การใชส้ อ่ื เทคโนโลยดี จิ ทิ ลั เพ่ือพัฒนาทักษะการฟงั วชิ าภาษาองั กฤษในชวี ิตจริง
ของนกั เรียน ระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ(ปวช.) ชน้ั ปที ่ี 1 สาขาวชิ า
คอมพวิ เตอรก์ ราฟฟกิ วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาเพชรบรุ ี
โดย
นางสาวอชภิ า ยส่ี าร
ตำแหน่ง ครู
แผนกสามัญสมั พนั ธ์
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
วทิ ยาลัยอาชวี ศึกษาเพชรบรุ ี
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
2
ช่ือวิจัย : การใช้ส่อื เทคโนโลยีดิจทิ ลั เพื่อพฒั นาทักษะการฟงั วิชาภาษาองั กฤษในชีวิตจรงิ
ของนักเรียน ระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชีพ(ปวช.) ชน้ั ปีท่ี 1 สาขาวิชาคอมพวิ เตอร์กราฟฟกิ วิทยาลัย
อาชวี ศกึ ษาเพชรบุรี
ผูว้ ิจยั : นางสาวอชิภา ย่ีสาร
หน่วยงาน : วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาเพชรบรุ ี
ปีการศึกษา : 2565
บทคัดยอ่
การใชส้ ือ่ เทคโนโลยดี จิ ิทัลเพ่ือพัฒนาทกั ษะการฟงั วิชาภาษาอังกฤษในชวี ิตจรงิ ของนักเรียน
ระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี (ปวช.) ช้นั ปีท่ี 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี
เพือ่ เปน็ แนวทางในการเพ่ิมประสิทธภิ าพในการเรยี นรู้และพฒั นาทักษะดา้ นการฟังภาษาองั กฤษ งานวิจยั
ครงั้ น้ีมีวัตถปุ ระสงค์ 1) เพือ่ เปรียบเทยี บผลการพฒั นาทกั ษะการฟงั กอ่ นและหลังเรียนโดยใช้ส่ือเทคโนโลยี
ดจิ ทิ ัล วชิ าภาษาองั กฤษในชวี ิตจริง 2) เพ่อื ศึกษาความพงึ พอใจต่อการใชส้ ่ือเทคโนโลยีดิจทิ ัล เพื่อพฒั นา
ทกั ษะการฟงั วิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง3 ) ความพึงพอใจเกี่ยวกับการใช้ส่ือเทคโนโลยดี ิจิทลั พฒั นา
ทักษะการฟัง วิชาภาษาองั กฤษในชีวิตจรงิ ของผู้เรียน ระดบั ชน้ั ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ช้นั ปที ี่ 1
สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์กราฟฟิก จำนวน 38 คน โดยใชส้ ถิติการหาค่าเฉล่ยี ( x̄ ) และการหาคา่ สว่ น
เบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลการพัฒนาทักษะการฟัง วิชา ภาษาอังกฤษในชีวิตจรงิ โดยใช้สอ่ื เทคโนโลยี
ดิจิทัล ของนักเรียนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก วิทยาลัย
อาชีวศึกษาเพชรบุรี ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 หลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิติ
ทร่ี ะดบั .01
ความพงึ พอใจเกี่ยวกบั การใช้ส่ือเทคโนโลยีดิจิทลั พัฒนาทักษะการฟัง วิชาภาษาอังกฤษในชีวิต
จริงของผูเ้ รียน ระดบั ช้นั ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชน้ั ปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก โดยภาพรวมและ
รายดา้ น พบวา่ ผเู้ รียนมีความพงึ พอใจ อยู่ในระดับมาก
3
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
ในยุคปัจจุบันประเทศไทยถูกเรียกขานว่า “ประเทศไทย 4.0” เป็นยุคที่ทุกสิ่งอย่างจับต้อง
สัมผัสได้ ไม่ใช่เพียงแค่ “โมเดล”เหมือนในอดีตต่อไป เมื่อสังคมเราในวันนี้ เดินมาถึงตรงจุดที่เรียกว่า
“ประเทศไทย 4.0” แบบเลี่ยงไม่ได้ ประชากรทุกสาขาอาชีพจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับเจเนอเรชั่นใหม่นี้
ในขณะที่ประเทศไทยยังไมส่ ามารถกา้ วพ้นกับดัก ประเทศท่มี รี ายได้ปานกลางไปได้เลย ทางเลือกปจั จบุ ันจึง
มีเพยี งการทำใหป้ ระเทศมีรายได้ท่ีสงู ข้ึน ไม่เชน่ นนั้ แลว้ จะตกอยใู่ นภาวะทเ่ี รียกว่า “ทศวรรษแห่งความว่าง
เปล่า”ภายใต้ศตวรรษที่ 21 ไปอีกนาน (สุวิทย์ เมษินทรีย์, 2562) การปรับตัวในยุคเทคโนโลยี 4.0 นี้ สิ่ง
สำคญั ย่งิ สร้างคุณลักษณะและทกั ษะเพื่อรองรบั การเขา้ ถึงนวัตกรรม (Innovation) อย่างเรง่ ดว่ น จะค่อยๆ
ปรับทีละขั้นทีละตอนทีละน้อยเหมือนในอดีตคงไม่ได้แล้ว การปรับตัวต้องปรับชนิด ที่เรียกว่า “หักศอก”
(ปรับแบบทนั ทีทันใด) หมายความวา่ ในยคุ น้ีประชากรในทุกสาขาอาชพี ตอ้ งเรยี นรู้การปรบั ตัว ให้สอดคล้อง
และเหมาะกับสาขาอาชีพของตนที่มีความถนัดให้มากที่สุด และที่สำคัญต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ
Digital literacy ด้วย เช่น การนำเทคโนโลยีในปัจจุบันมาทำให้เกิดประโยชน์กับอาชีพของตน เป็นต้น
“คร”ู ก็ เปน็ อกี อาชพี หนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างย่งิ ท่ีต้องศกึ ษาเรียนรู้เทคโนโลยีเพ่ือนำมาใช้ในด้านการสร้าง
สื่อการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรยี นเกิดความเข้าใจและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว พร้อมให้
เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียน ทั้งนี้เพื่อให้ประชากรในวัยเรียนมีทักษะความพร้อมในการดำรงชีวิตใน
ศตวรรษท่ี 21 มีทักษะครอบคลุม ครบถ้วนในสาระวิชารวมถึงทักษะที่จำเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะการ
เรียนรู้ด้านนวัตกรรม 2) ทักษะด้านสื่อสารสนเทศและเทคโนโลยี และ (3) ทักษะชีวิตและอาชีพ(การดำรง
ชีพ) ซึ่งทักษะทั้ง 3 ที่กล่าวมานี้ นับเป็นทักษะท่ีจำเป็นท่ี ทุกคนต้องเรียนรูเ้ พื่อปรับตวั ใหเ้ ขา้ กับศตวรรษท่ี
21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี และสื่อสารสนเทศ นับว่าเป็นหนึ่งใน
ทกั ษะท่ีสำคญั ในการพัฒนาการเรียนรู้ตามรูปแบบ 7C ได้แก่ Communications, Information & Media
literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ), Computing & ICT Literacy (ทักษะ ด้าน
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) (วิจารณ์ พานิช, 2555) ดังนั้น อาชีพครูหรือผู้ทำ
หน้าที่สอนและอบรมจะอยู่นิ่งเฉยอีกไม่ได้ในยุคนี้ที่เรียกว่า “ยุคประเทศไทย 4.0” (ฐิติวัสส์ สุขป้อม,
ณฏั ฐกรณ์ ปะพาน, ปยิ าภรณ์ เตชะเรืองรองและอุดม ตะหน่อง, 2563 :4)
เมื่อโลกแห่งเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถาบันการศึกษา โรงเรียนรวมถึง
มหาวิทยาลัย จำเป็นต้องปรับตัวตามบริบทของสังคมโลกให้เท่าทัน ทั้งการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย
ต้องรองรับผู้เรียนทุกเพศ ทุกวัย ทั้งวัยเรียน วัยทำงาน รวมถึงวัยผู้สูงอายุที่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดว้ ย (อุดม คชินทร, 2562) แมข้ ณะนส้ี ถาบันอุดมศึกษาจะยังไม่ถึงข้ันล่มสลาย แตเ่ ลี่ยงไมไ่ ด้ท่ีจะเกิดความ
ปั่นป่วนของเทคโนโลยี อันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของโลกดิจิทัล ซึ่งครูเอง อาจารย์และผู้ท่ี
4
ทำหน้าท่ีสอน กต็ ้องเตรยี มตัวให้พร้อมเพื่อรองรบั ความป่ันป่วนทีจ่ ะเกดิ ขน้ึ ครูจะอยไู่ ด้หรือมหาวิทยาลัยจะ
อยู่รอด ต้องตอบโจทย์ความต้องการของสังคมให้ได้ในยุคนี้หรือใน อนาคต ดังนั้น สิ่งที่“ครู”ต้องทำ ได้แก่
(1) ต้องปรับตัวให้ทันต่อความรวดเร็วแห่งเทคโนโลยี (2) ต้องหาวิธีรับมือจาก ผลกระทบที่จะตามมา (3)
ต้องหามูลค่าเพิ่มจากผลกระทบนั้นมาสร้างให้เกิดผลในเป็นรูปธรรมชัดเจน (สร้างวิกฤติให้ เป็นโอกาส) น่ัน
หมายความว่า สิ่งที่ “ครู”ต้องเปลี่ยน ได้แก่ 1) ต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการสอนให้เป็นกระบวนการ
เรียนรู้ 2) ต้องเปลี่ยนคุณค่าที่เคยเน้นผลลัพธ์ให้เป็นคุณค่าที่เกิดจากการเรียนรู้ โดยเปลี่ยนไปเน้นที่
กระบวนการแทน (บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, 2562) และ 3) ต้องเปลี่ยนรูปแบบการสอนด้วยสื่อเทคโนโลยีใน
รูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ผูเ้ รียนเกิดทักษะ สรุปได้ว่า ครูในอนาคตต้องสามารถปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่และ
ใช้เทคโนโลยใี นการสรา้ งบทเรยี นและเนื้อหา (Enabler) ท้ังยังเปน็ ผู้ใชเ้ ทคโนโลยไี ดห้ ลากหลายและเป็นผู้ใช้
ปลายทางได้เป็นอย่างดี (End – User) ใช้เทคโนโลยีได้อย่าง มีประสิทธิภาพให้เกิดประสิทธิผล (Efficient
and Effective) (สมใจ เดชบำรุง, 2561) ดังที่ Michael Poh ได้กล่าวถึง ลักษณะของเทคโนโลยีที่จะ
เปลี่ยนแปลงอนาคต และครูต้องนำเทคโนโลยีเหล่าน้ีมาใช้ในการเรียนการสอน มีอยู่ 8 ข้อ ด้วยกัน และใน
8 ข้อนั้น มี 2 ข้อที่เป็นลักษณะในเชิงเรียนรู้และศึกษาให้ทันในยุค 4.0 ได้แก่ 1) Online Social
Networking การสร้างสื่อการสอนแบบสร้างความเชื่อมต่อความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Classroom)
การทำกิจกรรมร่วมกัน ครูและนักเรียนสามารถสั่งงานและส่งงานในรูปแบบออนไลน์ผ่านหน้าเว็บไซต์ได้
( Michael Poh, 2017) ย ก ต ั ว อ ย ่ า ง ร า ย ว ิ ช า ท ี ่ จ ั ด ก า ร เ ร ี ย น ก า ร ส อ น ด ้ ว ย เ ว ็ บ ไ ซ ต ์ เ ช่ น
http://buddhisminthai.eu5.org (อุดม ตะหน่อง, 2560) หรือ การจัด อบรมโครงการต่าง ๆ โดยบรรจุ
เนื้อหาลงในเว็บไซต์ เช่น http://departmentsecretary.freeoda.com/Marayatthai/index.html
(ฐิติวัสส์ สุขป้อม, 2561) 2) Game Base Learning, (GBL) คือการสร้างสื่อเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน
สอดแทรกเนอ้ื หา และความร้เู อาไว้ ผู้เลน่ จะไดร้ ับท้ังทกั ษะและความรู้ ทต่ี ้องมองไปถงึ การเรยี นในหลักสูตร
ออนไลน์หรือหลกั สูตรดจิ ิทัล ที่ ต้องพัฒนาอย่างจริงจงั เพื่อให้ครอบคลุมกลุม่ ผู้เรยี นได้มากขึน้ จากที่กล่าว
มา องค์กรหลักท่ดี ูแลด้านการศึกษาของ ประเทศ ต้องส่งเสริมและสนับสนนุ ครูใหท้ ำงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้องกับ
การจัดการเทคโนโลยีให้มากขึ้น ยกเลิกงานวิจัยที่ขึ้น(ฐิติวัสส์ สุขป้อม,ณัฏฐกรณ์ ปะพาน, ปิยาภรณ์ เตชะ
เรืองรองและอุดม ตะหนอ่ ง, 2563 :6)
ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสําคัญและจําเป็นอย่ างยิ่งใน
ชีวิตประจําวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสําคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้การ
ประกอบอาชีพ การสรา้ ง ความเขา้ ใจเก่ียวกับวัฒนธรรมและวิสยั ทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึงความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมและ มุมมองของสังคมโลก นํามาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมอื กับประเทศตา่ งๆ
ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจ ตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและ
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีการคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้
ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อ การสื่อสารได้รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่ายและ
กว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดําเนินชีวิต ในสังคมปัจจุบันและสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีมี
5
บทบาทสําคัญในการเรียนรู้มากขึ้น ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลได้กลายเป็นเครื่องมือสําคัญในการ
ติดต่อสื่อสารผ่านทางเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งทางด้านการพูดและการเขียน โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษสามารถหา ความรู้เพิ่มเติม โดยเข้าถึงแหล่งความรู้ซึ่งมีอยู่อย่างไม่
จํากัดทั่วโลกด้วยความสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งในปัจจุบัน เป็นยุคที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) กลา่ วคือ ผทู้ ี่มคี วามรู้ภาษาองั กฤษดี และสามารถใช้เทคโนโลยีได้ด้วยน้ัน
จะช่วยส่งเสริมให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น การใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ และการสื่อสารในการจัดการศึกษาด้านภาษาอังกฤษนั้นผู้สอนหากลวิธีที่จะ สามารถพัฒนา
ความสามารถทางดา้ นภาษาของผเู้ รียน เชน่ ดา้ นการอ่านและการเขียนให้ดีข้ึน เพือ่ ให้เกดิ การเรียนรู้อย่าง
มีประสิทธิภาพ และพยายามให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ( Life-Long Learning) (อรรชนิดา
หวานคง, 2559 : 309)
กระบวนการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อให้การเรียนการสอนนั้นมีประสิทธิภาพมากข้ึน
ครูผู้สอนต้อง จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ทักษะ กระบวนการ มีความสามารถ และมี
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามที่กําหนดมาตรฐานการเรียนรู้ครูต้องมีเทคนิค วิธีการจัดการเรียนรู้ที่
เหมาะสม เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) คือ วิธีการจัดการเรียนการสอนที่แบ่ง
ผเู้ รยี นออกเปน็ กล่มุ ยอ่ ยๆ ส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นเกดิ การทาํ งานรว่ มกนั เชน่ การจัดกิจกรรมโตะ๊ กลมเพือ่ นําไปสู่
การสอนคําศัพท์ไวยากรณ์การออกเสียงอย่างถูกต้อง จนเกิดความเข้าใจในเนื้อหา สามารถใช้ได้อย่าง
ถูกตอ้ ง แลว้ จงึ นาํ ความรทู้ ่ไี ด้ไปฝึกในสถานการณ์จริง (อรรชนิดา หวานคง, 2559 : 310)
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึก เช่นเดียวกับการพูด การอ่านและ
การเขียน ผู้เรียนบางคนคิดว่าการฟังนั้นเป็นทักษะที่ง่ายไม่จําเป็นต้องฝึกฝนก็สามารถฟังได้ การฟังจะมี
ประโยชน์อย่างยิ่งก็ต่อเมื่อผู้ฟังรู้จักฟัง สิ่งสําคัญที่สุด สําหรับการฟังคือ ผู้ฟังต้องมีความตั้งใจเพื่อจะฟังให้
เข้าใจและสามารถโต้ตอบกับสิ่งที่ฟังได้ ผู้สอนควรสอนทักษะการฟังให้แก่ผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอและเน้น
การฟังอย่างหลากหลาย โดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกฟังเสียงของเจ้าของภาษาและสอนเสียงที่เป็นปัญหา
รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกการฟังทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ครูผู้สอนต้องอธิบายเหตุผล
หรือวัตถุประสงค์ในการฟังให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการฟังอย่างตั้งใจและประสบความสําเร็จในการ
ฟงั สง่ิ สําคญั เพื่อการฟงั นัน้ บรรลุวัตถุประสงค์การวัดและไม่เน้นการทดสอบ แตค่ วรประเมิน ความสามารถ
ในการฟังของผู้เรียนในแง่ของการประสบความสาํ เรจ็ ในการส่ือสาร (อรรชนดิ า หวานคง,2559 : 310-311)
ปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในไทยนั้นหลังจากสถาบันทดสอบทางการศึกษา
แห่งชาติ (สทศ.) ได้ประกาศผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต (O-net) ของ
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2558 พบว่า วิชาภาษาอังกฤษได้คะแนน เฉล่ีย
ต่ำสดุ 24.98 คะแนน ซง่ึ แสดงให้เห็นวา่ ผลสัมฤทธ์วิ ชิ าภาษาอังกฤษของนักเรียนไม่ได้รับการ พัฒนาข้ึนเลย
และยังเป็นวิชาที่ได้คะแนนต่ำสุดเมื่อเปรยี บเทียบกับคะแนนวชิ าอน่ื ซึ่งเป็นปัญหาท่คี รูผู้สอนและหน่วยงาน
ทเ่ี กยี่ วขอ้ งตอ้ งเร่งหาทางแก้ไข กระบวนการเรียนการสอนทักษะการฟงั ภาษาอังกฤษนั้น พบว่า ผเู้ รียนส่วน
6
ใหญ่พบปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาองั กฤษที่ให้ความสำคัญเฉพาะ การเรยี นไวยากรณ์
ทักษะการอ่าน และคำศัพท์ มากกว่าทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษทักษะอื่น ทักษะการฟังและทักษะการ
พูดไม่มีความสำคัญในหนังสือเรียนหรือหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศและครูผู้สอน
ไมใ่ หค้ วามสำคญั ในการจัดแผนการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการฟงั ครหู ลายคนเชอ่ื ว่าทักษะการฟังเป็น
ทักษะที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้หรือพัฒนาได้เองตามธรรมชาติในระบบการเรียนรู้ภาษา (Hamouda, 2013
อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนผู้สอนมีการทดสอบ
ทักษะการฟังแก่ ผู้เรียนแต่ไม่สอนทักษะการฟังให้แก่ผู้เรียน ในขณะที่ผู้เรียนเองได้ใช้ทักษะการฟังใน
หอ้ งเรยี นแต่ไม่ใช่ การฟังเพื่อความเข้าใจ (Glisan, 1985 อา้ งถึงใน ฤทยั รตั น์ ศรีพวงมาลยั , 2561)
ทักษะการฟังของผู้เรียนเองที่พบว่ามีปัญหา คือ (1) มีปัญหาเรื่องการฟังเสียงของเจ้าของ
ภาษา (2) ผเู้ รียนตอ้ งเขา้ ใจทุกคำซง่ึ จะสง่ ผลถึงการฟังเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนและรู้สึกเป็นกังวลต่อ การ
ฟัง (3) ผู้เรียนไม่เข้าใจการฟังที่มีระดับการออกเสียงเร็วเกินไป (4) ผู้เรียนต้องฟังมากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อท้า
ความเขา้ ใจในการฟัง (5) ผเู้ รียนร้สู ึกทอ้ ใจในการฟังเพราะไม่มีความผ่อนคลายในการฟัง และ ต้องท้าความ
