๔๗
ชั้นประถมศึกษำปีท่ี 3
ตัวชี้วัด สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถ่ิน
- การปฏบิ ตั ติ ามวถิ ีชวี ติ ในทอ้ งถ่นิ
2. บอกพฤติกรรมการดาเนนิ ชวี ติ * พฤตกิ รรมของตนเอง
- บคุ คลทมี่ ผี ลงานทีเ่ ปน็ ประโยชนแ์ ก่
ของตนเอง และผ้อู ่นื ที่อยู่ และเพ่ือน ๆ ในชวี ติ ประจาวัน ส่วนรวมในท้องถิน่
- วฒั นธรรมของจงั หวัดพะเยา
ในกระแสวัฒนธรรม เช่น การทักทาย การทาความ
ทหี่ ลากหลาย เคารพ การปฏิบัติตาม
ศาสนพธิ ี การรับประทาน
อาหาร การใชภ้ าษา
(ภาษาถิ่นกับภาษาราชการ
และภาษาอืน่ ๆ)
* สาเหตทุ ี่ทาใหพ้ ฤติกรรม
การดาเนินชวี ติ ในปัจจบุ ัน
3. ยกตัวอย่างบุคคลซึ่งมี ของนักเรยี นกับผู้อื่นแตกต่าง
ผลงานที่เปน็ ประโยชนแ์ ก่ กนั
ชมุ ชนและทอ้ งถนิ่ * บุคคลทีม่ ผี ลงาน
เปน็ ประโยชน์ แก่ชุมชน
4. อธิบายความแตกตา่ งทาง และท้องถ่นิ ของตน ลกั ษณะ
วฒั นธรรมของกลุม่ คน ผลที่เปน็ ประโยชน์แก่ ชุมชน
ในทอ้ งถ่ิน และท้องถน่ิ
* วัฒนธรรมในภาคต่าง ๆ
ของไทย ทีแ่ ตกตา่ งกัน เชน่
การแต่งกาย ภาษา อาหาร
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระที่ 2 หน้ำทีพ่ ลเมอื ง วัฒนธรรม และกำรดำเนนิ ชีวิตในสังคม
มำตรฐำน ส 2.2 เขำ้ ใจระบบกำรเมืองกำรปกครองในสงั คมปัจจบุ นั ยึดมนั่ ศรทั ธำ
และธำรง ไว้ซ่งึ กำรปกครองระบอบประชำธิปไตยอนั มีพระมหำกษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
ชัน้ ประถมศกึ ษำปที ่ี 2
ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ อ้ งถน่ิ
2. ระบมุ ีบทบาท อานาจในการ * ผูม้ ีบทบาทอานาจในการ - บทบาทผนู้ าในท้องถิ่น
ตดั สนิ ใจในโรงเรียนและชมุ ชน ตดั สินใจในโรงเรยี นและชุมชน
เช่น ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
ผู้นาทอ้ งถิน่ กานันผูใ้ หญบ่ ้าน
๔๘
ชน้ั ประถมศึกษำปที ี่ 5
ตัวช้ีวัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู ้องถิ่น
1. อธบิ ายโครงสร้าง
อานาจหน้าท่ีและความสาคัญ * โครงสร้างการปกครอง - โครงสร้างการปกครองท้องถน่ิ
ของการปกครอง ส่วนท้องถิ่น
ในทอ้ งถ่ิน เช่น อบต. อบจ. และอานาจหนา้ ทก่ี ารเข้าดารงตาแหนง่
2. ระบบุ ทบาท หนา้ ท่ี
และวิธีการเข้าดารงตาแหนง่ เทศบาล และการปกครองพเิ ศษ ของผู้บริหารในท้องถ่นิ
ของผบู้ ริหารท้องถ่ิน
เช่น พัทยา กรุงเทพมหานคร
3. วิเคราะห์ประโยชน์ท่ชี มุ ชน
จะได้รบั จากองค์กรปกครอง * อานาจหน้าท่ีและความสาคัญ
ส่วนท้องถิน่
ของการปกครองสว่ นท้องถ่นิ
ตัวชวี้ ดั
1. เปรยี บเทียบบทบาทหนา้ ท่ี * บทบาท หนา้ ที่และวธิ ีการ - การเขา้ ดารงตาแหน่งของผู้บรหิ าร
ขององค์กร ปกครองสว่ น เข้าดารงตาแหน่งของ ในท้องถิน่
ทอ้ งถนิ่ และรฐั บาล ผบู้ รหิ าร ทอ้ งถิน่ เช่น นายก
2. มีส่วนรว่ มในกจิ กรรมต่าง ๆ
ทสี่ ่งเสริม ประชาธปิ ไตยในส่วน อบต. นายกเทศมนตรี นายก
ทอ้ งถน่ิ และประเทศ
อบจ. ผู้ว่าราชการ กทม.
* องคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่
กบั บรกิ ารสาธารณประโยชน์ - องค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่
ในชมุ ชน
ช้นั ประถมศึกษำปีท่ี 6 สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถนิ่
สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง - บทบาทหน้าที่องค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถิน่
* บทบาทหน้าท่ีขององคก์ รปกครอง เช่น สภาตาบล
สว่ นทอ้ งถ่ิน และรฐั บาล - ประชาธปิ ไตยในท้องถ่ิน
* กจิ กรรมตา่ ง ๆ เพื่อส่งเสริม
ประชาธปิ ไตยในสว่ นท้องถิน่ และ
ประเทศ
๔๙
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระที่ 3 เศรษฐศำสตร์
มำตรฐำน ส 3.1 เข้ำใจและสำมำรถบริหำรจัดกำรทรัพยำกรในกำรผลิตและบริโภค
กำรใช้ทรัพยำกรท่ีมีอยู่จำกัดได้อย่ำงมีประสิทธิภำพและคุ้มค่ำรวมท้ังเข้ำใจหลักกำรของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพื่อกำรดำรงชีวติ อยำ่ งมดี ลุ ยภำพ
ช้ันประถมศึกษำปีที่ 5
ตัวช้ีวดั ตัวช้วี ดั สำระกำรเรียนรู้ท้องถ่นิ
1. อธบิ ายการผลิตสนิ คา้ * ตัวอย่างการผลิตสนิ ค้า และบริการ - การผลติ และบรกิ ารสนิ ค้า
และบริการ ท่ีมีอยู่ในทอ้ งถ่ิน หรอื แหล่งผลติ สนิ ค้า ในท้องถิน่
และบรกิ ารในชุมชน - การใชภ้ ูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ
* การประยุกต์ใช้ปรัชญาของ
2. ประยกุ ตใ์ ชแ้ นวคดิ ของ เศรษฐกิจ พอเพียงในกิจกรรมต่าง ๆ
ปรชั ญา เศรษฐกิจพอเพยี งในการ ของครอบครวั โรงเรียนและชุมชน
ทากิจกรรม ตา่ ง ๆ ของครอบครัว เชน่ การประหยดั พลังงาน
โรงเรียนและชมุ ชน และค่าใชจ้ า่ ยในบา้ น โรงเรยี น การ
วางแผนการผลิตสนิ ค้าและบริการ
เพ่ือลดความสูญเสยี ทุกประเภท การใช้
ภูมปิ ัญญาท้องถ่นิ ตวั อย่าง เชน่ การ
ผลติ สินคา้ และบริการในชุมชน เช่น
หนึ่งตาบลหน่ึงผลติ ภณั ฑ์หรือ OTOP
ช้นั มธั ยมศึกษำปที ่ี 2
ตวั ชี้วดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่ิน
1. อธิบายปจั จยั การผลิตสินคา้ * ความหมายความสาคัญ หลกั การผลิต - การผลิตสนิ คา้ ในทอ้ งถ่ิน
และ บริการและปจั จยั ทม่ี ีอทิ ธิพล สนิ ค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ
ตอ่ การผลิตสินค้าและบริการ * สารวจการผลิตสนิ ค้าในทอ้ งถิ่นวา่
มอี ะไรบา้ งใชว้ ิธีการผลิตอย่างไร
มีปญั หาใดบา้ ง
* มกี ารนาเทคโนโลยีอะไรมาใชท้ ี่มผี ล
ตอ่ การผลิตสนิ คา้ และบริการ
* นาหลกั การผลิตสนิ คา้ และบรกิ าร
ในทอ้ งถิน่ ท้งั ดา้ นเศรษฐกิจสังคมและ
2. เสนอแนวทางการ ส่ิงแวดลอ้ ม
พฒั นาการ ผลิตในท้องถ่นิ ตาม * หลักการและเป้าหมายของปรชั ญา - ปัญหาการผลติ และบรกิ าร
ปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี ง เศรษฐกจิ พอเพยี ง สารวจและวิเคราะห์ สนิ คา้ ในท้องถนิ่
ปญั หาการผลิตสนิ ค้าและบริการ
ในท้องถนิ่
* ประยกุ ตใ์ ชป้ รัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียงในการผลติ สินค้า
๕๐
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ : สำระท่ี 4 ประวัติศำสตร์
มำตรฐำน ส 4.1 เข้ำใจควำมหมำย ควำมสำคัญของเวลำและยุคสมัยทำงประวัติศำสตร์
สำมำรถใชว้ ิธีกำรทำงประวัตศิ ำสตร์มำวิเครำะห์เหตกุ ำรณต์ ำ่ ง ๆ อย่ำงเป็นระบบ
ชน้ั ประถมศึกษำปีท่ี 4
ตวั ชวี้ ดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถน่ิ
1. แยกแยะประเภทหลกั ฐานทใี่ ชใ้ น * ตัวอยา่ งหลักฐานท่ใี ช้ในการศึกษา - ความเป็นมาของท้องถน่ิ
การศกึ ษาความเป็นมาของทอ้ งถน่ิ ความเปน็ มาของท้องถ่นิ ของตน
* เกณฑ์การจาแนกหลักฐานทพ่ี บ
ในท้องถน่ิ เป็นหลกั ฐานชั้นต้น
และหลักฐานช้ันรองอยา่ งง่าย ๆ
ชน้ั ประถมศึกษำปที ่ี 5
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ อ้ งถ่ิน
1. สืบคน้ ความเป็นมาของท้องถนิ่ * วธิ ีการสบื ค้นความเปน็ มา ความเป็นมาของท้องถิ่น
โดยใช้ หลักฐานท่ีหลากหลาย ของท้องถน่ิ อยา่ งง่าย ๆ
* แหล่งข้อมูลและหลักฐานทาง
ประวตั ศิ าสตรท์ ่ีมอี ยใู่ นทอ้ งถิ่นท่ี
เกิดขนึ้ ตามชว่ งเวลาตา่ ง ๆ เช่น
เครือ่ งมอื เคร่ืองใช้ อาวธุ
โบราณสถาน โบราณวัตถุ
ชนั้ ประถมศึกษำปที ี่ 6
ตัวชีว้ ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นร้ทู ้องถ่นิ
1. อธิบายความสาคญั ของวธิ กี ารทาง * ความหมาย ความสาคัญ - ประวัติของทอ้ งถน่ิ
ประวตั ิศาสตรใ์ นการศึกษาเร่ืองราว ของวธิ ีการทางประวัติศาสตร์อย่าง
ทาง ประวัตศิ าสตร์อยา่ งง่าย ๆ งา่ ย ๆ ทเ่ี หมาะสมกบั นักเรียน
* นาวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
ไปใช้ศกึ ษาเร่ืองราวในท้องถิ่น
เช่น ความเป็นมาของภูมินาม
ของสถานทใ่ี นท้องถิน่
๕๑
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 4 ประวตั ศิ ำสตร์
มำตรฐำน ส 4.3 เข้ำใจควำมเป็นมำของชำติไทยวัฒนธรรม ภูมิปัญญำไทยมีควำมรัก
ควำมภมู ใิ จ และธำรงควำมเปน็ ไทย
ชั้นประถมศกึ ษำปที ี่ 1
ตัวช้ีวดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ
1. ระบสุ ิง่ ท่ตี นรกั และภาคภูมใิ จ * ตวั อยา่ งสิ่งทเ่ี ปน็ ความภาคภมู ใิ จ - สงิ่ ทภ่ี าคภูมใิ จในท้องถ่นิ
ในทอ้ งถน่ิ ในทอ้ งถ่นิ เช่น สง่ิ ของ สถานที่
ภาษา ถ่ิน วฒั นธรรม ประเพณี
ทีเ่ ป็นส่งิ ที่ใกลต้ วั นักเรยี นและเปน็
รูปธรรมชัดเจน
ช้ันประถมศกึ ษำปีท่ี 2
ตัวช้วี ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถิ่น
1. ระบบุ ุคคลท่ีทาประโยชน์ *บคุ คลในท้องถิ่นท่ที าคุณประโยชน์ - บุคคลทที่ าประโยชน์
ต่อท้องถิ่น หรือประเทศชาติ
ตอ่ การสร้างสรรค์ วัฒนธรรม ให้ท้องถนิ่
2. ยกตวั อยา่ งวัฒนธรรม ประเพณี
และภูมปิ ญั ญาไทยท่ภี าคภมู ิใจ และความม่ังคงของท้องถน่ิ
และอนุรักษ์ไว้
ประเทศชาติ ในอดีตท่ีควรนามาเปน็
แบบอยา่ ง
* ผลงานของบคุ คลท้องถ่นิ - ภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน
ท่นี า่ ภาคภูมิใจ
* ภมู ิปญั ญาของคนไทย
ในท้องถนิ่ ของนักเรยี น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 5 ภูมิศำสตร์
มำตรฐำน ส 5.1 เขำ้ ใจลกั ษณะของโลกทำงกำยภำพและควำมสัมพันธ์ของ
สรรพสง่ิ ซึ่งมผี ลตอ่ กนั และกันในระบบของธรรมชำติ ใช้แผนท่ีและเคร่ืองมือทำงภูมิศำสตร์
ในกำรคน้ หำวิเครำะห์ สรุป และใช้ข้อมลู ภูมิสำรสนเทศอยำ่ งมีประสิทธิภำพ
ชั้นประถมศึกษำปที ี่ 5
ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถนิ่
2. ระบุลกั ษณะภูมิลกั ษณ์ทสี่ าคัญ * ตัวอยา่ งภมู ิลักษณท์ ีส่ าคัญ - ภูมิอากาศท้องถิ่นตนเอง
ในภูมิภาคของตนเองในแผนท่ี ในภมู ภิ าคของตนเอง - ภมู ปิ ระเทศ
ทอ้ งถิน่ เช่น แมน่ ้า ภูเขา ป่าไม้
ฯลฯ
๕๒
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 5 ภูมิศำสตร์
มำตรฐำน ส 5.2 เข้ำใจปฏิสัมพันธ์ระหว่ำงมนุษย์กับสภำพแวดล้อมทำงกำยภำพ
ท่ีก่อให้เกิดกำรสร้ำงสรรค์ วัฒนธรรม มีจิตสำนึกและมีส่วนในกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรและสิ่งแวดล้อม
เพือ่ กำรพัฒนำท่ยี ัง่ ยืน
ช้นั ประถมศกึ ษำปีท่ี 1
ตัวชี้วดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถนิ่
1. บอกสิ่งต่าง ๆ ท่ีเกดิ ตามธรรมชาติ * ตัวอยา่ งลกั ษณะภมู ิประเทศ - ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
ท่สี ง่ ผลตอ่ ความเปน็ อยขู่ องมนุษย์ ภมู ิอากาศ มีผลต่อความเป็นอยู่ มีผลต่อความเป็นอยู่
ของมนษุ ย์ เชน่ ท่อี ยู่อาศยั เคร่อื ง ของมนุษย์ เช่น ที่อยู่อาศัย
แต่งกายและอาหาร เครอ่ื งแต่งกายและอาหาร
ในท้องถิ่น
