จิตวิทยา
สำหรับครู
นางสาวดาราพร ปานเฉวง
6406910031
a
คำนำ
หนังสือ E-book เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาจิตวิทยาสำหรับครู โดยมีจุด
ตป่รางะสๆงทีค่เ์ป็เนพื่ปอรกะาโรยศชึกน์ษมาาคใสว่ไาว้มทรัู้้งที่นไีด้ ้ใจนากE-เรbื่อooจิkตนวีิ้ทมียเนืา้ อผูห้จาัดปทรำะกไอด้บรวด้บวรยวคมวขา้อมมรูู้เลกี่ยว
กับจิตวิทยาทั้งหมด
แนวทผูา้จงัดกทาำรศตึ้กอษงาขอหขวังอวบ่าคุEณ-bอoาoจkารเลย่์มเขนีม้จินะใตห์้ธคาวราามกรูร้ ณแ์ลบะัเวป็เนพ็ปชรระโผูย้ใชห้นค์แวกา่มผู้รอู้่แาลนะ
ทุก ๆ ท่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้และขออภัยไว้ ณ ที่
นี้ด้วย
นางสาวดาราพร ปานเฉวง
ผู้จัดทำ
สารบัญ หน้ า
เรื่อง a
คำนำ b
บทนำ 1-4
5-9
บทที่1การพัฒนาการของมนุษย์ 10-12
บทที่2พฤติกรรมของมนุษย์ 13-18
บทที่3การเรียนรู้ 19-21
บทที่4ปั จจัยที่มีผลต่อการพฤติกรรม 22-26
บทที่5ความจำของมนุษย์ 27-31
บทที่6ความคิดเเละเชาวน์ปั ญญา 32-45
บทที่7การรับรู้ 46-48
บทที่8จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ 49-52
บทที่9การจัดการการเรียนสำหรับเด็กปกติ 53-58
บทที่10การจัดการเรียนสำหรับเด็กพิเศษ 59-61
บทที่11เเรงจูงใจ 62-65
บทที่12การเเนะเเนว 66-68
บทที่13การให้คำปรึกษา 69-72
บทที่14การศึกษาเป็ นรายกรณี 73
บทที่15การสร้างเเรงบันดาลใจ 74
สรุป
บรรณานุกรม
b
บทนำ
กพจกคิิตาจวฤจิรากวตติปมิทรวกริครยทิระมดายยรุศท,มกีาึ่แกเต,กล์คษิแืใดะชอลาพ้ขเคึะ้ชศฤนร่วูนาปตใาิคสมแกกตรบรราูอ้รกรรบ์ับทรมีบคั่ควบก่วขาิรราูจัดอ้วม้ก(วง,กสรรยมัรมระกนะบมุพบาษับใรวนนยกศน์ธึดด์าก้ก้รราวษะานศยหรึาตกกรวเ่ั่กาบษารี่งงยะขา้บบ,วอๆุกวคกมัขนูาคบลรอกลจขจิง้าตอาจรมิงใงทตนจงุมาวษาิ(วนทกนิุยทษ์ยรเทยปีะยา่็เ์บายนก)ัศ,ิวงตดอ้นามนขสาีึก้คร)นตามวแใรรนา์ณลขมเ์ชะอนีื,ยหว้ังิอบตงมุจหคริาปตาลยวริท)มีกร,ะ่นจวกถภัึำกมรงาวพไะักนปบา,ถวร(ึเนงใชช่้น
ความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะ
ศึกษาทำความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัว
บุคคลและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาขั้นตอนของระบบ
ประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุมและแสดงออกของพฤติกรรม
จิตวิทยาก็มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเพื่อใช้ในการศึกษาเช่นเดียวกับศาสตร์อื่น ๆ
คำศัพท์บางส่วนประกอบด้วยคำศัพท์ที่คนทั่วไปใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นคำศัพท์
ทางวิชาการที่คุ้นเคยของคนทั่วไปและเข้าใจ แต่นักจิตวิทยาก็ได้ให้ความหมายเฉพาะเพื่อ
ให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการศึกษาจิตวิทยา
ปัญหาและการเลือกปัญหาของนักจิตวิทยา
กระบวนการทางจิตวิทยา เริ่มจากการเลือกปัญหาที่สนใจ แล้วจึง สังเกต ศึกษาหรือ
ทดลอง อย่างเป็นระบบเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงที่จำ เป็นต่อการแก้ปัญหาแล้วทำการวบรวม
เรียบเรียง และตีความข้อเท็จจริงที่ได้ หากนักจิตวิทยาพบแนวทางที่จะแก้ปัญหาหรือตอบ
คำถามที่กำหนดและสามารถนำมาสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็นคำตอบของคำถามกว้าง ๆ ได้
1
บทที่1 พัฒนาการของมนุษย์
ความหมายของพัฒนาการ (Development)
การพัฒนามนุษย์เป็นหน้าที่และภารกิจที่สำคัญของทุกองค์กร ทุกสถาบัน เช่น ครอบครัว
โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย บริษัท สมาคม ฯลฯ และทุกคน ซึ่งจะต้องตระหนักให้ความสำคัญ
ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีให้สัมฤทธิผลให้ได้ โดยเน้นการพัฒนาตนเอง แต่ละครอบครัว จะต้อง
พัฒนาสมาชิกภายในครอบครัวและร่วมมือกับองค์กรสถาบันอื่น ๆ ทุกคนจะพัฒนาตนเองและร่วมมือ
พัฒนาองค์กร สถาบันต่าง ๆ ด้วย
หลักพัฒนาการของมนุษย์
พัฒนาการ (Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน เป็นขั้นตอน
เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการเจริญเติบโตและถดถอย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ เป็นผลรวมของวฒุิ
ภาวะ และประสบการณ์การเรียนรู้ เกิดขึ้นตลอดช่วงอายุขัย
1. พัฒนาการของมนุษย์มีลักษณะต่อเนื่อง (Principle of Continuity
เป็นกระบวนการที่ตามแบบแผน ขั้นตอนที่ต่อเนื่อง เป็นระยะๆ
ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เกิดได้โดยฉับพลันทันทีทันใด
เริ่มพัฒนาการตั้งแต่วัยเด็ก และพัฒนาการถึงขีดสุดในวัยผู้ใหญ่ และเสื่อมลงเมื่อถึงวัยชราตาม
ลำดับ
ต่อเนื่องตามลำดับ และนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ร่างกาย
เตริ.่มยจ.กาากรกใชา้ภรทาษำสาิ่จงะง่เาริย่มๆจาไกปกสู่าครวอาอมกซัเบสีซย้องนอ้มอาแกอ้ขึ้เนป็นคำโดด ๆ เป็นวลีสั้น ๆ จนกระทั่งเป็นประโยคที่
สมบูรณ์และมีความลึกลับซับซ้อน
2
2 . พัฒนาการของมนุษย์มีทิศทาง (Principle of Directions)
2:.ท1 Cาeรpกhจaะlพoัฒ– นcaาuกdาaรlใชd้อirวeัยctวiะoบnรคิเืวอณกศาีรรษพัะฒก่อนนาจาแกล้สว่วค่นอบยนๆลเงลื่มอานหลางส่มวานทีล่่ลาำงตัว และลงมาส่วนขา
2: .เ2ด็กPrก่oอxนimทีo่จ–ะใชd้iมsืtอaหl ยdิบirจeัcบtiโoดnยคใืชอ้ท่อกนารแพขัฒนกน่อานการแทลี่้เวริจ่มึงจคา่อกยแๆกนพักฒลนางาตกัวารอกอากรไใปช้ยมัืงอข้าแงลละำนิต้วัวมือตาม
ลำดับ
3) พัฒนาการของมนุษย์เป็นไปตามลำดับขั้น (Principle of Developmental Sequence)
ต่อเนื่องกันไปตามลำดับตลอดเวลา ต.ย. การ
นําผลของพัฒนาการที่เกิดขึ้นในขั้นแรกไปทํานายผลที่จะเกิดขึ้นในขั้นต่อไปได้
พูดจะเริ่มตั้งแต่ การพูดอ้อแอ้ พูดเป็นคำ ต่อมา พูดเป็นประโยคได้
4)หลักของการมีวุฒิภาวะหรือความพร้อม (Principle of Maturation หรือ Readiness)
วุฒิภาวะกับการเรียนรู้ออกจากไม่ได้
วุฒิภาวะนั้นเป็นความพยายามขั้นต้นของสิ่งมีชีวิตในการจัดระบบเพื่อเตรียมให้ได้มาซึ่ง
ประสบการณ์ต่าง ๆ
การเรียนรู้เป็นการเพิ่มความชำนาญให้กับประสบการณ์นั้น ๆเมื่อเด็กมีความพร้อมหรือมีวุฒิ
ภาวะเด็กจะสามารถทํากิจกรรมหรือทําหน้าที่สําคัญต่างๆได้
5.พัฒนาการของมนุษย์แต่ละบุคคลมีอัตราแตกต่างกัน (Principle of Individual Growth Rate)
ในเด็กหญิงจะถึงวุฒิภาวะของความเป็นสาวเร็วกว่าการถึงวุฒิภาวะความเป็นหนุ่มของเด็กชาย
พัฒนาการในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันออกไป แม้ว่าลักษณะพัฒนาการและการเจริญ
เติบโตของบุคคลทุกคนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน
พัฒนาการของบุคคลนั้นมีอัตราที่ไม่เท่าเทียมกัน
3
ปัจจัยภายในที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
การถ่ายทอดพันธุกรรมด้านสติปัญญา เชื่อว่ามีเกิดขึ้นได้ โดยพบว่าเด็กที่เกิดเกิดจากตระกูลที่มี
ระดับสติปัญญาต่ำ จะมีเชาวน์ปัญญาต่ำไปด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม อาจพบว่าอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม การกระตุ้น และการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้
ของเด็กในกลุ่มที่ด้อยโอกาส ทำให้เกิดพัฒนาการทางด้านสติปัญญาเพิ่มมากขึ้นได้
พื้นทางอารมณ์ (Mood) เป็นผลเนื่องมาจากพันธุกรรม
ดบุ้าคนคสัลงทคี่มมีพ ื้บนุคทลาิงกอภาารพม ณท์าทีง่มัด่้นาคนงจิ ตจวิะญทำญให้ามณีพั ฒรวนมาถกึงารททางางด้ดา้นานร่ตา่งากงาๆยไดด้้วดียขึ ้น ไม่ว่าจะเป็นทาง
ตั้พงื้นคอรรารภ์ม จณ์ะทปัำจใจหั้ยบุแตวรดทีล่เ้กอิดมมภาามยีนอาอรกมปณร์ะดกี อแบลกะัมบีพพัฒบว่นาามกาารรดทาาทีง่มดี้กาานรตฟ่ัางงเๆพลที่งเปเ็บนาไปๆด้รวะยหดวี่างการ
ปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์
1. สภาพแวดล้อมทางสังคม : สภาพแวดล้อมทางสังคม และวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม
ประเพณีตลอดจนวิถีชีวิตที่บุคคล ทำให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ไม่
ส :าบมุคาสรคัถงลคดทีำม่ตเ้แนอิอนงอไอัปดยูต ่ในามสขภั้นาพตอสันงคที่มคทวี่รไมจ่เะหเปม็นาไะดส้ม
ครอบครัวที่แตกแยก
ส2ตเต่ค.ภิอกบราพาโัอพรตฒบอแเคบปนว็ดรรนาักมวลผู้ท้าเอีใ่ลรหีมม้ีขยญกทอง่าาทงดรีงู่มมอขสีันอบคงุงษรวคมผายูม์ม้เป เลพีกโก้ิยดรดค้งยอกรดเมูอาฉอร งพยเแ ่ปาาลสะลงัีะใม่นดยมีีพวน วััุนมยฒแีิแธคปภภหวล่าางางวมพกมะเทภาีาข่ร้เกาาหคยอ ้มนใกนาหเะคขาส้ราคมืใออจใบน ในควกัตยราััรวทวดเเาปดำร็็นกรกงส ิ่กชงว็ีัวยจทีิ่ตะเมดทีต็คำ่กอวใ หไา้รปมเวด ็สมกใำนถสคึปังาัญจมวัจยาอุบรรยุั่่ถนนาทง ี่จมะาก
ต3้อ.องากหาารรขที่อบงริรโ่ภางคก า ยพ บว่าการมีภาวะโภชนาการที่ดี มีการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ความ
อเ4ก.าิกดรากมกราณาเรจร์็เขหบจ็อยปบุ่งดวป่ผยชูว้ปหะย่งวรัหืกยอร ือ อุทแับก้ังลตาใิะรนเสหเ่ลกงัติกุผด ษอลเุปณบก็ันตระิภะชเัทห่าวบวตคุะต รท่ีอ่อาเวปาส็ัหจนงทรคตืำอัมวใถหขร้ัาเดอวกิบขรด วข้คาางวงาทดม้ำวพใยหิ้กผกาลารรกทเรจาะงรทิญร่บาเงตกิบาโยต แซึ่ลงะจพะัสฒ่งนผาลกการระตท่าบงต่ๆอ
5 ปัจจัยทางด้านอายุ
ออวาัยยุว1ะปทีุกมีๆคสว่วามนคในล่รอ่างงตกัวายขขอองงข้เอรตา่อจอะมยี่กางามรเาสืก่อเมช่สนภสาาพมตาารมถชง่วองตอัวาโยดุโยดเยอธาหรัรวมซุชกาทีต่ขิ าอ่อนได้
พออาอยุาย3ุ0เลปยี นรี้่ไาปงจกะาทยำเไริม่ม่ไเดส้ื่ อมถอย
4
อายุ 45-50 ปี สมรรถภาพของหัวใจลดลง ต้องอาศัยแว่นตา เส้นเลือดแข็งตัวและตีบตันมาก
ขึ้น
ผิวหนังเริ่มปรากฏร่องรอยของความเหี่ยวย่น
ใรอนะาผบูย้หุบ6ญปิ0รงะปบสีขาึา้งนทคไหปนย่เเอรปิ็่นมนสมกีภอาาราพกเขา้นารสอูห่วนมัยไดมช่ปรหราลกะับจรำะปเดดูวืกอดเนศริี่มรอษผาุยะกุโดร5่อย0นไมปแ่ีรขลูึ้้สนะบาไเปาหงตลุ ง เปราะ
แนวคิดเกี่ยวกับสมองที่สัมพันธ์กับพัฒนาการของมนุษย์
สมอง : หน้าที่ และการทำงานของสมองที่สัมพันธ์กับพัฒนาการของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น
สคัมวาพมันฉธล์กาับดพกัฒารนเราียกนารรูข้ แอลงะมกนาุษรเยร์ีใยนนด้รูา้ภนาตษ่าางเปๆ็น ต้น ซึ่งนี่นี้จะกล่าวถึงสมองในส่วนที่มีความ
สมอง : 2 ซีก คือสมองซีกซ้ายและซีกขวา ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันไป แต่สมองทั้ง 2 ซีกจะทำงาน
ไปพร้อม ๆ กัน และประสานงานกันเป็นอย่างดี โดยสมองแต่ละซีกจะมีหน้าที่เด่นแต่ละอย่างคือ
สมองซีกซ้าย จะทำหน้าที่เกี่ยวกับรูปธรรมทั้งหลาย เช่น การคิด เหตุผล การวิเคราะห์
ภาษา การพูด การเขียน วิทยาศาสตร์ การคำนวณ และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ
ดนตรี ญาณสปมัญองญซีาก (ขinวtาuจitะiทoำn)หน้าที่เกี่ยวกับนามธรรม เช่น จินตนาการ การคิด สร้างสรรค์ ศิลปะ
5
บทที่2พฤติกรรมของมนุษย์
พฤติกรรม
เผชิกญิริกยับาอสิ่างกเรา้ราตพ่าฤงตๆิกทีร่เรกิมดตข่ึ้านงกัๆบมที่นกุษล่าย์วหมรืาอแทลี่้มวนอุษาจย์จไดะ้จแำสแดนงกหอรอือกปไดฏ้ิเกปิ็รนิย2าทีล่ัเกกิษดณขึ้นะกัคบือมนุษย์เมื่อได้
1. พฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้เรียกว่า เป็นปฏิกิริยาสะท้อน เช่น การสะดุ้งเมื่อถูกเข็มแทง การกระ
พริบตา เมื่อมีสิ่งมากระทบกับสายตา ฯลฯ
2. พฤติกรรมที่สามารถควบคุมและจัดระเบียบได้ เนื่องจากมนุษย์มีสติปัญญา และอารมณ์ (EMOTION)
เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ สติปัญญาหรือารมณ์ จะเป็นตัวตัดสินว่า ควรจะปล่อยกิริยาใดออกไป
ถ้าสติปัญญาควบคุมการปล่อยกิริยา เราเรียกว่าเป็นการกระทำตามความคิดหรือ ทำด้วยสมอง แต่ถ้า
อารมณ์ควบคุมเรียกว่า เป็นการทำตามอารมณ์ หรือปล่อยตามใจ นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า อารมณ์มอิ
ทธิพลหรือพลังมากกว่าสติปัญญา ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคนยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำให้
พฤติกรรมส่วนใหญ่เป็นไปตามความรู้สึกและอารมณ์เป็นพื้นฐาน
รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 2 อย่างคือ
1. พฤติกรรมเปิดเผยหรือพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา
ทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ สังเกตได้ เช่น การเดิน การหัวเราะ การพูด ฯลฯ
2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่น
ไม่สามารถมองเห็นได้ สังเกตได้โดยตรงจนกว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้บอกหรือแสดงบางอย่างเพื่อให้คนอื่น
รับรู้ได้ เช่น ความคิด อารมณ์ การรับรู้
ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์
นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1A. CพTฤIOตNิก)รเรช่มนทกี่มาีรมการแะตพ่กริำบเนติดา แซึ่ลงะเสกัิญดขึช้นาตโดญยไามณ่มีก(IาNรSเTรIียNนCTรู)้มเาช่กน่อคนวาไมด้กแกล่ัวปกฏิากริรเิอยาาตสัะวทร้ออนดกเปล็ันบต้(นREFLECT
2. พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดจากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์และมี
ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่ นในสังคม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะคือ
12..กกาารรปปรรับับเเปปลีล่ีย่ยนนททาางงดด้้าานนขออางรสมรณีร์ะแรล่าะงคกวาายมเรูช้ส่ึนกนกึากรคปิดรับใหป้มรีุคงวบุาคมลสิักมภพาันพธกภาารพแทตี่่ดงีกกับายบุคกคารลพอืู่ดน ปรับอารมณ์
3ค.วกาามรรูป้สึรกับใเหป้สลี่อยดนคทลา้งอดง้ากันบสบุตคิปคัญอื่นญราู้จัเกช่กนากรายรอศมึกรัษบาผคิ้ดนคว้าเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ การมี
ค4.วกามารคิปดรัเบห็เนปคลี่ลย้อนยอุตดามมคคตวิาหมมคิาดยเถหึ็งนกขอารงสคานมสา่วรนถปใหรัญบ่เปลี่ยนหลักการ แนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้เข้า
กับสังคมส่วนใหญ่ได้ โดยพิจารณาจากความจำเป็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็น
ประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม
6
การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์
มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ในการที่จะทำให้
การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยดี และมีความสุข จึงทำให้เกิดมีความเชื่อหลักการและทฤษฎีต่างๆ
พเกิฤดตขิึ้กนรอรยม่าขงอมงามกนมุษายย์จซึา่งกสบารมราดราถผูร้รวู้แบลระวนมักทักศานระศึตก่าษงาๆทั้เงป็หนลหามยวทีด่พหยมูา่ไยด้าม3 หปารหะเลภักทเกณฑ์มาเพื่ออธิบาย
312...พพพฤฤฤตตติิิกกกรรรรรรมมมขขขออองงงมมมนนนุุุษษษยยย์์์เเเกกกิิิดดดขึขข้ึึน้้นนจจจาาากกกแทแัร้รงงงแผผรลงลัักผกดลดััันกนภดขัานอยงภในสาิ่ยงตัใแวนวขตดอัวลง้มอมนมนุุษษยย์์และสิ่งแวดล้อม
1. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์
แแบ่รงงอผอลกักเปด็ันนท2ี่ทปำรใหะ้เมภนทุษใหยญ์แ่สๆดคืงอพคฤวติากมรต้รอมงตก่าางรๆทอางอรก่ามงากกา็คยือแลคะวคาวมาตม้อตง้อกงากราซรึ่งทคางวาจิมตตใ้จองการนี้จะ
1.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับพื้นฐานที่สุด แต่มีพลังอำนาจสูงสุด
เพราะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด มนุษย์จะต่อสู้ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะมา
บำบัดความต้องการทางร่างกาย ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นทั้งทางที่ดีที่ถูกต้อง
หรือทางที่ไม่ถูกต้องก็ได้
ความต้องการทางร่างกายที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ อุณหภูมิที่พอ
เหมาะ การพักผ่อน การขับถ่าย การสืบพันธุ์ ความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ไกดา้ร2ตรอะบดัสบนคือองความต้องการทางร่างกาย อันทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมออกมานั้น สามารถกระทำ
1.1.1 กิริยาสะท้อน เป็นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติ เช่น เมื่อร่างกายมี
1อุ.1ณ.2หพภฤูมติิสกูงรกรวม่าเปจกตตนิ าร่าเปง็นกกายากร็แจสะขดับงเพหฤงื่อติอกอรกรมมขาเอป็งนมกนุาษรลย์ดต่ออุณสิ่งหเรภู้ามโิดใหย้อคยูว่ใานมรตะั้ดงับใจพหอรืเอหคมวาาะมพอใจ
ของตนเอง เช่น เมื่อรู้สึกตัวว่าร้อนก็จะไปอาบน้ำ หรือเปิดพัดลม เป็นต้น
1.2 ความต้องการทางจิตใจ เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าความต้องการทางร่างกาย แต่มี
พลังอำนาจน้อยกว่า เพราะความต้องการทางจิตใจนี้ ไม่ใช่ความต้องการที่เป็นความตายของชีวิต จะ
เป็นความต้องการที่มาช่วยสร้างเสริมให้ชีวิตมีความสุขความสบายยิ่งขึ้นเท่านั้น
2. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
ยุอครขิสอโงตจเตอิหล์น(Aลrอisคtoคt์l(eJ)oเhป็nนLผูo้ทcี่kเรeิ่ม) เปบิรระ์คกลาีศย์ค(Bวeาrมkเlชืe่อyน)ี้แตล่อะอมีกาคหวลาามยคคิดนเซชึ่่งนเนชีื้่กอลว่ัาบปมราะมสีอบิทกธาิรพณล์อขีกอใงน
มนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราเกิดการเรียนรู้ที่จะกระทำพฤติกรรมเมื่อเกิดมานั้น มนุษย์มิได้มีความรู้
ติดตัวมาแต่อย่างใด ล้วนแล้วแต่ต้องเรียนรู้ภายหลัง จากเกิดมาแล้วทั้งสิ้น ต่อเมื่อมีประสบการณ์
แล้วจึงจะเรียนรู้ และจดจำประสบการณ์นั้นเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการแสดงพฤติกรรมใน
อนาคตต่อไป
สกินเนอร์ (Skinner) เป็นนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำแนวคิด
นี้ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมมนุษย์ถูกควบคุมโดยเงื่อนไขแห่งการเสริมแรง และเงื่อนไขแห่งการ
ลคทขลำองงนนโโงีเทท้รมคีาษษตนห่)อเแยรุไลดาปะมพดี(้อเฤวงยืู่ยต่อิเ2กนหรปไตขรุรนมแีะ้เกหหอ่างรงืรอกมคกาืนอรุาษเรผสกย์รลิจรมึกะงแทาไรำมร่กองมัี)นรเสะแจทรละีำนภะทผำีา่ทมพลำากแใซึหาต่้ง่รพปผกอรลระใะกกจทาาำซรึร่ทงีกใ่ดทจรำะะสทใทหกำำ้ิไหนเมชน่เ่้พนนาอนอทีี้่รใใเ์จนปชี็้อนใซึห่นแ้งเารจห็คงะนเตเปวส็่าน(รเผิมตงืั่ลอใวหกกน้แาาไรกขร่กแทกี่รหทา่ะรำงทกใกำหร้าะร
7
3. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
อัลเบิร์ต แบนดูรา (Aibert Bandura) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญแก่
ลักษณะภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมว่า เป็นตัวก่อให้เกิดพฤติกรรม เขาอธิบายว่าพฤติกรรม
มนุษย์ องค์ประกอบภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน ในลักษณะที่แต่ละ
องค์ประกอบต้องสัมพันธ์กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หมายความว่า ในบางครั้งสิ่งแวดล้อมอาจจะ
มีส่วนในการทำให้เกิดพฤติกรรมได้มากกว่าองค์ประกอบภายในตัวบุคคล ส่วนในเวลาอื่นองค์
ประกอบภายในตัวบุคคลก็อาจจะมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อม
จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน เป็นกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มี
อิทธิพลต่อกันและกัน และทั้งคู่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในขณะเดียวกันพฤติกรรมมนุษย์
ก็มีอิทธิพลต่อทั้งสองสิ่งด้วยเหมือนกัน ซึ่งแบนดูราได้แสดงเป็นแผนภูมิดังนี้
พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวจิตวิทยา
นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่จะประพฤติปฏิบัติตามแบบแผนของกฏระเบียบ
หรือวิธีการ ที่มีอยู่ในสังคม รวมทั้งวัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์ย่อมเข้าใจใน
สถานภาพ และบทบาทตามที่กลุ่มสังคมคาดหวังดังนั้นพฤติกรรมมนุษย์ อาจจะเกิดขึ้นได้ในรูป
