ท่าพรหมส่หี น้า ท่าสอดสร้อยมาลา
ท่ากวางเดินดง ท่าหงส์บนิ
ท่ากนิ รินเลยี บถ้า ท่าช้านางนอน
ท่าภมรเคล้า ท่าแขกเต้า
ท่าผาลาเพียงไหล่ ท่าเมขลาล่อแก้ว
ท่ายงู ฟ้อนหาง ท่าลมพดั ยอดตอง
ท่าพรหมนมิ ติ ท่าพสิ มยั เรียงหมอน
ท่ามจั ฉาชมสาคร ท่าพระส่กี รขว้างจกั ร
ท่านาคาม้วนหาง
ดว้ ยเดชนิ้วเพชรสทิ ธิศกั ดิ์ ขำหักล้มลงไมท่ นได้
นำงกลำยเป็นองค์นำรำยณไ์ ป เหยยี บไว้จะสงั หำรรำญรอน
นนทกแกล้วหำญชำญสมร
บดั นนั้ เป็นสก่ี รกร็ ้ปู ระจักษใ์ จ
เห็นพระองค์ทรงสงั ขค์ ทำธร ลวงล้ำงชวี ติ กเ็ ปน็ ได้
วำ่ พระหริวงศ์ทรงฤทธิ์ โทษขำ้ เปน็ ไฉนใหว้ ำ่ มำ
จง่ึ มวี ำจำถำมไป
เมอ่ื น้นั พระนำรำยณ์บรมนำถำ
ได้ฟงั จึง่ มีบญั ชำ โทษำมงึ ใหญ่หลวงนกั
ด้วยทำโอหงั บังเหตุ ไมเ่ กรงเดชพระอศิ วรทรงจกั ร
เอง็ ฆำ่ เทวำสุรำรกั ษ์ โทษหนักถงึ ทบี่ รรลัย
ตวั กกู ค็ ิดเมตตำ แตจ่ ะไว้ชวี ำมงึ ไมไ่ ด้
ตรัสแล้วแกว่งตรเี กรียงไกร แสงกระจำยพรำยไปดงั่ ไฟกำล
บดั นน้ั นนทกผู้ใจแกล้วหำญ
ได้ฟงั จ่งึ ตอบพจมำน ซ่งึ พระองค์จะผลำญชวี ี
เหตใุ ดมิทำซง่ึ หนำ้ มำรยำเป็นไม่บดั สี
หรอื วำ่ กลวั นวิ้ เพชรน้ี จะชี้พระองคใ์ ห้บรรลยั
ตวั ขำ้ มีมือแต่สองมอื ฤๅจะสทู้ ง้ั ส่กี รได้
แม้นสมี่ อื เหมือนพระองค์ทรงชยั ทไี่ หนจะทำไดด้ ่ังน้ี
เม่ือนน้ั พระนำรำยณ์ทรงสวสั ด์ิรศั มี
ได้ฟังจงึ่ ตอบวำที กนู ้ีแปลงเป็นสตรมี ำ
เพรำะมึงจะถงึ แกค่ วำมตำย ฉบิ หำยดว้ ยควำมหลงเสน่หำ
ใช่ว่ำจะกลัวฤทธำ ศกั ดำนวิ้ เพชรน้นั เมือ่ ไร
ชำตนิ ้มี ึงมแี ต่สองหัตถ์ จงไปอุบัตเิ อำชำตใิ หม่
ใหส้ บิ เศยี รสบิ พกั ตรเ์ กรยี งไกร เหำะเหินเดินได้ในอมั พร
มีมอื ยสี่ บิ ซ้ำยขวำ ถอื คทำอำวธุ ธนูศร
กูจะเปน็ มนุษยแ์ ต่สองกร ตำมไปรำญรอนชีวี
ใหส้ น้ิ วงศพ์ งศ์มึงอนั ศกั ดำ ประจักษ์แก่เทวำทกุ รำศี
วำ่ แล้วกวัดแกวง่ พระแสงตรี ภมู ีตัดเศยี รกระเดน็ ไป
ครนั้ ล้ำงนนทกมรณำ พระจักรำผู้มอี ชั ฌำสัย
เหำะระเหจ็ เตร็ดฟ้ำดว้ ยวอ่ งไว ไปยงั กระเษียรวำรี
ฝ่ำยนำงรัชดำมเหสี
เม่อื นัน้ เทวีมีรำชบุตรำ
องคท์ ำ้ วลสั เตียนธบิ ดี เกิดเป็นพระโอรสำ
คอื วำ่ นนทกมำกำเนดิ สิบเศยี รสิบหน้ำยส่ี บิ กร
ชอื่ ทศกณั ฐก์ มุ ำรำ ชื่อกมุ ภกรรณชำญสมร
อนั นอ้ งซ่ึงถดั มำนั้น มใิ ห้อนำทรสักนำที
องคพ์ ระปติ ุเรศมำรดร
นนทกเปน็ ยักษ์ มีหน้ำทล่ี ้ำงเทำ้
ใหเ้ หล่ำเทวดำท่จี ะไปเขำ้ เฝำ้
พระอิศวรอยทู่ ่ีเชิงเขำไกรลำส
