื่นระหว่างการสนทนา ไม่ควรพูดจาหยาบ
คายรุนแรง แต่ควรรจู้ ักกล่าวคำขอบคณุ ขอโทษ หรือเสียใจในโอกาสอนั เหมาะสม

66

แบบฝกึ หดั
เรอ่ื ง การพดู สรุปแนวคดิ การใช้ภาษาจากเรือ่ งท่ฟี ัง

คำชี้แจง : ใหน้ กั เรียนฟังกวนี พิ นธต์ อ่ ไปน้ี แล้วพดู สรปุ แนวคิดจากการฟงั พรอ้ มท้ังวิเคราะหก์ ารใชภ้ าษา

ตลาดคา้ ขาย
บ่ายสามโมงท่ีตลาดค้าขาย
แมค่ า่ พ่อค้า ลูกคา้ กำลงั ซ้อื ขายกนั
เหรยี ญเงนิ เหรยี ญทอง ธนบตั ร
วง่ิ เข้ากระเป๋านี้ วงิ่ ออกกระเป๋าน้นั สนกุ รา่ เริง
ฉับพลนั มเี สยี งตะโกนตำรวจมา
ต่างชูกระจาดสนิ ค้าขึ้นเริงร่าหนีตำรวจ

จา่ ง แซ่ตงั้

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
................................................................................................................. ....................................................... ......
............................................................................................................................. .................................................

67

แบบฝกึ หัดเรื่อง การพูดสรุปแนวคิดและแสดงความคิดเห็น
จากการฟังและดูวิดีทศั น์เรื่อง “เจด๊ ่าตลาดเเตก”

แหลง่ ขอ้ มลู
https://www.youtube.com/watch?v=ZtY0aU8JKB0

พดู แสดงแนวคดิ จากการฟังและดูวดิ ที ัศนเ์ รือ่ ง “เจด๊ า่ ตลาดเเตก”
วัน/เดือน/ปีทบ่ี นั ทกึ ผล……………………………………….

เร่อื ง………………………………………………………………………………………………….…………………………………………….…
ประเภทของสาร.................................................................................................................................................
สาระสำคญั ทไ่ี ด้
............................................................................................................................. ...............................................
...................................................................................................................... ......................................................
............................................................................................. ............................................................ ...................
คต/ิ ข้อคดิ ทีไ่ ด้
............................................................................................................................. ...............................................
................................................................................................................ ............................................................
............................................................................................................................................................................

พูดแสดงความคดิ เหน็ จากการฟงั และดูวดิ ีทัศนเ์ รอ่ื ง “เจ๊ด่าตลาดเเตก”
(สว่ นเกริน่ นำ)…………………………………………………………………………………………………………….……………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
(แก่นเรื่อง)…………………………………………………………………………………………………………….………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
(เขยี นแสดงความคิดเหน็ )…………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………….………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

68

บรรณานุกรม

จติ น์นิภา ศรีไสย์, ประนอม วิบูลย์พนั ธ์, และอนิ ทรว์ ุธ เกษตระชนม์. (๒๕๕๕). หลกั ภาษาและการใชภ้ าษาไทย.
กรงุ เทพฯ : พฒั นาคณุ ภาพวิชาการ (พว.) จำกดั .

นภาศรี เย็นบุตร, นธิ อิ ร พรอำไพสกุล, และสุภคั มหาวรากร. (๒๕๕๗) ภาษาไทย ๕ เลม่ ๑. นนทบรุ ี : เอมพันธ.์
ผจงวาด พลู แก้ว, และวรวรรณ คงมานสุ รณ.์ (ม.ป.ป.). แบบฝกึ สมรรถนะและการคดิ ภาษาไทย หลักภาษา

และการใช้ภาษาไทย ม.๕. กรุงเทพฯ : ไทยรม่ เกลา้ .
ผกาศรี เย็นบตุ ร, นธิ อิ ร พรอำไพสกลุ , และสภุ คั มหาวรากร. (๒๕๕๗). ภาษาไทย ๕ เลม่ ๑ . นนทบรุ ี : เอมพนั ธ์
เพญ็ ศรี จนั ทรด์ วง, และสวุ คนธ์ จงตระกลู . (๒๕๕๔). หนังสอื เรยี นวิชาภาษาไทยพน้ื ฐาน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๕

ภาคเรียนท่ี ๒. กรุงเทพฯ : แมค็ จำกดั .
ประนอม พงษเ์ ผอื ก. และคณะ. (ม.ป.ป.) แบบวัดและบนั ทึกการเรียนรู้ ภาษาไทย ม. ๕. พิมพค์ รง้ั ที่ ๖.

กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทศั น์.
ภาสกร เกิดออ่ นและคณะ. (ม.ป.ป.). หลักภาษาและการใชภ้ าษาไทย. กรุงเทพฯ. : อักษรเจรญิ ทศั น์.
ภาสกร เกดิ อ่อน, และคณะ. (ม.ป.ป.). วรรณคดแี ละวรรณกรรม. พิมพ์คร้ังท่ี ๖. กรุงเทพฯ : ไทยรม่ เกล้า.
มณั ฑิรา วิชยั ดษิ ฐ์. (ม.ป.ป.). ภาษาไทยเชงิ สรา้ งสรรค์. กรุงเทพฯ : อักษรเจรญิ ทัศน์.
วรี ะชาติ ศริ ไิ กรวฒั นาวงศ.์ (๒๕๕๘). ครูภาษาไทยใชเ้ ลม่ นี.้ พิมพ์คร้งั ท่ี ๒. เชยี งใหม่ : ธนภณการพมิ พ์
โอฬาร รตั นภักดี, และวีระชาติ ศิริไกรวฒั นาวงศ.์ (๒๕๕๘). หนังสอื เสริมประสบการณ์ ภาษาไทย ม.๕ เล่ม ๑

ฉบับปรับปรุง. นนทบรุ ี : เอมพนั ธ์


Click to View FlipBook Version