The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โปสเตอร์ชมรมการวิ่งภาพประกอบเวกเตอร์สีเขียว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-04-14 12:38:22

โปสเตอร์ชมรมการวิ่งภาพประกอบเวกเตอร์สีเขียว

โปสเตอร์ชมรมการวิ่งภาพประกอบเวกเตอร์สีเขียว

46

บทที่9การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ

พัฒนาการของผู้เรียนและจิตวิทยาการเรียนรู้

ผูใ้ หกญารต่ พัอฒนตน้านกซาึ่รงขเปอ็นงวผัูย้เรกีํยาลนังที่ศเึกกี่ยษวาขซอึ่งงพเัพืฒ่อนกาากราจัรดขกอางรผศูึ้เกรีษยานมใันกชเปว่ ็นงวดััยงเกด็ลกาตวพอนอกสลรุปางไดว้ัด ยังรุนน่ี้ และวัย

1. วัยเด็กตอนกลาง

ภายใวตัย้กนีา้เรปด็นูแวัลยขขอองงผเู้ดป็กกรคะรดัอบงชั้นดป้านรพะัถฒมนศึากกษาารเแปล็น ะกชวารงจทัี่ดกํกาลาัรงเเรจียรินญกเาตริบสโอตนทัข้งอทงาเงด็ดกา้ วนัยรนี่า้พงกอาสยรุแปลไดะจด้ิัตงใตจอ่ ไปนี้

1. ทักษะด้า นรา งกายที่จําเป็น
จสเกํติามจะเกบปูห็รรนกรณเตดคม์่็อพกะต่เกใอมา นางทนีรว่ๆัจเยกลไะดนสา่นี้้รดเาแีปจมสัล็นบาว ะรวเนทัคํถยทารททืก่ีาํิอ่ากงจํงกดาม้ลืราัองนรเมจขจิตอรไิดใงญจแ้เยลเกั่ต่งนิ บกตตโาอ่าตรงงตพๆกัอฒาเงรปน็กคน าาวตทร้าันกเมรีษยโยดะอนทยมรูาท้รเังั่กวบีก่ยไจปาวายกกกทัลีบเ่เพา้ืกก่ีม่อยาเนรนวื้ฝกอักึ บแทกลักะากรษกระะดว้ดาูา้ กงนปเรจา่ารงิกญกาารเตยไิลบทีจ่่โัตบเกกืาอรบจะ
กลุ่มแโดนยวเทฉาพงกาะาครวจัรดจักดาใรหเอ้รียยู่นในกกาลรุ่ศม ึทกี่ษมีคา วคาวมรสเนามน าพรัฒถเนท่าาทเัทกียษบะทกัานงเพดื่า้อนไมรา่ใหง้เกด็ากยเกแิดละคสว่งาเมสรรูิสมึกกผาิรดเหรีวยังนใรนู้ใ น
ความสามารถของตนเอง
2. การสรา้ งเจตคติที่ดี
คจจกใจาาาวตกกรา่อกมผเกูิป้กนสใา็นหาระออรวญสาั่รยาหรัแกดท้าาีล่งษรกคํะเแาาจเวทลพลืตาั่ระงมอคกวเปนจตาดิลรรททิีนอญ่ดรดอีงตเนภตขัิอนยบอัก้นโงมาตีตไรคมเนกวจ่คลเารออิมา้ ญยงมสปเเสนนตืรวิ้ใอบะจนสตตโทตบา่อ าผขงงกอๆลดา้งพสราํัตเานฒจเนจรริ็นิเตจญอาเวองหิเทตยมไิืยดบา่อางแ้โนตรพกใ่วขนบ ดกอววัา่เยงารร็ตเวกพดัน็ามฒกีเรฟอเใันลหง็น การ ถนเาิปสาสงั็นวววยรันสลิใข่นใึงท้หีนจ่กชํญมัาาก่เารตปจแ้ร็ูันองทกใงขนษหกอ้ทาเ ีางด่ตฟ็รเกนดกัน็มเกาีแอนรวทิงัยสยเัอเรยนิชี่ม้ม่ทเนี่นสรืด่ัีบอนในง
เจสะมทําอแใแหนลเกวะิคทดวาคงรวจใาัชด้มก กิมจั่านกรใรศจึรกใมนษกตาานมรุเก่งอีฬเงนแ้าน เลขใะหามชีเ้ ่บดวุ็คกยลสิกามภาารพถทีพ่ัดฒีดันงนาั้ตนนกเอารงสใหอ้ส นมเกบีู่ยรวณก์ัตบาสุมขศนัิกสัยยภจึางพคอวยาม่างทํเาหอมยาาะงสสมม่ํา
3. การเรียนรูเ้ ป็น กลุ่ม
จสวััยะงดนคํีา้กจมเนะาเิเพรนืริ่เ่อมกรีนยกา้รฝนา ูอวรงูอย้ใมนอ่า างกกกไาจรขึร้ากนรักบวเคมดศ็ัรกกตอลจรุบู่ะแมคเลรใรีนยะัวทวนํัสยาูร่สสูเัใ้ ดงานีมยคกาวมารกรโัถลปนพกฏัไิกฒดบัวแ้ตนิากกงา่ับบขเุรคอคียงลนินเกแพรืูภป่้ใอนาลนพฐกฝทาหูนงานง้ะเาผดดู้็ใ ก้า หน้จแสะลัเงระีคผยูมนร ับรดู้แ เ้ารลนียะจมินีตครูว้ิวกทาายมราพคพึบงบเพพวือ่า่อใเนจดใ็หนกรือ
มโตอือนกใเนาอแสกงนไาไวดดร้้ทโขพัดาดบงยเกปกอาะลกราัาศจบัแัดยเลพกกืะ่อาาพรรนัศคฒึไกบมน่ษหวา่าาาดส้คคามรนวูจากรคะเาสปมรินดกเัรใโีบจยอเกนกพัืบ่ราูอ้พสขันใอฒหฝงู้เ นงเดด็า็ซกึกก่งไาตดครา่พ้ รขังูสฒอๆางอนมเยดาา็ตรากงถนหไใเดรชอื้อผกงไลรใมนะก่บเ็รตวื่อนางมกกาเาดร็รทกรากว็งจมสะักงมีลคุโ่อม มกเเปพาส็น รพเาัคะฒมรืี่อนงา

47

4. การพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จําเปน็
กมรีะาคบรวบเกาขปีมายรรพนะพรสั้แฒอ าลทมนะแสกาํลาทาัหะรกกรคัษิลบด้ะากพคมืํา้านเรนนืฐอ้่วอาา ณนนนิ้วดทเ้ีมข่าืสีนอยอกนแดาลแคระลอลแ้ะา่อขกนงนากกรยัับคางํรสาไเนมภขีวมายีพณคนขวแซาอึ่มลงงะอสสักัามงาจพครพัคมนิบดธดเค์กด้าัํ็นานกนรบวา าณงงกค(าน3ยRก)พาไรบดพวั้แ่ฒาก่เนดก็ากายรัวังเยรไีนมยี้ม่สนีมรรู้ะใบบนูรบกณปา์รเรชะอ่นสา่ านทที่
ปกกลากุร่มตคิใํสหาแวนม นน่วคเวณดวท็ากอามทงาีพ่จกมีจราค้ะอรวตจมัาอ้ดมใกงกพมลา้ีรรเชัค้อ้ศนีึมยกเดงกษ็็กกสัานาเโลมอ็รกางยูรส่เใํถรนาียหจหันดรอ้ ับอชงั้เานเตจดใีรหตยียเ้้อวรมีกงยัเพนดนิ็จกไสดาใ้วรหเ น้ลณมเียดคา็เกวดา็ทีกม่ยทัพีง่มรไี้มกอ่มามีรคใพนวักฒามานรพอารไ่ามอ้ น่เมเทขใีา่นยเดทน้ีายกนมอ่ กนกัาทนรี่จอคะ่าวเนขราจเัเขดรีียยนนใแนลชัะ้น

2. วัยรุ่น

ตท่าอ งทดาา้งเนดเ็พอกศาตัร้เงมจแรณิตญ์แอ่ เลาต็ยะุมสั1ทง2ี่คคปมวีจไานมมถ่ใึแชง่ตทอกาางตยุส่า1ตง8ิรปัปะญ หีส ่วญว านงาใเหเพดญ็ศกจเชหะ็ามนยีกไแดา้ลชรัะพดเัดเฒ็จกนนหาญสิท่ิัง้งงทีตด่เด้าา่ ็นงกกกไ็ดเา้รยเียรแียนลนระู้วรอูิ้ธมาีทราี่มกจณทะีด่สึจ์ุงดนดใูถนดึงชคขว่ วั้นงามวสัูยใงนรสุุ่ใน ดจนขี้กอ็คงือ
ตนเพัืบา่องวเา่ พเปศ็นวคัยวรุา่น มเสปนน็ ใวจัยที่ทมี่ีจมะาเรกียเปนน็ วิพธีิกเศารษทสํําางหารนับรเวด็มกกวัับยเนีพ้ืซ่ึอ่งนกทาี่รมีพคัฒวานมาสขนอใงจเแดบ็กบวัเยดีรยุน่ วพกันอสครุวปาไมดสด้ ันงในจี้ในวิชาชีพ
1. ความสัมพันธ์กับเพื่อน
สโกฐกััดางบายนรคกใปะมหากห้รรตเาญาปรริ็าศวนบงงจมทๆสรีา่กรสาถกืลวลนอุกุแ่มคใวา่จลวารทขะมําใกีาชมอคงาอ งสิวารัทเมนามพธมพริอศ่ัพสวนงํตมาลเธคดรกบัก์็ัังญักบงบขชคผ้มเูัา้าพบอมืาืย่่กอนจใใึนนรงุเน่วพฐเัืป่ยเาอดน็นนีีใย้แหชควราบวกยงราันผหมรนทลลเุัุัจ่้จงมกุรดสิดญกัอมนุาทง่งทรีเ่หาเสพรงํมีายศเคาพนัยญไศรดทูี้เไ่ขแ้ตกดี้อ่กอย้เ่จง งวกรชกกิีาญัวรบิาตรเเกรตใีแนิายบรลแนทโะตํตรกาู้เล่สตากัีะรม่วยคเเบรวนปูีรยกน็ ัณกนบผ์าูรกแูรใเ้หาลทกี้รํญ่วายมกวดิอกัจกงงักาบนเรัรด้กนเ็รรกาีคมยรผวทูนน้หําาารมญูงกเ้ ิตกีล้งุ่อ่ยมใงนว

กกาารรจจััดดชกมารรศมึกสษโามสโรรงสเรภียานนัคกวเรรียเปน็นกสีฬถาานดทีน่เตด็รกีศไิดล้ใ ปช้ะเ ปฯน็ลสฯนเปามน็ สตํา้นหรับจัดกิจกรรมทางสังคมต่า งๆ เช่น
2. การบรรลุบทบาททางสังคมของตนเอง
โอเหกดียญู่ยย่ิบวงสกากพ่วงาัึบนรงบบใกหรทรญระบทลเ่ําุดบาท็กทใขนชบอทาางยาทผงูมท้หัจกิาญตงไิมวสิง่ัทมงใีนยคปฐาญมาสขันหงอเาคปงใ็นมผนู้กขชภอาารรยงรพแปยัฒลราหะะนเผรทูืาอห้ ศเเญกีเป่ิร็ยนงาวยแไกัดังม้บยแ่ขบกออ่ทมงกบเราดัาบ็รทกกยชาอารมยกรแัรบะตแท่ํสลาําขะหเอรรีงัยบผนูเ้พช รูาบ้ศยทหแบญลิาะงทผอูที้ห ่าผญูจ้ชิมีงากยไมาห่รเ รทรืีอรา่ ผอกูัน้
ขหอรืองวผกูรห้ ารรญณิจังดคกโดดีาตยร่าศกงึกาๆรษเเปาพืิ่ดโอรโใงอห้เกเรขีาย้าสนใใจจหึใงมนีคกบวาทรรบมอีาภบทิปทขรบอาางยทผปูช้หัญ่วญยิหสงาง่ไตดเ้า่สด งีรขิๆึม้นหใหรืวอัยจัรดุน่ ใหที่เ เกปิด็นกผูา้หรญเริียงมนีครู้เวกีา่ยมวเขกัา้ บใจจิใตนวบิททยบาาท

3. ความรับผิดชอบต่อ สังคม
ตศรชคัูึ้สนวกงึกาศแษมรตาาคั่รบสตเัวบดผน่อ็าิผกามดกิดเตชแาล็ชรอล้อ กเอบะงปโปบดจกลีรต่ะยายะขรอ่เเนยดทแช็ัแาก้ลศนยปจะชเคขลระาีมอวยงตีิาคบตนใม่นเวาขโรทางรัตบมๆางผไงตทเปิีรจ่ดรีมิจยีตะชผนหนวอิลถนทึบัชกงุกยมใปรนใาชนะรนสทันัค้ะนงเบวทแคถตาืศล่มอมอ ะชวรสสไ่ัาาััดบงง้ตกแผิคคิตกาัดมม่รว ชกแใรอนัอบลายทรบีะผ่า่ปิเสตงขุด่รดเอาชชะไบเคอป่นทา้ บรมัศนก้ีนตสชต่าพอ่วรานนอสรตัเิวถงรอเ่ึปมวคงงม็นพวมัจใตยลนน้าัั้รนงกนุค่น ขนไวัดต้อน้ามองมคีนนกร่อัับากปยรผเลๆพริีาดัยขฒยชนยนัอนา้นนยบาิคสมขติตวอา่อ านบชมัุกเมขต
231)))ใเใหปหรดิ เ กวดโ็อมากรกใไนจดาั้พดสศิึใกธกหี้ากษเ รดาา็ศรกึเตกกีไ่ดษยา ้งศวาึๆโกกรับทษงี่ปเฝารึเรีกกยีะ่อวยนัตบวอิรกศาัมจบามสใกีหตสามร่วรีคปนว์ วรรรั่ารบวมณมปจชรคุง่วงดรยแัีกทีสล่ภเระัก้ีกพา่ัยงดฒีวคตขนวอ่ อ าาชงมชุุมกมรูั้ชสบชึนกศนราทสััสบง้อนผคงิาดถมิแ่ชนลแอตะลบปนะตปรเอะอรเงะทสเังทศคศชมาชตไาิดต้ิโ เดปย็นตน้

3. วัยผู้ใหญ่ตอนต้น 48

ของผู้เ ผรูี้ยเรนียจึนงมแักตอกยตูใ่ า่นงวจัยาทกี่กเํดา็กลังพจอะสเปรุน็ปผไูด้้ใหด ัญง่ตหอ รืไอปวนัีย้ ผู้ใหญ่ อายุประมาณ 18-22 ปีด ังนั้น จิตวิทยาด้านการเรียนรู้

1คส)อวตานอ้ มใงหเ้คกม ราางรกดเท้คีา่สรนุีดยกดดา้รว แยยลอะมอราัจบต่ซึอ่งตหา้ านกผสิู่งเ้ รทีีย่สนําเคกัิญดคคืวอาตม้อรูงสึพกยวา่าตยนามเอทํงาไใมห่ไผ้ ูด้้เรรัีบยกนานัร้นยเอกิมดรัsบeใlfนdสiถreาcนtกinาgรณใน์ต ก่าางรๆเรีแยลน้วกจาะรเกิด

เ2ป)ผ็นู้เปรีรยะนสเบปกน็ าผรูท้ณี่์มีเวดุิฒมิทภี่มาีวคุะณแลคะา่ มสีูปงรยิะ่งสสบํากหารรับณกอ ายรเารงียหนลรูา้ต กอ่หสลิ่งายใหซมึ่ง่ๆปตรอ่ ะไสปบการณ์ต ่างๆเหลา่ นั้นจะเปน็ แหลง ข้อมูลและ
คม3ั)กามดีจควะ่วทาําจามะใหเพ้ปผ รู็น้เ้อปรีมยรในะนโเยกกิชาดรนคเ์กรัวีบยาเมนด็ตรูก้แ อ้ ใลนงะกอมีานวรุาฒทคีิ่อภตยาวากะทีจ่พะเรร้ีอยมนจรู้ะซึเ่งรียต่นา งรู้จใ นากดเา้ ดน็กวิมชักากยาึรดตถืา่องวๆา่ เดดั็งกนตั้้นอกงาเรรียสนอนในใสิห่้งผ ูน้ัเ้นรียสิ่นงเนีร้ีเยพนรราู้จะึง

4ศู)น.จยัด์ก กลาารงเรียนรู้ท ี่มีความเหมาะสม กลา่ วคือการสอนเด็กมักจัดการเรียนการสอนในลักษณะการเรียนแบบวิชาเปน็

ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนจึงมีลักษณะ

1เพต)รึเีรงยนง้พนนกอัดคบ้ใววจคยรแวสลานมะจใตจะอ้แสงลนกะใคจาเรวรหีายมรนืตอรคอู้้ ดงวัางกมนาั้สรนขนกอใาจงรขผจูัอด้เรงีกยตานนรเเซรอึ่ีงยงผนแูเ กลรีะายมรีนสปจอระะนสสในบนใกผจูาแใ่ หรลณญะเกเ์ค่ ิดดิวมรกขคาํอรางนเึรเีงรยื่ถอนึงงรูปนไ้ ัด้รนะ้ด ๆสีหบกา็กกมัาสกิร่งจณทะ์ี่เเเกดริิีดยมคนขวนอัา้งนมผู้

