The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วรรณสารวิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ฉบับที่ ๗๓ เดือนสิงหาคม-ธันวาคม ๒๕๖๖ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูก็ต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nongjit.l, 2024-06-24 07:23:24

วรรณสารวิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้

วรรณสารวิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ฉบับที่ ๗๓ เดือนสิงหาคม-ธันวาคม ๒๕๖๖ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูก็ต

นายคมพูดว่าถ้าเขาไม่ได้บวชเรียนมาบ้างก็คงจะฆ่าตัวตายไปแล้ว เขาเคยซื้อยาทันใจมาสองโหลกินเข้าไป ๓ ห่อ แต่ เพื่อนดันมาห้ามเสียก่อน และแล้วไม่นานนายคมก็เกิดอาการหลอนทางประสาทว่ามีคนมาขู่มาฆ่าบ้าง ได้ยินเสียงปืน ดังบ้าง กลัวว่ามีคนจะมายิง แล้วคืนนั้นเขาก็มีอาการเพ้อพูดคนเดียว พอวันต่อมาก็หายทำ งานได้อย่างปกติ หลังจาก นั้นไม่นานก็มีอาการหลอนเช่นเดิมอีกแล้วก็หายเป็นปกติ และแล้วก็มีเพื่อนของนายคมคนหนึ่งบอกว่า “นี่เอายาไป กินเสีย ผมตามหาคุณมาสองวันแล้ว” แล้วเขาก็ยื่นยาระงับประสาทให้นายคมมาขวดหนึ่ง และปลอบใจนายคมอยู่ ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ให้นายคมนั่งซ้อนท้ายจักรยานไปถึงร้านกาแฟ เขาก็สั่งน้ำ มาให้แล้วเลี้ยงนายคม จากนั้น นายคมก็นั่งซ้อนจักรยานไปจนถึงสถานีตำ รวจ เพื่อนเขาก็ขึ้นไปบนโรงพักเล่าเรื่องราวของนายคมให้ตำ รวจฟัง นาย คมเองก็นั่งรอเพื่อนอยู่ข้างล่างไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย ประมาณสักหนึ่งชั่วโมงมีตำ รวจคนหนึ่งลงมาจากโรงพักแล้ว ชวนนายคมไปนั่งรถจี๊ป เมื่อรถไปถึงครึ่งทาง นายคมรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตขึ้นมาจึงดวดยาระงับประสาท เข้าไปทั้งขวดหมายให้ตายสักที แต่ยายังไม่ถึงท้องเขาเรอและอาเจียนออกมาก่อน สักพักยาแผลงฤทธิ์ทำ ให้เขารู้สึก มึนงงเหมือนเมาเหล้า จากนั้นตำ รวจและเพื่อนเขาคนนั้นพามาถึงหน้าเรือนจำ นครศรีธรรมราช เมื่อลงจากรถเพื่อนก็ ไปยืนซุบซิบกับเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง นายคมได้ยินตำ รวจถามว่า “จะส่งเสียเขาไปตลอดไหม” แล้วหูของนายคมไม่ได้ยิน อะไรเลย ตำ รวจพยุงนายคมเข้าไปในเรือนจำ นายคมก็ไม่มีกำ ลังจะขัดขืน นายคมถูกพยุงไปไว้ในห้องขัง เมื่อนายคม ฟื้นขึ้นมาเขาได้มองเห็นนักโทษมากมายที่สถานพยาบาลในเรือนจำ ชีวิตในคุกของนายคมก็เริ่มต้นขึ้นในสองสามวัน แรกเขาไม่รู้สึกกลัวอะไร เพราะประสาทยังซึมเซาอยู่ และแล้ววันหนึ่งนายคมได้หูแว่วได้ยินเสียงลูกของป้าที่อยู่รังสิต นึกว่าลูกของป้าพูดวิทยุติดต่อมาถามเขา เขาจึงตะโกนเสียงดัง ความที่เข้าใจว่าลูกของป้ามาเยี่ยมจิตใจก็ฟุ้งซ่านจน ลืมตัวผู้คุมมาห้ามก็ไม่ฟังและส่งเสียงดัง พอวันต่อมาผู้คุมได้นำ ตัวนายคมไปที่ข้างเรือนพยาบาล ผู้คุมเอาตรวนมาใส่ ขาของนายคมทั้งสองข้าง ในเช้าวันหนึ่งนายคมอยากอาบน้ำ เขาจึงได้บอกเพื่อนนักโทษด้วยกันให้ไปบอกผู้คุมให้พา เขาไปอาบน้ำ ผู้คุมก็ได้งัดตะปูออกคุมไปยังลานดิน ผู้คุมพาไปที่บ่อน้ำ มีเรือนขังนักโทษอยู่ผู้คุมได้ลากนายคมไปอาบ น้ำ นายคมอยู่ในความระแวงสักพักนายคมได้ถูกกระบองสั้นจากนักโทษที่เป็นผู้คุมสี่คนระดมกันมาตีบนแขน บนหลัง บนขา เสียงสนั่นหวั่นไหวจนร่างของนายคมชาไปทั้งตัวนักโทษรุมตีกันจนนายคมเจ็บสาหัส หลังจากนั้นไม่นานผู้คุมที่ เป็นตำ รวจมาบอกนายคมให้เตรียมเสื้อผ้าและพาไปส่งโรงพยาบาลโรคจิตที่สุราษฎร์ธานี เขาไปถึงเขาได้รับมิตรไมตรี เอาใจใส่จากคุณหมอเป็นอย่างดี และแล้วพออยู่รักษาตัวนาน ๆ อาการของนายคมก็เริ่มดีขึ้นเป็นอย่างมาก และแล้ว นายคมก็ได้ลาคุณหมอเพื่อที่จะออกมาหางานทำ หวังจะเก็บเงินสักก้อนเพื่อที่จะได้เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้อง เพราะเขาได้อ่านหนังสือพิมพ์และได้ทราบว่าภาคอีสานได้มีการพัฒนาแล้วเจริญขึ้นแล้ว และนายคมเขาได้บอกว่าทุก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาที่ได้เล่าเรื่องราวในชีวิตจริงทั้งหมดถือว่าเป็นบทเรียนและกระจกเงาให้คนทั้งหลายได้ทราบและถ้า เขาเชื่อคำ ที่ห้ามของป้าที่ว่า “อย่าไปปักษ์ใต้” ตั้งแต่แรกเขาคงไม่โชคร้ายอย่างนี้หรอก โดยในเรื่องนี้จะใช้ทฤษฎีมาร์กซิสต์ เป็นวิธีการวิเคราะห์สังคมและเศรษฐกิจ วิพากษ์ถึงทุนนิยม วิเคราะห์ถึง ความสัมพันธ์ของชนชั้นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม มูลเหตุของปัญหา คือ ในสังคมตอนนั้นภาคอีสานเกิดมีหน้าแล้งประมาณ ๓-๔ ปีติดต่อกัน และในภาคอีสาน ตอนนั้นยังไม่เจริญก้าวหน้าถ้ามีงานทำ ก็ได้ค่าจ้างมาน้อยไม่พอต่อการใช้จ่าย ไม่มีคนมาดูแลหรือแก้ไขปัญหาในสังคม เลย มีคนว่างงานอยู่มาก จึงทำ ให้คนอีสานไปทำ งานตามภาคต่าง ๆ อยู่มากมายรวมไปถึง “นายคม” ได้เข้าไปหา งานทำ แถวในเมือง และลงไปปักษ์ใต้เป็นเพราะความใจร้อนรู้จากปากเพื่อนที่บอกไว้ว่าที่ปักษ์ใต้มีงานเยอะแถมยังได้ ค่าจ้างสูงด้วย และการทำ งานของเขานั้นบางทีก็ถูกเอาเปรียบมากเกินไปจากคนที่มีเงินหรือมีอำ นาจมากกว่าจนเขา ผิดหวังกับชีวิต วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๔๔


ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม คือ ภายใต้สังคมที่เหลื่อมล้ำ ผู้คนกอบโกยแก่งแย่งแข่งขัน บ้างก็ แย่งกันหางาน แย่งชิงตำ แหน่งที่มีชื่อเสียงกัน คนที่มีตำ แหน่งบริหารใหญ่โตแต่การขายชาติก็มี และมีวิธีทุจริตตั้งแต่ ระดับเชิงนโยบาย จนถึงไต่เส้นทางกฎหมายเส้นศีลธรรมโกงกินเป็นร้อยล้าน และพวกค้ายาหรือสิ่งเสพติดก็มีไม่จบไม่ สิ้น และไม่แปลกใจที่เห็นคนที่หาเช้ากินค่ำ ไร้การศึกษาถูกย่ำ ยีกดขี่ข่มเหงบ้าง ต้องทำ งานหนักแลกด้วยแรงกายที่มี และทำ งานได้ตามความสามารถที่ตนเองมีอย่างเช่น งานงัดฝาท่อระบายน้ำ ที่โสโครก ตัดเหล็ก แบกหาม ชั่งขายตาม ร้านรับซื้อของเก่า เป็นต้น จนทำ ให้บางคนคิดที่จะจบชีวิตลง บ้างก็ยุ่งกับสิ่งเสพติดจนถูกจับกุม และบางคนก็โดนใส่ ความเป็นแพะรับบาปจนถูกจับกุม และสิ่งที่ได้มาซึ่งความไม่เป็นธรรมกับบุคคลเหล่านั้นน่าเศร้าใจยิ่งนัก จุดเด่นของเรื่อง คือ ในเรื่องนี้นายคมเขาเป็นคนที่มุ่งมั่น ตั้งใจ และสู้งาน ทุ่มงานเต็มร้อย แต่ด้วยความที่เขา เป็นโรคที่คิดถึงบ้านเลยทำ ให้ชอบเปลี่ยนไปเปลี่ยนมากับที่ทำ งานบ่อย และบางงานที่เขาได้ทำ นั้น เขาได้รับค่าจ้างที่ ถูกเอาเปรียบจากนายจ้างอย่างไม่เป็นธรรม จนเขาผิดหวังกับชีวิตขึ้นมา โดยรวม ๆ แล้วเรื่องนี้จะมีความขบขันอยู่ บ้าง และได้สอดแทรกคุณค่าที่มีให้ผู้อ่านชวนคิดอยู่มากมาย ทำ ให้ผู้อ่านสามารถเพลิดเพลินและรู้สึกคล้อยตามกับ เรื่องนี้ไปด้วย และทำ ให้ผู้อ่านตั้งคำ ถามให้ชวนคิดอยู่มากมายว่าทำ ไมชีวิตของนายคมจึงเป็นแบบนี้ได้ จุดเริ่มต้นมา จากอะไรกันแน่ และสุดท้ายเขาเป็นยังไงได้ใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป พฤติกรรมตัวละครและกลไกทางความหมาย คือ การเขียนหรือเล่าถึงนายคมว่าตอนแรกเขาเป็นคนดี ตั้งใจทำ มาหากินมาตลอด แต่การที่เขาถูกเอาเปรียบจากนายจ้างมากเกินไปเลยทำ ให้เขาได้ท้อแท้ผิดหวังกับชีวิต และได้ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขทำ ให้เขาเป็นคนที่มีจิตประสาทหวาดระแวงมีห้วงอยู่ในโลกใบใหม่ของเขา ในขณะที่ยังมี ลมหายใจอยู่ร่วมกับคนปกติ แต่อาการหลอนของเขาจะเป็นแค่บางเวลา ถึงแม้ว่าเขาจะมีอาการหลอนทางประสาท แต่เขาก็ไม่เคยทำ ร้ายคนอื่นมีแต่คนอื่นที่มารังแกทำ ร้ายเขา และคำ ที่ว่า “อย่าไปปักษ์ใต้” ก็มาจากคำ พูดของป้าที่ เขาได้เคยห้ามนายคมไว้ โดยรวม ๆ แล้วในเรื่องนี้ทำ ให้ผู้อ่านได้อ่านแล้วสามารถซึมซับอารมณ์ความรู้สึกของตัว ละครได้เป็นอย่างดี และทำ ให้ผู้อ่านสามารถได้ข้อคิดหรือคุณค่าในเรื่องนี้ไปด้วย การเล่าถึงตัวบทของ “นายคม” ในเรื่องนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่านายคมมีลักษณะและอุปนิสัยอย่างไร นายคมเป็น คนที่ดิ้นรนตั้งใจทำ มาหากิน มีความมุ่งมั่นและอดทน ถึงแม้จะเจออุปสรรคความยากลำ บากมากมายสักแค่ไหนเขาก็ ฝ่าฟันมาได้ แต่ก็มีตอนที่เขาผิดหวังกับชีวิตคิดอยากจะฆ่าตัวตาย แต่เขาก็ไม่ได้ทำ เพราะเขาเคยเรียนเคยบวชมา ก่อนแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ได้ไปคบเพื่อนที่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขเพื่อหวังจะหายทุกข์ใจ แต่แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เลย สิ่งเหล่านั้นกลับทำ ลายตัวเขาทำ ให้เขามีอาการหลอนทางประสาทว่ามีคนมาขู่บ้าง มีคนจะมาฆ่าบ้าง ทำ ให้จิตใจ เขาวิปริตแล้วคนมองเขาว่าเป็นคนบ้า แต่เขาบอกว่าไม่ได้บ้า แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนบ้าหรือไม่นั้นก็มีแต่จิตแพทย์ เท่านั้นที่จะให้คำ ตอบได้ นวนิยายเรื่อง “อย่าไป-ปักษ์ใต้” จะเห็นได้ว่าถ้าในสังคมมีการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม หรือทั่วถึงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องแก้ปัญหาสภาพแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจ ความเสมอภาคในด้านมนุษยธรรม รวมไปถึง แก้ปัญหาเรื่องอบายมุขหรือสิ่งเสพติดทั้งหลาย ผู้คนจะได้อยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ต้องออกไปหางานทำ ที่ไกลจากถิ่น ของตนเอง ไม่ต้องแก่งแย่งกันหางานทำ ให้คนว่างงานก็อาจจะมีน้อยหรือไม่มีเลยก็เป็นไปได้ แล้วการให้อัตราค่าจ้าง อย่างยุติธรรมก็จะทำ ให้คนที่ตั้งใจทำ งานได้มีเงินพอไว้ใช้ไว้เก็บออมอยู่บ้าง และถ้าบริหารในประเทศดีและหนักแน่น พอสิ่งเสพติดก็จะลดน้อยลงหรือมีน้อยซึ่งอาจจะทำ ให้คนรุ่นใหม่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดไม่ต้องหมดอนาคตกับ สิ่งพวกนี้ได้ และท้ายที่สุดนี้การไม่เอารัดเอาเปรียบนึกถึงใจเขาใจเราเน้นการใช้ชีวิตแบบความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ในสังคมก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุขกันมากขึ้น อ้างอิง เดโช บุญชูช่วย. (๒๕๕๑). นวนิยาย อย่าไปปักษ์ใต้. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ : แม่คำ ผาง. วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๔๕


ศิริศิกัริญกัญา เสียสีมใหม ในที่ส ที่ าธารณะและที่ถู ที่ กถูต้อต้งตามกฎหมาย เรื่อง “ในที่สาธารณะ และที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ของไพฑูรย์ ธัญญา เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของผู้ที่ถูกสังคม และสภาพแวดล้อมบีบคั้นจนทำ ให้ชีวิตสิ้นหวัง โดดเดี่ยว ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์การกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน บนความทุกข์ยากของผู้อื่น เรื่องย่อ ในที่สาธารณะ และถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสัมภาษณ์หญิงสาวพนักงานของโรงแรมที่ ประสบชะตากรรมโรงแรมถล่ม โดยการเชิญมาสัมภาษณ์เป็นการถ่ายทอดแพร่ภาพทั่วประเทศทางสถานีโทรทัศน์ การสัมภาษณ์นั้นพิธีกรพยายามถามเจาะลึกเปิดโปงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอ ในขณะที่ตกอยู่ใต้ซากตึกกับผู้ชายอีกคน หนึ่ง คำ ถามของพิธีกรสื่อไปในทางลบ เพราะเป็นคำ ถามที่ถามในสิ่งที่เธอไม่อยากตอบ และส่งผลให้เธอต้องอับอาย พิธีกรถาม เช่น “น่าแปลกมากนะครับที่คุณทั้งสองคนไหลไปอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีคนอื่นอีก” พิธีกรหนุ่มตั้งข้อสังเกต “แต่อย่างว่ามันเป็นไปได้ทั้งนั้นใช่ไหมครับ” “ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร” “จากนั้นละคะ” “ตอนแรกฉันไม่รู้หรอก ฉันคงสลบไปนานทีเดียว พอรู้สึกตัวทุกอย่างมันมืดไปหมด ฉันพยายามปะติดปะต่อ เหตุการณ์ และรู้ได้ทันทีว่าโรงแรมของถล่มลงมาตอนนั้นเขาทับร่างฉันอยู่ ในนั้นแคบ และมองอะไรไม่เห็น” “เขาทับร่างคุณอยู่ !” พิธีกรหนุ่มแทรกขึ้นมา และถาม จากตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการสัมภาษณ์ที่ทำ ให้อับอาย ซึ่งคนอื่นไม่มีโอกาสรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่าง เขาและเธอ พิธีกรถามในสิ่งที่เธอไม่อยากจะบอก แต่เรื่องที่เธออยากบอก คือ “ชายหนุ่มคนนั้นยอมตายเพื่อให้ หล่อนมีชีวิตอยู่ ในวันสุดท้ายของการอคอย เขารวบรวมกำ ลังที่เหลือเพียงน้อยนิด ควานตะกายซากที่ปรักหัก พังเพื่อหาช่องทางติดต่อกับโลกภายนอก เขาทำ มันสำ เร็จ” เรื่องจบลงด้วยการที่คนไม่ได้รับรู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้น วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๔๖