แบบต่าง ๆ ดังนี้
654321......กกกกกกาาาาาารรรรรรตแขผรปิั่ดวดขรส่มตงะแม่นมขอยีผัื้ปนสองืส่รอส(า(ะCCสนนนัOOาบกอMรNสลมFP(นมผCLุEนOกIลTCMIซลปึTTื่งนIM)รOกะเัUขโNน้ยNา)แชหIลCนา์ะAกทกัี่TันขนIัOด(A(NแCS)ยOS้IOงMPกัEIนLRAA(ATTICIOOCNNOM)) ODATION)
พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวนักสังคมวิทยา
ทั้งนปักวสงัง(คETมEวRิทNยAาLเCชื่OอNว่DาพITฤIOติNกSร) รทีม่อมยู่นรุษอบย์ตขึั้นวขออยู่งกัมบนอุิษทยธ์ิพทั้ลงขสิ่องงที่สมิ่ีงรูแปวร่ดางล้แอลมะหไมร่ือมีสรูภปาร่วาะงภตาลยอนดอจกน
พลังงานต่าง ๆ ที่จับต้อง รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ อากาศ
แสงแดด ความร้อน ความเย็น แร่ธาตุ กระแสไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสาร เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ
มเหนลุ่ษานยี์้ไถมือ่มวี่ทาเาปง็นหสลิี่งกแหวนีดเลร้อาอมาทีจ่มจีอะิแทบธ่ิงพปลรเะหเนภือทมขนอุงษสยิ่์งทัแ้งวใดนแล้งอ่ทมี่ออำอนกวเยป็ในห้เ3กิดปผระลกดาีรแใลหะญผ่ ลๆร้คาืยอ โดยที่
213...สิสส่ิิง่่งงแแแวววดดดลลล้้้อออมมมทททาาางงงธคสัรงรรอคมบมชคาตรัิว
อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่จะหาทางต่อสู้และเอาชนะทำให้เกิด
วัฒนธรรม รูปแบบต่าง ๆ ขึ้น เช่น การคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ การเพาะปลูก การสร้างถนนหนทาง การ
สร้างเครื่องมือสื่อสาร เป็นต้น
8
พฤติกรรมมนุษย์ทางวิทยาศาสตร์
การใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ จำแนกได้ดังนี้
1. ความสมบูรณ์ หรือความปกติของสมอง จะมีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมมนุษย์ในด้านความรู้สึก
นึกคิด ตลอดจนด้านจิตใจ หากสมองผิดปกติย่อมมีผลให้ พฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยนแปลงไป
ด้วยการผิดปกติของสมอง อาจเนื่องมาจากโรคหลายอย่าง เช่น ไข้มาเลเรียขึ้นสมอง สมองได้
รับความกระทบกระเทือน หรือเนื้องอกในสมอง เป็นต้น
2. ความพิการทางร่างกาย หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง
3. โรคจิตและ โรคประสาท
นอกจากนี้ยังมีส่วนของสมองที่เรียกว่า ต่อมไร้ท่อ (DUCTLESS GLAND) ต่อมเหล่านี้มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมของมนุษย์มาก อาจกล่าวโดยย่อ ๆ ถึงความสำคัญได้ดังนี้
1. ต่อมไทรอยด์ (THYROID GLAND) ต่อมนี้มี 2 ต่อม ติดอยู่ข้างหลอดลมข้างละต่อม ถ้าชำรุดสติ
ปัญญาของคนจะเสื่อมถอย มีอาการซึมเซาเหงาหงอย ฯลฯ
2. ต่อมพาราไทรอยด์ (PARATYROID GLAND) ต่อมนี้อยู่เหนือต่อมไทรอยด์ ถ้าต่อมนี้มีฮอร์โมน
น้อยเกินไป คนจะเป็นโรคตื่นเต้นง่าย โกรธง่าย มีจิตใจหดหู่อยู่เสมอ
3. ต่อมพิทูอิทารี่ (PITUITARY GLAND) ต่อมนี้ฝังอยู่กลางศรีษะ ถ้าต่อมทำงานไม่ปกติจะเป็นคน
แคระแกร็น จะขาดความเจริญทางเพศ
4. ต่อมแอดรีนาล (ADRENAL GLAND) อยู่บนไตทั้งสองข้าง ถ้าต่อมนี้มีฮอร์โมนมากเกินไปความ
เจริญทางเพศจะรวดเร็วผิดปกติ
5. ต่อมทางเพศ (SEX GLAND) ต่อมนี้มีหน้าที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์หากต่อมนี้ผิดปกติก็จะทำให้
อาการทางเพศผิดปกติด้วย
ลักษณะความแตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์
ความแตกต่างดังกล่าวอาจแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
987654321.........คคคคคคคคควววววววววาาาาาาาาามมมมมมมมมแแแแแแแแแตตตตตตตตตกกกกกกกกกตตตตตตตต่ต่่่่่่่า่าาาาาาาางงงงงงงงงทขทขขขขขทาออออออาางงงงงงงงงอคสคทลรคคาัััสวงกวศวรวานาคมาาษนิมมมมยมณณคถปตส์ม้ต(นราะอิS(ันม(EOะด(งิTพAMสCาEกั(รTAฤSยAOาTTถIตTรIPSL(ิTI)HT()O(U(AIANBTNDBBEUEE)IIHEDL)TADIE)TVS)Y)I)OUR)
9
การพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์
การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้านต่าง ๆ 6 ประการ คือ
341625......กบคคกท่ัาราวาศรนรราเนิปมรทยีัคยฏเดมิชตืนส่ฐิอั(รมาV(ู้Aน(Aพ(BTLัขLETนEUอILAธTEงI์URทE)สDNัFาง)งEIคN)สัมGง)ค(NมO(RSOMCSI)AL INTERSACTION)
การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์
(COพVEฤRตTิกBรEรHมAV(BIOEUHAR)VIแOลUะRพ)ฤในติคกวรารมมหภมายายนทอากง(จOิตVวEิทRTยBาสEัHงAคVมIOย่UอRม)หดัมงาทีย่ไรด้วกมล่ทัา้งวพมาฤแติล้กวรสริ่งมทภี่เาปย็นในตัว
กระตุ้นให้มนุษย์กระทำพฤติกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่ตัวมนุษย์เอง ก็เป็นตัวกระตุ้นทางสังคมได้ทั้งสิ้น
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาสังคม มองสังคมมนุษย์ ทั่วไปประกอบขึ้นด้วยตัวบุคคล
จึงใช้ตัวบุคคลเป็นหน่วยวิเคราะห์หลักในการศึกษาถึง ลักษณะพฤติกรรมของบุคคลในรูปของกลุ่ม
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า หัวใจสำคัญของการศึกษาทางจิตวิทยาสังคมมี 2 ประการคือ
1. ตับบุคคลและภาวะจิตของเขาที่นำเข้ามาในสถานการณ์ที่จะเกิดมีพฤติกรรมขึ้น
2. "กระบวนการอิทธพลทางสังคม" ซึ่งมาจากสิ่งแวดล้อมที่จะมีอิทธิพล ต่อพฤติกรรมสังคมของบุคคล
พฤติกรรมของบุคคล
พฤติกรรมของคนเราแสดงออกมามากมายหลายลักษณะ ในการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลจะต้องนำ
พฤติกรรมมาจัดหมวดหมู่ เพื่อให้เป็นการง่ายต่อการแยกแยะ และสะดวกต่อการศึกษาหมวดหมู่ของ
พฤติกรรม เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมการเรียนรู้ พฤติกรรมแรงจูงใจ ฯลฯ ในการศึกษา
พฤติกรรมกลุ่มคน ก็จำเป็นต้องจัดหมวดหมู่ของพฤติกรรมกลุ่มคนเช่นเดียวกัน
พฤติกรรมของบุคคลอยู่ภายใต้อิทธิพลของสังคม อิทธิพลของสังคมอาจจัดอยู่ในรูปต่อไปนี้
1. SANTION หรือการบังคับเพื่อให้คนทำหน้าที่ หรือแสดงพฤติกรรม ตามที่สังคมกำหนดการ SANTION มี
ทั้งการลงโทษ การให้รางวัล
2. NORMS หรือบรรทัดฐาน เช่น ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และกฏหมาย
3. VALUE OREINTATION แนวอบรมทางคุณค่า ซึ่งจะกำหนดมา
จกาากรกฐารนะทขำอขงอกงามรนแุษสดย์ง(อACอTกIไOดN้แSกY่สSTาEรMะข)้อถ้เาท็จจะจวิรเิคงรคาะวหา์มAพCTอIใOจNต่าSYงSTๆEMพฤอตาิกจจระรจมำขแอนงกบตุคัวคแลปเรป็นออระกบเบป็น 5
ระดับ คือ
12345.....วบสกัชฒุัีงวคายภคนลิภามกธพารภพรามพ
10
บทที่3การเรียนรู้
การเรียนรู้
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์เดิม ทำให้คน
เลัผกชษิญณกัะบกสารถเาปนลีก่ยานรแณ์ปเลดิงมพต่ฤางติไกปรจรามกอเดาิจมเปเ็ป็นนไกด้าร4เปลักลี่ษยนณแะปไลด้งแพก่ฤกตาิกรทรำรพมทฤ้งตัิภการยรนมอใหกมแ่ ลกะาภราเลยิกใน
(ทเAรำียtกtกiาtวรu่าเdพิเe่กม)ิดพกฤาตริกเรรียรนมรทูี้ผ่เคลยขทอำงแกลาระกเราียรลนดรู้จพะฤก่ตอิกใหร้เรกิมดทีค่เวคายมทรู้า(kพnฤoตwิกleรdรgมeใ)ดททัีก่ไมษ่เะป(Sลีk่ยilนl)แแปลละงเจจึตงคไมต่ิ
การเรียนรู้มีประเด็นที่ควรพิจารณา 4 ประการ คือ
1. การเรียนรู้อาจเป็นพฤติกรรมภายนอกซึ่งแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน หรือเป็น
43เศ2จั...กรกกกิยญาาาภรรรเเเาเตรรรพิีีีบยยยซึโนนน่ตงรรรูููเ้้้เเปทวีุปป็่ฒ็็นเนนกิิพภพไดดฤาจฤทวตัาติ้ะงกิกกฤทปรรทารรรงธมะ์มิสบยภทบวีาา่ถกกยคแาาใววนรลารณกะม็ห์ทไเเดราจทื้็อ่งบาลคนป่้ั่บอนวนยไขเมม่าืใ้่งอช่ถเยกาิลดวา้รจฯไามลก่ใฯสช่าเกเิหดตขุ้ึอืน่ นชวๆั่
ขณะ การ
เช่น
ความสำคัญของการเรียนรู้
การเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติ ทุกศาสนาและทุกวงการ
อาชีพ ความสำเร็จในการพัฒนาตน สังคมและมวลมนุษยโลก ทั้งในการดำรงชีวิต การทำงาน และ
การอยู่รวมกันอย่างราบรื่นและสันติสุขนั้นย่อมเกิดจากการที่มนุษยม์การสะสมการเรียนรู้ที่สืบทอด
กันต่อ ๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การศึกษาเรื่องการเรียนรู้จะช่วยให้ผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจ
ในการจัดสภาพการณ์ และเลือกวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลตามความเหมาะสมของผเู้รียนแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านร่างกาย
อารมณ์สังคม และสติปัญญา เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการ
11
1. ความรู้ (Knowledge) ได้แก่
1.1 ความรู้เชิงกระบวนการ เช่น อธิบายกระบวนการที่เกี่ยวข้องได้
1.2 ความรู้เชิงประจัก เช่น วิเคราะห์ถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องได้
1.3 ความรู้เชิงเน้ื อหา เช่น อธิบายสาระสำคัญของเน้ื อหาที่เกี่ยวข้องได้
2. ทักษะ (Skill) ได้แก่
2.1 ทักษะพื้นฐาน เช่น มีทักษะด้านวัฒนธรรมไทย
2.2 ทักษะการคิด เช่น มีทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ได้
2.3 ทักษะการสื่อสาร เช่น พูด ฟัง อ่าน และเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ
2.4 ทักษะส่วนบุคคล เช่น มีสุขภาพและบุคลิกภาพดี
2.5 ทักษะการจัดการ เช่น มีทักษะการจัดการในงานอาชีพสุจริตได้
2.6 ทักษะในงานอาชีพ เช่น มีทักษะในงานคอมพิวเตอร์
3. เจตคติ (Attitude) ได้แก่
3.1 คุณธรรม เช่น ยดึมนั่ ความจริง ความดีและความงาม
3.2 จริยธรรม เช่น มีความรับผิดชอบในหน้าที่และปฏิบัติตามสัญญา
3.3 ค่านิยม เช่น มีค่านิยมทางวิชาการและทางการเมือง
ทฤษฎกีารเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ หมายถึง คำอธิบายแนวความคิดที่ได้จากการค้นพบว่า คนเรา
เกิดเรียนรู้ได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ทำอย่างไรจึง
จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด เพื่อช่วยใหเ้ขา้ใจและนำไปใชใ้นการควบคุมและ
ททำฤนษาฎยีกกาารรเเรรีียยนนรรูู้้ไแด้บผ่งลเปด็ีนยิ่ง4ขึ้กนลุ่มใหญ่ๆ ดังภาพ
12
13
บทที่4ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม
ความหมายพฤติกรรม
พฤติกรรม (Behaviors) หมายถึง การกระทำต่างๆ ของมนุษย์ทั้งทางด้านจิตใจซึ่งไม่สามารถ
สังเกตได้ และด้านการแสดงออกซึ่งสามารถสังเกตได้ ซึ่งการกระทำทั้งสองชนิดเกิดจากการ
อคอวบกคเุปม็นห2รืปอสรั่ะงเกภาทรดขัองงนี้ระบบประสาทส่วนกลางคือ สมองและไขสันหลังพฤติกรรมมนุษย์ แบ่ง
1. พฤติกรรมภายนอกหรือการแสดงออกของมนุษย์ (Overt Behaviors) หมายถึง การ
กระทำหรือการแสดงออกด้านกิริยาท่าทางต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเดิน การพูด การเล่น
การแสดงสีหน้าและกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งบุคคลสามารถใช้เป็นสื่อหรือสัญญาณในการสื่อสารให้ผู้
อ2ื่นชรนัิบดรู้คแืลอะเข้าใจได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น
1พ.1ฤพติฤกตริกรรมรโมมลภาารย์ น(Mอoกlaที่rผู้Bอื่eนhสaาvมioาrร)ถเชส่ันงเกกาตรไเดด้ิดน้วกยาปรรนัะ่งสากทาสรัมพูผดัสเโปด็นยตต้นรง เรียกว่า
1ไ.ด2้ดพ้วฤยตเิคกรืร่อรงมมภือาทยนางอวกิททีย่ไาม่ศสาาสมตารร์ถเรสีัยงกเกว่ตา ไพด้ฤด้ตวิกยรปรรมะสโมาทเลสักมุลผั(สMโดolยeตcuรlงarแBตe่สhาaมviาoรrถ) สเัชง่นเกต
การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหารของกระเพาะ การตรวจคลื่นสมอง การตรวจหาปริมาณน้ า
ตาลในเลือด เป็นต้น
ทั้งพฤติกรรมโมลาร์และพฤติกรรมโมเลกุล มีลักษณะเป็นรูปธรรม สามารถวัดหรือนับ
จำนวน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการอธิบาย หรือทำนายพฤติกรรมภายในของบุคคลได้ เช่น การใช้
เครื่องมือทางการแพทย์วัดการ
เคลื่อนไหวของร่างกาย การไหลเวียนของโลหิต การเต้นของหัวใจ ปริมาณน้ าตาลในเลือด
และการท างานของ
คลื่นสมอง กระเพาะอาหารและล าไส้ที่ผิดปกติ ข้อมูลที่ได้จากการวัดด้วยเครื่องมือแพทย์ดัง
กล่าว จะช่วยให้
แพทย์อธิบายสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วยได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
2. พฤติกรรมภายในหรือจิตใจของมนุษย์ (Invert Behaviors) หมายถึง ความคิด ความรู้สึก
จินตนาการ และคำศัพท์อื่นๆ ทางด้านจิตวิทยา เช่น การรับรู้ เจตคติ อารมณ์ ความจ า หรือ
ประสบการณ์ เป็นต้น พฤติกรรมภายในมีลักษณะเป็นนามธรรม ซึ่งไม่สามารถสังเกตได้ด้วย
ตาเปล่าหรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
14
ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมภายในกับพฤติกรรมภายนอก
ความสัมพันธ์มี 3 ลักษณะ ดังนี้
1. พฤติกรรมภายในเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมภายนอก
พฤติกรรมปกติของมนุษย์มักจะเกิดจากการที่บุคคลมีความรู้สึก ความคิดหรือความต้องการขึ้น
มาก่อน จากนั้นจึงแสดงออกเป็นพฤติกรรมภายนอก โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความรู้สึก
นึกคิดหรือความต้องการดังกล่าว ดังคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ว่า บุคคลมีจิตเป็นนายและมีกาย
เป็นบ่าว เช่น ความหิวทำให้บุคคลหาอาหารมารับประทานหรือบุคคลไม่ต้องการเสื่อมเสียชื่อเสียง
จึงประพฤติปฏิบัติตนตามกติกาสังคม นอกจากนั้นพฤติกรรมภายในกำหนดพฤติกรรมภายนอก
ยังสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมไทย คือ คนที่คิดและไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วจึงลงมือทำจะ
ได้รับการยกย่องว่า เป็นคนที่มีเหตุผลหรือคนที่มีจิตสำนึกดี ส่วนคนที่ลงมือกระทำก่อนแล้วจึงคิด
หาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตนว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จะถูกสังคมประทับตราว่า เป็นคนไม่น่า
ไว้วางใจ ไม่ซื่อสัตย์หรือขาดจิตสำนึกที่ดี เป็นต้น
แผนภูมิ แสดงพฤติกรรมภายในเป็นสาเหตุของพฤติกรรมภายนอก
พฤติกรรมภายใน พฤติกรรมภายนอก
ความรู้สึก ความคิดทาง การประพฤติปฏิบัติทาง
บวก บวก
ความรู้สึก ความคิดทางลบ การประพฤติปฏิบัติทาง
ลบ
2. พฤติกรรมภายนอกเป็นตัวก าหนดพฤติกรรมภายใน
มักจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ปกติ เช่นหลังจากบุคคลประสบอุบัติเหตุแล้ว จึงเกิดความกลัวและ
คิดหาวิธีป้องกันอุบัติเหตุดังกล่าว หรือ หลังจากบุคคลกระทำความผิดแล้ว จึงสำนึกได้ว่าไม่ควร
กระทำ ตลอดจนเมื่อบุคคลกระทำหรือถูกกดดันให้กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เขา
เกิดความเคยชินและเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดจากไม่ยอมรับไปเป็นยอมรับและเต็มใจปฏิบัติ
พฤติกรรมที่ถูกกดดันนั้น เช่น เมื่อบุคคลบริหารร่างกายอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกิดความเคยชิน
และมีจิตศรัทธาที่จะบริหารร่างกายต่อไปจนติดเป็นนิสัย ในทำนองเช่นเดียวกับในสมัยก่อนที่
สังคมจะยกย่องคนที่มีความประพฤติดีและมีจิตใจโอบอ้อมอารี ซึ่งมีผลกดดันให้บุคคลในสมัยนั้น
มุ่งมั่นประพฤติตนเป็นคนดี เพื่อให้เขาได้รับการยอมรับหรือการยกย่องจากสังคม เรียกว่า สภาพ
สังคมกดดันให้บุคคลมีความคิดในทางที่ดีและประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี ในทางตรงข้าม ใน
สังคมปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนไปยกย่องคนร่ำรวยและมีตำแหน่งทางสังคมสูงมากกว่าคนดีมี
คุณธรรม จึงมีผลกดดันให้บุคคลในยุคปัจจุบันกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อแสวงหาความร่ำรวยและ
ตำแหน่งสูงทางสังคมที่สูงขึ้น เรียกว่า สภาพสังคมกดดันให้บุคคลมีค่านิยมด้านวัตถุมากกว่าด้าน
จิตใจ เป็นต้น
15
แผนภูมิ แสดงพฤติกรรมภายนอกเป็นสาเหตุของพฤติกรรมภายใน
พฤติกรรมเงื่ อนไขนำ(บวก) พฤติกรรมภายใน (บวก) พฤติกรรมที่พึงประสงค์
กระบวนการทางสังคม ความคิดช่วยเหลือตนเอง ขยันและแก้ปัญหาด้วยตนเอง
สถานการณ์เงื่ อนไขนำ ความคิดช่วยเหลือสังคม ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
3. พฤติกรรมของมนุษย์เป็นกระบวนการต่อเนื่อง
การแสดงพฤติกรรมชนิดใดชนิดหนึ่งของมนุษย์ มักจะเกิดจากการสลับกันอย่างต่อเนื่องของ
พฤติกรรมภายในก าหนดพฤติกรรมภายนอก และพฤติกรรมภายนอกก าหนดพฤติกรรมภายใน เช่น
พฤติกรรมไปเยี่ยมเพื่อนอย่างสม่ าเสมอ เป็นกระบวนการต่อเนื่องระหว่างพฤติกรรมภายในและ
พฤติกรรมภายนอกสลับกันหลายขั้นตอน ดังนี้
1ภ.1าฝย่นายอใกด)ฝ่ายหนึ่งคิดถึงเพื่อนจึงเดินทางไปเยี่ยมเยียน (พฤติกรรมภายในก าหนดพฤติกรรม
พ1.2ฤทตัิ้งกสรอรงมฝภ่าายยพใูนด)คุยกันอย่างสนิทสนมท าให้คิดถึงกันมากขึ้น (พฤติกรรมภายนอกก าหนด
1.3ยิ่งคิดถึงมากก็ยิ่งไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ่อยมากขึ้น(พฤติกรรมภายในกำหนดพฤติกรรมภายนอก)
จุดมุ่งหมายของการศึกษาพฤติกรรม
การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์มีจุดมุ่งหมายที่ส าคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. การอธิบาย (Explain) หมายถึง การนำข้อมูลเชิงประจักษ์ของพฤติกรรมที่ศึกษามาจัดระบบและ
อธิบายตามแนวคิดหรือทฤษฎีของพฤติกรรมมนุษย์เพื่อให้ทราบสาเหตุของพฤติกรรม ดังนั้น
ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากเครื่องมือวัดที่มีความเที่ยงตรง จะช่วยให้การอธิบายสาเหตุของ
พฤติกรรมมีความชัดเจนและสามารถใช้เป็นพื้นฐานการท านายพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การทำนาย (Predict) หมายถึง การนำสาเหตุของพฤติกรรมที่ได้จากขั้นการอธิบายไปวิเคราะห์
และจัดล าดับความสำคัญของสาเหตุที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการแสดงพฤติกรรม จากนั้นจึงนำ
สาเหตุที่คิดว่า มีอิทธิพลโดยตรงในระดับต้นๆ มากำหนดเป็นตัวแปรเชิงสาเหตุ และตัวแปรเชิงผล
ในรูปของสมมติฐานและรวบรวมข้อมูลที่เชื่อถือได้มาพิสูจน์ให้ได้ว่า เป็นสาเหตุและผลจริงตามคำ
ทำนายในสมมติฐานหรือไม่
3. การควบคุม (Control) หมายถึง การนำตัวแปรสาเหตุและตัวแปรผล ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็น
สาเหตุและผลของพฤติกรรมมาจัดกระทำหรือกำหนดสถานการณ์ เพื่อจูงใจ กดดัน หรือควบคุมให้
บุคคลแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ หรือเพื่อยับยั้งไม่ให้บุคคลแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
ได้ตามเป้าหมาย
ความสำคัญของการศึกษาพฤติกรรม
ความสำคัญของการศึกษาพฤติกรรมที่สำคัญมีดังนี้
1. ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจตนเอง คือ จากการศึกษาธรรมชาติ
พฤติกรรมของมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ จะช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจตนเองไปด้วย จากความ
เข้าใจตนเองจะนำไปสู่การยอมรับตนเอง และได้แนวทางปรับปรุงตน พัฒนาตน เลือกเส้นทาง
ชีวิตที่เหมาะสมแก่ตน
2. ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจผู้อื่น คือ ความรู้ด้านพฤติกรรมอัน
เป็นข้อสรุปจากคนส่วนใหญ่ ช่วยเป็นแนวทางเข้าใจบุคคลใกล้ตัวและรอบข้าง ช่วยให้ยอมรับ
ข้อดีข้อเสียของกันและกัน ช่วยให้เกิดความเข้าใจ ยอมรับ มีสัมพันธภาพที่ดี และช่วยการจัด
วางตัวบุคคลได้เหมาะสมขึ้น
3. ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยบรรเทาปัญหาสังคม คือ เรื่องปัญหาสังคมอันมีปัจจัยหลาย
ประการนั้น ปัจจัยของปัญหาสังคมที่สำคัญส่วนมาก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาพฤติกรรมของ
บุคคลในสังคม เช่นปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเบี่ยงเบนทางเพศ ปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว ลัก
