การเปรียบเทียบจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน กมลรัตน์ สงไทย วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การเปรียบเทียบจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน กมลรัตน์ สงไทย วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ก ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ผู้วิจัย นางสาวกมลรัตน์ สงไทย อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวกัลยกร ภักดี ที่ปรึกษาร่วม นางนิยม เม้าราษี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็ก ปฐมวัยชาย–หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลัง ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเองโดยทำการทดลองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ทุกช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ วันละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากัน เปื้อน และแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการสอบทีที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากัน เปื้อนมีจิตสาธารณะหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
ข กิตติกรรมประกาศ วิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานคติสินใจประกอบผ้ากันเปื้อน เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์กัลยกร ภักดี ที่ปรึกษาวิจัยที่กรุณาให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทางต่าง ๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึงในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ นางนิยม เม้าราษี ในฐานะครูพี่เลี้ยงของผู้วิจัยที่ได้ให้คำแนะนำชี้แนะที่ เป็นประโยชน์และแนวแนวทางในการทำวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึงในความกรุณาเป็นอย่างยิ่งใน ความร่วมมือและช่วยเหลือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ นางสาวสุภาวดี แสนสิทธ์ ครูชำนาญการ นางสาวนาฎอนงค์ พิลาวัน ครูชำนาญการพิเศษ และนางจันทิมา บุญมาตุ่น ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ ที่ได้ช่วยตรวจสอบ แก้ไขเครื่องมือในการวิจัยให้มีคุณภาพ ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และผู้ปกครอง โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟ สงเคราะห์ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึงในความกรุณาเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือและช่วยเหลือให้ความ อนุเคราะห์ในการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ และการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใน การวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณครอบครัวที่คอยห่วงใย และให้กำลังใจ ขอบคุณเพื่อน ๆ นักศึกษาสาขาวิชา การศึกษาปฐมวัยที่คอยถามไถ่ เป็นกำลังใจ และให้ความช่วยเหลือตลอดการดำเนินวิจัยในครั้งนี้ คุณค่า และประโยชน์อันพึงมีจากวิจัยฉบับนี้ขอน้อมบูชาในพระคุณของบิดา มารดาผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่านสืบไป กมลรัตน์ สงไทย
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ……………………………………………………………………………………………………………………......... ก กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………………… ข สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………………… ค สารบัญตาราง………………………………………………………………………………………………….…………………. ช สารบัญภาพ………………………………………………………………………………………………………………………. ซ บทที่ 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………………………….…........ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………………………..…….……….. 2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………....…...... 2 สมมติฐานการวิจัย………………………………………………………………………………….…...…... 3 ขอบเขตของการวิจัย……………………………………………………………………………………........ 3 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………………..….. 3 ประโยชน์ที่ได้รับ……………………………………………………………………………………..………… 4 กรอบแนวคิดในการวิจัย……………………………………………………………………………..……... 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………………..…….. 6 การจัดกิจกรรมการเล่านิทาน…………………………………………………………………………..... 7 ความหมายของการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน………………………………………..…..….. 7 ความสำคัญของนิทาน………………………………………………………………………………… 8 ประเภทของนิทาน………………………….………………..……….…………………….…..……. 9 รูปแบบการเล่านิทาน…………………………………….……………………………….…..…….. 12 เทคนิคการเล่านิทาน…………………………………………………………………………..…….. 13
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 2 หลักการในการเลือกนิทาน………………………………………………………………………………….. 15 ประโยชน์ของการเล่านิทาน……………………………………………………………………………….... 18 การใช้สื่อประเภทผ้ากันเปื้อนประกอบการเล่านิทาน……………………….……………………… 19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทานคติสอนใจ………………………………….......................... 22 จิตสาธารณะ……………………………………………………………………………………………………………………… 26 ความหมายของจิตสาธารณะ………………………………………………………………..………………. 26 ความสำคัญของจิตสาธารณะ………………………………………………………………..………………. 26 องค์ประกอบของการมีจิตสาธารณะ………………………………………………………………………. 27 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตสาธารณะ……………………………………………………………………….. 29 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน.............................. 32 บทที่ 3 วิธีดำเนินวิจัย……………………………………………………………………………….…………………...................... 33 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง………………………………………………………………………………..…. 33 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………….………………………………………………………………… 33 การสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือ..….……………………………………………………... 34 การเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………………………………………..……….. 40 การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………………….….. 42 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………..…………………………………....... 42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………………………..…………. 44 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………..……………………………… 44 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………..…………………………………................... 44
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………. 46 วัตถุประสงค์ของการวิจัย……………………………………………………………………………………… 46 สมมติฐานการวิจัย………………………………………………………………………………………………. 46 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง………………………………………………………………………………...... 46 ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง…………………………………………………………………………………. 46 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย………………………………………………………………………………………. 47 วิธีดำเนินการวิจัย………………………………………………………………………………………………... 47 การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………..…………. 47 สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………………………………………………… 47 อภิปรายผลการวิจัย………………………………………………………………………………………..…… 48 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………. 49 เอกสารอ้างอิง……………………………………………………………………………………………………………………. 51 ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………………………. 55 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือแบบทดสอบ……………………….…….. 56 ภาคผนวก ข ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบจิตสาธารณะ………………….... 58 ภาคผนวก ค ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ.. 60 ภาคผนวก ง รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือแผนการจัดกิจกรรม......................... 62 ภาคผนวก จ ดัชนีความสอดคล้อง (IOC)ของแผนการจัดกิจกรรม การเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน.............................................. 64 ภาคผนวก ฉ ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน. 67 ภาคผนวก ช ตัวอย่างแบบทดสอบจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย……………………………….. 77
ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ภาคผนวก ซ ตัวอย่างภาพการทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย………………………. 86 ภาคผนวก ฌ ตัวอย่างภาพการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน 89 ประวัติผู้วิจัย……………………………………………………………………………………………………………………... 97
ช สารบัญตาราง ตาราง หน้า ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง…………………………………………………………………………………………. 40 ตารางที่2 กิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน…………………………………………… 41 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนของแบบทดสอบจิตสาธารณะ……………………………………………. 45 ตารางที่ 4 คะแนนความแตกต่างของจิตสาธารณะ………………………………………………………………. 45 ตารางที่ 5 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบจิตสาธารณะ……………………………………. 59 ตารางที่ 6 ค่าความยากง่าย อำนาจจำแนก และความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ……………………….. 61 ตารางที่ 7 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจ ประกอบผ้ากันเปื้อน…………………………………………………………………………………………. 65
ซ สารบัญภาพ รูปภาพที่ หน้า รูปภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………………… 5 รูปภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน………… 36 รูปภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบจิตสาธารณะ…………………………………………………………. 39
