การพฒั นาทกั ษะการอา่ นเชิงวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้าน
ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R สาหรบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
โรงเรยี นพุทไธสง อาเภอพทุ ไธสง จังหวัดบุรรี ัมย์
โดย
นางสาวจตุ ิภรณ์ พงโพธิ์
วิจัยน้เี ป็นส่วนหน่งึ ของหลกั สตู รครุศาสตรบัณฑติ
สาขาวชิ าภาษาไทย
มหาวิทยาลยั ราชภัฏบรุ รี ัมย์
ปีการศกึ ษา 2562
การพฒั นาทกั ษะการอ่านเชิงวเิ คราะห์นิทานพ้ืนบ้าน
ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R สาหรับนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
โรงเรยี นพุทไธสง อาเภอพทุ ไธสง จังหวัดบุรรี ัมย์
โดย
นางสาวจตุ ภิ รณ์ พงโพธิ์
วิจยั นีเ้ ปน็ ส่วนหน่ึงของหลักสตู รครศุ าสตรบัณฑติ
สาขาวชิ าภาษาไทย
มหาวิทยาลัยราชภัฏบรุ รี ัมย์
ปกี ารศึกษา 2562
ก
1005202 : การปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษา
คาสาคัญ : การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R สาหรับ
นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์
งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R
สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์ คือ
1) เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R
2) เพื่อสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัด
บุรีรัมย์ ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 1/3 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่กาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียน ที่ 2 ปี
การศึกษา 2562 จานวน 40 คน ได้มาด้วยวิธีการจับสลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม กาหนดระยะ
ทดลองจานวน 6 คาบ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง นิทาน
พ้ืนบ้าน จานวน 5 แผน แผนละ 1 ช่ัวโมง รวมเป็น 5 ช่ัวโมง แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิง
วิเคราะห์ เรอ่ื ง นทิ านพ้ืนบ้าน เปน็ แบบทดสอบท่ีใช้ทดสอบก่อนและหลังการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธีการสอน
แบบ SQ4R ซ่ึงเป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือกจานวน 20 ข้อ 20 คะแนน แบบสอบถามความ
คิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R จานวน 1 ฉบับมีจานวน 12 ข้อเป็น
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับแบ่งเป็น 3 ด้านคือด้านจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้าน
บรรยากาศการเรยี นรู้ และดา้ นประโยชน์ทีไ่ ด้รับ
ผลการวจิ ัย พบว่า
1. ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนหลังใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R เร่ือง
นทิ านพนื้ บ้าน สูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซ่ึงยอมรับสมมติฐาน
การวจิ ัยที่ต้ังไว
2. ความคิดเห็น ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนพทุ ไธสง อาเภอพทุ ไธสง จังหวัด
บรุ รี ัมย์ ต่อการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ สี อนแบบ SQ4R อยูใ่ นระดบั เหน็ ด้วยมาก
ข
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยเร่ือง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R
สาหรับนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพทุ ไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วย
ความกรุณา และความเอาใจใส่ การแนะนาให้คาปรึกษา และสนับสนุนการวิจัยของอาจารย์ ดร.สินทรัพย์
ยนื ยาว อาจาร์ ดร.สมศักด์ิ พันธส์ุ ริ ิ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ทก่ี รุณาให้ความช่วยเหลือและคาแนะนา ผู้วิจัยขอ
กราบขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสงู
ขอขอบพระคุณผเู้ ช่ียวชาญทั้ง3 ทา่ น ได้แก่ คุณครชู ญานุช ถิรติกาญจน์ คุณครูอุไรรัตน์ ศรีวงษ์ชัย
และคุณครูธีรพล ศรีวงษ์ชัย ที่ได้กรุณาเป็นผู้เช่ียวชาญในการประเมินแบบทดสอบและตรวจสอบเครื่องมือ
ในการวจิ ัยและใหข้ ้อแนะนาในการปรบั ปรุงแก้ไขข้อสอบ
ขอขอบพระคุณคณาจารย์คณะครุศาสตร์ สาขาภาษาไทย ทุกท่านที่ให้ความรู้ คาแนะนาและ
ประสบการณอ์ นั มีคา่ เปน็ อย่างยงิ่ ต่อผวู้ จิ ัย
ขอขอบพระคุณผบู้ ริหาร ครูประจาชน้ั ครูประจาวชิ า และนักเรยี น ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียน
พุทไธสง อาเภอพุทไธสง ท่ีให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยในครั้งน้ี ให้สาเร็จลุล่วงไปได้
ดว้ ยดี
ขอขอบพระคุณผู้ปกครองทกุ ท่านที่เป็นท่ีมอบความรัก ความห่วงใจ เป็นกาลังใจและสนับสนุนใน
การศึกษาและใหท้ นุ ใช้ในการศึกษาอย่างเสมอมา
ทา้ ยที่สุด ขอขอบพระคุณครูอาจารย์ รวมถึงผู้ทม่ี ีสว่ นในการเปน็ แรงผลักดันทาให้วิจัยเล่มน้ีสาเร็จ
ลุล่วง ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่อานวยความสะดวก คอยให้กาลังใจและฝุาฟ๎นป๎ญหาที่เกิดข้ึนไปด้วยกัน จน
งานวิจัยในครงั้ นส้ี าเรจ็ ลลุ ่วงไปไดด้ ว้ ยดี
ง
สารบญั
บทคดั ย่อ .....................................................................................................................................................ก
กิตติกรรมประกาศ ....................................................................................................................................... ข
สารบัญ ........................................................................................................................................................ ค
สารบัญตาราง .............................................................................................................................................. ฉ
บทท่ี 1......................................................................................................................................................... 1
บทนา .......................................................................................................................................................... 1
1. ความเปน็ มาและความสาคัญของป๎ญหา.............................................................................................. 1
2. วัตถปุ ระสงค์ ....................................................................................................................................... 3
3. สมมติฐานการวิจยั .............................................................................................................................. 3
4. ขอบเขตของการวจิ ยั ........................................................................................................................... 3
5. ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รบั .................................................................................................................. 5
6. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย...................................................................................................................... 5
7. นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ................................................................................................................................ 5
บทท่ี 2......................................................................................................................................................... 6
เอกสารงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง .......................................................................................................................... 6
1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรูภาษาไทย................ 6
2. หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนพทุ ไธสง................................................................................................. 7
3. การอ่านเชงิ วเิ คราะห์........................................................................................................................... 9
4. นทิ านพน้ื บ้าน ...................................................................................................................................13
5. การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้วิธกี ารสอน SQ4R........................................................................................13
6. งานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง............................................................................................................................15
บทท่ี 3.......................................................................................................................................................17
จง
วธิ ีดาเนนิ การวิจัย.......................................................................................................................................17
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ...............................................................................................................17
2. แบบแผนที่ใช้ในการวจิ ยั ....................................................................................................................17
3. เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................................................18
4. การสรา้ งและการหาคุณภาพเคร่ืองมือ ..............................................................................................18
5. การรวบรวมข้อมลู .............................................................................................................................22
6. การวเิ คราะห์ข้อมูล ...........................................................................................................................23
7.สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู ...........................................................................................................24
บทที่4........................................................................................................................................................26
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ...............................................................................................................................26
บทท่ี 5.......................................................................................................................................................31
สรุปผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ..........................................................................................31
1. วัตถุประสงค์ .....................................................................................................................................31
2. กลุม่ ตัวอยา่ งท่ีใชใ้ นการวจิ ัย ..............................................................................................................31
3. เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย....................................................................................................................32
4. การวิเคราะห์ข้อมลู และสถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูล .....................................................................32
สรปุ ผลการวจิ ัย......................................................................................................................................32
อภปิ รายผล ...........................................................................................................................................33
