1 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 THE DEVELOPMENT OF LEARNING MANAGEMENT BY COLLABORATIVE TEACHING METHODS STAD TO THAI DRAMA ART LESSONS FOR ELEMENTARY 4 STUDENTS ธีระพล ต้นเตย วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
2 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 THE DEVELOPMENT OF LEARNING MANAGEMENT BY COLLABORATIVE TEACHING METHODS STAD TO THAI DRAMA ART LESSONS FOR ELEMENTARY 4 STUDENTS ธีระพล ต้นเตย วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
3 ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชา นาฏศิลป์ เรื่องการละครไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย นายธีระพล ต้นเตย อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์มัทนียา กายแก้ว ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ก่อนเรียนและ หลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีจังหวัดอุดรธานีซึ่งได้เลือกแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) มา 28 คน ผู้วิจัยเป็น ผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การ เรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศนาฏศิลป์และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
4 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ในการพัฒนาสังคมให้คนซึ่งเป็นสมาชิกของสังคม เป็นคนมีคุณภาพ คุณธรรม กล่าวคือ การศึกษาช่วยสร้างจิตสำนึกในการเป็นมนุษย์ มีจิตวิญญาณของ ผู้มีอารยะธรรมทางปัญญาและความงดงามทางจิตใจ การศึกษาสร้างให้คนมีความรู้ในการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ มีความอดทนในการต่อสู้กับอุปสรรคของชีวิต การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคน ทุกวัย (ศิรินทรา กลักโพธิ์, 2552 : ออนไลน์) และการศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้จากการได้รับการ ถ่ายทอดจากบุคคลหรือจากสื่อใด ๆ ไปสู่บุคคลเพื่อให้ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งความรู้ เหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาให้มนุษย์ได้เติบโตทั้งทางด้านสมอง สติปัญญา ควบคู่ไปกับ คุณธรรมจริยธรรม และสามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข การศึกษาของ ประเทศไทยในปัจจุบัน มีกระบวนการถ่ายทอดความรู้ที่หลากหลายมากขึ้น มีการจัดทำและนำ เครื่องมือต่าง ๆ ที่ทันสมัย สามารถถ่ายทอดให้ผู้เรียนรู้ได้เข้าใจและมีความรู้ได้ง่ายขึ้น (การศึกษาคือ บันไดก้าวแรกสู่ความสำเร็จ, 2560 : ออนไลน์) กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคล เรียนรู้ตลอดชีวิต และมีเจตนารมณ์ที่ต้องการเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไป เพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรม ในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ เก่ง ดีมีสุข ปลูก จิตสำนึกที่ถูกต้อง การเมืองการปกครอง สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ภาคภูมิใจในความเป็นไทย อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ มีการจัดระบบให้มีเอกภาพด้านนโยบายหลากหลายการปฏิบัติ กระจายอำนาจ ไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น มีมาตรฐาน และการประกัน คุณภาพการศึกษา ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัด การศึกษา การมีส่วนร่วม ขององค์กรต่างๆการศึกษา นั้นคือความหมายโดยรวมทั้งหมดของการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ (ลักขณา สิริวัฒน์. 2554) นโยบายด้านการศึกษาของรัฐปฏิรูป การศึกษาเพื่ออนาคตประเทศไทย มั่นคง มั่งคง ยั่งยืนพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและส่งเสริมการเรียนรู้ ลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับมาตรฐานการศึกษา ขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา ทั้ง
5 ระบบ พัฒนาครู ผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ เตรียมความพร้อมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต และส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในวงการการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2559 : ออนไลน์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มี จินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการ นำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษา ต่อหรือประกอบอาชีพได้ นาฏศิลป์นอกจากจะเป็นเครื่องมือบันเทิงใจสำหรับมนุษย์แล้ว นาฏศิลป์ยัง เป็นการแสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติ และมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ ในพิธีกรรม ต่าง ๆ มนุษย์จึงควรมีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ การประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ในชีวิตประ จาวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล (กระทรวงศึกษาธิการ,2551 : 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบด้วยหลายเทคนิค ได้แก่ เทคนิคการเรียนรู้แบบการประสบ ความสำเร็จเป็นทีม (STAD) เทคนิคการเรียนแบบวิธีการติดต่อภาพ (JIGSAW) เทคนิคการเรียนรู้แบบ การแข่งขันเป็นทีม (TGT) เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้เป็นกลุ่ม (TAI) เทคนิคการเรียนรู้ แบบสืบสวนสอบสวนเป็นกลุ่ม (GI) เทคนิคการเรียนรู้แบบการเรียนรู้ร่วมกัน (LT) เทคนิคการเรียนรู้ แบบ CO-OP-CO-OP และเทคนิคร่วมกันคิด (NHT) เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถนามาใช้ในการ พัฒนาการสอนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพราะเป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง (วัตนาพร ระงับทุกข์,2552 : 34) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค (Student Teams-Achievent Division หรือ STAD) เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือกันอีก รูปแบบหนึ่งที่มีการแบ่งผู้เรียนซึ่งมีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทางานร่วมกันกลุ่มละ ประมาณ 4-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่ม ได้เรียนรู้เนื้อหาสาระที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้วทำการ ทดสอบความรู้คะแนนที่ได้จากการทดสอบของสมาชิกแต่ละคนนามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม ดังนั้นสมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จทั้ง ของตนเองและความสำเร็จของกลุ่มโดยการสอนเริ่มที่ครูให้ความรู้ ต่อจากนั้นแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มแต่ ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน แล้วให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกัน ครู อธิบายวิธีเรียนรู้ จากนั้นให้ทำแบบฝึกหัดและทำการทดสอบเป็นรายบุคคล ไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือกัน ในตอนท้าย ครูทำการคำนวณคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มข้อดีของการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD คือ ช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจใส่รับผิดชอบต่อตัวเองและต่อกลุ่มร่วมกันสมาชิกคนอื่น ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่
6 มีความสามารถต่างกัน ได้เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เรียนได้ผลัดเปลี่ยนการเป็นผู้นำ ได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ทาง สังคมโดยตรง และทำให้ผู้เรียน มีความตื่นเต้น สนุกสนานกับการเรียนรู้ (สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูล คำ,2550 : 170-175) สุคนธ์ สินธพานนท์และคณะ (2552 : 38) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง เทคนิคแบ่งปันความสำเร็จ มีการพัฒนามาจากเทคนิคการจัดทีม แข่งขัน (TGT) แต่จะเป็นการร่วมมือระหว่างสมาชิกในกลุ่ม โดยทุกคนจะต้องพัฒนาความรู้ของตนเอง ในเรื่องที่ ผู้สอนกำหนด ซึ้งจะมีการช่วยเหลือแนะนำความรู้ให้แก่กัน มีการทดสอบความรู้เป็น รายบุคคล แทนการแข่งขัน และรวมคะแนนเป็นกลุ่ม กลุ่มทีได้คะแนนมากทีสุดจะเป็นฝ่ายชนะ นักการศึกษา ที่คิดเทคนิค STAD คือ สลาวิน (Slavin) จากความหมายของการจัด การเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD ดังกล่าวสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นการเรียน ที่จัดขึ้นให้ผู้เรียนทีได้แบ่งกลุ่มคละความสามารถกันคือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ได้ดำเนินกิจกรรม ร่วมกัน โดยมีผลคะแนนจากการทดสอบหลังการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของสมาชิกแต่ละคน มาเป็นคะแนนของกลุ่ม โดยเปรียบเทียบกับคะแนนฐาน แล้วเกิดคะแนน พัฒนาการเพื่อตัดสินการแข่งขันเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นทีม จนสามารถทำให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นได้ ความหมายของเกมจับคู่ (ฌอง เพียเจท์. Online. 2001) กล่าวว่า การจับคู่เป็น ความสามารถในการจัดวัตถุสิ่งของที่เหมือนกัน ที่มีความสัมพันธ์กัน หรือประเภทเดียวกันเข้าคู่กัน เช่น จับคู่เลข 1 กับส้ม 1 ผล จับคู่ช้อนกับส้อม เป็นต้นซึ่งสอดคลองกับคำกล่าวของ (ทอรนบอรี่ 2546 : 189-192) ว่าทักษะการจับคู่ (Matching) และทักษะการจัดกลุ่ม (Grouping) หรือทักษะการจัด ประเภท (Classification) เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (Basic Mathematical Skills) ซึ่ง หมายถึง ทักษะเบื้องต้นที่เด็กปฐมวัยใช้ในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งมีความจำเป็นที่ควรได้รับการ ฝึกฝนเพื่อให้เกิดขึ้นสำหรับเด็กในวัยนี้ ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการเปรียบเทียบ ทักษะการจับคู่ ทักษะการจัดกลุ่มหรือจัดประเภท ทักษะการเรียงลำดับ ทักษะการนับ ทักษะการรู้ค่าจำนวน ทักษะ การวัด และทักษะการบอกตำแหน่ง การฝึกฝนทักษะการจับคู่และทักษะการจัดกลุ่มได้ดีเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพื้นฐานของการพัฒนาทักษะการสังเกตและทักษะการเปรียบเทียบเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์แต่ละทักษะมีความ สัมพันธ์กันและมีความต่อเนื่อง(นิติธร ปิลวาสน์. การจับคู่และการจัดกลุ่ม) จากความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยได้สนใจที่จะทำการพัฒนาผลการเรียนรู้เรื่องการละครไทย สาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการพัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่องการละครไทย โดยนำเกมจับคู่ เข้ามาประกอบในการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่าง ช้า ๆ ตามความสนใจ ตามความต้องการและความสามารถของนักเรียน จากสื่อเกมจับคู่ เรื่องการ ละครไทย ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ทางด้านนาฏศิลป์และมีเจตคติที่ดีต่อนาฏศิลป์ รวมถึงเกิดความ
7 ภาคภูมิใจในกิจกรรมนาฏศิลป์ที่นักเรียนร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมจากการเรียนรู้ ด้วยตนเองสามารถนา ความรู้ไปเชื่อมโยงให้เข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ ทางการศึกษาต่อไป ความมุ่งหมายของการวิจัย 1.เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชานาฏศิลป์ เรื่อง การละครไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ก่อนเรียนและ หลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ขอบเขตของการวิจัย ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานีจำนวน 28 คน จากการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ตัวแปรที่ศึกษา 1) ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD 2) ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทย สมมติฐานของการวิจัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD หลังเรียนสูงกว่าหลังเรียน นิยามคำศัพท์เฉพาะ 1. การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือที่กำหนดให้นักเรียนที่มี ความสามารถต่างกันทางานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4-5 คน ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มี ความสามารถทางการเรียนสูง 2 คน ปานกลาง 1 คน และต่ำ 2 คน โดยมีขั้นตอนการสอนดังนี้
8 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียนเป็นขั้นที่ครูกระตู้นความสนใจและความพร้อมของนักเรียนหรือ ทบทวนความรู้ที่จำเป็น 2) ขั้นเสนอบทเรียน เป็นขั้นที่ครูดำเนินการสอนเนื้อหาในบทเรียน โดยใช้สื่อการสอน ประกอบ เช่น แผ่นภาพ เทคโนโลยี เป็นต้น 3) ขั้นฝึกทักษะ เป็นขั้นที่นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทำแบบฝึกหัด นักเรียนจะได้รับ แบบฝึกหัด และเฉลยแบบฝึกหัดนักเรียนจะผลัดกันทำหน้าที่ มีการอภิปรายและตรวจสอบว่ากลุ่ม มีข้อผิดพลาดในการทาอย่างไร แล้วแก้ไขข้อผิดพลาดลงในแบบฝึกหัด 4) ขั้นทดสอบหลังเรียน เป็นขั้นที่นักเรียนทดสอบเป็นรายบุคคล 5) ขั้นสรุปและประเมินผล เป็นขั้นที่ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปบทเรียน ข้อดี และ ข้อบกพร่องที่ควรแก้ไขในการทางานร่วมกัน ครูประเมินผลการเรียนของนักเรียนโดยนำคะแนนสอบ หลังเรียนของนักเรียนแต่ละคนมาเปรียบเทียบกับคะแนนฐาน เพื่อหาคะแนนพัฒนาของแต่ละคนนำ คะแนนพัฒนาเทียบเป็นคะแนนกลุ่ม แล้วนำคะแนนที่ทุกคนทำได้ในกลุ่มมาเฉลี่ย กลุ่มใดมีคะแนน เฉลี่ยสูงสุดจะได้รับรางวัลทั้งกลุ่มตามที่กำหนด 2. เกมจับคู่ หมายถึง เป็นความสามารถในการจัดวัตถุสิ่งของที่เหมือนกัน ที่มีความสัมพันธ์ กัน หรือประเภทเดียวกันเข้าคู่กัน 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ก่อนเรียนและ หลังเรียน วัดได้โดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ก ข ค และ ง จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน สร้างโดย แนวความคิดของ Bloom 2001 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามแบบ ของลิเคิร์ท 5 ระดับ ประกอบด้วย มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับ 3 ด้าน ด้านละ 5 ข้อ 5. ประสิทธิภาพ หมายถึง ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD โดยใช้เกมจับคู่ เรื่องการละครไทย สาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนที่ทุกคนได้จากการประเมินคะแนนแบบทดสอบ ท้ายแผน
9 75 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนที่ทุกคนได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน ความสำคัญของการวิจัย 1. ได้แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับ ครูผู้สอนในวิชานาฏศิลป์ไทยไปใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการละครไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด 2. เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยการจัดการ เรียนการสอน แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD โดยใช้เกมจับคู่ เรื่องการละครไทย ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD โดยใช้เกมจับคู่ เรื่องการละครไทย กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอน แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ เรื่องการละครไทย