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมก่อให้เกิดความเจริญทางด้านวัตถุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของ คนในสังคมไทยให้เกิดการแข่งขันมุ่งหาประโยชน์ให้กับตนเองมากกว่าคำนึงถึงส่วนรวม คนส่วนใหญ่มี ค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาเงินทองอำนาจบารมีมากกว่าการให้ความสำคัญทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดการเอาเปรียบมุ่งหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ขาดการพัฒนาคุณธรรมและ จริยธรรมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้สังคมไทยในปัจจุบันเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดก่อให้เกิด ปัญหาสังคมมากขึ้นเช่นปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติดในชุมชน ปัญหาทางเพศความรุนแรงต่อ เด็กและสตรี จากปัญหาที่กล่าวมาจิตสาธารณะเป็นหลักคุณลักษณะที่พึงประสงค์สังคมไทยต้องปลูกฝัง ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดในเด็กและเยาวชนไทยในปัจจุบันอย่างมาก การปลูกจิตสำนึกในด้านต่าง ๆ ที่ได้ผลนั้นควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะช่วงวัยปฐมวัยเป็นช่วงที่เด็กมีความไวต่อการรับการปลูกฝัง ในการส่งเสริมจริยธรรมในวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่งเพราะเด็กในช่วงวัยปฐมวัยถือได้ว่าเป็นโอกาสทอง ของการเรียนรู้วัยนี้จะสมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก ถ้าเด็กได้รับการ พัฒนาและได้รับการกระตุ้นด้วยวิธีการที่ถูกต้องแล้วจะช่วยพัฒนาเซลล์สมอง ซึ่งล้วนส่งผลต่อ สติปัญญาความฉลาดและความคิดของเด็กประกอบกับเด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการพัฒนา ประเทศ ดังนั้นจึงควรให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างครบถ้วนทั้งใน ด้านการอบรมเลี้ยงดู การเอาใจใส่ ความรัก ความอบอุ่น เด็กปฐมวัยเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์นับว่าเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดเพราะ พัฒนาการทุกด้านเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการเล่นเนื่องจากการเล่นเป็นธรรมชาติของเด็กอย่างนึงและมี ความสำคัญมากเพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากประสบการณ์ในการเล่นการได้ใช้ประสาทสัมผัส เช่น การมองเห็น การสัมผัสทำให้การเรียนรู้เกิดได้โดยตรงจากการเล่นของเด็ก ซึ่งจะมีคุณค่ามากสำหรับ เด็กในการที่จะช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการทุกด้านซึ่งยังเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของเด็กให้ กว้างขวาง ดังนั้นการจัดประสบการณ์การเล่านิทานจากผ้ากันเปื้อนเป็นเป็นการปูพื้นฐานความพร้อม
2 ให้กับเด็กได้ครบทุกด้าน ด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคมและสติปัญญา การให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติได้ ด้วยตนเองจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เพียงการอ่าน การเขียนได้ เหมือนกับเด็กประถมศึกษา ควรคำนึงถึงวัยและความสามารถของเด็ก ผู้วิจัยจึงสนใจการใช้กิจกรรมการเล่านิทานผ้ากันเปื้อนเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและเหมาะสม ที่จะนำมาพัฒนาและปลูกฝังการมีจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เด็กจะได้ทำ กิจกรรมการเรียนรู้อันประกอบด้วยทักษะการเข้าสังคมเป็นทักษะที่สำคัญในการพัฒนาตัวเด็ก ฝึกการ เป็นผู้นำ การเป็นผู้ตามการมีน้ำใจ การช่วยเหลือผู้อื่น จะทำให้เด็กมีจิตสำนึกที่ดีในด้านใดต่าง ๆ จะมี พฤติกรรมที่เหมาะสมกับจิตสำนึกที่ดีและใช้จิตสำนึกด้านนั้นของตนเพื่อประโยชน์ต่อสิ่งต่าง ๆ ใน สังคมมีประสิทธิภาพ จากการสังเกตเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 พบว่าเมื่อเด็กทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น อาทิ เล่นของ เล่นตามมุมประสบการณ์ เมื่อเล่นเสร็จแล้วเด็กบางคนจะลุกออกไปทันที ไม่เก็บของที่ตนเองเล่นและ ในการทำกิจกรรมเด็กมักจะไม่แบ่งปันสิ่งของให้กัน รวมทั้งมักทำลายสิ่งของในห้องเรียน อาทิ ขว้าง ของเล่น ฉีกกระดาษ ฉีกกล่องสี ฉีกสติ๊กเกอร์พื้นห้อง เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจการใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบผ้ากันเปื้อน ว่า สามารถเปรียบเทียบจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยหรือไม่อย่างไร เพราะกิจกรรมการเล่านิทาน เหมาะสมที่จะนำมาพัฒนาและปลูกฝังการมีจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดีทั้งนี้เด็กจะได้ ทำกิจกรรมการเรียรู้อันประกอบด้วยทักษะการเข้าสังคมเป็นทักษะที่สำคัญในการพัฒนาเด็ก ฝึกการ เป็นผู้นำ การเป็นผู้ตาม การมีน้ำใจ การช่วยเหลือผู้อื่น จะทำให้เด็กมีจิตสำนึกที่ดีในด้านๆ จะมี พฤติกรรมที่เหมาะสมกับจิตสำนึกด้านนั้นของตนเพื่อประโยชน์ต่อสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่มีประสิทธิภาพ อย่างไร ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางแก่ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยจะได้ใช้เป็นแนวทาง ในการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยได้พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบจิตสาธารณะของ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน
3 สมมติฐานการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้การจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อนมีจิตสาธารณะสูง กว่าก่อนการจัดกิจกรรม ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากร เด็กปฐมวัยชาย หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานีจำนวน 26 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4–5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สำนักการศึกษาเทศบาลนคร อุดรธานี จำนวน 12 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 1 ห้องเรียน 3. ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัยมี ดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบกันเปื้อน 2.2 ตัวแปรตาม คือ จิตสาธารณะ 4. ระยะเวลาในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 24 แผน แผน ๆ ละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 แผน รวม 8 สัปดาห์ในกิจกรรมเสริม ประสบการณ์ นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้มีความชัดเจน ผู้วิจัยจึงได้กำหนดความหมายของคำศัพท์ ที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สำนักการศึกษานครอุดรธานี 2. การจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจจากผ้ากันเปื้อน หมายถึง การเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ เป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาเด็ก ช่วยส่งเสริมจินตนาการให้เกิดกับเด็กแต่การเล่านิทานให้เด็ก
4 ฟังคงต้องมีสื่อการเรียนการสอนมาช่วยเสริมเพื่อให้เด็กเกิดจินตนาการ และสนใจในการติดตามฟัง นิทานนั้น ๆ และการนำนิทานมาเล่าประกอบผ้ากันเปื้อนเป็นการหยิบตัวละครออกมาเพื่อนำมาติดลง บนพื้นหรือฉากที่ทำมาจากผ้ากันเปื้อนเพื่อให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการในการฟังนิทานมากยิ่งขึ้นโดยการ เล่านิทานยังมีการสอดแทรกคุณธรรมต่าง ๆ และมีการใช้น้ำเสียง ท่าทาง สื่ออุปกรณ์ เพื่อช่วยพัฒนา พัฒนาการต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพมาก เกิดความสนุกสนานและให้แง่คิดคติสอนใจต่าง ๆ โดยลำดับขั้นตอนของการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจจากผ้ากันเปื้อนมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นนำ (3 นาที) 1.1 ครูเตรียมความพร้อมเด็กเข้าสู่บทเรียน เช่น การร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง 1.2 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการปฏิบัติตนระหว่างการฟังนิทาน 2. ขั้นสอน (20 นาที) 2.1 ครูเล่านิทานประกอบการใช้ผ้ากันเปื้อนในระหว่างการเล่า ครูอาจจะหยุดถามให้ เด็กทายเกี่ยวกับเรื่องราวต่อไปในนิทานหรือให้แสดงท่าทาง เสียงประกอบตามเนื้อเรื่อง 2.2 ครูกระตุ้นกระบวนการคิดของเด็กโดยใช้คำถาม โดยคำถาม ใคร ทำอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน 2.3 ในขณะทำกิจกรรมการเล่านิทานครูคอยสังเกตการตอบคำถามว่าเด็กสามารถตอบ ถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวละครในนิทาน และการช่วยเหลือเพื่อนในขณะตอบคำถาม 2.4 ครูให้เด็กเล่าความประทับใจในนิทาน และพฤติกรรมที่ได้รับจากนิทาน 3. ขั้นสรุป (7 นาที) 3.1 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม 3. จิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย หมายถึง จิตสำนึกร่วมกันในสาธารณะ มีการช่วยเหลือ และการแก้ไขปัญหาในสังคมด้วยวิธีการต่าง ๆ และมีความรับผิดชอบโดยคำนึงถึงส่วนรวม โดยช่วย ส่งเสริมหรือพัฒนาให้เด็กเกิดจิตสาธารณะจะส่งผลให้เด็กมีจิตใจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็น แก่ประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ที่ได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับประโยชน์จากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้รับความรู้เกี่ยวกับการผลิตผ้ากันเปื้อนที่ใช้ในการประกอบการเล่านิทานและการ จัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจจากผ้ากันเปื้อนของเด็กปฐมวัย
5 2. ได้แนวทางในการจัดประสบการณ์สำหรับครูผู้สอนระดับปฐมในการจัดกิจกรรม การจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจจากผ้ากันเปื้อนไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้ กิจกรรมการเล่านิทาน คติสอนใจจากผ้ากันเปื้อน จิตสาธารณะ ตัวแปรต้น บทที่ 2 เอกสาร และ งานวิจัย ที่ เกี่ยวข้อ ง ในการวิจัย ครั้งนี้ ผู้วิจัย ไ ด ้ ศ ึ ก ษ า เอกสารและ งานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง เ พ ื ่ อ เ ป็ น แนวทาง ใ น ก า ร ดำเนินการ วิจัย ดังนี้ 1. เอกสาร แ ล ะ งานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง กับการจัด กิจกรรมเล่าตัวแปรตาม
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทาง ในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจ 1.1 ความหมายของการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจ 1.2 ความสำคัญของนิทานคติสอนใจ 1.3 ประเภทของนิทาน 1.4 รูปแบบการเล่านิทานคติสอนใจ 1.5 เทคนิคการเล่านิทานคติสอนใจ 1.6 หลักการในการเลือกนิทานคติสอนใจ 1.7 ประโยชน์ของการเล่านิทานคติสอนใจ 1.8 การใช้สื่อประเภทผ้ากันเปื้อนประกอบการเล่านิทานคติสอนใจ 1.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตสาธารณะ 2.1 ความหมายของจิตสาธารณะ 2.2 ความสำคัญของจิตสาธารณะ 2.3 องค์ประกอบของการมีจิตสาธารณะ 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจ 3. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน
7 1. การจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจเป็นการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการพัฒนาการฟัง และการพูด มีความสนุกสนานและก่อให้เกิดจินตนาการและมีคุณธรรมแง่คิดแก่เด็ก ซึ่งได้มีผู้ให้ ความหมายของการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคตอสอนใจไว้หลายท่าน ดังนี้ 1.1 ความหมายของการเล่านิทานคติสอนใจ นักวิชาการได้ให้ความหมายของการเล่านิทานคติสอนใจไว้แตกต่างกัน ดังนี้ ไพพรรณ อินทนิล (2534: 448) ได้กล่าวว่า การเล่านิทานคติสอนใจ เป็นการเล่า เพื่อให้เกิดคุณธรรมจริยธรรมและให้เกิดและเป็นประโยชน์เพื่อการสอนวิชาต่าง ๆ และพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนได้เป็นอย่างดี เกริก ยุ้นพันธ์ (2539: 16) ได้กล่าวว่า การเล่านิทานคติสอนใจ เป็นการเล่าเรื่องราวสืบ ทอดต่อ ๆ กันมาโดยเนื้อหาที่เล่าเป็นเรื่องราวปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ปลูกจิตสำนึกของคนให้ ประพฤติอยู่ในความดี วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2542: 6) ได้กล่าวว่า การเล่านิทานคติสอนใจ เป็นการเล่าเรื่องราวที่ เล่าต่อ ๆ กันมาเป็นเวลานาน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้และเกิดความสนุกสนาน มีการ สอดแทรกคติหรือคุณธรรมเพื่อสอนใจเพื่อเป็นการเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็กอีกด้วย เนื้อน้อง สนับบุญ (2541: 35) ได้กล่าวว่า การเล่านิทานคติสอนใจ เป็นการถ่ายทอด เรื่องราวโดยการใช้น้ำเสียง ท่าทาง สื่อวัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้เด็กเข้าใจ และมีการส่งเสริมให้เด็กมีโอกาส เป็นผู้เล่าด้วยตนเอง ขวัญนุช บุญยู่ฮง (2546: 17) ได้กล่าวว่า การเล่านิทานคติสอนใจ เป็นการเล่าเรื่องที่ สืบต่อกันมาหรือเรื่องที่แต่งจากจินตนาการ เพื่อความเพลิดเพลิน สอดแทรกแง่คิด คติสอนใจหรือ ความรู้ ลัดดา นีละมณี (2527: 24) ได้กล่าวว่า การเล่านิทานคติสอนใจ คือ วัสดุ อุปกรณ์และ เป็นวิธีการที่นำมาเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ เพื่อช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็ก สรุปได้ว่า การเล่านิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือมาจากจินตนาการ โดยมี การสอดแทรกคุณธรรมต่าง ๆ และมีการใช้น้ำเสียง ท่าทาง สื่ออุปกรณ์ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน และเพลิดเพลิน
8 1.2 ความสำคัญของนิทานคติสอนใจ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550: 11-16) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของนิทาน คติสอนใจ ไว้ว่า นิทานเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ช่วยให้แง่คิดคติสอนใจมีความ สนุกสนาน นิทานมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิตให้มีพฤติกรรมที่ดี 2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ 3. การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4. การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ 5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2548: 33) ได้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานคติสอนใจ ไว้ว่า นิทานคติสอนใจว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญของครูปฐมวัยที่ใช้ในการสอนนิทานเป็นเครื่องมือการสอนที่มี ประสิทธิภาพสามารถจูงใจให้ผู้เรียนคล้อยตามกระตุ้นให้คิด และกระตุ้นให้แสดงออกให้เป็นตัวแบบ หล่อหลอมพฤติกรรม นิตยา คชภักดี(2530) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของนิทานคติสอนใจ ไว้ว่า นิทานมี ความสำคัญต่อพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมากและยังเป็นตัวชี้แนะพฤติกรรมเพื่อให้สังคม ยอมรับในตนเองมากยิ่งขึ้น บวร งามศิริอุดม (2547) ได้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานคติสอน ไว้ว่า 1. ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 2. ช่วยส่งเสริมการเรียกชื่อสิ่งของต่าง ๆ จากรูปภาพในนิทาน 3. ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาความคิดและจินตนาการ 4. ช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดี 5. ช่วยให้เกิดความสนุกสนาน เกริก ยุ้นพันธ์ (2543: 55-56) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเล่านิทานคติสอนใจ ไว้ ดังนี้ 1. นิทานทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิด เป็นกันเองกับผู้เล่า 2. นิทานทำให้เกิดความเพลิดเพลินและผ่อนคลาย 3. นิทานทำให้เกิดสมาธิ มีความตั้งใจมีใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ผู้เล่ากำลังเล่า 4. นิทานที่มีเนื้อหาที่มีการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ทำให้เด็กเข้าใจในคุณงาม
9 5. นิทานทำให้เกิดความละเอียดอ่อน มองโลกในแง่ดี 6. นิทานทำให้เกิดกระบวนการคิดในการแก้ปัญหาได้ 7. นิทานทำให้เกิดการกล้าแสดงออกและมีกระบวนการคิดอย่างมีประสิทธิภาพ 8. นิทานทำให้เกิดประโยชน์และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ 9. นิทานช่วยส่งเสริมจินตนาการให้กับผู้ฟังได้อย่างกว้างไกล 10. นิทานช่วยให้ผู้ฟังรู้จักการออกเสียงและการใช้ภาษาที่ถูกต้อง สรุปได้ว่า นิทานคติสอนใจมีความสำคัญเป็นอย่างมากทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นเครื่องมือที่ช่วย พัฒนาพัฒนาการต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพมาก เกิดความสนุกสนานและให้แง่คิดคติสอนใจต่าง ๆ 1.3 ประเภทของนิทาน ได้มีผู้แบ่งประเภทนิทานต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เกริก ยุ้นพันธ์ (2538: 20-22) ได้กล่าวถึง การแบ่งประเภทของนิทานตามรูปแบบของ นิทาน แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ 8 ประเภท คือ 1. เทพนิทานหรือเทพนิยาย หรือเรื่อราวปรัมปรา เป็นนิทานที่เกี่ยวข้องกับอภินิหาร มีอภินหารหรือเวทมนต์ ฤทธิ์เดช ฉากหรือสถานที่ในเนื้อเรื่องมักเป็นสภานที่พิเศษหรือถูกกำหนด ขึ้นมา 2. นิทานประจำถิ่นหรือนิทานพื้นบ้าน มักเป็นนิทานที่ถูกเล่าขานต่อเนื่องกันมาเป็น เรื่อราวที่เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นบ้าน ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น 3. นิทานคติสอนใจ เป็นนิทานที่เลียบเคียงเชิงเปรียบเทียบกับชีวิต ความเป็นอยู่ให้ ละเอียดรอบคอบ 4. นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่กล่าวอ้างถึงบุคคลที่มีความสามารถและเป็นการ ถ่ายทอดเรื่องราวเรื่องจริงของบุคคลสำคัญ 5. นิทานอธิบายเหตุ เป็นนิทานที่อธิบายเหตุของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พร้อมอธิบายและตอบ คำถามของเรื่องราวนั้น ๆ 6. นิทานเทพปกรณัม เป็นนิทานที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อโดยเฉพาะ 7. นิทานที่มีสัตว์เป็นตัวเอก เป็นนิทานเปรียบเทียบเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ มี การสอนจริยธรรมแฝงแง่คิดทั้งทางตรงและทางอ้อม 8. นิทานตลกขบขัน เป็นนิทานที่มีเรื่องราวเปรียบเทียบชีวิตความเป็นอยู่ แต่มีมุขตลก ความสนุกสนาน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุข
10 วรรณี ศิริสุนทร (2539: 13-19) ได้แบ่งนิทานสำหรับเด็กออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน เป็นเรื่องที่เล่าสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน โดยแบ่งออกเป็นชนิด ใหญ่ๆ ดังนี้ 1.1 นิทานเกี่ยวกับสัตว์พูดได้ เป็นนิทานที่มีตัวละครเป็นสัตว์พูดจาตอบโต้กัน 1.2 นิทานไม่รู้จบ เป็นนิทานที่มีการกระทำต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ และซ้ำ ๆ กัน 1.3 นิทานตลกขบขัน เป็นนิทานที่มีเนื้อเรื่องที่ตลกขบขัน ในบางครั้งอาจจะต้องใช้ ปฏิภาณไหวพริบ เช่น เรื่องศรีธนญไชย 1.4 นิทานอธิบายเหตุ เป็นนิทานพื้นบ้านที่มีเนื้อเรื่องในการอธิบายเกี่ยวกับ เรื่องราวต่าง ๆ พร้อมตอบคำถามของเรื่องราวนั้น ๆ 1.5 นิทานเทพนิยาย นิทานเกี่ยวกับเวทมนต์คาถา ตัวละครมักมีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ 2. นิทานสอนคติธรรม มีลักษณะเป็นนิทานสั้นๆ มีแกนเรื่องแกนเดียว มีโครงเรื่องง่าย และสั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 นิทานเทียบสุภาษิต เป็นนิทานที่มักจะยกสุภาษิตเป็นโครง 1 บทแล้วมีการ เปรียบเทียบกับโครงนั้น 2.2 นิทานชาดก เป็นนิทานสอนคติธรรมของอินเดีย 3. นิทานปกรฌัม เป็นนิทานที่แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ปละเรื่องราวในบรรพกาล เกี่ยวกับพื้นโลก ท้องฟ้าและพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ 4. นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่มีลักษณะคล้ายกับนิทานปกรฌัม มีการกระทำที่กล้าฟัน ฝ่าอุปสรรคและประสบความสำเร็จ หรือเรื่องของวีรบุรุษประจำท้องถิ่นต่าง ๆ 5. หนังสือภาพที่เป็นเรื่องอ่านเล่มสมัยใหม่สำหรับเด็กที่มีตัวเอกเป็นสัตว์ โดยแบ่ง ออกเป็น3 ชนิด ได้แก่ สัตว์ที่มีบทบาทการกระทำอย่างคน สัตว์ที่มีความเป็นอยู่สัตว์แต่พูดได้อย่างคน และสัตว์ที่มีความเป็นอยู่และความนึกคิดตามธรรมชาติของสัตว์ เป็นนิทานที่แต่งเป็นเรื่อง ๆ ไป และแต่งออกมาเป็นหนังสือชุด ตำรา ณ เมืองใต้ (2536: 14) ได้จำแนกนิทานออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. นิทานสุภาษิต เป็นนิทานที่มีเนื้อหาสั้น ๆ และมีตัวละครสัตว์เป็นสำคัญ
11 2. นิทานเทพนิยาย เป็นนิทานที่ตัวละครจะเป็นมนุษย์ แต่มีศักดิ์สูงเป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย 3. นิทานชาดก เป็นนิทานที่มีอยู่ในคัมภีร์ มักเป็นนิทานที่ยกคำสอนมาเป็นข้อคิด เตือนใจ 4. นิทานชาวบ้าน เป็นนิทานที่เล่าขานสืบต่อกันมา เนื้อหาในมักอ้างอิงสถานที่ ๆ มี อยู่จริงในท้องถิ่น วิไล เวียงวีระ (2525: 68-69) ได้แบ่งประเภทของนิทานที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย ออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 1. เรื่องจริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเด็ก 2. เทพนิยายต่าง ๆ 3. ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา 4. ปัญหาที่เกี่ยวกับศาสนา 5. นิทานที่แต่งเป็นโครงกลอน 6. นิทานประเภทส่งเสริมจินตนาการ 7. นิทานที่ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กจะเรียนรู้ วรรณี ศิริสุนทร (2532: 13-19) แบ่งนิทานสำหรับเด็กออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน เป็นเรื่องราวที่สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน แบ่งเป็น 1.1 นิทานเกี่ยวกับสัตว์พูดได้ 1.2 นิทานไม่รู้จบ 1.3 นิทานตลกขบขัน 1.4 นิทานอธิบายเหตุ 1.5 นิทานเทพนิยาย 2. นิทานสอนคติธรรม เป็นเรื่องสั้นๆ ตัวละครมีทั้งคนและสัตว์ 3. นิทานเทพปกรฌัม เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์และเรื่องบรรพกาล เกี่ยวกับพื้นโลก ท้องฟ้าและพฤติกรรมของมุนษย์ 4. นิทานมหากาพย์และนิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานคล้ายกับนิทานปกรฌัม แตกต่างกัน ที่ตัวละครของนิทานประเภทนี้มนุษย์ไม่ใช่เทพเจ้า 5. หนังสือภาพที่เป็นเรื่องอ่านเล่นสมัยใหม่สำหรับเด็กที่มีตัวเอกเป็นสัตว์