ข้อเสนอแนะ..........................................................................................................................................33
บรรณานุกรม ............................................................................................................................................. 36
ภาคผนวก ก ..............................................................................................................................................38
- รายนามผู้เช่ยี วชาญตรวจเคร่ืองมือวจิ ยั ...................................................................................................38
ภาคผนวก ข ..............................................................................................................................................40
ฉจ
- ตารางวเิ คราะหเ์ ครื่องมือท่ีใช้ในการวิจยั ..................................................................................................40
ภาคผนวก ค ..............................................................................................................................................46
- แบบสอบถามความพงึ พอใจ....................................................................................................................46
- แผนการจดั การเรียนรู้ .............................................................................................................................46
ภาคผนวก ง...............................................................................................................................................67
แบบทดสอบกอ่ น/หลังเรียน วดั ความสามารถในการอา่ นเชิงวเิ คราะห์.......................................................69
เฉลยแบบทดสอบก่อน/หลงั เรยี น วดั ความการอ่านเชงิ วิเคราะห์................................................................67
ประวตั ผิ ู้วจิ ัย..............................................................................................................................................76
สารบัญตาราง
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบทกั ษะการอา่ นคดิ วิเคราะห์ก่อนและหลงั เรยี นด้วยแบบฝึกทกั ษะทางภาษาไทย
เรอ่ื งการอ่านคิดวิเคราะห์บทความ.............................................................................................................27
ตารางท่ี 2 เปรียบเทียบทกั ษะการอ่านคดิ วเิ คราะหก์ ่อนและหลังเรยี นด้วยแบบฝึกทักษะทางภาษาไทย
เร่อื งการอา่ นคิดวเิ คราะหบ์ ทความ.............................................................................................................28
ตารางที่ 3 แบบสอบถามความความคดิ เห็นตอ่ การจัดการเรยี นร้โู ดยใช้วธิ ีสอนแบบ SQ4R ......................30
ตารางที่ 4 แบบสารวจค่าดชั นีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินแบบสอบถามความคดิ เหน็ ต่อการ
จัดการเรยี นรู้ โดยใชว้ ธิ กี ารสอนแบบ SQ4R ..............................................................................................41
ตารางที่ 5 แบบประเมนิ ความสอดคล้องของแบบทดสอบวดั ความสามารถในการอา่ นเชงิ วิเคราะห์...........42
ตารางที่ 6 แบบประเมนิ ความสอดคล้องของวัตถปุ ระสงคแ์ ผนการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง การอ่านคดิ เชิง
วเิ คราะห์นทิ านพนื้ บ้าน..............................................................................................................................43
ตารางท่ี 7 ค่าความยากง่ายและค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบวัดความสามารถในการอา่ นเชงิ วเิ คราะห์
ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โดยใช้วิธกี ารสอนแบบ SQ4R เปน็ แบบทดสอบปรนัยชนดิ เลือกตอบ
จานวน 20 ขอ้ ...........................................................................................................................................44
ตารางท่ี 8 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการพัฒนาทักษะการอ่านเชงิ วิเคราะห์นิทาน
พ้นื บา้ น ด้วยวิธกี ารสอนแบบ SQ4R..........................................................................................................45
1
บทท่ี 1
บทนา
1. ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
ภาษาไทยนั้นนับว่าเป็นภาษาที่มีความสาคัญที่สุดสาหรับคนไทยทุกคนเพราะนอกจากจะเป็น
เคร่ืองมือในการติดต่อส่ือสารแล้วภาษาไทยยังเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นภาษาประจาชาติ เป็นความ
มัน่ คงของชาติ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้าค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้เพ่ือเป็นเคร่ืองแสดงว่า ชาติไทย
เปน็ ชาตทิ ี่ย่ิงใหญ่และมวี ัฒนธรรมมาแต่ครง้ั โบราณกาล นอกจากนภ้ี าษาไทยยังเป็นเคร่ืองมือส่ือความหมาย
ท่ีคนไทยทุกคนต้องใช้ไปตลอดชีวิต และยังเป็นเครื่องผูกพันคนไทยให้รู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้อย่างแน่น
แฟนู ย่งิ ขนึ้ (วรรณี โสมประยูร. 2553: 24)
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซ่ึงใคร่ของอัญเชิญมา ความว่า
“ภาษาเปน็ เคร่ืองมอื ผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์ได้แน่นแฟูนย่ิงกว่าส่ิงอื่น และไม่มีส่ิงใดท่ีจะทาให้ความรู้สึกเป็น
พวกเดียวกนั ทแ่ี น่นอนไปกว่าการพดู ภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อน้ี เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดที่
ต้องการปกปูองชนชาตติ ่างภาษาจงึ ตอ้ งพยายามตั้งโรงเรียนและออกบัญญัติบังคับให้ชนชาติเรียนภาษาของ
ผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นน้ีมิใช่จะสาเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ ถ้ายังจัดการแปลภาษา
ไมส่ าเรจ็ อยตู่ ราบใด ก็แปลวา่ ผู้พูดภาษาเดียวกับผู้ปกครองน้ันยังไม่เช่ืออยู่ตราบนั้นและยังจะเรียกว่าเป็น
ชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบน้ัน ภาษาจึงเป็นส่ิงซึ่งฝ๎งใจของมนุษย์อย่างแน่นแฟูนกว่าส่ิง
อ่ืน” ดังนั้น หากชนชาติใดช่วยกันบารุงรักษา ภาษาของตนให้บริสุทธิ์และสมบูรณ์มั่นคง ก็จะได้ชื่อว่า
สามารถรกั ษาความเปน็ ชาตขิ องตนด้วย (ผอบ โปษะกฤษณะ อ้างถึงใน วรรณี โสมประยูร. 2553: 24–25)
ซึ่งสอดคล้องกบั กระทรวงศึกษาธิการ (2552: 1) กล่าวไว้ว่า ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติ
ทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย
เปน็ เคร่อื งมือในการตดิ ต่อส่อื สารเพอ่ื สร้างความเขา้ ใจและความสัมพนั ธ์ท่ีดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจ
ธุระ การงาน และดารงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหา
ความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์
วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ียังเป็นส่ือแสดง
ภูมิป๎ญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้าค่าควรแก่การเรียนรู้
อนรุ ักษ์ และสบื สานให้คงอยูค่ ูช่ าติตลอดไป
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในหมวดการจัดการศึกษา มีสาระบัญญัติเน้น
ความสาคญั ของการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง กระบวนการคิดของผู้เรียน รักการอ่านและฝึกให้ผู้เรียนทาได้
2
คิดเป็น และทาเป็น ในส่วนหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 (กรมวิชาการ, 2544)
ได้กาหนดจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐานท่ีเก่ียวข้องกับ การอ่าน การคิด และการเขียนโดย
กาหนดจดุ หมายให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ ใฝุรู้ใฝุเรียน รักการอ่าน รักการเรียนและรักการค้นคว้า ใน
ด้านความรู้ให้ผู้เรียนมีความเป็นสากล รู้เท่าทันการเปล่ียนแปลงและความเจริญ ก้าวหน้าทางวิทยาการ
มีทักษะและศักยภาพในการจัดการ การส่ือสาร และการใช้เทคโนโลยี ปรับการคิด วิธีการทางานได้
เหมาะสมกับสถานการณน์ อกจากนั้นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังกาหนดแนวการจัดการเรียนท่ีมุ่งเน้น
การเรียนรู้ในลักษณะองค์รวม นั่นคือการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการกาหนดเปูาหมายการเรียน
ร่วมกัน จัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นรูปแบบสาคัญในการจัดการ
เรียนรู้ทส่ี ง่ เสริมทักษะในการอ่านคดิ วเิ คราะห์และเขียนสอ่ื ความ รวมถึงการสรา้ งองคค์ วามร้ดู ้วยตนเอง
ทกั ษะการอ่านแบง่ ได้เปน็ 2 ระดบั คือ ทักษะการอ่านขนั้ พน้ื ฐาน เช่น การอ่านออกเสียง การอ่าน
จับใจความสาคัญ และการอ่านข้ันสูง เช่น การอ่านเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า อ่านอย่างมี
วิจารณญาณ โดยทักษะการอ่านขั้นสูงที่จาเป็นและสอดคล้องกับสภาพสังคมในป๎จจุบัน คือ การอ่านเชิง
วิเคราะห์ กล่าวคือ มิได้เป็นเพียงการอ่านเพื่อความรู้และความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังต้องมีการวิเคราะห์
สิ่งท่ีผู้เขียนต้องการสอื่ สารในด้านตา่ ง ๆ ด้วย ผ้ทู ่มี คี วามสามารถในด้านการอ่านเชิงวเิ คราะห์เป็นผู้ที่สามารถ
คิดได้ลึกซึ้งข้ันชาญฉลาดรอบคอบสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ ในยุคข้อมูลข่าวสารไร้
พรมแดนดังปจ๎ จบุ นั (กรมวชิ าการ.กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2546)
การอา่ นเชงิ วิเคราะหม์ คี วามสาคญั ต่อการศึกษา กระทรวงศึกษาจึงได้ตระหนักถึงความสาคัญของ
การอ่านเชิงวิเคราะห์ ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน จากข้อกาหนดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระท่ี 5 การอ่าน มาตรฐาน 5.1 เข้าใจและ
แสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
(กรมวิชาการ.กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551: 2)
นิทานพ้ืนบ้านเป็นเร่อื งราวท่ีได้รับความนิยมสาหรับผ้อู ่านท่ีอยู่ในวยั เด็ก เพราะนิทาน พนื้ บ้านมี
คุณคา่ ในการพัฒนาและประสบการณท์ างภาษา การสื่อสาร มเี จตคติท่ดี ีในการเรยี น เน้อื หาสาระชว่ ย
ปลกู ฝง๎ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยมทด่ี ีงาม อีกทง้ั ยงั เป็นเครอ่ื งมือถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ วิถีชวี ิตของ
คนรุ่นหนงึ่ ไปสู่อีกร่นุ หนง่ึ ตลอดจนสภาพสังคม การปกครองและศาสนา (พรทิพย์ ลพเกดิ . 2549 : 46) อกี
ทง้ั การอา่ นนทิ านพื้นบ้านไดใ้ หค้ วามรู้ ปลกู ฝ๎งค่านิยมความเช่ือและ ช่วยสืบทอดวฒั นธรรมทางภาษา ฉะนั้น
เม่ือได้อา่ นนิทานพืน้ บ้านจะทาให้ผ้อู า่ นรักการอ่าน มองเห็น การอา่ นเป็นเหมอื นการเล่น เกิดทัศนคติท่ดี ี
และสร้างสรรคน์ าไปสู่การเรยี นรู้ไดเ้ ป็นอย่างดยี ง่ิ
จากความสาคัญท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยเห็นว่าความสาคัญของการพัฒนาทักษะการอ่านเชิง
วิเคราะห์มีประโยชน์ต่อนักเรียนในด้านการศึกษาและเป็นประโยชน์ในชีวิตประจาวัน นักเรียนไทยยังขาด
3
ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์สบื เนือ่ งมาจากหลายสาเหตุ ในการวิจัยคร้งั นผี้ ู้วิจยั ต้องการพัฒนาทักษะการอ่าน
เชิงวิเคราะหข์ องนกั เรียน โดยนาแบบฝึกทักษะมาใชใ้ นการเพิ่มทักษะการอ่านและการวิเคราะห์ ซ่ึงการสอน
โดยใชว้ ิธี SQ4R ถือเป็นวธิ กี ารการสอนที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนได้เป็น
อย่างดี การนาการสอนโดยใช้วิธี SQ4R มาพัฒนาการอ่านเชิงวิเคราะห์น้ัน จะช่วยให้ครูทราบถึง
ความก้าวหนา้ หรอื ขอ้ บกพร่องของนักเรยี นและยังช่วยให้นักเรียนประสบผลสาเร็จในการเรียน การสอนโดย
ใชว้ ิธี SQ4R จึงเหมาะแก่การนามาพฒั นาความสามารถทางการอ่านคดิ วเิ คราะหข์ องนักเรยี น
2. วัตถปุ ระสงค์
1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านของ นักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นพทุ ไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี
สอนแบบ SQ4R
2. เพ่ือสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง
จังหวัดบุรรี ัมย์ ต่อการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้วธิ ีการสอนแบบ SQ4R