ทกุ วันจะมีเทวดำ นำงฟ้ำ มำเข้ำเฝ้ำพระอศิ วรอยู่
เสมอ เมอ่ื มำถึงก็จะแกล้งจบั ศีรษะบ้ำง ตบศีรษะบ้ำง
ถอนผมบำ้ ง จนหัวของนนทกโล้นเกล้ยี ง
นนทกเสยี ใจและแค้นใจมำก
ที่ถกู นำงฟ้ำนนทเกทแค้นวใจมดำกำกลน่ั แกลง้
นนทกจึงไปทลู ขอพรจำกพระอิศวร
เพ่อื ใหพ้ ระองค์ปนนรทกะแคน้ทใจมำำกนนิ้วเพชรแกต่ น
เมอ่ื ชี้ผูใ้ ดผูน้ นั้ ก็จะตำย
พระอศิ วรประทำนนวิ้ เพชรเพ่อื เปน็
รำงวัลแกน่ นทนนทกกแทค้นใจ่ีทมำกำหนำ้ ด้วย
ควำมรบั ผดิ ชอบมำช้ำนำน
นนทกเมือ่ ไดน้ ิ้วเพชรแล้ว
ก็รบี มำทำหนนนทำ้กแทคน้ ใ่เี จหมำกมือนเช่นเดมิ
เทวดำไมร่ วู้ ่ำนนทกไดร้ บั พรวเิ ศษ
จงึ เขำ้ มำกล่ันแนกนทลกแคง้ ้นนใจมนำก ทกอกี เช่นเคย
แตค่ รำวนีน้ นทกไมป่ ล่อยให้ตนเองถกู แกลง้ อีก นนทกใช้นิว้
เพชรช้ีใส่เทวดำ นำงฟำ้ ไปทนวั่ นทกหแค้นลใจำมำยก องค์ท่โี ดนน้วิ เพชรกไ็ ปจุติ
ทนั ที
พระอนิ ทรจ์ งึ นำคนนทวกแำคมน้ ใจไมำปก ทลู พระอศิ วร
พระอิศวรจึงมบี ัญชำใหนพ้นทกรแคะ้นในจมำำกรำยณไ์ ปปรำบนนทก
พระนำรำยณ์แปลงกำย
เป็นนำงเทนพนทกอแค้นัปใจมสำกรผงู้ ดงำม
เมือ่ นนทกเห็นกเ็ กดิ ควำนมนทหกแคลน้ ใจงมใำกหลเขำ้ ไปเกี้ยวพำรำสี
พระนำรำยณแ์ ปลงจนนงึทกหแค้นลใจอมำกกลอ่ ใหน้ นทกรำตำม
พอถงึ ทำ่ “ นำคำมว้ นหำง ” นว้ิ เพชรก็ชี้ไปท่ขี ำ
ของนนทกเอง ทำใหนน้ลทกม้แค้นลใจงมำทก นั ที
ทันใดน้นั นำงเทพอปั สร ก็กลำยเปน็
พระนำรำยณม์ ีสก่ี ร แต่ละกรถือเทพ
อำวธุ คือ ตรี คฑำ จกั รนนทกแค้นใจมำก สงั ข์
เข้ำเหยียบรำ่ งนนทกไว้ แล้วเงอ้ื
พระแสงตรีศลู จะสงั หำร
นนทกจึงตดั พ้อตอ่ ว่ำพระนำรำยณ์
ว่ำเหตใุ ดไมต่ น่อนทสก้กู แคนั ้นซใจึง่มำกๆ หนำ้ แปลง
กำยเปน็ หญิงมำเพรำะกลัวนวิ้ เพชร
หรอื อย่ำงไร
พระนำรำยณต์ อบวำ่ เปน็ เพรำะกรรม
ของนนทกเองนนทนกนแคท้นใจกมำจกงึ บอกวำ่ ทตี่ น
แพ้เพรำะมแี ค่สองมอื หรอื จะสู้พระ
นำรำยณท์ มี่ สี ม่ี ือได้
พระนำรำยณ์จงึ สำบให้นนทกไปเกดิ
เป็นยักษม์ ี ๑๐ หนำ้ ๒๐ มือ ส่วนตน
นนั้ จะเปน็ เพียงนนมทนกแษุค้นยใจมท์ ำกมี่ ี ๒ มอื แล้วสู้
กับนนทกอีกครง้ั จำกนน้ั ก็ตดั เศยี ร
นนทกกระเดน็ ไป
บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก เป็นวรรณคดีที่ไทย
ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดียแต่ได้มีการดัดแปลง จนนับได้ว่าเป็น
วรรณคดีท่ีมีเอกลักษณ์ของความเป็นไทยปรากฏอยู่ แม้ว่าจุดประสงค์ในการ
พระราชนพิ นธ์ คือ เพือ่ ให้ความบนั เทิง แต่บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ยังสะท้อน