12 สรุปได้ว่า ประเภทของนิทานขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อเรื่อง ที่มา การแบ่งประเภทของ นิทานเพื่อเพิ่มความสะดวกในการจำและการเลือกเพื่อการนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 1.4 รูปแบบการเล่านิทานคติสอนใจ วไรพร เมฆไตรรัตน์ (2549: 222-223) ได้กล่าวถึงรูปแบบการเล่านิทานคติสอนใจ ไว้ ดังนี้ 1. อ่านจากหนังสือนิทานโดยตรง 2. การเล่านิทานประกอบสื่อและอุปกรณ์ 3. การเล่านิทานโดยใช้หุ่นสวมหรือหน้ากาก 4. การเล่าปากเปล่าโดยใช้น้ำเสียง ลีลาท่าทางประกอบการเล่า 5. การเล่าโดยใช้เสียงเพลงหรือเสียงดนตรีประกอบ 6. การเล่าโดยการฉายสไลด์ประกอบ 7. การเล่าประกอบแผ่นป้ายสำลี 8. การเล่าประกอบการพับหรือฉีกกระดาษ 9. การเล่านิทานประกอบการวาดภาพ 10. การเล่าโดยใช้เทปนิทาน 11. การเล่าโดยใช้นิ้วมือหรือมือประกอบ เกริก ยุ้นพันธ์ (2539: 36-55) ได้กล่าวถึงรูปแบบการเล่านิทานคติสอนใจ ไว้ดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า เป็นการเล่านิทานที่ใช้น้ำเสียง ท่าทางและแววตา ในการดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง 2. การเล่านิทานแบบเล่าไปวาดไป เป็นนิทานที่ผู้เล่าจะต้องมีประสบการณ์การเล่า แบบปากเปล่าโดยจะต้องมีการเพิ่มการวาดรูปในขณะที่เล่าเรื่องราวด้วยรูปที่เล่า ขณะที่เล่าเรื่องภาพ ที่วาดออกมาจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับเรื่องที่เล่าเลยก็ได้ 3. การเล่านิทานแบบเล่าไปวาดไป เป็นนิทานที่เล่าโดยใช้สื่ออุปกรณ์ในขณะที่เล่า การใช้สื่อและอุปกรณ์ในขณะที่เล่าช่วยให้ผู้ฟังเกิดรูปธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเร้า ความสนใจของผู้ฟังให้เกิดความสนใจในนิทานมากยิ่งขึ้น สมใจ บุญอุรพีภิญโญ (2539: 9-10) ได้กล่าวถึงรูปแบบของการเล่านิทาน ไว้ดังนี้ 1. การเล่านิทานปากเปล่า ผู้เล่าจะใช้เสียงธรรมชาติในการถ่ายทอดเรื่องราวของตน บางผู้เล่าอาจจะมีการใช้เทคนิคในการทำเสียงต่าง ๆ เพื่อช่วยให้นิทานมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
13 2. การเล่านิทานประกอบภาพวาด 3. การเล่านิทานประกอบภาพ เป็นการเล่านิทานที่มีภาพประกอบ บางเล่มอาจจะมี เฉพาะภาพไม่มีตัวอักษร ผู้เล่าจึงจำเป็นต้องใช้จินตนาการในเล่าเรื่องราวให้สัมพันธ์กับภาพ 4. การเล่านิทานประกอบเชือก การนำเชือกมาทำให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ลงบนกระดาน หรือแผ่นโปร่งใส 5. การเล่านิทานรประกอบหุ่นประดิษฐ์เป็นการนำหุ่นออกมาแสดงประกอบการเล่า นิทาน เช่น หุ่นมือ หุ่นถุงกระดาษ หุ่นหนังตะลุง เป็นต้น 6. การเล่านิทานประกอบหุ่นปะ 7. การเล่านิทานประกอบการพับผ้าเช็ดหน้าหรือการพับกระดาษ ขณะการเล่าผู้เล่า จะสาธิตการพับผ้าหรือกระดาษเป็นรูปสัตว์หรือสิ่งของต่าง ๆ ตามเนื้อเรื่อง 8. การเล่านิทานประกอบการร้องเพลง ผู้เล่านำนิทานมาทำให้เป็นบทเพลงใส่ทำนอง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผังเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น กัลยา นิ่มจิตต์ (2545: 15) ได้กล่าวถึงรูปแบบการเล่านิทาน ไว้ว่าเป็นวิธีการที่ผู้เล่า นิทานทำให้นิทานมีศักยภาพในการสร้างเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ทั้งยังสอดแทรกแนวคิด คุณธรรม จริยธรรมให้แก่ผู้ฟังด้วย สรุปได้ว่า รูปแบบการเล่านิทานเป็นวิธีการเล่านิทานที่หลากหลายในการเลือกรูปแบบการ เล่านิทานที่จะนำมาเล่าจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้ฟังให้ เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินและคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่อง 1.5 เทคนิคการเล่านิทานคติสอนใจ ไพพรรณ อินทนิล (2534: 105-106) ได้กล่าวถึงเทคนิคการเล่านิทานคติสอนใจ ไว้ ดังนี้ 1. ใช้น้ำเสียงประกอบการเล่า ผู้เล่าควรใช้น้ำเสียงให้เข้ากับเรื่องที่เล่า รู้จักการทำ เสียงสูง เสียงต่ำ เสียงหนัก เสียงเบา การใช้น้ำเสียงเหล่านี้จะทำให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย 2. ใช้ท่าทางประกอบการเล่า การใช้ท่าทางประกอบการเล่าไม่ว่าจะเป็นการใช้มือ ศีรษะหรือลำตัวประกอบการเล่า จะช่วยเพิ่มบรรยากาศในการเล่าได้มากยิ่งขึ้นแต่ควรระมัดระวังไม่ชี้ ตรงไปยังผู้ฟัง
14 3. ใช้สีหน้าและแววตาประกอบการเล่า สีหน้าและแววตาสามารถแสดงออกทางด้าน อารมณ์ไปตามเหตุการณ์ที่เล่าได้ เช่น พูดคำว่าใหญ่ นอกจากการใช้มือทั้งสองข้างผายออกแล้วการทำ ตาลุกวาวก็จะให้มีความรู้สึกที่ใหญ่มากยิ่งขึ้น 4. ใช้อุปกรณ์ประกอบการเล่า การใช้อุปกรณ์ประกอบการเล่าจะช่วยให้นิทาน น่าสนใจยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจ สนุกสนานและมีการจดจำได้มากยิ่งขึ้น สมศักดิ์ ปริปรุณะ (2542: 168-177) ได้กล่าวถึงเทคนิคการเล่านิทานคติสอนใจ ไว้ ดังนี้ 1. เทคนิคการเล่านิทานคนเดียว เป็นการเล่าที่มีผู้เล่าเพียงคนเดียว โดยเทคนิคการ เล่านิทานคนเดียว มีดังนี้ 1.1 เทคนิคการเล่านิทานปากเปล่า หมายถึง การเล่าที่ใช้ตัวผู้เล่าเป็นจุดดึงดูด ความสนใจของผู้ฟังโดยการใช้แววตา ลีลาท่าทางประกอบและการปรับเปลี่ยนเสียงให้เกิดความ น่าสนใจในการถ่ายทอดอารมณ์ตามบทบาทของตัวละครในเรื่องเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องที่เล่าได้ อย่างเหมาะสม 1.2 เทคนิคการเล่านิทานโดยใช้สื่อประกอบ หมายถึง การใช้อุปกรณ์ประกอบ การเล่านิทานเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้ฟังและช่วยสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เล่ากับผู้ฟัง สามารถทำให้ผู้ฟังมีจินตนาการคล้อยตามได้รวดเร็วขึ้น โดยอุปกรณ์ในการเล่าขึ้นอยู่กับความสามารถ และของถนัดของแต่ละบุคคล 1.3 เทคนิคการเล่านิทานโดยใช้ศิลปะประกอบการเล่านิทาน หมายถึง การที่ผู้เล่า จะใช้กิจกรรมทางศิลปะมาประกอบการเล่านิทานให้เหมาะสมกับเรื่องที่เล่าเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความ สนุกสนานและเกิดจินตนาการมากยิ่งขึ้น เช่น การฉีกกระดาษ การตัดกระดาษ เล่าไปวาดไป เป็นต้น 1.4 เทคนิคการเล่านิทานที่ให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม หมายถึง การให้โอกาสผู้ฟังได้มีส่วน ร่วมในการเล่านิทานเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและเกิดความภูมิใจถือว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของนิทาน เช่น การตั้งชื่อนิทาน การให้ผู้ฟังร่วมตอบคำถามขณะเล่านิทาน เป็นต้น 2. เทคนิคการเล่านิทานเป็นคณะ เป็นการเล่านิทานที่ใช้ผู้เล่าตั้งแต่สองคนขึ้นไป เน้น การประสานงานของผู้เล่าในการโต้ตอบกันและการทำท่าทางตามบุคลิกของตัวละครที่ผู้เล่าสวม บทบาทอยู่เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน มีจินตนาการคล้อยตามเนื้อเรื่อง 3. การแสดงนิทาน การเล่านิทานที่ใช้ผู้เล่าคนเดียวหรือคณะดำเนินกิจกรรมที่ทำให้ ผู้ฟังหรือผู้เล่า หรือผู้ทั้งผู้ฟังและผู้เล่าแสดงบทบาทของตัวละครในนิทาน การจัดแสดงนิทานผู้เล่า
15 จะต้องใช้ภาพูด การแสดงท่าทางประกอบ น้ำเสียง สายตา การจัดบรรยากาศและการจัดกิจกรรม ประกอบการเล่าให้สอดคล้องกับเรื่องที่เล่าได้อย่างเหมาะสม วิไล มาศจรัส (2551: 115-119) ได้กล่าวถึงเทคนิคการเล่านิทานคติสอนใจ ไว้ดังนี้ 1. การเล่าปากเปล่า เป็นการเล่าโดยการใช้สายตา น้ำเสียงและส่วนต่าง ๆของร่างกาย 2. การเล่านิทานจากหนังสือ โดยมีหนังสือนิทานเป็นอุปกรณ์ประกอบการเล่า 3. การเล่านิทานโดยใช้ภาพประกอบ ซึ่งภาพประกอบมักเป็นแผ่นภาพขนาดใหญ่และ มีตัวละครสำคัญเป็นภาพหลัก 4. การเล่านิทานประกอบหุ่น เป็นการเล่านิทานที่มีตัวละครหุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ นิทานมีความน่าตื่นเต้นเร้าใจดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง วรรณี ศิริสุนทร (2539) ได้กล่าวถึงเทคนิคของการเล่านิทานสำหรับครูผู้สอนเด็ก ปฐมวัย ไว้ดังนี้ 1. การปรับน้ำเสียงให้มีความชัดเจน ใช้เสียงสูงต่ำได้อย่างเหมาะสม 2. การทรงตัวในท่าที่สบายหลังตรง 3. การเลือกใช้คำพูดเพื่อกระตุ้นเร้าความสนใจผู้ฟัง 4. การใช้ภาษาถิ่นควรใช้เมื่อจำเป็นและต้องใช้อย่างระมัดระวัง 5. การใช้ท่าทางประกอบให้เป็นไปตามธรรมชาติ 6. การเลือกใช้หนังสือที่มีภาพประกอบ 7. มองสบตาผู้ฟังในขณะที่เล่า 8. ถ้ามีการขัดจังหวะในขณะที่เล่า ผู้เล่าจะต้องรอผู้ฟังให้พร้อมที่จะฟังแล้วจึงค่อย ดำเนินการเล่านิทานต่อไป 9. ฝึกฝนตนเองเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเล่านิทานเพิ่มมากขึ้น 1.6 หลักการในการเลือกนิทานคติสอนใจ กรมวิชาการ (2546: 143-144) ได้กล่าวถึงหลักในการเลือกนิทานที่เหมาะสมสำหรับ เด็กปฐมวัย ไว้ดังนี้ 1. เป็นเรื่องง่ายๆ เหมาะสมกับวัยของเด็ก 2. ใช้คำซ้ำ ๆ และเป็นประโยคสั้นที่เด็กจำได้ง่าย 3. มีบทสนทนาบ้าง 4. ใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัยของเด็ก
16 5. เนื้อเรื่องควรเป็นเหตุการณ์ใกล้ตัวเด็ก 6. ตัวละครน้อยและควรมีตัวเด่นเพียงเรื่องตัวเดียว 7. เนื้อหาต้องมีสาระเหมาะสมกับการปลูกฝังความดีความงาม 8. ถ้าเป็นเรื่องของศาสนาควรทำให้เห็นภาพพจน์ที่ถูกต้องเหมาะสมกับท้องถิ่น 9. เนื้อเรื่องสนุกสนานและมีความยาวของเรื่องต้องเหมาะสมกับระยะเวลาความสนใจ ของเด็ก เกริก ยุ้นพันธ์ (2543: 68) ได้กล่าวถึงหลักในการเลือกนิทานสำหรับเด็กเพื่อใช้ในการ เล่า ไว้ดังนี้ 1. เรื่องที่เล่า ควรเลือกให้ให้เหมาะสมกับวัยต่าง ๆ ของเด็ก 2. เลือกให้เหมาะสมกับระยะเวลาความสนใจของเด็ก 3. จะต้องเป็นเรื่องสำหรับเด็กที่ผู้เล่าสนใจและชื่นชอบ 4. ผู้เล่าจะต้องใช้วิธีการเล่าให้เหมาะสม 5. เรื่องที่เล่าจะต้องมีความสนุกสนานและความยาวที่เหมาะสม 6. เนื้อหาของเรื่องที่เล่าจะต้องมีการปลูกฝังความดีและคุณธรรมจริยธรรม 7. ผู้เล่าจะต้องเตรียมตัวเพื่อให้การเล่าเป็นไปอย่างราบรื่น 8. ในการใช้สื่อประกอบการเล่า ผู้เล่าจะต้องทดลองใช้มาก่อนเพื่อป้องกันความ ผิดพลาดในขณะที่เล่า 9. ผู้เล่าจะต้องพิจารณาการเลือกนิทานให้เหมาะสมกับบรรยากาศ กมลมาลย์ คำแสน (2559: 57-58) การพิจารณาเลือกนิทานให้เหมาะสมกับเด็ก มีวิธีการเลือกนิทาน ดังนี้ 1. คำนึงถึงความต้องการของเด็ก 2. นิทานมีเนื้อหาที่ไม่ซับซ้อนและมีความเหมาะสมกับวัยต่าง ๆ ของเด็ก 3. นิทานมีความเหมาะสมกับช่วงระยะความสนใจของเด็ก ไม่ควรเป็นเนื้อเรื่องที่ยาว เกินไป 4. เนื้อหาต้องมีสาระและสอดแทรกค่านิยม ส่งเสริมด้านคุณธรมมจริยธรรม 5. นิทานมีการใช้ภาษาที่ถูกต้อง 6. นิทานต้องมีเนื้อหาที่สนุกสนาน กระตุ้นจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก 7. เนื้อหาในนิทานอาจเพิ่มความตลกขบขันเพื่อความสนุกสาน
