การพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนโดยการใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ นางสาวฐรัชญา โยธาภักดี รหัสนักศึกษา 62100106116 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาจีน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนโดยการใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ผู้วิจัย นางสาวฐรัชญา โยธาภักดี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นรากร จันลาวงศ์ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์ปาริฉัตร พรมสอน ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังภาษาจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีน 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ จังหวัดอุดรธานี ได้จาก การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จ านวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน 2 และแบบทดสอบความสามารถด้านการฟัง วิชาภาษาจีน 2 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ สรุปผลการใช้แผนได้ดังนี้ 1. ความสามารถด้านการฟังของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) คิดเป็นร้อยละ 93.90 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค าส าคัญ: ความสามารถด้านการฟัง, ภาษาจีน, การจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR)
ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนโดยการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์เพื่อส าเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สามารถด าเนินการจน ประสบความส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ความรู้จากอาจารย์นรากร จันลาวงศ ์ อาจารย์ปาริฉัตร พรมสอน อาจารย์อนงครัตน์ บังศรี อาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ประจ าสาขา การสอนภาษาจีน ได้ช่วยเหลือให้ค าแนะน าตลอดจนแก้ข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่ เป็นอย่างดียิ่ง ตลอดจนส าเร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัยจึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณท่านเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ผู้วิจัยได้น ามาศึกษา อ้างอิง ในการท าวิจัยครั้งนี้ รวมถึงคณะครูโรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ นางชมนรินทร์ ไกรลาสบวร นางสาวธนภรณ์ ศรีระพันธ์ นางสาวพิมพ์นภัส ปักสังคเณย์ นางสาวปริมญาภรณ์ ปิ่นสุวรรณ และคณะครูทุกท่านที่ให้ค าปรึกษา ความร่วมมือ ตลอดจนอ านวยความสะดวกและเป็นก าลังใจในการ ท าวิจัยครั้งนี้ ขอขอบคุณ นางสาวสุชาดา หาญสุวรรณ และเพื่อนนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นก าลังใจในการท าวิจัยครั้งนี้ ขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการท าวิจัยครั้งนี้ ซึ่งให้ ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการท าวิจัย ขอกราบขอบพระคุณครอบครัวที่เป็นก าลังใจให้การสนับสนุนมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนส าเร็จ นางสาวฐรัชญา โยธาภักดี ผู้วิจัย
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมติฐานของการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 ประโยชน์ที่จะได้รับ 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 7 ความสามารถด้านการฟัง 15 ค าศัพท์ภาษาจีน 18 การสนทนาภาษาจีน 18 แบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR 19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 22 3 วิธีด าเนินการวิจัย 31 กลุ่มเป้าหมาย 31 รูปแบบในการทดลอง 31 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 32 การเก็บรวบรวมข้อมูล 34 การวิเคราะห์ข้อมูล 35 4 ผลการวิเคราะห์ 36 ข้อมูลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 36
ง บทที่ หน้า 5สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 39 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 39 สมมติฐานของการวิจัย 39 วิธีด าเนินการวิจัย 39 สรุปผลการวิจัย 41 อภิปรายผล 41 เอกสารอ้างอิง 43 ภาคผนวก 46 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ 47 ภาคผนวก ข ตารางวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้กับเนื้อหาและ แผนการจัดการเรียนรู้ 49 ภาคผนวก ค แบบวัดความสามารถด้านการฟัง 68 ภาคผนวก ง ผลการหาประสิทธิภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 72 ประวัติย่อของผู้วิจัย 80 ภาพประกอบ 81
1 บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ภาษาจีนเป็นหนึ่งในภาษาที่มีความส าคัญมากในโลก ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม และทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก มีมากกว่า 1.1 พันล้านคนซึ่งท า ให้ภาษาจีนเป็นภาษาที่พูดมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก (Berlitz, 2023) และมีผลกระทบในทุกด้านของ สังคมและเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจที่ก าลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การท าธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ กับจีนมีบทบาทส าคัญ และการที่ผู้คนสามารถพูดภาษาจีนจะช่วยในการสร้างความเข้าใจและ ความสามารถในการท าธุรกิจ การที่คนสามารถพูดภาษาจีนอาจจะช่วยในการสร้างโอกาสในหลาย ด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ, การท่องเที่ยว, หรือการเข้าถึงทางวัฒนธรรมจีน ความสามารถด้านการฟังภาษาจีนมีความส าคัญอย่างมากในการพัฒนาทักษะทางภาษา เนื่องจากสามารถพัฒนาทักษะการฟังและเข้าใจ ท าให้สามารถรับรู้เสียงต่าง ๆ เข้าใจค าพูดที่มีความ หลากหลาย การฟังช่วยในการเรียนรู้ค าศัพท์ใหม่ และการใช้ภาษาในบริบทต่าง ๆ ท าให้ค าศัพท์นั้นๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของค าศัพท์ศัพท์ที่เข้าใจและสามารถใช้ได้การฟังภาษาจีนมีผลต่อการพัฒนา ทักษะทางภาษาและทักษะสื่อสารทั้งหมดและเป็นองค์ประกอบส าคัญในการเรียนรู้ภาษาจีนใน รูปแบบที่ครอบคลุมทั้งทักษะการพูด, การฟัง, การอ่าน, และการเขียน ทั้งยังช่วยในการปรับปรุงการ ออกเสียงของค าและวลีในภาษาจีน การฟังค าพูดที่ถูกต้องจะช่วยในการพัฒนาทักษะการออกเสียงที่ ถูกต้อง (คุณาพร มีเจริญ, 2563) เนื่องจากผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่ผ่านมา ผู้วิจัยสังเกตได้ว่าการที่ผู้เรียนฟังภาษาจีนไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนการเรียนสอน อย่างมาก เนื่องจากผู้เรียนไม่สามารถปฏิบัติตามค าสั่งภาษาจีนในชั้นเรียนและไม่สามารถตอบค าถาม ภาษาจีนในชั้นเรียนได้ อันเนื่องมาจากนักเรียนไม่มีความสามารถด้านการฟังภาษาจีน จากการศึกษาค้นพบว่ามีรูปแบบการสอนที่สามารถพัฒนาความสารถด้านการฟังได้ นั่นคือ การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เน้นให้ผู้เรียน เรียนรู้ภาษาจากการสังเกตการณ์กระท าของผู้อื่น และจากการฝึกฝน ด้วยตนเอง จากการน านวัตกรรมนี้มาใช้ในการพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนครขอนแก่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง
2 Total Physical Response (TPR) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีคะแนนเฉลี่ยการทดสอบความสามารถ ด้ านก า รฟังภ าษ าจีนหลังเ รียน สูงกว่ าก่อนแล ะมีคะแนนคว ามก้ า วหน้ าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น (ธัญลักษณ์ทุมพิลา, นฤภรณ์วุฒิพันธุและนารีนารถ กลิ่นหอม, 2562) จากเหตุผลดังที่กล่าวมา ผู้วิจัยได้เห็นความส าคัญในการพัฒนาความสามารถด้านการฟัง ภาษาจีน เพราะถ้าหากผู้เรียนมีความรู้ความสามารถด้านการฟังภาษาจีน ก็จะสามารถน าไปต่อยอด ให้กับผู้เรียนในด้านการสื่อสารภาษาจีน หรือด้านการใช้ภาษาจีนในชีวิตประจ าวัน ดังนั้นผู้วิจัยจึง พัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีน 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานของการวิจัย 1.นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์เรียนด้วยกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีความสามารถด้านการฟังไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2.นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3 ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวนนักเรียน 36 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ความสามารถด้านการฟัง 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยน ามาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชาภาษาจีน 2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จ านวน 10 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีรายละเอียดดังนี้ 3.1 สัญชาติและสถานที่เกิด1 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.2 สัญชาติและสถานที่เกิด2 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.3 อายุและอาชีพ1 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.4 อายุและอาชีพ2 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.5 อาหารและเครื่องดื่ม1 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.6 อาหารและเครื่องดื่ม 2 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.7 เวลา และกิจวัตรประจ าวัน1 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.8 เวลา และกิจวัตรประจ าวัน2 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.9 ชั่วโมงเรียนและสัปดาห์1 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.10 ชั่วโมงเรียนและสัปดาห์2 จ านวน 1 ชั่วโมง
4 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยด าเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิชาภาษาจีน 2 ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 – 10 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) หมายถึง การสอนภาษาโดยการใช้ท่าทาง โดยให้ผู้เรียนฟังค าสั่งจากครู แล้วผู้เรียนท าตาม เป็นการประสานการฟังกับการใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นการตอบรับให้ท า ตามโดยผู้เรียนไม่ต้องพูด วิธีสอนภาษาโดยการใช้ท่าทางใช้ส าหรับการเริ่มต้นเรียนภาษาที่ 2 โดยมี ทั้งหมด 4 ประเภท 1. TPR – B (Total Physical Response – Body) เป็นการสอนโดยใช้ค าสั่งที่มีค าศัพท์ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย (body movement) 2. TPR – O (Total Physical Response – Objects) เป็นการสอนโดยใช้ค าสั่งที่มีค าศัพท์ ที่เป็นสิ่งของ (objects) 3. TPR – P (Total Physical Response – Picture) เป็นการสอนเกี่ยวกับการออกค าสั่งที่ เกี่ยวข้องกับรูปภาพ การเลือกภาพที่ใช้ในการเรียนการสอนควรใช้ให้เหมาะสมกับนักศึกษา 4. TPR – S (Total Physical Response – Story telling) เป็นการสอนภาษาโดยการเล่า เรื่อง (อนงค์ เชื้อนนท์,2553) 2. ความสามารถด้านการฟัง ความสามรถด้านการฟัง หมายถึง การรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากแหล่งของเสียง ซึ่งอาจจะรับรู้ ผ่านผู้พูดโดยตรง หรือรับรู้ผ่านอุปกรณ์บันทึกเสียงแบบต่าง ๆ โดยแหล่งเสียงจะส่งผ่านประสาท สัมผัสทาง หูเข้ามาแล้วผู้ฟังเกิดการรับรู้ความหมายของเสียงที่ได้ยินจากนั้นน า ความหมายที่ได้รับรู้ไป พิจารณาท าความเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้พูด ประเมินค่าสารที่ได้ฟังและสามารถน าสารที่ได้จาก การฟังไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจ าวันของตนได้(สุพิชฌาย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ,2554) 3. ภาษาจีน พจนานุกรมแปล ไทย-อังกฤษ LEXiTRON (2567) ได้ให้ความหมายของภาษาจีน ไว้ว่า ภาษาที่คนจีนใช้พูดจาติดต่อสื่อสารกัน หรือภาษาประจ าชาติหรือประเทศจีน
