รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ โดย นางสาวศุภาพิชญ์ ชัยรัตน์ สาขาการศึกษาปฐมวัย-การศึกษาพิเศษ เอกการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ โดย นางสาวศุภาพิชญ์ ชัยรัตน์ สาขาการศึกษาปฐมวัย-การศึกษาพิเศษ เอกการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ก กิตติกรรมประกาศ การวิจัย การพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีด้วยความกรุณาอย่างสูงจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพล แจ้งอักษร อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย อาจารย์ได้กรุณามอบความรู้ แนะนำแนวทางในการพัฒนางานวิจัยเพื่อพัฒนา ผู้เรียน มอบคำปรึกษา แนะนำ ตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ในการจัดทำวิจัยทุกขั้นตอน รวมทั้งให้ข้อคิดและ กำลังใจเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ทำให้วิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและขอ กราบขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.รัชชุกาญจน์ ทองถาวร อาจารย์ศิริพร วงค์ตาคำ อาจารย์ ประจำสาขาการศึกษาปฐมวัย-การศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นางสุทธิกานต์ พล สิทธ์ คุณครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 3/5 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ที่ให้ความกรุณาเป็นผู้ปรึกษาตรวจสอบเครื่องมือ การวิจัย ทั้งแผนการจัดกิจกรรมและแบบบันทึกการสังเกต ตลอดจนให้คำแนะนำ จนสามารถนำเครื่องมือไปใช้เก็บ ข้อมูล ทำให้งานวิจัยนี้บรรลุไปได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบคุณ ผู้อำนวยการและคณะครู โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์เอื้อเฟื้อ อำนวยความสะดวก และดูแลผู้วิจัยในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียน ห้อง อนุบาล 3/5 จำนวน 26 คน ที่เป็นเด็กดี น่ารัก คอยให้ความร่วมมือทำกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น จากการทำวิจัย ที่ผู้วิจัยได้มองเห็นถึงพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงของนักเรียนจึงทำให้ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของ การวิจัย รวมถึงยังเป็นแรงผลักดัน เป็นกำลังใจ ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เพื่อเป็น การวางรากฐานบุคคลที่ดีมีคุณภาพในอนาคต
ข ชื่อเรื่องงานวิจัย : การพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ชื่อผู้วิจัย : นางสาวศุภาพิชญ์ ชัยรัตน์ ปีการศึกษา : 2566 บทคัดย่อ ในการวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยหลังจากจัดกิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้น อนุบาลปีที่ 3/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงใหม่ จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการ ดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมพิมพ์ภาพ 3 แผน ใช้ เวลา ครั้งละ 45 นาที(2) แบบสังเกตความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย (3) แบบบันทึกหลังการสอน ผู้วิจัยได้ รวบรวมข้อมูล และใช้สถิติเชิงบรรยายในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยแปลผลคะแนนให้เป็น ร้อยละ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ผลการศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพ ด้วยมือและนิ้วมือ หลังการจัดกิจกกรมพบว่า ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย มีคะแนนรวมหลังการทำ กิจกรรม เท่ากับ 19.61 คะแนน คำนวณเป็นคะแนนร้อยละพัฒนาการเท่ากับ 81.69 หากพิจารณาเป็นระดับตาม เกณฑ์ที่กำหนด พบว่ามีอยู่ในระดับดีมาก
ค สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2 3. สมมุติฐานงานวิจัย 2 4. ขอบเขตของการวิจัย 2 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 3 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย 4 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 5 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเอง 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ภาพ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 18 33 36 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 37 1. ประชากรในการวิจัย 2. เครื่องมือและการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 37 37 37 44 44 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 45 1. ผลการศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่าน กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ 2. ผลการเปรียบเทียบความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ 45 46
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 48 1. สรุปผลการวิจัย 48 2. อภิปรายผลการวิจัย 49 3. ข้อเสนอแนะ 50 บรรณานุกรม 52 ภาคผนวก 56 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้ปรึกษา 57 ภาคผนวก ข ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การพิมพ์ ภาพด้วยมือและนิ้วมือ 59 ภาคผนวก ค แบบบันทึกการสังเกตความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย 74 ภาคผนวก ง - ผลแบบบันทึกการสังเกตความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย - ผลแบบบันทึกหลังการสอน 77 ภาคผนวก จ ภาพการดำเนินงานวิจัย 85 ภาคผนวก ฉ ประวัติผู้วิจัย 89
สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 3.1 ตารางการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การพิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ 38 ตารางที่ 3.2 ตารางสรุปรายละเอียดขั้นตอนการสอน 3 ขั้นตอน 39 ตารางที่ 3.3 ตาราง การนิยามตัวแปร 40 ตารางที่ 3.4 ตารางรายละเอียดเครื่องมือ 41 ตารางที่ 3.5 ตารางแบบร่างคำถามสำหรับแบบันทึกการสังเกต 42 ตารางที่ 4.1 ตารางแสดงผลการศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้น อนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ 45 ตารางที่ 4.2 ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียน ระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้ว มือ ก่อนและหลังทำกิจกรรม 46
สารบัญรูปภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 4
1 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา มนุษย์เกิดมาต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างและ ในบรรดาสิ่งแวดล้อมที่มากระทบอาจจะมีสิ่งที่เป็น ปัญหาแตกต่างกันไป ซึ่งบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของสังคมควรมีคุณลักษณะที่เป็นคนกล้าแสดงออก กล้าในการ ตัดสินใจ กล้าคิด กล้าทำที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในการอยู่ร่วมในสังคมซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จจากการปฏิบัติ กิจกรรมหรือการกระทำสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ บุคคลยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไร ย่อมทำให้มีความเชื่อมั่นใน ตนเองมากขึ้น เพราะความเชื่อมั่นในตนเองเป็นตัวชี้นำ ความสำเร็จในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ตามแผนการที่ได้วางไว้ เมื่อบุคคลมีความเชื่อมั่นในตนเองเขาจะรู้สึกว่าตนเองไม่อยู่ใต้อำนาจของผู้อื่น ( เพชรนรีอวยพร,2564) การจัดการ ศึกษาระดับปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานของชีวิต ทัศนา แก้วพลอย (2544) ได้กล่าวว่า เด็ก ปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 0-6 ปีเป็นวัย เริ่มต้นของการพัฒนาการในทุกด้าน ได้แก่ ด้านสติปัญญา ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจและด้านสังคม จึง เป็นวัยที่มีความสำคัญและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาบุคคลให้ เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก แนวทางหนึ่งคือการพัฒนาความ เชื่อมั่นในตนเองเป็นคุณลักษณะที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม เพราะเป็น พื้นฐานสำคัญ ของการพัฒนาบุคลิกภาพที่ จะส่งผลให้เด็กมีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้า แสดงออกสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่าง เหมาะสม มีความภาคภูมิใจและแก้ปัญหาด้วย ความรู้สึกที่มั่นคง สุขภาพจิตดีมีความสุข ในการดำรงชีวิต (กรม วิชาการ,2537) การสร้างความมั่นใจให้กับเด็กมีได้หลายวิธี แต่วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจนั้นก็คือการให้เด็ก ทำงานศิลปะ เพราะงานศิลปะไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ไม่มีความสมบูรณ์แบบหรือไม่สมบูรณ์แบบ เพราะงานศิลปะ เป็นงานที่ออกมาจากใจ จากความคิดและสมองที่กลั่นกรองออกเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ ดังนั้นการให้เด็กทำงาน ศิลปะเป็นการให้เด็กได้ปลดปล่อยความคิด ความเป็นตัวเองออกมาให้เห็นรูปธรรม เช่น การวาดภาพ ระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ ตัด ฉีก ปะ ฯลฯ เคลน และซอทเทอร์ ได้แสดงความเห็นว่าการที่เด็กได้ร่วมกันทำ กิจกรรมศิลปะในห้องเรียนนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน การแบ่งปัน การแลกเปลี่ยน มีการ พูดคุย ชื่นชม ยกย่องผลงานของกันและกันซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งทำให้เกิดการยอมรับในความสามารถของตนเอง เป็น การสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถช่วยให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเองได้
2 สภาพปัญหาในปัจจุบันด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยจากการสังเกตชั้นเรียนของผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาครู สาขาปฐมวัย พบว่าจากการเข้าไปสังเกตการสอนที่โรงเรียน เด็กส่วนมากไม่กล้าพูดแสดงความคิดเห็น หรือเมื่อให้ แสดงความคิดเห็นเด็กจะตอบตามเพื่อนเพราะกลัวผิด รวมถึงเวลาที่คุณครูให้นักเรียนทำงานเด็กจะคอยถามคุณครู เกี่ยวกับการทำงานไม่กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง และใช้เวลานานในการตัดสินใจในการลงมือทำงานของตนเอง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเลือกกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การพิมพ์ภาพ มาจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล ห้อง 3/5 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กเกิด การเรียนรู้ ได้ฝึกปฏิบัติ ได้ลง มือกระทำด้วยตนเอง และมีอิสระในการทำงาน อย่างเป็นรูปธรรม และให้เด็กรู้จักชื่นชมตนเองและมีทัศนคติที่ดี ต่อการเรียนรู้ ทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง เพื่อ เป็นพื้นฐานที่ดีในการเรียนรู้ต่อไป 2. วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยหลังจากจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพ ด้วยมือและนิ้วมือ 3. สมมุติฐานงานวิจัย เด็กห้อง อนุบาล 3/5 มีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นหลังจากจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือ และนิ้วมือ 4. ขอบเขตของการวิจัย ขอบเขตประชากร นักเรียน ระดับชั้นอนุบาล ห้อง 3/5 จำนวน 26 คน โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ. เชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ขอบเขตเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ทั้งหมด 3 หน่วยการเรียนรู้ คือ หน่วยการเรียนรู้ ต้นไม้ หน่วยการเรียนรู้ ดอกไม้หน่วยการเรียนรู้ สัตว์โลกน่ารัก ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระการเรียนรู้ ธรรมชาติรอบตัว ตามคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560
3 5. นิยามศัพท์เฉพาะ ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง กล้าแสดงความคิดเห็น และสามารถตัดสินใจใน การกระทำสิ่งต่าง กล้าแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของตนเองด้วยความ มั่นใจ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งแบ่งความเชื่อมั่นในตนเองออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านความภาคภูมิใจในตนเอง คือ ความสามารถในการทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ไม่ล้มเลิกความตั้งใจแม้ พบเจอปัญหาหรืออุปสรรค มีความสุข พึงพอใจและยอมรับผลงานการกระทำของตนเองถึงแม้จะไม่ ประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้ 2. ด้านการกล้าแสดงความคิดเห็น คือ การกล้าพูดแสดงความคิดเห็น กล้าซักถามและการตอบคำถาม ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน สบตาคู่สนทนาในขณะที่พูด ให้คำแนะนำช่วยเหลือผู้อื่น 3. การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม คือ ความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ยอมรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น ปฏิบัติตามข้อตกลง บอกความต้องการให้ผู้อื่นรับทราบได้ 4. การกล้าแสดงออก คือ การกล้าแสดงออก กล้าทดลองทำกิจกรรมใหม่ๆ กระตือรือร้นอยากร่วม กิจกรรม กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์หมายถึง การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยที่มีลักษณะเป็นกิจกรรมการ เรียนรู้สำหรับเด็กเพื่อพัฒนาการคิด สร้างสรรค์ การรับรู้ความงาม ให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์หรือความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และจินตนาการโดยใช้ศิลปะสำหรับเด็กหลากหลายแบบ ได้แก่ การวาดภาพ การปั้น การ ฉีกปะ การ ตัดปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีอื่นๆ ในการวิจัยครั้งนี้ ได้ใช้กิจกรรมศิลปะ สร้างสรรค์ ได้แก่ กิจกรรมการพิมพ์ภาพ กิจกรรมพิมพ์ภาพ หมายถึง การสร้างภาพหรือลวดลายที่เกิดจากการนำวัสดุหลายๆประเภท เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ หรืออวัยวะของร่างกาย เช่น มือ เท้า มาใช้เป็นแม่พิมพ์กดทับลงบนสีแล้วนำไป พิมพ์บนกกระดาษหรือผ้า 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เด็ก ได้ลงมือทำงานพิมพ์ภาพด้วยตนเองและมีอิสระในการทำงาน มีการลองผิดลงถูกและชื่นชมตนเอง มี ทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ เกิดความเชื่อมั่นในตนเองผ่านกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ
4 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ความเชื่อมั่นในตนเอง 1. ด้านความภาคภูมิใจในตนเอง 2. ด้านการกล้าแสดงความคิดเห็น 3. การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม 4. การกล้าแสดงออก
