. . 2564
ค่มู อื การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “ฐานวทิ ยาศาสตร์พืน้ ฐาน” หน้า | ก
การอนมุ ตั ิค่มู ือการจัดกิจกรรมการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดลอ้ ม
ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน” ประจำปงี บประมาณ พ.ศ. 2564
ศนู ย์วิทยาศาสตรเ์ พื่อการศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา
เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุประสงค์ตามที่สถานศึกษากำหนด สถานศึกษาได้จัดทำคู่มือ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์
พื้นฐาน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ประกอบดว้ ยแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ จำนวน 2 เร่ือง
ได้แก่ 1) เสียงและการเกิดเสียง 2) แสงและการเกิดภาพ ซึ่งคณะกรรมการสถานศึกษาได้พิจารณา
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้
“บทปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของศูนย์วิทยาศาสตร์
เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยาแลว้ เห็นชอบคู่มือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และสง่ิ แวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน”ประจำปงี บประมาณ พ.ศ. 2564 ดงั กลา่ ว
ลงชอ่ื ผู้เหน็ ชอบ
(นายธนา คลอ่ งณรงค์)
ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษา
ลงช่ือ ผอู้ นมุ ัติ
(นางอัญชรา หวังวีระ)
ครู รักษาการในตำแหน่ง
ผ้อู ำนวยการศนู ยว์ ิทยาศาสตรเ์ พอื่ การศกึ ษาพระนครศรอี ยุธยา
ค่มู ือการจัดกิจกรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน” หน้า | ข
คำนำ
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้
“วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน” ฉบับน้ี จดั ทำขึ้นเพ่อื ใชเ้ ป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพ่ือ
การศึกษาพระนครศรีอยุธยา ซึ่งประกอบด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1)
เสียงและการเกดิ เสยี ง และ 2) แสงและการเกิดภาพ รายละเอยี ดของคู่มอื การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน”นั้น ประกอบด้วย
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน ซึ่งแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พัฒนาขึ้นโดยใช้
รูปแบบการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กศน. (ONIE 2IC ACTIVITY MODEL) ที่เน้นการเรียนรู้อย่างมี
สว่ นรว่ ม ความรบั ผดิ ชอบ ความคดิ สร้างสรรค์ และคำนึงถงึ ผ้รู บั บรกิ าร เป็นสำคัญ
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยา ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการ
จัดทำคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้
“วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากประโยชน์ ของผู้ปฏิบัติงานของ ศูนย์
วทิ ยาศาสตร์เพอื่ การศกึ ษาพระนครศรอี ยุธยา โดยตรงแล้วจะเป็นประโยขนต์ อ่ ผ้ทู ส่ี นใจ ใหเ้ กดิ ความรู้
ความเขา้ ใจกิจกรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์
พื้นฐาน” และศาสตร์ทเี่ กี่ยวขอ้ ง เป็นอยา่ งดี
(นางอญั ชรา หวังวีระ)
ครูรักษาการในตำแหน่ง
ผอู้ ำนวยการศนู ยว์ ทิ ยาศาสตร์เพ่ือการศึกษาพระนครศรอี ยุธยา
สงิ หาคม 2564
คมู่ อื การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน” หนา้ | ค
สารบญั
เรื่อง หน้า
การอนุมัติคมู่ อื การจดั กจิ กรรมการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดล้อม ก
ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ข
ศูนยว์ ิทยาศาสตรเ์ พ่ือการศกึ ษาพระนครศรอี ยธุ ยา ค
คำนำ จ
สารบัญ ช
คำชแ้ี จงการใชค้ มู่ อื การจัดกิจกรรมการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม
1
ฐานการเรยี นรู้ “บทปฏบิ ัตกิ ารทางวิทยาศาสตร์” 9
โครงสรา้ งการจดั กิจกรรมการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดล้อม 11
ฐานการเรียนรู้ “บทปฏิบตั กิ ารทางวิทยาศาสตร”์ 14
17
แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรูท้ ่ี 1 เรื่อง “เสียงและการเกดิ เสียง” 22
- แบบทดสอบกอ่ นเรียน เรือ่ ง เสยี งและการเกดิ เสยี ง 27
29
- ใบความร้สู ำหรบั ผูร้ ับบริการ เรอ่ื ง เสียงและการเกิดเสยี ง 32
- ใบความรูส้ ำหรบั ผู้จัดกจิ กรรม เร่ือง เสียงและการเกิดเสยี ง
- ใบกจิ กรรมสำหรบั ผู้จดั กจิ กรรม เรือ่ ง เสยี งและการเกดิ เสยี ง 35
42
- ใบกิจกรรมของผูร้ บั บรกิ าร เร่อื ง เสียงและการเกิดเสียง 43
- แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง เสยี งและการเกดิ เสยี ง 46
49
- PowerPoint สรปุ ผลการเรยี นรู้ เร่ือง เสียงและการเกิดเสยี ง 52
- แบบประเมนิ ความพงึ พอใจสำหรบั ผู้รับบริการในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรียนรู้ 55
เรอ่ื ง เสยี งและการเกิดเสยี ง 56
60
แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ที่ 2 เรอื่ ง “แสงสะท้อนจากเงาของกระจก”
- แบบทดสอบกอ่ นเรียน เรือ่ ง แสงสะทอ้ นจากเงาของกระจก
- ใบความรสู้ ำหรับผูร้ ับบริการ เรือ่ ง แสงสะท้อนจากเงาของกระจก
- ใบความรูส้ ำหรบั ผู้จดั กิจกรรม เรื่อง แสงสะท้อนจากเงาของกระจก
- ใบกจิ กรรมสำหรบั ผจู้ ดั กิจกรรม เร่ือง แสงสะท้อนจากเงาของกระจก
- ใบกิจกรรมสำหรบั ผู้รบั บริการ เร่อื ง แสงสะทอ้ นจากเงาของกระจก
- แบบทดสอบหลงั เรยี น เร่อื ง แสงสะทอ้ นจากเงาของกระจก
- PowerPoint สรุปผลการเรยี นรู้ เรอื่ ง เสยี งและการเกิดเสียง
- แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของผู้รบั บริการในการแสงสะทอ้ นจากเงาของกระจก
คมู่ ือการจัดกิจกรรมการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” หน้า | ง
สารบญั (ตอ่ ) 63
64
บรรณานกุ รม
คณะผ้จู ัดทำ
คู่มอื การจัดกจิ กรรมการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน” หนา้ | จ
คำชี้แจง
การใช้ค่มู อื การจดั กิจกรรมการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม
ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน”
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้
“วทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน” ฉบบั นี้จดั ทำข้นึ เพ่ือใชเ้ ปน็ แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อ
การศกึ ษาพระนครศรีอยุธยาประกอบดว้ ยการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ได้แก่ 1) เสยี งและการเกิดเสียง
2) แสงและการเกิดภาพ
รายละเอียดของการจัดกิจกรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดลอ้ ม ฐานการ
เรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” ประกอบดว้ ยแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรูจ้ ำนวน 2 แผน ได้แก่
1) เสียงและการเกดิ เสียง
2) แสงและการเกดิ ภาพ
ขนั้ ตอนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กศน. (ONIE 2IC ACTIVITY MODEL)
ซึ่งประกอบดว้ ย 3 ข้ันตอน ไดแ้ ก่
ขั้นตอนที่ 1 กจิ กรรมการเรยี นรปู้ ระสบการณท์ างวทิ ยาศาสตร์ (I : Inspiration)
ขั้นตอนที่ 2 กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตรท์ ่ที ้าทาย (I : Implementation Activity)
ขั้นตอนที่ 3 กิจกรรมการสรปุ ผลการนำวทิ ยาศาสตร์ไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั
(C : Conclusion Activity)
แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรูเ้ ปน็ ส่วนทกี่ ำหนดสิง่ ต่อไปน้ี
1. แนวคิด
2. วตั ถปุ ระสงค์
3. เน้ือหา
4. ขั้นตอนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
5. ส่ือ วัสดอุ ุปกรณ์ และแหลง่ การเรียนรู้
6. การวดั และประเมนิ ผล
7. บนั ทึกผลหลงั การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
คมู่ ือการจดั กจิ กรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” หนา้ | ฉ
บทบาทของผจู้ ดั กิจกรรมตามรปู แบบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
กศน. (ONIE 2IC ACTIVITY MODEL)
ผู้จดั กิจกรรมจะต้องดำเนนิ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยเปน็ ผอู้ ำนวยความสะดวก กระตุ้น
ชี้แนะ และให้คำปรึกษากับผู้รับบริการใหเ้ กิดกระบวนการเรียนรู้ไดอ้ ย่างมสี ่วนรว่ ม สร้างสรรค์ และ
เนน้ ความรบั ผิดชอบของผู้รับบรกิ าร
เม่ือผูจ้ ัดกิจกรรมได้จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ตามรูปแบบการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
กศน. (ONIE 2IC ACTIVITY MODEL) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผจู้ ดั กจิ กรรมตอ้ งบนั ทึกผลการจัดกิจกรรม
การเรียนรูห้ ลังเสร็จกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีแนบมาท้ายแผนการจัดกจิ กรรม
การเรยี นรู้ของทกุ ๆ แผน
การวัดและประเมินผล
ในการวัดและประเมนิ ผล กำหนดให้มีการทำข้อสอบกอ่ นและหลงั เรียนของแต่ละแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของผู้รับบริการที่สอดคล้องกับ
วตั ถุประสงค์ทก่ี ำหนด
คำจำกัดความ
ผู้จัดกจิ กรรม หมายถงึ ครู/ผสู้ อน ของศูนยว์ ิทยาศาสตรเ์ พือ่ การศกึ ษาพระนครศรอี ยุธยา
ผู้รับบริการ หมายถงึ นักเรยี น นกั ศกึ ษา เยาวชน และประชาชนทั่วไป
ฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน หมายถึง ฐานการเรียนรู้ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อ
การศึกษาพระนครศรีอยุธยา ใช้เป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์พื้นฐาน การ
ทดลอง ศึกษาหลกั การจากอปุ กรณว์ ิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ฐานการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน หมายถึง กจิ กรรมการเรยี นรู้
