The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by โนรากฤษ นครศรีฯ, 2023-03-04 22:02:16

กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา

กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา

Keywords: ผู้บริหารสถานศึกษา

รายงาน เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา จัดท าโดย ๑. นายเจษฎาพร เพ็งจันทร์ เลขที่ ๑๑ ๒. นางสาวจริยา คงเจือ เลขที่ ๑๔ ๓. นางสาวตรีเพชร ทิพย์แก้ว เลขที่ ๒๘ เสนอ พระปลัดโฆษิต โฆสิโต,ดร. พระครูประโชติกิจจาภรณ์,ดร. รายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ รหัสวิชา ๖๑๐ ๒๐๖ หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช


ก ค าน า รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ การจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพุทธบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช โดยจัดท าขึ้นเพื่อศึกษาหาความรู้ในเรื่องกฎหมาย เกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งรายงานฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมาย ความส าคัญ องค์ประกอบ ประเภท ประโยชน์ ความส าคัญ หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง แนวคิดและทฤษฎีของ กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา ผู้จัดท ารายงานขอขอบคุณ อาจารย์ประจ ารายวิชาคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ ผู้ที่สนใจ หากรายงานฉบับนี้ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดท า


ข สารบัญ เรื่อง หน้า ๑. ความหมายของกฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา ๑ ๒. องค์ประกอบของกฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา ๒ ๓. ประเภท ๗ ๔. ประโยชน์ ๓๘ ๕. ความส าคัญ ๓๙ ๖. หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ๔๐ ๗. แนวคิดและทฤษฎี ๔๗ ๘. สรุป ๔๗ กรณีตัวอย่างค าวินิจฉัยขี้ขาดของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ กรณีผู้ประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ๔๘ บรรณานุกรม ๕๐


๑ กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา ๑. ความหมายของกฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา ความหมายของกฎหมาย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของค าว่ากฎหมายไว้ว่า “กฎหมาย คือ กฎที่สถาบันหรือผู้มีอ านาจสูงสุดในรัฐตราขึ้นหรือที่เกิดจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตามหรือก าหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลหรือ ระหว่างบุคคลกับรัฐ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้หมายความว่า ประมวลความประพฤติ ที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างก าหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง และฐานะของ สมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ กฎหมาย คือ ระเบียบ ข้อบังคับ บทบัญญัติซึ่งผู้มีอ านาจสูงสุดในรัฐ หรือประเทศ ได้ก าหนดมา เพื่อใช้ ในการบริหารกิจการบ้านเมืองหรือบังคับ ความประพฤติของประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้นให้ปฏิบัติ ตาม เพื่อให้เกิด ความสงบสุขในสังคม หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ความหมายของจรรยาบรรณวิชาชีพ บุญเลิศ จุลเกียรติ (๒๕๕๗) จรรยาบรรณวิชาชีพ หมายถึงประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพ การงานแต่ละอย่างก าหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก ท าให้ได้รับความ เชื่อถือจากสังคมอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้เช่น จรรยาบรรณของพยาบาลก็คือ ประมวล ความประพฤติที่วงการพยาบาลก าหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางส าหรับผู้เป็นพยาบาลยึดถือปฏิบัติเป็นต้น เอกพันธ์ ปัดถาวะโร (๒๕๕๕) จรรยาบรรณวิชาชีพ คือ รูปแบบหนึ่งของจริยธรรมในวงการวิชาชีพ เป็นข้อก าหนดกฎเกณฑ์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพยึดถือปฏิบัติ มีปากาศิตบังคับในระดับ “พึง” คือพึงท าอย่างนั้น พึงท าอย่างนี้ ไม่ใช้เป็นการบังคับโดยเด็ดขาด แต่ผลสัมฤทธิ์หรือเป้าหมายของจรรยาบรรณและศักดิ์ศรี ของผู้ประกอบวิชาชีพโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคนและเพื่องาน ดังนั้นในแต่ละวิชาชีพจึงได้ก าหนดจรรยาบรรณ มาก าหนดบทบาทหน้าที่ และพฤติกรรมของสมาชิกในวงกรวิชาชีพ ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ กล่าวว่า จรรยาบรรณของวิชาชีพ หมายความว่า มาตรฐานการปฏิบัติตนที่ก าหนดขึ้นเป็นแบบแผนในการประพฤติตน ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคมอันจะน ามาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ความหมายของผู้บริหารสถานศึกษา ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ กล่าวว่า ผู้บริหารสถานศึกษา หมายความว่า บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในต าแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาภายในเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา อื่นที่จัดการศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาที่ต่ ากว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน จึงสรุปได้ว่า กฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษาคือระเบียบ ข้อบังคับ ก าหนดมาเพื่อเป็นแบบแผนในการประพฤติตน ซึ่งผู้ปฏิบัติงานในต าแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ


๒ ๒. องค์ประกอบของกฎหมายเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา องค์ประกอบของกฎหมาย ๑. กฎหมายต้องเป็นค าสั่งหรือข้อบังคับหมายความว่า กฎหมายนั้นต้องอยู่ในรูปของค าสั่ง ค าบัญชา อันเป็นการแสดงออกซึ่งความประสงค์ของผู้มีอ านาจในลักษณะเป็นการบังคับ เพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งปฏิบัติ หรืองดเว้นการปฏิบัติ มิใช่เป็นการประกาศชวนเชิญเฉย ๆ เช่น ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนคนไทยให้สวมหมวก เลิกกินหมากและให้นุ่งผ้าซิ่นแทน ผ้าโจงกระเบน ประกาศนี้แจ้งให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลนิยมให้ประชาชนปฏิบัติอย่างไร มิได้บังคับ จึงไม่เป็นกฎหมาย ๒. กฎหมายต้องเป็นค าสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์คือ ผู้ที่ประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือ ว่าเป็นผู้มีอ านาจสูงสุดในแผ่นดิน โดยที่ไม่ต้องฟังอ านาจจากผู้ใดอีก ดังนั้นรัฎฐาธิปัตย์จึงไม่ต้องพิจารณา ถึงที่มา หรือลักษณะการได้อ านาจว่าจะได้ อย่างไร แม้จะเป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารก็ตามถ้าหากคณะ ปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร เป็นรัฎฐาธิปัตย์ที่สามารถออกค าสั่ง ค าบัญชาในฐานะเป็นกฎหมายของประเทศได้ ๓. กฎหมายต้องเป็นค าสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปหมายความว่า กฎหมายต้องเป็นเรื่อง ที่เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับเป็นการทั่วไป ไม่ใช่ก าหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่ง หรือให้บุคคล หนึ่ง บุคคลใดปฏิบัติตามเท่านั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอายุ เพศ หรือฐานะอย่างไรก็ตกอยู่ภายใต้ของการใช้ บังคับกฎ ของกฎหมายอันเดียวกัน (โดยไม่เลือกปฏิบัติ) เพราะบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคที่จะได้รับความ คุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน แม้กฎหมายบางอย่างอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่บุคคล หรือวาง ความรับผิดชอบให้แก่คนบางหมู่เหล่า แต่ก็ยังอยู่ในความหมายที่ว่าใช้บังคับทั่วไปอยู่เหมือนกัน เพราะคนทั่ว ๆ ไปที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกฎหมายนั้นก็ยังต้องปฏิบัติตามอยู่เสมอ ๔. กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตามแม้การปฏิบัติบางครั้งอาจจะเกิดจากความไม่เต็มใจที่ จะปฏิบัติ แต่หากเป็นค าสั่ง ค าบัญชาแล้ว ผู้รับค าสั่ง ค าบัญชา ต้องปฏิบัติตาม หากขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเกิดสภาพบังคับของกฎหมาย อันเป็นผลร้ายต่อผู้ฝ่าฝืนค าสั่งนั้น และเป็นที่พึงเข้าใจด้วยว่าผู้ที่อยู่ในฐานะ ที่จะรับค าสั่งและปฏิบัติตาม กฎหมายได้นั้นต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย ๕. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับเพื่อให้กฎหมายเกิดความศักดิ์สิทธิ์ และประชาชนเคารพเชื่อฟังปฏิบัติ ตามกฎหมายจึงต้องมีสภาพบังคับ (SANCTION) สภาพบังคับของกฎหมายนั้นแบ่งเป็นสภาพบังคับในทาง อาญาและทางแพ่ง สภาพบังคับให้ทางอาญาโดยทั่วไปแล้ว คล้ายคลึงกัน คือ หากเป็นโทษสูงสุดจะใช้วิธีประหารชีวิต ซึ่ง ปางประเทศให้วิธีการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า แขวนคอ แต่ประเทศไทยในปัจจุบันให้น าไปฉีดยาให้ตายใช้วิธีประหาร ด้วย วิธีอื่นไม่ได้ นอกจากนั้นก็เป็นการจ าคุก เป็นการเอาตัวนักโทษควบคุมในเรือนจ า ซึ่งต่างกับกักขัง เป็นการเอา ตัวไปกักไว้ที่อื่นที่มิใช่เรือนจ า เช่นที่อยู่ของผู้นั้นเอง หรือสถานที่อื่นที่ผู้ต้องกักขังมีสิทธิดีกว่า ผู้ต้องจ าคุก ส าหรับกฎหมายไทยโทษกักขังจะใช้เฉพาะผู้ซึ่งกระท าผิดครั้งแรก และความผิดนั้นมีโทษจ าคุก ไม่เกินสามเดือน ศาลจึงจะลงโทษกักขังแทนจ าคุกได้ ส่วนการปรับคือ ให้ช าระเงินตามที่กฎหมายก าหนดไว้ ในค าพิพากษาต่อศาล การริบทรัพย์สิน คือ การริบเอาทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดิน เช่น ปืนที่เตรียมไว้ยิงคน หรือเงินที่ไป ปล้นเขามา นอกจากการริบแล้วอาจสั่งท าลายทรัพย์สินนั้นเสียก็ได้


๓ สภาพบังคับในทางแพ่งก็ได้แก่ การก าหนดให้การกระท าที่ฝ่าฝืนกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตัวอย่างเช่น การซื้อขายที่ดินโดยมิได้ท าเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานตกเป็นโมฆะ การท านิติกรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายก็ดี เป็นการพ้นวิสัยก็ดี เป็นการขัดต่อความสงบ เรียบร้อย ของประชาชนหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดี ตกเป็นโมฆะ การให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่อีกฝ่าย หนึ่งจากการ ไม่ช าระหนี้ การให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกละเมิดเป็นต้น (ที่มา :http://poyori.blogspot.com/๒๐๑๐/๑๒/๑๓.html) นอกจากนี้ยังกฎหมายสามารถแยกองค์ประกอบได้เป็น ๓ ข้อ คือ ๑. กฎหมายเป็นบทบัญญัติ กฎหมายเป็นบทบัญญัติ บทบัญญัติ เป็นค าศัพท์ที่ใช้ในกฎหมาย การที่เราจะทราบว่าบทบัญญัติคือ อะไรต้อง ค านิยามจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้นิยาม ความหมายของถ้อยค าที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ “บท” หมายความว่า ข้อความเรื่องหนึ่ง ๆ หรือตอนหนึ่ง “บัญญัติ” (ค านาม) หมายความว่า ข้อความที่ตราหรือก าหนดขึ้นไว้เป็นข้อบังคับ เป็น หลักเกณฑ์ หรือ เป็นกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติ “บัญญัติ” (ค ากริยา) หมายความว่า ตราหรือก าหนดขึ้นไว้เป็นข้อบังคับเป็นหลักเกณฑ์หรือเป็น กฎหมาย เช่น บัญญัติศัพท์บัญญัติกฎหมาย (บทบัญญัติ) หมายความว่า ข้อความที่ก าหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมาย จากค านิยาม ความหมายของถ้อยค าที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติ คือ ข้อความซึ่งก าหนดขึ้นไว้เป็นระเบียบในการปฏิบัติ หรือด าเนินการซึ่งจะต้องมีการบังคับ หรือใช้อ านาจสั่งให้ท าหรือให้ปฏิบัติและ จะต้องบันทึกไว้เป็น ลายลักษณ์อักษร การที่กฎหมายต้องบันทึกไว้เป็นตัวอักษร เพื่อให้เป็นหลักฐานที่จะ ยกขึ้นมาอ้างอิงได้ ในภายหลัง หากไม่มีลายลักษณ์อักษรที่จะต้องใช้วิธีเอาไว้ ซึ่งอาจหลงลืมหรือ ผิดเพี้ยนกันไป อันเป็นเหตุ ให้เกิดการโต้เถียงกัน และไม่มีทางหาข้อยุติได้ ๒. ผู้มีอ านาจตรากฎหมายจะต้องเป็นผู้มีอ านาจสูงสุดในประเทศ ที่มาของอ านาจสูงสุดของประเทศ ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓ บัญญัติว่า “อ านาจ อธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อ านาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ อ านาจอธิปไตยคือ อ านาจสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ แบ่งออกเป็น ๓ อ านาจคือ อ านาจนิติบัญญัติ อ านาจบริหารและอ านาจตุลาการ ซึ่งอ านาจนิติบัญญัติคือ อ านาจในการบัญญัติกฎหมาย หรือตรากฎหมายส าหรับประเทศไทย ซึ่งใน อดีตมีการปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็น ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักร ไทย ฉบับแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ หลังจากนั้นก็มีการปฏิวัติรัฐประหารอีกหลายครั้ง ระหว่าง ปฏิวัติคณะปฏิวัติ ได้ออกประกาศของคณะปฏิวัติใช้เป็นกฎหมายฉบับแรก กฎหมายที่บัญญัติไว้เดิมก่อน เปลี่ยนแปลง การปกครองและบัญญัติโดยคณะปฏิวัติหลายฉบับ ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ๓. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับมาตรการบังคับของกฎหมาย การลงโทษ ผู้ที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติของ กฎหมายอาญา จะต้องรับผิดในทางอาญา โดยจะต้องถูกลงโทษ ตามกฎเกณฑ์ที่กฎหมายก าหนดไว้ ค าว่า โทษ หมายความว่า มาตรการที่กฎหมายก าหนดไว้ ส าหรับด าเนินกร แก่ผู้กระท าความผิดอาญา โทษที่ก าหนด ไว้ในกฎหมายอาญามี ๕ ประการ คือ


๔ ๑. ประหารชีวิต ๒. จ าคุก ๓. กักขัง ๔. ปรับ ๕. รับทรัพย์สิน ส่วนการบังคับในทางแพ่ง คือ การบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาการบังคับให้ช าระหนี้ การบังคับให้ชดใช้ ค่าเสียหายฐานละเมิด ดังนั้น หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ กฎหมายที่ปวงชนต้อง ปฏิบัติตาม ต้องเป็นกฎหมายที่ชอบธรรม เป็นกฎหมายที่มาจากอ านาจนิติบัญญัติ ซึ่งมีอ านาจตรากฎหมาย ออกบังคับหรือเป็นกฎหมายที่มาจากอ านาจสูงสุดที่มีอ านาจกฎหมายออกบังคับ ถ้าเป็นกฎหมาย ที่ไม่ชอบธรรม เป็นกฎหมายที่ไม่ได้มาจากอ านาจนิติบัญญัติ หรือมิได้มาจากอ านาจสูงสุดที่มีอ านาจตรา กฎหมายออกบังคับ ปวงชนมีสิทธิที่จะปฏิเสธ ไม่ปฏิบัติตามได้ และที่ส าคัญกฎหมายจะต้องมีบทบังคับ เอาไว้ด้วย เพื่อเป็นการบังคับให้ปฏิบัติตาม จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามิได้มีบทบัญญัติไว้ กฎหมายนั้นย่อมสิ้น ความส าคัญ จะ กลายเป็นสิทธิของปวงชนที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นก็ได้ เพราะไม่มีโทษ ที่ลงแลผู้ฝ่าฝืน (ที่มา :https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/ewt_dl_link.php?nid=๑๖๔) องค์ประกอบของจรรยาบรรณวิชาชีพ ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ กล่าวไว้ว่า “วิชาชีพ" หมายความว่า วิชาชีพทางการศึกษาที่ท าหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอน และการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งการรับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา ในสถานศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และ อุดมศึกษาที่ ต่ ากว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน และการบริหาร การศึกษานอกสถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่ การศึกษา ตลอดจนการสนับสนุนการศึกษาให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียน การสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษา จรรยาบรรณวิชาชีพครูมี ๕ ด้าน ๙ ข้อ ๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง ข้อที่ ๑ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ ๒. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ข้อที่ ๒ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็น สมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ ๓. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ข้อที่ ๓ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้ก าลังใจ แก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า ข้อที่ ๔ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงาม แก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้อที่ ๕ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกายวาจา และจิตใจ ข้อที่ ๖ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระท าตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ


๕ ข้อที่ ๗ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับ หรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ต าแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ๔. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ข้อที่ ๘ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่น ในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ๕. จรรยาบรรณต่อสังคม ข้อที่ ๙ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้น าในการอนุรักษ์และพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ที่มา:https://www.ksp.or.th/ksp๒๐๑๘/wp-content/uploads/๒๐๒๐/๐๖/ข้อบังคับคุรุสภา-ว่าด้วย จรรยาบรรณของวิชาชีพ -๒๕๕๖.pdf) จรรยาบรรณในวิชาชีพของผู้บริหาร เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรี ของผู้บริหาร ให้ได้รับการยกย่อง เชื่อถือ ศรัทธาจากสังคมมากจรรยาบรรณของผู้บริหารมี ดังนี้ ๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง ข้อที่ ๑ พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และพัฒนาตน ให้มีคุณธรรม มี สุขภาพดี ทั้งกายและ จิต รวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการบริหารงาน ข้อที่ ๒ พึงอุทิศตนเพื่อหน้าที่ มีความเสียสละ และมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ข้อที่ ๓ พึงมีความ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ๒. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ข้อที่ ๑ พึงซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ข้อที่ ๒ พึงใช้วิชาชีพในการบริหารจัดการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ข้อที่ ๓ พึงละเว้นการท าธุรกิจที่อาศัยอ านาจหน้าที่ของตนเพื่อประโยชน์ในกิจการนั้น ๓. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ข้อที่ ๑ พึงซื่อสัตย์ต่อผู้รับบริการรักษาความลับและผลประโยชน์ในทางที่ถูก ของ ผู้รับบริการ ข้อที่ ๒ พึงละเว้นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ และให้บริการด้วยความเสมอภาค ไม่ใช้อภิสิทธิ ข้อที่ ๓ พึงให้ความส าคัญแก่ผู้รับบริการ บริหารงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้รับบริการ มิใช่เพื่อ ผลประโยชน์ของตนเอง ๔. จรรยาบรรณต่อบุคลากรในองค์การ ข้อที่ ๑ พึงมีความยุติธรรม มีใจเป็นกลาง ไม่เลือกปฏิบัติด้วยอคติ ข้อที่ ๒ พึงบริหารคนด้วยระบบคุณธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ข้อที่ ๓ พึงรักษาความสามัคคี ปฏิบัติต่อบุคลากรด้วยหลักการและเหตุผล ๕. จรรยาบรรณต่อองค์การ ชุมชน และสังคม ข้อที่ ๑ พึงให้ความส าคัญ และมีความจงรักภักดีต่อองค์การ ข้อที่ ๒ พึงดูแลรักษาและใช้ทรัพยากรส่วนรวมขององค์การอย่างประหยัด คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ ข้อที่ ๓ พึงสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน และสร้างสันติภาพ สันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคม (ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/๒๑๐๔๔๙)