“บัดนี้เนื้อตัวของหญิงสาวคนนั้นเปลือยเปล่า ว่างโหวง มืออันทรงเกียรติของพวกเขากำ ลังช่วยกันแล่ชิ้นเนื้อออก จากตัวเธอมาวางแผลเป็นริ้ว ๆ ล้วงควักไปถึงตับไตไส้พุง ทะลุทะลวงลงไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ และไม่เหลือ ความลับใด ๆ อยู่อีกเลย…” จากตัวอย่างดังกล่าว เธอถูกสัมภาษณ์ไปในทางลบ สถานการณ์บังคับทำ ให้สับสน และสิ้นหวัง จึงไม่ต่างจากการ ถูกทำ ร้ายร่างกาย แม้เป็นเพียงแค่การนั่งสัมภาษณ์ พิธีกรที่สัมภาษณ์ “พวกเขาดูมีเกียรติแต่งกายสุภาพ คำ พูดของ แสดงออกด้วยความอาทร เห็นอกเห็นใจ และพลอยเดือดแค้นไปกับชะตากรรมที่หล่อนได้รับ” แต่ความเป็นจริง กับเป็นสิ่งที่แย่กว่าเดิม “รายการในวันนั้นจบสิ้นลงพร้อมกับความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายของหล่อน ไม่ต่างไปจากความรู้สึกสิ้นหวังเมื่อตก อยู่ในขุมนรกดำ ดิ่งในหลายวันก่อน หล่อนกลับบ้านอย่าง โดดเดี่ยว เดียวดาย” เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่มีสิทธิพูดในสิ่งที่ถูกต้อง สะท้อนให้เห็นมายาคติในชีวิตประจำ วันที่ สังคมขาดความเข้าใจ ยังมองผู้หญิงเป็นวัตถุแห่งการจ้องมอง ด้วยวาจาของพิธีกรชายหญิงในรายการโทรทัศน์ก็มุ่ง เน้นแต่เรื่องบันเทิงหรือข้อเท็จจริงมากกว่าความจริงที่ยังไม่ได้เล่า “เพราะนั้นไม่ใช่สิ่งที่ (พวกเขา) ต้องการจะรู้” การเห็นภาพตัวเองในโทรทัศน์จึงไม่ต่างจากการถูกทำ ร้ายซ้ำ ๆ เรื่องเล่าของเธอผ่านกล้อง และสายตาของผู้ชม ที่ทำ ให้ความคิด ความเชื่อในชีวิตสับสน ตกเป็นเหยื่อของสื่อที่ต้องการอุทาหรณ์สอนใจคนอื่น แต่เธอไม่อาจโต้กลับ หรือปกป้องสิทธิ์ของตนเองในฐานะผู้ถูกจ้องมองได้เลย สถานีโทรทัศน์เป็นสถานที่ใช้กอบโกยหาผลประโยชน์ โดยไม่ ได้คำ นึงถึงผู้อื่น พิธีกรสัมภาษณ์สามารถทำ ได้โดยไม่ผิดกฎหมายเป็นแก่นเรื่องที่ ไพฑูรย์ ธัญญา นำ มาตั้งชื่อเรื่อง และทำ ให้ผู้อ่านสนใจอยากติดตามอ่านเรื่องราว แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ให้คุณค่าแก่ผู้อ่านว่าในปัจจุบันทุกคนมีสิทธิ์ที่ จะแสดงออก อ้างอิง ไพฑูรย์ ธัญญา. (๒๕๓๑). เรื่องสั้นและบทกวีดีเด่น พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๘. (พิมพ์ครั้งที่ ๑). กรุงเทพฯ. วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๔๗


วรรณสารฉบับที่ ๗๓ จิรจินันนัท์ คชวิญวิ บ้าบ้นริมริคลอง วรรณกรรม เรื่องบ้านริมคลองเป็นวรรณกรรมไทยที่มีรูปแบบคำ ประพันธ์แบบนวนิยายที่มีขนาดยาวประมาณ ๓๔ หน้ากระดาษขนาดสี่หน้า ยกเป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำ ปี พ.ศ.๒๕๔๙ นวนิยายเรื่องนี้เป็นนวนิยายเรื่องที่อยู่ใน “ความสุขของกะทิ” ของงามพรรณ เวชชาชีวะ ประกอบด้วย นวนิยายรวม ๙ เรื่อง ได้แก่ เรื่องกระทะกับตะหลิว ปิ่นโต กะละมังกับไม้หนีบผ้า เรืออีแปะ ศาลาริมน้ำ โอ่งและอ่าง กระต่ายขูดมะพร้าว ไม้ขัดหม้อ และกระถางธูป ผลงานของงามพรรณ เวชชา ทั้ง ๙ เรื่องนี้ มีลักษณะที่แสดงถึงชีวิต และธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ดำ เนินอยู่ในเรื่องราวชีวิตประจำ วัน ในเรื่องราวก็มีฉากที่มีความสีสัน ความเป็น ไทย ทั้งในด้านถ้อยคำ และการใช้ฉากอันเป็นท้องเรื่อง ด้านเนื้อหา วรรณกรรมเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์มุ่งนำ เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเป็นอยู่ในแต่ละวันของครอบครัวกะทิ โดยมีแนวคิดของเรื่องเพียงประเด็นเดียว แต่มีรายละเอียดอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นที่นำ เสนอ ทำ ให้เห็น ถึงที่มาที่ไปของประเด็นที่ผู้เขียนต้องการนำ เสนอชัดเจน ผู้เขียนต้องการสะท้อนความเป็นไทย การรู้จักการมีเหตุผล การรักษาความสะอาด และการมีระเบียบเรียบร้อย เมื่อระบบความคิดเหล่านี้ก็จะเกิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้เล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมีตัวละครสำ คัญ ๓ ตัว ได้แก่ ตา ยาย และกะทิ และมีตัวละครรองหรือตัวละครประกอบ ได้แก่ ลุงสน ผู้ใหญ่บุญ และพี่ทอง เนื้อหาหลักของเรื่องนี้ ผู้เขียนต้องการแสดงความรัก และความผูกพันของตัว ละครตัวละครที่ชื่อ ตา ยาย และกะทิที่เป็นครอบครัวเดียวกัน โดยกะทิได้สูญเสียแม่ก่อนวัยอันควร จึงทำ ให้ตากับ ยายเป็นคนเลี้ยงกะทิมาตลอด ต่างผ่านประสบการณ์มามากมาย ด้านกลวิธีการประพันธ์ วรรณกรรมเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์ใช้กลวิธีการประพันธ์ คือ การตั้งชื่อเรื่องตามเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นในเรื่อง โดยตั้งชื่อว่า “บ้านริมคลอง” ที่สื่อความหมายตรงไปตรงมา หมายถึง บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ติดริมคลอง ล้วนมีเหตุการณ์มากมายที่น่าสนใจในแต่ละวันผู้เขียนใช้ใช้วิธีการเล่าเรื่องโดยกำ หนดให้ตัวละครสำ คัญเป็นผู้ดำ เนิน เรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ หน้า I ๔๘


และมีตัวละครรองอื่น ๆ เข้ามาอยู่ในเหตุการณ์สำ คัญ ตลอดทั้งเรื่อง การเล่าเรื่องมีความน่าสนใจโดยเฉพาะช่วงที่ เป็นเหตุการณ์สำ คัญของเรื่อง ผู้แต่งจะให้ตัวละครหลัก ทั้ง ๓ ตัว เป็นตัวดำ เนินเรื่อง สร้างเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามา แล้วตัวละครรองจะเข้ามาสมทบเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เนื้อเรื่องดูน่าสนใจมากขึ้น “เสียงกระทะกับตะหลิว ปลุกกะทิให้ตื่นขึ้นเหมือนวันก่อน ๆ ที่จริงแล้วกลิ่นหอมของข้าวสวยก็มีส่วนด้วย รวม ทั้งกลิ่นควันจากเตา และกลิ่นไข่ทอด แต่เสียงตะหลิวเคาะกระทะต่างหากที่ดึงกะทิให้พ้นจากภวังค์นิทราสู่วันใหม่” การลำ ดับเหตุการณ์ในเรื่อง ผู้ประพันธ์เรียงลำ ดับเหตุการณ์แบบตามลำ ดับปฏิทิน บรรยายฉาก ผู้ประพันธ์สร้าง ให้ตัวละครหลักเป็นผู้ดำ เนินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสร้างปมของเรื่องชวนให้สงสัยและมีบทสนทนาที่น่าสนใจชวนให้ ติดตามว่าตอนต่อไปจะเกี่ยวกับเรื่องอะไร และจะเกิดเรื่องราวอะไรต่อบ้างที่ชวนให้ได้ความรู้และสนุกสนานมากขึ้น วรรณกรรมเรื่องนี้ผู้ประพันธ์ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้ภาษาปกติที่ใช้ในชีวิตประจำ วัน อ่านแล้วสามารถ เข้าใจได้ทันที เนื้อเรื่องที่ผู้ประพันธ์แต่งขึ้นมาทำ ให้ผู้อ่านเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครดังเนื้อเรื่องต่อไปนี้ เช่น “กะทิเบียดซุกในอ้อมกอดของยาย ไม่อยากได้ยินเสียงฟ้า เสียงฝน เสียงคน...เสียงผู้หญิงคนนั้น...เนื้อเนียนเย็น ของยายหอมอ่อน ๆ ยายไม่เล่านิทานปลอบขวัญหรือร้องเพลงกล่อม แต่ลูบหลังกะทิสม่ำ เสมอชวนเคลิ้มหลับ” น้ำ เสียงของผู้ประพันธ์ เป็นน้ำ เสียงที่แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในความเป็นไทยในวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ที่เรียบง่าย ประหยัด มิตรภาพที่ดี ทำ ให้ในแต่ละตอนสะท้อนความหลากหลาย สื่อให้เห็นว่าสิ่งของแต่ละอย่างล้วนมี คุณค่าและคุณประโยชน์ในตัวของมัน ผู้ประพันธ์สร้างมุมมองต่าง ๆ ให้เห็นว่าถึงกาลเวลาจะเปลี่ยนไปแต่ชีวิตเราต้อง ดำ เนินเหมือนวันเก่า ๆ ไม่จำ เป็นต้องใช้ของที่แพงไปตามยุคสมัย เราก็มีความสุขได้ วรรณกรรมเรื่องนี้ เป็นนวนิยายที่มีคุณค่าต่อผู้อ่านทั้งในด้านความบันเทิง ความน่าสนใจใคร่ติดตามเนื้อเรื่อง และ มีความมีสาระที่ใช้สอนใจในเรื่องใกล้ตัวผู้อ่าน ซึ่งเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำ วันที่ทุกคนต้องพบเจอ ให้ข้อคิดสอนใจ และแนวทางในการนำ ไปใช้ในทางที่ถูกต้อง และเราจะได้รับความสุขนั้นจากคนรอบข้างที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน อ้างอิง งามพรรณ เวชชาชีวะ. (๒๕๔๙). บ้านริมคลอง. วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๔๙


ชาวเกาะ เกาซัรซัมะร๊ะร๊ ชาวเกาะ อยู่ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้ เล่มที่ ๕ หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์เนื่องในพระราชพิธี มงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ชาวเกาะ เป็นเรื่องสั้นของ เบญจาภา อมรพงศ์ ซึ่ง เป็นนามปากกาของ อารมณื พงศ์พงัน นักเขียนชาวใต้ พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นของ เบญจาภา อมรพงศ์ จัดพิมพ์โดยสำ นักพิมพ์ พี.พี. เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๑ เนื้อเรื่องสะท้อนเกี่ยวกับวิถีชีวิตของตัวละครบนเกาะพะงัน ชี้ให้เห็นถึงน้ำ ใจ อันดีงามของชาวเกาะพะงันคน หนึ่ง แม้จะไม่มีการศึกษาสูงแต่สามรถประกอบความดีงามทั้งด้านการงานส่วนตัว และการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวัง ผลตอบแทน โครงเรื่อง เรื่องชาวเกาะ เป็นเรื่องราววิถีชีวิตของคนบนเกาะพะงัน ที่ครั้งหนึ่งเขาได้จากพ่อตัวเองไปโดยมีมรดกเป็นต้น มะพร้าว ๑๐ ไร่ และต้องรับภาระหนี้สินที่หยิบยืมไปเพื่อรักษาพ่อจำ นวนหนึ่ง แต่ด้วยความพยายามของเขาตกแต่ง ต้นมะพร้าวให้ได้ผลมากขึ้น ออกเรือลอยเบ็ดหาปูปลามาขายและเริ่มเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เพื่อหารายได้เพิ่ม จนหนี้สินที่ เคยมีอยู่หมดไป และเขาได้สอนวิธีการทำ มาหากินของตัวละครบนเกาะพะงัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “ทุกวันหลังตื่นนอนจัดการกับอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มจะหยิบพร้าไปในสวนสิบไร่ ถางหญ้าล้างคอ ต้นมะพร้าว เอาใบแห้งที่ไม่ยอมหล่นลงทิ้ง เก็บเศษหญ้ามาสุมบริเวณโคนต้นมะพร้าว หมักให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ผลผลิตของสวนมะพร้าวของเหนียวจึงเพิ่มสูงขึ้นเพราะการเอาใจใส่ของเด็กหนุ่มตกค่ำ พอมืด เหนียวกลับบ้านจัดการ เรื่องอาหารเย็นเสร็จเขาลงไปในท้องทะเล ตกเบ็ดหาปลา ที่เขาจับมาได้เหนียวเอาไปขายในตลาด” จากข้อความข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตในแต่ละวันของเหนียวบนเกาะพะงัน และความขยัน กระตือรือร้น การเปิดเรื่อง ชาวเกาะ มีการเปิดเรื่องโดยมุ่งเน้นตัวละครเป็นหลัก คือ ได้บอกเหตุการณ์ที่ตัวละครได้เจอที่ต้องดิ้นรนตัวคน เดียว ในการเปิดเรื่องทำ ให้มีความสมจริง สร้างเรื่องให้ชวนตื่นเต้น สงสาร ทำ ให้ผู้อ่านอยากรู้ว่าหลังจากนั้นเขาจะ ดำ เนินตัวเองไปต่อยังไง ดังข้อความต่อไปนี้ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๐


“เหนียว เดินทางกลับจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี สู่เกาะพะงันพร้อมกับกระดูกพ่อ ซึ่งเขานำ พ่อไปรักษาตัว ณ โรงพยาบาลในเมืองและเสียชีวิตลงที่นั่น เขากลับเกาะพะงันอย่างโดดเดี่ยว” ข้อความข้างต้น ผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็นว่า พ่อได้จากเหนี่ยวแล้ว หลังจากนี้เหนียวต้องอยู่ตัวคนเดียวไม่ เหมือนแต่ก่อนที่มีพ่ออยู่ด้วยกันตลอด แก่นเรื่อง ผู้เขียนสะท้อนให้เห็นถึงความขยัน กระตือรือร้น ของตัวละคร ที่เขาได้พบปัญหาคุณพ่อได้ป่วย และเสียชีวิตลง และเขาได้อยู่ตัวโดดเดี่ยว พร้อมกับมรดกที่พ่อเก็บไว้เป็นต้นมะพร้าว ๑๐ ไร่ พร้อมกับหนี้สินที่เขาได้ยืมคนอื่นเพื่อมา รักษาพ่อของตัวเอง และเขาได้พาเพื่อนของเขามาเที่ยวบ้านเกิดตัวเองที่เกาะพะงัน เพื่อนของตัวละครได้ขอให้พา เพื่อน ๆ พาทัวร์บนเกาะพะงัน วิถีชีวิต วัฒนธรรม การทำ มาหากิน สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ ทำ ให้ผู้อ่านเห็น ความมีน้ำ ใจของตัวละคร ถึงแม้เขาอยู่ตัวโดดเดี่ยวก็ตาม ดังข้อความต่อไปนี้ “ณรงค์ขอให้เหนียวพาเพื่อน ๆ รวมทั้งตัวของเขาเองด้วยเที่ยวตระเวนรอบเกาะ ปีนภูเขาสูงกลางเกาะขึ้นไปดูวิว ของทะเลไปเที่ยวน้ำ ตกธารเสด็จฯ ” ผู้เขียนได้สะท้อนการท่องเที่ยวบนเกาะที่สง่างาม และได้แนะนำ น้ำ ตกที่พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ และได้ตั้งชื่อว่า ธารเสด็จ การดำ เนินเรื่อง เป็นการดำ เนินเรื่องแบบการเล่าเรื่องในลักษณะของเรื่องสั้น ประกอบไปด้วยตัวละคร ฉาก เหตุการณ์ บรรยากาศ มีการดำ เนินเรื่องไปตามลำ ดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีการเปิดปิดเรื่องที่ลงตัว การใช้ภาษา มีการใช้ภาษาที่เป็นกันเอง เป็นภาษาที่เข้าใจเป็นภาษาที่คนส่วนใหญ่ใช้ทั่วไป พบเจอได้ในชีวิตประจำ วันปกติ ทำ ให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจและจินตนาการได้ในตอนอ่าน เข้าใจในลักษณะนิสัยของตัวละคร หรือเรื่องราวในเนื้อเรื่อง ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น น้ำ เสียงของผู้เขียน น้ำ เสียงแสดงให้เห็นถึงลักษณะของตัวละครเป็นอย่างดีว่าตัวละครนั้นคิดอย่างไร หรือมีความรู้สึกอย่างไร แสดง น้ำ เสียงที่บ่งบอกถึงตัวละครของเด็กหญิงป่านที่มีเรื่องราวให้คิดมากมาย มีเรื่องทุกข์ใจ แต่สุดท้ายก็เกิดความสุขในใจ รูปแบบของนวนิยาย เขียนในรูปแบบร้อยแก้ว เชิงบันเทิงคดี ให้ทั้งข้อคิดและความบันเทิง อ้างอิง เบญจาภา อมรพงศ์. (๒๕๔๒). ชาวเกาะ. จัดพิมพ์โดยสำ นักพิมพ์ พี.พี. วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๑


ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร โดยภาษาจะถ่ายทอดผ่านความคิด ความรู้สึก และความต้องการ ของตนให้ผู้อื่นทราบไม่ว่าจะเป็นทางการพูด ถ้อยคำ กิริยาอาการ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งการเลือกใช้ ภาษา หรือการเลือกใช้คำ อิทธิพลมากคำ ทุกคำ ย่อมมีความหมายในตัวเอง จึงจำ เป็นต้องเลือกใช้ถ้อยคำ ให้ถูกต้องเหมาะสม และชัดเจนในการถ่ายทอด และการใช้คำ ลงท้ายก็มีความสำ คัญเช่นเดียวกัน คำ ลงท้าย คือ คำ ที่ปรากฏอยู่ตำ แหน่งท้ายสุดของข้อความหรือประโยค และไม่มีความหมายประจำ คำ เมื่อคำ ลงท้ายนั้นปรากฎอยู่ท้ายสุดของประโยคใด ประโยคนั้นจะมีความหมายของประโยคที่มีความชัดเจน มากยิ่งขึ้น ทำ ให้ทราบถึงเจตนา อารมณ์ ความรู้สึกของผู้พูดหรือผู้เขียน เช่นคำ ว่า“ค่ะ/ครับ”เป็นลักษณะ การใช้คำ ลงท้ายที่แสดงให้เห็นเจตนาของการบ่งบอกความเป็นผู้หญิง และผู้ชาย เป็นการแสดงความสุภาพที่ ใช้ตอบหรือจบประโยค หรือคำ ว่า “คะ” เป็นลักษณะการใช้คำ ลงท้ายที่แสดงให้เห็นเจตนาการคำ ถามหรือคำ แสดงความสงสัยเพื่อแสดงความสุภาพของผู้หญิง เป็นการแสดงความสุภาพที่ผู้หญิงใช้ตอบหรือจบประโยค ดังนั้น จึง เป็นได้ว่าการใช้คำ ลงท้ายช่วยให้ข้อความในประโยคสมบูรณ์ขึ้น นอกจากการใช้คำ ลงท้ายจะช่วยให้ข้อความในประโยคสมบูรณ์ขึ้น และคำ ลงท้ายยังคงมีเฉพาะถิ่นที่มี ความน่าสนใจอีกด้วย จึงขอนำ เสนอคำ ลงท้ายจังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ด้วย ตัวของผู้เขียนเองเป็นคนใต้ต่างจังหวัดที่เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เมื่อได้ยินคนในพื้นที่จังหวัด ภูเก็ตพูดคุยกันแล้ว มีคำ ลงท้ายที่ไม่เหมือนกับคนจังหวัดอื่นจึงขอยกมานำ เสนอดังตัวอย่างต่อไปนี้ ตัวอย่างประโยค ความหมาย กินข้าวนิดเดียวอิ๊ กินข้าวนิดเดียวเอง แค่วันเดียวอิ๊ แค่วันเดียวเอง กันเองอิ๊ คนสนิทสนมกันเอง จิตติพัฒน์ ฤทธิ์ดี ไขภาษากับไทยศิลปศาสตร์ คำ ลงท้ายภูเก็ต / สำ เนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล / คำ สแลง / คำ เจ้าปัญหา / คำ ที่ใช้บ่อย ๆ รู้ไหมเป็นคำ ทับศัพท์ / พูดภาษาแม่ เท่ากับแชร์เอกลักษณ์ ๑. อิ๊ เป็นคำ ลงท้ายจบประโยค ตัวอย่างประโยค ความหมาย อย่าทำ พันนั้นแอ๊ะ อย่าทำ แบบนั้นสิ ไปหลาดแอ๊ะ ไปตลาดสิ เดี๋ยวถูกแอ๊ะ เดี๋ยวโดนหรอก ๒. แอ๊ะ เป็นคำ ลงท้ายจบประโยคในเชิงคำ ตอบ คำ ลงท้ายภูเก็ต วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๒


๓. อื๊อ เป็นคำ ลงท้ายจบประโยคในเชิงคำ ถาม ตัวอย่างประโยค ความหมาย ทำ พันนี้อื๊อ ทำ แบบนี้ใช่หรือเปล่า จริงอื๊อ จริงหรอ หลาวอื๊อ อีกแล้วหรอ ๔. อั๊ล เป็นคำ ลงท้ายจบประโยคในเชิงคำ ตอบ ตัวอย่างประโยค ความหมาย เอาหนมอันนั้นอั๊ล เอาขนมอันนั้นอ่ะ แล้วเติ้นไซหลาวอั๊ล แล้วคุณทำ ไมอีก อยู่ตรงนั้นอั๊ล อยู่ตรงนั้นอ่ะ ๕. เอ๊า เป็นคำ ลงท้ายจบประโยคในเชิงคำ ถาม ตัวอย่างประโยค ความหมาย อิไปไหนเอ๊า จะไปไหนล่ะ ยังเหลยม่ายเอ๊า มีอีกมั้ย บ้าม่ายเอ๊า สติไม่ดีหรือเปล่า เนื่องจากคำ ลงท้ายเป็นคำ ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสังคม และวัฒนธรรม ในแง่ที่สามารถ แสดงหรือสะท้อนสภาพสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น การใช้คำ ลงท้ายในถิ่นภูเก็ตนั้นหมายถึงการใช้ คำ ที่ปรากฏในตำ แหน่งท้ายสุดของประโยคได้เพียงตำ แหน่งเดียว เพื่อทำ หน้าที่สื่อเจตนาหนึ่งเจตนา ใดเป็นพิเศษหรือสื่ออารมณ์ ความรู้สึก ความสุภาพของผู้พูด จึงทำ ให้ทราบว่าคำ ลงท้ายนั้นเป็นคำ ที่ มีความสัมพันธ์โยงใยกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพจเฟสบุ๊ก PHUKET E-MAGAZINE. ม.ป.ป. [ออนไลน์], เข้าถึงถึงได้จาก : https://www.facebook.com/phuketemagazine. (2567, 11 เมษายน) วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๓


การใช้ภาษาเพื่อสื่อสารนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน สามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่าผู้พูด หรือ ผู้เขียนมีความรู้ทางภาษาแค่ไหน ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีอย่างไร ภาษาจึงเป็นเครื่องบอกระดับการศึกษา และได้รับการอบรมของผู้ใช้ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกาลเทศะในการใช้คำ นั้น ๆ บางคำ ก็ใช้เป็นภาษาเขียน บางคำ ก็ใช้พูด และบางคำ อยู่ตรงกลางคืออาจเป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน โดยความแตกต่างระหว่าง ภาษาพูดกับภาษาเขียนสามารถนำ มาอธิบายได้ดังนี้ ภาษาพูด เป็นการใช้เสียงสื่อความหมาย ภาษาพูดจึงต้องประกอบด้วยเสียงและความหมาย ผู้รับสารจะรับรู้ ความหมายของสารได้โดยการฟังเสียง การพูดยังสามารถสื่อความหมายกันได้โดยอาศัยสถานการณ์แวดล้อม อาจใช้ภาษาพูดและภาษาท่าทาง ประกอบกันเพื่อสื่อความหมายเป็นที่เข้าใจได้ เช่น ผู้พูดส่งดอกไม้ให้ผู้รับสาร แล้วพูดเพียงว่า “ให้” ต่างฝ่ายต่างก็รับรู้เข้าใจกัน บางโอกาสอาจไม่ใช้ภาษาพูด แต่ใช้ภาษาท่าทางสื่อความหมาย แทนก็สามารถเข้าใจกัน เช่น การแสดงออกทางสีหน้านัยน์ตาที่แสดงความโกรธ ภาษาพูด นอกจากจะใช้ ภาษาท่าทางประกอบการพูดได้แล้ว ภาษาพูดยังสามารถเน้นน้ำ หนักเสียงที่พูดได้ ใช้ระดับเสียงดังเบา ทอดเสียง เว้นจังหวะ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อความหมายที่พูดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ระดับของภาษาพูดจะแตกต่างกันไป ตามโอกาสที่ใช้ด้วย ในโอกาสที่เป็นทางการจะใช้ภาษาพูดที่เป็นทางการมากกว่าการพูดในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ ภาษาเขียน ภาษาเขียนจะใช้ตัวอักษรสื่อความหมาย สัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่เขียนจึงมีความสำ คัญ อย่างยิ่ง ผู้รับสารจะรับสารได้โดยการอ่านและรับรู้ความหมายจากข้อความที่อ่าน ไม่อาจใช้สถานการณ์ แวดล้อมหรือภาษา ท่าทางต่าง ๆ ช่วยสื่อความหมายได้ ภาษาเขียนจึงต้องมีกฎเกณฑ์การใช้ให้ถูกต้อง สื่อความหมายได้ชัดเจนกว่า ภาษาพูด มิฉะนั้นอาจเกิดความเข้าใจไม่ถูกต้อง ซึ่งจะทำ ให้เกิดปัญหาได้ ภาษาเขียนจึงต้องเรียบเรียงข้อมูลบอกไว้ให้ชัดเจน หากต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจรายละเอียดต่าง ๆ ครบถ้วนตามที่ต้องการ โดยมีตัวอย่างข้อสังเกตและลักษณะการใช้เกี่ยวกับภาษาพูดและภาษาเขียน ดังต่อไปนี้ ณัฐวิมล นุภักดิ์ สำ เนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล ๑. ภาษาพูดเป็นภาษาเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะวัย เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน แห้ว ผิดหวัง เดี้ยง พลาดพลั้ง เจ็บตัว ดิ้น เต้นรำ เจ๋ง ดีมาก วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๔


๒. ภาษาพูดมักเป็นภาษาไทยแท้ หรือภาษาชาวบ้าน เข้าใจง่าย หรือเป็นภาษากึ่งแบบแผน เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ผัวเมีย สามี ภรรยา เมียน้อย อนุภรรยา ดาราหนัง นักแสดงภาพยนตร์ ปอดแหก หวาดกลัว ๓. ภาษาพูดมักเปลี่ยนแปลงเสียงสระ และเสียงพยัญชนะ รวมทั้งนิยมตัดคำ ให้สั้นลง เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน จิงอะป่าว จริงหรือเปล่า เตง ตัวเอง มหาลัย มหาวิทยาลัย ๔. ภาษาพูดมักเป็นคำ ยืมจากภาษาต่างประเทศ และตัดคำ ให้สั้นลง เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน เว่อร์ (Over) เกินควร เกินกำ หนด จอย (Enjoy) สนุก เพลิดเพลิน ก๊อบ (Coppy) คัดลอก กล่าวสรุปได้ว่า ภาษาพูดโดยทั่วไปอาจไม่เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ไวยากรณ์มากนัก แต่มุ่งเน้น ความเข้าใจเป็นหลัก ส่วนภาษาเขียนนั้นจำ เป็นต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักภาษา เนื่องจากเป็นการสื่อสาร ทางเดียว ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ต่างก็ต้องคำ นึงถึงระดับภาษาที่ใช้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ทั้งนี้ ภาษาพูดและภาษาเขียน ต่างมีความยากง่ายในการใช้ภาษาพูดอาจใช้ง่าย นึกคิดแล้วพูดได้ ในทันทีหรือในเวลาไม่ช้านั้น แต่ไม่มีเวลาขัดเกลาภาษา ถ้าพูดดีการสื่อสารก็จะสัมฤทธิ์ผล ถ้าพูดไม่ดี ผู้รับสารจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองตอบกลับได้ในทันทีเช่นเดียวกัน ส่วนภาษาเขียนต้องเรียบเรียง โดยคำ นึงถึงความถูกต้องของหลักภาษาด้วย แต่สามารถนึกคิดเขียนออกมาได้ในเวลาที่นานกว่า จึงมีโอกาสแก้ไขขัดเกลาให้เหมาะสมตามที่ต้องการ ทรูปลูกปัญญา. (2564). ภาษาพูด ภาษาเขียน. [ออนไลน์], เข้าถึงถึงได้จาก : https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/4323. (2567, 10 เมษายน). วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๕


คนทุกคนมีการใช้ภาษาในการพูดต่างกัน พูดคนละสไตล์กัน ส่วนใหญ่ผู้คนมักจะเปลี่ยนสไตล์การพูด ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนั้นภาษาที่เราใช้ก็เปลี่ยนไป ตามเรื่องที่พูดด้วย ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ภาษาที่เราใช้พูดถึงเรื่องการเมืองจะต่างจาก ภาษาที่เราพูดถึงเรื่องการเรียน ต่างกันทั้งในด้านไวยากรณ์ การออกเสียงและคำ ที่เลือกใช้ คำ สแลงแป็นสไตล์การใช้ภาษาแบบหนึ่ง มีลักษณะเด่นของคำ สแลง คือจงใจที่จะให้เกิดผลทางโวหาร เช่น การพูดให้เกินจริง ความไม่สนิทหู หรือความไม่เคารพนับถือ คำ สแลงเป็นถ้อยคำ หรือสำ นวนที่เข้าใจกัน เฉพาะในคนบางกลุ่ม หรือในชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ใช้ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการ ปัจจุบันสังคม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ด้านการที่เราจะสื่อสาร มีปฏิสัมพันธ์กันได้ต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการทำ ความเข้าใจในศัพท์ของคนรุ่นใหม่ ที่มีการสร้างคำ ศัพท์แทนความคิดความรู้สึกและอารมณ์ ในการสื่อสาร ดังนั้นต้องมีการปรับตัวให้เข้าใจคำ ศัพท์ของยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนยกตัวอย่างคำ สแลง โดยเป็นคำ สแลงที่ใช้สื่อสารกันในประเทศไทย จึงขอยกตัวอย่างคำ สแลงพร้อมความหมายดังต่อไปนี้ วรัญญา ชูอ่อน คำ สแลง คำ สแลง ความหมาย นก ใช้แทนบุคคลที่ไม่สมหวังโดยแรก ๆ ใช้พูดถึงในเรื่อง ความรักที่ไม่สมหวัง หรืออกหักภายหลังใช้พูดถึงได้ทุก เรื่องในชีวิต ตุ๊บ ใช้พูดแทนอาการผิดหวังประหนึ่งหล่นลงจากที่สูงเลย เท ใช้ในสถานการณ์ที่ถูกบอกเลิกหรือโดนทิ้ง ลำ ไย ใช้ในสถานการณ์รำ คาญในความเยอะสิ่ง กล้วย ใช้ในสถานการณ์ที่ง่าย ๆ หรือเรื่องที่ง่าย ๆ เงาะ ใช้ในสถานการณ์ที่เกิดความงงหรือสับสน มะนาว สื่อถึงความมโนหรือการคิดไปเอง ส้ม สื่อถึงการยุ่งในเรื่องของคนอื่น วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๖


คำ สแลง ความหมาย จึ้ง ดีมาก นอยอ่า สื่อถึงอาการหงอย ๆ คือที่ ย่อมาจากคำ ว่า คือที่สุด จัดระบบ สั่งสอน อย่าล้อเล่นกับระบบ อย่ามาท้าทายอำ นาจ ฉ่ำ มาก หรือเยอะโดยใช้ขยายความของคำ นาม หรือกริยา บ้ง พัง หรือไม่สวย ตัวตึง ตัวท็อป บูด ไม่ถูกใจ หรือไม่ดี ความโป๊ะเป็นศูนย์ ดูดีไม่มีที่ติ ตุย เหนื่อย หรือไม่มีแรง มติชนออนไลน์. (2560). ส่องศัพท์วัยรุ่นยุค 4.0. [ออนไลน์], เข้าถึงถึงได้จาก : https://www. matichon.co.th/ lifestyle/news_545520. (2567, 10 เมษายน). ไทยรัฐออนไลน์. (2565). ตัวแม่มาแรง 20 ศัพท์โซเชียล คำ ฮิต 2022 พร้อมเปิดที่มาและความหมาย. [ออนไลน์], เข้าถึงถึงได้จาก : https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2583216. (2567, 10 เมษายน). คำ สแลงเป็นถ้อยคำ หรือสำ นวนที่ใช้เพื่อสร้างความเข้าใจกันเฉพาะกลุ่ม หรือในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่คำ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นตามกระแสสังคม โดยเริ่มจากกลุ่มคนบางกลุ่มหรือบางวงการ และส่วนมาก จะเป็นคนที่มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนั้นคำ สแลงจะเป็นคำ ที่มีการขยายตัวได้เร็ว แต่ไม่ได้เป็น ที่ยอมรับของทุกคนในสังคมเช่นกัน วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๗


การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำ คัญในการดำ เนินชีวิต เช่นเดียวกับการอ่าน และการเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง ตามแบบแผนนั้น ๆ ภาษาไทยเป็นอีกภาษาหนึ่งที่มีความยุ่งยาก และซับซ้อนมีพยัญชนะที่เขียนต่างกัน แต่ออกเสียงคล้ายกันจึงทำ ให้เกิดความสับสนในการเขียน คำ บางคำ จึงเขียนผิดแปลกไปไม่ถูกต้องตาม แบบแผน ปัจจุบันพบว่ามีการใช้คำ ในภาษาไทยผิดอยู่เป็นจำ นวนมาก จะพบในคำ ที่เขียนคล้าย ๆ กัน และมักจะพบการเขียนแบบผิด ๆ ในกลุ่มวัยรุ่น เช่นการใช้คำ ว่า นะคะ ค่ะ มักจะเขียนผิดจากการสลับ วรรณยุกต์ระหว่างคำ ว่า คะ และค่ะ ทำ ให้ความหมายเปลี่ยนได้ และหากไม่มีการปรับเปลี่ยนการเขียน ให้ถูกต้องคำ ที่เขียนผิดเหล่านี้อาจถูกเข้าใจว่าเป็นคำ ที่เขียนถูก ตัวอย่างดังต่อไปนี้ อภิสรา ชูเงิน คำ เจ้าปัญหา ผัดไท ❌ ผัดไทย ✅ สปาเกตตี้ ❌ สปาเกตตี ✅ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๘