10 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาและจัดทำวิจัยในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาการเรียนการสอนโดยวิธีการสอนแบบ ร่วมมือ เทคนิค STAD ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ซึ่งประกอบไปด้วย แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของ โดยแยกเป็นหัวข้อดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 2. วิธีการสอนแบบร่วมมือ 3. การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD 4. แผนการจัดการเรียนรู้ 5. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. แนวคิดความพึงพอใจ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ พบว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ทำไมต้องเรียนศิลปะ เรียนรู้อะไรในศิลปะ สาระและ มาตรฐานการเรียนรู้ศิลปะ และคุณภาพผู้เรียน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 :167-182 ) 1.1 ทำไมต้องเรียนศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซึ่งมี ผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ 1.2 เรียนรู้อะไรในศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความ เข้าใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออก อย่างอิสระในศิลปะแขนงต่าง ๆ ประกอบด้วยสาระสำคัญ คือ 1.2.1 ทัศนศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและนำเสนอ ผลงานทางทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค
11 วิธีการของศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็นมรดก ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 1.2.2 ดนตรี มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าดนตรีที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล ร้องเพลง และเล่นดนตรีใน รูปแบบต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรี แสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรี ในเชิงสุนทรียะ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ 1.2.3 นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทางนาฏศิลป์ อย่างสร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอด ความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ใน ชีวิตประจำวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมเห็นคุณค่าของ นาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล สาระที่ 3 นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวัน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 1. เลียนแบบการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวลักษณะต่าง ๆ - การเลียนแบบธรรมชาติ - การเลียนแบบคน สัตว์ สิ่งของ 2. แสดงท่าทางง่าย ๆ เพื่อสื่อความหมาย แทนคำพูด - การใช้ภาษาท่า และการประดิษฐ์ ท่าประกอบเพลง - การแสดงประกอบเพลงที่เกี่ยวกับ ธรรมชาติสัตว์ 3. บอกสิ่งที่ตนเองชอบ จากการดูหรือ ร่วมการแสดง การเป็นผู้ชมที่ดี ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
12 ป.2 1. เคลื่อนไหวขณะอยู่กับที่และเคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวอย่างมีรูปแบบ - การนั่ง - การยืน - การเดิน 2. แสดงการเคลื่อนไหวที่สะท้อนอารมณ์ ของตนเองอย่างอิสระ - การประดิษฐ์ท่าจากการเคลื่อนไหว อย่างมีรูปแบบ - เพลงที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 3. แสดงท่าทาง เพื่อสื่อความหมาย แทนคำพูด หลักและวิธีการปฏิบัตินาฏศิลป์ - การฝึกภาษาท่าสื่อความหมายแทน อากัปกิริยา - การฝึกนาฏยศัพท์ในส่วนลำตัว 4. แสดงท่าทางประกอบจังหวะ อย่างสร้างสรรค์ การใช้ภาษาท่าและนาฏยศัพท์ประกอบ จังหวะ 5. ระบุมารยาทในการชมการแสดง มารยาทในการชมการแสดง การเข้าชมหรือ มีส่วนร่วม ป.3 1. สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบ ต่าง ๆ ในสถานการณ์สั้น ๆ การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ - รำวงมาตรฐาน - เพลงพระราชนิพนธ์ - สถานการณ์สั้น ๆ - สถานการณ์ที่กำหนดให้ 2. แสดงท่าทางประกอบเพลงตามรูปแบบ นาฏศิลป์ หลักและวิธีการปฏิบัตินาฏศิลป์ -การฝึกภาษาท่าสื่ออารมณ์ของมนุษย์ - การฝึกนาฎยศัพท์ในส่วนขา 3. เปรียบเทียบบทบาทหน้าที่ของผู้แสดง และผู้ชม หลักในการชมการแสดง - ผู้แสดง - ผู้ชม - การมีส่วนร่วม 4. มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแสดงที่เหมาะ สมกับวัย 5. บอกประโยชน์ของการแสดงนาฏศิลป์ ในชีวิตประจำวัน การบูรณาการนาฏศิลป์กับสาระ การเรียนรู้อื่น ๆ ป.4 1. ระบุทักษะพื้นฐานทางนาฏศิลป์และ การละครที่ใช้สื่อความหมายและอารมณ์ หลักและวิธีการปฏิบัตินาฏศิลป์ - การฝึกภาษาท่า - การฝึกนาฏยศัพท์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
13 2. ใช้ภาษาท่าและนาฏยศัพท์หรือศัพท์ ทางการละครง่าย ๆ ในการถ่ายทอด เรื่องราว - การใช้ภาษาท่าและนาฏยศัพท์ประกอบ เพลงปลุกใจและเพลงพระราชนิพนธ์ - การใช้ศัพท์ทางการละครในการถ่ายทอด เรื่องราว 3. แสดง การเคลื่อนไหวในจังหวะต่าง ๆ ตามความคิดของตน - การประดิษฐ์ท่าทางหรือท่ารำประกอบ จังหวะพื้นเมือง 4. แสดงนาฏศิลป์เป็นคู่ และหมู่ การแสดงนาฏศิลป์ ประเภทคู่และหมู่ - รำวงมาตรฐาน - ระบำ 5. เล่าสิ่งที่ชื่นชอบในการแสดงโดยเน้น จุดสำคัญของเรื่องและลักษณะเด่น ของตัวละคร การเล่าเรื่อง - จุดสำคัญ - ลักษณะเด่นของตัวละคร ป.5 1. บรรยายองค์ประกอบนาฏศิลป์ องค์ประกอบของนาฏศิลป์ - จังหวะ ทำนอง คำร้อง - ภาษาท่า นาฏยศัพท์ - อุปกรณ์ 2. แสดงท่าทางประกอบเพลงหรือเรื่องราว ตามความคิดของตน การประดิษฐ์ท่าทางประกอบเพลง หรือท่าทางประกอบเรื่องราว 3. แสดงนาฏศิลป์โดยเน้นการใช้ภาษาท่า และนาฏยศัพท์ในการสื่อความหมายและ การแสดงออก การแสดงนาฏศิลป์ - ระบำ - ฟ้อน - รำวงมาตรฐาน 4. มีส่วนร่วมในกลุ่มกับการเขียน เค้าโครงเรื่องหรือบทละครสั้น ๆ องค์ประกอบของละคร - การเลือกและเขียนเค้าโครงเรื่อง - บทละครสั้น ๆ 5.เปรียบเทียบการแสดงนาฏศิลป์ชุดต่าง ๆ ที่มาของการแสดงนาฏศิลป์ชุดต่าง ๆ 6. บอกประโยชน์ที่ได้รับจากการชม การแสดง - หลักการชมการแสดง - การถ่ายทอดความรู้สึกและคุณค่าของ การแสดง ป.6 1. สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวและการแสดง โดยเน้นการถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ การประดิษฐ์ท่าทางประกอบเพลงปลุกใจหรือ เพลงพื้นเมืองหรือท้องถิ่นเน้นลีลา หรืออารมณ์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
14 2. ออกแบบเครื่องแต่งกาย หรืออุปกรณ์ ประกอบการแสดงอย่างง่าย ๆ การออกแบบสร้างสรรค์ - เครื่องแต่งกาย - อุปกรณ์ ฉากประกอบการแสดง 3. แสดงนาฏศิลป์และละครง่าย ๆ การแสดงนาฏศิลป์และการแสดงละคร - รำวงมาตรฐาน - ระบำ - ฟ้อน - ละครสร้างสรรค์ 4. บรรยายความรู้สึกของตนเองที่มีต่องาน นาฏศิลป์และการละครอย่างสร้างสรรค์ บทบาทและหน้าที่ในงานนาฏศิลป์และการ ละคร 5. แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง หลักการชมการแสดง - การวิเคราะห์ - ความรู้สึกชื่นชม 6. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ และการละครกับสิ่งที่ประสบ ในชีวิตประจำวัน องค์ประกอบทางนาฏศิลป์และการละคร มาตรฐาน ศ 3.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็น คุณค่าของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 1. ระบุ และเล่นการละเล่นของเด็กไทย การละเล่นของเด็กไทย - วิธีการเล่น - กติกา 2. บอกสิ่งที่ตนเองชอบในการแสดง นาฏศิลป์ การแสดงนาฏศิลป์ ป.2 1. ระบุและเล่นการละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน - วิธีการเล่น - กติกา 2. เชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่น พื้นบ้านกับสิ่งที่พบเห็นในการดำรงชีวิตของ คนไทย ที่มาของการละเล่นพื้นบ้าน 3. ระบุสิ่งที่ชื่นชอบและภาคภูมิใจ ในการละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน ป.3 1. เล่าการแสดงนาฏศิลป์ที่เคยเห็น ในท้องถิ่น การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านหรือท้องถิ่น ของตน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
15 2. ระบุสิ่งที่เป็นลักษณะเด่นและเอกลักษณ์ ของการแสดงนาฏศิลป์ การแสดงนาฏศิลป์ - ลักษณะ - เอกลักษณ์ 3. อธิบายความสำคัญของการแสดง นาฏศิลป์ ที่มาของการแสดงนาฏศิลป์ - สิ่งที่เคารพ ป.4 1. อธิบายประวัติความเป็นมาของ นาฏศิลป์ หรือชุดการแสดงอย่างง่าย ๆ - ความเป็นมาของนาฏศิลป์ - ที่มาของชุดการแสดง 2. เปรียบเทียบการแสดงนาฏศิลป์ กับการแสดงที่มาจากวัฒนธรรมอื่น การชมการแสดง - นาฏศิลป์ - การแสดงของท้องถิ่น 3. อธิบายความสำคัญของการแสดงความ เคารพในการเรียนและการแสดงนาฏศิลป์ ความเป็นมาของนาฏศิลป์ -การทำความเคารพก่อนเรียนและก่อนแสดง 4. ระบุเหตุผลที่ควรรักษา และสืบทอด การแสดงนาฏศิลป์ ความเป็นมาของนาฏศิลป์ - คุณค่า ป.5 1. เปรียบเทียบการแสดงประเภทต่าง ๆ ของไทย ในแต่ละท้องถิ่น การแสดงนาฏศิลป์ประเภทต่าง ๆ - การแสดงพื้นบ้าน 2. ระบุหรือแสดงนาฏศิลป์ นาฏศิลป์ พื้นบ้านที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและ ประเพณี การแสดงนาฏศิลป์ประเภทต่าง ๆ การแสดงพื้นบ้าน ป.6 1. อธิบายสิ่งที่มีความสำคัญต่อการแสดง นาฏศิลป์และละคร ความหมาย ความเป็นมา ความสำคัญ ของ นาฏศิลป์และละคร - บุคคลสำคัญ - คุณค่า 2. ระบุประโยชน์ที่ได้รับจากการแสดงหรือ การชมการแสดงนาฏศิลป์และละคร การแสดงนาฏศิลป์และละครในวันสำคัญของ โรงเรียน 2. ทฤษฎีพื้นฐานของการเรียนแบบร่วมมือ นักจิตวิทยาและนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงทฤษฎีพื้นฐานของการเรียนแบบร่วมมือ ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ประกอบด้วยทฤษฎีพื้นฐานสองกลุ่ม คือ กลุ่มทฤษฎีแรงจูงใจและกลุ่มทฤษฎี ปัญญา ดังนี้ 2.1 ทฤษฎีแรงจูงใจ แรงจูงใจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนรู้ ความสัมฤทธิ์ผลในการเรียนของนักเรียน นอกจากจะขึ้นอยู่กับความสามารถแล้วยังขึ้นกับแรงจูงใจ นักเรียนที่มีความสามารถสูง แต่ขาด แรงจูงใจในการเรียนรู้ก็จะมีสัมฤทธิ์ผลในการเรียนต่ำ (สุรางค์ โค้วตระกูล. 2541 : 179) ทฤษฎี
16 แรงจูงใจที่เกี่ยวข้องโดยตรงและอธิบายเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือมี 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีมนุษย นิยม และทฤษฎีพฤติกรรมนิยม 2.2 ทฤษฎีมนุษยนิยม นักจิตวิทยามนุษยนิยมเชื่อว่า คนทุกคนมีแรงจูงใจที่จะปรกอบกิจกรรมอยู่เสมอ ถือว่า แรงจูงใจเป็นแรงขับที่ทำให้มนุษย์เจริญเติบโตและพัฒนา หรือ พฤติกรรมของมนุษย์เป็นผลของ “Growth principle” หรือ “หลักการความเจริญเติบโต” ภายในตัวของทุกคน (สุรางค์ โค้วตระกูล. 2541 : 158; อ้างอิงจาก Combs & Avile. 1985) นักจิตวิทยามนุษย์นิยมทุกท่านได้ยึดถือหลัก พื้นฐานนี้ แต่ผู้ที่ได้ตั้งทฤษฎีกับแรงจูงใจ คือ มาสโลว์ มาสโลว์กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนต้องการความรัก และการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่ (Love and belonging need) โดยที่มนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะเป็นที่รักของผู้อื่น ต้องการ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และเป็นที่ยอมรับของหมู่ การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือจะเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้เรียนใน ขั้นนี้กล่าวคือ การเรียนแบบร่วมมือจะมีการแบ่งหน้าที่ของสมาชิกที่เท่าเทียมกันในการเรียน แบ่ง เนื้อหาเพื่อให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มได้ศึกษาเนื้อหาที่ต่างกัน ทำให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเป็น ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องในการนำเสนอต่อกลุ่ม ดังนั้น จะทำให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นที่รัก และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ลำดับความต้องการขั้นต่อไปของ มาสโลว์ คือ ความ ต้องการที่รู้สึกว่าตนเองมีค่าความต้องการนี้ประกอบไปด้วยความต้องการที่จะให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมี ความสามารถ มีคุณค่า และมีเกียรติ ต้องการได้รับความยกย่องนับถือ จากผู้อื่นผู้ที่สมปรารถนาใน ความต้องการนี้จะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองจากความต้องการดังกล่าว การเรียนการสอนแบบ ร่วมมือจะตอบสนองต่อความต้องการขั้นนี้ กล่าวคือ การที่สมาชิกทุกคนในกลุ่ม จะเป็นผู้เชี่ยวชาญใน เนื้อหาที่ตนได้รับผิดชอบและทำให้กลุ่มประสบผลสำเร็จนั้น สมาชิกทุกคนต้องมีความสนใจและตั้งใจ จะศึกษาในส่วนที่รับผิดชอบของตนอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากกลุ่ม ส่วนความต้องการขั้นสุดท้ายของ มาสโลว์ คือ ความต้องการที่จะรู้จักตนเอง ตามสภาพ ที่แท้จริงและพัฒนาศักยภาพของตน เป็นความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงของคน จะกล้าที่จะตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิต รู้จักค่านิยมของตน มีความจริงใจต่อตนเอง ปรารถนาที่จะ เป็นคนดีที่สุดเท่าที่จะมีความสามารถทำได้ เปิดโอกาสให้ตนเองเผชิญกับความจริงของชีวิต เผชิญกับ สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ โดยคิดว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย น่าตื่นเต้นและมีความหมาย กระบวนการที่จะพัฒนา ตนเองเต็มที่ตามศักยภาพของตน เป็นกระบวนการที่ไม่มีจุดจบ ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่มนุษย์ทุกคนมี ความต้องการที่จะพัฒนาตนเองเต็มที่ตามศักยภาพของตน การเรียนการสอนแบบร่วมมือ จะเป็นการเรียนการสอนที่ช่วยส่งเสริมและฝึกให้ผู้เรียน เผชิญกับความจริง หรือปัญหาด้วยตนเอง โดยที่ตนเองจะต้องเป็นผู้ที่ศึกษาหรือเจอปัญหาหรือ