เข้าใจทุกคำที่ได้ฟัง (6) ผู้เรียนรู้สึกเหนือ่ ย ท้อใจในการฟังเมื่อได้ฟังบทฟังที่ยาวเกนิ ไป และขาดความสนใจ
หรอื ความตง้ั ใจในการฟังต่อ (Ur, 1984 อ้างถงึ ใน ฤทยั รตั น์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ฉะน้ัน สว่ นใหญ่ผู้เรียน
จึงคิดว่าสาเหตุท่ี ท้าให้ฟังไม่เข้าใจเพราะระดับการออกเสียง แต่ที่จริงแล้วปญั หาในเร่ืองการฟังมปี ัญหามา
จากหลาย สาเหตุ เช่น การออกเสียง สำเนียงการออกเสียงท่แี ตกต่างกนั โครงสรา้ งของประโยค และความรู้
ภูมิ หลัง นอกจากนี้ ผเู้ รียนต้องตระหนักว่าผูเ้ รยี นประสบปญั หาด้านการฟังเพราะขาดการฝกึ ฝนทักษะ การ
ฟัง ไม่มีแรงจูงใจ และขาดกลยุทธ์ในการฟัง (Hasan, 2000 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561)
วธิ กี ารแก้ไขและพัฒนาทักษะการฟัง ภาษาองั กฤษน้นั ผเู้ รียนควรพยายามใช้ภาษาต่างประเทศให้มากท่ีสุด
เท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการฟัง จงหาโอกาสฟังให้มาก โดยฟังจากวิทยุ ทีวี วิดีโอ ภาพยนตร์ ในสมัยนี้
ภาษาอังกฤษแพร่หลายมาก ถ้า จะหาโอกาสฟังจริง ๆ ย่อมไม่ยากนัก ในตอนต้นเราอาจจะฟังไม่เข้าใจ แต่
เมื่อได้หัด บ่อย ๆ เข้า เราจะ ฟังเข้าใจเพิ่มขึ้นมาเอง (ธีรวิทย์ ภิญโญณัฐกานต์, 2538 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์
ศรีพวงมาลยั , 2561) และในกระบวนการเรียนการสอนครผู ู้สอน ควรทำใหห้ ้องเรียนมชี ีวิตชีวา และมีความ
น่าสนใจ โดยใชส้ ่อื การสอนทีน่ า่ สนใจและหลากหลาย เชน่ ฟงั เพลงภาษาอังกฤษ บทสนทนาท่นี ่าสนใจจาก
ภาพยนตร์ เพื่อจูงใจผู้เรียนให้มีความสนใจใน กระบวนการจัดการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนรู้สึกว่ากิจกรรมนี้ง่าย
ผู้เรยี นจะให้ความสนใจ ตรงกนั ข้ามกบั กิจกรรมทผ่ี เู้ รียนร้สู กึ วา่ ยากผู้เรียนจะไม่ให้ความสนใจเลย (Yorkey,
1982 อ้างถึงใน ฤทยั รตั น์ ศรพี วงมาลัย, 2561) ทัง้ น้ี ครผู ้สู อนควรฝึกผู้เรียน ให้ฟังอย่างกว้างขวางหรือฟัง
ในช่วงเวลาว่างนอกจากการฟังในห้องเรียนอย่างเดียว เช่น การดู โทรทัศน์หรือวิดีโอภาษาอังกฤษ ฟังวิทยุ
หรือฟังเพลงภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้เรียนจะไดฝ้ ึกฟังส้าเนยี งการ พูดของเจ้าของภาษาที่แตกต่างกันในดา้ น เพศ
อายุ และบริบททางสังคมและวัฒนธรรม (Islam, 2012 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) การใช้
สอื่ การเรียนการสอนทที่ ันสมัย ใช้งานได้งา่ ยและสะดวกท้ังผู้สอนและผู้เรยี นจะท้าให้ ผูเ้ รยี นมีโอกาสในการ
พัฒนาวิธีการเรียนของตนเองและพัฒนาการใช้สื่อการเรียนให้ทันสมัย ทันโลก ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ
7
ครูผู้สอนเองก็จะมีโอกาสในการใช้สื่อเทคโนโลยีเหลา่ นี้นำเสนอวิธีการเรียนรู้ ด้วยตนเองแก่ผู้เรยี นและเปิด
โอกาสใหต้ นเองได้พัฒนาสอื่ การเรียนการสอนและพัฒนาเทคนิคกลยทุ ธใ์ นการสอน
ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความ
เขา้ ใจ โดยการจดั การเรียนรู้โดยใช้สือ่ เทคโนโลยีดจิ ทิ ัล เพราะผวู้ จิ ยั เล็งเหน็ ว่าส่อื เทคโนโลยที ่ที นั สมัย ใชง้ าน
ได้สะดวก เหมาะสำหรับผู้เรียนที่ปจั จุบนั นี้ สื่อ เทคโนโลยี และอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าถึง ผู้เรียนทุกเพศ
ทกุ วัย และทุกระดบั ผูเ้ รยี นสามารถเรยี นรู้ เลอื กสรรสือ่ การฟงั ฝึกทักษะการฟังอยา่ ง กว้างขวางของตนเอง
ไดท้ กุ ท่ี ทุกเวลา ไม่จา้ กัดแค่การเรยี นรู้ในห้องเรยี นเท่านัน้ นอกจากนี้ ผู้เรียนยัง มีโอกาสไดฟ้ ังภาษาอังกฤษ
จากเจา้ ของภาษาหรือจากครูผูส้ อนโดยตรง และเปน็ สือ่ ทผี่ ูเ้ รียนสามารถ นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของ
ผู้เรียนได้ สร้างแรงจูงใจและทศั นคติในการฝึกทกั ษะการฟัง ภาษาอังกฤษให้ดขี ึ้น และผู้เรียนยงั สามารถนำ
ส่อื เทคโนโลยีดจิ ิทัลใช้ในการปรับปรงุ พัฒนาระดับการฟงั ในระดบั สงู ของตนเองต่อไปได้ในอนาคต
1.2 วัตถุประสงค์
1.2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาทักษะการฟัง ก่อนและหลังเรียนโดยใช้สื่อเทคโนโลยี
ดจิ ทิ ัล วิชาภาษาอังกฤษในชีวติ จริง
1.2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง วิชา
ภาษาอังกฤษในชวี ิตจรงิ
1.3 สมมติฐาน
ผลการพัฒนาทักษะการฟัง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล วิชาวิชา
ภาษาองั กฤษในชวี ติ จรงิ
1.4 กรอบแนวคิดการวิจัย ผลการพฒั นาทักษะการฟงั
ส่ือเทคโนโลยดี ิจิทลั วชิ าภาษาองั กฤษในชีวิตจรงิ
ความพึงพอใจต่อการใช้สื่อเทคโนโลยี
ดจิ ิทลั เพื่อพฒั นาทกั ษะการฟงั
วชิ าภาษาองั กฤษในชีวติ จริง
ตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม
8
1.5 ขอบเขตการวจิ ยั
1.5.1 กล่มุ เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1 สาขาวิชา
คอมพิวเตอร์กราฟฟิก ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 38
คน
1.5.2 ตัวแปรท่ศี กึ ษา
ตัวแปรอิสระ ไดแ้ ก่ สอื่ เทคโนโลยดี จิ ทิ ลั
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
1. ผลการพัฒนาทกั ษะการฟัง วชิ าภาษาอังกฤษในชวี ิตจรงิ
2. ความพงึ พอใจต่อการใช้ส่ือเทคโนโลยดี ิจิทลั เพื่อพฒั นาทักษะการฟัง
วิชาภาษาอังกฤษในชวี ติ จริง
1.5.3 ระยะเวลาที่ใชใ้ นการวิจยั
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565
1.5.4 เนอ้ื หาท่ีทำวิจัย
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ การฟังภาษาอังกฤษ โดยใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล วิชา
ภาษาองั กฤษในชวี ิตจรงิ
1.6 นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
1.6.1 สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล หมายถึง สื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะการ
ฟังภาษาอังกฤษผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ในการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทักษะการฟัง
ภาษาอังกฤษ โดยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ซึ่งเว็บไซต์ที่ใช้ในการพัฒนาทักษะการฟัง
ภาษาอังกฤษ ได้แก่ เว็บไซต์ ww.audioenglish.org เว็บไซต์ www.engvid.com เว็บไซต์
www.englishtown.com และ Youtube เกย่ี วกบั การฟังภาษาองั กฤษ
1.6.2 การพัฒนาทักษะการฟัง วิชาภาษาอังกฤษในชีวติ จริง หมายถึง ความสามารถในการ
ฟังเสียงและสำเนียงที่ถูกต้องของคำ กลุ่มคำ หรือประโยค และเข้าใจตามสถานการณ์หรือบริบทที่กำหนด
วัดได้จากการที่ผู้เรียนใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ที่ผู้วิจัยนำมาใช้ ตาม
กรอบรายวิชาการเรียนภาษาอังกฤษในชีวิตจริง เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยพิจารณาจากคะแนนหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน โดยเป็นบทสนทนาในเว็บไซต์ ww.audioenglish.org ที่คัดเลือกมาเป็นแบบประเมินผลการ
พัฒนาทกั ษะการฟังภาษาอังกฤษ
9
1.6.3 ความพึงพอใจต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง หมายถึง
ความรู้สึกในเชิงบวก ความรู้สึกพอใจ ชอบและประทับใจ ที่ส่งผลให้มีทัศนคติท่ีต่อการใช้สื่อเทคโนโลยี
ดิจทิ ลั เพ่ือพฒั นาทกั ษะการฟงั วชิ าภาษาอังกฤษในชวี ติ จรงิ
1.7 ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะได้รบั
1.7.1 สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ในวิทยาลัยอาชีวศึกษา
เพชรบรุ ีและสามารถทำใหผ้ เู้ รียนมที กั ษะการฟังภาษาอังกฤษ ในระดับดีมาก
1.7.2 นักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวชิ าชีพ (ปวช.) ปีท่ี 1 สาขาวชิ าคอมพิวเตอรก์ ราฟฟิก ใน
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรีมีทักษะในการฟังภาษาอังกฤษและสามารถพัฒนาตนเองให้เกิดทักษะ และมี
เจตคติท่ดี ตี อ่ การเรียนวชิ าการเรียนภาษาองั กฤษผา่ นสอ่ื ดิจทิ ัล
10
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
การวิจัยเรื่อง การใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการฟังของนักเรียน ระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและค้นคว้าข้อมูล พร้อมทั้งสืบค้นและรวบรวมสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการพัฒนา
ทกั ษะการฟงั ภาษาองั กฤษและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวข้อง ดงั นี้
2.1 แนวคิดเก่ยี วกับเทคโนโลยดี จิ ทิ ัล
2.2 การพัฒนาทักษะการฟัง
2.3 การฟงั ภาษาอังกฤษเพื่อความเขา้ ใจ
2.4 แนวคิดเกย่ี วกับความพึงพอใจ
2.5 งานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง
2.1 แนวคดิ เกีย่ วกับเทคโนโลยดี ิจิทัล
ความหมายของเทคโนโลยีดิจทิ ลั
ในปัจจบุ นั องคก์ รทางธุรกจิ ไดม้ ีการพฒั นาและปรับปรุงเทคโนโลยีอย่างต่อเน่ือง เพือ่ ยกระดับ
ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและบริการของตนให้มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง จนกลายเป็นผู้ผูกขาดใน
ตลาดท่ีสามารถสร้างผลกำไรจากความแตกต่างของเทคโนโลยีเหล่านั้น ขณะเดียวกันหลายองค์กรแม้จะ
ไม่ไดม้ ีการคิดค้นหรือพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองตั้งแต่แรก แตก่ ไ็ ด้มกี ารนำกระบวนการหรือเทคโนโลยีท่ีมี
อย่เู ดิมมาลอกเลียนแบบและต่อยอดใหเ้ กดิ วิธีการหรือกระบวนการใหม่ๆ เช่นกัน ท้งั นี้ การคดิ คน้ เทคโนโลยี
ใหม่ๆ ตลอดจนการลอกเลียนแบบและนำเทคโนโลยีที่มอี ยู่เดิมมาปรบั ปรุงหรือเปลี่ยนแปลงในบางขัน้ ตอน
ให้เกิดความแตกต่าง ถือได้ว่าเปน็ การทำลายที่สร้างสรรค์ท่ีช่วยให้เกิดการแข่งขันระหว่างองค์กรเพื่อสรา้ ง
ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ผ่านการคดิ คน้ และพัฒนาส่ิงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น โดยในท้ายทีส่ ดุ แล้วจะนำมา
ซึ่งผลตอบแทนหรือกำไรที่เพิ่มขึ้นขององค์กร รวมถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวม (Shumpeter , 1934 อ้างถึง
ใน สุพรรณี รัตนโรจนม์ งคล, 2563)
เทคโนโลยีจึงหมายถึงการนำวิธีการหรือเครื่องมือทางคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการตลอด
ห่วงโซ่ของระบบข้อมูล ตั้งแต่การค้นหา วิเคราะห์และประมวลผล ตลอดจนการนำข้อมูล เหล่านั้นมา
นำเสนอในรูปแบบตา่ งๆ ท้ังในลักษณะของตวั เลข ตัวอักษร หรอื แมแ้ ตภ่ าพและเสยี ง ขณะเดียวกันก็รวมถึง
การนำข้อมูลข้างต้นมาถ่ายทอด และเผยแพร่ไปยังแหล่งต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยี จนก่อให้เกิดการพัฒนา
ระบบข้อมูลในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (Taylor, 1988 อ้างถึงใน สุพรรณี รัตนโรจน์มงคล, 2563)
อีกทั้งเทคโนโลยียังได้มีการแบ่งความหมายไว้ 3 ลักษณะ คือ เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนการ
11
(Process) เป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆ ที่ได้รวบรวมไว้ เพื่อ
นำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ , เทคโนโลยี
ในลักษณะของผลผลิต (Product) หมายถึง วสั ดุอปุ กรณท์ ่ีเป็นผลมาจากการใช้ กระบวนการทางเทคโนโลยี
และเทคโนโลยีในลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (Process and Product) ได้แก่ ระบบ
คอมพวิ เตอร์ซึ่งมีการทำงานปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างตัวเคร่ืองกบั โปรแกรม (Heinich, Molenda, and Russell,
1993, p.449 อ้างถงึ ใน สพุ รรณี รตั นโรจนม์ งคล, 2563 ) นอกจากนี้ยงั มผี ู้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้
หลากหลาย ดงั นี้
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน (2539 : 406 อา้ งถงึ ใน สพุ รรณี รัตนโรจนม์ งคล, 2563)
กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิด
ประโยชนใ์ นทางปฏิบตั แิ ละอุตสาหกรรม
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551 อ้างถึงใน สุพรรณี รัตนโรจน์
มงคล, 2563) กล่าวว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ ทักษะ และทรัพยากร มาสร้างสิ่งของ
เครื่องใช้ หรือวิธีการโดยผ่านกระบวนการเพื่อ แก้ปัญหาสนองความต้องการของมนุษย์ หรือเพิ่ม
ความสามารถในการทำงานของมนุษย์ ส่วนคำว่า ดิจิทัล หมายถึง การเก็บข้อมูลต่างๆ บนคอมพิวเตอร์ใน
รปู แบบตวั เลข ซงึ่ จะเป็นวธิ ีการแทนความหมายของข้อมูลดงั กลา่ ว โดยเฉพาะเลขฐานสองท่ีไม่ต่อเน่ืองกัน
ซึ่งมีความ แตกต่างจากระบบแอนะล็อกที่ใช้ค่าต่อเนื่อง และหากจะเปรียบเทียบในเรื่องของการใช้งาน
ระบบดิจิทัลย่อมมีความแม่นยำมากกว่า (สมาคมครูเทคโนโลยีสารสนเทศ, ออนไลน์. 2562 อ้างถึงใน
สุพรรณี รตั นโรจน์มงคล, 2563)
Yamine และคณะ (2014 อ้างถึงใน สุพรรณี รัตนโรจน์มงคล, 2563) ได้นิยามเทคโนโลยี
ดิจิทัล วา่ หมายถึง เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้สง่ ขอ้ มูลดจิ ทิ ัลเพ่อื การตดิ ต่อส่ือสารและทำาใหเ้ กิดการทำงานร่วมกัน โดย
สามารถส่งข้อความผ่านทางอีเมล์และสื่อสังคมออนไลน์จากอุปกรณ์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งใน
ระยะไกลบนอุปกรณต์ า่ งๆ อยา่ งเชน่ SmartPhones และ Tablets รวมทงั้ มีแอพพลิเคช่ันท่ีหลากหลาย
มนู อรดีดลเชษฐ์ (2558 อ้างถึงใน สุพรรณี รัตนโรจน์มงคล, 2563 ) ได้อธิบายเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีดิจิทัลประกอบด้วยเทคโนโลยี หลัก ๆ คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอุปกรณ์พกพา (Mobility) ทำให้
คนเราทำกจิ กรรมอย่างเปน็ อิสระจาก เวลา (Time) และสถานท่ี (Space) คอื ทำงานและทำธุรกรรมได้ทุกท่ี
ทุกเวลา เทคโนโลยเี กี่ยวกับส่อื สงั คม (Social Media) ทีเ่ ชอื่ มโยงคนท่วั ทง้ั โลก (Connectivity) เทคโนโลยี
ที่ทำให้เราสามารถ สังเคราะห์และวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมาก (Big data analytics) ทำให้เรารู้เท่าทัน
เหตุการณ์ทุกด้าน และทุกเวลา และเทคโนโลยีที่เกิดบริการ Cloud Computing มีผลทำให้เปลี่ยนแปลง
แนวทางการทำงานที่ใช้เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( Information and
Communication Technology, ICT) ซึ่งครั้งหนึ่งมีความสำคัญต่อการประมวลผลข้อมูลและการสื่อสาร
ข้อมูล บัดนี้ได้ กลายมามีบทบาทและมีอิทธิพลมาก ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจและ
สังคม จาก ความสามารถที่คนเราสามารถเชื่อมโยงกันท่ัวโลกด้วยบรอดแบนดอ์ ินเทอร์เน็ตและด้วยอุปกรณ์
12
พกพา เทคโนโลยดี ิจิทัลได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีบทบาท สำคญั ในช่วง
5 ปขี า้ งหนา้ ไดแ้ ก่ (กระทรวงไอซที ี, 2559 อา้ งถงึ ใน สุพรรณี รตั นโรจน์มงคล, 2563)
1) เทคโนโลยีสอื่ สารทีม่ ีความเรว็ และคุณภาพสูงมาก (newcommunications
Technology)
2) เทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบทุกที่ทุกเวลา (mobile/
wearable computing)
3) เทคโนโลยีการประมวลผลแบบคลาวด์ (cloud computing)
4) เทคโนโลยีการวเิ คราะห์ข้อมลู ขนาดใหญ่ (big data analytics)
5) เทคโนโลยีการเช่อื มตอ่ ของสรรพสงิ่ (internet of things)
6) เทคโนโลยีการพิมพส์ ามมติ ิ (3D printing)
7) เทคโนโลยีความมน่ั คงปลอดภัยไซเบอร์ (cyber security)
วิวัฒนาการของเทคโนโลยีดจิ ิทลั
สพุ รรณี รัตนโรจนม์ งคล(2563) ปัจจุบันโลกกา้ วหนา้ ไปตามเทคโนโลยี และพฤตกิ รรมการใช้
งาน ส่งผลให้ในแต่ละช่วงที่ผ่านมามีการพัฒนาและเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รูปแบบการใช้
ชีวิตประจำวันของคนใน สังคมได้มีการเปลี่ยนแปลง ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมถึงการพัฒนาหรือ
วิวัฒนาการของ เทคโนโลยีดจิ ิทัลในปจั จุบัน โดยแบง่ เป็น 4 ชว่ ง ไดแ้ ก่
ยุค Digital 1.0 (Internet) เป็นยุคของการเปิดโลกอินเทอร์เน็ต ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยน
พฤตกิ รรมการใชช้ ีวิตของคนในสังคม เพราะหลายสิ่งได้เร่ิมปรบั บทบาทให้มีการเข้าถึง อินเทอร์เน็ตมากขึ้น
เปล่ียนวถิ ีชวี ติ จากออฟไลน์เปน็ ออนไลน์ และเป็นต้นกำเนดิ ของการมีเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้คน
ในสังคมรวมไปถงึ องค์กรธรุ กจิ ตา่ ง ๆ
ยคุ Digital 2.0 (Social Network) เมอ่ื อนิ เทอร์เน็ตได้เข้ามาสู่สังคมวงกวา้ งมากขึ้น ทำให้คน
ในสังคมได้มีการปรับตัวในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อให้เข้ามาสูช่ วี ิตประจำวันมากขึ้น เช่น มีการสื่อสาร