17 8. เนื้อหาในนิทานไม่ควรมีพฤติกรรมที่ใช้อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าวเพราะอาจจะทำให้ เด็กเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมนั้น ๆ ได้ ไพพรรณ อินทนิล (2534: 70-80) ได้กล่าวถึงหลักในการเลือกเรื่องสำหรับการเล่า ได้ ดังนี้ 1. เลือกเรื่องให้เหมาะสมกับความสนใจของเด็กแต่ละวัย ควรเลือกเรื่องที่เข้าใจง่ายตัว ละครน้อยและคำนึงถึงระยะเวลาความสนใจของเด็ก 2. เลือกเรื่องที่ผู้เล่านิทานอยากเล่า เพราะจะทำให้ผู้เล่าเล่าได้ดีและมีชีวิตชีวา 3. เลือกเรื่องที่เหมาะสมกับวิธีการเล่าและสื่อประกอบการเล่า 4. เลือกเรื่องที่มีสาระ ข้อคิดเพื่อปลูกฝังความดีงามให้เกิดขึ้นกับเด็ก 5. เลือกเรื่องที่ให้ความสนุกสนาน 6. เลือกเรื่องที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ในเรื่อง โดยเรื่องที่เล่าควรจะให้มีคำกิริยาซึ่งจะ ตอบคำถามว่าใครทำอะไรได้มากที่สุด 7. ควรเลือกนิทานที่มีเนื้อหาเร้าใจ เป็นการทำให้ผู้ฟังเกิดความตื่นเต้นอยากฟังไปจน จบและควรเลือกนิทานที่จบในตัวของมันเอง 8. ควรเลือกเรื่องที่มีคำซ้ำ ๆ ข้อความซ้ำ ๆ และคล้องจองกันเพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ เด็กติดใจและสนุกสนานมาก เช่น หญิงชราผู้กลืนแมลงวันลงท้อง ขนมแป้งจี่ เป็นต้น 9. ควรเลือกเรื่องที่ให้ความรู้สึกสะเทือนใจ เช่น รัก โกรธ เกลียด สอดแทรกอยู่ในเนื้อ เรื่อง 10. นิทานพื้นเมือง มีถ้อยคำสั้นๆ โครงเรื่องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การดำเนินเรื่อง ตรงไปตรงมาและรวดเร็ว 11. นิทานเรื่องผี ผู้เล่าควรเล่าเรื่องที่ไม่น่ากลัว เช่น ผีที่คอยช่วยเหลือคนดี 12. เทพนิยาย เด็ก ๆ ชอบฟังเนื่องจากมีเรื่องเกี่ยวกับการผจญภัยทำให้เกิดความ ตื่นเต้นเร้าใจ 13. ควรเลือกเรื่องให้เหมาะสมกับเพศของผู้ฟังในกรณีผู้ฟังเป็นเพศเดียวกัน ทั้งกลุ่ม เช่น เพศชายชอบเรื่องการผจญภัย เพญหญิงชอบเรื่องที่อ่อนหวาน เป็นต้น 14. ควรเลือกเรื่องที่แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาดในการแก้ปัญหาหรือการใช้ ปฏิภาณไหวพริบ เพราะนิทานเหล่านี้ช่วยปลูกฝังเด็กไปในทางที่ดี
18 สุขุม เฉลยทรัพย์(2535: 35) ได้กล่าวถึงการพิจารณาเลือกนิทานที่เหมาะสม กับเด็ก ไว้ดังนี้ 1. มีความเคลื่อนไหวในเรื่อง สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับตัวละครสำคัญของเรื่องว่า กำลังทำอะไร ทำอย่างไร 2. มีเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้น เร้าใจพร้อมสอดแทรกคติสอนใจ 3. มีการพรรณนาโวหารไม่ยาวเกินไป 4. มีลักษณะเป็นคำคล้องจองหรือข้อความซ้ำ ๆ 5. ตัวละครมีการพูดจาโต้ตอบกันที่แสดงถึงปัญญาที่เฉียบแหลม 6. มีความรู้สึกสะเทือนใจ เช่น ดีใจ เศร้า เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เนื้อเรื่องมีรสชาติยิ่งขึ้น 7. เนื้อเรื่องควรจบลงด้วยความสุขและมีคติเตือนใจ สรุปได้ว่า หลักการในเลือกนิทานคติสอนใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้เล่าเพราะผู้เล่าควร พิจารณาการเลือกนิทานให้เหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงความสนใจ ระยะเวลา เพศ คุณค่าและ ความสนุกสนานเพลิดเพลินเพื่อให้เกิดการเร้าใจดึงดูดผู้ฟังให้สนใจในนิทานมากยิ่งขึ้น 1.7 ประโยชน์ของการเล่านิทานคติสอนใจ ผู้เล่านิทานย่อมมีความสามารถในการทำให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการหรือความรู้สึกร่วมกับ เรื่องราวที่ได้ฟังและยังทำมีอิทธิพลให้ผู้ฟังได้ประพฤติหรือทำตาม โดยนักวิชาการได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการเล่านิทานไว้แตกต่างกัน ดังนี้ เกริก ยุ้นพันธ์ (2543: 55-56) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเล่านิทานคติสอนใจ ไว้ดังนี้ 1. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นกันเองกับผู้เล่า 2. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลินและสดชื่นแจ่มใส 3. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังมีสมาธิใจจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ผู้เล่าเล่าเรื่อง 4. เด็ก ๆ หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ทำให้เกิดความเข้าใจในความดีความงามมากยิ่งขึ้น 5. นิทานทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังมีความละเอียดอ่อนมองโลกในแง่ดี 6. นิทานทำให้มีกระบวนการคิดในการแก้ไขปัญหาได้ 7. นิทานสามารถสร้างความกล้าแสดงออกที่ผ่านกระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ
19 8. สามารถนำความรู้หรือแง่คิดที่ได้จากการฟังนิทานไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างเหมาะสม 9. นิทานช่วยส่งเสริมจินตนาการให้ผู้ฟังได้อย่างไร้ขอบเขต 10. ช่วยให้รู้จักการออกเสียงและการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ไพพรรณ อินทนิล (2534) ได้กล่าวว่าประโยชน์ของการเล่านิทานเป็นการสร้าง บรรยากาศให้เกิดการพัฒนาทางด้านอารมณ์ให้แก่เด็ก เกิดความบันเทิงใจ ความคิดสร้างสรรค์รวมทั้ง ยังเป็นการให้เด็กใช้ภาษาได้ถูกต้องและยังมีการสอดแทรกปลูกฝังคุณธรรมด้านต่าง ๆ ให้กับเด็ก กิ่งแก้ว อัตถากร (2514: 35) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเล่านิทานคติสอนใจว่า เป็น สิ่งที่ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน มีการสอดแทรกคุณธรรมที่หลากหลายและยังเป็นการสร้างเสริมเจต คติและพฤติกรรมที่ดีให้กับเด็ก สุขสมร ประพัฒน์ทอง (2521: 31-36) ได้กล่าวว่าประโยชน์ของนิทานคติสอนใจ คือ ช่วยสามารถกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เด็กเกิดความมานะพยายามในการทำงานและความมุ่งมั่นใน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จบบรรลุผลสำเร็จ (เฉลิม มากนวล. 2518: 100-101; อ้างอิงใน สมศักดิ์ ปริปุรณะ. 2542:15) ได้กล่าวว่า ประโยชน์ของนิทานจะช่วยส่งเสริมความคิด จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์พร้อมทั้ง ยังมีการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมเพื่อให้ประพฤติตนได้อย่างเหมาะสม สรุปได้ว่า ประโยชน์ของนิทานคติสอนใจเป็นการสร้างเสริมพัฒนาการตามวัยของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและด้านคุณธรรมจริยธรรมโดยยังเป็นเครื่องที่ช่วยพัฒนา ภาษาและพฤติกรรมของเด็กให้ประพฤติตนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามวัย 1.8 การใช้สื่อประเภทผ้ากันเปื้อนประกอบการเล่านิทานคติสอนใจ 1.8.1 ความหมายของนิทานประกอบผ้ากันเปื้อน นิทานเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาเด็ก ช่วยส่งเสริมจินตนาการให้เกิดกับ เด็กแต่การเล่านิทานให้เด็กฟังคงต้องมีสื่อการเรียนการสอนมาช่วยเสริมเพื่อให้เด็กเกิดจินตนาการ และสนใจในการติดตามฟังนิทานนั้น ๆ ผู้วิจัยได้ทำการเปรียบเทียบพฤติกรรมความมีจิตสาธารณะ ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เล่านิทานจากผ้ากันเปื้อนในทีนี้จึงขอกล่าวถึงการใช้สื่อผ้า กันเปื้อนประกอบการเล่านิทานโดยได้มีนักวิชาการและผู้รู้กล่าวถึงการใช้สื่อประเภทผ้ากันเปื้อน ประกอบการเล่านิทาน ดังนี้
20 วราภรณ์ อินทรชัยศรี (2536) กล่าวว่า นิทานผ้ากันเปื้อนเป็นการนำผ้ากันเปื้อนมา ตกแต่งเป็นฉากหลังในนิทานเรื่องอะไรก็ได้และทำตัวละครในนิทานที่ตนเองเลือกเพื่อนำมาติดลงบน ฉากที่ทำจากผ้ากันเปื้อน ในการเล่านิทานผู้เล่าจะต้องมีท่าทางประกอบการแสดงด้วย เนื่องจากใน การเล่านิทานประกอบผ้ากันเปื้อนผู้เล่าจะต้องมีท่าทางประกอบด้วย เพราะเด็กจะเห็นภาพของนิทาน อย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กสนุก เกิดความตื่นตัวในการฟังและเกิดจิตนาการตามไปด้วย ศิรินันท์ ลักสิตานนท์ (2555) กล่าวว่า การเล่านิทานผ้ากันเปื้อน คือการหยิบตัวละคร ออกจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ต้องเรียงลำดับตัวละครและให้เกิดการพลิ้วไหวไปพร้อมกับการเล่า ไม่หยุดชะงัก หากหยิบผิดหยิบใหม่จะทำให้ขาดอรรถรสได้ จากสื่อประเภทผ้ากันเปื้อนประกอบการเล่านิทานข้างต้น สรุปได้ว่า นิทานผ้ากันเปื้อน เป็นการนำตัวละครมาติดลงบนผ้ากันเปื้อนเพื่อเล่าเป็นเรื่องราว ขณะที่ผู้เล่านิทานเล่าถึงจุดไหนของ เรื่องก็จะหยิบตัวแสดงนั้นออกมา และเมื่อเล่าเสร็จก็จะติดกลับไปยังผ้ากันเปื้อน ทำให้ผู้ฟังหรือเด็ก เกิดจินตนาการที่ต่อเนื่องเพราะยังเห็นตัวละครอยู่ 1.8.2 วิธีการทำนิทานผ้ากันเปื้อน อัญชณา ธนกูล. (ม.ป.ป.) ได้อธิบายถึงวิธีการทำนิทานผ้ากันเปื้อน ดังนี้ วัสดุอุปกรณ์ 1. ผ้ากันเปื้อนสำเร็จ 2. ผ้าสักหลาด (สีพื้นขนาดใหญ่) 3. ผ้าสักหลาดสีต่าง ๆ 4. ปืนกาว, ไส้กาว 5. ตีนตุ๊กแก 6. ลูกตาตุ๊กตา 7. เข็ม, ด้าย, กรรไกร วิธีทำ 1. เย็บเพื่อยึดผ้าสักหลาดทำพื้นหลังให้ติดกันกับผ้ากันเปื้อน โดยมีการจัดซ้อนทับ พื้นหลังให้เกิดความสวยงาม 2. ติดฉากอื่น ๆ ลงในพื้นหลัง เช่น ต้นไม้ บ้าน ก้อนเมฆ พระอาทิตย์ ภูเขา หญ้า เป็นต้น โดยการใช้เข็มเย็บลงไป (หากสะดวกใช้จักรเย็บผ้าก็สามารถทำได้) 3. ใช้ผ้าสักหลาดสีต่าง ๆ มาทำตัวละคร หรือสิ่งต่าง ๆ ประกอบการเล่านิทาน โดยยัดนุ่น ใยสังเคราะห์ หรือสำลีเข้าไปในตัวละครเพื่อให้เกิดพองตัว จากนั้นใช้เข็มเย็บขอบของหุ่น 4. เมื่อเย็บขอบหุ่นเสร็จแล้วใช้ปืนกาวติดลูกตาตุ๊กตาลงในหุ่นพร้อมใช้ ปากกาเมจิกปลายแหลมตกแต่งใบหน้าหรือใช้เข็มและด้ายเย็บเป็นใบหน้าก็ได้
21 5. ใช้ตีนตุ๊กแกติดด้านหลังของตัวละครและฉากโดยการเย็บด้วยเข็มเพื่อป้องกัน การหลุดของตีนตุ๊กแก 6. เมื่อกาวแห้งและเย็บทุกอย่างเรียนร้อยแล้วก็เป็นอันเสร็จ
22 1.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่านิทานคติสอนใจ งานวิจัยในประเทศ สุภัค ไหวหากิจ (2543) ได้ศึกษา เปรียบเทียบการรับรู้วินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคุณธรรม และการเล่นเกมแบบร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชาย–หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2543 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัด เพชรบูรณ์ จำนวน 315 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทาน และการ จัดกิจกรรมการเล่นแบบร่วมมือ มีการรับรู้วินัยในตนเอง หลังจากทดลองไม่แตกต่างกัน ยังไม่เป็นตาม สมมุติฐานที่ตั้งไว้ แต่พบว่า กลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติธรรม มีค่าคะแนนเฉลี่ย การรับรู้ วินัยในตน เองสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเกมแบบร่วมมือโดยค่าเฉลี่ย เท่ากับ 39.87 และค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.80 ตามลำดับและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ตามลำดับ อภิรดี สีนวล (2547) ได้ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานฉงน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2546 โรงเรียนปทุมานกูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จํานวน 15 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานฉงน ความสามารถในการแก้ปัญหาตนเอง และความสามารถในการแก้ปัญหาตนเองที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นมี ค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานฉงนมีค่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเล่านิทานองนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 ศศินันท์ นิลจันทร์ (2547) ได้ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมเล่านิทานที่มีต่อความมีวินัย ในตนเองของเด็กปฐมวัยในชุมชนแออัดคลองเตยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชายหญิงอายุระหว่าง 3-4 ปีที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่1 ปีการศึกษา 2546 สถานรับเลี้ยงเด็กดวง ประทีปมูลนิธิดวงประทีปชุมชนแออัดของเตยกรุงเทพมหานครจำนวน 15 คนใช้เวลาในการจัด กิจกรรมการเล่านิทาน ฉงน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 35 นาที รวม 24 ครั้ง ผลการศึกษา พบว่าเด็กปฐมวัยในชุมชนแออัดคลองเตยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานในแต่ละช่วงสัปดาห์ ที่แตกต่างกันมีระดับคะแนนของพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญทาง
23 สถิติที่ระดับ 0.1 และมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมความมีวินัยในตนเองในด้านความรับผิดชอบ ความซื่อตรง การตรงต่อเวลาและการควบคุมตนเองสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดวงใจ รุ่งเรื่อง (2551) ได้ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์ภาษาโดยใช้เทคนิคการเล่า นิทานวงกลมที่มีต่อความสามารถทางการพูดของเด็กอนุบาลด้านโครงสร้างประโยคและความคล่องใน การใช้ภาษา ตัวอย่างประชากรในการวิจัย คือ เด็กอนุบาลอายุ 5-6 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปี ที่ 2 ของโรงเรียนอนุบาลศิวภรณ์ จำนวน 14 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองที่ใช้การจัดประสบการณ์ ทางภาษาโดยใช้เทคนิคการเล่านิทานวงกลมจำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุมที่ใช้การจัดประสบการณ์ ทางภาษาแบบปกติ จำนวน 7 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง 10 สัปดาห์ แบ่งเป็นการ ทดสอบก่อนดำเนินการทดลอง 1 สัปดาห์ ดำเนินการทดลอง 8 สัปดาห์ และทดสอบหลังการทดลอง 1 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบความสามารถทางการพูดของเด็กอนุบาล ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถทางการพูดสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปราณี ปริยวาที(2551)ได้ศึกษาการพัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัย โดยการเลานิทาน และการติดตามผล กลุมตัวอยางเป็นนักเรียน ชาย-หญิง อายุ 5–6 ป กําลังศึกษาอยูชั้นอนุบาลปที่ 3 ภาคเรียนที่1 ปการศึกษา 2550 โรงเรียนบุรารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ไดมาโดยการสุมตัวอย่างอยางงาย 2 ขั้นตอนโดยคัดเด็กที่ไดคะแนนจริยธรรม ต่ำสุด 15 อันดับแรกมา 15คน เพื่อเปนกลุมทดลอง 8 สัปดาหๆ ละ 3 วันๆ ละ 20 นาที รวม ทั้งสิ้น 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใชใน การจัดกิจกรรมเลานิทานและติดตามคือ นิทาน แผนการจัดกิจกรรมการเลานิทาน แบบทดสอบการ พัฒนาจริยธรรมของเด็กปฐมวัยที่ผูวิจัยสรางขึ้นและแบบติดตามผล มีคาความเชื่อมั่น 0.70 แบบ แผนการวิจัยใชแบบ One - Group Pretest - Posttest Design วิเคราะหขอมูล โดยใชคาเฉลี่ยและ t - test Dependent ผลการวิจัยพบวา เด็กปฐมวัยหลังจากไดรับการจัดกิจกรรมเลานิทานและ ติดตามผล มีการพัฒนา จริยธรรม หลังการจัดกิจกรรมเลานิทานอยูในระดับดีมากแตกตางจากกอน การทดลองอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นิศารัตน์ อิสระมโนรส (2552) ได้ศึกษาผลของการใช้กิจกรรมการเล่านิทานแบบไม่จบ เรื่อง ที่มีต่อพฤติกรรมทางจริยธรรมของเด็กวัยอนุบาล 3 ด้าน ได้แก่ พฤติกรรมทางจริยธรรมด้าน ความซื่อสัตย์ พฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความรับผิดชอบ และพฤติกรรมทางจริยธรรมด้านความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เด็กวัยอนุบาลที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น อนุบาลปีที่ 1 จำนวน 61 คน ของโรงเรียนทีปังกรณ์วิทยาพัฒน์(วัดโบสถ์)ในพระราชูปถัมภ์ฯ แบ่งเป็น
24 กลุ่มทดลองจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 31 คน กลุ่มทดลองใช้กิจกรรมการเล่านิทาน แบบไม่จบเรื่อง ส่วนกลุ่มควบคุมใช้กิจกรรมการเล่านิทานแบบปกติ ใช้ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมทางจริยธรรมของเด็กวัยอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง เด็กที่ได้รับการใช้กิจกรรมการเล่านิทานแบบไม่จบเรื่อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนน พฤติกรรมทางจริยธรรมสูงกว่า เด็กที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ณัฐฐา สีเขียว (2558) ได้ศึกษาผลของการเล่านิทานโดยใช้ผังความคิดตามแนวคิดของ โทนี่ บูซาน ที่มีต่อการเข้าใจความของเด็กอนุบาลใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบอกรายละเอียด ด้านการ ลำดับเหตุการณ์ ด้านการบอกถึงเหตุและผล และด้านการจับใจความสำคัญ เพื่อเปรียบเทียบผลของ การเล่านิทานโดยใช้ผังความคิดตามแนวคิดของโทนี่ บูซาน และการเล่านิทานแบบปกติที่มีต่อการเข้า ใจความของเด็กอนุบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนวัดด่าน สำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 16 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 16 คน กลุ่มทดลองได้รับการเล่า นิทานโดยใช้ผังความคิดตามแนวคิดของโทนี่ บูซาน ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การ พัฒนาหัวเรื่อง ขั้นที่ 2 การเล่านิทาน และขั้นที่ 3 การปฏิบัติ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการเล่านิทาน แบบปกติ ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 10 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดการเข้า ใจความของเด็กอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเข้าใจความ ด้านการบอก รายละเอียด ด้านการลำดับเหตุการณ์ ด้านการบอกถึงเหตุและผล และด้านการจับใจความสำคัญ สูง กว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย คะแนนการเข้าใจความ ด้านการบอกรายละเอียด ด้านการลำดับเหตุการณ์ ด้านการบอกถึงเหตุและ ผล และด้านการจับใจความสำคัญ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
25 งานวิจัยในต่างประเทศ ดิกสัน จอห์นสัน และฮอลซ์ (Dixon, Johnson & Salts. 1977: 367 - 379) ได้วิจัย เกี่ยวกับเรื่องการจัดกิจกรรมการเล่านิทานให้กับเด็กอนุบาล 3 - 4 ปี ที่โรงเรียนในเมืองดีทรอยด์ จํานวน 46 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เล่านิทานให้เด็กฟังแล้วแสดงบทบาทประกอบตาม เนื้อเรื่อง กลุ่มที่ 2 เล่านิทานให้ฟังพร้อมกับพาไปดูของจริงนอกสถานที่ เช่น ไปสวนสัตว์ ไปซื้อของ กลุ่มที่ 3 เล่านิทานแล้วสนทนากับเด็กเกี่ยวกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง และกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มควบคุมผล พบว่า กลุ่มเด็กที่ได้แสดงบทบาทประกอบตามเรื่องได้แสดงบทบาทเลียนแบบตัวละครในเนื้อเรื่องไป ด้วยจะพัฒนาจิตลักษณะต่าง ๆ ได้ดีที่สุดแสดงว่าเมื่อเด็กได้ฟังนิทานแล้วเกิดความต้องการที่จะ เลียนแบบตัวละครที่ตัวชอบหรือตัวละครที่ได้รับความสำเร็จจากพฤติกรรมนั้นและเนื้อหาในนิทานถ้า เป็นเรื่องที่ไกลความจริง เช่น เทพนิยายแล้วจะให้ผลดีต่อจิตลักษณะของเด็กได้ดีกว่านิทานที่มีเนื้อหา ใกล้ชีวิตเด็ก คลอร์ และโรเบิร์ต (Clore; & Robert. 1978: 156) ได้ศึกษา ผลการใช้นิทานที่ส่งผล ต่อพฤติกรรมและทัศนคติของเด็กโดยใช้หุ่นจำลองและการแสดงบทบาทสมมุติ กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนชาย จํานวน 62 คน จากโรงเรียนประถมศึกษา 2 แห่ง โดยให้นักเรียนแสดงอุปนิสัย ท่าทาง ให้เหมือนกับตัวละครในนิทาน เมื่อเรียนจบแล้ว วัดทัศนคติทันทีพบว่า เด็กชายเหล่านี้มีทัศนคติที่ดี ต่อสัตว์และหลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์ ทำการวัดอีกครั้งหนึ่ง ผลปรากฏว่า การวัดทัศนคติของเด็กชาย ทั้งสองโรงเรียนมีความมั่นคง เด็กชายที่เคยล่าสัตว์ก็เลิกล่าสัตว์โดยแน่นอน ผลการศึกษาครั้งนี้แสดง ว่านิทานมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและทัศนคติที่มั่นคงของเด็ก Clore และ Bray (1978) ได้ศึกษาผลของการใช้นิทานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและ ทัศนคติ ของเด็ก โดยใช้หุ่นจําลอง และการแสดงบทบาทสมมติ โดยใช้นักเรียนแสดงอุปนิสัยท่าทาง ให้ เหมือนกับละครในนิทานนั้น เมื่อเรียนจบแล้ว วัดทัศนคติทันทีพบว่าเด็กชายเหล่านี้มีทัศนคติที่ดี ต่อ สัตว์ และหลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์ ทำการวัดอีกครั้งหนึ่งผลปรากฏว่า การวัดทัศนคติของ เด็กชาย ทั้งสองโรงเรียนมีความมั่นคง เด็กชาย เดยล่าสัตว์ เลิกฆ่าสัตว์อย่างแน่นอน ผลการศึกษาครั้ง นี้ แสดงว่า นิทานมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและทัศนคติที่มั่นคงของเด็ก
26 2. จิตสาธารณะ 2.1 ความหมายของจิตสาธารณะ ได้มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของจิตสาธารณะแตกต่างกันออกไป ดังนี้ กนิษฐา นิทัศน์พัฒนา และคณะ (2541 :8) ได้กล่าวว่า จิตสาธารณะเป็นการตระหนักรู้ และคำนึงถึงส่วนรวมร่วมกันหรือคำนึงถึงผู้อื่นที่ร่วมความสัมพันธ์เป็นกลุ่มเดียวกับตน (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. 2543: 17; อ้างอิงใน บุษบา ดวงจันทร์ทิพย์. 2558: 79) ได้กล่าวว่า จิตสาธารณะเป็นความคิดที่ไม่เห็นแก่ตัว มีความปรารถนาในช่วยเหลือและแก้ไขปัญหา ให้แก่ผู้อื่น หฤทัย อาจปรุ (2544: 37) ได้กล่าวว่า จิตสาธารณะคือความรู้สึกปรารถนาที่จะ ช่วยเหลือสังคมโดยการลงมือกระทำเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยเรียนรู้และแก้ไข ปัญหาร่วมกันกับคนในสังคม สุชาดา จักรพิสุทธิ์ (2544: 22) ได้กล่าวว่า จิตสาธารณะเป็นคุณธรรมสำหรับส่วนรวมมี ความร่วมมือของพลเมืองในการกระทำเพื่อบ้านเมือง สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (2542: 14) ได้ให้ความหมายของ จิตสาธารณะว่าเป็นการรู้จักเอาใจใส่เป็นธุระและเข้าร่วมในเรื่องของส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ สรุปได้ว่า จิตสาธารณะคือการมีจิตสำนึกร่วมกันในสาธารณะ มีการช่วยเหลือและการแก้ไข ปัญหาในสังคมด้วยวิธีการต่าง ๆ และมีความรับผิดชอบโดยคำนึงถึงส่วนรวม 2.2 ความสำคัญของจิตสาธารณะ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552: 1-11) ได้กล่าวว่า การสร้างคนให้มีจิตสาธารณะมี ความสำคัญต่อบุคคล องค์กร สังคมและประเทศชาติอย่างมาก ถ้าเราปลูกฝังให้เด็กมีจิตใจที่เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวมจะทำให้ลดปัญหาในการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น การทำลายสาธารณะสมบัติต่าง ๆ จะลดลงและการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวก็จะลดลง (ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และสังคม สัญจร. 2543:22-29; อ้างอิงใน เจษฎา หนูรุ่น. 2555) ได้กล่าวว่า การที่คนมาอยู่รวมกันในสังคมในรูปแบบการพึ่งพากัน คนในสังคมมีหน้าที่บทบาท ที่แตกต่างกันออกไป ถ้าคนในสังคมขาดจิตสาธารณะ ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบต่อบุคคล ครอบครัว องค์กรแล้ว การขาดจิตสาธารณะยังมีผลกระทบต่อชุมชนระดับประเทศและระดับโลก ดังนี้ 1. ผลกระทบต่อบุคคล ทำให้เกิดปัญหาคือ 1.1 สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง
27 1.2 สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น 2. ผลกระทบต่อครอบครัว ทำให้เกิดปัญหาคือ 2.1 ความสามัคคีในครอบครัวลดน้อยลง 2.2 การแก่งแย่ง ทะเลาะเบาะแวงภายในครอบครัว 3. ผลกระทบต่อองค์กร ทำให้เกิดปัญหาคือ 3.1 การแบ่งพรรคแบ่งพวกในองค์กร 3.2 ความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น 3.3 การเบียดเบียนสมบัติขององค์กรเป็นสมบัติส่วนตน 3.4 องค์กรไม่ก้าวหน้า ประสิทธิภาพและคุณภาพของงานลดลง ประเวศ วะสี (2541: 20) ได้กล่าวว่า จิตสาธารณะมีความสำคัญเพราะถือว่าเป็น คุณธรรมอย่างหนึ่งของพลเมือง เป็นคุณค่าและจิตสำนึกของสังคม บุคคล องค์กร สังคมที่ไม่มีคุณค่า และจิตสำนึกทำให้ขาดพลังในการสร้างสรรค์เมื่อเกิดคุณลักษณะด้านจิตสาธารณะจะทำให้สังคมเกิด ความเข้มแข็งของสังคม สรุปได้ว่า ความสำคัญของการมีจิตสาธารณะช่วยส่งเสริมหรือพัฒนาให้เด็กเกิดจิต สาธารณะด้วยวิธีการต่าง ๆ ส่งผลให้เด็กมีจิตใจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนตัว 2.3 องค์ประกอบของการมีจิตสาธารณะ ชัยสิทธิ์ เฉลิมมีประเสริฐ และคณะ (2540: 20) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการมี จิตสาธารณะ ไว้ดังนี้ 1. การตระหนักถึงปัญหา 2. ความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น 3. ความรับผิดชอบต่อสังคม 4. การลงมือปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น (กระทรวงศึกษาธิการ. 2547: 27; อ้างอิงใน บุษบา ดวงจันทร์ทิพย์. 2558: 89) ได้ กล่าวถึงองค์ประกอบของจิตสาธารณะสำหรับเด็กปฐมวัยที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจนตามระดับอายุ ไว้ดังนี้ วัย 3 – 4 ปี ทิ้งขยะให้ถูกที่ ไม่ทำลายสิ่งของเครื่องใช้ส่วนรวม วัย 4 – 5 ปี ทิ้งขยะให้ถูกที่ รักษาสิ่งของที่ใช้ส่วนรวม
28 วัย 5 – 6 ปี ทิ้งขยะให้ถูกที่ ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สมพงษ์ สิงหะพล (2542: 15-16) ได้กล่าวถึงจิตสาธารณะว่า มีอยู่ 3 ด้านหลักๆ คือ 1. จิตสำนึกเกี่ยวกับตนเอง เป็นจิตสำนึกที่ถูกปลูกฝังและมีมานานตามสภาพ สังคมไทยเป็นจิตสำนึกเพื่อพัฒนาตนเองทำให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น ความรับผิดชอบความ มานะอดทน เป็นต้น 2. จิตสำนึกเกี่ยวกับผู้อื่น เป็นจิตสำนึกที่คนไทยส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมมาจากพื้นฐาน ดั่งเดิม เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความสามัคคี เป็นต้น เป็นจิตสำนึกของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ของคนในกลุ่มสังคมหนึ่ง 3. จิตสำนึกเกี่ยวกับสังคมหรือจิตสำนึกสาธารณะ เป็นจิตสำนึกที่ตระหนักถคงผู้อื่นใน การอยู่ร่วมกัน เป็นจิตสำนึกที่ควรพัฒนาขึ้นโดยเร็วเพราะยังขาดกันอยู่มาก เช่น จิตสำนึกด้านสุขภาพ จิตสำนึกด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์(2544: 26-31) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่ควรคำนึงถึง ไว้ดังนี้ 1. หลักการเรียนรู้ การเรียนรู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยอาศัย ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 2. กระบวนการปลูกฝังเด็กปฐมวัย 5 ด้าน คือการให้ความรู้ การสร้างความเข้าใจ การสร้างกรอบแนวคิด การเสริมสร้างทักษะและการเสริมสร้างเจตคติ (นันทวัฒน์ ชุนชี. 2546: 19; อ้างอิงใน บุษบา ดวงจันทร์ทิพย์. 2558: 90) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของจิตสาธารณะไว้ 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. องค์ประกอบที่ 1 คือ การหลีกเลี่ยงการใช้หรือกระทำให้เกิดความชำรุด เสียหาย กำหนดตัวชี้วัดจาก 1.1 การดูแลรักษาของใช้ส่วนรวม 1.2 รู้จักใช้ของส่วนรวมอย่างประหยัดและทะนุถนอม 2. องค์ประกอบที่ 2 คือ การมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาของ กำหนดตัวชี้วัดจาก 2.1 การทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อส่วนรวม 2.2 การอาสาทำเพื่อส่วนรวมในบางอย่าง 3. องค์ประกอบที่ 3 การเคารพสิทธิในการใช้ของส่วนรวม กำหนดตัวชี้วัดจาก 3.1 การไม่ยึดของส่วนรวมมาเป็นของส่วนตัว 3.2 การให้ผู้อื่นได้มีโอกาสในการใช้ของส่วนรวม
29 เจษฎา หนูรุ่น (2551) ได้กล่าวแบ่งองค์ประกอบจิตสาธารณะเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการใช้ เป็นการแสดงพฤติกรรมในการใช้ของส่วนรวม การรักษา และดูแลไม่ทำลายทรัพย์สินทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้เสียหาย 2. การถือเป็นหน้าที่ ได้แก่ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมุ่งปฏิบัติเพื่อส่วนรวมในการ ดูแลรักษาของส่วนรวมในโรงเรียน ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนในวิสัยที่ตนสามารถทำได้ 3. การเคารพสิทธิ ได้แก่ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการเคารพสิทธิในการใช้ของ ส่วนรวมที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม การไม่ยึดครองของส่วนรวมมาเป็นของตน ตลอดจนไม่ปิดกั้น โอกาสของบุคคลอื่นที่จะใช้ของส่วนรวมนั้น (รัตนา ตั้งอมร ม.ป.ป; อ้างอิงใน อ้อมใจ วงษ์มณฑา. 2555: 15) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของจิตสาธารณะ ไว้ดังนี้ 1. องค์ประกอบด้านความคิด เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดที่เป็นส่วนของการรับรู้ หรือเกิดความรับรู้ของสำนึกเป็นหลัก 2. องค์ประกอบด้านความรู้สึก เป็นส่วนประกอบทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งจะ เป็นสิ่งกระตุ้นความคิดอีกต่อหนึ่ง เป็นส่วนของความรู้สึกทางใจของความสำนึกที่รวมเอาความรู้สึก ของบุคคลในด้านบวกหรือด้านลบ 3. องค์ประกอบทางด้านการปฏิบัติ เป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดแนวโน้มทางด้านการ ปฏิบัติหรือการตอบสนองเมื่อมีสิ่งเร้าที่เหมาะสมซึ่งส่วนนี้ต้องอาศัยความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสิ่งนั้นเป็นพื้นฐาน สรุปได้ว่า องค์ประกอบของจิตสาธารณะสามารถแบ่งได้หลายด้านและเป็นการตระหนักรู้ ในการมีส่วนร่วมในสังคมในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประพฤติพฤติกรรมให้สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตสาธารณะ ในปัจจุบันงานวิจัยที่เกี่ยวของกับจิตสาธารณะยังมีจํานวนน้อย ส่วนใหญ่เป็นการวิจัย เชิง คุณภาพและปริมาณเกี่ยวกับจิตสํานึกต่อส่วนรวม และสาธารณะสมบัติที่ศึกษากับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป และงานวิจัยเกี่ยวกับจิตสํานึกทางสิ่งแวดล้อมที่ศึกษากับนักเรียน ดังต่อไปนี้
30 งานวิจัยในประเทศ รุ่งจิตร ทองคำ (2541) ศึกษาจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วย “สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา” ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กระบวนการสร้างนิสัย เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยคือ แผนการสอนโดยใช้กระบวนการสร้างนิสัย แบบวัดจิตสำนึกทาง สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแบบวัดที่กําหนดสถานการณ์และตัวละครให้ โดยมีตัวเลือก 4 ตัวเลือก แต่ละ ตัวเลือกแสดงระดับขั้นพัฒนา คุณลักษณะจิตพิสัย และแบบทดสอบวัดผละสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผล วิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้ กระบวนการสร้างนิสัยมีจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 001 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .001 ศิราณี อุปละ (2541) ศึกษาการพัฒนาจิตสํานึกและความสามารถในการแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมโดยใช้การสอนแบบโครงการ สําหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหา แบบวัตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม แบบสังเกต พฤติกรรมการแก้ปัญหาตามขั้นตอนการสอนแบบโครงการ แบบประเมินความสามารถด้านปฏิบัติการ แก้ปัญหาแบบโครงการและแผนการสอนที่เน้นการสอนแบบโครงการแบบประเมินความสามารถด้าน ปฏิบัติการแก้ปัญหาแบบโครงการ และแผนการสอนที่เน้นการสอนแบบโครงการ กลุ่มสร้างเสริม ประสบการณ์ชีวิต เรื่อง ขยะ : การจัดการและการนำกลับมาใช้ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า 4 ระดับ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จิตสำนึกต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 65 ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พฤติกรรมการ แก้ปัญหา รองนักเรียนตามขั้นตอนการสอบแบบโครงการ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก หฤทัย อาจปรุ (2544) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ภาวะผู้นำ รูปแบบการดำเนินชีวิตและความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง กับการมีจิตสำนึกสาธารณะของ นักศึกษาพยาบาล เขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 1,2,3 และ 4 สถาบันการศีกษาพยาบาลเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ จํานวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามภาวะผู้นำ แบบสอบถามรูปแบบ การดำเนินชีวิต แบบสอบถามความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และแบบสอบถามการมีจิตสำนึก สาธารณะของนักศึกษาพยาบาล ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำ รูปแบบการดำเนินชีวิตกลุ่มวิชาการ กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มก้าวหน้า กลุ่มกิจกรรม กลุ่มสังคม ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองและสังกัด
31 สํานักงานตำรวจแห่งชาติมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการมีจิตสำนึกสาธารณะของนักศึกษาพยาบาล สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานครและรูปแบบการดำเนินชีวิตกลุ่มเก็บตัว ความสัมพันธ์ทางลบกับการมีจิตสำนึกสาธารณะของนักศึกษาพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์การมีจิตสำนึกสาธารณะของนักศึกษาพยาบาลได้อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีความสำคัญตามลำดับ อุไรวรรณ คุ้มวงษ์ (2551) ได้การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบจิต สาธารณะของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมตาม โครงการพระราชดำริ ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือเด็กปฐมวัย ชาย – หญิงที่มีอายุระหว่าง 4 - 5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนซอยแอนเนกซ์ ซึ่งได้มาจาก การสุ่มแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับสลากนักเรียนมา 1 ห้องเรียน จากนักเรียนจำนวน 3 ห้องเรียน และได้เด็กจำนวน 15 คน เพื่อนำมาเป็นกลุ่มทดลองในการดำเนินการทดลองในการทำกิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องปัญหา สิ่งแวดล้อมตามโครงการพระราชดำริ วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเองใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 40 นาทีรวมทดลองทั้งสิ้น 40 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดประสบการณ์ เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมตามโครงการพระราชดำริ และแบบทดสอบการวัด จิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ t - test สำหรับ Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้ทำกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมตามโครงการพระราชดำริ จิตสาธารณะสูงขึ้นกว่าก่อนทำกิจกรรมเสริม ประสบการณ์ เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมตามโครงการพระราชดำริอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