ช้นั ประถมศึกษำปที ่ี 2
ตัวชี้วัด สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถน่ิ
2. แยกแยะและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ * ตัวอย่างความหมายของ - ทรัพยากรธรรมชาติ
ท่ใี ช้แล้วไมห่ มดไปและท่ใี ช้แล้วหมดไป ทรพั ยากรธรรมชาติ ในท้องถนิ่
อย่างคุ้มคา่ -ประเภททรัพยากรธรรมชาติ เชน่ -ประเภท
- ใชแ้ ลว้ หมดไป เช่น แร่ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น
- ใชแ้ ลว้ ไม่หมด เช่น บรรยากาศ - ใชแ้ ล้วหมดไป เช่น แร่
นา้ - ใช้แลว้ ไม่หมด เชน่
- ใชแ้ ลว้ มีการเกดิ ข้ึนมาทดแทน บรรยากาศ น้า
หรอื รักษาไวไ้ ด้ เชน่ ป่าไม้ สัตวป์ า่ - ใชแ้ ล้วมกี ารเกดิ ขึ้นมา
ดนิ ทดแทนหรือรกั ษาไวไ้ ด้ เชน่
- วิธใี ชท้ รัพยากรอยา่ งคุ้มค่า ป่าไม้ สตั ว์ป่า ดิน
- วิธีใช้ทรัพยากรอย่าง
คุ้มค่า
๕๓
3. กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้ สุขศึกษำ และพลศกึ ษำ
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 3 กำรเคลื่อนไหว กำรออกกำลังกำย กำรเล่นเกม กีฬำไทย
และกีฬำสำกล
มำตรฐำน พ 3.2 รักกำรออกกำลังกำย กำรเล่นเกม และกำรเล่นกีฬำ ปฏิบัติเป็นประจำ
อย่ำงสม่ำเสมอ มีวินัย เคำรพสิทธิ กฎ กติกำ มีน้ำใจนักกีฬำมีจิตวิญญำณในกำรแข่งขัน และชื่นชม
ในกำรสุนทรยี ภำพของกำรกีฬำ
ชนั้ ประถมศึกษำปที ่ี 3
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ อ้ งถน่ิ
1. เลอื กการออกกาลังกาย * แนวทางการเลือกออก - การละเลน่ พน้ื เมือง
การละเลน่ พ้ืนเมือง และการเลน่ กาลังกาย การละเล่นพ้นื เมือง
เกมทเ่ี หมาะกบั จุดเด่น จุดด้อย และเล่นเกมทีเ่ หมาะสม
และข้อจากัดของตนเอง กบั จุดเดน่ จุดดอ้ ย และข้อจากดั
ของแต่ละ บุคคล
* การออกกาลงั กาย เกม - การละเลน่ พื้นเมือง
2. ปฏิบตั ิตามกฎ กตกิ า
และข้อตกลงการออกกาลงั กาย และการละเล่นพ้ืนเมือง
การเล่นเกม การละเลน่ เกม * กฎ กติกา และข้อตกลงในการ
การละเลน่ พ้นื เมอื งได้ดว้ ยตนเอง ออกกาลังกาย การเลน่ เกม
และการละเลน่ พ้ืนเมอื ง
ชั้นประถมศึกษำปีที่ 5
ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถน่ิ
1. ออกกาลังกายอยา่ งมี * หลักการรปู แบบการออกกาลงั กาย - การละเลน่ พ้นื เมือง
รูปแบบเลน่ เกมทีใ่ ชท้ ักษะ * การออกกาลงั กายและการเลน่
คิด และตัดสนิ ใจ เกม เช่น เกมเบด็ เตล็ด เกม
เลยี นแบบ เกมนา และการละเล่น
พ้ืนเมือง
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ : สำระท่ี 4 กำรสร้ำงเสรมิ สุขภำพ สมรรถภำพและกำรป้องกนั โรค
มำตรฐำน พ 4.1 เห็นคณุ ค่ำและมีทกั ษะในกำรสร้ำงเสรมิ สนุ ทรียภำพ กำรดำรง
สขุ ภำพ กำรป้องกนั โรคและกำรเสริมสมรรถภำพเพอ่ื สุขภำพ
ชัน้ มธั ยมศึกษำปที ี่ 3
ตวั ชี้วัด สำระกำรเรยี นร้กู นกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถิ่น
1. รวบรวมข้อมลู และเสนอ * ปัญหาสุขภาพในชุมชน - ปัญหาสุขภาพในชุมชนท่โี รงเรยี น
แนวทางแก้ไขปัญหาสขุ ภาพ * แนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพ ต้งั อยู่
ในชุมชน ในชุมชน
๕๔
4. กลุม่ สำระกำรเรียนรูศ้ ลิ ปะ
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระที่ 1 ทัศนศลิ ป์
มำตรฐำน ศ 1.2 เข้ำใจควำมสัมพันธ์ระหว่ำงทศั นศลิ ป์ ประวตั ศิ ำสตร์และวัฒนธรรมเห็น
คุณคำ่ งำนทัศนศลิ ป์ทเ่ี ปน็ มรดกทำงวัฒนธรรมภมู ิปัญญำทอ้ งถิ่น ภูมิปญั ญำไทย และสำกล
ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ี่ ๑
ตวั ชวี้ ดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถ่นิ
๑. ระบุเก่ียวกบั งานทัศนศลิ ป์ * งานทศั นศิลป์ในชีวติ ประจาวัน - ศลิ ปะในท้องถนิ่
ในชวี ติ ประจาวนั - ระบกุ ารพิจารณาภาพงาน
ศิลปะในชีวติ ประจาวัน
ในทอ้ งถนิ่ ทีต่ นเองอาศัยอยแู่ ลว้
ช้นั ประถมศกึ ษำปีที่ 2
ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถิ่น
1. อภปิ รายเกี่ยวกบั งาน * งานทัศนศิลปใ์ นทอ้ งถิ่น - ศิลปะในท้องถิ่น
ทศั นศลิ ป์ประเภทตา่ ง ๆ - ระบกุ ารพิจารณาภาพงาน
ในทอ้ งถ่นิ โดยเนน้ ถงึ วธิ ีการ ศิลปะในชมุ ชนหรอื ทอ้ งถิ่นที่
สรา้ งงานและวสั ดุ อปุ กรณ์ ตนเองอาศัยอยูแ่ ล้ววิเคราะห์วา่
ทใี่ ช้ เป็นงานศิลปะประเภทใดบา้ ง
ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ่ี ๓
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถิ่น
๑. เล่าถึงที่มาของงาน * ทมี่ าของงานทัศนศิลป์ในท้องถิน่ - ศิลปะในท้องถ่ิน
ทัศนศลิ ป์ในทอ้ งถ่นิ - แหลง่ ท่ีมา วสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละวิธกี าร
๒. อธิบายเก่ยี วกับวัสดุ * วสั ดุ อุปกรณ์ และวธิ ีการสร้างงาน สรา้ งงานศลิ ปะทม่ี ีอยู่ในท้องถิ่น
อปุ กรณ์ และวธิ กี ารสร้างงาน ทัศนศิลป์ในท้องถนิ่
ทัศนศลิ ป์ในทอ้ งถนิ่
ชนั้ ประถมศกึ ษำปีที่ ๔
ตัวช้วี ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ อ้ งถิน่
๑. ระบุและอภปิ รายเกย่ี วกบั * งานทัศนศลิ ป์ในวัฒนธรรมท้องถิ่น - ศลิ ปะในท้องถิน่
งานทัศนศลิ ป์ในเหตกุ ารณ์ - งานทัศนศลิ ป์ในแต่ละท้องถ่นิ
และงานเฉลมิ ฉลองของ มคี วามแตกต่างกันไปตามวถิ ีชวี ติ
วัฒนธรรมในท้องถิน่ ของคนทมี่ าจากวฒั นธรรมต่าง ๆ
๕๕
ชน้ั ประถมศกึ ษำปที ี่ ๕
ตวั ชี้วดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถิน่
๒. อภิปรายเกี่ยวกบั งาน * งานทศั นศลิ ป์ท่สี ะท้อนวัฒนธรรม - ศิลปะในท้องถน่ิ
ทัศนศิลปท์ สี่ ะท้อนวฒั นธรรม และภมู ิปญั ญาทอ้ งถนิ่ - อภปิ รายลกั ษณะของงานศิลปะ
และภูมปิ ญั ญาในท้องถิ่น พ้นื บา้ นในท้องถ่ินของตนเอง
- อภิปรายเกยี่ วกับงานศิลปะ
ทีส่ ะทอ้ นวัฒนธรรมและภมู ิปัญญา
ในท้องถิน่
ช้นั ประถมศึกษำปที ่ี ๖
ตัวชี้วัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถิน่
๒. อภิปรายเกี่ยวกับอทิ ธิพล * อิทธพิ ลของศาสนาทีม่ ีผลต่องาน - ศิลปะในท้องถน่ิ
ของความเชอื่ ความศรทั ธา ทศั นศลิ ปใ์ นท้องถ่นิ - อภิปรายเกีย่ วกบั อิทธพิ ล
ในศาสนาทม่ี ผี ลต่อทัศนศลิ ป์ ของความเช่อื ความศรัทธาในศาสนา
ในท้องถ่นิ ท่มี ผี ลต่องานทศั นศลิ ป์ในท้องถิน่
๓.ระบบุ รรยายอทิ ธพิ ลทาง * อิทธพิ ลทางวฒั นธรรมในทอ้ งถน่ิ - ศลิ ปะในท้องถิ่น
วัฒนธรรมในท้องถิ่นทมี่ ีผลตอ่ ท่ีมีผลตอ่ การสรา้ งงานทัศนศิลป์ - พิจารณาถงึ เหตุผลท่ีทาใหผ้ ลงาน
การสร้างงานทัศนศิลป์ ทศั นศิลปใ์ นท้องถน่ิ ของแต่ละศาสนา
ของบุคคล มคี วามแตกต่างกนั
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 1
ตวั ชีว้ ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถน่ิ
1. ระบแุ ละบรรยายเกี่ยวกับ * ลักษณะ รปู แบบงาน ทัศนศิลป์ - ศิลปะในท้องถิ่น
ลกั ษณะรูปแบบงาน ของชาตแิ ละท้องถิน่ -ระบุและบรรยายเก่ยี วกับลักษณะ
รปู แบบงานทศั นศลิ ป์ของชาติและของ
ทัศนศิลป์ของชาตแิ ละ ทอ้ งถิ่นตนเองจากอดีตถึงปัจจุบัน
ท้องถิ่นตนเองจากอดีตจนถึง
ปัจจุบัน
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ ๒
ตวั ชี้วดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถนิ่
๑. ระบุและบรรยายเกีย่ วกบั * วัฒนธรรมทสี่ ะท้อนในงาน - ศลิ ปะในท้องถ่นิ
วัฒนธรรมต่าง ๆ ท่สี ะทอ้ นถงึ ทศั นศลิ ปป์ ัจจุบัน - ระบุและบรรยายเกี่ยวกับ
งานทศั นศลิ ป์ในปจั จบุ นั วัฒนธรรมตา่ ง ๆ ในท้องถ่ินที่สะท้อน
ถึงงานทัศนศิลป์ในปจั จบุ นั
๕๖
ชั้นมธั ยมศกึ ษำปีที่ ๓
ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถน่ิ
๑. ศกึ ษาและอภปิ ราย * งานทัศนศลิ ป์สะท้อนคณุ ค่า - ศลิ ปะในท้องถ่นิ
เก่ียวกับงานทัศนศลิ ป์ ของวฒั นธรรม -ศกึ ษาและอภิปรายเกี่ยวกบั
ทีส่ ะท้อนคณุ ค่าของวัฒนธรรม งานทศั นศลิ ปใ์ นทอ้ งถนิ่ ท่ี
สะท้อนคณุ ค่าของวฒั นธรรม
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 2 ดนตรี
มำตรฐำน ศ ๒.๑ เขำ้ ใจและแสดงออกทำงดนตรีอย่ำงสร้ำงสรรค์ วิเครำะห์ วิพำกษว์ ิจำรณ์
คณุ คำ่ ดนตรี ถำ่ ยทอดควำมรูส้ กึ ควำมคดิ ตอ่ ดนตรีอยำ่ งอสิ ระ ชน่ื ชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวนั
ชน้ั ประถมศกึ ษำปที ่ี 1
ตัวชวี้ ดั สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถนิ่
๕. บอกความเก่ียวข้อง * เพลงทใี่ ชใ้ นชีวิตประจาวนั - ดนตรีนาฏศิลป์และการละเล่น
พ้ืนบ้าน
ของเพลงท่ีใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน - เพลงกล่อมเด็ก - เพลงกลอ่ มเด็ก
- เพลงพนื้ บ้าน
- บทเพลงประกอบการละเล่น
เพลงสาคญั เพลงสรรเสริญพระบารมี
เพลงชาติไทย
ช้ันประถมศึกษำปที ่ี 2
ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถนิ่
๕. บอกความหมาย * ความหมายและความสาคัญของเพลง - ดนตรีนาฏศลิ ปแ์ ละการละเล่น
และความสาคญั ของเพลง
ทไี่ ด้ยนิ ท่ีไดย้ นิ พนื้ บ้าน
- เพลงปลกุ ใจ - จนิ ตศลิ ป์ ไดแ้ ก่ ดนตรี
- เพลงสอนใจ - เพลงกล่อมเดก็
- เพลงพืน้ บา้ น
ชั้นประถมศึกษำปีท่ี 3
ตวั ชีว้ ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถ่ิน
๓. บอกบทบาทหนา้ ทีข่ องเพลง * บทบาทหน้าที่ของบทเพลงสาคญั - ดนตรีนาฏศลิ ป์และการละเล่น
พืน้ บ้าน
ท่ีไดย้ นิ - เพลงชาติ - จนิ ตศลิ ป์ ไดแ้ ก่ ดนตรี
วรรณกรรม
- เพลงสรรเสรญิ พระบารมี - ภาษาและวรรณกรรม จัดใน
ประเภทจินตศลิ ป์ ได้แก่ ดนตรี
๗. นาดนตรีไปใช้ใน เพลงประจาโรงเรียน - เพลงกลอ่ มเด็ก
- เพลงพน้ื บา้ น
ชีวติ ประจาวันหรอื โอกาส * การใช้ดนตรีในโอกาสพิเศษ
- ดนตรีในงานรนื่ เริง
ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ดนตรีในการฉลองวนั สาคัญของชาติ
๕๗
ช้นั ประถมศกึ ษำปีท่ี ๖
ตัวช้ีวดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถิน่
๒. จาแนกประเภทละบทบาท - เครอื่ งดนตรไี ทยแตล่ ะภาค - ดนตรีนาฏศิลปแ์ ละการละเลน่
พน้ื บา้ น
หนา้ ท่ี เคร่ืองดนตรีไทย - บทบาทและหนา้ ที่ของเครื่องดนตรี - จนิ ตศิลป์ ได้แก่ ดนตรี
วรรณกรรม
และเคร่ืองดนตรี - ประเภทของเครื่องดนตรีสากล - ภาษาและวรรณกรรม จดั ใน
ประเภทจนิ ตศิลป์ ไดแ้ ก่ ดนตรี
ทม่ี าจากวัฒนธรรมตา่ ง ๆ แผน่ ศิลาจารึกที่พบในจงั หวัด
พะเยา คา่ ว จ๊อย ซอ
- เพลงกลอ่ มเดก็
- เพลงพ้นื บา้ น
- เพลงกล่อมเด็ก
- เพลงพื้นบา้ น
- ปราชญ์ชาวบ้านจังหวดั พะเยา
ช้ันมธั ยมศกึ ษำปที ่ี ๑
ตัวช้ีวดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ ้องถน่ิ
๒. เปรียบเทยี บเสียงรอ้ ง - เสียงรอ้ งและเสยี งของเครอ่ื งดนตรี - ดนตรีนาฏศลิ ป์และการละเล่น
พน้ื บ้าน