5 JINBU Study in China ได้ให้ความหมายของภาษาจีน ไว้ว่า หมายถึง ภาษาที่ใช้ใน ประเทศจีน (People's Republic of China) และไต้หวัน (Republic of China) รวมถึงชุมชนจีนทั่ว โลกและผู้พูดภาษาจีนที่อาศัยในทวีปเอเชียและทั่วโลก มีหลายสาขาและรูปแบบที่ต่างกัน เช่น ภาษา แมนดาริน, ภาษากากวิน, ภาษาฮั่น, ภาษาอูย, ภาษาไอ, ภาษาเหวิน, ภาษาเจิ้ง, และอื่นๆ สรุปได้ว่า ภาษาจีน หมายถึง ภาษาประจ าชาติประเทศจีน ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายในโลก และมีหลากหลายส าเนียง ซึ่งที่นิยมใช้มากที่สุดคือภาษาจีนกลาง หรือภาษาแมนดาริน 4. นักเรียน นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ จ านวน 36 คน 5. โรงเรียน โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. พัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียนให้มีความสามารถด้านการฟังที่ สูงขึ้น 2. เป็นแนวทางส าหรับผู้ที่ต้องการจะพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR)
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน วิชาภาษาจีน 2 ที่ใช้แนวความคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วย ท่าทาง (TPR) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารต ารา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ 2.ความสามารถด้านการฟัง 2.1 ความหมายของการฟัง 2.2 ความมุ่งหมายในการฟัง 2.3 กระบวนการฟัง 3.ค าศัพท์ภาษาจีน 4.การสนทนาภาษาจีน 5.แบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR 5.1 ความหมาย 5.2 ประเภท 5.3 แนวการสอน 5.4 ข้อควรค านึงกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
7 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ 1. วิสัยทัศน์ มุ่งมั่นให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารใน สถานการณ์ต่าง ๆ ในการแสวงหาความรู้ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้ง ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นแห่งการเรียนรู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของ ประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์ 2. จุดมุ่งหมาย 2.1 นักเรียนใช้ภาษาต่างเพื่อการสื่อสารได้อย่างน้อย 1 ภาษา 2.2 นักเรียนมีความรู้ภาษาต่างประเทศเพียงพอส าหรับการศึกษาต่อ การแสวงหาความรู้ เพิ่มเติมและการประกอบอาชีพ 2.3 นักเรียนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาและรู้จักการเรียนรู้และ สามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 3. สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน การเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่ก าหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียน เกิดสมรรถนะส าคัญ5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานาตนเอง และสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับ หรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก เหตุผล และความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วิธีการ สื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การ สร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม บนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล
8 สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหา ความรู้ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มี ประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเองสังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท างาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการ ปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของ สังคม และสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อ ตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและ สังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม 4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลก ดังนี้ 4.1 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 4.2 ซื่อสัตย์สุจริต 4.3 มีวินัย 4.4 ใฝ่เรียนรู้ 4.5 อยู่อย่างพอเพียง 4.6 มุ่งมั่นในการท างาน 4.7 รักความเป็นไทย 4.8 มีจิตสาธารณะ 5. ท าไมต้องเรียนภาษาต่างประเทศ ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่ง ในชีวิตประจ าวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือส าคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหา ความรู้การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และ
9 ตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก น ามาซึ่งมิตรไมตรีและความ ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้า ใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการ สื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการด าเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งก าหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือภาษาอื่นๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่ จะจัดท ารายวิชาและจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม 6. เรียนรู้อะไรจากภาษาต่างประเทศ ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ ภ า ษ า ต่ าง ป ร ะ เ ท ศ มุ่ง ห วัง ใ ห้ ผู้ เ รี ย น มี เ จ ต ค ติ ที่ ดี ต่อ ภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศ สื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรม อันหลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้ อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วยสาระส าคัญ ดังนี้ 6.1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยน ข้อมูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น ตีความ น าเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอดและ ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม 6.2 ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ความสัมพันธ์ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาภาษาและ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับวัฒนธรรมไทย และน าไปใช้อย่างเหมาะสม 6.3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยง ความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเป็นพื้นฐานในการพัฒนาแสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ ของตน 6.4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้ง ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบ อาชีพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก
10 7. สาระและมาตรฐานการเรียน สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และ แสดงความคิดเห็น อย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 น าเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่อง ต่าง ๆ โดยการพูด และการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และน าไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา กับภาษาและวัฒนธรรมไทย และน ามาใช้อย่างถูกต้องและ เหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับผมลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาค าประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มเกาะการเรียนรู้ อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แถลงความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ในภาษาประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และกันสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษา การ ประกอบอาชีพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 8.คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1. ปฏิบัติตามค าสั่ง ค าขอร้องที่ฟัง อ่านออกเสียงตัวอักษร ค า กลุ่มค า ประโยคง่ายๆ และบท พูดเข้าจังหวะง่ายๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน บอกความหมายของค าและกลุ่มค าที่ฟังตรงตาม ความหมาย ตอบค าถามจากการฟังหรืออ่านประโยค บทสนทนาหรือนิทานง่ายๆ
11 2. พูดโต้ตอบด้วยค าสั้นๆง่ายๆในการสื่อสารระหว่างบุคคลตามแบบที่ฟังใช้ค าสั่งและค า ขอร้องง่ายๆ บอกความต้องการง่ายๆของตนเองพูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเพื่อน บอกความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวหรือกิจกรรมต่างๆ ตามแบบที่ฟัง 3. พูดให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องใกล้ตัว จัดหมวดหมู่ค าตามประเภทของบุคคล สัตว์ และสิ่งของตามที่ฟังหรืออ่าน 4. พูดและท าท่าประกอบตามมารยาทสังคม/วัฒนธรรมของเจ้าของภาษาบอกชื่อและ ค าศัพท์ง่ายๆเกี่ยวกับเทศกาล/วันส าคัญ/งานฉลองและชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษาเข้า ร่วมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย 5 . บอกคว ามแตกต่ างของเสียงตัวอักษร ค า กลุ่มค า และป ร ะโยคง่ ายๆ ของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย 6. บอกค าศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 7. ฟัง/พูดในสถานการณ์ง่ายๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน 8. ใช้ภาษาต่างประเทศ เพื่อรวบรวมค าศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ(เน้นการฟัง-พูด)สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว อาหาร เครื่องดื่ม และเวลาว่างและนันทนาการ ภายใน วงค าศัพท์ประมาณ 330-450 ค า (ค าศัพท์ที่เป็นรูปธรรม) ใช้ประโยคค าเดียว (One Word Sentence) ประโยคเดี่ยว (Simple Sentence) ในการสนทนาโต้ตอบตามสถานการณ์ใน ชีวิตประจ าวัน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1. ปฏิบัติตามค าสั่ง ค าขอร้อง และค าแนะน าที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ นิทาน และบทกลอนสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน เลือก/ระบุประโยคและข้อความตรงตาม ความหมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่อ่าน บอกใจความส าคัญ และตอบค าถามจากการ ฟังและอ่าน บทสนทนา นิทานง่ายๆ และเรื่องเล่า 2. พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่างบุคคล ใช้ค าสั่ง ค าขอร้อง และให้ ค าแนะน า พูด/เขียน แสดงความต้องการ ขอความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความ ช่วยเหลือในสถานการณ์ง่ายๆ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และเรื่องใกล้ตัว พูด/เขียนแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว กิจกรรม ต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆ ประกอบ
12 3. พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิ และตารางแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ฟังและอ่าน พูด/เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ต่างๆ ใกล้ตัว 4. ใช้ถ้อยค าน้ าเสียงและกิริยาท่าทางอย่างสุภาพ เหมาะสม ตามมารยาทสังคมและ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล/วันส าคัญ/งานฉลอง/ชีวิตความเป็นอยู่ ของเจ้าของภาษา เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ 5. บอกความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆการใช้ เครื่องหมายวรรคตอนและการล าดับค าตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและ ภาษาไทย เปรียบเทียบความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างเทศกาล งานฉลองและประเพณีของ เจ้าของภาษากับของไทย 6. ค้นคว้า รวบรวมค าศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และ น าเสนอด้วยการพูด/การเขียน 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและสถานศึกษา 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลต่างๆ 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพ และสวัสดิการ การซื้อ-ขาย และลมฟ้าอากาศ ภายในวงค าศัพท์ประมาณ 1,050-1,200 ค า (ค าศัพท์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม) ใช้ประโยคเดี่ยวและประโยคผสม (Compound Sentences) สื่อความหมายตามบริบทต่าง ๆ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. ปฏิบัติตามค าขอร้อง ค าแนะน า ค าชี้แจง และค าอธิบายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียง ข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน ระบุ/เขียนสื่อที่ ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆสัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่านเลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความส าคัญ รายละเอียดสนับสนุน และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อ ประเภทต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ใช้ค าขอร้องค าชี้แจง และค าอธิบาย ให้ค าแนะน าอย่างเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความต้องการ เสนอและให้ความ ช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่านอย่าง
13 เหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่อง ต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคม พูดและเขียนสรุปใจความส าคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จากการ วิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ พร้อมให้เหตุผลประกอบ 3. เลือกใช้ภาษา น้ าเสียงและกิริยาท่าทาง เหมาะกับบุคคลและโอกาสตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียมและประเพณี ของเจ้าของภาษา เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจเปรียบเทียบและ อธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆ และการล าดับค า ตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทยเปรียบเทียบและ อธิบายความเหมือน และความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และ น าไปใช้อย่างเหมาะสม 4. ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจาก แหล่งการเรียนรู้และน าเสนอด้วยการพูดและการเขียน ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จ าลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม 5. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อ และแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น เป็นภาษาต่างประเทศ 6. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและ สวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงค าศัพท์ประมาณ 2,100-2,250 ค า (ค าศัพท์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น) ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex Sentences) สื่อความหมายตามบริบทต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1. ปฏิบัติตามค าแนะน าในคู่มือการใช้งานต่างๆ ค าชี้แจง ค าอธิบาย และค าบรรยายที่ฟังและ อ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละครสั้นถูกต้องตาม หลักการอ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความสัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ
14 ที่อ่านรวมทั้งระบุและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆสัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟัง หรืออ่าน จับใจความส าคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟัง และอ่านเรื่องที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดีพร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆใกล้ตัวประสบการณ์ สถานการณ์ข่าว/เหตุการณ์ประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและ เหมาะสม เลือกและใช้ค าขอร้อง ค าชี้แจง ค าอธิบาย และให้ค าแนะน า พูดและเขียนแสดง ความต้องการเสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือใน สถานการณ์จ าลองหรือสถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ที่ฟัง และอ่านอย่างเหมาะสมพูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล 3. พูดและเขียนน าเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง/ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ เรื่องและ ประเด็นต่างๆ ตามความสนใจ พูดและเขียนสรุปใจความส าคัญ แก่นสาระที่ได้จากการวิเคราะห์ เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลก พร้อมทั้งให้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ 4. เลือกใช้ภาษา น้ าเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับของบุคคล เวลา โอกาสและ สถานที่ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของภาษา เข้าร่วม แนะน า และ จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม 5. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ ส านวน ค า พังเพย สุภาษิต และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย วิเคราะห์/อภิปรายความ เหมือนและความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และน าไปใช้อย่างมีเหตุผล 6. ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และน าเสนอด้วยการพูดและการเขียน ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จ าลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษาสถาน ชุมชนและสังคม 7. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปความรู้/ข้อมูล ต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่
15 ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสาร ของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ประเทศชาติ เป็น ภาษาต่างประเทศ 8. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เวลาว่าง และนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การ เดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในวงค าศัพท์ ประมาณ 3,600-3,750 ค า (ค าศัพท์ที่มีระดับการใช้แตกต่างกัน)ใช้ประโยคผสมและประโยค ซับซ้อนสื่อความหมายตามบริบทต่างๆ ในการสนทนา ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 2. ความสามารถด้านการฟัง 2.1 ความหมายของการฟัง สุพิชฌาย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา (2554) ให้ความหมายของการฟังภาษาจีนไว้ว่า การฟัง หมายถึง การรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากแหล่งของเสียง ซึ่งอาจจะรับรู้ผ่านผู้พูดโดยตรง หรือรับรู้ผ่าน อุปกรณ์บันทึกเสียงแบบต่าง ๆ โดยแหล่งเสียงจะส่งผ่านประสาทสัมผัสทาง หูเข้ามาแล้วผู้ฟังเกิดการ รับรู้ความหมายของเสียงที่ได้ยินจากนั้นน า ความหมายที่ได้รับรู้ไป พิจารณาท าความเข้าใจ วัตถุประสงค์ของผู้พูด ประเมินค่าสารที่ได้ฟังและสามารถน าสารที่ได้จาก การฟังไปปฏิบัติให้เกิด ประโยชน์ในชีวิตประจ าวันของตนได้ ฐิติรัตน์ ลดาวัลย์(2536) ได้ให้ความหมายของการฟังไว้ว่าการฟัง เป็นกระบวนการอย่าง หนึ่งของการรับสาร (Inputting) ซึ่งนับว่าเป็นทักษะที่ส าคัญที่สุด เพราะในชีวิตประจ าวันของคนเรา นั้นจะใช้เวลาในการฟังมากกว่าใช้เวลาในการพูด การอ่าน หรือการเขียน การฟังนั้นต่างจากการได้ยิน (Hearing) เป็นการรับรู้อย่างหนึ่งของร่างกาย โดยอาศัยโสตประสาทเป็นเครื่องรับรู้ แต่การฟัง (Listening) นั้นเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นและเป็นพฤติกรรมจากการท างานอย่างตั้งใจ ของระบบ ประสาท ซึ่งจะต้องประกอบด้วยการได้ยิน (Hearing) การรับรู้ หรือสัญญาณ (Perception)การจ าได้ (Recognition) หมายความว่า ในการฟังนั้น ต้องมีทั้งการรับสาร และตีความหมายของสารที่ได้ยินนั้น ด้วย การฟังจึงนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้ฟังต้องใช้ทักษะ ไหวพริบและความคิดเป็นส าคัญ สุปรานี พฤติการณ์ (2538) ได้ให้ความหมายถึงการได้ยินไว้ว่า การติดตามเรื่องราวของ สิ่งที่ ได้ยินนั้น ด้วยความสามารถที่เข้าใจในสิ่งนั้นได้ จับข้อความต่างๆ ที่ควรคล้อยตามได้ หรือเป็น ข้อ โต้แย้งได้ ระเด่น ทักษณา (2545) ได้ให้ความหมายการฟังว่า เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการพูด การฟัง ต่าง กับการได้ยิน การได้ยินเป็นกระบวนการที่คลื่นเสียงผ่านเข้าไปในหูทะลุผ่านหูชั้นนอก หูชั้นกลาง
16 และหูชั้นในแล้วส่งต่อไปยังสมอง แต่การฟังต้องมีความสนใจ ตั้งใจ และมีสมาธิที่จะฟังให้รู้เรื่อง เข้าใจ จ าได้ และน าไปปฏิบัติได้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546) ได้ให้ความหมายของการฟังว่า ตั้งใจสดับ คอยรับเสียงด้วยหู ได้ยิน เชื่อ ท าตามถ้อยค า เช่น ให้ฟังค าสั่งผู้บังคับบัญชา ปัญนิตา ชัยสนิท (2548) ได้ให้ความหมายของการฟังว่า คือการที่ประสาทรับสัมผัสทางโสต ได้รับเสียงจาก ภายนอก แล้วผ่านมายังสมองเกิดการแปลความหมายเป็นความเข้าใจ เกิดการเรียนรู้ เกิดการเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ และถูกเก็บบันทึกไว้ในหน่วยความจ าและเมื่อถึงเวลาที่พร้อมจะใช้ งาน ก็สามารถเรียก ข้อมูลนั้นมาได้จากความหมายของการฟังข้างต้น สมหวัง อินทร์ไชย (2558) ได้ให้ความหมายของการฟังว่า เป็นกระบวนการรับสารของ มนุษย์ทาง ร่างกายและสติปัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งพฤติกรรมการรับสารดังกล่าวนั้น ผู้รับสารต้องแปล ความหมายของเสียงที่ได้ยินเพื่อการรับรู้ เข้าใจและตีความสารเหล่านั้นได้ ตามความรู้สึกนึกคิด ตาม ประสบการณ์ รวมทั้งการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองสารนั้นๆ และสามารถน าสิ่งที่ได้ยินนั้นไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ในเรื่องต่างๆ ได้ สรุปได้ว่า ความสามารถด้านการฟัง หมายถึง การที่รับสารผ่านการฟัง เมื่อฟังแล้วเกิดความ เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน และสามารถปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยินได้ อีกทั้งยังสามารถจดจ าและเรียนรู้สิ่งที่ฟังได้ อย่างดี 2.2 ความมุ่งหมายในการฟัง 1. การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นการฟังที่ไม่ต้องอาศัยสมาธิมากนัก เป็นการฟังเพื่อ ผ่อน คลาย อารมณ์ เช่น การฟังเรื่องเบาสมอง ฟังดนตรีฟังเพลง ฟังบทกวีฟังนิทาน เรื่องที่ฟังควรเป็นเรื่อง ที่ดีงาม เพื่อ สร้างความสดชื่นและความเพลิดเพลินให้แก่จิตใจเรา 2. การฟังเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ เป็นการฟังเรื่องต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ท าให้เกิดแรงบันดาล ใจที่ดี ในการปฏิบัติแก่ผู้ฟัง เช่น การฟังโอวาทต่าง ๆ การยกย่องสรรเสริญเกียรติคุณหรือคุณงาม ความดีของบุคคล ที่ เสียสละแก่สังคมส่วนรวม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะท าให้ผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจที่ดีหรือมี ก าลังใจที่จะกระท าดีต่อไป 3. การฟังเพื่อหาข่าวสารข้อมูล เป็นการฟังเพื่อแสวงหาความรู้และขยายความรู้ของเราให้ กว้างขวาง ออกไป ในชีวิตของคนเราจ าเป็นต้องรับรู้ข่าวสารที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเราอยู่ตลอดเวลา เพื่อ ประโยชน์ทั้งในการ ท างานและการเรียน การฟังข่าวสารอยู่เสมอจะช่วยให้เราเป็นผู้มีความรู้ทันสมัย และพัฒนาตนเองอยู่ ตลอดเวลา 4. การฟังเพื่อความรู้เป็นการฟังเพื่อพัฒนาสติปัญญา การฟังเพื่อความรู้ผู้ฟังต้องมีสมาธิใน การฟัง เข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้พูด และเข้าใจวัตถุประสงค์ในการฟังของตนเอง รวมไปถึงสามารถจับ ใจความส าคัญ ของเรื่องที่ฟังได้