ขโมย ความเชื่อที่ผิด การ
ลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ ซึ่งความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมจะช่วยให้ได้แนวทาง
ในการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การจัดสภาพแวดล้อม ส่งเสริมการปรับตัวของบุคคล เป็นต้น
4. ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมช่วยเสริมสร้างพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ จากความเข้าใจในอิทธิพล
ของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อพฤติกรรม ช่วยให้ผู้ศึกษารู้จักเลือกรับปรับเปลี่ยนสิ่ง
แวดล้อมอย่างเหมาะสมเพื่อพัฒนาตนทั้งทางกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ช่วยให้เข้ามใจ
ธรรมชาติภายในตน เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นแนวทางสู่การเสริมสร้างพัฒนา
ตนและบุคคคลอื่นๆได้อย่างเหมาะสมเฉพาะรายต่อไปจากความส าคัญของการศึกษาพฤติกรรม
ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมจะช่วยทำให้บุคคลเกิดความเข้าใจทั้งตนเอง
สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้บุคคลพัฒนาตนเองและปรับตัวเข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อม
ได้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งพัฒนาตนเองและพัฒนาประเทศชาติต่อไปอีกด้วย
ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม
ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย ปัจจัยทางด้านชีววิทยา ปัจจัยทาง
ด้านสังคมวิทยา ปัจจัยทางด้านจริยธรรมจรรยา และปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ซึ่งมีสาระโดยสังเขป
ดังนี้
1. ปัจจัยทางด้านชีววิทยา
จิตวิทยามีความสัมพันธ์กับสรีรวิทยาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมภายในทั้งหลายที่นัก
จิตวิทยาสนใจศึกษาล้วนเป็นกระบวนการทำงานของระบบร่างกายทั้งสิ้น โดยเฉพาะกระบวนการ
ทำงานของระบบประสาทซึ่งมีสมองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ จึงจำเป็นต้อง
ศึกษาสรีรวิทยาของระบบประสาทและระบบอื่นๆ ของร่างกาย จิตวิทยาแขนงที่ศึกษากระบวนการทาง
ร่างกายนี้การที่เรารู้สึกว่าในขณะนี้อะไรเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมทั้งที่อยู่ภายนอก และภายในร่างกาย เช่น
ได้ยินเสียง ได้กลิ่น มองเห็น เป็นต้น คนเราจะต้องมีระบบอวัยวะรับเสียง ได้กลิ่น มองเห็น เป็นต้น
16
2. ปัจจัยทางด้านสังคมวิทยา
สังคม หมายถึง มนุษย์ที่รวมกันอยู่เป็นหมู่คณะมีทั้งหญิงและชาย ตั้งภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่ง
ณ ที่ใดที่หนึ่ง การอยู่รวมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็กก็ตามจะต้องมีการพึ่งพาอาศัย
กัน มีสมาชิก ประกอบด้วยคนทุกเพศทุกวัยซึ่งมีการติดต่อสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยมีวัฒนธรรม
หรือระเบียบแบบแผนในการดำเนินชีวิตเป็นของตนเอง การเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ จะต้อง
เข้าใจในวัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ หรือการเมือง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่คนเดียวไม่
ได้ จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และต้องมีการติดต่อ สังสรรค์คบหาสมาคมกับผู้อื่น นอกจากนี้
พฤติกรรมของมนุษย์ก็เป็นผลมาจากการหล่อหลอมโดยวัฒนธรรม ของสังคมที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่
เช่น คนไทยจะมีลักษณะบุคลิกภาพแตกต่างไปจากคนในประเทศอเมริกาหรือประเทศอื่นๆ
3. ปัจจัยพื้นฐานทางจริยธรรมจรรยา
จริยธรรมเป็นเสมือนบทบัญญัติของความดีและความงามของจิตใจที่ส่งผลให้บุคคล
ประพฤติ ดีประพฤติชอบ ปัจจัยพื้นฐานทางจริยธรรมจึงเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการ
ประกอบการในวิชาชีพ ของบุคคลในทุกสาขาอาชีพ การทำความเข้าใจกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
คุณธรรมและจริยธรรมจะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความตระหนักถึงคุณประโยชน์และโทษที่เป็น
ผลสืบเนื่องจากการมีคุณธรรมจริยธรรมและการขาดคุณธรรมและจริยธรรม มีผู้ให้ความหมาย
ของคำว่าจริยธรรมไว้ สรุปได้ดังนี้
พระเทวินทร์ เทวินโท. (2544). จริยธรรม หมายถึง ความประพฤติปฏิบัติที่มีธรรมะเป็นตัว
สกุนาทกัรบ โจครติยรธบรรรรมเกท็คาื.อ(2ธ5ร4ร4ม) ทกี่เลป่็านวไวป่า ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม
จริยธรรม หมายถึง ศีลธรรมประการหนึ่งและคุณธรรมอีก
ประการหนึ่งรวมเป็นสองประการด้วยกัน
4. ปัจจัยพื้นฐานทางจิตวิทยา
ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ ได้แก่ ปัจจัยทางจิตวิทยา ซึ่งมีปัจจัยย่อยอยู่
หลายปัจจัย ปัจจัยทางจิตวิทยาเป็นกระบวนการทำงานของจิต เป็นพฤติกรรมทางความคิดและความรู้สึกแล้วส่ง
ผลให้เกิดพฤติกรรม ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นทั้งพฤติกรรมที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ประกอบด้วย
แรงจูงใจ และความต้องการของมนุษย์ ซึ่งอธิบายได้ ดังนี้
4.1 แรงจูงใจ (Motivation)
แรงจูงใจเกิดจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกตัวบุคคลนั้นๆ
เอง ภายใน ได้แก่ ความรู้สึกต้องการ หรือขาดอะไรบางอย่าง จึงเป็นพลังชักจูง หรือกระตุ้นให้
มนุษย์ประกอบกิจกรรมเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหรือต้องการนั้น ส่วนภายนอกได้แก่ สิ่งใดก็ตามที่มา
เร่งเร้า นำช่องทาง และมาเสริมสร้างความปรารถนาในการประกอบกิจกรรมในตัวมนุษย์ ซึ่งแรง
จูงใจนี้อาจเกิดจากสิ่งเร้าภายในหรือภายนอก แต่เพียงอย่างเดียว หรือทั้งสองอย่างพร้อมกันได้
อาจกล่าวได้ว่า แรงจูงใจทำให้เกิดพฤติกรรมซึ่งเกิดจากความต้องการของมนุษย์ ซึ่งความต้องการ
เป็นสิ่งเร้าภายในที่ส าคัญกับการเกิดพฤติกรรม นอกจากนี้ยังมีสิ่งเร้าอื่นๆ เช่น การยอมรับของ
สคังวาคมมพสอภใจาพล้บวรนรเปย็านกเหาศตุทจีู่เงปใ็จนใมหิ้ตเกริดกแารรงบัจงูงคใัจบไขูด่้เขแ็ญรงกจูางรใจใหม้ีรา2งลวัักลษหณรือะกดัำงลันีง้ ใจหรือการท าให้เกิด
17
4.1.1 แรงจูงใจภายใน (Intrinsic motives)
แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัวบุคคลซึ่งอาจจะเป็นเจตคติความคิด ความสนใจ
ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความต้องการฯลฯ สิ่งต่างๆ ดังกล่าวนี้มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมค่อนข้างถาวร เช่น คนงานที่เห็นองค์การคือสถานที่ให้ชีวิตแก่เขาและครอบครัวเขาก็จะจงรัก
ภักดีต่อองค์การ และองค์การบางแห่งขาดทุนในการด าเนินการก็ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนที่ดีแต่ด้วยความ
ผูกพันพนักงานก็ร่วมกันลดค่าใช้จ่ายและช่วยกันท างานอย่างเต็มที่
4.1.2 แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic motives)
แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมอาจจะเป็นการได้
รับรางวัล เกียรติยศชื่อเสียง คำชม หรือยกย่องแรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวร บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อ
ตอบสนองสิ่งจูงใจดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ต้องการสิ่งตอบแทนเท่านั้น
4.2 ความต้องการ (needs)
พูดถึกงาตรั้งอแธิตบ่ปาีย1ถ9ึ4ง3ควแาตม่กต็้เอป็งนกทาฤรษขฎอีทงี่ผยูั้คงในช้นงั้นานมีไอด้ยูใ่นหปลัจายจุทบัฤนษแฎลีทะสฤาษมฎาีหรถนึ่ปงทรี่ะนยุ่ากสตน์ใใชจ้กซัึ่บงกเปา็นรวทิเฤคษรฎาีะทหี่์ถูก
ค(นMวาaาเsมสloนต้wออ’ทงs กฤhาiษeรฎrขีaขอrองcงhคเyนขoใานfผ่เnารืeน่อeรงูdปตs่)สาซางึ่มงๆเคหิไดดล้ีค่ดย้้นวมโยพดีนรยั่ะนนมัิกกด็คจทืิีตอ่แทวบิท่ฤงยษอาฎอีชลกาวเาปอด็ันเบมข5ัร้ินกชััค้นนวทีชา่ัช้มืน่อตที้่Aออbงยู่rกใaกาhลร้aฐขmาอนMงพมaีsารlสoะมwโิลดวมบ์่างสบโลอวก์
ถึงความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ถ้าไม่มีก็อยู่ไม่ได้ส่วนชั้นที่อยู่ใกล้ยอดพีระมิด หมายถึง
ความต้องการที่เป็นนามธรรม เป็นเรื่องของความรู้สึกและจิตใจ
Maslow กล่าวว่า ความปรารถนาของมนุษย์นั้นติดตัวมาแต่กำเนิดและความปรารถนาเหล่านี้จะเรียง
ลำดับขั้นของความปรารถนา ตั้งแต่ขั้นแรกไปสู่ความปรารถนาขั้นสูงขึ้นไปเป็นลำดับ ดังนี้
1. ความต้องการทางด้านร่างกาย (physiological needs)
เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่มีอำนาจมากที่สุดและสังเกตเห็นได้ชัดที่สุด จากความต้องการ
ทั้งหมดเป็นความต้องการที่ช่วยการดำรงชีวิตได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำดื่ม ออกซิเจน การพัก
ผ่อนนอนหลับ ความต้องการทางเพศ ความต้องการความอบอุ่น ตลอดจนความต้องการที่จะถูก
กระตุ้นอวัยวะรับสัมผัส แรงขับของร่างกายเหล่านี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอดของร่างกาย
และของอินทรีย์ความพึงพอใจที่ได้รับ ในขั้นนี้จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการในขั้นที่สูงกว่าและถ้า
บุคคลใดประสบความล้มเหลวที่จะสนองความต้องการพื้นฐานนี้ก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น ให้เกิดความ
ต้องการในระดับที่สูงขึ้นอย่างไรก็ตาม ถ้าความต้องการอย่างหนึ่งยังไม่ได้รับความพึงพอใจ บุคคลก็จะ
อยู่ภายใต้ความต้องการนั้นตลอดไป ซึ่งทำให้ความต้องการอื่นๆ ไม่ปรากฏหรือกลายเป็นความ
ต้องการระดับรองลงไป
2. ความต้องการความปลอดภัย (safety needs)
ไป ซึ่งเมขืั่้นอคนี้วเราียมกต้วอ่างคกวาารมทต้าองงด้กานารร่คางวกามายปไลดอ้รดับภคัยวหามรือพึคงวพาอมใรจู้สแึกล้มวั่นบุคคงคล(sกa็จfeะtพyัฒorนsาeกcาuรrไiปtyสู่)ขัM้นaใหslมo่wต่อ
กล่าวว่าความต้องการความปลอดภัยนี้จะสังเกตได้ง่ายในทารกและในเด็กเล็กๆ เนื่องจากทารกและ
เด็กเล็กๆ ต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพออาศัยผู้อื่น
18
3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (belongingness and love needs)
ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของเป็นความต้องการขั้นที่ 3 ความต้องการนี้จะเกิดขึ้น
เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายและความต้องการความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคล
ต้องการได้รับความรักและความเป็นเจ้าของโดยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ความสัมพันธ์
ภายในครอบครัวหรือกับผู้อื่นสมาชิกภายในกลุ่มจะเป็นเป้าหมายส าคัญส าหรับบุคคล กล่าวคือ บุคคล
จะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อถูกทอดทิ้งไม่มีใครยอมรับ หรือถูกตัดออกจากสังคม ไม่มีเพื่อน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อจำนวนเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง สามีหรือภรรยาหรือลูกๆ ได้ลดน้อยลงไป นักเรียนที่เข้า
โรงเรียนที่ห่างไกลบ้านจะเกิดความต้องการเป็นเจ้าของอย่างยิ่งและจะแสวงหาอย่างมากที่จะได้รับการ
ยอมรับจากกลุ่มเพื่อน
4. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (esteem needs)
(นคเeกืัิบอsดtมถeคืเนอeมุวืm่ตษอามนยคf์rพเตวอ้ึoาองmงมงพต(oกsอ้teอาใhlรจงfeท-แกีr่rจลsา้e)ระวsไคไpดดพ้วe้รราลcัับัมบtง)คตคผ้สววอ่ลวาัางกมนมกดนลรัััาันกบกรใษแถนนืัลอณบขัะยถ้นกะืกอททีาี่ยต่ร่23อในเหปง้กเ็ค็ออนจวงอะคาล(กsวมดeเารlปมลัf็กน-งตแ้rแอ2eกล่sงผลpูะัก้มอeกืีา่cคนษรtวเไ)ณปดาค็้ืมนระอับตไค้ปืคกอออวางลยรากั่มยกาางตกษร้มยใอณี่นเองหขะักงแต้นุนารผัตรบก่ลมอถีเแือปไอ็ปลำนจมนะคาทาากวำแจาผใทูหมม้้อีนืบต่คุน้ทคีอว่ าคงกมกลล่เาาชืร่วอ
มั่นในตนเอง มีความแข็งแรง มีความสามารถในตนเองมีผลสัมฤทธิ์ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น และมีความ
เป็นอิสระ ทุกคนต้องการที่จะรู้สึกว่าเขามีคุณค่าและมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในงานภารกิจ
ต่างๆ และมีชีวิตที่เด่นดัง
5. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (self-actualization needs)
ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์มีการเรียงลำดับขั้นความต้องการที่อยู่ในขั้นต่ำสุด จะต้องได้รับ
ความพึงพอใจเสียก่อน บุคคลจึงจะสามารถผ่านพ้นไปสู่ความต้องการที่อยู่ในขั้นสูงขึ้นตามล าดับ
ลคำวดาัมบตขั้้นองสุกดาท้ราเยข้าถใ้จาคตวนาเมอตง้ออยง่ากงาแรลท้ำจดรัิบงกขั็้นจะกเ่กอินดขึๆ้นไดM้ทasาloใหw้เกอิดธิคบวาายมคพวึางมพตอ้อใจงอกยา่รางเขม้ีาปใจรตะสนิทเอธิงภอาพย่าง
แท้จริง ว่าเป็นความปรารถนาในทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งบุคคลสามารถจะได้รับอย่างเหมาะสมบุคคลที่ประสบ
ผลส าเร็จในขั้นสูงสุดนี้จะใช้พลังอย่างเต็มที่ในสิ่งที่ท้าทายความสามารถและศักยภาพของเขาและมี
ความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเอง พลังแรงขับของเขาจะกระทำพฤติกรรมตรงกับความสามารถของ
ตน
นอกจากนี้การเกิดพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละคนเป็นผลมาจากการผสมผสานของปัจจัยพื้นฐาน
และองค์ประกอบต่างๆในตัวของมนุษย์ จากนั้นถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์
ต่างๆ ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ประกอบด้วย ปัจจัยพื้นฐานทางชีววิทยา
สังคมวิทยาจริยธรรม และจิตวิทยา ส าหรับองค์ประกอบของพฤติกรรมนั้นประกอบด้วย การรับรู้
สติปัญญา การคิด การเรียนรู้ เจตคติ อารมณ์และแรงจูงใจ ซึ่งทั้งปัจจัยพื้นฐานและองค์ประกอบ
ของพฤติกรรมล้วนแล้วแต่มีอิทธิพล
19
บทที่5ความจำของมนุษย์
ความจำของมนุษย์
ความจำของมนุษย์เกิดจากการทางานร่วมกันของความจำ 3 ส่วน เริ่มตั้งแต่ข้อมูล (Information)
ถูกส่งจากหน่วยความจำที่เกี่ยวกับความรู้สึก ไปยังหน่วยความจำระยะสั้นโดยเลือกเฉพาะตัวกระตุ้นที่
มนุษย์กาลังให้ความสนใจเท่านั้น และข้อมูลที่จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยความจำระยะยาวจะเป็นข้อมูลที่เกิด
จากการถูกกระตุ้นมายังหน่วยความจำระยะสั้นอย่างบ่อยครั้ง
หน่วยความจำของมนุษย์
หน่วยความจำของมนุษย์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
หน่วยความจำเกี่ยวกับความรู้สึก (Sensory memory)
กแบารบรับCoรูn้ด้tวinยuคoวuาslมyรูO้สึvกeผr่wานriกttาeรnมองเห็น การได้ยิน เป็นต้น และหน่วยความจำประเภทนี้มีลักษณะเก็บ
หน่วยความจำระยะสั้น (Short-term memory : STM) (ความจาแบบ
ชคั่ววคามรจาวำ)ที่เสช่านมการาถรรเัรบียรูก้ข่คาืวนสไดา้รภจาายกใกนาช่รวสงนรทะยนะาเวเลป็านหตน้ึน่งแล้วความจำนั้นจะหายไป
หคนว่าวมย จกกคำาาวทรรีา่แแไมดบบ้จ่่ถงงำูกรจจบะำำัยใเนนปะ็ทยนลึักากตวไษอว้(ถณนLoาๆะวnทีgร่ม-ีซึtโ่งคerแรmบง่สงmรเe้ปา็mงนo2ryป:รLะTเภMท) คือ
ระบบที่มีผลต่อการเรียนรู้
การจดจำ
การจัดเก็บหรือการจาได้จะต้องมีข้อมูลจากหน่วยความจำระยะสั้นย้ายไปจัดเก็บในหน่วยความจำระยะ
ยาว ซึ่งอาจเกิดจากการท่องจำข้อมูล การจำได้นั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณการเรียนรู้เป็นสัดส่วนโดยตรง
กับปริมาณเวลาที่ใช้ไปในการเรียน และเวลาที่ใช้เรียนจะได้ผลที่สุด ถ้ามีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และ
การจำ จำยากกว่าถ้าจากลุ่มของคำที่แทนแนวคิด แต่จะง่ายกว่าถ้าจากลุ่มของแทนที่แทนวัตถุ
กกาทารรฤลลืษืมมฎขี้ทอี่ม1ูลข้อเกมิูดลจเกา่กาจข้ะอถูมกูลทัใบนดห้วน่ยวขย้อคมวูลามใหจมำ่ค่เชอ่นยๆเมสื่ อลเาปยลไี่ปยอนยเ่บางอชร้์าโทๆรซึศ่ังพมีท์2ใหทมฤ่กษ็ยฏาี กคืทอี่จะจำเบอร์
โททรฤศัษพฎที์ทเี่ก่2าไขด้้อมูลเก่าอาจถูกขวางไว้ด้วยข้อมูลใหม่ เช่น เวลาขับรถ มักจะขับกลับไปบ้านหลังเก่ามากกว่า
บ้านหลังใหม่
20
การดึงข้อมูลกลับมา
การ-ดึกงขา้รอหมูวลนกรละัลบึกมไาดแ้นบั่้นงตไัดว้เขป้็อนมูกลาสราหมวานรรถะถลูึกกสไดร้้าแงลขึะ้นกอาีกรจคำรัแ้งนจกากไดห้ น่วยความจำจากการแนะนำ การใบ้
หรือ-บกอากรเจป็ำนแนนัยกได้นั้น ตัวข้อมูลได้ให้ข้อมูลที่ถูกพบเห็นมาก่อน ข้อมูลมักจะมีความซับซ้อนน้อยกว่า
การหวนระลึกได้ ที่สาคัญคือ ตัวข้อมูลนั้นคือคำใบ้
กระบวนการจำของมนุษย์ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
1. กระบวนการใส่รหัสข้อมูล (Encoding) เป็นกระบวนการประมวล และให้ความหมายกับสิ่งที่รับรู้ เพื่อที่จะ
สร้างตัวแทนของสิ่งนั้น ขึ้นมาเก็บไว้ใน ระบบความจำ
2. กระบวนการเก็บจำ (Storage) เป็นกระบวนการเก็บรักษาตัวแทนของ ข้อมูลที่ได้รับมาให้อยู่ในหน่วย
ความจำ
3. กระบวนการนำข้อมูลออกมาจากระบบการจำ (Retrieval) เป็นการดึงข้อมูล ที่ถูกใส่รหัสและเก็บอยู่ใน
หน่วยความจำออกมาใช้
เมื่ออายุมากขึ้นสมองก็จะเริ่มแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เห็น เช่น อาการหลงลืมเป็นครั้งคราว ซึ่ง
เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่ากระบวนการความจำในร่างกายมนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่มาก
กขึ้นารเรชื่่อวยยเๆหลแือต่ตก็นไมเ่อไดง้หอมย่าายงคไรวกา็มตวา่มาจ"ะคทวำาใหม้ผเูค้สูรงียอดา"ยุถสืูอญไดเ้สวี่ยาเคป็วนาศมัตสราูมร้าายรถขอในงกอาารกปาฏริหบัลติงงลาืนมตเ่ช่านงกัๆนรเวพมรถาึะง
ยิ่งเครียดมากเท่าไหร่อาการหลงลืมก็จะทวีคูณขึ้นเท่านั้น ส่วนภาวะสมองเสื่อมนั้นถือว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง
ไม่ใช่ภาวะปกติของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมักมีอาการหลงลืม นึกคำพูดไม่ออก หลงทาง และ
บุคลิกภาพแปรเปลี่ยนไปจากเดิมจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมือนเดิม ซี่งสาเหตุหลักของโรค
สมองเสื่อมก็คือ โรคอัลไซเมอร์ และโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการคล้ายสมองเสื่อม
1. รับประทานยาหลาย ๆ ชนิดพร้อมกัน และยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงต่อสมอง
2. ดื่มเครื่องดื่มที่มีแแอลกอฮอล์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
3. ได้รับอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบกระเทือนศีรษะ
4. มีอาการเครียดเป็นประจำ และมีอาการซึมเศร้า
5. มีอาการของโรคต่อมไธรอยด์
6. เป็นโรคหลอดเลือดสมอง
หลีกเลี่ยงอาการสมองเสื่อมทำได้ดังนี้ 21
1. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด
2. ระวังเรื่องการใช้ยา ไม่ควรรับประทานยาสุ่มสี่สุ่มห้า ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาทุกครั้งและควรนำยาที่ท่าน
รับประทานเป็นประจำไปให้แพทย์ดูด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการสั่งยาซ้ำซ้อน
3. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบกระเทือนศีรษะ
4. สำหรับผู้สูงอายุที่เดินลำบากควรมีคนดูแล เช่น เวลาเข้าห้องน้ำควรมีคนไปเป็นเพื่อน เพราะอาจเกิดการ
หกล้มใน
ห้องน้ำได้
5. เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุควรหมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และไม่ควรลืมเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเบาหวาน
และโรคไขมันในเลือดสูง
6. หมั่นไปตรวจความดันเลือดสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด หากพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงก็ต้องปฏิบัติตน
ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะมีผลกระทบต่อภาวะสมองเสื่อมได้
7. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุจะต้องระมัดระวังไม่ให้หักโหมจนเกินไป แต่
เพราะแทนที่จะเกิดประโยชน์อาจทำให้เกิดโทษได้
8. หากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ หมั่นเข้าร่วมกิจกรรม
ของชมรมผู้สูงอายุ และกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามสมควร
9. เมื่อสังเกตว่าตนเองเริ่มมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ มากผิดปกติ หรือมีอาการบ่งชี้อื่น ๆ ที่น่าสงสัยก็ควรรีบไป
พบประสาทแพทย์ หรือแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุทันที
เทคนิคและวิธีพัฒนาความจำ
1. พยายามตั้งสมาธิเมื่อปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ
2. พยายามนึกสร้างภาพในใจเมื่อต้องจดจำสิ่งหนึ่งสิ่งใด และถ้าภาพประทับใจก็ยิ่งทำให้จดจำได้ง่ายขึ้น
3. เลือกจำเฉพาะข้อมูลที่สำคัญเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
4. ควรมีสมุดบันทึกพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อใช้จดข้อมูลต่าง ๆ กันลืม
5. พยายามจัดหมวดหมู่สิ่งของไว้เป็นพวก ๆ เก็บเป็นที่เป็นทางเพื่อความสะดวกในการใช้งานและไม่สับสน
6. ทำทุกเรื่องด้วยสติ และรอบคอบ ถ้าไม่แน่ใจก็ตรวจทานอีกครั้งเพื่อป้องกันความผิดพลาด
7. พยายามลดความตึงเครียด เช่น หางานอดิเรกทำในยามว่าง , ออกกำลังกาย , นั่งสมาธิ เป็นต้น
สำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการหลงลืมเป็นประจำก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะอาการหลงลืมเป็นเรื่อง
ปกติของผู้สูงอายุและท่านอาจไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อมก็ได้ ส่วนผู้ที่เริ่มมีอาการของโรคสมองเสื่อม หรือ
สงสัยว่ากำลังจะมีอาการก็ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วนที่สุดเพื่อหาวิธีป้องกันและรักษาอย่างทันท่วงที
22
บทที่6ความคิดเเละเชาว์ปัญญา
การคิด(Thinking)
หมายถึง การทำงานของกลไกสมอง ที่เกิดจากสิ่งเร้าตามสภาพต่างๆเพื่อทำให้เกิดจินตนาการ
เพื่อนำไปแก้ปัญหา หาคำตอบ ตัดสินใจ ซึ่งก่อให้เกิดทั้งพฤติกรรมทั้งภายในและภายนอกจิตใจสำหรับ
การดำเนินชีวิต ถ้าไม่คิดก็ไม่สามารถที่จะทำในเรื่องต่างๆได้
เชาว์ปัญญา
หมายถึง ความฉลาด ความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ความสามารถในการแก้ปัญหาได้
อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งศักยภาพในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ปัจจุบันนักจิตวิทยาได้จัดลำดับ
มลักนุษษณย์อะอคกวาเปม็นสำ3คัลญักขษอณงคะุณคือสมบัติที่ใช้เป็นตัวแทนในการแสดงถึง ความสามารถทางเชาวน์ปัญญาของ
1.ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความคิด สัญลักษณ์ การสร้างความสัมพันธ์ความคิดรวบ ยอด และ
ความสามารถในทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
2.ความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเน้นในเรื่องความสามารถในการปรับตัวเข้ากับ สภาพการณ์ใหม่ได้
อย่างเหมาะสม
3.ความสามารถในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความสามารถทางด้านภาษา สัญลักษณ์ ความสามารถ ทางคณิตศาสตร์
ความสามารถทางด้านมิติสัมพันธ์
ทฤษฎีที่ศึกษาเรื่องเชาวน์ปัญญา
ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา
ร์(Bนrัuกnจeิตr)วิซทึ่งยจาะทไีด่ศ้ึอกธิษบาาใยนรเราื่อยงลพะัเฒอียนดาตก่อารไปทนาี้งเชาวน์ปัญญาที่ส าคัญ คือ เพียเจท์(Piaget) และบรูนเนอ
บรูนเนอร์(1966)
ได้ศึกษาพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา และได้สรุปลักษณะที่ส าคัญ ดังนี้
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา จะเพิ่มความอิสระต่อสิ่งเร้ามากขึ้น โดยในวัยเด็กจะมีความสามารถในการ
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างมีขีดจ ากัดกว่าในวัยผู้ใหญ่ เมื่อเด็กแต่ละคนมีทักษะในการใช้ภาษามากขึ้น เขาจะมี
ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองได้อย่างถูกต้องพัฒนาการทาง
เชาวน์ปัญญา จะเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการของกระบวนการรับรู้และเก็บสะสมข้อมูล ถ้าเด็กไม่มีความสามารถ
ทางด้านภาษาอย่างเพียงพอ เขาก็ไม่สารถจะท านายคาดคะเน หรือตั้งสมมุติฐานต่อประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้
Cแoวnดพsัลcฒ้iอoนuมsาตn่กาeางsรsๆ)ทถไา้ดาง้ไมเมช่าสากวาขึนม้์นปาัรทญัถ้งเญดชื้่วอายมมีคโคยาวงพาสูิม่ดงสแตัม่ลาพงะัสนัๆญธ์ใกลนัับกอคษดีวณตา์แมสิล่สงะาตอ่มานางารคๆถตใเนหเขกล้่าาาหรนีาค้จิกดัะนเตก่ไี่อดย้สบวัุมกคัพบคัเนลรืก่ธอ็์รไงมะ่จหสิตวา่สามงาาตรนัึถวกเปอ(ฏsงิeบแัlfตลิ-ตะสิน่ง
ให้เหมาะสมได้
23
บรูนเนอร์ได้อธิบายพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาโดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้
1. ขั้นการกระทำ (Enactive Stage)เป็นพัฒนาการในลำดับแรกโดยพัฒนาการในขั้นนี้เด็กจะทำความเข้าใจกับ
aสไิม่rง่eใแช่wวคดำhพลaู้tอดtมhใโนeดขัยc้นhกนiีlา้dบรกรdูนoรeะเทsนำwอรดi์tัเงhน้นนัt้นhเชeก่mนาร)เดจใีนยะสขวั้อนกันนบี้เจเดพ็ะีกตย้ใอเนจงวทัอ์ยวา่นาศี้ัจ“ยะวกัตต้าอถรุงคจัือบอาสศิก่ังยาทรีก่เเาคด็รลกืแ่ อตส้นอดไงงหลใวหง้กดมูืาโอดรกกยัรดกะทากรำากเรอรถงูะท”กำ(าOเรทb่สาัjeมนัc้ผนtัsส
ก(BับodวัiตlyถุKนั้iนneๆstโhดeยtiตc รIงntกelาlรigกeรnะcทeำ) ใตนาลมักแษนณวคะทวี่วา่มานคี้ิเดป็ขนอรงากกาฐรา์ดนเขนอองรเ์(ชGาaวrนd์ปnัeญr)ญาทางด้านทักษะทางกาย
กแโ(แ2ใล.นสตาก่ขรัดชอ์้่นแดวงยห่จเงอ่ิานนงนงอีอ้กตไตกรรา์นรไกรเด็างร้รตีภัเกยบปัาา็บกมรนพู้แขวเภ่ดาอน(็าIกงวเcพปoจคต็nนะ(วนIตiชาcmัเ่ดมอวSaงสtงคgิิaเนดe(ชgPrใขาeจeyวอ)rโ์)เปดงปcัใ็eนญเยนพpขอีพัญt้ยันาuฒเศนaาจัี้ทlยนจทW์าคะางมขกoวัี้มrนพาาิัlรมตdฒPิใร)สนูrั้นสใeมลึนกoาพำเกpัทรดีืนe่ั่าอปบrรธง์รaขทัข(้tะนSาทiอpoงัทบีnงa่คสaใtควจiอlaวTาง(hlมาSซมIoeึจ่nuงnสำtgsเใวeปoน่h็lาrlนtสงiิy)g่ขงIัเใe้mนทนสีnี่ทยรpขcีัั่้บreนขง้e)รอนูกsี้ด้มsเ้าูiดวoลร็ยกnเตค)่ตจามละืาง่เาอ(ๆปVก็นนiสกsไuนหาวัa่มกาวlกาโMซทรึา่งถรษeใmใทนชี่้oอขภัr้ยนาyู่ษใน)ีน้า
อ(พ3ขัSั้.นยyฒ่ขัmนา้ีน้งนเbกดไาo็รกากlกร็าSจตใyระชทs้าสสtมัาาeญงมพmัเาฒล)ชรัใกาถนนวษ์แราปณักปะญ์ยาล(ะรSญปนyทีั้ร้คmางะนวbสี้3าoบบมlขักiร้สcนูนาาSนรีเมt้นณจaา์ะอgรตมeร่ถี์คา)อทเงปวธา็ิาๆนบงมขภาอัส้ยนัาอมวษข่กพาาอักเนปงตา็ธกนรร์ตาพรก่ัรกอฎฒรศเัเบนกนืา่รอณสูา้ขงจต้อฑะกร์ัเม์นปคู(็Fลนณoหติไr่มปตาmางตศuยาlๆาคaมส)วโขตดัไา้นดรมย้์จจวใจ่ชะาาา้เกรขกเ้ะแมาขืบั่นม้อนบวาถทสึีมค่ังีิญบ1ดวัไทยใลปนับผกยูเ้ัารใษงื่ทหอขณัญมง้์น่ามทกีิ่ใ3ชใ่นว่า
พปัรฒะสนบากในาขรั้นณ์กทีา่มรกากรขะึ้ทนพาัแฒลนะขาั้กนาจิรนในตลนาาภดัาบพขัจ้นะทหี่ า3ยจไปะมอีมย่าากงกหวม่าดส่สิว้นนอแื่ นต่อคยว่าางมไหรมก็าตยาวม่าอด้าวจยจอะเาปย็ุนแไลปะได้ว่า
ศัลยแพทย์ นักกีฬา และนักไวโอลิน อาจจะมีพัฒนาการในขั้นการกระทำมากกว่าส่วนอื่นและศิลปินที่มีชื่อ
เสียงอาจจะมีพัฒนาการในด้านจินตนาภาพมากกว่าส่วนอื่ นก็ได้
ส่วนเพียเจท์ได้อธิบายถึงพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา โดยแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ขั้น คือ
4123....ขัขขข้ัััน้้้นนนกคเคราิวว่รมาาใตมมช้้นสคคัิิคมดดิดผเเัชชิสิ(งงPแรนrูลปeาะoมธกpรธลeร้รrามรaมมtเ(iCนoื(้oFอnnoacr(lSrmeSetnataslegoOOrepy)pee–rraaMttiooiotnnoaarllSSStttaaagggeee)))
ทสอเงฤตคษ์นปฎเีรบอะอกงรอค์ก์บป(ร319ะกป8อร4ะบ,1ก9ทา8ารง5ค)เืชอไดา้วแนส์ปดัญงวญ่าพาขฤอติงกสรเรตมนทีเ่บเกีอ่ยร์วกข้(อStงeกrับnbเรeื่อrgง’สs ตTิrปeัญeCญomาpนัo้นnจeะnตt้sอoงfมีIntelligence)
12..สป่วรนะสที่บเกีก่ยาวรขณ้์อเงดิกมับ(สPิ่งriแoวrดEลx้pอeมri(eEnncvei)ronmental Context)
3. กระบวนการทางความคิด (Cognitive Processes)
ตามความคิดเห็นของสเตนเบอร์ก เชาวน์ปัญญาประกอบไปด้วยคุณลักษณะหลายประการดังที่
ได้กล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนั้นเชาว์ปัญญายังได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม
ประสบการณ์ และกระบวนการคิด ในการปฏิบัติงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พฤติกรรมที่เกี่ยวกับความ
สามารถทางเชาวน์ปัญญานั้นจะต้องประกอบด้วย ยุทธวิธีในการคิดปรับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะ
สม และความสามารถในการแก้ปัญหา
24
ทฤษฎีเชาวน์ปัญญาของการ์ดเนอร์(Gardner’s Theory of Multiple Intelligences)
การ์ดเนอร์ (1983) เชื่อว่าองค์ประกอบทางเชาวน์ปัญญ ามีทั้งหมด 7 ประการ ซึ่งองค์ประกอบแต่ละ
อย่างนั้นจะพบได้ในบุคคลแต่ละคน ที่แตกต่างกัน เช่น บางคนเก่งด้านคำนวณบางคนเก่งด้านภาษา บาง
คนเก่งด้านดนตรี ตามความเห็นของการ์ดเนอร์ เขาเห็นสอดคล้องกับสเตนเบอร์กเรื่องอิทธิพลของ
วัฒนธรรมที่ส่งผลต่อเชาวน์ปัญญาของบุคคลในด้านต่าง ๆ เช่น ในสังคมที่มีวัฒนธรรมเน้นทางด้าน
ศิลปะผู้ที่อยู่ในสังคมจะมีทักษะทางมิติสัมพันธ์ ในสังคมชาวป่าจะมีทักษะในการแยกความแตกต่าง
ระหว่างต้นไม้ ทักษะในการแยกรายละเอียดของต้นไม้ หรือทักษะในการสังเกตความแตกต่างระหว่างสัตว์
เลี้ยงของตนเองกับสัตว์เลี้ยงของผู้อื่น เป็นต้น
สิ่งมีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญา
นักจิตวิทยาได้สรุปว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเชาวน์ปัญญามี ประการ คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
1. พันธุกรรม พันธุกรรมเป็นตัวพื้นฐานระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญา และ มีผลในการกำหนด
2ระ. ดสิั่บงแเชวาดวลน้์อปัมญเญป็นาตัวส่งเสริมหรือขัดขวางต่อพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แสดงความ
สัมพันธ์ระหว่างคะแนนเชาวน์ปัญญาและพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม
สรุป
เชาวน์ปัญญามีความสำคัญและมีผลต่อความสำเร็จทางด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ก็จริงอยู่แต่มิใช่
ว่าเชาวน์ปัญญาเป็นองค์ประกอบเดียวที่จะทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จ เพราะความสำเร็จของ
มนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งปัจจัยด้านร่างกาย การรู้จักตั้งเป้าหมาย ตั้ง
ความหวัง สร้างแรงจูงใจ และความสามารถในการเลือกเดินทางเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้
อย่างถูกต้องเหมาะสม การศึกษาเรื่องเชาวน์ปัญญาของบุคคล มิใช่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ
ตัดสินความฉลาดมากน้อยของคนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ความสำคัญของการคิด
การคิดเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดที่จะมีผลและรากฐานของการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
แต่ละบุคคลในการดำเนินงาน ของสังคม ถ้าคนแต่ละคนคิดดี คิดถูกต้อง คิดเหมาะสม การดำเนินชีวิต
ของคน และความเป็นไปของสังคม ก็จะดำเนินไปอย่างมีคุณค่าสูง การคิดจึงเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์
การคิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่ซับซ้อน สังคมจะก้าวหน้าต่อไปได้ก็เมื่อบุคคลใน
สังคมมีความคิด รู้จักคิดป้องกัน หรือคิดแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และพัฒนาปรับปรุงภาวะต่างๆ ให้ดี
ขึ้น บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จึงต้องช่วยพัฒนาความสามารถ ในการคิดให้แก่เด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้
เป็นคนที่มีความคิดกว้างไกล สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างราบรื่น คนต้องคิดเป็น คนที่ไม่ชอบคิด
หรือคิดไม่เป็นย่อมตกเป็นเหยื่อของคนช่างคิด คนต้องอาศัยความคิดเป็นสิ่งนำไปสู่การดำเนินชีวิต การ
ดำเนินงาน ที่มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลการคิดเป็นกระบวนการทางจิตใจมีความสำคัญต่อการเรียนรู้
แม้ว่าทุกคนจะมีความคิดแต่ก็มองไม่เห็นได้โดยตรง ต้องอาศัยการสังเกต พฤติกรรม การแสดงออกและ
การกระทำ
25
ประเภทของการคิดสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ
1. ทักษะการคิด คือ ความคิดของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ในการคิดสิ่งเดียวกันอาจจะคิดไปคนละแบบคิด
อย่างซึ่งบางทีการคิดของคนก็มีตรงกันบ้างแต่ก็ยังมีข้อแตกต่างในความเหมือนนั้นถือว่าเป็นการคิดของ
สมองของมนุษย์มนุษย์สามารถคิดได้ในหลายแบบแตกต่างกันไปและเมื่อมนุษย์คิดแล้วสามารถทำได้ เรา
เรียกสิ่งนั้นว่าทักษะหรือทักษะการคิดที่เกิดจากการเรียนรู้
2ก12.า.ล.รกักกคาิาษดรรคขณคึิ้ิดนดะอมกอยาาย่ไร่าดางค้งิไดมมสี่เมาปีค้มเืาปอ้าหารมหกถามาแยราบคย่เิงปด็เอนทปี็อ่กนเปกา็กนไราดคล้ริัเดกคปิ็ทษดนี่มณไี2ปปะเกรรเื่ฉละอุ่โพมยยใาๆชหะนขญไ์มแ่อ่ลมงคีืะเแอมปต้ี่าคบุหุณคมภคายาลพหโดรมืยอาอกวัตากศถวัุ่ยาปกปรัาจะรสจัคงยิดคห์แขลบอาบงยกแอารย่รกาคงิผดูที้่คทิดำใมหี้เราเกิด
วัตถุประสงค์เพื่อวางแผนหรือแก้ปัญหาแนวทางในการบรรลุถึงความสําเร็จในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
3. กระบวนการคิด คือ การคิดที่คิดอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อประมวลสิ่งต่างๆที่เราคิดออกมาให้ได้ตามที่เรา
ต้องการหรือความจุดประสงค์ในสิ่งนั้นๆ ทักษะความคิดหลายๆด้านเข้ามาผสมผสานกัน กระบวนการคิดจึง
ต้องมีขั้นตอน และมีความแยบยลจึงจะทําให้พบแนวทางในการแก้ปัญหา คําตอบ หรือข้อสรุปของความคิด
แต่ละครั้ง อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการคิดเป็นเรื่องของการใช้ทักษะความคิดระดับสูง
ทักษะการคิด (Thinking skill) มีรูปแบบต่างๆ ได้แก่
1. การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง กระบวนการคิดในรูปแบบใหม่ๆ ความสามารถในการรับ
กกรูั้คบรอวกาบามร"ควิาดงใสหิ่งม่ต่ๆางแๆลดะ้นววยัตกักนรในรมรูปโดแยบแบยใหกมอ่แอลกะจจิานกตคนวาากมาคิรดคทวฤาษมฎคีิกดฎสแร้ลางะขสั้นรรตคอ์มนักกเารรียทกำกงัานนว่ามั"นกเากีร่ยคิวดข้นอองก
2. การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical thinking) หมายถึง กระบวนการคิดในรายละเอียด ความสามารถในการ
แยกแยะส่วนต่างๆออกเป็นส่วนพื้นฐาน หรือส่วนย่อยๆ เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ความเชื่อมโยง หรือ
ความสัมพันธ์ของส่วนประกอบต่างๆ เป็นการคิดในเชิงตรรกะทีละขั้นตอนเพื่อแบ่งระบบข้อมูลขนาดใหญ่
ออกเป็นส่วน ๆ เพื่อมาวิเคราะห์หาสาเหตุ หรือเป้าหมายที่ต้องการ
3. การคิดเชิงอย่างมีเหตุผล (Critical thinking) หมายถึง กระบวนการคิดโดยใช้วิจารณญาณหรือการ
ตัดสินอย่างมีเหตุผลรอบด้าน โดยใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ประเด็น รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลต่างๆรอบ
ด้าน การสำรวจองค์ประกอบอื่น ๆ ที่อาจมีอิทธิพลต่อข้อสรุป เพื่อตรวจสอบพิจารณา ตัดสินและประเมิน
ความถูกต้อง หรือสิ่งที่เป็นประเด็นในขณะนั้นๆ ให้แม่นยำ
4. การคิดเชิงกลยุทธ์ (strategic thinking) หมายถึง กระบวนการคิด โดยการวิเคราะห์และประเมิน
เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการปฏิบัติ เพื่อตัดสินใจให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ
สูงที่สุด โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สถานการณ์ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
5. การคิดเชิงบวก (Positive thinking) หมายถึง กระบวนการคิดและเข้าใจในสิ่งที่เป็นทั้งด้านบวกและด้านลบ
แล้วหาเรื่องราวดีๆ หรือมุมบวก ในเหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอ เพื่อยอมรับ เรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไข
และให้เราเติบโตขึ้น
6. การคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative thinking) หมายถึงกระบวนการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆและนวัตกรรม
จากทักษะและกระบวนการคิดแบบต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อผู้คน สังคม โลก ออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถ
ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้
26
กระบวนการของการคิด
การคิดเป็นกระบวนการของจิตใจหรือกระบวนการทางสมอง ซึ่งมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ การคิด
ไม่มีขอบเขตจำกัด กระบวนการคิด ของมนุษย์เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนที่เริ่มจากสิ่งเร้ามา กระตุ้นทำให้
จิตใส่ใจ กับสิ่งเร้า และสมองนำข้อมูล หรือความรู้ที่มีอยู่มา ประมวล เพื่อให้ได้ผลของการคิดออกมาเหตุ
ของการคิด ต้นเหตุของการคิดคือสิ่งเร้าที่เป็นปัญหา หรือสิ่งเร้าที่เป็นความต้องการ หรือสิ่งเร้าที่ชวน
สงสัย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
(1)Hสิa่งvเeร้าtoที่เtปh็นinปkั)ญเพหื่อา กเปร็นะทสิำ่งสิเ่รง้าหปนึร่งะสเิภ่งทใดสทถี่จานะทกำาใรห้ณป์ัญเหหตาุกนั้านรลณด์ไหปรหือรืสอภหามวดะทไีป่มากระทบแล้ว จำเป็นต้องคิด
2) สิ่งเร้าที่เป็นความต้องการ เป็นความต้องการสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมในแง่ต่าง ๆ เช่น ต้องการลดต้นทุนใน
(กWาaรnผtลิtตoสtิhนiคn้kา ต)้มอางเกพื่าอรททำำใงห้าคนวโาดมยตใ้ชอ้เงวกลาารน้หอมยดลไงปต้องการความปลอดภัยมากขึ้น จึงต้องการการคิด
3) สิ่งเร้าที่ชวนสงสัย เป็นสิ่งเร้าแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่มากระตุ้นให้สงสัย อยากรู้ ซึ่งในสภาพการณ์เดียวกัน สิ่ง
เร้าเดียวกัน บางคนอาจไม่อยากรู้ก็ไม่เกิดการคิด แต่บางคนก็อยากรู้ซึ่งอาจเกิดจากบุคลิกภาพประจำตัวที่
เป็นคนช่างคิด ช่างสงสัย ทำให้ต้องการคำตอบเพื่อตอบข้อสงสัย นั้น ๆ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ควรได้รับการ
ฝึกฝนและพัฒนาต่อ ๆ ไป
การพัฒนาทักษะกระบวนการคิด
เ1(1.ร.ีด1ยก)้านเานนรื้3คอจัวดดห้าาากมสนาราครู้ืรเ(อระKีขยnอoนwงกวlาิeชรdาสgนอัeกน:คเิKพดื)่อแคืพบอั่ฒงสอนาอรากะกวเิรปช็ะนาบทีว่2ผนู้ปเกรรีายะรเนภคิตทด้อคปืงอรเะรีกยอนบรูด้ ้ปวรยะอกงอคบ์คด้ววายมเรคู้ทรีื่่กอ่งอมใืหอ้เชก่ิวดยผคลิดสัมฤทธิ์แก่ผู้
(ก1.ร2ะ)บคววนากมารูร้บคูิรดณทาักกษาระกคืาอรคสิดาระเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นสภาพการณ์ที่กำหนดสภาพแวดล้อมรอบตัว ปัญหา
3ฝใ(((((2((1625734นึ..)ก))))))ชเดทีจ้ปททททททัวาัััััักิตฏกกกกกกตนิษคบษษษษษษกปัะตตะะะะะะรรกิิกกกกกกะะจา(บจาาาาาาAรรรรรำรรริวtงรูแวคสทวปt้นืัจิ่iนาัำไสอดรtกกดังงuบว้สทาตสแกีdางตา่รถนนผรัeารห(ู้วรPากเแเน:าปงอตrขนA็ลัo้ผนงแดำูอ)ะc้ลสทเมสคeมรีิืูะรีsมานอลย้กsาคในิง:าคขจดุ่รPใสแาณหัจ)วซม้ัลึเค่ดสลงกพืะัิอักกาเกดนนรืาาษ้กทธรอรัคณรกภแหวะษากาบะา้พจทะมปีว่ัชะปนีรญเูว้ปลิก็ตูหนกาพาืรสฝ้ันจางัรดฐขะกาอขนางอร7รงเารวปีิยยชรวนาิะชใกกดาาากไรร็ดไส้ดไแ้ดอ้กจแน่ึงกเใ่พเจืป่ก็อนวพ้คัาฒงวาขนมยารัูกน้เชริใะงฝบ่บเูวรรีนยณกนาาใกฝร่คาริูร้ดที่เน้นการ