5 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 ผ่านกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้กำหนดกรอบ แนวคิดและออกแบบการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยได้สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และได้นำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเอง 1.1 ความหมายของความเชื่อมั่นในตนเอง 1.2 ความสำคัญของของความเชื่อมั่นในตนเอง 1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับความเชื่อมั่นในตนเอง 1.4 ลักษณะของบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง 1.5 ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง 1.6 หลักการและวิธีการพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของศิลปะสร้างสรรค์ 2.2 ความสำคัญของศิลปะสร้างสรรค์ 2.3 ศิลปะกับความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก 2.4 ประเภทของศิลปะสร้างสรรค์ 2.5 หลักในการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ภาพ 3.1 ความหมายของการพิมพ์ภาพ 3.2 การพิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ 3.3 วิธีการพิมพ์ภาพด้วยนิ้วมือ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเอง ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของบุคคล ทั้งนี้ความเชื่อมั่นในตนเองคือความภูมิใจ และความมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองได้ปฏิบัติได้เรียนรู้คือสิ่งที่ ถูกต้อง อีกทั้งผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองเป็นบุคคลที่มี พลังเชิงบวกที่จะสามารถทำสิ่งที่คิดว่าตนเองจะ ทำได้อย่างมั่นใจมากขึ้น (Roland Benabou & Jean Tirole, 2001) 1.1 ความหมายของความเชื่อมั่นในตนเอง Smith ( 1961, อ้างในน้องนุช เพียรดี,2542 ) ได้กล่าวถึงความหมายของ ความเชื่อมั่นในตนเองว่า คือ ความพึงพอใจในตนเอง ความกาคภูมิใจในตนเอง หรือการยอมรับตนเองความเชื่อมั่นในตนองจะมีในบุคคลใด มากน้อยเพียงใดนั้น สามารถพิจารณาได้จากความขัดแย้งระหว่างตนตามอัตภาพกับตนตามปณิธาน ถ้าความ ขัดแย้งเกิดขึ้นมากจะเป็นเหตุให้คนมีความรู้สึกว่าไม่มีค่า ไม่เหมาะสมและไม่พึงพอใจในตนเอง อันหมายถึง ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เกิดความวิตกกังวล ขาดความอบอุ่นใจและชอบพึ่งพาคนอื่น Yoder & Proctor (1988) ให้ความหมายของความเชื่อมั่นในคนเองว่า หมายถึง การกล้าแสดงออก การ เห็นคุณค่า การยกย่อง และมีความเข้าใจในตนเอง กรมวิชาการ (2537) ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นคุณลักษณะที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม เพราะเป็น พื้นฐาน สำคัญ ของการพัฒนาบุคลิกภาพที่จะส่งผลให้เด็กมีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้า แสดงออกสามารถ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม มีความภาคภูมิใจและแก้ปัญหาด้วย ความรู้สึกที่มั่นคง สุขภาพจิต ดี มีความสุข ในการดำรงชีวิต สนธยา อ่อนน้อม ( 2538 ) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง บุคลิกภาพส่วนหนึ่งของบุคคลที่ สะท้อนให้เห็นถึงการกล้าแสดงออก และมีความภาคภูมิใจในความเป็นตัวของตัวเองมองเห็นคุณค่า ความสามารถของตนเองและผู้อื่น ทำให้บุคคลนั้นปรับตัวอยู่ในสังคมได้ทุกสถานการณ์และอย่างเป็นสุข พิมพิกา คงรุ่งเรือง (2542) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง บุคลิกภาพของบุคคลที่มีความรู้สึกนึก คิดที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง การกล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งจัดการ แก้ปัญหาและปรับตัวอยูในสังคมด้วยความรู้สึกที่มั่นคง เพื่อสุขภาพจิตที่ดี และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข เลขา ปิยะอัจฉะริยะ (2542) กล่าวถึงความเชื่อมั่นในตนเองว่า เด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนคือเด็กที่มี ความรู้สึกนึกคิดที่ดีต่อตนเอง มองเห็นและแน่ใจว่า คนมีคุณลักษณะต่าง ๆ เช่นความสามารถ ความรับผิดชอบ ที่จะช่วยเหลือให้ตนเองให้ประสบผลสำเร็จได้
7 วารุณี เจริญรัตนโชติ (2543 ) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง บุคลิกภาพส่วนหนึ่งของบุคคลใน การกล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจ และมีความมั่นใจในการกระทำสิ่งๆยอมรับผลที่เกิดขึ้นด้วยความพอใจ และภาคภูมิใจ เมทินี ด่านยังอยู่ (2544 ) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง ความสามารถในการกล้าแสดงออก ของเด็กด้วยความมั่นใจ ซึ่งสังเกตได้จากท่าทาง การกระทำ การกล้าแสดงความคิดเห็นหรือภาษาของเด็ก และ ใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งความเชื่อมั่นในตนเองนั้นจะเกิดขึ้นด้วยการสร้างบรรยากาศให้เด็กได้ พัฒนาอย่างอิสระและอบอุ่นใจ แสงเดือน จูธารี ( 2546 ) กล่าว่า ความเชื่อมั่นในตนเองหมายถึงบุคลิกภาพของบุคคลที่มีความเป็นตัวของ ตัวเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความมั่นใจ มี ความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ และแก้ปัญหาด้วยความรู้สึกที่มั่นคง สมจินตนา คุปตสุนทร (2547) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง ความสามารถในการกล้าพูด กล้า แสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ขี้อาย ไม่ประหม่า มีจิตใจมั่นคงภาคภูมิใจ ในตนเองมั่นใจ ในความคิด ของตนเอง และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น กล้าตัดสินใจ โดยไม่ลังเลไม่วิตกกังวล กล้าเผชิญต่อ ความจริง รู้จักการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมผู้ที่อยู่ใกล้ชิดได้แก่ พ่อแม่ ครูผู้เลี้ยงดู ต้องรู้จักแสดงพฤติกรรมใน การยอมรับความรู้สึก ความคิดเห็น ให้กำลังใจ ให้คำชมเชย ในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเหตุการณ์ ทำให้ เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดี มีความเชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่น จนสามารถพัฒนากลายเป็นบุคลิกภาพเฉพาะตน จากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง บุคลิกภาพของบุคคลที่มีความรู้สึก นึกคิดที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความสามารถในการกล้าแสดงออกของด้วยความมั่นใจ ไม่ขี้ อาย ไม่ประหม่า มีจิตใจมั่นคง พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นชีวิตร่วมกับสังคมได้อย่างเหมาะสม และ ยอมรับผลที่เกิดขึ้นด้วยความพอใจและภาคภูมิใจ 1.2 ความสำคัญของของความเชื่อมั่นในตนเอง มาสโลว์ (Maslow. 1954 :)ได้กล่าวว่า คนทุกคนในสังคมมีความปรารถนาที่จะ ได้รับความสำเร็จ ความ ภาคภูมิใจในตนเอง (Self - Esteem) และต้องการให้คนอื่นยอมรับนับถือในความสำเร็จของตนด้วย ถ้าความ ต้องการนี้ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ จะทำให้บุคคลนั้นมีความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกว่าตนเองมีค่า มี ความสามารถและมีประโยชน์ต่อสังคม แต่ถ้าความต้องการนี้ถูกขัดขวางจะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีปมด้อยหรือเสีย ความภาคภูมิใจในตนเอง ละม้ายมาศ ศรทัตต์และจรรยา สุวรรณทัต (2510 ) พบว่า ผลของการขาดความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กจะ ทำให้เด็กคอยพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ ผลที่ตามมาคือ เด็กจะขาดความกล้าที่จะเผชิญต่ออุปสรรค หรืองานที่ยากลำบาก
8 ในภายภาคหน้าผู้ที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองย่อมกระทำการสิ่งใดสำเร็จได้ยาก เพราะความเชื่อมั่นในตนเองเป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการใฝ่หาความเชื่อมั่นในชีวิต สมาคมการศึกษาเด็กแห่งอเมริกา (Child Study Association of America .1952 ) กล่าววา ความเชื่อมั่นใน ตนเองมักเกิดขึ้นกับเด็กที่ประสบความสำเร็จต่อการกระทำสิ่งต่างๆ เสมอ การที่บุคคลประสบความสำเร็จยิ่งมาก เท่าไร จะทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงขึ้น ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกข่มขู่จากบุคคลอื่น ความยุ่งยากใจต่างๆ ลดลงหรือหมดไป ผลคือสามารถที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ เป็นผลดียิ่งขึ้น ผู้ที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ย่อมกระทำสิ่ง ใดสำเร็จได้ยาก เพราะความเชื่อมั่นในตนเองเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการใฝ่หา ความสำเร็จของชีวิต สนธยา อ่อนน้อม (2538 ) กล่าวว่า ผู้ที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคคล อันถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ เมธินี ด่านยังอยู่ (2544 ) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเอง มีความสำคัญและจะเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กได้รับ ความสำเร็จจากการปฏิบัติกิจกรรมหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ บุคคลยิ่งประสบผลสำเร็จมากเท่าไร ย่อมทำให้มี ความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นเท่านั้น เมื่อบุคคลมีความเชื่อมั่นในตนเองเขาจะรู้สึกว่าตนเองไม่อยู่ในอำนาจของคน อื่นได้ด้วย ผู้ที่มีความเชื่อมั่นจะมีลักษณะของบุคคลที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ แสงเดือน จูธารี (2546 ) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตนเองมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลใน สังคม เนื่องจากบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง จะประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการเรียนพัฒนาสังคมและ ประเทศชาติ สุชา จันทน์เอม (2527) ได้กล่าวถึงความสำคัญของความเชื่อมั่นในตนเองว่าจะทำให้บุคคลมีบุคลิกภาพ มองโลกในแง่ดี มีความรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงออกในทางที่ถูกที่ควร มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน สามารถ ประสบผลสำเร็จในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีตลอดจนเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้บุคคลมี ความริเริ่มในการทำงาน และสร้างสรรค์ความสำเร็จในชีวิต จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า ความเชื่อมั่นในตนเองมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม บุคคลที่มี ความเชื่อมั่นในตนเองจะเป็นบุคคลที่ กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าตัดสินใจและกล้าเผชิญต่อปัญหาและอุปสรรค ต่างๆ ตามความมั่นใจ ดังนั้น เราจึงควรปูพื้นฐานความมั่นใจให้กับเด็กปฐมวัยซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความ เชื่อมั่นในตนเอง มีความรับผิดชอบ ในหน้าที่การงานของตน สามารถประสบผลสำเร็จ ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
9 1.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับความเชื่อมั่นในตนเอง ทฤษฎีพัฒนาการของอีริคสัน อิริคสัน ( อ้างใน สมจินตนา คุปตสุนทร. 2547) ได้สร้างทฤษฎีขึ้นมาในแนวทางความคิดที่เน้นความสำคัญ ของทางด้านสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมด้านจิตใจ (Psychological Environment) ว่ามีบทบาทใน พัฒนาการบุคลิกภาพมาก อิริคสันเป็น Neo - Freudian ได้เรียกทฤษฎีของเขาว่าเป็นทฤษฎีจิตสังคม (Psychosocial Theory) ซึ่งได้แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพออกเปีน 6 ขั้น แต่สำหรับปฐมวัยมีเพียง 4 ขั้น ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ความไว้วางใจ - ความไม่ไว้วางใจ (Trust vs Mistrust ) ซึ่งเป็นขั้นในวัยทารกอิริคสันถือว่าเป็น รากฐานที่สำคัญของพัฒนาการในวัยต่อไป เด็กทารกจำเป็นจำต้องมีผู้เลี้ยงดูเพราะช่วยตนเองไม่ได้ ผู้เลี้ยงดู จะต้องเอาใจใส่เด็ก ถึงเวลาให้นม ก็ควรจะให้และปลดเปลื้องความเดือดร้อนไม่สบายของทรกอันเนื่องมาจาก กรขับถ่าย เป็นต้น ผู้เลี้ยงดูจะต้องสนองความต้องการของเด็ก อย่างสม่ำเสมอ เพราะเด็กมีความหวังว่าเวลา หิวจะมีคนมาให้นม เวลาที่ผ้าอ้อมเปียกจะมีคนเปลี่ยนให้เด็กจะอยู่ด้วยความหวังว่า พ่อแม่ คนเลี้ยง จะมาช่วย สนองความต้องการของตนแล้ว เด็กยังเชื่อในตนเองว่ามีความสามารถที่จะใช้อวัยวะของตนช่วยตนเอง เป็นตัน ว่า สามารถจะหาหัวนมและคว้ามาดูดได้ อิริคสันได้กล่าวว่า ความไว้วางใจเป็นรากฐานที่สำคัญของการ พัฒนาการทางบุคลิกภาพเด็กที่ขาดความไว้วางใจจะกลายเป็นคนที่ก้าวร้าว ตีตัวออกจากสิ่งแวดล้อม บางกรณี ถึงกับเป็นโรคจิ9 ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ - ความสงสัยไม่แน่ใจตัวเอง (Autonomous vs Shame and Doubt) อยู่ในวัยอายุ 2 - 3 ปี วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มเดินได้ สามารถที่จะพูดได้และความเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยให้เด็กได้มีความอิสระ พึ่งตัวเองได้ และมีความอยากรู้อยากเห็น อยากจับต้องสิ่งของต่างๆ เพื่อต้องการ สำรวจว่าคืออะไร เด็กเริ่มที่อยากเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองฉะนั้นเด็กวัยนี้จะต้องเรียนรู้พฤติกรรมหลาย อย่างที่กำหนดโดยสังคม ฉะนั้น พ่อแม่ และผู้เลี้ยงดู จำเป็นจะต้องรักษาความสมดุลช่วยเด็กให้เป็นอิสระ โดย ต้องเป็นผู้ที่รู้จักใช้คำพูดอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ พยายามเลี่ยงการดุเด็กเวลาที่ทำสิ่ง ที่ไม่ถูกต้อง แต่บางครั้งจำเป็นต้องปล่อยให้เด็กมีความอยาก (Shame) และการสงสัยตัวเองว่าทำไม่ถูก (Doubt) เพราะเป็นสิ่งสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา เพราะว่าทุกคนควรจะต้องมีความละอายใจ ไม่กล้า ทำสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับด้วย อย่างไร ก็ตาม พ่อแม่ควรเน้นที่การให้โอกาสเด็กพึ่งตนเอง มีความเป็นอิสระทำ อะไรด้วยตนเอง มากกว่าการมีความรู้สึกอายและสงสัยในตนเอง ขั้นที่ 3 การเป็นผู้คิดริเริ่ม - การรู้สึกผิด (Initiative vs Guilt) วัยเด็กอายุประมาณ 3 - 5 ปี อิริคสันเรียก วัยนี้ว่าเป็นวัยที่เด็กมีความคิดริเริ่มอยากจะทำอะไรด้วยตนเอง จากจินตนาการ ของตนเอง การเล่นสำคัญมาก