โดยผ่านสื่อโซเชียล ส่งผลให้เกิดการผสมผสานเข้ากับธุรกิจ และอีกทั้งนักธุรกิจยังได้ มองว่าโซเชียลมีเดี ย
คือตัวเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจและผู้บริโภค และยังสามารถเป็นอำนาจต่อรองของผู้บริโภคในการเลือกรับ
สินคา้ และบรกิ าร
ยุค Digital 3.0 (Application and Big Data) เป็นยุคที่มาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุค
Digital 2.0 ทำให้ในยุคนี้ได้มีการรับข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการประมวลผล เพื่อวิเคราะห์ ถึงความต้องการ
ของผู้บริโภคเพื่อสร้างสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ยังสามารถนำ
ขอ้ มลู มาวเิ คราะหเ์ พอ่ื พัฒนาเปน็ Application เพ่ืออำนวยความสะดวกตอ่ ผ้ใู ช้งาน
ยุค Digital 4.0 (Machine to Machine) เป็นยุคที่มีความก้าวหน้าอย่างครบถ้วน และมี
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเพื่อลดบทบาทของมนุษย์ โดยเทคโนโลยี จะทำให้อุปกรณ์
13
ต่างๆ สื่อสารและทำงานกันเองได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นและได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ
เปน็ การเพ่มิ ศกั ยภาพในการประดิษฐข์ องมนษุ ย์ เพอื่ กา้ วขา้ มขีดจำกัดตา่ ง ๆ
จากความหมายข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัล หมายถึง กระบวนการที่มี
การพัฒนาสิ่งที่อยู่จากเดิมให้มีความรวดเร็ว สะดวกสบาย ลดขั้นตอนยุ่งยาก และก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ท่ี
สามารถทำใหอ้ งคก์ รมีประสิทธิภาพในการสร้างผลผลติ จนก่อให้เกดิ ผลตอบแทนหรือกำไรทเ่ี พ่ิมข้นึ
ความสำคัญของเทคโนโลยีดิจทิ ัล
เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินวิถีชีวิตประจำวันของบุคคลทุกเพศ
ทุกวัย ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ใช้ในการศึกษาเรียนรู้ ค้นหาข้อมูลข่าวสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ระหว่างกัน ตลอดจนยังสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธรุ กิจ เนื่องจากเปน็ เทคโนโลยีการสื่อสารที่
ไร้ขีดจำกัด มีความสะดวกรวดเร็ว ช่วยให้คนสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ใช้งานอยู่บน
อุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโน๊ตบุ๊ค โดยเฉพาะอย่างย่ิง
บทบาทในดา้ นการเช่ือมโยงการติดต่อส่ือสาร เป็นผลทำใหจ้ ำนวนผู้ใช้เทคโนโลยีดจิ ิทลั เพ่มิ ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเปน็ วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และแม้แต่วยั ชราหรือกลุม่ ผูส้ ูงอายุก็ จำเป็นตอ้ งมกี ารเรียนรู้การใชส้ อ่ื
ใหม่เหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งรูปแบบการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ดิจิทัลผ่านช่องทางการสื่อสาร
โทรคมนาคมที่หลากหลาย เช่น SMART Phone คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อ
อินเทอร์เน็ต เป็นต้น (ณรงค์ศักดิ์ ศรีทานันท์, 2553 และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่ง
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2558 อา้ งถึงใน สุพรรณี รตั นโรจนม์ งคล, 2563)
การเขา้ ถงึ การเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทลั
ลกั ษณะของการเรยี นรเู้ ทคโนโลยดี จิ ิทลั แบ่งได้ ดังน้ี (กิดานนั ท์ มลิทอง, 2548 : 92 อ้างถงึ ใน
สพุ รรณี รัตนโรจนม์ งคล, 2563)
1. การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี (learning about technology) เป็นการเรียนรู้ เนื้อหา
ของเทคโนโลยี เช่น เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เรียนรู้คอมพิวเตอร์ใช้เพื่อ การ
ประมวลผล เก็บบันทึก ค้นคืนสารสนทศได้อย่างไร เครื่องพิมพ์เลเซอร์และเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกมีการ
ทำงานอย่างไร เทคโนโลยีการสื่อสารมีรูปแบบใดบ้าง ช่องทางสื่อสารมีลักษณะเป็นอย่างไร และ
ประกอบด้วยอุปกรณ์ใดบ้าง ฯลฯ วิชาเพื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยีมีหลายวิชา เช่น วิชา
คอมพวิ เตอร์เบ้ืองต้น วิชาเครอื ข่ายดิจิทลั หรืออาจเรียนรู้จากเว็บไซต์ เชน่ www.intel.com ที่ นำเสนอใน
เรื่องต่าง ๆ เพ่อื การเรยี นร้ดู ้วยตนเองในลักษณะมัลตมิ เี ดีย
2. การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี (learning by technology) เป็นการใช้เทคโนโลยีเป็น
เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผล การใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ใน
การสรา้ งบทเรยี น การใช้อนิ เตอรเ์ น็ตเพ่ือการคน้ คว้า การใช้เวิลดไ์ วดเ์ วบ็ เปน็ ส่อื ในลักษณะการสอน บนเว็บ
การเรียนการสอนในลกั ษณะอีเลริ ์นนิง และการทัศนศกึ ษาเสมือน (virtual fieldtrip) ดว้ ย แหล่งการเรียนรู้
เสมอื นจากเวบ็ ไซต์ต่าง ๆ เปน็ ตน้
14
3. การเรียนรไู้ ปกับเทคโนโลยี (learning with technology) เปน็ การเรียนรู้เกี่ยวกบั ความ
เจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้แก่ การเรียนรู้ว่าขณะนี้เทคโนโลยีมีความก้าวไกลไปในลักษณะ และ
รูปแบบใดบ้างทั้งทางด้านวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ เช่น ซอฟต์แวร์โปรแกรมใหม่ๆ เครื่อง Tablet PC ซ่ึง
เป็นคอมพิวเตอร์ไร้สายที่ผู้ใช้สามารถเขียนลงบนจอภาพได้ กล้องดิจิทัลเพื่อถ่ายภาพ และเว็บแค็ม
(webcam) เพื่อใช้ส่งภาพขณะสนทนาบนอินเทอร์เน็ต ฯลฯ เมื่อเรียนรู้ถึงความใหม่ ทันสมัยของ
เทคโนโลยีแล้วจะนำมาประยุกต์ใช้ในวงการต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง เช่น การใช้กล้องวีดิทัศน์ ถ่ายภาพ
การสอนสง่ ไปบนอนิ เทอร์เน็ตเพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนในสถาบนั การศึกษาอนื่ เห็นภาพและได้ยินเสียง การสอน การใช้
เครือข่ายไร้สายด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi ทั้งในและนอกห้องเรียน แพทย์สามารถใช้ Tablet PC เพื่อเขียนส่ัง
ยาคนไข้และส่งไปยังห้องยาได้ทันที หรือใช้ในการค้นคว้าข้อมูลทาง อินเทอร์เน็ตขณะปรึกษาปัญหาด้าน
สุขภาพ เหล่านเี้ ป็นตน้
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล การสื่อสารโทรคมนาคม และเครือข่ายการสื่อสาร
ไร้สายในปัจจุบัน ทำให้การติดต่อสื่อสารและการถ่ายทอดความรู้ในสังคมมนุษย์เป็นไปอย่างรวดเร็ว
กวา้ งขวาง ท่ัวถึง และมีประสิทธภิ าพต่อการเรยี นร้ขู องมนุษย์ ทำให้มนุษย์เข้าถึงความรูแ้ ละเพม่ิ พูน ความรู้
อันมหาศาลได้โดยไม่มีอุปสรรคด้านพืน้ ที่ ระยะทาง หรือกาลเวลา ทำให้การศึกษาตลอดชีวิต ของผู้สูงอายุ
อาจจะเป็นวงจรที่ไม่หยุดนิ่ง และมีพลังต่อการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง United Nations
Development Program (UNDP) ได้กำหนดให้การเข้าถึงความรู้และการศึกษาของประชากร เป็นส่วน
หนึ่งของดัชนีชี้วัดการพัฒนามนุษย์(Human Development Index) ของประเทศ ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการ
เกิดขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยเฉพาะ เว็บไซต์ได้ทำให้พรมแดน ในการเข้าถึงความรู้
และการศึกษาหายไป การส่งเสริมให้ประชากรเข้าถงึ ความรู้และการศกึ ษา จึงเป็น หนึ่งในความจำเป็นของ
ภาครฐั ทจ่ี ะต้องดำเนินการ ซึง่ สอดคลอ้ งกบั หลักการ Information Literacy ทีอ่ งค์การศกึ ษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ( UNESCO 2008, Towards Information Literacy Indicators:
Conceptual Framework Paper) ได้นยิ ามวา่ เป็นความสามารถของปัจเจกชนในการ (1) ตระหนักรู้ถึง
ความต้องการสารสนเทศของตนเอง (2) รู้ถึงวิธีการในการสืบค้นเพื่อหาข้อมูล/ สารสนเทศที่ต้องการ
รวมถึงต้องสามารถประเมินคุณภาพของสารสนเทศที่สามารถหามาได้ (3) รู้จัก วิธีการจัดเก็บและเรียก
ข้อมูล/สารสนเทศมาใช้เมื่อต้องการ (4) สามารถใช้ข้อมูล/สารสนเทศอย่างมีประสิทธิผลและมีจริยธรรม
(5) สามารถประยกุ ตใ์ ชส้ ารสนเทศเพือ่ สรา้ งและสอ่ื สารความรู้ (ทศพนธ์ นรทศั น์, 2552 อ้างถึงใน สุพรรณี
รัตนโรจน์มงคล, 2563)
การเข้าถึงการเรียนรูเ้ ทคโนโลยีดิจทิ ัลเกี่ยวข้องกบั คนทกุ เพศทุกวัย มีประโยชนต์ ่อการพัฒนา
คุณภาพชีวิต จำเป็นอย่างยิ่งผู้สูงอายุควรสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ตาม
ศักยภาพและความเหมาะสม โดยการนำมาใช้เป็นเคร่ืองมือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และดึงศักยภาพ ภูมิ
ปัญญา และประสบการณ์ของผู้สูงอายุ มาใช้ในการพัฒนาประเทศ (สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่ง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2558 อ้างถึงใน สุพรรณี รัตนโรจน์มงคล, 2563 ) ซึ่งการเรียนรู้เทคโนโลยี
15
ดิจิทัล เกิดจากการพัฒนาองค์ ความรแู้ ละจัดให้มีการส่อื สารองคค์ วามรเู้ หล่าน้ันผ่านส่ือเทคโนโลยีต่าง ๆ ท่ี
กลุ่มเป้าหมายสามารถ เข้าถึงได้ในแต่ละชุมชน โดยการดำเนินงานเป็นลักษณะของการโปรยหว่านที่เป็น
ประโยชน์ การผลิตรายการ การเตรียมความพร้อมของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะมีตั้งแต่ความพรอ้ มในด้านการ
สื่อสาร คือ การอ่านออกเขียนได้ ความสามารถในการสืบค้นข้อมูลและการแสวงหาความรู้ด้วย ตนเอง
ความพรอ้ มในด้านอุปกรณ์ท่ีใช้ในการส่ือสาร หรอื การส่งผา่ นความรู้เหล่านีล้ ้วนเปน็ ปัจจยั ที่มคี วามสำคัญใน
การที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำองค์ความรู้ท่ีได้รับ ไปใช้ประโยชน์ในการ
ดำรงชีวิต โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และลดการเป็นภาระของผู้ที่เกี่ยวข้องให้น้อยลง (มูลนิธิสถาบัน วิจัยและ
พัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2555 : 74 อา้ งถงึ ใน สุพรรณี รตั นโรจน์มงคล, 2563)
จากข้อความเบื้องต้น สรุปได้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัล หมายถึง สื่อ อุปกรณ์หรือช่องทางที่ใช้
ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ท่ี
เก่ยี วข้อง โดยผา่ นเครื่องคอมพิวเตอรห์ รือมือถือ
2.2. การพัฒนาทักษะการฟัง
การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยได้ศึกษาการพัฒนาทักษะ จากเอกสาร ตำรา
ดังนี้
ความหมายของการฟัง
Krashen (1987 อ้างถงึ ใน ฤทยั รตั น์ ศรพี วงมาลัย, 2561) กล่าวไว้วา่ การฟังเป็นการให้ปัจจัย
ป้อนเข้าทีม่ ีความหมายใหแ้ กผ่ ู้ฟัง โดยต้องไมบ่ งั คับให้ผู้เรียนทีเ่ รียนภาษาที่สองพูดจนกว่าผู้เรยี นจะไดร้ บั รู้
ภาษามากเพยี งพอโดยอาจจะใชว้ ธิ ีการอนื่ ช่วยให้ผูเ้ รียนรับปัจจัยป้อนเข้าท่มี คี วามหมาย
Rubin (1995, p. 336-337 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) กล่าวไว้ว่า การฟังเป็น
กระบวนการที่ผู้ฟังนั้นให้ความสนใจในข้อมูลที่ได้ฟัง โดยเลือกและแปลความหมายของข้อมูลนั้นและใช้
จินตนาการจากสิ่งที่ฟัง ที่มองเห็นได้ชัดในการกำหนดสิ่งที่กำลังฟังและสิ่งที่ผู้พูดกำลังพยายามสื่อจะ
แสดงออกทางการพูด
Vandergrift (2016 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) กล่าวไว้ว่า การฟังเป็น
กระบวนการทำงานของจิตใจ ผู้ฟังที่ไม่เข้าใจจะทำให้ยากแก่การอธิบาย ผู้ฟังต้องแยกแยะเสียง ทำความ
เข้าใจค้าศัพท์และโครงสร้างทางไวยากรณ์ แปลความการเน้นเสียงและเสียงสูงต่ำ ซึ่งการแปลความหมาย
นั้นต้องทำภายใต้บริบททางสังคมวัฒนธรรมอย่างทันทีทันใด นั่นคือ การฟังเป็นกระบวนการแปล
ความหมายท่ีซับซอ้ นและไมห่ ยดุ นิง่ ท่ผี ู้ฟังทำการจบั คู่สิง่ ทีไ่ ด้ยินกบั สง่ิ ที่รู้อยแู่ ล้ว
จไุ รรตั น์ ลกั ษณะศริ ิ และบาหยัน อิม่ สำราญ (2550, น. 79 อ้างถงึ ใน ฤทยั รัตน์ ศรีพวงมาลัย,
2561) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการฟังไว้ว่า การฟังต่างกับการได้ยิน เพราะการได้ยินเป็นเพียงการรับรู้คล่ืน
เสียงที่กระทบโสตประสาท แต่การฟัง หมายถึงการรับรู้คลื่นเสียงแล้วแปลความหมายของเสียงที่ได้ยิน
ด้วยการฟงั จงึ สมั พนั ธ์กบั กระบวนการคิด เพราะการจะฟงั ให้เข้าใจไดน้ ัน้ ผฟู้ ังต้องฟงั แลว้ คิดตามไปดว้ ย
16
ฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ (2543, น. 32 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้ให้ความหมาย
ของการฟังวา่ การฟงั น้ันต่างกับการได้ยิน ซง่ึ เปน็ การรบั รู้อยา่ งหนง่ึ ของร่างกาย โดยอาศัยโสตประสาทเป็น
เครื่องรับรู้ แต่การฟังเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างตั้งใจของระบบประสาท ซึ่งจะต้อง
ประกอบดว้ ย การไดย้ นิ การรบั ร้หู รือสญั ชาตญาณ การจำได้ และความเขา้ ใจ หมายความว่าในการฟังน้ัน
ต้องมกี ารรบั สารและตีความหมายของสารที่ได้ยินนั้นด้วย การฟงั จึงนบั ว่า เปน็ ศิลปะอย่างหนง่ึ ท่ีผู้ฟังต้องใช้
ทกั ษะ ไหวพริบ และความคิดเป็นสำคญั
ชายุดา จนั ทะปดิ ตา (2555, น. 19 อา้ งถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลยั , 2561) ได้ใหค้ วามหมาย
ของการฟังไว้ว่า การฟังหมายถึง กระบวนการรับรู้ที่เกิดจากการได้ทำ และตีความหมายโดยผ่าน
กระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ทำต้องมีความสนใจและพิจารณาคัดสรรสาระที่ได้ฟัง เพื่อให้เกิด
ความเขา้ ใจตรงตามสถานการณ์ และวตั ถุประสงค์นน้ั ๆ
กระทรวงวัฒนธรรม (2556 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้ให้ค้าจำกัดความ
การฟังว่า การฟัง หมายถึงการรับสาร หรือเสียงที่ได้ยินทางหู การฟังอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีมารยาทและ
รู้จักพินิจพิเคราะห์เนื้อหาของสาร ที่รับว่ามีข้อเท็จจริง อย่างไร รู้จักจับใจความสำคัญ ใจความย่อย ส่ิง
เหลา่ นจ้ี ะชว่ ยให้ผ้รู บั สารได้ประโยชน์ จากการฟงั อย่างเต็มที่
เตือนใจ อัฐวงศ์ (2557 อ้างถึงใน ฤทยั รัตน์ ศรพี วงมาลยั , 2561) ได้ให้ความหมายของการฟัง
ว่า การฟัง หมายถึงการรับรู้ เรื่องราวต่าง ๆ จากแหล่งของเสียง ซึ่งอาจจะรับรู้ผ่านผู้พูดโดยตรงหรือรับรู้
ผ่านอุปกรณ์บันทึกเสียง ต่าง ๆ โดยแหล่งเสียงจะส่งผ่านประสาทสัมผัสทางหูเข้ามา แล้วผู้ฟังเกิดการรับรู้
ความหมายของเสียง ที่ได้ยิน จากนั้นนำความหมายที่ได้รับรู้ไปพิจารณาทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของ
ผู้พดู ประเมินคา่ สารท่ีได้ฟงั และสามารถนำสารทีไ่ ด้จากการฟงั ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชนใ์ นชีวิตประจำวัน
ของตนได้
ปิยนุช เพ็งลี (2557, น. 23 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) กล่าวสรุปไว้ว่า การฟัง
เป็นการรับหรือนำเข้ามาซึ่งข้อมูล และผ่านกระบวนการประมวลสิ่งที่ได้ยิน โดยนำมาตีความ ประมวล
ความหมาย โดยอาศัยความร้ดู ้านสำเนียงการออกเสียงไวยากรณ์ คำฟศพั ท์และการจบั ใจความ
ณัฐวดี ธรรมเดชะ (2559 อ้างถงึ ใน ฤทัยรตั น์ ศรีพวงมาลัย, 2561) กลา่ วสรุปไวว้ ่า การฟังนั้น
หมายถงึ กระบวนการในการรบั สารและผ้ฟู ังสามารถเข้าใจเรื่องทไี่ ด้ฟังวา่ ผู้พูดน้นั พดู เก่ยี วกบั เรื่องอะไรและ
สามารถตีความเรื่องที่ได้ ฟังได้ ซึ่งการตีความในเรื่องที่ได้ฟังนั้นต้องใช้ประสบการณ์ ความรู้เดิม ตลอดจน
ความสามารถทางภาษาน้ัน ๆ
ร่งุ พนอ รักอยู่ (2559, น. 10 อ้างถึงใน ฤทยั รตั น์ ศรพี วงมาลยั , 2561) กล่าวไวว้ า่ การฟังเป็น
กระบวนการรับข้อมลู และแปล ความหมายข้อมูลของผู้ฟังท่ีซบั ซ้อนและไมห่ ยุดน่ิง ผูฟ้ ังใช้ความรู้ทางภาษา
ความรเู้ ดมิ และประสบการณ์ที่มีอยู่ทำความเข้าใจข้อมลู ข่าวสาร ที่ผู้พดู ส่งสารมา และหากผู้ฟังไม่มีความรู้
ในภาษาทฟี่ งั หรือมคี วามรใู้ นภาษาน้นั นอ้ ยกอ็ าจสง่ ผลให้ไม่สามารถเข้าใจส่ิงทีผ่ ้พู ดู ส่ือออกมาด้วยการฟงั ได้
17
จากแนวคิดและทฤษฎีการฟังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น สรุปได้ว่า การฟัง คือการได้ยินเรื่องราว
ต่าง ๆ หรือ รับสารผ่านทางหู จากผู้พูดโดยตรงหรือผ่านทางสื่ออุปกรณ์ทางเสียงต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัย
กระบวนการคิด ตีความ วิเคราะห์ความหมายจากการได้ฟังให้เข้าใจเพื่อจับใจความสำคัญของสารและ
สามารถน้าสารท่ไี ดฟ้ ังไปปฏบิ ตั ติ ามจุดมงุ่ หมายของการฟงั ได้ถูกต้อง
ความสำคญั ของการฟัง
การฟังเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญมากตอ่ ชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นทักษะที่เรียนรู้
ยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผอู้ น่ื และอยรู่ ว่ มกับผู้อืน่ ในสงั คมได้