พสก2ั)อบยมนชาุีง่ยว(ิจตlาัiดมfขeจสอัcดถงeกาผnูน้าtเ รรกeีเrยารeรีนยdณเ)น์ปซทกึ็นี่่งเาหกกรี่ลยสาักรวอจสขนัํดาอ โคดหงัญยนกัยบว่ ึไยดชมี่กวเคิอตาวารผสรูเ้รเมภุีร่ยีงายนพสนทอชี่ี(เนวlหิiตเfมฉeแาพลsะiสาtะะสuมัทีaง่เคtคกiีวo่มยnรขว)ยกึอขดาองสรตงเัถกรวีัายผบนูนเ้เกนรืรีู้ยาอข้ รนหอณเาง์ปเ็หผพูน ้ีรเืยศรอูีงยนเหอนยตยจก์ ุ่ากะลไงาดาเรงด้ผณีกยลาท์วดีร่ีเหเกรี่าียยกวนขกอางร

3คแ)ต่า.ตกล่อ าะครกวนาิเรคเเพรรืี่ยาอะนสห์ารปู้มขราอะรสงถผบูน้กเํราีามยรานณปมร์ า(ะaกยnุกaดัlตงy์นใsัชi้นsใ นoกfการeาxจรัpดเรeีกยrาiนeรnกเรcาีeยร)นสเนือก่อนางรจสาอกนปครวะรสคบํากนึางรถณึ์งเปป็รน ะแสหบลกง่ารข้ณอมข์ูลอทงี่คผุู้ณเ รียน

ค4ก)กว.่าวผูม้าเจรรูี้สะยึเกนปตต็น้อผอ้ ูงงท้ ํกกาาหารรนท้เีาป่จทีน็ ่ะใสผนูา้นกมําาารตรสนถ่งเนอผําง่า ตน(นseหเอlรfืงอdไเiดปr็ดeนัcงสtื่นiอัn้นใgนบ)กทคาบวราานมํทาตขค้ออวงงามกครารูู้รไคปทีว่ยอรังยมูีผใ่ูล้นัเกรสีษยว นณนละึผกู้ขร ่วอมงเผูร้ีเยรีนยนรค่วืมอคกนาหรมาีมา

อร5คับ)าว.คยผาุูม้วเกราสีามยารแมนสตาทอีร่กเนถปตน่ข็นัา กอผงูศ้งรใึหแกะหญตษวบาุ่า เจคงนึืง่คบอุตคง้อคจงาลจกัด(เiปnเตdน็ iรผvีูย้iม dมีปuใaนรlะดสd้าiบfนfกเeนาืr้รอeณnห์cาแeอล)ยคะ่ามวีงคาดมวีพาแมอตเกปเ็พตืน ่อา่ตังใวหรเ้เะอหหงมว่สาาูงะงสบแุมคลคะจละเมป็านกเขรึื้่นองเรืป่อกยตติสาํามห

49

บทที่10การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ

ในยุคของการศึกษาในปัจจุบัน ระบบการศึกษาไทยอยู่ภายใต้คำว่า “เท่าเทียม” นั้นคือการ
ศจหพัึิดรกเืศอกษษาา“ร”เภด็ากยทใีต่ม้ีปครวัชาญมตา้อ“งใคกราอรยพิาเกศเษรี”ยในนตช้ั้อนงเรไีดย้เนรีปยกนต”ิเทพิำ่มใหม้ราะกบขบึ้นกาผูร้ทีศ่ึจกะษเป็านไทคยรูมจีึโงอไมก่ไา่ดส้มเ้ีปคิดวราับมจ“ำเด็ก
เป็นเพียงการมีความรู้ความสามารถ มีความถนัดตามสาขาวิชาของตน และมีจิตวิญญาณของ
ความเป็นครูเท่านั้น หากต้องมีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกับเด็ก ที่มีความตอ้งการพิเศษเหล่านี้ด้วย
ใเหพื้่เอกิใดห้ก“คาุรณจัดภกาพาร”เแรียลนะ “กคาวราสมอสนุขเป”็นในไปกอารย่ศาึกงรษาาบสรำื่นหรมัีบคเดว็ากมกเลหุ่มมนาี้ะตส่อมไตป่อศักภาพของผู้เรียน ส่งผล

ความหมายและประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

จากกเาด็รกเรพีิยเศนษกาหรรสืออนเดต็กาทมี่มปีคกวติาทม้งตัน้อน้งี เกนื่าอรงพจิเาศกษควหามมาบยกถึพงรเ่อด็งกหที่รไืมอ่คอาวจามพัแฒตนกาตค่าวงาทมาสงากมาายรถสไตดิ้ปเัทญ่าทญี่คาวแรละ
อารมตณา์มรมวามตไปราถึ3งเแด็ลกะทมี่มาีตครวาาม4สแาหม่งารพถรพะิรเาศชษบัอญีกญด้ัวตยิการจัดการศึกษาส าหรับคนพิการ พ.ศ. 2551
รกัฐารมศนึกตษรีาว่ไาวกด้างรัตก่อระไทปรน้ีวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทาง

(1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น

(2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

(3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

(4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ

(5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

(6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

(7) บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์

(8) บุคคลออทิสติก

(9) บุคคลพิการซ้อน

การพิจารณาบุคคลที่มีความบกพร่องเพื่อจัดประเภทของคนพิการใหม่หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1ต. าบุบคอคดลสทีน่มิทคีซวึ่างมแบบ่กงพเป็ร่นอง2ทปางระกเาภรทเหด็ันงนีไ้ด้เเก่บุคคลที่สูญเสียการเห็นตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึง

1.1คนตาบอด หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นมาก 6จนส่ตว้อนง6ใช0้สื(่อ6/สั6ม0ผ)ัสหแรืลอะส2ื่0อเสส่ีวยนงห2า0ก0ต(2ร0วจ/2วั0ด0)
ความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว อยู่ในระดับ
จนถึงไม่สามารถรับรู้เรื่องแสง

1.2คนเห็นเลือนราง หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็น แต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพข์ยายใหญ่
ดส้าวยยตอุาปขก้ารงณดี์เเมคื่อรื่แอกง้ไช่ขวแยลค้ววอายมู่ใพนิกระาดรับหร6ือสเ่ทวนคโ1น8โล(6ย/ส1ิ8่ง)อหำรนือวย20ควสา่วมนสะ7ด0ว(ก20ห/า7ก0ว)ัดความชัดเจนของ

50

ห2.นบวุคกคซึล่งทีแ่มบี่คงวเปา็มนบ2กปพรร่ะอเภงททาดงังกนาี้รได้ยิน ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการได้ยิน ตั้งเเต่ระดับ หูตึงน้อยจนถึงหู
จ2.ะ1ใสค่หนรหืูอหไนม่วใสก่เคหรมื่อางยชถ่ึวงยบฟุัคงคซลึ่งทีโ่สดูญยทเสวัี่ยไปกหาราไกด้ตยิรนวมจากกาจรนไดไ้มย่ินสาจมะมาีรกถาเรขสู้าญใจเกสีายรกพูาดรผไ่ดา้ยนินทา9ง0กเาดรซไิดเ้บยิลนขไ้ึมน่วไ่ปา
จ2.ะ2ใสค่เคนรหืู่อตึงงช่หวมยาฟัยงถึซงึ่งบหุคากคตลทรี่วมีจกวัาดรกไดา้ยริไนด้เยหินลืจอะอมียูก่เพาีรยสูงญพเอสีทยี่จกะาไรด้ไยดิ้นยิกนานร้อพูยดกผ่ว่าาน9ท0าเงดกซิาเรบไลด้ลยิงนมโดาถยึงทั่ว2ไ6ป
เดซิเบล
ม(3Fี.นuบัnุยคcสtคำioลคnัทญีi่nมีgรค่)ววใมนากมปัับบจคกจุวบพัานรม่อจซึง่ำงทกมัีาดลงัขกสอษตงิณปทััญกะเษฉญะพกาาไาดะร้คแปืกอร่ับบคุตควัวาคอมีลกสทีอา่มมยี่คาารวงถาน้มทอจายำงกส2ัดตทิัอปกัยญษ่าะงญจชาัาดกต่เจ1ำ0กนวใท่นัากเกกษาณะรไปดฑ้์ฏแเิฉบกั่ลตี่ิยตอนย่าง

1. การสื่อความหมาย 2. การดูแลตนเอง
3. การดำรงชีวิตภายในบ้าน 4. ทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
5. การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน 6. การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง
7. การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน 8. การทำงาน
9. การใช้เวลาว่าง 10. การรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย

*ทั้งนี้ได้แสดงอาการดังกล่าวก่อนอายุ18 ปี

4. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
4.1 บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว ได้แก่ บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาด
หายไป กระดูก หรือกล้ามเนื้อผิดปกติมีอุปสรรคในการเคลื่อนไหวความบกพร่องดังกล่าวอาจเกิดจากโรค
ทางระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกการไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด อุบัติเหตุและโรค
ติดต่อ
4.2 บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ ไดแ้ก่บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวซึ่งจำเป็น
ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ซึ่งมีผลทำให้เกิดความจำเป็นต้องได้รับ
การศึกษาพิเศษ

5. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนที่
แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านนใดด้านหนึ่งหรือหลาย
ด้าน คือการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ในด้านที่บกพร่องได้ทั้งที่มีระดับสติปัญญา
ปกติลักษณะบางอย่างของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ที่พอสังเกตได้มีดังนี้

1. แยกความแตกต่างของขนาดและรูปทรงไม่ได้ 2. จำตัวเลขไม่ได้

3. นับเลขไม่ได้ 4. ใช้เครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้เมื่อเรียนแล้ว

5. คำนวณผิด แม้จะใช้เครื่องหมายถูก 6. มีปัญหาในการเรียนคณิตศาสตร์

7. เข้าใจคำศัพท์น้อยมาก 8. ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ไดเ้พราะไม่เข้าใจคำสั่ง

9. ไม่ตั้งใจฟังครู 10.จำสิ่งที่ครูพูด ให้ฟังไม่ได้

51

6. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา ได้แก่ บุคคลที่มีความบกพร่องในการเปล่งเสียงพูด เช่น
หเสีรืยองกผาิดรใปช้กภตาิษอัาตพูรดาคกวาารมเขเีรย็วนแหลรืะอจัรงะหบวบะกสัญารลพัูกดษผิณด์ปอื่กนตทิี่ใหช้รใืนอกบุาครคติลดทีต่่มีอคสืว่อาสมาบรกซึพ่งรอ่อางจเใกนี่ยเรืว่อกังบครูวปาแมบเขบ้าเในจ้ื อ
หาและหนา้ที่ของภาษา
7. บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ ได้แก่ บุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็น
อย่างมากและปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องหรือความผิดปกติ
ทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิดเช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม
เป็นต้น ซึ่งการจะจัดว่าใครมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ต้องคำนึงถึง องค์ประกอบต่าง ๆ
ดังนี้
7.1 สภาพแวดล้อม พฤติกรรมและอารมณ์ที่เป็นที่ยอมรับในสถานการณ์อย่างหนึ่ง อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับใน
อีกสถานการณ์หนึ่ง ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่และการปฏิบัติของชนกลุ่มนั้น
7.2 ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ความคิดเห็นของคนสองคนที่มีต่อพฤติกรรม อย่างเดียวกันย่อมไม่
เหมือนกัน
7.3 เป้าหมายของแต่ละบุคคล ซึ่งเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดทำให้การมอง พฤติกรรมเดียวกันของคนสอง
คนมองกันคนละแง่เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์จะได้รับ ผลกระทบในลกัษณะต่าง ๆ
อาจจะเพียงข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อก็ได้และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและมีมาเป็นเวลานานแล้ว
8. บุคคลออทิสติก ได้แก่ บุคคลที่มีความผิดปกติของระบบการทำงานของสมองบางส่วนซึ่งส่งผลต่อความ
หบรกือพมรี่คอวงาทมาสงนพัใฒจจนำากักดาเรฉดพ้าานะภเรืา่อษงาใดด้เารนื่อสังงหคนึม่งแโลดะยกคารวปามฏิผสิัมดพปักนตธิ์ทนั้านงคส้ันงพคบมไดแ้ลก่ะอมนีขอ้อาจยุำ3ก0ัดเดด้ืาอนนพอฤาตกิการรรอมอทิ
ทเสทัตีกิยกษบนะด้ก้นาัาจนระรพคัับฒงรูอ้เนกยีูา่่ยตกิวดากรตับขวัอรเูดปง็ทกทัไกรปงษจขะนดน้เาาปนด็นตแ่ผลาใงูะ้หพๆ้ญื น่ขจทอี่นงดต้เาดล็นกอนอดทอทกัท้ังิษสชะีตวภิตกาิษใไนมา่แ4สลาดมะ้กาานารรถคสืืร่อัอกคดษ้วาานาใมหทัหเกหมษาายะยกไดแา้ลรหเะาคกดล้ืพ่าอินจนทาัไรกหณษว ะาดทเ้ปาานรงียบ
สดั้งานคกมาจระเคพลบื่ อว่นาเไดห็กวอดอา้ทนิสกตาิรกรจับะมรูี้รพูัปฒทนรงากขนาราดด้าแนลภะพา้ืษนาที่แโดลยะพเัฉฒลี่นยาสูกงาถร้าดค้าวนาสมังแคตมกตต่า่ามง ารกะหแวต่า่ งจทะัมกีพษัฒะด้นานาการ
ภสในตาิรษกะายก็แะยัล3งะสปสูีังงแข้คึรนมกเทยขั่องานตงั้่นชำีกวพิัตวฒ่าลนัทกัากษกษณาะรดะท้ีขา่ผนอิดกงปเาดรก็กเตคิอนล้ือี่กอท่ินอสใไตหหิเกว้กิแมดีลดคัะงวกานีาม้รเรสัีบยรูห้รูาปยทอรยงา่มงารุกนเแท่รางใดตคลวอาดมชเีปว็ินตไซปึ่งไดปขก้อติงปอรอาทกิฏ
8.1อยู่ในโลกของตนเอง คือไม่สนใจต่อความรู้สึกของคนอื่น มองเห็นคนอื่นเป็น เสมือนวัตถุหรือมองเลยไป
ที่วัตถุที่เขาสนใจเท่านั้น
8.2 ไม่สนใจที่จะเข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ เมื่อเกิดการหกล้ม หรือเจ็บจะส่ง เสียงร้องเพียงชั่วขณะแล้วจะ
หยุด หายอย่างปลิดทิ้งไปเลย
8.3 ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน ๆ หรือไม่เล่นเลียนแบบเด็กอื่น ๆ
8.4 ไม่ยอมพูด ส่วนการเล่นเสียงจะไม่มีแบบแผนแน่นอน อาจแตกต่างกันไปใน แต่ละวัน
8.5เคลื่อนไหวแบบซ้ า ๆ ซาก ๆ อยู่อย่างเดียวบ่อยจนผิดปกติ
8.6 ยึดติดวัตถุสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่ง มักถือเดินไปเรื่อย ๆ หรือเก็บไว้เป็น ่ ส่วนตัว ถ้าถูกเเย่ง ไปจะร้อง
ลั่น
8.7 ต่อต้าน หรือแสดงกิริยาอารมณ์รุนแรง และไร้เหตุผล
8.8 มีทีท่าเหมือนคนหูหนวก
8.9 ท่าทางไม่รู้สึกรับรู้ต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น
8.10 ใช้วิธีการสัมผัส และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยยวิธีการที่ต่างจากคนทั่ว ไป เช่น ใช้ วิธีการดม การชิม เป็นต้น

9. บุคคลพิการซ้อน ได้แก่ บุคคลที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพิการมากกว่าหนึ่ง
ประเภทในบุคคลเดียวกัน

52

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็กพิเศษหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

เป็นสิ่งที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษหรือเด็กที่มคีวามต้องการพิเศษ
พจนััิ้ดนเศกจษำารเ,ปศน็ึันกกจษแะกาต้้นไัอ้ขนงกปไาดร้รระพัสบูดบคควนวาักมามแช่สนวำยะเแเรห็นจลวืบอ,ุนคแักคลดะลคทนีว่เตากีรม่ยีบรว่ำวขบ้มัอดมงื,อนเจัชก่านกกผผฎู้หปเู้ชีมก่ยาควยรช,อานงัญก,นสคัานรขูทปานตร่ะาาจกงำาๆชรัเ้นบพื่ำอ,คบัทรดูาก, ใแาหร้พกศึทากรยษเ์ฉา
พาะทาง ซึ่งบุคคลทั้งหมดจะ ทำงานร่วมกันแบบสหวิทยาการเพื่อร่วมพัฒนาเด็กแต่ละคน ซึ่งบุคคลที่
สำคัญที่สุดได้แก่ผู้ปกครองที่จะต้อง ให้ความร่วมมือและความเอาใจใส่ มีส่วนต่อการฝึกและการเรียน
ของเด็กกลุ่มนี้มากผู้ปกครองจึงควรได้รับ คำแนะนำ จากผเู้ชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และให้ความร่วม
มือ

การจัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

การศึกษาพิเศษ เป็นกระบวนการในการพัฒนาความสามารถของเด็กตามสภาพของความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล และเอกลักษณ์ของแต่ละคน วิธีการที่นำมาใช้สั่งสอนอบรมเพื่อพัฒนาเด็กจึงจำเป็นต้อง
ปรับให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนด้วย โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่ง
ตนเองและก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความ
ต้องการพิเศษ จึงได้ยึดหลักของความแตกต่างระหว่างบุคคล และการมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคน
เป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสำเร็จในการจัดการศึกษาเช่นเดียวกันดังนั้นจึงเห็นไดว้่ าเด็กที่มีความต้องการ
พิเศษแต่ละประเภทจึงมีหลักในการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันไป

53

บทที่11เเรงจูงใจ

ความหมายของเเรงจูงใจ

แรงจูงใจ คือพลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรม และยังกำหนดทิศทางและเป้าหมาย ของพฤติกรรม
นั้นด้วย คนที่มีแรงจูงใจสูง จะใช้ความพยายามในการกระทำไปสู่เป้าหมายโดยไม่ลดละ แต่คนที่มีแรง
จูงใจต่ำ จะไม่แสดงพฤติกรรม หรือไม่ก็ล้มเลิก การกระทำ ก่อนบรรลุเป้าหมาย

แ" ดรังงจนูั้งนใจคำ(mว่oาแtiรvงe)จูเงปใ็จนจคึงำมทีี่กไดา้ครใวห้าคมวหามมาหยมมาายจไาว้กต่คาำงภๆาษกันาลดัะงตินีน้ ที่ว่า movere ซึ่งหมายถึง "เคลื่อนไหว (move)
แเครลงื่อจูนงใไจหวหหมราืยอถมึีงพ"ฤบตาิงกสริ่งรบมาใงนอลัยก่าษงณที่อะยทูี่่ภมีาเปย้าในหตมัวายข"องกบลุ่คาวคอลีกที่นมัียผหลนทึ่งำกใ็หค้ืบอุคแครลงตจู้องงใจกเรป็ะนทำเหหตุรผือล ของ
การกระทำ นั่นเอง
จหแารมกงาคจยูงวทีาใ่จไมด้หหเมลมือาายยกนถไีึ้วจง้แะ"เลสห้ว็ภนซาไึ่ดวง้ะมวท่ัีาก่อแจยูระ่ภเงปา็จนูยงเใใปนจ้าตจัหวะเมทกีี่า่เยยป็วทนีข่ม้พอีอลงัยงูก่ันบทภำอาใงหว้คะร์ส่ปิา่งงรแกะกวาอดยบมล้ีทอกี่สมารำ" เคคัญลื่ อ2นปไหรวะกไาปรในคืทอิศทางที่มีเป็า
(1) เป็นกลไกที่ไปกระตุ้นพลังของร่างกายให้เกิดการกระทำ
(2) เป็นแรงบังคับให้กับพลังของร่างกายที่จะกระทำอย่างมีทิศทาง
ส่วนการจูงใจ (motivation) เป็นเงื่อนไขของการได้รับการกระตุ้นโดยมีการให้ความหมายไว้ ดังนี้
1.การจูงใจ หมายถึง "แรงขับเคลื่อนที่อยู่ภายในของบุคคลที่กระตุ้นให้บุคคลมีการกระทำ"

2.การจูงใจ เป็นภาวะภายใน ของบุคคล ที่ถูกกระตุ้นให้กระทำพฤติกรรมอย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง
3.การจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรม การกระทำหรือกิจกรรมของบุคคล โดยบุคคลจงใจ กระทำ
พฤติกรรม นั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ ต้องการ

จากคำอธิบายและความหมายดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า การจูงใจ เป็นกระบวนการที่บุคคลถูก กระตุ้นจาก
สิ่งเร้าโดยจงใจ ให้กระทำหรือดิ้นรนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง ซึ่งจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมที่เกิดจาก
การจูงใจ เป็น พฤติกรรม ที่มิใช่เป็นเพียงการตอบสนองสิ่งเร้าปกติธรรมดา แต่ ต้องเป็นพฤติกรรมที่มี
ความเข้มข้น มีทิศทางจริงจัง มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการไปสู่จุดใด และ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น เป็นผลสืบ
เนื่องมาจาก แรงผลักดัน หรือ แรงกระตุ้น ที่เรียกว่า แรงจูงใจ ด้วย

ความสำคัญของการจูงใจ
การจูงใจมีอิทธิผลต่อผลผลิต ผลิตผลของงานจะมีคุณภาพดี มีปริมาณมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ การ
จูงใจในการทำงาน ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานจึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าอะไร คือแรงจูงใจที่จะทำให้
พนักงานทำงานอย่างเต็มที่ และไม่ใช่เรื่องง่ายในการจูงใจพนักงาน เพราะ พนักงานตอบสนองต่องานและ
วิธีทำงานขององค์กรแตกต่างกัน การจูงใจพนักงานจึงมี ความสำคัญ สามารถสรุปความสำคัญของการ
จูงใจในการทำงานได้ดังนี้
1. พลัง (Energy) เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการกระทำ หรือ พฤติกรรมของมนุษย์ ในการทำงานใดๆ
กถั้บาบุบคุคคคลลมีที่แทรำงงจาูงนใปจรใะนเภกทาร"ทเชำ้างชาานมสูงเย็ยน่อชมามทำ" ใทีห่้ทขำยงันานขันเพแียข็งงเพกื่รอะใตหื้อผ่ราือนรไ้ปนวักนรๆะทำให้สำเร็จ ซึ่งตรงกันข้าม

54

2. ความพยายาม (Persistence) ทำให้บุคคลมีความมานะ อดทน บากบั่น คิดหาวิธีการนำความรู้ความสามารถ
และ ประสบการณ์ของตน มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่องานให้มากที่สุด ไม่ท้อถอยหรือละความพยายามง่ายๆ แม้
งาน จะมีอุปสรรคขัดขวาง และเมื่องานได้รับผลสำเร็จ ด้วยดีก็มักคิดหา วิธีการปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
3. การเปลี่ยนแปลง (variability) รูปแบบการทำงานหรือวิธีทำงานในบางครั้ง ก่อให้เกิการค้นพบช่องทาง
ดำเนินงาน ที่ดีกว่า หรือประสบ ผลสำเร็จมากกว่า นักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลง เป็น
เครื่องหมายของ ความเจริญ ก้าวหน้า ของบุคคล แสดงให้เห็นว่า บุคคลกำลังแสวงหาการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้
ชีวิต บุคคลที่มี แรงจูงใจ ในการทำงานสูง เมื่อดิ้นรน เพื่อจะบรรลุ วัตถุประสงค์ใดๆ หากไม่สำเร็จบุคคล ก็มัก
พยายามค้นหา สิ่งผิดพลาด และพยายามแก้ไข ให้ดีขึ้นในทุก วิถีทาง ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การ
ทำงานจน ในที่สุดทำให้ค้นพบแนวทาง ที่เหมาะสมซึ่ง อาจจะต่างไป จากแนวเดิม
ท4ำ. บงุคานคทีล่ตที่นมีรแับรผงิจดูงชใอจบในใกห้าเจรรทิญำงกา้นาวจหะนเ้ปา็นจับดุคว่าคบลุคที่คมุล่งผมูั้่นนั้นทมำีงจารนรใยห้าเกบิดรรคณวาใมนเกจาริรญทำก้งาาวนหน(้wา oแrลkะeกtาhรiมcุ่sง)มผัู่้นมี
จรรยาบรรณในการทำงาน จะเป็นบุคคล ที่มีความรับผิดชอบ มั่นคงในหน้าที่ มีวินัยในการทำงาน ซึ่งลักษณะ
ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ ผู้มีลักษณะ ดังกล่าวนี้ มักไม่มีเวลาเหลือพอที่จะคิดและทำในสิ่งที่ไม่ดี

ลักษณะของแรงจูงใจ
แรงจูงใจของมนุษย์มีมากมายหลายอย่าง เราถูกจูงใจให้มีการกระทำหรือพฤติกรรม หลายรูปแบบ เพื่อ
หาน้ำและ อาหารมาดื่มกิน สนองความต้องการทางกาย แต่ยังมีความต้องการมากกว่านั้น เช่น ต้องการ
ความสำเร็จ ต้องการเงิน คำชมเชย อำนาจ และในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม คนยังต้องการมีอารมณ์ผูกพัน
และอยู่รวมกลุ่มกับผู้อื่น แรงจูงใจ จึงเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives)
แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัวบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิดเห็น ความสนใจ ความ
ตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความต้องการ ฯลฯ สิ่งต่างๆ ดังกล่าวมาเหล่านี้มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมค่อนข้างถาวร เช่น คนงานที่เห็นคุณค่าของงาน มองว่าองค์การคือสถานที่ให้ชีวิตแก่เขาและ
ครอบครัว เขาก็จะจงรักภักดีต่อองค์การ กระทำ การต่างๆ ให้องค์การเจริญก้าวหน้า หรือในกรณีที่บ้าน
เมืองประสบปัญหาเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาของเศรษฐกิจขาลง องค์การจำนวนมากอยู่ในภาวะขาดทุน ไม่มี
เงินจ่ายค่าตอบแทน แต่ด้วยความผูกพัน เห็นใจกันและกัน ทั้งเจ้าของกิจการ และพนักงานต่างร่วมกัน
ค้าขายอาหารเล็กๆ น้อยๆ ทั้งประเภทแซนวิช ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ เพียงเพื่อ ให้มีรายได้ ประทังกันไปทั้งผู้
บริหารและลูกน้อง และในภาวะดังกล่าวนี้จะเห็นว่า พนักงานหลายราย ที่ไม่ทิ้งเจ้านาย ทั้งเต็มใจไปทำงาน
วันหยุดโดยไม่มีค่าตอบแทน ถ้าการกระทำดังกล่าวเป็นไปโดย เนื่องจากความรู้สึก หรือเจตคติที่ดีต่อ
เจ้าของกิจการ หรือด้วยความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกคนหนึ่งขององค์การ มิใช่เพราะ เกรงจะถูกไล่
ออกหรือไม่มีที่ไป ก็กล่าวได้ว่า เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากแรงจูงใจภายใน
แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motives)
แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม อาจจะเป็นการได้รับ
รางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง คำชม การได้รับการยอมรับ ยกย่อง ฯลฯ แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวรต่อ
พฤติกรรม บุคคลจะ แสดงพฤติกรรม เพื่อ ตอบสนองสิ่งจูงใจดังกล่าว เฉพาะในกรณีที่ต้องการรางวัล
ต้องการเกียรติ ชื่อเสียง คำชม การยกย่อง การได้รับ การยอมรับ ฯลฯ ตัวอย่างแรงจูงใจภายนอกที่มี
อิทธิพลต่อพฤติกรรม เช่น การที่คนงาน ทำงานเพียง เพื่อแลกกับ ค่าตอบแทน หรือเงินเดือน การแสดง
ความขยันตั้งใจทำงานเพียง เพื่อให้หัวหน้างานมองเห็นแล้ว ได้ความดีความชอบ เป็นต้น

ธรรมชาติของแรงจูงใจ 55

1. ความต้องการ

ความต้องการ (needs) เป็นสภาพที่บุคคลขาดสมดุล เกิดแรงผลักดันให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อสร้าง
สมดุลให้ตัวเอง เช่น คนที่รู้สึกเหนื่อยล้าโดยการนอน หรือนั่งพัก หรือเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนอิริยาบถ ดู
หนังฟังเพลง คนที่ถูกทิ้ง ให้อยู่คนเดียว เกิดความต้องการความรักความสนใจจากผู้อื่น เป็นแรงผลักดันให้
คนๆ นั้น กระทำการบางอย่าง เพื่อให้ได้รับความรักความสนใจ ความต้องการมีอิทธิพลมากต่อพฤติกรรม
กล่าวได้ว่าสิ่งที่กระตุ้น ให้บุคคล แสดงพฤติกรรม เพื่อบรรลุจุดหมายปลายทางที่ต้องการนั้น ส่วนใหญ่เกิด
เนื่องมาจากความต้องการของบุคคล ความต้องการในคนเรามีหลายประเภท นักจิตวิทยาแต่ละท่าน จะ
อมธนิุบษายย์ไเดร้ื่เอป็งนค2วปามระต้เภองทกดาังรนใีน้ รูปแบบต่างๆ กัน แต่โดยทั่วไปแล้ว เราอาจแบ่งความต้องการพื้นฐานของ

1.ความต้องการทางกาย (Physical Needs) เป็นความต้องการที่เกิดจากธรรมชาติของร่างกาย เช่น ต้องการ
กินอาหาร หายใจ ขับถ่ายของเสีย การเคลื่อนไหว พักผ่อน และต้องการทางเพศ ความต้องการทางกายทำให้
เทกิาดงแกรายงจนีู้งว่ใาจแใรห้งบุจคูงคใจลทการงะชทีำวกะภาารพเพืห่อรืสอนทอางงสครวีราะม(ตb้อioงloกgาiรcดaัlงmกoล่tาivวeเsร)ียกแรงจูงใจที่เกิดจากความต้องการ

2.ความต้องการทางสังคม หรือ ความต้องการทางจิตใจ (Social or Psychological Needs) เป็นความต้องการ
ที่เกิดจาก การเรียนรู้ทางสังคม เช่น ต้องการความรัก ความมั่นคง ปลอดภัย การเป็นที่ยอมรับในสังคม
ต้องการอิสระภาพ ความสำเร็จ ในชีวิต และตำแหน่งทางสังคม ความต้องการทางสังคมหรือทางจิตใจดัง
กกลล่่าาววคนีื้อเปท็นำเใหห้ตเุกใิหด้มแนรุงษจยู์งแใจสทดี่เงรียพกฤวต่ิากแรรรงมจูเงพืใ่จอทไปางสู่สจัุงดคหมมา(SยoปcลiaาlยMทoาtงivไดe้sเ)พื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการดัง

2. แรงขับ

แรงขับ (drives) เป็นแรงผลักดันที่เกิดจากความต้องการทางกาย และสิ่งเร้าจากภายในตัวบุคคล ความ
ต้องการ และแรงขับมักเกิด ควบคู่กัน คือ เมื่อเกิดความต้องการแล้วความต้องการนั้นๆ ไป ผลักดันให้เกิด
พฤติกรรม เราเรียกว่า เป็นแรงขับนอก จากนั้นแรงขับ ยังหมายถึง สภาพทางจิตวิทยาที่เป็นผล เนื่องมา
จากความต้องการทางกาย เช่น ความหิว ทำให้เกิดสภาพทางจิตวิทยาคือ ใจสั่น ตาลอย หงุดหงิด อารมณ์
เสีย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในหน่วยงาน เช่น การเร่งร้อน หาข้อสรุปจากการประชุม ในบรรยากาศที่ผู้เข้า
ประชุมทั้งหิว ทั้งเหนื่อย แทนที่จะได้ข้อสรุปที่ดี บางครั้งกลับ ก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้ง ไม่ได้รับผลสำเร็จตาม
ที่ต้องการ หรือเพราะด้วยความหิว ความเหนื่อย ทำให้รีบสรุปและตกลง เรื่องงานโดยขาดการไตร่ตรอง
เพื่อจะได้รับประทานอาหารและพักผ่อน ซึ่งอาจก่อให้เกิด ผลเสียต่องานได้ แต่ในบางกรณี บุคคลบางคนก็
อาจฉวยโอกาสของการที่คน ในที่ประชุมอยู่ในภาวะมีแรงขับด้านความหิว ความเหนื่อย มาเป็น ประโยชน์ ให้
ลงมติบางเรื่องโดยง่ายและรวดเร็ว เพื่อประโยชน์ต่องาน