ในฐานการเรยี นรู้ จำนวน 2 เรอ่ื ง ได้แก่ 1) เสยี งและการเกดิ เสยี ง 2) แสงและการเกิดภาพ
สงิ่ ท่ีผจู้ ัดกจิ กรรมตอ้ งเตรยี มกอ่ นการจัดกจิ กรรม
1. ศึกษาเนื้อหาและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยา่ งละเอยี ด
2. ต้องเตรยี ม สอื่ วัสดุอปุ กรณ์ และแหล่งการเรียนรทู้ เ่ี ก่ียวข้อง
ค่มู ือการจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน” หนา้ | ช
รูปแบบการจดั กิจกรรมของศนู ยว์ ิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยธุ ยา
รปู แบบท่ี 1 การเรยี นรผู้ ่านนทิ รรศการ
รปู แบบที่ 2 ค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแบบ 1 วัน (ไป - กลับ),
2 วัน (ไป - กลับ ), 2 วนั 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน
รูปแบบที่ 3 กิจกรรมการศกึ ษา ได้แกก่ ารอบรมใหค้ วามรู้ มีทัง้ แบบเคล่อื นที่ และภายใน
ศูนย์วทิ ยาศาสตรเ์ พื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยา
รูปแบบท่ี 4 การเรียนรู้ผ่านบริการวิชาการ ได้แก่เอกสาร วารสาร เฟซบุ๊ค เว็ปไซด์
ศูนยว์ ทิ ยาศาสตร์เพือ่ การศึกษาพระนครศรีอยธุ ยา
คมู่ ือการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน” หนา้ | ซ
โครงสร้างการจดั กจิ กรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม
ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน”
บทนำ
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ได้ให้ความสำคัญในเรือ่ ง
ของการพัฒนา การเผยแพร่ และการสง่ เสริมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ แก่นักเรยี น นิสิต นักศกึ ษา และ
ประชาชนอย่างมาก ด้วยการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ท่ี
ส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัย โดยจัดให้เป็นแหล่งบริการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้เข้าไปศึกษา
หาความรู้ จัดบริการหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำ
ความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
พระนครศรีอยุธยา เป็นสถานศึกษาขึ้นตรง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการ
พฒั นาการศึกษา คณุ ภาพทรัพยากรมนษุ ย์ และรับผิดชอบในการส่งเสริมการจดั กิจกรรมการเรยี นการ
สอน ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ที่อยู่ทั้งในและนอกระบบ
โรงเรียน ซึ่งถือเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลในการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์ให้เปน็ ศูนย์กลางของ
การพัฒนา รวมทั้งยงั เปน็ การกระจายโอกาสทางการศกึ ษาของคนไทยทง้ั ชาตอิ กี ดว้ ย นอกจากนี้
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยธุ ยา มีหน้าที่ในการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริม
ให้เกดิ กระบวนการ เรียนรทู้ างดา้ นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดลอ้ ม ท้งั ในสว่ นของการเรียน
การสอนตามหลักสูตร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยจัดกิจกรรม 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่
การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ ค่ายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมการศึกษา และ
การบริการวิชาการ ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่มีคุณค่ายิ่ง
การเรยี นร้ผู า่ นนทิ รรศการ เป็นการจดั แสดงความรู้ดา้ นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ผ่าน
นิทรรศการสื่อประสม ทท่ี นั สมัย น่าสนใจ ทงั้ ส่อื แสงสีเสยี ง ของเล่น เกม ฯลฯ ที่ผ้ชู มสามารถเข้าไปมี
ส่วนร่วมในการลองเล่น ลองฝึกปฏิบัติลองหาคำตอบจากการเล่นเกมต่าง ๆ ค่ายวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกรูปแบบ
หนึ่งที่มีคุณค่ายิ่ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้รับบริการ มาพักแรมอยู่ร่วมกัน ได้ทั้งความรู้และ
ความสนุกสนาน พร้อมกบั ปฏิบตั ิกิจกรรมต่าง ๆ ทถี่ กู จดั ไวอ้ ย่างผสมผสานกลมกลนื ตลอดระยะเวลา
การอยู่ค่าย กิจกรรมการศึกษา เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้บริการการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และส่งิ แวดล้อม และอ่ืน ๆ แกน่ ักเรียน นกั ศกึ ษา เยาวชน และประชาชนทว่ั ไปในเขตพ้ืนท่ี
รับผิดชอบและกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วประเทศ สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542 ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งเสริมสร้างทักษะกระบวนการและกระตุ้นให้ผู้เรียน
มคี วามสนใจในการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ซง่ึ จดั ลกั ษณะการเรยี นร้ทู ง้ั ลกั ษณะการเรียนรู้นอกระบบและ
การเรียนรู้ตามอัธยาศัย บริการวิชาการ เป็นการให้ความรู้เชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และสงิ่ แวดล้อม ในลักษณะการบริการขอ้ มูลขา่ วสาร ทั้งในสว่ นของขา่ วสารขอ้ มลู การจัดกิจกรรมการ
คู่มอื การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน” หน้า | ฌ
เรียนรู้และข้อมูลด้านวชิ าการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โลกของการศึกษาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่าง
มากในศตวรรษที่ 21 เครื่องมือเพื่อแสวงหาความรู้มีความสำคัญมากกว่าเนื้อหาความรู้
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ผู้เรียนสามารถค้นหาความรู้ได้ด้วยตนเองจาก
แหล่งต่าง ๆ มากมายและตลอดเวลาทีต่ ้องการ ส่งผลให้กระบวนทศั น์ทางการศึกษาเปลีย่ นแปลงไป
การจัดการศึกษาทุกระดับเน้นให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง เน้น การคิดสร้างสรรค์
การคิดแก้ปัญหา การคิดแบบวิจารณญาณ ฯลฯ รวมทั้งการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การใช้
เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้และการมีทักษะทางสังคม แนวโน้มการจัดการศึกษาจึง
จำเป็นต้องบูรณาการทั้งด้านศาสตร์ต่าง ๆ และบูรณาการการเรียนในห้องเรียนและชีวิตจริง ทำให้
การเรียนนั้น มีความหมายต่อผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนจะเห็นประโยชน์ คุณค่าของการเรียน และสามารถ
นำไปใชป้ ระโยชน์ ในชีวติ ประจำวนั ได้ ซ่ึงเป็นการเตรยี มผู้เรียนในการเรียนตอ่ ไปในระดับช้ันท่ีสูงข้ึน
เกิดการเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต การเพิ่มมูลค่าและการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ
ด้านเศรษฐกิจ สอดคลอ้ งกับยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) กำหนดเปา้ หมาย การพัฒนา
ประเทศ เพอื่ ให้บรรลุวสิ ยั ทศั น์ “ประเทศไทยมคี วามมั่นคง ม่งั คัง่ ย่ังยืน เปน็ ประเทศทพ่ี ฒั นาแล้วดว้ ย
การพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาความ
มั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทกุ ภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ”
โดยประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1) ยุทธศาสตรช์ าตดิ ้านความม่ันคง 2) ยุทธศาสตรช์ าติด้านการ
สรา้ งความสามารถในการแขง่ ขนั 3) ยุทธศาสตรช์ าติด้านการพฒั นาและเสรมิ สรา้ งศักยภาพทรัพยากร
มนษุ ย์ 4) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสงั คม 5) ยุทธศาสตร์ชาติด้าน
การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 6) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับ
สมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ทั้งนี้ ตามยุทธศาสตร์ ที่ 3 เรื่องการพัฒนาและ
เสริมสร้างศักยภาพทรพั ยากรมนุษย์น้ัน มีเป้าหมายสำคญั คือ การพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วง
วัย ให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ คนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบ
ดา้ นและมีสุขภาวะทด่ี ใี นทุกช่วงวัย
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อให้ผู้จดั กิจกรรมมีความรู้ความเข้าใจ ทักษะ และเจตคติที่ดีในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน”จำนวน 2 เรื่อง
ได้แก่
1. เสยี งและการเกดิ เสยี ง
2. แสงและการเกดิ ภาพ
ขอบข่ายเนอื้ หา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้
“วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” ประกอบดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 2 เร่ือง ได้แก่
1. เสียงและการเกิดเสียง
2. แสงและการเกดิ ภาพ
คูม่ อื การจัดกิจกรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” หนา้ | ญ
ขั้นตอนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กศน. (ONIE 2IC ACTIVITY MODEL)
ซง่ึ ประกอบดว้ ย 3 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่
ขน้ั ตอนที่ 1 กจิ กรรมการเรียนรปู้ ระสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ (I : Inspiration)
(1). ผู้จัดกิจกรรมทักทายและแนะนำตนเองแก่ผู้รับบริการ รวมทั้งแนะนำฐานการเรียนรู้
ชี้แจงวัตถุประสงค์ของฐานการเรียนรู้กิจกรรมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการ
เรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะเรียนรู้จาก
ประสบการณ์เดมิ ส่ปู ระสบการณก์ ารเรียนรู้ใหม่
(2). ผจู้ ดั กิจกรรมใหผ้ ู้รับบรกิ ารทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
(3). ผจู้ ัดกจิ กรรมซกั ถามประสบการณ์เดิมของผู้รบั บรกิ ารเกี่ยวกับเร่อื งท่ีจะเรยี นรู้