Harmer (2007 อา้ งถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรพี วงมาลยั , 2561) กล่าวถงึ ประโยชน์ของการฟัง
ว่า การฟังช่วยพัฒนาการออกเสียง ยิ่งฟังมากและเข้าใจภาษาจากการพูดมากเท่าไร การฟังก็จะช่วย
พัฒนา สำเนียง การเน้นคำที่เชื่อม ประโยคหรือคำเข้าด้วยกัน ทักษะการสื่อสารที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับ
การพูดอย่างเดยี วแตข่ ึน้ อยู่กับประสิทธภิ าพของการฟังท่ดี ีดว้ ย
Wilson (2008 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) มนุษย์ฟังเพื่อกระตุ้นจินตนาการ
และได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า ให้แก่ชีวิต สามารถตีค่า ประเมินค่า วิพากษ์ วิจารณ์ และเข้าใจ
ความรู้สึกของผู้อื่น เพราะได้รับการเรียนรู้จากการฟังและในขณะเดียวกัน ได้รับฟังจากการเรียนรู้
เช่นกัน
Nation (2009 อา้ งถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรพี วงมาลยั , 2561) กล่าวถึง ความสำคัญของ
การฟังว่า การฟังเปน็ ทักษะท่ีสำคัญของการ เรียนภาษา ผู้เรยี นจะได้รับขอ้ มลู ความรทู้ ่ีจำเป็นต่อการ
เรยี นภาษา เมอื่ ผเู้ รยี นไดร้ ับข้อมลู จากการฟัง แลว้ ผ้เู รยี นสามารถเร่มิ ต้นทกั ษะการพูดได้
รงุ่ พนอ รักอยู่ (2559, น. 11 อ้างถึงใน ฤทยั รัตน์ ศรพี วงมาลัย, 2561) กล่าวไวว้ า่ การฟงั
มคี วามสำคัญอยา่ งย่ิง เปน็ ทกั ษะที่ เกิดข้ึนก่อนทักษะการพูด หากไมม่ ีทักษะการฟงั เราจะไม่สามารถ
พัฒนาทกั ษะการพูดได้ การสนทนา จะประสบผลและครบกระบวนการส่ือสารได้นั้น ผู้ฟังตอ้ งเขา้ ใจสง่ิ
ทผ่ี พู้ ูดออกมา เมื่อสะสมตวั ป้อน ทางภาษามากพอและพร้อมทีจ่ ะพูดการพูดจึงเกดิ ขนึ้
จากทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความสำคัญของการฟังที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้
ว่า ความสำคญั ของการฟัง คอื การฟังชว่ ยพัฒนาทักษะการเรียนภาษาหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการ
ออก เสียง การจะเป็นผู้พูดที่ดีควรจะเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย การเป็นผู้ฟังที่ดีจะได้รับความเคารพและ
ยอมรับจาก ผู้อน่ื ไดร้ ับฟังเรือ่ งท่ไี มเ่ คยรู้มากอ่ นและเขา้ ใจความรู้สกึ ของผู้อ่ืนจากประสบการณท์ ่ีได้รับ
จากการฟัง การรับฟังเรื่องที่มีประโยชน์ นอกจากจะได้รับความบันเทิงและข้อคิดต่าง ๆ แล้ว
สามารถนา้ เร่ืองทฟ่ี ัง มาปรับใช้ใหเ้ ป็นประโยชน์ตอ่ ชีวติ ประจำวนั ของตนเองดว้ ย
ประเภทของการฟัง
การฟังในชีวิตประจำวัน สามารถแบ่งออกได้หลายประเภทตามความเหมาะสมของ
สถานการณ์การฟังต่าง ๆ ซึ่งได้มีนักการศึกษาแบ่งประเภทของการฟังไว้หลายคน ดังนี้ Ross and
Ross (1990 อ้ างถึงใน ฤทยั รตั น์ ศรีพวงมาลยั , 2561) แบง่ ประเภทของการฟังไว้ 3 ประเภท คือ
18
1. การฟงั เพื่อความเขา้ ใจ (Listening for comprehension)
2. การฟังเพอ่ื การวิเคราะห์ (Listening for analysis)
3. การฟังเพื่อความเพลิดเพลินและซาบซึ้ง (Listening for appreciation) Rost (1991,
p. 182 อา้ งถึงใน ฤทยั รตั น์ ศรีพวงมาลยั , 2561) แบ่งประเภทของการฟงั ไว้ 6 ประเภท คือ
1. การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ (Intensive Listening)
2. การฟงั แบบเลือกฟัง (Selective Listening)
3. การฟังอย่างมีปฏสิ ัมพันธ์ (Interactive Listening)
4. การฟงั อย่างกวา้ งขวาง (Extensive Listening)
5. การฟงั แบบโตต้ อบ (Responsive Listening)
6. การฟังอยา่ งมีอิสระ (Autonomous Listening)
Derrington and Groom (2004 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้แบ่งประเภท
ของการฟงั ไว้ 5 ประเภท ดงั นี้
1. การฟังเพอื่ ใหเ้ กดิ ความรู้ (Informative Listening)
2. การฟังเพ่ือความเพลดิ เพลินและซาบซ้งึ ( Appreciative Listening)
3. การฟังแบบวิเคราะห์ (Critical Listening)
4. การฟงั เพ่อื จำแนกความแตกต่าง (Discriminative Listening)
5. การฟงั อยา่ งเขา้ ใจและเห็นใจผู้อน่ื (Empathic Listening)
Harmer (2007, p. 134 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) แบ่งประเภทของการฟัง
ไว้ 2 ประเภท คือ
1. การฟงั อยา่ งมีประสิทธภิ าพ (Intensive listening) ซ่ึงเป็นกระบวนการฟังที่ผ้สู อน กำหนด
เร่ืองใหผ้ เู้ รยี นฟังในห้องเรยี นหรือหอ้ งปฏบิ ตั ิการทางภาษา ซ่ึงระหว่างกิจกรรมการฟังผ้สู อนจะ คอยดูแลให้
ความช่วยเหลอื ผูเ้ รยี น
2. การฟังอย่างกว้างขวาง (Extensive listening) เป็นกระบวนการฟังที่ผู้เรียนฟังนอก
หอ้ งเรียนเพื่อความเพลนิ เพลิดใจหรือด้วยเหตุผลอื่น ๆ โดยใช้สอ่ื ท่ีเป็นเครือ่ งเลน่ MP3 ดีวดี ี ซดี ี วดิ ีโอ หรอื
ฟังทางอินเตอร์เน็ต โดยผู้เรียนจะเกิดความสนใจและเพลินเพลิดใจในการฟังด้วยตนเองมากกว่า เวลาที่มี
ผสู้ อนคอยชว่ ยเหลอื
Wilson (2008 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้แบ่งประเภทของการฟังไว้ 4
ประเภท คือ
1. การฟงั เพือ่ จับใจความหลกั ของเรอื่ งที่ฟัง (Listening for gist)
2. การฟงั เฉพาะเรอื่ งท่สี นใจ (Listening for specific information)
3. การฟงั เพื่อระบุรายละเอยี ด (Listening in detail)
4. การฟงั เพอ่ื ตีความ (Inferential listening)
19
Nation (2009, p. 40 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561 ) แบ่งประเภทการฟังไว้ 2
ประเภท คือ การฟังเพื่อการสื่อสารเน้น การให้ข้อมูลต่าง ๆ (Transactional listening) และการฟังเพื่อ
การส่ือสารท่เี น้นตวั บคุ คลมากกวา่ การให้ขอ้ มูล (Interactional listening)
จากทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับประเภทของการฟังจากนักการศึกษาหลายท่าน สรุปได้
ว่า ประเภทของการฟังแบ่งออกได้หลายประเภท ตามท่ีนกั การศึกษา Rost (1991 อา้ งถึงใน ฤทยั รัตน์ ศรี
พวงมาลัย, 2561) และ Harmer (2007 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้แบ่งประเภทของการ
ฟังสอดคล้องกัน คือ การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ (Intensive Listening) และ การฟังอย่างกว้างขวาง
(Extensive listening) เช่นเดียวกับ Ross (1990 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) และ
Derrington and Groom (2004 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ต่างก็แบ่งประเภทของการฟัง
เหมือนกัน คือ การฟังเพื่อความเพลิดเพลินและซาบซึ้ง (Appreciative Listening) และนอกจากนี้การฟัง
ยงั แบง่ ออกเป็นการฟังระหว่างบุคคล ฟงั ภายใน กล่มุ ฟงั ในทส่ี าธารณะ ฟังจากสือ่ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ฟัง
เพื่อจับใจความหลักของเรื่องที่ฟัง ฟังเฉพาะเรื่องที่สนใจ ฟังเพื่อระบุรายละเอียด และฟังเพื่อตีความ ซ่ึง
ประเภทของการฟังที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นการฟังที่ใช้ในห้องเรียนและสามารถนำไปปรับใช้ให้เป็น
ประโยชน์ในชวี ติ ประจำวนั ได้มากทส่ี ดุ
ลำดับขน้ั ของการฟัง
การฟังเป็นทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด เพราะเป็นทักษะที่สำคัญในการพัฒนาการ
ส่อื สาร ข้นั ตอนในการรับสารหรือการรับฟังถือเป็นกระบวนการท่ีจำเปน็ และมีประโยชนเ์ พื่อช่วยให้ การฟัง
มีประสิทธภิ าพ นกั การศึกษาได้เสนอแนวคดิ สำหรับลำดบั ขั้นตอนของการฟังไว้ ดงั นี้
Mackey (1974, p. 261-262 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้จำแนกพฤติกรรม
การฟงั ไว้ 2 ระดบั คอื (1) ระดับการระลกึ ได้(Recognition level) ผฟู้ งั สามารถแยกแยะเสียงท่ไี ดย้ นิ เสยี ง
เน้นหนักในค้า (Stress) และระดับเสียงสูงต่ำในประโยค (Intonation) (2) ระดับความเข้าใจ
(Comprehension level) ผู้ฟังต้อง มีทักษะสูงพอท่ีจะสื่อความหมายได้ทันทีและสามารถเข้าใจ
ความหมายของทกุ ส่วนในข้อความหนึ่ง ๆ
Barker (1982 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้กล่าวถึงลำดับขั้นของการฟังไว้วา่
ขั้นตอนแรกคือ การได้ยิน การรับ สารผ่านโสตประสาททางหู เราได้ยินเพื่อรับฟังในขณะที่บางครั้งเราอาจ
ไม่ตั้งใจที่จะฟังหรือรับสารนั้น การฟังที่เกิดประโยชน์เราต้องฟังสิ่งที่เราต้องการฟังจริง ๆ การได้ยินหรือ
การรับสารนั้นอาจไม่เพียง พอที่จะทำให้การฟังมปี ระสิทธภิ าพ เราต้องวิเคราะหค์ วามหมายของส่ิงที่เราได้
ฟังด้วย และขั้นตอน สุดท้ายของกระบวนการฟัง เราต้องจดจำสิ่งที่ได้ฟังซึ่งเป็นขั้นตอนท่ีสำคัญในการ
สื่อสารเพราะเป็น ขั้นตอนที่บ่งบอกว่าเราไม่เพียงแค่ได้ยินอย่างเดียวแต่เรารับฟังและเข้าใจถึงสิ่งที่ได้ฟัง
อยา่ งเขา้ ใจถอ่ งแท้ด้วย
วรวรรณ เปลี่ยนบุญเลิศ (2548, น. 73 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้
จำแนกลำดับขนั้ ของการฟังออกเป็น 5 ระดับ ไดแ้ ก่
20
1. การรับรู้ (Perception) ผู้ฟังสังเกตความแตกต่างของภาษาเกี่ยวกับ เสียง คำ การเน้น
และระดบั เสยี งขึน้ ลงของข้อความ
2. การระลึก (Recognition) ผฟู้ ังเข้าใจความหมายของข้อความของขอ้ ความส้นั ๆ ทไี่ ด้ยิน
3. การรับข้อมูล (Reception) ผู้ฟังเข้าใจสัญลักษณ์ทางไวยากรณ์ คำศัพท์ ประโยค และ
บทความสน้ั ๆ
4. ความเขา้ ใจ (Comprehension) ผฟู้ ังสามารถเข้าใจคำอธบิ าย คำสอน ร้จู ักจบั ความของ
ขอ้ ความที่ได้ยนิ แม้จะมีคำที่ไม่รูค้ วามหมายแทรกอยู่ และสามารถฟังข้อความทพ่ี ดู อยา่ งรวดเรว็ ได้
5. การวิเคราะห์ (Analysis) ผู้ฟังเข้าใจและแยกประเภทของข้อความที่ฟังได้ว่าเป็น ภาษา
มาตรฐานหรอื ไม่ ตลอดจนเข้าใจอารมณ์ ความร้สู ึก และความม่งุ หมายของผู้พูด จากน้ำเสียง และถ้อยคำที่
เน้น ผฟู้ ังสามารถประเมนิ ผลไดว้ า่ ภาษาทไี่ ด้รับฟังนนั้ เหมาะสมท่ีจะใชใ้ นการสื่อความคิด หรือไม่
อวยพร พานิช (2010, น. 32 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้กล่าวถึงลำดับข้ัน
ของการฟงั ไว้ ดงั น้ี การฟังเปน็ กระบวนการท่เี กิดขึน้ ต่อเนื่อง 5 ระดับ ไดแ้ ก่
1. การได้ยินเสียงที่มากระทบโสตประสาท (Hearing) เสียงพูดหรือเสียงใด ๆ จะผ่านหูไป
กระทบโสตประสาท ในขั้นนี้เรายังไม่เรียกว่า การฟัง (Listening) เพราะการฟังนั้นกิน ความไปถึงการรับรู้
และเกดิ ความเขา้ ใจตอ่ ไปดว้ ย
2. การมีสมาธติ ่อส่ิงทีเ่ ราได้ยิน (Concentration) เมอ่ื เสียงมากระทบโสตประสาท และเรา
พงุ่ ความสนใจท่ีจะฟัง เรากส็ ามารถรับรเู้ รอ่ื งราวหรอื สาระจากสง่ิ ทีเ่ ราได้ยนิ ท่เี กดิ จากเสียงนนั้ ได้
3. การเขา้ ใจส่ิงท่ีได้ยิน (Comprehension)
4. การตีความสงิ่ ที่ได้ยินตามความคิด ความรู้และประสบการณ์ของผฟู้ ัง (Interpretation)
5. การตอบสนองต่อสารท่ีไดย้ นิ (Reaction)
ชายุดา จันทะปิดตา (2555, น. 22 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561 ) กล่าวสรุป
ระดับของการฟังไว้ ดังนี้เริ่มตั้งแต่ การแยกแยะเสียงที่ได้ยิน เข้าใจความหมาย ตีความหมายและวิเคราะห์
ความหมาย โดยอาศยั ความรู้ และประสบการณ์ และสดุ ท้ายสามารถถ่ายทอดความรู้ทงั้ หลายทั้งมวลซึ่งกัน
และกันได้ ดังนั้นในการ สอนทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ครูผู้สอนควรคำนึงถึงระดับต่าง ๆ
ของการฟังสำหรับผู้เรียน การที่ผู้ฟังจะเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับฟัง ต้องมีความสามารถในการฟัง
ระดบั พื้นฐานกอ่ น โดยเฉพาะการฟงั แลว้ สามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้รับฟังเพื่อจะนำไปวิเคราะห์ในขั้น
ทสี่ งู ขึน้ ตอ่ ไป
จากแนวคิดขา้ งต้นจะเห็นได้ว่า กระบวนการฟงั ท่ีเกิดประโยชน์สูงสดุ และไดร้ บั คณุ ค่าจาก การ
ฟัง ตามแนวคิดของการลำดับขั้นการฟังของนักการศึกษามีความสอดคล้องกันว่า ขั้นตอนแรกของ การฟัง
คอื การได้ยินหรอื รบั สาร จากนัน้ ทำความเขา้ ใจตอบสนองในสิ่งที่ได้ฟัง วเิ คราะห์ ตคี วามสงิ่ ที่ ได้ฟังให้เข้าใจ
และประเมินว่าสิ่งที่ได้ฟังเชื่อถือได้ มีความเหมาะสม และเกิดประโยชน์ต่อตนเอง หรือไม่ และทำให้
กระบวนการฟังเกดิ ประโยชนแ์ ละได้รบั คณุ ค่า
21
2.3 การฟงั ภาษาอังกฤษเพ่ือความเขา้ ใจ
แนวคดิ เกย่ี วกบั การฟังภาษาองั กฤษเพือ่ ความเขา้ ใจ
นักวชิ าการและนักวจิ ัยหลายท่านได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการฟังเพ่ือความเขา้ ใจว่ามี บทบาท
และสำคัญสำหรับทักษะการฟังเพื่อความเข้าใจและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ Anderson and
Lynch (1988 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) การฟังเพื่อความเข้าใจไม่ใช่แค่การได้ยินเสียงจาก
ผู้พูดเท่านั้น ผู้ฟังสามารถรบั ฟังข้อมูลที่เป็นประโยชน์และหลากหลาย เมื่อฟังแล้วสามารถน้าสิง่ ท่ีไดย้ ิน มา
แปลความหมาย พยายามทำความเข้าใจจากสิ่งที่ผูพ้ ูดต้องการสื่อความหมาย Richards (1992 อ้างถึงใน
ฤทยั รตั น์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ไดก้ ลา่ วถึงแนวคดิ เกีย่ วกบั การฟงั เพื่อความเข้าใจวา่ การฟังเพื่อ ความเข้าใจ
เป็นกระบวนการที่ตอ้ งใช้ความเข้าใจเสียงในภาษาท่ีสอง จุดประสงค์ท่ีสำคัญในการเรียน การฟังเพื่อความ
เข้าใจในภาษาที่สอง คือการเรียนภาษาศาสตร์ โครงสร้างไวยากรณ์ทางภาษา และ นอกเหนือจากนั้นต้อง
ศึกษาเกี่ยวกับบริบทและสถานการณ์ของการฟังนั้นด้วย Burgess and Head (2005, p. 81 อ้างถึงใน
ฤทัยรตั น์ ศรีพวงมาลัย, 2561) กลา่ วถงึ ความสามารถทีร่ ับการทดสอบการฟงั แสดงใหเ้ หน็ ถึงความเข้าใจใน
การฟัง ประกอบด้วย
1. บอกและแสดงความเขา้ ใจเก่ยี วกับข้อมลู เฉพาะได้
2. ทำความเข้าใจรายละเอยี ดให้
3. ทำความเข้าใจเนื้อหาโดยรวมหรือใจความสำคัญ หรือสิง่ ที่ถูกกล่าวถึงได้
4. อนุมานถึงทัศนคติหรืออารมณข์ องผู้พดู ได้
5. ระบปุ ระเภทของสิ่งทฟี่ ังได้ เช่น ระบวุ า่ เป็นโฆษณาหรือเป็นข้อความเสยี งหรือ เป็นการ
ประชมุ อย่างเปน็ ทางการ เป็นต้น
6. บอกถึงหัวข้อเร่อื งของการสนทนาได้
7. ติดตามคบื หนา้ ของการถกเถียงหรือการเลา่ เรื่องใด ๆ ได้
8. จับคู่ระหว่างคำพดู กบั ข้อเขียนที่มีใหเ้ ลอื กได้
9. ปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำหรือคำชี้แจงได้
Hedge (2000 อ้างถงึ ใน ฤทยั รัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) การทผ่ี ้เู รยี นเคยมปี ระสบการณ์ด้าน
การฟังมาก่อน จะทำให้ผู้เรียน สามารถทำนายถึงสิง่ ที่จะเกิดข้ึนหลังจากการได้ยิน ซึ่งจะช่วยพัฒนาผ้เู รียน
ด้านทักษะการฟังเพื่อความ เข้าใจ การฟังในสถานการณ์ต่าง ๆ ตอ้ งการให้ผู้ทร่ี ับฟังตอบสนองซ่ึงรวมไปถึง
การแปลความหมายและ วิเคราะหจ์ ดุ ประสงคข์ องผูพ้ ูดดว้ ย
Kennedy and Trofimovich (2008 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ผู้ฟังที่เคยมี
ประสบการณ์การเรียนภาษาที่สองแลว้ จะเข้าใจการออกเสยี งภาษาท่สี องจากผู้พูดมากกวา่ คนท่ีไมเ่ คยเรียน
ภาษาที่สองมาก่อน การทำความเข้าใจความหมายจากการออกเสียงภาษาที่สองขึ้นอยู่กับประสบการณ์
ของผฟู้ ัง และตอ้ ง ฟงั ด้วยความตัง้ ใจ
22
สถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2558 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรี
พวงมาลัย, 2561) ได้ให้คำจำกัดความ แนวคิดเกี่ยวกับการฟังว่า การฟังในชีวิตประจำวันเกิดขึ้นได้ใน 2
กรณี คือ
1. การฟงั ท่ไี ด้ยนิ โดยมไิ ดต้ ัง้ ใจในสถานการณ์รอบ ๆ ตวั ทว่ั ไป (Casual Listening)
2. การฟังอย่างตง้ั ใจท่มี จี ดุ มุ่งหมาย (Focused Listening)
ซึ่งเป็นการรับรู้และทำความเข้าใจใน “สาร” ที่ผู้อื่นสื่อความมาสู่เรา ทักษะภาษาอังกฤษเปน็
สิ่งสำคัญที่ต้องฝึกฝนให้ผู้เรยี น เกิดความชำนาญและมีความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจในสารที่ได้รับฟัง
ครูผู้สอนควรมีความรู้และ เทคนิคในการสอนทักษะการฟังเพื่อจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนให้ประสบ
ผลสำเร็จ จากแนวคิดของนักการศึกษาที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่าแนวคิดในการฟังเพื่อความ เข้าใจ
เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ด้านการฟังของผู้ฟัง และประสบการณ์ในการเรียนภาษาที่สองที่จะ ช่วยพัฒนา
ทักษะการฟังเพื่อความเข้าใจ การฟังเพื่อความเข้าใจไม่ใช่แค่การได้ยินแต่ต้องฟังเพื่อนำสิ่ง ที่ได้ยินมาทำ
ความเข้าใจ ฟงั ดว้ ยความตั้งใจ และสามารถตอบสนองสารหรือส่งิ ทีผ่ อู้ ืน่ สอ่ื ความมาสู่เราได้ถูกต้อง
กระบวนการในการฟงั ภาษาอังกฤษเพ่ือความเข้าใจ
กระบวนการฟังเพื่อความเข้าใจถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสื่อสาร เรา จึงจำเป็นต้อง
ศึกษาขั้นตอนกระบวนการในการฟังให้เข้าใจ ดังที่นักการศึกษาหลายท่านได้เสนอ กระบวนการในการฟัง