3. สมมติฐานการวจิ ยั
1. ความสามารถในการอา่ นเชิงวิเคราะห์นทิ านพนื้ บ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 หลังการ
จัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ สี อนแบบ SQ4R
2. ความคิดเห็น ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัด
บรุ รี ัมย์ ต่อการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R
4. ขอบเขตของการวิจยั
4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอ
พุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 มีนักเรียนท้ังหมด 12 ห้อง
จานวน 475 คน โรงเรยี นจดั นกั เรยี นแตล่ ะหอ้ งในลกั ษณะคละความสามารถ
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/3 โรงเรียนพุทไธสง
อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่กาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 40 คน ได้มา
ดว้ ยวธิ กี ารจบั สลากโดยใชห้ ้องเรียนเป็นหน่วยการสมุ่
4
4.2 เนื้อหาทใ่ี ช้ในการศึกษา
เน้ือหาท่ีใช้ในการทดลองคือ การอ่านเชิงวิเคราะห์ในรายวิชาภาษาไทย ท21102 หน่วยการ
เรียนรู้ท่ี 8 เรื่องนิทานพื้นบ้าน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย มาตรฐาน 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย
อยา่ งเหน็ คุณค่าและนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง สอดคล้องกับตัวช้ีวัด ท 5.1 ม.1/2 วิเคราะห์วรรณคดีและ
วรรณกรรม ท่อี ่านพร้อมยกเหตุผลประกอบ ท. 5.1 ม.1/3 อธบิ ายคณุ ค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน
โดยใช้นทิ าน ดงั ต่อไปนี้
1) นิทานพน้ื บ้าน เรือ่ ง พญาคนั คาก
2) นทิ านพื้นบา้ น เรื่อง สังข์ทอง
3) นทิ านพน้ื บา้ น เรอ่ื ง นางหมาขาว
4.3 หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง
เหน็ คุณค่าและนามาประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตจริง
ตัวชี้วัด ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ข้อท่ี 2 วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม ท่ีอ่านพร้อมยก
เหตผุ ลประกอบ
4.4 ตวั แปรในการวิจัย
ตวั แปรต้น ไดแ้ ก่ การจัดการเรยี นรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R
ตวั แปรตาม ได้แก่ 1. ความสามารถในการอา่ นเชงิ วเิ คราะห์
2. ความคิดเห็นของนกั เรยี นท่ีมตี อ่ การจดั การเรยี นรู้
4.5 ระยะเวลาในการวจิ ยั
ระยะเวลาในการวิจัย ผวู้ ิจัยดาเนินการทดลอง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ใช้เวลาใน
การดาเนนิ การวจิ ยั 2 สปั ดาห์ โดยเก็บข้อมูลสัปดาหล์ ะ 3 วัน วันละ 1 ช่ัวโมง เป็นเวลาทง้ั ส้ิน 6 ช่ัวโมง รวม
ทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี นแล้ว
5
5. ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะได้รับ
1. ไดแ้ นวทางในการพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีท่ี 1
2. ได้แนวทางในการจดั การเรียนรขู้ องผู้สอนในการแกป้ ๎ญหาการอา่ นเชิงวเิ คราะห์
6. กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม
- การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน - ความสามารถในการอ่านเชงิ วเิ คราะห์
แบบ SQ4R - ความคิดเห็นของนักเรียนท่ีมีต่อการ
จัดการเรียนรู้
7. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
การอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน หมายถึง การทาความเข้าใจบทอ่านประเภทนิทานพื้นบ้าน
โดยใช้ความคิดพิจารณาเน้ือหาที่อ่านแล้วสามารถจับใจความสาคัญ แสดงความคิดเห็น จาแนกข้อเท็จจริง
ขอ้ คดิ เหน็ รวมทั้งวิเคราะห์ขอ้ คดิ หรือคุณค่าจากเรื่องที่อา่ นได้
ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวัด
ความสามารถในการอ่านเชงิ วเิ คราะหท์ ีผ่ ู้วจิ ยั สร้างขน้ึ เปน็ ขอ้ สอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือกจานวน 20 ข้อ โดย
พิจารณาจากความสามารถในการจับใจความสาคัญ แสดงความคิดเห็น จาแนกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น
รวมท้งั วิเคราะหข์ ้อคดิ ถึงคณุ ค่าจากเรื่องท่ีอา่ นได้
การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R หมายถึง วิธีการสอนการอ่านวิธีหน่ึงซ่ึงพัฒนา
มาจากวิธีแบบ SQ3R เป็นวิธีการช่วยฝึกทักษะการอ่านอย่างเป็นระบบ เร่ิมจากการอ่านแบบคร่าว ๆ ตั้ง
คาถามจากบทอา่ นเพื่อกระตุ้นความสนใจ ดาเนินการอ่านอย่างละเอียดเพ่ือหาคาตอบของคาถาม จดบันทึก
สาระสาคัญ แล้วนามาเขียนสรปุ พร้อมทง้ั มีการวิเคราะห์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั บทอา่ น
6
บทท่ี 2
เอกสารงานวจิ ยั ท่เี กีย่ วข้อง
วิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R
สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้วิจัยได้ศึกษาและ
รวบรวมเอกสารงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งเพอื่ เป็นแนวทางในการดาเนนิ งาน ดังน้ี
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
2. หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนพทุ ไธสง
3. การอ่านเชิงวิเคราะห์
4. นิทานพนื้ บา้ น
5. การจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธีการสอน SQ4R
6. งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กลุม่ สาระการเรยี นรู
ภาษาไทย
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์
ท่ีมีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู คุณธรรม มีจิตสานึกในการเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ยึดมั่น
ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน
รวมท้ังเจตคติที่จาเป็นต่อ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุเน้นผู้เรียนเป็น
สาคัญบนพนื้ ฐานความเชอื่ ว่าทกุ คนสามารถเรียนรู้ และพฒั นาตนเองไดอย่างเตม็ ตามศักยภาพ โดยหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไดกาหนดสาระการเรียนรู อันประกอบด้วยองค์ความรู้
ทักษะหรือกระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ท่ีกาหนดให้ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษา
ขนั้ พืน้ ฐานจาเปน็ ต้องเรยี นรู้ในกลุม่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทยไว้ 5 สาระการเรยี นรู้ดังนี้
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 1 การอ่าน
มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้ และความคิดเพ่ือนาไปใช้ ตัดสินใจ แก
ปญ๎ หาในการดาเนนิ ชวี ิตและมนี ิสัยรักการอา่ น
7
สาระท่ี 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน
เรอื่ งราวในรปู แบบตา่ งๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ
สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพดู
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟ๎งและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดง ความรู้ ความคิด
และความรู้สกึ ในโอกาสตา่ ง ๆ อย่างมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์
สาระที่ 4 หลกั การใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษา
และพลังของภาษา ภูมปิ ญ๎ ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัตขิ องชาติ
สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น
คุณคา่ และนามาประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ จริง
2. หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนพทุ ไธสง
โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต 32 เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 - 6 มีจานวนครู
ท้งั หมด 172 คน มีจานวนนักเรยี นท้ังหมดในปีการศกึ ษา 2562 จานวน 2678 คน
วสิ ัยทศั น์
เปน็ โรงเรยี นคุณธรรม มคี ุณภาพตามมาตรฐานสากล
พนั ธกจิ
1. ส่งเสรมิ และพฒั นาผู้เรยี นให้มีคุณธรรมและมคี ุณภาพตามมาตรฐานสากล
2. ส่งเสรมิ และพัฒนากระบวนการบริหารการจัดการตามหลกั คุณธรรมและมาตรฐานสากล
3. สง่ เสริมและพฒั นากระบวนการจัดการเรียนการสอนทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั เทยี บเคียง
มาตรฐานสากล
8
คาอธิบายรายวชิ า
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย สาระการเรยี นรู้พน้ื ฐาน
รายวชิ าภาษาไทย รหสั วิชา ท 21102 จานวน 1.5 หนว่ ยกิต
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2
เวลา 60 ช่วั โมง
ศึกษาหลักการและฝึกทักษะการอ่านการฟ๎ง การดู การพูด การเขียนและประเมินค่าวรรณคดี
วรรณกรรมโดยการศกึ ษาเกยี่ วกับการพูดสรุปความ พูดแสดงความรู้ความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์จากเร่ืองท่ี
ฟ๎งและดู พูดประเมินความน่าเช่ือถือจากสื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างของภาษาพูด และภาษาเขียน
จาแนกและใช้สานวนทีเ่ ป็นคาพงั เพยและสภุ าษติ อธิบายชนดิ และหนา้ ทขี่ องคาในประโยค แต่งบทร้อยกรอง
ประเภทกาพย์ยานี 11 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อ่านตีความเอกสารทางวิชาการท่ีมีคาศัพท์เฉพาะวงการ ที่
ตอ้ งทาความเขา้ ใจความหมายวิเคราะหป์ ระเมินค่าและข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเร่ืองโคลงโลกนิติ
เรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นิทาน ท่องจาบทอาขยานตามกาหนด และบทร้อยกรองท่ีมีคุณค่าตาม
ความสนใจ โดยใชก้ ระบวนการอ่านกระบวนการฟ๎ง การดู การพูดกระบวนการเขียนเขียนส่ือสารสร้างสรรค์
ความรู้ และความคดิ เพื่อนาไปใช้ตัดสินใจโดยนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาแก้ไขป๎ญหาในการดาเนินชีวิต
และให้เข้าใจธรรมชาติของภาษาภูมิป๎ญญาทางภาษา เลือกฟ๎งและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดง
ความรู้ความคดิ ความรูส้ ึกในโอกาสตา่ ง ๆ อย่างมวี จิ ารณญาณ แสดงความคดิ เหน็ และวเิ คราะห์วรรณคดีและ
วรรณกรรมไทยอย่างมีคุณค่า และนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติและมี
นิสัยรักการอ่านการเขียน มีมารยาทในการอา่ นการฟ๎งการดู
รหัสตวั ชี้วัด
ท 1.1 ม. 1/4, 5, 6, 7
ท 2.1 ม. 1/2, 3, 5, 6, 7, 8
ท 3.1 ม. 1/3, 4, 5
ท 4.1 ม. 1/3, 4, 5, 6
ท 5.1 ม. 1/1, 3, 4, 5
9
3. การอ่านเชงิ วเิ คราะห์
การอ่าน เป็นกระบวนการทส่ี าคัญและจาเป็นต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านเพ่ือ
ความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อเสริมสร้างความรู้ การอ่านเป็นความสามารถที่ทาให้นักเรียนเข้าใจในการส่ือ
ความหมายและเข้าใจแนวคิดจากส่ิงท่ีอ่าน แต่การอ่านที่จะประสบผลสาเร็จนั้นผู้อ่านจะต้องศึกษาแนวทาง
ของการอา่ นกอ่ นเพอ่ื เปน็ แนวทางที่เหมาะสม
ความหมายของการอา่ น
สุนันทา ม่ันเศรษฐ์วิทย์ (2540 : 2) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่าการอ่านหมายถึง การ
เสาะแสวงหาความรู้นอกเหนือจากการสอนในหอ้ งเรียนท่คี รใู หแ้ ละตวั ของผู้อ่านน้ันได้มีการจดจาในเรื่องราว
ท่ีอ่านและนามาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ออกมาตามความเข้าใจของผู้อ่าน ถ้าพิจารณาในลักษณะของ
กระบวนการ การอ่านคือลาดับข้ันที่เกี่ยวข้องกับการทาความเข้าใจความหมายของกลุ่มคา ประโยค
ข้อความและเร่อื งราวของสารท่ผี ู้อา่ นสามารถบอกความหมายได้ แต่ถ้าพิจารณาในลักษณะของกระบวนการ
ท่ีซับซ้อนแล้วก็จะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายอย่างได้แก่ จิตวิทยาพัฒนาการ ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา
การศึกษา และวิชาการศึกษาส่วนที่เก่ียวข้องกับจิตวิทยาพัฒนาการน้ัน หมายความว่า ครูสอนอ่านจะต้อง
เข้าใจหลักจติ วิทยา
ประภัสสร ป๎นสวน (2547 : 6 ) ได้มีความเห็นถึงความหมายของการอ่าน ว่าการอ่านเป็น
ความสามารถท่ีจะเข้าใจความหมายทเี่ ขียนมาแต่ละบรรทัดซ่ึงผ้อู ่านไม่ตอ้ งไปสนใจกับรายละเอียดแต่จะต้อง
จบั ใจความสาคญั จากกลุ่มซง่ึ สือ่ ความหมาย
วาสนา บุญสม (2541 : 12) และกัลยา ยวนมาลัย (2539 : 8) ได้ให้ความหมายของการอ่าน
ในแนวใกล้เคียงว่า คือ การพยายามทาความเข้าใจความหมายของตัวอักษร ถ้อยคาเครื่องหมายต่าง ๆ
ออกมาเป็นความคิดความเข้าใจแล้วนาความคิดความเข้าใจมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ดังน้ันหัวใจของการอ่าน
อยทู่ ี่การทาความเขา้ ใจความหมายของคา
บันลือ พฤษะวัน (2532 : 2) ได้ใหค้ วามหมายการอ่านไวด้ ังนี้
1. การอ่าน เป็นการแปลสัญลักษณ์ออกมาเป็นคาพูด โดยการผสมเสียงเพื่อใช้ในการออก
เสยี งให้ตรงกบั คาพูด การอา่ นแบบนมี้ งุ่ ใหส้ ะกดตัวผสมคาอา่ นเป็นคา ๆ ไม่สามารถใช้ส่ือความโดยการฟ๎งได้