10 สำหรับวัยนี้ เพราะเด็กจะได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ จะสนุกจากการสมมติของต่างๆ เป็นของจริง เช่น อาจจะใช้ ลังกระดาษเป็นรถยนต์ ขับรถยนต์เหมือนผู้ใหญ่อย่างไรก็ตาม เด็กก็ยังพยายามที่จะเป็นอิสระพึ่งตนเอง อยากจะทำอะไรเองไม่พึ่งผู้ใหญ่ เป็นวัยที่เด็กจะเลียนแบบจากผู้ใหญ่ ทั้งด้านการพูดและการกระทำ อิริคสัน อธิบายการรู้สึกผิด (Guilt) เหมือนกับฟรอยด์ คือเน้น Resolution และ Oedipal Complex ดังที่ได้อธิบาย มาแล้ว ดังนั้นเด็กชายในวัยนี้ต้องการทำอะไรเหมือนพ่อ เด็กหญิงอยากจะทำอะไรเหมือนแม่ เด็กบางคน อาจจะทำงานช้า เสร็จช้า แด่เมื่อเสร็จแล้ว ก็เป็นสิ่งที่สมบูรณ์รียบร้อยและถูกต้อง เด็กบางคนอาจจะเรียนไม่ เก่ง แต่เล่นกีฬาเก่ง เป็นตัน การช่วยเหลือแบบนี้ก็จะช่วยทำให้เด็กไม่มีปมด้อย และมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ไม่ เกลียดตนเอง และไม่มีปมด้อย ขั้นที่ 4 ความต้องการที่จะทำกิจกรรมอยู่เสมอ - ความรู้สึกด้อย (Industry vs Inferiority) อิริคสันใช้คำ ว่า Industry กับเด็กอายุประมาณ 6 - 12 ปี เนื่องจากเด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านสติปัญญาและทางด้านร่างกาย อยู่ในขั้นที่มีความต้องการที่จะทำอะไรอยู่เสมอไม่เดยว่างหรืออยู่เฉย ๆ แม้ว่าเด็กที่เจริญเติบโตในวัฒนธรรมที่ ไม่มีการศึกษาในโรงเรียนทั่วโลกก็พบว่า เด็กวัยนี้เป็นวัยที่จะเริ่มฝึกหัดอาชีพ สำหรับสังคมที่มีการศึกษาใน โรงเรียน เด็กก็จะอยู่ในความพยายามอย่างมากผู้ใหญ่จะต้องพยายามช่วยให้เด็กได้รับสัมฤทธิ์ผล ให้เขารู้ว่า จะต้องมีประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้เขาคิดว่าคนเราเก่ง มีความสามารถทำอะไรก็ทำได้ เพื่อจะไม่ให้เกิดปมด้อย มีส่วนช่วยให้เด็กที่โชคไม่ดีที่ทำงานช้า สู้คนอื่นไม่ได้ โดยพยายามหาสิ่งที่เด็กคนนั้นได้ดีกว่าคนอื่น และ นอกจากนี้ให้เขาเห็นความสามารถพิเศษของเขา และประกาศให้คนอื่นเห็นตัวย เช่น เด็กบางคนอาจจะทำงาน ช้า เสร็จช้าแต่เมื่อเสร็จแล้วเป็นผลงานที่มีความถูกต้องสมบูรณ์ เด็กบางคนเรียนไม่เก่งแต่ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ ใช้มือได้ดี หรือเล่นกีฬาเก่ง การช่วยเหลือแบบนี้ก็จะช่วยทำให้เด็กไม่มีปมด้อย และมีทัศนคติต่อตนเอง ในขั้นพัฒนาการเบื้องต้นทั้ง 4 ขั้น ตามแนวคิดและทฤษฎีของอิริคสัน ซึ่งได้กล่าวถึงโดยละเอียดแล้ว ข้างต้น เราสามารถสรุปได้ว่าความนึกคิดที่ดีเกี่ยวกับตนในด้านต่าง ๆ ของเด็ก และความเชื่อมั่นในตนเองของ เด็ก นอกจากจะพัฒนาควบคู่กันไปแล้วยังจะสนับสนุนส่งเสริมกันและกันด้วย กล่าวคือความนึกคิดเกี่ยวกับตน ทั้งในแง่บวกและลบจะเป็นความคิดพื้นฐานหรือความเชื่อเบื้องต้น ที่จะทำให้บุคคลมีหรือขาดความเชื่อมั่นใน ตนและในขณะเดียวกันความเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นในตนเองของเด็กก็จะกลับเป็นความคิดพื้นฐานหรือความ เชื่อเบื้องต้นที่จะทำให้บุคคลมีหรือขาดความนึกคิดที่ดีเกี่ยวกับตนในด้านอื่น ๆ ดังเช่น ในขั้นพัฒนาการแรก เด็กจะมองเห็นตนเองมีค่า เป็นที่ต้องการ ถ้าเด็กสามารถพัฒนาความไว้วางใจในแม่และสั่งแวดล้อมอื่น ๆ ได้ เมื่อมาถึงขั้นพัฒนาการที่สองเด็กก็พร้อมที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถของตน และถ้าได้มีโอกาสฝึกทักษะ การช่วยตนเองจนประสบความสำเร็จ เด็กก็จะเกิดความพอใจและเชื่อมั่นในตนเองในขั้นพัฒนาการที่สามเราจึง พบว่าเด็กเรียนรู้สิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับตนเองและส่งรอบข้าง และจะฝึกทดลองความสามารถ
11 ความคิดริเริ่มของตนรวมทั้งเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับกฎและระเบียบของสังคม ถ้าเด็กสามารถผ่านช่วงของ พัฒนาการขั้นนี้ได้อย่างมีความสุข ไม่มีความกับข้องใจ หรือมีสิ่งอื่นใดมาบั่นทอนให้ความเชื่อมั่นในตนเองของ เขาน้อยลงหรือหมดไปแล้ว เขาก็จะสามารถก้าวเข้าสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ในโรงเรียนและพบปะมีความสัมพันธ์กับ บุคคลใหม่ ๆ คือ ครูและเพื่อนนักเรียนในพัฒนาการขั้นที่สี่ได้อย่างมีความสุข และอย่างมั่นใจว่าตนเป็นที่พึ่งแก่ ตนได้ ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Theory of Need Gratification) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2522.) แนวคิดของมาสโลว์เห็นว่า มนุษย์ทุกคนล้วน แต่มีความต้องการที่จะสนองความต้องการให้กับตนเองทั้งสิ้น มาสโลว์ จึงได้จัดความต้องการของมนุษย์เป็น ลำดับขั้น โดยเริ่มจากความต้องการขั้นต่ำสุด ขึ้นไปหาความต้องการขั้นสูงสุด ดังนี้ 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นความต้องการที่ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดซึ่งได้แก่ ความ ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ การหลับนอน การขับถ่าย ฯลฯ ถ้าความต้องการขั้นต่างๆดังกล่าวแล้ว ขาดหมด ทุกอย่าง ตั้งแต่อาหาร ความปลอดภัย ความรัก การตระหนักในความสามารถของตน สิ่งที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้ คนแสดงพฤติกรรมมากที่สุด คือ ความต้องการอาหาร ตราบใดที่เรายังมีความหิว ตราบนั้นเราจะไม่มีความ ต้องการในเรื่องอื่น เช่น คนที่กำลังมีความหิวจะทำได้แม้แต่การฉกชิงวิ่งราว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำแล้วถ้าตำรวจจับได้ จะมีอะไรเกิดขึ้น หรือการที่เด็กในห้องเรียนเกิด ความหิว ย่อมไม่มีจิตใจที่จะมาให้ความสนใจกับบทเรียนของ ครู แม้ว่าครูผู้นั้นจะได้เตรียมการสอนมาอย่างดีแล้วก็ตาม 2. ความต้องการความปลอดภัย ถ้าความต้องการทางด้านร่างกาย ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ มนุษย์ก็จะมีความต้องการในเรื่องอื่นต่อไปอีก คือ ความต้องการความปลอดภัยซึ่งได้แก่ ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ความเป็นปีกแผ่น ความต้องการการคุ้มครองปกป้อง ความรู้สึกที่ปลอดภัยจากการคุกดาม ปลอด จากความวิตกกังวล ความต้องการที่จะอยู่ในระเบียบ ความต้องการกฎหมายคุ้มครอง ตลอดจนความต้องการ ความแข็งขันของผู้คุ้มกัน ในกรณีของเด็กนักเรียน เด็กทุกคนจะต้องไปโรงเรียน แต่เด็กจะไม่อยากไปโรงเรียน ถ้ารู้สึกว่าห้องเรียนมิไช่ที่ปลอดภัย เด็กจะหนีไปอยู่ที่อื่น ซึ่งเด็กคิดว่ามีความปลอดภัยมากกว่า ทั้งนี้เพราะ มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความปลอดภัย ทั้งสิ้น 3. ความต้องการความรักและเป็นเจ้าของ ถ้าความต้องการทั้งทางด้านร่างกายและความปลอดภัยได้รับ การตอบสนองอย่างพียงพอ คนจะมีความต้องการในเรื่องความรักและความเป็นเจ้าของขึ้นมาอีก คนทุกคน ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ตนเองจะต้องเกี่ยวข้องด้วยไม่มีไครทนได้ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับจาก กลุ่ม มนุษย์ทุกคนอยากได้ความรักจากคนอื่น อยากได้เป็นเจ้าของคนอื่นและในขณะเดียวกันก็อยากให้ตนเป็น ที่รักและเป็นของใครสักคน
12 4. ความต้องการจะเป็นที่ยอมรับ และได้รับการยกย่องเป็นความต้องการที่จะรู้สึกว่าตนเองมีค่าทั้งใน สายตาตนเองและในสายตาของผู้อื่น คนที่ยอมรับนับถือในตนเองมองเห็นคุณค่าและความสามารถในตนเอง นั้น มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นตนที่มองเห็นคุณค่าในตนเอง และมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยคน ประเภทนี้จะเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ให้ความร่วมมือและเป็นมิตร จะเป็นคนที่มีลักษณะยอมรับผู้อื่น เห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวผู้อื่นเช่นเดียวกับที่มีต่อตนเองดังนั้นจึงเป็นผู้สร้างสัมพันธภาพได้ดี เพราะไม่มี ลักษณะข่ม ลักษณะที่สอง เป็นคนที่มองเห็นคุณค่าในตนเอง แต่มีความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ดังนั้นจะเป็น คนที่มีลักษณะค่อนข้างมั่นใจตนเองเห็นคุณค่าในตนเองแต่ฝ่ายเดียว โดยที่ไม่ได้ยอมรับหรือเห็นคุณค่าในตัว ผู้อื่นเป็นคนที่สร้างสัมพันธภาพได้น้อยกว่าพวกแรก 5. ความต้องการที่จะตระหนักในความสามารถของตน หรือรู้จักตนเองเมื่อความต้องการต่างๆ ดังกล่าวทั้ง 4 ขั้นได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ มนุษย์จะมีความต้องการที่จะรู้จักตนเองตรงตามสภาพที่ตนเองเป็นผู้ เข้าใจถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัด และความต้องการของตนเอง โดยไม่มีการปกป้องและบิดเบือน พร้อมที่จะเปิดเผยตนเอง พิจารณาตนเองอย่างใจเป็นธรรมยอมรับได้ทั้งในส่วนที่เป็นข้อบกพร่องของตนเอง เป็นความต้องการที่คนแต่ละคนต้องการที่จะเป็นคนชนิดที่เราเป็นไปได้ดีที่สุด จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาดังที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า พัฒนาการในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 ปี จะ มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ การที่เด็กได้เรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัว รวมทั้งได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม จะส่งผลให้เด็กได้พัฒนาตนเองมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ มี บุคลิกภาพที่ดีและจะกลายเป็นบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด 1.4 ลักษณะของบุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( 2543 ) ได้สรุปว่า เด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นเด็กที่มีความเข้าใจเป็น อย่างดีเกี่ยวกับบทบาทของตนเองในสังคม คือมีลักษณะของการพึ่งพาตนเองได้ รู้จักนำตนเอง เมื่อเข้ากลุ่มก็ สามารถเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีได้ สามารถตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองมีความกล้าไม่ขลาดอาย มีความ ภาคภูมิใจในความสำเร็จ เมื่อไม่สำเร็จก็ไม่ท้อถอยที่จะพยายามต่อไปด้วยความรับผิดชอบ นอกจากนี้เด็กที่มีความ เชื่อมั่นในตนเองไม่กลัวที่จะคิดสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น มีอารมณ์ผูกพันกับผู้อื่น ไม่เฉยเมยต่อสิ่งแวดล้อม ขณะมี ปฏิกิริยาโด้ตอบกับใคร จะรู้ว่าส่งที่ตนทำไปนั้นจะก่อให้เกิดผลอะไรและอย่างไรจึงสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี เฟลเซนธอล ( 1972) ได้กล่าวถึงลักษณะทางสังคมของเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเองว่าเด็กเหล่านี้มักเป็นคนร่ำ เริง คล่องแคล่ว กระตือรือร้น มีความเปิดเผยสามารถรับฟังความคิดเห็นและค่านิยมหรือสิ่งที่ผู้อื่นเลือกยึดถือเป็น แนวทางในการดำรงชีวิตของเขาได้ นอกจากนี้ยังรู้จักผิดถูก เมื่อตนเองผิดก็ยอมรับผิด
13 ชูชีพ อ่อนโคกสูง ( 2516 ) สรุปพฤติกรรมสำคัญของเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเองไว้ดังนี้ 1. กล้าในการคิด การพูดและการกระทำ 2. ใจคอมั่นคง ไม่เชื่อคนง่าย มีเหตุผล 3. รอบคอบมีแผนงาน 4. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบทำสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ 5. กล้าเสี่ยง (กล้าได้กล้าเสีย) 6. ชอบแสดงตัว 7. ไม่วิตกกังวลจนเกินไป 8. เป็นผู้นำ 9. รักความยุติธรรม 10. ชอบช่วยเหลือหมู่คณะ 11. ชอบอิสระ ไม่โอ้อวด 12. ตั้งจุดมั่งหมายไว้สูงและคิดว่าจะทำได้สำเร็จ 13. มีความเกรงใจและเห็นใจผู้อื่น สมพงษ์ ติรพัฒน์(2517 : 24 - 25) ได้สรุปพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความเชื่อมั่นในตนเองไว้ดังนี้ 1. กล้าพูดกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น 2. ไม่ขี้อาย ไม่ประหม่า ไม่เคอะเขิน 3. จิตใจมั่นคง เปลี่ยนความเชื่อยาก มั่นใจในความคิดของตนเอง 4. กล้าตัดสินใจไม่ลังเล 5. ไม่วิตกกังวล 6. กล้าเผชิญต่อความจริง 7. มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ Yoder & Proctor (1988 ) กล่าวถึงเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเองว่ามีลักษณะดังนี้ 1. กล้าแสดงออกในสิ่งที่เหมาะสม โดยปราศจากความก้าวร้าว 2. มีความเชื่อมั่นในตนเอง ถึงแม้ว่าจะมีใครคัดค้าน 3. เป็นมิตรกับคนทั่วไป 4. มุ่งมั่นทำงานจนกระทั่งสำเร็จ และมั่นใจในสิ่งที่ทำว่าเป็นสิ่งที่ดี
14 5. เมื่อไม่ได้รับความสำเร็จ และถูกปฏิเสธ ก็มีความมั่นคงในการที่จะลุกขึ้นสู้ 6. ทำงานร่วมกับบุคคลอื่นได้ดี 7. เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เหมาะสม ก็พร้อมที่จะเป็นผู้นำโดยไม่รีรอ 8. มีความคาดหวังในการเป็นผู้นำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง นิโลบล นิ่มกิ่งรัตน์( อ้างใน พูลเสริม ถิ่นพังงา, 2528 )ได้กถ่าวถึง พฤติกรรมของบุคคลที่มีความเชื่อมั่นใน ตนเองดังนี้ 1. ประสบผลสำเร็งในการงาน เชื่อว่าตนเองพบความสำเร็จ ทำสิ่งใดไม่ลังเลใจ 2. เป็นผู้นำ รับผิดชอบในผลงานของตน ใจคอหนักแน่นมั่นคง 3. ปรับตัวได้ดี ไม่วิตกกังวล ไม่ประหม่าเคอะเขิน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี 4. กล้าทำสิ่งต่าง ๆ กล้ำแสดงความคิดเห็น ชอบแสดงตัว พูดจาแข็งขัน ไม่หลบหน้าคู่สนทนา ชอบ ทดสอบสมรรถภาพของตนเอง 5. มีความคิดริเริ่ม มีปัญหาใหม่ ๆ เสมอ 6. ชอบหาแนวทางของตนเอง ชอบอิสระ ชอบทำงานตามลำพัง 7. มีเหตุผลรอบคอบ มานะ พยายาม อดทน โรเจอร์ (Roger) และมาสโลว์ (Maslow) เห็นว่า ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กนั้นเกิดจากความรู้สึกนึกคิด และการรับรู้เกี่ยวกับงาน ถ้าเด็กได้รับรู้ว่าประสบการณ์ที่เขาได้รับนั้นทำให้เขามีค่า มีความสำคัญเป็นที่ยอมรับของ ผู้อื่น และคนอื่นมีความรู้สึกที่ดีต่อเขา เด็กก็จะมีความรู้สึกนึกคิดที่เกี่ยวกับตนในทางที่ดี และความรู้สึกนึกคิด เกี่ยวกับตนในทางที่ดีนี้จะเป็นตัวกำหนดให้เด็กแสดงลักษณะและพฤติกรรมที่เรียกว่า เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นใน ตนเอง (ประดินันท์ อุปรมัย. 2526 ) ธีรภาพ วัฒนวิจารณ์ (2545) กล่าวว่า คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะเป็นคนที่มีลักษณะมั่นคง ไม่ลังเลในการ ตัดสินใจ ไม่วิตกกังวลต่อสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ฟูมฟายหรือกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว สามารถ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ และเมื่อประเมินว่าตนเองไม่พร้อมก็กล้าและมั่นใจที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น สมจิตนา คุปตสุนทร (2547 ) กล่าวว่า เด็กที่ความมั่นใจในตนเองจะเป็นเด็กที่กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าคิด และปฏิบัติในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าดีแล้วถูกต้องแล้ว มีบุคลิกภาพที่เปิดเผยแสดงความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักปรับตัว เข้ากับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล และ พร้อมขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นที่ตนเองมั่นใจว่าจะทำสิ่งนั้น ๆ ได้ดีกว่าตน เพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมาย ประสิทธิภาพสูงสุด