(4). ผจู้ ดั กจิ กรรมและผู้รบั บริการแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ และสรุปผลการเรียนรูร้ ว่ มกัน
(5). ผู้จัดกิจกรรมเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของผู้รับบริการกับเนื้อหาการเรียนรู้
โดยการบรรยาย หรืออภิปราย หรือใช้วิธีการต่าง ๆ ที่กระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน หลังจากนัน้ ผู้จดั
กิจกรรมเชื่อมโยงวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดลอ้ ม ท่ีสอดคลอ้ งกับเนอ้ื หาที่จะเรียนรู้
(6). ผจู้ ัดกิจกรรมแจกใบความรู้สำหรับผู้รับบริการ ใหผ้ ู้รบั บริการได้รวบรวมและศึกษาเป็น
ข้อมูล รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ ประกอบการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยเชื่อมโยง
วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม หลังจากนนั้ ผู้จดั กิจกรรมและผู้รับบริการแลกเปล่ียนความ
คิดเหน็ และสรปุ ผลการเรยี นรู้ร่วมกนั
ขัน้ ตอนท่ี 2 กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตรท์ ีท่ า้ ทาย (C : Challenge Learning Activity)
1. ผ้จู ดั กิจกรรมเชื่อมโยงเนอ้ื หาในขน้ั ตอนท่ี 1 โดยใช้ส่ือตา่ ง ๆ อาทิ คลปิ วิดโี อ หลังจากน้ัน
ผู้จัดกิจกรรมเสนอสถานการณ์ในชีวิตจริงที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้รับบริการได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
หลังจากนั้นผู้จัดกิจกรรมอธิบายและสาธติ พร้อมทั้งให้ผู้รับบริการรว่ มปฏบิ ัติในการสาธิต ของผู้จัด
กจิ กรรมด้วย
2. ให้ผ้รู ับบริการตง้ั ประเด็นข้อสงสยั หรอื สง่ิ ทอี่ ยากรู้ในกระบวนการหรอื หลักการท่ีเกี่ยวข้อง
จากการสาธติ ของผู้จดั กิจกรรม รวมไปถงึ การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจรงิ
3. ผจู้ ัดกิจกรรมและผรู้ ับบริการแลกเปลย่ี นความคิดเห็นและสรุปผลการเรียนรูร้ ว่ มกัน
คู่มอื การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน” หนา้ | ฎ
ข้ันตอนที่ 3 กจิ กรรมการสรุปผลการนำวทิ ยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นชีวิตประจำวัน
(I : Implementation Conclusion Activity)
1. แบ่งผู้รับบริการออกเป็นกลุ่ม ๆ ให้ออกแบบและปฏิบัติการ โดยการวางแผนและ
ดำเนนิ การเก่ียวกับการออกแบบ และปฏิบัตกิ ารทดลองลงมอื ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” ทั้งนี้ ผู้จัดกิจกรรมเตรียมวัสดุ
อปุ กรณ์ให้กับผู้รับบริการในการออกแบบและปฏิบัตกิ ารทดลองลงมอื ปฏบิ ตั ิ
2. ผู้รับบริการนำเสนอผลงานการออกแบบและปฏิบัติการทดลอง
3. ใหผ้ ู้รับบรกิ ารตอบคำถามจากประสบการณ์ท่ีไดเ้ รียนรู้ผ่านกิจกรรมครัง้ น้ี
ประเด็นที่ 1 ในการปฏิบตั กิ ารทดลอง ลงมอื ปฏิบตั ิส่ิงท่ีศกึ ษา
มีการเปล่ียนแปลงอย่างไร
ประเด็นท่ี 2 สิง่ ทศ่ี กึ ษามลี กั ษณะอยา่ งไร
ประเด็นที่ 3 ไดร้ ับความร้ใู นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ มในกจิ กรรม
บา้ งหรอื ไม่ อย่างไร
4. ให้ผู้รับบริการตอบคำถาม ตามความสมัครใจของผู้รับบริการ ให้ตอบคำถามในประเด็น
“ทา่ นจะนำความรู้ เรอื่ ง ทศ่ี ึกษา ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการแก้ปญั หาหรือใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ จรงิ ไดอ้ ยา่ งไร
5. ผู้จัดกจิ กรรมและผู้รับบริการแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ และสรปุ ผลการเรียนรู้ร่วมกัน โดย
ใชส้ ื่อ อาทิ เชน่ คลิปวิดโี อ ส่ือของจริง PowerPoint
6. ใหผ้ รู้ ับบริการทำแบบทดสอบหลังเรียน
7. ให้ผู้รับบรกิ ารทำแบบประเมนิ ความพงึ พอใจท่ีมีตอ่ กจิ กรรมการเรยี นรู้
สือ่ และแหล่งการเรียนรู้
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ใบความรสู้ ำหรบั ผู้รบั บรกิ าร
3. คลิปวีดีโอ
4. ตวั อย่างส่ือของจริง
5. ใบความรสู้ ำหรับผ้จู ดั กิจกรรม
6. ใบกิจกรรมสำหรับผู้จัดกิจกรรม
7. ใบกจิ กรรมของผรู้ บั บริการ
8. วัสดุ อุปกรณใ์ นการทดลอง
9. PowerPoint
10. แบบทดสอบหลังเรียน
11. แบบประเมนิ ความพึงพอใจทม่ี ตี อ่ กจิ กรรมการเรยี นรู้
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน” หน้า | ฏ
การวัดและประเมนิ ผล
1. สงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนรว่ ม ความตั้งใจ และความสนใจของผรู้ บั บรกิ าร
2. ผลการทดสอบก่อนและหลงั เรยี น
3. ผลการออกแบบและสรา้ งสรรค์นวตั กรรมและสิ่งทต่ี อ้ งการพฒั นา/ช้นิ งาน/ผลงาน
4. ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจในการเขา้ รว่ มกจิ กรรมการเรียนรู้
รปู แบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และสงิ่ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน” ในรปู แบบ ดังนี้
รูปแบบท่ี 1 ฐานการการเรียนรนู้ ทิ รรศการ
รปู แบบท่ี 2 คา่ ย ซง่ึ มีแบบ 1 วนั (ไป - กลับ), 2 วนั 1 คืน, 3 วัน 2 คืน
รปู แบบท่ี 3 กิจกรรมการศกึ ษา ได้แก่การอบรมใหค้ วามรู้ มีทงั้ แบบเคล่อื นท่ี และภายในศูนย์
วทิ ยาศาสตร์เพ่ือการศกึ ษาพระนครศรีอยธุ ยา
รูปแบบท่ี 4 การเรยี นรผู้ า่ นบรกิ ารวิชาการ ไดแ้ ก่เอกสาร วารสาร เฟสบุ๊ค เว็ปไซด์
ศนู ยว์ ทิ ยาศาสตรเ์ พ่อื การศึกษาพระนครศรอี ยุธยา
กลมุ่ เป้าหมาย
ผรู้ บั บริการ ได้แก่ นักเรยี น นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไป
ระยะเวลาที่ใชใ้ นการจัดกิจกรรม
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้
“วิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” จำนวน 4 ชัว่ โมง ได้แก่
1. เสียงและการเกดิ เสยี ง จำนวน 2 ชัว่ โมง
2. แสงและการเกิดภาพ จำนวน 2 ชั่วโมง
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “ฐานวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน” หนา้ | 1
แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรูท้ ี่ 1
เรือ่ ง เสียงและการเกิดเสยี ง
แนวคิด เวลา 2 ชั่วโมง
เสียงและการเกิดเสียง เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุที่อยู่
รอบตวั เรา โดยวตั ถุทท่ี ำให้เกิดเสียงเรียกว่า แหลง่ กำเนิดเสียง และเสียงแตล่ ะชนดิ มีความแตกต่างกัน
มีทั้งเสียงสูงและเสียงต่ำ ซึ่งเกิดจากคลื่นความถี่ของเสียงไม่เท่ากัน นอกจากนี้ ผู้รับบริการได้ฝึ ก
ปฏบิ ตั กิ ารทดลอง เร่ือง “เสียงและการเกิดเสียง” ดงั น้ัน กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรือ่ ง “เสยี งและการเกิด
เสียง” ผ้รู ับบรกิ ารสามารถนำไปประยกุ ต์ใชไ้ ดจ้ รงิ ในการตดิ ต่อสือ่ สาร ความบันเทิง และการประดิษฐ์
เครื่องมือทางการแพทย์
วตั ถปุ ระสงค์
1. อธบิ ายความหมาย และความสำคัญของเสยี ง
2. อธบิ ายลักษณะการเกิดเสียง
3. อธบิ ายทิศทางการเคลอ่ื นท่ขี องเสยี ง
4. ปฏิบตั ิการทดลอง เรอ่ื ง เสยี งและการเกดิ เสียง
เนอ้ื หา
1 ความหมาย และความสำคญั ของเสียง
1.1 ความหมายของเสียง
1.2 ความสำคญั ของเสยี ง
2. ลกั ษณะการเกดิ เสยี ง
3. ทศิ ทางการเคล่อื นทข่ี องเสียง
4. การปฏิบัติการทดลอง เรื่อง เสียงและการเกิดเสียง
คูม่ อื การจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน” หน้า | 2
ขนั้ ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ข้นั ตอนท่ี 1 จุดประกายการเรยี นรู้ (Inspiration : I)
1. ผู้จัดกิจกรรมทักทายผู้รับบริการ พร้อมทั้งแนะนำตนเองและฐานการเรียนรู้ เรื่อง
“วิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” ซง่ึ กิจกรรมการเรยี นรทู้ ผ่ี รู้ ับบริการจะตอ้ งเรยี นรดู้ ้วยกนั ในครงั้ น้ี คอื กจิ กรรม
การเรยี นรู้ เรอ่ื ง “เสียงและการเกิดเสียง”
2. ผู้จัดกิจกรรมชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “เสียงและการเกิด
เสยี ง” ซ่งึ มีจำนวน 4 ข้อ ดังนี้
(1) อธบิ ายความหมาย และความสำคญั ของเสยี ง
(2) อธบิ ายลักษณะการเกิดเสียง
(3) อธบิ ายทศิ ทางการเคลอื่ นทข่ี องเสยี ง
(4) ปฏบิ ัติการทดลอง เรื่อง เสยี งและการเกิดเสยี ง
3. ให้ผู้รับบริการทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง “เสียงและการเกิดเสียง” จำนวน 10 ข้อ
โดยใช้ เวลา 10 นาที
4. ผู้จัดกิจกรรมแจกใบความรู้สำหรับผู้รับบริการ เรื่อง “เสียงและการเกิดเสียง” เพื่อใช้
ประกอบการเรียนรู้ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่ือง “เสียงและการเกดิ เสียง”
5. ผู้จัดกิจกรรมชวนคิดชวนคุยเก่ียวกบั ประสบการณ์เดิมของผูร้ ับบริการในเรื่องที่จะเรียนรู้
ตามกิจกรรมการเรียนรู้นี้ ผู้จัดกิจกรรมสุ่มผู้รับบริการตามความสมัครใจ จำนวน 3 - 4 คน ให้ตอบ
คำถามจำนวน 3 ประเดน็ ดังนี้
ประเดน็ ที่ 1 “ท่านทราบหรอื ไมว่ า่ “เสยี งคืออะไร และ เสยี งเกดิ จากอะไร”
แนวคำตอบ เสยี งคอื การท่ีวัตถุเกิดจากการส่นั สะเทือน เมื่อวัตถเุ กดิ การสั่นสะเทอื น ก็จะทำ
ใหเ้ กดิ เสียงและถูกสง่ ผา่ นไปยงั ตัวกลาง ยกตัวอย่างเชน่ อากาศ ไปยงั หู
ประเด็นท่ี 2 “ท่านทราบหรอื ไมว่ า่ “ลกั ษณะของการเกิดเสียงเป็นอยา่ งไร”
แนวคำตอบ เสียงเกดิ ข้นึ เมือ่ วตั ถหุ รอื แหลง่ กำเนดิ เสยี ง มีการสนั่ สะเทอื น สง่ ผลต่อการ
เคลอื่ นที่ของโมเลกลุ ของอากาศทอี่ ยู่โดยรอบ กล่าวคอื โมเลกลุ ของอากาศ
เหล่านั้นจะเคลอื่ นท่ีจากตำแหน่งแหล่งกำเนิดเสียงไปชนกบั โมเลกลุ ของอากาศ
เช่น การส่นั สะเทอื นของ นาฬิกาปลกุ เสยี งแมวรอ้ ง หรอื เสยี งตีกลอง
ประเด็นที่ 3 ท่านทราบหรอื ไมว่ า่ “การเคล่อื นทีข่ องเสียงมที ิศทางหรือไมอ่ ยา่ งไร”
แนวคำตอบ เสยี งไมม่ ที ิศทางในการเคล่อื นที่ เพราะเสียงเคลือ่ นทไี่ ปโดยรอบเสยี งจะไมม่ ี
ทศิ ทางตายตัว
หลงั จากน้ัน ผู้จดั กจิ กรรมเปิดคลปิ วีดโี อให้ผู้รบั บริการชมเร่อื ง “การไดย้ ินเสยี ง ตัวกลางของ
เสยี ง ” จากhttps://www.youtube.com/watch?v=9SH33W0QZu0