3. สิ่งล่อใจ
สิ่งล่อใจ (incentives) เป็นสิ่งชักนำบุคคลให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ จัดเป็น แรง
จูงใจภายนอก เช่น การชักจูงให้คนงานมาทำงานอย่างสม่ำเสมอ โดยยกย่องพนักงาน ที่ไม่ขาดงานให้เป็นที่
กปารราจกัดฏทกำาเรนีปยรบะก"TาoศpเกTีeยnร"ตหิครุืณอสิหสารืขอากดีาเรด่จนัดขสอรงรอรงาคง์กวัลารในกการามรคอัดบเโลลื่อรากงพวันลักแงก่าฝน่ายหงรืาอนบุคที่คมีลผดลีเงดา่นนปยรอะดจเำยปี่ียม
ในรอบปี ฯลฯ ตัวอย่างที่ยกมาเหล่านี้ จัดเป็นการใช้สิ่งล่อใจ มาสร้างแรงจูงใจ ในการทำงาน ให้เกิดแก่
พนักงานขององค์การทั้งสิ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า สิ่งล่อใจนั้น อาจเป็น วัตถุ เป็นสัญลักษณ์ หรือเป็นคำพูด ที่ทำให้
บุคคลพึงพอใจ
4. การตื่นตัว
การตื่นตัว (arousal) เป็นภาวะที่บุคคลพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรม สมองพร้อมที่จะคิด กล้ามเนื้อพร้อมที่จะ
เคลื่อนไหว นักกีฬาที่อุ่นเครื่องเสร็จพร้อมที่จะแข่งขันหรือเล่นกีฬา พนักงานต้อนรับที่พร้อมให้บริการแก่
ลูกค้า ฯลฯ ลักษณะดังกล่าวนี้เปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่ติดเครื่องพร้อมจะทำงาน บุคลากรในองค์การถ้ามี
ขกอารงตมื่นนุตษัวย์ใพนกบาว่ราทกำางราตนื่นยต่ัอวมมีส่3งผระลดัใบห้ทคำืองากนาไรดต้ืด่นีขึต้นัวแระตด่ัอบยสู่างงไกรากร็ตตื่านมตัจวารกะดกับารกศลึกาษงาแธลระรกมาชราตืต่นิ พตัวฤรติะกดัรบรตม่ำ
ระดับที่นักจิตวิทยาค้นพบว่าดีที่สุดได้แก่ การตื่นตัวระดับกลาง ถ้าเป็นการตื่นตัวระดับสูง จะตื่นตัวมากไปจน
กลายเป็นตื่นตกใจ หรือตื่นเต้น ขาดสมาธิในการทำงาน ถ้าตื่นตัวระดับต่ำก็มักทำงานทำงานเฉื่อยชา ผลงาน
เสร็จช้า และจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทำให้บุคคลตื่นตัว มีทั้งสิ่งเร้าภายนอก และสิ่งเร้าภายในตัวได้แก่
ลักษณะส่วนตัวของบุคคล แต่ละคนที่มีต่างๆ กัน ทั้งในส่วนที่เป็นบุคลิกภาพ ลักษณะนิสัย และระบบสรีระ
ภายในของผู้นั้น

56

5. การคาดหวัง

ขกึ้นารต่คอาไดปหตวััวงอ(ยe่xาpงeเชc่tนanกcาyร)ทีเ่คป็นนกงาานรตคั้งาดคหวาวัมงปว่าราพรวถกนเาขาหจรืะอไดก้ราับรพโบยนาัสกปรรณ์ะจล่ำวปงีสหักน้า4ข-อ5งเบทุ่คาขคอลงใเนงินสิ่งเดทืี่อจนะเกิด
การคาดหวังดังกล่าวนี้ ส่งผลให้พนักงาน ดังกล่าว กระปรี้กระเปล่า มีชีวิตชีวา ซึ่งบางคนก็อาจจะสมหวัง
และมีอีหลายคนที่ผิดหวัง ในชีวิตจริง ของคนเราโดยทั่วไป สิ่งที่คาดหวัง กับ สิ่งที่เกิดขึ้น มักไม่ตรงกัน
เสมอไป ช่วงห่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ถ้าห่างกันมาก ก็อาจทำให้คนงานคับข้องใจ และ
เกิดปัญหา ขัดแย้งอื่นๆ ตามมา เจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารงาน จึงควรระวังในเรื่องดังกล่าว ที่จะต้องมี
การสื่อสาร สร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องในกันและกัน การสร้างความหวัง หรือ การปล่อยให้พนักงาน คาด
หวังลมๆ แล้งๆ โดยที่สภาพความเป็นจริง ทำไม่ได้ อาจจะก่อให้ เกิดปัญหายุ่งยากที่คาดไม่ถึง ในเวลาต่อ
ไป ดังตัวอย่างที่เห็นได้จาก การที่กลุ่มคนงานของบริษัทใหญ่บางแห่ง รวมตัวกัน ต่อต้าน ผู้บริหาร และ
เผาโรงงาน เนื่องมาจาก ไม่พอใจที่ไม่ได้โบนัสประจำปีตามที่คาดหวังไว้ว่าควรจะได้

6. การตั้งเป้าหมาย
การตั้งเป้าหมาย (goal settings) เป็นการกำหนดทิศทางและ จุดมุ่งหมายปลายทางของ การกระทำกิจกรรม
ใด กิจกรรมหนึ่งของบุคคล จัดเป็นแรงจูงใจจากภายในของบุคคลผู้นั้น ในการทำงานธุรกิจที่มุ่งเพิ่มปริมาณ
และคุณภาพ ถ้าพนักงานหรือนักธุรกิจมีการตั้งเป้าหมายในการทำงาน จะส่งผลให้ทำงานอย่างมีแผน และ
ดำเนินไปสู่เป้าหมาย ดังกล่าวเสมือนเรือที่มีหางเสือ ซึ่งในชีวิตประจำวันของคนเรานั้นจะเห็นว่า มีคนบางคน
ที่ทำอะไร ก็มักประสบความสำเร็จ หรือไม่สำเร็จดังกล่าว อาจจะมีหลายประการ แต่ปัจจัยที่สำคัญประการ
หนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมากต่อความสำเร็จในการทำงาน คือการตั้งเป้าหมายในการทำงานแต่ละงานไว้ล่วงหน้า ซึ่ง
เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารงาน ควรสนับสนุน ให้พนักงาน ทำงานอย่างมีเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อความเจริญ
ก้าวหน้าขององค์การ และตัวของพนักงานเอง

รูปแบบของแรงจูงใจ

บุคคลแต่ละคนมีรูปแบบแรงจูงใจที่แตกต่างกัน ซึงนักจิตวิทยาได้แบ่งรูปแบบ แรงจูงใจของมนุษย์
ออกเป็นหลายรูปแบบที่สำคัญ มีดังนี้
1ป. รแะรกงอจูบงพใจฤใฝต่ิสกัมรรฤมทธทิี์่จ(AะปchรiะeสvบeสmัมenฤtทMธิoผtลivตeา)มหมมาาตยรถึฐงานแครงวจาูมงเใปจ็ทนี่เเปล็ินศแ(Sรtงaขnับdaใหr้dบุคofคEลxพceยlาleยnาcมeท)ี่จที่ะตน
ตั้งไว้ บุคคลที่มีแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ จะไม่ทำงานเพราะ หวังรางวัล แต่ทำเพื่อจะ ประสบความสำเร็จตาม
วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว ้ ผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1.มุ่งหาความสำเร็จ (Hope of Success) และกลัวความล้มเหลว (Fear of Failure)
2.มีความทะเยอทะยานสูง
3.ตั้งเป้าหมายสูง
4.มีความรับผิดชอบในการงานดี
5.มีความอดทนในการทำงาน
6.รู้ความสามารถที่แท้จริงของตนเอง
7.เป็นผู้ที่ทำงานอย่างมีการวางแผน
8.เป็นผู้ที่ตั้งระดับความคาดหวังไว้สูง

57

2. แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (Affiliative Motive)ผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ มักจะเป็นผู้ที่โอบอ้อมอารี เป็นที่รัก
ของเพื่อน มีลักษณะเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเมื่อศึกษาจากสภาพครอบครัวแล้วผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์มักจะเป็น
ครอบครัวที่อบอุ่น บรรยากาศในบ้านปราศจาก การแข่งขัน พ่อแม่ไม่มีลักษณะข่มขู่ พี่น้องมีความรัก
สามัคคีกันดี ผู้มีแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์จะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. เมื่อทำสิ่งใด เป้าหมายก็เพื่อได้รับการยอมรับจากกล่ม
2. ไม่มีความทะเยอทะยาน มีความเกรงใจสูง ไม่กล้าแสดงออก
3. ตั้งเป้าหมายต่ำ
4. หลีกเลี่ยงการโต้แย้งมักจะคล้อยตามผู้อื่น
ใส3ด่.วแเนรืร่มองงาจกูหงนมใึ่ัจงกใกฝจ็่ไะอดพ้ำัทนฒำาในจห้าเ(มกPิoดาจwมีาeคกrวคMามวoารtูม้iสvึรกูe้ส)เึปกส็นวำ่าห"ปรตับมนผดเู้้อทวีง่ยมี""แขเรมาืง่ดอจ"ูมงีใปนใจมบใดฝา้่งวอสยำิ่งนจบึางจาพงนั้อยนยา่พยางาบมทวี่่สตา้รอผู้า้งทงีก่ม"ีาปแรมรองเดาจู่จนงจ"ใจะขเึแ้ปน็บนมบเารืนเ่ีอพ้ื่งอ
ชดเชยกับสิ่งที่ตนเองขาด ผู้มีแรงจูงใจใฝ่อำนาจจะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1. ชอบมีอำนาจเหนือผู้อื่น ซึ่งบางครั้งอาจจะออกมาในลักษณะการก้าวร้าว
2. มักจะต่อต้านสังคม
3. แสวงหาชื่อเสียง
4. ชอบเสี่ยง ทั้งในด้านของการทำงาน ร่างกาย และอุปสรรคต่าง ๆ
5. ชอบเป็นผู้นำ
4. แรงจูงใจใฝ่ก้าวร้าว (Aggression Motive)ผู้ที่มีลักษณะแรงจูงใจแบบนี้มักเป็นผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดู
แบบเข้มงวดมากเกินไป บางครั้งพ่อแม่อาจจะใช้วิธีการลงโทษที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นเด็กจึงหาทาง
ระบายออกกับผู้อื่น หรืออาจจะเนื่องมาจากการเลียนแบบ บุคคลหรือจากสื่อต่าง ๆ ผู้มีแรงจูงใจใฝ่
ก้าวร้าว จะมีลักษณะที่สำคัญดังนี้
1. ถือความคิดเห็นหรือความสำคัญของตนเป็นใหญ่
2. ชอบทำร้ายผู้อื่น ทั้งการทำร้ายด้วยกายหรือวาจา
5. แรงจูงใจใฝ่พึ่งพา (Dependency Motive) สาเหตุของการมีแรงจูงใจแบบนี้ก็เพราะการเลี้ยงดูที่พ่อ
แม่ทะนุถนอมมากเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง ผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่ พึ่งพา จะมีลักษณะ
สำคัญ ดังนี้
1. ไม่มั่นใจในตนเอง
2. ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง มักจะลังเล
3. ไม่กล้าเสี่ยง
4. ต้องการความช่วยเหลือและกำลังใจจากผู้อื่น

การจำแนกแรงจูงใจ (Classification of motives)
แรงจูงใจทั่วไป (Generic motives)

ปกติจะหมายถึง แรงจูงใจที่มีพื้นฐานมาจากความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศการต่อสู้เพื่อการดำรง
ชีวิต ความภาคภูมิใจ ความสามารถเข้าสังคมได้ ความอยากรู้อยากเห็น ความกลัวและการปกป้องตัวเอง เป็นต้น วิธี
การจัดกลุ่มของแรงจูงใจใดๆ ปกติมักจะให้ข้อมูลที่มากกว่า ความเป็นลักษณะทั่วไปอย่างง่ายๆ เช่น การจัดกลุ่มแรง
จูงใจเป็นแรงจูงใดด้านร่างกาย และแรงจูงใจด้านจิตวิทยา
แรงจูงใจด้านร่างกาย (Physiological motives)

จะเป็นแรงจูงใจที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่พื้นฐานของร่างกายด้านกายภาพ เช่น ความหิว ความกระหาย ความ
ต้องการทางเพศ การขจัดของเสีย ออกจากร่างกาย การพักผ่อน การทำงาน และความสุขสบายทางร่างกาย เป็นต้น

แรงจูงใจด้านจิตวิทยา (Psychological motives) 58

คือ แรงจูงใจทั้งหลายที่มีอยู่ในจิตใจ (mind) เช่น ความปลอดภัย ความรัก การบรรลุความปรารถนา
ความภาคภูมิใจ การสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง การแสวงหาสถานภาพ การเป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่นๆ
ความสุ่ข ความเศร้า และการมีอำนาจ เป็นต้น แม้ว่าแรงจูงใจ จะไม่มีแรงจูงใจที่พิจารณาในแง่าของการที่
ต้องตอบสนองทันทีทันใด หรือไม่สามารถเลื่อนการตอบสนองออกไปได้ โดยแรงจูงใจที่รีบด่วนเป็นแรง
จูงใจที่ต้องมีการตอบสนองในทันทีคอยไม่ได้ เราไม่อาจจะระบุชนิดของแรงจูงใจที่เป็นแบบรีบด่วนได้
เพราะขึ้นอยู่กับผู้บริโภคแต่ละคนที่แตกต่างกันแะในช่วงของเวลาของบุคคลแต่ละคนที่ต่างกัน

การจำแนกแรงจูงใจ (Classification of motives)

แรงจูงใจมีมากมายหลายอย่าง แต่พอจะแบ่งออกได้เป็นสองประเภทดังนี้

ก. แรงขับปฐมภูมิ (primary drives)

หเปิว็นแแลระคงขวับามที่กมีรกะำหเานิยดมมักาจจาะกเรคียวกาวม่าต้แอรงงกขัาบรททาางงสร่ารีงรกวิทายยาแ(ลpะhไมy่sตi้oอlงogอiาcศaัlยdกrาivรeเรsี)ยนนอรู้ก(uจnาlกeนaั้rนnอeาdจ) มเีชแ่นรงคจวูงาใมจ
บคาวงามอยอ่ยางาทกี่มรูิ้อไดย้เากกิดเหจ็นากกกาารรกเรรียะตนุ้นรู้เคช่วนากมันรู้สแึกต่จมาิไกด้กเกาี่รยสวัมข้ผอัสงก(ัsบenกsาoรryเปsลtี่iยmนuแlaปtลioงnท) าเปง็นสรตี้รนวิทยา เช่น ความรัก

1. ความหิว (hunger) ร่างกายต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต อาหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของ
ชคีววิตามคหิววาแมลรูะ้สกึการหิกวินจอะแาหตากรต่สา่วงนกัทนี่สไปำคใันญแทีต่่สลุดะคคืนอแhลyะpแoตt่hลaะlเaวmลาusสมองบางส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมของ

2. ความกระหาย (Thirst) น้ำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับร่างกาย น้ำจะสูญเสียไปจากร่างกายในลักษณะ
ต่างๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางปอด ต่อมเหงื่อและไต เมื่อมีการสูญเสียน้ำเกิดขึ้นร่างกาย จำเป็นจะต้อง
รคักวษามากครวะาหมาสยมศูดุนลยย์์คขวอบงคนุ้มำคแวลาะมอิกเลร็กะหโทายรอไลยูท่ท์ีใ่หh้คyงpอotยูh่ aคlวaาmมuตs้อซึ่งงกปารระใกนอลบักด้ษวยณเซะเลช่ลน์ปนี้รจึะงสกา่ทอใทีห่้ไแวตร่งอขกับาขรสอูญง
เสียน้ำมาก
ข. แรงขับทุติยภูมิ (secondary drives)

เอจูปงย็่นใาจแงทรถูางกงขเัสปบังลทีีค่่ยสมนลัแบ(sปoซัcลบiaงซ้lไอดm้นo(มmtาiovกdeกisf)วi่eหาdแรื)รอโงแดขรยับงกปขัาบฐรมทเรภีายูงมนิจิรสตู่้ทวใจำนนใ(หpอsญงy่เcเดกhีิยoดวlจoกgัาบกicแกaรlางรdขเrัรiบีvยปeนsร)รูะ้Mเแภoตท่rบgแาaรงnกทแีบกบ็า่ไงมง่แทใีชรเ่รงแียจรูกงงวใข่จัาบทแทารุงกง
สังคมออกเป็น
1. ความรักและความเกี่ยวเนื่อง (Affection and affiliation) แรงจูงใจทั้งสองอย่างนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน
อย่างใกล้ชิด แต่ก็พอจะแยกออกจากกันได้ อันแรกคือความปรารถนาที่จะรักคนอื่น โดยเริ่มต้นกับแม่ของ
ตนเอง อันหลังเป็นแรงจูงใจที่จะอยู่กับคนอื่น เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ความรักและ ความเกี่ยวเนื่อง
ผูกพันกับคนอื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น แรงจูงใจเช่นนี้จะต้องมีต่อผู้อื่นด้วย นอกเหนือจากพ่อแม่และพี่น้องของ
ตน มีการตอบสนองความต้องการ ซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ
ตจ2.ำะตกแ้อาหรงนย่มงีอค(มวrรaาับมnkแรู)้สลึชืกะ่อกว่เาาสรีคยยนงกไดย(้่pอรrับงeกทstาาigรงeยสั)กงแคย่ลมอะงอ(ทSำoนาcงาiaจสัlง(apคpoมpwrสeิo่rงv)นaี้lยัaงnรdวeมsไtปeถeึmง)แเรมืง่อจูคงนใจเเรกาี่ยเปว็นกัหบนส่วถยาหนนภึ่งาพขอ(งstสaังtuคsม) ก็
3. ความสัมฤทธิ์ (Achievement) แม้นักจิตวิทยาจะยอมรับว่าการยกย่องตนเอง (self-esteem) เป็นแรงจูงใจที่
สสัำมคฤัญทธอิ์ ย(่nาeงeหdนึf่งorแaต่cแhรieงvจeูงmใeจnทtี่)มีการ ศึกษากันอย่างกว้างขวางที่สุดกลับเป็นความต้องการของความ
4. ความก้าวร้าว (Aggression) บางคนคิดว่าความก้าวร้าวจัดอยู่ในพวกแรงจูงใจทางสังคม เนื่องจากความ
รุนแรง ความก้าวร้าว และสงคราม เป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่งทุกวันนี้ คนส่วนมากจึงมัก
คิดว่าความก้าวร้าวเป็นเรื่องของสัญชาตญาณมากกว่า อย่างไรก็ตามจาก การศึกษาเป็นจำนวนมาก พอจะ
สแจารรุกกปเพไดด็้บกว่วทา่ัาคน"วทคีาทวมัานกม้ใาดควัรบเ้ดาข็้วกอเจปง็ะในแจกสจาะดรนงตำคไอปวบสาูส่มคนโวกอารงมธตก่อ้อาอวสกรถ้ามาวานเสจกมาากรอณกแ์าบตร่ศาตึงกออษนย่าหาขลงัองตงพัวDบอoวย่l่าlาaปงrรเdชา่กแนลฏเะกมืพ่าอรรเรณร์คาเแพช่ยนว่งกนีข้ไ(อม1่9งเ3ปเ็ล9น่น)คตมวอาานม
จริงเสมอไป ความคับข้องใจทำให้เกิดผลที่ตามมาเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและสถานการณ์
นอกจากนั้นสาเหตุของความก้าวร้าวยังมีผลตามมาเป็นอย่างอื่ นได้ขึ้นอยู่กับบุคคลและสถานการณ์