เพือ่ ความเขา้ ใจไว้ ดงั นี้
Underwood (1989 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) เสนอกระบวนการฟังเพื่อ
ความเข้าใจออกเปน็ 3 ข้นั ตอน ได้แก่
1. การหยั่งรู้ (perceptual) เป็นกระบวนการทีเ่ สียงไปยังความจำเสียงก้อง หูซึ่งเป็นส่วนท่ี
รบั ร้กู ารได้ยนิ
2. กระบวนการในการตรวจสอบโครงสรา้ งของประโยค (Parsing) เป็นกระบวนการที่ข้อมูล
อยใู่ นความจำชว่ งระยะเวลาสัน้ ๆ แล้วกลนั่ กรองขอ้ มลู ให้อยู่ในความจำระยะยาว 3. กระบวนการใช้ให้เป็น
ประโยชน์ (Utilization) กระบวนการนี้ผู้ฟังได้สร้างข้อมูลหรือความหมายจากการได้ยินและสามารถเก็บ
ขอ้ มูลน้ใี นความจำระยะยาวเพือ่ นำไปใช้ ประโยชน์ต่อไป
Brownell (1996 อา้ งถงึ ใน ฤทยั รัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้นยิ ามกระบวนการฟังเพือ่ ความ
เข้าใจออกเป็น 6 ขน้ั ตอน ประกอบด้วย
1. การไดย้ นิ (hearing) กระบวนการน้ผี ู้ฟังตง้ั ใจฟังสารจากผ้พู ดู แยะแยกเสียงทีไ่ ด้ยิน
2. ความเข้าใจ (understanding) เป็นขนั้ ตอนท่ีผฟู้ งั ตีความสารท่ไี ดร้ ับ
3. การจำ (remembering) ขัน้ ตอนน้ผี ฟู้ ังจดจำและนกึ ถึงข้อมูลหรือสารที่ได้รับ
4. การแปลความ (interpreting) กระบวนการนี้ผู้ฟังไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญของข้อมูลที่
ไดฟ้ ังจากผพู้ ูด ผู้ฟังควรจะแปลความหมายให้ผูอ้ ืน่ เขา้ ใจด้วย
5. การประเมนิ ผล (evaluating) ขั้นตอนนผ้ี ู้ฟงั วิเคราะห์ความหมายท่เี หมาะสมให้แก่ผู้พดู
23
Rost (2002 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้ให้คำนิยามกระบวนการฟังเพื่อ
ความเขา้ ใจไว้ 4 ขน้ั ตอน คือ
1. การฟงั เป็นกระบวนการรบั สารจากผพู้ ดู (Receptive orientation)
2. การสรา้ งและนา้ เสนอความหมาย (Constructive orientation)
3. การสอ่ื ความหมายให้เข้าใจตรงกันกับผู้พดู และการโต้ตอบ (Collaborative
orientation)
4. ความหมายของการฟังเกี่ยวข้องกับจินตนาการ และความรู้สึก (Transformative
orientation)
Wilson (2008 อา้ งถึงใน ฤทยั รัตน์ ศรพี วงมาลัย, 2561) ได้เสนอแนวคดิ กระบวนการฟังเพ่ือ
ความเข้าใจว่า การฟังขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ ปัจจัยในการฟัง และเหตุผลในการสนทนาซึ่งแบ่งได้เ ป็น 2
ประเภท คอื
1. การสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น ผู้พูดต้องการขอบางสิ่งบางอย่างจากผู้ฟัง
(Transactional)
2. การสนทนาเพื่อการสือ่ สารระหว่างกัน (Interactional)
จะเหน็ ไดว้ ่านกั การศึกษาตา่ งก็ได้เสนอกระบวนการในการฟังเพอื่ ความเข้าใจ สอดคล้องกันว่า
กระบวนการแรก คือ ผู้ฟังรับสารจากผู้พูด จากนั้นแยกแยะเสียงที่เกิดขึ้น จดจำ ข้อมูลที่ได้รับ แปลความ
และนำข้อมูลหรือสารที่ได้รับมาตีความ วิเคราะห์ ประเมินค่า จากนั้น นำข้อมูลท่ีผ่านกระบวนการฟังเพ่ือ
ความเข้าใจแลว้ สง่ กลบั ไปยงั ผู้พูด สอ่ื ความหมายให้เขา้ ใจ ชดั เจน ถูกตอ้ งและเหมาะสม
แนวทางในการสอนการฟงั ภาษาองั กฤษเพ่อื ความเขา้ ใจ
การสอนทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจถือว่าเป็นทักษะท่ี จำเป็นและสำคัญต่อ
การจัดกิจกรรรมการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ดังนน้ั นกั ทฤษฎีการศึกษาได้ เสนอแนวทาง
ในการสอนการฟงั เพ่ือความเขา้ ใจไว้ ดงั นี้
Young (1997 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้เสนอแนวทางในการสอนการฟัง
เพือ่ ความเขา้ ใจออกเปน็ 5 ขั้นตอน คือ
1. การสรุปความจากบรบิ ท ผูเ้ รยี นเดาความหมายหรือหวั ข้อจากบรบิ ท
2. ระหว่างขั้นตอนการฟังผู้เรียนสามารถกระตุ้นความรู้ภูมิหลังของตนเองจากเนื้อหาของ
บริบท
3. จากน้นั ผู้เรียนใชก้ ารสรุปความเพ่อื สง่ เสรมิ การแปลความหมายของข้อความ
4. ขั้นตอนการรู้คิดของการควบคุมตนเองหรือการประเมินตนเองใช้ในการควบคุมความ
เขา้ ใจของผู้เรียนและประเมินขั้นตอนทีผ่ ้เู รียนใช้
5. ผลตอบรับต้องสมั พนั ธ์กับขอ้ ความ
24
Rost (1991 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้แบ่งขั้นตอนในการสอนการฟังเพื่อ
ความเข้าใจออกเปน็ 6 ประเภท ไดแ้ ก่
1. การทำนายข้อมลู หรือความคิดก่อนการฟงั
2. การวางแผนสรุปความของข้อมูลที่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับข้อมูลทีไม่สมบูรณ์ และข้อมูลที่ไม่
พอเพียง
3. ตดิ ตามผลการฟังในระหวา่ งการฟงั ของแตล่ ะคน
4. ตดิ ตามคำถามที่ถกู ต้องเกีย่ วกับขอ้ มูลที่จำเป็นสำหรับการแปลความหมาย
5. เตรยี มข้อมลู ทต่ี รงประเดน็ หรือข้อคดิ ท่จี ะน้าเสนอ
6. ประเมนิ ผล ตรวจสอบความเข้าใจและปญั หาที่เกดิ ข้ึนและไดร้ ับการแก้ไข
Richards (1992 อา้ งถงึ ใน ฤทยั รตั น์ ศรพี วงมาลัย, 2561) ได้เสนอข้ันตอนในการสอนการฟัง
เพื่อความเข้าใจไว้ 2 ขน้ั ตอน ได้แก่
1. ขั้นตอนการสอนจากล่างสู่บน (Bottom-up processing) เป็นขั้นตอนที่ผู้ฟังใช้ทักษะ
การฟังเพื่อเข้าใจข้อความที่ได้ฟัง ผู้ฟังใช้ความรู้ภูมิหลังเกี่ยวกับคำศัพท์และรูปแบบ โครงสร้างไวยากรณ์
สำหรับตีความหมายทางภาษาศาสตร์ผู้ฟังจะเน้นไปที่ความหมายของคำหรือ รูปแบบโครงสร้างไวยากรณ์
เพ่ือทำความเขา้ ใจเนื้อหาทไ่ี ด้ฟังเทา่ นน้ั
2. ข้ันตอนการสอนจากบนสลู่ า่ ง (Top-down processing) ข้ันตอนนผ้ี ู้ฟงั ต้องใชค้ วามรู้ภูมิ
หลังในการทำความเข้าใจความหมายจากบริบท ความรู้ภูมิหลังที่จำเป็น คือ เนื้อหา การใช้ถ้อยคำในการ
สื่อสาร และคู่สนทนา ผู้ฟังต้องทำความเข้าใจเนื้อหาโดยรวมจากบริบทแทนที่จะ หาความหมายของคำ
อยา่ งเดยี ว
สุมิตรา อังวัฒนกุล (2535 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้เสนอแนะแนวทางใน
การสอนทักษะการฟงั ไว้ดงั นี้
ขั้นที่ 1 คือการแจ้งให้ผู้เรียนได้ทราบจุดมุ่งหมายของการฝึกทักษะการฟัง และการกระตุ้นให้
ผู้เรียนเกดิ ความสนใจ ผสู้ อนจะต้องแจ้งใหผ้ ู้เรยี นได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายเฉพาะหรือ งานท่ีได้ทำหลังจากฟัง
แล้ว เช่น เมอื่ ฟงั จบแล้วผเู้ รยี นจะต้องตอบคำถามหรือทำแผนภมู เิ กี่ยวกบั เรอื่ ง ท่ีได้ฟัง
ขั้นที่ 2 ให้ผู้เรียนได้ฟังข้อความหรือเรื่องราวที่ได้เตรียมไว้ เรื่องที่นักเรียนได้ฟังนั้นควรเป็น
อตั ราการพดู ปกติ และความถี่ในการฟงั น้นั ก็ขึน้ อยูก่ ับความยากง่ายของเนอื้ หา แตค่ วรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ไดฟ้ งั ซ้า ๆ
ข้นั ท่ี 3 ให้ผู้เรยี นลงมือทำกจิ กรรมหลงั การฟงั
ขั้นที่ 4 ครูผู้สอนเฉลยคำตอบและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง พร้อม
ทั้งกล่าวชมเชยงานของนักเรยี น
จากแนวทางการสอนการฟังเพ่ือความเข้าใจของนักการศึกษาที่กล่าวมา สรปุ ได้ว่า ขั้นตอนท่ี
สำคัญ คือการฟังขึ้นอยู่ประสบการณ์ภูมิหลังของผู้เรียนและจากบริบทที่ผู้เรียนฟัง จากนั้น ผู้เรียนแปล
25
ความหมาย สรุปความ วิเคราะห์ความเข้าใจในเรื่องที่ฟัง และผู้สอนคอยติดตาม ช่วยเหลือ ประเมินผล
ผู้เรียนระหว่างการฟัง และสรปุ ความเข้าใจของผู้เรียนหลังจากเสรจ็ สน้ิ กิจกรรมการฟัง
การวัดและประเมนิ ผลการฟังภาษาองั กฤษเพ่ือความเขา้ ใจ
การวดั และการประเมินผลทักษะการฟัง ถอื ว่าเป็นขน้ั ตอนท่ีสำคัญสำหรบั การวัดความ เข้าใจ
กระบวนการฟังเพื่อความเข้าใจของผู้เรียน เป็นเครื่องมือที่จะช่วยครูผู้สอนประเมินกระบวนการ เรียนการ
สอนและพัฒนาเทคนิควิธีการสอนในชั้นเรียนของตนเอง และเพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ตัดสิน ความรู้
ความสามารถของผเู้ รียนเพ่ือปรับปรงุ และพัฒนาความสามารถทกั ษะการฟงั ของผเู้ รยี นต่อไป
มนี ักการศกึ ษาเสนอแนวคดิ ในการวดั ผลและประเมินผลทักษะการฟงั ไว้หลายข้นั ตอน ดังนี้
Hubbard (1983, p. 263-265 อ้างถงึ ใน ฤทยั รัตน์ ศรพี วงมาลัย, 2561) จำแนกการทดสอบ
การฟงั ภาษาอังกฤษเปน็ 2 ชนดิ ได้แก่
1. การทดสอบการฟังที่แท้จริง (pure listening test) เป็นการทดสอบการฟังและการ
จำแนกเสยี งของคำทไี่ ด้ยนิ เชน่
1.1 การทดสอบการจำแนกเสียงโดยใชก้ ารเทยี บเสยี ง
1.2 การทดสอบจำแนกเสยี งโดยวัดการฟงั เสยี งเนน้ หนัก (stress) ในคำและประโยค
1.3 การทดสอบการฟังระดบั เสียงสูงต่้าในประโยค
2. การทดสอบความเข้าใจในการฟัง (listening comprehension test) เปน็ การทดสอบ
การฟงั ในสง่ิ ที่เข้าใจ เชน่ ฟังแลว้ ตอบคำถาม เปน็ ตน้
Madsen (1983, p. 127-143 อา้ งถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรพี วงมาลยั , 2561) ได้เสนอแนวคิด
เก่ียวกบั รูปแบบของการทดสอบการฟงั ไว้ อยา่ งน่าสนใจดงั นี้
1. แบบทดสอบท่ีมีการตอบสนองท่ีจำกัด (limited response) ข้อทดสอบประเภทน้ี
เหมาะสมกับผู้เรยี นระดบั เริ่มตน้ ซึ่งประกอบด้วย
1.1 การจำแนกเสียง (native-language response) การให้นกั เรยี นฟงั แถบบันทกึ เสียง
ของเจำของภาษาและภาษาอ่นื ๆ แล้วใหน้ ักเรยี นบอกความแตกต่าง ลกั ษณะข้อ ทดสอบเปน็ แบบการเลือก
คำตอบแบบถกู -ผิด (true/false) และ ใชห่ รอื ไม่ใช่ (yes/no)
1.2 การใช้รูปภาพ (picture cues) การให้ผู้เรียนฟังข้อความบทสนทนาหรือเนื้อเรื่อง
แล้วให้นักเรียนเลือกรูปภาพที่เหมาะสม นอกจากนี้ให้นักเรียนดูรูปภาพขณะฟัง ข้อความแล้วบอกว่าสิ่งท่ี
ปรากฏอยูใ่ นภาพน้นั ถูกหรือผดิ
1.3 การใช้กิจกรรมเพื่อตอบสนองการปฏิบัติ (task response) การปฏิบัติตามคำส่ัง
การวาดภาพระบายสจี ากข้อความที่ได้ฟงั การเขยี นเส้นทางในแผนที่ การเดินทาง และการจับคูภ่ าพ
2. การใช้คำถามแบบเลือกตอบ (multiple-choice appropriate response) เป็นข้อสอบ
เพื่อวัดความเข้าใจ เช่น ให้นักเรียนสรุปประเด็นสำคัญโดยการทำข้อสอบแบบเลือกตอบ Weir (1990, p.
26
10-14 อา้ งถึงใน ฤทยั รัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ไดก้ ลา่ วถึงข้อควรคำนึงในการทดสอบความสามารถทาง
ภาษาไว้ว่า ผู้สร้างแบบทดสอบจะต้องระบุถึงทักษะและกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการใช้ ภาษาใน
สถานการณ์จริง ควรมีการสร้างแบบทดสอบเฉพาะภาษาและบริบทในการทดสอบความสามารถทางภาษา
ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะภาษาจะไม่มีความหมายเลยถ้าปราศจากบริบท ได้แก่ ตัว
ภาษาท่ีมีความสมั พันธก์ ับข้อความ ตลอดจนองคป์ ระกอบทางสังคมและวฒั นธรรมเนื้อหา ของแบบทดสอบ
จงึ ควรมคี วามหลากหลายและคล้ายคลึงกับการใช้ภาษาจริง ทงั้ ในด้านระยะเวลา ประเภท และรูปแบบใน
การสือ่ สารซึง่ ได้สรปุ แนวทางในการสรา้ งข้อสอบทกั ษะด้านการฟังไว้ 7 ประการดังนี้
1. ถามรายละเอียดของเรื่องทฟ่ี ัง
2. ถามใจความสำคญั ของเร่ืองท้ังหมด
3. ถามเพิ่มเตมิ รายละเอยี ดทเี่ กีย่ วข้องกับส่ิงที่ได้ฟงั
4. สรปุ อ้างอิงจากเรื่องที่ฟัง
5. ถามเกีย่ วกบั อารมณแ์ ละความรู้สกึ ของผูพ้ ดู
6. ระบุชนดิ ของข้อความทฟ่ี ัง
7. วเิ คราะหก์ ารกระทำท่ีเหมาะสมทเ่ี ก่ยี วข้องกบั เร่ืองทีฟ่ ัง
Vandergrift (2016 อา้ งถงึ ใน ฤทยั รัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ไดเ้ สนอแนวคดิ ในการวดั
และประเมินผลทกั ษะการฟังไว้ 2 รปู แบบ ดังนี้
1. การประเมินผลย่อย (Formative assessment) คือ การประเมินผลผู้เรียน
ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องเรียน ซึ่งเป็นวิธีการที่ครูสามารถปรับวิธีการสอน สื่อการสอนของตนเอง ให้
เหมาะสม และทำให้ผู้เรียนกระตุ้นตนเองผา่ นกระบวนการเรียนการสอนไดส้ ม่ำเสมอ การประเมินผล
ยอ่ ย (Formative assessment) โดยส่วนมากจะใช้แบบประเมนิ ดังนี้
1.1 แบบประเมินผู้เรียน (Learner checklist) วิธีการนี้จะเน้นที่ การวัด
ความสามารถของผู้เรียนด้านพฤติกรรม และขั้นตอนในกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งเป็น ขั้นตอนท่ี
สำคัญในการวางแผนการฟัง การติดตามผลการฟัง ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการฟัง และ
การประเมนิ ผลหลังจากการฟัง แบบประเมนิ ตนเองสามารถชว่ ยให้ผู้เรียนมีความสนใจระหว่าง การฟัง
และสามารถประเมินตนเองได้วา่ วิธกี ารเรียนแบบใดที่สำคัญที่สุดในกระบวนการก่อนการฟัง และหลัง
การฟงั
1.2 Questionnaire (แบบสอบถาม) เป็นแบบประเมินที่เน้นกระบวนการสำคัญใน
ทักษะการฟัง จุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนประเมินตนเอง และใช้สำหรับครูผู้สอน เพื่อใช้ตรวจสอบ
ความก้าวหน้าเพื่อใช้ในการตัดสินในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ถูกต้อง ข้อดีของ แบบสอบถาม คือ
ง่ายตอ่ การดา้ เนินการและสามารถด้าเนนิ การไดต้ ลอดอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา
1.3 การบันทึกการฟังประจำวัน (Listening Diaries) การจดบันทึกเป็นวิธีการที่
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้บรรยายความคิดของตนเอง มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับกิจกรรม เกี่ยวกับทักษะการ
27
ฟงั โดยเฉพาะ ผเู้ รียนสามารถเร่ิมต้นฝึกทักษะการฟังนอกห้องเรียน พร้อมทง้ั ใช้ ในห้องเรียนได้ด้วย ซึ่ง
ขั้นตอนที่ครูผู้สอนส่วนมากจะเน้นเฉพาะการให้ผลย้อนกลับในการประเมินการ บันทึกการฟังของ
ผ้เู รียน มดี ังต่อไปนี้
1.3.1 ทำตามขัน้ ตอนท่ตี ระเตรยี มไว้
1.3.2 การฟังนอกห้องเรียนต้องมีหลักฐานที่เห็นถึงความพยายามตั้งใจใน
การฟงั อย่างแท้จริง
1.3.3 ใชเ้ วลาและพยายามวเิ คราะห์ถงึ ปญั หาในการฟัง
1.3.4 แสดงให้เหน็ ถงึ การประสบผลสำเร็จในเรื่องราวทีฟ่ ัง
1.3.5 ให้ผลย้อนกลับทดี่ ีเกีย่ วกบั กระบวนการฟงั และความเข้าใจอันดีถึงสิ่งท่ี
ได้รับจากการฟงั
1.3.6 มีความตง้ั ใจวางแผนเกยี่ วกับการฟังไวเ้ พื่อสงิ่ ใด และความต้งั ใจการใช้
ขั้นตอนในการฟงั
1.3.7 ได้มีการเปลี่ยนความคิดด้านทักษะการฟังของ ตนเองเหมือนกับ
ผเู้ รยี นภาษาที่สอง
1.4 แบบประเมินของครผู ู้สอน (Teacher checklist) ทักษะการฟงั เปน็ ทักษะท่ีถูก
มองขา้ มมาโดยตลอด ดงั น้ันขั้นตอนการสังเกตโดยทวั่ ไปแล้วจะมีการจำกัดในการ ประเมินข้ันตอนการ
ฟังแบบทางเดียว อยา่ งไรก็ตาม การสงั เกตจากการสมั ภาษณ์ หรอื จากเหตกุ ารณ์ ท่มี ปี ฏิสัมพนั ธต์ ่าง ๆ
จะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกต่อพฤติกรรมของผู้ฟังในการฟังที่มีปฏิสัมพันธ์กัน พฤติกรรมที่สามารถ
สงั เกตไดน้ น้ั จะรวมไปถึงการใชว้ ิธีการทช่ี ดั เจน วธิ ีการน้คี รผู ู้สอนจะสร้างแบบ ประเมนิ โดยใช้ในการวัด
พฤตกิ รรมของผู้เรยี นทผ่ี ูส้ อนต้องการวัดโดยตรงและใหส้ อดคล้องกับเร่ืองที่ ผู้สอนต้องการประเมินจาก
การฟงั
1.5 การสัมภาษณ์ (Interview) วิธีการนี้จะเน้นที่การสัมภาษณ์ แบบตัวต่อตัวซ่ึง
เน้นท่กี ระบวนการในการฟังอยา่ งลกึ ซึ้ง ความรูส้ ึกและพฤตกิ รรมในการฟังของผเู้ รียน
1.6 แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียน ภาพสะท้อน
และการตั้งเป้าหมาย แฟ้มสะสมงานสามารถอธิบายความพยายามในการเรียน ของผู้เรียน
กระบวนการเรียน และความสำเร็จในการเรียน เครื่องมือในการประเมินตนเองของผู้เรียน และ
องคป์ ระกอบทสี่ ำคัญในการเรยี น จำเป็นตอ้ งทำใหส้ มบูรณ์โดยการประเมนิ ผลทีร่ ับรองถึงระดบั การฟัง
ของผ้เู รียนและความเขา้ ใจในภาษา
2. การประเมินผลรวม (Summative assessment) คือ วิธีการประเมินผลและตัดสิน
ผู้เรียนหลังจากผู้เรียนได้ผ่านกระบวนการขั้นการเรียนการสอนแล้ว ซึ่งวิธีการนี้จะเน้นที่ข้ัน
กระบวนการของการเรียนรู้ เป็นการวัดความสามารถของผู้เรียนโดยการให้ผลย้อนกลับว่าผู้เรียน
28
สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ การประเมินผลรวม (Summative assessment) แบ่ง
ออกเปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
2.1 การทดสอบ (Quizzes) ใชไ้ ด้ทง้ั การประเมินผลย่อย และการประเมินผลรวม
ในการวัดผลทางภาษา ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เรียนและวัตถุประสงค์ของเนื้อหา การทดสอบการฟัง
ภาษาทสี่ องจะทดสอบในหอ้ งเรียน ซึง่ เปน็ การทดสอบโดยการฟังเพ่อื ความเข้าใจ
2.2 การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement tests) หลังจาก
เสร็จสิ้นกระบวนการเรียนการสอนแล้ว ผู้สอนจะให้ผู้เรียนประเมินตนเองว่าบรรลุตาม วัตถุประสงค์
ที่ตั้งไว้หรือไม่ สำหรับทักษะการฟังจะวัดด้านการฟังเพื่อความเข้าใจโดยใช้แบบทดสอบ ดังนี้ การใช้
แบบทดสอบแบบเลือก-ตอบ แบบเขยี นตอบ แบบเลือกรปู ภาพ หรอื เรียงรปู ภาพ ให้ถูกต้อง
2.3 การทดสอบความสามารถหรือความช้านาญ (Proficiency tests) มี
วัตถุประสงค์เพื่อวัดความสามารถและความช้านาญในทักษะการฟัง ซึ่งสามารถทำ แบบทดสอบได้ที่
บ้าน ในโรงเรียนหรือสถานศึกษา สามารถใช้แบบทดสอบนี้จัดอันดับความสามารถ ในการฟังของ