เวลา 5.14 นาที โดยผจู้ ัดกจิ กรรมสุ่มผู้รับบริการตามความสมัครใจ จำนวน 2 - 3 คน โดยตอบคำถาม
จำนวน 2 ประเดน็ ดงั น้ี
ค่มู ือการจัดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน” หนา้ | 3
ประเด็นท่ี 1 “ท่านได้เรียนรอู้ ะไรบ้าง จากคลปิ วดี โี อนี้”
แนวคำตอบ (1) ไดเ้ รยี นรู้เกย่ี วกบั ความหมายของเสยี ง เสยี งเกิดจากอะไร
เกดิ ขึ้นได้อย่างไรปัจจยั ใดทำให้เกิดเสียง
(2) ไดเ้ รียนรู้เกยี่ วกับการเคลือ่ นที่ของเสียง ผา่ นตัวกลาง 3 ชนดิ คอื
ของแข็ง, ของเหลว, และก๊าซ ไปยังอวัยวะรับเสยี งคอื หู
ประเดน็ ท่ี 2 “ทา่ นทราบหรือไม่วา่ ถา้ เราอยู่ในห้องที่ไมม่ ีอากาศ เราจะไดย้ ินเสยี งหรอื ไม่
อยา่ งไร”
แนวคำตอบ ถ้าเราอยใู่ นห้องทไี่ ม่มีอากาศ เราจะไม่สามารถไดย้ ินเสียงไดเ้ พราะไมม่ ีตัวกลาง
ทที่ ำให้เราได้ยิน
6. ผจู้ ดั กิจกรรมใหผ้ รู้ ับบริการอภปิ รายและสรปุ ผลการเรียนรู้รว่ มกนั
คู่มอื การจดั กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน” หนา้ | 4
ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบตั แิ ละประยกุ ตใ์ ช้ (Implementation : I)
1. ผู้จัดกิจกรรมเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในขั้นตอนที่ 1 ในการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและ
ประยุกตใ์ ช้ โดยผู้จัดกิจกรรมเปิดคลปิ วีดีโอ จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่
คลปิ วีดีโอ (1) เร่อื ง “การไดย้ นิ เสียงตัวกลางเสยี ง”
จาก https://www.youtube.com/watch?v=9SH33W0QZu0 เวลา 5.14 นาที
คลปิ วดี โี อ (2) เร่อื ง “แหลง่ กำเนดิ เสียง”
จากhttps://www.youtube.com/watch?v=efWvluiHB9U&t=416s เวลา 5.20 นาที
หลงั จากนน้ั ผูจ้ ดั กจิ กรรมดำเนินการ ดังน้ี
(1) ผจู้ ัดกจิ กรรมบรรยายเนือ้ หาตามใบความรูส้ ำหรับผจู้ ัดกจิ กรรม เร่อื ง“เสียงและ
การเกดิ เสยี ง” เพอ่ื ใชส้ ำหรับประกอบกจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่ือง “เสยี งและการเกิดเสียง”
ในส่วนของผู้รับบริการใหศ้ ึกษาใบความรู้สำหรับผู้รับบริการ ประกอบการบรรยายของผู้จัดกิจกรรม
ตามใบความรสู้ ำหรับผู้รบั บริการ เรือ่ ง “เสียงและการเกิดเสียง”
(2) ผ้จู ดั กิจกรรมอธิบายและสาธิตการทดลอง เร่อื ง “การปฏิบัตกิ ารทดลองเสียงและการ
เกิดเสียง” ตามใบกิจกรรมสำหรับผู้จัดกิจกรรม เรื่อง “การปฏิบัติการทดลองเรื่องเสียงและการเกิด
เสียง” พร้อมทั้งให้ผู้รับบริการร่วมปฏิบัติในการสาธิตของผู้จัดกิจกรรมด้วย ทั้งนี้เปิดโอกาสให้
ผู้รับบริการได้แลกเปล่ียนเรียนรู้ โดยให้ผู้รับบริการตั้งประเด็นข้อสงสัย หรือสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ใน
กระบวนการของการสาธติ และเช่ือมโยงสกู่ ารนำไปใช้ในชวี ิตจริงของผู้รบั บริการตอ่ ไป
(3) แบ่งผู้รับบริการออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 5 - 6 คน ให้ผู้รับบริการแต่ละกลุ่มลงมือปฏิบตั ิ
จริงโดยผู้รับบริการแต่ละกลุ่มวางแผนและดำเนินการเกี่ยวกับการทดลอง เรื่อง “การปฏิบัติการ
ทดลองเรอ่ื งของการเกดิ เสียง” ตามใบกิจกรรมของผรู้ บั บริการ เร่ือง “การปฏบิ ตั กิ ารทดลองเรื่องของ
เสยี ง”
ท้งั น้ี ผจู้ ดั กิจกรรมเตรยี มวัสดุ อุปกรณใ์ ห้กบั ผู้รบั บรกิ ารในการทดลอง เรอ่ื ง “การปฏิบัติการ
ทดลองเรื่องเสียงและการเกิดเสียง” ตามใบกิจกรรมสำหรับผู้จัดกิจกรรม เรื่อง “การปฏิบัติการ
ทดลองเรื่องเสยี งและการเกิดเสียง”
(4) ให้ผู้รับบริการแต่ละกลุ่มตามข้อ 2 ปฏิบัติกิจกรรมตามใบกิจกรรม เรื่อง “การ
ปฏบิ ตั กิ ารทดลองเรื่องเสยี งและการเกิดเสียง”
ท้งั นี้ ผู้จัดกจิ กรรมจะตอ้ งกำกบั การปฏิบัติกิจกรรมของผรู้ ับบรกิ ารจนกิจกรรมแล้วเสร็จ
ตามใบกิจกรรมสำหรบั ผจู้ ดั กิจกรรม เรื่อง “การปฏบิ ตั ิการทดลองเรือ่ งของการเกดิ เสียง”
(5) ใหผ้ ู้รับบรกิ ารแต่ละกลุม่ นำเสนอผลการทดลอง เรอื่ ง “การปฏบิ ัตกิ ารทดลองเรอ่ื ง
“เสียงและการเกิดเสียง” ตามใบกิจกรรมของผู้รับบริการ เรื่อง “การนำเสนอผลการปฏิบัติการ
ทดลองเร่อื ง “เสียงและการเกดิ เสยี ง”
(6) ผจู้ ัดกจิ กรรมและผู้รบั บรกิ ารอภิปรายและสรปุ ผลการเรยี นรูร้ ว่ มกัน
คมู่ ือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” หน้า | 5
ข้ันตอนที่ 3 การสรปุ ผลการเรยี นรู้ (Conclusion : C)
1. ผูจ้ ัดกิจกรรมสนทนากับผ้รู ับบริการเก่ียวกับเรอ่ื งท่ไี ด้เรยี นรู้ตามกิจกรรมการเรียนรู้น้ี
โดยผู้จัดกิจกรรมสุ่มผู้รับบริการ ตามความสมัครใจ จำนวน 2 - 3 คน ให้ตอบคำถามในประเด็น
ต่อไปน้ี
ประเด็น “ทา่ นจะนำความรู้ เรื่อง “เสียงและการเกิดเสยี ง” ไปประยุกตใ์ ช้ในการแก้ปัญหา
หรอื ไปใช้ประโยชน์ ในชีวติ จริงได้อย่างไร”
แนวคำตอบ ผ้รู ับบริการสามารถนำความรเู้ รือ่ งเสยี งมาใชป้ ระโยชน์หลายดา้ น เชน่
ด้านสถาปตั ยกรรม การประมง การแพทย์ ทางธรณีวิทยา ด้านวิศวกรรม
เปน็ ตน้ ซง่ึ โดยมากใช้คณุ สมบัตกิ ารสะทอ้ นของเสยี งเปน็ ส่วนใหญ่ เช่น
1) ด้านการแพทย์
(1) ใชค้ ล่ืนเหนือเสยี งหรือ ตรวจดูอวยั วะภายในร่างกายผู้ปว่ ยดว้ ยความถ่ี
1-10 เมกะเฮิรตซ์ ความยาวคล่นื 1.5 มลิ ลิเมตร
(2) ใช้ในการรักษาโดยเสียงที่มีความเข้ม 10 ล้านวัตต์/ตารางเมตร มา
ทำลายเน้ือเยื้อที่ไมต่ อ้ งการ
(3) ใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ทางแพทย์
2) ดา้ นวศิ วกรรมและอุตสาหกรรม
(1) ใช้คลื่นเหนอื เสยี งตรวจหารอยร้าวของเนื้อโลหะหรือแก้ว
(2) ใช้คลื่นเหนือเสยี งทำความสะอาดผิวโลหะ
(3) ใชค้ ล่ืนเหนอื เสยี งตดิ ต่อส่อื สาร
(4) ใชค้ ลื่นเหนือเสยี งเชื่อมเช่น อะลูมเิ นยี ม
3) ดา้ นธรณวี ทิ ยาใชค้ ลนื่ เสียงท่เี กดิ จากการระเบิด สำรวจนำ้ มนั ปิโตรเลยี ม
หรือช้นั ดนิ หนิ ใต้ผวิ โลก
4) ดา้ นประมงส่งคลื่นเสยี งหาฝงู ปลาบตั กิ ารสะท้อนของเสยี งเป็นสว่ นใหญ่
2. ผู้จัดกิจกรรมและผู้รับบริการอภิปรายและสรุปผลการเรียนรู้ร่วมกันสำหรับผู้จัด
กิจกรรมการสรุปผลการเรียนรู้ เรื่อง“เสียงและการเกดิ เสียง”เพือ่ เปน็ การสรปุ ภาพรวมของกจิ กรรม
การเรยี นรซู้ ึง่ จะทำให้ผรู้ บั บรกิ ารเกิดความเขา้ ใจในกจิ กรรมการเรียนรู้มากย่งิ ขนึ้
3. ให้ผรู้ ับบริการทำแบบทดสอบหลงั เรียน เรอ่ื ง “เสียงและการเกดิ เสยี ง” จำนวน 10 ข้อ
โดยใช้เวลา 10 นาที
4. ใหผ้ ู้รับบริการทำแบบประเมินความพงึ พอใจสำหรับผรู้ ับบริการในการเข้าร่วมกิจกรรม
การเรียนรู้ เรื่อง “เสยี งและการเกิดเสียง”
คู่มือการจัดกจิ กรรมการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน” หน้า | 6
สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งการเรยี นรู้
1. แบบทดสอบความรกู้ ่อนเรยี น เรื่อง “เสียงและการเกิดเสียง”
2. ใบความรู้สำหรบั ผู้รับบรกิ าร เร่ือง “เสียงและการเกดิ เสียง”
3. คลปิ วีดีโอ เร่ือง “การเกดิ เสยี ง”
จาก https://www.youtube.com/watch?v=9SH33W0QZu0 เวลา 5.14 นาที
4. คลิปวดิ ีโอ เร่ือง “แหลง่ กำเนดิ เสียง”
จาก https://www.youtube.com/watch?v=efWvluiHB9U&t=58s เวลา 5.20 นาที
5. ใบความรู้สำหรบั ผ้จู ดั กิจกรรม เรื่อง “เสียงและการเกิดเสยี ง”
6. ใบกิจกรรมของผู้จัดกิจกรรม เรื่อง การปฏิบัตกิ ารทดลอง เรอ่ื ง “เสยี งและการเกดิ เสยี ง”
7. ใบกิจกรรมสำหรับผรู้ ับบรกิ าร เรอ่ื ง การปฏบิ ตั กิ ารทดลอง เรอ่ื ง “เสยี งและการเกิดเสียง”
8. วสั ดุ อุปกรณใ์ นการทดลอง เรอื่ ง การปฏบิ ตั กิ ารทดลอง เรื่อง “เสียงและการเกิดเสียง”
9. แบบทดสอบหลงั เรยี น เร่ือง “เสียงและการเกิดเสียง”
10. PowerPoint สรปุ ผลการเรียนรู้ เรื่อง “เสยี งและการเกิดเสียง”
11. แบบประเมินความพึงพอใจสำหรับผู้รับบริการในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง
“เสียงและการเกิดเสยี ง”
การวดั และประเมินผล
1. สังเกตพฤตกิ รรมการมีส่วนรว่ ม ความตั้งใจ และความสนใจของผู้รบั บริการ
2. ผลการทดสอบก่อนและหลงั เรยี น
3. ผลการออกแบบและสร้างสรรค์นวัตกรรมและสิง่ ทต่ี ้องการพัฒนา/ชนิ้ งาน/ผลงาน
4. ผลการประเมนิ ความพึงพอใจของผู้รับบริการ
ค่มู ือการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน” หน้า | 7
.
บันทึกผลหลงั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ผลการใช้แผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
1. จำนวนเนอ้ื หากับจำนวนเวลา
เหมาะสม
ไมเ่ หมาะสม
ระบุเหตผุ ล
2. การเรียงลำดับเนื้อหากับความเขา้ ใจของผู้รบั บริการ
เหมาะสม
ไม่เหมาะสม
ระบเุ หตผุ ล
3. การนำเข้าสบู่ ทเรยี นกับเน้อื หาแตล่ ะหัวขอ้
เหมาะสม
ไม่เหมาะสม
ระบุเหตุผล
4. วธิ ีการจดั กจิ กรรมการเรยี นรกู้ ับเน้ือหาในแตล่ ะข้อ
เหมาะสม
ไม่เหมาะสม
ระบเุ หตผุ ล
5. การประเมินผลกับวัตถปุ ระสงคใ์ นแตล่ ะเนื้อหา
เหมาะสม
ไมเ่ หมาะสม
ระบุเหตุผล
คมู่ อื การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน” หนา้ | 8
ผลการเรียนรูข้ องผู้รบั บริการ
ผลการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ของผู้จัดกจิ กรรม
ข้อเสนอแนะ
คมู่ อื การจดั กิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” หนา้ | 9
แบบทดสอบก่อนเรยี น
เรอื่ ง เสียงและการเกิดเสยี ง
คำชแี้ จง แบบทดสอบกอ่ นเรียนเปน็ แบบปรนัย มจี ำนวน 10 ข้อ
คำสงั่ จงทำเครือ่ งหมายกากบาท (X) หน้าข้อท่ีถกู ต้องที่สุด
1. ข้อใดกลา่ วถกู ต้องเก่ยี วกับเรื่องของเสยี ง
ก. เสยี งเปน็ สสาร
ข. เสยี งเปน็ พลงั งาน
ค. เสยี งเดนิ ทางผ่านสูญญากาศได้
ง. หนว่ ยความถ่ีของเสียงคือเดซเิ บล
2. ปจั จยั ที่ทำใหเ้ ราได้ยนิ เสยี งเป็นอนั ดับแรก คือขอ้ ใด
ก. ตวั กลาง
ข. ระยะทาง
ค. แหล่งกำเนดิ เสยี ง
ง. ความถแี่ ละระยะทาง
3. ระดบั ชว่ งความถี่ท่ีมนษุ ย์ได้ยินเสยี งข้อใดถกู ต้อง
ก. 0 - 10,000 เฮริ ต์
ข. 15 - 15,000 เฮริ ์ต
ค. 20 - 20,000 เฮิรต์
ง. 25 - 25,000 เฮริ ต์