กระตือรือร้นช่างคิดผสมผสาน ขยัน ต่อสู้ อดทน เป็นธรรม มั่นใจในตนเอง ช่างวิเคราะห์ กล้าคิดกล้าเสี่ยง
มีน้ำใจ น่ารักน่าคบ เป็นต้น ครูผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความคิดของผู้เรียน องค์
ประกอบที่จะพัฒนาความคิดในตัวผู้เรียนอยู่ที่เทคนิคและวิธีการสอนของครูผู้สอน ที่จะช่วยกระตุ้น ส่ง
เสริม และพัฒนาความคิดของผู้เรียนให้งอกงามขึ้น ครูก็ควรจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความเหมาะสม
ความต้องการของผู้เรียน โดยหาเทคนิควิธีการสอนใหม่ ๆ แปลก ๆ มุ่งให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วย
ตนเอง คอยติดตามให้กำลังใจพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีอิสระในการแสดงออกด้วยการพูด หรือ
การกระทำตามจินตนาการและความพึงพอใจของผู้เรียน ก็จะช่วยพัฒนาความคิดของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
27
บทที่7การรับรู้
ความหมายการรับรู้
ซึ่งเปก็นาขร้รอับมูรลู้(ดPิeบrc(ReapwtioDna)tหaม) าจยากถึปงรกะาสราทที่มสันมุษผัยส์นทั้ำงข5้ออมัูนลปทีร่ไะด้กจอาบกดค้ววยามตรู้าสึหกูสจัมมูผกัสลิ้(นSeแnลsaะtกioาnย)
สัมผัสมาจำแนก แยกแยะ คัดเลือก วิเคราะห์ด้วยกระบวนการทำงานของสมอง แล้วแปลสิ่งที่ได้
ออกเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความหมายเพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้ต่อไป
ลักษณะสำคัญของการรับรู้
ลักษณะที่สำคัญของการรับรู้มี6ประการ คือ
1. ต้องมีพื้นฐานข้อมูลหรือความรู้ในเรื่องนั้นมาก่อน (Knowledge Based) หรือถ้าไม่มีความรู้
อย่างน้อยก็ต้องมีประสบการณ์เดิมในเรื่องนั้นอยู่บ้าง
2. จะต้องประกอบด้วยข้อวินิจฉัย (Inferential) ในขั้นตอนของกระบวนการรับรู้ ทั้งนี้เพราะใน
การรับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มนุษย์ไม่สามารถรับข้อมูลทุกชนิดในเรื่องนั้นพร้อมกันได้ ดังนั้นจึงต้อง
อาศัย
วิธีการวินิจฉัย โดยการตั้งสมมติฐานหรือปะติดปะต่อเรื่องต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้การรับรู้ในสิ่งนั้น
เกิด
ความสมบูรณ์มากที่สุด
3. จะต้องมีความสามารถในการแยกแยะ (Categorical) ลักษณะหรือคุณสมบัติที่ส าคัญของ
ข้อมูลนั้นได้อย่างถูกต้อง ซึ้งในลักษณะนี้จะต้องอาศัยความจ าจากประสบการณ์เดิมมาใช้
4. ลักษณะของการรับรู้จะต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง (Relational) ของข้อมูลต่าง ๆ หลาย
ประเภท
5. กระบวนการของการรับรู้จะต้องอาศัยของการดัดแปลง (Adaptive) ข้อมูลจากประสบการณ์
เดิมมาใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละเรื่องที่ก าลังรับรู้อยู่ในขณะนั้น
6. กระบวนการของการรับรู้มักจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการท างานของสมองในการรับรู้
ข้อมูลต่างๆ มีการแปลความหมายจากสิ่งที่ได้สัมผัส และเกิดการรับรู้สิ่งเร้านั้นในลักษณะของส่วน
รวมที่มีความหมาย
กระบวนการของการรับรู้
กระบวนการของการรับรู้จะต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้
1. มีสิ่งเร้าที่จะรับเข้าสู่ร่างกายทางประสาทสัมผัสโดยผ่านอวัยวะรับสัมผัสทั้ง 5
2. ประสาทรับสัมผัส รับสิ่งเร้าเข้ามา ซึ่งประสาทสัมผัสและความรู้สึกสัมผัส เช่น หู ตา จมูก
ลิ้น ผิวหนัง จะต้องสมบูรณ์พอที่จะสัมผัสสิ่งเร้านั้น และส่งต่อไปยังสมองเพื่อแปลความหมาย
3. การแปลความหมายเกิดจากประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมเกี่ยวกับสิ่งเร้าที่ได้สัมผัสนั้น
28
องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้
การรับรู้ที่ดีขึ้นอยู่กับระบบประสาทสัมผัสและสภาวะจิตใจของแต่ละบุคคล ตลอดจนลักษณะ
ของวัตถุที่เราจะรับรู้ดังนี้
1. องค์ประกอบทางด้านตัวบุคคล ได้แก่
1.1 ความสมบูรณ์ของประสาทหรืออวัยวะรับสัมผัส เช่น หู ตา จมูก และอวัยวะรับสัมผัสอื่น ๆ ปกติหรือไม่ มี
ความรู้สึกสัมผัสเพียงใด สุขภาพของร่างกาย เช่น ความเหนื่อยล้า ความเจ็บป่วย ทำให้การรับรู้ผิดพลาดได้
ความชราทำให้สมรรถภาพการรับสัมผัสจะน้อยลง เช่น หูตึง ตาฝ้า ตามัว ก็มีส่วนทำให้การรับรู้ผิดพลาดได้
อิทธิพลของสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น แอลกอฮอล์ ยาเสพติดบางชนิด ทำให้การรับรู้ผิดพลาดได้
1.2 ประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิม ทำให้การรับรู้ของบุคลลกว้างแคบหรือถูกต้องตามความเป็นจริงหรือ
ไม่ คนที่มีประสบการณ์กว้างได้พบ ได้เห็น ได้ยินสิ่งต่าง ๆ มามากการรับรู้ย่อมกว้ากว่าบุคคลที่มี
ประสบการณ์อยู่ในวงแคบ นอกจากนี้ประสบการณ์ยังท าให้รับรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ หรือภาพแตกต่างกัน
ออกไปได้
1.3 ความใส่ใจหรือความสนใจ เป็นพื้นฐานการรับรู้เพราะโดยธรรมชาติอวัยวะรับความรู้สึกของคนเราจะได้
รับสัมผัสจากสิ่งเร้าในเวลาเดียวกันมากมาย แต่คนเราจะเลือกรับรู้เฉพาะสิ่งที่กำลังสนใจ หรือตั้งใจที่รับรู้ใน
ขณะนั้นเช่น ในขณะที่ก าลังนั่งฟังอาจารย์ทบทวนวิชาที่จะต้องสอบในวันรุ่งขึ้นอยู่นั้น มีสียงเพื่อนคุยกัน
เราได้ยินเสียงแต่ไม่รู้เลยว่าเพื่อนกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่เราจะได้ยินเสียงพูดของอาจารย์ที่เราก าลังฟัง
อยู่อย่างชัดเจน
1ค.4นค2วคานมเตด้ิอนงไปกซาื้รอหขรอืองแด้รวงยขักบันกคานรททีี่่คกนาจลัะงรัหบิวรูม้สิ่างกใดๆก็กต็จามะสขึน้นใอจภยู่กาัพบสคนวทามนตา้เอกีง่ยกวากรับขออางหเขาารในมขอณงหะานัร้น้านเช่น
อาหารมากกว่าคนที่อิ่มแล้วหรืออาจจะมองเห็นภาพที่คลุมเครือเป็นภาพอาหารก็ได้ส่วนคนที่ต้องการจะ
ซื้อหนังสือก็จะมองเห็นแต่ร้านขายหนังสือ
1.5 อารมณ์ คนที่กำลังมีอารมณ์ดีก็จะรับรู้ในสิ่งต่าง ๆ ในแง่ดี และมักจะเห็นข้อบกพร่องในสิ่งนั้นในทาง
ตรงกันข้ามคนที่อารมณ์ไม่ดีมักจะมองอะไรไม่ชอบใจไปหมดอาจไม่รับรู้อะไรเลยหรือรับรู้ผิดพลาดไปจาก
ความหมายที่เป็นจริงก็ได้ เช่น คนที่กำลังอารมณ์เสีย เนื่องจากถูกครูลงโทษ
ไ1.ด6้ดคี เวมืา่อมกพรร้รอมมกทีา่กรรปะลท่อำยมีตผัวลบต่ออกกวา่ารร“ัรบะรวู้ัเงช่”นก่นอักนศทึี่กจษะใาห้ทีส่ักญำลญังาเตณรีหยรมือพครน้อทีม่ยทืีน่จคะวอิ่งยแรขถ่งเมจะล์รกับ็พรู้รส้ัอญมญที่จาะณขึ้นนั้รนถ
ได้ทันทีที่รถจอด
1.7 การคาดหวังหรือการถูกวางเงื่อนไขให้รับรู้สิ่งใดทำให้คนเรามีความพร้อมที่รับรู้สิ่งนั้น
1.8 วัฒนธรรม อาชีพและบุคลิกภาพที่ต่างกัน จะทำให้คนเรารับรู้ต่างกัน เช่น คนบางวัฒนธรรม เวลาพบ
กันจะแลบลิ้นให้กัน หรือเอาจมูกชนกันเป็นการทักทาย แต่ถ้านำไปปฏิบัติต่อคนต่างวัฒนธรรมกัน เขา
อาจจะเห็นว่า การกระทำนั้นเป็นการล้อเลียน หรือดูถูกได้
1.9 สุขภาพของร่างกายคนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงการรับรู้จะมีความหมายมากกว่าคนที่สุขภาพ
ร่างกายอ่อนแอ
2. องค์ประกอบของสิ่งเร้า คุณสมบัติของสิ่งเร้าเป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้คนเราเกิดความ 29
สนใจที่จะรับรู้ และทำให้การรับรู้ของคนเราคลาดเคลื่อนหรือตรงต่อความจริงได้ดังนี้
2.1 ความเข้มหรือขนาดของสิ่งเร้า (Intensity and Magnitude)สิ่งเร้าที่มีความเข้มมากหรือมีขนาดใหญ่ย่อม
ทำให้เกิดการรับรู้ได้มากกว่าสิ่งเร้าที่มีขนาดเล็ก เช่น ป้ายโฆษณาสินค้าที่ดึงดูดความสนในของผู้อื่นได้ดี
ควรมีขนาดโตกว่าป้ายที่มีขนาดเล็กและจะดึงดูดความสนใจได้มากขึ้น ถ้าเป็นสิ่งเร้าที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำซาก
เสียงก็เช่นเดียวกันคนจะรับรู้เสียงที่ดังชัดเจนมากกว่าเสียงที่ฟังแล้วไม่เข้าใจความหมาย
2.2 การทำซ้ำๆ ของสิ่งเร้า (Repetition) สิ่งใดก็ตามที่ทำซ้ำๆอยู่บ่อยๆ จะเรียกร้องความสนใจได้ เช่น ขณะที่
ครูสอนหนังสือ ถ้ามีนักเรียนคนใดซักถามครูบ่อยๆ จะทำให้ครูสนใจและรู้จักมากกว่าคนที่ไม่เคยซักถามครู
เลย หรือการโฆษณาสินค้าที่ได้ยินบ่อยๆ จะทำให้เราสนใจสินค้านั้นๆ แต่การทำซ้ำๆ ถ้าทำนานเกินไปก็จะ
ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายได้
เต2ป่.็า3นงลพๆัื้กทนีษล(ณGะสrิ่ะงoตuัสดnิ่งdกัท)นี่เไขชด่้อนรังบกสกิา่งราเรจรัเ้ดาอท(าCำใจoสnใวสt่นrก็aหจsยะt่ป)อเรมชา่นกถ้ภฏาเาเรดพ่านแใสอล่ใอะจพกืเ้พนม่งา(เมFปi็อgนuงภrไปeาพทaี่nด(dFอigGกurไมro้euด)nสิdอ่ง)กใอืน่ไนมก้ๆกา็ทรจี่รไะัมปบ่ไรรูด้าเ้รรกัาบฏจกเะปาใ็สรน่ใใภจส่าตใ่จพอก็สสิจ่่งวะน
อื่นๆ เช่น หินประดับ น้ำตก ฯลฯ จะกลายเป็นพื้น ดังนั้นถ้าเราต้องการให้สิ่งใดเป็นภาพเราควรใช้สีเด่น พื้น
ควรใช้สีจางลงหรืออาจจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเร้าที่เคยชินแล้วเพื่อเรียกร้องความสนใจเช่น การพาดหัวข่าวใน
หน้าหนังสือพิมพ์ เขาจะใช้อักษรโตกว่าปกติหรือใช้สีที่แตกต่างกันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่าน
2.4 การคลาดเคลื่อนหรือเปลี่ยนระดับ (Movement) ตามธรรมดาคนเราจะรับรู้สิ่งที่มีการเคลื่อนไหวไปมาได้
เร็วกว่าสิ่งที่อยู่นิ่งๆ สังเกตได้จากป้ายโฆษณาสินค้ามักจะมีแสงไฟกระพริบๆเป็นระยะหรืออาจทำเป็นรูปที่มี
การเคลื่อนไหวได้ เพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจ
2.5 การจัดหมวดหมู่ของสิ่งเร้า
2ห.ม5ู่เ.1ดีNยeวaกrันneตsาsมoหr ลpักroขxอimงiNtyeaคืrอneคsนs เเรราามมีีแแนนววโโนน้้มมททีี่่จจะะรรัับบภรู้ใานพสิน่ีง้โทดี่ใยกแล้ยกักนกใหลุ้่เมป็ทนี่เภป็านพเสเ้ดนียขวนกาันนหแรลือะจเุปด็นอหอมกวด
เป็นสองกลุ่ม
2ต.า5ม.2หSลiัmกiขlaอrงitSyimคืiอlarภiาtyพขเรอางจเะสร้ันบหรู้ภรือาพจุดนี้ทโีด่เหยมเืหอ็นนวๆงกกัลนมเรเาป็จนะรรูับปรกู้มาักนบเขา้าทเแป็ลนะภมีาภพาเพดีสยี่เวหกัลีน่ยหมรืปอรกะลกุ่มอเบดีอยยูว่สกี่ัน
มุม
2.5.3 ความต่อเนื่อง (Continuity) การรวมกลุ่มเกิดจากสิ่งเร้ามีทิศทางไปทางเดียวกัน
2.5.4 Closure คือ ภาพที่ใกล้จะสมบูรณ์หรือขาดความสมบูรณ์ไปเพียงเล็กน้อยเราจะมีแนวโน้มที่จะต่อเติม
ใหสนมนึส่บ่งวูสรน่ณวท์ีน่ขใ(Cดาดoขmหาpดายlหeไาtปeยขdไปอfงiหgภuรืาrอพeภ) ใาหพ้เกกิาดรเ์ตปู็นนตภ่าางพทๆี่สเมป็บนูรต้ณน์ตไดา้มเชห่นลักรูขปอสงามClเoหsลuี่rยeมท่สีา่เนหจลีะ่ยรับมรูห้ภราือพวนีง้ใกนลรูมปขทีอ่ส่งวน
2ตั.ด5.ก5ับFพiืg้นurกeาaรnจัdดgหrาoหuมnวdดกหามรู่ทขี่อเรงาภมาอพงแเหล็นะพสืิ้่งนต(่Fาiงgๆurเeป็นanรูdปgไดr้oเuพnรdา)ะไเมส่้จนำตเ่ปา็งนๆว่ทาี่จปะรตะ้อกงอเบกิขึด้นจเาป็กนเสรู้ปนนเัส้นมมอา
ไป แต่อาจจะเกิดจากการตัดกันของสีก็ได้ ส่วนที่รับรู้ว่าเป็นภาพจะลอยเด่นอยู่ข้างหน้า ส่วนที่เป็นพื้นทั้ง ๆ
ที่เราเห็นอยู่แล้วว่ามันอยู่บนแผ่นกระดาษแผ่นเดียวกัน แต่ในบางครั้งเราอาจมองเห็นภาพและพื้นสลับ
กันได
3. การรับรู้ผิดพลาดหรือภาพลวงตา (Perceptual Illusions) การรับรู้ของคนเราบางครั้ง
อาจจะเกิดความผิดพลาดได้ ซึ่งมีสาเหตุจาก
3.1 เกิดจากตัวผู้รับรู้เอง เช่น ความบกพร่องของอวัยวะรับสัมผัส มีประสบการณ์เดิมที่
ผิดๆ มีสารเคมีบางอย่างในร่างกาย เช่น รับประทานยาบางชนิด ดื่มสุรา สูบกัญชา อาจท าให้เห็นภาพ
หลอนได้
3.2 เกิดจากองค์ประกอบของสิ่งเร้า เช่น การเกิดภาพลวงตา (Illusion) ภาพลวงตา
หมายถึง การรับรู้สิ่งผิดความจริง ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างการรับรู้และของจริง เช่น เอาดินสอจุ่ม
ลง
ในแก้วน้ำ จะเห็นว่า ดินสอหัก ทั้ง ๆ ที่ความจริง ดินสอก็ยังเป็นแท่งตรงตามปกติ หรือการมองดวง
จันทร์
ขึ้นจากขอบฟ้า มีขนาดใหญ่กว่าเมื่อดวงจันทร์อยู่ตรงศีรษะ
30
4. การรับรู้ความเคลื่อนไหวที่ของวัตถุ (Object Constancy) ตามปกติเราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ
ที่อยู่รอบตัวเราในในลักษณะที่คงที่ ไม่ว่าวัตถุนั้นจะอยู่ในต าแหน่งใด เราจะมีความรู้สึกว่าวัตถุนั้นมีขนาดสี
รูปร่าง คงที่อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่รูปร่าง ขนาด สี ของวัตถุนั้นจะเปลี่ยนไป ความคงที่ของวัตถุ ได้แก่
4.1 ความคงที่ของรูปร่างและขนาด (Size Constancy)หมายถึงความสามารถใน
การรับรู้ขนาดของวัตถุ ไม่ว่าวัตถุนั้นจะอยู่ใกล้ไกลเพียงใด เช่น รูปร่างของวัตถุนั้นถ้าเรามองในแง่มุมที่
ต่างกันจะมองเห็นภาพต่างกันออกไป แต่เราจะมีกฎธรรมชาติที่รับรู้ในสภาพเดิมอยู่เสมอ เช่น เวลาเราขึ้น
ไปยืนบนภูเขาสูงมากๆ มองลงมาจะเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างล่างเล็กนิดเดียว แต่เราก็รู้ความจริงแล้วว่าคนไม่
ได้
มีขนาดเล็กตามภาพที่เราเห็นในขณะนั้น
4.2 ความคงที่ของสี (Color Constancy) หมายความว่า วัตถุที่เรามองเห็นไม่ว่าจะ
มีสีเปลี่ยนไปเพราะอยู่ในที่มืดหรือสว่างก็ตาม เราก็จะรับรู้ว่าเป็นสีเดิมอยู่ เช่น เสื้อสีขาว ถ้าอยู่ใน ที่มีแสง
น้อย สีของมันจะกลายเป็นสีเทา แต่เราก็ยังรับรู้ว่าเป็นสีขาวอย
4.3 ความคงที่ของขนาด (Size Constancy) เป็นการรับรู้ขนาดของสิ่งเร้าใน
ลักษณะคงที่ แม้ว่าจะมองด้านใดก็ตาม เช่นเหรียญไม่ว่าจะมองด้านใดเราก็รับรู้ขนาดเท่าเดิม
4.4 ความคงที่ของต าแหน่งของวัตถุ (Location Constancy) คนเราจะรับรู้ตาม
ต าแหน่งและที่ตั้งของวัตถุว่าด้านไหนเป็นหัวและท้าย ด้านซ้ายหรือด้านขวาได้ถูกต้อง ถ้ามีประสบการณ์
กับสิ่งนั้นมาก่อน
การรับรู้กับการเรียนรู้
การรับรู้กับการเรียนรู้จะต้องเกี่ยวเนื่องควบคู่กันไป มีการรับรู้ก่อนแล้วจึงเกิดการเรียนรู้ หรือ
เพราะมีการเรียนรู้อยู่แล้วจึงท าให้การรับรู้ง่ายและเร็วขึ้น โดยทั่วไปเราจะพบว่าการรับรู้เป็นการเรียนรู้
อย่างหนึ่ง โดยที่เราทราบมาแล้วว่า การรับรู้ หมายถึง การที่เราได้ทราบว่ารูปร่างลักษณะของสิ่งของ
ต่างๆที่ล้อมรอบตัวเรา จากอวัยวะสัมผัสของเราว่าเป็นอะไร มีความหมายอย่างไร หรืออาจกล่าวได้ว่า
การรับรู้นั้นเป็นผลของการเรียนรู้บวกกับความรู้สึกจากการสัมผัส คนที่มีร่างกายปกติและมีอวัยวะ
สัมผัสทุกอย่างที่ใช้การได้ดี อวัยวะสัมผัสเหล่านี้ช่วยทำให้คนรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เป็นอย่างดี แต่
การรู้จักสิ่งต่างๆโดยผ่านทางอวัยวะสัมผัสเช่นนี้ จัดเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง มิใช่ว่าพอเรารับสัมผัส
จากสิ่งเร้าแล้ว เราสามารถจะรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนั้นๆ เป็นเช่นนั้นหรือมีลักษณะนั้นๆ เลยทีเดียว หากแต่
เราจำเป็นต้องเรียน เราจึงจะรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง
การนำเอาหลักของการรับรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน
ครูควรจะนำหลักของการรับรู้ไปปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะการ
รับรู้ที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานส าคัญยิ่งของการเรียนรู้ ก่อนสอนครูควรจะหาวิธีที่จะกระตุ้นให้นักเรียน
เกิด
ความสนใจที่จะรับรู้สิ่งที่ครูสอน ซึ่งมีปัจจัยภายในและภายนอก เช่น
1. สำรวจตัวผู้เรียนก่อนว่ามีปัญหาในด้านการรับรู้หรือไม่ เช่น ปัญหาของอวัยวะรับสัมผัสปัญหาทาง
ด้านอารมณ์ และปัญหาทางด้านสติปัญญา
2. หาวิธีให้เด็กเกิดความสนใจและเกิดทัศนะคติที่ดีในสิ่งที่ครูสอน โดยการส่งเสริมสิ่งเร้าที่เป็นบท
เรียน วิธีสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ง่ายต่อการรับรู้ของเด็ก เช่น
การจัดห้องให้ถูกสุขลักษณะ ใช้อุปกรณ์การสอนที่ง่ายต่อการรับรู้ เช่น มีภาพประกอบที่ชัดเจน ใช้
เสียงที่พอเหมาะ เขียนตัวอักษรเป็นระเบียบชัดเจน
3. การจัดแบบเรียน ควรเริ่มจากการสร้างพื้นฐานที่เด็กรู้แล้ว หรือเข้าใจแล้ว เพราะในการแปลความ
หมายในสิ่งที่จะรับรู้ต่อไป เด็กต้องอาศัยความรู้เดิม ในการสอนครูต้องรู้พื้นฐานประสบการณ์เดิม
ของเด็กแต่ละคน มิฉะนั้นในขณะที่เด็กคนหนึ่งรับรู้ แต่เด็กหลายคนอาจไม่รู้ เพราะขาดประสบการณ์
เดิม จึงแปลความหมายไม่ออกในบทเรียนใหม่
4. ความตั้งใจ เจตคติ และอารมณ์มีความส าคัญต่อการรับรู้ ดังนั้นครูจะต้องท าบทเรียนให้น่าสนใจ
เช่น ใช้อุปกรณ์ที่น่าสนใจ มีกิจกรรมและการสอนไม่บีบคั้นทางอารมณ์ พยายามให้เด็กสนุก
เพลิดเพลิน และครูควรมีความเป็นกันเอง และมีความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กรับรู้ได้ดียิ่งขึ้น
31
5. จัดให้เด็กมีโอกาสได้รับรู้สิ่งต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการรับรู้ อันเป็นแนวทางการเสริมสร้างการ
เรียนรู้ไปด้วย
6. สนใจต่อเด็กที่มีปัญหาต่อการรับรู้ เช่น อวัยวะรับสัมผัสบกพร่อง สายตาสั้น สายตาเอียงหูตึง เด็กที่มี
ปัญหาด้านอารมณ์ หรือด้านสติปัญญา เป็นต้น เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลไปในการจัด
กระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ การรับรู้ที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งในการเรียนรู้ การ
รับรู้จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล หรือตัวของนักเรียนแต่ละคน ว่ามีความสมบูรณ์ของประสาทสัมผัส
มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความพร้อมในการรับรู้อย่างไร อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีมีคุณภาพสำหรับ
บุคคลนั้นๆ
สรุป
การรับรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์จะต้องใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ทั้งวัตถุ สิ่งของ รวมทั้งสิ่งมีชีวิต
ทั้งหลาย หากบุคคลนั้นไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้า ไม่ยอมที่จะรับรู้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว บุคคล
นจั้ะนเกกิ็ดจะกไาม่รสรัาบมรูา้ทรี่ดถีไแดล้นัก้นเปตล้ีอ่ยงนอคาวศัายมปคิรดะกเหา็นรก3ับสิบ่งุคดคังลนอีื้่นได้ ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ การที่
1. ประสบการณ์เดิม ได้แก่ ความคิด ความรู้ และการกระทำที่ได้เคยกระทำมาแล้วในอดีตประสบการณ์เดิม
เหล่านี้จะต้องมีปริมาณมาก และเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ชัดเจนแน่นอน ซึ่งช่วยในเรื่องของการตีความหมาย
จากการรับสัมผัส
2. ความต้องการและความสนใจในขณะนั้น มีความส าคัญไม่น้อยต่อการตีความหมายจากการรับสัมผัสจาก
สิ่งเร้าต่างๆ ถ้าคนเรามีความต้องการและสนใจต่อสิ่งใด ก็จะมีความตั้งใจแน่วแน่ มีการสังเกตพิจารณาต่อ
สิ่งนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งจะก่อให้เกิดการตีความหมายกลายเป็นการรับรู้ได้อย่างถูกต้อง
3. สภาพแวดล้อมและลักษณะของสิ่งเร้าที่มาเร้า ถ้าคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมทำให้จิตใจแจ่มใส
และปลอดโปร่ง เกิดเป็นการเรียนรู้ที่ดี ส่งผลให้สติปัญญาดีขึ้น และถ้าสิ่งเร้ามีลักษณะคุณสมบัติตลอดจน
มีความหมายต่อตัวบุคคลนั้นด้วยแล้ว ย่อมช่วยในการตีความหมายจากการรับสัมผัสส่งผลต่อการรับรู้ได้
เป็นอย่างด
นั้นคือ การที่บุคคลจะสามารถรับรู้และแสดงการรับรู้ออกมาได้เป็นอย่างดีนั้น จะต้องอาศัยสิ่ง
เร้า การสัมผัส การตีความหมายจากการสัมผัส และประสบการณ์เดิม ถ้าหากอวัยวะรับสัมผัสต่างๆ
บกพร่องหรือขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป เช่น หู ตา จมูก ลิ้น หรือกาย ก็จะท าให้การรับรู้นั้นขาดความ