17 5. การฟังเพื่อประเมินผลและวิจารณ์ในปัจจุบันเราฟังสารจากสื่อต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่า จะ เป็นวิทยุ โทรทัศน์ โฆษณาต่าง ๆ เป็นต้น การฟังประเภทนี้ ผู้ฟังต้องไตร่ตรองว่าเรื่องที่ฟังน่าเชื่อถือ หรือไม่ ไม่ควรด่วน เชื่อเพราะบางครั้งสารที่เราได้ฟังอาจเป็นการจูงใจให้เราคล้อยตามโดยมี จุดมุ่งหมายที่ไม่ดีแฝงอยู่ก็ได (ปิยะ สงวนสิน, 2563) 2.3 กระบวนการฟัง 1. กระบวนการฟังจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Model) แบบแรกของการฟังที่ได้รับการ พัฒนา คือ การฟังแบบจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Model) โดยนักวิจัยได้ท าการค้นคว้า ในปี ค.ศ. 1940-1950 ซึ่งกระบวนการนี้ ผู้ฟังจะสร้างความเข้าใจโดยเริ่มจากหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของ ข้อความ คือ หน่วยเสียงที่เล็กที่สุดในภาษา หน่วยเสียงเหล่านี้จะถูกน ามารวมเข้าด้วยกันกับค า ตามล าดับ โดยการน าหน่วยเสียงมารวมกันนั้นจะเป็นการสร้างวลี ประโยคย่อย และประโยคที่ สมบูรณ์ 2. กระบวนการฟังจากบนลงล่าง (Top-down Model) กระบวนการฟังแบบนี้จะเน้นการใช้ องค์ความรู้เดิมมากกว่าอาศัยการฟังจากเสียงและค าพูด โดยได้รับการพัฒนาเมื่อนักวิจัยหลายๆ คนได้พิจารณาความจริงที่ว่าเนื้อหาที่เกี่ยวกับประสบการณ์นั้นไม่สามารถระบุเสียงที่ถูกตัดออกไป ในการแยกค าออกจากกัน แต่ทว่าเนื้อหานั้นสามารถระบุค าที่ถูกตัดออกตราบที่เนื้อหาได้ถูก น าเสนอด้วยบริบทแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เมื่อน าเสนอเสียง /mæ/ เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาเสียง ที่ตามมา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากน าเสนอเสียงนี้ในบริบท เช่น “the cat sat on the /mæ/” ต่อมานั้นค่อนข้างจะง่ายส าหรับการคาดเดาว่าเสียงที่ตามมาน่าจะเป็นเสียง /t/ แสดงให้เห็นว่า ผู้ฟังเชื่อเนื้อหาที่มีมาก่อน 3. กระบวนการฟังที่มีการสื่อสารระหว่างกัน (The Interactive Model) คือ กระบวนการฟัง ที่ต้องประกอบด้วยกลวิธีการฟัง ทั้งแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up processing) ซึ่งเป็นการใช้ ความรู้พื้นฐานทางภาษา (linguistics knowledge) เช่น ความรู้ไวยากรณ์ ส่วนประกอบ ของค า ความหมาย วลี โครงสร้างประโยค การเน้นเสียง การพูดซ้ า ฯลฯ เพื่อเข้าใจความหมาย ควบคู่กับ กลวิธีการฟังแบบบนลงล่าง (Top-down processing) ซึ่งเป็นการใช้ความรู้พื้นฐาน ความรู้ทั่วไป ประสบการณ์ชีวิตหรือการใช้ความรู้เดิม (สิ่งที่เรารู้แล้วเกี่ยวกับเนื้อหา) เพื่อที่จะท านาย/ คาดการณ์ เรื่องราว ข้อมูล ให้สามารถเข้าใจเรื่องราว/เนื้อหาได้ง่ายขึ้น (Flowerdew & Miller, 2005)
18 3.ค าศัพท์ภาษาจีน Burns & Lowe (1966) ได้ให้ความหมายของงค าศัพท์ไว้ว่า คือ กลุ่มเสียง กลุ่มค า เสียงพูด ที่มีความหมายทั้งในการพูดและการเขียน ซึ่งค าศัพท์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ส าคัญของภาษาทุกภาษา เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อความหมายถึงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ หรือความรู้ต่างๆ ในการ ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การมีความรู้และความสามารถในการใช้ค าศัพท์ของบุคคลๆ หนึ่ง ถือเป็น ปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกว่าบุคคลผู้นั้นสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ค าศัพท์จึงเป็นสิ่ง ส าคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้และเพิ่มพูนอยู่เสมอ เพื่อให้ประสบความส าเร็จในการสื่อสารในสถานการณ์ ต่าง ๆ สรุปได้ว่า ค าศัพท์ภาษาจีน หมายถึง กลุ่มค าที่มีความหมายทั้งในการพูดและการเขียน ซึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของภาษาจีน และเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อพัฒนาทักษะทาง ภาษา ซึ่งตัวอักษรจีนที่น ามาผสมเป็นค าศัพท์มีทั้งหมด 80,000 ตัว แต่ที่นิยมใช้มีเพียง 2,400 ตัว ซึ่ง ถ้าหากผู้เรียนรู้จักตัวจีนทั้ง 2,400 ก็ถือว่าเข้าใจภาษาจีนในชีวิตประจ าวันอย่างดี(Sui, 2015) 4.การสนทนาภาษาจีน ศรีสุดา ลัทธิคุณ (ม.ป.ป.) ได้ให้ความหมายของการสนทนาไว้ว่า การสนทนาเป็นการส่งสาร และรับสารที่ง่ายที่สุด ท าได้รวดเร็วที่สุดแต่ก็มีบทบาทส าคัญ มากในชีวิตประจ าวัน เพราะมนุษย์เรา จะต้องพบปะพูดคุยกับผู้อื่น เพื่อปรึกษาหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด หรือประสบการณ์เพื่อ ความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด เป็นต้น พจนานุกรมแปลไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของการสนทนาไว้ว่า ก. คุยกัน ปรึกษาหารือกัน พูดจาโต้ตอบกัน เช่น สนทนาปัญหาบ้านเมือง สนทนาสารทุกข์สุกดิบ. ว. ที่คุยกัน ที่ปรึกษาหารือกัน ที่พูดจาโต้ตอบกัน เช่น บทสนทนาในนวนิยาย บทสนทนาภาษาอังกฤษ (เทียบ ป. ส สนฺทนา ว่า การเทียบเคียง การเปรียบเทียบ) สรุปได้ว่า การสนทนาภาษาจีนหมายถึง การส่งสารและรับสารระหว่างบุคคลหรือกลุ่ม เพื่อ แลกเปลี่ยนความรู้ ปรึกษาหารือ หรือพูดตอบโต้กันโดยการใช้ภาษาจีน ซึ่งการสนทนาภาษาจีน ส่วนมากประโยคค าตอบมักจะโครงสร้างเดียวกับประโยคค าถาม เมื่อเราต้องการสนทนาภาษาจีนก็ จ าเป็นที่จะต้องมีทักษะการฟังที่ดีก่อน เพื่อจับคีย์เวิร์ดประโยค
19 5.แบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง TPR TPR (Total Physical Response) เป็นวิธีสอนภาษาที่เน้นความเข้าใจโดยเชื่อมโยงภาษาที่ เรียนกับท่าทางขณะเรียนและสอน ส าหรับผู้ที่ไม่รู้จัก TPR อาจคิดว่ามันเป็นเพียงการแสดงท่าทาง แปลกๆ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นวิธีสอนที่ใช้ในห้องเรียนทั่วโลกนับตั้งแต่ James Asher เริ่มเขียน เกี่ยวกับเรื่อง TPR ในทศวรรษ 1960 Asher ได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีที่เด็กๆ โต้ตอบกับพ่อแม่ขณะ เรียนรู้ภาษา พวกเขาจะตอบสนองต่อค าสั่งด้วยท่าทางต่างๆ ในระหว่างการวิจัย Asher สังเกตว่า “เมื่อใดก็ตามที่เสียงออกมาจากปากผู้พูด แล้วตามมาด้วยท่าทางการเคลื่อนไหว ผู้เรียนจะเข้าใจ ความหมายของเสียงนั้นได้ทันที” (Asher, 1977) 5.1 ความหมาย อนงค์ เชื้อนนท์ (2553) ให้ความหมายของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ไว้ว่า หมายถึง การสอนภาษา โดยการใช้ท่าทาง โดยให้ผู้เรียนฟังค าสั่งจากครูแล้วผู้เรียนท าตาม เป็นการประสานการฟังกับการใช้ การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นการตอบรับให้ท าตามโดยผู้เรียนไม่ต้องพูด วิธีสอนภาษาโดยการใช้ ท่าทางใช้ส าหรับการเริ่มต้นเรียนภาษาที่ 2 วันวิสาข์ เกาะกอวิล, พงศ์พัทธ์ เพชรแสนเจริญ และสุรีรัตน์ ปวนปนใจ (2564) ให้ ความหมายของกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ไว้ว่า เป็นวิธีสอนภาษาต่างประเทศที่เกิดจากการประสาน สัมพันธ์ ระหว่างค าพูดและการกระท า(Speech and action) เป็นการสอนภาษาโดย ใช้กิจกรรมทางร่างกาย (Physical activity) วิธีสอนแบบสนองด้วยท่าทางได้พื้นฐานจากแนวคิดแบบดังเดิมหลายแนวคิด ได้แก่ จิตวิทยาพัฒนาการ ทฤษฎีการเรียนรู้และวิธีการทางมานุษยวิทยาวิธีสอนแบบสนองด้วยท่าทาง อาศัยแนวคิดของจิตมานุษยวิทยา ( Humanistic psychology ) การสร้างอารมณ์และความรู้สึกใน ทางบวกจะช่วยเอื้ออ านวยต่อการเรียนรู้ทฤษฎีทางภาษาโครงสร้างไวยากรณ์ส่วนใหญ่และค าศัพท์ จ านวนมากของภาษาเปาหมาย สามารถเรียนรู้ จากประโยคค าสั่งของครู สรุปได้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กันระหว่างค าพูดหรือสิ่งที่ได้ ยิน กับการกระท า เหมาะกับการใช้ส าหรับการเรียนภาษาที่ 2 5.2 ประเภทของ Total Physical Respon (TPR) 5.2.1. TPL-B (Total Physical Response – Body) เป็นการสอนโดยใช้ค าสั่งที่มีค าศัพท์ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย (body movement) เช่น นั่งลง (sit down ) ยืนขึ้น ( stand up ) เลี้ยวซ้าย (turn left ) เลี้ยวขวา (turn right ) เดินหน้า ( go straight) ถอยหลัง (back) กระโดด (jump) ปรบมือ (clap your hand ) หยุด
20 (stop) กลับหลัง (turn around ) ชูมือขึ้น (raise your hand ) เอามือลง (put down your hand ) โบกมือ (wave your hand) เป็นต้น กิจกรรมหรือเกมที่ใช้อาจใช้เกม Simon say เช่น Simon say touch your nose ถ้าไม่ได้พูดค าว่า Simon say ไม่ต้องท าตาม ข้อควรค านึง 1.กริยา/ท่าทาง ทุกอย่างที่แสดงต้องสมจริง (must be real) และต้องถูกต้อง เวลาครูสาธิต ต้องพูดค าสั่งจบก่อนแล้วจึงท าท่าทาง (เพื่อตั้งใจฟังก่อน และป้องกันนักเรียนท าตาม ครูโดยที่ไม่เข้าใจ 2.พูดและท าท่าทางเป็นตัวอย่างให้นักศึกษาดูอย่างน้อย 3 ครั้ง ทุกหนึ่งรอบของการท าท่าทาง ควรจะให้จบกระบวนการ ทุกๆการสอน ต้องทบทวนบทเรียน/ค าศัพท์ ในอาทิตย์ที่แล้ว หรืออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยครูอาจท าพร้อมนักศึกษา หรือครูสั่งแล้วให้นักเรียนท า พร้อมกันโดยทบทวนก่อนสอนค าชุดใหม่ พูดค าที่ต้องการสอนเท่านั้น สิ่งที่ไม่ต้องการให้นักศึกษารับรู้ ก็ไม่จ าเป็นต้องพูด จัดสถานที่ให้เหมาะสมกับค ากริยา/ค าสั่งที่ต้องการสอน 5.2.2TPR-O (Total Physical response – objects) เป็นการสอนโดยใช้ค าสั่งที่เป็นค าศัพท์ที่เป็นสิ่งของ Object เช่น สมุด (book) ปากกา (pen) ดินสอ Pencil ยางลบ eraser ไม้บรรทัด rule แผนที่ map โต๊ะ table เก้าอี้chair ประตูdoor นาฬิกา clock ไฟฉาย flash light ดอกไม้flower ใบไม้leaf ก้อนหิน rock จาน plate ชาม bowl แก้วน้ า glass ช้อน spoon ส้อม fork หวีcomb กระจก mirror เป็นต้น อย่าไปติดการสอนในชั้น เรียน อาจพาผู้เรียนออกนอกห้องเรียนเพื่อเรียนรู้วัตถุสิ่งของต่างๆหรืออาจใช้เกม bring me ( a pen ,a red pencil ) วัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้เรียนฟังค าสั่งให้เข้าใจและท าตามค าสั่ง โดย ผู้สอนมีเป้าหมายให้ผู้เรียนรู้จักกลุ่มค าเกี่ยวกับสิ่งของต่างๆ ข้อควรค านึง 1. ต้องพูดหลายครั้งจนแน่ใจว่านักเรียนเข้าใจ ให้ระวังค าที่มีความหมายใกล้กัน ถ้าบทเรียน ยากเกินไป ครูอาจแบ่งเป็น 2 บทเรียน เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหา ถ้าหากนักเรียนท าผิด ครูจะต้องท าให้ดูทบทวนจนแน่ใจว่านักเรียนท าได้หากนักเรียนท าไม่ได้ให้ก าลังใจ อย่าท าให้ นักเรียนเสียหาหรือขาดความมั่นใจ 2.วิธีปฏิบัติครูเรียกชื่อสิ่งของ 3 ครั้ง และหยิบของสาธิตให้ดูให้ตัวแทน 2 คน ออกมาแสดง พร้อมกับครูแล้วให้ผู้เรียนแสดงให้ดู3 ครั้ง การท า TPR- O อาจแทรกค าศัพท์TPR-B ได้เพราะเรียน มา จากบททีแล้ว ผสมกันไปแต่เอาง่ายๆก่อน แล้วเพิ่มความยากไปเรื่อยๆ ท าให้ทุกคนท าพร้อมๆกัน แบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มล่ะ 3-5 คน และปฏิบัติตามค าสั่งของครูโดยให้ผู้เรียนแสดง