๖ องค์ประกอบของผู้บริหารสถานศึกษา บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา ๓๙ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ให้กระทรวงกระจายอ านาจการบริหารจัดการ ไปยังคณะกรรมการ และส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง ใน ๔ ด้าน คือ ด้านวิชาการ การบริหาร งบประมาณ การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไป สรุปพอสังเขปได้ดังนี้ (ส านักงานปฏิรูปการศึกษา. ๒๕๔๓ : ๘๒ –๘๔) ด้านวิชาการ ๑. มีความรู้และเป็นผู้น าด้านวิชาการ ๒. มีความรู้ มีทักษะ มีประสบการณ์ด้านการบริหารงาน ๓. สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที ๔. มีวิสัยทัศน์ ๕. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ๖. ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ มุ่งพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ๗. รอบรู้ทางด้านการศึกษา ๘. ความรับผิดชอบ ๙. แสวงหาข้อมูลข่าวสาร ๑๐. รายงานผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ๑๑. ใช้นวัตกรรมทางการบริหาร ๑๒. ค านึงถึงมาตรฐานวิชาการ การบริหารงบประมาณ ๑. เข้าใจนโยบาย อ านาจหน้าที่ และกิจกรรมในหน่วยงาน ๒. มีความรู้ระบบงบประมาณ ๓. เข้าใจระเบียบคลัง วัสดุ การเงิน ๔. มีความซื่อสัตย์ สุจริต ๕. มีความละเอียดรอบคอบ ๖. มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ๗. หมั่นตรวจสอบการใช้งบประมาณอยู่เสมอ ๘. รายงานการเงินอย่างเป็นระบบ การบริหารงานบุคคล ๑. มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ในการบริหารงานบุคคล ๒. เป็นแบบอย่างที่ดี ๓. มีมนุษยสัมพันธ์ ๔. มีอารมณ์ขัน ๕. เป็นนักประชาธิปไตย ๖. ประนีประนอม ๗. อดทน อดกลั้น ๘. เป็นนักพูดที่ดี ๙. มีความสามารถในการประสานงาน


๗ ๑๐. มีความสามารถจูงใจให้คนร่วมกันท างาน ๑๑. กล้าตัดสินใจ ๑๒. มุ่งมั่นพัฒนาองค์กร การบริหารทั่วไป ๑. เป็นนักวางแผนและก าหนดนโยบายที่ดี ๒. เป็นผู้ที่ตัดสินใจและวินิจฉัยสั่งการที่ดี ๓. มีความรู้ และบริหารโดยใช้ระบบสารสนเทศที่ทันสมัย ๔. เป็นผู้ที่มีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ๕. รู้จักมอบอ านาจและความรับผิดชอบแก่ผู้ที่เหมาะสม ๖. มีความคล่องแคล่ว ว่องไว และตื่นตัวอยู่เสมอ ๗. มีความรับผิดชอบงานสูง ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค ๘. ก ากับ ติดตาม และประเมินผล บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาในการประกันคุณภาพการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา ของโรงเรียน เป็นการให้หลักฐานข้อมูลแก่ประชาชนว่า บุคลากร ในโรงเรียน ท างานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียน และสาธารณชนมั่นใจในคุณภาพ ของนักเรียน ดังนั้น โรงเรียนต้องจัด ให้มีระบบประกันคุณภาพภายใน และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการบริหาร การศึกษา ที่ต้องด าเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยจัดท ารายงานประจ าปีเสนอต่อ หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อน าไปสู่การพัฒนาคุณภาพและ มาตรฐานการศึกษา บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่กล่าวถึงที่ยังเป็นผลให้เกิดการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่จะต้องบริหารแบบมีส่วนร่วม มีลักษณะของผู้น าแบบประชาธิปไตย จะให้ ความส าคัญ ให้เกียรติ และเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ร่วมงาน ยอมรับและเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานแสดงความ คิดเห็นร่วมแก้ปัญหาและ ร่วมตัดสินใจ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความเชื่อมั่น เห็นคุณค่าของตนเองและผู้ร่วมงาน ซื่อสัตย์ จริงใจ มี ความสามารถกระตุ้น และจูงใจให้เกิดความรักและความผูกพันในโรงเรียน ๓. ประเภท จรรยาบรรณของวิชาชีพ ๑. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการอุทธรณ์ค าวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๙ ๒. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๐ ๓. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ ๔. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ ๕. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ๖. ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๓ (ที่มา : https://www.ksp.or.th/ksp๒๐๑๘/๒๐๑๘/๑๑/๑๘๑๑/)


๘ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการอุทธรณ์ค าวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๙ อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๕๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ และมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๔๖ วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยความเห็นชอบจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ คุรุสภาจึงออกข้อบังคับว่า ด้วยการอุทธรณ์ค าวินิจฉัย การ ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการอุทธรณ์ค าวินิจฉัย การประพฤติผิด จรรยาบรรณของ วิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๕” ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการคุรุสภา “ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการคุรุสภา “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการคุรุสภา “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคุรุสภา “ส านักงาน” หมายความว่า ส านักงานเลขาธิการคุรุสภา “คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการอุทธรณ์ค าวินิจฉัยการประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ “ประธานอนุกรรมการ” หมายความว่า ประธานอนุกรรมการอุทธรณ์ค าวินิจฉัยการประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ “อนุกรรมการ” หมายความว่า อนุกรรมการอุทธรณ์ค าวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ “เจ้าหน้าที่อุทธรณ์” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของส านักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งเลขาธิการแต่งตั้ง ข้อ ๔ ให้ประธานกรรมการคุรุสภารักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอ านาจ ออกระเบียบ ประกาศ หรือค าสั่งเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ รวมทั้งให้มีอ านาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา เกี่ยวกับการปฏิบัติ ตามที่ก าหนดไว้ใน ข้อบังคับ หมวด ๑ บททั่วไป ข้อ ๕ การนับระยะเวลาตามข้อบังคับนี้ ส าหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรก แห่งเวลานั้นเป็น วันเริ่มนับระยะเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิม เป็นวันเริ่ม ระยะเวลาที่ขยายออกไป ส่วนเวลาสิ้นสุด ถ้าวันสุดท้าย แห่งระยะเวลาเป็นวันหยุดท าการ ให้นับวันเริ่มเปิดท า การใหม่เป็นวันสุดท้าย แห่งระยะเวลา ในกรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์หลายครั้งในประเด็นเดียวกัน ให้ถือวันที่ยื่นครั้งแรกเป็นวันเริ่มต้น ในการ นับระยะเวลาอุทธรณ์ ข้อ ๖ ให้ประธานกรรมการมีอ านาจออกหนังสือเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยค า หรือแจ้งให้ บุคคลใด ๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุพยานเพื่อประโยชน์แก่การด าเนินงานตามอ านาจและหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ หมวด ๒ คณะอนุกรรมการอุทธรณ์ค าวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ข้อ ๗ ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจ านวนสิบเอ็ดคน ประกอบด้วยประธานคนหนึ่ง ซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการและให้แต่งตั้งอนุกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นสมาชิกคุรุสภาประเภทสามัญ


๙ ซึ่งมีความรู้ความช านาญหรือประสบการณ์ค้านวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีและ ไม่เคยกระท าผิดจรรยาบรรณหรือผิดวินัยจ านวน เก้าคน และจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายจ านวนหนึ่งคน ให้เจ้าหน้าที่อุทธรณ์เป็นเลขานุการ อนุกรรมการจะเป็นบุคคลเดียวกับอนุกรรมการสืบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของ วิชาชีพหรือ อนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในเรื่องเดียวกันหรือในคราว เดียวกันมิได้การ ด าเนินการ ให้ได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการก าหนด ข้อ ๘ ให้คณะอนุกรรมการ มีอ านาจและหน้าที่ในการพิจารณาค าอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ พิจารณา ค าวินิจฉัย ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงการด าเนินการดังต่อไปนี้ (๑) แสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง (๒) รับฟังพยานหลักฐาน ค าชี้แจง หรือความเห็นของพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่ ผู้อุทธรณ์ กล่าว อ้าง เว้นแต่เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จ าเป็น ฟุ่มเฟือยหรือเพื่อประวิงเวลา (๓) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากพยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ (๔) ขอให้ผู้ครอบครอง เอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง (๕) ออกไปตรวจสถานที่ ผู้อุทธรณ์ต้องให้ความร่วมมือกับคณะอนุกรรมการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และมีหน้าที่แจ้ง พยานหลักฐานที่ตนทราบ แก่คณะอนุกรรมการ ข้อ ๙ ให้อนุกรรมการตามข้อ ๗ อยู่ในต าแหน่งตามวาระของคณะกรรมการ และอาจ ได้รับการ แต่งตั้งอีก แต่ จะด ารงต าแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้ ในกรณีที่อนุกรรมการตามวรรคหนึ่งพ้นจากต าแหน่งก่อนครบวาระ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทน อยู่ใน ต าแหน่ง เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของอนุกรรมการที่เหลืออยู่ไม่ถึง หนึ่งร้อยแปด สิบวัน จะมีการ แต่งตั้งแทนหรือไม่ก็ได้ เมื่อครบก าหนดวาระตามวรรคหนึ่ง ให้อนุกรรมการซึ่งพ้นจากต าแหน่งตามวาระนั้นอยู่ใน ต าแหน่ง เพื่อด าเนินการต่อไปจนกว่าอนุกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ข้อ ๑๐ นอกจากการพ้นจากต าแหน่งตามวาระ อนุกรรมการพ้นจากต าแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงสองในสาม เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติ เสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ หมวด ๓ การอุทธรณ์ ข้อ ๑๑ ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์เห็นว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากค าวินิจฉัยชี้ขาดของ คณะกรรมการ มาตรฐานวิชาชีพตามมาตรา ๕๔ (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) แห่งพระราชบัญญัติสภาครู และบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ อาจอุทธรณ์ค าวินิจฉัยต่อคณะกรรมการ ภายในก าหนด สามสิบวัน นับแต่วันที่ ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยดังกล่าว ข้อ ๑๒ การอุทธรณ์ ต้องท าเป็นหนังสือใช้ถ้อยค าสุภาพ และอย่างน้อยต้องมีสาระส าคัญ ดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ (๒) ข้อเท็จจริงและเหตุผลในการอุทธรณ์ ข้อโต้แย้งหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิง


๑๐ (๓) ค าขออุทธรณ์ (๔) ลายมือชื่อผู้อุทธรณ์ ข้อ ๑๓ การยื่นอุทธรณ์ ให้ยื่นต่อคณะกรรมการ ด้วยวิธีการใดวิธี (๑) น ายื่นด้วยตนเอง (๒) มอบให้ผู้อื่นยื่นแทน (๓) ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ (๔) วิธีการอื่นตามที่คณะกรรมการก าหนด ในกรณีที่ยื่นด้วยตนเอง ให้ยื่นต่อหน่วยงานธุรการของส านักงาน ในกรณีที่ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ให้จ่าหน้าซองถึงประธานกรรมการหรือหน่วยงานธุรการของ ส านักงาน ให้เลขาธิการ แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อรับอุทธรณ์และให้ค าแนะน าแก่ผู้อุทธรณ์ในการด าเนินการ ให้ถูกต้องตามข้อ ๑๒ และให้ออกใบรับอุทธรณ์ หรือตอบแจ้งการรับอุทธรณ์ให้แก่ ผู้อุทธรณ์ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เมื่อได้รับอุทธรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับตรารับ และลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐานตาม ระเบียบ ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อ ๑๔ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าอุทธรณ์ใดมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ที่ไม่เป็น สาระอันควร ได้รับ การวินิจฉัย คณะกรรมการจะสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาก็ได้ ข้อ ๑๕ ผู้อุทธรณ์อาจคัดค้านอนุกรรมการตามข้อ ๒ ได้วิธีการคัดค้าน เหตุแห่งการคัดค้าน การยื่นค า คัดค้าน และการพิจารณาค าคัดค้าน ให้เป็นไป ตามที่คณะกรรมการก าหนด หมวด ๔ การพิจารณาของคณะอนุกรรมการอุทธรณ์ ข้อ ๑๖ เมื่อคณะอนุกรรมการ ได้รับอุทธรณ์ ให้ประธานอนุกรรมการเรียกประชุมเพื่อ ก าหนด แนวทาง พิจารณาอุทธรณ์ การแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม การรวบรวมพยานหลักฐาน การสรุปส านวน อุทธรณ์ แล้วท า รายงานและความเห็นเสนอคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด โดยไม่ชักช้า การพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ให้พิจารณาจากอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์ ส านวนของ คณะอนุกรรมการ สอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นหลัก และให้อยู่ในดุลพินิจของ คณะอนุกรรมการที่จะใช้อ านาจ ตามข้อ ๖ ออกหนังสือเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยค า หรือให้บุคคลใด ๆ ส่ง มอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามความ จ าเป็น เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการให้ ได้ความ จริงและเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปด สิบวัน นับแต่วันที่ ประธานอนุกรรมการ ได้รับ แจ้งอุทธรณ์จากคณะกรรมการ ในกรณีมีเหตุจ าเป็นประธาน อนุกรรมการ อาจขอขยายเวลาต่อคณะกรรมการได้ครั้งละ ไม่เกินสามสิบวัน ข้อ ๑๗ การประชุมคณะอนุกรรมการ ต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของ จ านวน อนุกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุม ถ้าประธานอนุกรรมการ ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุม เลือก อนุกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก อนุกรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียง เท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด


๑๑ ข้อ ๑๘ การเสนอรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการต่อคณะกรรมการ ว่าอุทธรณ์ รับฟังได้ หรือไม่ นั้น ให้ถือตามความเห็นของอนุกรรมการฝ่ายข้างมาก ในกรณีที่อนุกรรมการผู้ใดมีความเห็นต่างไปจากอนุกรรมการฝ่ายข้างมาก และต้องการให้ บันทึก ความเห็นที่ ต่างไว้ก็ให้กระท าได้ ข้อ ๑๙ การเสนอรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการต่อคณะกรรมการ อย่างน้อย ต้องมี สาระส าคัญ ดังต่อไปนี้ (๑) วัน เดือน ปี ที่คณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วเสร็จ (๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ (๓) เหตุแห่งการอุทธรณ์ (๔) ข้อเท็จจริงของเรื่องที่อุทธรณ์ (๕) พยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการรวบรวมได้ (๖) ความเห็นพร้อมทั้งเหตุผลของคณะอนุกรรมการ (๗) ความเห็นของอนุกรรมการที่ต่างไปจากความเห็นใน (๖) ถ้ามี การเสนอรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ให้เสนอ พร้อม กับส าเนาเอกสาร และพยานหลักฐานทั้งปวง หากมีความจ าเป็นหรือเห็นเป็นการสมควรที่จะไม่ส่งพยานหลักฐานรายการใด ให้ระบุรายการ พยานหลักฐาน ที่ไม่ส่งไว้ในรายงานด้วย หมวด ๕ การพิจารณาของคณะกรรมการ ข้อ ๒๐ เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการ ให้ประธาน กรรมการ เรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการ ได้รับ รายงานและ ความเห็นจากประธานอนุกรรมการ ข้อ ๒๑ การพิจารณารายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการ ให้คณะกรรมการ พิจารณาทบทวน ค า วินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือความ ถูกต้องเหมาะสม ของการท าค าวินิจฉัยดังกล่าว ข้อ ๒๒ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ยังไม่ เพียงพอที่จะ วินิจฉัย คณะกรรมการอาจก าหนดประเด็นหรือข้อส าคัญที่ต้องการทราบเพิ่มเติม และแจ้งให้คณะอนุกรรมการ ด าเนินการ สอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพถูกต้อง และเหมาะสม กับความผิด ให้ยกอุทธรณ์ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพไม่ถูกต้อง และ พฤติการณ์ที่ปรากฏไม่เป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตามข้อบังคับ ให้ยกค าวินิจฉัย ของคณะกรรมการมาตรฐาน วิชาชีพ ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพไม่ถูกต้อง หรือไม่ เหมาะสมกับ ความผิดและพฤติการณ์ที่ปรากฏเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตาม ข้อบังคับ ให้วินิจฉัยชี้ขาดตาม ระดับความผิด ดังต่อไปนี้


๑๒ (๑) ตักเตือน (๒) ภาคทัณฑ์ (๓) พักใช้ใบอนุญาตมีก าหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินห้าปี (๔) เพิกถอนใบอนุญาต ค าวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้ท าเป็นค าสั่งคุรุสภา พร้อมด้วยเหตุผลและอ้างอิง ข้อกฎหมาย ประกอบการวินิจฉัย หมวด ๖ ค าสั่งคุรุสภา ข้อ ๒๓ ในกรณีที่คณะกรรมการมีค าวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อ ๒๒ ให้ท าเป็นค าสั่งคุรุสภา ซึ่งอย่างน้อย ต้องมี สาระส าคัญ ดังต่อไปนี้ (๑) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระส าคัญ (๒) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (๓) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ (๔) ระบุสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ข้อ ๒๔ ให้เลขาธิการบันทึกค าสั่งตามข้อ ๒๓ ในทะเบียนผู้ได้รับใบอนุญาต และ ส่งส าเนาค าสั่ง คุรุสภาไปยังผู้อุทธรณ์ ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้อุทธรณ์แล้วแต่กรณีภายใน สิบห้าวน นับแต่วัน ที่มีค าสั่ง ข้อ ๒๕ ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่ยินยอมลงนามรับทราบค าสั่งคุรุสภา ให้เลขาธิการหรือผู้ได้รับ มอบหมายท า การปิดค าสั่งคุรุสภา ณ ภูมิล าเนาของผู้อุทธรณ์ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง ข้อ ๒๖ การเผยแพร่ค าสั่งคุรุสภาแก่สาธารณะให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของ ราชการ ข้อ ๒๗ ผู้อุทธรณ์ซึ่งถูกพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อได้รับทราบค าสั่ง คุรุสภาแล้ว ให้ตอบรับทราบพร้อมทั้งส่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาคืนให้ส านักงาน เลขาธิการคุรุสภาภายใน สิบห้าวัน นับ แต่วันที่ได้รับทราบค าสั่ง ข้อ ๒๘ การนับระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต ให้นับตั้งแต่วันที่ ผู้อุทธรณ์ รับทราบค าสั่ง คุรุสภาหรือวันที่ปิดค าสั่งคุรุสภา ณ ภูมิล าเนาของผู้อุทธรณ์แล้วแต่กรณี ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๐ อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง (๑๑) (จ) มาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติ สภาครูและ บุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๕๐ วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์๒๕๕๐ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ คุรุสภาจึงออกข้อบังคับคุรุสภาว่า ด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๐” ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้