ทันที เปน็ การอ่านเพอื่ การอา่ นออก ม่งุ ให้อา่ นหนงั สือได้แตกฉานเทา่ นน้ั
2. การอ่าน เป็นการใช้ความสามารถในการผสมผสานของตัวอักษร ออกเสียงเป็นคาหรือ
เปน็ ประโยค ทาใหเ้ ขา้ ใจความหมายในการส่ือความโดยการอ่าน หรือฟ๎งผู้อ่ืนอ่านแล้วรู้เร่ืองเรียกว่า อ่านได้
ซง่ึ มุ่งใหอ้ า่ นแลว้ รู้เร่ืองสิง่ ทอี่ า่ น
10
3. การอ่าน เป็นการส่ือความหมายท่ีจะถ่ายโยงความคิดความรู้จากผู้เขียน ถึงผู้อ่าน การ
อ่านลักษณะนี้เรียกว่า อ่านเป็น ผู้อ่านย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน โดยอ่านแล้วสามารถ
ประเมนิ ผลของสิง่ ทอ่ี ่านได้
ประสารพร ชนะศักดิ์ (2542 : 10) กล่าวว่า การอ่าน คือ กระบวนการในการถ่ายทอด
ความรู้สึกนึกคิด ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร โดยใช้สัญลักษณ์เป็นส่ือกลางในการ
ถ่ายทอด และการท่ีผู้อ่านจะเข้าใจเรื่องราวตามเจตนารมณ์ของผู้เรียนเพียงใดน้ัน ขึ้นอยู่กับความสามารถ
ทางภาษา ประสบการณ์ ส่ิงแวดล้อม และทศั นคตขิ องผอู้ า่ น
ประเทิน มหาขันธ์ (2530 : 13) ได้ให้ความหมายการอ่านไว้ว่า เป็นกระบวนการในการแปล
ความหมายของตวั อักษร หรอื สัญลักษณท์ มี่ กี ารจดบนั ทกึ ไว้ การอา่ นท่ีแท้จริงผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมาย
ของเรอื่ งท่อี า่ น ซง่ึ ตอ้ งอาศัยประสบการณ์เดิมเป็นพน้ื ฐานด้วย
สรุปได้ว่าการอ่าน เป็นกระบวนการทาความเข้าใจความหมายของ คาและประโยค โดยการ
ออกเสียงเป็นคาหรือประโยคผ่านความรู้ความคิด ทาให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจสารของผู้ส่งสารและสามารถ
นาความรจู้ ากเรอ่ื งทอี่ า่ นนน้ั ไปใช้ประโยชน์ได้
ความสาคญั ของการอ่าน
การอ่านถือว่าเป็นส่ิงท่ีสาคัญ ท่ีใช้ในการแสวงหาความรู้ในด้านต่าง ๆ การอ่านยังช่วยในการ
เสริมสร้างและพัฒนาสติป๎ญญาของมนุษย์ อีกทั้งการอ่านยังมีบทบาทต่อการดารงชีวิตประจาวันของมนุษย์
อีกด้วย การอ่านช่วยเปิดประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้โลกกว้างจากการอ่าน ทาให้เรารู้เท่าทันเหตุการณ์ท่ี
เกดิ ข้ึนและการอ่านยงั สร้างความเพลดิ เพลนิ ใหก้ ับมนษุ ย์ ดังท่นี ักวชิ าการไดก้ ล่าวไวด้ ังนี้
สจุ ริต เพยี รชอบ และสายใจ อนิ ทรมั พรรย์ (2523 : 93) ได้สรุปความสาคัญของการอ่าน ไว้ว่า
การอ่านมีความสาคัญต่อนักเรียนเพราะเป็นทักษะที่นักเรียนใช้แสวงหาสรรพวิทยาการต่าง ๆ ผู้ที่มีนิสัยรัก
การอ่านและมีทักษะการอ่านสูงย่อมแสวงหาความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนาความรู้ท่ีได้จากการ
อ่านไปใชใ้ นการพูดและการเขียนได้เป็นอย่างดี เพราะถือว่าหากนักเรียนมี พื้นฐานทางการอ่านท่ีดีแล้วย่อม
นาไปใช้เป็นเคร่ืองมือในการหาความรู้ในสาขาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี สาหรับ ผกาศรี เย็นบุตร (2526 : 41)
สรุปความสาคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นพฤติกรรมท่ีสาคัญอย่างยิ่งในสังคมป๎จจุบันและจะต้องทา
ตลอดชีวิต เพราะปจ๎ จุบันนีโ้ ลกเราไดพ้ ัฒนาขึน้ อยา่ งมาก หากเราไม่อ่านหนังสือเราจะติดตามความก้าวหน้า
ของโลกไม่ทัน เนื่องจากการอ่านเป็นทักษะที่รับเข้า จึงทาให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์หลายประการ ซ่ึง
สอดคล้องกับความเห็นของ วรรณา จันทนาคม (2534 : 13) กลา่ วถึงความสาคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่าน
เป็นป๎จจัยสาคัญในการพัฒนาบุคคล ช่วยให้เกิดความงอกงามทางสติป๎ญญา และมีส่วนผลักดันให้สังคม
เจริญก้าวหน้า ไปได้เร็วข้ึน ที่เป็นเช่นน้ีเพราะว่าการอ่านทาให้คนฉลาดรู้จักคิดและมีโลกทัศน์กว้าง ยิ่ง
ป๎จจุบัน มีความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายในอันที่จะช่วยให้การดารงชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายมีความ
ปลอดภัยและมีความสุข ความรู้เหล่านั้นจะได้รับ การถ่ายทอดโดยบันทึกไว้เป็นหนังสือให้คนได้ อ่านศึกษา
11
ค้นคว้าและนาไปปฏิบัติ คนในสังคมที่พัฒนาแล้วจะสามารถใช้การอ่านให้เป็นประโยชน์ ได้มาก และ
สอดคล้องกับความเห็นของ สนิท ตั้งทวี (2538 : 279) ได้กล่าวถึงความสาคัญของการ อ่านไว้ว่า การอ่าน
เป็นกระบวนการอนั สาคัญในการแสวงหาความรขู้ องมนุษย์ ย่ิงในปจ๎ จบุ นั ความ เจริญทางด้านการพิมพ์สูงขึ้น
วิทยาการตา่ ง ๆ ลว้ นออกมาในรปู ของสง่ิ พมิ พ์ การอา่ นจงึ ได้ กลายเป็นเครื่องมือสาคัญในการเรียนรู้วิชาการ
ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง และสอดคล้องกับ แนวคิดของ จิตราภรณ์ ด้วงจุมพล (2543 : 4) ซ่ึงได้
กล่าวถึงความสาคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่าน มีความสาคัญสาหรับบุคคล เป็นเคร่ืองมือชี้ถึงคุณภาพของ
ประชากรในสังคมท่ีได้รับการส่งเสริ มการอ่านจะมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปในทางท่ีดีกว่า
ฉวีวรรณ คูหาภินนั ท์ (2542 : 3) ได้สรุปความสาคัญการอ่านไว้ว่า การอ่านมีความสาคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่
เล็กจนโต สาคัญต่อการพัฒนา อาชีพและการศึกษา นับว่าการอ่านเป็นหัวใจสาคัญในการเรียนการสอน
ดังนนั้ การอา่ นจงึ เปน็ สงิ่ จาเป็นท่จี ะตอ้ งฝึกให้เกิดความชานาญ เพื่อสะสมประสบการณ์ทาให้เกิดความคิดท่ี
กวา้ งขวาง เขา้ ใจเรอ่ื งที่อา่ นไดร้ วดเร็วและถูกต้อง และสอดคล้องกับแนวคิดของ ศิวกานท์ ปทุมสูติ (2540 :
15) ที่ได้กล่าวถึงความสาคัญของการอ่านว่า การอ่านช่วยเพ่ิมพูนความรู้ ความคิด ส่งเสริมให้เกิด
กระบวนการการพัฒนาชีวิตในทางที่ดีงาม และยังช่วยประสานความรู้ของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา เข้า
ด้วยกนั ทาให้เกดิ การพัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชนม์ ากมาย
จะเห็นได้ว่าการอ่านมีความสาคัญเป็นอย่างมาก เพราะการอ่านเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหา
ความรู้ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาสติป๎ญญาให้เรามีความรู้และรู้เ ท่าทัน
เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนและจาเป็นต้องฝึกให้เกิดความชานาญ เพ่ือให้เกิดความคิดกว้างขวางและ เข้าใจใน
ความหมายและแนวคดิ เร่ืองที่อ่าน เพอื่ นาไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรูใ้ นสาขาวิชาอืน่ ๆ
ความหมายของการอ่านเชิงวิเคราะห์
การอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นการอ่านอย่างละเอียดที่ผู้อ่านสามารถตอบได้ว่า อ่านเพ่ืออะไรและ
ต้องการอะไรจากการอ่าน มีการแยกแยะความเหมาะสมขององค์ประกอบในด้านต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่านได้
ซ่งึ ไดม้ ีผใู้ ห้ความหมายของการอา่ นเชิงวเิ คราะหเ์ อาไว้ดงั ต่อไปนี้
(กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ, 2546) ให้ความหมายของการอ่านเชิงวิเคราะห์ไว้ว่า เป็น
การอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างละเอียด ให้ความครบถ้วนแล้วจึงแยกแยะให้ได้ว่าส่วนต่าง ๆ นั้นมี
ความหมายและความสาคญั อย่างไรบา้ ง แต่ละด้านสัมพนั ธก์ ับคนอ่ืน ๆ อย่างไร วิธีอ่านแบบวิเคราะห์อาจใช้
วิเคราะห์องค์ประกอบของคา วลี การใช้คาในประโยค สานวนภาษา จุดประสงค์ของผู้แต่ง เบื้องหลังของ
การจัดทาหนังสือหรือเอกสารนั้นการอ่านวิเคราะห์ จะต้องตั้งคาถามและจัดวางระเบียบเร่ืองราวเพื่อให้
เขา้ ใจเรื่องและความคิดที่ผเู้ ขียนต้องการส่ือ
(สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2546) ได้ให้ความหมายของการอ่านวิเคราะห์ว่า เป็น
การอา่ นทฝ่ี ึกใหผ้ ูอ้ ่านรูจ้ กั ใช้ความคิด สติป๎ญญา และความรอบรตู้ อ่ สงิ่ ท่ีได้อ่าน การฝึกแสดงความคิดเห็นจะ
12
ช่วยให้ผู้อ่านรู้จักคิดเป็นมีความรู้กว้างขวาง และเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการใช้ทักษะทาง
ปญ๎ ญา เพื่อแสดงออกมาเปน็ ความคิดเห็นของตนเอง
(เกรยี งศักด์ิ เจริญวงศศ์ กั ดิ์, 2546) ไดใ้ ห้ความหมายของการอา่ นเชิงวเิ คราะห์วา่ หมายถงึ
การจาแนกเร่ืองออกเปน็ สว่ น ๆ ให้เห็นว่าใครทาอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไร พิจารณาแต่ละส่วนให้ละเอียด
ลงไปวา่ ประกอบกันอยา่ งไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง และวิเคราะห์ทรรศนะของผู้แต่งเพ่ือทราบจุดมุ่งหมายที่
อยเู่ บื้องหลงั ผ่านภาษาและถ้อยคาท่ใี ช้
จากความหมายของการอ่านเชิงวิเคราะห์ข้างต้นจึงสรุปได้ว่าการอ่านเชิงวิเคราะห์คือการอ่าน
ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ โดยใช้ความคิดพิจารณาเน้ือหาที่อ่านและสามารถแยกแยะข้อมูลเรื่องราวเหตุการณ์
หรือส่วนประกอบของสิ่งที่อ่านออกเป็นส่วนย่อยๆตามหลักการหรือเกณฑ์ท่ีกาหนดให้เพ่ือให้เกิดความรู้
ความเข้าใจเรื่องราวทอ่ี ่านอยา่ งแท้จรงิ รวมไปถึงการสรปุ เรื่องข้อคดิ และประเมินคุณคา่ จากเร่ืองท่ีอ่านได้
ความสาคัญของการอา่ นเชิงวเิ คราะห์
การวิเคราะห์เร่ืองที่อ่านมีประโยชน์ต่อการอ่านงานเขียนมากเพราะทาให้ผู้อ่านรู้จักแยกแยะ
รายละเอยี ดแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งท่อี ่านดงั มีนักวิชาการกลา่ วถึงความสาคญั ของการอา่ นเชิงวเิ คราะหด์ งั นี้
(ประเทนิ มหาขนั ธ์, 2530) ได้กล่าวถึงความสาคญั ของการอ่านเชงิ วเิ คราะหไ์ ว้ว่า
1. ความเจริญก้าวหน้าทางการส่ือสารมวลชนมีมากการรับข่าวสารจึงจาเป็นต้องใช้
วจิ ารณญาณให้รอบคอบเพอื่ ตัดสินใจถกู ต้อง
2. ความก้าวหน้าทางด้านการโฆษณาขายสินค้ามีมากขึ้นจนคนส่วนใหญ่หลงเช่ือในคา
โฆษณาการใช้ความคิดอยา่ งพนิ ิจพเิ คราะหจ์ ะช่วยใหต้ ัดสนิ ใจซ้ือสินคา้ เป็นไปอย่างถูกตอ้ ง
3. ลัทธิการปกครองในป๎จจุบันมีหลายลัทธิแต่ละท่ีก็พยายามโฆษณาชวนเชื่อการใช้
วิจารณญาณอยา่ งรอบคอบจะชว่ ยใหก้ ารตัดสนิ ใจเชอ่ื หรือไม่เชื่อถือได้เปน็ ไปอยา่ งถูกต้อง
4. ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยและวิถีทางของประชาธิปไตยส่งเสริมการ
คิดอย่างมเี หตผุ ลด้วยเหตนุ ้ีการอ่านอยา่ งพนิ จิ พิเคราะหจ์ ึงมีความจาเป็นสาหรบั สงั คมประชาธิปไตย
5. บรรดาสรรพตาราต่าง ๆ มีมากมายการเรียนรู้มิได้ยึดอยู่กับตาราเพียงเล่มเดียวหากต้องใช้
วิจารณญาณจากตาราหลายเล่มหลายผู้เขียนด้วยเหตุผลนี้การอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงมีความจาเป็นมาก
ในปจ๎ จบุ ัน
13
4. นทิ านพ้นื บ้าน
นิทานพื้นบ้าน นทิ านพน้ื บา้ นเปน็ วัฒนธรรมทางความคดิ ของมนษุ ย์อย่างหน่ึง เพราะนิทาน
พ้ืนบา้ นเป็นเครื่องมือบนั ทึกวิถชี วี ติ สภาพสงั คม คติความเชอื่ และคา่ นิยม ตลอดจนอารมณค์ วามรู้สึก ของ
คนในสังคม โดยการถา่ ยทอดบอกเล่าสบื ต่อกนั มาอย่างต่อเน่ือง มผี ูใ้ หค้ วามหมายของนทิ านพ้ืนบ้านไว้ ดังน้ี
(สัณหพัฒน์ อรุณธารี, 2542) ได้ใหค้ วามหมายของนทิ านพื้นบ้านวา่ หมายถงึ เรื่องท่เี ล่าสบื ต่อ
กันมา เพ่ือใหเ้ กิดความสนุกสนานเพลดิ เพลินแก่ผูฟ้ ๎งเปน็ สาคัญและสอดแทรกคุณธรรมคู่ความรู้ประกอบ
(ชีวนั วสิ าสะ และปรดี า ป๎ญญาจันทร์, 2548) ไดใ้ หค้ วามหมายนิทานพ้ืนบ้านวา่ หมายถงึ
ความสุขสาหรบั เดก็ เป็นสายใยผกู พนั ระหว่างพ่อแม่ลกู และระหว่างครกู ับ ลกู ศิษย์ เด็ก ๆ ควรมชี ่ัวโมงนทิ าน
ทง้ั ทบ่ี ้านและที่โรงเรยี น รปู แบบของนิทานอาจเป็นนทิ านปากเปลา่ นิทานจากหนังสอื ภาพ หรือนิทานทเ่ี ลา่
ดว้ ยส่ือต่าง ๆ
สรุปไดว้ ่า นิทานพื้นบ้าน หมายถงึ เรื่องที่เลา่ สบื ต่อ ๆ กันมา เพ่ือใหผ้ ู้ฟ๎งไดค้ วามบันเทงิ โดยมี
การแทรกสอดแทรกคติเตอื นใจหรือแนวทางปฏบิ ตั ทิ ี่ถกู ต้องในการดารงชีวิต รปู แบบของนิทานพื้นบา้ น อาจ
เป็นนิทานเล่าปากเปลา่ นิทานจากหนงั สอื ภาพหรือนทิ านที่เลา่ ดว้ ยส่อื ต่าง ๆ
5. การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้วิธกี ารสอน SQ4R
ความเป็นมาของการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้วิธกี ารสอนแบบ SQ4R
วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีสอนหนึ่งท่ีเหมาะสมสาหรับการนามาพัฒนาความสามารถใน
ทักษะการอ่านเน้นกระบวนการอ่านแบบซ้าๆอย่างมีระบบมีขั้นตอนพัฒนามาจากวิธีการสอนอ่านแบบ
SQ3R โดยมีผู้ท่ีหมายความเปน็ มาของวิธกี ารสอนแบบ SQ4R เอาไว้ดงั น้ี
สุคนธ์ สินธพานนท์, 2545 กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ
SQ4R หรือว่าเป็นวิธีการสอนอ่านท่ีพัฒนามาจากวิธีการสอนอ่านแบบ SQ3R ซ่ึงเป็นวิธีการอ่านอย่างมี
ประสทิ ธิภาพผูส้ อนสามารถจบั ใจความของเรอื่ งได้ดีและยังชว่ ยให้ผอู้ ่านสามารถคาดเดาเร่ืองที่อ่านได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
ศริ พิ ร ลิมตระการ 2543 ไดเ้ สนอข้นั ตอนของวิธกี ารสอนอา่ นแบบ SQ3R ของโรบินสัน ไวด้ งั นี้
