ความหมายของการแนะแนว
การแนะแนว หมานยถวึงนิกยระาบยวทนี่ กขาารทย าดงี กที่าสรุ ศดึกษาที่ช่วยให้ บุคคลรู้จัก
และเข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อม สามารถนำตนเองได้ แก้ปัญหาได้ด้วย
ตนเอง และพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ ปฏิบัติตนให้เป็นสมาชิกที่ดี
ของสังคม การแนะแนวไม่ใช่การแนะนำ อาจกล่าวได้ว่าการแนะแนว
เป็นการช่วยเหลือ ให้เขาสามารถช่วยตนเองได้
ประเภทของการแนะแนว
1. การแนะแนวการศึกษา
2. การแนะแนวอาชีพ
3. การแนะแนวส่วนตัวและสังคม
บริการแนะแนว
1. บบรริิกกาารรสสำนรเวทจศนักมเราียรินโเป็อนเรานยตบุคเคลบ อ ร์ รี่
2.
3. บริการให้คำปรึกษา เป็นหัวใจของการแนะแนว
บริการจัดวางตัวบุคคล
5. บริการติดตามผล
แบบประเมินพฤติกรรมเด็ก SDQ
(The Strengthนaวnนิdย Dา iยffที่icข uา lยtiดีeทีs่ สุQดuestionnaires)
การแนะแนวสำหรับอาจารย์และผู้บริหารสถานศึกษา
1. ความหมายของการแนะแนว
2. การแนะแนว VS การแนะนำ
3. การแนะนำ 3 ด้าน การศึกษา อาชีพ ส่วนตัว
บริการที่จัดในโรงเรียน 5 บริการ
5. บริการให้คำปรึกษาเป็นหัวใจของการบริการแนะแน
6. ความหมายของการให้คำปรึกษา
7. Individual Counseling and Group Counseling
8. การเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์และการแสดงออก
9. การเข้าใจธรรมชาติของปัญหา (3 kinds of problem 7 cel
10. จรรยาบรรณของการให้คำปรึกษา
11. ขั้นตอนในการใมห้าครำิ ปโ อรึกเ ษน าต เ บ อ ร์ รี่
12. เทคนิคการให้คำปรึกษา และ Role Play
การแนะแนว
การแนะแนวเบื้องต้น.พนม ลิ้มอารีย์. หน้าที่ 3 - 16 .2548.
การแนะแนวเป็นวิชากนารวที่นเิกิยดขาึ้นยใหที่ม่ขแาม้วย่าดจี ะทมี่ีอสุายดุเกือบหนึ่งร้อยปีแล้วก็ตาม
แต่ถ้าเปรียบเทียบกับศาสตร์แขนงอื่นๆ กล่าวได้ว่าได้วิชาการแนะแนวมีอายุ
น้อยกับศาสตร์แขนงอื่นๆ ไม่ว่าวิชาการที่ศาสตร์ บริสุทธิ์ เช่น เคมี ชีววิทยา
ฟิสิกส์ หรือ ศาสตร์ทางด้านสังคม เช่น ภูมิศาสตร์ สังคมวิทยารัฐศาสตร์ หรือ
แม้แต่ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ซึ่งได้แก่ จิตวิทยา เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทย วิชาการแนะแนวยิ่งมีอายุน้อยมาก คือมีอายุประมาณ
53 ปี เท่านั้นโดยเริ่มนำเข้าไปใช้ในโรงเรียนเป็นการทดลองครั้งแรกเมื่อปี
พ. ศ. 2469 ที่โรงเยนเบญจมราชรังสฤษฎิ์จังหวัดฉะเชิงเทรา
แต่วิชาการแนะแนวก็ด้รับการยอมรับว่าเป็นแขนงวิชาที่มีความสำคัญต่อการ
พัฒนาบุคคลและประเทศชาติเป็นอย่างมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิชาชีพชั้น
สูงที่มีปรัชญาจุดมุ่งหมาย กระบวนการจรรยาบรรณ และการวิจัยที่เป็นของ
ตนเองโดยเฉพาะ และผู้ที่จะกอบอาชีพเป็นนักแนะแนวจำเป็นจะต้องได้รับการ
ฝึกฝนอบรมมโดยเฉพาะเป็นระยะเวลาเวลายาวนานพอสมควรจึงสามารถ
ปฏิบัติหน้าที่เป็นนักแนะแนวได้
ม า ริ โ อ เ น ต เ บ อ ร์ รี่
บทที่9
การศึกษารายกรณี
(Case study)
การศึกษารายกรณี
(Case study )
เป็นรูปแบบหนึ่งของการวิจัยในชั้นเรียนเชิงคุณภาพ เป็นวิธีการ
หนึ่งที่จะช่วยครูในการเชื่อมโยงกลับไปสู่เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็น
ผล คือบุคลิกภาพเด็กที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน การศึกษา เด็กเป็น
รายกรณี จึงเป็นประโยชน์มากสำหรับการนำมาใช้ในการพัฒนาผู้
เรียน เพราะจะช่วยให้ครูเข้าใจผู้เรียนที่ครูต้องการช่วยเหลือได้
อย่างละเอียดลึกซึ้งจน สามารถหาแนวทางแก้ไขหรือพัฒนาผู้
เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ขั้นตอนการศึกษาเด็กเป็นรายกรณี (CASE STUDY )
การศึกษาเด็กเป็นรายกรณีโดยทั่วไปมีอยู่ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1.ขั้นรวบรวมข้อมูล/ จัดหมวดหมู่ข้อมูล