59

บทที่12การเเนะเเนว

สภาพสังคมในปัจจุบนั มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม
ใกเดฉาพกร็เตามะืา”อมวังยซเึ่รทงุ่นคก”โานรซึ่โเงลปอยลีียู่ตย่่ในานงแช่ๆวปงลซึ่วงงัยสทิี่ท่งีเ่กกเิหดำลลข่ัึ้างนลม้นี้วีกมนากแรัสลเ่้ปงวลผแี่ยตล่นกส่แรงปะผทลลบงตต่ใ่อนอบดบุุ้คาคนคคตล่ลาใทนงี่ขๆสัางมดคีปทมรกทัะั้ษสงะบสิใ้นกนดาไรมา้่ณนว์่กาในาจรชะีปอวิรตยั่บในูน้ตอชว่ยัวหโงดาวัยกย
ขาดการได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเหมาะสม ย่อมจะก่อใหเ้กิดปัญหากับการดำเนินชีวติต่อไปใน
อนาคต ดังนั้น ในสถาบนัการศึกษาต่างๆจึงจำเป็นต้องมีการจัดบริการแนะแนวเพื่อช่วยให้บุคคลไดรู้้
จักเข้าใจสามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถวางแผนและปรับตัวอยู่ในสังคม
ไดอ้ย่างมีความสุข

การแนะแนว

คือ จิตวิทยาประยุกต์แขนงหนึ่งที่ว่าด้วยการพัฒนาคนให้รู้จักชื่อตนเอง หรือพึ่งตนเองได้ โดย
กระบวนการที่ส่งเสริมให้บุคคลได้มีบทบาทเต็มที่ในการเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพ และ
สามารถจัดการกับชีวิตของตนอย่างฉลาด

ข้อแตกต่างของ “การแนะแนว”กับ “การแนะนำ

การแนะแนว คือ การช่วยให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองด้วยตัวของเขาเอง อย่างเต็มศักยภาพ
ผู้แนะแนวเพียงแต่แนะแนวทาง หรือชี้ช่องทางให้เท่านั้น ผู้รับบริการแนะแนวจะ เป็นผู้ตัดสินใจ
แก้ปัญหาเองตาม ความสมัครใจ
การแนะนำ คือ การให้เขาทำ ตามในสิ่งที่เชื่อว่าดีโดยรับคำ ปรึกษาแล้วทำ ตามเป็นแนวทาง
อาจไม่ได้คิดเอง โดยการชี้แจงให้ทำ หรือปฏิบัติ เช่น แนะนําให้ทำ ความดี แนะนําในการใช้ยา เป็นต้น

ความสำคัญของการแนะแนว

การแนะแนวมีบทบาทและมีความสำคัญเป็นอย่างมากในสังคมปัจจุบันจนเป็นที่เขา้ใจและยอมรับ
กันโดยทั่วไป ทั้งในวงการแพทย์ด้านสังคมสงเคราะห์วงการอุตสาหกรรมและธุรกิจเอกชนต่างๆ ใน
วงการศึกษาเองและมีการจดับริการแนะแนวขึ้นในสถาบนัการศึกษาต่างๆตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึง
ระดับอุดมศึกษาและมีการแต่งตั้งมอบหมายผู้รับผิดชอบทางด้านนี้โดยเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในด้านการ
ป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้น ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและให้การส่งเสริมพัฒนา เพื่อให้
นักเรียนนิสิตนกัศึกษามีพัฒนาการด้านต่างๆอยา่งเหมาะสม ความจำเป็นและความสำคัญของการ
แนะแนวมีหลายประการ พอสรุปได้ดังนี้

1. ความเปลี่ยนแปลงและความเจริญทางด้านการศึกษาการศึกษาในสภาพปัจจุบันมีการแข่งขันมากยิ่ง
ขึ้น ผู้ปกครองและนักเรียนมองเห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้นกวา่ แต่ก่อนและการเรียนมักจะ
มุ่งในทางสาขาวิชาที่มีโอกาสในการระบายอาชีพ และได้คำตอบแทนมากกว่าเพราะฉะนั้นการเลือกคณะ
สาขาการเรียน และวชิาเรียนเป็นสิ่งสำคัญครูแนะแนวจึงมีบทบาทที่จะช่วยใหน้กัเรียนได้เลือกเรียนตาม
ความสนใจความถนัด และความสามารถของตนเองได้อย่างแท้จริงเพื่อออกไปประกอบอาชีพที่เหมาะ
สมในอนาคต
2. ความจำเป็นทางด้านการเลือกอาชีพ ในสังคมปัจจุบันมีอาชีพเกิดขึ้นมากมายจนยากที่จะระบุออกมา
เป็นจำนวนที่แน่นอนได้จึงมีความจำเป็นที่นักเรียนควรจะได้รับการช่วยเหลือแนะแนวทางในการเลือก
อาชีพได้อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยครูแนะแนวจะต้องใหน้กัเรียนได้รู้จักโลกของอาชีพต่างๆรอบตัว
และอยู่ในสังคมทั่วไปว่าอาชีพแต่ละชนิดต้องการผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างไร ตวัเขาเองมีความเหมาะสมกับ
อาชีพชนิดใด มีความสนใจ มีความถนัดและมีความสามารถอย่างไรต่อการเลือกประกอบอาชีพเพื่อ
ดำเนินชีวิตต่อไปในภายหน้า ซึ่งการเลือกอาชีพที่เหมาะสมของนักเรียนถือว่า มีความสำคัญ ต่อการ
พัฒนาประเทศด้วย

60

3ปข.อรคะงวชสุาัมมงรคเาจมชริไบญทัญยก้อฑาิวยต่หาไงนด้้ราอวทธิดาบงเารด็ย้วาคนซึว่งเาทมมีคกหโานมรโาบลยัญยขแอญีลังตะคิวิำศทันพีย้วท่าา์กทีห่าใมรชใโา้หดยมยถ่ึๆทงั่มวี“ไผกปลาว่รทาแำ“ผใGห่ถlเึo้กงbิดกaันกlizาทัaร่วtเปiโoลลnี่ก”ยกน“โาโลรฉกเมขา้หาภิถนวึ้ังาตโนล์”กแโดลยะที่
เกอาารชนะโลก” ทำให้การถ่ายทอดไปอย่างกว้างขวาง
จใ4น.าคนกวาสามภมีขา้เาพปวลชี่(ยนSuนบbแทsปiมsลtาeเงปnท็tนาEสงcภดo้าาnพนomเเศมyืรอ)คษง่อฐซึยก่งิๆจกหแาลมรเะดปสัสิลง้ีน่คยไนมปแซึส่งปภเลปา็งพนเหสไัปลง่อคายน้ม่ีามเีงกผรษลวตกดรรเรกะ็ทวรบรสมตภ่เอาปพกลีเา่ยศรนดรษำมเฐานเิกปนิ็จนชแีอวุิบตตบขสใอานหงน้กำรมีรปมลา
ประชาชนมากเพราะต้องดิ้นรนต่อสู้กบั ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ รายได้จากงานประจำ ไม่เพียงพอ
ต่อรายจ่ายมีภาระหนี้สินจึงต้องแสวงหารายไดเ้สริม
5. การอบรมเลี้ยงดูของพ่อ แม่ ผู้ปกครองตารมสภาพแวดล้อมในสังคมปัจจุบันวิธีการอบรมเลี้ยงดู
ที่ไม่เหมาะสมบางประการทำใหเ้ด็กเกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น พ่อ แม่ที่เลี้ยงดูเอาใจใส่ลูกมาก
เกินไปคอยช่วยเหลือลูกทุกอย่างอยู่ ตลอดเวลาจะทำให้เด็กกลายเป็นคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้เมื่อโตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่จะทำตัวเป็นเด็กที่จะต้องพึ่งพิงผู้น้อยอยู่ตลอดเวลา หรือการอบรมเลี้ยงดูของพ่อ แม่
แสบภบาพเผที่ดเ็ดจ็กกคารนจอืะ่นทำไดใหร้้ัเบด็จกะไทม่ามีใคหวเ้ดา็มกเป็นตัวของตวัเองและเมื่อเกิดการเปรียบเทียบกบั เด็กคนอื่นใน
เกิดความคับข้องในใจ พ่อ แม่บางคนจะตามใจลูกมากเกินไป

ประโยชน์ของการแนะแนว

1. ประโยชน์ต่อนักเรียน การแนะแนวช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจตนเองอย่างถูกต้องรู้ถึง
ข้อบกพร่องและความสามารถพิเศษของตน มีความรู้ความเขา้ใจในเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะ
ช่วย
ให้นักเรียนสามารถพิจารณาตัดสินใจได้อย่างถูกตอ้ง สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมและดำเนินชีวติใน
สังคมได้อย่างมีความสุข

2. ประโยชน์ต่อครูอาจารย์และโรงเรียน บริการต่างๆ ในงานแนะแนวจะช่วยให้ครูอาจารยเ์ข้าใจนักเรียน
ได้ดีขึ้นทุกด้าน สามารถปรับปรุงการเรียนการสอนและการปกครองใหเ้หมาะสม สามารถจัดแบ่งนักเรียน
อกตามความสามารถและจัดบทเรียนไดอ้ย่างมีประสิทธิภาพ ซแ่ึงลจะจะเะปช็่นวกยาใหร้ชโ่รวงยเลรียดนปัสญามหาาเรรืถ่อจงัดคกวิจากมรรม
และบริการต่างๆ ได้เหมาะสมกับความต้องการของนักเรียน
ประพฤติของนักเรียน

3. ประโยชน์ต่อผู้ปกครองการแนะแนวจะช่วยให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจเด็กของตนเองดีขึ้น เข้าใจถึง
แนวทางและโอกาสในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถชี้แนะช่องทาง
แก่เด็กของตนได้ดีขึ้น

ประเภทของการแนะแนว

ประเภทของการแนะแนวแบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้
1. การแนะแนวการศึกษา (Education Guidance)

เป็นกระบวนการช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาให้รู้และเข้าใจความต้องกการความสนใจความสามารถ
และความสนใจของตนเอง รู้โอกาสทางการศึกษาในปัจจุบันและอนาคต การตัดสินใจเลือกกลุ่มวิชาเรียน
สถานที่เรียน วิธีเรียน การแบ่งเวลาการทำกิจกรรมต่างๆ การวางแผนข้อมูลการศึกษาต่อการปรับตัวให้
เข้ากับการเรียนการสอนและชีวิตในโรงเรียน
2. การแนะแนวอาชีพ (Vocational Guidance)

เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่มุ่งช่วยเหลือให้ผู้เรียนได้รู้จักโลกอาชีพ การเลือกอาชีพให้ เหมาะสมกับ
ความสนใจความต้องการความสามารถและความถนัดของตน มีเจตคติทางบวกต่ออาชีพ มีการเตรียม
พร้อมในการประกอบอาชีพ และพัฒนาอาชีพของตนใหเ้จริญก้าวหน้า
3. การแนะแนวส่วนตัวและสังคม (Personal and Social Guidance)

เป็นกระบวนการช่วยเหลือบุคคลให้เข้าใจตนเอง ข้าใจสิ่งแวดล้อมรักและเห็นคุณค่าใน ตนเองและผู้
อื่นพัฒนาตนใหม่บุคลิกภาพที่เหมาะสม อารมณ์มั่นคงรู้จักสิทธิหน้าที่ของตน สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้
อย่างมีความสุขและมีแผนชีวติในอนาคตที่เป็นส่วนสร้างเสริมสังคมให้เจริญก้าวหน้า

61

การจัดบริการแนะแนว5 ด้าน

1. บริการสำรวจนักเรียนเป็นรายบุคคล(Individual Inventory)
เป็นบริการสำรวจข้อมูลเป็นรายบุคคล มีจุดมุ่งหมายของบริการสำรวจนักเรียนเป็นรายบุคคลเป็น

บริการที่รวบรวมรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตัวนักเรียนในทุกๆด้าน แล้วนำมาเก็บรวบรวมเอาไว้อย่าง
เป็นระเบียบ เพื่อประโยชน์ในการนา ไปใช้ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างดีพอและมีความถูกต้อง เชื่อถือ
ได้
2.บริการสนเทศ (Information Service)

เป็นบริการที่จัดหารวบรวมข่าวสารทางด้านการศึกษาอาชีพ ส่วนตัวและสังคมโดยอาศัย
เครื่องมือและวิธีการต่างๆแล้ว นำข้อมูลเหล่านั้น มาวิเคราะห์แจกแจงเพื่อให้เป็นข้อสนเทศและพร้อมที่จะ
นำเสนอให้แก่กับเรียนหรือผู้รับริการด้วยเทคนิควิธีการต่างๆตามความเหมาะสม เพื่อที่นักเรียนหรือผู้
บริการสามารถที่จะนำมาประกอบการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

3. บริการให้คำปรึกษา (Counseling Service)
ผู้ให้คำปเปร็ึนกกษราะ(บCวoนunกsาeรloบrว)แนลกะาผรู้ใขหอ้ครัวบาคมำชป่วรยึกเหษลาือ(C(HouenlpsienlgeeP/rcoliceensts))โซึด่งยออายจ่ใเูนป็รนูปรแายบบบุคกคารลใหห้รคือำอปารึจกเษป็านที่มี
รายกลุ่มก็ได้
4. บริการจัดวางตัวบุคคล(Placement Service)
Placemจeาnกtแ) นต่วอคมิดามเีดกิมารกพาัฒรจันดาวราูปงแตับวบบุเคป็คนลกเปา็รนช่เวรื่ยอเงหขลอืองบกุคารคจลัดในหราูปงาแนบอบาขชีอพงใกห้ากัรบดบำุคเนคินลง(Jาoนbและ
วางแผนโดยอย่ใูนรูปแบบของกิจกรรมที่ตอบสนองความถนัดความสนใจและความสามารถของผู้เรียน
ทุกคน รวมทั้งจัดหาทุนการศึกษา ทุนอาหารกลางวันหรือการจัดหางานพิเศษในเวลาว่าง

5.บริการติดตามผล(Follow Up Service )
บริการติดตามผลเป็นบริการที่ทำหน้าที่ในการติดตามประเมินผลและศึกษาวิจัยโครงการต่างๆ ใน

สถาบันที่เป็นงานในโครงการแนะแนวและรวมถึงโครงการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ติดตามผลนักเรียนที่
จบการศึกษาไปแล้ว หรือนักเรียนที่ออกกลางคัน เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงงานบริการแนะแนวให้มี
ประสิทธิภาพเพิ่มขั้น

สรุป

การแนะแนวเป็นกระบวนการทางการศึกษาที่ช่วยให้บุคคลรู้จักและเข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อม
น2แดสี.ลาอขบมะอกรา3งจิรก.สากถัากงารนงครสำาแมาตนนรนซแสึะ่เแงนนอกนะเงแทาวไรนศดส่้แววแนทนกั3้้ะงตป.แับัว5ญนรแิวกบหลแาราะิรบกสไ่ัใดงางห้้ดรอคค้แวอำมลยกป้วตเรซึปยึ่นก็งันงเษบอม3รีางิรกปแะาบ4รลร.บะะแบเพดภนัูรฒิแทะกแลานไนชดร่า้วจวแตัยแดกน่เบวห่เ1างอ.ลกงอืงอาตอไัรผดวกแ้บเตู้เุรนปีคาย็ะมนคแนศลน5ทีก่วมับีกย5ครภาิ.กวรบาาาศพรึมริกกสปษา1ำ.ฏราคิบตับิญัร2ดติกิ.ซกตตึา่ทาานรรมารใแงหบวุนบเค้โประ็รคแนงวลนเสมรวีมขย้อาอนาชมิจชูกัีลดพที่
ขึ้น การดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการ ทำงานที่
ชัดเจนโดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำ เนินการดังกล่าว และมีการประสานความ ร่วมมือ
อย่างใกล้ชิดกับครูที่เกี่ยวขอ้งหรือบุคลากรภายนอก รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมจากโรงเรียนซึ่ง มี
ความสำคัญ อย่างยิ่ง ในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน

62

บทที่13การให้คำปรึกษา

การให้คําปรึกษา

แปจคจแอิิืตตยลารอหระะกววิิกสมสมททcงารณายย้oร์าคย์uาาปงื ์ ถ เแ”กnึพสรืงลsา่มะรeอีรยะคกรlุพเปiกปคnวา็รฤรตgานึ กสตมใ์ใ โใหิมษชอน้หก้คหาากํเมรคชาไลาริวาัปง้มสกมยวร่จใกกึาทิหกีโต่้าดาแคบษรืวรุยติอคปาททมกคุรยวาค่ึิํงตงกธลาา่ีเสอาษกแไนุดง้ขอนาา้นอสรเภจะํชทแอนีาิาา่ํงครกพหกา่จววcงไิจหตจปิoากตรมตuวืาโิอnทสดนจริกsมสตยเยeาอlรบาวจรi้ิูงอnาทารใงgหเกณทยมํค#์สทาาัร วข่ใิมกวแกหา#ั้ๆาามลนชอครีะสวไมงิมักปูตซมึอลก่าใงชพหกเรัาั้ใพดพืคนรงช่ั้เอปาควธฒจํมชารแ านึมน:กวลว่ขึาหาษ้ยะเนมตกมpาเิหนบเาrแาุชรoยลษิลโืงfตตอวะยe่จ์ใอขาิs ชแตผs้อบpช่iตวoีงาrส่ิวnทนoิบน“ตุafยทกคอelใาาานsคงcนรงsoทตลiปกาo่uาอนnรnแลงึaผกาsลวูทe้ิlีชอษ่ธะืlนcี่ากi่นทาnoตาาเิguโาพชรึดงิใn่งใงหพยsคน้ัeพนฒมวกิlียiอาจnานุมาใรดgจมาคิด
ด้านอาชีพ พอๆ กับการมุ่งเน้นที่การจัดการกับพยาธิสภาพทางจิต อาจกล่าวได้ว่า การให้คําปรึกษา
ด้านจิตวิทยา คือ การช่วยให้ผู้รับคําปรึกษาได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ในการทําความเข้าใจ
และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ผ่านการให้คําปรึกษาโดยผู้ให้คําปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถในด้าน
จิตวิทยา

วัตถุประสงค์ของการให้การปรึกษา

การให้คําปรึกษาเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้รับการปรึกษาสามารถรับผิดชอบต่อตนเองได้ใน
ด้านต่าง ๆดังนี้
1. เข้าใจตนเองและเข้าใจปัญหาของตน ซึ่งจะก่อให้เกิดความตระหนักและมีแรงจูงใจในการแก้
ป32ัญ.. ปมีหรคัาบวเาปมลรีู่้ยแนลพะทัฤกตษิกะรในรกมาในรแทกา้งปัทญี่เหหมาแาะลสะมตัดโดสิยนใใชจ้ศไัดก้ดย้วภยาตพนขเอองงตอนย่ใานงกเหารมเาลืะอสกมกแับลตะคน้นหาวิธีการที่
เหมาะสม

แนวคิดเกี่ยวกับการให้คําปรึกษา (Counseling Approaches)

ความพยายามให้ความช่วยเหลือพนักงานที่มีปัญหา ทฤษฎีหรือแนวคิดการให้คําปรึกษามีด้วยกัน
หลายวิธีที่ถูกนํามาใช้ แนวคิดเหล่านั้นทําอย่างไรขึ้นอยู่กับกิจกรรมในการฟังอย่างเข้าใจ ความพยายามที่
เตรียมให้ข้อมูล หรือการแนะนําว่าข้อสรุปควรเป็นอย่างไรเป็นสิ่งที่ผู้ให้คําปรึกษาจะต้องทํา แต่สิ่งแรกที่ผู้
ให้คําปรึกษามักจะพบเห็นก็คือความยุ่งยากของปัญหา บ่อยครั้งที่ปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายเพราะ
เป็นปัญหาเกี่ยวกับความคับข้องใจ หรือความขัดแย่งที่มากับความรู้สึกที่รุนแรง เช่น ความกลัว ความ
วอิตะไกรใกนังสวถลาหนรืกอาครวณาม ที่เปครรีายกดฏแขคณ้นะนเัก้นลีเยพดรชาังะกดาังรในัห้้นคํผูา้ใปห้รคึกําษปารเึกป็ษนากจรึงะบต้วอนงกเราียรนที่รไู้มแ่หลยะุใดช้นทิ่งฤษปฎรีะหสริืทอธแิภนาวพคิด
อย่างหนึ่งของผู้ให้คําปรึกษาก็คือ ความยืดหยุ่นในการใช้ทฤษฎีหรือแนวคิดกับผู้ขอคําปรึกษา

ดังนั้นการให้คําปรึกษาจึงต้องมีแนวคิดหรือทฤษฎี ซึ่งเป็นการจัดรวบรวมกรอบของความรู้ ความ
คิด
เพื่อให้เกิดความเข้าใจแล้วนําไปปฎิบัติ โดยผ่านกระบวนการให้คําปรึกษาแนวคิดการให้คําปรึกษาแบ่งได้
ดังนี้
1. แนวคิดการให้ค ําปรึกษาแบบนําทาง (Directive Counseling Approach)
คมศูีวปนารยม์ะ กสสิลทากามธงาิาภร(รCใาหถoพ้uคแถํn้ลาาsปะeเปขรlึoรกาrไะษดสC้ารeบูแ้จnกับtกาeบแรrนณลeํ์dาะ ์เทโCขด้าoางยuใจnผหตs:รeาืนอlนiเnบกอgาาง)งร”แคเดรนรีััยง้วงนนคเัิ้รกนดียากนกีร้าเฝวชร่ื่าhใอหกก้ว่คอาาํารบ“ปใครหร้นมึคกํสมาษปาาามแรแึาลกบร#ษบถวานแีแเ้กผพบู้้ปใรบัหญา้ผคูะํ้กใหาหปา้าครรํแึใากหลปษ#ะรตึคากัํจดาษะปสตาิ้รนเึอกปใ็งจษนมไีาดคแ้อวบยาบ่มานงรํู้า
ทางจะต้องมีสถานที่ ที่เหมาะสมในการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ให้คําปรึกษาและผู้ขอรับคําปรึกษา ผู้ให้คํา
ปรึกษาต้องสามารถควบคุมการเล่าเรื่องต่างๆ ของผู้ขอรับคําปรึกษาไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
เพื่อนํามาวินิจฉัยปัญหา พร้อมให้คําแนะนํา และเสนอทางเลือกต่างๆ โดยบอกถึงข้อดีและข้อเสียในแต่ละ
ขท้อางมูเลลืทอี่จกะสช่่ววนยกแานระตนัํดาใสหิ้นกัใบจนผัู้้นขอผู้รขับอครํับาปคํราึกปษรึกาใษนากจาะรตัค้ดนสิหนาใเจพื่เออนงําทไํปาใใหช้้ผปู้ใรหะ้โคยําชปนร์ึ ตก่อษไาปจะต้องทราบแหล่งของ

63

2. แนวคิดการให คําปรึกษาแบบไม่นําทาง (Nondirective Counseling Approach)

ศตูนนยเ์อ ์กงกล”าาแรงตให่(้Cขคlณํiาeปnะเtรมึืก่CอeษเnผาtแชeิบrญeบdปไัมCญ่นoํuหาnทาsาทeํงlาinใหหg้รคื)อแนบนมาีวคงคทวิี่ดาเรมนีีย้วเิกชตื่อวก่าวก่ัากง“าวครลในหไ้สมค่ําสามปาามรรึกาถรษแถากเ้แขป้ับาญใบจผหตู้าขนแอเลอรัะบงตัคไดํมา่สปเิขนร้ึาใกจใจษไดปา้ัเดญป้็วนหยาที่
เกิดขึ้นจึงทําให้ไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาได้ เหมือนคําเปรียบเทียบว่า ผงเข้าตาทําให้มองอะไรไม่เห็น ทํา
ให้อาจตัดสินใจผิดพลาดและไม่สมเหตุสมผลได้ การให้คําปรึกษาแบบไม่นําทาง ผู้ให้คําปรึกษาจะให้ผู้
ขคํอาปคํราึกปษรึกาเษพีายไดง้พรูับดฟอังย่อางย่อาิงสเรหะ็นในใจสิ่แงลที่ะเเขขา้าตใ้จองโดกยารไมจ่ะมีพกู ดารแวลิพะราะกบษาว ยิจคาวราณมร ูก้สึากรปพูรดะถเึมงินปัผญลหเกาี่ขยอวกงัเบขปาัญผู้ใหห้า
ไม่เน้นการให้ข้อมูลแก่ผู้ขอคําปรึกษา แต่จะใช้เทคนิคการสะท้อนกลับในสิ่งที่ผู้ขอรับคําปรึกษา พูดและ
รู้สึก

3. แนวคิดการให ค้ ําปรึกษาแบบมีส่วนร่วม (Participative Counseling Approach)

การให้คําปรึกษาแบบมีส่วนร่วม หรือบางครั้งเรียกว่า การให้คําปรึกษาแบบผสมผสาน แนวคิดนี้
เแนบ้นบกไมา่รนํมาีสท่วานงรเ่วพมราหะครืิอดรว่่วามกกาัรนใรช้ะวหิธีวก่าางรแใหน้ควํคาิปดรกึกาษรใาหแ้คบําบปเรดึีกยษวาอแาบจจบะนจํําาทกัาดงเแกิลนะไแปนไวม่คไิดด้ปกราระโใยห้ชคํนา์ปเ์ ทร่ึากทีษ่คาวร
การใช้หลายๆ วิธีน่าจะดีกว่า ดังนั้นการให้คําปรึกษาแบบมีส่วนร่วม ผู้ให้คําปรึกษาจะเลือกใช้แนวคิดการ
ให้คําปรึกษาแบบใดก่อน และแบบใดทีหลัง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหาซึ่งแต่ละคนมี เป็นต้นว่า ผู้
ใแหล้คะํหาปรืรอึกรษะบาาอยาอจาเรริ่มมใณห้คท์ ํ์าคปวรึากมษรูา้สแึกบบคไวมา่นมําต้ทอางงกก่าอรนผู้เใพหื่้อคํเาปปิดรึโกอษกาาจสะใรหั้บผูฟ้ขังออคํยา่าปงรึสกนษใาจแไดล้บะตอิดกตเล่าามถึวง่าปอัญะไรหา
ปรคัืบรอฟะปโััยงญอชหนย่์าา ต่งถอ้สาไผงปู้บห้คเํมาื่ปอรผึู้กขษอาคํเปา็ปนรผึูก้บษังาคอับารบัมญณชเ ายแ็นลละผงู้ขกอาครํโาจปมรึตกีทษี่ราุนเปแ็นรผงู้ใลตด้บลังงคัแบลบัะญกลชับาเสูอ่กงารซึ่ปงรจึํกาเษป็านกัตน้อทีง่มี

ประเภทของการให้คําปรึกษา (Type of Counseling)

1. การให ค้ ําปรึกษาเป็นรายบุคคล (Individual Counseling)
ปรึกษกาาจระเใหป้็คนํากปารรึกพษบากัปนรระะเหภวท่านีง้เผปู็้ในห้แคํบาบปทรีึ่กไดษ้ราับ1คควนามกันบิยผูม้ขอแคลํะาถปูกรึกนํษามาา1ใชค้ในนหโดน่ยวรย่วงมามนือต่กาังนๆกการารใหใ้หค้ํคาํา
ใสปหา้รึสมกูงาษขรึา้ถนแแบทกํบ้าไในขหี้้ปมคัีญจนุดใหนมุา่องต่งหาคมง์ก ๆายาไรทดีไ้่จดด้้ะตวช่ยรวตะยหนในหเั้อกผู้งถขึงอหครรัืบวอาคเํมพืา่รปอู้สรใึึหกก้สเษกมี่ายาใหวช้ิกสกัาบในมปอาฏริงกถคิ์รเิ กขย้าาารใแจเลตพิะ่นกมเาปอรรงแะสสเิขดท้างธใิจอภปอาัญพกกขหอาารงแปอลฏาิะรบัมติณง์าน
ของตนและผู้อื่น เข้าใจความสําคัญของทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม แรงจูงใจ พฤติกรรมต่างๆ ของ
บุคคล

2. การให้ คําปรึกษาแบบกลุ่ม (Group Counseling)
การให้คําปรึกษาประเภทนี้ หรืออาจเรียกว่าการให้คําปรึกษาเชิงประบวนการ เป็นกระบวนการที่

บุคคลที่มีความต้องการหรือปัญหาที่คล้ายกันหรือตรงกัน ต้องการปรับปรุงตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
หผู้รใืหอ้คตํ้าอปงรกึกาษราจเะปแ็นก้ผไู้ขช่ปวัญยเหหาลืใอดกปัลญุ่มหสาหมนาึ่ชงิกร่ใวนมกกัลุน่มมปารระวมมาณกัน6เป-็9นกคลนุ่มตเ่พอื่ผอู้ปใหร้ึคกําษปารหึกาษรือา ซ1ึ่งคกนันสแมลาะชกิักนในโดกยลุ่มมี
เป็นผู้พิจารณากําหนดปัญหา แสดงออกเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดเห็นของแต่ละคน เป็นการระบาย
ความรู้สึกและความคิดเห็นของแต่ละคน เป็นการได้ระบายความรู้สึกขัดแย้งในจิตใจ ได้สํารวจตนเอง ได้
ฝึกการยอมรับตนเอง กล้าที่จะเผชิญปัญหาและได้ใช้ความคิดในการแก้ปัญหา หรือปรับปรุงตนเอง

64

คุณสมบัติและบทบาทของผู้ให้คําปรึกษา (Counselor’s Attitude)

ผู้ให้คําปรึกษาแนะนําปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคนจํานวนมาก ทั้งผู้บริหาร ผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคล
จอืึ่งนจๆะททีํ่ามใาห้ขกอาครํใาหป้ครํึากปษรึากแษนาะแนนำะดนัํงานมัี้นปผรู้ะใสหิ้ทคํธาิปภราึพกษแลาจะึเงปต็้นอปงรมะีคโยุณชนส์ตม่อบักติาแรลบะรบิหทาบราททรัหพนย้าาทีก่อรยม่านงุษเหย์มต ่าอะสไปม
ดังนั้นบทบาทของผู้ให้คําปรึกษามีดังนี้

คุณสมบัติของผู้ให้คําปรึกษา

1. ด้านความรู้ ความสามารถ (Knowledge) เนื่องจากการให้คําปรึกษาแนะนํามีขอบข่ายกว้างขวาง ผู้ให้คํา
ปเกีร่ึยกวษกัาบจํกาเาปร็นบตร้ิหอางรรูท้หรลััพกยกาากรรแมลนะุเษทยค์ ์นกิคารในร้กองารทุใกห้ขค์ํ ากปารรึกอุษทาธรรณะเ์บ ีคยวบามข้อรู้เบกัีง่ยควับกับขั้ธนรตรอมนชกาาติรขปอฏงิบคัตนิงคาวนาม
ต้องการของคน

2. ด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation) ตามแนวความคิดของมนุษย์ สัมพันธ์ เน้นในเรื่องความสําคัญ
ของคน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร และเห็นว่าการเข้าใจคนจะช่วยให้การบริหารงานสําเร็จไปกว่าครึ่งหนึ่ง ดังนั้น
ผู้ให้คําปรึกษาจะต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ เพราะเป็นงานที่ต้องติดต่อกับคน
3. ด้านจริยธรรม (Ethics) ผู้ให้คําปรึกษาแนะนํา ต้องรับรู้ปัญหาต่างๆ ของบุคคลอื่นเป็นจํานวนมาก ซึ่งใน
ตกั้างรอปยูฏ:ิบบันติพงื้นานฐผาู้นใหข้คอํางปหรลึกักษวิาชแานกะานรําไมจํ่านํเาป็เนรื่อต้งอสง่วรันกตษัวามคาวเากีม่ยลัวบข้ขอองงตผู้้อขงอวคําางปตรัึวกเษป็นา กแลลาะกงอารยูใ่บห้คนํหาปลัรกึกกษาารก็
และเหตุผลโดยมีจรรยาบรรณทางวิชาชีพ

บทบาทหน้าที่ของผู้ให้คําปรึกษา

1. ทําหน้าที่ให้บ ริการ (Service) ในการปฏิบัติงานของผู้ให้คําปรึกษา จะให้คําปรึกษาแก่ผู้บริหารผู้ใต้บังคับ
บจ้ัาญงชข้าอใรน้อเงรื่อทุงกขก์ ฎครวะาเมบีขยัดบแขยั้้นงตปอัญนกหาารส่ปวฏนิบตััตวิงปัาญน หกาาครจวัาดมหสาัมข้อพัมนูลธ์ใ กนาครรวอางบแคผรันว อเัปต็นรตา้กนําลัง ปัญหาค่า

2. ทําหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator) ผู้ให้คําปรึกษาจะต้องแสดงบทบาทเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยให้เกิดความ
สัมพันธ์ของบุคคลหรือกลุ่ม การให้คําปรึกษาเพื่อลดปัญหา ข้อร้องทุกข์ อุทธรณ์ และลดความขัดแย้งใน
หน่วยงาน เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ปรองดองกัน ระงับข้อขุ่นข้องหมองใจ ความไม่เข้าใจกัน

3. ทําหน้า ที่ผู้ป ระสานงาน (Coordinator) ผู้ให้คําปรึกษาแนะนํา ทํางานเกี่ยวข้องกับคนจํานวนมาก ทั้งผู้
เใบหรื้ร่อิหบงุาครขคอผลู้งใตตค่้าบวงัางๆมคัสใบันมบอัพญงันค์ชธก ์า ราะแรหลสวะ่าาบมุงคาบรุคคถลคทอํืล่านงทุๆากนกรระา่วดรัมดบํกาับเนนาิไงนด้คงผรูาั้้ในงหอ้ใคนาําอจปตง้รคอึ์กกงษปาารรจยะ่ะสอแามสนตด้งองางนบกกทัาบบรบาผุูท้คปเคปร็ละนสภผูา้าปนยรงนะาสอนากทีน่จงะาช่นวยใน

กระบวนการให้คําปรึกษา (The Counseling Process)

กระบวนการให้คําปรึกษา หมายถึงขั้นตอนของการให้คําปรึกษาที่ต้องดําเนินการตามลําดับก่อน
และหลัง ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนและเตรียมงานในส่วนที่เกี่ยวกับการให้คําปรึกษา

1. การกําหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย (Objective)
ปรึกษกาาเรพืใ่หอ้คอําะไปรรึตก้อษงากจําาเรปใ็หน้ผตู้้ขอองคกํําาปหรนึกดษวัาตบถุรปรรลุะวสัตงถคุ์ปข รอะงสกงาคร์หใหร้ืคอําเปป ้ารึหกมษาายเอพืะ่อไรใหเ้ชท่นราเบพื่วอ่าใเหร้เากใิหด้คกําาร
เปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่ไม่ดีให้ดีขึ้น

65

2. การรวบรวมข้อมูล (Data Collecting)

ในขั้นตอนที่สองหลังจากกําหนดวัตถุประสงค์ ในการให้คําปรึกษาแล้วผู้ให้คําปรึกษาจะต้อง
ครววบามรวสมามข้าอรมูถลปเกรี่ะยวัวติกักบาผรู้ทขํอางคําานปรปึกรษะสาบเพกื่อารใหณ้ทต ร่าางบๆข้อโดมูยลใเชบื้้วอิธงีกต้านรททารงาจบิตพื้วนิทฐยาานเขช่อนงกคารรอสบังคเกรัวตคกวาารมรู้
ศึกษาประวัติ

3. การวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุ (Cause Analysis)

ภายหลังจากรวบรวมข้อมูลแล้ว ผู้ให้คําปรึกษาจะนําข้อมูลเบื้องต้นมาวิเคราะห์เ พื่อวินิจฉัย
ปัญหาการค้นหาสาเหตุของปัญหา การคาดคะเนพฤติกรรมเพื่อให้ทราบที่มาของปัญหาของผู้ขอคํา
ใปห้รึไกม่ษสาามเชา่รนถผทู้ํขาองาคํนาสปํารึเกร็ษจตามาีมคทวี่าไดม้รกัับงมวลอใบจหคมวาายมจขัาดกแกย้างรใวนิเคใจรไามะ่หท์ ปรัญาบหว่าาจโดะปยฏขิ้บอัตมิูงลาขนอใงดผกู่้ขออนคหําลัง ทํา
ปรึกษาทําให้ทราบว่า ผู้ขอคําปรึกษาขาดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ปฏิบัติ ทําให้เกิดความลังเลใจ
ตัดสินใจไม่ถูก เป็นต้น
4. การให้คําปรึกษา (Counseling)

ขั้นตอนนี้เป็นการพบกันระหว่างผู้ให้คําปรึกษาและผู้ขอคําปรึกษา เพื่อร่วมมือกันค้นหาวิธีแก้
ปัญหาหรือเลือกตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม โดยผู้ให้คําปรึกษาจะต้องสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับผู้ขอคํา
ปรึกษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความร่วมมือ ผู้ให้คําปรึกษาต้องให้เกียรติผู้ขอคําปรึกษา แสดงความเป็นมิตร
เพื่อให้ผู้ขอคําปรึกษามีความรู้สึกอบอุ่นใจ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความลับได้ เมื่อเกิดความคุ้นเคย
และไว้วางใจกันแล้ว การให้คําปรึกษาก็จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของผู้ขอคําปรึกษา ซึ่งผู้ให้
คําปรึกษาจะเลือกใช้วิธีการให้คําปรึกษาแบบใดมาใช้ เช่น การให้คําปรึกษาแบบนําทาง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มี
ปัญหาเกี่ยวกับการตัดสินใจ ไม่เข้าใจตนเอง
5. การประเมินผล (Evaluation)

ทจั้ะงนกําเาไมืรป่อใปหก้รคัาบวรปาใหมรุ้คงชํ่าแวปยก้รเไึหขกวลษิืธอาีกสวิ่้าานรบสใุรหด้รคลลํุางวปัตผรู้ึถใกุหป้ษครําาะใสปห้งรดึีกคข์ึ้ษนหาไรจปืํอาอเีเปกป้็านแหตตม้่อถา้งยาตกที่ารตัรว้งใจหไ้สวค้ํอเาพบีปยผรึงกลใขษดอาถบง้ารกหราาลรกุใผหม้ีลคขํ้ตาอปาบมรกึเกปพ้ษ ารหา:อมรงวากยม็ที่
กําหนดไว้ก็สามารถนําเป็นแบบอย่างไปใช้กับผู้ขอคําปรึกษาที่มีปัญหา หรือ กรณีใกล้เคียงกันได้ การ
ปกรรณะเีมิทนั้งผนีล้ขึอ้นาอจปยู่รกัะบเมวิัตนผถุปลกระาสรงใหค้์ค ขําอปงรกึกาษรปา รหะรเืมอินผูผ้ใหล้คําปรึกษาก็ได้ หรืออาจจะประเมินผลทั้งสอง

สรุป

การให้คําปรึกษาเป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือบุคคลปกติที่มีปัญหา โดยการเปิดโอกาสให้
กับบุคคลนั้นได้แสดงความรู้สึก ความคิดเห็นความต้องการและอื่นๆ ถ้าผู้บริหารหรือผู้บังคับ
บัญชาต้องสวมบทบาทผู้ให้คําปรึกษาจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการให้คํา
ปรึกษา ประเภทของการให้คําปรึกษา กระบวนการให้คําปรึกษา การประเมินผลการให้คําปรึกษา
คุณสมบัติและบทบาทผู้ให้คําปรึกษากิจกรมต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้บุคคลหรือผู้ใต้บังคับบัญชาที่มี
ปัญหา เข้าใจและเกิดการยอมรับตนเองจนสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาได้อย่าง
ถูกต้อง

66

บทที่14การศึกษาเป็นรายกรณี

ความหมายของการศึกษารายกรณี

การศึกษารายกรณี หมายถึง กระบวนการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหลายคน
เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่งโดยใช้เครื่องมือ เทคนิค หรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่ง
รายละเอียดของข้อมูลแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจสภาพผู้ถูกศึกษา สาเหตุของ
พฤติกรรมตลอดจนข้อเสนอแนะที่เป็นแนวทางการให้ความช่วยเหลือกรณีที่ผู้ศึกษากำลังประสบปัญหา

วัตถุประสงค์ของการศึกษารายกรณี

การศึกษารายกรณีเพื่อการแนะแนว มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญหลายประการ ดังนี้
(1) เพื่อทำความเข้าใจนักเรียนอย่างละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับพฤติกรรมที่แสดงออกมา สาเหตุของ

พฤติกรรมซึ่งอาจจะมีผลมาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งในอดีตหรือที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
(2) เพื่อการวินิจฉัยในอันจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือนักเรียนทั้งทางด้านการป้องกันปัญหาที่

อาจจะเกิดขึ้น การหาทางแก้ไขปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นและการช่วยส่งเสริมและพัฒนาความสามารถต่าง ๆ
ให้แก่นักเรียน

(3) เพื่อสืบค้นหานักเรียนที่มีลักษณะพิเศษบางประการ เพื่อที่ทางโรงเรียนจะได้ให้การส่งเสริม
พัฒนาได้อย่างเหมาะสม

(4) เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจตนเองในทุก ๆ ด้าน ได้อย่างชัดแจ้ง
(5) เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจนักเรียนในความปกครองของตน ได้ดีขึ้นและสามารถที่จะให้ความ
ร่วมมือแก่ทางโรงเรียนแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบุตรหลานของตนได้ด้วยดี
(6) เพื่อใช้ในการวิจัย โดยศึกษาสาเหตุของพฤติกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อทำนายพฤติกรรม
ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหาก็ได้
(7) เพื่อการติดตามผลของการใช้เครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ อันจะเป็นแนวทางในการ
ปรับปรุงแก้ไขได้ในโอกาสต่อไป

การคัดเลือกนักเรียนเพื่อทำการศึกษารายกรณี

เนื่องจากครูแนะแนวแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลนักเรียนเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถที่จะทำการศึกษา
รายกรณีแก่นักเรียนได้ครบทุกคน ดังนั้นครูจึงควรพิจารณาจากนักเรียนที่มีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

(1) นักเรียนที่กำลังประสบปัญหาและต้องการความช่วยเหลือพิเศษหรืออย่างรีบด่วน เช่น
(1.1) ปัญหาด้านการเรียน
(1.2) ปัญหาทางด้านอารมณ์
(1.3) ปัญหาทางด้านความประพฤติ บุคลิกภาพและด้านสังคม

(2) นักเรียนที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง หรือมีความสามารถพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

67

ลำดับขั้นของการทำการศึกษารายกรณี

ลำดับขั้นของการทำการศึกษารายกรณี มีดังนี้
(1) คัดเลือกนักเรียนที่จะทำการศึกษาโดยทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของนักเรียน

แต่ละคนว่าใครประสบปัญหาด้านใดบ้าง เช่น ปัญหาการเรียน ปัญหาด้านความประพฤติ ปัญหาด้าน
อารมณ์และสังคมเป็นต้น หรือเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเป็นที่สนใจของคนส่วนใหญ่ใน
โรงเรียน ผลการเรียนดีเป็นเยี่ยมเป็นนักกีฬายอดเยี่ยม มีความสามารถสูงทางศิลปะ เป็นต้น

(2) รวบรวมข้อมูลเป็นการค้นหารายละเอียดข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวผู้ถูกศึกษา
โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์และวินิจฉัยต่อไป ข้อมูลที่
รวบรวมนั้นควรได้มาจากตัวนักเรียนเองหรือผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียน เช่น บิดามารดา หรือผู้ปกครอง
ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท ครูประจำชั้น ครูประจำวิชา เป็นต้น โดยใช้เครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ เช่น
การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การเยี่ยมบ้าน สังคมมิติและแบบทดสอบชนิดต่าง ๆ
เป็นต้น

(3) วิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) เป็นการแยกแยะให้เห็นรายละเอียดของข้อมูลและสภาพ
ของข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

(4) วินิจฉัยข้อมูล (Diagnosis) เป็นการนำผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลมาพิจารณาหา
สาเหตุของพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือพฤติกรรมในทางบวกโดยใช้หลักทฤษฎีทางจิตวิทยามาเป็นพื้น
ฐานประกอบการพิจารณา การสรุปผลจากการวินิจฉัยในขั้นนี้อาจจะยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ก็เป็นแนวทางที่จะ
นำไปประกอบการสังเคราะห์ข้อเท็จจริงในขั้นต่อไป

(5) การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นการศึกษาหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วยวิธีการต่าง ๆ
เพื่อนำข้อมูลที่ได้มารวมกับข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความมั่นใจในการวิเคราะห์ และ
วินิจฉัยได้ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น

(6) การให้ความช่วยเหลือ (Treatment) เป็นการคิดหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ให้ความ
ช่วยเหลือและแนะแนวทางในการแก้ปัญหา ตลอดจนช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าใจตนเองได้อย่างถูกต้อง
ใแหล้คะปวารัมบชต่ัววยใหเ้หเขล้ืาอกเัปบ็นสภ3าวพิธกีกาารรณ์คืตอ่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สามารถตัดสินใจได้อย่างฉลาดโดยแบ่งวิธีการ

(6.1) การแก้ไข (Curative) ผู้ศึกษาสามารถใช้วิธีการแก้ไขเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ดังนี้
(6.1.1) ให้คำปรึกษา (Counseling) เพื่อให้คลายความกังวลใจโดยให้ผู้รับคำปรึกษา (Counselor) ได้
เข้าใจในปัญหาจนกระทั่งสามารถหาทางแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง
(6.1.2) ส่งให้ผู้มีประสบการณ์หรือผู้เชี่ยวชาญในปัญหานั้น ๆ โดยตรงในกรณีที่ผู้ศึกษาพบว่า
ปัญหาต่าง ๆ ที่พบนั้นมีผู้ที่มีความสามารถช่วยเหลือได้อยู่ตรงประเด็นหรือในกรณีที่ผู้ศึกษาขาดความ
มั่นใจในการให้ความช่วยเหลือในปัญหานั้น ๆ
ทางส่งต่อ(6(R.1e.3f)erถ้)าไเปป็ยนังปัจญิตหแาพทีท่รุยน์ แ(Pรsงyเcกhี่ยiaวtกrัiบt)ทหางรือด้ผาู้นมีจคิตวใาจมจชนำเนกิาดญคโวดายมเสฉาพมาาะรเถพื่ขออใหง้คผู้วศึากมษช่าวตย้อเหงลหือาต่อ
ไป
(6.2) การป้องกัน (Prevention) โดยการหาทางป้องกันหรือสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ
ขึ้นในอนาคตโดยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้รับการศึกษาเพื่อแนวทางในการปฏิบัติ

(6.3) การส่งเสริม (Promotion) เป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้รับการศึกษามีความสามารถที่จะปรับ
ตัวได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ เป็นแรงเสริมให้เกิดกำลังใจในการสร้างเสริมสิ่งต่าง
ๆ รอบตัวให้ดีขึ้น

(7) การติดตามผล (Follow-Up) เป็นการศึกษาถึงวิธีการต่าง ๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ
แล้วนั้นว่าได้ผลประการใด มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใดมีสิ่งที่ควรต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มเติม
อะไรบ้าง

68

การเขียนรายงานการศึกษารายกรณี

ในการเขียนรายงานการศึกษารายกรณี ควรเขียนให้มีรายละเอียดมากพอที่จะช่วยให้เข้าใจได้เป็นอย่าง
ดี ซึ่งการเขียนนั้นไม่มีแบบแผนที่ตายตัวอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง ตามลักษณะของปัญหาทั้งนี้ให้อยู่
ในดุลยพินิจของผู้ศึกษา ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไป ควรประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนี้
(1) ชื่อ – สกุลผู้รับการศึกษา
(2) สาเหตุที่ศึกษา
(3) วันเริ่มต้นและสิ้นสุดการศึกษา รวมระยะเวลาที่ใช้ศึกษา
(4) ลักษณะของปัญหาที่สำคัญ/ลักษณะเด่นที่สำคัญ
(5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับการศึกษา

(5.1) ลักษณะทั่วไป
(5.2) ประวัติส่วนตัว
(5.3) ประวัติครอบครัว
(5.4) ประวัติทางด้านการศึกษาและผลการเรียน
(5.5) ประวัติสุขภาพ
(5.6) ประวัติด้านสังคม
(5.7) ประสบการณ์การทำงานและงานอดิเรก
(5.8) ความใฝ่ฝันในอนาคต
(5.9) เจตคติที่มีต่อตนเอง
(5.10) เจตคติที่มีต่อครอบครัว
(5.11) เจตคติที่มีต่อสถานศึกษา
(5.12) เจตคติที่มีต่อสังคม
(6) เทคนิค เครื่องมือหรือวิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีกี่อย่าง อะไรบ้าง
(7) สรุปข้อมูลที่ได้จากการรวมข้อมูลด้วยเทคนิค เครื่องมือหรือวิธีการต่าง ๆ พร้อมทั้งตีความหมาย
จากข้อมูล
(8) การสรุปผลและข้อเสนอแนะ
เ(9กี่)ยภวาข้คอผงนในวกกา(รแศนึกบษเทา)คนิค เครื่องมือ หรือวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลพร้อมทั้งเอกสารต่าง ๆ ที่