ข้ันตอนท่ี 1 การสารวจ (survey) เปน็ การอ่านอย่างรวดเร็วสารวจความคดิ ทวั่ ไป
ข้ันตอนท่ี 2 การถาม (question) ใหต้ ้งั คาถามตวั เองเก่ยี วกับเรอ่ื งน้นั
14
ขัน้ ตอนท่ี 3 การอา่ น (read) เปน็ การอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมายเพ่ือหาคาตอบตามท่ีต้ังไว้โดย
มงุ่ หารายละเอียดใหเ้ กดิ ความกระจา่ งชดั เจน
ขัน้ ตอนท่ี 4 การจา (recite) ใหย้ อ่ เร่อื งราวทีส่ าคญั โดยใช้คาพูดของตัวเองซึง่ ทาให้เข้าใจส่ิง
ทอ่ี า่ นไดด้ ขี น้ึ
ขน้ั ตอนท่ี 5 การทบทวน (review) การพยายามทบทวนเรอื่ งที่อา่ นเพื่อรวบรวมความคดิ
ต่อมาในปี 1984 Walter Pauk ได้เสนอวธิ ีการอา่ นแบบ SQ4R โดยไดแ้ นวคิดจากวิธีการอ่านของ
โรบินสันโดยการเพ่ิมขั้นตอนบันทกึ (Record) หลังจากที่นักเรียนได้อ่านและเปล่ียนจากข้ันตอนการทบทวน
(Review) เปน็ ข้นั ตอนให้นกั เรียนไดว้ เิ คราะหบ์ ทอ่าน (Reflect) ซึ่งเปน็ วิธกี ารท่ีช่วยให้นกั เรียนเข้าใจแนวคิด
ทอ่ี ่านไดเ้ รว็ ขึน้
จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่าความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R และ
พัฒนามาจากการจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R ซ่ึงเป็นวิธีการสอนท่ีช่วยพัฒนาทักษะการอ่านในรูปแบบต่างๆ
โดยผ่านข้ันตอนในการอ่านเร่ิมจากการอ่านคร่าว ๆ การต้ังคาถามเร่ืองที่อ่าน การอ่านอย่างละเอียดการจด
บันทึกสาระสาคัญการสรุปใจความสาคัญและการวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านให้มี
ประสิทธิภาพยงิ่ ขนึ้
ลกั ษณะสาคญั ของการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้วิธกี ารสอนแบบ SQ4R
วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการสอนที่มีลักษณะสาคัญ คือ เน้นกระบวนการการอ่านแบบ
ซา้ ๆ ตามขั้นตอนอยา่ งเปน็ ระบบ มีการตั้งคาถามจดบันทึกสรุปใจความสาคัญ วิเคราะห์วิจารณ์แสดงความ
คิดเห็นจากเร่ืองที่อ่าน ซึ่งข้ันตอนต่าง ๆ เหล่านี้จะทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเรื่องที่อ่านได้มากยิ่งข้ึน ดังมีผู้
กลา่ วถึงลกั ษณะสาคญั ของการจดั การเรยี นรูแ้ บบ SQ4R ดงั น้ี
(สุคนธ์ สินธพานนท์, 2545) ได้กล่าวถึงลักษณะสาคัญ ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ
สอนแบบ SQ4R สรุปได้ว่า เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เป็นระบบ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตาราที่อ่านด้วยตนเอง
เน้นการอ่านซ้า ๆ จนกว่าจะเข้าใจและจดจาเรื่องราวที่อ่านได้ ประกอบด้วย 6 ข้ันตอน คือ ข้ันสารวจ เป็น
การดูแบบผา่ น ๆ และดหู ัวข้อย่อยแต่ละบทรวมถึงต้ังคาถามสรุปใจความท้ายบท เพื่อนาคาถามที่ได้จากบท
อ่าน เช่น ใคร อะไร ทาไม อย่างไร และเมื่อไหร่ ซ่ึงช่วยให้การอ่านมีจุดมุ่งหมายและประเด็นสาคัญท่ีได้
หลังจากนั้นผู้เรียนต้องกลับมาอ่านเน้ือหาซ้าอีกคร้ัง อย่างละเอียด การอ่านท่ีแท้จริงเกิดข้ึนในข้ันน้ีเป็นการ
อ่านเพื่อค้นหาคาตอบของคาถาม ท่ีเราตั้งขึ้นในข้ันน้ีหากนึกถึงเน้ือหาอะไรได้อีกก็จดบันทึกลงไป เม่ือได้
คาตอบแล้วใช้คาพูดของตนเพื่อสรุปคาตอบในขั้นตอนน้ี และแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจของผู้อ่านด้วยว่า
ตอบทุกประเด็นหรือไม่ หลังจากนั้นเขียนคาตอบที่ได้ เพื่อสรุปใจความเร่ืองราวท่ีได้อ่าน ประกอบด้วย
ใจความหลักและใจความสนับสนุน ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาท้ังหมด เป็นการทวนคาถาม คาตอบ หากไม่แน่ใจ
สว่ นใดของเรื่องใหก้ ลับไปอา่ นซ้าเพื่อให้จาได้ดีขนึ้
15
จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า ลักษณะสาคัญของการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ
SQ4R เป็นวิธีการสอนอ่านวิธีหน่ึง ท่ีเป็นระบบสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยปฏิบัติตามขั้นตอน
ในการอา่ น 6 ขั้นตอนเร่ิมจากการอา่ นแบบคร่าว ๆ จากนัน้ จงึ เรมิ่ ตง้ั คาถามและลงมืออ่านอย่างละเอียด เพื่อ
หาคาตอบโดยใช้การจดบันทึกสาระสาคัญ จากนั้นสรุปใจความสาคัญท้ังหมดด้วยตนเอง มีการวิเคราะห์
วิจารณ์ แสดงความคดิ เห็น จากเร่ืองที่อ่านเพ่อื แสดงว่าเข้าใจเน้ือเรื่องอย่างแทจ้ ริง
6. งานวิจยั ท่เี กย่ี วข้อง
ชลธิดา หงษ์เหม (2560) ได้วิจัยเก่ียวกับการพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของ
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับแผนท่ีความคิด กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการ
วิจัยคือนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ห้อง 2 โรงเรียนคงคารามอาเภอเมืองจังหวัดเพชรบุรีจานวน 45 คน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังจากการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ร่วมกับแผนที่ความคิดสูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยยะ
สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ 0.05 2) ความคิดเห็นของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้โดย
ใชว้ ธิ กี ารสอนแบบ sq4r รว่ มกบั แผนทคี่ วามคิดอยู่ในระดบั เห็นดว้ ยมาก
ป๎ณณ์พงศ์ ถุนาพรรธุ์, ทรงคุณ จันทจร และศาสตรา เหล่าอัคคะ (2560) ได้วิจัยเก่ียวกับการ
พัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากวรรณกรรมของสุนทรภู่โดยใช้แบบฝึกทักษะด้วยกระบวนการกลุ่ม
รว่ มมือแบบ STAD สาหรับนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ผลวิจัยพบว่านักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับ
การพฒั นาทักษะการอา่ นเชิงวิเคราะห์จากวรรณกรรมของสนุ ทรภโู่ ดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะด้วยกระบวนการกลุ่ม
ร่วมมือแบบ STAD มีทักษะในการอ่านเชิงวิเคราะห์อยู่ในระดับดีแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์มี
ประสิทธิภาพ = 85.2 1/80 3.80 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.77 แสดงว่า
นักเรียนมที ักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์สูงขึ้น 0.77 และนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการ
พฒั นาทกั ษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากวรรณกรรมของสุนทรภู่โดยใช้แบบฝึกทักษะด้วยกระบวนการร่วมมือ
แบบ STAD อยูใ่ นระดบั มากที่สุดมีคา่ เฉลย่ี เท่ากับ 4.29
องั คณา เบ็ญโส๊ะ (2551) ได้สร้างชุดการสอนพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์จากหนังสือเรียน
ภาษาพาที ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 มี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ปีการศึกษา 2550
โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สงขลา อาเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จานวน 30 คน ผลการวิจัยพบ
ว่าได้ชุดการสอนพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์จากหนังสือเรียนภาษาพาที ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5
จานวน 12 ชุด ชดุ การสอนมีประสทิ ธิภาพ 84.05/89.23 ซ่ึงมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ีกาหนด
ไว้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังใช้ชุดการสอนสูงกว่าก่อนใช้ชุดการสอนอย่างมีนัยยะ
สาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .01
16
บุรีรัตน์ จินดาศรี (2552) ได้พัฒนาทักษะในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนภาษาไทย โดยใช้
สถานการณ์จาลอง สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในกลุ่มตาบลสระตะเคียน จังหวัด
นครราชสีมา กลุม่ ตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสามัคคีประชาสรรค์ อาเภอเสิงสาง
จงั หวดั นครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2552 จานวน 1 หอ้ งเรียน จานวน 20 คน ได้มาโดยวิธีการ
สุ่มแบบกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนท่ีเรียนโดยใช้สถานการณ์จาลองมีทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์
และเขียนภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 2) นักเรียนมีอัตรา
พัฒนาการด้านทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนภาษาไทยโดยใช้สถานการณ์จาลองระหว่างเรียน
เพิ่มข้ึน 0.58 คะแนนต่อคร้ัง จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดย
ใชส้ ถานการณจ์ าลองในระดับมากท่ีสุด
บรรจง แสงนภาวรรณ (2556) ได้วิจัยเก่ียวกับการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ ของ
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการประยุกต์ใช้เทคนิคการสอน KWL Plus กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6/2 โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) สังกัดสานักงานเขต
พนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษานครปฐม เขต1 ที่กาลงั ศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2556 จานวน 27
คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์หลังการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้เทคนิคการ
สอน KWL Plus สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) นักเรียนมีความ
คิดเหน็ ตอ่ การจัดการเรยี นรโู้ ดยการประยุกตใ์ ชเ้ ทคนิคการสอน KWL Plus ในภาพรวมอยใู่ นระดับมาก
จากการศึกษางานวจิ ัยเกี่ยวข้องที่กลา่ วมาขา้ งต้น สรุปไดว้ ่า การนาวิธกี ารจัดการเรยี นรู้แบบ
SQ4R ที่มปี ระสิทธิภาพมาใช้ในการพัฒนาทกั ษะของนักเรียน สามารถทาใหน้ ักเรียนมีทักษะในด้านตา่ ง ๆ
เพมิ่ ข้นึ และยังมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นเพ่ิมข้ึนด้วย ดังน้นั ผวู้ ิจัยผวู้ จิ ยั จึงต้องการนาวิธีการจดั การเรยี นรู้
แบบ SQ4R มาพัฒนาการอ่านเชงิ วิเคราะห์นทิ านพืน้ บ้านของผู้เรียน
17
บทที่ 3
วธิ ดี าเนนิ การวิจัย
ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะทางภาษาไทย เรื่อง
การอ่านคิดวิเคราะห์บทความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง
จงั หวัดบรุ รี มั ย์ ผู้วิจัยไดด้ าเนินการวจิ ัยตามข้ันตอน ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
2. แบบแผนทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั
3. เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
4. การสรา้ งและการหาคณุ ภาพเครอื่ งมือ
5. การรวบรวมขอ้ มูล
6. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
7.สถติ ทิ ี่ใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธ
สง จังหวัดบุรีรัมย์ ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 มีนักเรียนท้ังหมด 12 ห้อง จานวน
160 คน
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอ
พุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 40 คน ได้มาด้วย
วิธีการจับสลากโดยใช้หอ้ งเรียนเป็นหน่วยการสุม่
2. แบบแผนทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียว มีการ วัดก่อนและ
หลังการทดลอง (The one-group pretest-posttest design) ดังน้ี
O₁ X O₂
18
O₁ หมายถึง การทดสอบกอ่ นเรยี น
X หมายถึง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้าน โดยการใช้วิธีการสอน
แบบ SQ4R
O₂ หมายถงึ การทดสอบหลงั เรียน
3. เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในการวิจัยครงั้ น้ปี ระกอบด้วย
1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง นิทานพ้ืนบ้าน จานวน 5 แผน
แผนละ 1-2 ชั่วโมง รวมเป็น 5 ชัว่ โมง
2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง นิทานพ้ืนบ้าน เป็น
แบบทดสอบที่ใช้ทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ซ่ึงเป็นข้อสอบแบบ
ปรนัยชนิด 4 ตวั เลอื กจานวน 20 ขอ้ 20 คะแนน
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R
จานวน 1 ฉบบั มีจานวน 12 ข้อเปน็ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับแบ่งเป็น 3 ด้านคือด้าน
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ดา้ นบรรยากาศการเรยี นรู้ และด้านประโยชนท์ ไ่ี ด้รบั
4. การสร้างและการหาคุณภาพเครอื่ งมอื
การวิจัยในคร้ังน้ีผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างแบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจใน ส่วนของ
แบบฝึกทักษะน้ัน ผูว้ ิจยั ได้นาแบบฝึกทกั ษะทมี่ ีผสู้ รา้ งไวม้ าใช้ในการดาเนินการครั้งนี้ ซ่ึงมรี ายละเอียด ดงั น้ี
1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์บทความ
จานวน 5 แผน แผนละ 1 ช่วั โมง รวมเป็น 5 ช่ัวโมง มดี ังนี้