21 5.2.3. TPR –P (Total Physical Response – Picture) เป็นการสอนเกี่ยวกับการออกค าสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ การเลือกภาพที่ใช้ในการเรียนการ สอนควรใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน โดยยกตัวอย่างค าถามจากภาพ เมื่อครูถามแล้วให้นักเรียนไปชี้ ภาพดูไม่มีการพูดภาพที่ครูก าหนดควรเป็นภาพตัดแปะจะได้เคลื่อนย้าย คน สัตว์สิ่งของ ไปไว้ตาม ต าแหน่งต่างๆของภาพได้เพื่อตรวจสอบผู้เรียน เป็นการสอนโดยใช้ค าสั่งที่เกี่ยวกับข้องกับรูปภาพมี เป้าหมายให้นักเรียนรู้จักกลุ่มค าเกี่ยวกับภาพต่างๆ มี3 ประเภทคือ ภาพโปสเตอร์แผ่นพับ รูปภาพที่ มีอยู่แล้ว ภาพตัดแปะจากผ้า หรือ กระดาษ ภาพวาดลายเส้นหรือภาพสีที่ผลิตโดยครูหรือผู้เรียนหรือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น หลักการ รูปภาพที่ใช้ต้องมีสิ่งของ/กิจกรรมต่างๆ/ผู้คนที่จะสอนผู้เรียน ครูจะสอนให้ผู้เรียน มาชี้จับ แตะ สิ่งของต่างๆในภาพวาดที่ครูต้องการสอน การใช้TPR-P อาจสอนอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้า นักเรียนมีความก้าวหน้าอาจใช้การสอนมากกว่านี้ภาพหนึ่งอาจสอนได้หลายครั้ง โดยอาจสอนเสริม ให้ผู้เรียนรู้ค าศัพท์มามากแล้ว อาจใช้TPB –B ประกอบการสอน TPR-P เช่นสอนเรื่องข้างหน้า ข้าง หลัง ข้างๆ สอนค าศัพท์เหล่านี้ก่อน จึงสอนค าจากรูปภาพ ภาพควรเป็นภาพที่เหมาะสมกับบุคคลและ สอดคล้องกับสภาพของนักเรียน 5.2.4.TPR-S (Total physical response – story telling) เป็นการสอนภาษาโดยการเล่าเรื่อง โดยครูเล่าเรื่องคล้ายกับชีวิตประจ าวันของนักเรียนหรือ เล่านิทาน 2-3 ครั้ง แล้วให้ผู้เรียนมาแสดงละครจากเรื่องที่ครูเล่าหรือบางครั้งอาจเปลี่ยนเป็นอาจารย์ อ่านให้ฟัง 1-3 ครั้ง ให้นักเรียนเขียนขึ้นมาใหม่ เหมือนที่ครูเล่าหรือไม่ แสดงว่าผู้เรียนฟังแล้วเข้าใจ มากน้อยแค่ไหน ให้เริ่มจากง่ายๆก่อน เป็นการสอนเกี่ยวกับการออกค าสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ การ เลือกภาพที่ใช้ในการเรียนการสอนควรใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน โดยยกตัวอย่างค าถามจากภาพ เมื่อ ครูถามแล้วให้นักเรียนไปชี้ภาพให้ดูไม่มีการพูดภาพที่ครูก าหนดควรเป็นภาพตัดแปะจะได้เคลื่อนย้าย คน สัตว์สิ่งของ ไปไว้ตามต าแหน่งต่างๆของภาพได้เพื่อตรวจสอบว่านักเรียนรู้จักภาพเหล่านั้นจริงๆ ไม่ใช้การท่องจ าภาพเท่านั้นเป็นการสอนที่ใช้เรื่องเล่าการสอนภาษาโดยการใช้รูปภาพ TPR-P การ สอนภาษาด้วยการเล่าเรื่อง ควรใช้เมื่อผู้เรียนมีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ โดยครูเล่าเรื่องราวที่ คล้ายคลึงกับชีวิตประจ าวันของผู้เรียน หรือนิทานเองง่ายๆ ครูเล่าเรื่องให้ฟังอีกครั้งหนึ่งจากนั้นให้ ผู้เรียนออกมาแสดงเรื่อง ( ตามที่ครูเล่า ) โดยไม่ต้องพูด ต่อมาให้ผู้เรียนเล่าเรื่องเอง แล้วให้ผู้เรียนคน อื่นมาแสดงละครตามเรื่องที่ผู้เรียนเล่าให้ฟัง จุดประสงค์ของ TPR-S คือต้องการให้ผู้เรียนฟังครูพูดให้ เข้าใจและท าท่าทาง โดยผู้เรียน ไม่ต้องพูด เพียงแต่แสดงท่าทางประกอบการเล่าเรื่องเท่านั้น
22 5.3 แนวการสอน TPR 5.3.1 แนวทางการสอน TPR อาจสอนเป็นช่วงๆ วันละประมาณ 20 นาที 5.3.2 TPR –B TPR-O TPR-S อาจสลับกันได้ 5.3.3 สามารถน าเพลง เกม มาใช้สอนประกอบด้วย เช่นเพลงเกี่ยวกับร่างกายของเรา 5.3.4 การน า TPR ไปใช้สอนกับวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์สุขศึกษา และศิลปะเป็นต้น 5.3.5 การสอน TPR เป็นการสอนค าศัพท์ใหม่ๆ ครั้งแรกควรสอนประมาณ 5-10 ค าก่อน โดยครูท าให้ดูเป็นต้นแบบ มีการสาธิตท าตามครูแล้วให้ผู้เรียนท าเองตามค าสั่งครูเมื่อเริ่มต้นก าหนด ค าที่ต้องใช้ควรตรวจสอบว่านักเรียนเข้าใจค าที่ครูพูดหรือไม่ 5.4 ข้อควรค านึงกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 5.4.1. การออกแบบกระบวนการเรียนด้านภาษาจะต้องตระหนักให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่น ในการเรียนรู้แบบต่างๆ เช่นการเรียนด้วยภาพ/สิ่งของ การเรียนด้วยการพูดสนทนา บรรยาย พรรณนา อธิบาย อภิปราย และวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆได้ 5.4.2. สิ่งที่ส าคัญที่สุดของการเรียนภาษาที่สองก็คือ ผู้เรียนต้องไม่รู้สึกกลัวหรืออาย การ เรียนภาษาที่สองจะต้องเริ่มจากสิ่งที่นักเรียนรู้และขึ้นอยู่กับความพร้อมของนักเรียน และเรื่องที่ เรียนรู้จะต้องสนุกสนาน 3 การสอน TPR ใช้สอนระยะแรกที่ผู้เรียนไม่รู้จักวงค าศัพท์ในภาษาอังกฤษ อาจใช้สอนประมาณ 1-2 เดือนแรกที่เข้าเรียนเท่านั้น 6.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ธัญลักษณ์ทุมพิลา, นฤภรณ์วุฒิพันธุและ นารีนารถ กลิ่นหอม (2562) ได้วิจัยเกี่ยวกับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) เป็นนวัตกรรม ที่เน้นให้ผู้เรียนรู้ภาษาจากการสังเกตการกระท าของผู้อื่น และจากการฝึกฝนด้วยตนเอง ผู้วิจัยจึงมี ความสนใจที่จะน านวัตกรรมนี้มาใช้ในการพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียนการ วิจัยค รั้งนี้มี วัต ถุป ร ะสงค์เพื่อพัฒน าค ว ามส าม า ร ถด้ าน ก า รฟังภ าษ าจีนของนักเ รียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนครขอนแก่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วย ท่าทาง Total Physical Response(TPR) มีคะแนนเฉลี่ยการทดสอบความสามารถด้านการฟัง ภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนการทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 7.86 (=7.86) คิด เป็นร้อยละ 39.29 คะแนน การทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 14.89 (=14.89)คิดเป็นร้อยละ 74.46 และคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7.04
23 วิภาดา ยี่สุ่นแย้ม, รุ่งฟ้า กิติญาณุสันต์และ สิราวรรณ จรัสรวีวัฒน์ (2563) ได้วิจัยเกี่ยวกับ การเปรียบเทียบความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ และความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ร่วมกับเทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถในการฟัง-พูด ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับวิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษา เพื่อการสื่อสารร่วมกับเทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) มีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับวิธีการจัดการเรียนรู้ตามปกติ มีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับวิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเทคนิค การตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) มีค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่ากับวิธีการจัดการเรียนรู้ตามปกติ อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียน โดยวิธีการจัดการเรียนรู้ตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารร่วมกับเทคนิคการตอบสนองด้วย ท่าทาง (TPR) คิดเป็น ร้อยละ 97.52 โดยมีความสามารถในการฟัง-พูดภาษาอังกฤษ หลังเรียน กับ หลังเรียน 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกัน และ ความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้ตามปกติ คิดเป็นร้อยละ 82.95 โดยมีความสามารถในการฟัง-พูด ภาษาอังกฤษ หลังเรียน 2 สัปดาห์ต่ ากว่าหลังเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปาหนัน วรรณสุขและ จิระพร ชะโน (2564) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถด้าน การฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการสอน แบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถด้านการฟัง การพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารและพฤติกรรมการกล้าแสดงออก โดยการสอนแบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง ให้ผ่าน เกณฑ์ร้อยละ 80 มีรายละเอียดแต่ละวงจร ดังนี้ วงจรที่ 1 มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จ านวน 7 คน นักเรียนไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก และออกเสียงไม่ถูกต้อง วงจรที่ 2 มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ จ านวน 8 คน นักเรียนมีความเข้าใจและคุ้นเคย กับค าศัพท์มากขึ้น และวงจรที่ 3 มีนักเรียนที่ผ่าน เกณฑ์ จ านวน 10 คน นักเรียนเชื่อมโยงจากสิ่งที่ครูได้อธิบายและเปรียบเทียบกับค่าที่กลุ่มตนเองได้ มินตรา ธงภักดีและชวนพิศ รักษาพวก (2566) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการฟังและ การพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วย ท่าทาง (TPR) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วย ท่าทาง (TPR) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ มีคะแนนทักษะการฟังหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
24 นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ มีคะแนนทักษะการพูดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 อาทิตย์ถมมา, มาตา วงค์ชารี, ฐรัณภรณ์ ธนานิธิกุลโรจน์ และสุดาพร นนท์ไพรวัลย์(2566) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพและความสามารถการรับรู้ด้านการฟังประโยคค าสั่ง ภาษาอังกฤษ โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหนองบัววิทยายน ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาประสิทธิภาพของความสามารถการรับรู้ ด้านการฟังประโยคค าสั่ง ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียน โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด คือ 70/70 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน หนองบัววิทยายน ที่ได้รับการพัฒนาความสามารถ การรับรู้ด้านการฟังประโยคค าสั่งภาษาอังกฤษ โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาความสามารถการรับรู้ ด้านการฟังประโยคค าสั่งภาษาอังกฤษ โดยใช้การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) อยู่ในระดับ พอใจมากที่สุด ชิดชนก มโนขันธ์, ดวงพร ศรีบุญเรือง และลดาวัลย์ วัฒนบุตร (2565) ได้วิจัยเกี่ยวกับการ พัฒนาการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ(E1/E2) เท่ากับ 91.76/88.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 15.43 คะแนน และมี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 26.43 คะแนน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 26.43 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.19 โดยคุณภาพการจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษมีค่า สัมประสิทธิ์ของการกระจาย เท่ากับ 4.50 4. ค่าดัชนีประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) เท่ากับ 0.7551 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 75.51 5. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิคการสอน แบบตอบสนองด้วยท่าทางอยู่ในระดับมากที่สุด และ 6. ความคงทนในการเรียนรู้ค าศัพท์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เทคนิคการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) หลังเรียนรู้ผ่านไปแล้ว 14 วัน ไม่แตกต่างกันทางสถิติ