32 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้จัดประสบการณ์เล่านิทานคติสอนใจ ประกอบผ้ากันเปื้อนต่อจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นนำ (3 นาที) 1.1 ครูเตรียมความพร้อมเด็กเข้าสู่บทเรียน เช่น การร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง 1.2 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการปฏิบัติตนระหว่างการฟังนิทาน 2. ขั้นสอน (30 นาที) 2.1 ครูเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อนในระหว่างการเล่า ครูอาจจะหยุดถาม ให้เด็กทายเกี่ยวกับเรื่องราวต่อไปในนิทานหรือให้แสดงท่าทาง เสียงประกอบตามเนื้อเรื่อง 2.2 ครูกระตุ้นกระบวนการคิดของเด็กโดยใช้คำถาม โดยคำถาม ใคร ทำอะไรมี พฤติกรรมแบบไหน 2.3 ในขณะทำกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อนครูคอยสังเกตการ ตอบคำถามว่าเด็กสามารถตอบถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของตัวละครในนิทาน และการช่วยเหลือเพื่อน ในขณะตอบคำถาม 2.4 ครูให้เด็กเล่าความประทับใจในนิทาน และพฤติกรรมที่ได้รับจากนิทานคติสอนใจ 3. ขั้นสรุป (7 นาที) 3.1 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม
33 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบจิตสาธารณะ ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 3. การสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 2 ห้องเรียน 26 คน โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ที่กำลังศึกษา อยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 12 คน โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟ สงเคราะห์ สำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 1 ห้องเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน 2. แบบทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย
34 3. การสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือ ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับขั้นดังต่อไปนี้ การสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน 1. ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี และตัวอย่างแผนการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2. สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน โดยกำหนด ชื่อเรื่อง ระยะเวลา จุดประสงค์ และการดำเนินกิจกรรม 3. นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้องของกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน โดยจำนวน 3 ท่าน คือ 3.1 นางสาวอารีวรรณ วันทองทักษ์ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 3.2 นางนิยม เม้าราษี ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 3.3 นางสาวอัญธิกา พลศรี ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมตาม จุดประสงค์แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความคิดเห็น โดยมี เกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ (สุวิมล ติรกานนท์,2549 148) ให้คะแนน + 1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม และสอดคล้อง ให้คะแนน – 1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมนั้นไม่มีความเหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน
35 จากนั้นนำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาดัชนี (Index of Item Objective Congruence : IOC) 4. ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ตาม คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 5. นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้จริง กับเด็กปฐมวัยชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างเพื่อปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อนให้เหมาะสม 6. นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ปรับปรุง เหมาะสมแล้วไปจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามลำดับ ดังแสดงในภาพที่ 2
36 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน โดย กำหนดชื่อเรื่อง ระยะเวลา จุดประสงค์ และการดำเนินกิจกรรม นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้องของกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจ ประกอบผ้ากันเปื้อน โดยจำนวน 3 ท่าน นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้จริง กับเด็กปฐมวัยชั้น ปฐมวัยปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติ สอนใจประกอบผ้ากันเปื้อนให้เหมาะสม ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ ปรับปรุงเหมาะสมแล้วไปจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการ ทดลอง ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี และตัวอย่างแผนการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย พุทธศักราช 2560
37 การสร้างแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย 1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น การสร้างแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย โดย ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบวัดจิต สาธารณะ เช่น แนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการสร้างแบบทดสอบ 1.2 สร้างแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย จำนวน 15 ข้อ แบ่ง ออกเป็น 3 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 แบบทดสอบวัดด้านการไม่ทำลายสิ่งของส่วนรวม จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 2 แบบทดสอบวัดด้านการดูแลรักษาสิ่งของที่ใช้ จำนวน 5 ข้อ ชุดที่ 3 แบบทดสอบวัดด้านการเคารพสิทธิในการใช้สิ่งของ จำนวน 5 ข้อ 1.3 สร้างคู่มือในการดำเนินสอบวัดจิตสาธารณะ โดยให้สอดคล้องกับแบบทดสอบ แต่ละชุดที่สร้างขึ้น 2. นำแบบทดสอบให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรง โดยใช้ค่า IOC มี ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน คือ 2.1 นางสาวสุภาวดี แสนสิทธ์ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2.2 นางสาวนาฎอนงค์ พิลาวัน ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2.3 นางจันทิมา บุญมาตุ่น ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย ไปให้ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พิจารณาลงความเห็นและให้คะแนน ดังนี้
38 +1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าข้อคำถามของแบบทดสอบมีความเหมาะสม และสอดคล้อง 0 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าข้อคำถามของแบบทดสอบไม่แน่ใจว่าเหมาะสม และสอดคล้อง -1 หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าข้อคำถามของแบบทดสอบไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้อง ปรับตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (Index of Congruence) หรือ IOC 3. ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบและคู่มือดำเนินการทดสอบตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ 4. นำแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไป ทดลองใช้จริง กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อหาค่าความยากง่ายและค่า อำนาจจำแนก แล้วจึงนำไปปรับปรุงแก้ไขตัวเลือกให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น 5. นำแบบทดสอบที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ จาก สูตร KR-20 6. นำแบบทดสอบที่หาค่าความเชื่อมั่นแล้วไปใช้ในการวิจัย ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง ตามลำดับ ดังแสดงในภาพที่ 3
39 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะของเด็กปฐมวัย สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน โดย กำหนดชื่อเรื่อง ระยะเวลา จุดประสงค์ และการดำเนินกิจกรรม นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้องของกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจ ประกอบผ้ากันเปื้อน โดยจำนวน 3 ท่าน นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้จริง กับเด็กปฐมวัยชั้น ปฐมวัยปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติ สอนใจประกอบผ้ากันเปื้อนให้เหมาะสม ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ ปรับปรุงเหมาะสมแล้วไปจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างในการ ทดลอง ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี และตัวอย่างแผนการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย พุทธศักราช 2560
40 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้รูปแบบในการทดลองแบบกลุ่มเดียว (One Group Pretest – Posttest Design) โดยมีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60) ตาราง 1 แบบแผนการทดลอง ทดสอบก่อน ทดลอง ทดสอบหลัง T2 X T2 T1 แทน การทดสอบก่อนทำกิจกรรม (Pretest) X แทน จัดกิจกรรมการเล่านิทานคติสอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน T2 แทน การทดสอบหลังทำกิจกรรม (Posttest) วิธีดำเนินการทดลอง การทดลองครั้งนี้กระทำในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน ในวันจันทร์ พุธ และศุกร์ วันละ 30 นาที รวมทั้งหมด 24 ครั้ง โดยมีลำดับ ขั้นตอนดังนี้ 1. สร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มตัวอย่างเป็นเวลา 1 สัปดาห์ 2. นำแบบทดสอบวัดจิตสาธารณะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาทดสอบก่อนทดลองกับกลุ่ม ตัวอย่าง 3. ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานคติ สอนใจประกอบผ้ากันเปื้อน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 24 แผน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ๆ ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์วันพุธและวันศุกร์ วันละ 30 นาที ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยดำเนินการทดลอง ดังนี้