1.1 ศึกษารายละเอียดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม รวมถึงศึกษา
เอกสารประกอบการใช้หลักสูตรเพื่อศึกษาจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้
ภาษาไทย
19
1.2 เลอื กและกาหนดเนื้อหาต่างๆเพ่ือนามาเป็นบทอ่านในแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ
สอนแบบ sq4r โดยเลือกเนอ้ื หาเป็นนทิ านพืน้ บา้ น ได้แก่
- พญาคนั คาก
- สงั ข์ทอง
- นางหมาขาว
1.3 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง นิทานพ้ืนบ้าน ใน
แผนการจัดการเรียนร้มู ีข้นั ตอนดังน้ี
ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั นาเขา้ สบู่ ทเรยี น ผู้สอนกล่าวทกั ทายผู้เรยี น และกระตุ้นความสนใจผูเ้ รียน โดย
ใชก้ ิจกรรมเกมการเรียนรู้ กอ่ นเขา้ ส่บู ทเรยี น
ขัน้ ที่ 2 ข้ันสอน
1. ใหผ้ ู้เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน เรื่องการอ่านคิดวเิ คราะหบ์ ทความ
2. นาเสนอหวั ขอ้ ในการเรียนแก่ผู้เรียนจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือให้ผู้เรียนทราบถึงเนื้อหา
ทจี่ ะเรียนหลกั การความคิดรวบยอดของการเรยี นรู้ในแตล่ ะครัง้ สามารถแบ่งเปน็ รายละเอียดดงั ต่อไปนี้
1) Survey (S) ให้ผ้เู รยี นอ่านเร่อื งอยา่ งคร่าว ๆ
2) Question (Q) ใหผ้ ู้เรยี นตง้ั คาถามจากเรื่องทีอ่ ่าน คาถามนี้จะทาให้ผู้อ่านมีความ
อยากรเู้ กย่ี วกบั เรอ่ื งราวท่อี ่าน
3) Read (R) ให้ผู้เรียนอ่านบทความน้ันซ้าอีกครั้งอย่างละเอียด เพื่อค้นหาคาตอบ
ของคาถามที่ได้ต้ังไว้
4) Record (R) ให้ผู้เรียนเขียนคาตอบของคาถามท่ีต้ังไว้และจดบันทึกข้อมูลท่ีได้
จากการอา่ นโดยเฉพาะส่วนท่เี ปน็ สาระสาคญั
5) Recite (R) ให้ผู้เรียนสรุปใจความสาคัญของเร่ืองที่อ่านแยกประเด็นต่างๆโดยใช้
สานวนภาษาของตนเอง
6) Reflect (R) ให้ผู้เรียนวิเคราะห์วิจารณ์บทอ่านแล้วแสดงความคิดเห็นและมีการ
นาเสนอผลงานการเขียนของแตล่ ะกล่มุ
3. ผูเ้ รยี นทาแบบทดสอบหลังเรียน
20
ขน้ั ท่ี 3 ข้ันสรุป
ใหผ้ ้เู รียนอภปิ รายความรู้ท่ีไดจ้ ากการเรยี น และแจกแบบสอบถามความพึงพอใจให้ผู้เรียน
ทาในชัว่ โมงสุดท้าย ผสู้ อนกลา่ วสรปุ เน้อื หาการจัดกิจกรรม
1.4 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท้ัง 5 แผน ให้ท่ีปรึกษาวิจัยตรวจสอบความถูกต้องและปรับปรุง
แกไ้ ขตามคาแนะนา
1.5 เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ต่อผู้เช่ียวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของ
แผนการจัดการเรยี นรู้ ความเท่ยี งตรงเชงิ เนือ้ หา และค่าดชั นีความสอดคล้อง โดยกาหนดเกณฑ์การพิจารณา
ดงั นี้
เหน็ ว่าสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ ใหค้ ะแนน 1
ไม่แนใ่ จว่าสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ ให้คะแนน 0
เห็นว่าไมส่ อดคล้องกับจดุ ประสงค์ ใหค้ ะแนน -1
คานวณหาค่า IOC จากสูตร
IOC =
IOC หมายถงึ ดัชนคี วามสอดคล้องของขอ้ คาถามกับจดุ ประสงค์
หมายถงึ ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผเู้ ช่ียวชาญ
หมายถึง จานวนผู้เชี่ยวชาญ
โดยค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ข้ึนไปถือว่ามีความสอดคล้องกันในเกณฑ์ท่ียอมรับได้
ซ่ึงผลจากการพิจารณาค่าดชั นคี วามสอดคล้องของผู้เช่ยี วชาญทง้ั 3 คน ได้คา่ ความสอดคลอ้ งเทา่ กบั 0.94
1.6 นาแผนการจัดการเรยี นรู้มาปรับปรุงแกไ้ ขตามคาแนะนาของผู้เช่ยี วชาญ
1.7 สมุ่ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ีแกไ้ ข จานวน 3 แผนไปทดลองใช้กับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปี
ที่ 1 ห้อง 1 ปีการศกึ ษา 2562 โรงเรยี นพทุ ไธสง จานวน 40 คนทไี่ มใช่กล่มุ ตวั อย่าง
1.7 นาแผนการจดั การเรียนรู้ทไ่ี ดร้ บั การปรับปรุงแกไขแลว้ ไปใช้เปน็ เคร่ืองมือในการวิจัย
3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ก่อนเรียนและหลัง
เรียน 1 ชดุ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตวั เลือก จานวน 20 ขอ้ มขี ้นั ตอนดงั นี้
3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่ม สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาท่ี 1
21
3.2 ศกึ ษาหลกั การ ทฤษฎี และวธิ สี ร้างเคร่ืองมอื วดั ผลทางการศึกษา
3.3 วเิ คราะห์เนื้อหา มาตรฐานตัวชี้วดั ทเ่ี กยี่ วกับการอ่าน
3.4 สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ที่เป็นข้อสอบปรนัยชนิด
เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 20 ขอ้
3.5 เสนอแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อ
ตรวจสอบการใช้ภาษา ความถูกต้องของข้อถาม จากนั้นปรับปรุง และแก้ไขตามคาแนะนาของอาจารย์
ปรึกษาวิจยั
3.6 เสนอแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ต่อผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 ท่าน
ตรวจสอบการใช้ภาษาความถูกต้องของข้อคาถาม แล้วหาค่าดัชนีความสอดคล อง (Index of Item
Objective Congruence: IOC) กับจดุ ประสงค์โดยกาหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนนดงั น้ี
ให้คะแนน เทา่ กบั +1 เมอื่ แนใ่ จวา่ ข้อคาถามมคี วามสอดคลองกับจดุ ประสงค์
ใหค้ ะแนน เทา่ กบั 0 เมื่อไมแ่ น่ใจว่าขอ้ คาถามมคี วามสอดคลองกับจุดประสงค์
ใหค้ ะแนน เทา่ กบั -1 เมอ่ื แนใ่ จว่าขอ้ คาถามถามไม่มีความสอดคลองกบั จดุ ประสงค์
โดยค่าดัชนีความสอดคลองต้ังแต่ 0.5 ขึ้นไป ถือว่ามีความสอดคลองกันในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
นาผลจากการพจิ ารณาคา่ IOC ของผู้เช่ียวชาญทั้ง 3 ท่าน มาคานวณหาค่าดัชนี ความสอดคลอง ไดค่าดัชนี
ความสอดคล้องเท่ากบั 0.97 ปรับปรุงขอ้ สอบให้มคี วามถูกต้อง
3.7 นาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ท่ีสมบูรณ์แล้ว ไปทดลองใช้กับ
นักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนพุทไธสง จานวน 40 คนที่ไมใช่กลุ่ม
ตวั อย่าง และเรียนเร่อื งการอ่านเชิงวเิ คราะห์มาแล้ว
3.8 ตรวจคาตอบแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยข้อท่ีถูกให้ 1
คะแนน ขอ้ ทผ่ี ดิ ให้ 0 คะแนน
3.9 นาผลการทดสอบมาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาความยากง่าย (p) และค่าอานาจจาแนก (r)
คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 ค่าอานาจจาแนก (r) ต้ังแต่ 0.20 - 1.00
จานวน 20 ข้อซึ่งแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์มีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง
0.38 - 0.68 และค่าอานาจจาแนก (r) อยู่ในระหวา่ ง 0.2 - 0.5
3.10 วิเคราะห์ค่าความเช่ือม่ันโดยใช้วิธี KR 20 ผลปรากฏว่าแบบทดสอบวัดความสามารถใน
การอา่ นเชิงวิเคราะห์มีคา่ ความเช่อื มน่ั เทา่ กับ 1.00
3.8 นาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ท่ีสมบูรณ์แล้ว ไปใช้กับนักเรียน
กลมุ่ ตวั อย่างโดยใช้ทดสอบก่อนการทดลองและทดสอบหลงั การทดลอง
22
4. แบบสอบถามความความคิดเหน็ ตอ่ การจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ ีสอนแบบ SQ4R
4.1 ศึกษาการสร้างแบบสอบถามความความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ
SQ4R
4.2 สรา้ งแบบสอบถามความคิดเหน็ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้
โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง มากท่ีสุด 4 หมายถึง มาก 3
หมายถงึ ปานกลาง 2 หมายถงึ นอ้ ย 1 หมายถึง นอ้ ยที่สุด จานวน 12 ขอ้
4.3 เสนอแบบสอบถามความพึงพอใจ ต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเพ่ือตรวจสอบความเหมาะสม
จากน้ันปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามคาแนะนาของอาจารยท์ ี่ปรึกษาวจิ ัย
4.4 เสนอแบบสอบถามความคิดเหน็ ของนกั เรียนตอ่ ผเู้ ช่ยี วชาญ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบการ
ใช้ภาษา ความถูกต้องของข้อคาถามถาม แลวหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective
Congruence: IOC) กบั จดุ ประสงค์โดยกาหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ดงั นี้
ใหค้ ะแนน เทา่ กบั +1 เมือ่ แน่ใจว่าข้อคาถามมคี วามสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์
ให้คะแนน เทา่ กับ 0 เมอ่ื ไมแ่ นใ่ จวา่ ขอ้ คาถามมคี วามสอดคล้องกับจุดประสงค์
ใหค้ ะแนน เทา่ กบั -1 เมอ่ื แนใ่ จว่าขอ้ คาถามไมมคี วามสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์
โดยค่าดัชนีความสอดคล้องต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป ถือว่ามีความสอดคล้องกันในเกณฑ์ ที่ยอมรับได้
นาผลจากการพิจารณาคา่ IOC ของผู้เชีย่ วชาญทั้ง 3 ท่าน มาคานวณหาค่าดัชนี ความสอดคล้อง ได้ค่าดัชนี
ความสอดคลอ้ งเท่ากับ 0.95 ปรบั ปรุงขอ้ สอบใหม้ คี วามถูกตอ้ ง
4.5 นาแบบสอบถามความพึงพอใจไปใช้สอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน หลังจากจัด
กิจกรรมการจดั การเรียนรโู้ ดยใชว้ ิธสี อนแบบ SQ4R ครบท้งั 5 แผน
5. การรวบรวมขอ้ มลู
การวจิ ยั ในคร้ังนี้ผู้วิจยั ไดเ้ กบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากการทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน
ข้ันตอนการเกบ็ ขอ้ มลู มีรายละเอยี ดดังน้ี
5.1 ทาการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) ผู้วิจัยนาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิง
วิเคราะห์บทความท่ีผ่านการตรวจสอบและแก้ไขปรับปรุงเรียบร้อยแล ว เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิด
เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก ทั้งหมด 20 ขอ้ 20 คะแนน นามาทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 3 ซึ่ง
เปน็ กล่มุ ตวั อย่าง จานวน 40 คน ใชเ้ วลา 30 นาที เพ่อื เกบ็ คะแนนนกั เรยี นกลมุ่ ตัวอย่างกอ่ นเรยี น
23
5.2 ตรวจและให้คะแนนการทาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์
(Posttest) หาคา่ เฉลี่ยผลสัมฤทธค์ิ ะแนนการอา่ นเชิงวิเคราะห์ และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
5.3 ผู้วิจัยนาแผนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน แบบ SQ4R ที่
ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 หอง 3 จานวน 40 คน วันละ 1
แผน เริ่มจากแผนที่ 1 ถึงแผนท่ี 5 โดยแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5 แผน มีจัดกิจกรรมตามขั้นตอนในการ
จัดการเรียนรู้ แต่ละครัง้ ใชเ้ วลา 1 ชัว่ โมง
5.4 ทาการทดสอบหลงั เรียน (Posttest) นาแบบทดสอบชดุ เดียวกันกบั แบบทดสอบก่อนเรียน
นามาทดสอบกบั นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 หอง 3 จานวน 40 คน ใช้เวลา 30 นาทีตรวจสอบผลงาน
5.5 กลุม่ ตวั อย่างทาแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ
SQ4R
5.6 ตรวจและให้คะแนนการทาแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์
(Posttest) หาค่าเฉล่ีย (̅) ผลสัมฤทธิค์ ะแนนการอา่ นเชงิ วเิ คราะห์ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D)
5.7 หาค่าเฉล่ีย (̅) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D) ของแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการ
จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R และแปลผลค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ของเบส (Best John & Best,
1982) ดังน้ี
คา่ เฉลีย่ ระดบั ความคดิ เห็น
4.50 – 5.00 เหน็ ด้วยในระดบั มากทสี่ ุด
3.50 – 4.49 เหน็ ดว้ ยในระดับมาก
2.50 – 3.49 เหน็ ด้วยในระดบั ปานกลาง
1.50 – 2.49 เห็นดว้ ยในระดบั น้อย
1.00 – 1.49 เห็นด้วยในระดับน้อยที่สดุ
6. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
การวเิ คราะห์ข้อมูลสาหรบั การวจิ ัยคร้งั น้ี ประกอบด้วย
6.2 การทดสอบสมมตฐิ าน
6.2.1 การวิเคราะห์ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้วิธีการสอนแบบ ใช้
แบบทดสอบวดั ความสามารถในการอา่ นเชิงวิเคราะห์ เรอื่ ง นทิ านพืน้ บา้ น
24
6.2.1.1 การวิเคราะห์ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังจากกัดการจัดการเรียนรู้
โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R โดยใช้ค่าเฉล่ีย ( ̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที
(t-test) แบบ dependent
6.2.1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ท่มี ีตอ่ การจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ใช้ค่าเฉลี่ย ( ̅ ) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.)