อัพเกรด ❌ อัปเกรด ✅ ช้อป ❌ ชอป ✅ ช็อคโกแล๊ค ❌ ช็อกโกแลต ✅ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๕๙


ได ❌ ใด ✅ อนุญาติ ❌ อนุญาต ✅ การเขียนภาษาไทยให้ถูกต้องตามแบบแผนเป็นสิ่งสำ คัญ เพราะจำ เป็นในการเรียน การเขียนบทความ การเขียนรายงาน ควรสะกดคำ ให้ถูกต้อง ดังนั้นเราควรคำ นึงถึงผู้อ่านหากเราเขียนคำ ที่ไม่ถูกต้องไป อาจทำ ให้ความหมายเปลี่ยนไปได้ควรตรวจสอบให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในภายหลัง ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๕๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๖. กรุงเทพฯ : นามมีบุ๊คส์พับบลิเคชั่น. วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๐


คำ ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ คำ อ่าน ความหมาย Apartment อะพาร์ตเมนต์ อาคารที่มีห้องชุดให้เช่า Tent เทนท์ เต้นท์ House เฮาซ์ บ้านเดี่ยว Mansion แมนชัน บ้านหลังใหญ่มาก ในสังคมปัจจุบันใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร โดยภาษาจะถ่ายทอดผ่านความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ ไม่ว่าจะเป็นทางการพูด ถ้อยคำ กิริยาอาการ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้สื่อสารระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ทุกคนล้วนมีภาษาเฉพาะของตน ซึ่งภาษานับเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง วัฒนธรรมนั้นมักเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการผสมผสานอยู่เสมอ วัฒนธรรมทางภาษาก็เช่นเดียวกัน โดยการเปลี่ยนแปลงภาษาเป็นวิวัฒนาการของภาษาจากช่วงหนึ่งมาสู่ อีกช่วงหนึ่ง ภาษาที่มีผู้ใช้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งปัจจัยอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงทางภาษาคือการใช้ภาษาไทยปะปนกับภาษาต่างประเทศ ภาษาต่างประเทศที่ใช้ปะปนกับภาษาไทยส่วนมากมักเป็นภาษาอังกฤษ จึงมีการใช้คำ ทับศัพท์ภาษา อังกฤษเป็นจำ นวนมาก คำ ทับศัพท์ คือ เขียนคำ ของภาษาหนึ่งด้วยตัวอักษรของอีกภาษาหนึ่งโดยวิธีถ่ายเสียง และถอดอักษร ซึ่งคำ ทับศัพท์บางคำ คนไทยในปัจจุบันใช้บ่อยมาก ๆ มีคำ อะไรบ้าง และมีความหมายว่าอย่างไร ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ จิตรานุช สมศรี คำ ที่ใช้บ่อย ๆ รู้ไหมเป็นคำ ทับศัพท์ ๑. ตารางตัวอย่างคำ ทับศัพท์หมวดที่พักอาศัย ๒. ตารางตัวอย่างคำ ทับศัพท์หมวดผลไม้ คำ ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ คำ อ่าน ความหมาย Apple แอปเปิล แอปเปิ้ล Avocado อะโวคาโด อะโวคาโด Blueberry บลูเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ Cherry เชอร์รี่ เชอร์รี่ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๑


๓. ตารางตัวอย่างคำ ทับศัพท์หมวดอาหาร คำ ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ คำ อ่าน ความหมาย Spsghetti สปาเกตตี สปาเกตตี Seafood ซีฟูด ซีฟูด Soup ซุป ซุป Cake เค้ก เค้ก ๔. ตารางตัวอย่างคำ ทับศัพท์หมวดกีฬา คำ ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ คำ อ่าน ความหมาย Football ฟุตบอล ฟุตบอล Volleyball วอลเลย์บอล วอลเลย์บอล Snooker สุนุกเกอร์ สุนุกเกอร์ Golf กอล์ฟ กอล์ฟ การยืมคำ จากภาษาหนึ่งไปใช้อีกภาษาหนึ่ง เป็นลักษณะของทุกภาษา ทุกภาษาในโลกนี้ย่อมมี การใช้คำ ภาษาอื่นปะปนกันเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากแต่ละชาติจำ เป็นต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กัน มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงเกิดการนำ คำ ภาษาอื่นเข้ามาใช้ในภาษาของตนเอง ซึ่งภาษานับเป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง วัฒนธรรมนั้นมักเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการผสมผสานอยู่เสมอ และวัฒนธรรม ทางภาษาก็เช่นเดียวกัน ระบบฐานข้อมูลคำ ทับศัพท์ของสำ นักงานราชบัณฑิตยสภาออนไลน์ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2554. [ออนไลน์], เข้าถึงถึงได้จาก : https://dltv.ac.th /utils/files/download/137931 (2567, 10 เมษายน). วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๒


ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร โดยภาษาจะถ่ายทอดผ่านความคิด ความรู้สึก และความต้องการ ของตนให้ผู้อื่นทราบ ไม่ว่าจะเป็นทางการพูด ถ้อยคำ กิริยาอาการ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ และภาษามาตรฐาน เป็นภาษาที่ได้รับการยกฐานะขึ้นให้เป็นภาษาที่ถูกต้องมากที่สุดในสังคมระดับชาติ เป็นภาษาที่มีการยอมรับมาก ที่สุด ใช้เป็นภาษาราชการ ภาษาสื่อมวลชน และสื่อการสอนในโรงเรียน รวมไปถึงภาษาไทยถิ่นที่พูดอยู่ตามท้องถิ่น ของประเทศไทยต่างก็เป็นภาษาถิ่นที่แตกต่างกันไป ถ้าหากถิ่นใดมีลักษณะทั่วไป ทางเสียง คำ และความหมาย เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน ก็จัดอยู่ในภาษาถิ่นนั้น ๆ ภาษาไทยถิ่นที่ใช้พูดกันในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศไทยนั้น ถ้าแบ่งตามความแตกต่างของภูมิศาสตร์ หรือท้องที่ที่ผู้พูดภาษานั้น ๆ อาศัยอยู่ อาจแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นเหนือ ภาษาไทยถิ่น อีสาน ภาษาไทยถิ่นกลาง และภาษาไทยถิ่นใต้ ซึ่งผู้เขียนขอตัวอย่างเป็นภาษาไทยถิ่นใต้ โดยเป็นภาษาท้องถิ่น ที่ใช้สื่อสารกันทางตอนใต้ของประเทศไทย และผู้เขียนเองเป็นคนใต้ตั้งแต่กำ เนิดที่ได้ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ในชีวิตประจำ วัน จึงขอยกตัวอย่างการเปรียบเทียบคำ ศัพท์ภาษาไทยมาตรฐานกับภาษาไทยถิ่นใต้ดังต่อไปนี้ ศิริประภา ขันวิชัย พูดภาษาแม่ เท่ากับแชร์เอกลักษณ์ ๑. ตารางการเปรียบเทียบคำ ศัพท์บอกเวลา ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นใต้ กลางวัน หวันเที่ยง กลางคืน หัวค่ำ พรุ่งนี้ ต่อเช้า , ต่อโพรก ๒. ตารางการเปรียบเทียบคำ ศัพท์ร่างกาย ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นใต้ ท้อง พุง นม นุม ก้น วาน วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๓


๓. ตารางการเปรียบเทียบคำ ศัพท์ภาชนะ ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นใต้ กะละมัง โคม จาน ชาม กระปุก กุบ ๔. ตารางการเปรียบเทียบคำ ศัพท์ผลไม้ ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยถิ่นใต้ สับปะรด มะเละ , มะลิ , ย่าหนัด แตงโม แตงจีน ชมพู่ น้ำ ดอกไม้ ภาษาไทยถิ่นมีประโยชน์สำ หรับเยาวชนที่เป็นคนในท้องถิ่นอย่างยิ่ง ความรู้ภาษาไทยถิ่น จะช่วยให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถสืบทอดและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา แต่โบราณให้คงอยู่อย่างเหมาะสมกับสังคมปัจจุบันและอนาคตได้ และการใช้ภาษาไทยถิ่นก็ถูกมองว่า เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของท้องถิ่นนั้น ๆ อีกด้วย วิไลศักดิ์ กิ่งคำ . (2556). ภาษาไทยถิ่น. กรุงเทพฯ : สำ นักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๔


กาสะลองร่วงหล่นพื้น วันคืนเนิ่นนานเปลี่ยวเหงาลมหนาวพัดโบกโบย โชยกลิ่นรักจากใจอ้าย ให้ลอยลมไปหาน้องเพื่อเป็นผ้าฝ้ายมอบไออุ่น เฮือนแก้วใดบ่งามเท่าความดี ที่ตัวน้องมีให้อ้ายนั้นมันงามล้ำ บ่มีเพชรพลอยไพลินจินดาคำ แต่เมื่อมีธรรมนำ น้องก็สุขใจ ฉันเชื่อว่าเธอ ยังคงรักกัน รักมั่น ไม่เสื่อมสลาย ไม่จากไปไหน วนเวียนคุ้มภัยในยามทุกข์ยามใจตรม ฉันเชื่อว่าเธอคนที่อยู่บนฟ้า ทุกกาลเวลา เธอไม่จากไปไหน ไม่อาจมีสิ่งใด จะพลัดพรากใจเราสอง แม้ต้องตายจากกัน ก็เพียงตัวใช่หัวใจ จุตติจุตตัง มรณังและก็จุตติ แม้รักกันปานใดแต่ ผลสุดท้ายกลายเป็นอัฐิ แม้เวลาจะพรากเราจากการรักโลภ โกรธ หลง แต่ความดีนั้นยังคงอยู่แม้เรือนร่างโดนลากด้วยพระสงฆ์ ระทม ตรอมตรม โศกอารมณ์ใจอาวรณ์ ฝังจิต คิดหา ยามเวลาเธออาทร ให้รักสว่างไสวเป็นดังแสงไฟดุจทินกร ให้รักมอบความอบอุ่น ในยามเหน็บหนาวเป็นดังอาภรณ์ รอนแรมเรื่องรักเธอจากไปไกลอีกชาติภพ ดวงมอญมันโศกนักอยู่แห่งใดจึงไม่ได้พบ บ้านที่เคยมี เปลเคยไกว หมอนที่เธอเคยนอน เหลือเพียงแค่เท่าธุลีจากดุ้นฝืนในกองฟอน ภมรกับช่อดอกไม้ยังมีเฉาและมีจากกัน ความเศร้าความสุขใดใดจะทิ้งเอาไว้เป็นเบื้องหลัง เชื่อว่าเธอไม่เคยจากไปและอยู่ในความจำ ฉัน จะรักกันคณานับ ต่อให้ล่วงลับและดับขันธ์ สิ่งใด ๆ ในชีวิตล้วนแล้วแต่ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน แม้แต่ความรักที่ทุกคนล้วนตามหาก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าคนเรา จะมีความรักต่อกันมากเพียงใดก็ตามเป็นความไม่จีรังยั่งยืน เมื่อถึงเวลาที่เสียชีวิตสิ่งที่จะเหลือไว้เหลือเพียงแค่ ความ ดีที่ได้ทำ ไว้ตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น มุมคำ ร้องมองอย่างนักวิจารณ์ สุเมธินี รุณหิวา ภวังค์จิต เพลง : ภวังค์จิต ศิลปิน : ปู่จ๋าน ลองไมค์ ภวังค์จิต / เพลงหากผม / ลั่นทม / ไม่รู้ทำ ไม / ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี / แสงสุดท้าย วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๕


การสื่อความหมาย บทเพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำ สอนทางพุทธศาสนาว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แม้ว่าคน สองคนจะมีความรักต่อกันมากเพียงใดสุดท้ายก็เหลืองเพียงแค่อัฐิ ในบทเพลงได้มีการนำ ความรัก ของคนสอง คนมาเปรียบเทียบกับความดีว่าความรักนั้นจะไม่เสื่อมหายไปตามกาลเวลา สิ่งที่จะทำ ให้จำ ได้แน่นอน ไม่ใช่ เพชรนิลจินดาล้ำ ค่า แต่จะเป็นความรักของเราที่จะไม่หายไหน เฉกเช่นเดียวกับความดี การประพันธ์คำ ร้อง บทเพลงนี้ไม่มีฉันทลักษณ์ที่ตายตัว แต่มีการใช้คำ โวหาร สัมผัสนอกสัมผัสใน ที่แสดงถึงการใช้ภาษา ที่มี วรรณศิลป์ได้อย่างงดงาม การใช้โวหาร ในบทเพลงมีการอุปมาโวหารเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง ให้รักสว่างไสวเป็นดังแสงไฟดุจทินกร ให้รักมอบความอบอุ่น ในยามเหน็บหนาวเป็นดังอาภรณ์ สัมผัสนอก จุตติจุตตัง มรณังและก็จุตติ แม้รักกันปานใดแต่ ผลสุดท้ายกลายเป็นอัฐิ บ้านที่เคยมี เปลเคยไกว หมอนที่เธอเคยนอน เหลือเพียงแค่เท่าธุลีจากดุ้นฝืนในกองฟอน สัมผัสใน จะรักกันคณานับ ต่อให้ล่วงลับและดับขันธ์ ระทม ตรอมตรม โศกอารมณ์ใจอาวรณ์ การใช้ภาษา มีการนำ คำ ไวพจน์มาใช้เพื่อความสละสลวย และสอดแทรกภาษาไทยถิ่นเหนือเข้าไปในบทเพลงเนื่องจาก ผู้ประพันธ์เป็นคนไทยถิ่นเหนือจึงหยิบยกคำ เข้ามาใช้ในบทเพลงและเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินอีกด้วย ให้รักสว่างไสวเป็นดังแสงไฟดุจทินกร ภมรกับช่อดอกไม้ยังมีเฉาและมีจากกัน เฮือนแก้วใดบ่งามเท่าความดี ที่ตัวน้องมีให้อ้ายนั้นมันงามล้ำ อ้างอิง : Saim zone.com .(2563). ภวังค์จิต. ปู่จ๋าน ลองไมค์. [ออนไลน์], เข้าถึงจาก: https://www.siamzone.com/music/thailyric/17686. (2567,04 เมษายน) วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๖


เรวดี หมดจด หากผมต้องหลงรักคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องตรม ผมยอม ผมยอมจะตรมอยู่ในรักนี้ หากผมต้องคิดถึงคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องจม ไม่ต้องงม ปล่อยผมให้จมอยู่ในรักคุณ ปล่อยผมให้จมอยู่แบบนี้ตลอดไป ตลอดกาลเลยก็ได้ผมจำ ยอม ไม่อ้อนไม่วอน ไม่ขออะไรที่มันเกินตัว ให้ผมจมในรักให้มันปักกลางใจ สาบานเลยก็ได้ต่อให้ต้องตายไป ยอมเป็นทาสรักแบบนี้เรื่อยไปอีกนาน หากผมต้องหลงรักคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องตรม ผมยอม ผมยอมจะตรมอยู่ในรักนี้ หากผมต้องคิดถึงคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องจม ไม่ต้องงม ปล่อยผมให้จมอยู่ในรักคุณ ผมยอมเต็มใจ ไม่ต้องหวงผม ผมไม่เป็นไร หากผมต้องตรมต้องจมในรักให้ตายก็ยอม เอาให้มันรวนไปถึงดวงใจ แม้จะลำ เข็ญยากเย็นแค่ไหน ต่อให้ระบมระทมฤทัยยังไงก็ยอม หากผมต้องหลงรักคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องตรม ผมยอม ผมยอมจะตรมอยู่ในรักนี้ หากผมต้องคิดถึงคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องจม ไม่ต้องงม ปล่อยผมให้จมอยู่ในรักคุณ (ให้ผมนั้นจมอยู่ในรักตลอดไปตลอดกาล) เพลงหากผม ใครหลาย ๆ คน ถ้าได้ยินคำ ว่า “หาก” นั้นคงมีเงื่อนไขอะไรตามมาแน่นอนแต่สำ หรับความรักนั้น จะไม่มี เงื่อ งื่ นไขใดๆ ที่จ ที่ ะรักรัอย่าย่งแน่นน่อน ดั่ง ดั่ บทเพลงที่มี ที่ ชื่มีอ ชื่ ว่าว่หากผม ขับขัร้อร้งโดย py-1 เพลงหากผมเป็นป็เพลงที่แ ที่ สดงถึงถึ ความรักรัโดยไม่สม่นว่าว่อีกอีฝ่าฝ่ยจะสนใจในรักรัของเขาหรือรืไม่ เขายอมที่จ ที่ ะจมอยู่กัยู่ บกัรักรันั้น นั้ อย่าย่งไม่มีม่เมีงื่อ งื่ นไข เพลง : หากผม ศิลปิน : 9FRVME & WHO DO STUDIO วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๗