๑๓ “แบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ” หมายความว่า ประมวลพฤติกรรมที่เป็น ตัวอย่าง ของการประพฤติที่ก าหนดขึ้นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา คือ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ต้องหรือพึงประพฤติปฏิบัติตาม ประกอบด้วย พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ที่ ก าหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องหรือ พึงประพฤติตาม และพฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์ ที่ก าหนดให้ผู้ ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องหรือพึงละเว้น “จรรยาบรรณของวิชาชีพ” หมายความถึง มาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย มาตรฐาน วิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๔ ให้ประธานกรรมการคุรุสภารักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอ านาจออกระเบียบ ประกาศ หรือค าสั่ง เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ รวมทั้ง ให้มีอ านาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา เกี่ยวกับการปฏิบัติ ตามที่ก าหนดไว้ใน ข้อบังคับ หมวด ๒ แบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนที่ ๑ จรรยาบรรณต่อตนเอง ข้อ ๑๐ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ โดยต้องประพฤติและละเว้นการ ประพฤติตามแบบ แผนพฤติกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ก) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ (๑) ประพฤติตนเหมาะสมกับสถานภาพและเป็นแบบอย่างที่ดี (๒) ศึกษา ค้นคว้า ริเริ่มสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาวิชาชีพอยู่เสมอ (๓) ส่งเสริมและพัฒนาครูใน การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ (๔) สร้างผลงานที่แสดงถึงการพัฒนาความรู้และความคิดในวิชาชีพ จนเป็นที่ยอมรับ (๕) ส่งเสริมการปฏิบัติงานโดยมีแผนปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่เหมาะสม กับสภาพปัจจุบันและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในอนาคต (ข) พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (๑) เกี่ยวข้องกับอบายมุขหรือเสพสิ่งเสพติดจนขาดสติหรือแสดงกิริยาไม่สุภาพ เป็นที่ น่ารังเกียจในสังคม (๒) ประพฤติผิดทางชู้สาวหรือมีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ (๓) ไม่พัฒนาความรู้ในวิชาชีพเพื่อพัฒนา ตนเองและองค์การ (๔) ไม่ส่งเสริมการน าเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อไปปรับปรุงพัฒนาการจัดการศึกษา อย่างต่อเนื่อง (๕) ไม่มีแผนหรือไม่ปฏิบัติงานตามแผน ไม่มีการประเมินผลหรือไม่น าผลการประเมิน มาจัดท าแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ ๒ จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ข้อ ๑๑ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และ เป็นสมาชิกที่ดี ขององค์กรวิชาชีพ โดยต้องประพฤติและละเว้นการประพฤติตามแบบแผนพฤติกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ก) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ (๑) แสดงความชื่นชมและศรัทธาในคุณค่าของวิชาชีพ


๑๔ (๒) รักษาชื่อเสียงและปกป้องศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ (๓) ยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานในวิชาชีพให้สาธารณชนรับรู้ (๔) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต ตามกฎ ระเบียบ และแบบแผนของทาง ราชการ (๕) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และใช้ความรู้ความสามารถในการพัฒนาครู และ บุคลากร (๖) สนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับ การพัฒนาครู การเรียนการสอน และ การบริหาร สถานศึกษา (๗) ส่งเสริมให้ครูและบุคลากร ได้ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย และน าเสนอผลงาน ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ (๘) เข้าร่วม ส่งเสริม และประชาสัมพันธ์กิจกรรมของวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพ อย่างสร้างสรรค์ (ข) พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (๑) วิพากษ์หรือวิจารณ์องค์การหรือวิชาชีพ จนท าให้เกิดความเสียหาย (๒) ดูหมิ่น เหยียดหยาม ให้ร้ายผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ศาสตร์ในวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพ (๓) ประกอบการงานอื่นที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (๔) ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่รับผิดชอบหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หรือแบบแผนของทาง ราชการ จนก่อให้เกิดความเสียหาย (๕) ละเลยเพิกเฉยหรือไม่ด าเนินการต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณ (๖) คัดลอกหรือน าผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน (๗) บิดเบือนหลักวิชาการในการปฏิบัติงานจนก่อให้เกิดความเสียหาย (๘) ใช้ความรู้ทางวิชาการ วิชาชีพหรืออาศัยองค์กรวิชาชีพแสวงหาประโยชน์ เพื่อตนเองหรือ ผู้อื่นโดยมิชอบ ส่วนที่ ๓ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ข้อ ๑๒ ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้ก าลังใจ แก่ศิษย์และ ผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า ผู้บริหารสถานศึกษาต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะและ นิสัยที่ถูกต้องดีงาม แก่ ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ผู้บริหาร สถานศึกษาต้องไม่กระท าตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความ เจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ และผู้บริหารสถานศึกษาต้องให้บริการด้วยความจริงใจและ เสมอภาค โดย ไม่เรียกรับห รือ ยอมรับผลประโยชน์ จากการใช้ต าแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ โดยต้อง ประพฤติและละเว้นการประพฤติ ตามแบบ แผนพฤติกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ก) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ (๑) ปฏิบัติงานหรือให้บริการอย่างมีคุณภาพ โดยค านึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้รับบริการ (๒) ส่งเสริมให้มีการด าเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส (๓) บริหารงานโดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (๔) รับฟังความคิดเห็นที่มีเหตุผลของศิษย์และผู้รับบริการ


๑๕ (๕) ให้ครูและบุคลากร มีส่วนร่วมวางแผนการปฏิบัติงานและเลือกวิธีการปฏิบัติ ที่เหมาะสม กับตนเอง (๖) เสริมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ศิษย์และผู้รับบริการ ด้วยการรับฟังความคิดเห็น ยกย่อง ชมเชย และ ให้ก าลังใจอย่างกัลยาณมิตร (๗) ให้ศิษย์และผู้รับบริการ ได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิด หรือวิธีการที่เป็น ประโยชน์ต่อ การพัฒนาวิชาชีพ (ข) พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (๑) ปฏิบัติงานมุ่งประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเลือกปฏิบัติ (๒) เรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้รับบริการในงานตามบทบาทหน้าที่ ส่วนที่ ๔ จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ข้อ ๑๓ ผู้บริหารสถานศึกษา พึ่งช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่น ในระบบ คุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ โดยพึงประพฤติและละเว้นการประพฤติตามแบบแผน พฤติกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ก) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ (๑) ริเริ่มสร้างสรรค์ในการบริหารเพื่อให้เกิดการพัฒนาทุกด้านต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (๒) ส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (๓) เป็นผู้น าในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา (๔) ใช้ระบบคุณธรรมในการพิจารณาผลงานของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (๕) มีความรัก ความสามัคคี และร่วมใจกัน ผนึกก าลังในการพัฒนาการศึกษา (๖) ยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (ข) พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ๑) น าเสนอแง่มุมทางลบต่อวิชาชีพ ข้อเสนอไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา (๒) ปกปิดความรู้ ไม่ช่วยเหลือผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (๓) แนะน าในทางไม่ถูกต้องต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพจนท าให้เกิดผลเสียต่อผู้ร่วม ประกอบ วิชาชีพ (๔) ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือร่วมมือกับผู้ร่วมประกอบวิชาชีพในเรื่องที่ตนมีความถนัด แม้ได้รับการร้องขอ (๕) ปฏิบัติหน้าที่โดยค านึงถึงความพึงพอใจของตนเองเป็นหลัก ไม่ตระหนักถึงความ แตกต่าง ระหว่าง บุคคลของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ (๖) ใช้อ านาจหน้าที่ปกป้องพวกพ้องของตนที่กระท าผิด โดยไม่ค านึงถึงความเสียหาย ที่เกิด ขึ้นกับผู้ร่วม ประกอบวิชาชีพหรือองค์การ (๗) ยอมรับและชมเชยการกระท าของผู้ร่วมประกอบวิชาชีพที่บกพร่องต่อหน้าที่หรือ ศีลธรรมอันดี (๘) วิพากษ์ วิจารณ์ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพในเรื่องที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือ แตกความ สามัคคี


๑๖ ส่วนที่ ๕ จรรยาบรรณต่อสังคม ข้อ ๑๔ ผู้บริหารสถานศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้น าในการอนุรักษ์และพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการ ปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยพึงประพฤติ และละเว้นการประพฤติ ตามแบบแผนพฤติกรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (ก) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ (๑) ยึดมั่น สนับสนุน และส่งเสริม การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (๒) ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในทางวิชาการหรือวิชาชีพแก่ชุมชน (๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อให้ศิษย์และผู้รับบริการเกิดการเรียนรู้และ สามารถด าเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง (๔) เป็นผู้น าในการวางแผนและด าเนินการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พัฒนาเศรษฐกิจ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรม (ข) พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (๑) ไม่ให้ความร่วมมือหรือสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนที่จัดเพื่อประโยชน์ ต่อการศึกษาทั้ง ทางตรงหรือทางอ้อม (๒) ไม่แสดงความเป็นผู้น าในการอนุรักษ์หรือพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหรือสิ่งแวดล้อม (๓) ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์หรือพัฒนาสิ่งแวดล้อม (๔) ปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อ วัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนหรือสังคม ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๙ (๑๑) (จ) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๓ วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ คุรุสภาจึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๙ และให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ “ประธาน กรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ “กรรมการ” หมายความว่า กรรมการมาตรฐาน วิชาชีพ “คณะอนุกรรมการสอบสวน” หมายความว่า คณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ


๑๗ “ประธานอนุกรรมการสอบสวน” หมายความว่า ประธานอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ” “อนุกรรมการสอบสวน” หมายความว่า อนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของ วิชาชีพ “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคุรุสภา “การสืบสวน” หมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในเบื้องต้น ไม่ว่าก่อน หรือ หลังที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษ เพื่อที่จะพิจารณาว่าพฤติการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษามี มูลที่ควรกล่าวหาหรือกล่าวโทษว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาหรือไม่ “การสอบสวน” หมายความว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและการด าเนินการต่าง ๆ ตามข้อบังคับนี้ หรือตามกฎหมายอื่นซึ่งข้อบังคับนี้ให้น ามาใช้บังคับโดยอนุโลม เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ ของผู้ ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของส านักงานเลขาธิการคุรุสภาซึ่งเลขาธิการแต่งตั้ง ข้อ ๕ ให้ประธานกรรมการคุรุสภารักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอ านาจตีความ และวินิจฉัยชี้ขาด ปัญหา เกี่ยวกับการปฏิบัติตามที่ก าหนดไว้ในข้อบังคับนี้ หมวด ๑ บททั่วไป ข้อ ๖ การนับระยะเวลาตามข้อบังคับนี้ ส าหรับเวลาเริ่มต้น ให้นับวันถัดจากวันแรก แห่งเวลานั้นเป็น วันเริ่มนับ ระยะเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลา ให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิม เป็นวันเริ่ม ระยะเวลาที่ขยายออกไป ส่วนเวลาสิ้นสุด ถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเป็นวันหยุดราชการ ให้นับวันเริ่มเปิดท ท าการใหม่เป็น วันสุดท้ายแห่งระยะเวลา ข้อ ๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับนี้ ให้อนุกรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวล กฎหมายอาญา และให้คณะอนุกรรมการสอบสวน โดยอนุมัติคณะกรรมการมีอ านาจ เรียกบุคคลใด ๆ มาให้ ถ้อยค าหรือแจ้งให้บุคคลใด ๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุพยานที่จ าเป็นต่อการด าเนินงาน ตามอ านาจและหน้าที่ หนังสือเรียกมาให้ถ้อยค าหรือหนังสือแจ้งให้ส่งเอกสารหรือวัตถุพยานตามวรรคหนึ่งต้องระบุด้วยว่า จะให้มาให้ ถ้อยค าหรือส่งเอกสารหรือวัตถุพยานในเรื่องใด หมวด ๒ การกล่าวหาหรือการกล่าวโทษ ข้อ ๘ การกล่าวหาหรือการกล่าวโทษกรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใดประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพต่อคุรุสภา ให้ท าเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยค าสุภาพ และอย่างน้อยต้องมีสาระส าคัญ ดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ และของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ (๒) พฤติกรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษ พร้อมทั้งข้อเท็จจริง พยานหลักฐานหรือพฤติการณ์ตามสมควรที่เกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าว (๓) ลายมือชื่อผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ ในกรณีหนังสือกล่าวหาหรือกล่าวโทษขาดสาระส าคัญตามวรรคหนึ่ง หรือไม่ชัดเจน หรือไม่อาจ เข้าใจ ได้ ให้ เจ้าหน้าที่แนะน าผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษแก้ไขหรือเพิ่มเติมสาระส าคัญให้ถูกต้องครบถ้วน ภายในสิบ ห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ หากผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษไม่ด าเนินการภายใน ระยะเวลา ดังกล่าว ให้ เลขาธิการเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา


๑๘ ข้อ ๙ การยื่นหรือการส่งเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษ ตามข้อ ๘ ให้ท าหนังสือถึงประธาน กรรมการ คุรุสภา ประธานกรรมการ หรือเลขาธิการแล้วแต่กรณี โดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) ยื่นด้วยตนเอง (๒) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ (๓) มอบให้บุคคลอื่นด าเนินการแทน (๔) วิธีอื่นใดตามที่คณะกรรมการคุรุสภาก าหนด ในกรณีตาม (๑) ให้ส านักงานเลขาธิการคุรุสภาออกใบรับ พร้อมทั้งประทับตรารับ และลงทะเบียนไว้ เป็นหลักฐานในวันที่รับตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ และให้ถือวันที่รับเรื่อง ตามหลักฐานดังกล่าวเป็นวัน ยื่นเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษแล้วแต่กรณี ในกรณีตาม (๒) ให้ถือวันที่ที่ท าการไปรษณีย์ต้นทางออกใบรับฝากเป็นหลักฐานการส่งหรือ วันที่ที่ท า การไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่หน้าซองเป็นวันส่งเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษแล้วแต่กรณี ในกรณีตาม (๓) ให้มีหนังสือมอบฉันทะ พร้อมส าเนาบัตรประจ าตัวประชาชนหรือเอกสาร ส าคัญ ประจ าตัวอย่างอื่นของผู้มอบและผู้รับมอบ ข้อ ๑๐ เมื่อส านักงานเลขาธิการคุรุสภาได้รับเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษแล้ว ให้เลขาธิการ ตรวจสอบ ในเบื้องต้น หากเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษเรื่องใดพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้กล่าวหา หรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่อง การ ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพและรู้ตัวผู้ประพฤติผิดให้เสนอ คณะกรรมการเพื่อมีมติไม่รับเรื่องไว้ พิจารณา หมวด ๓ การสืบสวน ข้อ ๑๑ เลขาธิการ โดยอนุมัติคณะกรรมการอาจด าเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ หรือกรณีเป็น ที่ สงสัยว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพโดยยังไม่มี พยานหลักฐาน (๒) กรณีบัตรสนเท่ห์ร้องเรียนว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของ วิชาชีพ ทั้งนี้ บัตรสนเท่ห์ดังกล่าวต้องระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กรณีแวดล้อม ชี้แนวทาง เพียงพอที่จะ ด าเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงได้ (๓) กรณีปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใดประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ (๔) กรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริง ข้อ ๑๒ เมื่อเลขาธิการได้ด าเนินการตามข้อ ๑๑ (๑) แล้ว เห็นว่ากรณีมีมูลเป็นการประพฤติ ผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพหรือไม่ ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณา ในกรณีที่ได้มีการด าเนินการตามข้อ ๑๑ (๒) (๓) หรือ (๔) แล้วเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควร กล่าวโทษการ ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้เลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษก่อนน าเสนอ คณะกรรมการพิจารณา โดย ไม่จ าต้องมีสาระส าคัญตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง ข้อ ๑๓ ในการสืบสวนข้อเท็จจริงให้เลขาธิการด าเนินการตามที่เห็นสมควร โดยอาจสืบสวน ข้อเท็จจริงเอง หรือแต่งตั้งบุคคล หรือคณะบุคคลเป็นผู้ด าเนินการแทน ทั้งนี้ อาจเรียกผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูก กล่าวโทษ หรือผู้ใดมาให้ถ้อยค าหรือชี้แจงหรือจัดส่งพยานหลักฐานใด ๆ ก็ได้ ในการแต่งตั้งผู้ด าเนินการแทนตามวรรคหนึ่ง จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับแต่งตั้งและ ใน กรณีที่ผู้ ได้รับแต่งตั้งมีผู้บังคับบัญชาต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นด้วย


๑๙ หมวด ๔ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน ข้อ ๑๔ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน จะกระท าได้ต่อเมื่อกรณีมีมูลเป็นการ ประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใด ประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ หรือกรณีที่มีส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นได้ด าเนินการทางวินัย หรือได้ชี้มูล ความผิด หรือได้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงตามข้อ ๑๑ แล้ว และเลขาธิการเห็นว่าเป็นกรณี มีมูลที่ควรกล่าวหา หรือกล่าวโทษว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้เลขาธิการเสนอ คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวน ข้อ ๑๕ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนให้มีจ านวนไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคน ประกอบด้วย ประธานอนุกรรมการสอบสวนและอนุกรรมการสอบสวนซึ่งเป็นสมาชิกคุรุสภาประเภท สามัญ และเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี และไม่เคยกระท าผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ หรือกระท าผิดวินัย โดยประธานอนุกรรมการสอบสวนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ประเภทเดียวกันและมี ต าแหน่งหรือวิทยฐานะไม่ต่ ากว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ และอนุกรรมการ และเลขานุการให้แต่งตั้ง จากเจ้าหน้าที่หรือผู้ได้รับปริญญาทางกฎหมายหรือผู้ได้รับการฝึกอบรม การด าเนินการทางจรรยาบรรณของ วิชาชีพหรือการด าเนินการทางวินัย หรือผู้มีประสบการณ์สอบสวน จรรยาบรรณหรือวินัย และอาจมี ผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้ ในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับ แต่งตั้ง และในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งมีผู้บังคับบัญชาต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นด้วย ข้อ ๑๖ ค าสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อ ต าแหน่ง ประเภทใบอนุญาต ประกอบ วิชาชีพของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ เรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ชื่อ ต าแหน่ง ประเภทใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพของผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการสอบสวนและอนุกรรมการ สอบสวน โดยมี สาระส าคัญตามแบบ จบ. ๑ ท้ายข้อบังคับนี้ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนได้รับค่าสมนาคุณ ตามระเบียบที่ คณะกรรมการคุรุสภาก าหนด ข้อ ๑๗ เมื่อมีค าสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้เลขาธิการด าเนินการดังต่อไปนี้ (๑) แจ้งค าสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบเป็นหนังสือโดยไม่ชักช้า และให้ผู้ถูก กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ ให้มอบ ส าเนาค าสั่งให้ผู้ ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษหนึ่งฉบับด้วย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ไม่ยอมรับทราบค าสั่ง หรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบได้ ให้ส่งส าเนาค าสั่ง ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษ ซึ่งปรากฏตามหลักฐาน ของ ทางราชการหรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ แจ้งให้ทราบ ในกรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้น สิบห้า วัน นับแต่วันที่ส่งส าเนาค าสั่งดังกล่าว ให้ถือว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้รับทราบค าสั่งแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว และให้ส่ง หลักฐานการแจ้งค าสั่งให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนรวมไว้ใน ส านวน (๒) ส่งส าเนาค าสั่งให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทราบโดยไม่ชักช้า และให้คณะอนุกรรมการ สอบสวน ลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานส าหรับประธานอนุกรรมการสอบสวน ให้ส่ง พร้อมด้วย เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ และให้ประธานอนุกรรมการ สอบสวนลง ลายมือชื่อ และวัน เดือน ปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน


๒๐ ข้อ ๑๘ ภายใต้บังคับข้อ ๑๕ เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ถ้าคณะกรรมการ เห็น ว่ามีเหตุอันสมควรหรือจ าเป็นที่จะต้องเปลี่ยน เพิ่ม หรือลดจ านวนผู้ได้รับแต่งตั้ง เป็นอนุกรรมการ สอบสวนให้ ด าเนินการได้โดยแสดงเหตุแห่งการแต่งตั้งนั้นไว้ด้วย และให้น าข้อ ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม การเปลี่ยนแปลงผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ไม่กระทบถึงการ สอบสวน ที่ได้ด าเนินการไปแล้ว หมวด ๕ สิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษและพยาน ข้อ ๑๙ ในการสอบสวน คณะอนุกรรมการสอบสวนต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ มีโอกาส ได้ทราบ ข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน เว้นแต่จะมีผล ท าให้ ระยะเวลาที่กฎหมายหรือข้อบังคับนี้ก าหนดต้องล่าช้าออกไป หรือปรากฏโดยสภาพ เห็นได้ชัดว่าการให้ โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระท าได้ รวมทั้งมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จ าเป็นต้องรู้เพื่อการ โต้แย้งหรือชี้แจงหรือ ป้องกันสิทธิของตนได้ การอ้างพยานหลักฐานเพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ จะน า พยานหลักฐานมาเองหรือจะอ้างพยานหลักฐานแล้วขอให้คณะอนุกรรมการสอบสวน เรียกพยานหลักฐานนั้น มาก็ได้ ข้อ ๒๐ ในการสอบสวน ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิน าทนายความหรือที่ปรึกษา ของตน เข้ามาร่วมฟังการสอบสวนก็ได้ แต่จะให้ถ้อยค าหรือตอบค าถามแทนผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษหรือ เสนอความเห็นใดแก่คณะอนุกรรมการสอบสวนไม่ได้ ข้อ ๒๑ ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวนเรียกบุคคลใดมาเป็นพยาน ให้บุคคลนั้นมาชี้แจง หรือให้ ถ้อยค าตามวัน เวลา และสถานที่ที่คณะอนุกรรมการสอบสวนก าหนด ให้พยานได้รับค่าตอบแทนตามระเบียบที่คณะกรรมการคุรุสภาก าหนด ข้อ ๒๒ ในการสอบสวน ถ้ามีการอ้างเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นพยาน ให้ถือเป็นหน้าที่ ของผู้บังคับบัญชา ทุกระดับชั้นที่จะต้องอ านวยความสะดวก ให้ความคุ้มครองพยานจากการถูกกลั่นแกล้ง หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็น ธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของพยานนั้น และประสานงานกับส านักงานอัยการ สูงสุด เพื่อเป็นทนายความแก้ ต่างในกรณีที่ถูกฟ้องร้องในคดีแพ่งหรือคดีอาญา เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปให้ถ้อยค าต่อคณะอนุกรรมการสอบสวน ในฐานะพยาน ให้ถือว่าเป็นการ ปฏิบัติ หน้าที่ราชการ ในกรณีที่พยานมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนอ านวยความสะดวกแก่พยาน ผู้ให้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างเหมาะสมตามควรแก่กรณี หมวด ๖ การคัดค้าน ข้อ ๒๓ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการสอบสวน ถ้าผู้นั้น มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะกระท าการในเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ (๒) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ (๓) เป็นผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ หรือเป็นคู่หมั้น คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้อง ร่วมบิดา มารดา หรือร่วมบิดาหรือมารดา ลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติ เกี่ยวพันทางแต่งงาน นับ ได้เพียงสองชั้นของผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ


๒๑ (๔) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ (๕) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของผู้กล่าวหา หรือผู้ กล่าวโทษ (๖) เป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ (๗) มีเหตุอื่นซึ่งน่าเชื่ออย่าง ยิ่งว่าจะท าให้การสอบสวนเสียความเป็นธรรมหรือไม่เป็นกลาง การคัดค้านให้กระท าภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบค าสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน หรือนับ แต่วันที่ทราบสาเหตุแห่งการคัดค้าน โดยท าเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เป็นเหตุ แห่งการ คัดค้านไว้ในหนังสือคัดค้านด้วยว่าจะท าให้การสอบสวนไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างไร ยื่นต่อ ประธานกรรมการหรือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับก็ได้ และให้ประธานกรรมการส่งส าเนาหนังสือ คัดค้าน และแจ้ง วันที่ได้รับหนังสือคัดค้านให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนทราบและรวมไว้ในส านวน การสอบสวน พร้อมทั้ง แจ้งให้ผู้ถูกคัดค้านทราบ ในการนี้ ให้หยุดการสอบสวนไว้ก่อน ในการพิจารณาเรื่องการคัดค้าน คณะกรรมการมีอ านาจตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตามความ เหมาะสม ในเรื่องนั้น ๆ และต้องให้โอกาสผู้ถูกคัดค้านชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และให้มีมติภายใน หกสิบวัน นับ แต่วันที่ได้รับหนังสือคัดค้าน พร้อมทั้งแสดงเหตุผลการพิจารณาในมติด้วย เมื่อคณะกรรมการมีมติ อย่างใด แล้ว ให้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบและส่งเรื่องให้ประธานอนุกรรมการ สอบสวนรวมไว้ในส านวนการสอบสวน ในกรณีที่เห็นว่าการคัดค้านมีเหตุผลรับฟังได้ ให้คณะกรรมการมีมติให้ผู้ถูกคัดค้านพ้นจากการ เป็น อนุกรรมการสอบสวน และมีมติแต่งตั้งอนุกรรมการสอบสวนขึ้นใหม่แทน ทั้งนี้ ให้น าความ ในข้อ ๑๕ และข้อ ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าเห็นว่าการคัดค้านไม่มีเหตุผลพอที่จะรับฟังได้ ให้มีมติยกการคัดค้าน นั้น มติยกการคัดค้านให้เป็นที่สุด ในกรณีที่คณะกรรมการไม่มีมติอย่างใดอย่างหนึ่งภายในหกสิบวันตามวรรคสาม ให้ถือว่า อนุกรรมการ สอบสวนที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นอนุกรรมการสอบสวน และให้ประธานอนุกรรมการ สอบสวนรายงานไป ยังคณะกรรมการเพื่อด าเนินการตามข้อ ๑๘ ต่อไป การพ้นจากการเป็นอนุกรรมการสอบสวนไม่กระทบถึงการสอบสวนที่ได้ด าเนินการไปแล้ว ข้อ ๒๔ ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิคัดค้าน กรรมการ ถ้ากรรมการผู้ถูกคัดค้านมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อ ๒๓ วรรคหนึ่ง ให้ น ากฎหมาย ว่าด้วยวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม หมวด ๗ อ านาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการสอบสวน ข้อ ๒๕ คณะอนุกรรมการสอบสวนมีอ านาจหน้าที่สอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ก าหนดใน ข้อบังคับนี้ เพื่อแสวงหาความจริงในเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ โดยให้เริ่มการสอบ สวน และด าเนิน กระบวนการพิจารณาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ทั้งนี้ ในการพิจารณาใช้ดุลพินิจจะต้อง กระท าอย่างอิสระ และเป็นกลาง โดยปราศจากอคติอย่างใด ๆ ต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวน รวบรวมประวัติและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาหรือ กล่าวโทษเท่าที่จ าเป็น รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ได้จากการ ด าเนินการตามวรรค หนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณา ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนจัดท าบันทึกประจ าวันที่มีการสอบสวนไว้ทุกครั้ง


๒๒ ข้อ ๒๖ คณะอนุกรรมการสอบสวนมีอ านาจหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานที่เห็นว่าจ าเป็น เพื่อที่จะ พิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ในการนี้ ให้รวมถึง การด าเนินการ ดังต่อไปนี้ด้วย (๑) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องโดยไม่จ าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อ้างพยานหลักฐานเช่น ว่านั้น (๒) รับฟังพยานหลักฐาน ค าชี้แจง หรือความเห็นของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ เว้นแต่กรณีที่เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จ าเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา (๓) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากคู่กรณี พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่เป็นคุณ และเป็น โทษแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ (๔) ขอให้ผู้ครอบครองเอกสารหรือวัตถุ ส่งเอกสารหรือวัตถุที่เกี่ยวข้อง (๕) ออกไปตรวจสถานที่ ข้อ ๒๗ เมื่อประธานอนุกรรมการสอบสวนได้รับเรื่องตามข้อ ๑๗ (๒) แล้ว ให้ประธาน อนุกรรมการ สอบสวนด าเนินการประชุมคณะอนุกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวน ต่อไป ข้อ ๒๘ การประชุมคณะอนุกรรมการสอบสวน ต้องมีอนุกรรมการสอบสวนมาประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่ง หนึ่งของจ านวนอนุกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่การประชุม ตามข้อ ๓๔ และข้อ ๔๗ ต้องมีอนุกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคน การประชุมคณะอนุกรรมการสอบสวนต้องมีประธานอนุกรรมการสอบสวนอยู่ร่วมประชุมด้วย แต่ใน กรณีจ าเป็นที่ประธานอนุกรรมการสอบสวนไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้อนุกรรมการสอบสวน ที่มาประชุม เลือกอนุกรรมการสอบสวนคนหนึ่งท าหน้าที่แทน การนัดประชุมคณะอนุกรรมการสอบสวน ต้องท าเป็นหนังสือและแจ้งให้อนุกรรมการสอบสวน ทุกคน ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน เว้นแต่อนุกรรมการสอบสวนนั้นจะได้ทราบการนัดในที่ประชุมแล้ว หรือมี เหตุจ าเป็นเร่งด่วน ซึ่งประธานอนุกรรมการสอบสวนจะนัดประชุมเป็นอย่างอื่นได้ การลงมติของที่ประชุมคณะอนุกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ ประธานอนุกรรมการสอบสวนในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ในการประชุมคณะอนุกรรมการสอบสวนต้องมีรายงานการประชุมเป็นหนังสือ ถ้ามีความเห็นแย้ง ให้ บันทึกความเห็นแย้ง พร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม ข้อ ๒๙ คณะอนุกรรมการสอบสวนมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูก กล่าวโทษตามข้อ ๑๙ ข้อ ๒๐ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ ก่อนสอบปากค า ผู้ ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ในกรณีที่ค าขอหรือค าชี้แจงมีข้อบกพร่องหรือมีข้อความที่อ่านไม่เข้าใจหรือผิดหลง อันเห็นได้ชัด ว่า เกิดจากความไม่รู้หรือความเลินเล่อของผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ หรือพยาน แล้วแต่กรณี ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนแนะน าให้บุคคลดังกล่าวแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้อง ข้อ ๓๐ ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้าน ตามข้อ ๒๓ วรรคหนึ่ง ให้ผู้นั้นรายงานต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาว่าจะให้ผู้นั้นเป็นอนุกรรมการ สอบสวน ตาม ค าสั่งต่อไปอีกหรือไม่


๒๓ หมวด ๘ วิธีการสอบสวน ข้อ ๓๑ การสอบสวนกรณีที่ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษว่า ประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ ให้ คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประธาน อนุกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ และให้ด าเนินการสอบสวนโดยไม่ชักช้า ดังต่อไปนี้ (๑) ด าเนินการประชุมตามข้อ ๒๗ แล้ว ให้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ตามข้อ ๓๓ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ (๒) รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ภายหลังจาก ที่ได้ด าเนินการ ตาม (๑) แล้วเสร็จ (๓) แจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ ตามข้อ ๓๔ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ ภายหลังจากที่ได้ด าเนินการ ตาม (๒) แล้วเสร็จ (๔) รวบรวมพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษอ้างให้แล้วเสร็จภายหลังจากที่ได้ ด าเนินการตาม (๓) แล้วเสร็จ (๕) ประชุมพิจารณาลงมติและท ารายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการ ภายหลัง จากที่ได้ ด าเนินการตาม (๔) แล้วเสร็จ การสอบสวนเรื่องใดที่คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการไม่แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ ประธานอนุกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือ ผู้ถูก กล่าวโทษทราบ ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ท าให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ ต่อ คณะกรรมการเพื่อขอขยายเวลาการสอบสวน ในกรณีเช่นนี้ ให้ประธานกรรมการโดยอนุมัติ คณะกรรมการสั่ง ขยายระยะเวลาด าเนินการได้ตามความจ าเป็นครั้งละไม่เกินสามสิบวัน ข้อ ๓๒ การน าเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในส านวนการสอบสวน ให้อนุกรรมการ สอบสวนบันทึกไว้ด้วยว่า พยานหลักฐานนั้นได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมื่อใด เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐาน ในส านวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจน าต้นฉบับ มาได้จะ ใช้ส าเนาที่อนุกรรมการสอบสวนหรือผู้มี หน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นส าเนาถูกต้องก็ได้ ถ้าหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกท าลายหรือ โดยเหตุประการอื่น จะให้น าส าเนา หรือ พยานบุคคลมาสืบก็ได้ เมื่อมีการอ้างพยานหลักฐานใดในการพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูก กล่าวโทษ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนอ่านหรือส่งต้นฉบับหรือพยานหลักฐานนั้นให้ผู้ถูก กล่าวหาหรือ ผู้ถูก กล่าวโทษตรวจดู ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษต้องการส าเนา ให้คณะอนุกรรมการสอบสวน ส่งส าเนา ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษตามที่เห็นสมควร คณะอนุกรรมการสอบสวนอาจขอให้พยานผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นมาให้ความเห็น หรือท าความเห็น เป็นหนังสือประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการสอบสวนก็ได้ ข้อ ๓๓ เมื่อได้พิจารณาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษและวางแนวทางการสอบสวนตาม ข้อ ๒๗ แล้ว ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนโดยอนุมัติประธานกรรมการเรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษมา เพื่อแจ้ง และอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษได้กระท าการใด เมื่อใด อย่างไร พร้อมส่งส าเนาเรื่อง ที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ (ถ้ามี) ให้ผู้ ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อน เริ่มพิจารณา ในการนี้ ให้ คณะอนุกรรมการสอบสวนแจ้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษตามข้อ ๒๙ วรรคหนึ่ง


๒๔ และ แจ้งด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิที่จะได้รับแจ้ง สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อ กล่าวหาหรือ ข้อกล่าวโทษ และมีสิทธิที่จะให้ถ้อยค าหรือชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ตลอดจนอ้าง พยานหลักฐาน หรือน าพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษได้ตาม ข้อ ๓๔ การแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งเฉพาะพฤติการณ์ เท่าที่ ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษและตามพยานหลักฐาน โดยไม่ต้องแจ้งกรณีและความผิด ตาม ข้อบังคับข้อใด ทั้งนี้ ให้ท าเป็นบันทึกสองฉบับซึ่งมีสาระส าคัญตามแบบ จบ. ๒ ท้ายข้อบังคับนี้ เพื่อมอบให้ ผู้ ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษหนึ่งฉบับและเก็บไว้ในส านวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือ ผู้ ถูกกล่าวโทษลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย เมื่อได้ด าเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ให้คณะอนุกรรมการสอบสวน ถามผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูก กล่าวโทษว่าได้กระท าการตามที่ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษหรือไม่ อย่างไร ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษให้ถ้อยค ารับสารภาพว่าได้กระท าการตามที่ถูกกล่าวหา หรือ ถูกกล่าวโทษ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบว่าการกระ ท า การ ตามที่ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษดังกล่าวเป็นความผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพกรณีใด หากผู้ถูก กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษยังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยค ารับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการ รับสารภาพ และสาเหตุแห่งการกระท าไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้ คณะอนุกรรมการสอบสวนจะไม่ท าการสอบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับ เรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ โดยละเอียดจะท าการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วด าเนินการ ตามข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ ต่อไป ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมิได้ให้ถ้อยค ารับสารภาพหรือรับสารภาพบางส่วน ให้ คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา หรือข้อ กล่าวโทษแล้วด าเนินการตามข้อ ๓๔ ต่อไป ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมา แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหาหรือ ข้อ กล่าวโทษ หรือไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนส่งบันทึก ซึ่งมี สาระส าคัญตามแบบ จบ. ๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ณ ที่อยู่ ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือสถานที่ติดต่อ ที่ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ว่าได้กระท าผิด ตามที่ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ ให้ท าบันทึกซึ่งมีสาระส าคัญ ตามแบบ จบ. ๒ เป็น สามฉบับเพื่อเก็บไว้ในส านวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษสองฉบับ โดย ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับและให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษลงลายมือชื่อ และ วัน เดือน ปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในส านวนการสอบสวน หนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นก าหนดสิบห้าวัน นับแต่ วันที่ได้ด าเนินการดังกล่าว หากไม่ได้รับแบบ จบ. ๒ คืนมา ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้ ทราบข้อ กล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษแล้ว และให้ คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการ ตามวรรคห้าต่อไป ข้อ ๓๔ เมื่อได้ด าเนินการตามข้อ ๓๓ แล้ว ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการประชุม เพื่อ พิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษ ได้ กระท าการใด เมื่อใด อย่างไร และถ้าเห็นว่ายังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ กระท าการตามที่ ถูก กล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษ ก็ให้มีความเห็นยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ แล้วด าเนินการตามข้อ ๔๗ และข้อ๔๘ โดยอนุโลม