ผู้เรียนตามระดับหรือหลักสูตรของการฟังแต่ละระดับได้ แบบทดสอบนี้อิงตามตาม กรอบแนวคิด
CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ก ร อ บ ม า ต ร ฐ า น
ความสามารถทางภาษาอังกฤษ ของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป) หรือ International English
Language Testing System (IELTS) เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ซึ่งจะ วัดความ
เข้าใจทักษะการฟังของผทู้ เ่ี รียนเป็นหลัก
2.4 แบบทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษมาตรฐาน (Large-Scale Standardized
Tests) ซึ่งสามารถวัดระดับความสามารถด้านการฟังที่ได้มาตรฐานและได้รับความ นิยมสำหรับผู้ที่
ต้องการใชแ้ บบทดสอบวดั ความสามารถดา้ นการฟังเพือ่ สมคั รงาน ศกึ ษาต่อ หรือเพื่อ วดั ความสามารถ
ด้านการฟังของตนเองว่าอยู่ในระดับใด แบบทดสอบที่ได้มาตรฐานและยอมรับกัน ทั่วโลก ได้แก่
แ บ บ ท ด ส อ บ International English Language Testing System (IELTS) เ ป ็ น ก า ร ส อ บ วั ด
ความสามารถทางภาษาองั กฤษ หรือ (TOEFL)Test of English as a Foreign Language แบบทดสอบ
ทีว่ ัดทักษะภาษาอังกฤษของผใู้ ชภ้ าษาองั กฤษเปน็ ภาษาที่สอง
เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์ (2531, น. 116-122 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ให้
ตัวอย่างแบบทดสอบเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับการฟังเป็นแบบทดสอบชนิดเขียนตามคำบอกโดยแยก
ออกเปน็ 2 ข้ันตอนดังน้ี
1. ข้นั ตอนในการเตรยี ม ประกอบด้วย
1.1 เลือกข้อความและลำดับขั้นตอนในการเตรียมทำแบบทดสอบ กำหนด
จุดมุ่งหมายของการทดสอบ
1.2 เลอื กชนิดของแบบทดสอบให้เหมาะสมกบั จุดมงุ่ หมายของการทดสอบ
1.3 กำหนดเน้อื หาต่าง ๆ ที่จะออกข้อสอบ
29
1.4 กำหนดเวลาที่ใช้ในการทดสอบ การตรวจให้คะแนน และการกำหนดวิธี
แปลความหมายของคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบ
2. ข้ันตอนในการดำเนนิ การเขียนตามคำบอกแบบมาตรฐาน
2.1 ผู้สอนอ่านข้อความทั้งหมดด้วยความเร็วปกติ ผู้สอบตั้งใจฟัง และพยายาม
ทำความเขา้ ใจเน้อื เรื่องในขอ้ ความน้ันให้มากท่ีสดุ
2.2 ผู้สอนอ่านข้อความครั้งที่สอง ซึ่งการอ่านครั้งนี้ผู้สอนจะอ่าน วลีหรือ
ประโยคซ้ำ ๆ และมีการหยุดเปน็ ช่วง ๆ จะมีการแบ่งวรรคตอน ผู้สอนก็จะอ่านออกเสียงด้วย ในขั้นน้ี
ผสู้ อบจะฟังแล้ว เขยี นประโยคหรือวลีที่ได้ยิน
2.3 ผู้สอนอ่านข้อความทั้งหมดด้วยความเร็วปกติอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ผู้สอบได้
ตรวจทานสิ่งท่ีเขยี นไว้และเติมส่วนทีข่ าดตกบกพรอ่ งให้สมบูรณ์ สถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน (2558, น. 1, 9-10, 27-30 อ้างถึงใน ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย, 2561) ได้ กล่าวอ้างถึงกรอบ
อ้างอิงทางภาษาของสหภาพยุโรป ( The Common European Framework of Reference for
Languages : CEFR) คือ มาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษาที่สหภาพยุโรปที่จัดทำขึ้นโดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและประเมิน ความสามารถในการใช้ภาษาท่ี
สองหรอื ภาษาตา่ งประเทศ ใน ค.ศ. 2002 สภาแหง่ สหภาพยุโรปได้ กำหนดให้ใช้กรอบอ้างอิงทางภาษาของ
สหภาพยุโรป (CEFR) ในการประเมินความสามารถทางภาษา ปัจจุบันกรอบอ้างอิงนี้ (CEFR) ได้รับการ
ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรฐานในการจัดลำดับ ความสามารถทางภาษาของแต่ละบุคคล ตาม
ตารางที่ 2.1-2.2
30
ตารางที่ 2.1 การแบ่งผู้เรียนออกเป็น 3 กลุม่ หลกั ประกอบด้วย 6 ระดับความสามารถ (CEFR)
Level A B C
group
Level Basic User Independent Proficient
group ผใู้ ช้ภาษาข้ันพืน้ ฐาน User User
name
ผู้ใช้ภาษาขน้ั ผู้ใช้ภาษาขัน้
อสิ ระ คล่องแคล่ว
Level A1 A2 B1 B2 C1 C2
Level Breakthrough Waystage Threshold Vantage or Effective Mastery or
name or Beginner or Elem or Interm Upper proficiency
ediate Intermediate Operational
entary Proficiency
or
Advanced
การใช้ CEFR เป็นกรอบความคิดหลักในการตั้งเป้าหมายการจัดการเรียนรู้/การพัฒนา โดยใช้
ระดบั ความสามารถ 6 ระดบั ของ CEFR เปน็ เป้าหมายการพัฒนาผเู้ รียนแต่ละระดับ
ตารางท่ี 2.2 แสดงระดับความสามารถทางภาษาของผู้เรียนในระดับการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
ระดับนกั เรียน ระดับความสามารถ ระดับความสามารถ ทางภาษา
ทาง ภาษา ตามกรอบ CEFR
ผูท้ ี่สำเร็จการศกึ ษาระดบั ผใู้ ชภ้ าษาข้ันพื้นฐาน A1
ประถมศกึ ษา (ป.6)
ผทู้ ่ีสำเร็จการศกึ ษาภาคบังคับ ผู้ใชภ้ าษาขั้นพนื้ ฐาน A2
(ม.3)
ผ้ทู ่ีสำเร็จการศกึ ษาขน้ั ผูใ้ ช้ภาษาขัน้ อิสระ B1
พน้ื ฐาน (ม.6 / ปวช.)
31
ดังนั้น ในการประเมินหรือตรวจสอบผลการจัดการศึกษา หรือผลการพัฒนาผู้เรียนในแต่ละ
ระดับ หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เพียงแต่ประเมินหรือตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เทา่ น้ัน แตค่ วรได้มีการทดสอบหรือวัดผล โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานท่ี
เทียบเคียงกบั ผลคะแนนกบั ระดบั ความสามารถทางภาษาตามกรอบอา้ งอิง CEFR ควบคู่ กนั ไปดว้ ย
จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่าการวัดและประเมินผลทักษะการฟังเพื่อความเข้าใจ
นัก การศึกษาได้มีแนวคิดสอดคล้องกันว่า การวัดและประเมินผลทักษะการฟังควรใช้แบบทดสอบ ซึ่งวัด
ความเขา้ ใจด้านการฟังเปน็ หลัก โดยสามารถวดั และประเมนิ ในห้องเรียนโดยผสู้ อนสามารถใชว้ ธิ ีการ สงั เกต
ผู้เรียนประเมินตนเอง การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม จากการใช้แบบบันทึกการฟังของ ผู้เรียน
แบบทดสอบด้านการฟัง โดยผสู้ อนสามารถใช้เกณฑ์การวัดและประเมนิ ผลผเู้ รียนตามกรอบ แนวคดิ CEFR
(Common European Framework of Reference for Languages) กรอบมาตรฐาน ความสามารถทาง
ภาษาอังกฤษ ของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป) หรือ International English Language Testing
System (IELTS) เป็นการสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ ซ่งึ เปน็ เกณฑ์ที่ ได้มาตรฐานและได้รับการ
ยอมรบั ท่วั โลก
2.4 แนวคิดเก่ียวกับความพึงพอใจ
ความพึงพอใจหรือความพอใจ ตรงกบั คำในภาษาอังกฤษว่า “Satisfaction” โดยท่วั ไปนิยม
ทำการศึกษาความพงึ พอใจในด้านความพึงพอใจของผู้ปฏิบัตงิ าน และความพึงพอใจของผ้รู บั บริการ ซง่ึ มี
นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ดงั นี้
ความหมายของความพึงพอใจ
สุรางค์โค้วตระกูล (2541 : 9 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) ให้ความหมายของความ
พึงพอใจ ไว้ว่า ความรู้สึก ทางบวก ความรู้สึกทางลบ และความสุขที่มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน
โดยความพึงพอใจจะ เกิดขึ้น เม่อื ความรู้สกึ ทางบวกมากกวา่ ทางลบ
อารี พันธ์มณี (2546 : 12 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) กล่าวว่า ความพึงพอใจ คือ
ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับในสิ่งที่ตนเอง
ต้องการ หรือเป็นไปตามที่ ตนเองต้องการ ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับในสิ่งที่ตนเอง
ต้องการ หรือเป็นไป ตามที่ตนเองต้องการ และความรู้สึกดังกล่าวนี้จะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น ถ้าหากความ
ต้องการหรือ เป้าหมายนั้นไม่รับการตอบสนอง ซึ่งระดับความพึงพอใจจะแตกต่างกัน ย่อมขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบ ของการบริการ
แน่งน้อย พงษ์สามารถ (2549 : 259 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) ได้ให้ความหมาย
ของความพึงพอใจว่าหมายถึง ท่าทีต่อสิ่งต่าง ๆ 3 อย่าง คือ ปัจจัยเกี่ยวกับงานโดยตรง ลักษณะ
เฉพาะเจาะจงของแตล่ ะคน และความสัมพันธร์ ะหวา่ งกลมุ่ ในส่ิงท่อี ยู่นอกหน้าทีก่ ารงาน
32
พรรณี ชูทัยเจนจิต (2550 : 14 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) กล่าวว่า ความพึงพอใจ
เป็นความรู้สึกในทางบวก ความรู้สึกที่ดีที่ประทับใจต่อสิ่งเร้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ ราคา
การจัดจำหน่าย และ การสง่ เสรมิ การตลาด
ปาริชาติ สังข์ขาว (2551 : 8 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) ได้ให้ความหมายของความ
พึงพอใจวา่ หมายถงึ ความรู้สกึ ของบคุ คลในทางบวกความชอบความสบายใจความสุขต่อสภาพแวดลอ้ มใน
ด้านต่าง ๆ หรือ เป็นความรู้สึกที่พอใจต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความชอบความสบายใจและเป็นความรู้สึกที่บรรลุ
ถึงความต้องการ
Cullen (2001 : 664 อ้างถงึ ใน นาลนิ เทียมแก้ว : 2561) ได้ใหค้ วามหมายของความพึงพอใจ
ว่า เป็นความรับรู้ ของบุคคลทั้งที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาวที่มีต่อคุณภาพการบริการต่าง ๆ ทั้งใน
ระดับแคบ ที่เกี่ยวกับลักษณะบริการ ที่มีต่อคุณภาพการบริการ เช่น ความรับผิดชอบ ความน่าเชื่อถือน่า
ไว้วางใจ ของผู้ใหบ้ ริการ เป็นตน้ และในระดับกวา้ งทเี่ ป็นมุมมองของผูร้ บั บริการที่ได้จากบริการทุกประเภท
ท่ี นำไปเปน็ ข้อสรุปรวมความพงึ พอใจของผูใ้ ชบ้ รกิ ารที่มีตอ่ องค์กร
จากความหมายของความพึงพอใจที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่าความพึงพอใจ
(Satisfaction) หมายถึง ความรู้สึกชอบ หรือพอใจที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือต่อองค์ประกอบและ
ส่ิงจงู ใจในด้าน ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากความสนใจ สง่ ผลให้มที ศั นคติท่ดี ีเม่ือไดร้ ับการตอบสนองตามความ
ตอ้ งการของ ตนเอง
ลกั ษณะของความพึงพอใจในการบริการ
การให้บริการเป็นหน้าที่สำคัญของหน่วยงานหรือองค์การ ที่จัดให้ผู้รับบริการอย่างเท่า เทียม
กัน Weber (1966 : 340 อ้างถงึ ใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) ได้ชใ้ี หเ้ ห็นว่าการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ
และเป็นประโยชน์มากที่สุดคือ การให้บริการโดยไม่ คำนึงถึงตัวบุคคล กล่าวคือ เป็นการให้บริการที่ไม่ใช้
อารมณ์และไม่มีความชอบพอใครเป็นพิเศษ ซึ่งทำ ให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้ได้รบั บริการทุกระดับความพงึ
พอใจในการบริการมีความสำคัญในการ ดำเนินงาน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีลักษณะทั่วไปดังน้ี
(สริ ิกันยา พัฒนภทู อง. 2546 : 9-10 อ้างถึงใน นาลิน เทยี มแก้ว : 2561)
2.1 ความพึงพอใจในการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกในทางบวกของบุคคล ต่อสิ่ง
หนง่ึ ซึ่งบคุ คลจำเปน็ ตอ้ งปฏิสัมพนั ธก์ ับสภาพแวดล้อมรอบตวั การตอบสนองความต้องการส่วน บคุ คลด้วย
การโตต้ อบกบั บุคคลอื่น ๆ และส่งิ ตา่ งๆ ในชวี ติ ประจำวัน ทำใหแ้ ตล่ ะบคุ คลมีประสบการณ์ การรับรู้เรียนรู้
สิ่งทจ่ี ะได้รับตอบแทนแตกตา่ งกันออกไป ในสถานการณบ์ ริการกเ็ ช่นเดยี วกัน บุคคล รับรสู้ ง่ิ ต่าง ๆ เก่ยี วกับ
การบริการไม่ว่าจะเป็นประเภทของการบริการ หรือคุณภาพของการบริการ ซึ่งประสบการณ์ที่ได้รับจาก
การสัมผัสบริการต่าง ๆ หากเป็นไปตามความต้องการของผู้รับบริการ ได้รับ สิ่งที่คาดหวัง ทำให้เกิด
ความรู้สึกท่ดี ีและพงึ พอใจในบรกิ ารท่ีได้รับ
2.2 ความพึงพอใจเกดิ จากการประเมินความแตกต่างระหว่าง ส่ิงที่คาดหวงั กบั สิ่งที่ได้ รับจริง
ในสถานการณ์หน่ึง ในสถานการณ์ก่อนทผ่ี ู้ใช้บริการจะมารับบริการก็ตาม มักจะมมี าตรฐาน การบริการน้ัน
33
อย่ใู นใจอยู่แลว้ ซึ่งอาจเปน็ แหล่งอ้างอิงคุณค่า หรือเจตคตทิ ่ียึดถือต่อการบริการ ประสบการณ์ดั้งเดิมที่เคย
ใช้บริการ การบอกเล่าจากผู้อื่น การรับทราบการประกันข้อมูลจากที่ต่าง ๆ การให้คำมั่นสัญญาของผู้
ให้บริการเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ผู้รับบริการใช้เปรียบเทียบกับบริการที่ ได้รับในวงจรการให้บริการ
ตลอดช่วงเวลาเผชิญความจริง สิ่งที่ผู้รับบริการไดร้ บั รู้เกี่ยวกับบริการก่อนมา ใช้บริการ หรือความคาดหวงั
ในสิ่งที่ควรจะได้รับนี้มีอิทธิพลต่อช่วงเวลาเผชิญความจริง หรือพบปะ ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ
เปน็ อยา่ งมาก เพราะผูร้ บั บรกิ ารจะเปรยี บเทยี บส่งิ ทไี่ ด้รบั จรงิ ใน กระบวนการทเ่ี กิดขึน้ กบั ส่ิงท่คี าดหวงั หาก
สิ่งที่รับเป็นไปตามที่คาดหวัง ถือว่าเป็นการยืนยันที่ถูกต้องกับ ความคาดหวังที่มีอยู่ ผู้รับบริการย่อมพอใจ
ต่อบรกิ ารดงั กล่าว แต่ถา้ ไม่เปน็ ไปตามทคี่ าดหวงั อาจจะสูง กว่าหรือต่ำกวา่ นับเปน็ การยนื ยนั ทค่ี ลาดเคลื่อน
จากความหวังดังกล่าว ทั้งนี้ช่วงความแตกต่างที่เกิดขึ้น จะชี้ให้เห็นถึงระดับความพึงพอใจหรือความไม่พึง
พอใจมากน้อยได้ถ้าข้อยนื ยนั เบ่ยี งเบนไปในทางบวก แสดงถงึ ความพึงพอใจถ้าไปในทางลบแสดงถงึ ความไม่
พึงพอใจ
2.3 ความพงึ พอใจสามารถเปล่ียนแปลงได้ตลอดเวลาตามปจั จัยแวดล้อม และสถาน การณ์ท่ี
เกิดขึ้น ความพึงพอใจเป็นความรู้สกึ ชอบสิ่งหน่ึงที่ผันแปรได้ตามปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความ คาดหวัง
ไว้ของบุคคลในแต่ละสถานการณ์ช่วงเวลาหนึ่งที่บุคคลอาจไม่พอใจต่อสิ่งหนึ่งเพราะไม่เป็นไป ตามที่
คาดหวังไว้แต่อีกช่วงหนึ่งหากสิ่งที่คาดหวังไว้ได้รับการตอบสนองอย่างถูกต้อง บุคคลสามารถ เปลี่ยน
ความรู้สึกเดิมต่อสิ่งนั้นได้อย่างทันทีทันใด แม้ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ตรงกันข้ามก็ตาม นอกจากนี้ ความพึง
พอใจเป็นความรู้สึกที่สามารถแสดงออกในระดับมากน้อยได้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของการ ประเมินสิ่งที่
ได้รับจริงกับสิ่งที่คาดหวังไว้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะใช้เวลาเป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ ความคาดหวังจาก
บรกิ ารต่าง ๆ
พิมล เมฆสวัสดิ์ (2550 : 27 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) กล่าวว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อ
ความพงึ พอใจของ ผใู้ ชบ้ รกิ ารประกอบดว้ ยปจั จัย ดงั น้ี
1. ผลิตภัณฑ์บริการ ในการนำเสนอบริการนั้นจะต้องมีผลิตภัณฑ์บริการที่มี คุณภาพและ
ระดับการให้บริการที่ตรงกับความต้องการของผู้รับบริการหรือผู้ใช้ โดยผู้ให้บริการจะต้อง แสดงให้ผู้รับริ
การหรือผู้ใช้มองเห็นถึงความต้องการของผู้รับบริการถึงความเอาใจใส่ และความจริงใจ ต่อการสร้างเสริม
คณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ์บริการทส่ี ่งมองใหผ้ ู้รบั บริการหรือผ้ใู ช้
2. ราคาค่าบริการ ความพึงพอใจของผู้รับริการหรือผู้ใช้เกิดจากการประเมิน คุณภาพและ
รูปแบบการบรกิ ารเทียบกับราคาค่าบริการท่ีตอ้ งจา่ ยออกไป โดยผู้ดำเนินการจะต้อง กำหนดราคาค่าบริการ
ทเี่ หสมาสมกบั คุณภาพของการบริการ และเป็นไปตามความเต็มใจที่จะจ่ายของ ผู้รับบริการหรอื ผู้ใช้
3. สถานที่บริการ ผู้ดำเนินการจะต้องมองหาสถานที่ในการให้บริการที่ ผู้รับบริการหรือ
ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้อยา่ งสะดวก มีสถานที่กว้างขวางเพียงพอ และต้อง คำนึงถึงการอ านวยความ
สะดวกแกผ่ รู้ บั บรกิ ารหรือผใู้ ช้ในทกุ ด้าน
34
4. การส่งเสริมแนะนำบริการ ผู้ดำเนินการจะต้องให้ข้อมูลข่าวสารในเชิงบวก แก่
ผู้รับบริการหรือผู้ใช้ทั้งในด้านคุณภาพการบริการ และภาพลักษณ์ของ การบริการ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ
เพอื่ ใหผ้ รู้ บั บริการหรอื ผใู้ ช้ได้นำข้อมลู เหล่านี้ไปช่วยประเมนิ เพ่ือตดั สินใจซ้ือบริการตอ่ ไป
5. ผู้ให้บริการ ผู้ดำเนินการจะต้องตระหนักถึงตนเองว่ามีส่วนสำคัญในการ สร้างให้เกิด
ความพึงพอใจในการบริการของผู้รับบริการหรือผู้ใช้ โดยในการกำหนดกระบวนการจัดการ การวาง
รูปแบบการบริการจะต้องคำนึงถึงผู้รับบริการหรือผู้ใช้เป็นสำคัญ ทั้งแสดงพฤติกรรม การให้บริการ และ
นำเสนอบริการทลี่ กู คา้ ต้องการความสนใจ เอาใจใสอ่ ย่างเตม็ ที่ด้วยจติ สำนึกของการ บริการ
6. สภาพแวดล้อมของการบริการ ผู้ดำเนนิ การจะต้องสรา้ งให้เกิดความ สวยงามของอาคาร
สถานที่ผ่านการออกแบบตกแต่ง การแบง่ พ้นื ทีใ่ ชส้ อยทีเ่ หมาะสมลงตวั ก่อให้เกิด ภาพลกั ษณท์ ี่ดีของกิจการ
บริการ และส่ือภาพลกั ษณน์ ้อี อกไปสผู่ รู้ ับบริการหรือผใู้ ช้อีกด้วย
7. กระบวนการบริการ ผู้ดำเนินการต่างมุ่งหวังให้เกิดความมีประสิทธิภาพของ การ