สื่อความหมาย บทเพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ที่เป็นการรักฝ่ายเดียว โดยที่จะรักเขาถึงแม้ต้องรักเขาข้างเดียวก็ไม่สนใจ และจะจมอยู่กับความรักนั้นตลอดกาล การประพันธ์คำ ร้อง เป็นการประพันธ์คำ ร้องที่ไม่เคร่งฉันทลักษณ์มากนัก มีเป็นบางช่วงบางตอน แต่มีการใช้เพื่อสื่อความหมาย อย่างชัดเจน มีการใช้คำ สัมผัสใน และการใช้ภาษาที่มีวรรณศิลป์ มีความงาม สัมผัสใน หากผมต้องหลงรักคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องตรม ผมยอม ผมยอมจะตรมอยู่ในรักนี้ หากผมต้องคิดถึงคุณข้างเดียว คุณไม่แลเหลียวปล่อยผมต้องจม ไม่ต้องงม ปล่อยผมให้จมอยู่ในรักคุณ การใช้ภาษา เพลงหากผม มีการใช้ภาษาเพื่อสื่ออารมณ์ของบทเพลง โดยสื่อถึงความรู้สึกรักใครคนหนึ่งโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่จะไม่รัก พร้อมที่จะรักเขาไปเรื่อย ๆ ไม่มี ที่สิ้นสุด ดังเนื้อหาต่อไปนี้ ผมยอมเต็มใจ ไม่ต้องหวงผม ผมไม่เป็นไร หากผมต้องตรมต้องจมในรักให้ตายก็ยอม เอาให้มันรวนไปถึงดวงใจ แม้จะลำ เข็ญยากเย็นแค่ไหน ต่อให้ระบมระทมฤทัยยังไงก็ยอม บทเพลงนี้มีความน่าสนใจตรงที่บอกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักคน ๆ หนึ่ง โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ขอเพียงแค่ได้ รัก ถึงแม้เขาจะไม่เหลียวมองก็ไม่เป็นไร เพราะสุจนั้นก็คือพร้อมที่จะรักเค้าไปเรื่อย ๆ ตลอดไป อ้างอิง : Office aodio.(2567). เพลงหากผม. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก https://bfan.link/py-1-haakphom. เข้าถึงเมื่อ 10 เมษายน 2567 วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๘


บทเพลงเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสื่ออารมณ์ ความรู้สึก ทำ ให้เกิดความเพลิดเพลิน เนื้อหาของบทเพลงอาจมีแนวคิดมาจากเหตุการณ์ทางสังคม ประสบการณ์การดำ รงชีวิต ทรรศนะคติ และความรัก เช่นเดียวกับเรื่องราวของบทเพลงที่จะนำ เสนอ ลั่นทม จิตติพัฒน์ ฤทธิ์ ดี เพลง : ลั่นทม ศิลปิน : COCKTAIL หากพูดถึง ลั่นทม ต้องนึกถึงดอกไม้ โดยลั่นทมมีอีกชื่อหนึ่ง คือ ลีลาวดี ซึ่งหมายถึง การละแล้วซึ่งความโศกเศร้า แล้วมีความสุข ดังนั้นในเพลงนี้จึงยกเรื่องราวของดอกลั่นทมมานำ เสนอในมุมมองที่แตกต่าง โดยเลือกนำ เสนอในมุม มองของความรัก เป็นการเปรียบเปรยระหว่างความหอมของดอกไม้อย่างดอกลั่นทมกับความเชื่อเรื่องชาติภพ เพราะกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ลอยตามลมมา หวนให้ใจคำ นึงนึกถึงคราเราต้องไกล กลิ่นสุคนธ์ปนหวานใยทำ ให้ใจต้องขืนข่ม ทุกข์ระทมตรอมตรม ทำ ให้ใจหวั่นไหว หากการพบ รักจะต้องเคียงคู่ข้างเคียงกับการร่ำ ลา จะสุขสมหวังได้นานเพียงใดก็แล้วแต่โชคชะตา ฟ้าให้เวลามาเท่าไหร่ และมันจะยาวนานเท่าใด กลิ่นดอกไม้ลั่นทมเจ้าหอมรื่นรมย์ เคยชื่นเคยชมดอมดม ให้ชื่นใจ มาบัดนี้ตัวเจ้า ร่วงโรยไม่โชยกลิ่นหอม กลีบขาวมัวหมอง ตรมตรอม เหี่ยวโรยร่วงไป จากเคยงาม กลายเป็นความทราม ที่ไม่จีรังหรือไร และความรักของฉันต้องเป็นดังเช่นเจ้าลั่นทม หากขัดขืนไม่ให้เวลาพัดพาสิ่งแปรผันไป ฉันจะทำ ได้นานเท่าไร ถ้าฉันต้องการแค่ตลอดไป เพราะรักของฉันจะนานกว่านั้น นานชั่วกัลป์กัป นานนิรันดร์ จะไม่มีสิ่งไหนลบเลือนให้หายสิ้นกัน วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๖๙


ดอกไม้ใดจะหอมนานเกินกว่านั้น ไม่มี เพราะรักของฉันคงอยู่เสมอ อยู่เพื่อเธอ และ เป็นของเธอ กลิ่นหอมของความรักฉันจะติดตามพบเจอ ตามพบเธอไม่มีโรยรา ไม่มีวันจาง หากขัดขืนไม่ให้เวลาพัดพาสิ่งแปรผันไป ฉันจะทำ ได้นานเท่าไร เพราะรักของฉันจะนานกว่านั้น นานชั่วกัลป์กัป นานนิรันดร์ จะไม่มีสิ่งไหนลบเลือนให้หายสิ้นกัน ดอกไม้ใดจะหอมนานเกินกว่านั้น ไม่มีเพราะรักของฉันคงอยู่เสมอ อยู่เพื่อเธอ และ เป็นของเธอ กลิ่นหอมของความรักฉันจะติดตามพบเจอ ตามพบเธอไม่มีโรยรา ไม่มีวันจาง กลิ่นดอกไม้ลั่นทมเจ้าหอมรื่นรมย์ เคยชื่นเคยชมดอมดม ให้ชื่นใจ ความเป็นมาของเพลง ลั่นทม เป็นเพลงประกอบซีรีส์ “หอมกลิ่นความรัก (I Feel You Linger In The Air)” เป็น เพลงเล่าถึงกลิ่นความรักที่เกิดขึ้นในใจ มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับเพลงที่มีความหมายดีและเกิดความรู้สึก อบอุ่นใจด้วย การใช้คำ เพลงเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ในยามเช้าที่อบอุ่น และเปรียบเสมือนดอก ลั่นทมที่จะเหี่ยวเฉาเมื่อแสงแดดโรยรายลงมา การใช้เทมโปในเพลงนี้เชื่อมโยงความรักกับความแท้ จริง และการยึดมั่นในความรักนั้นจากเวลา และความเข้าใจที่เข้ากันได้ ซึ่งดอกลั่นทมเป็นสัญลักษณ์ ที่สำ คัญของซีรีส์ ในการถ่ายทอดความรักเหนือกาลเวลาของตัวละคร อีกหนึ่งความพิเศษของเพลงนี้ คือการสอดแทรกดนตรีบำ บัด (Music Therapy) เข้าไปในแต่ละช่วงของเพลง เพื่อสร้างบรรยากาศ ของห้วงเวลา ความเชื่อเรื่องชาติภพ และปลุกจิตใต้สำ นึกของผู้รับฟัง ความหมายของเนื้อเพลง เนื้อเพลงมีการเปรียบเปรยระหว่างความหอมของดอกไม้อย่างดอกลั่นทมกับความเชื่อเรื่องชาติภพ บอกเล่าความรู้สึกยาวนานของความรักภายในใจ ความรู้สึกที่มั่นคงในใจ และบ่งบอกถึงอารมณ์ความรักที่ไม่ สลายตั้งแต่ยามเริ่มต้น การเปรียบเทียบกับแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ในยามเช้าที่อบอุ่นเป็นการสร้างภาพสวยงาม ให้กับความรักเปรียบเปรยกับดอกลั่นทม ที่เมื่อใดโรยราลงมา ดอกของมันก็เหี่ยวเฉาด้วยความรวดเร็ว ต่างกับความรู้สึกของเราเองที่ต่อให้ไม่ว่าจะเกิดอะไร ก็ยังคงยึดมั่นในความรักนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ เพราะกาลเวลา ไม่อาจแยกใจฉันออกไปจากเธอ ดังท่อนหนึ่งในเพลง เพราะรักของฉันจะนานกว่านั้น นานชั่วกัลป์กัป นานนิรันดร์ จะไม่มีสิ่งไหนลบเลือนให้หายสิ้นกัน ดอกไม้ใดจะหอมนานเกินกว่านั้น ไม่มี เพราะรักของฉันคงอยู่เสมอ อยู่เพื่อเธอ และ เป็นของเธอ กลิ่นหอมของความรักฉันจะติดตามพบเจอ ตามพบเธอไม่มีโรยรา ไม่มีวันจาง วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๐


การใช้ภาษา เพลงลั่นทม มีการใช้ภาษาเพื่อสื่ออารมณ์ของบทเพลง โดยสื่อถึงการเปรียบเปรยกลิ่นของดอกลั่นทมที่หลงใหล ในความหอมของดอกลั่นทม และคิดถึงกลิ่มหอมนั้นในเวลาที่ต้องไกลกัน เป็นความรู้สึก ที่ขื่นขม เป็นทุกข์ และไม่มี ความสุขในการใช้ชีวิตเมื่อต้องจากกัน ดังท่อนหนึ่งในเพลง เพราะกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ลอยตามลมมา หวนให้ใจคำ นึงนึกถึงคราเราต้องไกล กลิ่นสุคนธ์ปนหวานใยทำ ให้ใจต้องขืนข่ม ทุกข์ระทมตรอมตรม ทำ ให้ใจหวั่นไหว บทเพลงนี้มีความน่าสนใจเกี่ยวกับการบอกเล่าความรู้สึกผ่านการเปรียบเปรยความหอมของดอกไม้ อย่างดอกลั่นทมกับความเชื่อเรื่องชาติภพ เปรียบเปรยกับดอกลั่นทม ที่เมื่อใดโรยราลงมา ดอกของมันก็ เหี่ยวเฉาด้วย ความรวดเร็ว ต่างกับความรู้สึกที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังคงยึดมั่นในความรักนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ เพราะกาลเวลาไม่อาจแยกใจฉันออกไปจากเธอผู้ประพันธ์ใช้ภาษาสื่อความหมายของความรักโดยผ่านความ งามของดอกลั่นทม และเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเห็นภาพของความรักในบทเพลงนี้อย่างชัดเจน เพลงนี้จึงเป็นอีก หนึ่งบทเพลงที่ได้รับกระแสตอบรับจากผู้ฟังจำ นวนมาก อ้างอิง : COCKTAIL.(๒๕๖๖). เพลงลั่นทม. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.youtube.com/. เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๗ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๑


ไม่รู้ทำ ไม เป็นคำ ถามที่อาจจะต้องการคำ ตอบ แต่ในบางครั้งก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่สงสัยแต่ไม่ได้อยากรู้คำ ตอบเลยแม้แต่น้อย ซึ่งคำ ว่าไม่รู้ทำ ไมข้างต้น เป็นการกล่าวถึงชื่อบทเพลงของศิลปิน Whal & Dolph โดยจากชื่อ เพลงนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตั้งคำ ถามกับตัวเองในความสัมพันธ์ของความรักที่ค่อย ๆ จางหายไปซึ่งไม่สามารถ อธิบายออกมาได้ว่าเพราะเหตุใดความรักดี ๆ ที่เคยมีให้กันนั้นถึงค่อย ๆ จางหายไปทุกที ไม่รู้ทำ ไม เพลง : ไม่รู้ทำ ไม ศิลปิน : Whal & Dolph หากว่าลองได้คิดดู ใจฉันไม่ได้รู้สึก เหมือนครั้งที่เราได้เจอกันเมื่อก่อนนั้น อยากจะกลับไปเหมือนเก่า แต่มันก็ทำ ไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไรฉันต้องบอกเธอไปนะ ว่าอยากจะขอโทษเธอแต่ฉันทำ ต่อไปไม่ไหว อาจเป็นเพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ก็เพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ทำ ไม ไม่รู้ทำ ไมเหมือนฉันเป็นคนใจร้าย แค่อยากจะขอโทษเธอแต่ฉันทำ ต่อไปไม่ไหว อาจเป็นเพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ก็เพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ทำ ไม ไม่รู้ทำ ไมเปลี่ยนตัวฉัน ให้เป็นเหมือนคนที่ห่างไกล ไม่เหมือนดังเดิม ที่เธอเคยชิดใกล้ ไม่รู้ทำ ไม ไม่รู้ทำ ไมทำ ไมต้องเป็นเธอ ที่โดนทำ ร้ายจากฉันที่เธอไว้ใจ เหลือเกิน ทำ ไมต้องเป็นเรา ที่ถูกทำ ให้ใจ เปลี่ยนไปทุกอย่าง ความรู้สึกไม่เหมือนก่อน ที่เราฝัน ที่เราเคยวาดเอาไว้ไม่เป็นจริง เหมือนทุกสิ่งที่ฉันทำ มันช่างต่างความรู้สึก จากตัวฉันที่เธอเคยได้รู้จัก และรักกำ ลังสลายไปไม่มีเราอีกแล้ว อาจเป็นเพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ก็เพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ทำ ไม ไม่รู้ทำ ไมเปลี่ยนตัวฉัน ให้เป็นเหมือนคนที่ห่างไกล ไม่เหมือนดังเดิม ที่เธอเคยชิดใกล้ ไม่รู้ทำ ไม ไม่รู้ทำ ไม สิดาพร ชัยศิริ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๒


ความเป็นมาของเพลง เพลงไม่รู้ทำ ไม เป็นเพลงทมี่เขียนขึ้นโดย “ปอ” นักร้องนำ ของวงที่หยิบเอา “ความเจ็บปวด” ใกล้ตัวที่เกิดขึ้น กับความรักของตัวเองมาเล่าผ่านบทเพลงโดยเป็นเรื่องในช่วงเวลาที่เราผ่านการเดินทางร่วมกันสักระยะ แต่กลับมี บางสิ่งบางอย่างที่ทำ ให้ความรู้สึกที่เคยมีนั้นกลับหายไป ซึ่งไม่ใช่ความผิดของใครสักคน แต่เรื่องบางอย่างก็ไม่จำ เป็น ต้องหาเหตุผลมาอธิบาย โดยเฉพาะกับเรื่อง “ความรัก” เพราะความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้จริง ๆ บางครั้งวันนี้รักกัน อยู่ดี ๆ แต่วันต่อมากลับกลายเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาได้จนต้องเลิกรากันไปก็เป็นไปได้ ความหมายของเนื้อเพลง จากเนื้อเพลงเป็นการบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวความรักที่เคยมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันมาก แต่แล้วก ลับมีฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนผันไปกลายเป็นไม่รู้สึกรัก หรือรู้สึกน้อยลงจนแทบไม่เหลือ โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้กระทำ อะไรผิดไปและยังคงมีความรักความหวังดีให้กับคนรักอยู่เสมอ ซึ่งจากเนื้อเพลงก็แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ ความรู้สึกของคนเรานั้นไม่แน่นอน ไม่มีอะไรที่คงอยู่ตลอดกาลแม้แต่ความรัก และก็ไม่สามารถหาเหตุผล มาอธิบายได้ว่าทำ ไมความรักที่เคยมีกลับจางหายลงเรื่อง ๆ อาจเป็นเพราะหมดรักกันไป หรือปัจจัยหลาย อย่างที่บั่นทอนจนไม่เหลือซึ่งความรัก จึงเกิดเป็นคำ พูดที่ว่า “ไม่รู้ทำ ไม” ดังเนื้อร้องที่ได้รับความนิยม จากผู้ฟังคือ “อาจเป็นเพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ก็เพราะว่าใจของฉันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ทำ ไม ไม่รู้ทำ ไมเหมือนฉันเป็นคนใจร้าย” การใช้ภาษา เพลง ไม่รู้ทำ ไม เป็นเพลงใช้ภาษาสื่ออารมณ์โดยเป็นการใช้ภาษาที่ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย ฟังแล้วเข้าใจ ความหมายได้โดยตรง ซึ่งในเพลงเป็นการเลือกใช้ภาษาตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความรักที่ค่อย ๆ จางหายไป จากความสัมพันธ์ของคนสองคน แต่ก็ไม่วสามารถอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้ชัดเจน จากเนื้อเพลง จึงทำ ให้ผู้ฟังรับรู้และเข้าใจเนื้อหาของเพลงได้โดยตรงเพราะเนื้อเพลงไม่ซับซ้อน สามารถเข้าถึงอารมณ์เพลง ได้ง่ายยิ่งขึ้น บทเพลงนี้เป็นบทเพลงป๊อบที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น เพราะมีเนื้อหาที่เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกได้โดยตรง เนื่องจากใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อนจนเกิดเป็นความสงสัย แต่สามารถฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่ผู้แต่งสื่อได้ โดย บทเพลงนี้ก็บอกเล่าความรักที่จางหายไปและหาคำ ตอบไม่ได้ให้กับคนที่กำ ลังประสบปัญหาด้านความรักแบบ เดียวกันอยู่ได้เข้าใจความรู้สึกตัวเองมากยิ่งขึ้น อ้างอิง : hitz.teroradio. (๒๕๖๓). ที่มาเพลงรู้ทำ ไม. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://hitz.teroradio.com/ news/40967/whal-dolph เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๗ Musixmatch. (๒๕๖๓). เพลงไม่รู้ทำ ไม. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.musixmatch.com เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๗ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๓


