The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nongpairat, 2022-11-22 09:22:08

ปฐพีกลศาสตร์

ปฐพีกลศาสตร์

แผนการจดั การเรียนรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ

ช่อื วชิ า ปฐพกี ลศาสตร์ รหสั วชิ า 30121 – 2003

ทฤษฎี 2 ปฏบิ ัติ 2 หน่วยกิต 3

 หลักสตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี  หลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี ช้นั สงู

ประเภทวชิ าอตุ สาหกรรม สาขาวชิ าโยธา

สาขางานโยธา

จัดทำโดย

วา่ ท่ีร้อยตรี ไพรัตน์ ขนุ คำ
ตำแหน่ง ครผู ้ชู ว่ ย

แผนกวิชาชา่ งกอ่ สร้าง

วิทยาลัยเทคนคิ เชียงราย
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา

กระทรวงศกึ ษาธิการ

คำนำ

แผนการสอนเล่มนี้ จัดทำขึ้นตามรูปแบบแผนการสอนมุ่งเน้นฐานสมรรถนะวิชาชีพ ในรายวิชา
ชื่อวิชา ปฐพีกลศาสตร์ รหัสวิชา 30121 – 2003 สาขาวิชาโยธา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสงู
พุทธศักราช 2563 ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาก่อสร้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนศึกษา
เกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นของดิน คุณสมบัติและส่วนประกอบของดินทางกายภาพการจำแนก ประเภทของ
ดิน การซึมผ่านของน้ำในดิน การยุบอัดตัวของดิน การบดอัดดิน กำลังต้านทานแรงเฉือนของดิน การเจาะ
สำรวจดินและเก็บตัวอย่างดิน การทดสอบหาปริมาณน้ำ ในดิน Atterberg’s Limit ความถ่วงจำเพาะของ
เม็ดดิน ขนาดของเม็ดดิน การซึมผ่านของน้ำในดิน การบดอัดดิน ความหนาแน่นของดินในสนาม ค่า
California Bearing Ratio (C.B.R.) กำลังต้านทานแรงเฉือนแบบ Unconfined Compression เพื่อให้ใน
การจัดการเรยี นการสอนเปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสมั ฤทธ์ิตามสมรรถนะท่ีกำหนดไว้

แผนการสอนเล่มนี้ได้รับความอนุเคราะห์และสนับสนุน แนะนำ ตลอดให้คำปรึกษาจากคณะ
ผู้บริหาร หัวหน้าแผนกวิชาช่างก่อสร้าง – โยธา และสถาปัตยกรรม ผู้ทรงคุณวุฒิของวิทยาลัยเทคนิค
เชียงราย สถาบันการอาชีวศึกษา ภาคเหนือ 2 เป็นอย่างดีและขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี
หากพบข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่ควรแก้ไขเพิ่มเติมประการใดหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมก็ขอน้อมรับและ
ผ้จู ดั ทำจะได้ทำการปรับปรงุ และแก้ไขต่อไป

วา่ ท่ีร้อยตรีไพรัตน์ ขุนคำ
ผจู้ ัดทำ

สารบญั หนา้

เรือ่ ง ก

คำนำ ค
สารบญั ง
หลักสตู รรายวชิ า จ
หน่วยการเรยี นรู้ ฉ
ตารางวเิ คราะหห์ ลักสูตร ช
หน่วยการเรยี นรู้และสมรรถนะประจำหนว่ ย
การวัดและประเมนิ ผลรายวิชา
แผนการเรียนการสอน

หน่วยที่ 1
หนว่ ยที่ 2
หน่วยท่ี 3
หนว่ ยท่ี 4
หนว่ ยท่ี 5
หนว่ ยที่ 6
หน่วยท่ี 7

หลกั สตู รรายวชิ า

ชือ่ วชิ า ปฐพกี ลศาสตร์ รหัสวิชา 30121 – 2003

ทฤษฎี 2 ปฏิบัติ 2 หน่วยกิต 3

 หลักสูตรประกาศนยี บัตรวิชาชีพ  หลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสงู

ประเภทวิชาอตุ สาหกรรม สาขาวชิ าโยธา

สาขางานโยธา

จดุ ประสงค์รายวชิ า เพอ่ื ให้
1. มีความรคู้ วามเข้าใจคุณสมบตั แิ ละส่วนประกอบของดนิ
2. มีความสามารถในการทดสอบคุณสมบตั ิและคำนวณกำลังต้านทานของดิน
3. มีกจิ นิสัยในการทำงานด้วยความรอบคอบ รับผิดชอบ และปลอดภยั

คำอธบิ ายรายวิชา
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับความรู้เบือ้ งต้นของดิน คุณสมบัติและส่วนประกอบของดินทางกายภาพ

การจำแนก ประเภทของดิน การซึมผ่านของน้ำในดิน การยุบอัดตัวของดิน การบดอัดดิน กำลังต้านทาน
แรงเฉือนของดิน การเจาะสำรวจดินและเก็บตัวอย่างดิน การทดสอบหาปริมาณน้ำ ในดิน Atterberg’s
Limit ความถ่วงจำเพาะของเม็ดดิน ขนาดของเม็ดดิน การซึมผ่านของน้ำในดิน การบดอัดดิน
ความหนาแน่นของดินในสนาม ค่า California Bearing Ratio (C.B.R.) กำลังต้านทานแรงเฉือนแบบ
Unconfined Compression

สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรเู้ ก่ียวกับหลักการและกระบวนการทดสอบดิน
2. ทดสอบคุณสมบตั ขิ องดนิ
3. เขียนรายงานและสรปุ ผลการทดสอบ
4. นำเสนอผลงานดว้ ยรูปแบบวธิ กี ารต่าง ๆ

หนว่ ยการเรียนรู้

หนว่ ยที่ ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ จำนวน สัปดาหท์ ี่
ชัว่ โมง
1 คณุ สมบตั ิพื้นฐานของดิน 1–2
2 การจำแนกประเภทของดนิ 8 3–7
3 การไหลซึมของน้ำในดนิ 20
4 8
สอบกลางภาคเรียน 4 9
4 การยบุ อัดตวั ของดนิ 4 10
5 กำลงั ตา้ นทานแรงเฉือนของดิน 8 11 – 12
6 การบดอัดดนิ 12 13 – 15
7 การเจาะสำรวจดิน 4 16
4 17
ทบทวน

สอบปลายภาค 4 18
72
รวมท้ังหมด

ตารางวเิ คราะห์หลักสตู ร

ชอ่ื วิชา ปฐพกี ลศาสตร์ รหัสวชิ า 30121 – 2003

ทฤษฎี 2 ปฏบิ ตั ิ 3 หน่วยกิต 3

 หลกั สูตรประกาศนยี บัตรวิชาชีพ  หลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สงู

ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวชิ าโยธา

สาขางานโยธา

พฤติกรรม พทุ ธพิ ิสัยความรู้
ความ ้ขาใจ
ชอื่ หน่วย ✓✓✓ นำไปใช้
✓✓✓✓ วิเคราะห์
1. คุณสมบัติพื้นฐานของดนิ ✓✓✓✓ สังเคราะห์
2. การจำแนกประเภทของดนิ ✓✓✓✓ ประเ ิมน ่คา
3. การไหลซมึ ของน้ำในดิน ✓✓✓✓
4. การยุบอดั ตวั ของดิน ✓✓✓✓ ทักษะ ิพ ัสย
5. กำลังต้านทานแรงเฉือนของดิน ✓✓✓✓ ิจตพิ ัสย
6. การบดอดั ดนิ จำนวนคาบ
7. การเจาะสำรวจดิน
✓✓ 8
✓✓ 20
✓✓ 4
✓✓ 4
✓✓ 8
✓✓ 12
✓✓ 4

ทบทวน 4
สอบกลางภาคเรยี น
สอบปลายภาค 4

สดั ส่วน 4

25 55 20 72
25 75

หนว่ ยการเรียนรูแ้ ละสมรรถนะประจำหน่วย

ชอ่ื หน่วย สมรรถนะ

ความรู้ ทกั ษะ คุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์

หน่วยที่ 1 1. ร้เู กี่ยวกับคณุ สมบัติ 1. บอกคุณสมบตั ิของดินทาง - ความเสียสละ

คุณสมบัติพื้นฐาน ของดนิ ทางกายภาพ กายภาพ ทฤษฎกี ารทดสอบ - ซื่อสตั ยส์ ุจรติ

ของดิน 2. เข้าใจในการทดสอบ หาปรมิ าณนำ้ ในดนิ และ - กตญั ญูกตเวที

หาปรมิ าณน้ำในดิน ความถว่ งจำเพาะของดนิ ได้ - มีจิตสำนึกและเจคติที่ดีต่อ

3. เขา้ ใจขั้นตอนการ 2. อธิบายหลักและวิธีการ วิชาชีพและสังคม

ทดสอบหาความ ทดสอบหาปริมาณนำ้ ในดิน - ความมวี ินัย

ถว่ งจำเพาะของดนิ และความถ่วงจำเพาะของ - ความรับผดิ ชอบ

ดนิ ได้ - ความรกั สามัคคี

3. สามารถเตรียมวัสดอุ ุปกรณ์ - มีมนุษยสัมพันธ์

ทำการทดสอบ บนั ทึก - เชื่อมนั่ ในตนเอง

คำนวณ และสรปุ ผลการ - ขยนั

ทดสอบหาปรมิ าณน้ำในดิน - ประหยัด

และความถว่ งจำเพาะของ - พ่ึงตนเอง

ดนิ ไดป้ ระเมินผลงานของ - ปฏิบัตงิ านโดยคำนึงถึง

ตนเองร่วมกับผู้สอนได้ ความปลอดภยั อาชวี อนามัย

4. นำหลกั การไปประยุกตใ์ ช้ - การอนุรักษ์พลังงานและ

กบั งานจรงิ ได้ ส่ิงแวดล้อม

5. มีทักษะของความปลอดภยั - ความสนใจใฝร่ ู้

และรกั ษาส่งิ แวดลอ้ ม - ความคิดริเร่มิ สร้างสรรค์

หน่วยการเรียนรูแ้ ละสมรรถนะประจำหน่วย

ชอ่ื หน่วย ความรู้ สมรรถนะ คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์
ทกั ษะ - ความเสยี สละ
หนว่ ยท่ี 2 1. เขา้ ใจในการจำแนก 1. บอกทฤษฎีการทดสอบหา - ซ่ือสัตย์สุจรติ
ขนาดของเม็ดดนิ และหาขีด - กตัญญกู ตเวที
ก า ร จ ำ แ น ก ประเภทของดนิ ความข้นเหลวของดนิ ได้ - มีจิตสำนึกและเจคติที่ดีต่อ
2. อธิบายการจำแนกลักษณะ
ประเภทของดนิ 2. รู้ขั้นตอนการทดสอบ ของดินตามขนาด วิชาชพี และสงั คม
องค์ประกอบและคุณสมบตั ิ - ความมวี นิ ยั
หาขนาดของเม็ดดิน ระบบการจำแนกประเภท - ความรับผิดชอบ
ของดนิ หลักและวิธกี าร - ความรกั สามคั คี
และการทดสอบหาขดี ทดสอบหาขนาดของเม็ดดนิ - มมี นษุ ยสัมพนั ธ์
และหาขดี ความข้นเหลว - เชอ่ื มนั่ ในตนเอง
ความข้นเหลวของดนิ ของดินได้ - ขยนั
3. สามารถจำแนกดินตาม - ประหยดั
ระบบ U.S.C เตรยี มวสั ดุ - พึง่ ตนเอง
อุปกรณ์ ทำการทดสอบ - ปฏบิ ตั งิ านโดยคำนงึ ถงึ
บนั ทกึ คำนวณ และสรปุ ผล
การทดสอบหาขนาดของ ความปลอดภัยอาชวี อนามัย
เม็ดดินและหาขีดความข้น - การอนุรักษ์พลังงานและ
เหลวของดนิ ได้
4. ประเมนิ ผลงานของตนเอง ส่งิ แวดลอ้ ม
ร่วมกบั ผสู้ อนได้ - ความสนใจใฝ่รู้
5. นำหลักการไปประยุกต์ใช้ - ความคิดริเรม่ิ สร้างสรรค์
กับงานจรงิ ได้

หนว่ ยการเรียนร้แู ละสมรรถนะประจำหน่วย

ช่อื หน่วย สมรรถนะ

หน่วยท่ี 3 ความรู้ ทักษะ คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์
การไหลซึมของน้ำ 1. รู้ทฤษฎีการทดสอบ
1. บอกทฤษฎกี ารทดสอบการ - ความเสยี สละ
ในดิน การซมึ ของนำ้ ในดิน
2. เข้าใจในการทดสอบ ซมึ ของน้ำในดนิ ได้ - ซ่อื สัตย์สุจริต

การซึมของน้ำในดนิ 2. อธบิ ายหลักและวิธกี าร - กตญั ญูกตเวที

ทดสอบการซมึ ของน้ำในดิน - มีจิตสำนึกและเจคติที่ดีต่อ

ได้ วชิ าชพี และสงั คม

3. สามารถเตรียมวัสดุอุปกรณ์ - ความมีวนิ ัย

ท ำ ก า ร ท ด ส อ บ บ ั น ทึ ก - ความรับผิดชอบ

คำนวณ และสรุปผลการ - ความรกั สามคั คี

ทดสอบการซึมของน้ำในดิน - มมี นุษยสมั พนั ธ์

ได้ - เชอื่ มนั่ ในตนเอง

4. ประเมินผลงานของตนเอง - ขยัน

รว่ มกับผู้สอนได้ - ประหยัด

5. นำหลักการไปประยุกต์ใช้ - พึง่ ตนเอง

กบั งานจริงได้ - ปฏบิ ตั ิงานโดยคำนงึ ถงึ

6. มที ักษะของความปลอดภัย ความปลอดภยั อาชวี อนามัย

และรักษาส่งิ แวดล้อม - การอนุรักษ์พลังงานและ

สงิ่ แวดล้อม

- ความสนใจใฝร่ ู้

- ความคิดรเิ ร่มิ สร้างสรรค์

หนว่ ยการเรยี นรแู้ ละสมรรถนะประจำหน่วย

ช่ือหน่วย สมรรถนะ

หนว่ ยที่ 4 ความรู้ ทกั ษะ คุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์
การยุบอดั ตัวของ 1. รู้ทฤษฎีการทดสอบ
1. บอกทฤษฎีการทดสอบการ - ความเสยี สละ
ดนิ การยุบอัดตวั ของดนิ
2. เข้าใจในการทดสอบ ยุบอดั ตัวของดนิ ได้ - ซ่อื สัตยส์ จุ ริต

การยบุ อดั ตัวของดิน 2. อธิบายหลกั และวิธกี าร - กตัญญูกตเวที

ทดสอบการยุบอดั ตวั ของดนิ - มีจิตสำนึกและเจคติที่ดีต่อ

ได้ วชิ าชีพและสงั คม

3. สามารถเตรยี มวัสดุอุปกรณ์ - ความมีวินัย

ทำการทดสอบ บนั ทึก - ความรับผิดชอบ

คำนวณ และสรุปผลการ - ความรกั สามคั คี

ทดสอบการยบุ อดั ตวั ของดนิ - มมี นุษยสัมพันธ์

ได้ - เชือ่ มั่นในตนเอง

4. ประเมินผลงานของตนเอง - ขยัน

รว่ มกับผู้สอนได้ - ประหยดั

5. นำหลกั การไปประยุกตใ์ ช้ - พ่ึงตนเอง

กับงานจริงได้ - ปฏบิ ตั ิงานโดยคำนึงถึง

6. มีทกั ษะของความปลอดภยั ความปลอดภัยอาชวี อนามัย

และรักษาสิ่งแวดล้อม - การอนุรักษ์พลังงานและ

สิง่ แวดลอ้ ม

- ความสนใจใฝร่ ู้

- ความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์

หนว่ ยการเรยี นร้แู ละสมรรถนะประจำหน่วย

ช่ือหน่วย ความรู้ สมรรถนะ คุณลักษณะที่พึงประสงค์
1. รู้ทฤษฎกี ารทดสอบ ทกั ษะ - ความเสียสละ
หนว่ ยที่ 5 1. บอกทฤษฎกี ารทดสอบแรง - ซอื่ สัตยส์ ุจริต
กำลังตา้ นทานแรง แรงเฉอื นของดนิ เฉอื นของดนิ ได้ - กตัญญูกตเวที
2. เขา้ ใจในการทดสอบ 2. อธิบายหลกั และวิธกี าร - มีจิตสำนึกและเจคติที่ดีต่อ
เฉือนของดนิ ทดสอบแรงเฉอื นของดนิ ได้
แรงเฉือนของดนิ 3. สามารถเตรียมวสั ดอุ ุปกรณ์ วชิ าชพี และสงั คม
ทำการทดสอบ บนั ทึก - ความมวี ินยั
คำนวณ และสรปุ ผลการ - ความรับผิดชอบ
ทดสอบแรงเฉอื นของดนิ ได้ - ความรกั สามคั คี
- มีมนุษยสมั พันธ์
- เชือ่ มัน่ ในตนเอง
- ขยัน
- ประหยัด
- พึ่งตนเอง
- ปฏิบตั งิ านโดยคำนึงถงึ

ความปลอดภัยอาชวี อนามยั
- การอนุรักษ์พลังงานและ

ส่ิงแวดลอ้ ม
- ความสนใจใฝ่รู้
- ความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์

หน่วยการเรยี นร้แู ละสมรรถนะประจำหน่วย

ชอื่ หน่วย ความรู้ สมรรถนะ คณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงค์
1. รู้ทฤษฎีการทดสอบ ทกั ษะ - ความเสียสละ
หนว่ ยที่ 6 1. บอกทฤษฎีการทดสอบการ - ซ่ือสัตย์สุจรติ
การบดอดั ดนิ การบดอัดดิน การ บดอดั ดิน การทดสอบหาค่า - กตัญญูกตเวที
ทดสอบหาคา่ ซี.บี.อาร์ ซ.ี บี.อารแ์ ละการทดสอบ - มีจิตสำนึกและเจคติที่ดีต่อ
และการทดสอบความ ความแนน่ ของดินในสนาม
แน่นของดินในสนาม ได้ วิชาชีพและสงั คม
2. เข้าใจในการทดสอบ 2. อธิบายหลกั และวิธีการ - ความมวี ินัย
การบดอัดดิน การ ทดสอบการบดอัดดิน การ - ความรบั ผดิ ชอบ
ทดสอบหาคา่ ซี.บี.อาร์ ทดสอบหาค่า ซี.บ.ี อารแ์ ละ - ความรกั สามัคคี
และการทดสอบความ การทดสอบความแน่นของ - มีมนษุ ยสมั พนั ธ์
แนน่ ของดนิ ในสนาม ดนิ ในสนามได้ - เชอ่ื มั่นในตนเอง
3. สามารถเตรยี มวัสดอุ ุปกรณ์ - ขยนั
ทำการทดสอบ บนั ทึก - ประหยัด
คำนวณ และสรุปผลการ - พง่ึ ตนเอง
ทดสอบการบดอดั ดนิ การ - ปฏบิ ตั ิงานโดยคำนึงถึง
ทดสอบหาค่า ซ.ี บ.ี อารแ์ ละ
การทดสอบความแน่นของ ความปลอดภยั อาชวี อนามยั
ดนิ ในสนามได้ - การอนุรักษ์พลังงานและ
4. ประเมนิ ผลงานของตนเอง
ร่วมกับผู้สอนได้ สงิ่ แวดลอ้ ม
5. นำหลักการไปประยุกต์ใช้ - ความสนใจใฝร่ ู้
กับงานจรงิ ได้ - ความคิดริเริม่ สรา้ งสรรค์
6. มที กั ษะของความปลอดภัย
และรักษาสิ่งแวดล้อม

หน่วยการเรยี นรแู้ ละสมรรถนะประจำหนว่ ย

ชอ่ื หน่วย ความรู้ สมรรถนะ คุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์
1. รู้ทฤษฎกี ารทดสอบ ทักษะ - ความเสยี สละ
หน่วยท่ี 7 1. บอกทฤษฎกี ารทดสอบการ - ซ่ือสัตย์สุจรติ
การเจาะสำรวจดนิ การเจาะสำรวจดนิ ได้ เจาะสำรวจดนิ ได้ - กตญั ญูกตเวที
2. เขา้ ใจในการทดสอบ 2. อธิบายหลักและวธิ กี าร - มีจิตสำนึกและเจคติที่ดีต่อ
ทดสอบการเจาะสำรวจดิน
การเจาะสำรวจดนิ ได้ วชิ าชพี และสงั คม
3. สามารถเตรยี มวสั ดอุ ุปกรณ์ - ความมีวนิ ัย
ทำการทดสอบ บันทึก - ความรบั ผดิ ชอบ
คำนวณ และสรปุ ผลการ - ความรกั สามคั คี
ทดสอบการเจาะสำรวจดนิ - มีมนษุ ยสัมพันธ์
ได้ - เชือ่ มัน่ ในตนเอง
4. ประเมินผลงานของตนเอง - ขยัน
รว่ มกับผ้สู อนได้ - ประหยดั
5. นำหลักการไปประยุกตใ์ ช้ - พงึ่ ตนเอง
กับงานจรงิ ได้ - ปฏิบัตงิ านโดยคำนึงถงึ
6. มีทกั ษะของความปลอดภัย
และรักษาส่งิ แวดลอ้ ม ความปลอดภยั อาชวี อนามยั
- การอนุรักษ์พลังงานและ

ส่งิ แวดลอ้ ม
- ความสนใจใฝร่ ู้
- ความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์

การวดั และประเมนิ ผลรายวิชา

รายวชิ าน้ีแบง่ เปน็ 7 หนว่ ยการเรยี น การวัดและประเมินผลจะดำเนนิ การดงั น้ี

1. วธิ ีการใชก้ ารประเมินผลอัตรานส่วน 75 : 25 จากข้อมลู ต่อไปน้ี

• จิตพสิ ยั 20 คะแนน

• แบบฝกึ หดั หรอื งาน 10 คะแนน

• รายงานหรอื ผลงาน 30 คะแนน

• คะแนนสอบกลางภาค 15 คะแนน

• คะแนนสอบปลายภาค 25 คะแนน

รวม 100 คะแนน

2. เกณฑผ์ า่ นผทู้ ่ีจะผา่ นวิชานี้จะต้อง
2.1 นกั ศึกษาต้องมเี วลาเรียนไมต่ ่ำกวา่ 80% ของเวลาเรยี นทง้ั หมด
2.2 นกั ศกึ ษาจะต้องผา่ นการประเมินตามข้อ 1 คะแนนไมต่ ่ำกวา่ 50%

3. เกณฑ์คา่ ระดับคะแนน

3.1 พิจารณาตามเกณฑ์ผ่านรายวิชาตามข้อ 2 ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ข้อ 2 จะได้รับ ค่าระดับ

คะแนนเปน็ 0

3.2 ผทู้ ีส่ อบผา่ นเกณฑข์ ้อ 2 จะไดร้ ับค่าระดบั คะแนน ตามเกณฑ์ดังนี้

คะแนนร้อยละ 80 - 100 ได้ 4.0

คะแนนร้อยละ 75 - 79 ได้ 3.5

คะแนนร้อยละ 70 - 74 ได้ 3.0

คะแนนร้อยละ 65 - 69 ได้ 2.5

คะแนนร้อยละ 60 - 64 ได้ 2.0

คะแนนร้อยละ 55 - 59 ได้ 1.5

คะแนนร้อยละ 50 - 54 ได้ 1.0

คะแนนร้อยละ 0 - 49 ได้ 0

รายการตรวจสอบและอนญุ าตให้ใช้

 เหน็ ควรอนญุ าตให้ใชก้ ารสอนได้
 เห็นควรปรับปรงุ เกีย่ วกบั

 ควรอนุญาตให้นำไปใช้สอนได้ ลงชอื่
 ควรปรับปรุงเก่ียวกับ. (นางสาวมัทนา เมืองมลู )
 อ่นื ๆ
หัวหนา้ สาขาวิชาชา่ งก่อสร้าง
 อนุญาตใหน้ ำไปใชส้ อนได้ //
 อ่ืน ๆ
ลงช่ือ
(นายดนยั เกี๋ยงแก้ว)

รองผ้อู ำนวยการฝา่ ยวิชาการ
//

ลงชอ่ื
(นายทวีผล แปงณวี งค์)

ผูอ้ ำนวยการวทิ ยาลยั เทคนิคเชยี งราย
//

แผนการจดั การเรยี นรมู้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 1
สอนครั้งที่ 1 - 2
ชอ่ื หน่วย คุณสมบัติพื้นฐานของดนิ ชว่ั โมงรวม 8
ชื่อวิชา คุณสมบัตพิ น้ื ฐานของดนิ รหัสวชิ า 30106 – 2104 จำนวนช่วั โมง 4

1. สาระสำคัญ

ดินเกิดจากการกดกร่อน ผุพัง และแตกสลายของหินต่างๆ โดยธรรมชาติจะประกอบไปด้วย
กรวด ทราย ทรายเม็ดป่น ดินเหนียว น้า และอากาศหรือก๊าซ โดยมีเม็ดแร่ธาตตุ ่างๆ ที่ตกตะกอน
ทบั ถม กนั ไมแ่ นน่ มารวมกัน แต่สามารถแยกใหอ้ อกจากกัน ไดเ้ ม็ดดินสว่ นมากมีขนาดเล็กกวา่ 300
มิลลิเมตร เชื่อมยึดติดกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคแล้วแต่สถานะของดิน แต่การเชื่อมยึด
ไม่ได้ยึดแน่น เหมือนการยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของหิน วัตถุต้นกำเนิดดินแบ่งออกเป็น
2 ประเภท คอื อนนิ ทรีย์วัตถุ ไดแ้ ก่ หินและแร่ตา่ งๆ และอนิ ทรียวตั ถุ ได้แก่ ซากพืชและสตั ว์ท่ีย่อย
สลายแล้วในทางวศิ วกรรม จะแบง่ ออกเป็นสองลักษณะใหญ่ๆ คือ คุณสมบตั ขิ องดนิ โดยทว่ั ไป และ
คุณสมบัติของดินทางฟิสิกส์โดยคุณสมบัติทั่ว ไปของดินใช้ในการจำแนกดิน ขนาดคละของดิน
ความขน้ เหลว สว่ นคณุ สมบัตทิ างฟิสิกสน์ ั้นได้แก่การเคลื่อนตวั ของดนิ ความสามารถในการไหลซึม
นำ้ ผา่ นดนิ ดา้ นกำลงั รับนำ้ หนกั และด้านการรับแรงเฉือนเป็นตน้

2. สมรรถนะประจำหน่วย

เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนมีความรูเ้ ก่ียวกับคุณสมบตั ิของดินทางกายภาพ เขา้ ใจในการทดสอบหา
ปรมิ าณนา้ ในดินและการทดสอบหาความถ่วงจาเพาะของดนิ

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 ดา้ นความรู้
3.1.1 รเู้ ก่ยี วกบั คุณสมบัตขิ องดินทางกายภาพ
3.1.2 เขา้ ใจในการทดสอบหาปริมาณนำ้ ในดิน
3.1.3 เข้าใจขั้นตอนการทดสอบหาความถ่วงจำเพาะของดิน

3.2 ด้านทักษะ
3.2.1 บอกคุณสมบัติของดินทางกายภาพ ทฤษฎีการทดสอบหาปริมาณน้ำในดินและ
ความถ่วงจำเพาะของดินได้
3.2.2 อธบิ ายหลักและวธิ กี ารทดสอบหาปรมิ าณน้ำในดินและความถว่ งจำเพาะของดินได้

3.2.3 สามารถเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ทำการทดสอบ บันทึก คำนวณ และสรุปผลการ
ทดสอบหาปริมาณน้ำในดินและความถ่วงจำเพาะของดินได้ประเมินผลงานของ
ตนเองร่วมกบั ผู้สอนได้

3.2.4 นำหลักการไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั งานจริงได้
3.2.5 มีทักษะของความปลอดภยั และรักษาส่ิงแวดลอ้ ม
3.3 คณุ ลักษณะทพี่ ่ึงประสงค์
3.3.1 ความเสียสละ
3.3.2 ซ่ือสัตยส์ ุจรติ
3.3.3 กตญั ญูกตเวที
3.3.4 มีจติ สำนึกและเจคตทิ ่ีดีตอ่ วชิ าชพี และสังคม
3.3.5 ความมีวินยั
3.3.6 ความรบั ผดิ ชอบ
3.3.7 ความรกั สามัคคี
3.3.8 มมี นุษยสมั พันธ์
3.3.9 เช่ือมน่ั ในตนเอง
3.3.10 ขยัน
3.3.11 ประหยัด
3.3.12 พ่งึ ตนเอง
3.3.13 ปฏิบัตงิ านโดยคำนึงถงึ ความปลอดภยั อาชีวอนามัย
3.3.14 การอนรุ ักษ์พลังงานและส่ิงแวดลอ้ ม
3.3.15 ความสนใจใฝ่รู้
3.3.16 ความคิดรเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์

4. เนอื้ หาสาระการเรยี นรู้

4.1 คุณสมบัติของดินทางกายภาพ
4.2 ความถ่วงจำเพาะของดนิ

5. กจิ กรรมการเรียนการสอน

5.1 การนำเขา้ สบู่ ทเรียน
5.1.1 ให้ผเู้ รียนทำสมาธกิ ่อนเรียน 5 นาที เพื่อนำไปสกู่ ารเป็นผู้ท่ีประพฤติดีแล้วทำการ
เช็ครายชื่อ
5.1.2 ผู้สอนสนทนาซักถามความรู้เบ้ืองต้นเกย่ี วกบั เร่ืองคุณสมบัติพ้ืนฐานของดิน โดยใช้
สอ่ื Power Point
5.1.3 ผสู้ อนกลา่ วนำเขา้ สบู่ ทเรียนเรอื่ งคุณสมบตั ิพ้ืนฐานของดิน

5.2 การเรียนรู้
5.2.1 ผู้สอนบรรยายความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของดินทางกายภาพ โดยใช้สื่อ Power
Point และคลิปวีดีโอ
5.2.2 ผู้เรียนฟังบรรยายเกี่ยวกับคุณสมบัติของดินทางกายภาพ และดูคลิปวีดีโอ
ประกอบการเรยี นการสอน
5.2.3 ผ้สู อนบรรยายเก่ียวกับความถ่วงจำเพาะของดนิ โดยใช้ ส่ือ Power Point และคลปิ
วดี ีโอ
5.2.4 ผู้เรียนฟังบรรยายเกี่ยวกับความถ่วงจำเพาะของดินและดูคลิปวีดีโอประกอบการ
เรยี นการสอน
5.2.5 ผเู้ รยี นตอบคำถามท่ีผู้สอนซกั ถาม
5.2.6 ผ้เู รยี นลงมอื ปฏบิ ตั ิทำตามใบงานทีผ่ ูส้ อนมอบหมายให้

5.3 การสรปุ
5.3.1 ผเู้ รยี นสง่ งานจากการปฏบิ ตั ิใบงาน
5.3.2 ผู้สอนวิจารณ์และอภิปรายผลงาน
5.3.3 ผสู้ อนและผเู้ รยี นสรุปบทเรยี น
5.3.4 ผู้สอนสรปุ ทางสงั คมโดยชมเชย และประเมนิ ผล

5.4 การวดั และประเมินผล
5.4.1 เคร่อื งมือวัดผลการเรยี นรู้
ใบงานหน่วยเร่อื ง คุณสมบัติพื้นฐานของดนิ
วิธกี ารวัด
ประเมินจากการปฏบิ ัตติ ามใบงานหน่วยเรื่อง คุณสมบัตพิ นื้ ฐานของดนิ
เกณฑ์การประเมิน
ผเู้ รียนปฏิบัติใบงานไดค้ ะแนนรวม 80% ข้ึนไป ถอื วา่ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน
5.4.2 เครอื่ งมอื วดั พฤตกิ รรมการเรยี นรู้
แบบประเมินผลหน่วยการเรียนรู้
วธิ กี ารวัด
ประเมินประเมินผลหนว่ ยการเรยี นรู้
เกณฑก์ ารประเมิน
ผู้เรียนได้รับผลการประเมินผลหน่วยการเรียนรู้ด้วยคะแนนรวม 80 % ขึ้นไป
ถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ

6. สื่อการเรียนรู้/แหลง่ การเรียนรู้

6.1 ส่อื ส่ิงพิมพ์
6.1.1 ใบเนือ้ หาเรื่อง คุณสมบตั ิพน้ื ฐานของดนิ
6.1.2 ใบงานเรื่อง คุณสมบัติพน้ื ฐานของดิน

6.2 ส่อื โสตทศั น์
6.2.1 ส่ือ Power Point
6.2.2 คลิปวดี โี อ

6.3 ห่นุ จำลองหรือของจรงิ
6.3.1 –

6.4 อน่ื ๆ
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

7. เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ )

7.1 ใบเน้อื หา
7.2 ใบงาน
7.3 ใบเฉลย

8. การบรู ณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอน่ื

8.1 บรูณากับวิชาชีวิตและวัฒนธรรมไทย ด้านการพูด การอ่าน การเขียน และการฝึกปฏิบัตติ น
ทางสงั คมด้านการเตรยี มความพร้อม ความรบั ผิดชอบ และความสนใจใฝร่ ู้

8.2 บรูณาการกบั วชิ าวิศวกรรมการทาง ด้านการออกแบบถนน
8.3 บรณู าการกับวชิ าเทคนคิ กอ่ สร้าง ดา้ นขนั้ ตอนการทำคณุ สมบตั ิพื้นฐานของดนิ
8.4 บรูณาการกบั วชิ าประมาณราคา ด้านการเลอื กใชท้ รพั ยากรอย่างประหยัด

9. การวัดและประเมนิ ผล

9.1 ก่อนเรยี น
9.1.1 จดั เตรยี มเอกสาร สอ่ื การเรยี นการสอนตามท่ผี ้สู อนและบทเรยี นกำหนด
9.1.2 ทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์การเรียน และการให้ความร่วมมือในการทำ
กิจกรรม

9.2 ขณะเรยี น
9.2.1 ปฏบิ ตั ิใบงานเรือ่ ง คุณสมบตั ิพื้นฐานของดนิ
9.2.2 ศึกษาใบเน้อื หาเรอ่ื ง คณุ สมบัติพน้ื ฐานของดนิ
9.2.3 รว่ มกันสรปุ เน้อื หาเร่ือง คณุ สมบตั พิ น้ื ฐานของดนิ

9.3 หลังเรยี น
9.3.1 ตรวจผลใบงาน
9.3.2 วดั ประเมนิ ผลตามหนว่ ยเรยี นรู้

10. การบรู ณาการกับปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง และคุณลกั ษณะ 3D

• หลกั ความพอประมาณ
1. ผเู้ รียนจัดสรรเวลาในการฝกึ ปฏิบัตติ ามใบงานได้อย่างเหมาะสม
2. กำหนดเนื้อหาเหมาะสมกับเกณฑก์ ารประเมินเรื่องคณุ สมบัติพนื้ ฐานของดนิ
3. ผเู้ รยี นปฏบิ ัตติ นเป็นผู้นำและผูต้ ามทด่ี ี
4. ผู้เรียนเปน็ สมาชกิ ทดี่ ีของเพ่ือนและสังคม

• หลกั ความมีเหตุผล
1. เห็นคุณคา่ ในของคุณสมบตั ิพ้ืนฐานของดนิ
2. กลา้ แสดงความคิดอย่างมเี หตุผล
3. กล้าทกั ทว้ งในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างถูกกาลเทศะ
4. กล้ายอมรับฟังความคดิ เห็นของผอู้ ื่น
5. ใช้วัสดถุ กู ต้องและเหมาะสมกับงาน
6. ไมม่ ีเร่ืองทะเลาะววิ าทกับผู้อ่ืน
7. คิดสิ่งใหม่ ๆ ท่เี กิดประโยชน์ต่อตนเองและสงั คม
8. มีความคิดวิเคราะห์ในการแก้ปัญหาอย่างเปน็ ระบบ

• หลกั ความมีภมู ิคุ้มกนั
1. ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ถูกต้อง พร้อมทั้งกำหนดเนื้อหาได้ครบถ้วนถูกต้องตามชื่อเรื่องคุณสมบัติ
พื้นฐานของดนิ และมีสาระสำคัญสมบูรณ์
2. มีการเตรียมความพร้อมในการเรยี นและการปฏิบัตงิ าน
3. กลา้ ซกั ถามปญั หาหรือข้อสงสัยตา่ งๆ อย่างถูกกาลเทศะ
4. แก้ปัญหาเฉพาะหนา้ ได้ดว้ ยตนเองอยา่ งเป็นเหตุเป็นผล
5. ควบคมุ อารมณ์ของตนเองได้
6. ควบคมุ กริ ิยาอาการในสถานการณ์ต่าง ๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
การตัดสินใจและการดำเนินกจิ กรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงหรือตามปรัชญาของเศรษฐกิจ

พอเพียงนน้ั ต้องอาศัยทั้งความรแู้ ละคุณธรรมเป็นพน้ื ฐานดังน้ี

• เงอ่ื นไขดา้ นความรู้
1. ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิดในการเรียนรู้คุณสมบัติพื้นฐานของดิน (ความสนใจใฝ่รู้ ความรอบรู้
รอบคอบ ระมดั ระวงั )
2. มีความรู้ ความเข้าใจในเรอ่ื งคณุ สมบตั พิ ื้นฐานของดนิ

3. ปฏิบัตงิ านดว้ ยความละเอยี ดรอบคอบ
4. มคี วามรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง

• เงือ่ นไขคุณธรรม
1. ปฏิบัตงิ านทไ่ี ด้รับมอบหมายเสรจ็ ตามกำหนด (ความรบั ผดิ ชอบ)
2. มคี วามเพยี รพยายามและกระตือรือร้นในการเรียนและการปฏิบัติงาน (ความขยัน ความอดทน)
3. ให้ความรว่ มมอื กับการทำกิจกรรมของสว่ นรวม อาสาช่วยเหลอื งานครูและผู้อนื่ (แบง่ ปัน)

11.บนั ทกึ หลงั การสอน

11.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

11.2 ผลการเรียนรขู้ องนกั เรียน ผู้เรยี น
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

11.3 แนวทางการพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชื่อ................................................ครูผู้สอน ลงชอ่ื ...............................................หวั หนา้ แผนกฯ
(..................................................) (.................................................)

วนั ที.่ ........เดอื น.......................พ.ศ. ............. วนั ที่.........เดอื น.......................พ.ศ. .............



ใบความรทู้ ่ี 1 หน่วยท่ี 1
ช่ือวิชา ปฐพีกลศาสตร์
ชอ่ื หนว่ ย คณุ สมบัตพิ น้ื ฐานของดนิ สอนสัปดาห์ที่ 1
ชือ่ เรือ่ ง คุณสมบัตขิ องดินทางกายภาพ จำนวน 4 ชวั่ โมง

หนว่ ยที่ 1
คุณสมบัติพ้ืนฐานของดิน
1.1 คุณสมบัติพน้ื ฐานของดิน
ดินเกิดจากการกดกร่อน ผุพัง และแตกสลายของหินต่างๆ โดยธรรมชาติจะประกอบไปด้วย
กรวด ทราย ทรายเม็ดป่น ดินเหนียว น้า และอากาศหรือก๊าซ โดยมีเม็ดแร่ธาตุตา่ งๆ ที่ตกตะกอน
ทบั ถม กันไมแ่ น่นมารวมกัน แตส่ ามารถแยกให้ออกจากกัน ได้เมด็ ดินส่วนมากมขี นาดเล็กกว่า 300
มิลลิเมตร เชื่อมยึดติดกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคแล้วแต่สถานะของดิน แต่การเชื่อมยึด
ไม่ได้ยึดแน่น เหมือนการยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของหิน วัตถุต้นกำเนิดดินแบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือ อนินทรีย์วัตถุ ได้แก่ หินและแร่ต่างๆ และอินทรียวัตถุ ได้แก่ ซากพืชและสัตว์ที่ย่อย
สลายแล้วในทางวศิ วกรรม จะแบง่ ออกเปน็ สองลักษณะใหญ่ๆ คอื คณุ สมบัตขิ องดนิ โดยท่ัวไป และ
คุณสมบัติของดินทางฟิสิกส์โดยคุณสมบัติท่ัว ไปของดินใช้ในการจำแนกดิน ขนาดคละของดิน
ความข้นเหลว สว่ นคุณสมบตั ทิ างฟิสิกสน์ ้ันได้แก่การเคลื่อนตัวของดนิ ความสามารถในการไหลซึม
นำ้ ผ่านดินด้านกำลังรบั น้ำหนกั และดา้ นการรบั แรงเฉอื นเป็นต้น
1.1.1 ความหมายของดนิ (Soil)
ดิน หมายถึง วัตถุธรรมชาตทิ ี่ปกคลุมผิวโลกอยู่บางๆ เกิดขึ้นจากผลของการแปรสภาพ
หรือผุพังของหินและแรแ่ ละอินทรียวัตถุผสมคลุกเคล้ากัน ดินเป็นตะกอนวัสดุบนเปลือกโลก ได้แก่
บรรยากาศ น้ำ และสิ่งมีชีวิต เราเรียกตะกอนวัสดุเหล่านี้ว่า ดิน ก็ต่อเมื่อมีส่วนประกอบของ
สิ่งมีชีวิต เช่น ซากพืช ซากสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้อง หากเป็นแต่เพียงตะกอนวัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
สง่ิ มีชีวิตก็จะเรยี กว่า เรโกลธิ (Regolith) เช่น ผงตะกอนบนดวงจันทร์ ดินมคี วามสำคัญมากสำหรับ
สิ่งมีชีวิตบนพ้ืนโลก ดินดึงธาตุไนโตรเจนและคาร์บอนจากบรรยากาศมาสร้างธาตุอาหารที่สำคัญ
สำหรบั สิ่งมีชวี ิตในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชวี ิตเองก็ทำให้หินผพุ ังกลายเปน็ ดนิ จะเห็นได้ว่า ดนิ สิง่ มีชีวิต
และส่ิงแวดล้อม มอี ิทธิพลซึง่ กันและกันเป็นอย่างมาก ดังทีแ่ สดงในรูป

แสดงปจั จัยท่มี ีอทิ ธพิ ลต่อดนิ

1.1.2 ส่วนประกอบของดนิ (Soil Phase)
ส่วนประกอบของมวลดิน มี 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือส่วนที่เป็นเม็ดดินหรือของแข็ง

ส่วนที่สองคือส่วนที่เป็นน้ำหรือของเหลวและส่วนที่สามคือส่วนที่เป็นอากาศหรือก๊าซ ซ่ึง
องค์ประกอบทั้งหมดนี้จะมีสัดส่วนมากหรือน้อยเท่าใดต่อมวลดินหนึ่งหน่วยปริมาตร จะเป็นตัว
บอกคุณสมบัตคิ ณุ ภาพในการรับกำลงั ของดนิ น้ันๆ

1. เม็ดดินหรือของแข็ง (Solid) เป็นส่วนที่มีเม็ดดินหรือมวลดิน ที่เกิดจากหินผ่านกระ
บนการทางฟิสิกส์ให้ผุพัง แตกสบาย หรือจากตะกอนที่ทับถมกันมา ซึ่งมีแร่และสารอินทรีย์เป็น
องค์ประกอบ ดังรปู ท่ี 1.2 (ข้อ ก.)

2. น้ำหรือของเหลว (Water) น้ำเป็นส่วนประกอบอีกอย่างของดิน ซึ่งอยู่ในช่องว่าง
ระหว่างเม็ดดนิ ถ้าชอ่ งว่างระหว่างเมด็ ดนิ เตม็ ไปด้วยน้ำเรยี กว่า ดินอิม่ ตัว (Saturated soil) ดังรูป
ที่ 1.2 (ข้อ ข.)

3. อากาศหรอื ก๊าซ (Air) ซงึ่ อยใู่ นช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ถ้าช่องว่างระหว่างเม็ดดินเต็ม
ไปด้วยอากาศเรียกว่า ดินแห้ง (Dry soil) ถา้ ช่องวา่ งเม็ดดนิ เต็มไปด้วยน้ำและอากาศเรียกว่าดินช้ืน
หรือดินเปียก (Unsaturated หรอื Wet soil) ดังรปู ท่ี 1.2 (ข้อ ค.)

ข. นำ้ ในมวลดิน ค. อากาศในมวลดนิ
ก. เม็ดดนิ หรอื มวลดิน

แสดงสว่ นประกอบของเม็ดดิน

1.1.3 ขนาดของเม็ดดนิ (Size of Soil)
ดินจะประกอบด้วยเม็ดดินขนาดต่างๆกัน ขึ้นอยู่กับว่าขนาดของเม็ดดินส่วนใหญ่เป็น

อยา่ งไร การแบง่ แยกขนาดเพอื่ ใช้ในการจำแนกดินออกเปน็ พวกๆ มีหลายมาตรฐานตา่ งกนั ดังแสดง
ในตารางท่ี 1.1 นี้

แสดงการแบ่งขนาดของเมด็ ดิน

ชนดิ ของดิน ขนาดของเม็ดดนิ

หินขนาดใหญ่ (Boulder) ขนาดใหญ่กว่า 300 มม.

หนิ ขนาดกลาง (Cobble) ขนาด 150 มม. – 300 มม.

กรวด (Gravel) ขนาด 2 มม. – 150 มม.

ทราย (Sand) ขนาด 0.06 มม. – 2 มม.

ตะกอนทราย (Silt) ขนาด 0.002 มม. – 0.06 มม.

ดนิ เหนยี ว (Clay) ขนาดเลก็ กวา่ 0.002 มม.

1.1.4 การกระจายตวั ของเม็ดดนิ (Grain Size Distribution)
เม็ดดินจะมีขนาดหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ บางทีก็มีหลายๆ

ขนาดมารวมตัวกัน ท้งั นจี้ ะหาขนาดของเมด็ ดนิ ได้จากการเขียนรูปกราฟแสดงการกระจายของเม็ด
ดินนน้ั ๆ เพอื่ หาความสัมพนั ธ์ระหว่างเม็ดดินกับจำนวนเปอรเ์ ซ็นต์ทผี่ ่านตะแกรงมาตรฐานหรือการ
ตกตะกอนของเมด็ ดนิ

1. ดินที่มีขนาดคละกันดี (Well Graded Soil) เส้นกราฟจะมีแนวโค้งเรียบอย่าง
สมำ่ เสมอจากดา้ นหนึ่งไปด้านหนงึ่ ดงั เสน้ ก. ในรูปที่ 1.3

2. เมด็ ดนิ ที่มขี นาดคละกันไม่ดี (Pooly Graded Soil) แบ่งได้เป็น 2 ชว่ ง คือ
2.1 ดินที่มีขนาดสม่ำเสมอ (Uniform Graded) คือ เม็ดดินจะมีขนาดเดียวกันเป็น

ส่วนใหญ่ดงั กราฟเส้น ข. ในรปู ที่ 1.3
2.2 ดนิ ทมี่ ขี นาดเมด็ ขาดชว่ ง (Gap Graded) คือ ดินที่มีแต่ขนาดใหญแ่ ละขนาดเล็ก

โดยที่ขนาดปานกลางหายไปหรือขาดขนาดไหนขนาดหนึ่งไป เส้นกราฟจะมีลักษณะราบในช่วงที่
ขนาดของเมด็ ดินขาดหายไป ดงั กราฟเส้น ค. ในรูป

แสดงกราฟการกระจายตวั ของเม็ดดนิ
1.1.5 รปู ร่างของเม็ดดนิ

รูปร่างของเม็ดดินมีลักษณะแตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิดของดิน จากสภาวะการ
เปลี่ยนแปลงทางธรรมชาตหิ รือปฏกิ ิริยาทางฟิสิกส์ ทั้งนี้เนื่องจากเมด็ ดินประกอบด้วยแรธ่ าตตุ ่างๆ
รวมตัวกันจึงทำให้มีรูปร่างแตกต่างกันไปและรูปร่างของเม็ดดินจะมีอิทธิพลทำให้คุณสมบัติทาง
ฟิสิกสข์ องดนิ เปลยี่ นไป โดยส่วนใหญร่ ปู ร่างของเมด็ ดินจะมี 3 กลมุ่ ดังนี้

1. รูปร่างเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด (Bulky grains) มลี กั ษณะเปน็ เมด็ กลม กลมมน เหลียม
มนและเหลี่ยมคม ได้แก่ ดินพวกเม็ดหยาบ เช่น กรวด ทราย ดินกลุ่มนี้มีความสามารถในการรับ
น้ำหนักได้มากและมีการยุบตัวน้อย ถ้ารูปร่างเป็นเหลี่ยมจะสามารถบดอัดได้ง่ายด้วย
แรงส่ันสะเทือนและแรงกระแทกดังรูปท่ี 1.4 ก. – จ.

ก. รูปรา่ งเหล่ียม

เหลยี่ มคม เหล่ียมปานกลาง เหล่ยี มน้อย

ข. รูปรา่ งเหลยี่ มมน

เหล่ยี มมน เหลีย่ มมนปานกลาง เหลยี่ มมนนอ้ ย

ค. รูปรา่ งกลมเหล่ยี ม

กลมเหลย่ี ม กลมเหล่ยี มปานกลาง กลมเหลยี่ มนอ้ ย

ง. รูปร่างกลมมน กลมมนปานกลางปานกลาง กลมมนน้อย

กลมมน

จ. รูปรา่ งกลม

กลม กลมปานกลาง กลมน้อย

รูปร่างของเม็ดดนิ แบบเป็นก้อนหรอื เป็นเมด็

2. รูปรา่ งเปน็ แผน่ หรอื เปน็ เกลด็ (Flakey หรือ Plate-like grains) มลี ักษณะเป็นแผ่น
แบนและบาง ดังรูปที่ 1.5 (ก. และ ข.) ดินกลุ่มนี้ ได้แก่ ดินเม็ดละเอียด เช่น ตะกอนทรายและดนิ
เหนียว ซึ่งประกอบด้วยแร่พวก Mega และแร่ดินเหนี่ยวขางชนิด เช่น Kaolinite คุณสมบัติท่ี
สำคัญของดินกลุ่มนี้ คือ สามารถยุบตัวได้ง่ายภายใต้น้ำหนักคงที่ การกดอัดด้วยแรงสั่นสะเทือน
และแรงกระแทกทำใหด้ นิ อัดตวั กนั แน่นไดย้ าก

ก. Mica ข. Kaolinite

แสดงรูปรา่ งของเม็ดดนิ แบบเปน็ แผน่ หรอื เปน็ เกล็ด

3. รปู รา่ งเป็นเส้น (Elongaed หรอื Needle-like Grains) ส่วนมากเป็นรูปร่างของแร่
Halloysite พวกใยหิน ข้เี ถา้ ภูเขาไฟบางชนิดและพวกอินทรีย์สาร เช่น Peat ดงั รปู ท่ี 1.6

แสดงรูปร่างของเม็ดดินแบบเป็นเสน้

1.1.6 โครงสร้างของดิน (Structure of Soil)
โครงสร้างของเม็ดดิน คือ การจัดเรียงตัวตามธรรมชาติ ตามขนาดและรูปร่างของเม็ด

ดินรวมทง้ั แร่ทีป่ ระกอบกันเปน็ เม็ดดนิ เนื่องมาจากแรงดึงดูดทผ่ี วิ ของเมด็ ดนิ และแรงดึงดูดของโลก
ดงั น้ันโครงสรา้ งของดนิ เหลา่ นจ้ี งึ มผี ลต่อคุณสมบัตขิ องดิน สามารถแบ่งออกได้ 4 กลุ่มดงั นี้

1. โครงสร้างดินแบบเม็ดเดี่ยว (Single-Grained Structure) ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้าง
ของพวกทรายหรือตะกอนทรายท่ีมีขนาดใหญ่กว่า 0.02 มิลลเิ มตร ซ่งึ เมือ่ เม็ดดินตกตะกอนทับถม
กันจะเรยี งตัวแบบเปน็ เมด็ ตอ่ เม็ดซ้อนกันอยู่ ดงั รูปท่ี 1.7 โดยธรรมชาตจิ ะอย่ใู นสภาพหลวมเม่ือดิน
ได้รับน้ำหนักกดทับหรือแรงสั่นสะเทือน จะทำให้โครงสร้างของเม็ดดินขยับตัวอยู่ในเรียงชิดติดกนั
จนอยูใ่ นสภาพแน่น ดินประเภทนจ้ี ึงมีการทรุดตัวสูงมากในทันทีทันใดและจะเริ่มทรุดตัวต่อไปน้อย
หรอื ไม่มเี ลยหลงั จากทีไ่ ดร้ ับนำ้ หนักกดทบั หรือแรงส่ันสะเทือนแลว้

แสดงโครงสรา้ งของดินเม็ดเด่ียว

ลักษณะความแตกต่างของอัตราส่วนช่องว่างของโครงสร้างดินขึ้นอยู่กับรูปแบบการ
จัดเรียงตัวกันของเม็ดดิน เช่น การเรียงตัวกันในสภาพหลวมซึง่ จะมีอัตราส่วนของช่องว่างมาก ดัง
รูปท่ี 1.8ก.และการเรียงตวั ในสภาพแน่นจะมอี ัตราสว่ นช่องว่างน้อย ดังรปู ที่ 1.8ข.

ก. เมด็ ดนิ สภาพหลวม ข. เมด็ ดินสภาพแน่น

แสดงลกั ษณะความแตกตา่ งของอัตราสว่ นชอ่ งว่างของเม็ดดนิ

2. โครงสรา้ งแบบรวงผึ้ง (Honeycomb Structure) เปน็ โครงสร้างดินตะกอนทรายท่ี
มีขนาดเล็กกว่า 0.02 มิลลิเมตร เม็ดดินพวกน้ีจะตกตะกอนและเกาะติดกันเปน็ รูปร่างคล้ายรวงผึ้ง
ดังรูป ลักษณะของโครงสร้างนี้จะมีช่องว่างระหว่างเม็ดดินสูงมากและรับน้ำหนักได้จำกัด ถ้า
น้ำหนักที่กระทำต่อมวลมีค่ามากพอที่จะทำลายรูปร่างของโครงสร้างนี้ได้ก็จะทำให้โครงสร้างน้ี
เปลี่ยนแปลงไปเป็นโครงสร้างแบบดินเม็ดเดี่ยวและอัตราส่วนช่องว่างก็จะลดลงไปด้วยทำให้เกิด

การทรุดตัวมากถ้าก่อสร้างอาคารหรือมีน้ำหนักของโครงสร้างอยู่บนชั้น ดินประเภทนี้ก็อาจจะเกิด
การพบิ ัติไดเ้ นือ่ งจากการลดลงของปริมาตรดนิ หรอื จากการทรดุ ตวั

แสดงโครงสร้างแบบรวงผง้ึ
3. โครงสร้างแบบเป็นระเบียบ (Dispersed Structure) เป็นโครงสร้างของดินเหนียว
มีลักษณะเปน็ ผลึกแผน่ บางมีคุณลักษณะที่สามารถดึงดูดน้ำได้ดี ซ่งึ เกดิ จากการตกตะกอนในน้ำจืด
มีคุณสมบัติการยดึ เกาะกันดว้ ยแรงไฟฟ้าเคมี (Electro-Chemical Forces) แรงยึดเกาะนี้ เรียกว่า
แรงเชื่อมแน่นแต่ผลลัพธ์จากประจุไฟฟ้าของเม็ดดินขณะตกตะกอนทับถมกันเกิดจากการจัดเรียง
แบบ Face to Face ไดเ้ ปน็ โครงสรา้ งแบบเป็นระเบยี บ ดังรปู

แสดงโครงสร้างแบบเป็นระเบียบ
4. โครงสร้างแบบระเกะระกะ (Flocculent Structure) เป็นโครงสร้างของดินเหนียว
ที่เกิดจากการตกตะกอนในทะเลและผลลัพธ์จากประจุกไฟฟ้าของเม็ดดินทำให้เม่ื อเม็ดดิน
ตกตะกอนและทับถมกันนั้นจากจัดเรียงตัวแบบ Edge to Face เม็ดดินจะยึดติดกันด้วยแรงดึงดดู
ระหวา่ งผิวที่จุดสมั ผสั ได้เป็นโครงสร้างแบบระเกะระกะ ดงั รปู และโดยทว่ั ไปโครงสร้างแบบนี้จะไม่
มั่นคงและมีช่องว่างระหว่างเม็ดดินมากส่วนการตกตะกอนในน้ำสะอาดจะมีแนวโน้มเ ป็นทั้งสอง
แบบกำ้ ก่ึงกัน

แสดงโครงสรา้ งแบบระเกะระกะ
1.2 ปริมาณความช้ืนในดนิ

1.2.1 ความหมายปริมาณความชื้นในดิน
ดินตามธรรมชาตินั้น องค์ประกอบของมวลดิน มี 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือส่วนที่เปน็

เม็ดดินหรือของแข็ง ส่วนที่สองคือส่วนที่เป็นน้ำหรือของเหลวและส่วนที่สามคือส่วนที่เป็นอากาศ
หรือกา๊ ซ ทงั้ นี้ดนิ ไมจ่ ำเปน็ ต้องมีสว่ นประกอบครบท้ัง 3 ส่วน อาจจะมสี ว่ นประกอบเพียง 2 ส่วนก็
ได้ขน้ึ อยูก่ บั สถานสภาพของมวลดินเปน็ เกณฑ์ ดังแสดงส่วนประกอบของมวลดนิ ดงั รปู

ก.มวลดินประกอบดว้ ย 3 สว่ น ข.มวลดินประกอบด้วย 2 สว่ น
แสดงส่วนประกอบของมวลดิน

ทั้งนี้การหาปริมาณน้ำในดิน หาได้จากการหาอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของน้ำใน
ชอ่ งว่างกบั น้ำหนักของดนิ แห้ง

มวลดินประกอบด้วยส่วนที่เปน็ เม็ดดินหรอื มวลของแข็ง (Solid) ซึงเป็นอนุภาคของแร่
(Mineral Particles) และอินทรีย์สารโดยอนุภาคมรี ูปร่าง 3 มติ ิ มผี ลทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเม็ด
ดิน (Void) ภายในช่องว่างจะบรรจุด้วยมวลของน้ำ (Water) และมวลของอากาศ (Air) ซึ่งจะ
เรียกวา่ ดินช้นื หรือดินเปียก (Wet Soil) บางสภาวะช่องว่างระหว่างเม็ดดนิ อาจมีเฉพาะมวลของน้ำ
เรียกว่า สภาวะอิ่มตัว (Saturation) หรืออาจมีเฉพาะมวลของอากาศจะ เรียกว่า อยู่ในสภาพดิน

แห้ง (Dry Soil) การหาปริมาณความชื้นในมวลดิน (Water Content, w) คือ การหาอัตราส่วน
ระหว่างมวลหรือน้ำหนักของน้ำต่อมวลหรือน้ำหนักของเม็ดดินที่มีอยู่ในมวลดินวิธีการทดสอบหา
ปริมาณความช้ืนในมวลดนิ จะมวี ธิ กี ารทดสอบอยู่หลายวิธีดว้ ยกนั ดังน้ี

• การคำนวณหาปรมิ าณความช้ืนในดินโดยวธิ ีตู้อบธรรมดา (Conventional Oven –
Method)

• การคำนวณหาปริมาณความชื้นในดินโดยวิธีตู้อบไมโครเวฟ (Microwave Oven –
Method)

• การคำนวณหาปริมาณความชื้นในดินโดยใช้แคลเซี่ยมคาไบค์เป็นตัวทำความชื้น
(Calcium Carbide Gas Moisture Tester)

ทั้งนี้การหาปริมาณน้ำในดิน หาได้จากการหาอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของน้ำใน
ชอ่ งวา่ งกบั น้ำหนกั ของดนิ แหง้

1.2.2 วิธีการหาปรมิ าณความชื้นในดนิ

ข้นั ตอนการทดสอบ

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบสภาพตัวอย่างดิน เลือกตัวอย่างดินที่เป็นตัวแทนดินในกองหรือคัด

จากตัวอยา่ งดนิ คงสภาพ เตรยี มตัวอยา่ งดินที่จะหาปริมาณนำ้ ในดนิ จำนวน 100 กรมั โดยพิจารณา

เลือกจากตาราง เป็นตวั แทนของดินที่จะหาปรมิ าณนำ้ ในดนิ

แสดงขนาดน้ำหนักตวั อยา่ งทดสอบหาความชนื้ (ASTM D – 2216)

ขนาดเม็ดดนิ ทค่ี า้ งตะแกรงมากกว่า 10% ขนาดตัวอย่างชน้ื ท่ีแนะนำ (ต่ำสดุ )

ของตัวอยา่ ง กรัม

2.0 มม. (เบอร์ 10) 100 – 200

4.75 มม. (เบอร์ 4) 300 – 500

19.0 มม. (เบอร์ 3/2) 500 – 1,000

38.0 มม. (เบอร์ 1 ½) 1,500 – 3,000

76.0 มม. (เบอร์ 3) 5,000 – 10,000

ข้ันตอนที่ 2 ทำความสะอาดและเช็ดกระป๋องตวั อย่างดนิ พร้อมฝาปิดให้แห้งแลว้ นำกระป๋อง
เก็บตวั อยา่ งดินพร้อมฝาปิดไปชงั่ นำ้ หนกั บนั ทึกผลน้ำหนกั กระป๋องทไี่ ด้

ขั้นตอนที่ 3 เลือกตัวอย่างดินที่จะทำการทดลองอย่างน้อย 3 - 5 ตัวอย่าง บรรจุลงใน
กระป๋องเก็บตัวอย่างแล้วปิดฝาทันที นำไปชั่งน้ำหนัก (ควรให้น้ำหนักของแต่ละตัวอย่างมีความ
ใกล้เคียงกันและไม่ควรน้อยกวา่ 100 กรมั ) บนั ทกึ น้ำหนกั กระป๋องกับน้ำหนักดินเปียกท่ีได้ ถ้าเป็น

ตัวอย่างดินเหนียวที่เป็นก้อน ใช้มีดหั่นเป็นชิ้นบางๆ เพื่อให้แห้งง่าย ถ้าเป็นกระป๋องที่มีฝาปิดหลงั
บรรจตุ วั อยา่ งเสรจ็ ปดิ ฝาไว้

ขั้นตอนที่ 4 นำกระป๋องเก็บตัวอย่างดินเข้าตู้อบ โดยนำฝากระป๋องวางไว้ใต้กระป๋องก่อน
และใช้อุณหภูมิในการอบที่ 105 ± 5 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 16 ชั่วโมงหรือจนกระทั่งน้ำหนัก
ของดินไม่เปลี่ยนแปลง (ถ้าเป็นกระป๋องตัวอย่างที่มีฝาปดิ เปิดฝาออกสอดฝาไว้ที่ก้นกระป๋อง การ
ทดลองที่มีกระป๋องตัวอย่างหลายๆ กระป๋อง ควรหาภาชนะใส่กระป๋องรวมกัน เพื่อสะดวกในการ
ค้นหาตัวอย่างทแี่ หง้ แลว้ )

ขั้นตอนที่ 5 นำกระป๋องเก็บตัวอย่างดินออกจากตู้อบ เอากระป๋องตัวอย่างไปใส่ไว้ในอ่าง
แกว้ ดูดความช้ืน(ถ้าม)ี แลว้ นำฝากระป๋องมาปิดไว้ โดยทง้ิ ไว้ให้กระป๋องเยน็ กอ่ น (สามารถจบั ได้ด้วย
มือเปลา่ ) จงึ นำมาชงั่ นำ้ หนกั บนั ทกึ ผลน้ำหนกั กระปอ๋ งกบั นำ้ หนกั ดนิ ท่แี ห้งได้

ขั้นตอนที่ 6 นำค่าที่ได้จากการชั่งดินก่อนเข้าเตาอบและหลังจากออกจากเตาอบ ไป
คำนวณหาคา่ ปรมิ าณนำ้ ในดิน

ขน้ั ตอนท่ี 7 การชัง่ ให้ใชเ้ ครื่องชัง่ เครอื่ งเดมิ ตลอดการทดสอบนี้

ใบงานท่ี 1 หนว่ ยท่ี 1
ช่อื วิชา ปฐพีกลศาสตร์
ช่ือหนว่ ย คุณสมบัติพ้ืนฐานของดนิ สอนสปั ดาห์ท่ี 1
ชือ่ เร่ือง การทดสอบหาปริมาณความช้ืนในดนิ จำนวน 4 ชวั่ โมง

การทดสอบท่ี 1
การทดสอบหาปรมิ าณความชื้นในดนิ

จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1.3.1 เตรยี มวัสดอุ ุปกรณ์ท่ใี ช้ในการหาปรมิ าณความชน้ื ในดนิ
1.3.2 ทดสอบหาปรมิ าณน้ำในดนิ
1.3.3 บนั ทึก คำนวณ และสรปุ ผลการทดสอบหาปริมาณความชืน้ ในดิน

ขอบขา่ ยการทดสอบหาค่าปรมิ าณความช้ืนในดิน
เพื่อหาค่าปริมาณน้ำที่อยู่ในช่องว่างตามธรรมชาติในมวลดินโดยวิธีตู้อบธรรมดา หากดินมี

ความช้ืนมาก ค่าปรมิ าณน้ำในดนิ ก็จะสูง

มาตรฐานทีใ่ ชใ้ นการทดสอบ
ASTM D 2216 – 98 Test Method for Laboratory Determination of Water (moisture)

Content of Soil and Rock by Mass

1.3.1 วัสดุอปุ กรณ์ท่ใี ช้ในการหาปรมิ าณความช้นื ในดิน
เครื่องมอื อปุ กรณ์
1. เครอ่ื งช่งั ชนิดอา่ นได้ละเอยี ด 0.01 กรัม
2. กระป๋องเก็บตวั อยา่ งดิน
3. ถุงมือกันรอ้ น

วสั ดทุ ใี่ ช้ในการทดสอบ
ดนิ ชืน้ ตามธรรมชาติ ประมาณ 100 กรัม

ขัน้ ตอนการทดสอบ

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบสภาพตัวอย่างดิน เลือกตัวอย่างดินที่เป็นตัวแทนดินในกองหรือ

คัดจากตัวอย่างดินคงสภาพ เตรียมตัวอย่างดินที่จะหาปริมาณน้ำในดินจำนวน 100 กรัม โดย

พิจารณาเลอื กจากตาราง เปน็ ตัวแทนของดินทีจ่ ะหาปรมิ าณนำ้ ในดิน

แสดงขนาดนำ้ หนักตัวอยา่ งทดสอบหาความชนื้ (ASTM D – 2216)

ขนาดเมด็ ดนิ ทีค่ า้ งตะแกรงมากกว่า 10% ขนาดตวั อยา่ งชน้ื ที่แนะนำ (ต่ำสดุ )

ของตัวอยา่ ง กรัม

2.0 มม. (เบอร์ 10) 100 – 200

4.75 มม. (เบอร์ 4) 300 – 500

19.0 มม. (เบอร์ 3/2) 500 – 1,000

38.0 มม. (เบอร์ 1 ½) 1,500 – 3,000

76.0 มม. (เบอร์ 3) 5,000 – 10,000

ขั้นตอนที่ 2 ทำความสะอาดและเช็ดกระป๋องตัวอย่างดินพร้อมฝาปิดให้แห้งแล้วนำ
กระปอ๋ งเกบ็ ตวั อย่างดนิ พร้อมฝาปดิ ไปช่งั น้ำหนกั บนั ทึกผลน้ำหนักกระปอ๋ งที่ได้

ขั้นตอนที่ 3 เลือกตัวอย่างดินที่จะทำการทดลองอย่างน้อย 3 - 5 ตัวอย่าง บรรจุลงใน
กระป๋องเก็บตัวอย่างแล้วปิดฝาทันที นำไปชั่งน้ำหนัก (ควรให้น้ำหนักของแต่ละตัวอย่างมีความ
ใกล้เคียงกันและไม่ควรน้อยกว่า 100 กรัม) บนั ทึกน้ำหนกั กระป๋องกับน้ำหนักดนิ เปียกท่ีได้ ถ้าเป็น
ตัวอย่างดินเหนียวที่เป็นก้อน ใช้มีดหั่นเป็นชิน้ บางๆ เพื่อให้แห้งง่าย ถ้าเป็นกระป๋องที่มีฝาปิดหลงั
บรรจุตวั อยา่ งเสร็จปิดฝาไว้

ขัน้ ตอนท่ี 4 นำกระป๋องเก็บตวั อยา่ งดนิ เข้าตอู้ บ โดยนำฝากระป๋องวางไว้ใตก้ ระป๋องก่อน
และใช้อุณหภูมิในการอบที่ 105 ± 5 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 16 ชั่วโมงหรือจนกระทั่งน้ำหนัก
ของดินไม่เปลี่ยนแปลง (ถ้าเป็นกระป๋องตัวอย่างที่มีฝาปิด เปิดฝาออกสอดฝาไว้ที่ก้นกระป๋อง การ
ทดลองที่มีกระป๋องตัวอย่างหลายๆ กระป๋อง ควรหาภาชนะใส่กระป๋องรวมกัน เพื่อสะดวกในการ
ค้นหาตวั อย่างทแ่ี ห้งแลว้ )

ขน้ั ตอนท่ี 5 นำกระป๋องเก็บตวั อย่างดนิ ออกจากตู้อบ เอากระป๋องตวั อย่างไปใส่ไว้ในอ่าง
แกว้ ดูดความช้นื (ถา้ มี) แล้วนำฝากระปอ๋ งมาปิดไว้ โดยทิง้ ไว้ใหก้ ระป๋องเย็นก่อน (สามารถจบั ไดด้ ้วย
มือเปล่า) จงึ นำมาชงั่ นำ้ หนัก บนั ทึกผลน้ำหนกั กระปอ๋ งกับน้ำหนกั ดินทแ่ี ห้งได้

ขั้นตอนที่ 6 นำค่าที่ได้จากการชั่งดินก่อนเข้าเตาอบและหลังจากออกจากเตาอบ ไป
คำนวณหาคา่ ปรมิ าณนำ้ ในดิน

ขัน้ ตอนที่ 7 การชง่ั ให้ใชเ้ คร่อื งชัง่ เครื่องเดมิ ตลอดการทดสอบนี้

ขอ้ ควรระวัง
1. ต้องแน่ใจว่าระยะเวลาในการอบดินเพียงพอต่อการทำให้ดินแห้ง เพราะถ้าหาก
ระยะเวลาไม่เพยี งพอจะทำให้คา่ ปราณความช้ืนต่ำกวา่ ความเป็นจรงิ
2. ต้องระวงั เรอ่ื งการใช้เคร่ืองชัง่ ควรใชเ้ ครอ่ื งเดมิ ทั้งก่อนและหลังการนำดนิ เข้าเตาอบ
3. ต้องตรวจสอบอุณหภูมิให้อยู่ระหวา่ ง 105 ± 5 องศาเซลเซียส ถา้ อุณหภมู ิสงู กว่านีจ้ ะ
ทำใหค้ ่าปริมาณความชนื้ สูงกวา่ ความเป็นจริง

การรายงาน
ให้รายงานหาค่าความชื้นในดินเฉลี่ยอย่างน้อย 4 ตัวอย่าง เพื่อเฉลี่ยหาค่าความชื้นของ
ดนิ
การคำนวณทไี่ ดจ้ ากผลการทดสอบ
1. น้ำหนกั ของน้ำ ( )

= 1 − 2

เมอ่ื 1 = นำ้ หนกั กระป๋อง + ดินชื้น
2 = น้ำหนกั กระป๋อง + ดนิ แหง้

2. น้ำหนกั ของดนิ แห้ง ( )

= 1 −
เมอ่ื 1 = นำ้ หนกั กระปอ๋ ง + ดินชืน้

= น้ำหนักกระปอ๋ ง
3. เปอร์เซ็นตป์ ริมาณน้ำในดนิ (Water Content, )

= × 100

เมื่อ ω = ปริมาณนำ้ ในดินมีหนว่ ยเปน็ เปอร์เซ็นต์

= น้ำหนักของน้ำมหี น่วยเป็นกรัม
= น้ำหนกั ของดนิ แห้งมีหน่วยเปน็ กรมั

1.3.2 การทดสอบหาปริมาณนำ้ ในดนิ

ตารางบันทึกข้อมูลทไ่ี ด้จากการทดลองหาปริมาณนำ้ ในดนิ

ปรมิ าณนำ้ ในดนิ (WATER CONTENT DETERMINATION)

ตวั อย่างที่ 1 23 4

กระป๋องอบดินหมายเลข

นำ้ หนกั กระปอ๋ ง + ดินช้นื

(กรมั )

นำ้ หนักกระป๋อง + ดินแห้ง

(กรัม)

น้ำหนักของนำ้

(กรัม)

นำ้ หนักของกระปอ๋ ง

(กรัม)

นำ้ หนกั ของดนิ แห้ง

(กรัม)

ปริมาณของนำ้ ในดิน

(%)

คา่ เฉลีย่ ปริมาณของนำ้ ในดิน

(%)

1.3.3 การบันทกึ คำนวณ และสรุปผลการทดสอบหาปริมาณความช้ืนในดิน
ตวั อยา่ งการคำนวณ

............................................................................................................................. ...................
................................................................................................................ ...........................................
............................................................................................................................. ..............................
...........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................
................................................................................................................................. ..........................
......................................................................................................... ..................................................
............................................................................................................................. ..............................
...........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................
............................................................................................................................. ..............................
................................................................................................ ...........................................................
............................................................................................................................. ..............................

สรุปและอภิปรายผลการทดสอบ

............................................................................................................................. ......................
.................................................................................... .......................................................................
............................................................................................................................. ..............................
...........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................
............................................................................................................................. ..............................
...........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..............................
.................................................................................................................................................... .......
........................................................................................................................... ................................
............................................................................................................................. ..............................
...........................................................................................................................................................



ใบความรทู้ ่ี 1 หน่วยท่ี 1
ช่ือวิชา ปฐพีกลศาสตร์
ชอ่ื หนว่ ย คณุ สมบัตพิ น้ื ฐานของดนิ สอนสัปดาห์ที่ 1
ชือ่ เรือ่ ง คุณสมบัตขิ องดินทางกายภาพ จำนวน 4 ชวั่ โมง

หนว่ ยที่ 1
คุณสมบัติพ้ืนฐานของดิน
1.1 คุณสมบัติพน้ื ฐานของดิน
ดินเกิดจากการกดกร่อน ผุพัง และแตกสลายของหินต่างๆ โดยธรรมชาติจะประกอบไปด้วย
กรวด ทราย ทรายเม็ดป่น ดินเหนียว น้า และอากาศหรือก๊าซ โดยมีเม็ดแร่ธาตุตา่ งๆ ที่ตกตะกอน
ทบั ถม กันไมแ่ น่นมารวมกัน แตส่ ามารถแยกให้ออกจากกัน ได้เมด็ ดินส่วนมากมขี นาดเล็กกว่า 300
มิลลิเมตร เชื่อมยึดติดกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคแล้วแต่สถานะของดิน แต่การเชื่อมยึด
ไม่ได้ยึดแน่น เหมือนการยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของหิน วัตถุต้นกำเนิดดินแบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือ อนินทรีย์วัตถุ ได้แก่ หินและแร่ต่างๆ และอินทรียวัตถุ ได้แก่ ซากพืชและสัตว์ที่ย่อย
สลายแล้วในทางวศิ วกรรม จะแบง่ ออกเปน็ สองลักษณะใหญ่ๆ คอื คณุ สมบัตขิ องดนิ โดยท่ัวไป และ
คุณสมบัติของดินทางฟิสิกส์โดยคุณสมบัติท่ัว ไปของดินใช้ในการจำแนกดิน ขนาดคละของดิน
ความข้นเหลว สว่ นคุณสมบตั ทิ างฟิสิกสน์ ้ันได้แก่การเคลื่อนตัวของดนิ ความสามารถในการไหลซึม
นำ้ ผ่านดินด้านกำลังรบั น้ำหนกั และดา้ นการรบั แรงเฉอื นเป็นต้น
1.1.1 ความหมายของดนิ (Soil)
ดิน หมายถึง วัตถุธรรมชาตทิ ี่ปกคลุมผิวโลกอยู่บางๆ เกิดขึ้นจากผลของการแปรสภาพ
หรือผุพังของหินและแรแ่ ละอินทรียวัตถุผสมคลุกเคล้ากัน ดินเป็นตะกอนวัสดุบนเปลือกโลก ได้แก่
บรรยากาศ น้ำ และสิ่งมีชีวิต เราเรียกตะกอนวัสดุเหล่านี้ว่า ดิน ก็ต่อเมื่อมีส่วนประกอบของ
สิ่งมีชีวิต เช่น ซากพืช ซากสัตว์เข้ามาเกี่ยวข้อง หากเป็นแต่เพียงตะกอนวัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
สง่ิ มีชีวิตก็จะเรยี กว่า เรโกลธิ (Regolith) เช่น ผงตะกอนบนดวงจันทร์ ดินมคี วามสำคัญมากสำหรับ
สิ่งมีชีวิตบนพ้ืนโลก ดินดึงธาตุไนโตรเจนและคาร์บอนจากบรรยากาศมาสร้างธาตุอาหารที่สำคัญ
สำหรบั สิ่งมีชวี ิตในเวลาเดียวกัน สิ่งมีชวี ิตเองก็ทำให้หินผพุ ังกลายเปน็ ดนิ จะเห็นได้ว่า ดนิ สิง่ มีชีวิต
และส่ิงแวดล้อม มอี ิทธิพลซึง่ กันและกันเป็นอย่างมาก ดังทีแ่ สดงในรูป

แสดงปจั จัยท่มี ีอทิ ธพิ ลต่อดนิ

1.1.2 ส่วนประกอบของดนิ (Soil Phase)
ส่วนประกอบของมวลดิน มี 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือส่วนที่เป็นเม็ดดินหรือของแข็ง

ส่วนที่สองคือส่วนที่เป็นน้ำหรือของเหลวและส่วนที่สามคือส่วนที่เป็นอากาศหรือก๊าซ ซ่ึง
องค์ประกอบทั้งหมดนี้จะมีสัดส่วนมากหรือน้อยเท่าใดต่อมวลดินหนึ่งหน่วยปริมาตร จะเป็นตัว
บอกคุณสมบัตคิ ณุ ภาพในการรับกำลงั ของดนิ น้ันๆ

1. เม็ดดินหรือของแข็ง (Solid) เป็นส่วนที่มีเม็ดดินหรือมวลดิน ที่เกิดจากหินผ่านกระ
บนการทางฟิสิกส์ให้ผุพัง แตกสบาย หรือจากตะกอนที่ทับถมกันมา ซึ่งมีแร่และสารอินทรีย์เป็น
องค์ประกอบ ดังรปู ท่ี 1.2 (ข้อ ก.)

2. น้ำหรือของเหลว (Water) น้ำเป็นส่วนประกอบอีกอย่างของดิน ซึ่งอยู่ในช่องว่าง
ระหว่างเม็ดดนิ ถ้าชอ่ งว่างระหว่างเมด็ ดนิ เตม็ ไปด้วยน้ำเรยี กว่า ดินอิม่ ตัว (Saturated soil) ดังรูป
ที่ 1.2 (ข้อ ข.)

3. อากาศหรอื ก๊าซ (Air) ซงึ่ อยใู่ นช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ถ้าช่องว่างระหว่างเม็ดดินเต็ม
ไปด้วยอากาศเรียกว่า ดินแห้ง (Dry soil) ถา้ ช่องวา่ งเม็ดดนิ เต็มไปด้วยน้ำและอากาศเรียกว่าดินช้ืน
หรือดินเปียก (Unsaturated หรอื Wet soil) ดังรปู ท่ี 1.2 (ข้อ ค.)

ข. นำ้ ในมวลดิน ค. อากาศในมวลดนิ
ก. เม็ดดนิ หรอื มวลดิน

แสดงสว่ นประกอบของเม็ดดิน

1.1.3 ขนาดของเม็ดดนิ (Size of Soil)
ดินจะประกอบด้วยเม็ดดินขนาดต่างๆกัน ขึ้นอยู่กับว่าขนาดของเม็ดดินส่วนใหญ่เป็น

อยา่ งไร การแบง่ แยกขนาดเพอื่ ใช้ในการจำแนกดินออกเปน็ พวกๆ มีหลายมาตรฐานตา่ งกนั ดังแสดง
ในตารางท่ี 1.1 นี้

แสดงการแบ่งขนาดของเมด็ ดิน

ชนดิ ของดิน ขนาดของเม็ดดนิ

หินขนาดใหญ่ (Boulder) ขนาดใหญ่กว่า 300 มม.

หนิ ขนาดกลาง (Cobble) ขนาด 150 มม. – 300 มม.

กรวด (Gravel) ขนาด 2 มม. – 150 มม.

ทราย (Sand) ขนาด 0.06 มม. – 2 มม.

ตะกอนทราย (Silt) ขนาด 0.002 มม. – 0.06 มม.

ดนิ เหนยี ว (Clay) ขนาดเลก็ กวา่ 0.002 มม.

1.1.4 การกระจายตวั ของเม็ดดนิ (Grain Size Distribution)
เม็ดดินจะมีขนาดหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ บางทีก็มีหลายๆ

ขนาดมารวมตัวกัน ท้งั นจี้ ะหาขนาดของเมด็ ดนิ ได้จากการเขียนรูปกราฟแสดงการกระจายของเม็ด
ดินนน้ั ๆ เพอื่ หาความสัมพนั ธ์ระหว่างเม็ดดินกับจำนวนเปอรเ์ ซ็นต์ทผี่ ่านตะแกรงมาตรฐานหรือการ
ตกตะกอนของเมด็ ดนิ

1. ดินที่มีขนาดคละกันดี (Well Graded Soil) เส้นกราฟจะมีแนวโค้งเรียบอย่าง
สมำ่ เสมอจากดา้ นหนึ่งไปด้านหนงึ่ ดงั เสน้ ก. ในรูปที่ 1.3

2. เมด็ ดนิ ที่มขี นาดคละกันไม่ดี (Pooly Graded Soil) แบ่งได้เป็น 2 ชว่ ง คือ
2.1 ดินที่มีขนาดสม่ำเสมอ (Uniform Graded) คือ เม็ดดินจะมีขนาดเดียวกันเป็น

ส่วนใหญ่ดงั กราฟเส้น ข. ในรปู ที่ 1.3
2.2 ดนิ ทมี่ ขี นาดเมด็ ขาดชว่ ง (Gap Graded) คือ ดินที่มีแต่ขนาดใหญแ่ ละขนาดเล็ก

โดยที่ขนาดปานกลางหายไปหรือขาดขนาดไหนขนาดหนึ่งไป เส้นกราฟจะมีลักษณะราบในช่วงที่
ขนาดของเมด็ ดินขาดหายไป ดงั กราฟเส้น ค. ในรูป

แสดงกราฟการกระจายตวั ของเม็ดดนิ
1.1.5 รปู ร่างของเม็ดดนิ

รูปร่างของเม็ดดินมีลักษณะแตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิดของดิน จากสภาวะการ
เปลี่ยนแปลงทางธรรมชาตหิ รือปฏกิ ิริยาทางฟิสิกส์ ทั้งนี้เนื่องจากเมด็ ดินประกอบด้วยแรธ่ าตตุ ่างๆ
รวมตัวกันจึงทำให้มีรูปร่างแตกต่างกันไปและรูปร่างของเม็ดดินจะมีอิทธิพลทำให้คุณสมบัติทาง
ฟิสิกสข์ องดนิ เปลยี่ นไป โดยส่วนใหญร่ ปู ร่างของเมด็ ดินจะมี 3 กลมุ่ ดังนี้

1. รูปร่างเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด (Bulky grains) มลี กั ษณะเปน็ เมด็ กลม กลมมน เหลียม
มนและเหลี่ยมคม ได้แก่ ดินพวกเม็ดหยาบ เช่น กรวด ทราย ดินกลุ่มนี้มีความสามารถในการรับ
น้ำหนักได้มากและมีการยุบตัวน้อย ถ้ารูปร่างเป็นเหลี่ยมจะสามารถบดอัดได้ง่ายด้วย
แรงส่ันสะเทือนและแรงกระแทกดังรูปท่ี 1.4 ก. – จ.

ก. รูปรา่ งเหล่ียม

เหลยี่ มคม เหล่ียมปานกลาง เหล่ยี มน้อย

ข. รูปรา่ งเหลยี่ มมน

เหล่ยี มมน เหลีย่ มมนปานกลาง เหลยี่ มมนนอ้ ย

ค. รูปรา่ งกลมเหล่ยี ม

กลมเหลย่ี ม กลมเหล่ยี มปานกลาง กลมเหลยี่ มนอ้ ย

ง. รูปร่างกลมมน กลมมนปานกลางปานกลาง กลมมนน้อย

กลมมน

จ. รูปรา่ งกลม

กลม กลมปานกลาง กลมน้อย

รูปร่างของเม็ดดนิ แบบเป็นก้อนหรอื เป็นเมด็

2. รูปรา่ งเปน็ แผน่ หรอื เปน็ เกลด็ (Flakey หรือ Plate-like grains) มลี ักษณะเป็นแผ่น
แบนและบาง ดังรูปที่ 1.5 (ก. และ ข.) ดินกลุ่มนี้ ได้แก่ ดินเม็ดละเอียด เช่น ตะกอนทรายและดนิ
เหนียว ซึ่งประกอบด้วยแร่พวก Mega และแร่ดินเหนี่ยวขางชนิด เช่น Kaolinite คุณสมบัติท่ี
สำคัญของดินกลุ่มนี้ คือ สามารถยุบตัวได้ง่ายภายใต้น้ำหนักคงที่ การกดอัดด้วยแรงสั่นสะเทือน
และแรงกระแทกทำใหด้ นิ อัดตวั กนั แน่นไดย้ าก

ก. Mica ข. Kaolinite

แสดงรูปรา่ งของเม็ดดนิ แบบเปน็ แผน่ หรอื เปน็ เกล็ด

3. รปู รา่ งเป็นเส้น (Elongaed หรอื Needle-like Grains) ส่วนมากเป็นรูปร่างของแร่
Halloysite พวกใยหิน ข้เี ถา้ ภูเขาไฟบางชนิดและพวกอินทรีย์สาร เช่น Peat ดงั รปู ท่ี 1.6

แสดงรูปร่างของเม็ดดินแบบเป็นเสน้

1.1.6 โครงสร้างของดิน (Structure of Soil)
โครงสร้างของเม็ดดิน คือ การจัดเรียงตัวตามธรรมชาติ ตามขนาดและรูปร่างของเม็ด

ดินรวมทง้ั แร่ทีป่ ระกอบกันเปน็ เม็ดดนิ เนื่องมาจากแรงดึงดูดทผ่ี วิ ของเมด็ ดนิ และแรงดึงดูดของโลก
ดงั น้ันโครงสรา้ งของดนิ เหลา่ นจ้ี งึ มผี ลต่อคุณสมบัตขิ องดิน สามารถแบ่งออกได้ 4 กลุ่มดงั นี้

1. โครงสร้างดินแบบเม็ดเดี่ยว (Single-Grained Structure) ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้าง
ของพวกทรายหรือตะกอนทรายท่ีมีขนาดใหญ่กว่า 0.02 มิลลเิ มตร ซ่งึ เมือ่ เม็ดดินตกตะกอนทับถม
กันจะเรยี งตัวแบบเปน็ เมด็ ตอ่ เม็ดซ้อนกันอยู่ ดงั รูปท่ี 1.7 โดยธรรมชาตจิ ะอย่ใู นสภาพหลวมเม่ือดิน
ได้รับน้ำหนักกดทับหรือแรงสั่นสะเทือน จะทำให้โครงสร้างของเม็ดดินขยับตัวอยู่ในเรียงชิดติดกนั
จนอยูใ่ นสภาพแน่น ดินประเภทนจ้ี ึงมีการทรุดตัวสูงมากในทันทีทันใดและจะเริ่มทรุดตัวต่อไปน้อย
หรอื ไม่มเี ลยหลงั จากทีไ่ ดร้ ับนำ้ หนักกดทบั หรือแรงส่ันสะเทือนแลว้

แสดงโครงสรา้ งของดินเม็ดเด่ียว

ลักษณะความแตกต่างของอัตราส่วนช่องว่างของโครงสร้างดินขึ้นอยู่กับรูปแบบการ
จัดเรียงตัวกันของเม็ดดิน เช่น การเรียงตัวกันในสภาพหลวมซึง่ จะมีอัตราส่วนของช่องว่างมาก ดัง
รูปท่ี 1.8ก.และการเรียงตวั ในสภาพแน่นจะมอี ัตราสว่ นช่องว่างน้อย ดังรปู ที่ 1.8ข.

ก. เมด็ ดนิ สภาพหลวม ข. เมด็ ดินสภาพแน่น

แสดงลกั ษณะความแตกตา่ งของอัตราสว่ นชอ่ งว่างของเม็ดดนิ

2. โครงสรา้ งแบบรวงผึ้ง (Honeycomb Structure) เปน็ โครงสร้างดินตะกอนทรายท่ี
มีขนาดเล็กกว่า 0.02 มิลลิเมตร เม็ดดินพวกน้ีจะตกตะกอนและเกาะติดกันเปน็ รูปร่างคล้ายรวงผึ้ง
ดังรูป ลักษณะของโครงสร้างนี้จะมีช่องว่างระหว่างเม็ดดินสูงมากและรับน้ำหนักได้จำกัด ถ้า
น้ำหนักที่กระทำต่อมวลมีค่ามากพอที่จะทำลายรูปร่างของโครงสร้างนี้ได้ก็จะทำให้โครงสร้างน้ี
เปลี่ยนแปลงไปเป็นโครงสร้างแบบดินเม็ดเดี่ยวและอัตราส่วนช่องว่างก็จะลดลงไปด้วยทำให้เกิด

การทรุดตัวมากถ้าก่อสร้างอาคารหรือมีน้ำหนักของโครงสร้างอยู่บนชั้น ดินประเภทนี้ก็อาจจะเกิด
การพบิ ัติไดเ้ นือ่ งจากการลดลงของปริมาตรดนิ หรอื จากการทรดุ ตวั

แสดงโครงสร้างแบบรวงผง้ึ
3. โครงสร้างแบบเป็นระเบียบ (Dispersed Structure) เป็นโครงสร้างของดินเหนียว
มีลักษณะเปน็ ผลึกแผน่ บางมีคุณลักษณะที่สามารถดึงดูดน้ำได้ดี ซ่งึ เกดิ จากการตกตะกอนในน้ำจืด
มีคุณสมบัติการยดึ เกาะกันดว้ ยแรงไฟฟ้าเคมี (Electro-Chemical Forces) แรงยึดเกาะนี้ เรียกว่า
แรงเชื่อมแน่นแต่ผลลัพธ์จากประจุไฟฟ้าของเม็ดดินขณะตกตะกอนทับถมกันเกิดจากการจัดเรียง
แบบ Face to Face ไดเ้ ปน็ โครงสรา้ งแบบเป็นระเบยี บ ดังรปู

แสดงโครงสร้างแบบเป็นระเบียบ
4. โครงสร้างแบบระเกะระกะ (Flocculent Structure) เป็นโครงสร้างของดินเหนียว
ที่เกิดจากการตกตะกอนในทะเลและผลลัพธ์จากประจุกไฟฟ้าของเม็ดดินทำให้เม่ื อเม็ดดิน
ตกตะกอนและทับถมกันนั้นจากจัดเรียงตัวแบบ Edge to Face เม็ดดินจะยึดติดกันด้วยแรงดึงดดู
ระหวา่ งผิวที่จุดสมั ผสั ได้เป็นโครงสร้างแบบระเกะระกะ ดงั รปู และโดยทว่ั ไปโครงสร้างแบบนี้จะไม่
มั่นคงและมีช่องว่างระหว่างเม็ดดินมากส่วนการตกตะกอนในน้ำสะอาดจะมีแนวโน้มเ ป็นทั้งสอง
แบบกำ้ ก่ึงกัน

แสดงโครงสรา้ งแบบระเกะระกะ
1.2 ปริมาณความช้ืนในดนิ

1.2.1 ความหมายปริมาณความชื้นในดิน
ดินตามธรรมชาตินั้น องค์ประกอบของมวลดิน มี 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือส่วนที่เปน็

เม็ดดินหรือของแข็ง ส่วนที่สองคือส่วนที่เป็นน้ำหรือของเหลวและส่วนที่สามคือส่วนที่เป็นอากาศ
หรือกา๊ ซ ทงั้ นี้ดนิ ไมจ่ ำเปน็ ต้องมีสว่ นประกอบครบท้ัง 3 ส่วน อาจจะมสี ว่ นประกอบเพียง 2 ส่วนก็
ได้ขน้ึ อยูก่ บั สถานสภาพของมวลดินเปน็ เกณฑ์ ดังแสดงส่วนประกอบของมวลดนิ ดงั รปู

ก.มวลดินประกอบดว้ ย 3 สว่ น ข.มวลดินประกอบด้วย 2 สว่ น
แสดงส่วนประกอบของมวลดิน

ทั้งนี้การหาปริมาณน้ำในดิน หาได้จากการหาอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของน้ำใน
ชอ่ งว่างกบั น้ำหนักของดนิ แห้ง

มวลดินประกอบด้วยส่วนที่เปน็ เม็ดดินหรอื มวลของแข็ง (Solid) ซึงเป็นอนุภาคของแร่
(Mineral Particles) และอินทรีย์สารโดยอนุภาคมรี ูปร่าง 3 มติ ิ มผี ลทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเม็ด
ดิน (Void) ภายในช่องว่างจะบรรจุด้วยมวลของน้ำ (Water) และมวลของอากาศ (Air) ซึ่งจะ
เรียกวา่ ดินช้นื หรือดินเปียก (Wet Soil) บางสภาวะช่องว่างระหว่างเม็ดดนิ อาจมีเฉพาะมวลของน้ำ
เรียกว่า สภาวะอิ่มตัว (Saturation) หรืออาจมีเฉพาะมวลของอากาศจะ เรียกว่า อยู่ในสภาพดิน

แห้ง (Dry Soil) การหาปริมาณความชื้นในมวลดิน (Water Content, w) คือ การหาอัตราส่วน
ระหว่างมวลหรือน้ำหนักของน้ำต่อมวลหรือน้ำหนักของเม็ดดินที่มีอยู่ในมวลดินวิธีการทดสอบหา
ปริมาณความช้ืนในมวลดนิ จะมวี ธิ กี ารทดสอบอยู่หลายวิธีดว้ ยกนั ดังน้ี

• การคำนวณหาปรมิ าณความช้ืนในดินโดยวธิ ีตู้อบธรรมดา (Conventional Oven –
Method)

• การคำนวณหาปริมาณความชื้นในดินโดยวิธีตู้อบไมโครเวฟ (Microwave Oven –
Method)

• การคำนวณหาปริมาณความชื้นในดินโดยใช้แคลเซี่ยมคาไบค์เป็นตัวทำความชื้น
(Calcium Carbide Gas Moisture Tester)

ทั้งนี้การหาปริมาณน้ำในดิน หาได้จากการหาอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของน้ำใน
ชอ่ งวา่ งกบั น้ำหนกั ของดนิ แหง้

1.2.2 วิธีการหาปรมิ าณความชื้นในดนิ

ข้นั ตอนการทดสอบ

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบสภาพตัวอย่างดิน เลือกตัวอย่างดินที่เป็นตัวแทนดินในกองหรือคัด

จากตัวอยา่ งดนิ คงสภาพ เตรยี มตัวอยา่ งดินที่จะหาปริมาณนำ้ ในดนิ จำนวน 100 กรมั โดยพิจารณา

เลือกจากตาราง เป็นตวั แทนของดินที่จะหาปรมิ าณนำ้ ในดนิ

แสดงขนาดน้ำหนักตวั อยา่ งทดสอบหาความชนื้ (ASTM D – 2216)

ขนาดเม็ดดนิ ทค่ี า้ งตะแกรงมากกว่า 10% ขนาดตัวอย่างชน้ื ท่ีแนะนำ (ต่ำสดุ )

ของตัวอยา่ ง กรัม

2.0 มม. (เบอร์ 10) 100 – 200

4.75 มม. (เบอร์ 4) 300 – 500

19.0 มม. (เบอร์ 3/2) 500 – 1,000

38.0 มม. (เบอร์ 1 ½) 1,500 – 3,000

76.0 มม. (เบอร์ 3) 5,000 – 10,000

ข้ันตอนที่ 2 ทำความสะอาดและเช็ดกระป๋องตวั อย่างดนิ พร้อมฝาปิดให้แห้งแลว้ นำกระป๋อง
เก็บตวั อยา่ งดินพร้อมฝาปิดไปชงั่ นำ้ หนกั บนั ทึกผลน้ำหนกั กระป๋องทไี่ ด้

ขั้นตอนที่ 3 เลือกตัวอย่างดินที่จะทำการทดลองอย่างน้อย 3 - 5 ตัวอย่าง บรรจุลงใน
กระป๋องเก็บตัวอย่างแล้วปิดฝาทันที นำไปชั่งน้ำหนัก (ควรให้น้ำหนักของแต่ละตัวอย่างมีความ
ใกล้เคียงกันและไม่ควรน้อยกวา่ 100 กรมั ) บนั ทกึ น้ำหนกั กระป๋องกับน้ำหนักดินเปียกท่ีได้ ถ้าเป็น


Click to View FlipBook Version