และเสียงของเครื่องดนตรีทีม่ า ในบทเพลงจากวัฒนธรรมตา่ ง ๆ - จินตศิลป์ ไดแ้ ก่ ดนตรี
วรรณกรรม
จากวัฒนธรรมทต่ี ่างกัน - วธิ ีการขับรอ้ ง เครอื่ งดนตรีที่ใช้ - ภาษาและวรรณกรรม จัดใน
ประเภทจนิ ตศิลป์ ได้แก่ ดนตรี
๓. ร้องเพลงและใชเ้ ครือ่ ง - การร้องและการบรรเลงเครอื่ งดนตรี แผ่นศิลาจารึกท่ีพบในจงั หวัด
พะเยา ค่าว จ๊อย ซอ
ดนตรบี รรเลงประกอบการ ประกอบการร้อง - เพลงกลอ่ มเดก็
- เพลงพ้ืนบา้ น
รอ้ งเพลงด้วยบทเพลงท่ี - บทเพลงพนื้ บ้าน บทเพลงปลุกใจ
หลากหลายรูปแบบ - บทเพลงไทยเดิม
๔. จดั ประเภทของวงดนตรี - บทเพลงประสานเสียง ๒ แนว
ไทยและวงดนตรที ีม่ าจาก - บทเพลงประกอบการเตน้ รา
วัฒนธรรมต่าง ๆ * วงดนตรีพน้ื เมอื ง
๕๘
ตวั ชี้วดั ช้นั มัธยมศึกษำปที ่ี ๒ สำระกำรเรยี นร้ทู อ้ งถนิ่
๑. เปรียบเทยี บการใช้ สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง - ดนตรีนาฏศลิ ปแ์ ละการละเล่น
องคป์ ระกอบดนตรีที่มา พนื้ บา้ น
จากวฒั นธรรมต่างกัน * องค์ประกอบของดนตรีจากแหลง่ - จนิ ตศิลป์ ได้แก่ ดนตรี
วฒั นธรรมต่าง ๆ วรรณกรรม
- ภาษาและวรรณกรรม จัดใน
ประเภทจินตศิลป์ ได้แก่ ดนตรี
แผ่นศลิ าจารึกท่ีพบในจังหวดั
พะเยา ค่าว จอ๊ ย ซอ
- เพลงกลอ่ มเดก็
- เพลงพน้ื บา้ น
- ปราชญช์ าวบ้านจงั หวดั พะเยา
มำตรฐำน ศ 2.2 เขำ้ ใจควำมสมั พนั ธ์ระหวำ่ งดนตรปี ระวัติศำสตร์ และวฒั นธรรม
เห็นคุณค่ำของดนตรที ีเ่ ป็นมรดกทำงวฒั นธรรม ภูมิปัญญำท้องถนิ่ ภมู ปิ ญั ญำไทยและสำกล
ชัน้ ประถมศกึ ษำปีท่ี 1
ตัวชี้วัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถิ่น
1. เลา่ ถึงเพลงในท้องถนิ่ * ทม่ี าของบทเพลงในทอ้ งถ่นิ - เพลงในท้องถิน่
2. ระบสุ ่ิงที่ชนื่ ชอบ * ความนา่ สนใจของบทเพลง - เพลงในท้องถ่ิน
ในดนตรีท้องถน่ิ
ชัน้ ประถมศึกษำปีท่ี 2
ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถนิ่
1. บอกความสัมพันธ์ * บทบาทในท้องถนิ่ - เพลงในทอ้ งถนิ่
ของเสียงร้อง เคร่ืองดนตรี - ลกั ษณะของเสยี งร้องในบทเพลง - ภาษาและวรรณกรรม จดั ใน
ในเพลงท้องถิน่ โดยใช้คางา่ ย ๆ - ลักษณะของเสยี งเครื่องดนตรีทใ่ี ช้
ประเภทจินตศลิ ป์ ไดแ้ ก่ ดนตรี
ในบทเพลง แผ่นศลิ าจารึกที่พบในจังหวดั
พะเยา
๒ .แสดงและเขา้ ร่วมกจิ กรรม ค่าว จอ๊ ย ซอ
ทางดนตรใี นท้องถ่นิ - เพลงกล่อมเดก็
- เพลงพืน้ บา้ น
- ปราชญ์ชาวบา้ นจงั หวัดพะเยา
- ดนตรีนาฏศิลป์และการละเลน่
พ้นื บา้ น
๕๙
ชน้ั ประถมศึกษำปที ี่ 3
ตัวช้ีวัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถ่นิ
1. ระบลุ กั ษณะเด่นและ * เอกลกั ษณใ์ นทอ้ งถน่ิ - ดนตรแี ละเพลงในทอ้ งถ่ิน
เอกลกั ษณ์ ของดนตรใี นท้องถิ่น - ลกั ษณะเสยี งร้องดนตรีในท้องถนิ่ - จนิ ตศิลป์ ไดแ้ ก่ ดนตรี
- ภาษาและเนื้อหาในบทร้องของดนตรี วรรณกรรม
- ภาษาและวรรณกรรม
ในทอ้ งถน่ิ
จัดในประเภทจินตศลิ ป์
ไดแ้ ก่ ดนตรี แผ่นศิลาจารึก
ท่พี บในจังหวัดพะเยา
ค่าว จ๊อย ซอ
- เพลงกลอ่ มเดก็
- เพลงพื้นบ้าน
- ปราชญช์ าวบา้ นจังหวัด
พะเยา
2. ระบุความสาคญั และประโยชน์ - เคร่อื งดนตรีและวงดนตรใี นท้องถิน่
ของดนตรีตอ่ การดาเนนิ ชีวิต
ของคนในท้องถิ่น * ดนตรกี บั การดาเนินชวี ติ ในทอ้ งถิ่น
ตวั ชีว้ ดั - ดนตรใี นชีวติ ประจาวนั
1. บอกแหลง่ ทมี่ าและ
ความสมั พันธ์ ของวถิ ชี วี ติ ไทยท่ี ชนั้ ประถมศึกษำปที ี่ 4
สะทอ้ นในดนตรีและเพลงท้องถน่ิ
สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถิ่น
* ความสัมพันธ์ของวิถชี วี ติ กบั - ดนตรแี ละเพลงในทอ้ งถิ่น
- จนิ ตศิลป์ ไดแ้ ก่ ดนตรี
ผลงาน ดนตรี
- เนอ้ื หาเรื่องราวในบทเพลงกับวิถีชวี ิต วรรณกรรม
- ภาษาและวรรณกรรม จดั
- โอกาสในการบรรเลงดนตรี
ในประเภทจนิ ตศลิ ป์ ไดแ้ ก่
ดนตรี แผ่นศลิ าจารึกท่ีพบ
ในจังหวัดพะเยา
ค่าว จ๊อย ซอ
-เพลงกล่อมเด็ก
-เพลงพน้ื บา้ น
- ปราชญ์ชาวบา้ นจังหวัด
พะเยา
๖๐
ชน้ั ประถมศึกษำปที ี่ 5
ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู ้องถ่ิน
1. อธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหว่าง * ดนตรกี บั งานประเพณี - ดนตรแี ละเพลงในท้องถน่ิ
ดนตรีกับประเพณีในตา่ ง ๆ
- บทเพลงของงานประเพณใี นท้องถ่ิน - ปราชญ์ชาวบา้ นจังหวัด
- บทบาทของดนตรแี ต่ละประเพณี พะเยา
๒. อธบิ ายคณุ ค่าของดนตรที ่ีมา คณุ ค่าของดนตรจี ากแหล่งวัฒนธรรม - จนิ ตศลิ ป์ ได้แก่ ดนตรี
วรรณกรรม
จากวฒั นธรรมท่ีตา่ งกนั - คุณคา่ ทางสังคม
- คณุ ค่าทางประวตั ศิ าสตร์
ช้ันประถมศึกษำปที ี่ ๖
ตวั ชี้วัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ อ้ งถน่ิ
๓. อภิปรายอิทธิพลของวฒั นธรรม * ดนตรไี ทยในประวตั ิศาสตร์ - ดนตรีและเพลงในทอ้ งถ่ิน
ต่อดนตรีในทอ้ งถน่ิ - ดนตรีในเหตกุ ารณส์ าคญั ทาง
ประวตั ศิ าสตร์
- ดนตรีในยคุ สมยั ต่าง ๆ
อิทธพิ ลของวัฒนธรรมท่ีมีตอ่ ดนตรี
ชนั้ มธั ยมศึกษำปีที่ ๑
ตัวชี้วดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถน่ิ
๑. อธิบายบทบาทความสัมพันธ์ - บทบาทและอทิ ธิพลของดนตรี - ปราชญช์ าวบ้านจังหวดั
และอิทธพิ ลของดนตรที ี่มตี ่อ พะเยา
สังคมไทย - บทบาทดนตรีในสงั คม
อิทธิพลของดนตรีในสังคม
๒. ระบุความหลากหลายของ
- องคป์ ระกอบของดนตรีในแต่ละ
องค์ประกอบดนตรีในวฒั นธรรม วฒั นธรรม
ต่างกนั
ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ี่ ๒
ตวั ชีว้ ัด สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถิ่น
๒. บรรยายอิทธิพลของวฒั นธรรม * เหตกุ ารณ์ประวัตศิ าสตรก์ บั การ - ดนตรพี ืน้ บ้าน/พ้ืนเมอื ง
และเหตกุ ารณใ์ นประวตั ิศาสตร์ทีม่ ี เปล่ยี นแปลง ทางดนตรใี นประเทศไทย
ต่อรูปแบบของดนตรีในประเทศไทย - การเปลย่ี นแปลงทางการเมอื ง
กับงานดนตรี
- การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีกับ
งานดนตรี
ช้นั มัธยมศกึ ษำปีที่ ๓
ตวั ชีว้ ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ
๑. บรรยายววิ ัฒนาการของดนตรี * ประวตั ิดนตรีไทยยุคสมยั ต่าง ๆ - ดนตรีพื้นบ้าน/พ้ืนเมอื ง
แตล่ ะ ยคุ สมยั
๖๑
มำตรฐำน ศ 2.2 เข้ำใจควำมสมั พนั ธ์ระหว่ำงดนตรปี ระวัติศำสตร์ และวฒั นธรรมเห็นคณุ ค่ำ
ของดนตรที ่ีเปน็ มรดกทำงวัฒนธรรม ภูมปิ ัญญำทอ้ งถ่ิน ภูมปิ ญั ญำไทยและสำกล
ชน้ั ประถมศึกษำปีที่ 4
ตัวชี้วดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถนิ่
1. บอกแหล่งที่มาและ * ความสัมพนั ธ์ของวิถีชีวิตกับ - ดนตรแี ละเพลงในทอ้ งถน่ิ
ความสัมพนั ธ์ ของวิถีชีวิตไทยที่ ผลงาน ดนตรี
สะท้อนในดนตรีและเพลงทอ้ งถน่ิ - เนือ้ หาเร่ืองราวในบทเพลงกับวถิ ชี ีวิต
- โอกาสในการบรรเลงดนตรี
ชน้ั ประถมศกึ ษำปที ี่ 5
ตวั ชว้ี ดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถน่ิ
1. อธิบายความสัมพันธร์ ะหว่าง * ดนตรกี ับงานประเพณี - ดนตรีและเพลงในทอ้ งถิ่น
ดนตรีกบั ประเพณีในตา่ ง
วัฒนธรรม ตา่ ง ๆ - บทเพลงของงานประเพณีในทอ้ งถ่นิ
- บทบาทของดนตรีแต่ละประเพณี
ช้นั ประถมศึกษำปที ี่ ๖
ตัวชี้วัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถิ่น
๒. อภิปรายอทิ ธพิ ลของวฒั นธรรม * ดนตรีไทยในประวตั ิศาสตร์ - ดนตรีและเพลงในทอ้ งถิ่น
ต่อดนตรใี นทอ้ งถ่ิน - อทิ ธิพลของวัฒนธรรมท่ีมีต่อดนตรี
๖๒
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ : สำระที่ 3 นำฏศิลป์
มำตรฐำน ศ 3.1 เข้ำใจและแสดงออกทำงนำฏศิลป์อย่ำงสร้ำงสรรค์วิเครำะห์ วิพำกษ์
วจิ ำรณค์ ุณคำ่ นำฏศิลป์ถ่ำยทอดควำมรู้สกึ ควำมคิดอยำ่ งอิสระชนื่ ชม และประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
ช้ันประถมศกึ ษำปีที่ 1
ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถนิ่
1. แสดงทา่ ทางงา่ ยๆ เพอ่ื ส่ือ * การใช้ภาษาท่าทาง และการ -ระบุการละเลน่ พื้นบา้ นใน
ความหมายแทนคาพูด ประดษิ ฐท์ า่ ประกอบเพลง ท้องถิ่นของตน
-การนาการละเลน่ ท้องถ่นิ ไป -แสดงท่าทางประกอบง่ายๆ
ประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจาวัน ของการละเล่นพ้ืนบา้ น
ในทอ้ งถนิ่ ของตน
ชน้ั ประถมศกึ ษำปีท่ี 2
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู ้องถน่ิ
1. แสดงทา่ ทาง เพื่อสือ่ * หลักและวธิ กี ารปฏบิ ตั ินาฏศลิ ป์ - การเคลือ่ นไหวอย่างอิสระ
ความหมายแทนคาพูด - การฝกึ ภาษาท่าส่ือความหมายแทน และสร้างสรรคเ์ พือ่ สื่อ
อากปั กริ ิยา
ตวั ช้ีวัด ความหมายแทนคาพดู
1.แสดงทา่ ทางประกอบเพลงตาม
รูปแบบนาฏศิลป์ ประกอบการละเล่นพน้ื บ้าน
ตวั ช้วี ดั ในทอ้ งถ่ินของตน
1. แสดงการเคลอ่ื นไหวในจงั หวะ
ตา่ ง ๆ ตามความคิดของตน ชัน้ ประถมศกึ ษำปีท่ี 3
สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นร้ทู ้องถน่ิ
* หลกั และวิธีการปฏบิ ัตินาฏศลิ ป์ - การแสดงท่าทางประกอบ
- การฝกึ ภาษาทา่ สื่ออารมณข์ อง การละเลน่ พ้นื บ้านในท้องถน่ิ
มนษุ ย์ ของตนตามภาษาทา่
และนาฏยศพั ท์ง่าย ๆ
ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ี่ 4
สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถิน่
* การประดิษฐ์ทา่ ทางหรือท่ารา - การใช้ภาษาท่าและนาฏย-
ประกอบจังหวะพื้นเมือง
ศัพท์ง่าย ๆ ในการถ่ายทอด
เรือ่ งราวประดษิ ฐ์ท่าทางหรอื
ทา่ ราประกอบจังหวะ
พื้นเมอื ง/พืน้ บา้ นของตน
๖๓
ตัวชี้วัด ชน้ั ประถมศกึ ษำปีท่ี 5 สำระกำรเรยี นรู้ท้องถน่ิ
1. แสดงนาฏศลิ ป์โดยเนน้ การใช้ สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง
ภาษาท่าและนาฏยศัพท์ในการ * การประดิษฐ์ทา่ ทาง - การประดิษฐ์ท่าทางของการ
สอ่ื ความหมายและแสดงออก ประกอบเพลง ฟ้อนประกอบเพลงพ้ืนบ้านใน
- การฟ้อนประกอบเพลงพน้ื บ้าน ท้องถิ่นหรือเรื่องราวต่าง ๆ
ในทอ้ งถน่ิ ของตน ที่เกดิ ข้นึ ในท้องถิ่นของตน
ชนั้ ประถมศึกษำปที ่ี 6
ตวั ชว้ี ดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ
1. สรา้ งสรรคก์ ารเคล่อื นไหวและ * การประดิษฐ์ท่าทางประกอบ - การแสดงออกอย่างอิสระ
การแสดงโดยเน้นการถ่ายทอดลีลา เพลงปลกุ ใจ หรือเพลงพืน้ เมือง ในการประดิษฐท์ า่ ทาง
หรอื อารมณ์ หรอื ทอ้ งถิ่นเน้นลลี าหรืออารมณ์ ประกอบเพลงพน้ื เมือง
หรือทอ้ งถิ่นโดยเน้น
การถา่ ยทอดลีลาหรืออารมณ์
ชั้นมธั ยมศกึ ษำปีท่ี 1
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถนิ่
1. แสดงนาฏศลิ ป์และละครใน * รูปแบบการแสดงนาฏศลิ ป์ - การแสดงนาฏศลิ ป์พื้นบ้าน
รูปแบบง่ายๆ - นาฏศิลป์พื้นบ้าน
ในรปู แบบงา่ ย ๆ โดยใช้ภาษา