เป็นเพลงชนิดหนึ่งที่สื่อความหมายได้ดี สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ซึ่งบทเพลงนี้ทำ ให้ เห็นคุณค่าในตนเอง การให้เกียรติตัวเอง ไม่จำ เป็นต้องให้คนอื่นมาให้ค่า การรักตัวเองเป็นสิ่งที่ควรทำ ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี อย่าไปคิด..เสียใจคนดี ดอกไม้นี้.. อยู่ที่ใดก็งดงาม จะเป็นดอกไม้ที่วางในแจกัน หรือเป็นดอกไม้อยู่ข้างทางก็ดี เพราะสุดท้ายมันก็คือดอกไม้ ที่ใครต่อใครเฝ้าหวังเพื่อเชยชม แต่คุณค่าของมัน จะเพิ่มขึ้น ลดลง ก็อยู่ ณ ตรงที่มันเติบโต ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใด.. จะเป็นดั่งใจให้เราได้ทุกที เห็นคนนั้นบอก..ว่าสิ่งนี้ดี หรือมันอาจดีแค่เพียงเขาเอง ถ้าอย่างนั้นอย่าได้ไปคิด ว่าในชีวิตจะต้องมีที่ดีที่สุด เพราะคำ ว่าดี..ที่สุดแต่ละคน มันอยู่ที่ใจของตนยินดี คุณค่าของแต่ละอย่าง อยู่ที่การให้ค่าของคน อย่างดอกไม้ข้าง ๆ ถนน ถ้ามองจากคนที่ชอบก็ว่าสวย ชีวิตของคุณก็ด้วย จะดูสดสวยเมื่อคนมองมา บางครั้งก็ดูไร้ค่า ถ้าที่แห่งนั้นไม่ควรคู่เรา ก่อนเคยคิด..ว่าตัวเอง ไม่ได้เลิศหรูสมบูรณ์เหมือนใคร ๆ แต่ว่าวันนี้ก็เพิ่งเข้าใจ ไม่มีใครไหนจะถูกใจคนทั้งโลก อย่างดอกไม้..ที่ราคาแพง ก็เหี่ยวเฉาถูกแมลงกัดกินได้เหมือนกัน หรือเป็นดอกไม้..อยู่บนภูเขาสูงชัน พอผ่านนานวันก็ร่วงโรยลงสู่พื้น บางสิ่งนั้น ฉันเคยว่าดี พอผ่านนานปี ก็มีอื่นใดมาทดแทน อย่างคนเราวันนี้สวยงามสุดแสน กลับเปลี่ยนแปลงเมื่อสู่วัยชรา เพราะชีวิตมันเป็นของเรา จงพาตัวเราไปในที่ที่คู่ควร เข็มนาฬิกาไม่เคยหมุนทวน อย่าแปรปรวนกับคำ พูดของคน เพราะสุดท้าย นานาประการ ไม่ได้เกิดมาแข่งขันเพื่อเป็นใหญ่ ความงามของมันก็ต่างกันออกไป อยู่ที่ใคร..นั้นจะเติบโต..ในที่ของตน เนื้อเพลง ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี อัจฉรา กาญจนา วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๔


๑. ลักษณะของเนื้อเพลง ๑.๑ ความเป็นมาของเพลง เพลงนี้ขับร้องโดย PHUMIN, Warin มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ โดยนำ เสนอว่าชีวิตเราไม่ ได้แย่ไปกว่าใครแต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา ถือได้ว่านำ เสนอเรื่องราวของชีวิตที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี โดยเพลง นี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิตผู้ฟังได้ด้วย เสน่ห์ของดนตรี คือ ความรู้สึกง่ายและเบาในการฟังเพลง โดยเฉพาะเสียงของกีตาร์โปร่งมีการประสานเสียง ดนตรีส่งอารมณ์รู้สึกถึงอารมณ์ของบทกวีเข้าไป ช่วยให้ดนตรีนำ อารมณ์ของคนฟังไปตามบทเพลง และเสน่ห์ของเอ็มวี บอกเล่าเรื่องราวผ่านฉากของรูปภาพพื้นหลังมีนัยยะที่แสดงถึงกระจกสะท้อนมุมมอง หรือสะท้อนตัวเราเอง ๑.๒ ความหมายของเนื้อเพลง คุณค่าของคนเราอยู่ที่การให้ค่าและการด้อยค่า ทั้งนี้ความผิดหวังหรือความรู้สึกไร้ค่าของตนเองไม่ได้มาจาก คนอื่น ส่วนมาจากมุมมองของตัวเราเอง ไม่มีใครสามารถบังคับความรู้สึกของเราได้ ชีวิตของเรานั้นไม่ได้ด้อยค่ากว่า ใครเลย ๒. คำ ร้อง ๒.๑ รูปแบบการประพันธ์คำ ร้อง เพลงใครงามเลิศที่สุดในปฐพีเป็นคำ ประพันธ์กลอน ไม่เคร่งครัดสัมผัสมาก ดังนี้ ๒.๑.๑ สัมผัสใน เป็นสัมผัสที่ปรากฏภายในวรรคซึ่งส่วนใหญ่มีสัมผัสใน เช่น ดีกับที่ เป็นสัมผัสสระ เป็นต้น ดัง ตัวอย่างสัมผัสในเนื้อเพลง อย่าไปคิดเสียใจคนดี ดอกไม้นี้อยู่ที่ใดก็งดงาม ถ้าอย่างนั้นอย่าได้ไปคิด ว่าในชีวิตจะต้องมีที่ดีที่สุด เพราะคำ ว่าดีที่สุดแต่ละคน มันอยู่ที่ใจของตนยินดี ๒.๑.๒ สัมผัสนอก เป็นสัมผัสที่ส่งจากวรรคหนึ่งไปยังอีกวรรคหนึ่ง ดังตัวอย่าง อย่างดอกไม้ที่ราคาแพง ก็เหี่ยวเฉาถูกแมลงกัดกินได้เหมือนกัน หรือเป็นดอกไม้อยู่บนภูเขาสูงชัน พอผ่านนานวันก็ร่วงโรยลงสู่พื้น บางสิ่งนั้นฉันเคยว่าดี พอผ่านนานปีก็มีอื่นใดมาทดแทน อย่างคนเราวันนี้สวยงามสุดแสน กลับเปลี่ยนแปลงเมื่อสู่วัยชรา เพราะชีวิตมันเป็นของเรา จงพาตัวเราไปในที่ที่คู่ควร เข็มนาฬิกาไม่เคยหมุนทวน อย่าแปรปรวนกับคำ พูดของคน วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๕


๒.๒ ภาพสะท้อน บทเพลงใครงามเลิศที่สุดในปฐพี มีภาพสะท้อนที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะสะท้อนถึงความคิดของคนใน ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงคนอื่น หรือการใส่ใจในคำ พูดของคนอื่นมากเกินไป จากตัวอย่างการวิเคราะห์ เพลงใครงามเลิศที่สุดในปฐพีข้างต้น จะเห็นได้ถึงความงามของภาษา และความหมายที่น่าสนใจ เนื้อเพลงของ บทเพลงแสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้ประพันธ์ ๓. การใช้โวหารของเพลง บทเพลงนี้มีการใช้อุปมาโวหาร มีการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจความหมาย อารมณ์ความรู้สึกที่มากขึ้น ดังตัวอย่าง คุณค่าของแต่ละอย่างอยู่ที่การให้ค่าของคน อย่างดอกไม้ข้างข้างถนน หากมองจากคนที่ชอบก็ว่าสวย ชีวิตของคุณก็ด้วยจะดูสดสวยเมื่อคนมองมา บางครั้งก็ดูไร้ค่า ถ้าที่แห่งนั้นไม่ควรคู่เรา วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๖ อ้างอิง : Phumin. (2561). ใครงามเลิศที่สุดในปฐพี. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://www.youtube.com/. เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๗


แสงสุดท้าย นาดา หมาดสตูล รอนแรมมาเนิ่นนานเพียงหนึ่งใจ กับทางที่โรยเอาไว้ด้วยขวากหนาม ถูกแหลมคม ทิ่มแทง จนมันแทบจะทนไม่ไหว ชีวิตถ้าไม่ยากเย็นขนาดนั้น สองมือจะมีเรี่ยวแรงขนาดไหน แต่หัวใจ ของคน ยังยืนยันจะไม่ถอดใจ * ในค่ำ คืนที่ ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำ ไปในคืนที่หลงทาง วันเวลาไม่เคยจะหยุดเดิน อย่างไรเราคงต้องเดินไปกับมัน เก็บทุกความ ผิดพลั้ง เป็นคำ เตือนให้เราเข้าใจ ชีวิตเริ่มตรงที่คำ ว่าฝ่าฟัน ขอเพียงใจเราเท่านั้นไม่หวั่นไหว บทชีวิต ของเรา เราจะทำ ให้มีความหมาย ( ซ้ำ * ) ** นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำ ไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย ความเดียวดายในคืนเหน็บหนาว แหงนมองฟ้ายังนึกถึงวันเก่า มันคงจริงที่ทางยาวไกล กร่อนหัวใจ ภาวนากับความมืดมิด ขอให้รักยังคุ้มครองเราอยู่ เติมพลังให้ใจดวงนี้ไม่ยอมแพ้ ในค่ำ คืนที่ ฟ้าท้าทายใจคนอยู่ตรงนี้ แต่ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำ ไปในคืนที่หลงทาง ( ซ้ำ ** ) เพลง : แสงสุดท้าย ศิลปิน : bodyslam วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๗


ความเป็นมาของเพลง “แสงสุดท้าย” เป็นชื่อเพลงเพลงหนึ่งที่ช่วยสร้างกำ ลังใจให้ใครหลายคนได้ เป็นเพลงจากอัลบั้ม ของวงดนตรีบอดี้สแลม ในอัลบั้ม คราม ประพันธ์เนื้อร้องโดย โป โปษยะนุกูล, ขจรเดช พรมรักษา แต่ง ทำ นอง และเรียบเรียงโดย อาทิวราห์ คงมาลัย ซึ่งเนื้อหาเพลงสื่อมาจากชีวิตจริงของใครคนหนึ่งที่เจอ อุปสรรคมากมาย แต่ก็สามารถฝ่าฟันจนประสบความสำ เร็จได้ ในเนื้อร้องเป็นการให้กำ ลังใจคนที่กำ ลังทำ อะไรด้วยตัวเอง ว่าหากเจออุปสรรคอะไรจะไม่มีวันหลงทาง เป็น ๑ ในเพลงฮิตจากอัลบั้มที่ประสบความ สำ เร็จ และได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกัน ความหมายของเนื้อเพลง เนื้อเพลงเกี่ยวกับการให้กำ ลังใจเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ในการดำ เนินชีวิตให้ต่อสู้กับปัญหาไม่ย่อท้อ อดทน พยายาม มุ่งมั่นที่จะทำ ตามความฝันให้สำ เร็จ พลังของความฝันที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อ ไปให้ถึงจุดหมาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ “ในค่ำ คืนที่ ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้ ฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้ เป็นแสงนำ ไปในคืนที่หลงทาง วันเวลาไม่เคยจะหยุดเดิน อย่างไรเราคงต้องเดินไปกับมัน เก็บทุกความผิดพลั้ง เป็นคำ เตือนให้เราเข้าใจ” จากเนื้อเพลงข้างต้นกล่าวถึงการก้าวข้ามผ่านจากช่วงเวลายาก ๆ ในชีวิต ที่สามารถลงมือทำ ได้ แม้ทางข้าง หน้าจะมืดมนเพียงใด แต่หากเราไม่ยอมแพ้ ก็จะก้าวเดินต่อไปได้ โดยเราอาจจะมีทั้ง “ความรัก” “ความกล้าหาญ” เป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนแสงไฟที่จะส่องให้เราเดินไปในทางที่ถูกต้อง เวลายังคงเดินต่อไปข้างหน้า เรายังคงต้องใช้ชีวิต ต่อไปนำ ข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ในการผ่านพ้นปัญหา เก็บความผิดพลั้งมาเป็นบทเรียนเพื่อไม่ ให้เกิดขึ้นซ้ำ รู้ว่าอะไรที่ผิดก็อย่ากลับไปหามันอีก ชีวิตของเราจะได้เรียนรู้ และเติบโตขึ้นไปในทางที่ดี “นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำ ไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย” จากเนื้อเพลงข้างต้นกล่าวถึงหากเรามีความฝันก็จะทำ ให้ยังคงก้าวเดินต่อไป แม้เส้นทางที่เดินจะเต็มไปด้วย อุปสรรค ในระหว่างทางอาจมีความกังวล พยายามทำ มันให้เต็มที่ ความรัก และกำ ลังใจจากคนในครอบครัว หรือคน รอบข้างก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางได้ เมื่อมีมือหนึ่งยื่นเข้ามาช่วยยามเราล้ม เราก็จะลุกขึ้นมา ได้ และออกเดินได้เร็วหรืออาจจะเร็วกว่าเดิม หากเป็นคนที่ล้มอย่าลังเลที่จะลุก และออกเดินต่อ หากเห็นคนอื่นล้ม อย่าลังเลที่จะช่วยฉุดเขาขึ้นมาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะทำ อะไรถึงมีอุปสรรค ปัญหาเข้ามามากมาย แต่สักวันหนึ่งอาจจะ เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ซึ่งก็คือทางออกของปัญหา และอุปสรรคทั้งหลายนั่นเอง หากมีแสงนำ ทาง อาจจะ เป็นการค้นพบทางออกในที่สุด วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๘


การใช้ภาษา เพลงแสงสุดท้าย มีการใช้ภาษาที่น่าสนใจ มีการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แล้วนำ มาถ่ายทอดทำ ให้ ผู้ฟังคล้อยตาม รวมทั้งมีการเปรียบเทียบ “แสงสุดท้าย” คือ การตีความหมายของแต่ละบุคคล การลบภาพจำ ของสิ่ง หนึ่ง นึ่ แล้วล้มองใหม่ “แสงสุดสุท้าท้ย”อาจหมายถึงถึแสงอาทิตทิย์ที่ย์ ใที่ กล้จล้ะลับลัขอบฟ้าฟ้หรือรืแสงเทียทีนที่ใที่ กล้จล้ะดับดั “แสงสุดสุท้าท้ย” อาจจะเป็นป็แสงนำ ทางให้คห้นที่กำ ที่ กำลังลัหมดหวังวัไปสู่จุสู่ ดจุหมายปลายทาง เป็นป็จุดจุเริ่ม ริ่ ต้นต้ ในการก้าก้วต่อต่ ไป และสามารถเข้าข้ถึงถึ อารมณ์เณ์พลงได้ง่ด้าง่ยยิ่ง ยิ่ ขึ้น ขึ้ “แสงสุดสุท้าท้ย” สำ หรับรัฉันฉัคือคืความหวังวัความปรารถนา ทุกทุคนอยู่ไยู่ด้เด้พราะยังยัมีคมีวามหวังวัใน ชีวิชีตวิถึงถึจะไม่เม่หลือลือะไรแล้วล้ในชีวิชีตวิแต่ยัต่งยัหวังวัว่าว่ ในวินวิาทีต่ทีอต่ ไปยังยัสามารถหายใจได้อด้ยู่ ในวันวัพรุ่งรุ่ นี้จ นี้ ะมีสิ่มีง สิ่ ที่ดี ที่ ใดีนชีวิชีตวิพลังลั ที่เ ที่ ราจะไปถึงถึแสงสุดสุท้าท้ย หรือรืรักรัแท้ ที่ใที่ นเพลงพูดพูถึงถึมันมัไม่ใม่ช่เช่พราะเรารักรัในสิ่ง สิ่ ที่ทำ ที่ ทำหรือรืรักรัในเป้าป้หมายแต่เต่ราทำ เราลุยลุ เราฝ่าฝ่ ฟันฟัเพราะเรารักรัตัวตัเอง “บทชีวิชีตวิของเรา เราจะทำ ให้มีห้คมีวามหมาย” รักรัตัวตัเอง สร้าร้งชีวิชีตวิตัวตัเอง ทำ ให้ชีห้วิชีตวิตัวตัเองมี ความหมาย นี่แ นี่ หละคือคืรักรัแท้ อ้าอ้งอิงอิ โป โปษยะนุกูนุลกู. (๒๕๕๓). ที่มาเพลง แสงสุดท้าย. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก https://youtu.be/SZ6p1Pe-2do?si=v0ho6I7oZQknxpJg. เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๖ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๗๙


ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำ หรับฉัน ศิษย์เล่าเรื่อง ณัฐวิมล นุภักดิ์ อภิสรา ชูเงิน นางสาวเพชรฌาภรณ์ เพชรกำ เนิด (พี่ทราย) ทศศ.63 เหตุผลสำ คัญกับการตัดสินใจเรียนสาขาวิชาภาษาไทย ตอนที่พี่ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พี่เรียนแผนการเรียน ไทย – สังคม โดยจะเน้นกลุ่มวิชาหลัก ได้แก่ กลุ่มวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ สังคมศึกษา ซึ่งพี่ได้โควตาเข้าศึกษาต่อในระดับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต พี่จึงตัดสินใจใช้โควตา เพื่อเข้าศึกษาในสาขาวิชา ภาษาไทย เคล็ดลับในการเรียน เป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่จะเน้นการส่งงานให้ครบ ตามงานทุกงาน หากมีข้อสงสัยก็จะปรึกษาเพื่อนก่อน หาก เพื่อนก็ยังไม่สามารถคลายความสงสัยได้ก็จะปรึกษาอาจารย์ พูดคุยกับอาจารย์ และเข้าหาอาจารย์เยอะ ๆ ความสำ เร็จที่ทำ ให้ประสบความสำ เร็จในการเรียน ความสำ เร็จในการเรียนก็คงจะเป็นการเรียนจบ และได้ทำ งานที่สามารถนำ ความรู้ที่ได้เรียน ในทุก ๆ รายวิชามาใช้ในชีวิตการทำ งานได้เป็นอย่างดี วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๘๐ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำ หรับฉัน / เปิดมุมมองพี่ สู่ปลายทาง “ความสำ เร็จ” / แลกเปลี่ยนความรู้เล่าประสบการณ์สู่รุ่นน้อง