4. การเกดิ เสียงดงั เสียงค่อยขึ้นอยู่กบั ปัจจัยในขอ้ ใด
ก. ความถีข่ องเสียง
ข. ตวั กลางของเสยี ง
ค. พลงั งานท่ที ำให้เกดิ เสยี ง
ง. ชนิดของแหล่งกำเนิดเสยี ง
5. หน่วยทีใ่ ช้วัดความดงั ของเสียงเรยี กวา่ อะไร
ก. เบล
ข. มัค
ค. นอต
ง. เดซิเบล
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” หนา้ | 10
6. ความหมายของคลื่นเสยี งข้อใดถกู ตอ้ ง
ก. แหลง่ ท่มี าของเสียง
ข. ความถี่ของแหลง่ กำเนิดเสียง
ค. ระยะทางจากแหลง่ กำเนิดเสียงกับหู
ง. คลนื่ เสียงเกิดจากการส่ันสะเทอื นของวตั ถุ
7. ความเขม้ ของเสยี งตั้งแต่ระดบั เท่าไรท่เี ป็นอันตรายตอ่ การไดย้ ิน
ก. 50 เดซเิ บล
ข. 75 เดซิเบล
ค. 85 เดซิเบล
ง. 100 เดซเิ บล
8. เราจะไม่ไดย้ นิ เสียงอะไรเลยเมือ่ เราอยู่ท่ใี ด
ก. เมือ่ เราอยู่ในถ้ำลึก
ข. เมือ่ เราดำลงไปนำ้ ลกึ
ค. เมื่อเราอย่บู นยอดเขาสูง
ง. เม่อื เราอยู่ในห้องทีไ่ มม่ ีอากาศ
9. การเกดิ เสยี งท้มุ เสยี งแหลมขน้ึ อยู่กับส่งิ ใด
ก. ความสูงของคลน่ื เสยี ง
ข. ความเรว็ ของคล่นื เสยี ง
ค. ความถขี่ องคลื่นเสยี ง
ง. ชนดิ ของตวั กลางเสยี ง
10. ชว่ งระดับความถ่ีที่มนุษย์สามารถรับเสยี งไดด้ ีท่ีสดุ ข้อใดกลา่ วถูกต้อง
ก. 1,000 ถึง 6,000 เฮริ ต์
ข. 2,000 ถงึ 5,000 เฮริ ์ต
ค. 3,000 ถึง 4,000 เฮิร์ต
ง. 4,000 ถงึ 7,000 เฮริ ต์
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
1. ข 2. ก 3. ค 4. ค 5. ง 6. ง 7. ค 8. ง 9. ค 10. ก
คมู่ อื การจัดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน” หนา้ | 11
ใบความรูส้ ำหรบั ผูร้ ับบรกิ าร
เรื่อง เสยี งและการเกิดเสยี ง
การเรียนรเู้ รอ่ื ง เสยี งและการเกิดเสยี ง เปน็ การเรียนรูเ้ กี่ยวกับเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือน
ของวัตถุที่อยู่รอบตัวเรา โดยวัตถุที่ทำให้เกิดเสียงเรียกว่า แหล่งกำเนิดเสียง และเสียงแต่ละชนิดมี
ความแตกตา่ งกันมีทัง้ เสียงสูงและเสียงต่ำ ซง่ึ เกดิ จากคลื่นความถ่ีของเสียงไม่เทา่ กัน โดยมรี ายละเอยี ด
ดงั น้ี
1. ความหมาย และความสำคญั ของเสยี ง
1.1 ความหมายของเสยี ง
1.2 ความสำคญั ของเสียง
2. ลักษณะการเกดิ เสยี ง
3. ทศิ ทางการเคลื่อนที่ของเสยี ง
1. ความหมาย และความสำคญั ของเสียง
1.1 ความหมายของเสียง
เสียง หมายถึง การถ่ายทอดพลังงานจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียงผ่าน
โมเลกุลของตวั กลางไปยังผรู้ ับ โดยทหี่ ูของเรานั้น สามารถรบั รถู้ ึงการสน่ั สะเทอื นของโมเลกุลเหล่าน้ีได้
และได้ทำการแปลผลลัพธอ์ อกมาในรูปของเสียงตา่ ง ๆ
2. ลักษณะการเกดิ เสียง
เสียงเกิดจากคลื่นเสียง คือ คลื่นกลตามยาวที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ หรือ
“แหลง่ กำเนิดเสยี ง” ซึง่ ตอ้ งอาศยั ตัวกลางในการเคล่ือนท่ี คลืน่ เสยี งสามารถเคลอื่ นท่ีผ่านตัวกลางได้
ทกุ สถานะไมว่ ่าจะเปน็ วตั ถขุ องแขง็ ของเหลว หรอื ก๊าซ คลื่นเสยี งนัน้ มคี ณุ สมบตั เิ ช่นเดียวกบั คลน่ื อ่ืนๆ
เช่น แอมพลิจูด ความเร็ว หรือ ความถี่ เสียงที่เราได้ยิน คือ อัตราการถ่ายโอนพลังงานของ
แหล่งกำเนิดเสียงต่อหนึ่งหน่วยเวลา หรือที่เรียกว่า “กำลังเสียง” โดยเสียงเคลื่อนที่ออกจาก
แหล่งกำเนิดในลักษณะของการแผ่ขยายออกไปในรูปทรงกลม มีแหล่งกำเนิดเสียงเป็นจุดศูนย์กลาง
ซึ่งกำลังของเสียงที่ส่งออกจากแหล่งกำเนิดต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวทรงกรม เรียกว่า “ความเข้มของ
เสยี ง” และระดบั ความเขม้ ของเสียงนัน้ ถกู ตรวจวัดในรูปของ “ความดงั ” ในหน่วยเดซิเบล ซ่งึ มนุษย์
สามารถรับรู้ถึงเสียงได้ตั้งแต่ที่ระดับเสียง 0 จนถึงราว 120 เดซิเบล โดยเสียงที่ดังเกินกว่า
120 เดซเิ บล คอื เสียงทีอ่ าจก่อให้เกิดอันตรายต่อผรู้ บั ฟังได้
คู่มือการจัดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน” หน้า | 12
มนุษย์สามารถรับเสียงไดด้ ีที่สุด ในช่วงความถี่ 1,000 ถึง 6,000 เฮิรตซ์ โดยเสียงที่มีระดบั
ความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ เรียกว่า “คลื่นใต้เสียง” หรือ “อินฟราโซนิค”เสยี งที่เกิดจากแหล่งกำเนิด
ขนาดใหญ่ เชน่ การสน่ั สะเทือนของส่ิงก่อสร้าง เป็นเสยี งที่มนษุ ย์ไม่สามารถรับรูไ้ ด้ เช่นเดียวกับคล่ืน
เสียงท่ีมคี วามถสี่ ูงกวา่ 20,000 เฮิรตซ์ หรือที่เรยี กวา่ “คลื่นเหนอื เสยี ง” หรอื “อลั ตรา้ โซนิค”
หู เปน็ อวยั วะที่ใช้ในการรับเสยี งของมนุษย์ โดยมอี งคป์ ระกอบที่สำคญั 3 สว่ น ไดแ้ ก่
(1) หูชั้นนอก ประกอบด้วยใบหูซึ่งจะทำหน้าที่รับคลื่นเสียง ก่อนส่งเสียงไปตามช่องหู
จนถงึ ช้ันเยือ่ แกว้ หู ซึ่งกน้ั ระหว่างหชู ัน้ นอกและหชู ั้นกลาง
(2) หูชน้ั กลาง มลี กั ษณะเป็นโพรงอากาศ ประกอบด้วยกระดูกขนาดเล็ก 3 ชิ้น ท่ีเรียงต่อ
กันเป็นโซ่ทีเ่ รียกว่า “ค้อน” “ทั่ง” และ “โกลน” ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนและขยายเสียงตอ่ จาก
เยือ่ แกว้ หกู อ่ นส่งต่อไปยังหูชั้นใน
(3) หชู ัน้ ใน ประกอบดว้ ยอวัยวะรปู กน้ หอย หรือ “คลอเคลีย” ภายในบรรจขุ องเหลวและ
เซลล์ขนจำนวนมากที่ทำหนา้ ทร่ี บั เสียงจากกระดกู โกลนในหูชัน้ กลาง กอ่ นแปลงเป็นสญั ญาณส่งไปยัง
โสตประสาทและสมอง ซงึ่ ทำหนา้ ท่ีจำแนก แยกแยะ และแปลความหมายของคลืน่ เสยี งตา่ งๆ
รูปภาพ ลกั ษณะของหู
แหล่งท่ีมา : https://ngthai.com/science/24180/soundwave
คู่มอื การจดั กิจกรรมการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” หนา้ | 13
3. การเคลื่อนที่ของเสียง
เมื่อวัตถุเกิดการเคล่ือนทีห่ รือถูกกระทำด้วยแรงจากภายนอก ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของ
โมเลกุลภายในวัตถุนั้น ซึ่งส่งผลไปยังอนุภาคของอากาศหรือตัวกลางที่อยู่บริเวณโดยรอบกอ่ ให้เกิด
การรบกวนหรือการถ่ายโอนพลังงาน ผ่านการสั่นและการกระทบกันเป็นวงกว้างทำให้อนุภาคของ
อากาศเกดิ “การบบี อัด” เม่อื เคล่ือนท่กี ระทบกัน และ “การยดื ขยาย” เมื่อเคลอื่ นท่กี ลับตำแหน่งเดิม
ดังนั้น คลื่นเสียง จึงเรียกว่า “คลื่นความดัน” เพราะอาศัยการผลักดันกันของโมเลกุลในตัวกลางใน
การเคลื่อนท่ี
ตัวกลาง จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการได้ยินเสียง เพราะคลื่นเสียงเคลื่อนที่โดยอาศัย
ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานเท่านั้น ส่งผลให้ในภาวะสุญญากาศ ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างที่ไม่มีอนุภาค
ตัวกลางใดๆ คลน่ื เสียงจงึ ไมส่ ามารถเคล่อื นที่ผ่านไปได้
รูปภาพ เปรียบเทียบของคลื่นเสียง
แหลง่ ท่มี า : https://www.imagineering.co.th
คมู่ ือการจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน” หน้า | 14
ใบความรู้สำหรบั ผ้จู ัดกจิ กรรม
เร่อื ง เสียงและการเกิดเสยี ง
การเรียนรู้เรื่อง “เสียงและการเกิดเสียง” เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเสียงที่เกิดจากการ
สั่นสะเทือนของวตั ถุท่อี ยู่รอบตัวเรา โดยวัตถุทท่ี ำให้เกดิ เสียง เรยี กวา่ แหล่งกำเนิดเสียง และเสียง แต่
ละชนิดมีความแตกต่างกันมีทั้งเสียงสูงและเสียงต่ำ ซึ่งเกิดจากคลืน่ ความถี่ของเสียงไม่เท่ากัน โดยมี
รายละเอียดดังน้ี
1. ความหมาย และความสำคญั ของเสยี ง
1.1ความหมายของเสยี ง
1.2 ความสำคัญของเสียง
2. ลักษณะการเกิดเสยี ง
3. ทศิ ทางการเคล่ือนท่ขี องเสียง
1. ความหมาย และความสำคญั ของเสยี ง
1.1 ความหมายของเสยี ง
เสียง หมายถึง การถ่ายทอดพลังงานจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียงผ่าน
โมเลกลุ ของตัวกลางไปยงั ผูร้ ับ โดยทีห่ ูของเรานน้ั สามารถรบั รถู้ ึงการสั่นสะเทอื นของโมเลกุลเหล่านี้ได้
และได้ทำการ
แปลผลลัพธอ์ อกมาในรปู ของเสยี งตา่ ง ๆ
2. ลกั ษณะการเกิดเสยี ง
เสียงเกิดจากคลื่นเสียง คือ คลื่นกลตามยาวที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ หรือ
“แหลง่ กำเนิดเสียง” ซ่งึ ต้องอาศัยตวั กลางในการเคลื่อนท่ี คลื่นเสียงสามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางได้
ทุกสถานะไม่วา่ จะเปน็ วัตถุของแขง็ ของเหลว หรือกา๊ ซ คล่นื เสียงน้นั มคี ณุ สมบัติเช่นเดยี วกับคลน่ื อื่นๆ
เช่นแอมพลจิ ูด ความเรว็ หรือ ความถเี่ สยี งทเี่ ราได้ยนิ คอื อัตราการถ่ายโอนพลังงานของแหล่งกำเนิด
เสียงต่อหนึ่งหน่วยเวลา หรือที่เรียกว่า “กำลังเสียง” โดยเสียงเคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดใน
ลกั ษณะของการแผข่ ยายออกไปในรูปทรงกลม มแี หล่งกำเนิดเสียงเป็นจุดศูนย์กลาง ซ่ึงกำลังของเสียง
ที่ส่งออกจากแหล่งกำเนิดต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ผิวทรงกรม เรียกว่า “ความเข้มของเสียง” และระดับ
ความเข้มของเสียงนั้น ถูกตรวจวัดในรูปของ “ความดัง” ในหน่วยเดซิเบล ซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ถึง
เสียงได้ตั้งแต่ที่ระดับเสียง 0 จนถึงราว 120 เดซิเบล โดยเสียงที่ดังเกินกว่า 120 เดซิเบล คือเสียงที่
อาจก่อให้เกดิ อนั ตรายต่อผรู้ ับฟังได้
คมู่ อื การจัดกจิ กรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน” หน้า | 15
มนุษย์สามารถรับเสียงไดด้ ีที่สุด ในช่วงความถี่ 1,000 ถึง 6,000 เฮิรตซ์ โดยเสียงที่มีระดบั
ความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ เรียกว่า “คลื่นใต้เสียง” หรือ “อินฟราโซนิค”เสยี งที่เกิดจากแหล่งกำเนิด
ขนาดใหญ่ เชน่ การสน่ั สะเทือนของสง่ิ กอ่ สร้าง เป็นเสยี งทมี่ นุษยไ์ ม่สามารถรับรูไ้ ด้ เช่นเดียวกับคล่ืน
เสยี งทีม่ คี วามถ่ีสงู กว่า 20,000 เฮริ ตซ์ หรือทเี่ รียกว่า “คลนื่ เหนอื เสียง” หรือ“อลั ตร้าโซนิค”
หู เป็นอวยั วะทใ่ี ช้ในการรับเสยี งของมนุษย์ โดยมอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคัญ 3 สว่ น ไดแ้ ก่