ท่าและนาฏยศัพทป์ ระกอบ
ท่าทางการเคล่ือนไหว
ท่เี หมาะสมกบั ท้องถิน่ ของตน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปีที่ 2
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถน่ิ
1. สรา้ งสรรคก์ ารแสดงโดยใช้ * หลกั และวิธีการสร้างสรรค์ - การแสดงนาฏศลิ ป์
องคป์ ระกอบนาฏศลิ ปแ์ ละการ การแสดง โดยใชอ้ งค์ประกอบ สร้างสรรคจ์ ากวิถชี วี ิตความ
ละคร นาฏศลิ ป์และการละคร
เปน็ อยู่วฒั นธรรมตา่ ง ๆ
ทีส่ ามารถเช่ือมโยงและบรู ณา
การกับท้องถิน่ ของตน
ช้ันมธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3
ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถิ่น
1. ใช้นาฏยศพั ทห์ รอื ศัพท์ทางการ * ภาษาทา่ หรือภาษาทางนาฏศิลป์ - การแสดงภาษทา่ และนาฏยศพั ท์
ละครท่เี หมาะสมบรรยาย - ภาษทา่ ทมี่ าจากธรรมชาติ
เปรียบเทยี บการแสดงอากัปกิริยา - ภาษาท่าท่ีมาจากการประดิษฐ์ ท่ีเหมาะสมกับกิรยิ าทา่ ทาง
ของผคู้ นในชวี ติ ประจาวันและใน ของผคู้ นในชวี ติ ประจาวัน
การแสดง ในพน้ื บ้านและท้องถ่นิ ของตน
๖๔
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 3 นำฏศลิ ป์
มำตรฐำน ศ 3.2 เข้ำใจควำมสัมพันธ์ระหว่ำงนำฏศิลป์ ประวัติศำสตร์และวัฒนธรรม
เห็นคณุ ค่ำงำนทัศนศลิ ปท์ ี่เปน็ มรดกทำงวัฒนธรรม ภมู ิปัญญำท้องถิน่ ภมู ิปญั ญำไทย และสำกล
ช้นั ประถมศึกษำปที ่ี 1
ตัวช้ีวดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถน่ิ
1. ระบุและเล่นการละเล่นของ * การละเล่นของเด็กไทย - ระบกุ ารละเล่น
เด็กไทย - วธิ ีการเลน่ พนื้ บา้ นในท้องถิ่นนของตน
2. บอกส่ิงท่ีตนเองชอบในการ - กตกิ า
แสดงนาฏศลิ ป์ * การแสดงนาฏศิลป์ - แสดงท่าทางประกอบง่าย ๆ
- การรแสดงการละเลน่ พ้นื บา้ น ของการละเลน่ พื้นบา้ น
ในทอ้ งถน่ิ ของตน
ช้ันประถมศึกษำปที ่ี 2
ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ อ้ งถ่ิน
1. ระบุและเล่นการละเลน่ * การละเล่นพ้ืนบ้าน - ระบุการละเลน่ พน้ื บา้ นใน
พ้นื เมือง - วิธีการเลน่ ทอ้ งถน่ิ ของตน
- กติกา - ระบุที่มาของการละเล่น
2. เชอื่ มโยงสิ่งท่ีพบเหน็ ใน * ที่มาของการละเลน่ พื้นบ้าน พืน้ บ้านในท้องถิ่นของตน
การละเลน่ พ้นื บ้านกับสิง่ ท่ีพบเหน็ - การเคลอ่ื นไหวอย่างอิสระ
ในการดารงชีวิตของคนไทย และสร้างสรรคเ์ พื่อส่ือ
3. ระบสุ ่งิ ทีช่ น่ื ชอบและภาคภมู ิใจ * การละเล่นพน้ื บ้าน ความหมายแทนคาพูด
ในการละเล่นพน้ื บา้ น ประกอบการละเลน่ พืน้ บา้ น
ในทอ้ งถิ่นของตน
ตวั ช้ีวดั ชัน้ ประถมศึกษำปีที่ 3
1. เลา่ การแสดงนาฏศิลปท์ ่เี คย สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถิ่น
เห็นในทอ้ งถ่นิ * การแสดงนาฏศิลปพ์ ้นื บ้านหรือ - การแสดงท่าทาง
ท้องถนิ่ ของตน ประกอบการแสดงนาฏศลิ ป์
พน้ื บ้านในท้องถ่นิ ของตน
ตัวชี้วัด ช้ันประถมศกึ ษำปที ่ี 4 ตามภาษาท่าจากธรรมชาติ
1. เปรียบเทยี บการแสดง สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง
นาฏศลิ ปก์ บั การแสดง * การชมการแสดง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถิ่น
ท่ีมาจากวัฒนธรรมอน่ื - นาฏศิลป์ - การเปรยี บเทยี บการแสดง
- การแสดงทอ้ งถนิ่ นาฏศิลป์ที่มาจากวัฒนธรรม
ตา่ ง ๆ และนามาเชอื่ มโยง
กับการแสดงนาฏศลิ ป์
ในท้องถ่ินของตน
๖๕
ชัน้ ประถมศกึ ษำปีที่ 5
ตัวชวี้ ดั สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถ่นิ
1. เปรียบเทยี บการแสดงประเภท * การแสดงนาฏศลิ ปป์ ระเภทตา่ ง ๆ - การแสดงนาฏศิลปพ์ นื้ บา้ น
ตา่ ง ๆ ของไทยในแต่ละทอ้ งถ่ิน - การแสดงพ้นื บ้าน
โดยการถ่ายทอดความรู้
จากเร่ืองราวท่ีสะท้อนถึง
วัฒนธรรมและประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิน่ ของตนด้วย
ภาษาท่าทางตามธรรมชาติ
ชนั้ ประถมศึกษำปีที่ 6
ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถ่ิน
1. อธบิ ายสงิ่ ที่มีความสาคัญต่อ * ความหมาย ความเป็นมา - บอกความสาคัญของการแสดง
การแสดงนาฏศลิ ป์และละคร ความสาคญั ของนาฏศิลป์และละคร นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ซง่ึ ในแต่ละ
- บุคคลสาคัญ
ตวั ชวี้ ัด - คุณคา่ ทอ้ งถ่นิ อาจแสดงถงึ เร่ืองราวของ
1. ระบปุ จั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การ บคุ คลสาคัญ สถานท่ี หรือสง่ิ ท่ี
เปล่ียนแปลงของนาฏศิลป์
นาฏศิลป์พนื้ บ้าน ละครไทย แสดงถงึ คุณคา่ ทางสังคม
และละครพืน้ บ้าน
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีที่ 1
ตวั ชีว้ ัด
1. เปรยี บเทียบลักษณะเฉพาะ สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถน่ิ
ของการแสดงนาฏศิลปจ์ าก
วฒั นธรรมตา่ ง ๆ * ปัจจัยท่มี ีผลต่อการเปล่ียนแปลง - การแสดงนาฏศลิ ปแ์ ละการละคร
ของนาฏศิลบ์ นาฏศลิ ป์พ้นื บ้าน พ้นื บ้านในแต่ละท้องถน่ิ น้ัน จะมี
ตัวชี้วดั ละครไทย และละครพนื้ บา้ น การแสดงท่าทาง และการ
1. อธิบายความสาคัญ
และบทบาทของนาฏศิลป์ เคลื่อนไหว ทแี่ ตกตา่ งกันตาม
และการละครในชวี ติ ประจาวัน
วฒั นธรรมและทอ้ งถนิ่ ของตน
ช้ันมัธยมศกึ ษำปีท่ี 2
สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถ่นิ
* นาฏศลิ ปพ์ ้นื เมือง - นาฏศิลปพ์ ้นื บา้ นแตล่ ะท้องถ่ิน
- ความหมาย
- ทีม่ า จะมีลักษณะเฉพาะของการแสดง
- วฒั นธรรม
- ลักษณะเฉพาะ ทแ่ี ตกต่างกันข้ึนอยูก่ ับประเพณี
วฒั นธรรมและทอ้ งถน่ิ ของตน
ชัน้ มัธยมศกึ ษำปที ่ี 3
สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถน่ิ
* ความสาคัญและบทบาท - นาฏศลิ ป์และการละครที่มาจาก
ของนาฏศลิ ป์และการละคร
ในชีวิตประจาวัน วฒั นธรรมและท้องถน่ิ ตา่ ง ๆ นนั้
จะมีความสาคัญ และมีเอกลักษณ์
เป็นของตนเอง
๖๖
5. กลุม่ สำระกำรเรียนรูก้ ำรงำนอำชพี
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 1 กำรดำรงชีวติ และครอบครวั
มำตรฐำน ง 1.1 เข้ำใจกำรทำงำน มีควำมคิดสร้ำงสรรค์ มีทักษะกระบวนกำรทำงำน
ทักษะ กำรจัดกำร ทักษะกระบวนกำรแก้ปัญหำ ทักษะกำรทำงำนร่วมกัน และทักษะกำรแสวงหำ
ควำมรู้ มีคุณธรรม และ ลักษณะนิสัยในกำรทำงำน มีจิตสำนึกในกำรใช้พลังงำน ทรัพยำกร
และสิ่งแวดลอ้ ม เพ่ือกำรดำรงชวี ติ ในครอบครวั
ชั้นประถมศกึ ษำปีที่ 1
ตวั ช้วี ดั สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถิน่
1. บอกวิธีการทางานเพอื่ * การทางานเพอ่ื ชว่ ยเหลอื ตนเอง * การใช้วัสดุ อปุ กรณ์และเครือ่ งมือ
ช่วยเหลือตนเอง เช่น การแต่งกาย งา่ ย ๆ ในท้องถ่นิ ในการทางานอยา่ ง
2. ใช้วสั ดุ อปุ กรณ์ และเครื่องมือ - การเก็บของใช้ ปลอดภัย เช่น
งา่ ยๆในการทางานอย่างปลอดภยั - การหยิบจับและใช้ของใช้ส่วนตวั - การทาความคุ้นเคย
3. ทางานเพอื่ ชว่ ยเหลอื ตนเอง - การจดั โต๊ะ ตู้ ช้ัน การใช้เครอ่ื งมือในท้องถิ่น
อยา่ งกระตอื รือรน้ และตรงเวลา *การใชว้ สั ดุ อุปกรณ์และเครื่องมือ - การรดนา้ ต้นไม้
งา่ ยๆในการทางานอยา่ งปลอดภยั - การถอนและเกบ็ วัชพืช
เชน่
- การทาความค้นุ เคย
การใช้เคร่ืองมอื
-การรดนา้ ตน้ ไม้
-การถอนและเก็บวัชพืช
-การพบั กระดาษเปน็ ของเล่น
* ความกระตือรือรน้ และตรงต่อ
เวลาเปน็ ลักษณะนสิ ยั ในการ
ทางาน
ชัน้ ประถมศึกษำปีท่ี 2
ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถ่ิน
1. บอกวธิ ีการและประโยชน์การ * การทางานเพื่อช่วยเหลือตนเอง * การใชว้ สั ดุ อุปกรณ์ และ เคร่อื งมือ
ทางานเพื่อชว่ ยเหลอื ตนเอง และครอบครวั เช่น ในทอ้ งถิ่นและพ้ืนบา้ น เชน่
และครอบครัว - บทบาทและหนา้ ท่ีของสมาชิก - การเพาะเมลด็
2. ใชว้ สั ดุ อุปกรณ์ และเคร่ืองมือ ในบา้ น - การดแู ลแปลงเพาะกลา้
ในการทางานอยา่ งเหมาะสม * การใชว้ สั ดุ อุปกรณ์ และ - การทาของเลน่ เช่น ก๊อบแก๊บ
กบั งานและประหยดั เคร่อื งมอื เชน่ ว่าวกระดาษ ลูกบอลกระดาษ กังหัน
3. ทางานเพ่อื ชว่ ยเหลอื ตนเอง - การเพาะเมลด็ มา้ กา้ นกล้วย ฯลฯ
และครอบครวั อย่างปลอดภัย - การดแู ลแปลงเพาะกลา้ - การประดิษฐข์ องใชส้ ว่ นตัว
- การทาของเลน่
- การประดษิ ฐข์ องใชส้ ่วนตัว
๖๗
ตัวชีว้ ัด ช้ันประถมศึกษำปีที่ 3 สำระกำรเรยี นรู้ท้องถิ่น
1. อธิบายวธิ ีการประโยชน์การ สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง 1. การประดิษฐข์ องใช้โดยใช้วัสดุ
ทางานเพ่ือช่วยเหลอื ตนเอง ในท้องถ่ิน เชน่ จกั สารจากไมไ้ ผ่
ครอบครวั และสว่ นร่วม * การประดิษฐ์ของใช้ ไมก้ วาดดอกหญ้า ไม้ปดั ขนไก่
3. ทางานอย่างเปน็ ข้นั ตอน โอกาส ตา่ ง ๆ โดยใช้วสั ดุ ครกหิน ผกั ตบชวา ก่องขา้ ว เปน็ ต้น
ตาม กระบวนการทางานด้วย ในทอ้ งถิ่น
ความ สะอาดรอบครอบ
และอนุรักษ์สง่ิ แวดล้อม
ช้ันประถมศึกษำปที ่ี 4
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถิน่
1. อธบิ ายเหตุผลในการทางานให้ * การทางาน เช่น * การทางานให้บรรลุเป้าหมายเป็น
บรรลเุ ปา้ หมาย - การดูแลรกั ษาของใช้ การทางานตามลาดับอย่างเป็น
2. ทางานบรรลุเป้าหมายท่ีวางไว้ - การจดั ตู้เสอื้ ผ้า โต๊ะเขยี น ขั้นตอน ตามกระบวนการทางาน เช่น
อยา่ ง เป็นขน้ั ตอนด้วยความขยนั หนังสือและกระเป๋านกั เรยี นส่วนตวั - การปลกู ผักพืน้ บา้ นเพอ่ื การ
อดทนรบั ผิดชอบและซ่ือสัตย์ - การปลกู ไม้ดอก หรอื ไมป้ ระดบั อนุลักษณ์ หรือไว้สาหรบั
3. ปฏบิ ัตติ นอยา่ งมีมารยาทใน - การซอ่ มแซมวัสดอุ ุปกรณ์ การประกอบอาหาร ได้แก่ ผักแคบ
การทางาน และเครอื่ งมือ ผักหละ หอมป้อม ผกั ปง๋ั ฯลฯ
4.ใชพ้ ลงั งานและทรัพยากร - การประดิษฐ์ของใช้ ของตกแตง่ - การประดิษฐ์สิ่งของเคร่ืองใชจ้ าก
ในการทางานอย่างประหยัด จากใบตองและกระดาษ วัสดธุ รรมชาติ ไดแ้ ก่ กระบวยจาก
และค้มุ ค่า - การจดั เก็บเอกสารส่วนตัว กะลามะพร้าวในการตักนา้ โคมไฟ
* มารยาท เชน่ จากกะลามะพร้าว ไม้กวาดดอกหญา้
- การต้อนรับบิดามารดาหรอื การจักสานอุปกรณต์ า่ ง ๆ จากไม้ไผ่
ผู้ปกครองในโอกาสตา่ ง ๆ กระทง ถาดใบตอง บายศรี กรวย
- การรบั ประทานอาหาร ดอกไม้ ฯลฯ
และห้องส้วม - การประดษิ ฐข์ องใชจ้ ากกระดาษ
- การใชห้ อ้ งเรียน ห้องนา้ เช่น กลอ่ งใสด่ นิ สอ ปากกา กล่องใส่
* การใชพ้ ลังงานและ กระดาษชาระ ตะกร้าใส่ของ
ทรัพยากรอยา่ งประหยัด กระเช้าดอกไม้ ฯลฯ
และคุ้มค่าเปน็ คุณธรรมใน - ใชพ้ ลังงาน และทรัพยากรที่มีอยู่
การทางาน ในท้องถิ่นของตนเองอยา่ งประหยดั
และค้มุ คา่
๖๘
ชัน้ ประถมศกึ ษำปที ี่ 5
ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถิ่น
1. อธบิ ายเหตผุ ลในการทางาน * การประดษิ ฐ์ของใช้ของตกแต่ง - ทกั ษะการจัดการในการจัด