เความประทับใจ / ความทรงจำ รู้สึกประทับใจที่มีอาจารย์ที่ปรึกษาที่รักและพร้อมที่จะโอบกอดนักศึกษาเสมอไม่ว่าจะเจอเรื่องร้าย หรือเจอเรื่องอะไรมาก็พร้อมที่จะปกป้อง พร้อมให้อภัยทุกความผิดพลาดของนักศึกษา พร้อมให้โอกาส และพร้อมซัปพอร์ตในทุก ๆ ด้าน เป็นเหมือนพ่ออีกคนที่คอยรักและใส่ใจลูก ๆ เป็นอย่างดี ผลงานที่โดดเด่น ส่งบทความวิจัยนำ เสนอการประชุมทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ระดับชาติครั้งที่ห้าของ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลาและได้รับรางวัลบทความวิจัยดีเด่น ความรู้สึกต่ออาจารย์ อาจารย์เป็นเหมือนคนในครอบครัว สามารถปรึกษาได้ทุก ๆ เรื่อง เป็นกันเองกับนักศึกษามาก ๆ ใส่ใจนักศึกษา ปกป้อง ดูเเลนักศึกษาอย่างทั่วถึง ทำ ให้รู้สึกอบอุ่นมาก ๆในการเรียนสาขานี้ มิตรภาพระหว่างเพื่อน รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ๆ ในเรื่องเพื่อน ด้วยความที่มีเพื่อนมาด้วยจากโรงเรียนเก่า และมีเพื่อนใหม่เพิ่มมา 1 คน ได้อยู่กับกลุ่มเดิมมาเดิมมาตลอดระยะเวลา 4 ปี อยู่กันด้วยความสุข อาจจะมีปัญหากันบ้างแต่ไม่เคยถึงขั้นรุน เเรง และเพื่อนกลุ่มนี้พร้อมซัปพอร์ตเราในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ส่วนในห้องก็มีการพูดคุย ทำ งานร่วมกัน ได้เกือบทุกคน มีบางคนที่ไม่ค่อยสนิทเเละไม่ค่อยได้คุยกัน เเต่รวม ๆ เเล้วการได้เจอเพื่อน ๆ ในห้องเป็นมิตรภาพที่ สวยงามมาก ๆ อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่กำ ลังศึกษาอยู่ อยากให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุก ๆ อย่าง เก็บทุก ๆ โอกาสที่อาจารย์มอบให้ และะทำ ทุก ๆ อย่าง อย่างเต็มที่ เพราะเมื่อออกมาเจอโลกข้างนอก น้อง ๆ จะสามารถนำ ประสบการณ์ทุก ๆ ประสบการณ์ที่อาจารย์มอบ ให้มาใช้ได้เป็นอย่างดี วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๘๑


เปิดมุมมองพี่ สู่ปลายทาง “ความสำ เร็จ” นาดา หมาดสตูล พี่ขอเล่่าถึงจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เนื่องจากส่วน ตัวแล้วพี่เป็นคนที่ชอบเกี่ยวกับวิชาภาษาไทย แต่อาจไม่ได้เก่ง และถนัด จึงสมัครเรียนเกี่ยวกับด้านภาษาไทย เพื่อที่ จะได้ทักษะที่ดีขึ้น ซึ่งการเรียนในช่วงแรกนั้นก็มีความยากลำ บาก เนื่องจากสาขานี้เน้นย้ำ มาก ทั้งในเรื่องของเวลา เรื่องของการเรียน การแต่งกาย มารยาทต้องถูกตามระเบียบ จึงมีความรู้สึกกดดันมากในช่วงแรก ซึ่งในชั้นปีที่ 1 ได้มี โอกาสเป็นหัวหน้าห้องจึงมีกำ ลังใจที่จะเรียนต่อ แม้ว่าในใจอาจจะไม่ไหว แต่ด้วยความที่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็ เลยต้องสู้ และ “ต้องสู้เท่านั้น” พยายามคิดบวกให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นไปให้ได้ หลังจากที่ผ่านอะไรมาหลายอย่าง รู้สึกว่าตัวเองแกร่งขึ้นมากด้วยเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหาอาจารย์ ในช่วงแรกคือกลัวอาจารย์มาก แต่ในช่วง หลัง ๆ ก็เริ่มสนิทมีอะไรก็ปรึกษาอาจารย์ และยังมีรุ่นพี่ที่คอยให้คำ แนะนำ จึงทำ ให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ความประทับใจที่มีต่อสาขาวิชาภาษาไทย คือ อาจารย์ในสาขามีความเป็นกันเองกับนักศึกษามาก เราปรึกษา ได้ทุกเรื่องหากมีปัญหาหรือมีเรื่องที่ไม่สบายใจ อาจารย์ก็จะให้คำ แนะนำ คำ ปรึกษา และก็คอยช่วยแก้ปัญหาเสมอ ไม่ปล่อยให้นักศึกษาต้องโดดเดี่ยว รับรู้ได้ถึงความอบอุ่น แม้บางครั้งอาจมองว่าอาจารย์นั้นไม่ได้ทั่วถึงกับนักศึกษาทุก คน แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความเมตตาของอาจารย์ที่มีต่อนักศึกษา พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ และยังมีรุ่นพี่ หรือสาย เทคที่คอยให้คำ ปรึกษา ให้คำ แนะนำ ได้เช่นกัน ความพยายาม มุ่งมั่น อดทน ทั้งในแง่ของการเรียนรู้ และการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนรู้ได้ อย่างเต็มความสามารถ “เพราะความสำ เร็จเกิดจากบทเรียน และประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างลงมือทำ งาน” วรรณสารฉบับที่ ๗๓ ศิษย์เล่าเรื่อง กุลิสรา วีระสุข นางสาวอาทิตยา กาหรีมการ (พี่นาดี) ทศศ.63 หน้า I ๘๒


การวางแผนการทำ งานก่อนจบการเรียน เริ่มแรกเลยได้วางแผนเกี่ยวกับการฝึกงาน คือหากเราไปฝึกที่โรงเรียน ก็จะสามารถต่อยอดในการทำ งานเราได้ง่าย “เพราะทำ ให้มีประสบการณ์” จึงวางแผนสู่การทำ งานสายอาชีพครู ในการเรียนสาขาวิชาภาษาไทยนั้น สามารถนำ ไปใช้ในชีวิตการทำ งานได้แน่นอน เพราะสาขานี้ฝึกเรื่องของการ พูดได้ดีมาก เราในฐานะเด็กภาษาไทย เมื่อออกไปทำ งานหรือฝึกงานที่ไหนก็ตาม เขามักจะให้เราเป็นพิธีกรหรือทำ อะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการพูดหรือการเขียน และถือได้ว่ามันเป็นพรสวรรค์ที่เราได้รับมาจากสาขา หากเราพูด ๆ ไป ปกติใคร ๆ ก็สามารถพูดได้ แต่ในเมื่อเราเรียนสายตรงมาอย่างนี้แล้ว เราเลยมีทักษะมากกว่าคนอื่น ๆ และเมื่อถึง เวลาที่ต้องปฏิบัติ เราจะมีความมั่นใจ และสามารถทำ งานที่ได้รับมอบหมายนั้นได้เป็นอย่างดี ในส่วนของปัญหาที่พบในการทำ งาน มักจะเป็นตอนพิมพ์งานซะส่วนใหญ่ บางครั้งงานเร่งรีบ จึงทำ ให้การพิมพ์ ตกหล่นไปบ้าง นัั่นคือข้อผิดพลาดเป็นอันดับต้น ๆ ที่ควรแก้ไขเป็นอย่างมาก เพราะติดการพิมพ์เร็ว จึงจำ เป็นต้อง ตรวจงานให้ละเอียดมากกว่านี้ ปัจจุบันพี่ทำ งานตำ แหน่งครู โรงเรียนบำ รุงผกา ภูเก็ต ระยะเวลาครบ 1 ปี ประสบการณ์ในการทำ งาน ตอนนี้ กำ ลังศึกษาเรียนรู้ ปรับตัวกับการเป็นครูได้มากพอสมควร ได้ทำ ผลงานเกี่ยวกับด้านการเขียน จึงทำ ให้นักเรียนนั้นได้ รางวัลเหรียญทอง นั่นคือสิ่งที่ภาคภูมิใจมาก แต่ถึงแม้ตอนนี้จะได้ทำ งานที่ดีและมั่นคง แต่ก็ยังมองว่าตัวเองนั้นต้องมี ศักยภาพให้ได้มากกว่านี้ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา ต้องปรับปรุง และแก้ไขข้อผิดพลาด ในบางสิ่งบางอย่างให้ดีมากกว่าเดิม แนวคิดหรือคติประจำ ใจในการทำ งาน ไม่ว่าเราจะก้าวเดินไปทางสายงานไหนก็ตาม “ขอแค่ให้เรามั่นใจ และ ตั้งเจตนารมณ์ให้ดี” เพราะพี่เชื่อว่าเราทุกคนนั้นสามารถเดินไปตามแนวทางที่เราวาดฝันได้อย่างแน่นอน วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๘๓


แลกเปลี่ยนความรู้เล่าประสบการณ์สู่รุ่นน้อง วรรณสารฉบับที่ ๗๓ ศิษย์เล่าเรื่อง สุภนิดา ลอยลม เกศินี เสียรวงศ์ การเตรียมตัวสำ หรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย สิ่งสำ คัญอย่างแรกคือต้องเข้าเรียน ไม่ขาดเรียน ไม่เข้าเรียนสาย (ถ้าไม่จำ เป็นจริง ๆ) และจะต้องส่งงานทุกครั้ง ซึ่งในการเรียนแต่ละวิชาก็จะมีเวลาเรียน 3 ชั่วโมง ซึ่งใน 3 ชั่วโมงนี้อาจารย์จะสอนเนื้อหาในรายวิชาเยอะมาก ถ้าเรา ขาดคาบใดคาบหนึ่งเราก็จะเรียนไม่ทันเพื่อน และเพื่อนที่เข้าเรียนก็จะได้เนื้อหาแน่นมาก แต่ถ้าเราขาดเรียนก็จะไม่ ได้เนื้อหาในส่วนนั้นไป ในสาขาวิชาภาษาไทยจะสอนให้มีวินัย เป็นคนที่ตรงต่อเวลา เราจะรู้กันอยู่ว่าอาจารย์ในสาขาจะเคร่งในเรื่อง ของเวลาเป็นอย่างมากเพราะเป็นมารยาท และเป็นสิ่งสำ คัญต่อชีวิตประจำ วัน และยังฝึกความอดทน และในสาขายัง ฝึกประสบการณ์ที่นำ ไปใช้ในการทำ งานให้นักศึกษามากมาย เพราะว่าสาขาของเรากิจกรรมเยอะมาก และใช้ กิจกรรมทุกกิจกรรมล้วนต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้ทักษะต่าง ๆ ต้องคุยปรึกษา ต้องคิด วิเคราะห์ และวางแผน ก่อนการทำ งานจริง ซึ่งในเวลา 4 ปี ทำ ให้ได้ประสบการณ์ที่หลากหลาย เราสามารถนำ ประสบการณ์ที่ทำ กับเพื่อน ๆ น้อง ๆ รุ่นพี่ และอาจารย์ มาปรับใช้ในการทำ งาน การฟัง การพูด การวางเเผน การเสนอแนะแนวทางต่าง ๆ ประสบการณ์ที่ได้จากสาขาจึงทำ ให้นักศึกษาที่ได้ออกไปสู่การทำ งานจริงได้มีพื้นฐานที่แน่นในเรื่องของความอดทน และการแก้ปัญหาหน้างาน ซึ่งโลกแห่งการทำ งานที่แท้จริงจะต้องมีความอดทน มีวินัย สองอย่างนี้จะเป็นหลัก และ สาขานี้ยังปลูกฝังในเรื่องของการตรงต่อเวลา จึงทำ ให้พี่เป็นคนที่ตรงต่อเวลาทำ ให้พี่ไม่เคยเข้าทำ งานสายเลย และอีก อย่างจะต้องทน ซึ่งคำ ว่าทนในที่นี้เราไม่จำ เป็นต้องทนกับความรู้สึกคน แต่เมื่อเราเข้าสู่ในช่วงทำ งานแล้วงานจะหนัก งานจะเครียด แต่ถ้าเราอดทนได้มันก็จะเป็นผลดีสำ หรับตัวเรา หน้า I ๘๔ นางสาวชุตินันท์ ไพชำ นาญ (พี่ซอย) ทสส.61


พี่คิดว่าสาขาวิชาภาษาไทยมีหลักสูตรที่สอนหลากหลาย และครอบคลุมทุกแผนงานอยู่แล้ว แต่ในแผนงานของ พี่ที่ใช้งานหลัก ๆ อยู่ 2 รายวิชา คือ ภาษาไทยธุรกิจ และวิชาภาษาไทยเพื่อสำ นักงาน เพราะงานที่พี่ทำ อยู่ก็จะเกี่ยว กับงานสำ นักงานทั้งสองวิชานี้ก็จะหลัก ๆ และสำ คัญมากในการทำ งาน พี่ก็จะเอาประสบการณ์ที่ได้เรียนมา ความรู้ที่ เราได้เรียนมามาประกอบกับการทำ งานของเรา การฟัง ฟังเเล้วต้องคิดตามว่าใช่ไหม ถูกต้องรึเปล่า การสื่อสาร การ พูด พูดคำ เชื่อมยังใงให้คนที่ฟังเข้าใจ เพราะการที่เราทำ งานสายนี้ เราต้องพูดคุยสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นคนในเเผนก หรือบุคคลภายนอก เราจึงต้องมีทักษะการพูด พูดอย่างไรให้เขาเข้าใจในเรื่องที่เราพูดมากที่สุด รายวิชาการฟังและ การพูด ในรายวิชานี้ก็จะเกี่ยวข้องกัน เพราะเราต้องฟังและต้องสื่อสารให้ผู้ที่ต้องการสื่อสารกับเราเข้าใจ การที่พี่ทำ งานแผนกบริหาร ตำ แหน่งผู้ช่วยจัดซื้อ จะเป็นในส่วนของการดิวกับลูกค้า ดิวร้านค้า เพื่อที่จะหา ของ หาสเปค พูดคุยกับลูกค้า และมาเสนอให้แต่ละแผนกช่าง เช่นลูกค้าต้องการสินค้าเพื่อที่จะไปซ้อมแซมสิ่งที่ชำ รุด ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟ ปลั๊กไฟ พี่ก็จะตัดเตรียมและตรวจสอบว่ามีมั้ย งานหลัก ๆ ของพี่คือ พี่จะทำ งานในคอมเป็น ส่วนใหญ่ การทำ รายการ การจัดซื้อในโรงแรม เบื้องต้นในการทำ งานนี้ ทักษะต้องมี ต้องได้ ภาษาต้องได้บ้าง เพราะ ส่วนใหญ่งานโรงแรมจะมีแขกมากมายหลายเชื้อชาติ จึงอยากให้เตรียมตัวในเรื่องของภาษา อย่างเช่น วิชาที่เราเรียน การสื่อสารระหว่างประเทศ จึงจำ เป็นต่อการทำ งาน ภาษาไทยต้องเเน่น เเต่ภาษาอื่นก็ต้องมีสำ รองไว้บ้าง พี่มีคำ แนะนำ สำ หรับน้อง ๆ ที่กำ ลังเรียนอยู่ ในสาขาจะเป็นการเรียนเกี่ยวกับภาษาไทย คือ ไทยจริง ๆ เเต่ก็มีการ เรียนวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นวิชาเพิ่มเติมที่จัดขึ้นมาเล็ก ๆ น้อย ๆ พี่จึงอยากให้น้อง ๆ หาความรู้นอกเหนือจากที่ อาจารย์สอน หาความรู้ด้วยตัวเองเปิดประสบการณ์สู่โลกภายนอก และถ้าน้อง ๆ สนใจที่จะทำ งานสายนี้ พี่ก็ขอ แนะนำ ว่างานสายนี้ดีน่ะ ดีในหลาย ๆ อย่าง ทั้งความก้าวหน้า มั่นคง เงินเดือน เงินปัจจัยทุกอย่างโอเค ได้ทั้งเซอร์วิส และเงินเดือน สวัสดิการต่าง ๆ ก็มีมาก ๆ ถ้าสนใจอยากทำ งานสายนี้จริง ๆ ก็ฝึกฝนภาษอื่น ๆ ไว้บ้าง เช่น อังกฤษ เพื่อเป็นพื้นฐานให้เราในการทำ งาน ในส่วนภาษาไทยดีอยู่เเล้ว จะไม่มีปัญหา เพราะถ้าเรามาสายงานนี้เเล้วมีความรู้ ทางภาษาเพิ่มมา เราจะทำ งายสายนี้ได้อย่างแน่นอน วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๘๕