๒๕ ถ้าเห็นว่าเป็นความผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพกรณีใด ตามข้อบังคับข้อใด ก็ให้ คณะอนุกรรมการ สอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ โดยระบุข้อ กล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษที่ปรากฏตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพกรณีใด ตาม ข้อบังคับ ข้อใดและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษเท่าที่มีให้ทราบ โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระท าที่มีลักษณะเป็นการ สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ส าหรับพยานบุคคล จะระบุ หรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้โดยค านึงถึง หลักการคุ้มครองพยาน ทั้งนี้ การแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่ สนับสนุนข้อ กล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ให้แจ้งพยานหลักฐานฝ่ายกล่าวหาหรือฝ่ายกล่าวโทษเท่าที่มี ตามที่ ปรากฏไว้ใน ส านวนให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ การแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามวรรคสอง ให้ท าบันทึก ซึ่งมีสาระส าคัญตามแบบ จบ. ๓ ท้ายข้อบังคับนี้ โดยท าเป็นสองฉบับมอบให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือ ผู้ถูกกล่าวโทษ หนึ่งฉบับ และเก็บไว้ในส านวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษ ลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปีที่รับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย เมื่อได้ด าเนินการดังกล่าวแล้ว ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาหรือ ผู้ถูกกล่าวโทษว่า จะยื่นค าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษเป็นหนังสือหรือไม่ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือ ผู้ถูกกล่าวโทษประสงค์ จะยื่นค าชี้แจงเป็นหนังสือ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษยืน ค าชี้แจง ภายในเวลาอันสมควร แต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับทราบ ข้อกล่าวหาหรือ ข้อกล่าวโทษและ สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ และต้อง ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูก กล่าวโทษที่จะให้ถ้อยค าเพิ่มเติมรวมทั้งน าสืบแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษด้วย ในกรณีที่ผู้ถูก กล่าวหาหรือ ผู้ถูกกล่าวโทษไม่ประสงค์จะยื่นค าชี้แจงเป็นหนังสือ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการ เพื่อให้ผู้ถูก กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษให้ถ้อยค าและน าสืบ แก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษโดยไม่ชักช้า เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จแล้ว ให้ด าเนินการ ตามข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ ต่อไป ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมา แต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบ หรือไม่มา รับทราบข้อ กล่ า วห าห รือข้อกล่ า วโทษแล ะส รุปพย านหลัก ฐ านที่สนับสนุนข้อกล่ า วห าห รือข้อกล่ า วโทษ ให้ คณะอนุกรรมการสอบสวนส่งบันทึก ซึ่งมีสาระส าคัญตามแบบ จบ. ๓ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ตอบรับ ไป ให้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ซึ่งปรากฏ ตามหลักฐานของ ทาง ราชการหรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้ง มีหนังสือขอให้ ผู้ถูก กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษชี้แจง นัดมาให้ถ้อยค าและน าสืบแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ ในกรณีเช่นนี้ ให้ ท าบันทึกซึ่งมีสาระส าคัญตามแบบ จบ. ๓ เป็นสามฉบับ เพื่อเก็บ ไว้ในส านวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และ ส่ง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษสองฉบับ โดยให้ผู้ถูก กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเก็บไว้หนึ่งฉบับและให้ ผู้ถูก กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในส านวนการ สอบสวน หนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ ได้ด าเนินการดังกล่าว หากไม่ได้รับแบบ จบ. ๓ คืนหรือไม่ ได้รับค า ชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษ หรือผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ไม่มาให้ถ้อยค าตาม นัดถือว่าผู้ ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษได้ทราบข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและสรุปพยานหลักฐาน ที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษแล้ว และไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ในกรณี เช่นนี้ คณะอนุกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริง เพิ่มเติมจะสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วด าเนินการตามข้อ ๔๗ และ ข้อ ๔๘ ต่อไป


๒๖ แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมาขอให้ถ้อยค า ยื่นค าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ หรือขอน าสืบแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษก่อนที่คณะอนุกรรมการสอบสวนจะเสนอส านวน การสอบสวน ตามข้อ ๔๘ โดยมีเหตุผลอันสมควร ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษ ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษร้องขอ ข้อ ๓๕ เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานตามข้อ ๓๔ เสร็จแล้ว ก่อนเสนอ ส านวนการสอบสวนต่อคณะกรรมการตามข้อ ๔๘ ถ้าคณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่า จ าเป็นจะต้องรวบรวม พยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้ด าเนินการได้ ถ้าพยานหลักฐานที่ได้เพิ่มเติมมานั้นเป็น พยานหลักฐาน ที่สนับสนุน ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวน สรุปพยานหลักฐานดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษที่จะให้ถ้อย ค าหรือน าสืบแก้เฉพาะ พยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษนั้น ทั้งนี้ ให้น าข้อ ๓๔ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ข้อ ๓๖ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ซึ่งได้ยื่นค าชี้แจงหรือให้ถ้อยค าแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อ กล่าวโทษไว้แล้ว มีสิทธิยื่นค าชี้แจงเพิ่มเติมหรือขอให้ถ้อยค าหรือน าสืบแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ เพิ่มเติม ต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ หากคณะอนุกรรมการ สอบสวนเห็นว่า มี เหตุสมควรให้รับค าชี้แจงไว้พิจารณาต่อไป เมื่อการสอบสวนแล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูก กล่าวโทษจะยื่นค าชี้แจงต่อคณะกรรมการก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้รับค าชี้แจงนั้นรวมไว้ในส านวน การสอบสวน เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย ข้อ ๓๗ ในการสอบปากค าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษและพยาน ต้องมีอนุกรรมการ สอบสวนไม่ น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ านวนอนุกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะสอบสวนได้ ข้อ ๓๘ ก่อนเริ่มสอบปากค าพยาน ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนแจ้งให้พยานทราบว่า อนุกรรมการ สอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การให้ถ้อยค าอันเป็นเท็จ ต่ออนุกรรมการ สอบสวนอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย ในการสอบปากค าผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็ก ให้สอบสวนในสถานที่ที่เหมาะสมส าหรับเด็ก และ จัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ และบุคคลที่เด็กร้องขอหรือไว้วางใจ เข้าร่วม ในการสอบปากค านั้นด้วย หากผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กตั้งรังเกียจผู้ประกอบวิชา ชีพทาง การศึกษา ดังกล่าวข้างต้นให้เปลี่ยนตัวบุคคลนั้น ข้อ ๓๙ ในการสอบปากค าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษและพยาน ห้ามมิให้อนุกรรมการ สอบสวน กระท าหรือจัดให้กระท าการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้ค ามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือกระท าโดย มิชอบด้วย ประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้บุคคลนั้นให้ถ้อยค าอย่างใด ๆ หรือกระท าให้ท้อใจ หรือใช้กลอุบาย อื่นเพื่อป้องกัน มิให้บุคคลใดให้ถ้อยค าหรือไม่ให้ถ้อยค าซึ่งอยากจะให้ด้วยความเต็มใจในเรื่องที่ถูกกล่าวหา หรือถูกกล่าวโทษ นั้น ข้อ ๔๐ ในการสอบปากค าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษและพยาน ให้คณะอนุกรรมการ สอบสวน เรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากค าเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคน และห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่ สอบสวน เว้น แต่ทนายความหรือที่ปรึกษาของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษหรือบุคคลตามข้อ ๓๘ วรรคสอง หรือวรรค สาม หรือบุคคลซึ่งคณะอนุกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวน เพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวน การสอบปากค าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษและพยาน ให้บันทึกถ้อยค าซึ่งมีสาระส าคัญ ตามแบบ จบ. ๔ หรือแบบ จบ. ๕ ท้ายข้อบังคับนี้แล้วแต่กรณี เมื่อได้บันทึกถ้อยค าเสร็จแล้วให้อ่าน ให้ผู้ให้ถ้อยค าฟัง หรือจะให้ผู้ให้ถ้อยค าอ่านเองก็ได้ ถ้ามีการแก้ไข ทักท้วง หรือเพิ่มเติมให้แก้ไขให้ถูกต้อง หรือมิฉะนั้น ก็ให้


๒๗ บันทึกไว้ เมื่อผู้ให้ถ้อยค ารับว่าถูกต้องแล้ว ให้ผู้ให้ถ้อยค า ผู้เข้าร่วมฟังตามวรรคหนึ่ง ที่อยู่ในที่สอบสวนและผู้ บันทึกถ้อยค าลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน และให้อนุกรรมการสอบสวนทุกคน ซึ่งร่วมสอบสวนลงลายมือชื่อ รับรองไว้ในบันทึกถ้อยค านั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยค ามีหลายหน้า ให้อนุกรรมการสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับ ผู้ให้ถ้อยค าลงลายมือชื่อก ากับไว้ทุกหน้า ในการบันทึกถ้อยค า ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้ แล้ว ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติม และให้อนุกรรมการสอบสวนผู้ร่วมสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับ ผู้ให้ถ้อยค าลง ลายมือชื่อก ากับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่าหรือตกเติม ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยค าหรือผู้เข้าร่วมฟังตามวรรคหนึ่งที่อยู่ในที่สอบสวนไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้บันทึก เหตุนั้นไว้ในบันทึกถ้อยค านั้น และให้อนุกรรมการสอบสวนทุกคนซึ่งร่วมสอบสวนลงลายมือชื่อ รับรองไว้ด้วย ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยค าไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้น ามาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์มาใช้ บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่พยานไม่มาหรือมาแต่ไม่ให้ถ้อยค า หรือคณะอนุกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ ภายใน เวลาอันสมควร คณะอนุกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ใน บันทึก ประจ าวันที่มีการสอบสวนตามข้อ ๒๕ วรรคสาม และรายงานการสอบสวนตามข้อ ๔๘ ต่อไป ข้อ ๔๑ ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่า การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะท าให้ การ สอบสวนล่าช้าโดยไม่จ าเป็น หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นส าคัญ จะงดการสอบสวน พยานหลักฐานนั้นก็ ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจ าวันที่มีการสอบสวนตามข้อ ๒๕ วรรคสาม และรายงานการ สอบสวน ตามข้อ ๔๘ ต่อไป ข้อ ๔๒ ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่า กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษ ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในค าสั่งแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวน ให้ ประธานอนุกรรมการสอบสวนรายงานคณะกรรมการโดยไม่ชักช้า ถ้าคณะกรรมการเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควร กล่าวหาหรือกล่าวโทษว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามที่รายงาน ให้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สอบสวน โดยจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน คณะเดิมเป็นผู้ ท าการสอบสวนหรือแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวนคณะใหม่ก็ได้ ข้อ ๔๓ ในกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้อื่นว่ามีส่วนร่วม ในการ กระท าการในเรื่องที่ท าการสอบสวนนั้นด้วย ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้น ผู้ประกอบ วิชาชีพทางการศึกษาผู้นั้นมีส่วนร่วมกระท าการในเรื่องที่สอบสวนด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นว่าผู้นั้น มีส่วนร่วมกระท า การในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วย ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนรายงาน ไปยังคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ด าเนินการตามควรแก่กรณีโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาหรือกล่าวโทษว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของ วิชาชีพ หรือเป็นความผิดกรณีอื่นตามที่รายงาน ให้สั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน โดยจะแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวนคณะเดิมเป็นผู้สอบสวน หรือจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ สอบสวนใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ให้ ด าเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก าหนดไว้ในข้อบังคับนี้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้สอบสวน มาแล้วประกอบการพิจารณาได้ ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการสอบสวนโดยแยกเป็นส านวนการสอบสวนใหม่ ให้น า ส าเนาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในส านวนการสอบสวนเดิมรวมไว้ในส านวนการสอบสวนใหม่ หรือบันทึกให้ ปรากฏด้วยว่าน าพยานหลักฐานใดจากส านวนการสอบสวนเดิมมาประกอบการพิจารณา ในส านวนการ สอบสวนใหม่ด้วย


๒๘ ข้อ ๔๔ ในกรณีที่มีค าพิพากษาถึงที่สุดว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษกระท าผิดหรือต้อง รับผิด ในคดีที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ถ้าคณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริง ที่ปรากฏตาม ค าพิพากษาได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว อาจถือเอาค าพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐาน ที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษก็ได้ โดยไม่ต้องสอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับ ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ แต่ ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ และแจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ พร้อมทั้งสรุป พยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามที่ปรากฏ ในค าพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษทราบ ทั้งนี้ให้น าข้อ ๓๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อ ๔๕ ในกรณีที่มีส่วนราชการ หรือหน่วยงานอื่นซึ่งได้ด าเนินการทางวินัย หรือได้ชี้มูล ความผิด ผู้ ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้ใดแล้ว หรือแจ้งผลด าเนินการให้คุรุสภาทราบ หากพฤติการณ์ ของผู้ถูก กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีมูลเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพเกี่ยวกับเรื่อง ที่กล่าวหาหรือ กล่าวโทษ ถ้าคณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามส านวน การสอบสวนทางวินัยหรือชี้มูล ความผิดดังกล่าวได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว อาจถือเอาข้อเท็จจริง ตามส านวนการสอบสวนทางวินัยหรือชี้มูลความผิดดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษก็ได้ โดยไม่ต้องสอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ แต่ ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ และแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ พร้อมทั้งสรูป พยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามที่ปรากฏในส านวนการสอบสวนหรือชี้มูล ความผิด ดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ ทั้งนี้ ให้น าข้อ ๓๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อ ๔๖ ในระหว่างการสอบสวน ถ้ามีการถอนเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ หรือออกจาก ราชการ หรือออกจากงาน หรือขาดต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้วแต่กรณี ไม่เป็นเห ตุ ให้ระงับการ สอบสวนดังกล่าว ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนท าการสอบสวนต่อไปจนแล้วเสร็จ แล้วด าเนินการตามข้อ ๔๗ และข้อ ๔๘ ต่อไป ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฏภายหลังว่าผู้นั้นขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทาง การศึกษา ให้เลขาธิการรายงานข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อประกอบการพิจารณา ในการขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาหรือต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษาแล้วแต่ กรณี หมวด ๙ การท ารายงานการสอบสวน ข้อ ๔๗ เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จแล้ว ให้ประชุม เพื่อ พิจารณาส านวนการสอบสวน โดยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ทั้งข้อเท็จจริงอันเป็นสาระส าคัญ ของการ กระท า ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงวินิจฉัย ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาลงมติ ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนถามอนุกรรมการสอบสวนที่ละคน เพื่อให้ออก ความเห็นทุกคนในทุกประเด็นที่พิจารณา ทั้งนี้ ให้น าข้อ ๕๕ และข้อ ๕๖ มาใช้บังคับโดย อนุโลม ข้อ ๔๘ เมื่อได้ประชุมพิจารณาลงมติตามข้อ ๔๗ แล้ว ให้คณะอนุกรรมการสอบสวน ท ารายงานการ สอบสวนซึ่งมีสาระส าคัญตามแบบ จบ. ๕ ท้ายข้อบังคับนี้ เสนอต่อประธานกรรมการ หากอนุกรรมการ สอบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้ง ให้ผู้นั้นท าความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของ รายงานการสอบสวนด้วย


๒๙ รายงานการสอบสวนอย่างน้อยต้องมีสาระส าคัญ ดังต่อไปนี้ (๑) สรุปข้อเท็จจริงอันเป็นสาระส าคัญและพยานหลักฐาน ในกรณีที่ไม่ได้สอบสวนพยาน ตามข้อ ๔๐ วรรคหก และข้อ ๔๑ ให้รายงานเหตุที่ไม่ได้สอบสวนนั้นให้ปรากฏไว้ ในกรณีที่ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษ ให้ถ้อยค ารับสารภาพให้บันทึกเหตุผลในการรับสารภาพไว้ด้วย (๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษกับ พยานหลักฐาน ที่ หักล้างข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ (๓) ความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้ประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพหรือไม่ อย่างไร ถ้าไม่ผิดให้เสนอความเห็นยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ถ้าผิด ให้ ระบุว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตามกรณีใด ตามข้อบังคับข้อใด และสมควรก าหนด ระดับความผิด สถานใด พร้อมทั้งข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจ เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนได้ท ารายงานการสอบสวนแล้ว ให้เสนอส านวนการสอบสวน พร้อมทั้ง สารบาญต่อคณะกรรมการโดยผ่านเลขาธิการเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของส านวนการสอบสวน ตามข้อ ๔๔ ข้อ ๕๐ ข้อ ๕๑ และข้อ ๕๒ แล้วรายงานต่อคณะกรรมการ และให้ถือว่าการสอบสวน แล้วเสร็จ หมวด ๑๐ การสอบสวนที่มิชอบและบกพร่อง ข้อ ๔๔ ในกรณีที่ปรากฏว่าการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนไม่ถูกต้องตามข้อ ๑๕ ให้การ สอบสวนทั้งหมดเสียไป ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนใหม่ ให้ถูกต้อง ข้อ ๕๐ ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดท าไม่ถูกต้อง ให้การสอบสวนตอนนั้นเสียไป เฉพาะใน กรณีดังต่อไปนี้ (๑) การประชุมของคณะอนุกรรมการสอบสวน มีอนุกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่ครบ ตามที่ ก าหนดไว้ในข้อ ๒๘ วรรคหนึ่ง (๒) การสอบปากค าบุคคลด าเนินการไม่ถูกต้องตามที่ก าหนดไว้ในข้อ ๒๐ ข้อ ๓๗ ข้อ ๓๘ วรรคสอง วรรคสาม ข้อ ๓๙ หรือข้อ ๔๐ วรรคหนึ่ง ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการมีมติให้คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการตามกรณีดังกล่าว ใหม่ให้ ถูกต้อง โดยไม่ชักช้า ข้อ ๕๑ ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการสอบสวนไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ มา รับทราบข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ หรือไม่ ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือ ข้อ กล่าวโทษทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ หรือไม่มีหนังสือขอให้ ผู้ถูก กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมาชี้แจง หรือนัดมาให้ถ้อยค าหรือน าสืบแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ตามข้อ๓๔ ให้คณะกรรมการมีมติให้คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการให้ถูกต้องโดยไม่ชักช้า และต้องให้ โอกาสผู้ ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษที่จะชี้แจง ให้ถ้อยค า และน าสืบแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษตาม ที่ก าหนด ไว้ในข้อ ๓๔ ด้วย ในกรณีที่การสอบสวนของคณะอนุกรรมการสอบสวนแตกต่างจากข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ที่ คณะอนุกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ แต่ในการสอบสวน ของ คณะอนุกรรมการสอบสวนนั้น ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษไม่ได้หลงข้อต่อสู้โดยได้แก้ ข้อกล่าวหาหรือ ข้อกล่าวโทษในความผิดนั้นแล้วซึ่งไม่ท าให้เสียความเป็นธรรม ให้ถือว่าการสอบสวน และพิจารณานั้นใช้ได้ และให้ก าหนดความผิดผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้ตามข้อบังคับข้อใด หรือกรณีความผิดที่ถูกต้อง