15 จากเอกสารดังกล่าว สรุปได้ว่า เด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะเป็นผู้ที่มีลักษณะ กล้าพูดกล้าแสดงออก กล้า แสดงความคิดเห็น มีเหตุผล จิตใจมั่นคงไม่ก้าวร้าว มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้นำ สามารถเผชิญกับ เหตุการณ์ต่างๆ และแก้ปัญหาได้ สามารถตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จ เมื่อ ไม่สำเร็จก็ไม่ท้อถอยที่จะพยายามต่อไปด้วยความรับผิดชอบ เป็นมิตรกับคนทั่วไปสามารถปรับตัวเข้าหาสังคมได้ ดังนั้น เราจึงควรส่งเสริมความมั่นใจในตนเองให้เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัย ซึ่งจะส่งผลให้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี มี ความเชื่อมั่นในตนเองมีความรับผิดชอบ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 1.5 ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ(2522) กล่าวว่า เด็กวัยนี้กำลังสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว อยากรู้ อยากเห็นชอบทำตาม และเลียนแบบมีความคิดริเริ่ม ถ้าสิ่งแวดล้อมที่เด็กประสบอยู่ทำให้เด็กมีความสุข เด็กจะมี ความเชื่อมั่นในตนเองสูงมองโลกในแง่ดี ถ้าสภาพแวดล้อมรอบตัวทำให้เด็กขาดความสุข เด็กจะมีความเครียด เกิด ความวิตกกังวล ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และมองโลกในแง่ร้าย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2626) กล่าวว่า บุคคลที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งเสริมความเชื่อมั่นใน ตนเองของเด็กก็คือ ผู้ที่มีส่วนในการสร้างประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมให้กับเด็ก ซึ่งได้แก่ พ่อแม่ ผู้ไกล้ชิด ครู เพื่อน และบุคคลที่เดีกรู้จักนอกจากนี้สิ่งแวดล้อมทางบ้าน สิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนและ สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เป็น ปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็กด้วย ฟรอยด์ ( อ้างใน ศรีวรรณ มากชู, 2521) ได้เน้นถึงความสำคัญของการปลูกฝังบุคลิกภาพในวัยเด็กเล็กมาก ที่สุด โดยได้กล่าวว่าในช่วง 1 - 5 ปีแรกของชีวิตเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาบุคลิกภาพ การอบรมเลี้ยงดู เด็กและการกระทำตัวอย่างให้แก่เด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเด็กจะเลียนแบบบิดา มารดา และผู้ใกลัชิด นอกจากนั้นการที่เด็กจะมีความเชื่อมั่นในตนเองก็ต่อเมื่อได้รับความรักความสนใจจากพ่อ แม่ ได้รับการส่งเสริมให้ แสดงความคิดเห็นและมีอิสระในการตัดสินใจ ส่วนเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเองนั้นก็มีสาเหตุมาจากพ่อ แม่ ควบคุมให้ปฏิบัติตนอยู่ในขอบเขตที่พ่อ แม่ เห็นชอบ ทำให้เด็กขาดอิสระที่จะคิด หรือตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อพบ กับปัญหาก็ไม่สามารถตัดสินได้ เพราะไม่เคยฝึกการแก้ปัญหามาก่อน (สุมาลีวงศ์ปลูกแก้ว. 2526 ) เฮอร์ลอด (1964 ) พบว่า ผลการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยวิธีประชาธิปไตยคือให้ความรักความสนใจและเห็น ความสำคัญของเด็ก จะทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีเพื่อนมากเป็นมิตร ซื่อสัตย์ คล่องแคล่ว ว่าเริงมีอารมณ์ มั่นคง มีความคิดริเริ่มพึ่งตนเองได้ สามารถเผชิญชีวิตด้วยความมั่นใจ และทำให้เด็กรู้จักรับผิดชอบ ส่วนการอบรม เลี้ยงดูแบบอัตตาธิปไตย หรือแบบให้ทำตามกฎอย่างเคร่งครัดจะทำให้เด็กขาดความรู้สึกปลอดภัย ขาดความคิด ริเริ่ม
16 ประดินันท์ อุปรมัย ( 2526 ) กล่าวว่าความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยประสบการณ์และ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กบุคคลผู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก คือ พ่อ แม่ ครู และ บุคคลที่เด็กรู้จักซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กอย่างมาก ดังนั้น สิ่งแวดล้อมทางบ้าน สิ่งแวดล้อมทางโรงเรียนและสิ่งแวดล้อมทางสังคมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริม ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กได้เป็นอย่างดี ดังนี้ ครอบครัวกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก สถาบันครอบครัว มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก แต่ละคนเพราะเด็กมักจะ เลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่เด็กใกล้ชิดเสมอ การที่เด็กแสดงพฤติกรรมออกมาแล้วเป็นที่ยอมรับของบุคคลใน ครอบครัว จะทำให้เด็ก มีความเชื่อมั่นในตนเองและเกิดการเรียนรู้ที่จะแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ อยู่เสมอจนกลายเปีน ลักษณะเฉพาะตัวของเด็ก นอกจากนี้ประเพณี ความเชื่อค่านิยมในสังคม ศาสนา ก็เป็นสิ่งที่เด็กได้รับการถ่ายทอด โดยผ่านทางครอบครัวทั้งสิ้น ครูกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก การส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว สถาบันทางการศึกษาก็เป็น อีกสถาบันหนึ่ง ที่มีส่วนในการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก ครูก็ควรสร้างบรรยากาศ ที่ช่วยให้เด็กทุกคน รู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับครู ด้วยการแสดงความเป็นมิตรกับเด็กพูดคุยกับเด็กอย่างเป็นกันเอง อดทนที่จะฟังเขาพูด อย่างตั้งใจ เปิดโอกาสให้เด็กแสดงออกอย่างเต็มที่และยอมรับในความสามารถของเด็กที่มีอยู่ต่างกันโดยไม่ เปรียบเทียบความสามารถของเด็กคนใดคนหนึ่งกับเด็กคนที่มีความสามารถเหนือกว่า แต่ควรยกย่องหรือชี้ให้เห็น ว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันต่างก็มีความสามารถพิเศษเฉพาะต่างกัน เด็กแต่ละคนควรแสดงความสามารถของตน ให้เต็มที่ (แจ่มจันทร์เกียรติกุล. 2531 อ้างใน ทัศณียา บัวภา. 2554 ) เพื่อนกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก เพื่อนมีส่วนในการส่งเสริมหรือบั่นทอนความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กเช่นกัน เพราะเมื่อเด็กเริ่มออกจาก บ้านมาสู่โรงเรียน หรือออกจากบ้านไปสู่ชุมชน มีการพบปะกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอิทธิพลของเพื่อนจะเข้ามามี บทบาทกับการมีความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กมากขึ้น เพราะเด็กจะติดเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน มีความคิดอ่าน ใกล้เคียงกัน และมีรสนิยมคล้ายคลึงกัน ดังนั้น ปฏิกิริยาที่เพื่อนๆ แสดงกับเด็กในเชิงยอมรับหรือปฏิเสธ ก็จะมีผล ต่อความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเองของเด็กที่จะส่งผลต่อไปถึงการมีหรือไม่มี ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กด้วย (เลขา ปิยะอัจฉริยะ , 2524 อ้างใน ทัศณียา บัวภา, 2554)
17 ผู้ใกล้ชิดและบุคคลที่เด็กรู้จักกับการส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง สำหรับในสังคมไทยนั้น ผู้ใกล้ชิดกับเด็กนอกเหนือจากพ่อแม่ ได้แก่ ปู ย่า ตา ยายหรือญาติสนิทที่พ่อแม่ เลี้ยงดูเด็ก บุคคลเหล่านี้ ถ้ายิ่งมีโอกาสใกล้ชิด หรือเลี้ยงดูเด็กอยู่เป็นเวลานานเท่าใด ก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อการมีหรือไม่ มี ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กได้มากเท่านั้น นอกจากนี้ บุคคลที่เด็กรู้จักก็มีผลต่อการส่งเสริมหรือบั่นทอนความ เชื่อมั่นในตนเองของเด็ก กล่าวคือ บุคคลที่มีน้ำใจเมื่อพบเด็กยิ้มแย้มเป็นกันเองมากกว่าจะทำหน้าตาดุดัน หรือดอย สำรวจความบกพร่องของเด็กอยู่เสมอย่อมทำให้เด็กเกิดความกล้าที่จะเข้าไปมีความสัมพันธ์ใกลัชิด ในทางตรงกัน ข้าม ถ้าบุคคลที่เด็กรู้จักมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาข้างตัน ถึงแม้ว่าเด็กจะมีความเชื่อมั่นในตนเองอยู่บ้าง ท่าทีที่ได้รับจากบุคคลคนแปลกหน้าก็อาจบั่นทอนความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองของเด็กลงได้ และถ้าเด็กมีความ เชื่อมั่นในตนเองน้อยอยู่แล้วท่าทีดังกล่าวจะยิ่งทำให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น (นภาลักษณ์ รุ่งสุวรรณม , 2534 อ้างใน ทัศณียา บัวภา , 2554) 1.6 หลักการและวิธีการพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก เลขา ปิยะอัจฉริยะ (2542) ได้เสนอ หลักและวิธีการพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กไว้ ซึ่งสรุปได้คังนี้ 1. การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนเพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กสิ่งแรกที่ครูควรทำคือ สร้างบรรยากาศ ที่เหมาะสมในห้องเรียน เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง และความนึกคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเองด้าน อื่น ๆ ให้กับเด็กครูอาจยึดหลัก 6 ประการดังนี้ 1.1.บรรยากาศในห้องเรียนจะต้องท้าทายเด็กพอสมควร งานที่ครูให้เด็กทำควรเป็นงานที่จะนำความสำเร็จมา ให้เด็กได้ ไม่ควรยากหรือง่ายจนเกิน ไป งานที่ท้าทายนี้ต้องเป็นไปโดยที่เด็กไม่รู้สึกว่าถูกบังดับให้ทำ 1.2.บรรยากาศในห้องเรียนเป็นลักษณะที่ส่งเสริมและเน้นความสำเร็จของผู้เรียน ครูควรจะพูดถึงความสำเร็จ ของผู้เรียนและหลีกเดี่ยงที่จะพูดถึงความล้มเหลว แสดงให้เด็กทราบว่าครูมีความเชื่อมั่นในความสามารถชองเด็ก และคาดหวังในความสำเร็งของเด็กอย่างสูง มีการชมเชยและจัดแสดงผลงานที่เด็กประสบความสำเร็จ 1.3. บรรยากาศในห้องเรียนแสดงถึงการมีความยอมรับนับถือซึ่งกันและกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก ใช้วิธีการประชาธิปไตยเพื่อแสดงว่าครูมีความเชื่อถือในตัวเด็กและในกิจกรรมการเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้ เด็กได้อภิปรายร่วมกันกับครูและเพื่อน มีการถกเถียง ชี้แจง แสดงออกซึ่งความคิดเห็นของแต่ละคน ที่อาจแตกต่าง กัน ครูจึงมีหน้าที่เป็นการประสานความคิดและขี้แนะแนวทางที่เหมาะสมให้กับเด็ก
18 1.4. บรรยากาศในห้องเรียนจะต้องมีความอบอุ่นเป็นกันเอง นั่นคือ ครูจะต้องแสดงความยุติธรรม ความเข้าใจ ขอมรับ เป็นมิตร และให้ความช่วยเหลือเด็ก รวมทั้งมีหน้าตา ยิ้มแย้ม แจ่มใส ส่งเสริมให้เด็กร่วมมือกันในการ ทำงาน 1.5. บรรยากาศในห้องเรียนควรส่งเสริมความเป็นอิสระของเด็ก ให้เด็กมีโอกาสเลือกในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ และในการทคลองสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง เด็กควรมีโอกาสประสบความล้มเหลวเท่า ๆ กับประสบความสำเร็จ ช่วยให้เด็กเห็นว่าการผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเกิดความมั่นใจที่จะศึกษาต่อไป 1.6. บรรยากาศในห้องเรียนควรมีระเบียบวินัย ครูเป็นผู้ควบคุมโดยไม่ใช้การลงโทษ แต่ควรเป็นไปในลักษณะ ของการที่ครูและเด็ก สร้างข้อตกลงที่ทุกคนยอมรับและถือเป็นข้อปฏิบัติ เด็กจะเข้าใจว่าตนเองมีสิทธิและมีหน้าที่ อะไรบ้าง เมื่อเด็กทราบ จะทำให้ประพฤติปฏิบัติได้อย่างมีความเชื่อมั่นในตนเอง 2. การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ครูสามารถช่วยให้เด็กเกิดความนึกคิดที่ดีเกี่ยวกับตนเองได้ วิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเองคือ ครูสื่อสารด้วยวาจา สีหน้าท่าทางของครู และด้วยบรรยากาศใน ห้องเรียนดังที่ได้กล่าวมา อีกวิธีหนึ่ง คือ การจัดกิจกรรมต่างๆที่ครูอาจจะดำเนินการจัดกิจกรรมที่สามารถส่งเสริม ความเชื่อมั่นของเด็กได้ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมศิลปะเป็นการสร้างสรรค์และการแสดงออกที่มีคุณค่ามีผลให้เกิดพลังสร้างสรรค์ต่อมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัย ศิลปะเป็นสื่อถึงพัฒนาการในทุกด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา 2.1 ความหมายของศิลปะสร้างสรรค์ เลิศ อนันทะ (2535) กล่าวว่า ศิลปศึกษา หมายถึง การนำกิจกรรมศิลปะมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ทางการศึกษา เพื่อพัฒนาด้านต่าง ๆ แต่ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นศิลปิน หรือจิตรกร มะลิฉัตร เอื้ออานนท์ (2543) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะจะช่วยพัฒนาความพร้อมในตัวเด็ก ความคล่องใน การใช้ความคิด สายตา และมือให้ประสานสัมพันธ์กัน ความพร้อมนี้จะเป็นพื้นฐานขั้นต้นให้เด็กสามารถพัฒนา ได้อย่างสูงสุดตามศักยภาพของเขา ละออ ขุติกร (2529 ) กล่าวว่า กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่เด็กจะได้พัฒนาไปทุก ๆ ด้าน ทั้งทักษะ มือพัฒนากล้ามเนื้อ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ เช่น วาดภาพด้วยสีเทียน การปั้นดินน้ำมัน การเล่นสี การพับฉีกปะกระดาษ การประดิษฐ์เศษวัสดุ ฯลฯ
19 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2536 ) กล่าวว่า กิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปศึกษา ต่างๆ ได้แก่ การตัดกระดาษ การลากโยงเส้นการวาดภาพระบายสี การร้อยลูกปัดและวัสดุต่างๆ ที่มุ่งพัฒนา กระบวนการคิดสร้งสรรค์ การรับรู้เกี่ยวกับความงามและส่งเสริมกระตุ้น ให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตาม ความรู้สึกและความสามารถของตนเอง กรมวิชาการ (2546 ) กล่าวว่า กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเต็กให้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ศิลปะหรือวิธีการต่างๆ เป็นเครื่องมือเช่น การวาดภาพ ระบายสี พิมพ์ ภาพ ปั้น ฉีก ตัด ปะ การประดิษฐ์คิดคันสิ่งแปลกใหม่ ฯลฯ การทำกิจกรรมเหล่านี้จะเน้นที่กระบวนการ ทำงานมากกว่าผลงานรูควรจัดกิจกรรมดังกล่าวทุกวัน และเลือกจัดตามความเหมาะสม จารุณี เนตรบุตร (2543) กล่าวว่า กิจกรรมทางศิลปะ คือ วิธีการหนึ่งที่จะพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็น มนุษย์ได้เป็นอย่างตี ในทำนองเดียวกันการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เพื่อเป็นแนวทางต่อวิธีพัฒนาศักยภาพให้ เกิดขึ้นได้นี้ จะพบว่าพฤติกรรมการใช้สติปัญญาและความคิดของมนุษย์ได้ถูกพัฒนาควบคู่พร้อมๆ ไปกับการ เจริญเติบโต ศรีแพร จันทราภิรมย์ (2550) กล่าวว่า ศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าใน การรับรู้โดยอาศัยประสบการณ์สิ่งแวดล้อมจนเกิดความเข้าใจทำให้เกิดความคิด จินตนาการ และมีการแสดง อออก โดยใช้การถ่ายทอดผลงานแสดงความรู้สึกต่างๆ ที่ตนเองได้เรียนรู้ซึ่งแสดงออกทั้งความคิด ความรู้สึก ปัญญา อารมณ์ และทำให้ศักยภาพที่อยู่ในตัวบุคคลให้มีการพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ พร้อมทั้งเป็น กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านให้มีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพต่อไป สมศรี เมฆไพบูลย์วัฒนา (2551 ) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ หมายถึง การถ่ายทอดความคิด สร้างสรรค์ จินตนาการ ธรรมชาติ ประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อสื่อสารและแสดงออกผ่านสื่อ วัสดุให้ ผู้อื่นเข้า ใจเกิดเป็นผลงานออกมา ซึ่งการจัด กิจกรรมจะไม่มีการบังคับให้เด็กทำแต่เป็นกิจกรรมสรีที่เด็กทุกคน สามารถจะทำได้เมื่อตนเองเกิดความต้องการพอใจและสนใจโดยใช้ศิลปะหรือวิธีการต่างๆ เป็นเครื่องมือในการ จัดกิจกรรม เช่น การวาตภาพ ระบายสี พิมพ์ภาพปั้น ฉีก ตัดปะ การประดิษฐ์ ฯลฯ โดยเด็กจะใช้ประสาท สัมผัสในการรับรู้ และการเคลื่อนไหวร่างกายในการควบคุมลำตัว แขน นิ้วมือให้ประสานสัมพันธ์กันกับการใช้ เครื่องมือต่างๆ และกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ร้อยตอกไม้เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญกิจกรรมหนึ่งในการสร้าง งานศิลปะสร้างสรรค์ Peterson (1958 อ้างใน ปริษา บุญมาศ ,2551 ) กล่าวว่า เด็กทุกคนต้องการที่จะแสดงออกทางด้าน ความคิด และความรู้สึกต่างๆลปะเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอีกทั้งยังสามารถถ่ายทอด