อบต.โคกหาร อ.เขาพนม จ.กระบี่ เปิดน้ำ ตกโตนแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ชมความมหัศจรรย์ของสระน้ำ ผุด พร้อมธารน้ำ ใส สีมรกต ที่มีความยาวมากกว่า ๖ กิโลเมตร หวังเป็นทางเลือกใหม่นักท่องเที่ยว บรรยากาศทางเข้าน้ำ ตก ของเล่นน้ำ ตกโตน เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ดิฉันได้เดินทางไปยังน้ำ ตกโตน ตำ บลโคกหาร อำ เภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เพื่อชมบรรยากาศกับสถานที่แห่งใหม่ที่ค้นพบว่ามีน้ำ สีมรกต และมีความยาวถึง ๖ กิโลเมตร น้ำ ตกโตนเป็น สถานที่ท่องเที่ยวของคนละแวกนั้นจากที่มีผู้รู้จักน้อย และได้พัฒนาภายในสถานที่ เช่น ศาลา ที่พัก ห้องน้ำ ที่จัดสำ หรับนั่งพักผ่อน จุดเซลฟี่ จัดสวนหย่อม และจัดซุ้มสวยงาม จนมีผู้คนรู้จักมากจนถึงปัจจุบันนี้ผู้คน ต่างกันพาไปเล่นน้ำ และชมบรรยากาศภายในน้ำ ตก บรรยากาศภายในน้ำ ตกจะมีความร่มรื่น สบาย ไม่ร้อน มีซุ้มถ่ายรูปต่าง ๆ หลากหลายจุด น้ำ สีมรกต เห็นแล้วทำ ให้รู้สึกสบายตาและสบายใจ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของ นักท่องเที่ยวที่พากันไปเที่ยว เป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม และสัมผัสเล่นน้ำ อย่างไม่ขาดสาย มีศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยวได้จำ นวนมาก เป็นน้ำ ตกที่มีความสวยงาม และที่สำ คัญปัจจุบันได้มีการปรับปรุง ภูมิทัศน์น้ำ ตกโตนในหลาย ๆ ด้าน บรรยากาศน้ำ ตก ซุ้มถ่ายรูป สำ หรับน้ำ ตกโตนแห่งนี้ มีพื้นที่เป็นแหล่งเล่นน้ำ ที่เป็นลำ คลอง แต่ละจุดจะมีน้ำ ตกที่มีความสวยงามและมี นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม และสัมผัสเล่นน้ำ อย่างไม่ขาดสาย แล้วยังมีสระน้ำ ผุดขนาดใหญ่ แหล่งต้นน้ำ ที่อยู่ห่างจากน้ำ ตก โตนอีกประมาณ ๓ กิโลเมตร ซึ่งมีธรรมชาติที่สวยงาม ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่แห่งใหม่ที่จะได้ รับความสนใจ และสร้างรายได้ในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ในอนาคต มหัศจรรย์ที่ท่องเที่ยวน้ำ สีมรกต บุณยาพร สุขกาย ชวนกินชวนเที่ยว วรรณสารฉบับที่ ๗๓ มหัศจรรย์ที่ท่องเที่ยวน้ำ สีมรกต/ เพลิดเพลินกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด “จุด ชมวิวกังหันลม” จุดเช็กอินเช็กใจ ณ เมืองภูเก็ต/ ชมหมอกสุดขอบฟ้า ฆูนุงซีลีปัต/ ศูนย์รวมอาหารพื้นเมืองภูเก็ต มีครบจบที่เดียว “ตลาดฉำ ฉา”/หลีกหนีความวุ่นวายไป ผ่อนคลายกับธรรมชาติ/ที่สุด! ของธรรมชาติ : พักผ่อนหย่อนใจ/“ธรรมชาติช่วยบำ บัด ใจ ณ Nua Tone cafe”/เกาะสวยเมืองตรัง/อาณาจักรของหวานภูเก็ต “เซ็งซิมอี๊” น้ำ แข็งไสในตำ นาน/สุชาติไอติม ไอศกรีมทอดเจ้าดังภูเก็ต หน้า I ๘๖


ผู้คนที่มาเล่นน้ำ วังมรกต จากโดยรวมที่ดิฉันได้ไปเยี่ยมชมบรรยากาศของน้ำ ตกโตน ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จังหวัดกระบี่เลย บรรยากาศดี สีน้ำ สวยและน้ำ เย็นมาก ผู้คนมาเที่ยวกันเยอะ เป็นสถานที่แนะนำ สำ หรับคนที่ กำ ลังหาที่เที่ยวอยู่ตอนนี้ จึงอยากให้ทุกคนได้ไปเที่ยว ไปสัมผัสกับบรรยากาศต่าง ๆ ที่ดิฉันกล่าวมาว่าดีจริงหรือไม่ น้ำ ตกโตน ตำ บลโคกหาร อำ เภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๘๗


จุดชมวิวกังหันลม หรือ Windmill Viewpoint เป็นจุดชมวิวแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ตที่สามารถมอง เห็นวิวรอบด้านได้อย่างชัดเจน ตั้งอยู่ภายในสถานีพลังงานทดแทนพรหมเทพ (Promthep Alternative Energy Station) ในตำ บลราไวย์ อำ เภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ๘๓๑๐๐ ห่างจากแหลมพรหมเทพเพียง ๑.๓ กิโลเมตร โดยมีหาดยะนุ้ยอยู่ระหว่างกลาง ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต ๑๙ กิโลเมตร และห่างจากท่าอากาศยานภูเก็ต (HKT) ๕๐ กิโลเมตร ทางขึ้นจุดชมวิวสามารถขึ้นด้วยการเดิน-วิ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ หรือขับรถยนต์ขึ้นได้ทุกประเภท และมี บริเวณสำ หรับจอดรถได้จำ นวนหนึ่ง จุดชมวิวกังหันลม ตั้งอยู่บนเนินเขาระหว่างหาดยะนุ้ยและหาดในหาน ไม่ไกลจากแหลมพรหมเทพ ในบริเวณที่มีการผลิตกระแสไฟ้ฟ้าจากกังหันลม สามารถมองเห็นวิวทะเลได้กว้างไกลสุดตา จากจุดชมวิวกังหัน ลมสามารถมองเห็นแหลมพรหมเทพ หาดยะนุ้ย และหาดในหาน พร้อมกับวิวฉากหน้าที่เต็มไปด้วยดอกหญ้า พริ้วไหว และยังได้เห็นกังหันลมที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้านั้นว่ามีขนาดใหญ่แค่ไหน ในช่วงกลางวันสามารถ มองเห็นห็ทะเลสีฟ้สีาฟ้คราม และเกาะที่ท ที่ อดยาวจากฝั่ง ฝั่ ไปยังยัทะเล เรือรืยอร์ชร์ที่เ ที่ รียรีงรายหลางทะเล กลายเป็นป็องค์ปค์ระกอบ ที่ล ที่ งตัวตัอีกอีทั้ง ทั้ในช่วช่งเวลาเย็นย็ยังยัเป็นป็จุดจุชมพระอาทิตทิย์ตย์กได้อด้ย่าย่งสวยงามอีกอีด้วด้ย จุดเด่นของจุดชมวิวกังหันลมนี้คือ สามารถชมวิวทะเลภูเก็ตได้แบบพาโนรามา มองเห็นวิวทะเลกว้างสุด ลูกหูลูกตา มองเห็นแหลมพรหมเทพ หรือถ้ามองลงมาด้านล่างซ้ายมือก็จะเจอกับหาดที่ยื่นลงไปในทะเล สามารถมาพายเรือคายัคหรือทำ กิจกรรมทางน้ำ อื่น ๆ ได้ รวมทั้งมักจะมีชาวต่างชาติมาเล่นกีฬาอย่าง พาราชูต (Parashoot) เพราะเป็นจุดที่อยู่บนเชิงเขาสูงจากระดับน้ำ ทะเล รวมถึงมีแรงลมในระดับที่มากพอจะเล่นกีฬา ชนิดนี้ได้ ปัจจุบันยังไม่มีบริการเกี่ยวกับการกีฬา ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่นำ อุปกรณ์มาเอง เนื่องด้วยน่า จะเป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์ที่เล่นกีฬาชนิดนี้อยู่แล้วพอสมควร อีกทั้งด้านบนของจุดชมวิวมีร้านค้าเล็ก ๆ จำ หน่ายขนมและเครื่องดื่ม และมีที่จอดรถฟรี เพลิดเพลินกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด “จุดชมวิวกังหันลม” จุดเช็กอินเช็กใจ ณ เมืองภูเก็ต ศิรินทิพย์ สงวนไถ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๘๘


สิ่งที่พลาดไม่ได้ของจุดชมวิวแห่งนี้คือ บรรยากาศตอนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ ที่ละสายตาไม่ได้ เหมาะแก่การพักผ่อน นั่งชมวิวพร้อมรับลมเย็น ๆ สิ่งนี้นั้นจะเยียวยาใจจากสิ่งเหน็ดเหนื่อย อย่างดี แต่จะมีข้อควรระวังคือ ต้องคำ นึงถึงทิศทางการเดินทาง เพื่อป้องกันการเสียเวลาในการเดินทางผิด สถานที่ และต้องคำ นึงถึงสภาพอากาศ เพื่อป้องกันการพลาดที่จะชมวิวสวย ๆ และบรรยากาศที่ดี ดังนั้น ต้อง รอบคอบก่อนเดินทางเสมอ เพื่อเป็นผลดีในการท่องเที่ยวอย่างมีความสุข พิกัด : จุดชมวิวกังหันลม @ภูเก็ต โทรศัพท์ : ททท. ภูเก็ต โทร (+66)0 7621 1036 Website : http://www.phuket.go.th วันทำ การ : ทุกวัน ค่าเข้าสถานที่ : ฟรี เอกสารอ้างอิง ampere. (๒๕๖๔). จุดชมวิวกังหันลม ภูเก็ต. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: https://th.trip.com/moments/detail/phuket-364-11742467/. (๒๕๖๗, ๙ เมษายน). wannateller. (๒๕๖๓). ดื่มด่ำ วิวทะเลสีมรกต จุดชมวิวกังหันลม @ภูเก็ต. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: https://www.wannateller.com/archives/8577. (๒๕๖๗, ๙ เมษายน). 28Sept. (๒๕๖๗). จุดชมวิวกังหันลมภูเก็ต ชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น วิวสุดปัง. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: https://travel.trueid.net/detail/3KY6ZkQ1kr1W. (๒๕๖๗, ๙ เมษายน). วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๘๙


ชมหมอกสุดขอบฟ้า ฆูนุงซีลีปัต อามารีนา เต๊ะหมัด ในอำ เภอเบตง จังหวัดละยา นอกจากทะเลหมอกอันเยอร์เวงที่ขึ้นชื่อแล้ว ยังมีจุดชมทะเลหมอกที่ สวยงามอีกหลายแห่ง หนึ่งในนั้น คือ ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต จุดชมทะเลหมอกสุดอลังการที่มองเห็นได้แบบ ๓๖๐ องศา เป็นสายหมอกที่คลอเคลียงดงามตามไหล่เขาที่เรียงรายสลับซับซ้อน หันมองไปทางไหนก็จะ เห็นแต่สายหมอกขาวจรดขอบฟ้าครามที่โอบกอดเราไว้ เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดความงามที่สุดแห่งหนึ่งของ เมืองไทย นักเดินทางที่ชื่นชอบในทะเลหมอกต้องไม่พลาด ที่สำ คัญมีหมอกให้ชมได้ตลอดทั้งปีไม่ต้องรอให้ ถึงหน้าหนาว รับรองได้ว่าหากใครได้ไปสัมผัสต้องประทับใจแบบไม่รู้ลืม ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต สามารถเที่ยวได้แบบวันเดียวโดยขึ้นไปชมทะเลหมอกในตอนเช้าโดยเลือก พักที่ตัวอำ เภอ เบตง หรือจะพักค้างแรมข้างบนก็จุดกางเต้นท์ซึ่งห่างจากจุดชมวิวประมาณ ๕๐๐ เมตร โดยเส้นทางขึ้นมาชมทะเลทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัตมีสองเส้นทางให้เลือก ๒ ทาง คือ เส้นทางแรก ไม่ต้องค้าง คืน สามารถนำ รถไปจอดได้ที่ภูนภา ที่พักแบบเต้นท์ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นไปยัง ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต โดยเสียค่าผ่านทางคนละ ๕๐ บาท แล้วเดินขึ้นไปประมาณ ๕๐๐ เมตร หรือจะค้างคืนที่ภูนภาก็ได้ สำ หรับสายเอดเวนเจอร์ที่ชอบเดินป่า โดยนั่งรถโฟร์วิวมาประมาณ ๓ กิโลเมตร และเดินเท้าต่อไป อีก ๒ กิโลเมตร วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๙๐


แต่พอมาถึงข้างบนซึ่งเป็นจุดชมวิวซึ่งมีลักษณะเป็นลานดินที่ไม่กว้างมากนัก มองลงไปเห็นสาย หมอกอยู่รายล้อม ก็หายเหนื่อยในทันที วิวสวยมากเป็นความสวยงามระดับทะเลหมอกทางเหนือ อารมณ์ แบบดอยผาตั้ง เชียงราย ที่เรายกให้เป็นทะเลหมอกอันดับ ๑ ในใจ แต่ต่างกันที่ ดอยผาตั้งจะเห็นหมอกได้ ในฟีลแสงสวย ๆ แค่เพียงฤดูหนาว แต่ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต มีให้ชมตลอดทั้งปีถึงแม้จะเป็นฤดูร้อนก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเดินทางในช่วงไหนก็ได้เห็นแน่ แต่จะได้เห็นในแบบไหน สวยมาก สวยน้อยเท่านั้นเอง ในระหว่างนี้ก็นั่งรอพระอาทิตย์ขึ้นไปเรื่อย ๆ เริ่มเห็นแสงสีทองที่เส้นขอบฟ้าค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ในระหว่างรอก็เดินชมวิว ถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ ทางไกด์นำ ทางจะเตรียมธงชาติไทย ไว้ให้เรา มาเป็นพรอพถ่ายภาพรับลมปลิวไสว อารมณ์ว่าฉันเป็นผู้พิชิตทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต เพราะการปีนขึ้นมา ในช่วง ๒๐๐ เมตรสุดท้ายก็เป็นจุดวัดใจพอสมควร อ้างอิง Dew paiduaykan. (๒๕๖๒). [ออนไลน์], เข้าถึงจาก https://www.paiduaykan.com/travel. เมื่อ วันที่ ๐๔ มีนาคม ๒๕๖๗ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๙๑


ยัสมีน สาเมาะ ศูนย์รวมอาหารพื้นเมืองภูเก็ต มีครบจบที่เดียว “ตลาดฉำ ฉา” ใครที่มาเที่ยวภูเก็ต หรือใครที่กำ ลังมองหาของกินราคาถูก ๆ แนะนำ ที่นี่เลย “ตลาดฉำ ฉา” เพราะตลาดนี่เป็นตลาดที่ขายของพื้นเมืองภูเก็ตหลากหลายอย่าง และแถมราคาถูก ราคาจับต้องได้ ใครที่ไม่มาที่นี่ถือว่าพลาด มาแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน ตลาดหล่อโรง หรือคนภูเก็ตเรียกอีกชื่อว่า “ตลาดฉำ ฉา” ความเป็นมาที่ได้เรียกที่นี่ว่า “ตลาดฉำ ฉา” เพราะว่าเป็นตลาดที่อยู่ใต้ต้นฉำ ฉาขนาดใหญ่จึงได้เรียกชื่อนี้ และยังเป็นศูนย์รวมอาหารพื้นเมืองภูเก็ตอีก ด้วย มีทั้งของคาว และของหวานหลากหลายอย่าง ตลาดฉำ ฉาตั้งอยู่ที่ถนนระนอง ตำ บลตลาดเหนือ อำ เภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งคนจังหวัดอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะรับประทานกันวันละ ๓ มื้อ คือ เช้า เที่ยง เย็น แต่คนภูเก็ตจะพิเศษ หน่อยจะนิยมรับประทานกันวันละ ๕ มื้อ คือ เช้า สาย เที่ยง บ่าย ค่ำ ตลาดฉำ ฉาเป็นตลาดที่เปิดตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ มีเมนูที่ขายหลากหลายอย่าง และจะขายเป็นช่วง ๆ ซึ่งของที่ขายในตลาดฉำ ฉาก็จะมีหลายอย่าง แหล่งขายขนมพื้นเมืองภูเก็ต นิยมขายขนมหลายอย่าง หลายชนิด เช่น ขนมหม่อหลาว หรือขนม งาพอง ขนมเต้าส้อ ขนมบี้ผ้าง ขนมไส้ไก่ ขนมพริก ขนมไข่เข้ ขนมพังเปี้ยะ ขนมบูหลู ขนมดำ ตัด ขนมเก็ตรองเตี๋ยว ขนมก้องถึงหยุ่น ขนมถั่วตัด ขนมข้าวตอก ขนมหน้าแตก ขนมนก ขนมกาบ วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๙๒


“ปอเปี๊ยะสด” ร้านนี้เป็นร้านเด็ดร้านดังของตลาดฉำ ฉาเลยที่เดียว มีการขายมาต่อ ๆ กันเป็น รุ่นต่อรุ่น นับเป็นเวลา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว มีความอร่อยไม่เหมือนที่ใด และปอเปี๊ยะสดยังเป็นอาหารว่าง ยามบ่ายของคนภูเก็ต การทำ คือ การนำ แป้งปอเปี๊ยะวางบนเขียง หรือภาชนะกว้าง ๆ สะอาด ๆ ปูด้วย ผักกาดหอม ตามด้วยถั่วงอกลวก มันแกวที่ผัด เต้าหู้เหลืองทอด และหมูแดง จากนั้นโรยหน้าด้วยกาก หมูผสมหอมเจียว หรือเส้นหมี่กรอบผสมหอมเจียว แล้วห่อเหมือนปอเปี๊ยะทั่วไป จากนั้นตักให้เป็นชิ้น พอดีคำ แล้วราดน้ำ จิ้มตีเจียวพอชุ่ม “โอ๋เอ๋ว” เป็นของหวานขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ต มีลักษณะคล้าย ๆ วุ้นใสสีขาวกินคู่กับเฉาก๊วย หรือ ภาคใต้จะเรียกว่าวุ้นดำ ถั่วแดงต้ม ตามด้วยน้ำ แข็งเกล็ดละเอียด ใส่น้ำ นมแมว น้ำ เชื่อม และราด ด้วยน้ำ แดง เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมหวานคล้ายกับน้ำ แข็งใส “โลบะ” เป็นอาหารของชาวจีนฮกเกี้ยน ซึ่งหากแปลตามตัว โล หมายถึง พะโล้ และบะหมายถึง หมู รวมกันก็คือ หมูต้มพะโล้นั่นเอง การทำ โลบะ คือ การนำ หัวหมูและเครื่องในหมูไม่ว่าจะเป็น หู ลิ้น ไส้ ปอด หัวใจ เนื้อแดงที่ได้จากหัวหมูไปหมักกับเครื่องพะโล้ แล้วนำ มาต้มด้วยน้ำ ผสมซีอิ๊วดำ พอสุกแล้วนำ ไปทอดอีกครั้งเมื่อ ต้องการรับประทาน และโลบะจะมีลักษณะที่มีความกรอบนอก นุ่มใน จัดเสริฟคู่กับแตงกวา และทานคู่กับน้ำ จิ้ม สูตรเฉพาะของโลบะซึ่งมีความเข้มข้นหวานปนเผ็ดเล็กน้อย วรรณสารฉบับที่ ๗๓ หน้า I ๙๓


Click to View FlipBook Version