สมบูรณ์ไปได้
32
บทที่8จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้
การเรียนรู้ (Learning)
ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อัน
เป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้
ได้แก่ พฤติกรรมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจากวุฒิภาวะ
อจิยต่าวงิทถยาาวทรี่หใช้รใือนเกกิาดรจถ่าากยกทาอรดฝึคกวฝานมรซูึ้่โงดกยรกะบารวเนรีกยานรรเู้รจียะเนกิรดู้จขึะ้นเกไิดด้นไัด้น้จตา้อกงขั้เนกิตดอจนากหพลักฤติ4กรขัร้นมตทีอ่เปนลคี่ืยอนตั้แงปใจลจงะไรูป้
กำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อให้รู้ ลงมือปฏิบัติและได้รับผลประจักษ์ สำหรับทฤษฎีการเรียนรู้นั้นจะพยายามศึกษาว่า
กพุรทะธบินวิยนมกแารลเะรแียบนบรู้นัs้eนlมfี-ลัrกegษuณlaะtอeยd่าlงeaไรrnในinงgานโดวิยจัยมีสจ่ิวตนวิใทหยญา่ทนั้านงจสื่ะอทเำปก็นาแรศนึกวกษาารแศบึกบษพาฤใหติมก่ทรี่เรพิม่มนิเยข้มามแาบบ
เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ
ค1.1ลอาีวสาสนิกพ(Cาlฟasลsอicฟal(CIvoandniPtiaovnlionvg, T18he4o9r-y19) 3ห6รื)อนัแกบสบรีสริ่งวิทเร้ยาาชาวรัสเซีย ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบ
1.2 จอห์น บี วัตสัน (John B Watson คศ.1878 -1958) ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคที่เกิดขึ้น
กับมนุษย์
1C.3onเdบiอtiรo์รnัสingสกtิhนeเoนrอyร)์ (Burrhus Skinner) ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant
1.4 เพียเจท์ (Jean Piaget) การจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้ให้ข้อมูลและนักเรียนเป็นผู้รับข้อมูล ครูยิ่งให้ข้อมูล
มากเท่าไร นักเรียนก็ยิ่งรับข้อมูลได้มากเท่านั้น
1.5 กาเย่ (Gagne) ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น
- การจูงใจ ( Motivation Phase) การคาดหวังของผู้เรียนเป็นแรงจูงใจในการเรียนรู้
- การรับรู้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรียนจะรับรู้สิ่งที่สอดคล้องกับความตั้งใจ
- การปรุงแต่งสิ่งที่รับรู้ไว้เป็นความจำ (Acquisition Phase) เพื่อให้เกิดความจำระยะสั้นและระยะยาว
- ความสามารถในการจำ (Retention Phase)
- ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว (Recall Phase)
- การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว (Generalization Phase)
- การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ (Performance Phase)
- การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน (Feedback Phase) ผู้เรียนได้รับทราบผลเร็วจะทำให้มีผลดีและ
ประสิทธิภาพสูง
1.6 ธอร์นไดค ทฤษฎีการเชื่อมโยง
33
2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ
2.1 เดวิค พี ออซุเบล ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
2.2 Gestalt Psychologist ทฤษฎีการใช้ความเข้าใจ (CognitiveTheory)
2.3 โคท์เลอร์ (Kohler, 1925) การเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ (Insight Learning)
2.4 Jero Brooner ทฤษฏีการเรียนรู้แบบค้นพบ
2.5 Piaget ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา
3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้คือ
ก3า.1รศสัางสเกตตรหาจรืาอรกย์าบรันเลดีูยรนาแแบห่บงม(Oหbาsวeิทrvยaาtลiัoยnสaแl ตLeนaฟrnอiรn์ดg ห(SรtืaอnMfoordde)lปinรgะ)เทศสหรัฐอเมริกา การเรียนรู้โดย
3.2 Anthony Grasha กับ Sheryl Riechmann ทฤษฎีการสังเกตจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูผู้
สอน และสังเกตจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อนร่วมห้อง
3.3 เลวิน (Lawin) ทฤษฎีสนาม
3.4 Robert Slavin และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมกันเรียนรู้
3.5 David Johnson และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้
3.6 Shlomo และ Yael Sharan ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ในงานเฉพาะอย่าง
ทฤษฎีการกลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt ‘s Theory)
คือ เทวอฤรษ์ไฎธีกเมาอรเร์รี(ยWนeรrู้ขthอeงimกลeุ่rม)เโกคสห์ตเัลลอท์ร์เก(ิKดoจhาleกrน)ักคจอิตฟวฟิท์กยาา(ชKาoวfเfยkอaร) มแัลนะตัเ้ลงวแินต่ป(ีLคew.ศi.n1)9ทั1้2งกโดลุ่ยมมมีีผแู้นนำวกคลุว่มาม
คิดว่า การเรียนรู้เกิดจากการจัดประสบการณ์ทั้งหลายที่อยู่กระจัดกระจายให้มารวมกันเสียก่อน แล้วจึง
พิจารณาส่วนย่อยต่อไป
กฎการเรียนรู้
จตปัมรลูะกทส์หจลบึิลง้ัน1กก.จัแากกดรล1าาร.ณ1ระระ์ผกรเเิแับรบวฎีีลยยหรแูะ้นบนกห(ั่Pรกงูงา้eขราคกrอรเcวรารงีeัารยบทpมรนัรtฤูบช้iรัโูoษด้ดรเูn้กทฎเยิ)ีจดาแเกนงปขบึ็้ลส่นุน(่งCมากจเlยเปeาาก็ตaกรนสrาแก2nตจปัฎeะลลรsปัsท4กคร)์เษวะขกน้มา้ณอานมารกณเะหเรครีามืียรยอร้ากอเนยรยวีร่ยจูา้ลทาีน่กะกดรีู7ฎก้ตที้5แ่าอสร่หขงว่สงอัมนมีกงครผากวัวรสมาาจรดมัม้ดรวชัาบัรยกดะรูอกเเ้ทบจัววี้ั่งนยยาหแสบว่มลวะคสนดะืัอแมยด่นผัอ่ังนสยนอัท้ัซน้นึง่งกเ5จลพุ่ะสมเร่กวาิขดนะอผูขคึ้ืง้เนอรเีกจยหาูสนกตมีา
ประสบการ1.ณ2์กเดฎิมแแห่ตงกคตว่าามงกคันล้ายคลึง (Law of Similarity) เป็นการวางหลักการรับรู้ในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
เพื่อจะได้รู้1ว.่3าสกาฎมแาหร่ถงจคัดวาเขม้าใกกลลุ้่มชิดเดี(ยLวaกwันof Proximity) เป็นการกล่างถึงว่าถ้าสิ่งใดหรือสถานการณ์ใดที่มี
ความใกล้ช1ิ.ด4กกันฎแผู้หเ่รงียคนวมาีมแตน่วอโเนนื้่มอทงี่จ(Lะรaับwรู้oสิf่งCนัo้นnไtวi้nแuบitบyเ)ดีสิย่งวเกรั้านที่มีทิศทางในแนวเดียวกัน ซึ่งผู้เรียนจะรับรู้
ว่าเป็นพวก1.เ5ดีกยฎวแกัหน่งความสมบูรณ์ (Law of Closer) สิ่งเร้าที่ขาดหายไปผู้เรียนสามารถรับรู้ให้เป็นภาพ
สมบูรณ์ได้โดยอาศัยประสบการณ์เดิม
34
2. การหยั่งเห็น (Insight) หมายถึง การเกิดความคิดแวบขึ้นมาทันทีทันใด ในขณะที่ประสบปัญหาโดยมอง
เห็นแนวทางในการแก้ปัญหาตั้งแต่เริ่มแรกเป็นขั้นตอนจนสามารถแก้ปัญหาได้ เป็นการมองเห็น
สถานการณ์ในแนวทางใหม่ ๆ ขึ้น โดยเกิดจากความเข้าใจและความรู้สึกที่มีต่อสถานการณ์ว่าได้ยินได้ค้นพบ
แล้ว ผู้เรียนจะมองเห็นช่องทางการแก้ปัญหาขึ้นได้ในทันทีทันใด
การทดลองที่แสดงการหยั่งเห็นในการเรียนรู้โคลเลอร์ได้ทดลองโดยการขังลิงชิมแพนซี ตัวหนึ่งไว้ในกรงที่
ใหญ่พอที่ลิงจะอยู่ได้ภายในกรงมีไม้หลายท่อน มีลักษณะสั้นยาวต่างกันวางอยู่ นอกกรงเขาได้แขวนกล้วยไว้
หวีหนึ่ง เกินกว่าที่ลิงจะเอื้อมหยิบได้ การใช้ท่อนไม้เหล่านั้น บางท่อน ก็สั้นเกินไปสอยกล้วยไม่ถึงเหมือนกัน
มีบางท่อนยาวพอที่จะสอยกินกล้วยได้
การทดลองที่แสดงการหยั่งเห็นในการเรียนรู้ในขั้นแรก ลิงชิมแพนซีพยายามใช้มือเอื้อมหยิบกล้วย แต่
ไม่สำเร็จ แม้ว่าจะได้ลองทำหลายครั้งเป็นเวลานาน มันก็หันไปมองรอบๆกรง เขย่ากรง ส่งเสียงร้อง
และปีนป่าย แต่เมื่อไม่ได้ผล มันจึงหันมาลองจับไม้เล่น ใช้ไม้นั้นสอย กล้วยแต่ก็ไม่ได้ผล มันจึงหันมา
ลองจับไม้อันอื่นเล่นและใช้ไม้นั้นสอยกล้วย การกระทำเกิดขึ้นเร็วและสมบูรณ์ไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไป
อย่างช้าๆ ในที่สุดมันก็สามารถใช้ไม้สอยกล้วยมากินได้
วิธีการที่ลิงใช้แก้ปัญหานี้ โคล์เลอร์เรียกพฤติกรรมนี้ว่าเป็น การหยั่งเห็น เป็นการมองเห็นช่องทางใน
การแก้ปัญหาโดยลิงชิมแพนซีได้มีการรับรู้ในความสัมพันธ์ระหว่างไม้สอย กล้วยที่แขวนอยู่ข้างนอก
คกกรวรงาะมแบกลวรนะสะกจา่ามารงาแแรกถจ้้ปงใัชญใ้นไมหใ้จนาั้2ขน.อสกงอาลรยิงเกรชีลยิ้มวนแยรูพ้ไกดน้าเรซปี็ห1น.ยัวก่ิงธาีเรกห็นานำรเไแปป็กน้สูป่กัเญปา้ารหหทีา่มผโู้ดาเยรยียกนามรหอยงั่เงหเ็หน็นรับจะรูเ้คกิวดาขมึ้นสัทมันพัทนีทธั์นขใอดงเหมือน
เกหรตะุบกวานรณก์ารไมแ่ใกช้่ปเัปญ็นหกาาขรอตงอลบิงสชนิมอแงพขนอซงี3สิ.่งคเวร้าามเพรีู้เยดิงมอขย่อางงผเูด้เีรยียวน ประสบการณ์ของผู้เรียนมีส่วน ที่จะ
ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการหยั่งเห็นในเหตุการณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นปัญหาและช่วยให้ การหยั่งเห็นเกิดขึ้นเร็ว
การนำทฤษฎีนี้มาใช้ในการเรียนการสอน
ในการสอนครูควรจะให้ผู้เรียนมองเห็นโครงสร้าง ทั้งหมดของเรื่องที่จะสอนก่อน เพื่อให้เด็กเกิดการรับรู้
เป็นส่วนรวม แล้วจึงแยกส่วนออกมาสอนเป็นตอนๆ
อLเeนา้aศนัrยใnหสi้ืn่ผอูg้เทีร่bีชยัyดนDเเจรoีนiยnปนgรด)้ะวกยอคบวกาามรเเขร้ีายใจนมแาลกะตก้อว่างเเนร้ีนยกนาด้รวเยรียกนารแปบฏิบบัทต่ิอจงริจงำหกรืาอรผเูร้เียรียนนด้ลวงยมคือวากมรเะขท้าำใเจอตง้อ(ง
ฝึกให้ผู้เรียนสามารถโยงความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ที่เรียนไปแล้วกับความรู้ใหม่ว่ามีความแตกต่าง
และคล้ายคลึงกันอย่างไรเพื่อช่วยให้จำได้นาน
นำแนวคิดของทฤษฏีนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ว่าควรทำความเข้าใจโดยมองปัญหาทุกแง่ทุกมุม ไม่
นคำวไรปมใอช้ใงนปักญารหทาำโดคยวามีมอเคข้ตาิใจแบลุคะใคช้ลควว่าามคควิรดมออย่งาเงขมาีเใหนตภุมาีพผรลวในมก(าTรhแeกW้ปhัญoleหาPerson ) คือ การศึกษา
คุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกับความมีเหตุผล ไม่ตัดสินความดีความชั่ว ของบุคคล โดยมองด้านใดด้าน
หนึ่งของเขาเท่านั้น
นำไปใช้ในการทำความเข้าใจบุคคลว่า ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คือ การศึกษา
คุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลกับความมีเหตุผล ไม่ตัดสินความดีความชั่ว ของบุคคล โดยมองด้านใดด้าน
หนึ่งของเขาเท่านั้น
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขของสกินเนอร์ (B.F. Skinner) 35
สกินเนอร์มีแนวคิดว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาวะแวดล้อม ที่เหมาะสม เพราะทฤษฎีนี้
ต้องการเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งสนับสนุนและการลงโทษ สกินเนอร์มองว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็น
(แพNรฤeงตgิซaกึ่tงรiกvรeมารRทีเ่eสกiรnริมfะoทแrำรcตeง่อmนีส้eิม่ีงnทัtแ้ง)วกดาลร้อเสมรขิมอแงรตงนทเาองงบพวกฤต(ิPกoรsiรtมivขeอRงeมinนfุoษrยc์จemะคeงnอt)ยูแ่ตลละอกดารไปเสจริำมเแป็รนงตท้อางงมลีกบารเสริม
การเสริมแรง หมายถึง ผลของพฤติกรรมใดๆ ที่ทำให้พฤติกรรมนั้นเข้มแข็งขึ้น การเสริมแรงทางบวก
หมายถึง สภาพการณ์ที่ช่วยให้พฤติกรรมโอเปอแรนท์เกิดขึ้นในด้านความที่น่าจะเป็นไปได้ ส่วนการเสริมแรง
ทางลบเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์อาจจะทำให้พฤติกรรมโอเปอแรนท์เกิดขึ้นได้ในการด้านการเสริมแรง
นั้น
สกินเนอร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้แยกวิธีการเสริมแรงออกเป็น 2 วิธี คือ
1. การให้การเสริมแรงทุกครั้ง (Continuous Reinforcement) เป็นการให้การเสริมแรงทุกครั้งที่ผู้เรียนแสดง
พฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้
2. การให้การเสริมแรงเป็นครั้งคราว (Partial Reinforcement) เป็นการให้การเสริมแรงเป็นครั้งคราวโดยไม่
ให้ทุกครั้งที่ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยแยกการเสริมแรงเป็นครั้งคราว ได้ดังนี้
2.1 เสริมแรงตามอัตราส่วนที่แน่นอน
2.2 เสริมแรงตามอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน
2.3 เสริมแรงตามช่วงเวลาที่แน่นอน
2.4 เสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน
การเสริมแรงแต่ละวิธีให้ผลต่อการแสดงพฤติกรรมที่ต่างกัน และพบว่าการเสริมแรงตามอัตราส่วนที่
ไม่แน่นอนจะให้ผลดีในด้านที่พฤติกรรมที่พึงประสงค์จะเกิดขึ้นในอัตราสูงมาก และเกิดขึ้นต่อไปอีกเป็น
เวลานานหลังจากที่ไม่ได้รับการเสริมแรง
จากการศึกษาและทดลองของสกินเนอร์นั้น สามารถสรุปเป็นลักษณะ และทฤษฎีการเรียนรู้ของทฤษฎี
การวางเงื่ อนไขแบบโอเปอแรนท์หรือทฤษฎีการวางเงื่ อนไขแบบการกระทำได้ดังนี้
1. การกระทำใดๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการกระทำที่ไม่มีการเสริมแรง
แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลงและหายไปในที่สุด
2. การเสริมแรงที่แปรเปลี่ยนทำให้การตอบสนองคงทนกว่าการเสริมแรงที่ตายตัว
3. การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วและลืมเร็ว
4. การให้แรงเสริมหรือให้รางวัลเมื่อผู้เรียนกระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถช่วยปรับหรือปลูกฝัง
นิสัยที่ต้องการได้
การนำทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
1. การใช้เสริมแรง (Reinforcement) ทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรม ครูควรให้การเสริมแรง โดยการ
ชมเชยหรือให้แรงจูงใจ โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การให้รางวัล ทั้งนี้เพราะเด็กในวัยนี้ต้องการให้ผู้อื่นสนใจ
ตนหรือเห็นว่าตนเองสำคัญกว่าคนอื่น การให้แรงจูงใจจะทำให้เด็กเกิดความสนใจ พอใจที่จะเรียน
2. การปลูกฝังพฤติกรรมบางอย่างและการลดพฤติกรรมบางอย่าง (Shaping Behavior) หลักการสำคัญ
ของทฤษฎีการวางเงื่ อนไขแบบการกระทำของสกินเนอร์ก็คือการควบคุมการตอบสนองด้วยวิธีการเสริม
แรง กล่าวคือ เราจะให้การเสริมแรงเฉพาะในเรื่องที่ต้องการเพื่อให้เกิดเป็นนิสัยติดตัวดังนั้นถ้าเรา
ต้องการให้เด็กมีพฤติกรรมใหม่ในเรื่องใด
36
ทฤษฎีการเรียนรู้ของพาฟลอฟ
---(IvพพพaทnฤฤฤฤตตตPษิิิaกกกฎvีรรรกlรรรoาvมมมร,กกกเ1ร8าาาียรรร4นตตต9รอออ–ู้ก1บบบ9าสสส3รนนน6วอออ)างพงงงเขขขางื่ฟอออองงงลนมมมอไขนนนฟุุุแษษษไดบยยย้์์์บสสทเีกร่คาิเุปดกมลิทดจาารสาฤจกถสาษิกกเกฎกีาสิิก(ด่รงCาวขlเึร้aารน้เงsารไsทเีดiียงc่้ืเ่จaนอชื่าlนอรูกC้มไแoสขิโ่nลงทยีd่ะเตงiกรt้กอาiฎัoทบบีกn่เสสiชาิืn่่งรนอgเเอมรรTี้งยาโhยตตนe่งoาอรูมrก้คดัyัธบวง)รสานิขี่รม้งอมตเงร้ช้อาาตงอตีิกาวจมาาะนรธลทรดพารลงามงฟธชเรลราื่รอตอิมฟยชๆาติ
แ- ลพะหฤยตุิดกลรงรใมนกทีา่สรุดตหอาบกสไนม่อไดง้รขับอกงามรนตุษอยบ์สสิ่งนเอร้างทตี่เาชืม่อธมรโรยมงชกัาบติสิ่งเร้าตามธรรมชาติจะลดลงและหยุดไปเมื่อไม่
ไ-ด้มรับนุกษายร์มตีแอนบวสโนน้อมงที่ตจาะมจำธแรนรมกลชัากตษิ ณและะขจอะงกสลิั่งบเปร้ราใาหก้แฏตขึ้กนตไ่ดา้งอีกกันโดแยลไะมเ่ลตื้ออกงตใชอ้สิบ่งสเรน้าอตงาไมด้ธถูรกรตม้อชงาติ
กฎแห่งการเรียนรู้ตามทฤษฎีของพาฟลอฟ
- กฎแห่งการลดภาวะ (Law of extinction) คือ ความเข้มข้นของการตอบสนอง จะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ถ้า
อินทรีย์ได้รับสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว หรือความมีสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขกับสิ่งเร้าที่
ไ-ม่วกาฎงแเงหื่่องนกไาขรหฟื่้านงคอืนอสกภไปามพา(กLขaึ้wน of spontaneous recovery) คือ การตอบสนองที่เกิดจากการวางเงื่อนไขที่
ลดลงเพราะได้รับแต่สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว จะกลับปรากฏขึ้นอีกและเพิ่มมากขึ้นๆ ถ้าอินทรีย์มี
ก- ากรเฎรีแยหน่งรูก้อายร่าสงรแุปท้กจฎริเงกโณดยฑ์ไโมด่ตย้อทั่งวไมปีสิ่(งLเaร้wาที่oไfม่gวeางneเงrื่aอlนizไaขtมioาnเข)้าคืคูอ่ช่ถว้ายอินทรีย์มีการเรียนรู้โดยการแสดง
อาการตอบสนองจากการวางเงื่อนไขต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขหนึ่งแล้ว ถ้ามีสิ่งเร้าอื่นที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึง
-กับกสิฎ่งแเรห้่างทีค่ววาางมเงแื่อตนกไตข่าเดงิม(Lอิaนwทรoีfย์dจiะsตcrอiบmสinนaอtiงoเnห) มคืืออนถก้ัาบอิสนิ่งทเรรี้ยา์ทมี่ีวกาางรเเงืร่ีอยนนไรขู้ นโัด้นยการตอบสนองจากการวาง
เงื่อนไขต่อสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขแล้ว ถ้าสิ่งเร้าอื่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขเดิม อินทรีย์จะ
ตอบสนองแตกต่างไปจากสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขนั้น เช่น ถ้าสุนัขมีอาการน้ำลายไหลจากการสั่นกระดิ่งแล้วเมื่อ
สุนัขตัวนั้นได้ยินเสียงประทัดหรือเสียงปืนจะไม่มีอาการน้ำลายไหล
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า 2กาสิ่รงเครูี่ยกันนรูค้ขือองสิ่สงิ่งเรม้ีาชทีีว่วิตางในเงมืุ่อมนมไอขงแขลอะสงิ่งพเาร้ฟาทลี่ไอม่ฟได้ควือางกเงาื่รอวนาไงขเเงืพ่ือ่อนใไหข้เแกิบดบกคารลเารีสยสนิครู้
ซึ่งหมายถึงการใช้สิ่งเร้า
คือ ก2 าสิร่งตใอนบลัสกนษอณงะทีเ่ดเีกยิดวจกัานกแกลา้รววไมา่งว่เางืจ่ อะตนัไดขสิ่ซงึ่งเรถ้้าาชสิน่งิดมีใชดีวชิตนิเดกิหดนกึ่งารอเอรีกยไนปรู้กจราิรงตแอล้บวจสะนมีอกงากร็ยตังอคบงสเนป็อนงเชต่่นอเสิด่ิงม
เร้า
เพราะผู้เรียนสามารถเชื่ อมโยงระหว่างสิ่งเร้าที่วางเงื่ อนไขกับสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่ อนไขกับการตอบสนองได้
นั่นเอง
การทดลองของพาฟลอฟ การทดลองแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นก่อนวางเงื่อนไข ขั้นวางเงื่อนไขและขั้น
การเรียนรู้จากการ วางเงื่อนไข
ขั้นที่ 1 ขั้นก่อนวางเงื่อนไข เป็นขั้นที่ศึกษาภูมิหลังของสุนัขก่อนการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข ว่าภูมิหลัง
หรือพฤติกรรมก่อนการเรียนรู้เป็นอย่างไร เขาศึกษาพบว่า สุนัขจะแสดงอาการส่ายหัวและกระดิกหาง เมื่อ
ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่จะแสดง อาการน้ำลายไหลเมื่อได้เห็นผงเนื้อบด ซึ่งแสดงได้ดังสมการ
เสียงกระดิ่ง (UCS) ==== ส่ายหัวและกระดิกหาง (UCR)
ผงเนื้อบด (UCS) ==== น้ำลายไหล (UCR)
จากการศึกษาภูมิหลังทำให้ทราบว่า พฤติกรรมก่อนการเรียนรู้ครั้งนี้ สุนัขไม่ได้แสดงอาการน้ำลายไหล
เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง จะต้องใช้ผงเนื้อบดเข้าช่วย โดยการจับคู่กันจึงทำให้สุนัขน้ำลายไหลได้
ขั้นที่ 2 ขั้นวางเงื่อนไข เ(ปห็รนือขั้เนป็ทนี่ใกส่ากรรเะคบาวะสน้อกมารเสเีรยียงน) รกู้่อโดนยจกาากรนวั้านงกเ็งรื่ีบอนพ่ไนขผแงบเบนื้คอลบาดสสเิขค้าเปข้าากไปสุนเัพืข่อในใหเ้วเกลิาด
การเรียนรู้ เขาได้สั่นกระดิ่ง
ต่อมาอย่างรวดเร็ว ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งเพื่อให้สุนัขเกิดการเรียนรู้ ซึ่งแสดงสมการได้ดังนี้
เสียงกระดิ่ง (CS) + ผงเนื้อบด (UCS) ==== น้ำลายไหล (UCR)
เเรงื้่าอทีน่ไใไมนข่วก(าUางรCเวRงื่า)องเนเพงืไ่รขอาน(ะUสไุขCนัSนีข)้แใอชล้าเะสจอียจากะงนาก้รำรลนะ้าดำิย่ลงไาห(ยหลไรหจือาลสกใ้นอผขมงณเเสนืี้ะยอวงบา)งดเเมปงื็่านอกนสิก่งไขวเ่รานี้เ้าสยทีีั่ยงวงาองกาเจรงืะเ่ อปดิ็่นนงไกขาร(CตS)อแบลสะนใชอ้ผงงที่เไนมื้่อไดบ้วดาเงป็นสิ่ง
37
วท(ีขC่ัาว้Rนงา)ทเงีงน่ืั่เ่3องนื่นอขเัอ้นไนขงไกบขดาบัร(งCคเแSรลี)สยาคดนืสองรสูเ้ิไจสคดีา้ยนจกี้งากโกกดาสรยระมวกดิาก่างงราเรตถงืั้่าดอสนสุิน่งไัขขเรย้เัาปง็ทีนน่ไ้ขมำั่้ลนวาาทียง่ทไเหงดื่ อลสนออยไบูข่ วแ่(าUสสCดุนSงั)ขวอ่เารอีสยกุนนัคขรืูอ้หเผกริืงอดเยกนัืง้าอรใบเนรดีวยิธในีหก้รูเ้าจหราลืกอกแาตร่เวพาีงยเงงื่สิอ่งนเไร้ขา
เสียงกระดิ่ง (CS) ==== น้ำลายไหล (CR)
จุดประสงค์ไว้ คือสามารถทำให้สุนัขน้ำลายไหล เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งได้ ซึ่งเป็นการแแก้ข้อสงสัยที่ว่า