25 นิธิพงษ์ โยธชัย (2563) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษโดย วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางร่วมกับสื่อประสมส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการสร้างบทเรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ มีค่าประสิทธิภาพกระบวนการและค่าประสิทธิภาพผลลัพธ์เท่ากับ 78.35/76.13 2. ผลการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับคะแนนทดสอบก่อนเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี คะแนนสูงกว่าผลคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลสะท้อน ภายหลังการจัดการเรียนรู้ จากการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก สุทธิดา ชัยประสิทธิ์ และชวลิต เกตุกระทุ่ม (2565) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถ ในการจ าค าศัพท์วิชาภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง (TPR) ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางด้านความสามารถในการจ าค าศัพท์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง First Day at School ด้วยวิธีสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางด้านความสามารถในการจ าค าศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง First Day at School ด้วย วิธีสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่ก าหนดไว้ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 วารุณี ศิริและอภิราดี จันทร์แสง (2560) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ที่มีผลต่อทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ สาหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 76.73/75.83 ค่าดัชนีประสิทธิผล ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 47.27 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้เรียนมี เจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษเฉลี่ย 4.20 อดิเรก นวลศรี (2558) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาจีนด้วยวิธี ตอบสนองด้วยท่าทาง TPR ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดคูยาง ส านักงานพื้นที่ การศึกษา ประถมศึกษาก าแพงเพชร เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการสื่อสารภาษาจีนของ นักเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อจ าแนก รายทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน พบว่า ทุกทักษะมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียนรู้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร ด้วยวิธี ตอบสนองด้วยท่าทาง TPR โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
26 รุ่งทิวา อุ่นเจริญ, ทัศนา ประสานตรี และมนตรี อนันตรักษ์(2557) ได้วิจัยเกี่ยวกับการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ TPR และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ B-SLIM ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ TPR มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.71/80.75 และ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ B-SLIM ประสิทธิภาพเท่ากับ 80.67/77.81 ซึ่งเป็น ไปตามเกณฑ์ที่ ก าหนด 75/75 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่จัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ TPR คิดเป็นร้อยละ 64.63 และดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ B-SLIM คิดเป็นร้อยละ 60.24 3. นักเรียนที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ TPR มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ B-SLIM อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .05 4. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ TPR มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ สูงกว่ากิจกรรมการเรียนรู้ แบบ B-SLIM อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ TPR มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับ มากที่สุด และนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ B-SLIM มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียน การ สอนภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับมาก ชัชจิรา จ าปาทอง, จุฬามาศ จันทร์ศรีสุคต และชาติชาย ม่วงปฐม (2563) ได้วิจัยเกี่ยวกับผล ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีตอบสนองด้วยท่าทางต่อความสามารถในการฟัง ภาษาอังกฤษ มีคะแนนความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษ เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 55.00 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.65 คะแนน เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพบว่าความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษ หลังเรียน คะแนนสูงกว่า คะแนนก่อนเรียน และนักเรียน มีความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 นักเรียนมีเจตคติ ต่อวิธีตอบสนองด้วยท่าทางเท่ากับ 4.54 คะแนน แสดงว่านักเรียน มีเจตคติต่อการสอนด้วยวิธีตอบสนองด้วยท่าทางอยู่ใน ระดับดีมาก ศศิภา อุดมพรเทพสกุล (2562) ได้วิจัยเกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ภาษาที่สองโดยเทคนิค การตอบสนองด้วยท่าทางในเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางที่ เหมาะสาหรับการจัดประสบการณ์ภาษาที่สองในเด็กปฐมวัยได้แก่การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง โดยใช้ร่างกาย (Total Physical Response -Body: TPR-B) การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางโดย ใช้สิ่งของ (Total Physical Response -object: TPR-O) การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางโดยใช้ รูปภาพ (Total Physical Response -Picture: TPR-P) และการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางโดย ใช้การเล่าเรื่อง (Total Physical Response -Stories: TPR-S) ทั้งนี้ควรใช้วิธีการสอนทั้ง 4 ประเภท
27 สับเปลี่ยนกันไปเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายในการทากิจกรรมแต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็ก ปฐมวัยด้วย ทิพย์วลี สุขปาน (2562) ได้วิจัยเกี่ยวกับการใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อ พัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการฟังและทักษะการพูดที่เรียนแบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการศึกษาความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 3.97 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ .79 แสดงว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนแบบตอบสนองด้วยท่าทางมีความ มั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับมาก ฐิติพร แก้วดก และสมทรง สิทธิ(2565) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถด้านการฟัง การพูดภาษาจีนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response) ร่วมกับสื่อประสม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถด้านการฟังภาษาจีน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนโดยใช้วิธีการสอน แบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ร่วมกับสื่อประสม มีค่าเฉลี่ย 14.67 คิดเป็นร้อยละ 73.33 และมี จ านวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 83.33 ของจ านวนนักเรียน ทั้งหมด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน หลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วย ท่าทาง (TPR) ร่วมกับสื่อประสม มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 22.88 คิดเป็นร้อยละ 76.25 และมีจ านวน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 87.50 ของจ านวนนักเรียนทั้งหมด 3. ความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง (TPR) ร่วมกับสื่อประสม หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.82 อยู่ใน ระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด โดยด้านการ วัดประเมินผลมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.87 ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85 ด้านสื่อการ เรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.81 และด้านเนื้อหามีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.78 นฤภรณ์ วุฒิพันธุ์ (2565) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ในรายวิชา ภาษาจีนเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการสื่อสารของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่ามี 3 องค์ประกอบ คือ หลักการ จุดมุ่งหมาย และ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งมุ่งเน้นตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทาง โดยใช้เทคนิค รูปภาพ สิ่งของ และร่างกาย ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแบบเปิด และ การใช้สื่อมัลติมีเดียประกอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสาร ด้านการฟัง การพูด และการ เขียน ภายใต้ 5 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เรียกว่า “CTOM Model” 2. คุณภาพของ