17 แก้ปัญหาด้วยตนเองในส่วนความรับผิดชอบของตน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่การตอบสนองหรือพฤติกรรม (Response or Behavior) ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกตัดสินใจด้วยตนเองได้ 2.3 ทฤษฎีปัญญา นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ได้สร้างทฤษฎีแรงขับ โดยยึดหลักของความสมดุล ที่กล่าวว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เราแสวงหาสถานภาพสมดุลอยู่เสมอ หรือมีความโน้มเอียงที่จะรักษาความ คงตัวภายใน ทฤษฎีนี้ ฮัล (Hull) ให้ชื่อว่า “ทฤษฎีลดแรงขับ” สิ่งเร้าก่อนเกิดพฤติกรรมหมายถึงสภาวะที่เกิดการขาด ทำให้เกิดความต้องการและเป็น แรงขับหรือแรงจูงใจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมสนองตอบ และทำให้ลดความต้องการการเกิดแรงขับ หรือแรงจูงใจ จะทำให้เกิดพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่จุดมุ่งหมาย พฤติกรรมดังกล่าวทำให้บุคคลประสบความสำเร็จได้มากกว่าพฤติกรรมที่ใช้จุดหมาย (วงพักตร์ ภู่พันธ์ศรี และ สิรินันท์ ดำรงผล. 2532 : 169) การเรียนการสอนแบบร่วมมือจะเป็นการเรียนการสอนที่ช่วยสร้างจุดมุ่งมายและแรงจูงใจในการ เรียน กล่าวคือ รางวัล หรือโครงสร้างด้านเป้าหมายที่นักเรียนร่วมกันปฏิบัติ โครงสร้างนี้มีอยู่ 3 ประการ คือ ความร่วมมือที่นักเรียนร่วมกันปฏิบัติด้วยความเสียสละเพื่อการบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม การแข่งขันจะเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนซึ่งการแข่งขันจะทำให้เกิดแรงจูงใจ ได้มากขึ้น เมื่อผู้แข่งขันมีโอกาสทำสำเร็จ และแข่งขันกับผู้ที่มีความสามารถระดับเดียวกัน และความ เป็นการลดความต้องการ (Needs reduction), สิ่งเร้าก่อนเกิดพฤติกรรม (Antecedent stimulus) ความต้องการ (needs) แรงขับ (Drive) ของเอกัตบุคคลที่นักเรียนแต่ละคนทำโดยไม่เกี่ยวข้องกับ เป้าหมายของคนอื่น นอกจากนี้การเรียนแบบร่วมมือยังทำให้เกิดสถานการณ์ที่สมาชิกแต่ละคนเชื่อว่า พวก เขาจะบรรลุเป้าหมายส่วนตัวได้โดยที่กลุ่มต้องช่วยเหลือเหลือ ร่วมมือกันในกลุ่มประสบผลสำเร็จให้ได้ แม้กระทั่งสมาชิกในกลุ่มทุ่มเทความพยายามอย่างสูงสุดก็ยอม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รางวัลที่กลุ่ม จะได้รับขึ้นอยู่กับผลงานของกลุ่มที่สมาชิกทุกคนช่วยกันอย่างกระตือรือร้น รางวัลที่คาดหวังนี้ช่วย สร้างแรงจูงใจทางสังคมให้แต่ละคนร่วมมือกันทฤษฎีปัญญา ที่เป็นพื้นฐานรองรับการเรียนแบบ ร่วมมือนี้มี 2 กลุ่ม คือ 1. ทฤษฎีพัฒนาการ ความเชื่อพื้นฐานของทฤษฎีพัฒนาการก็คือปฏิสัมพันธ์ที่มีระหว่าง กันในการปฏิบัติงานบางอย่างนั้นช่วยให้การเรียนรู้เกิดความคิดรวบยอดดีขึ้น ในทัศนะของไวกอทสกี้ (สมพงศ์ สิงหะพล. 2543 : 177) ไวกอทสกี้ เชื่อว่า กิจกรรมที่เด็กได้กระทำร่วมกันหรือร่วมมือกันทำ ช่วยเสริมสร้างความเติบโตได้เนื่องจากเด็กที่มีอายุใกล้เคียงกันย่อมรู้ที่จะพูดคุยกันได้สอดคล้องกับ ขั้นตอนการพัฒนาการของพวกเขามากกว่าผู้ใหญ่ และเนื่องจากการเรียนแบบพฤติกรรมในกลุ่ม เกิดขึ้น ได้ดีกว่าเมื่อเด็กกระทำกิจกรรมตามลำพัง โดยระยะแรกอิทธิพลจะออกมาในลักษณะของ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จากนั้นจะมีอิทธิพลไปสู่การเรียนรู้ตามมา การเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการ
18 ทางสังคม การมีส่วนร่วมระหว่างผู้เรียนด้วยกัน เช่นเดียวกัน เพียร์เจ (สมพงศ์สิงหะพล. 2543 : 177; อ้างอิงจาก Piaget: n.d.) ได้เสนอแนวทางในการเรียนรู้ของเด็กว่า บางวิชาเด็กจะเรียนรู้ได้เฉพาะจาก การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเท่านั้น นักจิตวิทยาพัฒนาการกลุ่มที่ยึดแนวคิดของ Piaget ได้เสนอ แนวทางไว้ชัดว่าควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมมือกันให้มากขึ้นในการเรียนที่โรงเรียน การที่เด็กได้ ร่วมมือกันนั้น เขาจะเรียนรู้จากกันและกันไปในตัว เพราะในการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สิ่ง ที่ได้ก็คือความขัดแย้งทางปัญญา เหตุผลที่เหมาะสมจะตามมาและความเข้าใจในระดับสูงจะเกิดขึ้น 2. ทฤษฎีความประณีตทางปัญญา ทฤษฎีนี้แตกต่างจากทฤษฎีพัฒนาการที่ว่า หากข้อมูล ความรู้ที่จะให้จำนั้นสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับข้อมูลความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วต้องให้ผู้เรียนมีส่วนจัดการ เกี่ยวกับข้อมูลความรู้นั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น การให้ผู้เรียนเขียนสรุป หรือเขียนหัวข้อสำคัญของคำ บรรยายจะช่วยการเรียนได้ดีกว่าเขียนจดคำบรรยายเพียงอย่างเดียวเนื่องจากการเขียนสรุปหรือเขียน หัวข้อสำคัญนั้น ผู้เรียนต้องจัดระเบียบข้อมูลใหม่ว่า ในคำบรรยายมีสิ่งใดที่สำคัญเป็นจุดเน้นใจความ ของการบรรยาย วิธีที่ให้ผลดีที่สุดในการเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการข้อมูล ก็คือ ให้ผู้เรียนอธิบายข้อมูลแก่ ผู้เรียนคนอื่น เมื่อผู้เรียนคนใดมีบทบาทเป็นผู้จัดเตรียมสรุปคำบรรยายให้กับคนอื่นเมื่อผู้เรียนคนใดมี บทบาท เป็นผู้จัดเตรียมสรุปคำบรรยายให้กับคนอื่น ผู้นั้นจะต้องใช้การวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้ ข้อมูลให้อยู่ในรูปที่เขาจะเข้าใจมากที่สุด เพื่อนำไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นการเป็นผู้สรุปให้คนอื่นซึ่งต้อง เตรียมการอย่างรอบคอบและประณีตนี้ ช่วยให้นักเรียนผู้นั้นเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด ผลการวิจัย จำนวนหนึ่งยืนยันข้อค้นพบนี้เป็นอย่างดี คือ (สมพงษ์ สิงหะพล.2543 : 176; อ้างอิงจาก Dansereau. 1985; 1988 : Webb. 1985) 1. นักเรียนที่เป็นผู้ติวให้เพื่อนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น 2. นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกัน จะเรียนรู้ได้ดีกว่านักศึกษาที่เรียนโดย ลำพัง 3. นักศึกษาที่เป็นผู้อธิบายและเป็นผู้ฟังคำอธิบาย เรียนรู้ได้ดีกว่านักศึกษาที่เรียนตาม ลำพังแต่ผู้อธิบายเรียนได้ดีที่สุด 4. กิจกรรมที่ให้ทำงานร่วมกันพบว่านักเรียนที่พัฒนาสูงสุด คือ นักเรียนที่เป็นผู้จัดการ ข้อมูลและอธิบายให้คนอื่นฟัง ทฤษฎีปัญญาสนับสนุนว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการเรียนที่สามารถพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทั้งนักเรียนที่เรียนเก่งและนักเรียนที่เรียนช้าเพราะนักเรียนที่ เรียนเก่งจะได้ประโยชน์ในการเรียนยิ่งขึ้นในการที่ตนได้อธิบาย ชี้แจงบทเรียนให้เพื่อน ในขณะที่ นักเรียนที่เรียนอ่อน เรียนรู้ได้ช้า ได้ประโยชน์จากากรที่ได้แหล่งความรู้ที่มีค่าจากเพื่อนอีกแห่ง
19 นอกเหนือจากการสอน นอกจากนี้การที่นักเรียนได้ทำงานร่วมกันทำให้เกิดความสนุกสนาน ความ อบอุ่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการส่งเสริมทักษะทางสังคม ลักษณะของการเรียนแบบร่วมมือ จากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เข้าใจว่าการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่ดี ต้องมีเทคนิคการสอนที่หลากหลาย โดยต้องเน้นให้ผู้เรียนได้ร่วม กิจกรรมให้มาสอดคล้องกับแนวคิดในปัจจุบันที่เน้นการเรียนแบบนักเรียนเป็นสำคัญ แนวคิดเกี่ยวกับ การเรียนแบบร่วมมือ มีลักษณะของการเรียนแบบใดนั้น เออเรน (Arends. 2001 : 135) ได้กล่าวถึง ลักษณะการเรียนแบบร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นการเรียนแบบกลุ่มที่มีเป้าหมายทางการเรียนร่วมกัน 2. ภายในกลุ่มประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถคละกัน คือมีค่าเฉลี่ยคะแนนสูง ปานกลาง และต่ำ รวมกันในกลุ่ม 3. ภายในกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิกที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านเพศ และวัฒนธรรม 4. การให้รางวัลจะให้รางวัลในรูปแบบรางวัลกลุ่มมากกว่าการให้รางวัลเป็นรายบุคคล จากลักษณะการเรียนดังกล่าว จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกถึงความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อกลุ่ม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมกันทำงานเพื่อความสำเร็จของกลุ่มซึ่งจะส่งผลต่อความร่วมมือ กันและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิธีการเรียนแบบร่วมมือ วิธีการเรียนแบบร่วมมือที่นิยมใช้กันมีเทคนิคสำคัญ 2 แบบ คือ แบบเป็นทางการ (Formal cooperative learning) และแบบไม่เป็นทางการ (Informal cooperative learning) 1. การเรียนแบบร่วมมืออย่างเป็นทางการ วันเพ็ญ จันทร์เจริญ (2542 : 119–122) ได้แบ่ง เทคนิคการเรียนแบบร่วมมืออย่างเป็นทางการได้ 9 เทคนิค ดังนี้ 1.1 เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม (Team–Games–Tournamen หรือ TGT) คือการจัดกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4 คน ระดับความสามารถต่างกัน ครูกำหนดบทเรียน และการทำงานของกลุ่มเอาไว้ ครูทำการสอนบทเรียนให้นักเรียนทั้งชั้นแล้วให้กลุ่มทำงานตามที่ กำหนดนักเรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน เด็กเก่งช่วยและตรวจงานของเพื่อนให้ถูกต้องก่อนนำส่งครู แล้ว จัดกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มแข่งขันที่มีความสามารถเท่า ๆ กัน มาแข่งตอบปัญหาซึ่งจะมีการจัดกลุ่มใหม่ทุก สัปดาห์ โดยพิจารณาจากความสามารถของแต่ละบุคคล คะแนนของกลุ่มจะได้จากคะแนนของ สมาชิกที่เข้าแข่งขันร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ รวมกัน แล้วมีการมอบรางวัลให้แก่กลุ่มที่ได้คะแนนสูงเกิน เกณฑ์ที่กำหนดไว้
20 1.2 เทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ (Student Team Achievement Division หรือ STAD) คือการจัดกลุ่มเหมือน TGT แต่ไม่มีการแข่งขันกัน โดยให้นักเรียนทุกคนต่างทำข้อสอบ แล้วนำคะแนนพัฒนาการ (คะแนนที่ดีกว่าเดิมในการสอบครั้งก่อน) ของแต่ละคนมารวมเป็นคะแนน กลุ่ม และมีการให้รางวัล 1.3 เทคนิคการจัดกลุ่มแบบช่วยรายบุคคล (Team AssiSTAD Individualization หรือ TAI) เทคนิคนี้เหมาะกับวิชาคณิตศาสตร์ ใช้สำหรับประถมศึกษาปีที่ 3-6 วิธีนี้สมาชิกกลุ่มมี4 คน มี ระดับความรู้ต่างกัน ครูเรียกเด็กที่มีความรู้ระดับเดียวกันของแต่ละกลุ่ม มาสอนตามความยากง่าย ของเนื้อหา วิธีที่สอนจะแตกต่างกัน เด็กกลับไปยังกลุ่มของตน และต่างคนต่างทำงานที่ได้รับ มอบหมายแต่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการให้รางวัลกลุ่มที่ทำคะแนนได้ดีกว่าเดิม 1.4 เทคนิคโปรแกรมการร่วมมือในการอ่านและเขียน (Cooperative Integrated Reading and Composition หรือ CIRC) เทคนิคนี้ใช้สำหรับวิชาอ่าน เขียน และ ทักษะอื่น ๆ ทาง ภาษา สมาชิกในกลุ่มมี 4 คน มีพื้นความรู้เท่ากัน 2 คน อีก 2 คนก็เท่ากัน แต่ต่างระดับความรู้กับ 2 คนแรก ครูจะเรียกคู่ที่มีความรู้ระดับเท่ากันจากกลุ่มทุกกลุ่มมาสอน ให้กลับเข้ากลุ่มแล้วเรียกคู่ต่อไป จากลุ่มทุกกลุ่มมาสอน คะแนนของกลุ่มพิจารณาจากคะแนนสอบของสมาชิกกลุ่มเป็นรายบุคคล 1.5 เทคนิคการต่อภาพ (Jigsaw) เทคนิคนี้ ใช้สำหรับนักเรียนประถมปีที่ 3 และนักเรียน ประถมปีที่ 6 สมาชิกในกลุ่มมี 6 คน ความรู้ต่างระดับกัน สมาชิกแต่ละคนไปเรียนร่วมกับสมาชิกใน กลุ่มอื่นในหัวข้อที่ต่างออกไป แล้วทุกคนกลับเข้ามากลุ่มของตน สอนเพื่อนในสิ่งที่ตนไปเรียนร่วมกับ สมาชิกกลุ่มอื่น ๆ มา การประเมินผลเป็นรายบุคคลแล้วรวมคะแนนเป็นของกลุ่ม 1.6 เทคนิคการต่อภาพ 2 (Jigsaw 2) เทคนิคนี้สมาชิกในกลุ่ม 4–5 คน นักเรียนทุกคน สนใจในบทเรียนเดียวกัน สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้ความสนใจในหัวข้อย่อย ของบทเรียนต่างกัน ใคร ที่สนใจในหัวข้อเดียวกันจะไปประชุมกัน ค้นคว้าและอภิปราย แล้วกลับมากลุ่มเดิมของตนสอนเพื่อน ในเรื่องที่ตนไปประชุมกับสมาชิกของกลุ่มอื่นมา ผลการสอบของแต่ละคนเป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มที่ ทำคะแนนรวมได้ดีกว่าครั้งก่อน (คิดคะแนนเหมือน STAD) จะได้รับรางวัล 1.7 เทคนิคการตรวจสอบเป็นกลุ่ม (Group Investigation) เทคนิคนี้สมาชิกในกลุ่มมี 2– 6 เป็นรูปแบบที่ซับซ้อน แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการจะศึกษาค้นคว้า สมาชิกในกลุ่มแบ่ง หน้าที่กันทั้งกลุ่ม มีการวางแผนการดำเนินงานตามแผน การวิเคราะห์การสังเคราะห์งานที่ทำการ นำเสนอผลงานหรือรายงานต่อหน้าชั้น การให้รางวัล หรือคะแนนให้เป็นกลุ่ม 1.8 เทคนิคการเรียนร่วมกัน (Learning Together : LT) วิธีนี้สมาชิกในกลุ่มมี4–5 คน ระดับความรู้ความสามารถต่างกัน มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันและผลัดเปลี่ยนบทบาทหน้าที่กัน เช่น คนที่ 1 รับผิดชอบเนื้อหาที่ 1 คนที่ 2 รับผิดชอบเนื้อหาที่ 2 หรือครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาฝึกฝน
21 ทำความเข้าใจเนื้อหาใหม่และทำแบบฝึกหัดหรือใบงานหรือบัตรกิจกรรมคะแนนของกลุ่มพิจารณา จากผลงานของกลุ่ม 1.9 เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือร่วมกลุ่ม (Co-op–Co-op) ซึ่งเทคนิคนี้ประด้วยขั้นตอน ต่าง ๆ ดังนี้ คือ นักเรียนช่วยกันอภิปรายหัวข้อที่จะศึกษาแบ่งหัวข้อใหญ่เป็นหัวข้อย่อย แล้วจัด นักเรียนเข้ากลุ่มตามความสามารถที่แตกต่างกัน กลุ่มเลือกหัวข้อที่จะศึกษาตามความสนใจของกลุ่ม กลุ่มแบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นหัวข้อเล็ก ๆ เพื่อนักเรียนแต่ละคนในกลุ่มเลือกไปศึกษา และมีการ กำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนภายในกลุ่มแล้ว นักเรียนเลือกศึกษาเรื่องที่ตนเลือกและนำเสนอ ต่อกลุ่ม กลุ่มรวบรวมหัวข้อต่าง ๆ จากนักเรียนทุกคนในกลุ่มแล้วรายงานผลต่อชั้น และมีการ ประเมินผลงานกลุ่ม เทคนิคทั้ง 9 ดังกล่าวข้างต้น ส่วนมากจะใช้ตลอดคาบการเรียน หรือตลอดกิจกรรมการเรียน ในแต่ละคาบ เรียกการเรียนแบบร่วมมือประเภทนี้ว่า การเรียนแบบร่วมมืออย่างเป็นทางการ (Formal Cooperative Learning) แต่ยังมีเทคนิคอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตลอด กิจกรรมการสอนในแต่ละคาบ อาจใช้ในขั้นนำ สอดแทรกในขั้นตอนใด ๆ ก็ได้ หรือใช้ในขั้นสรุป หรือ ขั้นทบทวน หรือขั้นวัดผล เรียกการเรียนแบบร่วมมือประเภทนี้ว่า การเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่เป็น ทางการ (Informal Cooperative Learning) ดังนี้ 2. การเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ สมพงษ์ สิงหะพล (2543 : 181–182) ได้กล่าวถึง เทคนิคการเรียนแบบร่วมมืออย่างไม่ เป็นทางการได้ 14 เทคนิค ดังนี้ 2.1 อภิปรายกลุ่มธรรมชาติ (Spontaneous group discussion) นักเรียนที่นั่งเป็นกลุ่ม นั่งชิดหรือใกล้กัน ร่วมกันอภิปรายแสงดความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของบทเรียนอาจอภิปราย 2– 3 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมง 2.2 ร่วมกันคิด (Numbered heads together) ในแต่ละกลุ่มทุกคนมีหมายเลขประจำตัว เมื่อศึกษางานเสร็จครูเรียกหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งให้ตอบคำถาม คนถูกเรียกถือเป็นตัวแทนกลุ่ม 2.3 ผลงานทีม (Team product) แต่ละกลุ่มทำงานให้สำเร็จภายในชั่วโมงเรียน มอบหมายให้ทุกคนในกลุ่มมีบทบาทแล้วนำเสนองานต่อชั้นเรียน 2.4 ช่วยกันทบทวน (Cooperative review) แต่ละกลุ่มเวียนกันถามตอบเพื่อทบทวน บทเรียน กลุ่มที่ถามได้ 1 คะแนน กลุ่มที่ตอบถ้าตอบถูกได้ 1 คะแนน กลุ่มที่อธิบายข้อมูลเพิ่มเติมได้ 1 คะแนน 2.5 คู่คิด (Think pair share) นักเรียนนั่งเป็นคู่ในกลุ่มของตนเพื่อหาคำตอบที่ตกลงกัน เสนอคำตอบที่ตกลงกันต่อชั้นเรียน