ทจเงืำา่ อกไมนอสไาุขนหัา(ขCรจCึไงปS)นสู้ซ่ึำเ่งลสีแายยสงไดฝหีงเลทไ้ดเา้มดืโ่ัอดงไยสด้ทมีย่ิอกนาาเหรสีายจรางเกปฝ็ีผนเทลส้ิ่ากงขเาอรร้างททคีด่ไนมล่ใอไหด้ง้อวนีาา้หงเปาเ็งรืน่ อทขั้น้องไยนขีื้นก(็UยเัพCนSรใ)าห้แะเสหลุ็นนะัเขจสีรยมิีงงกวฝ่าาีรเกทต้าาอรเบปแ็สนสนสดิ่องงงเปรเ้ฏาชืิ่ทกอี่วมริายโงยาง
สะท้อนต่าง ๆนั้น อาจใช้ในการเรียนรู้ โดยวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคได้
การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
1.ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล ความแตกต่างทางด้านอารมณ์มีแบบแผน การตอบสนองได้ไม่เท่า
กัน จำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพทางอารมณ์ผู้เรียนว่าเหมาะสมที่จะสอนเนื้อหาอะไร
2.การวางเงื่อนไข เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ด้วย โดยปกติผู้สอนสามารถทำให้ผู้เรียน
รู้สึกชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาที่เรียนหรือสิ่งแวดล้อมในการเรียน
3.การลบพฤติกรรมที่วางเงื่อนไข ผู้เรียนที่ถูกวางเงื่อนไขให้กลัวผู้สอน เราอาจช่วยได้โดยป้องกันไม่ให้ผู้
สอนทำโทษเขา
sว4่oา.กu"nาrรdoส,ugnรุrdปo"คuเวnขdาาม,ก็แเคหตว่มคืรอำจนวะ่เาแรีwลยะนoกuคาnำรdทแุ(กยบคกาำดคทแีว่อาผมอลแก) ตเนสั้ีกนยตไง่มา่งoค-วเuชร่-เนnอ-กาdเาขไ้รปาอมใ่นาานขรแณวลมะะกเกัดบีายครวำสกทะัี่กนอดไอดค้กำเเชส่ีผนูย้เคงรีำยoวน่า-ทีfu่สou-าnมndา-,รbถdoสแuะnลกdะด,คควำร
ฝึกให้รู้จักแยกคำนี้ออกจากกลุ่ม
ทฤษฎีการเรียนรู้ของแบนดูรา
ทปศกว่าาฏฤากิรสสษเัาตมรฎรีีรยเพกราัทนีานจยฤรรูาธน้เจ์ษรรร(าีูยฎย้I์ขกีnแกนอกtบารeงาูร้นrขรมเaดอสรนูcัีุงยรงtษา)แเนยกแกบ์รัูสตห้บทน่่วงวสาด่ินามู่งงรมห“สแาักาางวกวาคดิรทเมลปเย้็รเอนียชามิกลงนัทายพีร่รูุอ้สโทเดยแรูธี่ยยริตปอกนันญบารฟู้รโญๆดอสัรยงาต์ดัเก(วกSาอ(oตSรcยtู”สi่aัเaงหสnlเfรมCกืoอoอrตgd“หแnก)บรiปาtือนiรรvกเดะeลูเาีรทยLราศeเนอลaสีแธยrิหบบnนรiบาัnแฐย”gบอวแ่Tบเาhลมก(eะรBาิเoกรนaืr่เnาอyรdี)บงยuัซจนึนr่งาaดรูกู้เเร1กมป9าิ็ด6นนมุี3จทษค)าฤวยจก์าึษมงมีฎเเีรชขีืย่ออกง
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมในสังคม ซึ่งทั้งผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
แบนดูราได้เริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยการสังเกต หรือการเลียนแบบ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา
ได้ทำการวิจัยเป็นโครงการระยะยาว และได้ทำการพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ทีละอย่าง โดยใช้กลุ่มทดลองและ
ควบคุมอย่างละเอียด และเป็นขั้นตอน ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการวิจัยที่บันดูราและผู้ร่วมงานเกี่ยวกับการ
เรียนรู้โดยการสังเกตผลการวิจัยที่ได้รับความสนใจจากนักจิตวิทยาเป็นอันมาก และมีผู้นำไปทำงานวิจัยโดยใช้
สถานการณ์แตกต่างไป ผลที่ไดรับสนับสนุนข้อสรุปของศาสตราจารย์บันดูราเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยการ
สังเกต 1. แบนดูราได้ให้ความสำคัญของการปฏิสัมพันธ์ของอินทรีย์และสิ่งแวดล้อม และถือว่าการเรียนรู้ก็เป็น
ผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม โดยผู้เรียนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อกันและกัน บันดูรา
ได้ถือว่าทั้งบุคคลที่ต้องการจะเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุของพฤติกรรมและได้อธิบายการปฏิสัมพันธ์
ดังนี้ B = พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของบุคคล
P = บุคคล (ตัวแปรที่เกิดจากผู้เรียน เช่น ความคาดหวังของผู้เรียน ฯลฯ
E = สิ่งแวดล้อม
38
2. แบนดูราได้ให้ความแตกต่างของการเรียนรู้ (Learning) และการกระทำ (Performance) ถือว่าความแตกต่างนี้
สำคัญมาก เพราะคนอาจจะเรียนรู้อะไรหลายอย่างแต่ไม่กระทำ เป็นต้นว่านักศึกษาทุกคนที่กำลังอ่านเอกสาร
ทปำรกะการอโบกกงาจรรสิงอๆนนแี้คบงนจดูะรทารไดา้บสวรุ่าปกว่าารพโฤกตงิใกนรกรามรขสอองบมนัน้นุษมียพ์อฤาตจิจกะรแรบม่งออย่อากงไไดร้เแป็ตน่นั3กปศึรกะษเภาทเพียงน้อยคนที่จะ
2.1 พฤติกรรมสนองตอบที่เกิดจากการเรียนรู้ ผู้ซึ่งแสดงออกหรือกระทำสม่ำเสมอ
2.2 พฤติกรรมที่เรียนรู้แต่ไม่เคยแสดงออกหรือกระทำ
2.3 พฤติกรรมที่ไม่เคยแสดงออกทางการกระทำ เพราะไม่เคยเรียนรู้จริง ๆ
3. แบนดูราไม่เชื่อว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะคงตัวอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และทั้ง
สิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวก็คาดหวังว่าผู้อื่นจะ
กเแด้สา็กวดรอืง้่านพวย(ฤิแ่งตมิแ้กวส่ราดจรงมะไพกม้่ฤาก้วตาริว้การว้ราตรว่มอ) กกต้็าจนวะดแร้้วาสวยดมงคาพวกาฤยิม่ตงหิขกึว้นัรงรนซีึม่้งกต็เสป่อ็งนบเสกสรานิรมอยใ้งหำ้แคเดบว็กบามแก้สคาวดาดรง้าหพววฤดัง้ตวขิยกอรแงรตลมะนเกป้บ็าันวนรเด้หาูรตวุาใแสห้ลรเุดะป็ผกว่ลทาี่พม“ีเวพดง็ฤกก็ตทคีิ่ืกมอีรว่ราม
พฤติกรรมก้าวร้าวจะสร้างบรรยากาศก้าวร้าวรอบ ๆ ตัว จึงทำให้เด็กอื่นที่มีพฤติกรรมอ่อนโยนไม่ก้าวร้าวแสดง
พฤติกรรมตอบสนองก้าวร้าว เพราะเป็นการแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อมที่ก้าวร้าว
การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
1. ตั้งวัตถุประสงค์ที่จะทำให้นักเรียนแสดงพฤติกรรม หรือเขียนวัตถุประสงค์เป็นเชิงพฤติกรรม
2. ครูผู้สอนแสดงตัวอย่างของการกระทำหลายๆ ตัวอย่าง ซึ่งอาจจะเป็น คน การ์ตูน ภาพยนตร์ วิดีโอ
โทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
3. ผู้สอนให้คำอธิบายควบคู่ไปกับการให้ตัวอย่างแต่ละครั้ง
4. ชี้แนะขั้นตอนการเรียนรู้โดยการสังเกตแก่นักเรียน เช่น แนะให้นักเรียนสนใจสิ่งเร้าที่ควรจะใส่ใจหรือ
เลือกใส่ใจ
5. จัดให้นักเรียนมีโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบ เพื่อจะได้ดูว่านักเรียนสามารถที่จะกระทำ
โดยการเลียนแบบหรือไม่ ถ้านักเรียนทำได้ไม่ถูกต้องอาจจะต้องแก้ไขวิธีการสอนหรืออาจจะแก้ไขที่ ตัวผู้เรียน
เอง
6. ให้แรงเสริมแก่นักเรียนที่สามารถเลียนแบบได้ถูกต้อง เพื่อจะให้นักเรียนมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้และเป็น
ตัวอย่างแก่นักเรียน
ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม
กล่าวถึงการจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และ
ด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านจะมีการจำแนกระดับความสามารถจากต่ำสุดไปถึงสูงสุด เช่น ด้านพุทธิพิสัย
คผคจขเร่ำิอาวล่ม(นางRิจ(มยรeE่าสาmvมกงaาe,คกมlกmuวาาาabายรรteมถ,iจrnัรททูดiัี้gn่กคมร)gีษะวกแ)บาะลากกมบระาาเปกรแขร้เราลาเัขรบค้ใะาสจปกลใืร่จกราอุ้า(รงานUงสรใสไnหนรหd้รมาำวe่รงไตอrคปคs์าวุtใัณม(ยชaC้แnวrลกdันะeกาสiaวnรษอtคgวiิิงณn)ดเคgสก่ขะ)วรจาอดนารา้งะปากหหน์Aรครื่จกะnอาิยตdานมุิกรeพยาสrิตกัมส์sงัใoกยชเดn้วค้(่จาAาaรนำพnpาแทdpะรัห้นlกอ์Kyกษมกrinเaะๆาปgtพ็รกิhน)ัปสนwกัรกย,าoะาทรเhจัรมวกlำิิรเนัแ(ษคบ2นะนรร0ูก้กา,อ0าะกเกห1รปา)์็จสรนืเ(่าAปอต็กทnสนอันaกีาบ้กlยรษyัสาโงsะดรนiกนnยอำาgใรงเ)ชสเ้,กทคนก่าาลอืาร่ทอรรปาสนะรงดรไะั้หาบแเมงวลินะ
ทักษะการแสดงพฤติกรรมทางการพูด
39
กถาารวเรรีซยึ่งนกรู้า(รLเeปaลrี่ยniนngแ)ปคลืองพกฤระตบิกวรนรกมานรี้ไขมอ่ไงด้ปมราะจสาบกกภาารวณะช์ั่ทวี่คทำรใาหว้เกวุิฒดิกภาารวเะปหลี่รยือนสแัญปลชงาตพญฤตาิณกร(Kรมleอinย่1า9ง9ค1่:อ2น) ข้าง
แรง มกิใาชร่เเปร็ียนนผรลู้เจป็านกกกาารรเตปอลี่บยสนนแอปงลตงาพมฤธตริกรมรรชมาตทีิ่ทคี่่เอรีนยขก้าวง่าถปาวฏิรกิรโิดยยาสเปะ็ทน้อผนลจ(KากimกbาlรeฝaึกndฝนGaเมrื่mอไeดz้รyับ) กกาารรเเรสียรินมรู้
พผเป็ลฤนจตกิากรกระกบรามวรนทตี่กมอีากบราสทีร่นทเปอำลใงีห่ย้ทีพ่นเกฤแิดตปิขกึล้นรงตรอมาันมเปเธปล็รี่นยรผมนลชแเาปนตื่ลิอง(งHไมปilgาจจaาาrกกdเดปaิมรndะอสัBนบoเกwป็าeนรrผณ)์ลกทีจ่าแราตกเ่รลกียะานครรนฝูึ้เไกปด็้ฝนปนกรแาะสรลแบะปสมดราะง(สCใบหr้oกเหnา็bนรaณถึc์งhแ) ตก่มาิรใช่
ตเร่ีายงนๆรู้เจป็นนสการมะาบรวถนบกรารรลทุี่ถบึุงคเคป้ลาหไดม้พายยตายามามที่ปแรตั่บลพะบฤุคติคกลรไรดม้ตัข้งอไงว้ต(Pนreเพsืs่อeyเข,้RากoัbบiสnsภoาnพaแnวdดHล้oอrมroตcาkม, 1ส9ถ5า9น) การณ์
พุทธิพิสัย (Cognitive Domain)
พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความ
พสิาสมัยาร6ถใรนะดกับารไคดิ้ดแเกร่ื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา พฤติกรรมทางพุทธิ
1. ความรู้ความจำ ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึก
สิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆได้
สามารถเปิดฟังหรือ ดูภาพเหล่านั้นได้เมื่อต้องการ
2. ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อ และสามารถแสดงออกมาในรูปของ
การแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น ๆ
3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาใน
สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้
4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเป็นองค์ประกอบ
ที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไป
แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน
5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมีระบบ
เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกำหนด
วางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรม
ขึ้นมาในรูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่
6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมา
ในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎ
เกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้
จิตพิสัย (Affective Domain) พฤติกรรมด้านจิตใจ
ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้น
ทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอด
เๆวล5ารจะดะัทบำไใดห้้พแกฤ่ ติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้ด้านจิตพิสัย จะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย
40
1. การรับรู้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นไปในลักษณะของ
การแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
2. การตอบสนอง เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่ง
เป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว
3. การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือ
ปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น
4. การจัดระบบ การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ถ้าเข้ากันได้ก็จะ
ยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า
5. บุคลิกภาพ การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูก
ต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึง
เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่างๆ จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความ
คิดอุดมคติซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรู้ดีรู้ชั่วอย่างไรนั้น ก็เป็นผลของพฤติกรรมด้าน
นี้
ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท)
พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ ซึ่งแสดงออกมาได้
พโดฤยตติกรรงรโดมยย่มอียเวลๆา5แลขั้ะนคุดณังภนี้าพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย
1. การรับรู้ เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ เป็นการเลือกหาตัวแบบที่สนใจ
2. กระทำตามแบบ หรือเครื่องชี้แนะ เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและ
พยายามทำซ้ำ เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนำ
3. การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ เมื่อ
ได้กระทำซ้ำแล้ว ก็พยายามหาความถูกต้องในการปฏิบัติ
4. การกระทำอย่างต่อเนื่อง หลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะกระทำตามรูปแบบนั้น
อย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การที่ผู้เรียนเกิดทักษะ
ได้ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทำอย่างสม่ำเสมอ
5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่องจนสามารถปฏิบัติ ได้
คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง
เมื่อบุคคลเกิดการเรียนรู้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้ (Bloom, 1959)
1. การเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้ ความเข้าใจ และความคิด (Cognitive Domain) หมายถึง การเรียน
รู้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระใหม่ ก็จะทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้มากขึ้น เป็นการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมอง
2. การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ ค่านิยม (Affective Domain) หมายถึง เมื่อ
บุคคลได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกทางด้านจิตใจ ความเชื่อ ความสนใจ
3. ความเปลี่ยนแปลงทางด้านความชำนาญ (Psychomotor Domain) หมายถึง การที่บุคคลได้เกิดการ
เรียนรู้ทั้งในด้านความคิด ความเข้าใจ และเกิดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ความสมใจด้วยแล้ว ได้นำเอาสิ่งที่ได้
เรียนรู้ไปปฏิบัติ จึงทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้น เช่น การใช้มือ เป็นต้น
41
ทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์
(EทBroำrnกodrาธ)ร)อทรซรึ์่ดะงนหลตไว่ดอ่อาคงงม์พสาิ(่เงบTขhเวาร่o้านาrิยnกแdมาลiเkรระeเีกยร)ีายกซรึนว่ตง่ารูไอ้ขดก้บอกาสงลรน่อเาิรอนวียงวท่นารกีลรยู้์าะแไรทบดีเ่้ดรบร้ีัยอบเชนยืค่อรควู้มควาืโมอายมพงกึสงกาาพรามทรอีา่ทผรใู้จดถเรจลีเยะกอิทนดงำสจขใหาาอ้มกเงกากิธดราอถกรรสลา์นรรอ้ไเางดรงีผยคคิ์ดนวทีลราู่้รขมูอึ้้จนังสกัถมธูกกัพอนั(รนด์Tนีธrท์ีไi่aเดสชุืlดค่อ์aไมnคดื้dโอยง
การเอาแมวหิวใส่ในกรง ข้างนอกกรงมีอาหารทิ้งไว้ให้ แมวเห็นในกรงมีเชือกซึ่งปลายข้างหนึ่งผูกกับบาน
ประตูไว้ ส่วนปลายอีกข้างหนึ่ง เมื่อถูกดึงจะทำให้ประตูเปิด ธอร์นไดค์ ได้สังเกตเห็นว่า ในระยะแรก ๆ แมว
จะวิ่งไปวิ่งมา ข่วนโน่นกัดนี่ เผอิญไปถูกเชือกทำให้ประตูเปิด แมวออกไปกินอาหารได้ เมื่อจับแมวใส่กรง
ครั้งต่อไปแมวจะดึงเชือกได้เร็วขึ้นจนกระทั่งในที่สุดแมวสามารถดึงเชือกได้ในทันที
เรียธนอรรู์้นกไ็ดคืคอ์ไกด้าสรรทุี่ปมีวก่าารกเชาื่รอลมอโงยผงิด(ลCoอnงnถeูกctจioะนnำ) ไรปะสูห่กว่าารงเสชิื่่งอเมร้โาย(งSรtiะmหuว่lาiง) สิแ่งลเะร้กาาแรลตะกอาบรสตนออบงส(นRอeงspแoลnsะeกsา)ร
การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก มีใจความที่สำคัญว่า เมื่ออินทรีย์กระทบสิ่งเร้า อินทรีย์จะลองใช้วิธีตอบ
สนองต่อสิ่งเร้าหลาย ๆ วิธี จนพบกับวิธีที่เหมาะสมและถูกต้องกับเหตุการณ์และสถานการณ์ เมื่อได้รับการ
ตอบสนองที่ถูกต้องก็จะนำไปต่อเนื่องเข้ากับสิ่งเร้า นั้น ๆ มีผลให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยมีหลักเกณฑ์ และ
ลำดับขั้นที่จะนำไปสู่การเรียนรู้แบบนี้ คือ
1. มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเป็นสิ่งเร้าให้อินทรีย์แสดงการตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรมออกมา
2. อินทรีย์จะแสดงอาการตอบสนองหลาย ๆ อย่าง เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
3. ปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่ทำให้เกิดความพอใจจะถูกตัดทิ้งไป
4อนิ.นอเกทมื่จรอียาป์กจฏนิะีก้ถิืรอธิยเออารตา์นอไกดบิริสคย์นาไอตด้งอตัทบ้ีง่ไสกม่นฎทอำแงใหห่้งเทีกก่ิถดาูกรคเตวร้ีอายมงนพแรู้ลอขึ้ะนใจจอะถีแูกกสตด3ัดงกทติ้ฎงอไบปคืสอนจนอเงหต่ลืออสิป่งฏเิรก้ิาร(ิIยnาtทeี่ทraำcใหt้iเoกnิด) คนัว้นามมาพกอรใะจทบอีก
1. กฎแห่งผล ( Law of Effect ) กล่าวว่าเมื่อการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับอาการตอบสนองนำความพอใจ
มาให้การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับอาการตอบสนองก็จะแน่นแฟ้นขึ้น ถ้าความสัมพันธ์นี้นำความรำคาญใจมา
ใช(หรม้คาเงชววายัมลมสเัิปมไ็ดนพ้หัตน้มนธา์น)ยี้ ถเกึม็ืง่จอสะิ่ผคงู้เลขรีอายยงนคแแวตส่าอมดยแง่าพนง่นฤเดแตีิยฟก้วนรแรลมตง่ทรี่วหต้มรอือเงออกาาทาจุรกจอสะิอ่กงกลทุ่มากวาอไดยถ้่้วาา่งาจทะถี่ใ้ทหา้ำจพใะหฤใ้หผตู้ิผู้เก้รเีรรยีรยนมนรูบ้รสู้ึาอกงะพไอรอยจ่ใาะจงต้หอเชาง่ยนมไีปรกาเมงาื่รวอัใลผหู้ใ้คห้ำ
เรียนแสดงพฤติกรรมนั้นออกมาจะต้องมีการทำโทษ เมื่อธอร์นไดค์ประกาศกฎแห่งผลออกมาเช่นนี้มีผู้
พยายามทดลองเพิ่มเติมและมีผู้ได้แย้งกันเป็นอันมาก ต่อมาธอร์นไดค์พบว่าการทำโทษ มิได้ทำให้การเชื่อม
โยงคลายลง
ในที่สุดก็สรุปว่า ถ้าการทำโทษมีผลอยู่บ้างก็ไม่ได้ทำให้การเชื่อมโยงอันเก่าคลายลง แต่จะเป็นการบังคับ
ให้ผู้เรียนพยายามลองแสดงอาการตอบสนองอย่างอื่ นในที่สุดธอร์นไดค์จึงล้มเลิกกฎแห่งผลที่เกี่ยวกับการ
ลงโทษ แต่ยังคงเหลือกฎแห่งผลในด้านการให้รางวัลไว้ว่ารางวัลเท่านั้นที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น
2. กฎแห่งการฝึก ( Law of Exercise ) จากการสังเกตเมื่อเอาแมวใส่กรงครั้งหลังแมวจะหาทางออกจาก
กรงได้เร็วขึ้น เมื่อทดลองนาน ๆ เข้า แมวก็สามารถออกจากกรงได้ทันที ตามลักษณะนี้ธอร์นไดค์อธิบาย
ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองได้สัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น และความสัมพันธ์นี้จะแน่นแฟ้น
ยิ่งขึ้นเมื่อมีการฝึกหัดหรือซ้ำบ่อย ๆ และความสัมพันธ์นี้จะคลายอ่อนลงเมื่อไม่ได้ใช้ และธอร์นไดค์เชื่อ
วม่าิฉกะานรั้กนรกะาทีร่ไกม่รมะีทรำางนั้วนัลกเ็ปไ็มน่มผีคลวตาอมบหแมทายนหแลัตง่หกลาังรตจาอกบปสี นคอ.ศง.1น9ั้น30ๆธสอิ้นร์นสุไดดลคง์ไจด้ะแต้กอ้กงฎลแงหเ่องยกดา้รวฝยึคกนวี้าใมหมส่ำเร็จ
แเพล้วรทาะดในลบอางงหักดรณลีากกเฎส้แนหใ่หง้ยกาาวรฝ3ึกนิ้แวละแกม้ฎใหแ้ฝหึ่งกผหัลดไลม่าสกาเมส้านรเถท่ใาชไ้รในก็สตถามานกก็าไมร่ณส์าเมดีายรวถกลันากไดเ้ส้เนช่ในห้ยเามืว่อ3ปินดิ้วตไาด้
ดังนั้นการฝึกหัดทำจะมีผลดีต่อการเรียนรู้ด้วยตัวของมันเองไม่ได้จะต้องมีเหตุผลอื่ นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ดังนั้นธอร์นไดค์จึงประกาศยกเลิกกฎแห่งการฝึกนี้ แต่ยังเชื่อว่าการฝึกฝนที่มีการควบคุมที่ดีก็ยังมีผล
ไดปีตเ่ทอ่ากใาดรกเราียรฝนึกรู้อหัยดู่นกั็่นสเาอมงารกถลท่าำวใหค้ืผอู้ฝึถก้าหเัปดิดมีโโออกกาาสสใลห้าผกู้เเรสี้ยนนใหท้ยราาวบผ3ลขนิ้อวงไดก้ ารเรียนแต่ละครั้งว่ายาวหรือสั้น
42
3. กฎแห่งความพร้อม ( Law of Readiness ) ธอร์นไดค์ตั้งกฎแห่งความพร้อมนี้เพื่อเสริมกฎแห่งผล และได้
อธิบายไว้ในรูปของการเตรียมตัว และการเตรียมพร้อม ในการที่จะตอบสนองกิจกรรมที่ตามมาหลังจากการ
ที่มีการเตรียมตัวพร้อมแล้ว เช่น ในสถานการณ์ของแมวในกรง แมวจะทำอะไรออกมานั้น แมวจะต้องหิว
แมวสามารถเอาเท้าตะปบเชือกที่ห้อยแขวนอยู่นั้น ได้ และมีประสาทสัมผัสที่จะรับรู้ว่าได้รับผลพอใจหรือไม่
พฤติกรรมที่แสดงออกไปแล้ว เป็นต้น หรือถ้ามนุษย์พร้อมที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่างได้พร้อมที่จะแสดง