28 รูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่าผู้เรียนมีการสื่อสารด้านการฟัง การพูดและการเขียนจากการทดสอบหลัง เรียน มีค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบคิดเป็นร้อยละ 94.00 92.70 และ 86.60 ตามล าดับ โดยผู้เรียน สามารถฟังและบอกความหมายของค าศัพท์การทักทาย ตัวเลข ที่ได้ออกเสียงค าศัพท์ ตลอดจน สามารถถามตอบเกี่ยวกับการทักทายและตัวเลขด้วยภาษาจีนอย่างง่ายได้และเขียนตัวอักษร 好 (hǎo) ได้ถูกต้องตามหลักการเขียนตามเส้นขีด เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมพบว่า ผู้เรียนมีความพึง พอใจในระดับดีทุกด้านโดยเฉพาะด้านรูปแบบกิจกรรมและสื่อที่ใช้ ธิติยากรณ์ มงคลเคหา และจิตราภรณ์ วงศ์ค าจันทร์ (2566) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนา ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ หลังจาก ใช้การจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง มีพัฒนาการด้านความสามารถการฟังและการพูดที่ดี ขึ้น ซึ่งมีผลคะแนนปรากฏชัดเจนจากการท าแบบวัดความสามารถการสื่อสาร มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 เพิ่มขึ้นในแต่ละวงจรปฏิบัติการ และจากข้อมูลด้านอื่น ๆ ที่ผู้วิจัยได้ท าการรวบรวมและ วิเคราะห์ นิติยา หอมชาลี (2562) ได้วิจัยเกี่ยวกับผลการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางที่มีต่อ ความสามารถ ในการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจ าวันของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่าความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจ าวันของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มที่ได้รับการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่ากลุ่ม ที่สอนตามปกติ โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 15.40 และการสอนแบบปกติมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 10.65 อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ .05 วีรวรรณ ราโช (2561) ได้วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วย ท่าทาง เพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผล การสร้างและหาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อการสื่อสาร ภาษาอังกฤษ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80 /80 พบว่ากิจกรรมการเรียนรู้มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 78.04/79.23 เมื่อพิจารณาแต่ละกิจกรรม 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถ ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง เพื่อการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมี ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ หลังเรียน ( = 25.23 S.D. = 2.42) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 14.15, S.D. = 1.14) อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อ การสื่อสารภาษาอังกฤษ
29 จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีส่วนช่วยพัฒนาการฟังภาษาจีน หลังการใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) สูงกว่าก่อนเรียน เนื่องจากการ ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) เป็นการ สอนแบบให้นักเรียนได้ตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยิน เมื่อได้ยินและท าท่าทาง ท าให้ผู้เรียนได้พัฒนาด้าน การฟัง อีกทั้งการที่ผู้เรียนได้แสดงท่าทางเมื่อได้ยิน จะท าให้ผู้เรียนเกิดการกระตือรือร้นในระหว่าง การเรียน งานวิจัยต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง Hounhanou (2020) ได้วิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมวิธี TPR (การตอบสนองทางกายภาพ โดยรวม) ในการสอนค าศัพท์ส าหรับผู้เริ่มต้น EFL ในโรงเรียนมัธยมเบนิน ผลการวิจัยพบว่าการสอน ค าศัพท์ภาษาอังกฤษผ่าน Total Physical Response ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้เร็วและง่ายขึ้น เนื่องจากเด็กๆ ได้รับการสนับสนุนจากการแสดงทางกายภาพของวิทยากรหรือเพื่อนร่วมชั้น นอกจากนี้ผลลัพธ์อาจเป็นข้อมูลอ้างอิงส าหรับนักวิจัยท่านอื่นที่สนใจท าวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้หรือ การสอนค าศัพท์ภาษาอังกฤษ Lincoln (2024) ได้วิจัยเกี่ยวกับการรวมการตอบสนองทางกายภาพโดยรวม (TPR) ส่งผลต่อ ความเข้าใจค าศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนอย่างไร ผลการวิจัยพบว่าผลรวมของคะแนนดิบของ นักเรียนทุกคนเพิ่มขึ้นจะสูงขึ้นเมื่อใช้ TPR คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังการทดสอบยังสูงกว่าเมื่อ ใช้ TPR พบว่านักเรียนท าการทดสอบได้ดีขึ้นเมื่อได้รับค าแนะน า TPR นักเรียนเข้าใจความหมายของ ค าได้ดีขึ้นเมื่อ TPR มาพร้อมกับค านั้น Savic (2014) ได้วิจัยเกี่ยวกับการกิจกรรมการตอบสนองทางกายภาพทั้งหมด (TPR) ในการสอนภาษาอังกฤษแก่ผู้เรียนรุ่นเยาว์ ผลการวิจัยพบว่า การใช้ Total Physical Response สามารถช่วยลดความเครียดในการเรียน และการมีส่วนร่วมกับเด็กอย่างมีอารมณ์ ท าให้ช่วยจดจ าผ่าน การเคลื่อนไหว Chuah, Ngoi, Foo and Wong (2022) ได้วิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้การตอบสนองทาง กายภาพโดยรวม (TPR) ในการพัฒนาภาษาจีนเป็นภาษาที่สอง ผลการวิจัยพบว่า Total Physical Response สามารถช่วยแก้ปัญหาในการเรียนภาษาได้ และยังท าให้ผู้เรียนเพลินเพลินกับการเรียน Yu (2012) ได้วิจัยเกี่ยวกับการตอบสนองทางกายภาพโดยรวมส าหรับการศึกษา ภาษาอังกฤษในวัยเด็กในประเทศจีน ผลการวิจัยพบว่า Total Physical Response สามารถช่วย แก้ปัญหาในการเรียนภาษาได้
30 Feng (2012) ได้วิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง TRP (การตอบสนองทางกายภาพ ทั้งหมด) กับความทรงจ าของตัวอักษรจีน ผลการวิจัยพบว่า การเรียนรู้ค าศัพท์ด้วยกลยุทธ์ TPR นั้นมี ประสิทธิภาพมาก และการวิจัยสนับสนุนความเชื่อที่ว่าควรใช้กลยุทธ์ TPR ในการสอนค าศัพท์ ภาษาจีนในห้องเรียนภาษาจีน ผู้จัดท าวิจัยจึงเห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) สามารถช่วยพัฒนาความสามารถด้านการฟังของผู้เรียนและช่วย ให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนเพิ่มมากขึ้นและสอดคล้องกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่กล่าวมา
31 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟัง ภาษาจีน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีน 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และ การวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 1 ห้องเรียน จ านวนนักเรียน 36 คน รูปแบบในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540) T1 X T2 T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วย ท่าทาง (TPR) T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)
32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน 2 ที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 2. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีขั้นตอนการด าเนินการ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรสถานศึกษา คู่มือครู แบบเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของกระทรวงศึกษาธิการและเอกสารที่ เกี่ยวข้อง 2.1.3 วิเคราะห์ 2.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน 2 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จ านวน 10 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง ซึ่งมีสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 2.1.4.1 สัญชาติและสถานที่เกิด1 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.2 สัญชาติและสถานที่เกิด2 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.3 อายุและอาชีพ1 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.4 อายุและอาชีพ2 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.5 อาหารและเครื่องดื่ม1 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.6 อาหารและเครื่องดื่ม2 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.7 เวลา และกิจวัตรประจ าวัน1 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.8 เวลา และกิจวัตรประจ าวัน2 จ านวน 1 ชั่วโมง
33 2.1.4.9 ชั่วโมงเรียนและสัปดาห์1 จ านวน 1 ชั่วโมง 2.1.4.10ชั่วโมงเรียนและสัปดาห์2 จ านวน 1 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระส าคัญ จุดประสงค์การ เรียนรู้(รายชั่วโมง) สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2.1.5 น าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน 2 ที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้า กลุ่มสาระที่ปรึกษาแล้วน าเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาจีน เพื่อตรวจสอบความ สอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและ ประเมินผล โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาลงความคิดเห็นแล้วให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ของแผนการจัดการเรียนรู้ (Index of Item-objective Congruence : IOC) โดยมีค่าดัชนีความ สอดคล้องตั้งแต่ 0.5 2.1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน 2 ตามข้อเสนอแนะ 2.1.7 น าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน 2 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ไปใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 3 ตัวเลือก ในการสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างตามล าดับขั้นตอน ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ คู่มือครู คู่มือวัดและประเมินผลวิชา ภาษาจีน 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเอกสารที่เกี่ยวข้องเทคนิคการ เขียนข้อสอบ การสร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2.3.1 วิเคราะห์เนื้อหาเพื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็นเนื้อหาย่อยๆ แล้วเขียน จุดประสงค์การเรียนรู้
34 2.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ความสามารถด้านการฟังภาษาจีน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาและ จุดประสงค์การเรียนรู้ตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร 2.3.4 น าแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาจีน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และให้ข้อเสนอแนะในด้านความเหมาะสมของเนื้อหากับ จุดประสงค์การเรียนรู้แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 2.3.5 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ความสามารถด้านการฟังภาษาจีน ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การด าเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยด าเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีการด าเนินการทดลองและเก็บข้อมูลใน แต่ละขั้น มีดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนด าเนินการสอน โดยแนะน าวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ให้ นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการ ปฏิบัติตนในการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนท าการทดลอง 2. ท าการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาจีน 2 ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนท าการทดลอง 3. ด าเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาจีน 2 โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) กับนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จ านวน 10 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง 4. ท าการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5. น าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนจากแบบวัดความสามารถด้านการฟัง โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows)