7.สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู
คานวณหาค่า IOC จากสูตร
IOC =
IOC หมายถึง ดชั นคี วามสอดคล้องของข้อคาถามกับจดุ ประสงค์
หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคดิ เหน็ ของผู้เชย่ี วชาญ
หมายถึง จานวนผู้เชี่ยวชาญ
คานวณหาคา่ เฉล่ียจากสูตร
̅
̅ หมายถงึ ค่าเฉลี่ยของคะแนน
หมายถงึ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
หมายถึง จานวนผ้สู อบท้งั หมด
25
คานวณหาสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
S.D. = √ ̅
S.D. หมายถึง สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
หมายถึง ผลรวมกาลังสองของคะแนนท้งั N จานวน
หมายถึง คะแนนดิบ
หมายถึง จานวนกลุ่มตัวอย่าง
26
บทท่ี4
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การวิจัยคร้งั นี้เปน็ การวิจัยเพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงเคราะห์ของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน
ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยนาเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แผนการ
จัดการเรยี นรู้กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย เร่ือง นทิ านพื้นบ้าน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน วัดความสามารถในการ
อ่านเชิงวิเคราะห์ เร่ือง นิทานพื้นบ้าน ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญ 3 ท่าน นาไปทดลองใช้กับ
นกั เรียน ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจานวน
40 คน โดยการทดสอบก่อนเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ทดสอบหลังเรียน และ
สอบถามความคดิ เห็นของนกั เรียนกลมุ่ ตัวอย่างโดยใช้ แบบสอบถามความความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้
โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R เพื่อเป็นการตอบวัตถุประสงค์และข้อคาถามในการวิจัย ผู้วิจัยขอเสนอผลการ
วิเคราะห์ข้อมูลตามลาดับดังต่อไปนี้
ตอนท่ี 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้าน ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทาน
พืน้ บ้าน ด้วยวธิ กี ารสอนแบบ SQ4R
ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R ของ
นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1
ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์
นิทานพนื้ บา้ น ด้วยวธิ กี ารสอนแบบ SQ4R
ผลจากการทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดเชิงเคราะห์นิทานพ้ืนบ้าน ของนักเรียนท่ี
เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ
SQ4R ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 40 คน
ด้วยข้อสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบบฉบับเดียวสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจานวน 20 ขอ โดย
ทดสอบก่อนการใช้ มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.1 และทดสอบหลังการใช้มีค่าคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 16.2
และนาคะแนนเฉลี่ยที่ไดจากการทดสอบวัดความสามารถทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก
ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง นิทานพื้นบ้าน เปรียบเทียบโดยใช้ค่าที t (t–test Dependent) พบว่า
27
คะแนนทดสอบหลงั เรียนของกลุมทดลองสูงกวา่ ก่อนเรียน โดยทคี่ ่า t เทา่ กับ 10.44 เมื่อนาไปเปรียบเทียบท่ี
ค่า t ที่ df (26-1) = 25 พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R ทาให้
ผ้เู รยี นมีความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกบั การอ่านเชงิ วเิ คราะห์ดขี น้ึ จึงส่งผลให้ผลสมั ฤทธิ์หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียน
ดังตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบทักษะการอา่ นคิดวเิ คราะห์กอ่ นและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทกั ษะทางภาษาไทย
เรอื่ งการอ่านคดิ วิเคราะห์บทความ
การทดสอบ จานวน(N) ( ̅) S.D T
ก่อนเรียน 40 13.1 2.57 *10.44
หลงั เรียน 40 16.2 1.9
*มนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.05
จากตารางท่ี 3 พบวา่ ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะทาง
ภาษาไทย เร่ืองการอ่านคิดวิเคราะห์บทความสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ทีร่ ะดบั 0.05 ซง่ึ ยอมรับสมมติฐานการวจิ ยั ท่ตี ง้ั ไว
28
ตอนท่ี 2 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาทักษะการ
อ่านเชิงวเิ คราะห์นทิ านพน้ื บา้ น ดว้ ยวิธกี ารสอนแบบ SQ4R
ตารางท่ี 2 แบบสอบถามความคิดเห็นหลังการเข้าร่วมพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้าน
ด้วยวธิ ีการสอนแบบ SQ4R
ลาดบั เกณฑก์ ารประเมิน ̅ S.D. แปล ลาดบั
ที่ ผล ที่
ด้านการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1 การจัดกิจกรรมการเรยี นรเู้ ป็นลาดบั ขนั้ ตอน 4.29 0.65 มาก 3
2 การจัดกจิ กรรมการเรียนรสู้ ง่ เสริมให้นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั ติ ามขั้นตอน 4.29 0.78 มาก 2
ได้
1
3 การจดั กจิ กรรมการเรียนรสู้ ง่ เสริมใหน้ ักเรยี นไดพ้ ฒั นาความสามารถใน 4.31 0.75 มาก
การอ่านเชงิ วเิ คราะห์ทุกข้นั ตอน 3
4 การจัดกจิ กรรมการเรียนรสู้ ่งเสริมให้นกั เรยี นคดิ ได้อยา่ งเป็นขั้นตอนต้งั 4.49 0.65 มาก 2
คาถามและหาคาตอบในส่ิงทต่ี ้องการได้ 2
1
ดา้ นบรรยากาศการจัดการเรยี นรู้
3
1 นักเรยี นมีความสขุ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้วธิ ีสอนแบบ 4.07 0.83 มาก 1
SQ4R 4
2
2 นกั เรียนมคี วามพึงพอใจในการทางานร่วมกนั เป็นกลมุ่ 4.07 0.88 มาก
-
3 นักเรียนได้แสดงความคดิ เห็นและแลกเปลยี่ นความคดิ ซึง่ กันและกนั 4.20 0.81 มาก
4 ครใู หค้ าแนะนาและชว่ ยเหลอื ในการทากิจกรรมอยา่ งทว่ั ถงึ 4.56 0.72 มาก
ดา้ นประโยชนท์ ่ไี ด้รับ
1 นกั เรยี นได้พัฒนาความสามารถในการอา่ นเชิงวิเคราะห์ 4.22 0.84 มาก
2 นักเรยี นไดร้ ับความรูค้ วามเข้าใจในเนื้อหาท่เี รยี นมากข้นึ 4.33 0.89 มาก
3 นกั เรียนไดร้ ับความรู้ใหมจ่ ากการทากจิ กรรมและแลกเปลยี่ นความคดิ 4.18 0.74 มาก
4 นกั เรยี นสามารถนากระบวนการการอา่ นเชงิ วเิ คราะหไ์ ปใช้ใน 4.27 0.81 มาก
ชวี ิตประจาวันได้
รวมทุกด้าน 4.27 0.79 มาก
29
ความคิดเหน็ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ
SQ4R ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( ̅ 4.27 S.D. = 0.95) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการ
จัดการกิจกรรมการเรียนรู้มีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( ̅ = 4.34 S.D. = 0.72) รองลงมาคือ
ด้านประโยชน์ที่ได้รับมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (̅ = 4.25 S.D. = 0.81) และด้านบรรยากาศ
การจดั การเรยี นรมู้ ีความคดิ เหน็ อยูใ่ นระดบั เหน็ ดว้ ยมาก (̅ = 4.22 S.D. = 0.83) ตามลาดบั
เมื่อพิจารณารายละเอียดด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีระดับความคิดเห็นใน
ภาพรวมในระดบั เห็นดว้ ยมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อสามารถเรียงลาดับได้ดังนี้ลาดับท่ี 1 การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต้ังคาถามและหาคาตอบสิ่งที่ต้องการได้
(̅ = 4.49 S.D. = 0.65) ลาดบั ที่ 2 การจดั กจิ กรรมการเรยี นรูส้ ่งเสริมใหน้ กั เรียนได้พัฒนาความสามารถใน
การอา่ นเชิงวเิ คราะหท์ ุกขนั้ ตอน (̅ =4.31 S.D. = 0.75) ลาดบั ที่ 3 ได้แกก่ ารจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริม
ให้นกั เรยี นสามารถปฏบิ ัติตามขัน้ ตอนได้ (̅ = 4.29 S.D. = 0.78) และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นลาดับ
ขน้ั ตอนเทา่ กับ (̅ 4.29 S.D. = 0.65)
ด้านประโยชน์ที่ได้รับนักเรียนมีระดับความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก เม่ือ
พิจารณาเป็นรายข้อสามารถเรียงลาดับได้ดังน้ีลาดับท่ี 1 นักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาท่ีเรียน
มากยิ่งข้ึน (̅ = 4.33 S.D. = 0.89) ลาดับท่ี 2 นักเรียนสามารถนากระบวนการการอ่านเชิงวิเคราะห์ไปใช้
ในชีวิตประจาวันได้เท่ากับ (̅ = 4.31 SD = 0.75) ลาดับที่ 3 นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการอ่าน
เชิงวิเคราะห์ (̅ = 4.22 S.D. = 0.84) และนักเรียนได้รับความรู้ใหม่จากการทากิจกรรมและแลกเปลี่ยน
ความคดิ เห็น (̅ = 4.18 S.D. = 0.74) ตามลาดับ
ดา้ นบรรยากาศการจัดการเรยี นรนู้ กั เรยี นมีระดับความคิดเหน็ ในภาพรวมในระดับเห็นด้วยมาก
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อสามารถเรียงลาดับได้ดังน้ีลาดับที่ 1 ครูให้คาแนะนาและช่วยเหลือในการทา
กิจกรรมอยา่ งท่วั ถงึ (̅ = 4.66 S.D. = 0.72) ลาดับท่ี 2 นกั เรยี นได้แสดงความคิดเห็นและแลกเปล่ียนความ
คดิ เห็นซึ่งกันและกัน (̅ = 4.20 S.D. = 0.81) ลาดับที่ 3 นักเรียนมีความพึงพอใจในการทางานร่วมกันเป็น
กลุ่ม (̅ = 4.07 S.D. = 0.88) และนักเรียนมีความสุขในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ
SQ4R (̅ = 4.07 S.D. = 0.83)
30
ตารางท่ี 3 แบบสอบถามความความคิดเหน็ ตอ่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธสี อนแบบ SQ4R
ลาดับ เกณฑก์ ารประเมิน ̅ S.D. แปรผล ลาดบั ท่ี
ที่
4.29 0.65 มาก 3
ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.29 0.78 มาก 3
1 การจัดกิจกรรมการเรียนรเู้ ป็นลาดบั ขน้ั ตอน 4.31 0.75 มาก 2
2 การจัดกิจกรรมการเรยี นรสู้ ง่ เสริมให้นักเรียนสามารถปฏิบตั ติ ามขัน้ ตอน 4.49 0.65 มาก 1
ได้
4.34 0.72 มาก 1
3 การจัดกจิ กรรมการเรยี นรสู้ ง่ เสริมใหน้ ักเรยี นได้พัฒนาความสามารถใน
การอ่านเชิงวเิ คราะห์ทกุ ขน้ั ตอน 4.07 0.83 มาก 3
4 การจัดกจิ กรรมการเรียนรสู้ ง่ เสริมใหน้ ักเรยี นคดิ ได้อยา่ งเปน็ ข้นั ตอนตงั้ 4.07 0.88 มาก 3
คาถามและหาคาตอบในส่ิงทต่ี อ้ งการได้ 4.20 0.81 มาก 2
4.56 0.72 มาก 1
รวมด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 4.22 0.83 มาก 3
ด้านบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ 4.22 0.84 มาก 3
4.33
1 นักเรียนมีความสขุ ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้วธิ สี อนแบบ 4.18 0.89 มาก 1
SQ4R 4.27 0.74 มาก 4
0.74 มาก 2
2 นกั เรยี นมีความพงึ พอใจในการทางานร่วมกนั เปน็ กลมุ่ 4.25
4.27 0.81 มาก 2
3 นกั เรียนได้แสดงความคดิ เหน็ และแลกเปลย่ี นความคดิ ซึ่งกนั และกัน 0.79 มาก
4 ครูใหค้ าแนะนาและช่วยเหลือในการทากจิ กรรมอยา่ งทวั่ ถงึ
รวมดา้ นบรรยากาศการจัดการเรียนรู้
ด้านประโยชนท์ ่ไี ด้รบั
1 นักเรียนไดพ้ ัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวเิ คราะห์
2 นักเรียนไดร้ ับความร้คู วามเข้าใจในเนอ้ื หาที่เรยี นมากขึน้
3 นกั เรียนไดร้ ับความรใู้ หม่จากการทากิจกรรมและแลกเปล่ียนความคดิ
4 นักเรยี นสามารถนากระบวนการการอ่านเชิงวิเคราะห์ไปใชใ้ น
ชีวิตประจาวันได้
รวมด้านประโยชน์ท่ีได้รบั
รวมทกุ ดา้ น
31
บทท่ี 5
สรปุ ผลการวิจัย อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ โดยใช้แบบฝึกทักษะทางภาษาไทยเรื่อง การ
อ่านคิดวิเคราะห์บทความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัด
บุรีรมั ย์ ดงั น้ี
1. วตั ถุประสงค์
2. กลมุ่ ตวั อยา่ ง
3. เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวิจัย
4. การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถิติทใี่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู
1. วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้านของ นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี
สอนแบบ SQ4R
2. เพ่ือสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง
จังหวัดบรุ ีรัมย์ ต่อการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้วธิ ีการสอนแบบ SQ4R
2. กลุม่ ตวั อย่างที่ใช้ในการวจิ ยั
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/3 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอ
พุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ท่ีกาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 40 คน ได้มาด้วย
วิธกี ารจับสลากโดยใชห้ ้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม
32
3. เครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั
1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง นิทานพ้ืนบ้าน จานวน 5 แผน
แผนละ 1 ชว่ั โมง รวมเป็น 5 ช่ัวโมง
2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ เร่ือง นิทานพื้นบ้าน เป็น
แบบทดสอบที่ใช้ทดสอบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R ซ่ึงเป็นข้อสอบแบบ
ปรนยั ชนิด 4 ตวั เลือกจานวน 20 ขอ้ 20 คะแนน
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R
จานวน 1 ฉบับมีจานวน 12 ข้อเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับแบ่งเป็น 3 ด้านคือ
ด้านจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศการเรยี นรู้ และดา้ นประโยชนท์ ี่ได้รบั
4. การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถิติทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
งานวิจัยน้ีเป็นงานวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยใช้แบบแผนการวิจัยพ้ืนฐาน
(Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (The one-group pretest-
posttest design) การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการหาการวิเคราะห์ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
นกั เรียนโดยใช้ค่าเฉล่ีย ( ̅ ) และส่วนเบีย่ งเบน มาตรฐาน (S.D.) และนาคะแนนมาเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของ
คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยทดสอบค่า t – test แบบ Dependent วิเคราะห์ความพึงพอใจของ
นกั เรยี นในการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการอ่านคิดวิเคราะห์แบบมาตราส่วนประมาณค่าโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ̅ )
และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยเรอ่ื งการพฒั นาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพ้ืนบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R