แตล่ ะขนั้ ตอนถูกต้อง จากวัสดเุ หลอื ใชท้ ่ีมีอยู่ในท้องถน่ิ ระบบงาน และระบบคน เพื่อให้
ตามกระบวนการ * การประดิษฐ์ของใช้ของตกแต่ง ทางานสาเร็จตามเป้าหมายอยา่ งมี
2. ใช้ทกั ษะในการจัดการในการ จากวัสดเุ หลือใชท้ ่ีมีอยู่ในท้องถน่ิ ประสิทธิภาพ เชน่ การประดิษฐ์
ทางานอย่างเป็นระบบประณีต ของ ใช้ ของตกแตง่ จากวัสดุเหลอื ใช้
และมีความคิดสร้างสรรค์ ทม่ี ีอยใู่ นท้องถ่นิ ของตนเอง
3. ปฏิบตั ติ นอยา่ งมมี ารยาท การจกั สารของใชจ้ ากวัสดใุ นท้องถน่ิ
ในการทางานกบั สมาชิก เช่น ขา้ วเปลือก ฟาง ไมไ้ ผ่
ในครอบครัว ผักตบชวา ไมก้ วาดดอกหญา้ ผา้ ปูโต๊ะ
4. มีจิตสานึกในการใช้พลังงาน จากถงุ นม ฯลฯ
และทรัพยากรอยา่ งประหยดั - การใชท้ รพั ยากรธรรมชาติ
และคุ้มค่า และสิง่ แวดล้อมท่มี ีอยใู่ น
ท้องถ่ิน ใหเ้ กดิ ประโยชน์
ชัน้ ประถมศึกษำปที ี่ 6
ตัวชี้วดั สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถน่ิ
1. อภปิ รายแนวทางในการทางาน * การทางานและการปรับปรุง * จดั การในการทางานและทักษะการ
และปรบั ปรงุ การทางาน การทางาน เชน่ ทางานร่วมกนั เชน่
แตล่ ะขนั้ ตอน - การปลูกไมด้ อก หรอื ไมป้ ระดบั - การเตรียม ประกอบ จัดอาหารตาม
2. ใชท้ กั ษะการจดั การ ในการ หรือปลกู ผกั หรอื เล้ยี งปลาสวยงาม พ้นื บ้าน ใหส้ มาชิกในครอบครัว เชน่
ทางาน และมีทกั ษะการทางาน - การบันทึกรายรับ –รายจา่ ย ผักกาดจอ นา้ พริกอ่อง ฯลฯ
รว่ มกนั ของห้องเรียน - การตดิ ตั้ง ประกอบ ของใช้ในบา้ น
3. ปฏิบัตติ นอย่างมีมารยาทใน - การจดั เกบ็ เอกสารการเงิน ดว้ ยวสั ดุท้องถ่ิน
การทางานกบั ครอบครัวและผอู้ ่ืน * การจดั การในการทางาน - การประดิษฐ์ของใช้ ของตกแตง่ ให้
และทักษะการทางานร่วมกนั เชน่ สมาชกิ ในครอบครัว หรอื เพ่ือน
- การประดษิ ฐ์ของใช้ ของตกแตง่ ในโอกาสตา่ ง ๆ ด้วยวัสดทุ ้องถนิ่
ใหส้ มาชิกในครอบครวั หรอื เพอ่ื น
ในโอกาสตา่ ง ๆ
* มารยาท เช่น
- การทางานกบั สมาชิกใน
ครอบครัวและผู้อ่ืน
* การมจี ิตสานกึ ในการใช้พลังงาน
และทรพั ยากรอย่าง ประหยัดและ
ค้มุ ค่าเป็นคณุ ธรรมในการทางาน
๖๙
ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ่ี 1
ตัวช้ีวัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่ิน
1. วิเคราะห์ขั้นตอนการทางาน * การประดิษฐ์ของใชข้ องตกแตง่ ขนั้ ตอนการทางาน ทักษะกระบวน
ตามกระบวนการ
2. ใชก้ ระบวนการในกลมุ่ ใน จากวสั ดุเหลอื ใช้ที่อยู่ในท้องถ่ิน การทางานตามลาดบั ข้นั ตอนที่
การทางานดว้ ยความเสียสละ
3. ตดั สินใจแกป้ ญั หาการ วางแผนไว้ เชน่
ทางานอย่างมีข้อมูล
- การใช้อุปกรณ์อานวยความสะดวก
ในการทางานบา้ น โดยใชอ้ ุปกรณ์
ท้องถิน่ ตา่ ง ๆ เชน่ ไมก้ วดดอกหญ้า
ไมก้ วาดทางมะพร้าว โดยจัดชอ้ื หรือ
อดุ หนุนจากกลุ่มจกั สานในหมบู่ ้าน
- การจัดและตกแตง่ ห้อง จากวสั ดใุ น
ทอ้ งถ่นิ เชน่ โคมไฟจากกะลามะพร้าว
เคร่อื งจักสานทีม่ ีลวดลายที่สวยงาม
กระบวนการกลุ่ม เป็นวธิ กี ารทางาน
ตามขั้นตอน คอื การเลอื กหวั หน้ากล่มุ
กาหนดเปา้ หมาย วางแผน แบง่ งาน
ตามความสามารถ ปฏิบตั ติ ามบทบาท
หนา้ ทปี่ ระเมนิ ผลและปรบั ปรงุ งาน
เชน่
- การเตรียม ประกอบ จัด ตกแตง่
และบริการอาหาร เมนพู น้ื บ้านตา่ ง ๆ
เชน่ แกงแค แกงผกั หวาน แกงหน่อไม้
- การแปรรูปผลผลติ ทางการเกษตร
เช่น ลาไยอบแห้ง มะม่วงแผ่น มะมว่ ง
ดอง เปน็ ต้น
- การประดษิ ฐข์ องใช้ ของตกแต่ง
จากวัสดุในทอ้ งถ่นิ
- ความเสยี สละเป็นลักษณะนสิ ยั
ในการทางาน
- การแก้ปัญหาในการทางานเพอื่ ให้
เกิดความคิดหาวิธีการแก้ปัญหา
ต่าง ๆ เชน่
- การจัดสวนในภาชนะ โดยออกแบบ
ใหเ้ ข้ากับบรรยากาศในท้องที่
๗๐
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 2
ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถิ่น
1. ใชท้ กั ษะการแสวงหาความรู้ * ขน้ั ตอนการทางาน เชน่ * การทางานโดยใชก้ ระบวนการกลมุ่
เพอ่ื พฒั นาการทางาน - การใช้อปุ กรณ์อานวยความ เชน่
2. ใช้กระบวนในการ สะดวกในการทางานบ้าน - การเตรยี มประกอบจัดตกแตง่ และ
แก้ปญั หาใน การทางาน - การจัดและตกแตง่ หอ้ ง บริการอาหารในทอ้ งถิน่
3. มจี ิตสานกึ ในการทางาน - การเลอื กซื้อสินคา้ ในรา้ นค้า - การแปรรูปผลผลติ ทางการเกษตร
และใช้ ทรัพยากรในการ ปลกี ค้าสง่ ร้านสะดวกซื้อและ ของทอ้ งถ่ิน
ปฏบิ ตั งิ าน ห้างสรรพสินคา้ - การประดษิ ฐข์ องใช้ ของตกแต่งจาก
* การทางานโดยใชก้ ระบวนการ วสั ดุเหลือใช้ทีอ่ ยใู่ นท้องถ่ิน
กลมุ่ เช่น - งานศิลปหัตถกรรมในท้องถิ่น เชน่
- การเตรยี มประกอบจดั ตกแตง่ งานจกั สาน งานเยบ็ ปกั ถักร้อย ฯลฯ
และบรกิ ารอาหาร
- การแปรรูปผลผลติ ทาง
การเกษตร
- การประดิษฐข์ องใช้ ของ
ตกแต่ง จากวัสดใุ นทอ้ งถน่ิ
* การแกป้ ญั หาในการทางาน
เช่น
- การจัดสวนในภาชนะ
- การซอ่ มแซม วัสดุ อปุ กรณ์
และเครื่องมือ/เคร่ืองใช้
ช้นั มธั ยมศึกษำปีที่ 3
ตวั ชวี้ ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถิน่
1. อภปิ รายขนั้ ตอนการทางานที่มี * ข้ันตอนการทางาน เช่น - อาหารประเภทสารับในทอ้ งถิ่น
ประสิทธภิ าพ - การซกั ตาก พับ เกบ็ เสอื้ ผา้
2. ใชท้ กั ษะในการทางานรว่ มกนั ทตี่ ้องการการดูแลอย่างประณีต
อย่างมีคณุ ธรรม - การสรา้ งชิน้ งาน หรือผลงาน
3. อภปิ รายการทางานโดยใช้ * การทางานร่วมกัน เช่น
ทกั ษะการจัดการเพื่อการ - การเตรยี ม ประกอบอาหาร
ประหยดั พลังงานทรัพยากร ประเภทสารบั
และส่ิงแวดล้อม
๗๑
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี 2 กำรอำชพี
มำตรฐำน ง 2.1 เข้ำใจ มีทักษะท่ีจำเป็น มีประสบกำรณ์ เห็นแนวทำงในงำนอำชีพ
ใช้เทคโนโลยีเพอ่ื พฒั นำอำชีพ มีคณุ ธรรมและมเี จตคตทิ ด่ี ีตอ่ อำชีพ
ช้ันประถมศึกษำปที ี่ 4
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นร้ทู ้องถนิ่
1. อธบิ ายความหมายและ * ความหมายและความสาคัญ -ความหมาย และความสาคัญอาชีพ
ความสาคัญของอาชีพ ของอาชีพ ในชุมชน เชน่ ทาสวน ทาไร่ ทานา
ปลูกพชื เล้ียงสัตว์ ฯลฯ
ชั้นประถมศกึ ษำปีท่ี 5
ตัวช้วี ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถิ่น
1. สารวจข้อมลู ทเ่ี กี่ยวกบั อาชพี * อาชพี ต่าง ๆ ในชุมชน เชน่ - อาชีพในชมุ ชน เชน่ ทาสวน ทาไร่
ต่าง ๆ ค้าขาย รบั จ้าง เกษตรกรรม ทานา ปลูกพชื เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ
2. ระบคุ วามแตกต่างของอาชพี รบั ราชการ อาชพี อสิ ระ - งานหัตถกรรมในท้องถ่ิน เช่น
* ความแตกตา่ งของอาชีพ การจักสาน ฯลฯ
เช่น รายได้/ลักษณะงาน/ - ความแตกต่างของอาชีพในชุมชน
ประเภท กจิ กรรม เชน่ รายได/้ ลักษณะงาน/ประเภท
* ข้อควรคานึงเก่ยี วกับอาชพี กิจกรรมรายได้
การทางานไมเ่ ป็นเวลา/การ
ยอมรบั นบั ถือจากสงั คม/มี
ความเสีย่ งตอ่ ชวี ติ สงู
ช้นั ประถมศึกษำปที ี่ 6
ตัวช้วี ัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถ่ิน
1. สารวจตนเองเพื่อวางแผนใน * การสารวจตนเอง อาชพี ในชมุ ชนทีเ่ หมาะกบั ตนเอง เชน่
การเลอื ก อาชพี -ความสนใจ ความสามารถ ทาสวน ทาไร่ ทานา ปลูกพืช เลีย้ ง
2. ระบุความรู้ ความสามารถ และทกั ษะ สัตว์ การทาอาหาร การทาปุยหมัก
และคณุ ธรรม ทีส่ ัมพันธ์กับอาชีพ * คุณธรรมในการประกอบอาชพี การทาขนมไทย การทานา อาชพี
ที่สนใจ เช่น บรกิ าร พนักงานในโรงงานห้างร้าน
- ความซื่อสตั ย์ เจาหนาทรี่ าชการ การแปรรูปอาหาร
- ความขยนั อดทน การถนอมอาหาร เปนตน
-ความยตุ ธิ รรม - งานหัตถกรรมในท้องถิ่น เช่น
- ความรบั ผิดชอบ การจักสาน ฯลฯ
- ความรู้ ความสามารถและคณุ ธรรม
ท่สี มั พนั ธก์ ับอาชพี ในท้องถ่นิ ท่ตี นเอง
ท่ีสนใจ
๗๒
ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 1
ตวั ชีว้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู ้องถน่ิ
1. อธิบายแนวทางการเลือกอาชีพ * แนวทางการเลือกอาชีพ งำนบ้ำน งำนประดิษฐ์
2. มีเจตคติทดี่ ตี อ่ การประกอบ - กระบวนการตัดสินใจเลอื ก - การทาน้าผลไมใ้ นทอ้ งถ่นิ
อาชีพ อาชพี - การประกอบอาหารคาวหวาน
3. เห็นความสาคญั ของการสร้าง * เจตคติทีด่ ตี ่อการประกอบ ในทอ้ งถนิ่ / อาหารพ้ืนบ้าน
อาชพี อาชพี - การถนอมอาหาร และผลไม้
- การสร้างรายไดจ้ ากการ ในทอ้ งถน่ิ ตาม ฤดูกาล
ประกอบอาชีพสจุ รติ - ขนมไทยท้องถนิ่
* ความสาคัญของการสรา้ งอาชพี - การประกอบอาหารและเคร่ืองด่ืม
- การมรี ายได้จากอาชพี สมุนไพร พื้นบ้าน
ท่ีสร้างข้ึน - การแปรรปู ผลไมใ้ นทอ้ งถ่ิน
- การเตรียมความพร้อม - การแกะสลักผลไมใ้ นทอ้ งถ่ิน
- งานตกแตง่ บา้ น บรเิ วณบ้านด้วย
วัสดุในทอ้ งถ่นิ
- ผลติ ภณั ฑท์ ใ่ี ชใ้ นครวั เรือน เช่น
นา้ ยาล้างจาน
- ผลิตภัณฑ์เพ่อื สขุ ภาพ เชน่ สบู่สปา
ยาสระ ผม ฯลฯ
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2
ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นร้ทู อ้ งถ่นิ
1. อธิบายการเสริมสรา้ ง * การจัดประสบการณอ์ าชีพ - การหางาน และคุณสมบัติที่จาเป็น
ประสบการณ์อาชพี - สถานการณแ์ รงงาน ทักษะท่ีจาเปน็ ต่อการประกอบอาชีพ
2. ระบุการเตรยี มตัวเขา้ สู่อาชีพ ประกาศรบั สมัครงาน ในทอ้ งถ่นิ
3. มีทักษะพืน้ ฐานที่จาเป็น - ความรู้ความสามารถของ งำนเกษตร
สาหรับการประกอบอาชีพท่ีสนใจ ตนเอง - การปลกู พชื ผกั ผลไม้ในท้องถนิ่
- ผลตอบแทน เชน่ ผักหวาน ผกั ชะอม ฯลฯ
* การเตรยี มตวั เข้าส่อู าชพี - การทานาขา้ ว
- การหางาน - การปลูกพชื ผักสวนครวั ปลอด
- คุณสมบตั ิท่จี าเปน็ สารพิษ
* ทกั ษะทจ่ี าเปน็ ต่อการประกอบ - การปลกู ผลิตผลทางการเกษตรตาม
อาชพี แนวเกษตร ๑๗ ทฤษฎีใหม่ เช่น ไม้
- ทกั ษะกระบวนการทางาน ดอกไม้ประดบั ไม้ผล พชื สวนครวั
- ทักษะกระบวนการแกป้ ญั หา ไม้ใบ
- ทกั ษะการทางานร่วมกัน - การทาปยุ๋ ชีวภาพ
- ทกั ษะการแสวงหาความรู้ - การเล้ียงปลาในบอ่ ซีเมนต์ กบ
- ทักษะการจัดการ จิ้งหรีดฯลฯ
๗๓
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีที่ 3
ตัวช้วี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถนิ่
1. อภปิ รายการหางานด้วยวธิ ี * การหางานหรือตาแหนง่ ท่ีว่าง งานช่าง
ท่หี ลากหลาย - สื่อ สง่ิ พิมพ์ - งานปูนปนั้ งานซอ่ มจักรยานยนต์
2. วิเคราะห์แนวทางเขา้ สอู่ าชีพ - ส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์ เบอ้ื งต้น งานไฟฟา้ งานช่างอ่ืน ๆ
3. ประเมินทางเลือกในการ * แนวทางเขา้ สอู่ าชีพ ในท้องถน่ิ ฯลฯ
ประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับ - คณุ สมบัตทิ จี่ าเป็น - การใชเ้ ทคโนโลยีในการออกแบบ
ความรู้ความถนดั และความสนใจ - ความมั่นคง ผลิตภัณฑ์/ บรรจุภัณฑ์ท่ีเน้นความ
ของตนเอง - การประเมนิ ทางเลือก เป็นท้องถน่ิ
* การประเมินทางเลอื กอาชีพ - การหางานและอาชพี ในท้องถ่นิ ด้วย
- แนวทางการประเมิน วธี ีการที่หลากหลาย เช่น สอื่ สง่ิ พมิ พ์
- รูปแบบการประเมิน ในทอ้ งถิ่น สานกั งานจดั หางาน
- เกณฑ์การประเมนิ ในท้องถ่ิน สื่อ ICT เป็นต้น
- คณุ สมบัติท่จี าเป็น ความมั่นคง
ของอาชีพตา่ ง ๆ ในท้องถ่ิน
เพ่อื ประเมนิ ทางเลือก
๗๔
6. กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ : สำระท๑่ี วทิ ยำศำสตรช์ วี ภำพ
มำตรฐำน ว ๑.๑ เข้ำใจควำมหลำกหลำยของระบบนิเวศ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
ส่ิงไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และควำมสัมพันธ์ระหว่ำงส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่ำง ๆ ในระบบนิเวศ
กำรถ่ำยทอดพลังงำน กำรเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ควำมหมำย ของประชำกร ปัญหำ
และผลกระทบที่มีต่อทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม แนวทำงในกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรธรรมชำติ
และกำรแกไ้ ขปญั หำสิ่งแวดลอ้ มรวมทั้งนำควำมรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ชนั้ ประถมศึกษำปีท่ี 1
ตวั ชีว้ ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถนิ่
๑. ระบชุ อ่ื พชื และสัตว์ที่อาศยั อยู่ • บริเวณต่าง ๆ ในท้องถิน่ เชน่ *สภาพแวดลอ้ มในท้องถิน่
บรเิ วณตา่ ง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวม สนามหญ้า ใต้ต้นไม้
ของเรา
ได้ สวนหยอ่ ม แหลง่ นา้ อาจพบพืชและ *พชื ในท้องถิ่น
๒. บอกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สตั วห์ ลายชนิดอาศัยอยู่
กบั การดารงชีวติ ของสัตว์ในบริเวณ • บริเวณทแี่ ตกตา่ งกันอาจพบพืชและ *สตั ว์ในท้องถน่ิ
ท่อี าศัยอยู่ สัตวแ์ ตกตา่ งกนั
เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละ
บรเิ วณจะมคี วามเหมาะสมต่อการ
ดารงชวี ติ ของพชื และสตั ว์
ทอ่ี าศยั อยใู่ นแตล่ ะบริเวณ เช่น สระ
น้า มนี ้าเปน็ ที่อย่อู าศัยของหอย ปลา
สาหร่าย เปน็ ทห่ี ลบภยั
และมแี หล่งอาหารของหอยและปลา
บรเิ วณตน้ มะม่วงมตี น้ มะมว่ งเปน็
แหล่งท่ีอยู่ และมีอาหาร
สาหรบั กระรอกและมด
• ถา้ สภาพแวดล้อมในบรเิ วณท่พี ชื
และสตั วอ์ าศัยอยู่มีการเปลีย่ นแปลง
จะมีผลต่อการดารงชีวติ ของ
พชื และสัตว์
๗๕
ชัน้ ประถมศกึ ษำปที ี่ ๕
ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถ่นิ
๑. บรรยายโครงสร้างและลกั ษณะ • ส่ิงมชี วี ิตท้งั พืชและสัตวม์ ีโครงสร้าง การปรับตัวของสิง่ มชี ีวิตใน
ของสง่ิ มีชีวิตทเี่ หมาะสมกับการ และลกั ษณะท่ีเหมาะสมในแต่ละ ท้องถิ่น
ดารงชีวติ ซึ่งเปน็ ผลมาจากการ แหล่งทีอ่ ยู่ ซ่ึงเปน็ ผลมาจากการ ความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มชี วี ิต
ปรับตวั ของส่ิงมีชีวติ ในแตล่ ะแหลง่ ปรบั ตัวของสิ่งมชี ีวิต เพ่ือใหด้ ารงชวี ิต กับส่งิ มชี วี ติ และสง่ิ มชี ีวิตกบั
ทอ่ี ยู่ และอยรู่ อดได้ในแตล่ ะแหล่งที่อยู่ ส่งิ ไมม่ ีชีวิตในท้องถ่นิ
๒. อธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ ง เช่น ผักตบชวามีช่องอากาศในกา้ นใบ โซอ่ าหารในท้องถน่ิ
สิ่งมีชวี ติ กับสงิ่ มีชวี ติ และ ชว่ ยใหล้ อยนา้ ได้ ตน้ โกงกาง ปัญหาสิง่ แวดลอ้ มในทอ้ งถ่นิ
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสิง่ มีชีวติ กบั ทขี่ ้ึนอยใู่ นป่าชายเลนมรี ากค้าจนุ
สง่ิ ไมม่ ชี วี ติ เพ่ือประโยชน์ตอ่ การ ทาให้ลาตน้ ไม่ล้ม ปลามีครบี ช่วย
ดารงชีวิต ในการเคลือ่ นทใี่ นนา้
๓. เขยี นโซ่อาหารและระบบุ ทบาท • ในแหลง่ ทอี่ ยหู่ น่งึ ๆ สงิ่ มีชวี ิตจะมี
หนา้ ทีข่ องสิ่งมีชวี ิตทีเ่ ป็นผผู้ ลิตและ ความสมั พันธ์ซึ่งกนั และกันและ
ผู้บรโิ ภคในโซอ่ าหาร สัมพันธ์กบั สิ่งไมม่ ีชีวติ เพื่อ
๔. ตระหนักในคุณค่าของ ประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ เชน่
สิ่งแวดล้อมทีม่ ีต่อการ ความสมั พันธก์ นั ด้านการกนิ กนั เปน็
ดารงชวี ติ ของสิ่งมชี วี ติ โดยมีสว่ น อาหาร เป็นแหล่งที่อยอู่ าศัยหลบภัย
รว่ มในการดูแลรกั ษาส่ิงแวดล้อม และเลยี้ งดูลูกออ่ น ใช้อากาศในการ
หายใจ
• สิ่งมีชีวิตมกี ารกินกนั เป็นอาหาร โดย
กนิ ตอ่ กันเป็นทอด ๆ ในรปู แบบของ
โซอ่ าหาร ทาใหส้ ามารถระบุบทบาท
หน้าที่ของสิ่งมชี วี ิตเปน็ ผผู้ ลติ
และผ้บู ริโภค
๗๖
ชนั้ มัธยมศกึ ษำปีท่ี ๓
ตัวชี้วัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถ่ิน
1. อธิบายปฏสิ มั พนั ธ์ของ • ระบบนิเวศประกอบดว้ ย ระบบนิเวศในท้องถนิ่
องค์ประกอบของระบบนิเวศทีไ่ ด้ องค์ประกอบที่มีชวี ติ เช่น พืช สตั ว์ ความสมั พันธ์ระหว่าง
จากการสารวจ จลุ นิ ทรยี ์ และองคป์ ระกอบท่ี ส่ิงมชี ีวติ กับส่งิ มชี ีวติ ใน
2. อธบิ ายรูปแบบความสัมพันธ์ ไมม่ ีชีวติ เชน่ แสง นา้ อุณหภูมิ ท้องถิน่
ระหว่างสิ่งมชี วี ติ กบั สงิ่ มชี ีวติ แรธ่ าตุ แกส๊ องคป์ ระกอบเหลา่ น้ี การถ่ายทอดพลังงานในห่วง
รปู แบบต่าง ๆ ในแหลง่ ทีอ่ ยู่ มปี ฏิสมั พันธก์ ัน เชน่ พชื ต้องการแสง โซ่อาหารและสายใยอาหาร
เดียวกันทีไ่ ดจ้ ากการสารวจ น้า และแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ในท้องถิน่
3. สรา้ งแบบจาลองในการอธิบาย ในการสร้างอาหาร สตั วต์ ้องการ *การดูแลรกั ษาระบบนิเวศ
การถา่ ยทอด พลงั งานในสายใย อาหาร และสภาพแวดล้อมที่ ในทอ้ งถิ่น
อาหาร เหมาะสมในการดารงชวี ิต เช่น
4. อธิบายความสมั พันธ์ของผูผ้ ลติ อณุ หภมู ิ ความช้นื องค์ประกอบทั้ง
ผบู้ ริโภค และผ้ยู ่อยสลาย สองสว่ นนจ้ี ะต้องมีความสัมพันธก์ ัน
สารอนิ ทรยี ์ในระบบนิเวศ อย่างเหมาะสมระบบนิเวศจงึ จะ
5. อธบิ ายการสะสมสารพิษ สามารถคงอยู่ต่อไปได้
ในส่งิ มชี วี ิตในโซอ่ าหาร • สง่ิ มชี ีวิตกบั สิง่ มชี วี ติ มีความสมั พันธ์
๕. ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธข์ อง กนั ในรูปแบบตา่ ง ๆ เชน่ ภาวะพงึ่ พา
ส่งิ มชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อมในระบบ กัน ภาวะองิ อาศัยภาวะเหย่ือกบั ผ้ลู า่
นเิ วศ โดยไม่ทาลายสมดุล ภาวะปรสิต
ของระบบนิเวศ • สง่ิ มชี วี ติ ชนดิ เดยี วกนั ที่อาศัยอยู่
รว่ มกันในแหล่งท่ีอยู่เดยี วกนั ในชว่ ง
เวลาเดียวกัน เรียกวา่ ประชากร
• กลุ่มส่ิงมีชีวิตประกอบด้วยประชากร
ของส่งิ มีชีวติ หลาย ๆ ชนดิ อาศยั อยู่
รว่ มกันในแหลง่ ท่ีอยู่เดียวกัน
• กล่มุ สิง่ มีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งตาม
หนา้ ทไ่ี ด้เปน็ ๓ กลมุ่ ไดแ้ ก่ ผ้ผู ลติ
ผูบ้ ริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรยี ์
สง่ิ มชี ีวิตทง้ั ๓ กลุม่ นี้ มคี วามสัมพนั ธ์
กนั ผู้ผลติ เปน็ สิ่งมชี ีวติ ท่ี สรา้ งอาหาร
ได้เอง โดยกระบวนการ สังเคราะห์
ด้วยแสงผูบ้ ริโภค เป็น ส่ิงมชี วี ติ ทไี่ ม่
สามารถสรา้ งอาหารได้เอง และต้อง
กนิ ผผู้ ลิตหรอื สงิ่ มชี วี ติ อืน่
๗๗
ตวั ชี้วดั ช้นั มัธยมศึกษำปีท่ี ๓ สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ
สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง
เปน็ อาหาร เม่ือผผู้ ลิตและผู้บริโภค
ตายลง จะถกู ย่อยโดยผ้ยู อ่ ยสลาย
สารอนิ ทรีย์ซ่งึ จะเปล่ียน
สารอินทรียเ์ ป็นสารอนินทรียก์ ลับคนื
สู่สง่ิ แวดล้อม ทาให้เกิดการหมนุ เวียน
สารเป็นวัฏจกั รจานวนผู้ผลิตผู้บรโิ ภค
และผยู้ อ่ ยสลายสารอินทรีย์จะตอ้ งมี
ความเหมาะสม จึงทาให้กล่มุ สิ่งมชี ีวิต
อย่ไู ด้อยา่ งสมดุล
• พลังงานถูกถา่ ยทอดจากผู้ผลติ ไปยัง
ผู้บริโภคลาดบั ตา่ ง ๆ รวมทัง้ ผู้ยอ่ ย
สลายสารอินทรียใ์ นรูปแบบสายใย
อาหาร ท่ีประกอบดว้ ย โซอ่ าหาร
หลายโซท่ ี่สัมพันธ์กนั ในการถา่ ยทอด
พลงั งานในโซ่อาหาร พลงั งานทถ่ี กู
ถ่ายทอดไปจะลดลง
เรอ่ื ย ๆ ตามลาดบั ของการบรโิ ภค
• การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ
อาจทาให้มสี ารพิษสะสมอยูใ่ น
ส่ิงมชี ีวิตได้ จนอาจก่อใหเ้ กดิ
อันตรายตอ่ สง่ิ มชี วี ิต และทาลาย
สมดุลในระบบนเิ วศ ดังน้ันการดูแล
รักษาระบบนเิ วศให้เกดิ ความสมดลุ
และคงอยู่ตลอดไปจงึ เป็นสง่ิ สาคญั
๗๘
มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพ
และวิวฒั นาการของสงิ่ มีชวี ิต รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ช้ันประถมศกึ ษำปที ่ี 4
ตวั ชีว้ ดั สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถ่ิน
๑. จาแนกสิ่งมชี วี ิตโดยใช้ความ • ส่งิ มีชวี ิตมหี ลายชนดิ สามารถ การจาแนกสงิ่ มีชีวิตในทอ้ งถิ่น
เหมอื น และ ความแตกต่างของ จัดกลุ่มไดโ้ ดยใช้ ความเหมอื น ออกเป็นกลมุ่
ลกั ษณะของสิ่งมชี วี ติ ออกเป็น และความแตกต่างของลักษณะ ๑. การจาแนกพืชในท้องถ่นิ
กลุม่ พืช กลุ่มสัตว์และกลุ่มที่ไมใ่ ช่ ตา่ ง ๆ เช่น กลุ่มพชื สร้างอาหาร ๒. การจาแนกสัตวใ์ นท้องถ่นิ
พืชและสัตว์ เองไดแ้ ละเคล่อื นที่ด้วย ตนเอง ๓. การจาแนกกลุ่มทีไ่ ม่ใชพ่ ืช
๒. จาแนกพืชออกเปน็ พืชดอก ไม่ได้กลมุ่ สัตวก์ นิ สิง่ มชี ีวิตอื่นเปน็ และสัตวใ์ นท้องถน่ิ เช่น เหด็ รา
และพชื ไม่มีดอก โดยใชก้ ารมีดอก อาหาร และเคลือ่ นท่ีได้กลุ่มท่ี จลุ นิ ทรยี ์
เป็นเกณฑโ์ ดยใช้ขอ้ มูล ที่รวบรวม ไม่ใช่พืชและสตั ว์เชน่ เหด็ รา
ได้ จุลนิ ทรีย์
๓. จาแนกสตั วอ์ อกเปน็ สตั วม์ ี • การจาแนกพชื สามารถใช้การมี
กระดูกสนั หลังและ สัตว์ไม่มี ดอกเป็นเกณฑ์ ในการจาแนก ได้
กระดูกสันหลัง โดยใชก้ ารมี เปน็ พชื ดอกและพืชไม่มีดอก
กระดูกสันหลัง เปน็ เกณฑโ์ ดยใช้ • การจาแนกสัตวส์ ามารถใช้การมี
ขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้ กระดูกสันหลัง เป็นเกณฑใ์ นการ
๔. บรรยายลกั ษณะเฉพาะที่ จาแนกได้เปน็ สตั ว์มีกระดกู สัน
สงั เกตได้ของสัตว์ มีกระดูกสัน หลัง และสัตวไ์ ม่มีกระดูกสนั หลัง
หลงั ในกลุม่ ปลา กลุ่มสตั วส์ ะเทนิ • สัตว์มกี ระดกู สนั หลังมหี ลาย
น้า สะเทนิ บก กลุม่ กลุ่ม ได้แก่กลมุ่ ปลา กลมุ่ สตั ว์
สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน กลุ่มนก และ สะเทนิ นา้ สะเทนิ บกกลุ่ม
กลุ่มสตั ว์เล้ียงลกู ด้วยนา้ นม และ สตั ว์เล้ือยคลาน กล่มุ นกและกลุ่ม