จดั ระบบการบริการเพ่ือเพิ่มความคล่องตวั และความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการ ของลูกค้า
ได้อย่างถูกต้อง มีคุณภาพ โดยการนำบุคลากรเทคโนโลยีเข้ามาร่วมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน การบริการ
และประสิทธผิ ลทจ่ี ะเกดิ ข้ึน ตอ่ ผู้รับบริการหรือผ้ใู ช้
ชูวงศ์ ฉายะบุตร (2536 : 11-14 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) ได้เสนอหลักการ
ให้บริการว่าจะต้องเป็นไปตาม หลักการที่เรียกว่า การพัฒนาการให้บริการเชิงรุกแบบครบวงจร(Package
service) ดังน้ี
1. ยึดการตอบสนองความจำเป็นของประชาชนเป็นเป้าหมาย การบริการของ รัฐในเชิงรับ
จะเน้นการให้บริการตามระเบียบแบบแผน และมีลักษณะที่เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการ ดังนั้นเป้าหมาย
แรกของการจัดบริการแบบครบวงจรคือ การมงุ่ ประโยชน์ของประชาชนผู้ใชบ้ รกิ าร ท้งั ผู้ที่มาติดต่อและมา
ขอรับบริการ ผ้ทู อี่ ยู่ในข่ายทีค่ วรจะได้รับการบริการเปน็ สำคัญ ซง่ึ มลี กั ษณะดงั นี้
1.1 ผู้ให้บริการจะต้องถือว่าการให้บริการเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ อย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง โดยจะตอ้ งพยายามจัดบรกิ ารใหค้ รอบคลุมผูท้ ่ีอยใู่ นข่ายทค่ี วรจะได้รับบริการทุกคน
1.2 การกำหนดระเบียบ วิธีปฏิบัติและการใช้ดุลยพินิจ จะต้องคำนึงถึงสิทธิ ประโยชน์
ของผใู้ ช้บริการอย่างสะดวกและรวดเรว็
1.3 ผู้ให้บริการจะต้องมองผูม้ าใช้บริการว่ามีฐานะและศักด์ิศรีเท่าเทียมกับ ตนมีสิทธิที่
จะรับรูใ้ ห้ความเหน็ หรือโตแ้ ย้งด้วยเหตุผลได้อยา่ งเตม็ ท่ี
2. ความรวดเรว็ ในการให้บริการ ปจั จุบันสังคมมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและ
มกี ารแข่งขนั อยตู่ ลอดเวลา การพฒั นาให้บรกิ ารมีความรวดเรว็ มากข้นึ อาจกระทำได้ 3 ลักษณะ คอื
2.1 การพัฒนาบุคลากรให้มีทัศนคติมีความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิด ความชำนาญ
งาน มีความกระตอื รอื รน้ และกล้าตัดสินใจในเรือ่ งที่ทำอย่ใู นอำนาจของตน
35
2.2 การกระจายอำนาจหรือมอบอำนาจให้มากขึ้น และปรับปรุงระเบียบ วิธีการทำงาน
ให้มีข้ันตอนและใชร้ ะยะเวลาในการให้บรกิ ารใหส้ ้ันท่สี ุด
2.3 การพัฒนาเทคโนโลยตี ่าง ๆ ท่จี ะทำให้สามารถให้บรกิ ารไดเ้ ร็วขน้ึ
3. การให้บริการจะต้องเสร็จสมบูรณ์เป้าหมายของการให้บริการเชิงรุกแบบ ครบวงจรอีก
ประการหนึ่งก็คือ ความเสร็จสมบูรณ์ของการให้บรกิ าร ซึ่งหมายถึง การเสร็จสมบูรณ์ตาม สิทธิประโยชน์ท่ี
ผู้ใชบ้ ริการจะต้องได้รบั โดยทผ่ี ใู้ ช้บริการไมจ่ ำเป็นต้องมาตดิ ต่อบ่อยคร้ัง ซึ่งลกั ษณะที่ดี ของการให้บริการท่ี
เสร็จสมบูรณ์ก็คือ การบริการที่แล้วเสร็จในการติดต่อเพียงครั้งเดียวหรือไม่เกิน 2 ครั้ง นอกจากนี้ยัง
หมายถงึ ความพยายามทจ่ี ะใหบ้ ริการในเรื่องอื่น ๆ ที่ผมู้ าติดต่อใช้บริการสมควรจะ ไดร้ ับด้วย เชน่ มีผู้มีขอ
จดเครื่องหมายการค้า หากเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการพบว่าผู้มาใช้บริการลืมถ่าย เอกสารบัตรประชาชนมา ก็
ดำเนนิ การถา่ ยเอกสารบัตรประชาชนให้โดยทนั ที
4. ความกระตือรือร้นในการให้บริการ ซึ่งเป็นเป้าหมายท่ีสำคัญประการหนึ่งใน การ
พัฒนาการให้บริการเชิงรุก หากเจ้าหน้าที่ให้บริการด้วยความกระตือรือร้นแล้ว ผู้มาใช้บริการก็จะ เกิด
ทัศนคติที่ดียอมรับฟังเหตุผลและคาแนะนาต่าง ๆ มากขึ้น และเต็มใจที่จะมารับบริการในเรื่องอื่น ๆ อีก
และจะนำไปสคู่ วามเช่อื ถือศรัทธาของผู้ใช้บริการในทส่ี ดุ
5. การใหบ้ รกิ ารด้วยความถูกต้องสามารถตรวจสอบได้การพฒั นาการ ให้บรกิ ารแบบครบ
วงจรน้นั ไม่เพยี งแตจ่ ะต้องให้บรกิ ารทเ่ี สรจ็ สมบรู ณเ์ ทา่ นน้ั แต่จะต้องมีความถูกต้อง ชอบธรรมท้งั ในแง่ของ
นโยบาย ระเบียบแบบแผน และถูกต้องในเชิงศลิ ปธรรมจรรยาดว้ ย
6. ความสุภาพอ่อนน้อมเจ้าหน้าทผี่ ู้ใหบ้ ริการ จะต้องปฏิบตั ติ ่อผู้ใชบ้ ริการดว้ ย ความสภุ าพ
ออ่ นน้อม ซง่ึ จะทำให้ผู้ใชบ้ รกิ ารมที ัศนคติทด่ี ีอนั จะสง่ ผลให้การส่ือสารทำความเข้าใจ ระหว่างกนั เป็นไปได้
งา่ ยขน้ึ
7. ความเสมอภาค การให้บริการ จะตอ้ งใหบ้ ริการแกผ่ ้ใู ชบ้ รกิ ารด้วยความเสมอ ภาค ซ่ึง
จะต้องเป็นไปภายใต้เงอื่ นไขดังต่อไปนี้
7.1 การใหบ้ รกิ ารจะต้องเป็นไปภายใต้ระเบยี บแบบแผนเดียวกันและได้รบั ผลท่ี
สมบูรณภ์ ายใตม้ าตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผใู้ ชบ้ ริการจะเป็นใครกต็ าม หรือเรียกวา่ ความเสมอภาคใน การ
บรกิ าร
7.2 การใหบ้ ริการจะต้องคำนึงถึงความเสมอภาคในโอกาสทีจ่ ะไดร้ ับบริการ เพราะวา่
ประชาชนบางกลุม่ ของประเทศมีข้อจำกัดในการทีจ่ ะมาติดต่อขอใชบ้ รกิ าร เช่น รายไดน้ ้อยไม่ สามารถเข้า
มาติดตอ่ ได้ขาดความเข้าใจ หรือข้อมูลขา่ วสารทเี่ พยี งพอ อยู่ในพื้นทห่ี า่ งไกลทุรกนั ดาร เปน็ ต้น
กุลธน ธนาพงศธร (2533 : 303-304 อ้างถงึ ใน นาลิน เทยี มแก้ว : 2561) ไดก้ ล่าวถึงหลักการ
ใหบ้ รกิ ารทส่ี ำคัญ มี 5 ประกาศ คือ
1. หลกั ความสอดคล้องกบั ความตอ้ งการของบุคคลเปน็ ส่วนใหญ่
2. หลกั ความสม่ำเสมอ
36
3. หลักความเสมอภาค
4. หลกั ความประหยดั
5. หลกั ความสะดวก
ปรยี าพร วงศอ์ นุตรโรจน์ (2532 : 138 – 140 อา้ งถึงใน นาลนิ เทียมแก้ว : 2561) ได้กลา่ วไว้
ว่าการวัดความพงึ พอใจแบง่ แบบวัดตามลกั ษณะข้อความทถี่ ามออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ
1. แบบสำรวจปรนยั เป็นแบบวัดทม่ี ีคำถามและคำตอบใช้เลือกตอบ โดยท่ี
ผู้ตอบตอบตามที่ตนเองมีความคิดเห็นและความรู้สึกเป็นข้อมูลที่มีการวิเคราะห์ด้วยเชิง
ปรมิ าณ 2. แบบสำรวจเชงิ พรรณนา เป็นแบบสอบถามทีผ่ ้ตู อบตอบด้วยคำพดู และขอ้ เขยี น ของตนเอง เป็น
แบบสัมภาษณ์หรอื คำถามปลายเปดิ ใชผ้ ู้ตอบโดยอิสระเป็นข้อมลู ท่ีไดใ้ นเชิงคณุ ภาพแบบ วัดยงั สามารถแบ่ง
ไดต้ ามคุณลกั ษณะของงานเปน็ 2 ลักษณะ คอื
2.1 แบบวดั ความพึงพอใจงานโดยทวั่ ไป เปน็ แบบวัดท่ีวดั ความพึงพอใจของ
บุคคลที่มีความสุขอยู่กับงานโดยส่วนรวม ตัวอย่างแบบวัดชนิดนี้ ได้แก่ แบบวัด
ของแฮคแมน และ โอมแฮม (ปรยี าพร วงศ์อนุตรโรจน.์ 2532 : 138 อา้ งถึงใน นาลิน เทียมแกว้ : 2561) ซง่ึ
มีข้อคำถามเพียง 5 ข้อ เป็นลักษณะแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่ามีข้อ2 และข้อ 5 เป็นคำถาม
นิเสธ
2.2 แบบวัดความพึงพอใจเฉพาะเกย่ี วกับงานของแบบวัดน้ีเปน็ การวดั ความ พงึ พอใจ
ในแต่ละด้าน ตัวอย่างแบบวัดชนิดนี้ ได้แก่ แบบวัดของแฮคแมนและโอลแฮม แบบสอบถาม เป็นมาตรา
ส่วนประมาณคา่ มขี ้อความคิดเกีย่ วกบั ความพึงพอใจในการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านรายได้ ความมน่ั คงใน
งาน มิตรสมั พันธ์ ผบู้ งั คับบัญชา และความก้าวหน้า
สาโรช ไสยสมบัติ (2534 : 39 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) ได้กล่าวไว้ว่าวิธีการวัด
ความพงึ พอใจต่อการบริการ อาจกระทำไดห้ ลายวิธตี ่อไปนี้
1. การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธที ี่นยิ มกันอยา่ งแพร่หลายวิธีหนึ่ง โดยการขอร้อง หรือขอ
ความร่วมมือจากบุคคลที่ต้องการวัด แสดงความคิดเห็นลงในแบบฟอร์มที่กำหนดคำตอบไว้ให้ เลือกตอบ
หรือเป็นคำตอบอิสระ โดยคำตอบที่ถามอาจจะถามถึงความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ ที่หน่วยงานกำลัง
ให้บริการอยู่ เช่น ลักษณะของการให้บริการ สถานที่ให้บริการ ระยะเวลาในการให้บริการ บุคลากรท่ี
ให้บริการ เป็นต้น
2. การสัมภาษณ์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ทราบถึงระดับความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ ซึ่งเป็น
วิธกี ารท่ตี อ้ งอาศัยเทคนิคและความชำนาญพเิ ศษของผูส้ ัมภาษณ์ที่จะจูงใจให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบ คำถามให้
ตรงกับข้อเท็จจริง การวัดความพึงพอใจโดยวธิ ีสมั ภาษณน์ ับเป็นวธิ กี ารท่ีประหยัดและมี ประสิทธิภาพมาก
อีกวธิ ีหนงึ่
3. การสังเกต เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ทราบถึงระดับความพึงพอใจของผู้มาใช้ บริการได้
โดยวิธีการสังเกตจากพฤติกรรม ทั้งก่อนมารับบริการ ขณะรอรับบริการ และหลังจากการได้รับการบริการ
37
แล้ว เช่น การสังเกตกิริยาทา่ ทาง การพูด สีหน้า และความถี่ของการมาขอรบั บริการ เป็นต้น การวัดความ
พึงพอใจโดยวิธีนี้ผู้วัดจะต้องกระทำอย่างจริงจังและมีแบบแผนที่แน่นอนจึงจะสามารถประเมินถึงระดับ
ความพงึ พอใจของผูใ้ ช้บรกิ ารไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
จิรวรรณ ภักดีบุตร (2540 : 183-184 อ้างถึงใน นาลิน เทียมแก้ว : 2561) ได้กล่าวไว้ว่า
วธิ ีการวัดความพงึ พอใจของ ผ้ใู ชบ้ ริการสามารถทำได้หลายวิธตี อ่ ไปนี้
1. การศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์จากเอกสาร หนังสือ บทความ รายงานการวิจัย และ
วิทยานิพนธ์ท่ีได้มกี ารศกึ ษาวิเคราะห์ไว้แล้ว ผู้ที่ศึกษาต่อนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาศึกษาพจิ ารณาว่า มีปัจจัย
ใดบ้างที่เหมือนและแตกต่างกัน ถ้าต้องทำการศึกษาใหม่จะใช้วิธีการศึกษาวิธีใดที่เหมาะสม และได้ผล
การศกึ ษาท่ีเป็นจริงและนา่ เชอื่ ถอื ได้
2. ศึกษาจากสถิติการใช้บริการสารสนเทศ โดยนำสถิติผู้ใช้บริการของห้องสมุดนั้น ๆ มา
วิเคราะห์เพื่อให้ทราบความพึงพอใจหรือความต้องการ เพื่อจะได้จัดหาและวางแผนให้บริการ สารสนเทศ
ตามท่ีผใู้ ชต้ อ้ งการ
3. การสังเกตผู้ใช้โดยบรรณารักษ์ผู้ให้บริการอาจสังเกตอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ผู้ใช้เข้ามา ใน
สถาบนั บริการสารสนเทศแห่งนน้ั วิธีการนีอ้ าจให้ขอ้ มูลได้ไม่ชดั เจนและผใู้ ช้อาจรู้สึกร าคาญ ท่ถี ูกสังเกตอยู่
ตลอดเวลา
4. การสัมภาษณ์ผู้ใช้โดยตรง อาจแบ่งประเภทเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ประเภทที่
เป็นทางการคือ การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามเป็นแนวซึ่งอาจสัมภาษณ์ผู้ใช้แบบตัวต่อตัว หรือแบบ
กลุ่มก็ได้ประเภทที่ไม่เป็นทางการ คือการที่ผู้ให้บริการสนทนาพูดคุยซักถามกับผู้ใช้เพื่อ ถามถึงความ
ต้องการ ความพงึ พอใจ ปญั หาทีป่ ระสบ และต้องการให้มีการปรบั ปรุง
5. การสำรวจและวิจัยตามหลักวิชาการ โดยใช้แบบสอบถามเป็นแนวทางหรืออาจ
ผสมผสานกับรูปแบบและวิธีการข้างต้น ในการศึกษาการใช้และความพึงพอใจของผู้ใช้นั้นควรมีการ วาง
แผนการสำรวจ ตลอดจนการออกแบบสอบถามเพ่ือให้ได้ข้อมูลที่น่าเชอื่ ถือ และสามารถ วิเคราะห์นำเอาผล
การศกึ ษาไปใช้ประโยชนไ์ ด้
สรปุ ได้ว่าวธิ กี ารวัดความพึงพอใจของผูใ้ ชบ้ รกิ ารทำได้หลายวิธี ซึง่ ประกอบไปด้วยวิธตี า่ ง
ๆ ดงั น้ี การศึกษาค้นคว้าจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สถิติการใช้บริการ การสอบถาม สัมภาษณ์ และการ
สังเกต อาจจะใชก้ ระบวนการศึกษาอยา่ งเป็นระบบเพือ่ ใหไ้ ด้ผล
2.5 งานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
ณัฎฐพล คุปต์ธนโรจน์(2554) ศึกษาการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์
ภาษาอังกฤษตามแนวเรื่อง โดยใช้กลวิธีการเดาความหมายคำศัพท์จากบริบท สำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม จำนวน 40 คน ได้มาจากการสุ่ม
ตัวอย่างแบบเจาะจง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
38
คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษและการใช้กลวิธีการเดา
ความหมายคำศัพท์จากบริบทก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียน2060คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์
ภาษาอังกฤษที่ผูว้ ิจัยสร้างขึ้น และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
คำศพั ทภ์ าษาอังกฤษท่ผี ู้วจิ ัยสร้างขึ้น
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเท่ากับ 81.40/
79.43 ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 75/75 2) ความสามารถทางด้านคำศัพทภ์ าษาอังกฤษและการใช้
กลวธิ ีการเดาความหมายคำศพั ทจ์ ากบริบทของกลุ่มตวั อย่างสูงขึ้นหลังจากทีเ่ รยี นด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นที่ดีมากต่อบทเรียน
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนที่ผ้วู จิ ัยทสี่ รา้ งขึ้น
มยุเรศ ใยบัวเทศ (2558, น. 293-301) ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์
ช่วยการเรียนรู้ภาษาตามกระบวนการแบบเมตาคอกนิทีฟเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า 1) ระดับความมีปัญหาในการฟัง
ภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.55 ปัญหา
การฟังท่นี ักเรยี นมอี ยู่ในระดับมากสามอนั ดบั แรก ได้แก่ ไมร่ คู้ ำศัพท์ บทฟังมคี วามยาวมากและไม่มีสมาธิใน
การฟัง ตามลำดบั 2) รูปแบบการเรยี นการสอนด้วยคอมพิวเตอรช์ ่วยการเรียนรู้ภาษาตามกระบวนการแบบ
เมตาคอกนิทีฟเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษา
ตอนปลาย ประกอบดว้ ย 5 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่คอมพวิ เตอร์ชว่ ยการเรียนร้ภู าษา กระบวนการฟงั แบบเมตา
คอกนิทีฟ เนื้อหา ปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนและระบบบริหารการเรยี นรู้ และขั้นตอน 11 ขั้นตอน ได้แก่ (1)
เตรียมความพร้อมของผู้เรียน(2) คาดการณ์ก่อนฟัง (3) แนะนำศัพท์ (4) ฟังและตรวจสอบด้วยตนเอง (5)
ฟังและตรวจสอบการฟังกับเพื่อน (6) ฟังและตรวจสอบกับสคริปต์ (7) ฝึกทำแบบฝึกหัดการฟัง (8) ฝึกฝน
ด้วยตนเองตามผ่านคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนรู้ภาษาตามกระบวนการฟังแบบเมตาคอกนิทีฟ 8.0) ฝึกฝน
ด้วยตนเองตามอัธยาศัย 8.1) เตรียมคามพร้อมของผู้เรียน 8.2) คาดการณ์ก่อนฟัง 8.3) แนะน้าศัพท์ 8.4)
ฟังและตรวจสอบด้วยตนเอง 8.5) ฟังและตรวจสอบกับสคริปต์ 8.6) ฝึกทำแบบฝึกหัดการฟัง (9) สะท้อน
คิด(10) ฟังตามอัธยาศัย (11) ทดสอบประจำหน่วย (3) ผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยการ
เรียนรู้ภาษาตามกระบวนการฟังแบบเมตาคอกนิทีฟมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการฟัง
ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05และค่าเฉลี่ย
ของคะแนนพัฒนาการของความสามารในการฟงั ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจคดิ เปน็ ร้อยละ 16.09 (4)
ผลการศึกษาพฤติกรรมการใช้คอมพวิ เตอร์ชว่ ยการเรยี นรู้ภาษาในรูปแบบการเรยี นการสอนฯ
ท่พี ัฒนาขึ้น พบว่าผูเ้ รียนที่มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนระดบั สงู ได้รับประโยชน์สงู สุดจากคลิปวีดิทศั น์และคลิป
เสยี ง ผู้เรียนระดับกลางได้รับประโยชนส์ ูงสุดจากบัตรคา้ ออนไลน์ ผ้เู รียนระดบั ต่ำไดร้ บั ประโยชน์ระดับมาก
39
จากคลปิ วีดทิ ัศนแ์ ละบตั รคา้ ออนไลน์ ผเู้ รียนผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นระดบั สูงและระดบั ตำ่ มคี วามถี่ในการใช้
งานบัตรคา้ ออนไลนม์ าก ผู้เรียนระดบั กลางมีความถีใ่ นการใช้งานแบบฝกึ หัดออนไลนม์ าก
ชายุดา จันทะปิดตา (2555, น. 81) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อ
การสื่อสารเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบ ฝึกเสริมทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิในการฟังภาษาอังกฤษ และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนท่ีมตี ่อกิจกรรมและแบบ
ฝึกเสริมทักษะการฟังภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4 โรงเรียนบัว
หลวงวทิ ยาคม จงั หวดั บุรรี ัมย์ จำนวน 40 คน โดยการสุ่มตัวอย่างอยา่ งงา่ ย เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่
แบบฝึกเสริมทกั ษะการฟังภาษาอังกฤษ จำนวน 8 บทแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ใิ นการฟงั ภาษาอังกฤษก่อน
และหลงั เรยี น จำนวน 40 ขอ้ และแบบสอบถามความคิดเหน็ ของนักเรียนทีมตี ่อแบบฝึกเสริมทักษะการฟัง
ภาษาอังกฤษ จำนวน 12 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า(1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการฟังเพื่อการ
สื่อสารมีค่าเท่ากับ 78.22/83.12 ซึ่งมีประสิทธิภาพ (2) ผลสัมฤทธิ์ในการฟังภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการฟังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01 (3) นักเรยี นมีความคิดเห็นอยู่ในระดบั มากต่อแบบฝึกเสรมิ ทักษะการฟังภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารท้ัง
ในดา้ นรูปแบบเนื้อหาและกิจกรรม