การสรุปผล

จากการศึกษาสันตินับว่าได้ข้อมูลเกี่ยวกับสันติละเอียดพอสมควร จนสามารถเข้าใจถึงสภาพของ
ปัญหาได้ว่า จากการที่มีครอบครัวแตกแยก โดยบิดามารดาแยกทางกันแล้ว เด็กอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ไม่
ได้รับความรัก ความสนใจเท่าที่ควร ทำให้เด็กขาดความรัก ความอบอุ่น และทำให้มีผลกระทบไปยังปัญหาอื่น
ๆ ด้วย เช่น ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาด้านการปรับตัว เป็นต้น

69

บทที่15การสร้างเเรงบันดาลใจใฝ่เรียน

ความหมายของแรงบันดาลใจ

พลังอำนาจในตนเองชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการคิดและการกระทำใดๆ ที่พึงประสงค์ เพื่อให้
บรรลุผลสำเร็จได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งจูงใจภายนอก ก่อให้เกิดแรงจูงใจขึ้นภายใน
จิตใจเสียก่อน เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการคิดและการกระทำ ในสิ่งที่พึงประสงค์

ความแตกต่างระหว่างแรงจูงใจกับแรงบันดาลใจ

แรงจูงใจ แรงบันดาลใจ
อำนาจรับรู้สิ่งเร้าที่เป็นเงื่ อนไข อำนาจอันเกิดจากจิตวิญญาณซึ่ง
อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นตัว
เป็นแก่นแท้ของตนเอง โดยใช้
บงการให้เกิดพฤติกรรม เงื่ อเนอไงขซภึ่งายเรีใยนกจิวต่าใจ“ขกอารงสตำนนึดก้วรูย้” ตัว
ภายนอกต่อไป

ความสำคัญของแรงบันดาลใจ

"แรงบันดาลใจ" เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแรงบันดาลใจทำให้เรามีแรงขับเคลื่อน แรงบันดาลใจเป็นขุมพลังทั้ง
จปมคใใจนืีะลอสเเกุขดาภ“ิายานาแรฟษเรแจิ้ขุตงาดลา”บโะรกับ็ไหนะจมเรล่ดบะอาิมา่าดณีอยลกแนเำบใหรจเลทปตัก”งุหลเกเีข้รึมนิย้ืาึ่น่ม่อรง”ใณเไแหทขด์ำล้มใาก่ไนะผทมูียล้่ช่ัไนีเาังปว้ขนวิคตไาวดไ่งจ้อดาึไ้เงากพป“เจ็เลปนบขจ็กนเกาะคัจวไเบ่มชราะื่่บ่บแไนอุิดคนรง้นัเง้คหขปนึ้็ปลนลน่แกทอดสี้ิ่ลต่เเวงิปละีย็้ทอ“ยนี่ปแะหีงตไรก้วรปันงเงทรีหแบ่เัะทมปบนคื็ำัอนบดบในหแหาป้ลนรรรูรื้สใงอกะึจคกทสอีิจ่ิ่ึอทขงนงั้งบหอทเปในเถร็ึหค่ีน้งอเเลืรลสยข่ิอ่ามงาแทนจใใลำดตทะี้ะสว่ทิิปอท่ี่งี่งเำกยแปนใั็า้หลสนนก้่เะงแจจขไใมรนะาห่เง้เเสลทปหบิำ็กัะนนเนย็รลดน็ดัาจา้เนนาไลหดุลไขล้ึนด้ื่ใน้่อวจอคไงยทยปีำ่ไาหปสตเูก่นขไอุดาน้บ
หนุนใจว่า ท้อได้แต่อย่าถอย หากจะถอยก็ขอให้ถอยเพื่อตั้งหลัก สู้ต่อไป แม้จะล้มก็ลุกได้ อย่าล้มเลิก เพราะ
คนที่ล้มเหลว คือ คนที่ล้มเลิกไปก่อนที่จะเห็นผลของความสำเร็จว่ามีความสุขเพียงใด เมื่อเราได้มาในความ
ยากลำบาก

70

เทคนิคการสร้างแรงบันดาลใจดีๆ

1. มีความเชื่อมั่น
ก่อนอื่นนั้น เราควรมีความเชื่อมั่นในตัวเองก่อนค่ะ โดยการสร้างทัศนคติดีๆ เช่น เชื่อมั่นว่าตนเอง

ทำได้และสามารถผ่านปัญหาที่กำลังเจออยู่ตอนนี้ไปได้ ซึ่งหากเรามีความเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว เราก็จะเกิด
ความมั่นใจและสามารถเอาชนะปัญหาได้ในที่สุด
2. มีเป้าหมายที่ชัดเจน

การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องมั่นใจในสิ่งที่ทำแล้ว การวางแผนและตั้งเป้า
หมายที่ชัดเจนก็เป็นอีกทางที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น เพราะจะช่วยให้เราไม่ไขว้เขวทำให้เรามี
แรงจูงใจที่จะไปให้ถึงเป้าหมายได้
3. หาแบบอย่างหรือบุคคลตัวอย่าง

ลองหาแบบอย่างหรือบุคคลตัวอย่างที่เราชื่นชอบมาเป็นแรงบันดาลใจของเรา โดยเราอาจชื่นชม
บุคคลเหล่านั้นจากการกระทำ แนวคิด หรือประสบการณ์ต่างๆ ที่บุคคลเหล่านั้นได้ถ่ายทอดออกมา เรา
สามารถเลือกบุคคลเหล่านั้นมาเป็นแรงบัลดาลใจของเราได้ ถือเป็นการให้กำลังใจตัวเองอีกทาง
4. เ"รไียม่นมีรใูค้จรากไมค่เวคายมทผำิดพพลลาดาด" คนทุกคนย่อมเคยผ่านความผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้นค่ะ เพียงแต่เราควรนำ
ความผิดพลาดนั้นมาเป็นประสบการณ์และเตือนตัวเองว่าไม่ควรทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเรื่องเดิมๆ รวมถึง
เรายังไม่ควรจมปลักอยู่กับความผิดพลาดนั้นๆ เราควรปล่อยวางแล้วก้าวต่อไป เพื่อความสำเร็จในวันข้าง
หน้า

5. รู้จักบริหารเวลา
ในบางครั้งเราก็จำเป็นต้องทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาจำกัด ซึ่งเราจะไม่สามารถทำให้สำเร็จได้เลย

หากไม่รู้จักบริหารจัดการเวลาที่ดีค่ะ การเรียงลำดับว่าสิ่งใดควรมาก่อนและสิ่งใดควรทำทีหลัง เป็นนิสัย
หนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหากเราอยากจะประสบความสำเร็จก็ควรฝึกตนเองให้มีนิสยแบบนี้

71

6. เปิดใจ ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
การติดอยู่กับความเคยชินเก่าๆ ทำให้เราไม่มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งหากเราอยากเป็นคนที่เรียนรู้

อะไรหลายๆ ด้าน ก็ควรจะเปิดใจทดลองทำอะไรใหม่ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะประสบการณ์ที่
หลากหลายจะช่วยเราให้รับมือกับอุปสรรคในรูปแบบต่างๆ ได้
7. มองโลกในแง่ดี

ลองยิ้มรับกับปัญหาและมองว่านั่นคือประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นค่ะ ซึ่งการจะ
ยิ้มรับปัญหาได้นั้น เราก็ควรเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเสียก่อน เพราะเมื่อมองทุกอย่างเป็นไป
ในด้านบวกแล้ว จะช่วยทำให้เรามีจิตใจโปร่งใสและเกิดแรงบันดาลใจที่ดีเกิดขึ้นมาได้
8. อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

เรื่องบางเรื่องหรือแม้แต่คนบางคนก็ไม่ควรที่เราจะไปเสียเวลาด้วย เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไร
กลับมีแต่เสียกับเสีย ซึ่งหากเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็ควรจะเอาเวลาที่มีไปทำสิ่งที่มีประโยชน์

การสร้างแรงบันดาลใจ

ผู้น1ำ. รกัับบฟกังารคสวรา้ามงคแิดรแงลบัะนใหด้คาุลณใจค่ามีขดอังงนีบุ้คคล (Appeal to the person’s ideals and values) คนส่วนมาก
ต้องการเป็นคนสำคัญ อยากมีคุณค่า ประสบความสำเร็จ ช่วยเหลือผู้อื่น มีส่วนร่วมในความสำเร็จ แรง
บันดาลใจเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการดึงดูดทางอารมณ์ที่ดี ตัวอย่างเช่น การพัฒนางานด้าน
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ยังมีลักษณะทางอารมณ์อื่น ๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น เสรีภาพ
อimิสaรgภeา)ตพ2ัว.คอเชวืย่อ่าามมงยโเุยชต่ินงธสิรน่งัรกรม้วอิทคงยวขาาอมศใหโา้ปสเขรต้่างรก์ใัสสบ่วคภนวามาพมาลกเัสกค้มษนอณพ์ภบขาอวคิทงคบยุวคาากคมาลรรักใ(หLคiมn่วkๆามtซhึก่ง้eามrวีeคหุqณนu้าeค่sเาtป็ตtน่อoต้มtนhนุeษpยeชrาsoติnแ’sพseทlfย์-และ
พยาบาลมีคุณค่าต่อการรักษาสุขภาพของผู้คน วัตถุประสงค์ที่เปลี่ยนไปหรือการกระทำนั้นอาจอธิบายได้
วv่iาsเiปo็nน)กพ3าย.รเาพชยืั่อฒามมนโนยาำคงเสวคานำมรอ้รอูก้ใงหา้ขรก้เอาปเวขลีห้่ายนก้นัาบแชวป่ิสวัลยยงพทแััศฒลนะน์นทีา่วชกััตดากรเจดรูนรแมล(Lทสีiุ่จnขkะภปtารhพะeสทrำบeใคqห้วuอาeงมsคtส์กtำoาเรรt็จhมีeปเมืcร่อlะeสวaิิทสrัยธaิภทnัdาศพนa์pถเูปpก็eนทaตำl้iนใnหg้เป็น
จริง คุณค่าทางความคิดนั้นสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องละทิ้งประโยชน์
ส่วนตัวเ4ล. ยใช้การตื่นเต้นเร้าใจ ใช้แสดงออกทางการพูด (Use a dramatic, expressive of speaking) การ
แสดงออกทางคำพูดจะช่วยเพิ่มความรู้สึกด้านอารมณ์ ความรู้สึกอัดอั้นและเก็บกดมักแสดงทางน้ำเสียง
ควรใช้คำพูดที่หนักแน่น มีระดับเสียงสูงต่ำ เว้นระยะอย่างเหมาะสม เว้นช่วงสำคัญเพื่อสร้างความรู้สึก
สนใจ 5. ใช้คำพูดที่เป็นบวก มองโลกในแง่ดี (Use positive, optimistic language) ความเชื่อมั่นและมอง
โลกในแง่ดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุน
งเเปกาิดลนี่ยขทึี้่นนทไำแดยป้”าลกเงมื่นแอั้นลมีะจกถะ้านารหำเมาปกาลี่ผซยึู่้งปนคฏแิวบปัาตลมิขงสาำดเรค็จวตาัมวเอชื่ยอ่ามัง่นเช่กน็คใวช้รคใำช้วภ่าา“ษสิา่งสื่ดอี สๆาจระทีเ่เกปิ็ดนขึบ้นว”กแสทรน้าคงำควว่าา“มสิม่ัง่นดีใจๆว่าอกาจาร

บันได 3 ขั้นของการสร้างแรงบันดาลใจของผู้นำ

บัน1ไ.ดมี3ควขั้านมขเอชื่งอกมั่านรใสนรต้านงเแอรงงบันดาลใจของผู้นำมีดังต่อไปนี้
มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงพอ ผู้นำต้องเชื่อมั่นในตนเองว่า ผลสำเร็จที่ต้องการจะได้รับจากการ

คิดหรือจาก การกระทำนั้น สามารถพิชิตมันได้อย่างแน่นอน โดยต้องไม่มีความวิตกกังวล ความลังเลใจ
ความสับสนสงสัย และความไม่มั่นใจในตนเองเข้ามาสอดแทรกในระหว่างการคิดคำนึงหรือในขณะที่
กำลังลงมือกระทำสิ่งนั้นอยู่โดยเด็ดขาดเพราะมันจะเป็นตัวการลดทอนหรือบ่อนทำลายความเชื่อมั่นใน
ตนเองจนหมดสิ้น เมื่อพลังแห่งความเชื่อมั่นสูญสิ้นพลังความคิด พลังจิต และพลังกายก็จะพลอย
ถดถอยตามไปด้วย

ผู้นำที่มีพลังอำนาจในการกระทำสิ่งใด ๆ ได้สำเร็จ แม้เป็นสิ่งยากก็เหมือนง่าย ล้วนมีความเชื่อ
มั่นในตนเองสูงด้วยกันทั้งสิ้น

72

2. ความมุ่งมั่นในการลงมือทำ ก่อนที่จะก้าวสู่ขั้นที่สอง บันไดขั้นที่สอง คือ “ความมุ่ง
มเัม่ืน่อ”มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงจนเป็นที่น่าพอใจได้แล้ว

ความมุ่งมั่น หมายถึง ความตั้งใจล้นเปี่ ยม ในอันที่จะทำสิ่งใด ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จให้จงได้ ไม่ว่าจะต้อง
ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และกำลังสติปัญญามากน้อยแค่ไหน ไม่ว่ามันจะต้องเปลืองเวลาเนิ่นนานสักเท่าใด และ
ไม่ว่าจะยากสักปานใด ก็จะไม่ย่อท้อโดยเด็ดขาด

พลังอำนาจแห่งความมุ่งมั่น จะแสดงตัวออกมาภายนอกผ่านพฤติกรรมของการมีมานะพยายาม
ความบากบั่นหมั่นเพียร ความอดทนต่อความเหนื่อยล้า และความกล้าหาญต่อการฟันฝ่าอุปสรรค ปัญหา ซึ่ง
มันจะช่วยให้คุณสามารถทำงานใด ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะประสบผลสำเร็จได้

3. ความมีศรัทธาในผลสำเร็จที่มุ่งหวัง
ความมีศรัทธาในผลสำเร็จที่มุ่งหวัง หมายถึง การมองเห็นผลสำเร็จที่จะได้จากการกระทำที่มีคุณค่า

สูงสุดและมีความรู้สึกว่า ถ้าเข้าถึงมันได้จะเป็นสิ่งที่น่าท้าทายที่สุดในชีวิต

73

สรุป

จิตจิวิทวิยาเป็นการศึกศึษาที่เป็นระบบระเบียบตามกระบวนการทางวิทวิยาศาสตร์เพื่อ
ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม และกระบวนการของจิตวัตถุประสงค์สำคัญอยู่ที่ความพยายามที่
จะเข้าใจพฤติกรรมของบุคคล พยายามที่จะศึกษาว่ามี ตัวแปรและสถานการณ์ใดที่เกี่ยวข้อง
กับการทำ ให้เกิดพฤติกรรม จะได้สามารถคาดคะเนเพื่อพยากรณ์ไว้ได้ล่วงหน้าและช่วยให้
สามารถควบคุมพฤติกรรมนั้นๆรวมทั้งทำ ให้เกิดขึ้นขึ้ในทิศทางที่ต้องการได้

จิตวิทยาที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเกิดจากพฤติกรรมที่ 4 ขั้น
เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรหรือเกิดจากการฝึกฝน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะเกิดได้จากขั้นตอนหลัก
ตอนคือตั้งใจจะรู้ กำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อให้รู้ ลงมือปฏิบัติและได้รับผลประจักษ์ สำหรับทฤษฎีการเรียนรู้
แนั้บนบจะพพฤยตาิกยรามรมศึนกิยษมาวแ่าบกบรพะุบทวธินนิกยามรแเรลียะนแรบู้นบั้นsมeีlลfั-กrษeณguะlอatย่eาdงlไeรaใrนnงinาgนโวิดจัยยมสี่จวิตนวใิหทญย่านัท้นาจงะสืท่อำเกป็านรแศึนกวษกาาร
ศึกษาใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้

74

บรรณานุกรม

พัฒนาการของมนุษย์ . https://shorturl.ae/c1e3Q.
พฤติกรรมของมนุษย์ . https://shorturl.ae/Oy1LZ.
การเรียนรู้ . https://shorturl.ae/H75Uh.
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ . https://shorturl.ae/oV4XH.
ความจำของมนุษย์ . https://shorturl.ae/smpSA.
ความคิดเเละเชาวน์ปัญญา . https://shorturl.ae/nr9HS.
การรับรู้ . https://shorturl.ae/SaOIF.
จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ . https://shorturl.asia/Aq1lh.
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ . https://shorturl.asia/RjnqW0
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ . https://shorturl.asia/ryZVl.
เเรงจูงใจ . https://shorturl.asia/CRKkt.
การเเนะเเนว . https://shorturl.asia/cekMz.
การให้คำปรึกษา . https://shorturl.asia/9nMOl.
การศึกษาเป็นรายกรณี . https://shorturl.asia/aYBHP.
การสร้างเเรงบันดาลใจใฝ่เรียน . https://shorturl.asia/a1XVU.


Click to View FlipBook Version