(1) หูชั้นนอก ประกอบด้วยใบหูซึ่งจะทำหน้าที่รับคลื่นเสียง ก่อนส่งเสียงไปตามช่องหู
จนถึงชั้นเยื่อแกว้ หู ซึง่ กัน้ ระหวา่ งหชู น้ั นอกและหูชัน้ กลาง
(2) หูชั้นกลาง มีลักษณะเปน็ โพรงอากาศ ประกอบด้วยกระดกู ขนาดเลก็ 3 ชน้ิ ที่เรียงต่อ
กันเป็นโซ่ท่ีเรียกวา่ “ค้อน” “ทั่ง” และ “โกลน” ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนและขยายเสียงต่อจาก
เยอ่ื แก้วหกู ่อนสง่ ตอ่ ไปยังหชู ้ันใน
(3) หูชั้นใน ประกอบด้วยอวัยวะรูปก้นหอย หรือ “คลอเคลีย” ภายในบรรจุของเหลว
และเซลล์ขนจำนวนมากที่ทำหน้าที่รับเสียงจากกระดูกโกลนในหูชั้นกลาง ก่อนแปลงเป็นสัญญาณ
สง่ ไปยังโสตประสาทและสมอง ซงึ่ ทำหนา้ ทจี่ ำแนก แยกแยะ และแปลความหมายของคลน่ื เสยี งต่างๆ
รูปภาพ ลักษณะของหู
แหล่งท่มี า : https://ngthai.com/science/24180/soundwave
คมู่ อื การจัดกิจกรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน” หนา้ | 16
3. การเคลือ่ นทีข่ องเสยี ง
เมื่อวัตถุเกิดการเคล่ือนที่หรือถูกกระทำด้วยแรงจากภายนอก ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของ
โมเลกุลภายในวัตถุนั้น ซึ่งส่งผลไปยังอนุภาคของอากาศหรือตัวกลางที่อยู่บริเวณโดยรอบกอ่ ให้เกิด
การรบกวนหรือการถ่ายโอนพลังงาน ผ่านการสั่นและการกระทบกันเป็นวงกว้างทำให้อนุภาคของ
อากาศเกิด
“การบีบอัด” เมื่อเคลื่อนที่กระทบกัน และ “การยืดขยาย” เมื่อเคลื่อนที่กลับตำแหน่งเดิม ดังน้ัน
คลื่นเสียง จึงเรียกว่า “คลื่นความดัน” เพราะอาศัยการผลักดันกันของโมเลกุลในตัวกลางในการ
เคล่อื นที่
ตัวกลาง จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการได้ยินเสียง เพราะคลื่นเสียงเคลื่อนที่โดยอาศัย
ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานเท่านั้น ส่งผลให้ในภาวะสุญญากาศ ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างที่ไม่มีอนุภาค
ตัวกลางใด ๆ
คลื่นเสยี งจึงไมส่ ามารถเคลือ่ นท่ผี ่านไปได้
รูปภาพ เปรียบเทียบของคลนื่ เสียง
แหลง่ ทมี่ า : https://www.imagineering.co.th
คู่มอื การจดั กิจกรรมการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน” หนา้ | 17
ใบกจิ กรรมสำหรับผ้จู ัดกจิ กรรม
เรื่อง เสยี งและการเกดิ เสยี ง
คำชี้แจง ให้ผจู้ ัดกจิ กรรมดำเนินการ ดงั นี้
1. อธิบายและสาธติ การทดลอง เร่ือง “การปฏบิ ตั ิการทดลองการเกดิ เสียง” ตามใบกิจกรรม
สำหรบั ผู้จัดกจิ กรรม เรื่อง “การปฏิบตั ิการทดลองการเกดิ เสียง” พรอ้ มทั้งใหผ้ ู้รบั บรกิ ารร่วมปฏบิ ัติใน
การสาธติ ของผู้จัดกิจกรรมด้วย ท้ังน้เี ปิดโอกาสให้ผูร้ บั บริการไดแ้ ลกเปลย่ี นเรยี นรู้ โดยให้ผู้รับบริการ
ตั้งประเดน็ ข้อสงสยั หรือสิ่งทีต่ อ้ งการเรยี นรู้ในกระบวนการของการสาธิต และเชื่อมโยงสู่การนำไปใช้
ในชวี ิตจริงของผรู้ ับบรกิ ารตอ่ ไป
2. แบ่งผู้รับบริการออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 5 - 6 คน ให้ผู้รับบริการแต่ละกลุ่มลงมือปฏิบัติจริง
โดยผู้รับบริการแตล่ ะกลุ่มวางแผนและดำเนนิ การเกี่ยวกับการทดลอง เรื่อง “การปฏิบัติการทดลอง
การเกดิ เสียง” ตามใบกิจกรรมของผูร้ บั บริการ เรื่อง “การปฏิบตั ิการทดลองการเกิดเสียง”
ท้งั นี้ ผู้จดั กจิ กรรมเตรียมวสั ดุ อุปกรณใ์ หก้ ับผ้รู ับบริการในการทดลอง เรอื่ ง “การปฏิบัติการ
ทดลองการเกิดเสียง” ตามใบกิจกรรมสำหรับผู้จัดกิจกรรม เรื่อง “การปฏิบัติการทดลองการเกิด
เสียง”
3. ให้ผู้รับบริการแต่ละกลุ่มตามข้อ 2 ปฏิบัติกิจกรรมตามใบกิจกรรม เรื่อง “การปฏิบัตกิ าร
ทดลองการเกดิ เสียง”
ทง้ั นี้ ผู้จัดกิจกรรมจะต้องกำกับการปฏบิ ัติกิจกรรมของผ้รู บั บรกิ ารจนกิจกรรมแลว้ เสร็จ ตาม
ใบกิจกรรมสำหรับผู้จัดกิจกรรม เรื่อง “การปฏบิ ตั กิ ารทดลองการเกิดเสยี ง”
4. ให้ผู้รับบริการแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทดลอง เรื่อง “การปฏิบัติการทดลองการเกิด
เสยี ง” ตามใบกจิ กรรมของผู้รับบรกิ าร เรอื่ ง “การปฏบิ ัตกิ ารทดลองการเกิดเสียง”
5. ผจู้ ัดกจิ กรรมและผู้รบั บริการอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นรูร้ ่วมกัน
ค่มู อื การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน” หนา้ | 18
การนำเสนอผลการทดลอง
เรอื่ ง เสยี งและการเกิดเสยี ง
ชอื่ กลมุ่
โรงเรยี น/สถานศึกษา/หน่วยงาน จงั หวดั
1. ช่อื -สกลุ
2. ช่อื -สกุล
3. ชื่อ-สกลุ
4. ชอ่ื -สกลุ
5. ชือ่ -สกลุ
6. ชอ่ื -สกุล
คู่มอื การจดั กจิ กรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน” หนา้ | 19
การอธบิ ายและสาธิตการทดลอง
เร่อื ง เสียงและการเกดิ เสยี ง
คำชี้แจง ให้ผู้รับบริการปฏิบัติการทดลอง บันทึกผลการทดลอง และสรุปผลการทดลองตามท่ี
กำหนด ดังรายการตอ่ ไปนี้
1. อุปกรณใ์ นการทำการทดลอง
1. เครอ่ื งเล่นทางวิทยาศาสตร์ท่อเสยี ง
2. ไม้ยางสำหรบั ตที อ่ เสยี ง
2. วิธกี ารทดลอง
ใหผ้ รู้ ับบรกิ ารแต่ละกลมุ่ ตที อ่ เสยี งแต่ละท่อ และสกั เกตผุ ลว่าเสยี งทีไ่ ด้ยินเป็นเสียงโน้ตดนตรี
ตัวใดบ้าง บันทกึ ลงตารางการทดลอง
3. ผลการทดลอง
ตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง
การทดลองตีท่อเสยี ง การเปล่ยี นแปลง
หมายเลข 1 เสียงที่ได้คือเสยี งตวั โนต้ ดนตรีเสยี ง โด่
หมายเลข 2 เสยี งทไ่ี ดค้ ือเสยี งตวั โน้ตดนตรีเสยี ง เร
หมายเลข 3 เสียงทไ่ี ด้คอื เสียงตวั โนต้ ดนตรเี สียง มี
หมายเลข 4 เสียงท่ไี ดค้ อื เสียงตวั โนต้ ดนตรีเสียง ฟา
หมายเลข 5 เสยี งทีไ่ ดค้ ือเสียงตวั โน้ตดนตรีเสียง ซอล
หมายเลข 6 เสยี งทไ่ี ด้คือเสยี งตวั โนต้ ดนตรเี สียง ลา
หมายเลข 7 เสียงท่ีได้คอื เสยี งตวั โนต้ ดนตรีเสียง ที
หมายเลข 8 เสียงท่ไี ด้คอื เสยี งตวั โน้ตดนตรเี สียง โด
สรุปผลการทดลอง…………………………………………..………………………...
………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………...
คมู่ ือการจดั กิจกรรมการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตร์พื้นฐาน” หนา้ | 20
4. สรุปผลการทดลอง
แนวคำตอบ จากการทดลองพบวา่ เสียงเกดิ ขึ้นเกิดจากการสันสะเทอื นเมื่อเรานำอุปกรณ์ไป
ตที อ่ เสยี งทำใหท้ อ่ เสียงเกิดการส่ันสะเทอื นซงึ่ ผ่านตัวกลางทีเ่ ปน็ อากาศจงึ ทำให้เราไดย้ ินเสยี ง เหตุผล
ที่ท่อเสียงแต่ละท่อมีเสียงที่แตกต่างกัน เพราะเกิดจากคลื่นความถ่ีของเสียงที่ไม่เท่ากนั และเกิดข้ึน
จากท่อเสียงแต่ละท่อมีความยาวไม่เท่ากันจงึ ทำใหเ้ สียงท่ีออกมามเี สยี งต่างกัน
คูม่ อื การจัดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงิ่ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” หน้า | 21
คำถามทา้ ยการทดลอง
1. การเกดิ เสยี งสงู เสียงตำ่ ข้ึนอยกู่ ับปจั จยั ใด
แนวคำตอบ ขน้ึ อย่กู ับคลืน่ ความถ่ีของการเกดิ เสียง
2. องคป์ ระกอบในการไดย้ นิ เสียงมอี ะไรบ้าง
แนวคำตอบ 1. ตัวกลาง 2. แหล่งกำเนิดเสียง 3.อวัยวะรับเสียง
3. หนว่ ยทใ่ี ช้วดั ความดังของเสียง มีช่อื เรียกว่าอะไร
แนวคำตอบ เดซิเบล
4. การทีเ่ ราไดย้ ินเสยี งดงั หรอื เสียงเบาขน้ึ อยกู่ บั ปัจจัยใดบ้าง
แนวคำตอบ ปัจจัยที่ทำให้เราได้ยินเสียงดังหรือเสียงเบา คือ ระยะทางจากแหล่งกำเนิด
เสยี ง ถงึ หูถา้ ระยะทางใกลๆ้ จะไดย้ นิ เสียงดงั มาก และจะไดย้ นิ เสยี งคอ่ ยๆ
ลงไปเมื่อระยะห่างออกไปเรอ่ื ย ๆ ตามลำดับความแรงในการส่นั สะเทือนของ
วัตถุแหล่งกำเนิดเสียงถ้าแหล่งกำเนิดเสยี ง สั่นด้วยความรุนแรง จะทำให้เกิด
เสียงดัง แต่ถ้าแหล่งกำเนิดเสียงสั่นเบาๆ ก็จะทำให้เกิดเสียงสั่นค่อยลง
ตามลำดบั ชนดิ ของตัวกลาง
5. เราจะไมไ่ ดย้ ินเสยี งอะไรเลยเม่ือเราอย่ทู ี่ใด
แนวคำตอบ เมือ่ เราอยู่ในห้องที่ไม่มีอากาศ
คมู่ ือการจดั กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน” หนา้ | 22
ใบกิจกรรมสำหรับผรู้ บั บรกิ าร
เรอื่ ง เสยี งและการเกิดเสียง
คำชีแ้ จง ใหผ้ ู้รบั บริการดำเนินการ ดงั น้ี
1. ผู้รับบริการร่วมปฏิบัติในการสาธิตการทดลอง เรื่อง “การปฏิบัติการทดลองเรื่องเสียง
และการเกิดเสียง
2. แบ่งผู้รบั บริการออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 5 - 6 คน ให้ผรู้ ับบรกิ ารแตล่ ะกลุม่ ลงมือปฏิบัติจริง
โดยผู้รับบริการแต่ละกลุ่มวางแผนและดำเนนิ การเกี่ยวกับการทดลอง เรื่อง “การปฏิบัติการทดลอง
เรอ่ื งเสยี งและการเกิดเสยี ง”
3. ให้ผู้รับบริการแต่ละกลุ่มตามข้อ 2 ปฏิบัติกิจกรรมตามใบกิจกรรม เรื่อง “การ
ปฏิบัติการทดลองเร่อื งเสียงและการเกิดเสียง”
4. ใหผ้ ้รู บั บริการแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทดลอง เรื่อง “การปฏิบัตกิ ารทดลองเรื่องเสียง
และการเกดิ เสยี ง”
5. ให้ผู้รับบรกิ ารแตล่ ะกลุ่มตอบคำถามท้ายการทดลอง
6. ผู้จดั กิจกรรมและผรู้ บั บริการอภิปรายและสรุปผลการเรยี นรู้ร่วมกัน
ค่มู อื การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน” หนา้ | 23
การนำเสนอผลการทดลอง
เรอื่ ง เสยี งและการเกิดเสยี ง
ชอื่ กลมุ่
โรงเรยี น/สถานศึกษา/หน่วยงาน จงั หวดั
1. ช่อื -สกลุ
2. ช่อื -สกุล
3. ชื่อ-สกลุ
4. ชอ่ื -สกลุ
5. ชือ่ -สกลุ
6. ชอ่ื -สกุล
คูม่ ือการจดั กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน” หนา้ | 24
การทดลอง เรอ่ื ง การปฏบิ ตั ิการทดลองเร่ือง “เสยี งและการเกดิ เสยี ง”
คำชแี้ จง ให้ผู้รบั บรกิ ารปฏบิ ตั กิ ารทดลอง บนั ทกึ ผลการทดลอง และสรุปผลการทดลอง
ตามท่ีกำหนด ดังรายการตอ่ ไปนี้
1. อปุ กรณใ์ นการทำการทดลอง
1. เคร่ืองเลน่ ทางวิทยาศาสตร์ท่อเสียง
2. ไม้ยางสำหรบั ตที ่อเสยี ง
2. วิธีการทดลอง
ให้ผูร้ ับบรกิ ารแต่ละกลุ่มตีท่อเสียงแตล่ ะทอ่ และสังเกตผลวา่ เสียงท่ีได้ยนิ เปน็ เสียงโน้ตดนตรี
ตัวใดบ้าง บนั ทึกลงตารางการทดลอง
3. ผลการทดลอง
ตารางบนั ทึกผลการทดลอง
การทดลอง การเปลยี่ นแปลง
สรปุ ผลการทดลอง…………………………………………..………………………...