ให้เห็นถึงค่านิยม และความเชื่อต่าง ๆ ของสังคมไทย
นอกจากจะสะท้อนค่านิยมและความเชื่อต่าง ๆ แล้ว บทละครเรื่อง
รามเกียรติ์ตอน นารายณ์ปราบนนทก ยังสะท้อนให้เห็นแก่นเรื่องท่ีสาคัญ คือ
การผูกใจเจ็บแค้น ไม่ยอมให้อภัยย่อมนามาซึ่งความเดือดร้อน เหมือนดังท่ี
นนทกผูกใจเจ็บนางนารายณ์แปลง จนกระทั่งจุติมาเกิด เป็นทศกัณฐ์
ซึ่งสุดท้ายได้พ่ายแพ้ให้แก่พระราม เพราะความอาฆาตพยาบาทจองเวรของ
ตน
บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก มีเนื้อหาที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของ
สังคมและมนุษย์ที่เต็มไปด้วยรัก โลภ โกรธ หลง ให้ข้อคิดที่ควรนามาพิจารณาเปรียบเทียบกับพฤติกรรม
ของคนในสงั คมปจั จบุ ัน ดังจะเห็นจากเหตุการณ์ตอนที่พระอศิ วรมอบอานาจใหแ้ กน่ นทก กเ็ ปรียบกับการให้
อานาจตกอยู่ในมือของคนที่ลืมตัว ย่อมทาให้เกิดผลร้ายตามมา ผู้มอบอานาจจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่า
จะจากัดขอบเขตของอานาจนั้นอย่างไร เมื่อผู้อ่านได้อ่านนอกจากจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินจาก
บทประพันธ์แล้ว ยังสามารถนาข้อคิดที่แฝงไว้ในบทประพันธ์มาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวันได้
ทาให้ผู้อ่านได้ตระหนักรู้ว่า วรรณคดีมิใช่เรื่องไกลตัว แม้ว่าตัวละครและฉากหรือองค์ประกอบอื่นจะเป็นส่ิง
สมมติขึ้น แต่พฤติกรรมของตัวละครคล้ายคลีงกับพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์
เดียวกนั ตังน้ัน วรรณคดีทม่ี ีคณุ คา่ จึงควรเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนความจริง ทาให้ผู้อ่านได้เรียนรู้
ปัญหาและแนวทางในการแกไ้ ขผ่านวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ
1. รามเกียรติ์ตอนนารายณ์ปราบนนทก มีความดีเด่นในด้านวรรณศิลป์ ก่อให้เกิด
สุนทรียะ คือ แง่งามของฉันทลักษณ์ด้วยกระบวนการพรรณนาที่เหมาะสม มีรสทาง
วรรณคดีครบท้ัง 4 รส ดังนี้
เสาวรจนี นารีปราโมทย์ พิโรธวาทงั สลั ลาปังคพิสัย
เสาวรจนี 1. เสาวรจนี คือ (ชมโฉม ชมความงาม) การชมความงามทั้ง
ของตัวละครและสิง่ ต่าง ๆ เมื่อนนทกเห็นนางนารายณ์แปลงก็
ตกตะลึงในความงาม ถึงกบั พรรณนาออกมาดงั ความว่า
“เหลือบเหน็ สตรีวิไลลักษณ์ พศิ พกั ตร์ผอ่ งเพยี งแขไข
งามโอษฐ์งามแกม้ งามจไุ ร งามนัยน์เนตรงามกร
งามถันงามกรรณงามขนง งามองค์ยิง่ เทพอัปสร