22 2.6 เพื่อนเรียน (Partners) นักเรียนในแต่ละกลุ่มจับคู่กันเรียน คู่นั้นอาจไปขอคำอธิบาย สอบถามปรึกษาหารือจากกลุ่มอื่น เมื่อเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วก็ถ่ายทอดความรู้สู่คู่อื่นในกลุ่ม 2.7 มุมสนทนา (Corners) แต่ละกลุ่มแบ่งเป็นกลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มย่อย นั่งตามมุมหรือจุด ต่าง ๆ ของห้อง จากนั้นทุกกลุ่มย่อยอธิบายเรื่องราวที่ได้ศึกษาให้กลุ่มย่อยในมุมอื่นฟัง 2.8 เล่าเรื่องรอบวง (Round robin) นักเรียนทุกคนนั่งเป็นวงกลม แต่ละคนเล่าเรื่องให้ ชั้นฟังไปที่ละคนจนครบ โดยให้เวลาเท่า ๆ กัน 2.9 คู่ตรวจสอบ (Pair check) ในแต่ละกลุ่มให้นักเรียนจับคู่ 2–3 คู่ เมื่อรับโจทย์หรืองาน จากครู คนหนึ่งแก้โจทย์ปัญหาหรือตอบปัญหา อีกคนหนึ่งเสนอแนะโจทย์ปัญหา ต่อไปก็สลับบทบาท กัน ทำโจทย์ปัญหาได้ 2–3 ปัญหา ให้แต่ละคู่นำคำตอบไปตรวจสอบกับคู่อื่นในกลุ่มของตน 2.10 วงกลมสนทนา (Inside–outside circle) นักเรียนนั่งหรือยืนเป็นวงกลม 2 วง จำนวนเท่ากัน วงในหันหน้าออกวงนอกหันหน้าเข้า คนอยู่ตรงข้ามจับคู่กัน เมื่อครูถามทั้งสองปรึกษา กันแล้วตอบคำถาม คำถามต่อไปครูให้สองวงเคลื่อนไปตรงข้ามกัน แล้วถามคำถามใหม่จนจบบทเรียน 2.11 คู่ทำงาน (Match mind) มอบหมายให้ชั้นทำงานตามบทเรียนแต่ละคนแสวงหาคู่ ทำงานร่วมกัน ปรึกษากัน ช่วยกันแต่ให้ทำส่งเป็นรายงานส่วนตัว 2.12 สัมภาษณ์ 3 ขั้น (Three–step interview) ในแต่ละกลุ่มให้จับคู่กัน 2–3 คู่ในแต่ละ คู่ คนที่ 1 ถาม คนที่ 2 ตอบ คนที่ 1 เล่าให้กลุ่มทราบว่าตอบอย่างไร คำถามต่อไปเปลี่ยนบทบาทกัน 2.13 เครือข่ายทีม (Team – work webbing) แต่ละกลุ่มศึกษาบทเรียนแล้วเขียน แนวความคิดหลัก พร้อมแสดงความสัมพันธ์ของความคิดเห็นหลักในรูปของแผนภูมิแผนภาพ ไดอะแกรม เพื่อให้เห็นเครือข่ายของความคิดว่าสัมพันธ์กันอย่างไร 2.14 คำตอบโต๊ะกลม (Round table) ให้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อยในแต่ละกลุ่ม ทุกคนเขียนคำตอบลงในกระดาษส่งต่อไปเรื่อย ๆ จนครบทุกคน การเขียนตอบอาจให้ปรึกษากันหรือ ห้ามปรึกษากันก็ได้ จากนั้นตรวจคำตอบจากครู จากเทคนิควิธีการเรียนแบบร่วมมือทั้งแบบเป็นทางการและแบบไม่เป็นทางการล้วนแต่เป็น เทคนิคที่มีประโยชน์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนแต่เนื่องจากเทคนิคเหล่านี้ มีลักษณะการจัดกิจกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละเทคนิคจะออกแบบให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต่างกัน ฉะนั้นการที่จะเลือกใช้เทคนิคใด ควรคำนึงถึงเป้าหมายที่ต้องการความเหมาะสมกับผู้เรียน และ เนื้อหาวิชาด้วย สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ เป็นการทดลองในวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนใหญ่จะเน้นหนักใน ด้านการทดลอง และกิจกรรมการเรียนการสอนจะเป็นรูปแบบกิจกรรมกลุ่ม ดังนั้น รูปแบบการเรียน แบบร่วมมือที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนในวิชานี้ คือ รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือที่ใช้เทคนิค การเรียนร่วมกัน
23 3. การเรียนรู้แบบร่วมมือ 3.1 ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ อาร์ซท และนิวแมน (Artzt and newman. 1990 : 448–449) กล่าวว่า การเรียนแบบ ร่วมมือเป็นวิธีที่ผู้เรียนทำการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความสำคัญต่อ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกลุ่ม เพื่อบรรลุเป้าหมายสมาชิกทุกคนจึงช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาครูไม่ใช้เป็นแหล่งความรู้ที่คอยป้อนแก่นักเรียน แต่จะมีบทบาท เป็นผู้ คอยให้ความช่วยเหลือจัดหาและชี้แนะแหล่งข้อมูลในการเรียนตัวนักเรียนเองจะเป็นแหล่งความรู้ซึ่ง กันและกันในกระบวนการเรียนรู้ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson. 1991 : 6-7) กล่าวว่า การเรียน แบบร่วมมือเป็นการเรียนที่จัดขึ้นโดยการคละกันระหว่างนักเรียนที่มีความสามารถต่างกันนักเรียน ทำงานร่วมกันและช่วยเหลือกันเพื่อให้กลุ่มของตนประสบผลสำเร็จในการเรียน สลาวิน (Slavin. 1995: 2–7) ได้ให้ความหมายว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีสอนที่ นำไปประยุกต์ใช้ได้หลายวิชาและหลายระดับชั้น โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยโดยทั่วไปมี สมาชิก 4 คน ที่มีความสามารถแตกต่างกันเป็นนักเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน นักเรียนในกลุ่มที่ต้องเรียนและรับผิดชอบงานกลุ่มร่วมกัน นักเรียนจะประสบผลสำเร็จก็ต่อเมื่อเพื่อน สมาชิกในกลุ่มทุกคนประสบผลสำเร็จบรรลุเป้าหมายร่วมกัน จึงทำให้นักเรียนช่วยเหลือพึ่งพากัน และ สมาชิกในกลุ่มจะได้รับรางวัลร่วมกัน เมื่อกลุ่มทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 34) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน เป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมี ส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่ อ่อนกว่าสมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมกัน รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 6) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีสอนแบบ หนึ่ง โดยกำหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันทำงานพร้อมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กโดยทุกคนมี ความรับผิดชอบงานของตนเอง และงานส่วนรวมร่วมกันมีปฏิสัมพันธ์กันและกันมีทักษะการทำงาน กลุ่มเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย ส่งผลให้เกิดความพอใจอันเป็นลักษณะเฉพาะ ของกลุ่มร่วมมือ สรุปได้ว่า การเรียนแบบร่วมมือ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางที่นักเรียนมีความสามารถแตกต่างกันโดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในการเรียนร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
24 ซึ่งนักเรียนจะบรรลุถึงเป้าหมายของการเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มไปถึงเป้าหมาย เช่นเดียวกัน ความสำเร็จของตนเองก็คือความสำเร็จของกลุ่มด้วย 3.2 แนวคิด /ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Theory of Cooperative or Collaborative Learning) สลาวิน (Slavin) เดวิด จอห์นสัน (David Johnson) และรอเจอร์ จอห์นสัน (Roger Johnson) พบว่า การส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี และได้เรียนรู้ทักษะทาง สังคมและการทำงานร่วมกับผู้อื่น องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือมี 5 ประการ ได้แก่ 1) การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน 2) การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด 3) ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน 4) การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย 5) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม การประยุกต์ใช้ทฤษฎีในการเรียนการสอน ผู้สอนสามารถนำทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือไปจัดการเรียนการสอนของตนได้โดยการ พยายามจัดกลุ่มการเรียนรู้ให้มีองค์ประกอบ 5 ประการ ดังกล่าว ข้างต้น และใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ในการช่วยให้องค์ประกอบทั้ง 5 สัมฤทธิ์ผล วิธีจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ได้แก่ การเรียน การสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม และการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ดังนี้ (1) การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม ได้แก่ รูปแบบการสอนแบบทีม/กลุ่ม และการสอนแบบจิ๊กซอว์ทิศนา แขมมณี (2547:144) ได้เสนอแนวคิดว่ากระบวนการกลุ่มมีตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1) ผู้เรียนมีการปฏิสัมพันธ์/ทำงาน/ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดการ เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ 2) ผู้เรียนมีการฝึก/ชี้แนะ/สอน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการ ทำงานกลุ่มที่ดี 3) ผู้เรียนมีการวิเคราะห์การเรียนรู้ของตนเองทั้งในด้านเนื้อหา สาระที่เรียนและ กระบวนการทำงานร่วมกัน 4) ผู้สอนมีการวิเคราะห์และประเมินผลการเรียน ทั้งด้านเนื้อหาสาระ และ กระบวนการกลุ่ม
25 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่ม ของ สุจิตรา สิทธิ (2545 : 20) ได้แบ่งการจัดการเรียนการสอนเป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นจูงใจความสนใจ ทบทวนความรู้เดิม 2) ขั้นแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ 3) ขั้นแบ่งกลุ่ม ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์/ทำงาน/ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม 4) ขั้นครูเสนอเนื้อหา ให้ผู้เรียนวิเคราะห์การเรียนรู้เนื้อหาที่เรียน 5) ขั้นวิเคราะห์การเรียนรู้ ให้ผู้เรียนอภิปราย แสดงความคิดเห็น และรายงานผล 6) ขั้นสรุป ให้ผู้เรียนสรุปผลจากการศึกษาของกลุ่ม 7) ขั้นวัดผลประเมินผลเป็นระยะ ๆ (2) การเรียนการสอนแบบร่วมมือ การเรียนการสอนแบบร่วมมือ มีองค์ประกอบการเรียนรู้แบบร่วมมือ 5 ประการ ดังกล่าวข้างต้น การสอนแบบร่วมมือ เฉลิม อาจกล้า (2547:36) ได้เสนอวิธีการจัดการเรียนการ สอนแบบร่วมมือ โดยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ 2) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน สร้างความสนใจให้ผู้เรียนอยากเรียน 3) ขั้นดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน อธิบายชี้แจงเกี่ยวกับงานของกลุ่ม 4) ขั้นผู้เรียนร่วมมือช่วยเหลือกันเรียนรู้ ผู้เรียนช่วยกันวิเคราะห์เนื้อหาสาระจากใบ งาน 5) ขั้นสรุป ผู้เรียนร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้เรียน 6) ขั้นวัดผลประเมินผล วัดผลประเมินผลเป็นระยะ ๆ ถ้าผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้ คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ร่วมกันอภิปราย สงสัยใฝ่รู้ แสดงข้อคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหา รวมทั้งใช้วิธีการสอนที่หลากหลายให้เหมาะสมกับผู้เรียน ทำให้ผู้เรียน สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างความรู้ด้วยตนเอง สร้างสรรค์ผลงานตามความสนใจ และพัฒนาทักษะการ คิดระดับที่สูงขึ้น เมื่อผู้เรียนจบช่วงชั้นที่ 4 จะสามารถคิดในระดับสูงได้ตามที่หลักสูตรกำหนด การทดลองใช้แผนการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีที่ เน้นวิธีสอนให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์มีจำนวนน้อยมาก จึงควรศึกษาวิจัย เกี่ยวกับการจัดกิจกรรม ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ และเผยแพร่วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิด วิเคราะห์อย่างหลากหลายรูปแบบ/วิธี
26 4. การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD 4.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542) ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) ว่าเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อม ทางการเรียนให้ผู้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ ความสามารถแตกต่างกันโดยแต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และความสำเร็จของกลุ่ม ความสำเร็จของแต่ละคนถือเป็นความสำเร็จของกลุ่ม จันทรา ตันติพงศานุรักษ์ (2543) กล่าวว่า การจัดการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเป็นวิธีการ จัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยให้นักเรียนลงมือปฏิบัติงานเป็นกลุ่มย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน สนับสนุนให้มีการช่วยเหลือกันจนบรรลุผล ตามเป้าหมายตลอดจนส่งเสริมให้ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะหรือทีมตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง สอดคล้องกับหลักการจัดการเรียนการสอนของแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับ ที่ 8 (พ.ศ. 2540- 2544) ที่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ การทำงาน ร่วมกันด้วยความสุขและสร้างสรรค์ สนอง อินละคร (2543) ให้ความหมายของการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ ว่าเป็นการจัดการ เรียนการสอน โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มละ 4-6 คน นักเรียนทุกคนเรียนรู้และทำกิจกรรม ร่วมกันมีการปรึกษาหารือกันภายในกลุ่ม ผลสำเร็จของนักเรียนแต่ละคนคือผลสำเร็จของกลุ่ม สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545) ให้ความหมายของการพัฒนาการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ที่จัดผู้เรียนได้ร่วมมือและ ช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็น ลักษณะการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมี การช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทึ่งในส่วนตน และส่วนร่วม เพื่อให้ ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2545) กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ(Cooperative Learning) ว่าเป็นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ ผู้เรียน ได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถ แตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความสำเร็จของกลุ่มทั้งโดย การแลกเปลี่ยนความคิด เป็นการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง เท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่มความสำเร็จของแต่ ละบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม
27 จากการศึกษาความหมายการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนแบบ กลุ่มร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนใช้ความสามารถเฉพาะตัวใน การร่วมมือกันแก้ปัญหาต่าง ๆ นักเรียนรู้จักวิธีการทำงานกลุ่ม การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนมี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายโดยสมาชิกในกลุ่มตระหนักว่าแต่ละคนเป็น ส่วนหนึ่งของกลุ่มและเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของกลุ่มการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือสามารถ นำมาใช้กับการเรียนทุกวิชา และทุกระดับชั้น และจะมีประสิทธิผลยิ่งขึ้นกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่ง พัฒนาผู้เรียนในด้านการแก้ปัญหา การกำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ การคิดแบบหลากหลาย การ ปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อน การเน้นคุณธรรมจริยธรรม การเสริมสร้างประชาธิปไตยในชั้นเรียน ทักษะ ทางสังคม การสร้างนิสัยความรับผิดชอบร่วมกัน และความร่วมมือภายในกลุ่ม 4.2 รูปแบบการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ รายละเอียดของรูปแบบการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning Model) มี ดังนี้(อัญชนา โพธิพลากร, 2545) 1. เป้าหมายและลักษณะของผลผลิต การจัดการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้ความสำคัญต่อการ พัฒนาทัศนคติและค่านิยมในตัวนักเรียนที่จำเป็นทั้งในและนอกห้องเรียน การจำลองรูปแบบ พฤติกรรมทางสังคมที่พึงประสงค์ในห้องเรียน การเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวคิดที่ หลากหลายระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การพัฒนาพฤติกรรมการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการคิด อย่างมีเหตุผล รวมทั้งการพัฒนาลักษณะของผู้เรียนให้รู้จักตนเองและเพิ่มคุณค่าของตนเอง จาก กิจกรรมดังกล่าวจะมีผลต่อผู้เรียนคือ ความรู้ความเข้าใจเนื้อหาวิชาที่เรียน (Cognitive Knowledge) ทักษะทางสังคมโดยเฉพาะทักษะการทำงานร่วมกัน (Social Skills) และการรู้จักตนเองและตระหนัก ในคุณค่าของตนเอง (Self-Esteem) 2. ข้อตกลงเบื้องต้น รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ มีแนวคิดซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ ดังต่อไปนี้ 1) การสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้จะสร้างแรงจูงใจให้การเรียนมากกว่าการเรียน รายบุคคล หรือการแข่งขัน ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มจะสร้างพลังงานในทางบวก ให้แก่กลุ่ม 2) สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มของการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้จะเรียนรู้จากกันและกัน และพึ่งพากันเรียนรู้
28 3) การปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่ม นอกจากจะพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่ เรียนแล้ว ยังพัฒนาทักษะทางสังคมไปในตัวด้วย เป็นรูปแบบการสอนที่พัฒนากิจกรรมทางสติปัญญา ที่เพิ่มพูนการเรียนรู้มากกว่าการเรียนการสอนรายบุคคล 4) การร่วมมือกันเรียนรู้จะเพิ่มพูนความรู้สึกในทางบวกต่อกันและกันระหว่างสมาชิก ในกลุ่ม ลดความรู้สุกโดดเดี่ยว และห่างเหิน ในทางตรงกันข้ามจะสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกที่ดี ต่อบุคคลอื่น 5) การร่วมมือกันเรียนรู้จะพัฒนาความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเอง รู้จักตนเองจากการ เรียนรู้ได้ดีขึ้น รวมทั้งจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ตระหนักว่าตัวเองได้รับการยอมรับ และเอาใจใส่จาก สมาชิกคนอื่นในกลุ่ม 6) ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล จาก งานที่กำหนดให้กลุ่มรับผิดชอบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเกิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันทำงาน มากเท่าใด ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาทักษะทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการทำงานร่วมกันมาก ขึ้นเท่านั้น 7) ทักษะทางสังคมที่จำเป็นต่าง ๆ สามารถเรียนรู้ และฝึกฝนได้ เพื่อประสิทธิภาพ ของการทำงานร่วมกัน 3. รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Model of Cooperative Learning) อัญชนา โพธิพลากร (2554) ได้กล่าวถึงรูปแบบการสอนแบบกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ว่า แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบดังนี้ 1) รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ตามแนวคิดของ Robert Slavin และคณะ จาก John Hopkins University, Slavin ได้พัฒนาเทคนิคการสอนแบบร่วมมือกัน เรียนรู้ต่าง ๆ จาก ผลวิธีการสอนในทุกรูปแบบของ Slavin จะยึดหลักของการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้3 ประการ ด้วยกันคือ รางวัลและเป้าหมายของกลุ่ม ความหมายความสำคัญ หรือความหมายของแต่ละบุคคล และโอกาสในการช่วยให้กลุ่มประสบผลสำเร็จเท่าเทียมกัน จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารางวัลของกลุ่ม และความหมายของแต่ละบุคคลต่อกลุ่ม เป็นลักษณะที่จำเป็นและสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนของ นักเรียน ซึ่งรูปแบบกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ของกลุ่ม Slavin ที่เป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย มีดังต่อไปนี้ - STAD (Student Teams Achievement Division) เป็นรูปแบบการสอนที่ สามารถดัดแปลงใช้ได้เกือบทุกวิชา และทุกระดับชั้น เพื่อเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ผลของการเรียน และทักษะทางสังคมเป็นสำคัญ - TGT (Teams Games Tournament) เป็นรูปแบบการสอนที่คล้ายกับ STAD แต่เป็นการจูงใจในการเรียนเพิ่มขึ้นโดยการใช้การแข่งขันเกมแทนการทดสอบย่อย
29 - TAI (Team AssiSTAD Individualization) เป็นรูปแบบการสอนที่ผสมผสาน แนวความคิดระหว่างการร่วมมือกับการเรียนรู้กับการสอนรายบุคคล ( Individualization Instruction) รูปแบบของ TAI จะเป็นการประยุกต์ใช้กับการสอนคณิตศาสตร์ - CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) เป็นรูปแบบ การสอนแบบกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้แบบผสมผสาน ที่มุ่งพัฒนาขึ้นเพื่อสอนการอ่านและการเขียน สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยเฉพาะ - Jigsaw ผู้คิดค้นการสอนแบบ Jigsaw เริ่มแรก คือ Elliot Aronson และคณะ (1978) หลังจากนั้น Slavin ได้แนวคิดดังกล่าวมาปรับขยายเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการสอนแบบ ร่วมมือกันเรียนรู้มากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่เหมาะสมกับวิชาที่เกี่ยวข้อง กับการบรรยาย เช่น สังคมศึกษา วรรณคดี บางส่วนของวิชาวิทยาศาสตร์ รวมทั้งวิชาอื่น ๆ ที่เน้น การพัฒนาความรู้ความ เข้าใจมากกว่าพัฒนาทักษะ 2) รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ตามแนวความคิดของ David Johnson และคณะ จากมหาวิทยาลัย Minnesota (1989) ได้พัฒนารูปแบบการ สอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ โดยยึดหลักการเบื้องต้น 5 ประการด้วยกันคือ - การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Positive in Interdependence) - การปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว (Face to Face Promotive Interaction) - ความหมายและความสามารถของแต่ละคนในกลุ่ม (Individual Accountability) - ทักษะทางสังคม (Social Skills) - กระบวนการกลุ่ม (Group Processing) 4. รูปแบบการสอนแบบกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ในงานเฉพาะ เช่น Group Investigation ของ Shlomo และ Yael Sharan, Co-op Co-op 5. บทบาทของครูและนักเรียนในการเรียนการสอนแบบ Cooperative Learning ในการจัดการเรียนการสอนแบบ Cooperative Learning ผู้ที่เกี่ยวข้องคือ ครู และ นักเรียน จะมีบทบาทที่ชัดเจน การกำหนดบทบาทที่ชัดเจนจะช่วยให้ทั้งครูและนักเรียนสำนึกได้ว่าตน จะทำอะไร และอย่างไร และในทางปฏิบัติก็จะต้องเคร่งครัดต่อบทบาทของตนเอง จึงจะทำให้การ จัดการเรียนการสอนแบบ Cooperative Learning มีประสิทธิผลตามเป้าหมาย บทบาทของครูและ นักเรียนในการเรียนการสอนแบบ Cooperative Learning มีดังนี้ 1) บทบาทของครู ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงบทบาทของตนเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้ - การเตรียมความพร้อม ครูต้องเตรียมการให้พร้อมทุกๆ ด้านที่เกี่ยวกับการ จัดการเรียนการสอน นับตั้งแต่วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเอกสารประกอบการสอน นอกจากนั้นยังหมาย รวมถึงการเตรียมนักเรียนให้พร้อม ให้เข้าใจถึงวิธีการเรียนรู้ ตามรูปแบบ Cooperative Learning
30 เพื่อให้การดำเนินการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดการสะดุด การเตรียมบทเรียน เนื้อหาย่อยให้ เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมด้วย - การดำเนินการสอน ครูต้องทำการสอนเนื้อหาแก่นักเรียนทั้งชั้นอย่างเต็มที่โดย ใช้ดุลยพินิจ เลือกรูปแบบ หรือกลวิธีการนำเสนออย่างเหมาะสม และพยายามใช้สื่ออุปกรณ์ ประกอบ การสอนให้มาก - การให้ความช่วยเหลือ ครูจะต้องคอยติดตามความก้าวหน้าของกลุ่ม และให้ ความช่วยเหลือ เพื่อกลุ่มหรือบุคคลจะได้มีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงขึ้น การช่วยเหลือของครูอาจ ทำได้หลายประการ เช่น การกระตุ้นผู้เรียนเมื่อพบว่ามีสมาชิกคนใดในกลุ่ม ไม่มีการพัฒนาการ ทางการเรียนหรือมีการพัฒนาในอัตราที่ต่ำ ครูอาจจะกระตุ้นในกลุ่มเร่งให้ความช่วยเหลือ หรือกระตุ้น ให้นักเรียนคนนั้นเร่งพัฒนาตนเอง เพื่อช่วยกลุ่มให้ประสบความสำเร็จ เป็นต้น นอกจากนั้นครูอาจให้ การเสริมแรงทุกครั้งที่นักเรียนประสบความก้าวหน้าในการเรียน 2) บทบาทของนักเรียนนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบ Cooperative Learning มี บทบาทของตนเองดังนี้ - ความตั้งใจอย่างจริงใจในการเรียน ผู้เรียนจะต้องเข้าใจว่า ความรู้ ความเข้าใจที่ นักเรียนมีต่อบทเรียนนั้นจะทำให้กลุ่มมีโอกาสประสบความสำเร็จก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นนักเรียนจึงต้องมีความตั้งใจให้มากในการเรียนรู้เนื้อหาทั้งจากการศึกษาด้วยตนเองจาก บัตรเนื้อหา - ความรับผิดชอบ สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือ ความล้มเหลวของกลุ่มร่วมกัน นักเรียนจะต้องตระหนักว่า กลุ่มจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว ก็ อยู่ที่ตัวนักเรียนเองทุกคน - การช่วยเหลือ นักเรียนจะต้องให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างจริงใจการ เรียนตามรูปแบบ Cooperative Learning นักเรียนจะต้องร่วมมือกันมิใช่แข่งขันกันการช่วยเหลือกัน จะทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จได้โดยไม่ยาก ดังนั้นนักเรียนที่เข้าใจบทเรียนแล้วจึงต้องช่วยสอนหรือ อธิบายให้เพื่อนในกลุ่มเข้าใจด้วย - การยอมรับซึ่งกันและกัน นักเรียนไม่ควรคิดว่าตนเองเก่ง หรือเพราะตนกลุ่มจึง ก้าวหน้า แต่นักเรียนต้องตระหนักว่านักเรียนในกลุ่มที่เรียนอ่อนสามารถทำให้กลุ่มก้าวหน้าได้หาก เขาทำแบบทดสอบได้ถึงเกณฑ์ที่จะได้คะแนนความก้าวหน้า ถึงแม้ว่าคะแนนสอบของเขาจะได้น้อย กว่าคะแนนของเพื่อนคนอื่นในกลุ่ม แต่ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะในการเรียนแบบ Cooperative Learning จะไม่มีการแข่งขันกับผู้อื่น หากแต่จะต้องทำการแข่งขันกับตนเองเท่านั้น ดังนั้นสมาชิกทุก คนจะต้องยอมรับความสามารถของกันและกัน
31 - ความยึดเหนี่ยวภายในกลุ่ม นักเรียนทุกคนในกลุ่มควรมีความรักและศรัทธาซึ่ง กันและกัน ควรมีการเสริมแรงแก่กันเพื่อให้กำลังใจ ควรกล่าวคำชมเชยเมื่อเพื่อนในกลุ่มสามารถทำ คะแนนความก้าวหน้าได้ 6. บรรยากาศในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้การเรียนการสอนตามรูปแบบ Cooperative Learning ดำเนินไปได้อย่าง ราบรื่น และประสบผลสำเร็จได้ ครูควรพยายามสร้างบรรยากาศในการเรียนให้เป็นไปในเชิงบวกและ สร้างสรรค์บรรยากาศในการเรียนการสอนที่ควรสร้างให้เกิด ได้แก่ 1) บรรยากาศแห่งความร่วมมือ ต้องมีการร่วมมือซึ่งกันและกันในทุกๆ ด้านทั้งนั้น เพราะนักเรียนมีเป้าหมายร่วมกัน การร่วมมือและช่วยเหลือกันจะต้องมีขึ้นในทุกขั้นตอนของการเรียน นับแต่การเรียนรู้มโนมติ หลักการตลอดจนการแก้ปัญหา 2) บรรยากาศแห่งความรับผิดชอบ ต้องมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อกลุ่ม เพราะความรับผิดชอบทั้งสองส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และเป็นที่ทราบว่ากลุ่มจะประสบผลสำเร็จได้ ก็เนื่องจากสมาธิของกลุ่มประสบความสำเร็จก่อน 3) บรรยากาศแห่งการยอมรับ ทุกคนจะต้องยอมรับซึ่งกันและกัน เพราะนักเรียนต่าง ก็ต้องตระหนักว่า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนเก่ง ปานกลาง หรืออ่อน ก็มีโอกาสช่วยกลุ่มให้ประสบผลสำเร็จ ได้เท่าเทียมกัน นอกจากการยอมรับผู้อื่นแล้ว ควรมีการยอมรับตนเอง เพราะตนเองก็มีส่วนทำให้กลุ่ม ประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับผู้อื่น 4) บรรยากาศแห่งการส่งเสริม สมาชิกทุกคนจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ใช่ แข่งขันกัน เมื่อเพื่อนประสบความสำเร็จควรมีการยินดี มีการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การกล่าวคำ ชมเชยแก่เพื่อน หรือ การปลอบโยนเมื่อเพื่อนล้มเหลว นับเป็นการแสดงออกถึงบรรยากาศแห่งการ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน 5) บรรยากาศแห่งความอิสระ ครูควรให้ความอิสระแก่นักเรียนในการดูแลช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ตลอดจนการศึกษาด้วยตนเอง ครูไม่ควรเข้าไปใกล้ชิดกับกลุ่มมากเกินไปเพราะจะทำให้ นักเรียนเกิดความอึดอัด หรือไม่กล้าพูด ไม่กล้าถาม ไม่กล้าอธิบาย ดังนั้นครูควรอยู่ห่างๆ จากกลุ่ม เมื่อนักเรียนต้องการความช่วยเหลือเท่านั้นจึงจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ 4.3 ขั้นตอนของการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ STAD 1. ขั้นเตรียมกิจกรรมในขั้นเตรียมประกอบด้วยครูแนะนำทักษะในการเรียนรู้ร่วมกัน และจัดเป็นกลุ่มย่อย ๆ ประมาณ 4–5 คน ครูควรแนะนำเกี่ยวกับระเบียบของกลุ่มบทบาทและหน้าที่ ของสมาชิกกลุ่ม แจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน การทำกิจกรรมร่วมกัน และการฝึกฝนทักษะพื้นฐาน จำเป็นสำหรับการทำกิจกรรมกลุ่ม
32 2. ขั้นสอน ครูนำเข้าสู่บทเรียน แนะนำเนื้อหา แนะนำแหล่งข้อมูลและมอบหมายงานให้ นักเรียนแต่ละกลุ่ม 3. ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มย่อย โดยที่แต่ละคนมีบทบาทและ หน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นขั้นที่สมาชิกในกลุ่มจะได้ร่วมกันรับผิดชอบต่อผลงานของกลุ่มในขั้น นี้ครูอาจกำหนดให้นักเรียนใช้เทคนิค ๆ เช่น แบบ Jigsaw, TGT, STAD, TAI, GT, LT, NHT, CO-OP CO-OP เป็นต้น ในการทำกิจกรรมแต่ละครั้งเทคนิคที่ใช้ต้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ ละเรื่อง ในการเรียนครั้งหนึ่งๆ อาจต้องใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือหลาย ๆ เทคนิคประกอบกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียน 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ ครบถ้วยแล้วหรือยัง ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคลในบาง กรณีผู้เรียนอาจต้องซ่อมเสริมส่วนที่ขาดตกบกพร่อง ต่อจากนั้นเป็นการทดสอบความรู้ 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ครูและผู้เรียนช่วยกันสรุปบทเรียน ถ้ามีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติม และผู้เรียนช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่ม และ พิจารณาว่าอะไรคือจุดเด่นของงาน และอะไรคือสิ่งที่ควรปรับปรุง วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542) ได้เสนอขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ ร่วมมือรูปแบบ STAD ไว้ดังนี้ 1) ครูนำเสนอประเด็นหรือเนื้อหาใหม่ โดยอาจนำเสนอด้วยสื่อที่น่าสนใจใช้การสอน โดยตรงหรือตั้งประเด็นให้ผู้เรียนอภิปราย 2) จัดผู้เรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 4 – 5 คนให้สมาชิกมีความสามารถคละกันที่มีทั้งความ สามารถสูง ปานกลาง และต่ำ 3) แต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาทบทวนเนื้อหาที่ครูนำเสนอจนเข้าใจ 4) ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มทำแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน 5) ตรวจคำตอบของผู้เรียนนำคะแนนของสมาชิกทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนน กลุ่ม 6) กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุด (ในกรณีที่แต่ละกลุ่มมีจำนวนสมาชิกไม่เท่ากันให้ใช้ คะแนนเฉลี่ยแทนคะแนนรวม) จะได้รับคำชมเชยโดยติดประกาศไว้ที่บอร์ดหรือป้ายนิเทศของ ห้องเรียน การศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการจัดการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ จะเห็นได้ว่ามีเทคนิควิธีการ เรียนแบบร่วมมือหลายรูปแบบ ผู้วิจัยสนใจในการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ของกลุ่ม Slavin ด้วยเทคนิค STAD เพื่อนำไปใช้ในการจัดเตรียมการสอน
33 4.4 รูปแบบการสอนแบบกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ STAD เป็นรูปแบบการสอนที่สามารถดัดแปลงใช้ได้เกือบทุกวิชา และทุกระดับชั้น เพื่อเป็นการ พัฒนาสัมฤทธิ์ผลของการเรียน และทักษะทางสังคมเป็นสำคัญ STAD เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุดและใช้ กันแพร่หลายที่สุด เหมาะสำหรับครูผู้สอน อย่างไรก็ตามการสอนจะเป็นไปอย่างราบรื่น และประสบ ผลสำเร็จ ครูผู้สอนควรมีการเตรียมการก่อนสอน เพื่อครูจะได้ทราบแนวทางในการสอนอันจะทำให้ ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน ซึ่งจะบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการในการเตรียมการก่อนสอนด้วย วิธีการ STAD มีดังนี้ 1) วัสดุการสอน ครูต้องเตรียมวัสดุการสอนที่ใช้ในการทำงานกลุ่ม ประกอบด้วยบัตร เนื้อหา บัตรกิจกรรม และบัตรเฉลย รวมทั้งข้อสอบสำหรับทดสอบนักเรียนแต่ละคนหลังจากเรียน บทเรียนในแต่ละหน่วยแล้ว 2) การจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยนักเรียนประมาณ 4-5 คน ซึ่งมี ความสามารถทางวิชาการแตกต่างกัน กล่าวคือ ประกอบด้วย นักเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คนและ อ่อน 1 คน ถ้าเป็นไปได้ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ เช่น ประกอบด้วยเพศชาย 2 คนหญิง 2 คน วิธีการจัดนักเรียนเข้ากลุ่มอาจทำได้ดังนี้ 2.1) จัดลำดับนักเรียนในชั้นจากเก่งที่สุดไปหาอ่อนที่สุด โดยยึดตามผลการเรียนที่ ผ่านมาซึ่งอาจจะเป็นคะแนนจากแบบทดสอบ เกรด หรือการพิจารณาตัดสินใจของครูเองเป็น ส่วนประกอบ 2.2) หาจำนวนกลุ่มทั้งหมดว่ามีกี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มควรประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 4 คน ฉะนั้นจำนวนทั้งหมดจะมีกี่กลุ่มได้จากการหารจำนวนนักเรียนทั้งหมดด้วย 4 ผลหารก็คือ จำนวนกลุ่มทั้งหมด ถ้าหารไม่ลงตัว ให้ปัดเศษทศนิยมไปเป็นจำนวนเต็ม ตัวอย่างเช่น ถ้ามีนักเรียนใน ห้องทั้งหมด 32 คน ถ้าแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4 คน จะได้ทั้งหมด 8 กลุ่มพอดี 2.3) กำหนดนักเรียนเข้ากลุ่ม เพื่อให้ได้กลุ่มที่สมดุลกันในประเด็นดังต่อไปนี้ คือ - แต่ละกลุ่มประกอบด้วยนักเรียนที่มีผลระดับการเรียนจากอ่อน ปานกลาง และ เก่ง - ระดับผลการเรียนโดยเฉลี่ยทุกกลุ่มในชั้นใกล้เคียงกัน จะทำได้คือ ให้ชื่อกลุ่ม ทั้ง 5 กลุ่มด้วยตัวอักษร A ถึง H จัดนักเรียนเข้ากลุ่มโดยเริ่มจากนักเรียนที่เก่งที่สุดให้อยู่ในกลุ่ม A จัด กลุ่มลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคนที่ 8 จะอยู่ในกลุ่ม H คนที่ 10 อยู่ในกลุ่ม G คนที่ 11 อยู่ในกลุ่ม E ไป เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงคนที่ 16 จะอยู่ในกลุ่ม A กระทำซ้ำด้วยระบบเข้ากลุ่มนี้ จนถึงนักเรียนที่อ่อนที่สุด 2.4) การจัดเตรียมใบสรุปผลของกลุ่ม ซึ่งอาจจะออกแบบดังตารางหลังจากจัด นักเรียนเข้ากลุ่มแล้ว อาจกรอกรายชื่อสมาชิกแต่ละกลุ่มไปลงสรุปผลของแต่ละกลุ่มได้
34 3) การหาคะแนนฐานของนักเรียน ฐานคะแนนของนักเรียนแต่ละคน หมายถึง คะแนน เฉลี่ยของผลการเรียนหรือผลของการทดสอบย่อยที่ผ่านมา ถ้าเริ่มใช้ STAD หลังจากที่เราได้สอบย่อย ไปแล้ว 2-3 ครั้ง ให้ใช้ผลของคะแนนจากผลการทดสอบย่อยดังกล่าวเป็นคะแนนฐาน หรืออาจใช้ คะแนนเฉลี่ยปลายปี แล้วคิดคำนวณเป็นคะแนนฐานก็ได้ สำหรับการสอนแบบ STAD ในระยะเริ่มแรกมีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ประการดังนี้ 1) การนำเสนอบทเรียนทั้งชั้น เนื้อหาของบทเรียนจะถูกเสนอต่อนักเรียนทั้งห้องโดยครูผู้สอน ซึ่งครูจะใช้เทคนิค วิธีการเสนอรูปแบบใดขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหาของบทเรียนและการตัดสินใจของครูเป็นสำคัญ ที่จะเลือกเทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสม โดยใช้สื่อการเรียนการสอนประกอบการอธิบายของครู การเสนอบทเรียนในขั้นนี้จะเหมือนกับการสอนปกติของครู แตกต่างกันเฉพาะการเสนอบทเรียน ดังกล่าวจะต้องสัมพันธ์และเน้นหน่วยการเรียนที่ผู้เรียนจะต้องทำเป็นกลุ่มในขั้นต่อไปด้วย ผู้เรียน จะต้องสนใจและตั้งใจเรียนในขณะที่ครูเสนอเนื้อหาเพราะจะมีผลต่อนักเรียนในการทำแบบทดสอบ ย่อย และผลการทดสอบจะเป็นตัวกำหนดคะแนนและความก้าวหน้าของตนเองและกลุ่มด้วย 2) การศึกษากลุ่มย่อย กลุ่มจะประกอบด้วยนักเรียนประมาณ 4-5 คน ซึ่งมีความแตกต่างกัน หลังจากการ เสนอเนื้อหาของครูต่อนักเรียนทั้งชั้นแล้ว นักเรียนจะแยกทำงานเป็นกลุ่มเพื่อศึกษาตามบัตรงานที่ครู กำหนดให้ ส่วนมากกิจกรรมจะอยู่ในรูปการตอบคำถามที่กำหนดให้ การอภิปราย การแก้ปัญหา ร่วมกัน การเปรียบเทียบคำตอบและการแก้ไขความเข้าใจผิดของเพื่อนร่วมทีม กลุ่มเป็นลักษณะที่ สำคัญที่สุด หน้าที่ที่สำคัญของกลุ่มคือการเตรียมสมาชิกของกลุ่มให้พร้อมที่จะทำแบบทดสอบให้ได้ ดีกว่าคะแนนฐานของตนเอง สมาชิกภายในกลุ่มจะต้องทำให้ได้ดีที่สุดเพื่อกลุ่มของตน กลุ่มจะต้องทำ ให้ดีที่สุดเพื่อช่วยให้กลุ่มบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ สมาชิกแต่ละคนของกลุ่มจะต้องทบทวนและสอน เพื่อนร่วมกลุ่มให้เข้าใจในเนื้อหาที่จะเรียน การทำงานกลุ่มลักษณะนี้จะเน้นความสัมพันธ์ของสมาชิก ในกลุ่มการนับถือของตนเอง และการยอมรับเพื่อนักเรียนที่เรียนอ่อน 3) การทดสอบย่อย หลังจากเรียนไปได้ประมาณ 1-2 คาบ นักเรียนจะต้องได้รับการทดสอบ ในระหว่างทำ การทดสอบในกลุ่ม ไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือกัน ทุกคนทำข้อสอบตามความสามารถ 4) คะแนนความก้าวหน้าของแต่ละคน การให้นักเรียนแต่ละคนมีเป้าหมายเกี่ยวกับผลการเรียนของตนเองที่จะต้องทำให้ได้ ตามเป้าหมายนั้น ซึ่งการเรียนจะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการทำงานหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ทำมาแล้วใน บทเรียนก่อน นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้คะแนนสูงสุดเพื่อช่วยกลุ่ม ซึ่งจะทำไม่ได้เลยถ้าคะแนนในการ สอบต่ำกว่าคะแนนที่ได้ในครั้งก่อน นักเรียนแต่ละคนจะมีคะแนนที่เป็นฐาน ซึ่งได้จากการเฉลี่ย
35 คะแนนในการสอบครั้งก่อน หรือคะแนนเฉลี่ยจากแบบสอบถามที่คล้ายคลึงกัน คะแนนความก้าวหน้า ของนักเรียนสำหรับกลุ่มขึ้นอยู่กับคะแนนของเขาห่างจากคะแนนฐานมากน้อยเพียงใด 5) ทีมที่ได้รับการยกย่อง เกณฑ์และการยอมรับ เกณฑ์การบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม เพื่อกลุ่มจะได้รางวัลจะถูก กำหนดไว้ กลุ่มจะได้รับรางวัลเมื่อคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ยของกลุ่มเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้สรุปรูปแบบ การสอนโดยการร่วมมือกันเรียนรู้ตามวิธี STAD ได้ดังต่อไปนี้ ภาพที่ 2 รูปแบบการสอนโดยการร่วมมือกันเรียนรู้ตามวิธี STAD ที่มา : อัญชนา โพธิพลากร, 2545 สลาวิน (Slavin, 1987 ; อ้างถึงใน อัญชนา โพธิพลากร, 2545) การเรียนแบบร่วมมือนี้ ประกอบด้วยกิจกรรม ดังนี้ 1) ครูสอนบทเรียน 2) นักเรียนในกลุ่มทำงานร่วมกันตามที่ครูกำหนดให้เปรียบเทียบคำตอบ ซักถาม อภิปรายและตรวจคำตอบ
36 3) นักเรียนที่ทำแบบฝึกหัดได้ ให้อธิบายวิธีการทำแบบฝึกหัดให้เพื่อนฟังด้วยไม่ให้บอก คำตอบเท่านั้น 4) เมื่อเรียนจบบทเรียน ครูจึงให้ทำแบบทดสอบสั้น ๆ ซึ่งนักเรียนแต่ละคนต้องทำด้วย ตนเอง จะช่วยกันไม่ได้ 5) ครูตรวจผลการสอบของนักเรียน โดยคะแนนที่นักเรียนทำได้ในการสอบจึงถือเป็น คะแนนรายบุคคลไปแปลงเป็นคะแนนของกลุ่ม 6) นักเรียนคนใดทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อน จะได้รับคำชมเชยเป็นรายบุคคล และเป็น รายกลุ่ม กลุ่มใดทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อนจะได้รับคำชมเชยทั้งกลุ่ม เงื่อนไขที่จำเป็นในการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD มี 2 ประการ คือ 1) เป้าหมายกลุ่ม เงื่อนไขนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เพราะกลุ่มจำเป็นต้องให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้ทราบ เป้าหมายของกลุ่มในการทำงานร่วมกัน ถ้าปราศจากเงื่อนไขนี้งานจะไม่สำเร็จได้เลย 2) ความรับผิดชอบต่อตนเอง เงื่อนไขนี้ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองเท่า ๆ กับรับผิดชอบต่อกลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มจะได้รับความชมเชยหรือได้คะแนน ต้องเป็นสืบเนื่องจากคะแนนของรายบุคคลของสมาชิกใน กลุ่ม ซึ่งจะนำไปแปลงเป็นคะแนนของกลุ่ม สองเงื่อนไขนี้มีความเกี่ยวเนื่องกันและสัมพันธ์กันโดยมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิค STAD สรุปได้ว่า หลักการพื้นฐานของการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD นั้นสมาชิก ในกลุ่มทุกคนต้องปฏิบัติตามหลักการพื้นฐาน 5 ประการ ต่อไปนี้ 1) การพึ่งพาอาศัยในเชิงบวก คือ สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องทำงานร่วมกันให้เป็น ผลสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกทุกคน 2) การติดต่อปฏิสัมพันธ์โดยตรง คือ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อเลือกสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด 3) การรับผิดชอบงานกลุ่ม การเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบ STAD ทุกคนในกลุ่ม จะได้เรียนบทเรียนหรือได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่มให้ได้เรียนรู้ทุกคน เพราะฉะนั้นจึง จำเป็นต้องวัดผลการเรียนของแต่ละคนเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มได้ช่วยเหลือกัน ทุกคนในกลุ่มต้อง ช่วยเหลือกันเรียนรู้และช่วยกันทำงาน มีความรับผิดชอบในกลุ่มของตนเป็นพื้นฐาน ซึ่งทุกคนจะต้อง เข้าใจและรู้แจ้งในงานที่ตนรับผิดชอบ อันจะก่อให้เกิดผลสำเร็จ
37 4) ทักษะในความสัมพันธ์กับกลุ่มเล็กและผู้อื่น ทักษะการทำงานกลุ่มนี้จะทำให้นักเรียน ช่วยเหลือเอื้ออาทรในการถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันและมีการรวมมือในกลุ่ม ดังนั้นทุกคนจึงเกิด การเรียนรู้ที่จะมีส่วนทำให้กลุ่มได้รับผลสำเร็จ 5) กระบวนการกลุ่ม หมายถึงการให้นักเรียนมีเวลาในการวิเคราะห์ว่ากลุ่มทำงานได้ เพียงใดและสามารถใช้ทักษะในทางสังคมและมนุษย์สัมพันธ์ได้เหมาะสมเพียงใด กระบวนการกลุ่มนี้ จะช่วยให้สมาชิกในกลุ่มทำงานอย่างใด ในขณะที่กลุ่มก็จะเป็นไปด้วยดีเช่นกัน 5. แผนการจัดการเรียนรู้ 5.1 ความหมายของแผนการจัดเรียนรู้ กรมวิชาการ (2544 : 10) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ คือ การนำวิชา หรือกลุ่มวิชาที่จะต้องทำการสอนตลอดภาคเรียน มาสร้างเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่ออุปกรณ์การสอนและการวัดผลประเมินผล สำหรับเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพของผู้เรียน ความพร้อมของโรงเรียนใน ด้านวัสดุอุปกรณ์และตรงกับชีวิตจริงในท้องถิ่น ซึ่งถ้ากล่าวอีกนัยหนึ่ง แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การเตรียมการสอนเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า หรือคือบันทึกการสอนตามปกตินั่นเอง สำลี รักสุทธีและคณะ (2546 : 16) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ว่า คือ การนำวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทำการสอนตลอดภาคเรียน มาสร้างเป็นแผนการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่ออุปกรณ์การสอนและการวัดและประเมินผลสำหรับเนื้อหาสาระ และจุดประสงค์การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพผู้เรียน ความพร้อมของโรงเรียนในด้านวัสดุอุปกรณ์และตรงกับชีวิตจริงในท้องถิ่น สุวิทย์ มูลคำและคณะ (2549 : 58) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการ เตรียมการสอนหรือการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและจัดทำไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษรโดยมีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มากำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุ จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ โดยเริ่มจากวัตถุประสงค์ว่าจะให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านใด (สติปัญญา/เจตคติ/ทักษะ) จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิธีใด ใช้สื่อการสอนหรือแหล่งเรียนรู้ใด และจะประเมินผลอย่างไร สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการหรือโครงสร้างที่จัดทำไว้เป็นลายลักษณ์ อักษรเพื่อการปฏิบัติการสอนในวิชาหนึ่ง เป็นการเตรียมการสอนอย่างเป็นระบบและเป็นเครื่องมือ ที่ ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสู่จุดมุ่งหมายการเรียนรู้และจุดมุ่งหมายของหลักสูตร อย่างมีประสิทธิภาพ
38 5.2 ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ ประภาพร สุขพูล (2544 : 49) ได้สรุปความสำคัญของแผนการสอน ดังนี้ 1. ส่งเสริมให้ครูใฝ่ศึกษาหาความรู้ ทั้งหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ เหมาะสม 2. ครูได้เตรียมการสอนไว้ล่วงหน้า 3. อำนวยความสะดวกแก่ครูที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการสอน 4. ให้เป็นคู่มือสำหรับครูที่มาสอนแทน เมื่อติดธุระหรือลา 5. ทำให้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 6. เพื่อเป็นแนวทางในการแนะนำหรือนิเทศการเรียนการสอน สุวิทย์ มูลคำและคณะ (2549: 58) ให้ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. ทำให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดี วิธีเรียนที่ดีที่เกิดจากการผสมผสานความรู้ และ จิตวิทยาการศึกษา 2. ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเองและทำ ให้ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย 3. ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใด หรือทราบว่าจะสอน อะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไรและจะวัดผล และประเมินผล อย่างไร 4. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนรู้จะจัดหา และใช้สื่อแหล่งเรียนรู้ ตลอดจนการวัดผลประเมินผล 5. ใช้เป็นคู่มือสำหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6. แผนการจัดการเรียนรู้ที่นำไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษ 7. เป็นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน สำหรับประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการสอนมีความสำคัญช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำไว้ล่วงหน้าด้วยตนเอง และทำให้ครูมีความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ ตามเป้าหมาย และยังช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใดหรือทราบว่าจะ สอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนทำไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไร และจะวัดผลและ ประเมินผลอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด
39 5.3 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี แผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ควรประกอบด้วยกิจกรรม หลาย ๆ อย่างและหลาย ๆ วิธีการ ก่อนที่จะใช้แผนการจัดการเรียนรู้ใด ควรจะมีการประเมินผู้เรียน ก่อนเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเลือกวิธีการและกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อผู้เรียนจะได้ ไปสู่พฤติกรรมที่คาดหวัง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีรายละเอียดชัดเจนถึงกิจกรรมนักเรียน บทบาทของครู การใช้สื่อการวัดผล จนผู้อ่านมองเห็นภาพพฤติกรรมจริง ๆ ในห้องเรียนได้สมบูรณ์ จึงถือว่าเป็น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีและไม่จาเป็นต้องทาบันทึกการสอนอีกก็ได้ เพราะแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ ชัดเจนใช้แทนบันทึกการสอนได้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรมีกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เข้า ลักษณะ 4 ประการ คือ (สุวิทย์ มูลคาและคณะ. 2549 : 55-56) 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนเป็นผู้ได้ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด โดย ครูเป็นเพียงผู้คอยชี้นำส่งเสริมหรือกระตุ้นให้กิจกรรมดำเนินไปตามความมุ่งหมาย 2. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบคาตอบหรือทำสำเร็จด้วย ตนเองโดยครูพยายามลดบทบาทจากผู้บอกคำตอบ มาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถามหรือปัญหา ให้ ผู้เรียนคิดแก้หรือหาแนวทางไปสู่ความสำเร็จในการทากิจกรรมเอง 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการมุ่งให้ผู้เรียนรับรู้และ นำ กระบวนการไปใช้จริง 4. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถจัดหาได้ในท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์สำเร็จรูปราคาสูง สำลี รักสุทธีและคณะ (2546 : 16) ได้กล่าวถึง คำตอบจากที่มีผู้สงสัยว่า จะประเมิน ตัดสินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างไร ว่าเหมาะสมดีแล้วหรือไม่ ว่าได้ตัดสินโดยการนำ แผนการจัดการเรียนรู้นั้นไปใช้จริงในการจัดการเรียนการสอน ว่าสามารถดำเนินการให้นักเรียน ได้มี ส่วนร่วมปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีเพียงใดและสามารถให้นักเรียนได้เกิดทักษะกระบวนการและเกิด การเรียนรู้ต่าง ๆ ครบถ้วนตามจุดประสงค์เพียงใด ถ้าครูมีบทบาทมากในการเป็นผู้ให้ความรู้โดยตรง และนักเรียนไม่มีโอกาสแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนการฝึกปฏิบัติให้เกิดทักษะกระบวนการ ก็จะเป็น เครื่องแสดงความด้อยคุณภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีนั้น นอกจากต้องครอบคลุม กิจกรรมการเรียนรู้4 ลักษณะ คือ ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ ด้วย ตนเอง เน้นทักษะกระบวนการและส่งเสริมให้ผู้เรียน เน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์ในท้องถิ่นแล้ว แผนการ จัด การเรียนรู้ที่ดีต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้วย จึงจะทำให้การจัด กิจกรรมประสบผลสำเร็จตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้
40 5.4 การทำแผนการจัดการเรียนรู้ สำลี รักสุทธีและคณะ (2546 : 18) กล่าวว่า การทำแผนการจัดการเรียนรู้มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร ต้องศึกษาหลักสูตรอย่างกว้างขวางและอย่างลึกในวิชาและรายวิชา ที่สอน เช่น ศึกษาโครงสร้างของวิชา จุดประสงค์ของวิชา สื่อการเรียนการสอนที่กำหนดในรายวิชา คำอธิบายรายวิชาและธรรมชาติของวิชา เป็นต้น 2. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา เวลาและกิจกรรม วิเคราะห์ได้จากคำอธิบาย รายวิชา โดยให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์ของวิชาและจุดประสงค์ของหลักสูตร 3. หากลวิธีสอน กลวิธีสอนจะต้องสอดคล้องกับหลักสูตร โดยใช้ทักษะกระบวนการ และ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดทั้งประสมประสานระหว่างประสบการณ์และจินตนาการของผู้สอนเอง คงจะไม่มีวิธีสอนใดวิเศษสุดในโลก แต่วิธีการสอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้มาก ที่สุดจะต้องยึดหลักให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ ให้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ให้รู้จักการวางแผน และฝึก ทักษะเป็นกลุ่มและรายบุคคล เพื่อให้นักเรียนได้เป็นผู้คิดเป็น ทำเป็นและเห็นช่องทางในการทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพ 4. จัดทำสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการ เรียนการสอน ซึ่งอาจจะเป็นสื่อที่ใช้อยู่แล้วหรือสื่อที่คิดขึ้นใหม่ก็ได้ แต่ต้องให้เหมาะสมและสอดคล้อง กับเนื้อหาด้วย 5. จัดทำเครื่องมือวัดผลและประเมินผล เครื่องมือวัดผลและประเมินผลให้สอดคล้องกับ หลักสูตร โดยเครื่องมือนั้นจะต้องวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ตลอดทั้งครอบคลุมถึงกระบวนการวางแผนของนักเรียนทั้งจากสถานการณ์จริงและ สถานการณ์จำลองด้วย 6. กำหนดโครงสร้างสำหรับ 1 รายวิชา การกำหนดโครงสร้างสำหรับหนึ่งรายวิชา สามารถปฏิบัติได้ 2 ลักษณะ กล่าวคือ โครงสร้างอย่างสังเขปและโครงสร้างอย่างละเอียด เป็นการวาง โครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาเวลา กระบวนการ สื่อการเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผลให้เห็นภาพรวมตลอดใน1รายวิชา ส่วนโครงสร้างอย่างสังเขปเป็นการวาง โครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาและเวลา เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดใน 1 รายวิชา 7. เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ขยายจากโครงสร้าง เป็นการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ จะนำไปใช้ในแต่ละคาบ/ชั่วโมงอย่างละเอียดและปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้โดยมีส่วนประกอบในแผนการ จัดการเรียนรู้ที่จะช่วยให้การดำเนินการสอนบรรลุเป้าหมาย ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ซึ่งมีมากมาย หลากหลายข้อแตกต่างกันไป แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้จะต้องมีในแผนการจัดการเรียนรู้ คือ
41 7.1 สาระสำคัญ 7.2 จุดประสงค์การเรียนรู้ 7.3 กิจกรรมการเรียนการสอน 7.4 สื่อการเรียนการสอน 7.5 การวัดผลและประเมินผล ส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ที่นำเสนอโดยได้แนวคิดจากการดำเนินการสอน ของกรมวิชาการก็จะเพิ่มกิจกรรมเสนอแนะเข้าเพิ่มอีกด้วย สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดทำแผนการเรียนรู้จะเริ่มจากการศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา เวลาและกิจกรรม หาเทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา จัดทำสื่อการเรียนการสอน จัดทำวิธีการวัดและประเมินผล จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการเขียนแผนการ จัดการเรียนรู้ 5.5 รายละเอียดแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ (Lesson Plan) ประกอบด้วย 9 หัวข้อโดยการบูรณาการของ หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 7 หัวข้อเพิ่มเติมของ คณะกรรมการข้าราชการครู 9 หัวข้อ ดังนี้ (สำลี รักสุทธีและคณะ. 2546 : 21) 1. สาระสำคัญ (Concept) เป็นความคิดรวบยอดหรือหลักการของเรื่องหนึ่งที่ต้องการให้ เกิดกับนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้นี้แล้ว 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective) เป็นการกำหนดจุดประสงค์ที่ต้องการ ให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้นี้แล้ว 3. เนื้อหา (Content) เป็นเนื้อหาที่จัดกิจกรรมและต้องการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนการสอน (Instructional Activities) เป็นการเสนอขั้นตอนหรือ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะนำไปสู่จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ 5. สื่อและอุปกรณ์ (Instructional Media) เป็นสื่อและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 6. การวัดผลประเมินผล (Measurement and Evaluation) เป็นการกำหนดขั้นตอน หรือวิธีการวัดผลประเมินผลว่า นักเรียนบรรลุจุดประสงค์ตามกำหนดในกิจกรรมการเรียนการสอน แยกประเมินผลเป็นประเมินผลก่อนสอน ขณะสอนและหลังการสอน 7. กิจกรรมเสนอแนะ เป็นกิจกรรมการบันทึกการสอนก่อนนำไปใช้สอน 8. ข้อเสนอแนะของผู้บังคับบัญชา เป็นการบันทึกการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อ เสนอแนะหลังจากได้ตรวจสอบความถูกต้อง การกำหนดรายละเอียดในหัวข้อต่าง ๆ ในแผนการ
42 เรียนรู้มีความสมบูรณ์ เช่น การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอนการใช้ สื่อและการวัดผลประเมินผลให้มีความสอดคล้อง ส่งเสริมการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนการสอน 9. บันทึกการสอน เป็นการบันทึกของผู้สอน บันทึกหลังจากนำแผนการใช้สื่อ และการ วัดผลประเมินผลไปใช้แล้วเพื่อนำแผนไปปรับปรุงและใช้สอนในคราวต่อไป สรุปได้ว่า รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การ เรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้ อุปกรณ์การเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและ กิจกรรมเสนอแนะ 6. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บรรดล สุขปิติ (2552 : 3) อธิบายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การนำชุด ของคำถามหรือกลุ่มของงาน หรือสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ไปกระตุ้นให้นักเรียนแสดง พฤติกรรมที่มุ่งหวังตอบสนองออกมา แล้วสังเกตพฤติกรรมที่ตอบสนองนั้นว่ามีลักษณะอย่างไรและมี คุณภาพดีเพียงใดซึ่งการทดสอบต้องประกอบด้วย 2 ส่วนต่อเนื่องกันคือ ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร้ากับ ส่วนที่เป็นพฤติกรรมของนักเรียนที่ตอบสนองออกมาจนสังเกตและวัดได้ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร้าหรือ กระตุ้น เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งสิ้น อารีย์ วชิรวราการ (2552 : 143) อธิบายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็คือ ผลที่เกิดขึ้นจาก การเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนมิได้มองแต่ในแง่ของความรู้ความสามารถทางสมองเท่านั้น ในทาง ที่เป็นจริง แล้วความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรม ก็เป็นผลจากการฝึกสอนและอบรม ซึ่งก็นับเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วย นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน หมายถึง วิธีการตรวจสอบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้เพียงใด การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน จึง เป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางสมองและสติปัญญาของนักเรียน ภายหลังจากที่เรียนไปแล้วโดยใช้แบบทดสอบ สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การวัดการเปลี่ยนแปลงของ พฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งที่เรียนรู้ และเป็นการตรวจสอบว่านักเรียนมีพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมาย ของการศึกษาที่ตั้งไว้เพียงใด การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดผู้เรียนทั้งด้านความรู้และด้าน ความรู้สึก ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม
43 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายแบบแต่ละ แบบมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น 1. แบ่งตามลักษณะทางจิตวิทยาที่ใช้วัด 2. แบ่งตามรูปแบบของการถามตอบ 3. แบ่งตามลักษณะการตอบ 4. แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ตอบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น เป็นแบบแบ่งตาม รูปแบบของการถามตอบโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบดูว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถตาม จุดประสงค์ของการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 6.2 การกำหนดเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด เนื้อหาความรู้ (Cognition) และพฤติกรรมที่ต้องการวัดนั้นกำหนดได้จากจุดประสงค์ของ การวิจัยหรือปัญหาที่ต้องการทราบวัตถุประสงค์ของการวิจัยโดยทั่วไปจะไม่บอกละเอียดแต่จะบอก เฉพาะเนื้อหาความรู้ใหญ่ๆ เท่านั้น นักวิจัยจะต้องวิเคราะห์เนื้อหาที่ต้องการวัดให้ครอบคลุมเนื้อหา ทั้งหมดและพยายามแตกย่อยเนื้อหานั้นออกให้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยใช้ความรู้ ประสบการณ์เอกสารและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบ ส่วนพฤติกรรมความรู้ที่ต้องการวัดนั้น ก็ต้องจำแนกแยกย่อยตามทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง ถ้าเป็นการวัดความรู้พุทธพิสัย (Cognitive Domain) ตามทฤษฎีของบลูม (Bloom) ก็จำแนกพฤติกรรมออกเป็น 6 ระดับ คือ 1. ความรู้ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ที่แสดงถึงการจำหรือระลึกได้ 2. ความเข้าใจ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ที่แสดงว่าสามารถอธิบายได้ ขยายความด้วย คำพูดของตนเองได้ 3. การนำไปใช้ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้แสดงว่า สามารถนำความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ใน สถานการณ์ใหม่ๆ และที่แตกต่างจากสถานการณ์เดิมได้ 4. การวิเคราะห์ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ที่สามารถแยกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ อย่างมีความหมายและเห็นความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ๆ เหล่านั้นด้วย 5. การสังเคราะห์ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ที่แสดงถึงความสามารถในการรวบรวมความรู้ และข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้แนวทางใหม่ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ 6. การประเมินค่า ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ที่แสดงถึงความสามารถในการตัดสินคุณค่า ของสิ่งของหรือทางเลือกได้อย่างถูกต้อง สรุปได้ว่า ในการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์นั้น ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ซึ่งเป็น พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นทางด้านความจำ ความเข้าใจนำไปใช้ วิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่า ส่วนเกณฑ์ในการวัดก็ต้องมีความชัดเจนด้วยเช่นกัน เครื่องมือที่
44 ใช้จะต้องเป็นเครื่องมือที่มีมาตรฐานผ่านการหาประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือที่มีความเที่ยงและมีความ ตรงสร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการใช้แนวทางในการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียน ภาษาไทย สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2554 : 56-57) ได้เสนอแนะไว้ดังนี้ 1. ศึกษาวัตถุประสงค์ตามระดับชั้นที่ระบุให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางภาษาไทย 2. ให้น้ำหนักของความสำคัญของวัตถุประสงค์ โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย 3. กำหนดจำนวนข้อสอบตามความสำคัญของวัตถุประสงค์ 4. กำหนดคำประโยค หรือเรื่องที่จะใช้เป็นเนื้อหาในการสร้างคำถามให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ โดยให้มีความยากง่ายพอเหมาะกับระดับชั้น 5. สร้างคำถามและตัวเลือก โดยใช้เนื้อหาที่กำหนดไว้ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่ได้ ระบุไว้ตามน้ำหนัก 6. จัดเตรียมข้อสอบโดยพิจารณาความชัดเจนของคำสั่งคำถามและตัวเลือกนอกจากนั้น ควรพิจารณาของรูปแบบของการวางคำถามและตัวเลือกให้สะดวกต่อการอ่านของผู้เรียนโดยคำนึงถึง ความชัดเจนที่จะไม่ให้เกิดความสับสน 7. นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้กับผู้เรียนตามระดับชั้นที่กำหนดไว้โดยให้มี ทั้ง ผู้เรียนที่มีความสามารถในการเรียนสูง กลาง และต่ำคละกัน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณหาค่าความ ยาก ง่าย อำนาจจำแนก และความเที่ยงของผลที่ได้จากการวัดผลของการวิเคราะห์จะชี้ให้เห็นส่วนที่ เป็น ข้อบกพร่องของข้อสอบ ซึ่งผู้สร้างจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดลองใช้ครั้งต่อไป นำผลที่ ได้มาวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขจนกว่าจะได้ข้อสอบที่มีมาตรฐาน 7. แนวคิดความพึงพอใจ 7.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจหรือความพอใจ ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า“Satisfaction”ได้มีผู้ให้ ความหมายของความพึงพอใจไว้ ดังนี้ สุนทร บัวโฮม (2547) กล่าวว่า ความพึงพอใจในบรรยากาศการเรียนการสอน หมายถึง ความรู้สึกพอใจในสภาพการจัดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จึงมีความสำคัญในการ ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา มีความเจริญงอกงาม มีความกระตือรือร้น เพื่อจะเรียน ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง บูน และเคริทส์ (Boone and Kurtz, 1992 อ้างถึงใน กิตติยา ปลอดแก้ว (2551) กล่าวถึงความพึงพอใจว่า การจูงใจเป็นแรงกระตุ้นพฤติกรรมของมนุษย์ จนเกิดความพึงพอใจตาม ความต้องการบางประการ
45 กู๊ด (Good, 1973 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) ได้ให้ความหมาย ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพหรือระดับความพึงพอใจที่เป็นผลมาจากความสนใจ และเจตคติของคนที่มีต่องาน เชอร์ริงตัน (Cherrington,1994 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็น ทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีต่องานที่ทำ ซึ่งความพึงพอใจ แบ่งเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรก เป็นการศึกษาความพึงพอใจต่อสิ่งต่าง ๆ หรือทัศนคติซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบก็ได้ อาจเป็นทัศนคติ ในทางที่ท้าทายความสนใจ แนวทางที่ 2 เป็นการวัดความรู้สึกความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากสภาวะ ภายในจิตใจหรืออารมณ์ที่เป็นภาพรวมของความพึงพอใจ (Overall Satisfaction) ของบุคคล การศึกษาความพึงพอใจตามแนวนี้เป็นการศึกษาผลรวมของมวลประสบการณ์ที่สะท้อนออกมาในรูป ของความพึงพอใจ จากความหมายที่กล่าวมานั้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก อารมณ์ และทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าและ แรงจูงใจแสดงออกมาทางพฤติกรรม และองค์ประกอบที่สำคัญในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคล 7.2 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ เพื่อให้การปฏิบัติงานนั้น ๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ได้มีนักการศึกษาใน สาขาต่าง ๆ ทำการศึกษาค้นคว้าและตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจและการทำงานดังนี้ บุญช่วย ศิริเกษ (2550) ได้กล่าวถึงความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของแมคคลีแลน (David Mcclelland) ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) ความต้องการสัมฤทธิ์ผล (Needs for Achievement) เป็นพฤติกรรมที่จะทำการ ใด ๆ ให้เป็นผลสำเร็จดีเลิศมาตรฐานเป็นแรงที่นำไปสู่ความเป็นเลิศ 2) ความต้องการสัมพันธ์ (Needs for Affiliation) เป็นความปรารถนาที่จะสร้าง มิตรภาพและมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น 3) ความต้องการอำนาจ (Needs for Power) เป็นความต้องการควบคุมผู้อื่นและมี อิทธิพลต่อผู้อื่น มาสโลว์ (Maslow, 1996 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นของ ความต้องการพื้นฐาน (Hierarchy of Needs) มี 5 ประการคือ 1) ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของ มนุษย์ เน้นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการพักผ่อน ความต้องการทางเพศ 2) ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) ความมั่นคงในชีวิตทั้งที่กำลังเป็นอยู่ใน ปัจจุบันและอนาคตความเจริญก้าวหน้า อบอุ่นใจ
46 3) ความต้องการทางสังคม (Social Needs) เป็นสิ่งจูงใจที่สำคัญต่อการเกิดพฤติกรรม ต้องการให้สังคมยอมรับตนเองเข้าเป็นสมาชิกต้องการความเป็นมิตร ความรักจากเพื่อนร่วมงาน 4) ความต้องการมีฐานะ (Esteem Needs) มีความอยากเด่นในสังคมมีชื่อเสียงอยากให้ บุคคลยกย่องสรรเสริญตนเองอยากมีความเป็นอิสรเสรีภาพ 5) ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต (Self-Actualization Needs) เป็นความ ต้องการในระดับสูง อยากให้ตนประสบผลสำเร็จ ซักอย่างในชีวิต ซึ่งเป็นไปได้ยาก แมคเกรเกอร์ (Mcgrager, 1996 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) ได้ศึกษาธรรมชาติ ของมนุษย์ ได้อธิบายว่าลักษณะของมนุษย์มี 2 ประเภท คือ 1) ประเภท (x) มีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) มีสัญชาตญาณที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ (2) ไม่มีความรับผิดชอบ (3) ชอบให้สั่งการ (4) ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปรับปรุงองค์กร (5) มีความปรารถนาให้ตอบสนองความต้องการด้านร่างกายและปลอดภัย 2) คนประเภท (y) มีลักษณะดังนี้ (1) ชอบทำงาน เห็นว่าการทำงานเป็นของสนุก เหมือนการเล่นหรือพักผ่อน (2) มีความรับผิดชอบในการทำงาน (3) มีความทะเยอทะยานและกระตือรือร้น (4) สั่งการตนเอง และสามารถควบคุมตนเองได้ (5) มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปรับปรุงงานและองค์กรตลอดจนพัฒนาวิธีการ ทำงาน (6) ปรารถนาด้านเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสมหวังในชีวิต 7.3 การวัดความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นทัศนคติในทางบวก ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของบุคคล การจะวัดว่าบุคคล มีความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องมือช่วยในการวัดทัศนคตินั้น ซึ่งนักวิชาการหลายคนได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ สรุปได้ดังนี้ สุนทร บัวโฮม (2547) ได้กล่าวถึงเครื่องมือวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่า การค้นหาว่า บุคคล มีความพึงพอใจหรือไม่ วิธีง่ายที่สุด ก็คือ การถาม ซึ่งการศึกษาในระยะหลังๆ ที่ต้องมีผู้บอก ข้อมูลจำนวนมาก ๆ มักใช้แบบสอบถาม ที่ใช้มาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคริ์ท (Liker) ประกอบด้วยชุดคำถามและมีตัวเลือก 5 ตัวสำหรับเลือกตอบ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อย ที่สุด และคะแนนความพึงพอใจนั้นสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่า บุคคลมีความพึงพอใจในด้านใดสูง
47 และด้านใดต่ำ โดยใช้วิธีทางสถิติ ซึ่งหากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ใช้แบบสอบถามที่มีคำถามหลายข้อเพื่อจะได้ครอบคลุมคุณลักษณะต่าง ๆ ของงานทุก ๆ ด้านของ องค์กร และนอกจากใช้แบบสอบถามแล้วอาจใช้วิธีเขียนตอบอย่างเสรีได้เช่นกัน วีระ ไทยพานิช (2551) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ว่า ในการวัดความรู้สึก หรือการวัดทางบวก หมายถึง การประเมินค่าความรู้สึก ไปในทางที่ดี ชอบหรือพอใจส่วนทางลบ จะ เป็นการประเมินค่าความรู้สึก ไปในทางที่ไม่ดี ไม่ชอบ หรือไม่พอใจ และการวัดในลักษณะปริมาณ ซึ่ง เป็นความเข้มข้นความรุนแรง หรือระดับทัศนคติไปในทิศทางที่พึงประสงค์ หรือไม่พึงประสงค์นั่งเอง ซึ่งมีวิธีวัดนี้อยู่หลายวิธี เช่นวิธีการสังเกต วิธีการสัมภาษณ์ วิธีการใช้แบบสอบถาม จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียน และผลการเรียนจะมี ความสัมพันธ์กันในทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัตินั้นให้การตอบสนองต่อความ ต้องการของผู้เรียนมากน้อยเพียงใด เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตมากน้อยเพียงใด นั่นคือ วิธีการที่ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ในการเสริมสร้างความพึงพอใจในการ เรียนรู้ให้กับผู้เรียน 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8.1 งานวิจัยในประเทศ นิตยา เต็งประเสริฐ (2557 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยการผสมผสานทักษะปฏิบัติเดวีส์ และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติชุดระบำไก่ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รูปแบบการผสมผสานทักษะปฏิบัติเดวีส์ และ การเรียนรู้แบบร่วมมือ ประกอบการแสดงชุดระบำไก่วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ของผู้เรียนระหว่าง กลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตก ต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (t = 1.84,P= 0.07) นิธิกานต์ ขวัญบุญ (2555) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความ พร้อมทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนด้านความพร้อมทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้เกมการศึกษามีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 และนักเรียนเห็นด้วยต่อการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาในระดับมาก โดยเห็นว่าเกม การศึกษามีรูปแบบที่น่าสนใจ เด็กมีความสุขกับการเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และมีเจคติที่ดีต่อเกม การศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์ ลักคะณา เสโนฤทธิ์ (2551 : บทคัดย่อ) การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการ เปลี่ยนแปลงระดับคะแนนพฤติกรรม ทางสังคมของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย – หญิง ที่มีอายุ 5 – 6 ป กำลังศึกษาอยู่ชั้น
48 อนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนซอยแอนเนกซ ซึ่งไดมาโดยการสุมตัวตัวอย่าง อย่างง่าย หนึ่งห้องเรียนจากสามหองเรียน และสุมนักเรียนจากหอง ที่เลือกไดมาจำนวน 15 คน ใช้ เป็นกลุ่มทดลองที่ไดรับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ผลการวิจัยพบว่าเด็กปฐมวัยก่อนการจัด กิจกรรม และระหว่างการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา ในแต่ละชวงสัปดาห์มีค่าเฉลยคะแนนพฤติกรรม ทางสังคม โดยเฉลยรวมแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับที่ P < .01 และเมื่อวิเคราะห์การ เปลี่ยนแปลงระหว่างช่วงสัปดาห์ พบว่าคะแนนพฤติกรรมทางสังคมโดยเฉลี่ยรวม มีการเปลี่ยนแปลง ไปในทางเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 1, 4, 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P < .01 เมื่อวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยแยกเป็นรายด้าน ไดแก การชวยเหลือ การแบ่งปัน การยอมรับผู้อื่น โดยคาเฉลยคะแนนพฤติกรรมทางสังคม ดานการชวยเหลือมการเปลี่ยนแปลงในทาง ที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 1, 4, 8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P < .01 สวนดาน การแบ่งปัน และการยอมรับ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 1, 4, และ 8 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ P < .01 ยกเว้นบางช่วงสัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น เพียงเล็กน้อยสรุปผลการ จัดกิจกรรมเกมการศึกษาส่งเสริมให้พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย โดยรวมและรายด้านสูงขึ้น อย่างชัดเจน วราภรณ์ วราหน (2556) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังที่ไดรับการเล่นเกมการศึกษาลอตโต พบว่าทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยหลังการทำกิจกรรมเกมการศึกษาลอตโตโดยรวมและรายด้าน คือ ด้านการสังเกตเปรียบเทียบ ด้านการจัดหมวดหมู่ ด้านการเรียงลำดับ ด้านการรู้ค่าจำนวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ศศิกานตร์ วีระวัฒน์โยธิน (2557 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD เรื่องนาฏลีลา วิชาศิลปะ2 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนในการเรียนรู้เรื่องนาฏลีลาระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีใน สำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 15.078, P = 0.000) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบ STAD เรื่องนาฏลีลาอยู่ในระดับมากที่สุด 8.2 งานวิจัยต่างประเทศ Lawrance and Hayden (1972 : 62-77) ได้ศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมทักษะกับ นักเรียนเกรด 1-3 จำนวน 87 คน พบว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกทักษะมีคะแนนการ ทดสอบหลังทำแบบฝึกมากกว่าคะแนนก่อนทำแบบฝึก และนักเรียนสามารถทำข้อสอบหลังจากการ ทำแบบฝึกได้อย่างถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 98.80 ไฮนส์ (Hines. 2011 : unpaged) ได้ศึกษาการนำกลยุทธ์การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือมา ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ในวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาที่มีผลการ
49 เรียนรู้ต่ำ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของเมืองเทนเนสซีจำนวน 5 โรงเรียน โดย ครูที่สอนนำกลยุทธ์การเรียนรู้แบบร่วมมือมาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ทุกขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์กลุ่มร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือ เป็นกระบวนการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน ที่ช่วยพัฒนาผลการเรียนของนักเรียนให้ดีขึ้น และส่งผลให้นักเรียนช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน นักเรียนมีความเข้าใจในบทบาทของตนเอง มีความกระตือรือร้นที่จะเรียน มีความรักความสามัคคี ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความรับผิดชอบในการทำงาน และส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น ผู้วิจัยจึงได้นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา
50 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง การละครไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีโดยมีหัวข้อในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. แบบแผนการทดลอง 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 5. การวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย 6. การเก็บรวบรวมข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 8. แบบแผนการดำเนินงาน แบบแผนในการวิจัย ตารางที่ 2 ตัวแปรตาม แบบแผนการทดลอง ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ วัดระหว่างเรียน ความพึงพอใจ วัดหลังเรียน ตารางที่ 3 แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)