………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………...
คมู่ ือการจดั กิจกรรมการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน” หน้า | 25
4. สรุปผลการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คมู่ อื การจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน” หน้า | 26
คำถามทา้ ยการทดลอง
1. การเกิดเสยี งสูง เสยี งตำ่ ขนึ้ อยูก่ บั ปัจจัยใด
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. องค์ประกอบในการไดย้ ินเสียงมีอะไรบ้าง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. หนว่ ยที่ใช้วัดความดงั ของเสียงมชี ่อื เรยี กว่าอะไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. การท่ีเราไดย้ ินเสียงดงั หรือเสียงเบาข้นึ อยกู่ บั ปัจจยั ใดบา้ ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
5. เราจะไม่ไดย้ ินเสยี งอะไรเลยเมื่อเราอยู่ที่ใด
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
คู่มอื การจัดกิจกรรมการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” หน้า | 27
แบบทดสอบหลังเรยี น
เรอื่ ง เสียงและการเกดิ เสยี ง
คำชแ้ี จง แบบทดสอบหลังเรียนเปน็ แบบปรนัย มีจำนวน 10 ข้อ
คำสง่ั จงทำเครอ่ื งหมายกากบาท () หน้าข้อทถ่ี ูกตอ้ งท่ีสดุ
1. ปัจจยั ท่ที ำใหเ้ ราไดย้ ินเสยี งเปน็ อนั ดับแรก คอื ขอ้ ใด
1. ตวั กลาง
2. ระยะทาง
3. แหลง่ กำเนิดเสยี ง
4. ความถีแ่ ละระยะทาง
2. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ งเก่ียวกับเร่อื งของเสยี ง
ก. เสียงเป็นสสาร
ข. เสยี งเป็นพลังงาน
ค. เสยี งเดินทางผา่ นสญุ ญากาศได้
ง. หน่วยความถ่ีของเสียงคือเดซเิ บล
3. การเกดิ เสยี งดงั เสียงคอ่ ยข้ึนอยู่กับปจั จัยในข้อใด
ก. ความถขี่ องเสียง
ข. ตัวกลางของเสยี ง
ค. พลังงานทีท่ ำให้เกดิ เสยี ง
ง. ชนดิ ของแหลง่ กำเนิดเสียง
4. ระดับชว่ งความถ่ที ่ีมนุษย์ได้ยนิ เสียงข้อใดถกู ต้อง
ก. 0 - 10,000 เฮิรต์
ข. 15 - 15,000 เฮริ ต์
ค. 20 - 20,000 เฮริ ต์
ง. 25 - 25,000 เฮิรต์
5. ขอ้ ใดกลา่ ววความหมายของคลนื่ เสียงได้ถูกต้อง
ก. แหล่งที่มาของเสยี ง
ข. ความถข่ี องแหลง่ กำเนดิ เสยี ง
ค. ระยะทางจากแหลง่ กำเนิดเสยี งกับหู
ง. คล่นื เสยี งเกิดจากการส่นั สะเทอื นของวัตถุ
คู่มือการจัดกิจกรรมการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน” หนา้ | 28
6. หนว่ ยที่ใชว้ ดั ความดงั ของเสยี งเรยี กวา่ อะไร
ก. เบล
ข. มัค
ค. นอต
ง. เดซิเบล
7. ความเข้มของเสียงต้ังแต่ระดับเทา่ ไรที่เปน็ อันตราต่อการไดย้ นิ
ก. 50 เดซเิ บล
ข. 75 เดซเิ บล
ค. 85 เดซิเบล
ง. 100 เดซิเบล
8. เราจะไม่ไดย้ ินเสียงอะไรเลยเม่ือเราอยูท่ ใี่ ด
ก. เมอ่ื เราอยใู่ นถำ้ ลกึ
ข. เมอ่ื เราดำลงไปนำ้ ลึก
ค. เม่ือเราอยู่บนยอดเขาสงู
ง. เมือ่ เราอยูใ่ นห้องท่ไี ม่มอี ากาศเลย
9. ชว่ งระดบั ความถ่ีที่มนษุ ยส์ ามารถรับเสยี งได้ดีทส่ี ดุ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. 1000 ถงึ 6000 เฮิร์ต
ข. 2000 ถงึ 5000 เฮิรต์
ค. 3000 ถงึ 4000 เฮริ ์ต
ง. 4000 ถึง 7000 เฮิร์ต
10. การเกิดเสียงท้มุ เสยี งแหลมข้ึนอย่กู บั สิ่งใด ขอ้ ใดถูกต้อง
ก. ความสงู ของคล่นื เสยี ง
ข. ความเรว็ ของคลน่ื เสยี ง
ค. ความถ่ีของคลื่นเสียง
ง. ชนดิ ของตัวกลางเสียง
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน
1. ก 2. ข 3. ค 4. ค 5. ง 6. ง 7. ค 8. ง 9. ก 10. ค
ค่มู อื การจดั กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสง่ิ แวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน” หนา้ | 29
PowerPoint สำหรับผูจ้ ัดกจิ กรรม
การสรุปผลการเรียนรู้ เร่อื ง เสยี งและการเกดิ เสยี ง
ค่มู อื การจดั กิจกรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” หนา้ | 30
คมู่ ือการจดั กิจกรรมการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดล้อม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตร์พืน้ ฐาน” หนา้ | 31
บทสรุปประกอบ PowerPoint สำหรบั ผู้จดั กจิ กรรม
เรื่อง เสียงและการเกดิ เสยี ง
จากวตั ถปุ ระสงค์ที่กำหนดตามแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ จำนวน 4 ขอ้ สรปุ ได้ดังน้ี
1. ความหมายของเสียง
เสียง หมายถึง การถ่ายทอดพลังงานจากการส่ันสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียงผา่ นโมเลกลุ
ของตวั กลางไปยงั ผรู้ ับ โดยทีห่ ูของเราน้นั สามารถรบั รู้ถึงการสนั่ สะเทอื นของโมเลกุลเหล่านีไ้ ด้ และได้
ทำการแปลผลลพั ธอ์ อกมาในรปู ของเสียงต่าง ๆ
2. ลกั ษณะการเกิดเสยี ง
เสียงเกิดจากคลื่นเสียง คือ คลื่นกลตามยาวที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ หรือ
“แหลง่ กำเนิดเสยี ง” ซึง่ ต้องอาศัยตวั กลางในการเคล่ือนที่ คลื่นเสยี งสามารถเคลื่อนท่ีผ่านตัวกลางได้
ทุกสถานะไมว่ ่าจะเปน็ วัตถุของแขง็ ของเหลว หรือกา๊ ซ คลนื่ เสียงนั้นมีคณุ สมบัติเช่นเดียวกบั คลน่ื อ่ืนๆ
เช่น แอมพลิจดู ความเร็ว หรือ ความถ่ี
3. การเคลื่อนท่ขี องเสียง
เมื่อวัตถุเกิดการเคลื่อนที่หรือถูกกระทำด้วยแรงจากภายนอก ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของ
โมเลกุลภายในวัตถุนั้น ซึ่งส่งผลไปยังอนุภาคของอากาศหรือตัวกลางที่อยู่บริเวณโดยรอบกอ่ ให้เกิด
การรบกวนหรือการถ่ายโอนพลังงาน ผ่านการสั่นและการกระทบกันเป็นวงกว้างทำให้อนุภาคของ
อากาศเกิด “การบีบอดั ” เมอื่ เคลอ่ื นท่กี ระทบกนั และ “การยืดขยาย” เมื่อเคล่อื นทก่ี ลับตำแหน่งเดิม
ดังนั้น คลื่นเสียง จึงเรียกว่า “คลื่นความดัน” เพราะอาศัยการผลักดันกันของโมเลกุลในตัวกลางใน
การเคลือ่ นที่
4. สรุปการทดลอง
จากการทดลองพบว่า เสียงเกดิ ขึน้ เกดิ จากการสันสะเทือนเมื่อเรานำไมย้ างไปตที ่อเสียงทำให้
ท่อเสียงเกิดการสั่นสะเทือนจึงทำให้เราได้ยินเสียงเหตุผลที่ท่อเสียงแต่ละท่อมีเสียงที่แตกต่างกัน
เพราะเกิดจากคลน่ื ความถขี่ องเสียงที่ไม่เทา่ กันซ่งึ เกดิ ขนึ้ จากทอ่ เสียงแต่ละท่อมีความยาวไม่เท่ากันจึง
ทำใหเ้ สียงทอี่ อกมามเี สียงตา่ งกัน
คูม่ อื การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน” หนา้ | 32
แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของผู้รับบริการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ฐานการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน เรอื่ ง เสยี งและการเกดิ เสยี ง
คำชแี้ จง กรณุ าตอบแบบสอบถามโดยทำเคร่ืองหมาย () หรอื เตมิ ขอ้ ความ ในชอ่ งวา่ งตามความ
เป็นจรงิ เพอ่ื ใช้เป็นขอ้ มลู ในการพัฒนาและปรบั ปรุงการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ตอนที่ 1 ขอ้ มูลทวั่ ไป
1. เพศ ชาย หญิง
2. อายุ ต่ำกวา่ 11 ปี 11 - 20 ปี 21 - 30 ปี
31 – 40 41-50 ปี 50 ปี ขึ้นไป
3. ประเภทผู้รบั บริการ
นกั เรียน/นักศกึ ษาในระบบ นักศกึ ษานอกระบบ
ประชาชนทว่ั ไป อนื่ ๆ……………………
4. ระดบั การศึกษา
ประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนตน้
มธั ยมศึกษาตอนปลาย อาชวี ศกึ ษา
ปริญาตรี สงู กว่าปริญาตรี
ตอนที่ 2 ระดับความพึงพอใจท่ีมตี ่อกจิ กรรมการเรยี นรแู้ ละการใหบ้ รกิ าร
รายการ มากที่สดุ ระดบั ความพงึ พอใจ น้อย
(5) ทส่ี ุด
มาก ปาน นอ้ ย
(4) กลาง (2) (1)
(3)
ดา้ นความร้คู วามเข้าใจ
1. ความรคู้ วามเข้าใจในเรื่องน้ี กอ่ น การจดั กิจกรรม
2. ความรู้ความเข้าใจในเร่อื งน้ี หลงั การจดั กิจกรรม
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. รปู แบบ/กระบวนการจดั กจิ กรรม
2. กจิ กรรมท่จี ัดเหมาะสมกับผู้รับบริการ
3. สาระความร้ทู ่ไี ด้รับ
4. สื่อการเรียนร/ู้ แหลง่ เรยี นรู้
5. การมีสว่ นรว่ มของผูร้ ับบริการ
6. ระยะเวลาในการจดั กจิ กรรม
7. ผ้รู ับบริการสามารถนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ดา้ นการให้บรกิ ารและผจู้ ัดกิจกรรม
คู่มอื การจดั กจิ กรรมการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน” หนา้ | 33
รายการ มากทสี่ ุด ระดบั ความพึงพอใจ น้อย
(5) ที่สดุ
มาก ปาน นอ้ ย
(4) กลาง (2) (1)
(3)
8. การจัดบรรยากาศเอ้ือตอ่ การเรียนรู้
9. การให้บริการของเจ้าหน้าท่ี
10. การบรรยายและการตอบคำถามที่ชัดเจน
ของผจู้ ัดกิจกรรม
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ขอขอบคุณสำหรับความรว่ มมอื ในการตอบประเมินความพงึ พอใจ
ศนู ยว์ ิทยาศาสตร์เพอื่ การศึกษาพระนครศรีอยธุ ยา
คมู่ อื การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิง่ แวดลอ้ ม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน” หนา้ | 34
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรขู้ องผรู้ ับบรกิ าร
ชอ่ื โครงการ/กจิ กรรม
ชื่อโรงเรยี น/สถานศกึ ษา
ชอ่ื หวั หน้าโครงการ/กจิ กรรม
คำชแ้ี จง ให้ผปู้ ระเมนิ ทำเคร่ืองหมาย / ลงในช่องระดับพฤติกรรมของผ้รู ับบรกิ าร โดยมีเกณฑ์ระดบั
คุณภาพ การประเมินดังนี้
5 มพี ฤติกรรมการเรียนรู้ มากทส่ี ุด 4 มพี ฤตกิ รรมการเรยี นรู้ มาก
3 มีพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ ปานกลาง 2 มพี ฤติกรรมการเรียนรู้ น้อย
1 มพี ฤตกิ รรมการเรยี นรู้ น้อยทส่ี ดุ
เกณฑ์การพจิ ารณาระดบั คุณภาพ
คะแนนเฉล่ยี รอ้ ยละ 0 - 50 ระดบั คณุ ภาพ ปรับปรงุ
พอใช้
คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 50 -69 ระดับคณุ ภาพ ดี
ดมี าก
คะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ 70 -79 ระดบั คุณภาพ ดเี ยีย่ ม
คะแนนเฉล่ยี ร้อยละ 80 – 89 ระดบั คุณภาพ
คะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ 90 - 100 ระดับคุณภาพ
พฤตกิ รรมการเรยี นรู้ ระดับพฤตกิ รรม
54321
1. ความตั้งใจในการทำงาน
2. ความรบั ผิดชอบ
3. ความกระตือรือร้น
4. การตรงต่อเวลา
5. ผลสำเร็จของงาน
6. การทำงานร่วมกับผอู้ นื่
7. มคี วามคิดรเิ ริ่มสร้างสรรค์
8. การมสี ่วนรว่ มในการวางแผนการทำงานเป็นกลุม่
9. การมีสว่ นร่วมในการแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม
10. การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปญั หาในกล่มุ
ลงช่อื ......................................................................ผู้ประเมิน
……............../.............................../.....................