พในฤสตภิกาวระรจมูงบใจางที่อเหย่มางาะทีส่จมำเปผู็้นเรสียำนหจรัะบแขสบดวงนหกราือรไกม่าแรสเรดียงนพรูฤ้นั้ตนิกรเชร่นมอจะะไรต้ออองกมีมร่าานงั้กนาธยอที่รส์ูนงไพดอค์ใหแ้หข็ลงักแรไวง้ แ3ละขอ้อยู่
คือ 1. เมื่อหน่วยของการกระทำพร้อมที่จะแสดงออกมา ถ้าผู้กระทำทำด้วยความสบายหรือพอใจไม่มีอะไร
จะเปลี่ย32น..แถถป้้าาลหหงนนก่่ววายยรขขกออรงงะทกกำาารรนี้กกไดรร้ะะททำำยพังร้ไอม่มพทีร่จ้อะมแทสี่ดจะงแอสอดกงแอตอ่ไกม่แไดต้่แจสำเดป็งนตจ้อะทงำแใหส้เดกิงดอคอวกามกไมา่รสแบสาดยงใจออกนั้น ๆ
กระทำไปด้วยความไม่สบายใจ ไม่พอใจเช่นกัน ถึงแม้ว่าธอร์นไดค์ได้ปรับปรุงแก้ไขและขยายแนวความคิด
ของเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้กฎแห่งความพร้อมและกฎแห่งการฝึกหัดหย่อนความสำคัญไป ยังคงเหลือ
เพียงกฎแห่งผลที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่ แต่ในกฎนี้ก็เหลือเพียงด้านของรางวัลที่มีผลต่อการเรียนรู้ ส่วนด้าน
การลงโทษกับการเรียนรู้นั้นถูกตัดทิ้งไป
การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
1. ในการเรียนการสอนครูต้องให้ความสำคัญ และความเข้าใจในความแตกต่างของผู้เรียน ทั้งแตกต่างทาง
ด้านอารมณ์ ด้านความชอบ ความสนใจ การตอบสนองได้ไม่เท่ากัน ต้องสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา
ที่เรียนให้กับผู้เรียน เช่น ชี้ให้เห็นประโยชน์ หาบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น
2. การวางเงื่อนไข ครูควรมีการวางเงื่อนไขในการเรียน เช่น หากผู้เรียนสอบหรือทำผลงานได้สำเร็จจะให้ทำ
กิจกรรมนันทนาการเพื่อคลายความเครียด เป็นต้น และควรใช้การวางเงื่อนไขที่แตกต่างกันไม่ใช่ใช้เพียง
เงื่อนไขเดียว อาจจะเป็นการให้ผู้เรียนทำกิจกรรมสนุกๆ การเล่นเกม การพาไปทัศนศึกษา การให้ดูวิดีโอ
3. ในการสอน ควรมีการใช้การเสริมแรงทางบวกแก่ผู้เรียน เช่น การให้คะแนน การให้ของรางวัลการกล่าวคำ
ชมเชย เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และควรสังเกตว่าการเสริมแรง แบบใดที่ผู้เรียน
ชอบส่งผลต่อการตอบสนองพฤติกรรมที่ดี ควรมีการใช้การเสริมแรงที่หลากหลาย
4. ครูผู้สอนไม่ควรใช้การลงโทษที่รุนแรงเกินไป เพราะนอกจากจะไม่เกิดการเรียนรู้แล้วยังทำให้ผู้เรียนผู้
เรียนเกิดความอคติอีกด้วย ควรใช้วิธีการงดการเสริมแรงเมื่อผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์
5. ก่อนดำเนินการสอนครูต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านอุปกรณ์
การเรียน และครูผู้สอนต้องสร้างความพร้อมทางความรู้ให้กับผู้เรียนด้วย คือการอธิบายของความรู้เดิมเพื่อ
ให้ผู้เรียนเกิดการจำได้ถึงเนื้อหาก่อนหน้าที่เคยศึกษาให้สามารถเชื่อมโยงความรู้ได้
6. ครูผู้สอนควรมีการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการฝึกหัด คือ การให้การบ้าน การให้ทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ แต่ควร
แบบฝึกหัดที่เป็นเรื่องเดียวกันแต่มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม
ทฤษฎีมนุษยนิยมมีวิวัฒนาการมาจากทฤษฎีกลุ่มที่เน้นการพัฒนาตามธรรมชาติ แต่ก็จะมีความเป็น
วิทยาศาสตร์ คือเป็นกระบวนการมากยิ่งขึ้น กลุ่มทฤษฎีมนุษยนิยมเป็นทฤษฎีที่คัดค้านการทดลองเกี่ยว
กับพฤติกรรมของสัตว์แล้วมาใช้อ้างอิงกับมนุษย์และปฏิเสธที่จะใช้คนเป็นเครื่องทดลองแทนสัตว์ นัก
ทฤษฎีในกลุ่มนี้เห็นว่ามนุษย์มีความคิด มีสมอง มีอารมณ์และอิสรภาพในการกระทำ การเรียนการสอน
ตามแนวทฤษฎีนี้เชื่อว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน การจัดการเรียนการสอนจึงมุ่งให้เกิดการ
เรียนรู้ทั้งด้านความเข้าใจ ทักษะและเจตคติไปพร้อม ๆ กันโดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม
การแสดงออกตลอดจนการเลือกเรียนตามความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก บรรยากาศในการเรียนเป็น
แบบร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขันกันอาจารย์ผู้สอนทำหน้าที่ช่วยเหลือให้กำลังใจและอำนวยความ
สะดวกในขบวนการเรียนของผู้เรียนโดยการจัดมวลประสบการณ์ เอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
43
หลักการหรือความเชื่อของทฤษฎีมนุษย์นิยม คือ
1. มนุษย์มีธรรมชาติแห่งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้
2. มนุษย์มีสิทธิในการต่อต้านหรือไม่พอใจในผลที่เกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆ แม้สิ่งนั้นจะได้รับการยอมรับว่า
จริง
3. การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ คือ การที่มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด หรือมโนทัศน์
ของตนเอง
1) ทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ของ Maslow (Abraham Harold Maslow: 1908-1970)
มาสโลว์มองว่าธรรมชาติแล้วมนุษย์เกิดมาดี และพร้อมที่จะทำสิ่งดี ถ้าความต้องการพื้นฐานได้รับการ
ตอบสนองอย่างเพียงพอ เป็นผู้ที่มองว่าความดีที่อยู่ในตัวมนุษย์เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด การเรียนรู้หรือ
aแกcลาtระuมแaสนlุiดษzaงย์tทพiุoกnฤค)ต"ินกหมรรีืแรอมรคงเวกภาิดมายจต้ใาอนกงทแี่กจราะงรไผปที่ลถจัึกงะตดสัรภนะาภหพานัยกกใาในรนตณคั์ววทบี่าุเคมรียคสกลามวเ่าาด็ร"กถกมขาีธรอรรงู้รจตัมกนชตเาอนตงิเอพซงึร่้งตอหรมมงทีาต่จยาะถมศึึงสกคภษวาาาพสมำทีสร่เาวป็มจนาสิจร่งรถิตง่ทีา่(จงseะๆlf
เข้าใจตนเอง ยอมรับตนเองทั้งในส่วนบกพร่องและส่วนดี รู้ทั้งจุดอ่อนและตระหนักในความสามารถของตนเอง
พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง มาสโลว์ได้กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการและ
จะสนองความต้องการให้กับตนเองทั้งสิ้น ซึ่งความต้องการเรียงจากความต้องการขั้นต่ำสุดขึ้นไปหาความ
ต้องการขั้นสูงสุด ดังนี้
1) ความต้องการทางด้านร่างกาย
2) ความต้องการความปลอดภัย
3) ความต้องการความรักและเป็นเจ้าของ
4) ความต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับและ ได้รับการยกย่อง
5) ความต้องการที่จะตระหนักในความสามารถของตนเองหรือรู้จักตนเอง
6) ความต้องการที่จะรู้และที่จะเข้าใจ
7) ความต้องการทางด้านสุนทรียะ
ต้องกาโดรใยนมขัา้นสตโ่ลอวไ์ปได้ซอึ่งธิคบวาายมว่ตา้อเมงื่อกคารวทาี่มไดต้้รอับงกกาารรตในอขบั้นสหนนอึ่งงทใีน่ต่แำตก่ลว่าะขไัด้น้รนัับ้นกไาม่รจตำอเปบ็นสตน้อองงไดม้รนัุบษเยต์็กม็จ1ะ0มี0ความ
เปอร์เซ็นต์ก่อนจึงจะมีความต้องการในขั้นต่อไปที่สูงขึ้น
นอกจากนั้น มาสโลว์ได้แบ่งความต้องการทั้ง 7 ขั้น ออกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 (ความต้องการขั้นที่ 1 - 4) เรียกว่า "ความต้องการขั้นต่ำ" หรือความต้องการเนื่องจากการขาด
หรือไม่มีซึ่งเป็นการตอบสนองจากปัจจัยภายนอก
ส่วนกลุ่มที่ 2 (ความต้องการขั้นที่ 5 - 7) เรียกว่า "ความต้องการขั้นสูง" หรือความต้องการพัฒนา เป็น
ความต้องการเนื่องมาจากการแสวงหา มิใช่เนื่องมาจากการขาดหรือการไม่มี ห5าซึก่งคเปว็านมคตว้อามงกต้าอรงขัก้นาตร่ทำีไ่จด้ะรรัูบ้จัก
การตอบสนองอย่างเพียงพอ มนุษย์จะพัฒนาขึ้นมาถึงความต้องการในขั้นที่
ตนเองตรงตามสภาพ เป็นความต้องการของผู้ที่จะพัฒนาขึ้นไปสู่ความเป็นคนที่สามารถใช้ความสามารถที่
ตนเองมีอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ จะเป็นผู้ที่คำนึงถึงตัวปัญหามากกว่าตัวบุคคล เป็นผู้ที่คำนึงถึงบุคคลอื่น ทั้งนี้
เพราะตนเองได้รับการสนองความต้องการขั้นต่ำอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งเป็นผู้ที่มองเห็นศักดิ์ศรีและคุณค่าใน
ตนเอง ตลอดจนมีความนับถือในตนเองซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ความดีที่ติดตัวมาแต่กำเนิดจะปรากฏออกมา ตาม
แนวคิดของมาสโลว์ มนุษย์พร้อมที่จะใช้ความสามารถที่มีอยู่ในตนเองทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่
2) ทฤษฎี client centered ของโรเจอร์ (Carl Rogers: 1902-1987) 44
โรเจอร์ส ได้อธิบายถึง กระบวนการพัฒนาการทางบุคลิกภาพว่า มีกระบวนการ 2 ประการดังนี้
1. กระบวนการพัฒนาการค่านิยม (Organizing Valuing Process) ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า โรเจอร์สเชื่อว่า
บุคคลเกิดมา พร้อมพลัง หรือแรงจูงใจ ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่สภาวะของการรู้จักตนเองอย่างแท้จริง และ
เขนือ่องงบุจคาคกลบุดค้วคยล(เIกnิtดeมrาnจaาl กFrสaิ่mงแeวoดfลR้อefมeทrี่แenตcกe)ต่ซาึ่งงถกืันอว่จาึงเปจ็นำเสป่็วนนทีส่จำะคตั้ญองที่เบขุ้คาใคจลสิ่จงะแเวลืดอลก้อรับมรแู้ลแะลโละใกห้ส่คววนาตมัว
หมายต่อประสบการณ์ต่างๆ เช่น เด็กที่ถูกนำไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ อาจเกิด ความกลัว ที่อาจเกิดมาจาก
การรับรู้ โดยไม่จำเป็นต้องมาจากสภาพ ความเป็นจริงของสิ่งแวดล้อมเสมอไป และเมื่อเด็กมีประสบการณ์
เพิ่มเติม ที่ทำให้เกิด ความเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่นั้น ไม่น่ากลัวอย่างที่เคยรับรู้ ทำให้เด็กมีการรับรู้
โดยไม่จำเป็นต้องมาจากสภาพ ความเป็นจริงของสิ่งแวดล้อมเสมอไป และเมื่อเด็กมีประสบการณ์เพิ่มเติม ที่
ทำให้เกิด ความเชื่อว่า สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่นั้น ไม่น่ากลัวอย่างที่เคยรับรู้ ทำให้เด็กมีการรับรู้เปลี่ยนแปลง
ไป เป็นการรับรู้ใหม่ หากจะกล่าวโดยสรุป จะเห็นว่า การที่เด็กเกิดมาหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย
เต็มไปด้วย ความรักเอาใจใส่ จะทำให้เด็กรับรู้และให้ค่านิยม ต่อประสบการณ์นั้น ไปทางบวก เด็กจะรับรู้ต่อ
สภาพแวดล้อม และให้ ความหมายของการรับรู้ตาม ความเป็นจริง ในทางตรงข้าม เด็กที่ได้รับสิ่งแวดล้อม
ทางลบ เขาก็จะให้ค่านิยมต่อประสบการณ์ในทางลบ สิ่งเหล่านี้ ถือว่าเป็นกระบวนการพัฒนาการทางค่านิยม ที่
มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องมาจากประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นประสบการณ์ของบุคคล จะมีส่วนสำคัญต่อ
การพัฒนาการทางค่านิยมของบุคคล
2. การยอมรับจากผู้อื่น (Positive Regard from others) จะเห็นได้ว่า ตัวตน (self) ของบุคคล จะเริ่ม
พนัำฒเอนาาปเรมื่ะอสบบุคกคารลณม์ีตป่าฏิงกิมริยาใาหส้ัมคพวัานมธห์ กมับายสิ่ตง่อแกวดารล้รอับมรู้เรรอียบกตวั่วาเปขาระเสขบาจกะารัรบณร์ู้แคหว่งามตจนรเิองงขอ(Sงeสlfภ-าEพxpแeวrดieลn้อcมe) และ
ป(Sฏeิlสfั-มCพoัnนcธe์รpะtห)เวพ่ารงาตะนทำเอใหง้บุกคับคบุลครูค้สึลกทถี่ึสงำคคัวญามที่เอป็ยูน่ใเนอสิก่งลัแกวษดณล้์อขมอขงอตงนเเขอางจะนำไปสู่การพัฒนา อัตมโนทัศน์
การพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลจะเริ่มจาก ในช่วงแรกของชีวิต ทารกไม่สามารถแยกตนเองออกจากสิ่ง
แวดล้อม และนึกว่าเป็นตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ทำให้เด็กติดพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมตนเองได้
และเริ่มเข้าใจตัวตนของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ จะเป็นช่วงที่เด็กมุ่งแสวงหา ความต้องการ พึงพอใจ
เพื่อสนอง ความต้องการของตน เพราะเขาพึ่งตนเองไม่ได้ต้องพึ่งคนอื่น จึงเรียนรู้ที่จะเรียกร้อง ความสนใจ
และการยอมรับจากผู้อื่น เมื่อโตขึ้นเด็กจะเริ่มเรียนรู้ว่าพฤติกรรมบางอย่างทำให้ผู้อื่นตอบสนองเขาอย่างรัก
ใคร่ บางอย่างอาจทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ ไม่ยอมรับและไม่ได้รับการตอบสนอง ปฏิกิริยาเหล่านี้ทำให้เด็กเลือก
ผพู้อฤื่นติมการไรว้มในที่ตทนำใเหอ้คงนทอำื่นใหพ้เกอิดใจกแารลปะหรละีเกมิเนลี่ตยนงเพอฤงต(ิSกeรlfร-มEทvี่aทlำuใaห้tผiูo้อืn่น) จไมา่กพพอใฤจติเกด็รกรจมึงทีเ่รผีูย้อืน่นรูย้ทีอ่จมะรรัับบคห่ารนืิอยไมม่ของ
ยอมรับ เขามาเป็นเครื่องตัดสิน
3. การยอมรับตนเอง (Self-Regard) บุคคลจะเรียนรู้ที่จะยอมรับตนเองจากการที่เขารับรู้ว่าผู้อื่นแสดง
การยอมรับในตัวเขาหรือไม่ อย่างไร โดยไม่คำนึงถึง ความต้องการของตนเอง แต่จะเอา ค่านิยมของผู้อื่นที่มี
ตต่้ออตงักวเาขราขอเปง็นผู้เอกื่ นณแฑ์ลในะใกห้าผูร้อืป่ นรยะเอมิมนรพับฤมตาิกกรกรว่มา ขกอางรคตำนนวึ่งาถดึีงเลคววทามำใพหึ้งเขพาอแใสจดขงอพงตฤนติกทรำรใหร้เมขเาพืร่ัอบใเหอ้สาน(Iอnงteคrjวeาcมt)
ค่านิยมผู้อื่ นเข้ามาไว้ในตนเอง
4. ภาวะของการมีคุณค่า (Conditions or Worth) เป็นลักษณะที่บุคคลรู้สึกว่าตน มีคุณค่า เพราะเขา
สามารถยอมรับตนเองได้ โดยมโนภาพแห่งตนที่เขารับรู้สอดคล้องกับ ความเป็นจริง เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้
อื่น แต่ถ้ามโนภาพแห่งตนของเขาแตกต่างไปจาก ความจริง จะทำให้เขาเกิด ความวิตกกังวลและปฏิเสธ ไม่
ยอมรับตนเองตาม ความเป็นจริง ทำให้เขามีพฤติกรรมไม่สมเหตุสมผล ไม่สามารถปรับตัวได้ หากบุคคลรับ
เอาค่านิยมของผู้อื่น หรือบรรทัดฐานของผู้อื่น และสังคมเข้าไว้ในตนเองมากเกินไป จะทำให้เขาไม่สามารถ
ยอมรับตนเองได้เกิดความรู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่า เกิด ความคับข้องใจขึ้น
Pเดo็กsitไจดiv้ะรเeัหบ็Rนโeดไgดย้aวเ่rฉาdพก) จาาะระอททีย่ำบุ่ใาคหง้คเยดิ่็ลงกจถเะ้กมาิีดเพดั็คฒกวไนดา้มารักรบู้สาึครกทวอาาบมงอบรุุ่ันกคปจลิาลกกอภคดารพภัอยไบดซ้ึค่องรยเั่ปวา็โงนดเหยคมปวาารมะาสศรูม้สจึนกาั้กนที่เเงจืป่็ะอนขึน้พนืไ้ขอนยฐู(่Uกาันnบcขปoอnรงdะสกitบาioรกnมาaีรlณ์ที่
บุคลิกภาพสมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากการยอมรับโดยปราศจากเงื่อนไข จะทำให้บุคคลเรียนรู้ถึงแม้ว่าพฤติกรรม
บตานงเอองย่ไารง้คขุณองค่เาขาแจละะไยมั่งเปส็นามที่ายรอถมยรอับมแรัตบ่พต่นอเแอมง่ก็แยัลงะใสห้าคมวารามถรมักอแงลตะนยเออมงรใันบทเขาางอบยูว่เกขา(Pจoะไsมit่เivกิeดSคelวfา-มReรู้gสึaกrวd่า) ได้
และแม้ว่า เขาจะมีการตัดสินใจทำบางอย่างที่ผิดพลาด เขาก็ยังกล้าที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ไปสู่การเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ กล้าที่จะเผชิญกับประสบการณ์
ใหม่ๆ สามารถใช้พลังที่มีอยู่ในตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กระบวนการพัฒนาค่านิยมและการยอมรับ
คตวนาเมองพเอป็ในจไใปนใตนนทิเศอทงาแงลเดะีสยาวมกัานรถสพาัมฒานรถาตรับนรเูอ้ แงลใหะ้ใอห้ยู่คอวย่าามงหมีมปารยะตสิ่ทอธปิภระาสพบ(กFuารllณy์Fตu่าnงcๆtioตnาinมgคPวeาrมsoเปn็)นจริง มี
45
ลักษณะของผู้ทีมีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ (Healthy Personality) ผู้ที่มีบุคลิกที่สมบูรณ์ในทัศนะของโรเจอร์ส จะมี
ลักษณะต่างๆ ได้แก่ เป็นผู้ที่มี ความสามารถปรับตัวได้ตาม ความเป็นจริง มี ความสอดคล้องระหว่างตัวตนกับ
ประสบการณ์ สามารถเปิดตนเองออกรับประสบการณ์ใหม่ ๆ รับ ความต้องการที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก
ได้ถูกต้องเข้าใจตนเอง สามารถเลือกและตัดสินใจตอบสนอง ความต้องการของตนเองได้ รับรู้เกี่ยวกับตนเอง
อย่างมีประสิทธิภาพ มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันเป็นตัวของตัวเองสามารถนำเอาประสบการณ์ต่างๆมาพัฒนาตนเอง
เชื่อใน ความสามารถของตนเอง ตลอดจนรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และไม่ตัดสินใจที่จะกระทำสิ่งต่าง
ๆ โดยขึ้นอยู่กับการยอมรับหรือการไม่ยอมรับจากผู้อื่น
3) ทฤษฎีการพัฒนาตนเองของคอมบ์ส (Arthur W. Combs ค.ศ.1912-1999)
เป็นผลคมอามจบา์กสกเปา็นรรนัับกรูจ้ิสิต่งวแิทวยดาลช้อาวมอในเมช่รวิกงันนั้นเกแิดลเะมเื่วอลปาีนัค้น.ศ" ซ.ึ1่9ง1เ2ป็นมีแคนวาวมคิเดชื่เอดีวย่าว"กพับฤเตรืิ่อกงรร"lมifสe่วsนpใaหcญe่"ขขอองงบเุลควคินล
จาก แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้สอนควรจะต้องพยายามเข้าใจสภาพการเรียนการสอน โดยการทำความเข้าใจว่าผู้
เรียนมองสิ่ง ต่างๆอย่างไร จากจุดนี้นำไปสู่ข้อสรุปว่า ในการช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนนั้นจะต้องชักจูงให้ผู้เรียนปรับ
ทตั่้งางคไวปาจมาเกชื่เอดิแมลคะ วกาามรรคัิบดรขู้ขอองงคผูอ้เมรียบ์นสจบนากงรส่ะวทัน่งคสลา้ามยากรัถบมบอรูนงเเหน็นอสริ์่งในต่กางลุ่ๆมต่cาoงgไnปitจiาvกeเแดิตม่จแะเลน้ะนแสในดดง้าพนฤกตาิรกรรับรรมู้ขทีอ่ ง
ผู้เรียนมากกว่า การคิดและการให้เหตุผลดังเช่นคนอื่นๆ นอกจากนั้น คอมบ์ส มีความเชื่อว่า การที่บุคคลรับรู้
เกี่ยวกับตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งนำไปสู่หลักการสำคัญในการจัดการเรียนการสอน คือการช่วยให้ผู้เรียนพัฒนา
ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับ ตนเองในแง่บวก ทั้งมาสโลว์และคอมบ์สต่างก็เน้นว่ามนุษย์นั้นมีลักษณะของการพึ่ง
ตนเอง ทำอะไรด้วยตนเอง แต่ มาสโลว์เน้นที่แรงจูงใจภายในเป็นตัวกระตุ้นให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมตามลำดับ
ขั้นของความต้องการ ส่วนคอมบ์สอธิบายว่าการแสดงพฤติกรรมของบุคคลนั้นเป็นไปเพื่อความเพียงพอ ซึ่ง
หมายความว่าความต้องการพื้นฐานของ มนุษย์คือความเพียงพอนั้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรม
สหอากนเจป็ะนต่เาชง่นจนาั้กนแแนสวดคงวว่าามผูค้ิเดรียขนอตง้กอลงุ่กมาพรฤคตวิกามรเรพมียนิงยพมอกเลทุ่่มาทีS่จ-Rะเปที็่นสาไปมไาดร้ใถนปทุรกับสเปถลาี่นยกนาพรฤณ์ติดกังรรนั้มนผบู้เทรีบยานทไดข้อด้งวผยู้
การใช้การเสริมแรง คอมบ์สได้ให้แนวคิดว่า งานของครูผู้สอนมิใช่เป็นเพียงการตั้งข้อกำหนด การปั้ นเด็ก การขู่
ผบูั้งเรคียับนกการระเตยุิ้นนยใหอ้กหำรลืัองกใจารใหช่้วคยวเาหมลชื่อวเยด็เกหลแือต่เงพื่าอนใหข้ อสงามคารูรผูถ้สทอำนกิคจวกรรเรป็มนไเปป็ในนผูล้ัรก่วษมณคิดะผูแ้อลำะนเปว็ยนคเพืว่อามนสกัะบดผูว้เกรีใยห้นกั"บ
จากความเชื่อของคอมบ์สดังกล่าว จึงเสนอลักษณะที่ดี ของผู้สอนไว้ดังนี้
1) เป็นผู้ที่มีความรู้
2) เป็นเพื่อร่วมงานกับผู้เรียน
3) มีความศรัทธาและเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถที่จะเรียนรู้ได้
4) เป็นผู้ที่มีความคิดในเชิงบวกกับตนเองซึ่งจะนำไปสู่ความรู้สึกนึกคิดในเชิงบวกกับผู้อื่น
5) มีความเชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้เรียนทุกคนให้ทำดีที่สุดเท่าที่ตัวผู้เรียนจะทำได้
6) สามารถประยุกต์หลัก ทฤษฏีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
การประยุกต์ใช้ในด้านการเรียนการสอน
1. ครูควรให้ความเข้าใจผู้เรียน ควรเป็นคนใจกว้าง ไม่ยึดติดกับความคิด หรือความเชื่อของตนเอง ควรรับ
ฟังผู้เรียนให้มากขึ้น
2. กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง มีการแบ่งหน้าที่ให้ผู้เรียนแต่ละคนให้มี
บทบาทในชั้นเรียนเท่าๆ กัน
3. ควรจัดการเรียนตามสภาพจริง หรือสภาพที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล
4. ควรจัดการเรียนรู้โดยไม่ยึดติดกับเงื่อนไขหรือข้อจำกัดทางวัฒนธรรมของสังคม
5. ควรจัดการเรียนรู้ตามความต้องการหรือความต้องการของผู้เรียน
6. ควรจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ว่าชีวิต และสิ่งต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งมีค่า ให้ผู้เรียนเห็นค่าในตนเองและเหตุการณ์
ทุกเหตุการณ์