งามจริตกิริยางามงอน งามเอวงามอ่อนทงั้ กายา
ถึงโฉมองค์อัครลกั ษมี พระสุรสั วดีเสน่หา
สิน้ ทั้งไตรภพจบโลกา จะเอามาเปรยี บไมเ่ ทยี บทนั
ดูไหนก็เพลนิ จาเริญรกั ในองคเ์ ยาวลักษณส์ าวสวรรค์
ยิง่ พศิ ยิง่ คดิ ผกู พนั ก็เดินกระชน้ั เข้าไป ฯ”
นารีปราโมทย์ “สดุ เอยสดุ สวาท โฉมประหลาดล้าเทพอัปสร
ท้ังวาจาจริตก็งามงอน ควรเป็นนางฟ้อนวิไลลกั ษณ์
2. นารีปราโมทย์ คือ (บทเกี้ยว อันซึ่งธุระของเจ้า หนักเบาจงแจ้งให้ประจักษ์
พาราสี) การ เล้าโลม เกี้ย ว ถ้าวาสนาเราเคยบารุงรกั กจ็ ะเป็นภักษ์ผลสืบไป
พาราสีหรือพูดให้เพลิดเพลิน ตวั พีม่ ไิ ด้ลวนลาม จะถือความสิ่งนีน้ ี่ไมไ่ ด้
นนทกเกี้ยวพาราสีนางนารายณ์ สาวสวรรค์ขวญั ฟ้ายาใจ พีไ่ ร้คจู่ ะพึง่ แต่ไมตรี ฯ”
แปลง ดังความว่า
พิโรธวาทงั 3. พิโรธวาทงั คือ (บทตดั พ้อต่อวา่ หรือบทโกรธ) ดัง
ตอนที่นนทกต่อวา่ เทวดาที่แกล้งตน ดงั ความวา่
“บดั นั้น นนทกน้าใจแกล้วกล้า
กรวิ้ โกรธร้องประกาศตวาดมา อนิจจาขม่ เหงเล่นทกุ วัน
จนหวั ไมม่ ผี มติด สดุ คิดทีเ่ ราจะอดกลั้น
วันนี้เราจะได้เหน็ กัน ขบฟนั แล้วช้ีน้ิวไป ฯ”
สลั ลาปังคพิสัย
4. สัลลาปังคพิสัย (บทเศร้า “พระองค์ผู้ทรงศักดาเดช ไม่โปรดเกศแก่ขา้ บทศรี
โศก คร่าครวญ พร่าเพ้อ อาลัย กรรมเวรสิง่ ใดด่ังนี้ ทลู พลางโศกรี าพัน ฯ ”
อาวรณ์) ในเรื่องกล่าวถึงตอน
ที่นนทกคร่าครวญราพึงราพัน
เมือ่ เข้าเฝ้าพระอิศวร
2. การใช้โวหารและถอ้ ยคา หสั นยั น์เจ้าตรัยตรึงศา
2.1 การหลากคา ชี้หมู่เทวาวายปราณ
เมือ่ นน้ั
เหน็ นนทกน้ันทาฤทธา
2. การใช้โวหารและถอ้ ยคา ดูเงาในน้าแล้วร้องไห้
2.2 การใช้คาแสดงอารมณ์ ตาแดงดงั่ แสงไฟฟา้
มิตายกจ็ ะได้เหน็ หน้า
จนผมโกร๋นโล้นเกลีย้ งถึงเพยี งหู เฝ้าพระอิศราธิบดี
ฮดึ ฮดั ขดั แค้นแน่นใจ
เป็นชายดูดู๋มาหมิ่นชาย
คดิ แล้วก็รีบเดินมา
2. การใช้โวหารและถอ้ ยคา จงไปอุบตั ิเอาชาติใหม่
2.3 การใช้คาน้อยแต่กินความมาก เหาะเหินเดนิ ไดใ้ นอมั พร
ถือคทาอาวธุ ธนศู ร
ชาตินี้มึงมีแตส่ องหตั ถ์ ตามไปราญรอนชีวี
ให้สิบเศียรสิบพกั ตร์เกรยี งไกร
มีมือยีส่ ิบซ้ายขวา
กูจะเป็นมนุษย์แตส่ องกร
2. การใช้โวหารและถอ้ ยคา
2.4 การใช้คาในลกั ษณะกลบทและการซ้าคา
เหลือบเหน็ สตรีวไิ ลลกั ษณ์ พศิ พักตร์ผ่องเพยี งแขไข
งามโอษฐง์ ามแก้มงามจไุ ร งามนยั น์เนตรงามกร
งามถนั งามกรรณงามขนง งามองค์ยิ่งเทพอปั สร
งามจริตกิริยางามงอน งามเอวงามออ่ นทั้งกายา