35 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้น าคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและจากแบบวัดความสามารถ ด้านการฟัง มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้ในการหาค่าร้อยละ ของความสามารถด้านการฟัง โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับวิเคราะห์ข้อมูล ทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (SPSS for window) 2. การทดสอบสมมติฐาน น าคะแนนที่ได้จากการท าแบบทดสอบมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาจีน 2 และความสามารถด้านการฟัง ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากที่ได้รับกิจกรรม การเรียนการสอนวิชาภาษาจีน 2 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) โดยใช้การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (Dependent Sample t-test) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับวิเคราะห์ข้อมูล ทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows)
36 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ตาม หลักสูตรสถานศึกษา ของโรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ผู้วิจัยได้ด าเนินการทดสอบความสามารถด้านการฟังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์มีรายละเอียดดังแสดงในตาราง ตารางที่ 1 ผลการศึกษาความสามารถด้านการฟังของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 เลขที่ คะแนน เลขที่ คะแนน ก่อน เรียน หลัง เรียน ความก้าวหน้า ก่อน เรียน หลัง เรียน ความก้าวหน้า 1 17 18 1 20 14 20 6 2 7 19 12 21 16 19 3 3 4 17 13 22 11 18 7 4 11 18 7 23 17 18 1 5 7 20 13 24 6 18 12 6 13 18 5 25 6 18 12 7 9 19 10 26 6 19 13 8 10 18 8 27 7 19 12 9 4 18 14 28 11 19 8
37 เลขที่ คะแนน เลขที่ คะแนน ก่อน เรียน หลัง เรียน ความก้าวหน้า ก่อน เรียน หลัง เรียน ความก้าวหน้า 10 6 20 14 29 5 18 13 11 5 19 14 30 5 20 15 12 6 20 14 31 10 20 10 13 10 18 8 32 16 20 4 14 6 18 12 33 8 18 10 15 3 18 15 34 20 20 0 16 7 18 11 35 8 19 11 17 16 20 4 36 5 20 15 18 8 19 11 เฉลี่ย 9.17 18.78 9.61 19 10 18 8 ร้อยละ 45.85 93.90 48.05 จากตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของ นักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.17 คิดเป็นร้อยละ 45.85 และหลัง เรียนมีคะแนนเฉลี่ย 18.78 คิดเป็นร้อยละ 93.90 คะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนเพิ่มขึ้น 9.61 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 48.05 นั้นคือนักเรียนมีความสามารถด้านการฟังภาษาจีน และผลสัมฤทธิ์ความสามารถด้านการฟังภาษาจีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 จากการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียน ก่อนเรียนหลัง เรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ซึ่งมีคะแนนเต็มก่อนเรียนและหลังเรียน 20 คะแนน และเปรียบเทียบคะแนนความสามารถ ด้านการฟังภาษาจีนก่อนเรียนและหลังเรียน ดังแสดงรายละเอียดในตารางที่ 1
38 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ร้อยละ S.D. t ก่อนเรียน หลังเรียน 20 20 9.17 18.78 45.85 93.90 0.73 0.15 -13.38* * มีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟัง ภาษาจีนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.17 คิด เป็นร้อยละ 45.85 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 18.78 คิดเป็นร้อยละ 93.90 และเมื่อเปรียบเทียบ ความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
39 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ในรายวิชาภาษาจีน 2 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์อ าเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง สรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการฟังภาษาจีนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาจีน 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์เรียนด้วยกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีความสามารถด้านการฟังไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2. นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ ที่เรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีด าเนินการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย จังหวัดอุดรธานีปีการศึกษา 2564 จ านวน 2 ห้องเรียน 76 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้จากการการเลือก แบบเจาะจง(Purposive Sampling) จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 36 คนเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างในการ วิจัยครั้งนี้
40 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีน 2 ที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบ จ านวนทั้งสิ้น 10 แผน รวม 10 ชั่วโมง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็น แบบทดสอบปรนัยมี3 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ แต่ละข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 มีความยากง่ายระหว่าง 0.2 – 0.8 ค่าอ านาจจ าแนกของข้อสอบรายข้อ มีค่าตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับมีค่า 0.95 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การด าเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยด าเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอุดรธรรมานุสรณ์ อ าเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีการด าเนินการ ทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละขั้น มีดังนี้ 3.1 เตรียมนักเรียนก่อนด าเนินการสอน โดยแนะน าวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการเรียนและบทบาทวิธีการ ปฏิบัติตนในการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนท าการทดลอง 3.2 ท าการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาจีน 2 ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนท าการทดลอง 3.3 ด าเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาจีน 2 โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จ านวน 10 แผน ใช้เวลา 10 ชั่วโมง 3.4 ท าการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน 2 ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อนการทดลอง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
41 สรุปผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า การใช้กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน ผลปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนใช้ เท่ากับ 9.17 ค่าเฉลี่ยหลังใช้เท่ากับ 18.78 มีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 0.73 มีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 0.15 ซึ่งผลคะแนน หลังเรียนโดยใช้รูปแบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียนโดยใช้รูปแบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) การอภิปรายผล ผลการศึกษาการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วย ท่าทาง Total Physical Response (TPR) วิชาภาษาจีน 2 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 มีประเด็นในการน ามาอภิปรายผลตามล าดับ ดังนี้ ผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ระหว่างก่อนเรียน และหลัง เรียน ผลปรากฏว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนใช้เท่ากับ 9.17 ค่าเฉลี่ยหลังใช้เท่ากับ 18.78 มีส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 0.73 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 0.15 ซึ่งผลคะแนน หลังเรียน โดยใช้รูปแบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้องกับบทความวิจัยของธัญลักษณ์ทุมพิลา, นฤภรณ์วุฒิพันธุและนารีนารถ กลิ่นหอม (2562) ได้ท าการวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มาใช้ในการพัฒนาความสามารถด้านการฟังภาษาจีน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนนครขอนแก่น ซึ่งผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนอง ด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) มีคะแนนเฉลี่ยการทดสอบความสามารถด้านการฟัง ภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสอดคล้องกับบทความวิจัยของอดิเรก นวลศรี (2558) ได้ท าการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาจีนด้วยวิธีตอบสนองด้วยท่าทาง TPR ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดคูยาง ส านักงานพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาก าแพงเพชร เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการสื่อสารภาษาจีนของนักเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อน เรียน และเมื่อจ าแนกรายทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน พบว่า ทุกทักษะมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียนรู้ภาษาจีน เพื่อการสื่อสาร ด้วยวิธีตอบสนองด้วยท่าทาง TPR โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับ งานวิจัยของฐิติพร แก้วดก และสมทรง สิทธิ(2565) ที่ได้ท าการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถ
42 ด้านการฟัง การพูดภาษาจีนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วย ท่าทาง (Total Physical Response) ร่วมกับสื่อประสม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่าความสามารถด้านการฟังภาษาจีนหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วย ท่าทาง (Total Physical Response) ร่วมกับสื่อผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 83.33 ของจ านวนนักเรียนทั้งหมด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนหลังเรียนโดยใช้วิธีการ สอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง (TPR) ร่วมกับสื่อมีจ านวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จ านวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 87.50 ของจ านวนนักเรียนทั้งหมด และสอดคล้องกับงานวิจัยของ Chuah, Ngoi, Foo and Wong (2022) ที่ได้ท าการวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้การตอบสนองทางกายภาพโดยรวม Total Physical Response (TPR) ในการพัฒนาภาษาจีนเป็นภาษาที่สอง ผลการวิจัยพบว่า Total Physical Response (TPR) สามารถช่วยแก้ปัญหาในการเรียนภาษาได้ และยังท าให้ผู้เรียนเพลิน เพลินกับการเรียน ข้อเสนอแนะ จากผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) วิชาภาษาจีน 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยให้ข้อเสนอแนะในการวิจัย และข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนห้อง 1 ซึ่งผ่านการสอบคัดเลือก และ ประเมินผลการเรียนอยู่ในระดับดี 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป การใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบตอบสนองด้วยท่าทาง Total Physical Response (TPR) ควรใช้ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบอื่นด้วย เพื่อการพัฒนาทักษะ ของนักเรียนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน