51 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานีจำนวน 28 คน จากการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ การเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 4 แผน แผน ละ 1 ชั่วโมง รวม 4 ชั่วโมง 2. สื่อการสอน เรื่อง การละครไทย 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะ (นาฏศิลป์) ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็น แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่มีต่อสื่อการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ เรื่อง การละครไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 20 ข้อ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการศึกษาครั้งนี้ มีขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองมีดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้การเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 4 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 4 ชั่วโมง ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และเอกสาร ประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ประกอบด้วยหลักการ จุดหมาย สาระและ มาตรฐานการเรียนรู้ คุณภาพผู้เรียน สาระการเรียนรู้แกนกลาง ตัวชี้วัดชั้นปี หน่วยการเรียนหลักการ วัดและประเมินผลการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
52 1.2 ศึกษาความหมาย ทฤษฎี องค์ประกอบรูปแบบกระบวนการเรียนและประโยชน์ของ การเรียนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD 1.3 ศึกษาเนื้อหาของการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์) ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจาก หนังสือและเอกสารที่เกี่ยวข้อง 1.4 กำหนดขั้นตอนการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ นาฏศิลป์ 1.5 คัดเลือกเนื้อหาเพื่อใช้ในการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ต่อความ สามารถการเรียนเรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชา นาฏศิลป์ ของ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี 1.6 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ตามเนื้อหา ขั้นตอนการเรียนการเรียนการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ในการเรียนเรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระการเรียนรู้วิชา นาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยผู้วิจัยได้แบ่งเนื้อหาและเวลา ดังนี้ 1.6.1 เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการละครและประเภทการละครเวลา 1 ชั่วโมง 1.6.2 เรื่องความรู้เกี่ยวกับละครชาตรี เวลา 1 ชั่วโมง 1.6.3 เรื่องความรู้เกี่ยวกับละครใน ละครนอก เวลา 1 ชั่วโมง 1.6.4 เรื่องความรู้เกี่ยวกับละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง เวลา 1 ชั่วโมง 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย แล้ว นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนด้านนาฏศิลป์ ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัยและการวัดผลประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไป ได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดผลประเมินผลโดยใช้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ -ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน -ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน -ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นของแผนการจัดการเรียนรู้ไม่มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหา นำคะแนนที่ได้จากแบบประเมินกิจกรรมการเรียนการสอนการเรียนการสอนแบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ต่อความสามารถการเรียนเรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระการ
53 เรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ของนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 ทั้ง 3 ท่านมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congrucnce : IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.87 1.8 แก้ไขปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ เสนอแนะให้ปรับเกี่ยวกับการพิมพ์และภาษาให้ชัดเจนถูกต้อง จากนั้นเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ปรับปรุงแล้วต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง 1.9 นำเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ในการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ต่อความสามารถการเรียนเรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ศิลปะ(นาฏศิลป์) ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของจุดประสงค์ การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ การวัดผลแบบประเมินผล และเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แล้วทำการปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ให้สมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้สอนจริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 1.10 จัดพิมพ์การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ต่อความสามารถการ เรียนเรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4/5 ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีฉบับสมบูรณ์จำนวน 4 แผน เพื่อนำไปใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. การพัฒนาสื่อการสอน เรื่องการละครไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2.1 วิเคราะห์หลักสูตร วิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ภารกิจการเรียน วิเคราะห์ผู้เรียน 2.2 ออกแบบบทเรียนโดยสร้างตารางการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดและ เนื้อหา 2.3 ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะโดยแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 6 แผน ๆ ละ 1 ชั่วโมง 2.4 ทำแบบฝึกทักษะ ตามเนื้อหา 2.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อพิจารณา ความถูกต้องของแผนการจัดการเรียนรู้ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 2.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน 2.7 การทดลองนำไปใช้ 2.8 ประเมินผลและปรับปรุง
54 3. การสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ศึกษาหลักสูตรโรงเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และเอกสารประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ประกอบด้วยหลักการ จุดหมาย สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ คุณภาพผู้เรียน สาระการเรียนรู้แกนกลางตัวชี้วัดชั้นปีชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 3.2 ศึกษาเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ ศิลปะ (นาฏศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3.3 สร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมกับเนื้อหา สอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ตัวชี้วัดชั้นปี จำนวน 3 ชุด 3.4 นำแบบวัดที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเพื่อพิจารณาความถูกต้องของ แบบวัด แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 3.5 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยแล้ว นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนด้านนาฏศิลป์ ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัยและการวัดผล ประเมินผลเพื่อประเมินคุณภาพ ให้การเสนอแนะ และตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา(Content Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญให้คะแนน ดังนี้ -ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าคำกับเกณฑ์ให้คะแนนมีความเหมาะสมและสอดคล้อง -ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าคำกับเกณฑ์ให้คะแนนมีความเหมาะสมและ สอดคล้อง -ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าคำกับเกณฑ์ให้คะแนนไม่มีความเหมาะสมและ สอดคล้อง นำคะแนนที่ได้จากแบบประเมินกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) ของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 3 ท่าน มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence : IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.88 3.6 แก้ไขปรับปรุงแบบทดสอบตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ เสนอแนะให้ปรับเกี่ยวกับภาพประกอบให้มีความชัดเจน จากนั้นเสนอแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้ว ต่อ อาจารย์ ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง 3.7 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป
55 4. แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD นำแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน เพื่อไปใช้ในการเก็บข้อมูล ซึ่งเป็นแบบประเมินค่า (rating scale) ของ Likert ที่กำหนดระดับความคิดเห็นของนักเรียน เป็น 5 ระดับ ดังนี้ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตรวจให้ 5 คะแนน เห็นด้วย ตรวจให้ 4 คะแนน ไม่แน่ใจ ตรวจให้ 3 คะแนน ไม่เห็นด้วย ตรวจให้ 2 คะแนน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตรวจให้ 1 คะแนน กำหนดเกณฑ์ในการตัดสินเฉลี่ย ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 แปลความหมายว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 แปลความหมายว่า เห็นด้วย ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 แปลความหมายว่า ไม่แน่ใจ ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 แปลความหมายว่า ไม่เห็นด้วย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 แปลความหมายว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง การดำเนินการและการเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ทาการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยดำเนินการ ดังนี้ 1. ชี้แจงให้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน จำนวน 34 คน ให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลการศึกษา เรื่องการละครไทย จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนทำแบบทดสอบ ก่อนเรียน จำนวน 20 ข้อ ระยะเวลา 50 นาที ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แล้วบันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนน ก่อนเรียน 2. ให้กลุ่มตัวอย่างได้เรียนเนื้อหาจาก เรื่องการละครไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์) โดยใช้เวลาเรียน 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 แผนการจัดกาเรียนรู้ การเรียนการสอนแบบร่วมมือ เรื่องการละครไทย แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา(ชั่วโมง) 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการละครไทยและประเภทของ การละครไทย 1
56 ตารางที่ 4 (ต่อ) แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา(ชั่วโมง) 2 ความรู้ละครชาตรี 1 3 ความรู้ละครใน ละครนอก 1 4 ความรู้ละครดึกดำบรรพ์ละครพันทาง 1 3. ให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ เวลา 50 นาที โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางกการเรียนชุดเดียวกับแบบทดสอบ ก่อนเรียน แล้วบันทึกผลการสอบไว้เป็นคะแนนหลังเรียน 4. เก็บรวบรวมข้อมูลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ไปทำการวิเคราะห์และ เปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการเรียน และนำคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนและคะแนนแบบฝึกหัด หลังเรียน ไปวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและได้คำนวณหาค่าสถิติ ดังนี้ 1. หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบของนักเรียนที่เรียน เพื่อเปรียบ เทียบกับเกณฑ์ 75 ตัวแรก 2. หาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบของนักเรียนที่เรียน เพื่อเปรียบ เทียบกับเกณฑ์ 75 ตัวหลัง 3. วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงตรงของแบบประเมินคุณภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) 4. วิเคราะห์ค่าความยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (R) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ซึงผู้วิจัยวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.33-0.78 และค่าอำนาจจำแนก (R) อยู่ระหว่าง 0.22-0.68 5. วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ วิธีของคูเด อร์ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 ซึ้งผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้เท่ากับ 0.827 6. หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยการหาค่าประสิทธิภาพของ กระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ซึ่งกำหนดตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 7. หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบสอบถามความพึงพอใจ จากนั้นแปลผล ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
57 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 1. หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบความรู้เรื่องการละครไทย และแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(วิชานาฏศิลป์)โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อความนั้น ๆ ∑R แทน การรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2. สถิติที่ใช้ในการหาค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (R) ค่าความเชื่อมั่น (Relibility) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 84 อ้างอิงใน ขนิษฐา ฝ่ายเทศ, 2554 : 86) 2.1 ค่าความยากง่าย (P) P = Ru+Rl 2f เมื่อ P แทน ค่าระดับความยาก Ru แทน จำนวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก Rl แทน จำนวนคนกลุ่มต่ำที่ตอบถูก f แทน จำนวนคนในกลุ่ม กลุ่มต่ำสูงกลุ่มต่ำ ซึ่งมีค่าเท่ากัน 2.2 ค่าอำนาจจำแนก (R) B = Ru+Rl 2f เมื่อ B แทน ค่าอำนาจจำแนก Ru แทน จำนวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก Rl แทน จำนวนคนกลุ่มต่ำที่ตอบถูก f แทน จำนวนคนในกลุ่ม กลุ่มสูงกลุ่มต่ำ ซึ่งมีค่าเท่ากัน 2.3 ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบใช้สูตรดังนี้ rn = k k-1 (1- ∑pq S 2 ) เมื่อ rn แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ n r k แทน จำนวนข้อสอบ p แทน สัดส่วนของผู้ที่ทาข้อสอบข้อนั้นถูกในแต่ละข้อ
58 3. สถิติพื้นฐาน 3.1 คะแนนเฉลี่ยใช้สูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2536: 59) X̅= ∑X N เมื่อ X̅แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งกลุ่ม N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 3.2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานใช้สูตร ดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538 : 79) S.D. = √n∑x2 – (∑x)2 n(n–1) เมื่อ S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งกลุ่ม ∑X 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนนนักเรียนแต่ละคนในกลุ่มตัวอย่าง 4. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 4.1 การวิเคราะห์เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อส่งเสริมและเตรียมความพร้อมตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 (สมนึก ภัททิยธนี, 2544 : 133-134 อ้างอิงใน วันดี มุสีกา, 2555 : 71-72) E1 = ∑X NA X 100 และ E2 = ∑F NB X 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์หลังเรียน ∑ แทน ผลรวม X แทน คะแนนหลังเรียนของกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ F แทน คะแนนผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบระหว่างเรียน B แทน คะแนนผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 4.2 ทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนกับคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน โดยใช้สถิติทดสอบ t-test กรณี 2 กลุ่มสัมพันธ์กัน (บุญชม ศรี สะอาด, 2545 : 109 อ้างอิงใน วันดี มุสีกา, 2555 : 72) ซึ่งหาได้สูตร ดังนี้
59 t = ∑D √ (N∑D 2 – (∑D)2 N-1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย 2 คู่สัมพันธ์กัน D แทน ค่าผลต่างระหว่างแต่ละคู่ n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง หรือจานวนคู่คะแนน 4.3 การหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยวิธีของกูดแมน,เฟรท เชอร์และชไนเดอร์(Goodman Fletcher and Schneider.1980:30-34;อ้างอิงใน โรจนฤทธิ์ จันนุ่ม ,2551:76) ดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน - ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน (จำนวนนักเรียน x คะแนนเต็ม) – ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน
60