20 ความรู้ ความรู้สึก และความเข้า ใจรวมทั้ง 7 บุคลิกภาพ และความเป็นอิสระของเด็กออกมาซึ่งเป็นสิ่งที่ ถ่ายทอดประสบการณ์ และจินตนาการของเด็กแต่ละคนออกมา สรุปได้ว่า กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีความ หลากหลาย เพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้ความงาม ให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์หรือ ความรู้สึก โดยใช้ศิลปะสำหรับเด็กหลากหลายแบบ ได้แก่ การเขียนภาพ การปั้น การฉีกปะ การตัดปะ การพิมพ์ภาพ การปั้น การร้อย การประดิษฐ์ เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดจินตนาการของเด็กอย่างอิสระ และมี คุณค่าต่อการส่งเสริมเด็ก ในด้านต่าง ๆตามศักยภาพของเขา 2.2 ความสำคัญของศิลปะสร้างสรรค์ ศิลปะเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาจึงได้มีผู้กล่าวถึง ความสำคัญของการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ไว้ดังนี้วิรุณ ตั้งเจริญ (2539) กล่าวว่าความมุ่งหวังที่ใช้กิจกรรม ศิลปะเป็นสื่อกลางในอันที่จะสะท้อนคุณค่าไปสู่บุคลิกภาพของเดีก และการสร้างสรรค์ศิลปะจะสร้างเสริมลักษณะ นิสัยให้แก่เด็กปฐมวัยต่างๆ ดังนี้ 1. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการแสดงออก เมื่อการแสดงออกทางศิลปะเป็นกระบวนการที่ต้องตัดสินใจ เสนอความคิด ตัดสินใจที่จะกระทำและแสดงออกมาตามความคิดคำนึงหรือเหตุผลของแต่ละคน ซึ่งเป็น พื้นฐานที่จะกระตุ้นให้เด็กกล้าแสดงออกในทุกๆ ด้าน 2.สร้างเสริมลักษณะนิสัยด้านความคิดสร้างสรรค์ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นคนพร้อมที่จะแสวงหาสิ่งใหม่ที่ ดีกว่า เหมาะสมกว่า และเป็นการปลูกฝังในพฤติกรรมของคนเราได้เมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางและ ต่อเนื่อง กิจกรรมศิลปะเป็นวิธีทางหนึ่งที่พร้อมมูลในทางที่จะสั่งสมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัย 3. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการจินตนาการสิ่งต่างๆ ที่คนเราสร้างสรรค์ขึ้นมาย่อมเริ่มต้นด้วย จินตนาการก่อน และย่อมมีเหตุผลหรือความจริงเป็นพื้นฐาน เป็นเรื่องของการคาดคิดความหวัง หรือปรารถนา จะให้เกิดสิ่งที่ดีงาม ซึ่งกิจกรรมศิลปะย่อมผลักดันเด็กไปสู่ความคิดคำนึงที่กว้างไกล มีผลต่อเด็กและสืบต่อไป ในอนาคต 4. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านสุนทรียภาพ สุนทรียภาพเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคล เป็นความรู้สึก อันละเอียดอ่อนและฉับไวเมื่อสัมผัสกับสภาพแวดล้อมและจะรู้สึกสัมผัสในความงาม ความเป็นระเบียบ ประณีต และคุณค่าของสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ศิลปะ วัตถุ หรือรูปแบบของความคิดต่างๆซึ่งต่างก็มี ความงามและคุณค่าอยู่มากน้อยแตกต่างกันออกไป ผู้ที่มีสุนทรียภาพอยู่ในตัว จึงพร้อมที่จะรับรู้และซาบซึ้ง คุณค่าทางด้านต่างๆ ของสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว ศิลปะเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกที่ยอมรับกันว่าเป็นตัวการกระตุ้น
21 ความรู้สึกสัมผัสทางด้านนี้ การสร้างสรรค์ศิลปะของเด็กจึงเป็นการสะสมคุณภาพของสุนทรียภาพในตัวบุคคล โดยตรง เพื่อชีวิตและจิตใจที่ประณีตงดงาม 5. สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านความประณีต การทำงานศิลปะต้องอาศัยความตั้งใจการใช้ความพยายาม การสังกต และความประณีตเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา 6.สร้างเสริมลักษณะนิสัยด้านการทำงาน กิจกรรมศิลปะต้องอาศัยความรักความพยายามที่จะทำกิจกรรมที่ ต้องปฏิบัติด้วยมือเมื่องานเสร็จเด็กจะเกิดความภาคภูมิใจซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้กระตือรือร้นที่จะทำงานชิ้น ต่อไป 7.สร้างเสริมลักษณะนิสัยทางด้านการทำงาน การทำกิจกรรมศิลปะไม่ใช่การเรียนรู้เพียงคนเดียวต้องมีการ พูดคุย ปรึกษาหารือ หยิบยื่นสิ่งต่าง ๆ ต่อกันเป็นการส่งเสริมให้เด็กสามารถทำงาน ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน โลเวนเฟล (อ้างใน พัชราวรรณ โฝงสูงเนิน , 2562) กล่าวว่าผลสะท้อนจากการทำงานศิลปะทำให้ทราบถึงการ เจริญเติบโตของเด็ก สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เขาอาศัยอยู่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเด็กและก่อให้เกิดการรับรู้ที่ยิ่งใหญ่ ของมนุษย์ สิริพรรณ ตันติรัตน์ไพศาล (2545) การสอนศิลปะในระดับปฐมวัย เป็นการฝึกฝนเบื้องต้น มิได้มุ่งให้ดีกวาดรูป ก่ง แต่เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยอันดีงาม และมีความพร้อมในการเรียนดังมีความมุ่งหมาย ดังนี้ 1. เพื่อฝึกและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ให้เด็กรู้จักใช้ประสาทสัมผัสให้สัมพันธ์กันได้อย่างเหมาะสม 2. เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กาจักสังเกต การมีไหวพริบสามารถแสดงออกตามความถนัด ความสามารถของแต่ละคน และชื่นชมต่อสิ่งที่สวยงามต่างๆ 3. เพื่อการพัฒนาทางกาย อารณ์ สังคม สติปัญญา และบุคลิกภาพ 4. ปลูกฝังคำนิยม เจตคติ และคุณสมบัติที่ดีของศิลปะและวัฒนธรรมไทย 5. เพื่อให้เด็กเริ่มต้นรู้จักการใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ในการทำงานศิลปะ รู้จักการเก็บรักษา และการทำ ความสะอาดอย่างถูกต้อง 6. เพื่อฝึกให้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม เป็นคนมีระเบียบ ประณีต 7. เพื่อให้เด็กมีโอกาสแสดงออกอย่างอิสระ สนุกสนานเพลิดเพลิน และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 8. เพื่อนำไปใช้ให้สัมพันธ์กับการจัดประสบการณ์ด้านอื่นๆ พรมารินทร์ สุทธจิตตะ (2529) กล่าวว่า กิจกรรมทางศิลปะเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับความสนใจ ความสามารถ และสอดคล้องกับหลักพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างดีทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อมือและตาสัมพันธ์กัน ช่วยผ่อนตลาย ความเครียดทางอารมณ์ และส่งเสริมความคิดอิสระความคิดจินตนาการ การรู้จักทำงานด้วยตนเอง ฝึกการ
22 แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ทั้งความคิดและการกระทำ ซึ่งสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะและนำไปสู่ การเรียนเขียนอ่านต่อไป อารี รังสินันท์ (อ้างใน พัชราวรรณ โฝงสูงเนิน , 2562) กล่าวว่า ศิลปะเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมและสอดคล้อง กับพัฒนาการความสามารถและความสนใจของเด็กอนุบาลอย่างยิ่ง นอกจากการส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ของ กล้ามเนื้อมัดเล็กและตาแล้ว ศิลปะยังช่วยผ่อนคลายความเครียดทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้น ศิลปะมุ่งส่งเสริม ความคิด จินตนาการและการสร้างสรรค์ ฝึกให้เด็กรู้จักทำงานด้วยตนเอง แสดงออกถึงความคิดและความรู้สึกของ ตนเองอย่างสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่พื้นฐานการเรียนรู้และการเขียนอ่านอย่างสร้างสรรค์ต่อไป ชัยณรงค์ เจริญพาณิชย์ (2533) กล่าวว่า จุดประสงค์ของศิลปศึกษาหรือการนำศิลปะมาใช้ในการเรียนการ สอน ทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้ 1. มุ่งสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ และการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ 2. ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงและความคิดสร้างสรรค์ 3. กระบวนการสร้างสรรค์งานถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้สำหรับเด็ก 4. ส่งเสริมการรับรู้ด้านอารมณ์ ความคิดที่ไวจากสิ่งที่มองเห็นได้ดี 5. เน้นความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังผลงานมากกว่าความสวยงามของภาพ 6. สนับสนุนการเรียนรู้ด้วยการคันคว้าและทดลอง 7. นำศิลปะไปประยุกติในการพัฒนาชีวิตด้านอื่นๆ ได้ เยาวพา เดชะคุปต์ (2542) กล่าวว่า ศิลปะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กได้แสดงความสามารถและ ความรู้สึกนึกติดของตนออกมาในรูปภาพหรือสิ่งของที่เด็กจะสามารถแลเห็นได้ เด็กจะใช้ศิลปะเพื่อเป็นสื่ออธิบาย สิ่งที่เขาทำ เห็น รู้สึก และคิดออกมาเป็นผลงานการจัดประสบการณ์ทางศิลปะให้แก่เด็กช่วยให้เด็กมีโอกาสค้นคว้า ทดลอง และสื่อสารความคิดความรู้สึกของตน ให้ผู้อื่นและโลกที่อยู่รอบตัวเขาได้เข้า ใจได้ นอกจากนั้นยังได้มี โอกาสพัฒนาความสามารถในการคิด และการใช้จินตนาการ การสังเกต และเพิ่มพูนการรับรู้ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น และพัฒนาความเชื่อมั่นเกี่ยวกับตนเองในการเลือกช้วัสดุต่างๆ ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือความสัมพันธ์ ระหว่างมือกับตาเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ รูปร่าง สี และมีโอกาส พัฒนาทักษะพื้นฐานในการอ่าน พัฒนา ทักษะทางสังคมจากการแบ่งปันอุปกรณ์ที่ใช้ แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์ เบญจา แสงมะลิ (2545) กล่าวว่า ศิลปะเป็นสื่อการแสดงออกของเด็กในสิ่งที่เด็กทำเห็นรู้สึกและคิด กิจกรรม ศิลปะให้โอกาสเด็กสำรวจ ทดลอง แสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเด็กสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ความสามารถใน การจินตนาการ สังเกต และความ รู้สึกที่มีต่อตนและผู้อื่นมีมากขึ้น เพราะขณะที่เด็กทำงานกับวัสดุต่างๆ เด็กมี
23 ความรับผิดชอบในการเลือกและการกำหนดรูปร่างใช้การตัดสิน การควบคุมประสบการณ์ที่เป็นผลสำเร็จจะสร้าง ความเชื่อมั่นในตนเองและรู้คุณค่าของความเป็นมนุษย์จากทัศนะข้างต้นจะเห็นได้ว่าศิลปะเป็นกิจกรรมที่มี ความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยในการส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา เพราะเป็นสื่อในการแสดงออกถึงความสนใจ ความต้องการ ความรู้สึกและเป็นการถ่ายทอด ประสบการณ์เติมของเด็ก ผ่านงานศิลปะ ทำให้เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์อย่างเสรีขณะทำกิจกรรมจะต้อง ให้เด็กมีอิสระในการทำงาน เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เด็กมีความกล้าคิด กล้าทำ สามารถแก้ปัญหาหาได้อย่าง เหมาะสม มีความรับผิดชอบ รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีวินัย รู้จักการแบ่งปัน รวมทั้งการมีจิตใจที่อ่อนโยน และ ศิลปะยังเป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมทางด้านการเรียนด้านการอ่านและการเขียนต่อไป Eglinton (2003) กล่าวว่า จุดประสงค์ของการสอนศิลปะในเด็กอนุบาลเป็นการส่งเสริมการสำรวจสิ่งต่างๆ ผ่านประสาทสัมผัสทุกด้าน เด็กเรียนรู้และฝึกฝนการใช้ประสาทสัมผัสเหล่านั้นให้มีความเฉียบแหลม ศิลปะกระตุ้น การรับรู้ด้านสุนทรียะในตัวเด็ก รวมถึงการสร้างเสริมจินตนาการนอกจากนี้ ศิลปะยังช่วยสร้างเสริมความมั่นใจ ให้กับเด็ก ศิลปะเป็นเครื่องมือที่ดีในการเรียนรู้ในวิชาอื่น ได้แก่ วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ให้มีความสนุกและ เป็นไปตามพัฒนาการและธรรมชาติของวัย Wright (2003) กล่าวว่า ศิลปะหากถูกมองในแง่ของความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพซึ่งอธิบายการมีอยู่ของ มนุษย์ ศิลปะจะถูกนำมาใช้กับเด็กเริ่มจากการชื่นชมความงามของสิ่งต่างๆ รอบตัวเน้นการแสดงออกอย่างอิสระ ของแต่ละบุคคล ด้วยความเป็นธรรมชาติ จินตนาการ การเล่น และการทดลอง ในเรื่องของอารมณ์สำหรับการ สื่อสารในสิ่งที่ไม่สามารถบอกเล่าได้ อีกทั้งการส่งเสริมกระบวนการทางสติปัญญาของเด็ก ศิลปะทำให้เด็กได้ สามารถแก้ปัญหา คิด ใช้สัญลักษณ์เพื่อบันทึกความคิดและความรู้สึกต่างๆ ของตน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวก่อให้เกิด การรับรู้ทางจิต ศิลปะปลดปล่อยตัวตนผ่านหัวใจและการหยั่งรู้ ก่อให้เกิดหนทางในการเรียนรู้ Isbell and Raines (2007)กล่าวว่า ศิลปะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการศึกษาปฐมวัยซึ่งต้องออกแบบให้ เหมาะสมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางศิลปะของเด็กและบ่มเพาะการชื่นชมความงามของธรรมชาติรอบตัวช่วงต้นปี ของชีวิต ศิลปะเป็นแนวทางในการเรียนรู้ และเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของภาษาที่ไม่ต้องใช้คำพูดซึ่งเด็กแสดงออกผ่าน สัญลักษณ์ต่างๆ สรุปได้ว่า ศิลปะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กอนุบาลศิลปะส่งเสริม พัฒนาการในทุกด้านตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ศิลปะเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสของการ เรียนรู้ที่เด็กได้ฝึกฝน ให้เด็กแสดงออกทางด้านความคิด จินตนาการ และความรู้สึกอย่างอิสระ ช่วยผ่อนคลาย อารมณ์ สร้างนิสัยการทำงานร่วมกันเกิดเป็นพฤติกรรมทางสังคมที่ดีศิลปะเป็นเครื่องมือในการแสดงออกด้าน
24 ความคิด จินตนาการ อารมณ์และความรู้สึกของเด็กแทนคำพูดหรือตัวอักษรอย่างสร้างสรรค์ ศิลปะหล่อหลอมให้ เด็กมีสุนทรียภาพและชื่นชมความงามของสิ่งต่างๆ รอบตัว เสริมสร้างความมั่นใจในตนเองให้กับเด็ก นอกจากนี้ ยัง เปิดโอกาสให้เด็กเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดและร่วมทำงานกับผู้อื่นในสังคมได้ 2.3 ศิลปะกับความเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก ศิลปะพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง ( มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2543 ) ความเชื่อมั่นในตนเองของ คนเราจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่ตนเองได้หวัง ได้คิด และได้กระทำให้ความคิดนั้นเป็นจริงขึ้นมา เมื่อความหวัง และความคิดได้สัมฤทธิ์ผลอยู่เรื่อย ๆ คนเราก็จะมีความมั่นใจต่อการทำงานของตน มีความมั่นใจที่ได้หวังและมี ความมั่นใจที่ได้คิด ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนหวังและคิด แต่ไม่สามารถทำให้ความคิดเป็นจริงขึ้นได้ ย่อมเกิด ความท้อใจ และเมื่อ ทำให้คนนั้นขาดความมั่นใจขึ้นได้ ตามความจริงข้อนี้ จะพบว่าความจำเป็นในการปฏิบัติ หรือได้กระทำจริงให้ความคิดลุล่วงไป จึงเป็นตัวการสำคัญสำหรับการสร้างความมั่นใจ มิใช่เพียงคิดและหวังที่ เป็นนามธรรมเท่านั้น การปฏิบัติงานศิลปะซึ่งถือว่าเป็นวิชาการหนึ่งที่เน้นการทำงานเพื่อให้ได้ผลงาน จึงมีผลต่อการสร้างความ เชื่อมั่นหรือสร้างความมั่นใจให้กับเด็กโดยตรงซึ่งความมั่นใจนี้เป็นบุคลิกภาพอันดีงามที่ควรส่งเสริมให้เกิด ขึ้นกับเด็กทุกคน เพราะความมั่นใจเปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคม การขาด ความมั่นใจก็คือการที่คน ๆ นั้นไม่สามารถทำสิ่งใดได้สำเร็จในชีวิต ซึ่งก็จะเป็นผลเสียไปสู่ครอบครัว สังคม และประเทศชาติในที่สุดการทำงานศิลปะนอกจากช่วยสร้างความรู้สึกที่ประสบผลสำเร็จ อันเป็นผลนำไปสู่การ สร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในบุคลิกภาพของเด็กตามที่กล่าวถึงแล้วผลสำเร็จของการทำงานศิลปะยังทำให้เกิด ความภาคภูมิใจขึ้นอีกด้วย ซึ่งความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นจากการที่เราได้ทำสิ่งหนึ่งสั่งใดให้สำเร็จลุล่วงลงได้ยัง เป็นแรงผลักดันให้เรากระหายที่จะหวังดี และทำงานครั้งต่อไปอีก พร้อมกันนั้นความภาคภูมิใจก็เป็นผลกระทบ ต่อความมั่นใจอีกทางหนึ่งด้วยตามวิถีทางนี้ กิจกรรมศิลปะเด็กจึงควรเป็นกิจกรรมที่มุ่งให้เด็กแสวงหาความสำเร็จในการทำงาน มิใช่กิจกรรมที่ยุ่งยาก ซับซ้อนตามความต้องการของผู้ใหญ่ เป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับวุฒิภาวะ สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับรู้ และการแสดงออกของเด็ก เป็นการพัฒนาที่ถือว่าความต้องการและการทำได้ของเด็กเป็นพื้นฐานของกิจกรรม เป็นพัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเรียนลัดหรือการบรรจุสั่งต่าง ๆ ลงในตัวเอง แต่เป็นการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง ที่ผลสำเร็จจะเร่งเร้าให้iเดีดิการกระหาย การกระหายผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์เช่นนี้ตลอดไป ส่วน การเพิ่มพูนคุณค่าหรือวิถีทางต่าง ๆ จะมาในรูปของการเร้า แรงกระตุ้น ความพร้อมในสั่งแวดล้อม การให้ กำลังใจ รูปแบบของกิจกรรม การเสนอแนะ ฯลฯ
25 2.4 ประเภทของศิลปะสร้างสรรค์ สัตยา สายเชื้อ (2541 ) มีทัศนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนว่า อาจแบ่ง ได้ออกเป็น 7 สาขาใหญ่ๆ คือ 1. กิจกรรมวาดเส้นและระบายสี 2. กิจกรรมศิลปะด้วยสีธรรมชาติ 3. กิจกรรมภาพพิมพ์ 4. กิจกรรมประติมากรรม 5. กิจกรรมกระดาษ 6. กิจกรรมประดิษฐ์ตกแต่ง 7. กิจกรรมการจัดนิทรรศการ แฮมมอนด์ ( อ้างใน เยาวพา เดชะคุปต์. 2542) สรุป กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่ควรจัดให้กับเด็กเอาไว้ ดังนี้ 1. การปั้น 2. การประดิษฐ์ 3. การฉีก-ตัด-ปะ 4. การระบายสี 5. การวาดภาพด้วยนิ้วมือ 6. การเล่นบล็อก 7. การวาดภาพด้วยทราย 8. การวาดภาพด้วยฟองสบู่ ปริยานุช จุลพรหม (2547) ได้สรุปกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่เป็นกิจกรรมประดิษฐ์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ วัสดุที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ กิ่งไม้ เมล็ดพืช เปลือกหอย ฯลฯ และวัสดุที่เป็นของ เหลือใช้ เช่น กล่องยาสีฟัน เศษผ้า ฝ่าขวดน้ำอัดลม ฯลฯ เกศินี นิสสัยเจริญ (2527 อ้างใน พัชราวรรณ โฝงสูงเนิน , 2562 ) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับ เด็กปฐมวัยสามารถจัดได้ต่อไปนี้ 1. กิจกรรมวาดภาพระบายสีเป็นกิจกรรมการสร้างภาพ ที่เด็กเขียนด้วยความรู้ในตัวเองให้เป็นสัญลักษณ์แบบ สวยงาม จังหวะ และสีสันต่างๆ แทนการใช้คำพูด เช่น การวาดภาพด้วยสีน้ำ พู่กันการวาดรูประบายสีตัวยสีเทียน และตินสอสี การเล่นกับสีแบบต่างๆ
26 2. กิจกรรมการฉีก ปะ และติดกระดาษ เป็นกิจกรรมที่ใช้กระดาษต่างๆ มาฉีก ตัดและนำมาติดบนกระดาษทำ ให้เป็นภาพกระดาษที่นำมาใช้ ได้แก่ กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษวารสารกระตาษห่อของขวัญ กระดาษสีมัน 3. การปั้น เป็นกิจกรรมที่เด็กชอบมาก วัสดุที่ใช้ในการปั้น ได้แก่ ดินเหนียว ตินน้ำมัน แป้งโด การปั้นควรมี วัสดุรองที่มีผิวมัน เช่น พลาสติก โลหะ โฟม เพื่อกันไม่ให้โต๊ะเปื้อน 4. การพิมพ์ การพิมพ์ทำได้หลายวิธี ได้แก่ พิมพ์ภาพด้วยนิ้วมือ พิมพ์ภาพจากวัสดุธรรมชาติต่างๆ เช่น ใบไม้ ก้านกลัวย ก้านบัว พิมพ์ภาพจากวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น ฝาจุกขวดเชือก หลอด ด้าย พิมพ์ภาพด้วยตาราง การ พิมพ์ภาพด้วยการขยุ้มกระดาษ 5. งานพับกระดาษ เป็นการประดิษฐ์กระดาษให้มีลักษณะเป็นภาพสามมิติ ที่ต้องอาศัยการทำงานประสาน สัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อตา มือ และนิ้วมือ พับกระดาษให้เป็นภาพสัญลักษณ์ตามลำตับ และขั้นตอน 6. งานประดิษฐ์เศษวัสดุ เป็นของเล่นของใช้ เป็นการรวบรวมเศษวัสดุจากกระดาษมาประดิษฐ์เป็นของเล่น ต่างๆ ตามแบบอย่าง หรือความคิดอิสระ และใช้วัสดุอื่นๆ ในการประกอบหรือตกแต่งเพิ่มติมให้งานสมบูรณ์ เช่น กาว กรรไกร เศษไหมพรม ไม่ไอศกรีม หลอดกาแฟ ฯลฯ รวมถึงงานกระดาษเส้นที่ใช้กาวประกอบเป็นรูปต่างๆ ชัยณรงค์ เจริญพานิชยกุล (2533) กล่าวว่า กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย แบ่งออกเป็น 5 สาขาใหญ่ๆ คือ 1. กิจกรรมวาดเส้น (Drawing) การวาดเส้นเป็นภาพที่เกิดจากการขีดเขียนวัสดุบางชนิตบนกระดาษ โดยแสดง ลักษณะเป็นเส้น วัสดุที่นิยมใช้เขียนคือ ดินสอดำ ดินสอสี สีเทียน สีชอล์ค ชอล์ค เขียนกระดานดำ ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม ปากกาปลายสักหลาด พู่กัน ฯลฯ ดินสอดำไส้อ่อน ปากกาปลายสักหลาด สีเมจิก และปากกาลูกลื่น เป็นวัสดุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กวัยนี้เพราะสอดคล้องกับการแสดงออกของเด็กวัยนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหิด อารมณ์ ความมั่นใจ จะแสดงออกผ่านทางเส้นขีดเขียนของเด็ก การที่ใช้วัสดุที่ขีดเขียนได้ง่ายเช่นนี้ จะทำให้เต็กมี ความสนุกสนานเชื่อมั่นกับเส้นที่ปรากฏออกมา การที่เด็กมีโอกาสได้ขีดเขียนมากเท่าไร ยิ่งทำให้เด็กมีโอกาสพัฒนา ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการควบคุมเส้นมากขึ้นเท่านั้นหลังจากฝึกไปไม่นาน เด็กจะเริ่มควบคุมเส้นให้เป็นรูปร่างง่ายๆ ได้ เช่น วงกลม เส้นตรง สี่เหลี่ยม 2. กิจกรรมระบายสี (Painting) เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กระฉับกระเฉงพร้อมที่จะแสดงออกในเรื่องการเขียนภาพ ระบายสี สำหรับกิจกรรมระบายสีจะต้องอธิบายวิธีการใช้สี การถือพู่กัน การจุ่ม สีมาระบาย การระบายสี การล้าง ทำความสะอาดหลังจากที่เรียนไปสักระยะหนึ่งควรสอน ประสบการณ์ใหม่ ๆ เช่น การผสมสี สีที่ควรใช้คือ สีฝุ่น สี โปสเตอร์ สีเทียน สีเมจิก
27 3. กิจกรรมภาพพิมพ์ (Pint Making) กรรมวิธีทางภาพพิมพ์มีหลายวิธี แต่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กคือ การ พิมพ์จากแม่พิมพ์นูน (Relief Printing) เด็กในวัยนี้จะชอบงานภาพพิมพ์มากเพราะมีกิจกรรมทำมากมายหลาย ขั้นตอนเหมาะกับวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น 4. กิจกรรมประติมากรรม (Sculpture) กิจกรรมประติมากรรมที่เหมาะสมกับเด็กเล็ก คืองานดิน ได้แก่ ดิน เหนียว ดินน้ำมัน กิจกรรมที่เกี่ยวกับ ดินมีหลายวิธี เช่น การปั้นติน การกตวัสดุ ต่างๆ ลงบนแผ่นติน การแผ่ดิน เป็นแผ่นบางๆ แล้วขีดเขียนลงบนตินน้ำมัน การตัดแผ่นดินเป็นเส้น ยาวๆ หลายๆ เส้นแล้วนำมาถักหรือสานกัน เป็นลายตาข่าย 5. กิจกรรมประดิษฐ์ตกแต่ง (Crafts) งานประดิษฐ์ตกแต่งที่เหมาะสมกับเด็กเล็ก ได้แก่การทำภาพปะติด การ ทำหน้ากากจากถุงกระดาษ การฉีกกระดาษให้เป็นรูปต่างๆ การประกอบเศษวัสดุ กิจกรรมประดิษฐ์ตกแต่ง นอกจากจะให้เด็กแสดงออกทางศิลปะแล้ว ยังเน้นให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานที่มีกระบวนการหรือมีขั้นตอนด้วย พีระพงษ์ กุลพิศาล (2538 อ้างใน พัชราวรรณ โฝงสูงเนิน , 2562 ) กล่าวว่า ประเภทของกิจกรรมสำหรับเด็ก ตามลักษณะผลงานที่เด็กสร้างสรรค์เป็นหลัก คือ 1. กิจกรรมศิลปะ 2 มิติ หมายถึง กิจกรรมที่มุ่งให้เด็กสร้างสรรค์ภาพบนระนาบผิววัสดุที่แบนๆ เช่น กระจก กระดาษ ผนังปูน พื้นทราย พื้นดิน ฯลฯ โดยใช้กลวิธีวาดเส้นระบายสีพิมพ์ กดประทับให้เป็นสี ปะติตตัวยกระดาษ สี เป็นตัน กิจกรรมประเภทนี้ ได้แก่ การวาดภาพด้วยนิ้วมือหรือมือ การพิมพ์ภาพด้วยเศษวัสดุต่างๆ การวาดภาพ เส้นด้วยดินสอสีเทียน การระบายสีด้วยสีเทียน สีฝุ่น สีโปสเตอร์ สีน้ำ เป็นต้น ผลงานศิลปะประเภทนี้ดูแล้วแบน ราบมีเฉพาะมิติกว้างขวาง 2. กิจกรรม 3 มิติ หมายถึง กิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กสร้างภาพให้มีลักษณะลอยตัว นูนหรือเว้าลงไปในพื้นที่โดย ใช้วัสดุและกลวิธีต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัสดุนั้นๆ เช่น การปั้นทราย ดินเหนียวตินน้ำมันกระดาษ แป้งโต หรือการ ประกอบวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกัน กลวิธีที่จะให้เด็กทำกิจกรรมประเภทนี้ต้องไม่มีขั้นตอนที่ชับซ้อนสามารถทำให้อย่าง รวดเร็ว ง่ายและไม่เสี่ยงต่ออันตราย เช่น วัสดุที่นำมาประกอบเข้าด้วยกันควรเป็นวัสดุประเภทกล่องกระตาษ เมล็ด พืช ลูกปัดเศษใบไม้โดยใช้กาวที่ติดง่าย เป็นต้น 3. กิจกรรมศิลปะผสมผสาน 2 มิติ 3 มิติ กิจกรรมที่ให้เด็กสร้างสรรค์ภาพโดยใช้วัสดุและกลวิธีทางกิจกรรม ศิลปะ 2 มิติ และ 3 มิติ รวมเข้าด้วยกัน เช่น ให้เด็กใช้สีโปสเตอร์ระบายบนรูปปั้นดินเหนียวหรือแป้งโดที่แห้งแล้ว ให้เด็กระบายสีหรือผนึกกระดาษสี (ที่ฉีกหรือตัดเป็นรูปต่างๆ) ตกแต่งกล่องกระดาษ
28 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544) กล่าวว่า ความหมายของกิจกรรมสร้างสรรค์โดยใช้ งานศิลปศึกษาว่าเป็นกิจกรรมที่ใช้สื่อการสอน กระบวนการสอนทางศิลปะที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำงานร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศที่ส่งเสริมเสรีภาพของการทำงานศิลปะ ซึ่งตัวอย่างกิจกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 6 กิจกรรม ดังนี้ 1. การวาดภาพระบายสี ได้แก่ กรวาดภาพด้วยสีเทียนหรือสีไม้ การวาดภาพด้วยสีน้ำและการละเลงสี ด้วยนิ้วมือ 2. การเล่นกับสีน้ำ ได้แก่ การเป่าสี การหยดสี และการเทสี 3. การพิมพ์ภาพ ได้แก่ การพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่างๆ ของร่างกาย และการพิมพ์ภาพด้วยวัสดุพืชและผัก ต่างๆ 4. การปั้น ได้แก่การปั้นด้วยดินเหนียว ตินน้ำมัน แป้งโด และอื่นๆ 5. การพับฉีก ตัด ปะ ได้แก่ การพับอย่างง่าย และการฉีกปะ 6. การประดิษฐ์ ได้แก่ การประดิษฐ์จากเศษวัสดุต่างๆ และการร้อยลูกปัด หลอดต้ายหลอดกาแฟหรือ วัสดุอื่นๆ Isbell and Raines (2007) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยควรจัดให้เรียนรู้ผ่านการทำ กิจกรรมร่วมกับผู้อื่นทั้งรายคู่ รายกลุ่มย่อย และรายกลุ่มใหญ่เพื่อเรียนรู้การทำงานร่วมกัน แบ่งปันสื่อและอุปกรณ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดและความรู้สึกระหว่างกัน เด็กควรได้สร้างสรรค์ผลงาน พูดคุยและรับผิดชอบ ร่วมกับผู้อื่น กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551) กล่าวว่า ในทางปฏิบัติการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้านการศึกษาปฐมวัย จำแนกศิลปะสร้างสรรค์ไว้ 5 ประเภท ดังนี้ 1. การวาดและการใช้สี เด็กปฐมวัยชอบการวาดภาพ และการใช้สีเพราะเป็นการแสดงสมรรถนะทางกายของ เด็ก 2. การพิมพ์เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กโดยการใช้อุปกรณ์ซึ่งอาจเป็นเศษวัสดุสามารถทาสีแล้วประทับ ลงบนกระดาษเกิดเป็นภาพพิมพ์ที่เป็นลวดลาย หรือรูปแบบที่เด็กสนใจได้
29 3. การประดิษฐ์ เป็นงานศิลปะที่นอกจากฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือแล้วยังเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้วย กิจกรรมการประดิษฐ์ ได้แก่ การพับรูปต่างๆ การทำสิ่งประดิษฐ์ การต่อเติม 4. การประดับตกแต่ง ได้แก่ กิจกรรม การจัดดอกไม้ จัตห้อง แต่งสวน จัดโต๊ะอาหาร 5. การปั้นเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก การคิดจินตนาการ การเรียนรู้เกี่ยวกับรูปทรง พัฒนาการรับรู้ สรุปได้ว่า เด็กช่วงอายุ 5 - 6 ปี มีพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก นิ้วมือ และข้อมือที่ดีขึ้นสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ควบคุมกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีขึ้น มีความจดจ่อในกิจกรรมนานขึ้นสามารถทำงานกลุ่มเล็กได้ และสนใจ วิธีการใหม่ๆ แทนการวาดภาพระบายสี ครูสามารถจัดกิจกรรมที่ใช้เทคนิคหลากหลายและชับช้อนกว่าเดิมได้ แต่ ต้องไม่ยากเกินไป ดังนั้น ครูต้องจัดกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ได้แก่ การวาดภาพและระบายสีการเล่นกับสีน้ำ การพิมพ์ภาพ การปั้น การพับ ฉีก ตัด ปะ และการประดิษฐ์ซึ่ง เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เด็กได้ที่ซึ่งแต่ละประเภทนั้น จะเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางความนึกคิด ได้สำรวจและจัด กระทำกับ วัตถุโดยตรง ออกแบบ ตกแต่ง ต่อเติมสร้างเป็นชิ้นงานทางศิลปะได้อย่างอิสระ ศิลปะเด็กจึงเป็นเสมือน เครื่องมือสื่อสารที่เด็กแสดงออกมาให้เห็นได้ โดยผลงานที่แสดงออกมานั้นมี 3 แบบด้วยกัน คือ ศิลปะสองมิติ ศิลปะสามมิติ และศิลปะผสมผสานสองมิติ สามมิติ 2.5 หลักในการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย กระทรวงศึกษาธิการ ( 2546 ) อธิบายถึงหลักในการจัดกิจกรรมศิลปะหรือกิจกรรมสร้างสรรค์ว่า เป็นกิจกรรม ที่ช่วยเด็กให้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เช่น การเขียน ภาพ การปั้น การฉีก- ปะ การตัด-ปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีการอื่นที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์ และเหมาะกับพัฒนาการเช่น การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ การสร้างรูปจากกระดานปักหมุด ฯลฯ การจัดกิจกรรม สร้างสรรค์ ควรจัดให้เด็กทำทุกวัน โดยอาจจัดวันละ 3 - 5 กิจกรรม ให้เด็กเลือกทำ อย่างน้อย 1 - 2 กิจกรรมตาม ความสนใจ ข้อเสนอแนะ 1. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ควรพยายามหาวัสดุท้องถิ่นมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก 2. ก่อนให้เด็กทำกิจกรรม ต้องอธิบายวิธีใช้วัสดุที่ถูกต้องให้เด็กทราบพร้อมทั้งสาธิตให้ดูจนเข้าใจ เช่น การใช้ พู่กันหรือกาว จะต้องปาดพู่กันหรือกาวนั้นกับขอบภาชนะที่ใส่ เพื่อไม่ให้กาวหรือสีไหลเลอะเทอะ 3. ให้เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทใดประเภทหนึ่งร่วมกันในกลุ่มย่อย เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการวางแผน และการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น
30 4. แสดงความสนใจในงานของเด็กทุกคน ไม่ควรมองผลงานเด็กด้วยความขบขัน และควรนำผลงานของเด็ก ทุกคนหมุนเวียนจัดแสดงที่ป้ายนิเทศ 5. หากพบว่าเด็กคนใดสนใจทำกิจกรรมอย่างเดียวตลอดเวลา ควรกระตุ้นเร้า และจูงใจให้เด็กเปลี่ยนทำ กิจกรรมอื่นบ้าง เพราะกิจกรรมสร้างสรรค์แต่ละประเภทพัฒนาเด็ก แต่ละด้านแตกต่างกัน และเมื่อเด็ก ทำตามที่แนะนำได้ ควรให้แรงเสริมทุกครั้ง 6. เก็บผลงานชิ้นที่แสดงความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อเป็นข้อมูลสังเกตพัฒนาการของเด็ก เยาวพา เดชคุปต์ (2548: 108) กล่าวว่า การเตรียมกิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสมให้กับเด็กควรคำนึงว่ จะเบินการเปิดโอกาสให้เด็กเป็นอิสระในการทดลอง ค้นคว้า และสามารถสื่อสารที่เขาทดลองกับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมือและตา เสริมสร้างความเข้าใจ ระหว่างรูปทรงและส่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานต่อการเตรียมความพร้อมในการอ่าน และยังได้มีโอกาสพัฒนาทางสังคม จากการแลกเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ หมุนเวียนกันรับผิดชอบในการใช้และเก็บอุปกรณ์ต่างๆ เชอร์มาเซอร์ (อ้างใน พัชราวรรณ โฝงสูงเนิน , 2562) กล่าวว่า นักการศึกษาปฐมวัยได้มองเห็นคุณคำของ งานศิลปะที่เด็กได้ทำ ซึ่งได้สรุปเกี่ยวกับศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นดังต่อไปนี้ 1. ส่งเสริมให้เด็กแสดงความรู้สึกออกมาอย่างอิสรเสรีผ่านงานศิลปะและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 2.ส่งเสริมให้เกิดความสมดูลระหว่างกระบวนการและผลผลิตทางศิลปะ โปรแกรมศิลปะที่ดีต้องให้เด็กได้ เข้าใจ และเกิดความคิดรวบยอดในข้อเท็จจริงที่เด็กแต่ละคนสามารถเกิดได้ทั้งกระบวนการและผลผลิต 3.ส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์จำเป็นที่ต้องคำนึงถึงต่อไปนี้ 3.1 เด็กต้องการทำอะไร (เนื้อหา) 3.2 เด็กต้องการทำอย่างไร (กระบวนการ) 3.3 เด็กต้องการได้อะไรเป็นผลผลิตขั้นสุดท้าย (ผลผลิต) 4. ส่งเสริมให้เด็กได้ลงมือทำและค้นพบด้วยตนเอง เด็กสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะโดยผ่านการ ค้นพบและการทดลอง การวางแผนในกิจกรรมศิลปะแต่ละครั้งจึงต้องสอนวิธีการแต่ละขั้นเพื่อให้เด็กมี โอกาสแสดงความเป็นตัวของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบ การสืบค้น การประดิษฐ์และการทดลองที่ สร้างสรรค์ 5. ส่งเสริมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และการมีส่วนร่วมตลอดเวลา และมีการส่งเสริมการแสดงออกอย่าง ต่อเนื่องจะช่วยให้เด็กแสดงออกได้อย่างเต็มที่ 6. สร้างแรงจงใจให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก ซึ่งนักการศึกษาปฐมวัยพบว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะเกิดจาก แรงจูงใจภายในที่เด็กต้องการเรียนรู้และรับรู้สิ่งรอบตัว
31 7.สร้างความสำเร็จและความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง การเลือกกิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสมกับ การพัฒนาของวัยและการส่งเสริมความสำเร็จของเด็ก 8.ส่งเสริมตามความเหมาะสมกับพัฒนาการแต่ละวัย กิจกรรมทางศิลปะที่ดีต้องคำนึงถึงพัฒนาการของ เด็กแต่ละวัย 9. ใช้สื่อและอุปกรณ์ทางศิลปะอย่างเหมาะสม 10. เปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมและเป็นไปอย่างเสรี ครูกับการพัฒนาศิลปะสำหรับเด็ก ( มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2543 ) 1. การสอนศิลปศึกษาไม่จำเป็นจะต้องเป็นครูศิลปะเสมอไป ครูที่มีส่วนใกล้ชิดกับเด็ก ก็ควร จะได้สอน วิชาศิลปะอย่างมีความเชื่อมั่นโดยศึกษาแนวทางและจุดหมายปลายทางของวิชาศิลปะศึกษา ตลอดจนการ เปลี่ยนแปลงของสังคมที่สอดคล้องกัน ผู้ใกล้ชิดและเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคลมีโอกาสที่จะสร้างทัศนคติ และหวังผล ในการจัดประสบการณ์ทางศิลปะได้สมบูรณ์กว่า 2. ครูผู้สอนมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาพัฒนาการของเด็ก โดยถือประสบการณ์ตรงที่ได้ใกล้ชิดกับเด็ก เป็นสำคัญ พยายามสร้างความเห็นอกเห็นใจต่อเด็กทุกด้าน เช่น ความยุ่งยากในการจัดหาวัสดุ การแก้ปัญหา ความ ต้องการในบทเรียน ครูควรพยายามหาทางช่วยเหลือเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่เด็ก 3. ส่งเสริมให้เด็กได้รับประสบการณ์ทางศิลปะทั้งทางตรงและทางอ้อม มากเท่าที่ครูผู้สอนสามารถจะทำ ได้หรือจัดให้ได้ เพราะประสบการณ์จะมีส่วนสร้างความประทับใจและเป็นพื้นฐานอันมีคำต่อชีวิตของเด็ก ในอันที่ จะรู้จักเลือกและเปรียบเทียบเพื่อความสุขและความพอใจ ด้วยเหตุนี้ครูจึงควรพยายามจัดประสบการณ์ให้มากมาย หลายด้าน 4. ครูผู้สอนไม่ควรใช้วิธีเผด็จการสั่งงานให้เด็กทำ ด้วยการกำหนดผลสำเร็จอย่างตายตัวกระทั่งเด็กไม่ สามารถแสดงออกมาซึ่งความคิดเห็นของตนเองได้ เพราะครูได้จัดวางล้อมกรอบไว้แล้วทุกด้าน 5. อย่าส่งเสริมให้เด็กเอาแบบอย่างเพื่อนฝูงที่ปฏิบัติงานอยู่ด้วยกันเพราะอาจจะติดเป็นนิสัยกลายเป็นผู้ ขาดคุณค่าทางความคิดเห็นส่วนตัว กลายเป็นผู้ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ในทางตรงกันข้าม ครูควรมุ่งส่งเสริม สร้างคุณค่าทางเอกัตภาพ สร้างลักษณะเฉพาะตัว สร้างความมั่นใจให้กับเด็กทุกคน 6. ควรดูแลให้เด็กสร้างสรรค์งานด้วยความพยายามของตนเอง กล้าคิดและกล้าตัดสินใจที่จะทำ อย่า ส่งเสริมให้ใช้สมุดฝึกหัดวาดภาพระบายสีหรือมีลวดลายเป็นตัวอย่าง โดยจุดมุ่งหมายของแบบฝึกหัดนั้น ไม่มีอะไร มากไปกว่ามุ่งผลทางทักษะ การลอกแบบ และการระบายสีลงในช่องว่าง ถ้าจะใช้ก็ควรใช้เป็นแบบฝึกหัดประกอบ เป็นบางครั้งบางคราว
32 7. ครูต้องพยายามเร้าใจ พูดคุยชักจูงให้เด็กสนใจที่จะค้นพบสั่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้เสาะหาแหล่ง วิชาและประสบการณ์ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สถานแสดงภาพ โบราณสถาน ถ้ำไม่เป็นการยุ่งยากจนเกินไป ครู ควรเป็นผู้นำเด็กไปสู่แหล่งประสบการณ์เหล่านี้ด้วย และพยายามพูดคุยสร้างทัศนคดิที่ดีด้วยวิธีการค่อยเป็นค่อยไป 8. ไม่ควรสอนกฎเกณฑ์ ทฤษฎี รายละเอียด และสัดส่วนต่าง ๆ เพราะควรจะได้ส่งเสริมให้เด็กค้นพบ ข้อสรุปด้วยตัวของเขาเอง เด็กอาจจะมองไม่เห็นความสำเร็จของตน ครูควรใช้วิธีแนะจากผลงานของเด็ก การเข้าใจ ด้วยตัวเอง จะเป็นความเข้าใจสะสมที่มีคุณค่ำฝังแน่น ความรู้ความคิดจากงานชั้นหนึ่งจะถูกนำไปแก้ปัญหาในงาน ชั้นต่อไป และจะพัฒนาตนเองเช่นนี้สืบไป 9. ครูจะต้องพยายามดูแลการทำงานศิลปะของเด็กอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ เพราะการเรียนศิลปะ จำเป็นต้องอาศัยการชี้แนะตัวต่อตัว ครูจะต้องรับผิดชอบในพัฒนาการของเด็ก บางกรังการปล่อยปละละเลยทำให้ การสอนศิลปศึกษาพลาดเป้าหมายหรือหย่อนไปอย่างน่าเสียดาย 10. การที่เด็กบางคนมีปัญหาและไม่สามารถจะปฏิบัติงานให้สำเร็จลุถ่วงไปได้อาจจะจนปัญญาที่จะ สร้างสรรค์ ไม่สามารถทำงานที่ใช้ความประณีตได้ ไม่กล้ที่จะแสดงออก ทำงานได้ไม่ฟังพอใจตนเอง ครูจะต้องไม่ ทอดทิ้งปัญหา เพราะปัญหาเหล่านี้เด็กต้องการให้ตรูช่วยคลี่คลายและแนะแนวทางแก้ปัญหาให้กับตน ครูควร สนใจเป็นพิเศษเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจ และไม่มีความรู้สึกว่าตนเองสู้เพื่อนในห้องเรียนไม่ได้ 11. ช่วยคลี่คลายปัญหาและความคิดของเด็ก โดยวิธีซักถามพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาและความรู้ต้องพยายาม ให้เด็กได้มีการแสดงความคิดเห็น อภิปราย และพูดคุยในปัญหาทั่วไปที่และเกี่ยวโยงกับการปฏิบัติงาน การที่เด็ก จะกล้าพูดคุยซักถามนั้น ครูต้องมีความสัมพันธ์ทางความรู้สึกต่อเด็กเป็นอย่างดี 12. การสาธิตให้เด็กดู ควรสาธิตวิธีใช้เครื่องมือ ความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือ หรือเฉพาะวิธีการ บางอย่างที่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นจะต้องแสดงให้เด็กเห็นว่าครูเขียนอย่างไร หรือมีกลวิธีอย่างไร เพราะเด็กบางคนจะ ยึดแน่นอยู่กับวิธีการของครู 13. ครูควรเคารพต่อการทำงานและผลงานของเด็ก สร้างความภาคภูมิใจให้เกิดแก่เด็ก ไม่มีท่าทีหรือ คำพูดที่ส่อว่าทำงานใช้ไม่ได้ หรือทำงานสู้คนอื่นไม่ได้ เพราะเด็กจะมีความรู้สึกไวต่อการแสดงออกของผู้ใหญ่ 14. ควรให้เด็กได้ภาคภูมิใจกับผลงานของตน ในแง่งที่ว่าผลงานชั้นนั้นเป็นฝีมือของเด็กเองครูไม่ควรแก้ไข ดัดแปลงงานของเด็ก การช่วยเหลืออาจจะเป็นได้เพียงเล็กน้อยในกรณีที่เด็กขอร้องแต่วิถีทางที่ดีที่สุดคือ ยกตัวอย่างกว้าง ๆ หลาย ๆ แง่มุม พอเป็นทางให้เด็กแก้ปัญหาของเขาเอง
33 15. เปิดโอกาสให้เด็กได้พบข้อผิดพลาดด้วยตัวของเขาเอง เพราะส่งที่ผิดพลาดเด็กจะจดจำมันได้อย่าง แม่นยำ และเป็นบทเรียนกับการทำงานต่อไป การช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นครูควรเป็นผู้ชี้แจงกว้าง ๆ หรือให้ร่วมกันวิพากย์วิจารณ์หลังจากงานเสร็จส้นลงแล้ว 16. การเรียนศิลปศึกษา ควรส่งเสริมให้มีบรรยากาศรื่นรมย์เป็นกันเอง การส่งเสริมให้มีพรรยากาศเป็น กันเอง มีผลในการทำงานที่จะส่งเสริมความคิดหลาย ๆ ด้าน เช่น ความคิดสร้างสรรค์การแสดงออก จินตนาการ เมื่อเด็กเกิดความรู้สึกว่าตนกำลังอิสระ เด็กก็พร้อมที่จะคิดและทำอย่างเต็มความสามารถ แต่อย่าให้เสรีภาพในทาง ผิดจนเกิดความโกลาหลในห้องเรียน 17. ส่งเสริมให้เด็กสามารถทำได้ในสิ่งที่ทำได้ โดยไม่ใช้วิธีหักโหมให้เด็กทำงานที่ยากเกินไป อย่าหวัง ผลงานสำเร็จเป็นหลัก เพราะการเรียนรู้เกิดจากการค้นคว้าทดลอง และเลือกสรร ครูต้องมีความอดทนที่จะเห็น เด็กเรียนศิลปะอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเหมาะสมกับวุฒิภาวะ วิธีการเรียนลัดทางศิลปศึกษาจึงไม่น่าจะมี 18. พยายามส่งเสริมให้เด็กเป็นคนกล้าพูด กล้ำาแสดงความคิดเห็น กล้าวิพากษ์วิจารณ์ การแสดงความ คิดเห็นต่องนของตน ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็ก เป็นการฝึกเหตุผล และความเชื่อมั่นไปพร้อมกัน แต่ คำถามของครูไม่ควรถามในเชิงที่ว่า ครูไม่เข้าใจงานของเด็ก 19. ส่งเสริมให้มีการแสดงงานของเด็กทุกคน แต่ไม่ควรเป็นไปในทางแข่งขันกัน เพราะเด็กบางคนที่ไม่ สามารถทำดีเท่าผู้อื่นได้อาจจะท้อใจ และเด็กกลุ่มนั้นอาจจะไม่มีทางสู้อยู่ตลอดไปจนกลายเป็นปมด้อยโดยไม่รู้ตัว สรุปว่า หลักการในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เปรียบเสมือนหัวใจของการจัดกิจกรรมที่ครูควรศึกษาและนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมให้กับเด็กโดยคำนึงถึงเด็กเป็น สำคัญ จัดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับวัย ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระ ในความคิด การแสดงออก ทดลอง ค้นคว้า และสื่อสารกับผู้อื่นได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านสื่อวัสดุที่เหมาะสม กับเด็ก สร้างความสำเร็จและความภาคภูมิใจในผลงานของเด็กเอง ตลอดจนพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กใน ด้านการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ภาพ การพิมพ์ภาพเป็นการสร้างสรรค์ทางด้านวัสดุอุปกรณ์ เมื่อนำไปใช้กับเด็กจะทำให้ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน พร้อมทั้งได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างของวัสดุรอบตัวที่นำมาใช้ในงานพิมพ์ของตน ซึ่งจะให้ภาพพิมพ์ที่มี ลักษณะแตกต่างกันทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างดียิ่ง
34 การพิมพ์ภาพมีทั้งชนิดที่ทำให้เกิดภาพสีเดียวและหลายสี มีทั้งชนิดที่ภาพพิมพ์เป็นลักษณะกลับข้ายเป็นขวา และเหมือนแม่พิมพ์ทุกประการ การพิมพ์ภาพจึงมีอยู่มากมายหลายวิธี สุดแต่จะเลือกหยิบมาใช้ตามความ เหมาะสม 3.1 ความหมายของการพิมพ์ภาพ คำว่า "ภาพพิมพ์" (Printmaking) มีคำจำกัดความหลายอย่าง พจนานุกรมฉบับเว็บสเตอร์ได้ให้คำจำกัดความ ไว้ว่า "ภาพพิมพ์ คือ เครื่องหมายหรือร่องรอยที่ทำให้เกิดขึ้น โดยวิธีการพิมพ์(ประทับรอย) เส้น รูปคน สัตว์ และ รูปลักษณะทำทางต่าง ๆ ต้องกระทำบนวัสดุอันหนึ่งก่อน แล้วจึงกดให้ไปติดบนวัสดุอีกอันหนึ่ง" (อัศนีย์ ชูอรุณ, 2527) นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความหมายของภาพพิมพ์ไว้หลากหลาย ดังนี้ โทมัส (Thomas,1981) กล่าวถึงศิลปะภาพพิมพ์ไว้ว่า เป็นทัศนศิลป์แขนงหนึ่งที่เกิดจากการขีดเขียน หรือ แกะสลักบนวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสื่อการสร้างสรรค์เสียก่อน แล้วจึงนำไปกดให้ติดบนสื่อวัสดุอีกอย่างหนึ่ง กมล คงทอง (2543) กล่าวว่า ศิลปะภาพพิมพ์ หมายถึง ผลงานทัศนศิลป์ที่ถูกทำขึ้น ใดยวิธีการพิมพ์กดให้ติด เป็นรูปบนกระดาษหรือวัสดุรองรับอื่น ๆ จากแม่พิมพ์ไม้ แม่พิมพ์โลหะหรือแม่พิมพ์อื่นใด แม่พิมพ์เหล่านั้นศิลปิน ได้สร้างสรรค์ด้วยตัวเขาเอง สมาพร คล้ายวิเชียร (2545 : 62) กล่าวว่า ภาพพิมพ์หรือการพิมพ์ หมายถึง ข้อความ รูปภาพสัญลักษณ์ที่ผ่าน กระบวนการพิมพ์จากแม่พิมพ์ สามารถพิมพ์ภาพได้จำนวนมาก คำว่าภาพพิมพ์มิใช่สิ่งผลิตทางการค้า ที่ทำออกมา เป็นจำนวนมากด้วยวิธีการใช้เครื่องจักรกล เช่น หนังสือพิมพ์ตำรา นิตยสาร และสิ่งทอ ฯลฯ ประสงค์ ทรัพผดุงชนม์ และนฤมล แซ่หุ้น ( 2534 ) กล่าวว่าการพิมพ์คือ กระบวนการกด ทับ พ่น ทา ฉาบสี ผ่านวัสดุชนิดหนึ่งให้ปรากฎฏลงบนวัสดุอีกชนิดหนึ่ง โดยอาจเกิดภาพเหมือน คล้ายคลึง หรือแตกต่างจากวัสดุที่สี ผ่านไปก็ได้ วัสดุที่สีผ่าน ทับ กด พ่น ทา ฉาบ เรียกว่าแม่พิมพ์ วัสดุรองรับสีจากแม่พิมพ์ เรียกว่าฉากรองรับการพิมพ์ ภาพที่เกิดขึ้นจากการพิมพ์ลงบนฉากรองรับการพิมพ์ เรียกว่า ภาพพิมพ์ สรุปได้ว่า ภาพพิมพ์ คือ ผลงานทัศนศิลป์ที่เป็นข้อความ รูปภาพ สัญลักษณ์ อันเกิดจากกระบวนการขีดเขียน หรือแกะสลักลงบนวัสดุที่เป็นแม่พิมพ์ แล้วจึงนำแม่พิมพ์ไปกดทับลงบนกระดาษหรือวัสดุต่าง ๆ ที่ต้องการพิมพ์ 3.2 การพิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ภาพพิมพ์นิ้วมือ (Finger Printing) เป็นการพิมพ์ภาพอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการหาแบบพิมพ์ เป็น การศึกษาถึง คุณค่า น้ำหนัก และความประสานกลมกลืนกัน ความขัดแย้งกันของสี พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงลักษณพื้นผิว
35 ของสีที่เกิดจากการกดประทับของรอยนิ้วมือ นับเป็นการศึกษาเบื้องต้นในการพิมพ์ที่จะแตกแขนงออกไปเป็นการ พิมพ์ด้วยวัสดุอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดลักษณะของพื้นผิวต่าง "ๆ กันด้วย ในการ พิมพ์ภาพด้วยนิ้วมือนี้เราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างกว้างขวาง และสร้างภาพเป็นงานศิลปะใน เรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางอีกด้วยให้ผู้เรียนพิมพ์ภาพด้วยการใช้นิ้วมือประทับลงบนแผ่นประทับหมึก แล้ว จึงประทับนิ้วมือบนกระดาษ จะปรากฎร่องรอยของนิ้วมือ ให้จัดองค์ประกอบให้สวยงาม ผู้เรียนสามารถใช้ดินสอ ปากกาแต่งเติมให้สวยงามได้ตามจินตนาการของผู้เรียน (สน วัฒนสิน, 2554 ) ประสงค์ ทรัพผดุงชนม์ และนฤมล แซ่หุ้น ( 2534 ) กล่าวถึงการพิมพ์ภาพด้วยลายนิ้วมือไว้ว่าธรรมชาติ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆให้มีพื้นผิวแตกต่างกัน ใบไม้ชนิดหนึ่งอาจมีผิวหยาบและเต็มไปด้วยรั่วรอย ในขณะที่ใบไม้อีก ชนิดหนึ่งมีพื้นผิวที่ราบเรียบและไม่มีริ้วรอยอะไรเลย ในความแตกต่างยองพื้นผิวที่เกิดนตามธรรมชาติเหล่านี้ ให้ ความงดงามในการมองที่ไม่เหมือนกันด้วย หากเรานำเอาพื้นผิวเหล่านี้มาสร้างสรรค์เป็นผลงานทางศิลปะ เราก็จะ ได้ผลงานที่มีความงดงามแตกต่างกันไป ปกติแล้ว เรามักนำเอาส่วนต่าง ๆ ของตันไม้ เช่น กิ่ง ใบ และผล มาใช้ในการทำแม่พิมพ์แบบต่าง ๆ เสมอ กิ่ง ก้นใบขอต้นไม้บาชนิดมีลวดลายอยู่ในตัวของมันเอง โดยไม่ต้องเสริมแต่ง สามารถนำมาพิมพ์ลงบนกระดาษได้ อย่างงดงาม อวัยวะบนร่างกายมนุษย์ก็เช่นกัน ล้วนมีความแตกต่างในด้านพื้นผิวที่ไม่เหมือนกัน พื้นผิวเหล่านี้ ล้วน สามารถนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดความงามได้ด้วยกันทั้งสิ้น สุดแล้วแต่ใครจะมองเห็นความงามของอวัยวะส่วนใด รอยนิ้วมือก็ถือเป็นพื้นผิวอีกอย่างหนึ่งซึ่งธรรมชาติสรรค์สร้าให้มนุษย์ทุกคนอย่างไม่ซ้ำแบบกัน รอยนิ้วมือแต่ละ ส่วนยังมีความแตกต่างกันออกไปอีกด้วย ดังนั้นถ้าเรานำเอารอยพิมพ์ของนิ้วมือที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนมาสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะ เราก็อาจะได้ผลงานที่มีความงดงามและเต็มไปด้วยคุณค่าทางความคิดจำนวนมากมาย จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า ภาพพิมพ์นิ้วมือ (Finger Printing) เป็นการพิมพ์ภาพอย่างง่าย ๆ การพิมพ์ภาพ ด้วยนิ้วมือนี้เราสามารถใช้สร้างภาพเป็นงานศิลปะในเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางอีกด้วยให้ผู้เรียนพิมพ์ภาพ ด้วยการใช้นิ้วมือประทับลงบนแผ่นประทับหมึก แล้วจึงประทับนิ้วมือบนกระดาษ จะปรากฎร่องรอยของนิ้วมือ ลายนิ้วมือของทุกคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเรานำรอยพิมพ์ของนิ้วมือที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนมาสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะ เราก็อาจะได้ผลงานที่มีความงดงามและเต็มไปด้วยคุณค่าทางความคิดจำนวนมากมาย
36 3.3 วิธีการพิมพ์ภาพด้วยนิ้วมือ สน วัฒนสิน ( 2554 ) ได้สรุปขั้นตอนวิธีการพิมพ์ภาพด้วยนิ้วมือไว้ดังนี้ ขั้นตอนการปฏิบัติงานวิธีที่ 1 1. ให้เตรียมหาแท่นประทับตราไว้สำหรับทำการพิมพ์ 2. นำนิ้วไปกดบนแท่นประทับตรา แล้วจึงนำไปประทับพิมพ์ลงบนพื้นกระดาษที่เตรียมไว้จัดให้เป็น เรื่องราว รูปทรงต่าง ๆ ตามที่ต้องการ ทั้งนี้ ผู้เรียนสามารถใช้ปากกาหรือดินสอวาดภาพแต่งเติมให้สวยงามได้ หมายเหตุผู้เรียนควรคิดหรือออกแบบไว้คร่าว ๆ ก่อนทำการพิมพ์ ขั้นตอนการปฏิบัติงานวิธีที่ 2 ใช้ส่วนด้านข้างของฝ่ามือ ส่วนฝ่ามือ และส่วนต่าง ๆ ของนิ้วมือแตะแท่นประทับตรา (Inked Stamp Pad) นำไปพิมพ์ให้เป็นรูปร่างรูปทรงต่าง ๆ หรือพิมพ์เพิ่มเติมโดยฝึกให้เด็กใช้จินตนาการ เป็นเรื่องราวต่าง ๆ ตามต้องการ ขั้นตอนการปฏิบัติงานวิธีที่ 3 ใช้ดินสอร่างภาพรูปทรงที่ต้องการลงบนพื้นที่แผ่นกระดาบที่เตรียมไว้ แล้วใช้ส่วนต่าง ๆ ของนิ้วมือแตะลง บนแผ่นประทับหมึกสีต่าง ๆ นำไปกดทับพิมพ์ลงบนกระดาษที่เตรียมไว้ จัดรูปรอยพิมพ์ส่วนต่าง ๆ ของมือให้ เหมาะสมเข้ากับรูปทรงที่ร่างไว้ตามต้องการ สรุป การพิมพ์ภาพด้วยส่วนต่าง ๆ ของมือนี้สามารถทำได้หลายวิธี เป็นการฝึกการใช้จินตนาการในการมองรอย ประทับของนิ้วหรือส่วนต่าง ๆ ของฝ่ามือ และการตกแต่งเพิ่มเติม นับว่าเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ใช้ อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น เหมาะกับการสร้างสรรค์ขั้นต้นของเด็ก 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รัตภรณ์ อุทุมพร และ วณิชชา สิทธิพล (2566) ได้ศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ที่มีต่อการ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1พบว่า หลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมทั้งโดยรวมและรายด้านอย่าง โรงเรียนอนุบาลหนองคาย ( 2564) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความเชื่อมั่น ในตนเอง ของเด็กชั้นอนุบาล 3 พบว่า คะแนนหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นใน ตนเองของนักเรียนสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
37 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย ห้อง 3/5 จำนวน 26 คน โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 หลังจากจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์พิมพ์ภาพ ด้วยมือและนิ้วมือ ซึ่งมีรายละเอียดวิธีดำเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1. ประชากรในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้น อนุบาลปี ที่ 3/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา เชียงใหม่ จำนวน 26 คน 2. เครื่องมือและการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ประกอบด้วย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมพิมพ์ภาพ 3 แผน ใช้เวลา ครั้งละ 45 นาที 2.2 แบบบันทึกการสังเกตความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย 2.3 แบบบันทึกหลังการสอน 3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 3.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมพิมพ์ภาพ 3 แผน ใช้เวลา ครั้งละ 45 นาทีมีขั้นตอนในการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับ เทคนิคการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ที่ช่วยพัฒนาความเชื่อมั่นใน ตนเอง สำหรับเด็กปฐมวัย 2. ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียนและกำหนดการจัดประสบการณ์ ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ เกี่ยวกับหน่วยการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อนำมาเป็นแนวทางออกแบบจัดกิจกรรมให้เหมาะสมตามหน่วย ซึ่งได้ เลือกทั้งหมด 3 หน่วยการเรียนรู้ คือ หน่วยการเรียนรู้ ต้นไม้ หน่วยการเรียนรู้ ดอกไม้ หน่วยการเรียนรู้
38 สัตว์โลกน่ารัก โดยหน่วยที่นำมาจัดกิจกรรมเป็นเนื้อหาสาระการเรียนรู้ ธรรมชาติรอบตัว ตามคู่มือ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การพิมพ์ภาพด้วย มือและนิ้วมือ เพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง ให้สอดคล้องกับหลักสูตรของโรงเรียน ตามตารางดังนี้ ตาราง 3.1 ตารางการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การ พิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ลำดับ หน่วย การ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ( เรื่องที่เรียน ) จำนวน ( ครั้ง ) กิจกรรมที่จะ ทำ วัสดุที่ใช้ การส่งเสริมความ เชื่อมั่นในตนเอง 1. ต้นไม้ -ชื่อของต้นไม้ในโรงเรียน -รูปร่าง ลักษณะ กิ่ง ก้าน ใบ ดอกผล และประเภทของ ต้นไม้ -การเจริญเติบโตของต้นไม้ -การปลูกต้นไม้ และการ ดูแลรักษาและการอนุรักษ์ ต้นไม้ -ประโยชน์และโทษของ ต้นไม้ 1 พิมพ์ภาพ จากนิ้วมือต่อ เติมต้นไม้ -ใบงานรูปลำ ต้นของต้นไม้ - ถาดสี สำหรับใช้ พิมพ์ภาพ - ผ้าเช็ดทำ ความสะอาด - เด็กตัดสินใจลงมือ ทำเอง - ให้นำเสนองาน - แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นกับเพื่อน - ชื่นชมงานตนเอง 2. ดอกไม้ - ชื่อและชนิดของดอกไม้ - ส่วนประกอบของดอกไม้ - วิธีการปลูกดอกไม้ - การดูแลรักษาดอกไม้ - ประโยชน์ของดอกไม้ 1 พิมพ์ภาพ ดอกไม้ตาม จินตนาการ จากนิ้วมือ -ใบงานรูป กระถาง - ถาดสี สำหรับใช้ พิมพ์ภาพ - ผ้าเช็ดทำ ความสะอาด 3. สัตว์โลก น่ารัก -ชื่อและประเภทของสัตว์ -ที่อยู่อาศัยแต่ละประเภท -อาหารของสัตว์ 1 พิมพ์ภาพ จากฝ่ามือ และนำมาต่อ - กระดาษ
39 -การแสดงความรักต่อสัตว์ เติมให้เป็นรูป สัตว์ - ถาดสี สำหรับใช้ พิมพ์ภาพ - ผ้าเช็ดทำ ความสะอาด -ดินสอ - สีเทียน 4. จัดแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การพิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ เพื่อพัฒนา ความเชื่อมั่นในตนเอง จำนวน 3 แผน ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย ตัวชี้วัดและมาตรฐาน การเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรม การวัดและการประเมินผล บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ โดยดำเนินการสอน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นนำ ขั้นสอน และ ขั้นสรุป มี รายละเอียดตามตารางดังนี้ ตาราง 3.2 ตารางสรุปรายละเอียดขั้นตอนการสอน 3 ขั้นตอน ขั้นการ สอน รายละเอียด การส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง ขั้นนำ 1. ครูทักทายเด็ก 2. สนทนากับเด็กเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน โดยการ ใช้กิจกรรมเพิ่มเติม เช่นคำคล้องจอง นิทาน เพลง 3. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณื ที่เด็กมีเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ - เปิดโอกาสให้เด็กได้กล้าแสดงออกในการ สนทนา ขั้น สอน 1. คุณครูแนะนำอุปกรณ์ และ สาธิต ขั้นตอนวิธีทำ กิจกรรม โดยมีการให้เด็กได้อาสาสมัครมาเป็น ตัวแทนในการช่วยสาธิตการทำ 2. เด็กลงมือทำกิจกรรมตามอิสระ โดยในระหว่าง นั้นคุณครูเป็นผู้ควบคุมและดูแล ความเรียบร้อย - เด็กได้ออกมาเป็นตัวแทนสาธิต - เด็กได้ลงมีทำกิจกรรมด้วยตนเอง ผ่าน การใช้มือและนิ้วมือของตนเองในการ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ - เด็กกล้าตัดสินใจในการสร้างสรรค์ผลง งาน
40 ขั้น สรุป 1. เด็กออกมานำเสนอผลงานของตนเอง 2. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานกับ เพื่อนและคุณครู - เด็กได้มีโอกาสชื่นชมผลงงานของตนเอง และเพื่อน 5. นำแผนการเรียนรู้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การพิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ที่สร้างขึ้นเสนอต่อที่ปรึกษา เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของกิจกรรม โดยมีที่ปรึกษาดังนี้ - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.รัชชุกาญจน์ ทองถาวร อาจารย์ประจำสาขาการศึกษาปฐมวัย-การศึกษา พิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - อาจารย์ ศิริพร วงค์ตาคำ อาจารย์ประจำสาขาการศึกษาปฐมวัย-การศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - นางสุทธิกานต์ พลสิทธ์ คุณครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 3/5 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ 6. ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การพิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ให้เหมาะสมตาม คำแนะนำ และนำแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การการพิมพ์ภาพด้วยมือและนิ้วมือ ที่ปรับปรุง เหมาะสมแล้วไปใช้กับประชากร 3.2 การสร้างแบบบันทึกการสังเกตความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย 1. ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในตนเองพร้อมทั้งศึกษาแบบประเมินความ เชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย จาก อัญชลี ฉิมพลี( 2551) รัตภรณ์ อุทุมพร และ วณิชชา สิทธิพล ( 2566) และ ทัศณียา บัวภา (2554) 2. นำมาข้อมูลมาจัดทำแบบสังเกตความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 การนิยามตัวแปร ตาราง 3.3 การนิยามตัวแปร คำนิยามเชิงทฤษฎี คำนิยามเชิงปฏิบัติ ความเชื่อมั่นในตนเอง หมายถึง ความมั่นใจหรือ แน่ใจของบุคคล ที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ ลุล่วงตามบุคคลนั้นตั้งใจไว้ แม้มีอุปสรรคขัดขวาง ก็ไม่ท้อถอย ยังคงมั่นใจที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ สำเร็จ ความเชื่อมันในตนเอง หมายถึง ความรู้สึกภาคภูมิใจ ในตนเอง กล้าแสดงความคิดเห็น และสามารถ ตัดสินใจในการกระทำสิ่งต่าง กล้าแสดงออกถึงความ เป็นตัวตนของตนเองด้วยความ มั่นใจ และอยู่ใน สังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งแบ่งความเชื่อมั่นใน ตนเองออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้
41 1. ด้านความภาคภูมิใจในตนเอง คือ ความสามารถในการทำอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยตนเอง ไม่ท้อถอยแม้มีปัญหาหรืออุปสรรค พอใจและ ยอมรับผลงานการกระทำของตนเอง และมีความสุข เมื่อได้ ทำ ถึงสิ่งที่ทำจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จผลก็ตาม 2. ด้านการกล้าแสดงความคิดเห็น คือ ความสามารถในการแสดงความคิดเห็นของเด็กซึ่ง สังเกตได้จากการกล้าพูดแสดงความคิดเห็นและการ ตอบคำถาม ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน สบตาคู่สนทนา ในขณะที่พูด รวมถึงการให้คำแนะนำ ชักถามข้อ สงสัยต่างๆหรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ 3. การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม คือ ความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน มี มนุษยสัมพันธ์ การยอมรับสถานการณ์ใหม่ๆ ยอมรับ ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ อย่างถูกต้อง บอกความต้องการให้ผู้อื่นรับทราบได้ 4. การกล้าแสดงออก คือ ความสามารถใน การแสดงออกของเด็กซึ่งสังเกตได้จากการแสดง ท่าทางตามคำสั่งต่างๆ กล้าทดลองทำกิจกรรมใหม่ๆ กระตือรือร้นอยากร่วมกิจกรรม ขั้นที่ 2 ระบุรายละเอียดของเครื่องมือ ตาราง 3.4 ตารางรายละเอียดเครื่องมือ นิยามศัพท์ ตัวแปร น้ำหนักความสำคัญ (ร้อยละ) จำนวน ข้อ ข้อที่ คะแนน เต็มข้อละ ความเชื่อมั่น ในตนเอง ด้านความภาคภูมิใจในตนเอง 25 3 1-3 2 ด้านการกล้าแสดงความคิดเห็น 25 3 4-6 2 การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม 25 3 7-9 2 การกล้าแสดงออก 25 3 10-12 2 รวม 100.00 12 24
42 ขั้นที่ 3 สร้างคำถาม คำชี้แจง ให้สังเกตและใส่เครื่องหมาย ลงในช่องว่างที่กำหนดไว้ โดยมีเกณฑ์ การสังเกตดังนี้ 2 คะแนน เด็กแสดงทักษะความเชื่อมั่นในตนเองโดยไม่มีผู้อื่นสนับสนุน 1 คะแนน เด็กแสดงทักษะความเชื่อมั่นในตนเองโดยมีผู้อื่นสนับสนุน 0 คะแนน เด็กไม่แสดงทักษะความเชื่อมั่นในตนเองหรือไม่แสดงพฤติกรรม ตาราง 3.5 ตารางแบบร่างคำถามสำหรับแบบันทึกการสังเกต ลำดับ รายการ ผลการประเมิน 2 1 0 ด้านความภาคภูมิใจในตนเอง คือ ความสามารถในการทำอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยตนเอง ไม่ท้อถอยแม้มีปัญหา หรืออุปสรรค พอใจและยอมรับผลงานการกระทำของตนเอง และมีความสุขเมื่อได้ ทำ ถึงสิ่งที่ทำจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จผลก็ตาม 1 ทำงานพิมพ์ภาพเสร็จได้ด้วยตนเอง 2 ชื่นชมผลงานตนเอง 3 ตัดสินใจลงมือทำงานได้ด้วยตนเอง ด้านการกล้าแสดงความคิดเห็น คือความสามารถในการแสดงความคิดเห็นของเด็กซึ่ง สังเกตได้จากการกล้า พูดแสดงความคิดเห็นและการตอบคำถาม ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน สบตาคู่สนทนา ในขณะที่พูด รวมถึงการให้ คำแนะนำ ชักถามข้อสงสัยต่างๆหรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ 4 บอกเล่ากับคุณครูได้ว่าตั้งใจจะทำผลงานเป็นภาพ อะไร อย่างไร 5 ให้คำแนะนำและการช่วยเหลือเพื่อนในระหว่าง ทำกิจกรรม 6 มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเมื่อเพื่อนนำเสนอ ผลงาน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม คือ ความสามารถในการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน มี มนุษยสัมพันธ์ การ ยอมรับสถานการณ์ใหม่ๆ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ อย่างถูกต้อง บอกความ ต้องการให้ผู้อื่นรับทราบได้ 7 ปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเหมาะสม 8 สามารถทำงานร่วมกับเพื่อนได้ มีการแบ่งปันและ ช่วยเหลือ