เช่น - การสัมภาษณ์เด็กโดยตรง
- การรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารในชั้นเรียนเช่น แบบบันทึกพฤติกรรม
2.ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล
คือ การนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมมาพิจารณา ตั้งสมมุติฐาน
3.ขั้นวินิจฉัยปัญหา
คือ เป็นการวินิจฉัยสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้อย่าง
เพียงพอ
4.ขั้นเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา
คือ แนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาซื้งต้องเป็นวิธีการที่มีระเบียบ
แบบแผน
5.ขั้นติดตามและประเมินผล
คือ การติดตามว่าการช่วยเหลือหรือพัฒนาแก้ไข พฤติกรรม
บุคลิกภาพเด็ก
นั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างไร
การพิจารณา
ข้อมูล ดังนี้
การพิจารณา คือ ข้อมูลการรวบรวมข้อมูลในการศึกษาเด็กเป็นรายกรณีนั้นต้อง
พิจารณา
ว่า ข้อมูลที่รวบรวมมาเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ดังนั้นจึงมีหลักในการพิจารณา
ตรวจสอบ
1.ความถูกต้อง น่าเชื่อถือได้
2.ความเที่ยงตรงของข้อมูล
3.ความเป็นปรนัยของข้อมูล
4.ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมแสดงถึงพัฒนาการของเด็ก 5.เวลาและสถานที่ที่
รวบรวมข้อมูล
6.สถานการณ์และความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม หรือบุคลิกภาพที่ต้องการศึกษา
การเขียนรายงานการศึกษาเด็กเปน รายกรณี
การเขียนรายงานการศึกษาเด็กเปนรายกรณี ควรประกอบไปด้วยรายละเอียด ต่อ
ไปนี้
1.ชื่อผู้ทำการศึกษา ระยะเวลาที่ศึกษา เหตุผลในการศึกษา แหล่งข้อมูล
2.ข้อมูลผู้ถูกศึกษา เช่น ชื่อที่อยู่ วันเดือนบีเกิด อายุ สถานที่เกิด เชื้อชาติ สัญชาติ
ศาสนา
เป็นต้น
3.ปัญหาของผู้ถูกศึกษา
4.ประวัติครอบครัว สภาพแวตล้อมของครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู
5.ประวัติสุขภาพ
6.ประวัติการศึกษา (ผลสัมฤทธิ)
7.พัฒนาการทางสังคม
8.พัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิต
9.การวินิจฉัย วเคราะห์และตั้งสมมุติฐาน
10.ข้อเสนอแนะ
11.การประเมินติดตาม ควรทำในระยะหนึ่งหลังการศึกษา
จิตวิทยาบุคลิกภาพ
จิตวิทยาบุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะ และพฤติกรรมต่างๆ
ของบุคคล ที่เสดงออกทั้งภายใน และภายนอก ที่ถูกหล่อหลอมมา
จากประสบการณ์ วิธีการปรับตัว และสิ่งแวดล้อมบุคลิกภาพ
เป็นการจัดระบบการทำหน้าที่ทั้งหมดหรือรวมกันของนิสัยต่างๆ
โดยเป็นการรวมลักษณะเด่นของแต่ละบุคคล ซซึ่ง แสดงให้เห็นว่า
แตกต่างจากบุคคลอื่น เช่น ความสนใจ ทัศนคติ สติปัญญา ความ
สามารถความถนัด และสิ่งอื่นๆ
บุคลิกภาพ
1. บุคลิกภาพด้านความหวั่นไหวทางอารมณ์
หมายถึง การแสดงถึงความสามารถในการปรับอารมณ์ เช่น อารณ์ทางลบ
ได้แก่โกรธ
2. บุคลิกภาพด้านการแสดงตัว
หมายถึง เป็นการจะแสดงถึงปริมาณความสัมพันธ์ที่มีกับคนอื่นและการ
ปรับ
ตัวทางสังคม
3. บุคลิกภาพด้านการเปิด รับประสบการณ์
หมายถึง จะเกี่ยวข้องกัความรู้สึกภายในตัวบุคคลเป็นการแสดงถึงความคิด
ความเชื่อและการปฏิบัติของตัวเองให้เข้าถึงการเปลี่ยนแปลงทาง ความคิด
และสถานการณ์ต่างๆ
. บุคลิกภาพด้านการประนีประนอม
หมายถึง จะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมระหว่างบุคคล โดยจะแสดงถึงการรับ
ฟังผู้อื่นและความสามารถในการยอมรับผู้อื่น หรือ ปฏิบัติตัวให้สอดคล้อง
กับผู้อื่น
5. บุคลิกภาพด้านการมีโนสำนึกต่อหน้าที่การงาน
หมายถึง จะแสดงถึงความยากง่ายและความมากน้อยของจุดมุ่งหมายที่
แต่ละบุคคลกำหนดไว้ รวมทั้งความสามารถในการบังคับตัวเองและการมี
วินัยในตนเอง ให้พยายามทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ครบตามที่ตั้งไว้