๓๐ ข้อ ๕๒ ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดท าไม่ถูกต้องตามข้อบังคับนี้ นอกจาก ที่ก าหนดไว้ใน ข้อ ๔๔ ข้อ ๕๐ และข้อ ๕๑ ถ้าการสอบสวนตอนนั้นเป็นสาระส าคัญอันจะท าให้เสีย ความเป็นธรรม ให้ คณะกรรมการมีมติให้คณะอนุกรรมการสอบสวนแก้ไขหรือด าเนินการตอนนั้นให้ ถูกต้องโดยไม่ชักช้า แต่ถ้า การสอบสวนตอนนั้นมิใช่สาระส าคัญอันจะท าให้เสียความเป็นธรรม คณะกรรมการ อาจมีมติให้แก้ไขหรือ ด าเนินการให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้ หมวด ๑๑ การพิจารณาของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ข้อ ๕๓ การพิจารณาพยานหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษประพฤติผิด จรรยาบรรณของ วิชาชีพหรือไม่ อย่างไร ให้พิจารณาจากพยานหลักฐานในส านวนการสอบสวน และต้อง เป็นพยานหลักฐาน ที่ได้สรุปแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบแล้วเท่านั้น ข้อ ๕๔ เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้ประธาน กรรมการ เรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใด ให้ก าหนดประเด็นพร้อมทั้ง ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคณะเดิมเพื่อด าเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ตาม ความ จ าเป็น ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวนคณะเดิมไม่อาจท าการสอบสวนได้หรือคณะกรรมการ เห็นสมควร จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนคณะใหม่ขึ้นท าการสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้น าข้อ ๑๕ วรรคสอง และข้อ ๑๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนตามวรรคสองหรือวรรคสามแล้วแต่กรณี ท าการสอบสวนเพิ่มเติม ให้ แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้า เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งพยานหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ได้จากการ สอบสวน เพิ่มเติมไปให้คณะกรรมการเพื่อด าเนินการต่อไปโดยไม่ชักช้า โดยจัดท าความเห็นเฉพาะที่ได้ จากการสอบสวน เพิ่มเติมประกอบไปด้วยก็ได้ ข้อ ๕๕ คณะกรรมการมีอ านาจวินิจฉัยชี้ขาดการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพได้ทุก กรณี ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามส านวนการสอบสวนเพียงพอต่อการพิจารณาแล้ว ให้ คณะกรรมการมีอ านาจวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีที่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมิได้ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้ยก ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ (๒) กรณีที่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ถ้าเป็น ความผิดเล็กน้อย ให้ตักเตือน (๓) กรณีที่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ถ้าเป็น ความผิดที่ยังไม่ถึงขั้นต้องพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้ภาคทัณฑ์ (๔) กรณีที่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีลักษณะ ร้ายแรง ถ้าให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาอีกต่อไปจะมีผลกระทบหรือศรัทธาต่อผู้รับบริการ หรือประชาชน หรือองค์กรวิชาชีพอย่างร้ายแรงให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มี ก าหนดเวลาตาม ที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินห้าปีหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา แล้วแต่กรณี ในการพิจารณาความผิดนั้น ให้คณะกรรมการพิจารณาว่าเป็นความผิดกรณีใด ตามข้อบังคับ ข้อใด และสมควรมีมติก าหนดความผิดระดับใด ถ้าเป็นกรณีตาม (๔) จะพิจารณาก าหนดความผิดระดับ ต่ ากว่า การ พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาไม่ได้


๓๑ ในกรณีที่กรรมการผู้ใดมีความเห็นแย้ง ให้มีสิทธิท าความเห็นแย้งของตนแนบไว้กับค าวินิจฉัย ดังกล่าว ก็ได้ ข้อ ๕๖ คณะกรรมการอาจน าเหตุต่อไปนี้มาพิจารณาลดหย่อนในการก าหนดระดับความผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพก็ได้ (๑) ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีคุณงามความดีมาก่อน (๒) ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษรู้ส านึกถึงความผิดและพยายามบรรเทาผลร้าย แห่งความผิดนั้น (๓) ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษยอมรับผิดหรือให้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ต่อคณะอนุกรรมการ สอบสวนอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา (๔) ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษกระท าโดยส าคัญผิดหรือผิดหลง แต่การกระท านั้น ไม่เกิดผล เสียหายต่อวิชาชีพ (๕) เหตุอื่น ๆ ที่คณะกรรมการเห็นว่ามีลักษณะท านองเดียวกัน ข้อ ๕๗ ค าวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตามข้อ ๕๕ ให้ท าเป็นค าวินิจฉัยของ คณะกรรมการพร้อม ด้วยเหตุผลของการวินิจฉัยไว้ และเหตุผลนั้นต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็น สาระส าคัญข้อกฎหมาย ที่ อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการด้วย หมวด ๑๒ ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ข้อ ๕๘ เมื่อคณะกรรมการได้มีมติตามข้อ ๕๕ แล้ว ให้เลขาธิการจัดท าค าวินิจฉัย ของคณะกรรมการ เสนอให้ประธานกรรมการโดยอนุมัติคณะกรรมการเพื่อลงนาม และแจ้งค าวินิจฉัย ของคณะกรรมการให้ผู้ถูก กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการ ลงนามในค าวินิจฉัย พร้อมทั้ง ต้องแจ้งสิทธิอุทธรณ์ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูก กล่าวโทษทราบ และแจ้งให้ ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบด้วย ให้เลขาธิการบันทึกค าวินิจฉัยของคณะกรรมการในทะเบียนผู้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทาง การศึกษาเพื่อประโยชน์ในการควบคุมใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยบันทึกเลขที่ ค าวินิจฉัย และมติของคณะกรรมการดังกล่าว ข้อ ๕๙ ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการให้มีผลใช้บังคับนับตั้งแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษ ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยดังกล่าว ทั้งนี้ การแจ้งนั้น ให้น ากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองมาใช้บังคับ ด้วยโดยอนุโลม เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้รับส าเนาค าวินิจฉัยของคณะกรรมการแล้วให้ตอบรับทราบ ค า วินิจฉัยนั้น พร้อมทั้งให้ส่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของตนซึ่งถูกพักใช้ใบอนุญาต ประกอบ วิชาชีพทางการศึกษาหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษานั้นคืนให้คุรุสภา ภายในสิบห้า วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าว ข้อ ๖๐ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเห็นว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากค าวินิจฉัย ของ คณะกรรมการ อาจอุทธรณ์ค าวินิจฉัยนั้นต่อคณะกรรมการคุรุสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ แจ้งค า วินิจฉัยดังกล่าว การอุทธรณ์ให้เป็นไปตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการอุทธรณ์ค าวินิจฉัย


๓๒ บทเฉพาะกาล ข้อ ๖๑ กรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษแต่ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวน สอบสวน หรือมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนและได้มีการด าเนินการสืบสวนสอบสวน ก่อน ข้อบังคับคุรุสภาฉบับนี้ใช้บังคับแต่ยังด าเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้ด าเนินการสืบสวนหรือแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวนขึ้นใหม่และด าเนินการสืบสวนสอบสวนตามที่ก าหนดไว้ในข้อบังคับนี้ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยที่เป็นการสมควรยกเลิกข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘ อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) (๑๑) (จ) และมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติ สภา ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๕๖ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการคุรุสภาจึงออกข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖” ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วย มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อบังคับคุรุสภาฉบับใดอ้างอิงข้อบังคับคุรุสภาฉบับที่ยกเลิกแล้วตามวรรคหนึ่ง รวมทั้งระเบียบ หรือประกาศใดที่ออกภายใต้ข้อบังคับดังกล่าว ให้ถือว่าอ้างอิงข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ.๒๕๕๖ หรือข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ แล้วแต่กรณี ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้ “วิชาชีพ” หมายความว่า วิชาชีพทางการศึกษาที่ท าหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอน และการ ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งการรับผิดชอบการบริหารสถานศึกษา ในสถานศึกษา ปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ต่ ากว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน และการบริหาร การศึกษานอก สถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนการสนับสนุนการศึกษาให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่อง กับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษา ในหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” หมายความว่า ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และ บุคลากรทางการศึกษาอื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามพระราชบัญญัติสภาครู และบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ “ครู” หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริม การ เรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ต่ ากว่าปริญญา ทั้งของ รัฐและเอกชน “ผู้บริหารสถานศึกษา” หมายความว่า บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในต าแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ภายใน เขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาอื่นที่จัดการศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ต่ ากว่าปริญญา ทั้ง ของรัฐและเอกชน “ผู้บริหารการศึกษา” หมายความว่า บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในต าแหน่งผู้บริหารนอกสถานศึกษา ใน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา


๓๓ “บุคลากรทางการศึกษาอื่น” หมายความว่า บุคคลซึ่งท าหน้าที่สนับสนุนการศึกษา ให้บริการหรือ ปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษา ในหน่วยงาน การศึกษาต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานการศึกษาก าหนดต าแหน่งให้ต้องมีคุณวุฒิทางการศึกษา “จรรยาบรรณของวิชาชีพ” หมายความว่า มาตรฐานการปฏิบัติตนที่ก าหนดขึ้นเป็นแบบแผน ในการ ประพฤติตน ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียง และฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคม อันจะน ามาซึ่ง เกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ ข้อ ๕ ให้ประธานกรรมการคุรุสภารักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอ านาจออกระเบียบ ประกาศ หรือค าสั่งเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ รวมทั้งให้มีอ านาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา เกี่ยวกับการปฏิบัติ ตามก าหนดไว้ในข้อบังคับ ข้อ ๖ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ และแบบแผน พฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ หมวด ๑ จรรยาบรรณต่อตนเอง ข้อ ๗ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และ วิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ หมวด ๒ จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ข้อ ๘ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็น สมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ หมวด ๓ จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ข้อ ๙ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้ก าลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า ข้อ ๑๐ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัย ที่ถูกต้องดี งามแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้อ ๑๑ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ข้อ ๑๒ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระท าตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ ข้อ ๑๓ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับ หรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ต าแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ หมวด ๔ จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ข้อ ๑๔ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่น ในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ


๓๔ หมวด ๕ จรรยาบรรณต่อสังคม ข้อ ๑๕ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้น าในการอนุรักษ์ และพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ ของส่วนรวม และยึดมั่น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิด จรรยาบรรณ ของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เกิดความรวดเร็วมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลในการ ปฏิบัติหน้าที่ อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๙ (๔) (๑๑) (ข) และ (จ) แห่งพระราชบัญญัติสภาครู และบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ ๔/๒๕๕๙ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการคุรุสภาจึงออก ข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิด จรรยาบรรณของ วิชาชีพ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙” ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของข้อ ๑๒ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณา การประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ “เมื่อได้ด าเนินการตามข้อ ๑๑ (๑) (๒) (๓) (๔) แล้ว ถ้าเลขาธิการคุรุสภาเห็นว่า กรณีไม่มีมูล เป็นการ ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้เสนอคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยยุติเรื่อง ข้อ ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๑๓/๑ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณา การประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ “ข้อ ๑๓/๑ กรณีสืบสวนข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มีพฤติกรรม ประพฤติ ผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพและได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและสรุปพยานหลักฐาน ให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ พร้อมทั้งรับฟังค าชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษแล้ว และคณะกรรมการ เห็นว่าเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพไม่ร้ายแรง ให้คณะกรรมการ วินิจฉัยโทษตามควรแก่กรณี โดยไม่ตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนก็ได้ ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๕ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๑๕ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน ให้มีจ านวนไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคน ประกอบด้วย (๑) ประธานอนุกรรมการสอบสวน ต้องเป็นสมาชิกคุรุสภาประเภทสามัญ เป็นผู้ประกอบ วิชาชีพ ทางการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี ไม่เคยกระท าผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพหรือกระท าผิดวินัย และมี ต าแหน่งหรือวิทยฐานะไม่ต่ ากว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ แม้ภายหลังประธานอนุกรรมการสอบสวน จะมีต าแหน่งหรือวิทยฐานะต่ ากว่าหรือเทียบได้ต่ ากว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ก็ไม่กระทบถึงการที่ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการสอบสวน


๓๕ (๒) อนุกรรมการ ให้แต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งเป็นสมาชิก คุรุสภา ประเภทสามัญ และไม่เคยกระท าผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพหรือกระท าผิดวินัย (๓) อนุกรรมการและเลขานุการ ให้แต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับปริญญา ทางกฎหมาย หรือผู้ที่ด ารง ต าแหน่งนิติกรหรือผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมการด าเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ หรือการด าเนินการทาง วินัย หรือผู้มีประสบการณ์สอบสวนจรรยาบรรณหรืองานวินัย ในกรณีจ าเป็น จะให้มีผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับแต่งตั้ง และในกรณี ที่ผู้ได้รับแต่งตั้งมีผู้บังคับบัญชาต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นด้วย” ข้อ ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๕๕/๑ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณา การประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ “ข้อ ๕๕/๑ การพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต ให้คณะกรรมการวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตทุกประเภทที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้รับ” ข้อ ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นหมวด ๑๓ การพักใช้ใบอนุญาต ข้อ ๖๐/๑ ข้อ ๖๐/๒ ข้อ ๕๐/๓ และ ข้อ ๖๐/๔ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ หมวด ๑๓ การพักใช้ใบอนุญาต ข้อ ๖๐/๑ กรณีปรากฏว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา กระท าผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ อย่าง ร้ายแรงดังต่อไปนี้ ให้เลขาธิการน าเสนอคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวน หรือสอบสวน ทันที เมื่อคณะกรรมการได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนหรือสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการ พิจารณา วินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสืบสวนหรือสอบสวนก็ได้ (๑) มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือ เกี่ยวข้องกับค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๕๙ (๒) มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระท าล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือนักศึกษาไม่ว่าจะอยู่ ใน ความดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม่ หรือกระท าล่วงละเมิดทางเพศกับข้าราชการครู และบุคลากร ทาง การศึกษาหรือบุคคลอื่น (๓) ถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่ ข้อ ๖๐/๒ การวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตตามข้อ ๖๐/๑ ให้วินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาต ทุกประเภท ได้ไม่เกิน หกสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้รับทราบค าวินิจฉัย ข้อ ๖๐/๓ ผู้ได้รับใบอนุญาตซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตตามข้อ ๖๐/๑ อาจอุทธรณ์ ค า วินิจฉัยต่อคณะกรรมการคุรุสภาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับทราบค าวินิจฉัย ข้อ ๖๐/๔ เมื่อได้มีการพักใช้ใบอนุญาตตามข้อ ๖๐/๑ ถ้าภายหลังผลการสืบสวน หรือสอบสวน ปรากฏว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผู้นั้น ไม่มีพฤติกรรมประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ ให้คณะกรรมการมีค าวินิจฉัยยกเลิกการพักใช้ใบอนุญาตทันที”


๓๖ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อให้การบังคับใช้ จรรยาบรรณของ วิชาชีพมีประสิทธิภาพและสอดรับกับสภาวการณ์ปัจจุบัน อาศัยอ านาจตามความในมาตรา ๙ (๔) (๑๑) (ข) (จ) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ และมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๖๓ วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการคุรุสภา จึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๓” ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในข้อ ๓๑ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๓๑ การสอบสวนกรณีที่ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษว่า ประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ ประธาน อนุกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ และให้ด าเนินการสอบสวนโดยไม่ชักช้า ดังต่อไปนี้ (๑) ด าเนินการประชุมตามข้อ ๒๗ แล้ว ให้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ตามข้อ ๓๓ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ (๒) รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ภายหลังจาก ที่ได้ด าเนินการ ตาม (๑) แล้วเสร็จ (๓) แจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษ ตามข้อ ๓๔ ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ ภายหลังจากที่ได้ด าเนินการ ตาม (๒) แล้วเสร็จ (๔) รวบรวมพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษอ้างให้แล้วเสร็จภายหลังจาก ที่ได้ ด าเนินการตาม (๓) แล้วเสร็จ (๕) ประชุมพิจารณาลงมติและท ารายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการ ภายหลังจาก ที่ได้ ด าเนินการตาม (๔) แล้วเสร็จ การสอบสวนเรื่องใดที่คณะอนุกรรมการสอบสวนด าเนินการไม่แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ ประธานอนุกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูก กล่าวโทษทราบ ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ท าให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ ต่อเลขาธิการ เพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเช่นนี้ ให้เลขาธิการสั่งขยายระยะเวลา ด าเนินการตามความ จ าเป็น จ านวน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน หากเกินระยะเวลาดังกล่าว ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวน เสนอขอขยายระยะเวลาการสอบสวนผ่านเลขาธิการเพื่อน าเสนอ คณะกรรมการคุรุสภาพิจารณาอนุมัติต่อไป” ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความในข้อ ๖๐/๑ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณา การประพฤติ ผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน


๓๗ “ข้อ ๖๐/๑ กรณีปรากฏว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษ ว่าประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งส่วนราชการหน่วยงานบังคับบัญชามีค าสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือหน่วยงานบังคับบัญชาที่มิใช่ ส่วนราชการให้ออกจากหน้าที่การปฏิบัติงาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหา ในการด าเนินคดีอาญาตาม (๑) และ (๒) แล้ว ให้เลขาธิการน าเรื่องกล่าวหาหรือกล่าวโทษ ว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพเสนอ คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนทันที เมื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนก็ได้ ในความผิด ดังต่อไปนี้ (๑) มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือ เกี่ยวข้องกับค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือเกี่ยวข้อง กับการค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ (๒) มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระท าล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนหรือนักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ใน ความดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม่ หรือกระท าล่วงละเมิดทางเพศกับข้าราชการครู และบุคลากรทางการ ศึกษาหรือบุคคลอื่น (๓) ถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่” ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความในข้อ ๖๐/๒ แห่งข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิด จรรยาบรรณของ วิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณา การประพฤติ ผิดจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๖๐/๒ การวินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาตตามข้อ ๖๐/๑ ให้วินิจฉัยพักใช้ใบอนุญาต ทุกประเภทตลอด ระยะเวลาการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพและการพิจารณา วินิจฉัยของคณะกรรมการ นับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้รับทราบค าวินิจฉัย เว้นแต่ ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้ อุทธรณ์ค าวินิจฉัยดังกล่าวและคณะกรรมการคุรุสภาเห็นว่าค าอุทธรณ์ฟังขึ้น และสมควรยกเลิกค าวินิจฉัย พักใช้ใบอนุญาตหรือการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และ การพิจารณาวินิจฉัยของ คณะกรรมการได้ล่วงพ้นหนึ่งปีนับแต่วันพักใช้ใบอนุญาตยังไม่แล้วเสร็จ” ข้อ ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น หมวด ๑๔ ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ข้อ ๖๐/๕ ข้อ ๖๐/๖ แห่ง ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๓ หมวด ๑๔ ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ข้อ ๖๐/๕ กรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษว่าประพฤติผิด จรรยาบรรณของวิชาชีพไม่ร้ายแรงเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด ตามควร แก่กรณีตามข้อ ๕๕ (๒) - (๓) โดยไม่สอบสวนหรืองดการสอบสวนก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) กระท าความผิดอาญาจนต้องค าพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้นั้นกระท าผิดและคณะกรรมการ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามค าพิพากษานั้นได้ความประจักษ์ชัดแล้ว (๒) กระท าผิดวินัยไม่ร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือหรือให้ถ้อยค ารับสารภาพ และได้มีการ บันทึกถ้อยค ารับสารภาพเป็นหนังสือ ข้อ ๖๐/๖ กรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณ ของ วิชาชีพอย่างร้ายแรงเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดตามควรแก่กรณี ตามข้อ๕๕ (๔) โดยไม่สอบสวนหรืองดการสอบสวนก็ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้


๓๘ (๑) กระท าความผิดอาญาจนได้รับโทษจ าคุกหรือโทษที่หนักกว่าจ าคุก โดยค าพิพากษาถึงที่สุด ให้ จ าคุกหรือให้ลงโทษที่หนักกว่าจ าคุก เว้นแต่เป็นโทษส าหรับความผิดที่ได้กระท าโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ (๒) ละทิ้งหน้าที่ติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย อย่าง ร้ายแรง และได้ด าเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์อันแสดงถึง ความจงใจ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง (๓) ประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรงหรือกระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้รับ สารภาพเป็นหนังสือหรือให้ถ้อยค ารับสารภาพและได้มีการบันทึกถ้อยค ารับสารภาพเป็นหนังสือ” ๔. ประโยชน์ ๔.๑.ประโยชน์ของ คุณธรรม จริยธรรม คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ดังนี้ ๔.๑.๑.ประโยชน์ต่อตนเอง ๑) ท าให้ตนเองมีชีวิตที่สงบสุข ๒) ท าให้ตนเองมีความเจริญรุ่งเริงในชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน ๓) ได้รับการยกย่องสรรเสริญเทิดทูนบูชาจากบุคคลทั่วไป ๔) ครอบครัวอบอุ่น มีความสุข ฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง ๔.๑.๒.ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ประโยชน์ต่อสถาบัน เช่น ๑) สถาบันครอบครัวของตนได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบุคคลทั่วไป ๒) สถาบันการศึกษาหรือสถาบันที่ประกอบอาชีพธุรกิจมีชื่อเสียงท าให้บุคคลอื่นศรัทธา เลื่อมใส ๓) สถาบันหรือหน่วยงานที่ตนเองสังกัดมีความเจริญก้าวหน้า ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะสมาชิกทุกคนมีคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมอันดีงาม ประโยชน์ต่อชุมชน เช่น ๑) สังคมได้รับความสงบสุข เพราะทุกคนเป็นคนดีมีคุณธรรม ๒) สังคมได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วเพราะสมาชิกทุกคนต่างกระท าหน้าที่ของตน อย่าง เต็มความสามารถ ประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เช่น ๑) สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีความมั่นคง เพราะประชาชนมีความจงรักภักดีและ เห็นความส าคัญของสถาบันดังกล่าวอย่างแท้จริง ๒) ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติมีความมั่นคงถาวรเพราะ ทุกคนมีความรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเต็มใจยึดถือปฏิบัติตาม ๔.๒. ประโยชน์ของจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหาร ๑. จรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสร้างการยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศได้ส่งเสริม สนับสนุน และพิทักษ์รักษาสถาบันหลักของประเทศ โดยการรักษาผลประโยชน์และ ชื่อเสียงของประเทศชาติ การปฏิบัติ ตามหลักศาสนา การเทิดทูนรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้ง ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย


๓๙ ๒ . ส ร้ าง ค ว า ม ซื่ อ สั ต ย์ สุ จ ริ ต มี จิ ต ส านึ กที่ ดี แ ล ะ รับ ผิ ด ช อบ ต่ อห น้ าที่ ปฏิบั ติห น้ าที่ อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามท านองคลองธรรม มีจิตส านึกที่ดี โดยมีความสุจริตใจเป็นที่ตั้ง และมีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผลจากการกระท าของตน ๓. กล้าตัดสินใจและกระท าในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าตัดสินใจและยกย่องผู้ที่ท าในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม และกล้าแสดงความคิดเห็น คัดค้าน หรือเสนอให้มีการลงโทษผู้ที่ท าสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งไม่ยอม กระท าในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือ สถานภาพของตนเอง ๔. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ คิดถึงประโยชน์ของ ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง มีความเสียสละ และมีจิตสาธารณะในการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งไม่กระท าการ อันมีลักษณะเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ๕. ท าให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของงานมุ่งมั่น อุทิศตน ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคิดถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรของรัฐ ๖. เกิดความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่ เลือกปฏิบัติโดยการใช้ความรู้สึกหรือ ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือเหตุผลของความแตกต่าง เช่น เชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ สภาพร่างกาย สถานะทาง เศรษฐกิจสังคม ๗. ด ารงตนเป็นแบบอย่างที่ดี ด ารงตนแบบอย่างที่ดีในการด าเนินชีวิต ด้วยการรักษาเกียรติศักดิ์ของ ความเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ของรัฐ รวมทั้งปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีด้วยการเคารพกฎหมายและมีวินัย ๕. ความส าคัญ ความส าคัญของกฎหมาย ๑. เป็นกฎเกณฑ์ควบคุมความประพฤติของบุคคล ๒. เป็นกฎในการด าเนินชีวิตของบุคคล ๓. แก้ปัญหาและสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้สังคม ๔. เป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล และสังคม ประโยชน์ของกฎหมาย ๑. สร้างความเป็นธรรม ๒. รู้จักสิทธิหน้าที่ของตัวเองที่จะปฏิบัติต่อสังคม ๓. ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ๔. ประโยชน์ในทางการเมืองการปกครอง ๕. รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และศีลธรรมอันดีของประชาชน วริยา ชินวรรณโน ความส าคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพไว้ว่า ผู้ที่ประกอบวิชาชีพเป็นผู้ที่ได้รับการ ฝึกฝนมีความรู้ความช านาญสูงเกินกว่าคนธรรมดาสามัญ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมีโอกาสที่จะใช้วิชาความรู้ของตน เพื่อหาประโยชน์โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้เท่าทัน เช่น แพทย์อาจรักษาผู้ป่วยแบบเลี้ยงไข้ ต ารวจอาจใช้ ต าแหน่งหน้าที่กลั่นแกล้งประชาชนเพื่อแลกกับผลประโยชน์ หรือสินบน ครูก็อาจเบียดเบียนหาผลประโยชน์ จากศิษย์ ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นในปัจจุบัน ในที่สุดสังคมก็เรียกร้อง จริยธรรมจากผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งได้มีการ ก าหนดขึ้นจากองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพนั้น ๆ โดยมีวัตถุประสงค์ส าคัญอยู่ ๓ ประการ ๑. เป็นแนวทางให้ผู้ประกอบวิชาชีพยึดถือปฏิบัติอย่างถูกต้อง ๒. เพื่อให้วิชาชีพคงฐานะ ได้รับการยอมรับและยกย่องจากสังคม ๓. เพื่อผดุงเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ


๔๐ ๖. หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง คุณธรรมในการท างาน คุณธรรมในการท างาน หมายถึง ลักษณะนิสัยที่ดีที่ควรประพฤติปฏิบัติในการประกอบอาชีพคุณธรรม ส าคัญที่ชวยให้การท างานประสบความส าเร็จมีดังนี้ ๑. ความมีสติสัมปชัญญะ หมายถึง การควบคุมตนเองให้พร้อม มีสภาพตื่นตัวฉับไวในการรับรู้ทาง ประสาทสัมผัส การใช้ปัญญาและเหตุผลในการตัดสินใจที่จะประพฤติปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ได้อย่างรอบคอบ เหมาะสม และถูกต้อง ๒. ความซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง การประพฤติปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมาทั้งกาย วาจา และใจ ไม่คิดคด ทรยศ ไมคดโกง และไม่หลอกลวงใคร ๓. ความขยันหมั่นเพียร หมายถึง ความพยายามในการท างานหรือหน้าที่ของตนเองอย่างแข็งขัน ด้วย ความมุงมั่นเอาใจใสอย่างจริงจังพยายามท าเรื่อยไปจนกวางานจะส าเร็จ ๔. ความมีระเบียบวินัย หมายถึง แบบแผนที่วางไวเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติและด าเนินการให้ถูกล าดับ ถูกที่ มีความเรียบรอย ถูกต้องเหมาะสมกับจรรยาบรรณ ข้อบังคับ ข้อตกลง กฎหมาย และศีลธรรม ๕. ความรับผิดชอบ หมายถึง ความเอาใจใสมุงมั่นตั้งใจต่องาน หน้าที่ ด้วยความผูกพัน ความ พากเพียร เพื่อให้งานส าเร็จตามจุดมุงหมายที่ก าหนดไว้ ๖. ความมีน้ าใจ คือ ปรารถนาดีมีไมตรีจิตต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนประสบความสุข และช่วยเหลือ ผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ๗. ความประหยัด หมายถึง การรู้จักใช้รู้จักออม รู้จักประหยัดเวลาตามความจ าเป็น เพื่อให้ได้ ประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด ๘. ความสามัคคี หมายถึง การที่ทุกคนมีความพร้อมทั้งกาย จิตใจ และความเป็นน้ าหนึ่งใจเดียวกัน มี จุดมุ่งหมายที่จะปฏิบัติงานให้ประสบความส าเร็จโดยไม่มีการเกี่ยงงอน จริยธรรมในการท างาน จริยธรรมในการท างาน หมายถึง กฎเกณฑ์ที่เป็นแนวทางปฏิบัติตนในการประกอบอาชีพที่ถือว่าเป็น สิ่งที่ดีงาม เหมาะสม และยอมรับการท างานหรือการประกอบอาชีพต่าง ๆ จะเน้นในเรื่องของจริยธรรมที่มี ความแตกตางกัน จริยธรรมที่น ามาซึ่งความสุขความเจริญในการท างานและการด ารงชีวิต เรียกว่า มงคล ๓๘ ประการ มงคลชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการท างานมีดังนี้ ๑. ช านาญในวิชาชีพของตน (มงคลชีวิตขอที่ ๘) เป็นการน าความรู้ที่เล่าเรียน ฝึกฝน อบรม มาปฏิบัติ ให้เกิดความช านาญจนสามารถยึดเป็นอาชีพได้ ๒. ระเบียบวินัย (มงคลชีวิตขอที่ ๙) การฝึกกาย วาจาให้อยู่ในระเบียบวินัยที่สังคมหรือสถาบันวางไว้ เป็นแบบแผน ๓. กล่าววาจาดี(มงคลชีวิตขอที่ ๑๐) คือ วจีสุจริต ๔ ประการ ได้แก ความจริง ค าประสานสามัคคีค า สุภาพ ค ามีประโยชน์ ๔. ท างานไม่คั่งค้างสับสน (มงคลชีวิตขอที่ ๑๔) ลักษณะการท างานของคนโดยทั่วไป มี ๒ แบบ คือ – การท างานคั่งค้างสับสน คือ ท างานหยาบยุ่งเหยิง ท างานไม่ส าเร็จ – การท างานไมคั่งค้าง คือ การท างานดีมีระเบียบ ท างานเต็มฝีมือ และท างานให้เสร็จ


๔๑ จรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณเกิดขึ้น เพื่อมุ่งให้คนในวิชาชีพมีประสิทธิภาพ ให้เป็นคนดีในการบริการวิชาชีพ ให้คนใน วิชาชีพมีเกียรติศักดิ์ศรีที่มีกฎเกณฑ์มาตรฐานจรรยาบรรณ จรรยาบรรณ มีความส าคัญและจ าเป็นต่อทุกอาชีพ ทุกสถาบัน และหน่วยงาน เพราะเป็นที่ยึดเหนี่ยว ควบคุมการประพฤติ ปฏิบัติด้วยความดีงาม ความส าคัญของจรรยาบรรณ เพื่อให้มนุษย์สามารถอาศัยอยู่รวมกันได้อย่างสงบสุข จึงต้องมีกฎ กติกา มารยาท ของการอยู่รวมกัน ในสังคมที่เจริญแล้วไม่มองแต่ความเจริญทางวัตถุ จริยธรรมในการท างานผู้บริหาร ๑. มีหิริโอตตัปปะ ๒. เว้นอคติ ๔ ประการ ๓. มีพรหมวิหาร ๔ ๔. มีสังคหวัตถุ ๔ จรรยาบรรณวิชาชีพส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารต้องมีจรรยาบรรณในการปฏิบัติงานและการครองตน ดังนี้ ผู้บริหารในวงการศึกษา จาก ๒ กลุ่มใหญ่ ผู้บริหารในวงการศึกษา ตามลักษณะของงานและ หน่วยงานที่ จะต้องประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู หรือจรรยาบรรณวิชาชีพอื่น อาจแบ่งเป็น กลุ่มใหญ่และ กลุ่มย่อย ได้ดังนี้ ๑. ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา ที่เป็นสถานศึกษา ๒. ผู้บรหารการศึกษา หมายถึง ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา ที่ไม่ใช่สถานศึกษา นอกจากที่กล่าว มาแล้วข้างต้น หากผู้บริหารในวงการศึกษาผู้ใด เป็นข้าราชการ หรือพนักงาน หรือลูกจ้างอื่น ของรัฐ จะต้อง ปฏิบัติตนตาม “จรรยาบรรณกลาง ของ ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ” อีกด้วย จรรยาบรรณในวิชาชีพของผู้บริหาร เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างเกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของ ผู้บริหาร ให้ ได้รับการยกย่อง เชื่อถือ ศรัทธา จากสังคมมาก จรรยาบรรณของผู้บริหารมี ดังนี้ จรรยาบรรณต่อตนเอง ๑. พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และพัฒนาตน ให้มีคุณธรรม มี สุขภาพดี ทั้งกายและจิต รวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ความสามารถในการบริหารงาน ๒. พึงอุทิศตนเพื่อหน้าที่ มีความเสียสละ และมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ๓. พึงมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ๑. พึงซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ๒. พึงใช้วิชาชีพในการบริหารจัดการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ๓. พึงละเว้นการท าธุรกิจที่อาศัยอ านาจหน้าที่ของตนเพื่อประโยชน์ในกิจการนั้น จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ๑. พึงซื่อสัตย์ต่อผู้รับบริการรักษาความลับและผลประโยชน์ในทางที่ถูก ของผู้รับบริการ ๒. พึงละเว้นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ และให้บริการด้วยความเสมอภาค ไม่ใช้อภิสิทธิ ๓. พึงให้ความส าคัญแก่ผู้รับบริการ บริหารงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้รับบริการ มิใช่เพื่อผลประโยชน์ ของตนเอง


๔๒ จรรยาบรรณต่อบุคลากรในองค์การ ๑. พึงมีความยุติธรรม มีใจเป็นกลาง ไม่เลือกปฏิบัติด้วยอคติ ๒. พึงบริหารคนด้วยระบบคุณธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ๓. พึงรักษาความสามัคคี ปฏิบัติต่อบุคลากรด้วยหลักการและเหตุผล จรรยาบรรณต่อองค์การ ชุมชน และสังคม ๑. พึงให้ความส าคัญ และมีความจงรักภักดีต่อองค์การ ๒. พึงดูแลรักษาและใช้ทรัพยากรส่วนรวมขององค์การ ย่างประหยัด คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ ๓. พึงสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน และสร้างสันติภาพ สันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคม คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่พึงประสงค์ : คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ คุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์เป็นปัจจัยส าคัญ ที่สามารถท าให้การบริหารงานบรรลุผลส าเร็จ ตามต้องการและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีคุณลักษณะทางด้าน บุคลิกภาพ ความสามารถในการ บริหารงานด้านวิชาการ และความเป็นผู้น านอกจากนี้ การปฏิบัติตนของผู้บริหารยังมี ผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมทั้งขวัญและก าลังใจของครูด้วยซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน การศึกษา เพื่อการ ประเมินคุณภาพภายนอกของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่กล่าวว่า ผู้บริหารควรมีวิสัยทัศน์ใน การจัดการ ศึกษาให้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีภาวะผู้น าสูงตลอดจนมนุษยสัมพันธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้ที่ เกี่ยวข้อง และ ความเป็น ประชาธิปไตยหากผู้บริหารมีคุณลักษณะ และความสามารถที่เหมาะสม ก็จะได้รับ ความร่วมมือร่วม ใจจาก ผู้ร่วมงานในหน่วยงาน องค์กร ชุมชนและท้องถิ่นอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้การ ปฏิบัติงานประสบ ความส าเร็จ (ศุภมาส วิสัชนาม, ๒๕๖๐) การที่ผู้บริหารโรงเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ก็จะเป็นที่ ยอมรับนับถือของ ผู้ร่วมงาน ท าให้ผู้ร่วมงานเกิดขวัญและก าลังใจ รู้สึกว่าตนเองมีความมั่นคง ความ ปลอดภัย ในการ ปฏิบัติงาน ซึ่งส่งผลให้การปฏิบัติงานในองค์กรสามารถด าเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นสิ่งส าคัญและเป็นประโยชน์ต่อบุคคลทั่วไป จึงควรให้ มีการ ปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดกับบุคคลทุกๆ คน ผู้บริหารในสถานศึกษาที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม และ จรรยาบรรณวิชาชีพควรต้องศึกษา ข้อคิด คติธรรมและหลักค าสอนทางศาสนา เพื่อท าควา มเข้าใจกับ หลักธรรมนั้น ๆ เป็นเบื้องต้น แล้วน าไป คิดวิเคราะห์พิจารณาปรับใช้ให้เหมาะกับภารกิจของผู้บริหาร เช่น ภารกิจในฐานะผู้น าองค์กร ผู้น าชุมชน หรือสังคม ภารกิจของผู้วางแผน ก าหนดนโยบาย จัดองค์การ บริหาร บุคคล ฯลฯ ล้วนต้องอาศัยหลักธรรม ในการประกอบควบคู่ไปกับความรู้ความสามารถทั้งสิ้น จึงควรศึกษา วิเคราะห์ รวบรวมหลักธรรมแล้วน าไป ประพฤติปฏิบัติ ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้บริหารที่มีทั้งคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม และมีคุณประโยชน์ต่อ องค์กรและสังคมอย่างแท้จริง คุณลักษณะของผู้บริหาร สถานศึกษาที่พึงประสงค์ ๑. คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่พึงประสงค์(ฉลอง มาปรีดา, ๒๕๓๗) มีดังนี้ ๑.๑ มีความกระตือรือร้น เป็นคุณสมบัติข้อแรกที่ผู้บริหารพึงมี ในการจัดท าสิ่งใดก็ตาม ถ้าผู้น าในการจัดท าสิ่งนั้นมีความกระตือรือร้นแล้วผู้ตามทั้งหมดก็จะต้องสนใจในการท าสิ่งนั้นด้วย ๑.๒ มีการเรียนรู้งาน ผู้บริหารต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เฉพาะแต่ ความรู้ในหน้าที่การงาน ซึ่งถือว่ามีความจ าเป็นต้องทราบโดยกระจ่างอยู่แล้ว ๑.๓ ความสดชื่นร่าเริง ความสดชื่นร่าเริงเป็นเครื่องมือส าคัญประการหนึ่งของผู้บริหาร เพราะว่าความสดชื่นร่าเริงก่อให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสมในการท างาน


๔๓ ๑.๔ ความไม่เห็นแก่ตัว ความไม่เห็นแก่ตัวเป็นสิ่งส าคัญอีกประการหนึ่งของผู้บริหาร ผู้บริหาร ไม่ควรแสดงความเห็นแก่ตัวออกมาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็น เนื่องจากจะท าให้ ผู้ใต้บังคับบัญชานั้น เกิดความ ไม่ไว้วางใจในตัวผู้บริหาร ๑ .๕ ค ว ามเ ยื อ กเ ย็น ค ว ามเ ยื อกเ ย็นเป็นคุณสมบัติที่ส าคัญ อี กป ร ะก า รหนึ่ง ซึ่ง ผู้ใต้บังคับบัญชา ชอบมากที่สุด ผู้ใต้บังคับบัญชาชอบที่จะท างานกับคนเยือกเย็น เพราะคนที่ เยือกเย็นนั้น แสดงว่าสามารถ บังคับตนได้เสมอ ๑.๖ ความสม่ าเสมอ ความสม่ าเสมอเป็นคุณสมบัติที่ส าคัญอีกประการหนึ่งในการรักษาความ มั่นคง ผู้ใต้บังคับบัญชาชอบผู้บริหารที่มีความประพฤติคงเส้นคงวาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะท าสิ่งใดก็ตาม เมื่อได้ ไตร่ตรองโดยรอบคอบและวางแผนการดีแล้ว ก็จะต้องท าไปตามแผนการนั้น อย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพราะ จะท าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเปลี่ยนแปลงเกิดความไม่แน่นอนไป ด้วย ๑.๗ ความง่าย ๆ ผู้บริหารจะต้องใช้ภาษาหรือส านวนง่าย ๆ ตรงไปตรงมา ท าความเข้าใจได้ ทันทีระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ในการที่จะออกค าสั่งหรือปฏิบัติงาน ๑.๘ การรับฟัง ผู้บริหารที่ดีจะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ท าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปพบโดยไม่ต้อง เก้อเขิน หรือลังเล สามารถแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องเสียเวลานาน และแสดงความคิดเห็นได้ โดยเสรี ๑.๙ ความเปิดเผย ความเปิดเผยเป็นเครื่องมือประหยัดเวลาได้อย่างส าคัญ การที่ผู้บริหาร เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาย่อมส่งเสริมให้ผู้บังคับบัญชาท าอะไรเปิดเผยตรงไปตรงมาด้วย ๑.๑๐ ความฝังใจ ในที่นี้มิได้หมายถึง ความฝังใจในด้านกิริยาท่าทาง แต่หมายถึง ความสามารถ ในการก่อให้เกิดความฝังใจในด้านความรู้สึก ผู้บริหารจ านวนมากมักจะไม่ แสดงความหนักแน่น ในค าสั่งของ ตน การสั่งไปลอย ๆ โดยไม่แน่ใจว่าให้ใครกระท าหรือท า อย่างไรจึงเป็นผลให้ต้องมีการสั่งบ่อย ๆ ซึ่งไม่ เกิดผลดี ๑.๑๑ ความมั่นคง ความยึดมั่นก่อให้เกิดความมั่นใจและท าให้ปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ ไปในทาง เดียวกัน ๑.๑๒ ความแนบเนียน เป็นคุณสมบัติส าคัญอย่างหนึ่งส าหรับผู้บริหาร กล่าวคือ ความสามารถ ในการที่จะเร้าอารมณ์ในทางบวก เช่น ความจงรักภักดี ความส านึกในหน้าที่ ความยุติธรรม ๑.๑๓ ความอดทน ผู้บริหารที่ดีจะต้องเป็นผู้มีความอดทนดีพอสมควร ทุกคนต่างก็มีความ ต้องการให้องค์กรมีความเจริญรุ่งเรือง แต่ก็ต้องเป็นไปตามล าดับขั้นตอนอันควร ๑.๑๔ ความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นกุญแจส าคัญที่จะน าไปสู่ความส าเร็จ คนที่มีความเชื่อมั่น ใน ตนเอง ไม่ว่าจะท างานอะไรก็ส าเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ๑.๑๕ ความมีเกียรติศักดิ์ ทุกต าแหน่งหน้าที่ย่อมต้องมีเกียรติศักดิ์มาพร้อมกับต าแหน่งนั้น จะ มากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าต าแหน่งนั้นมีความส าคัญเพียงใด ผู้บริหารไม่ว่าจะเป็น ต าแหน่งใดก็ตาม จ าต้องรักษาเกียรติศักดิ์ของต าแหน่งนั้นไว้ด้วย ๑.๑๖ ความมีอัชฌาสัย เป็นเครื่องมือส าคัญประการหนึ่งของผู้บริหารในการประหยัดเวลา ผู้บริหารที่มีอัชฌาสัยดีย่อมท าให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหลายเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน บรรยากาศเช่นนี้ จะท าให้เกิดการควบคุมตนเองได้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมมีบรรยากาศใน ทางบวกสามารถท างานได้รวดเร็ว เพราะมีการต่อต้านขัดขวางน้อย ๑.๑๗ ความเมตตากรุณา ผู้บริหารที่ดีนั้นต้องเป็นคนที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา และ เห็น อกเห็นใจผู้อื่นเสมอ ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข ความเจริญ ให้ค าแนะน าในสิ่งที่มี ประโยชน์ เมื่อ ผู้ใต้บังคับบัญชามีความทุกข์เดือดร้อน ก็คิดหาทางช่วยเหลือด้วยความจริงใจ


๔๔ ๑.๑๘. ความเป็นกันเอง เป็นเครื่องมือส าคัญที่สุดประการหนึ่งของผู้บริหาร ความยากของ เรื่องอยู่ที่การปฏิบัติ แค่ไหนจึงจะเรียกว่าเป็นกันเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาลามปาม เอาได้ ๒. สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ได้ก าหนดคุณลักษณะของผู้บริหารที่พึงประสงค์ไว้ (จันทรานี สงวนนาม,๒๕๔๕) ดังนี้ ๒.๑ เป็นผู้มีบุคลิกภาพดี มีคุณธรรม จริยธรรม และเจตคติที่ดีในการบริหารและการจัด การศึกษา ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการครองตน ครองคน ครองงาน และยึดมั่นใน จรรยาบรรณ วิชาชีพ ๒.๒ เป็นผู้ที่ท างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ ๒.๓ เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการบริหารการศึกษา ๒.๔ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการบริหารและจัดการศึกษา คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพ ผู้บริหารสถานศึกษา ๓. คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ๓.๑ ความหมาย ๓.๑.๑ คุณธรรม คือธรรมที่เป็นคุณ หรือสภาพคุณงามความดี เริ่มตั้งแต่ความนึกคิด ความ ปรารถนา ความตั้งใจ ๓.๑.๒ จริยธรรม แปลว่า ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติหรือศีลธรรมนั่นเอง หมายถึง ค าพูดและการกระท า (เกษม วัฒนชัย, ๒๕๕๗) ๓.๑.๓ จรรยาบรรณวิชาชีพ หมายถึง ประมวลความประพฤติ ข้อบังคับ มารยาท ที่ผู้ ประกอบวิชาชีพแต่ละอย่างก าหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง ฐานะของสมาชิก ความดี งาม รวมทั้งก่อนให้เกิดความสงบสุขและความเจริญในตัวคน วิชาชีพ และสังคม (เอกพันธ์ ปัตถาวะโร. ๒๕๕๕) หลักธรรมที่จะช่วยให้ผู้บริหารมีคุณธรรมนั้น ส่วนใหญ่มาจากหลักธรรมทางศาสนา ได้แก่ ๑. ทศพิธราชธรรม (วิกิพีเดีย, ๒๕๖๔) ๑) ทาน (วัตถุทาน อภัยทาน และ ธรรมทาน) ๒) ศีล รักษาความสุจริต ประพฤติแต่สิ่งที่ดีงาม ส ารวมทั้งกาย วาจา ใจ ๓) ปริจาคะ การเสียสละ ๔) อาชชวะ การเป็นคนดี มีความซื่อตรง ๕) มัททวะ เป็นผู้อ่อนโยน มีอัธยาศัยไมตรีดี สุภาพ นุ่มนวล ๖) ตบะ ไม่ยอมให้กิเลสตัณหาเข้ามาครอบง าจิตใจ ๗) อักโกธะ ไม่โกรธง่าย ไม่เกรี้ยวกราด ๘) อวิหิงสา ไม่เบียดเบียนหรือกดขี่ข่มเหง ไม่หลงในอ านาจที่ตนมีอยู่ ๙) ขันติ รู้จักอดกลั้นต่องานที่ตรากตร า อดทนความเหนื่อยยากอุปสรรคต่าง ๆ ๑๐) อวิโรธนะ ยึดมั่นอยู่ในความยุติธรรม หลักนิติธรรม หรือระเบียบ ๒. การละเว้นจากอคติ(มัทนา นิถานานนท์, ๒๕๖๔) ๑) ฉันทาคติ ล าเอียงเพราะความชอบหรือความรัก ๒) โทสาคติ ล าเอียงเนื่องจากความเกลียดชัง ๓) โมหคติ ล าเอียงเนื่องจากความไม่รู้จริง หรือความเขลา ๔) ภยาคติ ล าเอียงเนื่องจากความกลัว


๔๕ ๓. พรหมวิหาร ๔ คือ ธรรมประจ าใจอันประเสริฐ ใช้ก ากับความประพฤติ ประกอบด้วย ๑) เมตตา คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้เป็นสุข มีจิตแผ่ไมตรีและประโยชน์ต่อ ผู้อื่น ๒) กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เพื่อบ าบัดความทุกข์ยาก ๓) มุทิตา คือ มีความยินดี เมื่อผู้อื่นเป็นสุข ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น ๔) อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง มีจิตใจเที่ยงธรรมไม่เอนเอียงด้วยความรู้ ๔. อิทธิบาท ๔ คือ คุณธรรมที่น าไปสู่ความส าเร็จตามความมุ่งหมาย ได้แก่ ๑) ฉันทะ คือ ความพอใจ ความต้องการที่จะกระท า ใฝ่ใจรักในสิ่งนั้น เห็นคุณค่า ในสิ่งนั้น ๒) วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม เข้มแข็ง อดทน ไม่ท้อถอยแม้เผชิญอุปสรรค ๓) จิตตะ คือ การตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ท าและท าสิ่งนั้นด้วยใจจดจ่อไม่ปล่อยให้ เลื่อน ลอยไป ถือว่างานส าคัญเป็นชีวิตจิตใจ ๔) วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง หรือทดลองหมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญหา ๕. สัปปริสธรรม ๗ ธรรมของสัตบุรุษ หรือคนดี หรือของผู้น า ประกบด้วย ๑) ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ ทุกอย่างมีสาเหตุ ๒) ความเป็นผู้รู้จักผลดี คือ ผลที่เกิดขึ้นจากเหตุ ๓) วามเป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักตนเองว่ามีความถนัดทางด้านใด สนใจเรื่องอะไร มีศักยภาพ มากน้อยเพียงใด ๔) ความเป็นผู้รู้จักประมาณ คือ จะคิดจะท างานอะไรให้รู้จักประมาณว่าท าได้ หรือไม่ ไม่ทะเยอทะยานในสิ่งที่เกินก าลังของตน ๕) ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ ค านึงถึงเวลาที่เหมาะสมต่อการะท านั้น ๖) ความเป็นผู้รู้จักชุมชน คือ รู้จักวิถีชีวิตของชุมชนที่อยู่ เพื่อปรับตัวให้คล้อยตาม กับสังคม ส่วนรวม ๗) ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคล คือ รู้จักบุคลากรในสถานที่ท างาน พิจารณาได้ว่า ควรมอบหมายงานให้ใครปฏิบัติ ๖. สังคหวัตถุ ๔ คือ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ให้ สามัคคี กัน ประกอบด้วย ๑) ทาน คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลอ ตลอดจนการให้ความรู้และ ค าแนะน าสั่งสอนซึ่งกันและกันด้วย ๒) ปิยวาจา คือ วาจาเป็นที่รัก ฟังแล้วปลื้มปีติเป็นค ากล่าวที่สุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน สมานสามัคคีเกิดไมตรี และความรักใคร่นับถือ ๓) อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บ าเพ็ญ สาธารณประโยชน์ ระมัดระวังให้การกระท าแต่สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ๔) สมานัตตตา คือ การท าตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ าเสมอ การวางตัวให้ เหมาะสม กับฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม


๔๖ ๗. หลักธรรมที่ใช้ยึดถือในการควบคุมการใช้อ านาจของผู้บริหาร ผู้บริหารเป็นผู้มีอ านาจในการให้คุณ ให้โทษแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา การพิจารณา ความดีความชอบ ปลด ย้าย ให้ออก การเลื่อนต าแหน่ง ถ้าผู้บริหาร ไม่มีอดคติ ตั้งมั่นในความถูกต้องตาม หลักธรรม ดังต่อไปนี้ ๑) หิริ ได้แก่ ความละอายใจ ละอายต่อการกระท าชั่ว ๒) โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป ความชั่ว ๓) ขันติ ความอดทน อดกลั้นที่จะไม่กระท าสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ๔) โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม รักษาอากัปกริยาให้เหมาะสม ๔. จรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ต้องมี มาตรฐาน ความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ (คุรุ สภา, ๒๕๕๐) ดังต่อไปนี้ ๔.๑ มาตรฐานความรู้มีคุณวุฒิไม่ต่ ากว่าปริญญาตรีทางการบริหารการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง โดยมีความรู้ดังต่อไปนี้ ๑) หลักและกระบวนการบริหารการศึกษา ๒) นโยบายและการวางแผนการศึกษา ๓) การบริหารด้านวิชาการ ๔) การบริหารด้านธุรการ การเงิน พัสดุและอาคารสถานที่ ๕) การบริหารงานบุคคล ๖) การบริหารกิจการนักเรียน ๗) การประกันคุณภาพการศึกษา ๘) การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ๙) การบริหารการประชาสัมพันธ์และความสัมพันธ์ชุมชน ๑๐) คุณธรรมและจริยธรรมส าหรับผู้บริหารสถานศึกษา นอกจากคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ต้อง ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารสถานศึกษาที่ คณะกรรมการคุรุสภารับรอง ๔.๒ มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ ดังต่อไปนี้ ๑) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีหรือ ๒) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในต าแหน่ง หัวหน้าหมวด หรือหัวหน้าสาย หรือหัวหน้างาน หรือต าแหน่งบริหารอื่น ๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่าสองปี ๕. แนวทางการประเมินผู้บริหารเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ก าหนดเกณฑ์การคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา ต้นแบบ เพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ไว้ ๓ เกณฑ์คือ (ธีระ รุญเจริญ, ๒๕๔๕) เกณฑ์ที่ ๑. ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมการ ปฏิรูป การเรียนรู้ เกณฑ์ที่ ๒. ผู้บริหารสถานศึกษามีความเป็นผู้น าทางวิชาการ เกณฑ์ที่ ๓. ผู้บริหารสถานศึกษามีคุณธรรม จริยธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม และใช้ระบบ คุณธรรม ในการบริหารจัดการดังนี้ ๑) ผู้บริหารสถานศึกษาอุทิศตนให้กับการปฏิบัติงานในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ๒) ผู้บริหารสถานศึกษามีความเมตตา กรุณา มีความรับผิดชอบ ยุติธรรมและซื่อสัตย์ ๓) ผู้บริหารสถานศึกษามีการปกครองที่ดี ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข สิ่งเสพติด


๔๗ ๔) ผู้บริหารสถานศึกษา ได้รับความศรัทธาและยอมรับด้วยคุณธรรม จริยธรรมจากนักเรียน ครู เพื่อนผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บังคับบัญชา กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน และชุมชน ๕) ผู้บริหารสถานศึกษาใช้ระบบคุณธรรมในการบริหารจัดการ ๗. แนวคิดและทฤษฎี หลักการส าคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ ๑. ความรักความศรัทธาในอาชีพอาชีพที่ผู้ประกอบวิชาชีพถือปฏิบัตินั้นย่อมเป็นอาชีพที่สุจริต ในการประกอบอาชีพก็ย่อมได้รับผลตอบแทนจากวิชาชีพนั้น ๆ ดังนั้นความรักความศรัทธาเป็นสิ่งที่จ าเป็น อย่างยิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพหึงมี เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและก าหนดกรอบของการกระท าอันจะส่งผลต่อ ความเจริญกาวหน้าทางหน้าที่การงานและต่อสถาบัน ๒. ความซื่อสัตย์สุจริตการด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ เน้นโดยเฉพาะผู้ประกอบวิซาจ าเป็นต้องมีความ ซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในด้านการท างานในหน้าที่ เพื่อนร่วมงาน รวมถึงหัวหน้างาน เพื่อจะท าให้การท างานส าเร็จ ลุล่วงไปได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทั้งระหว่างการท างานรวมไปถึงภายหลังจากการท างานเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม ๓. การให้ความเคารพต่อกฎระเบียบข้อคับหรือจรรยาบรรณในอาชีพอาชีพแต่ละอาชีพนั้น ย่อมมีกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางให้ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติจรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นตัวก าหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีบุคลิกลักษณะตามแบบแผนของอาชีพโดยตองอาศัยผู้ประกอบวิชาชีพให้ ความเคารพและปฏิบัติตามจึงจะบังเกิดผล ๔. ยกยองให้เกียรติผู้ร่วมวิชาชีพวิชาชีพแต่ละแขนงย่อมมีเกียรติ การยกย่องและให้เกียรติผู้ร่วม วิชาชีพมีความส าคัญอย่างยิ่ง การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเป็นสิ่งส าคัญสร้างมิตรภาพทั้งการท างานและ เรื่องการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทางสังคม เพื่อให้การประกอบอาชีพด าเนินไปอย่างไม่เกิดข้อขัดแย้งและ ประสบผลส าเร็จ ๕. การรวมกลุ่มเพื่อสร้างความมนคงในวิชาชีพเมื่อมีวิชาชีพเกิดขึ้นการที่จะท าให้องค์กรนั้น มีความเข้มแข็ง และเป็นที่รู้จกกันมากขึ้นในสังคม จ าเป็นต้องมีการรวมกลุ่มทางสงคมเพื่อผนึกก าลังสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆ ออกมาสู่สาธารณะชน ท าให้เกิดการก่อตัวขององค์กรเพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงทางวิชาชีพ ๘. สรุป หากผู้บริหารสถานศึกษาได้ตระหนักถึงคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่พึงประสงค์ที่จะช่วยให้ การบริหารงานบรรลุผลส าเร็จตามที่ต้องการ และตระหนักถึงคุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ และ พิจารณาน าไปปรับใช้ให้เหมาะกับภารกิจของผู้บริหาร ก็จะเกิดประโยชน์ต่อองค์กรและสังคม และการ ประเมินวิทยฐานะของผู้บริหารสถานศึกษาก็จะต้องมีการประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เป็นประจ าทุกปีเช่นเดียวกัน ดังนั้น คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา จึง เป็นสิ่งส าคัญ และจ าเป็นส าหรับผู้บริหารสถานศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรพัฒนา ตนเองให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้การท างานส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และจะต้องหมั่น พิจารณา ด้วยปัญญาให้ปรากฏแก่ใจตนเองว่า ความชั่วเป็นสิ่งเศร้าหมอง น่ารังเกียจ น าความทุกข์ ความเสื่อมมาสู่ ทั้งตนเองและผู้อื่น แม้ไม่มีผู้ใดรู้เห็นแต่ตนเองย่อมทราบดี และต้องรับผลร้ายของความชั่วนั้นโดย แน่นอน หากผู้บริหารยังรักตนก็ต้องไม่พาตัวไปกระท าความชั่วและต้องส ารวมระวังตัวไว้ให้ตั้งตนอยู่แต่ใน ความดี มีความเที่ยงธรรม ความชอบธรรม ความเป็นธรรม อันเป็นการเลือกกระท าการปฏิบัติ การวินิจฉัย ด้วยเหตุผล และ เป็นไปเพื่อความถูกต้อง ไม่ตกอยู่ภายใต้อคติก็จะท าให้คนในองค์กรนั้นอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข


Click to View FlipBook Version