สาหรบั นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นพุทไธสง อาเภอพทุ ไธสง จังหวดั บรุ ีรมั ย์ สรปุ ผลการวิจยั ดงั น้ี
1. ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ ของนักเรียนหลังใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R เรื่อง
นิทานพื้นบ้าน สูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ซึ่งยอมรับสมมติฐาน
การวิจยั ทต่ี ั้งไว
2. ความคิดเห็น ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัด
บุรีรมั ย์ ตอ่ การจัดการเรียนร้โู ดยใชว้ ิธีสอนแบบ SQ4R อยใู่ นระดับเหน็ ดว้ ยมาก
33
อภิปรายผล
การวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์นิทานพื้นบ้าน ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R
สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพุทไธสง อาเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อภิปรายผลการวิจัย
ไดด้ ังนี้
1. การเปรยี บเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของผู้เรยี นก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้
ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R เร่ือง นิทานพื้นบ้าน พบว่าคะแนนของการทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ด้วย
วิธีการสอนแบบ SQ4R เรื่อง นิทานพื้นบ้าน สูงกว่าคะแนนของการทดสอบก่อนจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึก
ทักษะทางภาษาไทย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ท้ังนี้อาจเป็นเพราะวิธีการสอนแบบ SQ4R
เรื่อง นทิ านพื้นบ้าน เป็นเรื่องราวท่ีน่าสนใจ มีรูปภาพประกอบท่ีสอดคล้องกับเน้ือหา การจัดการเรียนรู้โดย
ใชว้ ิธกี ารสอนแบบ SQ4R เรอื่ งนิทานพน้ื บา้ นเปน็ การจัดการเรียนรู้ท่ีทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในเร่ืองท่ีอ่าน
อย่างเป็นระบบมีลาดับขั้นตอนเกิดความเข้าใจ ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสะดวกดังท่ี
(สุคนธ์ สินธพานนท์, 2545) ได้กล่าวไว้วา่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการจัดการ
เรียนรู้ท่ีเป็นระบบ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาท่ีอ่านด้วยตนเองโดยเน้นการอ่านแบบซ้า ๆ จนกว่าจะเข้าใจ
และจดจาได้
การวิจัยครั้งนี้ผูว้ จิ ัยได้กาหนดขั้นตอนในการวิจัยเป็นของคนเองได้แก่ขั้นที่ 1 นาเข้าสู่บทเรียน
เป็นการกระตุ้นความสนใจผู้เรียนก่อนเข้าสู่บทเรียน ข้ันตอนท่ี 2 ให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนและ
นาเสนอหัวข้อในการจดั กิจกรรม ให้ผู้เรียนทราบถึงเนื้อหาท่ีจะเรียนดังน้ี (1) Survay (S) ให้ผู้เรียนอ่านเรื่อง
ย่อคร่าว ๆ (2) Question (Q) ให้ผู้เรียนตั้งคาถามจากเร่ืองที่อ่าน (3) Read (R) ให้ผู้เรียนอ่านบทความซ้า
อีกครั้งอย่างละเอียด (4) Record (R) ให้ผู้เรียนเขียนคาตอบของคาถามท่ีตั้งไว้ (5) Recite (R) ให้ผู้เรียน
สรปุ ใจความสาคญั ของเรื่องท่อี ่าน (6) Reflect (R) ใหผ้ ู้เรียนวเิ คราะห์วิจารณ์บทอ่านและแสดงความคิดเห็น
ข้ันตอนที่ 3 ให้ผู้เรียนอธิบายความรู้ท่ีได้จากการเรียนและแจกแบบสอบถามความพึงพอใจจากข้ันตอนการ
จัดกจิ กรรมการจัดการเรียนรู้ ด้วยวิธีการสอนแบบ SQ4R ท่ีได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าวิธีการสอนแบบ
SQ4R ช่วยพัฒนาการอ่านเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี โดยผ่านข้ันตอนและกระบวนการท่ีเป็น
ระบบโดยเฉพาะท่าน Reflect (R) วิเคราะห์เร่ืองที่อ่านและแสดงความคิดเห็น จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด
กระบวนการวิเคราะหแ์ ละทาให้เกดิ ความรูค้ วามเข้าใจจากสิง่ ทอี่ า่ นอย่างลกึ ซง้ึ สอดคลอ้ งกัน (สนธญา พลีดี,
2548) ได้กล่าวถึงวิธีการสอนแบบ SQ4R ไว้ว่า เป็นการฝึกทักษะการอ่านทาให้นักเรียนมีประสิทธิภาพใน
การอ่านย่ิงขึ้น เขา้ ใจและจาเร่อื งได้ดี และชว่ ยพัฒนาความสามารถในการอ่านอยา่ งมีวจิ ารณญาณได้
2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้
วิธีการสอนแบบ SQ4R ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าการจัดการ
กิจกรรมการเรียนรู้มีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รองลงมาคือด้านประโยชน์ที่ได้รับมีความคิดเห็น
34
อยู่ในระดับเห็นด้วยมากและด้านบรรยากาศการจัดการเรียนรู้มีความ คิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วย มาก
ตามลาดบั
เม่ือพิจารณารายละเอียดด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีระดับความคิดเห็นใน
ภาพรวมในระดบั เห็นดว้ ยมาก เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายขอ้ สามารถเรียงลาดับได้ดังน้ี ลาดับท่ี 1 การจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้คิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งคาถามและหาคาตอบสิ่งที่ต้องการได้ ลาดับท่ี 2
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ทุกขั้นตอน
ลาดับที่ 3 ได้แก่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้ และการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้เป็นลาดับข้ันตอนเท่ากับ ด้านประโยชน์ที่ได้รับนักเรียนมีระดับความคิดเห็นในภาพรวม
อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อสามารถเรียงลาดับได้ดังน้ีลาดับที่ 1 นักเรียนได้รับความรู้
ความเขา้ ใจในเนือ้ หาทเ่ี รียนมากยง่ิ ขนึ้ ลาดับท่ี 2 นักเรยี นสามารถนากระบวนการการอ่านเชิงวิเคราะห์ไปใช้
ในชวี ิตประจาวันได้เท่ากับ ลาดับท่ี 3 นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ และนักเรียน
ได้รับความรู้ใหม่จากการทากิจกรรมและแลกเปล่ียนความคิดเห็น ตามลาดับด้านบรรยากาศการจัดการ
เรียนรู้นักเรียนมีระดับความคิดเห็นในภาพรวมในระดับเห็นด้วยมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อสามารถ
เรียงลาดับไดด้ งั นีล้ าดับที่ 1 ครูให้คาแนะนาและช่วยเหลือในการทากิจกรรมอย่างท่ัวถึง ลาดับท่ี 2 นักเรียน
ได้แสดงความคิดเห็นและแลกเปล่ียนความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน ลาดับท่ี 3 นักเรียนมีความพึงพอใจในการ
ทางานร่วมกันเปน็ กล่มุ และนกั เรียนมคี วามสุขในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการสอนแบบ SQ4R
จากการอธิบายข้างต้นจึงสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นวิธีการ
สอนที่สามารถพัฒนาการอ่านเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนให้สูงข้ึนได้และวิธีการจัดการเรี ยนรู้โดยใช้วิธีการสอน
แบบ SQ4R เปน็ การจดั การเรยี นรูท้ ่ีสร้างความพงึ พอใจใหก้ ับผเู้ รยี น
ขอ้ เสนอแนะ
จากการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะท่ีเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้และ
การศึกษาคร้ังต่อไป ซ่ึงประกอบด้วย ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะในการวิจัย
ครง้ั ตอ่ ไป ดังน้ี
ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้
1. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ SQ4R เป็นข้ันตอนหน่ึงท่ีมุ่งเน้นให้ผู้เรียน
ได้ฝึกทาด้วยตนเองดังนั้นในการทากิจกรรมจะต้องอธิบายวิธีการให้ชัดเจนและง่ายต่อการเข้าใจเพื่อ ให้
นักเรยี นเรยี นรูด้ ้วยตนเองได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
2. การจัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใชว้ ธิ กี ารสอนแบบ SQ4R ผู้สอนควรจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ใน
ขั้นนาเข้าสู่บทเรียนให้น่าสนใจเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดเกิดความสนใจและสามารถปฏิบัติตามข้ันตอนการ
35
จัดการเรียนรู้ได้ครบถ้วน และในข้ันสอนควรมีความยืดหยุ่นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือให้ผู้เรียนไม่
ร้สู กึ เบอื่ หน่ายในการทากิจกรรม
3. การทากจิ กรรมกลุ่ม ควรทาโดยคณะผู้เรียนตามความสามารถ เก่ง ปานกลาง อ่อน เพื่อให้
สมาชิกช่วยกันระดมความคิดและร่วมมือกันในการทางาน เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ท้ังนี้ ครูจะต้องอธิบายเหตุผลในการจัดกลุ่ม และให้กาลังใจให้นักเรียน ให้นักเรียนให้ความร่วมมือในการ
ทางาน ในการทากิจกรรมกลุ่มควรมีการแบ่งบทบาทหน้าท่ีให้ผู้เรียนตามความสามารถ สมาชิกแต่ละคนได้
ร่วมกันรบั ผิดชอบตามความสามารถ
ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป
1. ควรมกี ารจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R กับทักษะการอ่านอื่น ๆ ในกลุ่มสาระการ
เรยี นรู้ภาษาไทย เช่น ทักษะการอา่ นอยา่ งมีวจิ ารณญาณ ทกั ษะการอ่านจับใจความ
2. ควรมีการศึกษาการวิจัยและพัฒนาจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R เร่ือง นิทาน
พน้ื บา้ น โดยใช้นิทานพ้นื บา้ นทปี่ รากฏอยู่ในภูมิปญ๎ ญาท้องถนิ่ หรอื ในชุมชนของนกั เรยี น
3. ควรมีการศึกษาการวิจัยและพัฒนาจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R เร่ือง นิทาน
พนื้ บา้ น ไปใช้กบั ทฤษฎีหรือวธิ กี ารสอนอืน่ เชน่ ทฤษฎหี มวกหกใบ วิธกี ารสอนโดยใช้บทบาทสมมติ
36
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2546) กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์คุรสุ ภา
ลาดพร้าว.
จติ ราภรณ์ ดว้ งจุมพล. (2543) “ผลของการใช้กระบวนการสอนอา่ นแบบปฏิบัติการที่มตี ่อความสามารถใน
การอา่ นเพ่ือความเข้าใจภาษาไทย และทัศนคติต่อการอา่ นภาษาไทยของนักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี
2 กรุงเทพมหานคร” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั /กรุงเทพฯ.
ฉววี รรณ คูหาภินนั ท.์ (2542) เทคนคิ การอา่ น. กรงุ เทพฯ : ศลิ ปาบรรณาการ.
ชลธิดา หงสเ์ หม “การพัฒนาความสามารถในการอา่ นเชงิ วิเคราะห์ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โดยใช้
วธิ กี ารสอนแบบ SQ4R ร่วมกบั แผนทค่ี วามคิด” วารสารวชิ าการ Veridian E-Journal, 10, 3(
เดือนกันยายน – ธันวาคม), 437-360.
บรรจง แสงนภาวรรณ. (2557). “การพฒั นาทักษะการอา่ นคิดวิเคราะห์ ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6
โดยการประยกุ ต์ใชเ้ ทคนิคการสอน KWL Plus” วารสารวชิ าการ Veridian E-Journal, 7, 2(
เดอื นพฤษภาคม – สงิ หาคม), 449.
บนั ลือ พฤกษะวนั . 2534. มิติใหม่การสอนอา่ น. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานชิ .
บหุ ลัน คาย่ิง. (2556) "การพัฒนาความสามารถในการอา่ นภาษาไทยอย่างมีวิจารณญาณชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี
2 โดยใช้กิจกรรมการจดั การเรียนรแู้ บบ SQ4R" การคน้ ควา้ อิสระการศึกษามหาบัณฑติ สาขา
หลักสูตรและการสอน บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วรรณา บวั เกดิ . (2541) แนวคดิ ในการวเิ คราะหว์ นิ ิจสาร. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
ศริ พิ ร ลมิ ตระการ. (2543) ความรู้เบอื้ งตน้ เกีย่ วกบั การอา่ น. นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช
สานักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551) ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลางกลุม่ สาระการ
เรยี นรู้ภาษาไทยตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพร้าว.
สคุ นธ์ สินธพานนท์. (2546) วิธีการสอนแบบ sq3r และ sq4r กระบวนการจดั การเรยี นรู้เน้นผู้เรียนเปน็
สาคญั ตามหลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน ม.ป.ท.
อุทยั วรรณ มนี ุช. (20 กรกฎาคม 2559) ป๎ญหาการสอนทักษะการอา่ น. สมั ภาษณ.์
37
ภาคผนวก
38
ภาคผนวก ก
- รายนามผูเ้ ช่ยี วชาญตรวจเคร่อื งมือวจิ ยั
39
รายนามผูเ้ ชย่ี วชาญตรวจเครื่องมอื วิจยั
1. นางชญานชุ ถิรติกาญจน์
ตาแหนง่ ครูชานาญการพเิ ศษ
สถานที่ทางาน โรงเรียนพุทไธสง
2. นางอุไรรัตน์ ศรวี งษ์ชยั
ตาแหน่ง ครูชานานการ
สถานท่ีทางาน โรงเรยี นพทุ ไธสง
3. นายธรี พล ศรีวงษ์ชัย
ตาแหน่ง ครชู านาญการ
สถานทที่ างาน โรงเรียนพุทไธสง
40
ภาคผนวก ข
- ตารางวเิ คราะหเ์ คร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
41
ตารางที่ 4 แบบสารวจค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการ
จดั การเรยี นรู้ โดยใช้วธิ กี ารสอนแบบ SQ4R
ลาดบั เกณฑก์ ารประเมิน 1 ผูเ้ ชย่ี วชาญ IOC
ท่ี
1 23
1
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 1
1 การจัดกิจกรรมการเรยี นรเู้ ปน็ ลาดบั ข้นั ตอน 1 111
111
2 การจัดกจิ กรรมการเรียนรสู้ ง่ เสริมให้นักเรยี นสามารถปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนได้ 1 1 0 0.7
1
3 การจดั กิจกรรมการเรยี นรสู้ ่งเสริมให้นกั เรียนไดพ้ ฒั นาความสามารถใน 1 111
การอ่านเชงิ วิเคราะหท์ ุกขน้ั ตอน 1
4 การจดั กจิ กรรมการเรียนรสู้ ่งเสริมให้นักเรียนคดิ ได้อยา่ งเป็นขน้ั ตอนตั้ง 1
คาถามและหาคาตอบในสง่ิ ทต่ี อ้ งการได้ 1
1
ด้านบรรยากาศการจัดการเรยี นรู้ 1
1 นกั เรยี นมคี วามสุขในการจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชว้ ิธสี อนแบบ SQ4R 1 0 0.7
111
2 นักเรยี นมีความพงึ พอใจในการทางานรว่ มกนั เปน็ กลมุ่ 111
111
3 นักเรียนไดแ้ สดงความคดิ เห็นและแลกเปลย่ี นความคดิ ซง่ึ กันและกัน
111
4 ครูให้คาแนะนาและช่วยเหลอื ในการทากิจกรรมอย่างท่วั ถึง 111
111
ด้านประโยชน์ทีไ่ ดร้ บั 111
1 นักเรียนไดพ้ ัฒนาความสามารถในการอา่ นเชิงวิเคราะห์
2 นักเรียนได้รบั ความรคู้ วามเข้าใจในเนื้อหาทีเ่ รยี นมากขนึ้
3 นักเรยี นไดร้ บั ความรู้ใหมจ่ ากการทากิจกรรมและแลกเปลย่ี นความคดิ
4 นักเรยี นสามารถนากระบวนการการอา่ นเชงิ วเิ คราะห์ไปใชใ้ น
ชีวติ ประจาวันได้
IOC =
=
= 0.95
42
ตารางที่ 5 แบบประเมนิ ความสอดคล้องของแบบทดสอบวดั ความสามารถในการอา่ นเชงิ วิเคราะห์
ข้อที่ ผ้เู ช่ียวชาญ IOC
123 1.00
1.00
1 +1 +1 +1 0.70
1.00
2 +1 +1 +1 1.00
1.00
3 +1 +1 0 1.00
1.00
4 +1 +1 +1 0.70
1.00
5 +1 +1 +1 1.00
1.00
6 +1 +1 +1 1.00
1.00
7 +1 +1 +1 1.00
1.00
8 +1 +1 +1 1.00
1.00
9 +1 0 +1 1.00
1.00
10 +1 +1 +1
11 +1 +1 +1
12 +1 +1 +1
13 +1 +1 +1
14 +1 +1 +1
15 +1 +1 +1
16 +1 +1 +1
17 +1 +1 +1
18 +1 +1 +1
19 +1 +1 +1
20 +1 +1 +1
IOC =
=
= 0.97