คมู่ อื การจดั กจิ กรรมการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม ฐานการเรียนรู้ “วิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน” หน้า | 35
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 2
เรอื่ ง แสงสะทอ้ นจากเงาของกระจก
แนวคิด เวลา 2 ชั่วโมง
แสงสะท้อนจากเงาของกระจก เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการเกิดภาพบนกระจกเว้า
และกระจกนูนซึ่งเป็นกระจกที่รังสีตกกระทบและรังสีสะท้อนอยู่คนละด้านกระจกเว้าเป็นกระจก
รวมแสงและกระจกนูนเป็นกระจกกระจายแสงนอกจากนี้ผู้รับบริการได้ฝึกปฏิบัติการทดลอง เรื่อง
การเกิดภาพบนกระจกเว้าและกระจกนูน ดังน้ัน กิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง การเกิดภาพบนกระจกเวา้
และกระจกนูน ผู้รับบริการสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงเกี่ยวกับการเลือกใช้
สนิ ค้า และผลติ ภณั ฑ์ทที่ ำมาจากกระจกเวา้ และกระจกนูน
วัตถุประสงค์
1. อธิบายความหมาย และความสำคัญของกระจกเวา้ และกระจกนนู
2. อธิบายลกั ษณะการเกิดภาพบนกระจกเว้าและกระจกนูน
3. อธิบายคณุ สมบตั ขิ องกระจกเว้าและกระจกนูน
4. ปฏิบัตกิ ารทดลอง เรื่อง การเกิดภาพบนกระจกเวา้ และกระจกนนู
เนือ้ หา
1. ความหมาย และความสำคัญของกระจกเว้าและกระจกนนู
2. คุณสมบตั ขิ องกระจกเวา้ และกระจกนูน
3. ลักษณะการเกดิ ภาพบนกระจกเว้าและกระจกนูน
4. การปฏิบตั ิการทดลอง เรอื่ ง การเกิดภาพบนกระจกเวา้ และกระจกนูน
คู่มอื การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน” หน้า | 36
ขัน้ ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
ข้นั ตอนที่ 1 จุดประกายการเรยี นรู้ (Inspiration : I)
1. ผู้จัดกิจกรรมทักทายผู้รับบริการพร้อมทั้งแนะนำตนเองและฐานการเรียนรู้ เรื่อง
“วิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน” ซง่ึ กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีผรู้ ับบรกิ ารจะต้องเรียนรรู้ ว่ มกันในครัง้ นี้ คอื กิจกรรม
การเรยี นรู้ เรอื่ ง “แสงสะทอ้ นจากเงาของกระจก”
2. ผู้จัดกิจกรรมชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง “แสงสะท้อนจาก
เงาของกระจก” ซึ่งมจี ำนวน 4 ขอ้ ดงั น้ี
(1) อธิบายความหมาย และความสำคัญของกระจกเว้าและกระจกนนู
(2) อธบิ ายลกั ษณะการเกดิ ภาพบนกระจกเวา้ และกระจกนูน
(3) อธบิ ายคุณสมบัติของกระจกเวา้ และกระจกนนู
(4) ปฏบิ ตั ิการทดลอง เรอื่ ง การเกิดภาพบนกระจกเวา้ และกระจกนูน
3. ให้ผู้รับบริการทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง “แสงสะท้อนจากเงาของกระจก”
จำนวน 10 ขอ้ โดยใช้เวลา 10 นาที
4. ผจู้ ัดกิจกรรมแจกใบความรู้สำหรบั ผรู้ ับบรกิ าร เร่อื ง “แสงสะท้อนจากเงาของกระจก”
เพ่อื ใช้ประกอบการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “แสงสะท้อนจากเงาของกระจก”
5. ผู้จัดกิจกรรมชวนคิดชวนคุยเกี่ยวกับประสบการณ์เดิมของผู้รับบริการในเรื่องที่จะ
เรยี นรู้ ตามกจิ กรรมการเรยี นรนู้ ้ี โดยผู้จดั กจิ กรรมสุม่ ผู้รับบริการตามความสมคั รใจ จำนวน 3 - 4 คน
ให้ตอบคำถาม จำนวน 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 “ท่านทราบหรือไม่วา่ กระจกโคง้ มกี ีช่ นิด อะไรบ้าง”
แนวคำตอบ มี 2 ชนิด ไดแ้ ก่ ชนดิ ของกระจกเวา้ และกระจกนูน
ประเด็นที่ 2 “ทา่ นทราบหรือไมว่ า่ กระจกเวา้ มคี ุณสมบัตอิ ย่างไร”
แนวคำตอบ กระจกเว้า มีคุณสมบัติสามารถช่วยในการรวมแสงและสามารถนำมาใช้
ประโยชน์ในการประกอบกับกล้องจุลทรรศน์ช่วยให้เรามองเห็นในสิ่งท่ี
เล็ก ๆ ท่ไี ม่สามารถมองเหน็ ได้ด้วยตาเปล่า เช่น จุลินทรยี ์ เซลลเ์ ม็ดเลอื ด
ประเดน็ ท่ี 3 “ท่านทราบหรอื ไมว่ ่า กระจกนูนมคี ุณสมบตั ิอย่างไร”
แนวคำตอบ กระจกนูนมีคุณสมบัติช่วยในการกระจายแสง และสามารถนำมาใช้
ประโยชน์โดยติดรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เพือ่ ดูรถจากทางด้านหลังเพ่ือให้
สามารถมองเห็นภาพ ไดช้ ัดเจนมากยิ่งข้ึน และยังสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์
ในการประกอบการทำกล้องโทรทัศน์เพื่อส่องดูดาวและยังสามารถนำไป
ประกอบในการทำจานดาวเทียม เพือ่ รับสัญญาณจากโทรทศั น์
คมู่ ือการจัดกิจกรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดล้อม ฐานการเรยี นรู้ “วิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน” หนา้ | 37
หลังจากน้ัน ผ้จู ัดกิจกรรมเปิดคลิปวดี ีโอให้ผู้รับบริการชม เรอ่ื ง การสะท้อนแสงบนกระจกนูน
จาก https://www.youtube.com/watch?v=S4bACDIsCMo เวลา 5.49 นาที โดยผู้จัดกิจกรรม
สุม่ ผรู้ ับบริการตามความสมคั รใจ จำนวน 3 - 4 คน ใหต้ อบคำถามจำนวน 2 ประเด็น ดงั น้ี
ประเดน็ ที่ 1 “ทา่ นไดเ้ รยี นรอู้ ะไรบ้าง จากคลิปวดี ีโอนี”้
แนวคำตอบ การเกดิ ภาพบนกระจกเวา้ และกระจกนนู แตกต่างกนั เพราะอะไร
และ สามารถนำไปใชป้ ระโยชนอ์ ย่างไรไดบ้ า้ ง
ประเดน็ ท่ี 2 “ทา่ นทราบหรือไมว่ า่ กระจกเวา้ และกระจกนูน ทำไมภาพทเี่ หน็
ออกมาจึงแตกต่างกัน”
แนวคำตอบ แสงทต่ี กกระทบบนผวิ กระจกไม่เท่ากนั จึงทำใหภ้ าพทเ่ี ห็น
สะท้อนออกมาแตกต่างกัน
6. ผ้จู ัดกิจกรรมให้ผรู้ บั บริการอภปิ รายและสรุปผลการเรยี นรูร้ ่วมกัน
ขนั้ ตอนท่ี 2 การปฏบิ ัตแิ ละประยุกตใ์ ช้ (Implementation : I)
ผู้จัดกิจกรรมเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในขั้นตอนที่ 1 ในการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ
และการประยกุ ตใ์ ช้ โดยผจู้ ดั กิจกรรมเปดิ คลิปวิดโี อจำนวน 2 เร่ือง ได้แก่
คลิปวดี ีโอ 1 เรื่องท่ี “การสะท้อนของแสงบนกระจกเว้า”
จาก https://www.youtube.com/watch?v=Sw8G5p6fHOo เวลา 5.49 นาที
คลปิ วดี ีโอ 2 เรื่องที่ “การสะท้อนแสงบนกระจกนนู ”
จากhttps://www.youtube.com/watch?v=w_ เวลา 5.20 นาที
หลังจากนัน้ ผูจ้ ัดกจิ กรรม ดำเนนิ การ ดงั นี้
1 ผู้จัดกิจกรรมบรรยายเนื้อหาตามใบความรูส้ ำหรับผู้จัดกิจกรรม เรื่อง“แสงสะทอ้ นจาก
เงาของกระจก” เพื่อใช้สำหรับประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง “การเกิดภาพบนกระจกเว้า และ
กระจกนนู ”
ในส่วนของผู้รับบริการใหศ้ ึกษาใบความรู้สำหรับผู้รบั บริการ ประกอบการบรรยายของผู้จัดกิจกรรม
ตามใบความรสู้ ำหรบั ผู้รับบริการ เร่อื ง “การสะทอ้ นของแสงและการเกดิ ภาพ”
2 ผู้จดั กจิ กรรมอธิบายและสาธติ การทดลอง เร่ือง “การปฏบิ ตั ิการทดลองแสงสะท้อนจาก
เงาของกระจก” ตามใบกิจกรรมสำหรับผู้จดั กิจกรรม เรื่อง “การปฏบิ ัตกิ ารทดลองแสงสะท้อน จาก
เงาของกระจก” พรอ้ มท้งั ให้ผู้รบั บริการรว่ มปฏบิ ัตใิ นการสาธิตของผู้จัดกิจกรรมด้วย ทงั้ นี้ เปิดโอกาส
ให้ผรู้ บั บริการได้แลกเปล่ียนเรยี นรู้ โดยใหผ้ ู้รับบริการต้งั ประเดน็ ข้อสงสัย หรอื ส่ิงที่ต้องการเรียนรู้ใน
กระบวนการของการสาธติ และเช่ือมโยงสกู่ ารนำไปใชใ้ นชีวิตจรงิ ของผูร้ บั บรกิ ารต่อไป
3. แบง่ ผรู้ บั บริการออกเป็นกล่มุ ๆ ละ 5 - 6 คน ใหผ้ ้รู บั บริการแตล่ ะกลุ่มลงมอื ปฏบิ ัติจริง
โดยผ้รู บั บริการแตล่ ะกลุม่ วางแผน และดำเนนิ การเกีย่ วกับการทดลอง เรอ่ื ง “การปฏิบัติการ ทดลอง
แสงสะท้อนจากเงาของกระจก” ตามใบกิจกรรมของผู้รับบริการ เรื่อง “การปฏิบัติการทดลองแสง
สะทอ้ นจากเงาของกระจก”