ศุภวรรณ เทวกลุ (2556) ไดศ้ ึกษาการจัดการเรียนรเู้ พื่อพฒั นาทกั ษะการฟงั ภาษาอังกฤษ โดย
ใช้สื่อประสม เพื่อศึกษา 1) การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษก่อนและหลังของวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้
สื่อประสมเรื่อง “Tourism Attractions Around our School” 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนใน
การเรียนวิชาภาษาอังกฤษด้านการฟังโดยใช้สื่อประสม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
สตรวี ดั ระฆงั 2 จำนวน 25 คน โดยกลมุ่ ตวั อยา่ งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอยา่ งง่าย เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวิจัย
คือ สื่อประสม เรื่อง “Tourism Attractions Around ourSchool”แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
การเรยี นรู้ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนในการจดั การเรียนรดู้ ว้ ยสื่อประสม ผลการวิจยั พบว่า (1)
ผลการพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษหลังเรียนด้านทักษะการฟังโดยใช้สื่อประสมเรื่อง “Tourism
Attractions Around our School”ของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยส้ำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (2) ความ
พึงพอใจของนักเรียนในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษด้านการฟังโดยใช้สื่อประสม มีความพึงพอใจในระดั บท่ี
สูงมากทีค่ ่าเฉลย่ี 4.62
40
บทที่ 3
วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย
การวิจยั เรือ่ ง การใชส้ ่ือเทคโนโลยีดจิ ิทัลเพ่อื พัฒนาทักษะการฟัง วชิ าภาษาอังกฤษในชีวติ จริง
ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก วิทยาลัย
อาชีวศึกษาเพชรบุรี วิธีดำเนินการวจิ ยั ดังนี้
3.1 กลุ่มเปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1 สาขาวิชา
คอมพิวเตอร์กราฟฟิก ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 38 คน
3.2 การออกแบบการศึกษา
ใช้แบบการศึกษา 1 กลุ่ม มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest
Posttest Design) มีแผนภมู ดิ ังนี้
O1 X O2
3.3 เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัย คือ
1. แผนการเรียนรู้ วชิ าภาษาองั กฤษในชวี ติ จริง
2. ส่ือเทคโนโลยีดจิ ทิ ลั คอื เวบ็ ไซต์ ww.audioenglish.org เว็บไซต์ www.engvid.com
เวบ็ ไซต์ www.englishtown.com และ Youtube เก่ยี วกับการฟังภาษาอังกฤษ
3. แบบประเมินทักษะการฟังภาษาองั กฤษ วชิ าภาษาอังกฤษในชวี ิตจรงิ
4. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้สือ่ เทคโนโลยีดิจทิ ลั วิชาภาษาอังกฤษในชวี ติ จริง
3.4 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย
การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยมีข้ันตอนดังนี้
41
แผนการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง มขี น้ั ตอนการสร้าง ดังน้ี
1. ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา ศิลปกรรม
สาขาวชิ าคอมพิวเตอรก์ ราฟฟกิ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร
2. วิเคราะห์หลกั สูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ พทุ ธศกั ราช 2562
ประเภทวิชาศลิ ปกรรม สาขาวิชาคอมพวิ เตอร์กราฟฟิก
3. ศึกษาและวเิ คราะหเ์ น้อื หา จุดประสงค์ของบทเรียน
4. ศึกษาและค้นคว้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับทักษะการฟังภาษาอังกฤษ และ Youtube
ตา่ งๆ
5. เลือกเว็บไซต์และ Youtube ที่ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง ได้แก่
เว็บไซต์ ww.audioenglish.org เว็บไซต์ www.engvid.com เว็บไซต์ www.englishtown.com และ
Youtube ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การพฒั นาทกั ษะการฟัง
6. สรา้ งและพฒั นาแผนการเรยี นรูเ้ พอื่ พฒั นาทกั ษะการฟัง วชิ าภาษาอังกฤษในชวี ติ จรงิ
แบบประเมนิ ทักษะการฟัง วิชาภาษาองั กฤษในชีวิตจรงิ มีขนั้ ตอนการสรา้ ง ดังนี้
1. ศกึ ษาและวเิ คราะห์เน้ือหา จุดประสงคข์ องบทเรยี น
2. ศึกษาและค้นคว้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับทักษะการฟังภาษาอังกฤษ และ Youtube
ตา่ งๆ เลอื กเว็บไซต์ ww.audioenglish.org
3. คัดเลือกบทสนทนาในเวบ็ ไซต์ ww.audioenglish.org เพือ่ นำมาใช้เป็นแบบประเมินผล
การพัฒนาทกั ษะการฟัง วชิ าภาษาอังกฤษในชีวิตจริง
4. นำแบบประเมินให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ได้แก่ นางสาวฐิติกาญจน์ คงชัย ครู
ชำนาญการ นางสาวจุไรรตั น์ เตชะสตั ยา ครชู ำนาญการ และนางลมลู ทัศนา ข้าราชการบำนาญ เพื่อ
พิจารณาความเหมาะสม ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การ
เรยี นร้เู พอ่ื หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
5. นำคำตอบจากผเู้ ชยี่ วชาญมาหาค่า IOC พบว่า ข้อคำถามทุกข้อมคี า่ เกิน .0 ขึ้นไป
6. นำแบบประเมินผลการพัฒนาทักษะการฟงั วิชาภาษาอังกฤษในชวี ิตจรงิ ไปทดสอบกับ
ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่เรียนผ่านมาแล้วในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 30 คน เพื่อหาค่า
ความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) และหาค่าความเชื่อมั่น โดยใชสูตร KR-20 ของคูเดอร์ริชารด์
สนั ไดค้ ่าความเชื่อมน่ั เท่ากบั 0.73
42
แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล วิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจรงิ
มีข้ันตอนการสรา้ ง ดงั น้ี
1. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจเกีย่ วกับการใช้ส่อื เทคโนโลยดี ิจิทลั พัฒนาทักษะ การ
ฟงั วิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจรงิ แบง่ เป็น 4 ด้าน จำนวน 16 ขอ้ ได้แก่
1) ความเหมาะสมของส่ือเทคโนโลยดี จิ ิทลั
2) ความเป็นไปได้ของสอ่ื เทคโนโลยดี จิ ทิ ลั
3) ความถูกต้องของสอื่ เทคโนโลยีดจิ ทิ ัล
4) ความเป็นประโยชน์ของส่ือเทคโนโลยดี จิ ทิ ลั
แบบสอบถามแบ่งเป็น แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดบั มีความหมาย ดังนี้
5 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจอย่ใู นระดับมากที่สดุ
4 หมายถงึ มีความพงึ พอใจอยูใ่ นระดับมาก
3 หมายถึง ความพงึ พอใจอยูใ่ นระดบั ปานกลาง
2 หมายถึง ความพงึ พอใจอยู่ในระดบั น้อย
1 หมายถึง ความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยมาก
2. นำแบบสอบถามท่เี รียบร้อยแล้วใหผ้ ู้เชีย่ วชาญ จำนวน 3 คน เพือ่ ตรวจสอบความ
ตรงของเนือ้ หาและความถกู ต้องทางภาษา ได้แก่ นางสาวฐิตกิ าญจน์ คงชยั ครชู ำนาญการ นางสาวจไุ ร
รตั น์ เตชะสัตยา ครูชำนาญการ และนางสาวนมุ าศ ยอดประเสริฐ ครชู ำนาญการ
3. นำคำตอบของแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญมาหาค่า IOC พบว่าข้อคำถามทุกข้อมีค่า
เกนิ .0 ขน้ึ ไป ผู้เชี่ยวชาญไดใ้ หข้ อ้ เสนอแนะใหป้ รับแกป้ ระโยคที่ใช้ในขอ้ คำถามหรือ ข้อความให้เหมาะสมมี
ความชัดเจนสมบรู ณ์ขึ้น
4. นำข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมก่อนนำไปทดลองใช้ (Try
Out)
5. นำแบบสอบถามทป่ี รบั ปรงุ ไปทดลองใช้กบั ผู้ใชบ้ ริการที่ไม่ใชก่ ลุ่มตัวอยา่ ง จำนวน 30คน
เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้ค่าสัมประสิทธิแอลฟา ตามวิธีของครอนบาค Cronbach)
(บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2553 : 96) พบว่า มีค่าความเชื่อม่ัน เทา่ กับ .78
3.5 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การดำเนินการวิจัย เรื่อง การใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง วิชา
ภาษาองั กฤษในชวี ิตจริง ของนักเรยี นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ช้นั ปีท่ี 1 สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์
กราฟฟิกวิทยาลัยอาชวี ศึกษาเพชรบุรี ผวู้ ิจัยดำเนนิ การ ดงั น้ี
1. ให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทำแบบประเมินทักษะการฟัง วิชาภาษาอังกฤษในชีวิต
จรงิ กอ่ นเรียน โดยอดั คลปิ เสยี งบทสนทนาคำตอบ จำนวน 38 คน
43
2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนตามแผนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง วิชาภาษาอังกฤษใน
ชวี ิตจรงิ
3. ให้นักเรยี นทำแบบประเมนิ ทักษะการฟัง วิชาภาษาองั กฤษในชีวิตจริง หลงั เรยี น โดยอดั
คลปิ เสียงบทสนทนาคำตอบ
4. ให้นกั เรียนตอบแบบสอบถามความพงึ พอใจเกี่ยวกับการใช้ส่อื เทคโนโลยีดจิ ิทลั พัฒนา
ทกั ษะการฟัง วิชาภาษาองั กฤษในชวี ิตจรงิ จำนวน 38 ฉบับ
5. ระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
3.6 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
1. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนประเมินทักษะการฟัง วิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริง ก่อน
และหลัง โดยใช้สถติ ิ t-test (t-test for dependent)
2. ความพึงพอใจเกย่ี วกับการใช้สอื่ เทคโนโลยดี ิจทิ ลั พัฒนาทกั ษะการฟัง วิชาภาษาองั กฤษใน
ชีวิตจริง โดยใช้คา่ เฉลยี่ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดย
2.1 นำข้อมูลจากแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดบั โดยกำหนดคะแนน การ
ตอบความพึงพอใจ ดงั น้ี
ระดบั น้อยทสี่ ุด กำหนดให้ 1 คะแนน
ระดับนอ้ ย กำหนดให้ 2 คะแนน
ระดับปานกลาง กำหนดให้ 3 คะแนน
ระดบั มาก กำหนดให้ 4 คะแนน
ระดบั มากที่สดุ กำหนดให้ 5 คะแนน
2.2 นำข้อมูลจากแบบสอบถามไปวิเคราะห์ขอ้ มูล เพื่อคำนวณหา ค่าเฉลี่ย และค่าส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคะแนนความพึงพอใจ ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์การประเมินความคิดเห็นของการ
จัดการสอนแบบรว่ มมือเปน็ มาตราสว่ น ประมาณค่า 5 ระดับ ดงั นี้
ช่วงคะแนน 4.21 - 5.00 หมายถงึ พึงพอใจมากท่ีสดุ
ช่วงคะแนน 3.41 - 4.20 หมายถงึ พึงพอใจมาก
ชว่ งคะแนน 2.61 - 3.40 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง
ชว่ งคะแนน 1.81 - 2.60 หมายถึง พงึ พอใจน้อย
ชว่ งคะแนน 1.00 - 1.80 หมายถงึ พงึ พอใจน้อยท่ีสุด
2.3 นำเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลในรูปแบบตารางและอธบิ ายความ
44
3.7 สถิติที่ใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. การหาค่าเฉล่ีย โดยใช้สูตร
X = X
N
X แทน คะแนนเฉลี่ย
ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
x แทน จำนวนคนในเป้าหมาย
N แทน
2. สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) (สิน พันธุพ์ นิ จิ , 2549 : 115) มีสตู ร ดงั นี้
S.D. = (x − x2 )
N −1
S.D. แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนนเฉลี่ย
X แทน คะแนนของแต่ละคน
N แทน จำนวนคน
3. เปรียบเทียบความแตกต่างผลสมั ฤทธ์ิก่อนเรียนและหลงั เรียน โดยใช้ t - test โดย
ใช้สูตร
t = D
N D2 − ( D)2
N -1
D แทน ผลตา่ งของคะแนนหลงั เรยี นและก่อนเรยี น
D แทน ผลตา่ งของคะแนนหลงั เรยี นและก่อนเรยี นของแต่ละคนบวกกัน
D2 แทน ผลตา่ งของคะแนนหลงั เรยี นและกอ่ นเรยี นของแตล่ ะคนยกกำลังสอง
แลว้ บวกกนั
45
(D2) แทน ผลต่างของคะแนนหลงั เรยี นและก่อนเรียนของแตล่ ะคนบวกกันแลว้ ยก
กำลังสอง
N แทน จำนวนนกั เรยี นทง้ั หมด
46
บทท่ี 4
ผลการวจิ ัย
การวจิ ยั เรื่อง การใชส้ อ่ื เทคโนโลยดี ิจทิ ัลเพอื่ พฒั นาทกั ษะการฟงั วิชาภาษาองั กฤษในชวี ิตจริง
ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก วิทยาลัย
อาชีวศกึ ษาเพชรบรุ ี ผลการวิเคราะห์ข้อมลู นำเสนอเป็น 2 ตอน ดงั นี้
ตอนที่ 1 การเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการฟัง วิชา ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง โดยใช้ส่ือ
เทคโนโลยีดิจิทลั
ตอนที่ 2 ความพึงพอใจเกี่ยวกับการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาทักษะการฟัง วิชา
ภาษาอังกฤษในชวี ติ จริง
47
ตอนที่ 1 การเปรียบเทยี บการพัฒนาทักษะการฟงั วิชา ภาษาอังกฤษในชวี ิตจริง โดยใช้
สือ่ เทคโนโลยดี ิจทิ ลั
ตารางที่ 4.1 ผลการพฒั นาทักษะการฟัง วชิ า ภาษาองั กฤษในชีวติ จริงโดยใช้ส่อื เทคโนโลยดี จิ ิทัล
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คะแนนเต็ม 20 คะแนน
คนท่ี คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลงั เรยี น ผลตา่ ง
17 13 6
26 12 6
38 14 6
4 11 19 8
59 16 7
6 12 19 7
79 17 8
87 13 6
99 15 6
10 10 17 7
11 11 18 7
12 6 14 8
13 10 17 7
14 11 18 7
15 10 18 8
16 9 17 8
17 11 19 8
18 11 18 7
19 9 16 7
20 9 16 7
21 10 18 8
48
ตารางที่ 4.1 ผลการพัฒนาทักษะการฟัง วชิ า ภาษาองั กฤษในชวี ิตจริง โดยใชส้ ่ือเทคโนโลยีดจิ ทิ ลั
ภาคเรยี น ที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คะแนนเตม็ 20 คะแนน (ต่อ)
คนที่ คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลังเรยี น ผลต่าง
22 9 16 7
23 9 17 8
24 9 16 7
25 9 16 7
26 6 12 6
27 8 14 6
28 10 17 7
29 11 18 7
30 9 17 8
31 7 13 6
32 9 15 6
33 10 17 7
34 11 18 7
35 6 14 8
36 10 17 7
37 11 18 7
38 10 18 8
คา่ เฉลีย่ 9.18 16.24 7.06
ค่าเฉลีย่ รอ้ ยละ 36.18 81.18 45.63
จากตารางที่ 4.1 แสดงว่า ผลการพัฒนาทักษะการฟงั วชิ า ภาษาองั กฤษในชีวติ จรงิ โดยใชส้ ่ือ
เทคโนโลยีดิจิทัล ของนักเรียนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบรุ ี ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 หลงั เรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี น
ตารางท่ี 4.2 การเปรียบเทียบผลการพัฒนาทักษะการฟัง วิชา ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง โดยใช้ส่ือ
เทคโนโลยดี จิ ิทัล ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คะแนนเต็ม 20 คะแนน
49
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น จำนวน คะแนนเต็ม X S.D. t
นกั เรยี น 59.29**
ก่อนเรยี น 1.60
หลังเรยี น 38 20 9.18 1.97
38 20 16.24
** มีนยั สำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.01
จากตารางที่ 4.2 แสดงว่า นักเรียนในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 1 สาขาวิชา
คอมพิวเตอร์กราฟฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี ผลการพัฒนาทักษะการฟัง วิชา ภาษาอังกฤษในชีวิต
จริง โดยใช้สอ่ื เทคโนโลยีดจิ ทิ ลั หลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรียน อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .01
50
ตอนที่ 2 ความพึงพอใจเกี่ยวกับการใช้สื่อเทคโนโลยดี ิจิทัล พฒั นาทกั ษะการฟัง วิชา
ภาษาอังกฤษในชีวติ จรงิ
ตารางท่ี 4.3 ค่าเฉลี่ยและสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานความพึงพอใจเกย่ี วกับการใช้สื่อเทคโนโลยีดจิ ิทลั พัฒนา
ทกั ษะการฟัง วิชาภาษาอังกฤษในชวี ติ จรงิ โดยภาพรวม
รายการ ระดบั ความพึงพอใจ ความหมาย
1. ดา้ นความเหมาะสม มาก
X S.D.
3.77 0.74
2. ด้านความเปน็ ไปได้ 3.86 0.65 มาก
3. ด้านความถกู ต้อง 3.89 0.62 มาก
4. ด้านความเป็นประโยชน์ 3.78 0.63 มาก
รวม 3.82 0.59 มาก
จากตารางท่ี 4.3 แสดงวา่ ความพึงพอใจเกี่ยวกบั การใช้สอ่ื เทคโนโลยดี จิ ทิ ัล พัฒนาทักษะการ
ฟัง วิชาภาษาอังกฤษในชีวิตจริงของผู้เรียน ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชา
คอมพิวเตอร์กราฟฟิก โดยภาพรวมและรายดา้ น พบวา่ ผู้เรยี นมีความพึงพอใจ อยใู่ นระดบั มาก
ตารางที่ 4.4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจเก่ยี วกับการใชส้ อ่ื เทคโนโลยดี จิ ทิ ัล
พฒั นาทักษะการฟงั วิชาภาษาองั กฤษในชวี ติ จริง ด้านความเหมาะสม
รายการ ระดบั ความพึงพอใจ ความหมาย
1. สื่อเทคโนโลยีดิจทิ ัลมคี วามเหมาะสมต่อการพฒั นา มาก
X S.D.
4.18 0.85
ผู้เรียน
2. สื่อเทคโนโลยีดจิ ทิ ลั เหมาะสมกบั ระดบั การเรียนรเู้ พอ่ื 4.04 0.81 มาก
การพัฒนาผู้เรยี น
3. วิธีดำเนนิ การฝกึ มคี วามเหมาะสมต่อการพฒั นา 3.34 1.04 ปานกลาง
ผเู้ รยี น
4. คณุ ภาพของส่ือเทคโนโลยดี จิ ิทลั มีความเหมาะสม 3.50 0.81 มาก
รวม 3.77 0.74 มาก
จากตารางท่ี 4.4 แสดงวา่ ความพงึ พอใจเก่ยี วกบั การใช้ส่อื เทคโนโลยดี จิ ิทัล พฒั นาทักษะ
การฟัง วิชาภาษาอังกฤษในชีวติ จรงิ ของผูเ้ รยี น ระดับชั้นประกาศนยี บัตรวิชาชีพ ชนั้ ปีที่ 1 สาขาวชิ า