ยกตวั อย่าง สิง่ มีชีวิตในแตล่ ะกลมุ่ สัตวเ์ ล้ยี งลูกดว้ ยน้านม ซงึ่ แต่ละ
กลุม่ จะมลี ักษณะเฉพาะท่ีสงั เกต
ได้
๗๙
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี ๓ วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ
มำตรฐำน ว ๓.๒ เข้ำใจองค์ประกอบและควำมสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนกำร
เปลี่ยนแปลงภำยในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนกำรเปล่ียนแปลง ลมฟ้ำอำกำศ
และภูมิอำกำศโลก รวมท้งั ผลต่อสง่ิ มชี ีวิตและส่งิ แวดล้อม
ชนั้ ประถมศึกษำปีที่ 1
ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ ้องถิ่น
๑. อธิบายลกั ษณะภายนอกของหนิ • หนิ ทอี่ ย่ใู นธรรมชาตมิ ีลักษณะ 1. ลักษณะของหนิ ในทอ้ งถน่ิ
จากลกั ษณะ เฉพาะตวั ท่ีสงั เกตได้ ภายนอกเฉพาะตวั ท่ีสังเกตได้ เชน่ สี
ลวดลาย นา้ หนกั ความแขง็ และเนอ้ื
หิน
ช้นั ประถมศกึ ษำปีท่ี 2
ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถ่ิน
1. ระบสุ ่วนประกอบของดนิ • ดินประกอบดว้ ยเศษหนิ ซากพชื 1. ลกั ษณะของดินในท้องถิ่น
และจาแนกชนิดของดินโดยใช้ ซากสตั ว์ผลมอยใู่ นเนื้อดนิ มีอากาศ 2. การใชป้ ระโยชน์จากดิน
ลกั ษณะเน้อื ดินและการจับตัวเป็น และนา้ แทรกอยู่ตามช่องว่างในเน้อื ในทอ้ งถ่ิน
เกณฑ์ ดิน ดนิ จาแนกเป็น ดนิ ร่วน ดิน
2. อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากดนิ เหนียว และดินทราย ตามลักษณะ
จากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้ เนอ้ื ดินและการจบั ตวั ของดินซงึ่ มผี ล
ตอ่ การอุ้มน้าที่แตกต่างกนั
• ดินแตล่ ะชนิดนาไปใช้ประโยชน์ได้
แตกต่างกัน ตามลักษณะและสมบตั ิ
ของดนิ
๘๐
ช้ันประถมศกึ ษำปที ี่ 3
ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถิ่น
๑. ระบุส่วนประกอบของอากาศ • อากาศโดยทวั่ ไปไม่มสี ี ไม่มีกล่นิ 1. สภาพอากาศในท้องถ่นิ
บรรยายความสาคญั ของอากาศ ประกอบดว้ ยแกส๊ ไนโตรเจน แก๊ส และความสาคัญของอากาศต่อ
และผลกระทบของมลพิษทาง ออกซีเจน แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ สงิ่ มีชวี ิตในทอ้ งถนิ่
อากาศต่อสง่ิ มชี ีวิต จากข้อมลู ท่ี แกส๊ อืน่ ๆ รวมทัง้ ไอนา้ และฝุ่น
รวบรวมได้
2. ตระหนักถึงความสาคญั ของ ละออง อากาศมีความสาคญั ต่อ
อากาศ โดยนาเสนอแนวทางการ
ปฏิบัติตนในการลดการเกดิ มลพษิ สง่ิ มีชีวิต หากส่วนประกอบของ
ทางอากาศ อากาศไม่เหมาะสม เน่ืองจากมีแกส๊
3. อธิบายการเกดิ ลมจากหลักฐาน บางชนิดหรอื ฝนุ่ ละอองในปริมาณ
เชงิ ประจกั ษ์ มาก อาจเปน็ อนั ตรายต่อสง่ิ มีชีวติ
4. บรรยายประโยชน์และโทษ ชนดิ ตา่ ง ๆ จัดเปน็ มลพิษทางอากาศ
ของลม จากข้อมูลท่รี วบรวมได้ • แนวทางการปฏบิ ตั ติ นเพ่อื ลดการ
ปล่อยมลพิษทางอากาศ เชน่ ใช้
พาหนะรว่ มกัน หรอื เลือกใช้
เทคโนโลยีลดมลพษิ ทางอากาศ
• ลม คือ อากาศทเี่ คลือ่ นท่ี เกิดจาก
ความแตกตา่ งกนั ของอุณหภูมิ
บรเิ วณทอี่ ย่ใู กล้กนั โดยอากาศ
บริเวณทีม่ ีอุณหภมู สิ งู จะลอยตัว
สงู ข้ึน และอากาศบริเวณทม่ี ี
อณุ หภูมติ ่ากว่าจะเคลอื่ นเข้าไป
แทนที่
• ลมสามารถนามาใชเ้ ปน็ แหล่ง
พลังงานทดแทนในการผลติ ไฟฟา้
และนาไปใช้ประโยชนใ์ นการทา
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ หากลม
เคล่อื นที่ ด้วยความเรว็ สูงอาจทาให้
เกิดอนั ตรายและความเสียหายต่อ
ชวี ติ และทรัพยส์ ินได้
๘๑
ชั้นประถมศึกษำปที ่ี 5
ตัวชี้วดั สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถ่ิน
๑. เปรียบเทียบปริมาณน้าในแต่ละ • น้าจดื ท่ีมนุษยน์ ามาใช้ได้มีปริมาณ 1.วัฏจกั รการหมุนเวียนของนา้
แหลง่ และระบปุ ริมาณน้าทม่ี นุษย์ นอ้ ยมากจงึ ควรใชน้ ้าอย่างประหยดั เชน่ การเกดิ ฝนในท้องถ่ิน
สามารถนามาใช้ประโยชนไ์ ด้จาก และรว่ มกันอนุรักษน์ า้
ขอ้ มูลทีร่ วบรวมได้ 2. ปรมิ าณนา้ ในกวา๊ นพะเยา
• วัฏจักรนา้ เปน็ การหมนุ เวียนของ ในแต่ละปี
2. ตระหนักถึงคุณค่าของนา้ โดย น้าทมี่ ีแบบรูปซ้าเดมิ และตอ่ เน่อื ง 3. แหล่งน้าทสี่ าคัญในท้องถ่ิน
นาเสนอแนวทางการใช้น้า
อยา่ งประหยดั และการอนุรักษ์นา้ ระหวา่ งน้าในบรรยากาศ นา้ ผิวดนิ
3. สรา้ งแบบจาลองท่อี ธบิ ายการ และน้าใตด้ นิ โดยพฤติกรรมการ
หมุนเวียนของน้าในวัฏจกั รนา้ ดารงชวี ิตของพืชและสัตวส์ ่งผลตอ่
4. เปรียบเทียบกระบวนการเกดิ วัฏจกั รนา้
เมฆ หมอก นา้ คา้ งและน้าคา้ งแข็ง • ไอนา้ ในอากาศจะควบแน่นเปน็
จากแบบจาลอง ละอองน้าเล็ก ๆ โดยมลี ะอองลอย
5. เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ ฝน เชน่ เกลือ ฝุ่นละออง ละอองเรณู
หิมะ และลูกเหบ็ จากข้อมลู ที่ ของดอกไม้ เป็นอนุภาคแกนกลาง
รวบรวมได้ เมอ่ื ละอองน้าจานวนมากเกาะกล่มุ
รวมกันลอยอยูส่ งู จากพนื้ ดนิ มาก
เรยี กว่า เมฆ แตล่ ะอองน้าทเี่ กาะ
กลมุ่ รวมกนั อย่ใู กล้พน้ื ดิน เรยี กว่า
หมอก สว่ นไอนา้ ที่ควบแน่นเปน็
ละอองนา้ เกาะอย่บู นพ้นื ผิววตั ถใุ กล้
พ้ืนดนิ เรียกว่า นา้ คา้ ง ถา้ อุณหภมู ิ
ใกล้พืน้ ดนิ ต่ากวา่ จดุ เยือกแขง็ น้าค้าง
ก็จะกลายเปน็ น้าค้างแขง็
• ฝน หิมะ ลกู เหบ็ เป็นหยาดน้าฟา้
ซึง่ เป็นนา้ ทม่ี ีสถานะต่าง ๆ ท่ีตกจาก
ฟา้ ถงึ พนื้ ดิน ฝนเกดิ จากละอองนา้
ในเมฆทีร่ วมตัวกันจนอากาศไม่
สามารถพยุงไว้ได้จึงตกลงมา หิมะ
เกดิ จากไอน้าในอากาศระเหิดกลบั
เป็นผลึกนา้ แขง็ รวมตัวกนั จนมี
นา้ หนกั มากข้ึนจนเกินกว่าอากาศจะ
พยงุ ไวจ้ ึงตกลงมา ลกู เหบ็
๘๒
ชัน้ ประถมศกึ ษำปีที่ 6
ตวั ชวี้ ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถน่ิ
1. เปรียบเทียบกระบวนการเกิดหิน • หินเปน็ วสั ดแุ ข็งเกดิ ขนึ้ เองตาม 1. กระบวนการเกิดหนิ แปร
อคั นี หินตะกอน และหนิ แปร และ ธรรมชาตปิ ระกอบด้วย แรต่ ง้ั แต่ ท่ี ต.สันป่ามว่ ง
อธิบายวัฏจักรหนิ จากแบบจาลอง หน่งึ ชนดิ ขึ้นไป สามารถจาแนกหิน 2. การพับถมหินตะกอน
2. บรรยายและยกตวั อย่างการใช้ ตามกระบวนการเกิดได้เป็น 3 ในกวา๊ นพะเยา
ประโยชน์ของหินและแรใ่ น 3. ซากดึกดาบรรพ์และซาก
ประเภท ไดแ้ ก่ หนิ อัคนี หิน โบราณทพี่ บในท้องถ่ิน ได้แก่
ชีวติ ประจาวันจากข้อมูลทร่ี วบรวม ตะกอน และหินแปร ซากเรอื โบราณ ต.แมน่ าเรือ
ได้ ซากไม้กลายเป็นหินใน
3. สรา้ งแบบจาลองทอ่ี ธบิ ายการ •หนิ ในธรรมชาติทงั้ 3 ประเภท มี พิพธิ ภณั ฑ์พะเยา
เกดิ ซากดึกดาบรรพแ์ ละคาดคะเน การเปลี่ยนแปลงจากประเภทหนึ่ง 4. รอยเลอื่ นพะเยา
สภาพแวดล้อมในอดีตของซากดกึ ไปอีกประเภทหนึ่ง หรือประเภท 5. ผลกระทบของภาวะเรอื น
ดาบรรพ์ เดมิ ได้ โดยมีแบบรปู การ กระจกในท้องถ่นิ
4. เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลม เปลย่ี นแปลงคงท่ีและต่อเนื่อง
ทะเล และมรสมุ รวมทั้งอธิบายผลท่ี เปน็ วฏั จกั ร
มีต่อส่งิ มีชีวติ และสงิ่ แวดล้อมจาก • หินและแรแ่ ตล่ ะชนดิ มีลักษณะ
แบบจาลอง และสมบตั แิ ตกตา่ งกนั มนุษย์ใช้
5. อธิบายผลของมรสมุ ต่อการเกดิ ประโยชน์จากแรใ่ นชวี ติ ประจาวัน
ฤดูของประเทศไทยจากข้อมูลที่ ในลักษณะต่าง ๆ เชน่ นาแรม่ าทา
รวบรวมได้ เคร่อื งสาอาง ยาสีฟัน
6. บรรยายลักษณะและผลกระทบ เครื่องประดับ อปุ กรณ์ทาง
ของน้าท่วมการกดั เซาะชายฝ่งั ดนิ การแพทย์ และนาหินมาใชใ้ นงาน
ถลม่ แผน่ ดินไหว สนึ ามิ ก่อสรา้ ง ตา่ ง ๆ เป็นต้น
7. ตระหนกั ถงึ ผลกระทบของภัย • น้าทว่ ม การกัดเซาะชายฝงั่
ธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ัย โดย ดนิ ถลม่ แผ่นดินไหว และสึนามิ
นาเสนอแนวทางในการเฝ้าระวงั มผี ลกระทบต่อชีวติ
และปฏิบตั ิตนใหป้ ลอดภัยจากภยั และสิง่ แวดล้อมแตกตา่ งกัน
ธรรมชาติและธรณีพิบัติที่อาจเกดิ ใน
ทอ้ งถิน่
8. สรา้ งแบบจาลองที่อธิบายการ
เกิดปรากฏการณเ์ รือนกระจก และ
ผลของปรากฏการณ์เรืองกระจกตอ่
สิ่งมีชีวติ
9. ตระหนักถึงผลกระทบของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจก โดยน้า
เสนอแนวทางการปฏิบัตติ นเพอื่ ลด
กิจกรรมที่ก่อให้เกิดแกส๊ เรือน
กระจก
๘๓
ช้ันมัธยมศกึ ษำปีท่ี ๒
ตัวชี้วดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถิน่
๑. เชือ้ เพลงิ ซากดึกดาบรรพ์
๑. เปรียบเทยี บกระบวนการเกดิ • การเผาไหมเ้ ช้อื เพลิงซากดึกดา ในท้องถนิ่
สมบัตแิ ละการใช้ ประโยชน์รวมทงั้ บรรพใ์ นกิจกรรม ต่าง ๆ ของ ๒. การใช้พลงั งานทดแทนและ
อธบิ ายผลกระทบจากการใช้ มนษุ ย์จะทาให้เกิดมลพิษทาง แนวทางการใช้พลงั งานทดแทน
เชือ้ เพลิงซากดึกดาบรรพจ์ ากข้อมลู อากาศ ซ่ึงสง่ ผลกระทบต่อ ที่เหมาะสมในท้องถิน่
ทร่ี วบรวมได้ ๓. การสรา้ งแบบจาลองการใช้น้า
สิ่งมีชวี ิตและสิง่ แวดลอ้ ม และ แนวทางการใชน้ ้าอยา่ ง
๒. แสดงความตระหนักถึงผลจาก นอกจากนแ้ี ก๊สบางชนิดทเ่ี กิดจาก ยง่ั ยืนในทอ้ งถิน่
การใชเ้ ชอ้ื เพลงิ ซากดึกดาบรรพ์โดย ๔. กระบวนการเกดิ และ
นาเสนอแนวทางการใช้ เช้อื เพลิง การเผาไหม้ เช้อื เพลิงซากดึกดา ผลกระทบของนา้ ทว่ ม การกัด
ซากดึกดาบรรพ์ บรรพเ์ ชน่ แกส๊ เช้อื เพลิง เซาะชายฝ่ัง ดินถลม่ หลมุ ยุบ
๓. เปรียบเทยี บขอ้ ดีและข้อจากัด ซากดกึ ดาบรรพ์ แผ่นดนิ ทรุดในท้องถ่ิน
ของพลงั งาน ทดแทนแต่ละประเภท • แหล่งน้าผิวดินและแหลง่ น้าใต้
จากการรวบรวมข้อมลู และนาเสนอ ดนิ ถกู นามาใช้ ในกจิ กรรมตา่ ง ๆ
แนวทางการใช้พลังงานทดแทน ที่ ของมนุษย์สง่ ผลต่อการจดั การ
เหมาะสมในท้องถ่ิน การใชป้ ระโยชน์นา้ และคุณภาพ
ของแหลง่ น้า เนือ่ งจากการเพ่ิมขนึ้
ของจานวนประชากร การใช้
ประโยชน์พ้นื ท่ใี นดา้ นตา่ ง ๆ เช่น
ภาคเกษตรกรรม
ภาคอตุ สาหกรรม และ การ
เปล่ยี นแปลงภูมิอากาศ ทาให้เกิด
การเปลีย่ นแปลงปรมิ าณน้าฝนใน
พื้นทล่ี ่มุ นา้ และแหล่งน้าผิวดินไม่
เพียงพอสาหรับกจิ กรรม ของ
มนุษย์น้าจากแหล่งนา้ ใตด้ ินจึงถูก
นามาใช้ มากข้ึน ส่งผลใหป้ ริมาณ
น้าใต้ดินลดลงมาก จงึ ตอ้ งมกี าร
จดั การใชน้ ้าอย่างเหมาะสมและ
ยั่งยืน ซ่งึ อาจทาไดโ้ ดยการจัดหา
แหลง่ น้าเพื่อให้มี แหล่งนา้
เพยี งพอสาหรับการดารงชวี ิต
การจัดสรร และการใช้น้าอย่าง
มปี ระสิทธภิ าพ การอนุรักษ์
และฟ้นื ฟแู หล่งน้า การปอ้ งกัน
และแก้ไขปัญหาคุณภาพนา้
• นา้ ท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง
ดินถลม่ หลุมยบุ แผน่ ดินทรดุ
๘๔
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ : สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการ
เปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ศาสตร์อ่ืน ๆ
เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลือกใชเ้ ทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคานึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวติ สงั คม และส่ิงแวดลอ้ ม
ช้นั มธั ยมศึกษำปที ี่ ๒
ตวั ชวี้ ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถ่นิ
๑. คาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยที ี่ • เทคโนโลยแี ต่ละประเภทมี - ปญั หาหรือความต้องการ
จะเกดิ ขน้ึ โดยพจิ ารณาจากสาเหตุ ผลกระทบต่อชวี ิต สงั คม และ ดา้ นเทคโนโลยี ในทอ้ งถ่ิน
หรือปจั จยั ที่สง่ ผลต่อ การ ส่งิ แวดลอ้ มที่แตกตา่ งกนั จึงต้อง - การออกแบบช้ินงาน เพ่อื ให้
เปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยีและ วเิ คราะห์เปรยี บเทยี บขอ้ ดขี ้อเสยี เหมาะสมกับประเภท วัสดุ
วเิ คราะห์ เปรียบเทียบ ตดั สินใจ และตัดสินใจ เลือกใช้ให้เหมาะสม
เลอื กใชเ้ ทคโนโลยี โดยคานงึ ถงึ • ปัญหาหรือความต้องการในชุมชน
ผลกระทบทเี่ กิดข้ึนต่อชีวิต สงั คม หรือท้องถนิ่ มีหลายอยา่ ง ข้นึ กบั
และสง่ิ แวดล้อม บริบทหรือสถานการณ์ ท่ปี ระสบ
๒. ระบปุ ัญหาหรอื ความต้องการใน เชน่ ดา้ นพลังงาน ส่ิงแวดล้อม
ชมุ ชนหรือ ท้องถิน่ สรุปกรอบของ การเกษตร การอาหาร
ปญั หา รวบรวม วเิ คราะห์ ขอ้ มูล • การออกแบบแนวทางการแก้ปัญหา
และแนวคดิ ท่เี กยี่ วข้องกบั ปัญหา ทาได้ หลากหลายวธิ เี ชน่ การรา่ ง
๕. ใช้ความรู้และทกั ษะเก่ยี วกับ ภาพ การเขยี น แผนภาพ การเขยี น
วสั ดอุ ปุ กรณ์ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟา้ ผังงาน
และอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือแก้ปัญหา • วสั ดแุ ต่ละประเภทมีสมบัติแตกต่าง
หรอื พฒั นางานได้อยา่ งถูกต้อง กนั เช่น ไม้ โลหะ พลาสติก จึงต้องมี
เหมาะสม และปลอดภยั การวิเคราะหส์ มบัติ เพื่อเลือกใชใ้ ห้
เหมาะสมกับลักษณะของงาน
• การสรา้ งชนิ้ งานอาจใชค้ วามรู้เรื่อง
กลไก ไฟฟ้า อิเล็กทรอนกิ สเ์ ช่น LED
มอเตอรบ์ ซั เซอรเ์ ฟือง รอก ล้อ เพลา
• อุปกรณ์และเคร่ืองมือในการสร้าง
ช้ินงาน หรือพฒั นาวิธกี ารมีหลาย
ประเภท ต้องเลือกใช้ ให้ถกู ต้อง
เหมาะสม และปลอดภัย รวมท้ังรจู้ กั
เก็บรักษา
๘๕
7. กล่มุ สำระกำรเรียนรคู้ ณิตศำสตร์
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระที่ ๑ จำนวนและพชี คณิต
มำตรฐำน ค ๑.๑ เข้ำใจควำมหลำกหลำยของกำรแสดงจำนวน ระบบจำนวน
กำรดำเนนิ กำรของจำนวนผลทีเ่ กดิ ขนึ้ จำกกำรดำเนนิ กำร สมบตั ิของกำรดำเนินกำร และนำไปใช้
ช้นั มัธยมศึกษำปที ่ี 1
ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถิ่น
3. เข้าใจและประยุกต์ใช้ * อตั รำสว่ น - อัตราสว่ น สว่ นผสม
อัตราสว่ น สัดส่วน และร้อยละ อตั ราสว่ นของจานวนหลายๆ จานวน ปลาสม้
ในการแกป้ ัญหาคณิตศาสตร์ สดั ส่วน - โจทย์ปัญหาเกี่ยวกบั สตู ร
และปญั หาในชีวติ จริง การนาความรู้เกีย่ วกับอัตราส่วน การทาปลาสม้
สดั ส่วน และร้อยละไปใชใ้ นการ - สรา้ งโจทยป์ ญั หาจาก
แกป้ ัญหา เร่ืองท่ีใกล้ตวั ชุมชน
แหล่งเรียนรตู้ ่าง ๆ
ในท้องถ่นิ
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระที่ ๒ กำรวัด
มำตรฐำน ค ๒.๑ เข้ำใจพ้ืนฐำนเกย่ี วกับกำรวัด วัดและคำดคะเนขนำดของสิ่งที่ต้องกำร
วัดและนำไปใช้
ช้นั มธั ยมศึกษำปีท่ี 2
ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถน่ิ
๑. ประยุกต์ใชค้ วามรเู้ ร่ือง - การหาพ้นื ท่ผี วิ ของปรซิ ึมและ - การหาพ้ืนที่ผวิ ของปรซิ มึ
พื้นท่ีผวิ ของปรซิ ึมและ ทรงกระบอก และทรงกระบอกจากสง่ิ ของ
ทรงกระบอกในการแกป้ ัญหา - การนาความรู้เก่ยี วกับพืน้ ที่ผิว ใกล้ตัวและมีในท้องถิ่น
คณิตศาสตร์และปัญหาใน ของปรซิ ึมและทรงกระบอกไปใช้
ชวี ิตจรงิ ในการแก้ปญั หา
ชัน้ มัธยมศึกษำปีท่ี 3
ตวั ชี้วดั ตวั ช้วี ัด ตวั ช้ีวัด
๑. ประยกุ ต์ใช้ความรเู้ รื่อง - การหาปริมาตรของพีระมิด - การหาปรมิ าตรของพีระมิด
ปริมาตรของพรี ะมดิ กรวย กรวย และทรงกลม กรวย และทรงกลมจาก
และทรงกลมในการแก้ปัญหา - การนาความรู้เก่ียวกับปริมาตร สงิ่ ของใกล้ตัวและมีในท้องถ่นิ
คณิตศาสตร์และปญั หาในชวี ิต ของพีระมิด กรวย และทรงกลมไป
จริง ใชใ้ นการแก้ปัญหา
๘๖
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระท่ี ๓ สถิตแิ ละควำมนำ่ จะเป็น
มำตรฐำน ค ๓.๑ เขำ้ ใจกระบวนกำรทำงสถิติ และใช้ควำมรูท้ ำงสถิตใิ นกำรแก้ปัญหำ
ชนั้ มธั ยมศึกษำปีที่ 1
ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถน่ิ
๑. เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติใน * สถติ ิ - การอา่ นแผนภมู แิ ท่ง
การนาเสนอข้อมูลและแปล - การตัง้ คาถามทางสถิติ เปรยี บเทียบจากขอ้ มูล
ความหมายข้อมลู รวมทง้ั นาสถติ ิ - การเก็บรวบรวมขอ้ มูล ในทอ้ งถ่นิ
ไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ โดยใช้เทคโนโลยี - การนาเสนอข้อมูล
ท่ีเหมาะสม - แผนภมู ริ ูปภาพ
- แผนภูมิแทง่
- กราฟเสน้
- แผนภูมิรปู วงกลม
* การแปลความหมายขอ้ มูล
- การนาสถิตไิ ปใช้
ในชีวิตจริง
ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 2
ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถิ่น
๑. เข้าใจและใชค้ วามรู้ทางสถิตใิ น * การนาเสนอและวิเคราะห์ - การนาเสนอและวิเคราะห์
การนาเสนอขอ้ มลู และวเิ คราะห์ ข้อมูล ขอ้ มูล โดยใชข้ ้อมลู ใน
ขอ้ มูลจากแผนภาพจุด แผนภาพ - แผนภาพจุด โรงเรยี น หมบู่ ้าน หรือท้องถิน่
ต้น - ใบ ฮิสโทแกรม และคา่ กลาง - แผนภาพตน้ - ใบ ของตนเอง
ของขอ้ มูล และแปลความหมาย - ฮสิ โทแกรม
ผลลพั ธ์ รวมทง้ั นาสถติ ไิ ปใชใ้ นชีวิต - ค่ากลางของข้อมูล
จริงโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม - การแปลความหมาย
ผลลัพธ์
- การนาสถติ ิไปใช้
ในชวี ิตจรงิ
ชนั้ มัธยมศกึ ษำปที ี่ 3
ตวั ช้วี ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ อ้ งถนิ่
1. ในการนาเสนอและวเิ คราะห์ * ขอ้ มลู และการวิเคราะห์ - ใชข้ ้อมูลและวเิ คราะห์ข้อมลู
ข้อมูลจากแผนภาพกลอ่ งและแปล ข้อมลู โดยใช้ข้อมูลในโรงเรยี น
ความหมายผลลพั ธ์รวมท้ังนาสถิติ - แผนภาพกล่อง หม่บู ้าน หรอื ท้องถนิ่ ของ
ไปใช้ในชีวิตจรงิ โดยใช้เทคโนโลยี - การแปลความหมาย ตนเอง
ทเ่ี หมาะสม ผลลพั ธ์
- การนาสถติ ิไปใช้
ในชีวติ จรงิ
๘๗
8. กลมุ่ สำระกำรเรียนร้ภู ำษำตำ่ งประเทศ
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระที่ 1 ภำษำเพื่อกำรส่อื สำร
มำตรฐำน ต 1.1 เขำ้ ใจและตคี วำมเรอ่ื งที่ฟังและอ่ำนจำกส่อื ประเภทต่ำง ๆ และแสดง
ควำมคดิ เหน็ อยำ่ งมีเหตุผล
ชั้นประถมศึกษำปที ี่ 4
ตัวชวี้ ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถน่ิ
4. ตอบคาถามจากการฟงั - ประโยค บทสนทนา นทิ านทีม่ ี - ข้อมูลประวตั จิ ังหวัดพะเยา
และอา่ นประโยค บทสนทนา ภาพประกอบ
และนิทานง่าย ๆ - คาถามเกย่ี วกบั ใจความสาคัญของ
เร่ือง เช่น ใคร ทาอะไร
ท่ีไหน
- Yes/No Question เช่น
Is/Are/Can…?
Yes,…is/are/can./
No,…isn’t/aren’t/can’t.
Do/Does/Can/Is/Are...?
Yes/No… etc.
- Wh-Question เช่น
Who is/are…?
He/She is…/They are…
What…?/Where…?
It is …/They are…
What...doing?
…is/am/are… etc.
ชัน้ ประถมศึกษำปที ่ี 5
ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถนิ่
4. บอกใจความสาคัญ และตอบ - ประโยค บทสนทนา นิทาน หรือ - ข้อมูลประวัติจังหวดั พะเยา
คาถามจากการฟงั และอ่านบท เรอ่ื งสน้ั ๆ
สนทนา และนิทานง่ายๆ หรอื - คาถามเกยี่ วกับใจความสาคญั ของ
เรือ่ งสน้ั ๆ เรอื่ ง เช่น ใคร ทาอะไร ทไี่ หน
เม่อื ไร
- Yes/No Question เชน่
๘๘
ตัวช้ีวัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ
Do/Does/Can/Is/Are...? -
Yes/No… etc.
- Wh-Question เช่น
Who is/are…?
He/She is…/They are…
What…?/Where…?
It is …/They are…
What...doing?
…is/am/are… etc.
- Or-Question เช่น
Is this/it a/an...or a/an…?
It is a/an… etc.
ชัน้ ประถมศึกษำปที ี่ 6
ตัวช้ีวดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถิ่น
3. บอกใจความสาคญั และตอบ - ประโยค บทสนทนา นิทาน หรือ - ข้อมลู ประวตั ิจงั หวดั พะเยา
คาถามจากการฟังและอา่ นบท เรอ่ื งเล่า
สนทนา นทิ านงา่ ยๆ และเร่อื งเล่า - คาถามเก่ยี วกับใจความสาคญั ของ
เรอ่ื ง เชน่ ใคร ทาอะไร ที่ไหน
เมื่อไร อยา่ งไร ทาไม
- Yes/No Question เชน่
Is/Are/Can…?
Yes,…is/are/can./
No,…isn’t/aren’t/can’t.
Do/Does/Can/Is/Are...?
- Wh-Question เชน่
Who is/are…?
He/She is…/They are…
What…?/Where…?
It is …/They are…
What...doing?
…is/am/are… etc.
- Or-Question เช่น
Is this/it a/an...or a/an…?
It is a/an…
Is/Are/Was/Were/Did…or…?
๘๙
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ : สำระที่ 1 ภำษำเพื่อกำรสอ่ื สำร
มำตรฐำน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลขำ่ วสำร ควำมคดิ รวบยอด ควำมคดิ เหน็ ในเรื่องตำ่ ง ๆ
โดยกำรพดู และกำรเขยี น
ช้ันประถมศึกษำปที ี่ 4
ตวั ชีว้ ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถนิ่
1. พูด/เขยี นให้ข้อมูลเกี่ยวกับ - ประโยคและข้อความที่ใชใ้ นการ - ให้ข้อมูลสถานท่ที ่องเที่ยวจังหวดั
ตนเองและเรือ่ งใกล้ตวั พดู ใหข้ ้อมูลเกย่ี วกบั ตนเอง บุคคล พะเยา
สตั ว์ และเร่ืองใกล้ตวั เช่น ชอ่ื อายุ
รูปร่าง สี ขนาด รปู ทรง สิ่งต่างๆ
จานวน 1-100 วัน เดอื น ปี
ฤดูกาล ที่อยูข่ องส่ิงต่าง ๆ
- เครื่องหมายวรรคตอน
ช้นั ประถมศกึ ษำปที ่ี 5
ตวั ชวี้ ดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ
1. พดู /เขียนใหข้ ้อมลู เกี่ยวกับ - ประโยคและข้อความทใ่ี ชใ้ นการ - ใหข้ ้อมูลสถานท่ที ่องเทยี่ วจังหวดั
ตนเองและเร่อื งใกลต้ วั ให้ข้อมลู เก่ียวกับบุคคล สตั ว์ พะเยา
สถานที่ และกิจกรรมต่างๆ เชน่
ข้อมูลส่วนบคุ คล เร่ืองตา่ งๆ ใกล้
ตัว จานวน 1-500 ลาดบั ที่ วัน
เดอื น ปี ฤดกู าล เวลา สภาพดนิ ฟา้
อากาศ อารมณ์ ความรูส้ ึก สี ขนาด
รปู ทรง ท่ีอยู่ของสิง่ ตา่ งๆ
- เคร่ืองหมายวรรคตอน
ชั้นประถมศึกษำปีท่ี 6
ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถนิ่
1. พูด/เขยี นให้ข้อมูลเกย่ี วกบั ประโยคและข้อความท่ีใช้ในการให้ - ให้ข้อมลู สถานท่ที ่องเทีย่ วจังหวดั
ตนเอง เพื่อน และส่ิงแวดลอ้ ม ขอ้ มูลเกย่ี วกบั ตนเอง กิจวัตร พะเยา
ใกล้ตวั ประจาวนั เพือ่ น ส่ิงแวดล้อมใกลต้ วั
เชน่ ข้อมูลส่วนบคุ คล เรยี กส่งิ ตา่ ง ๆ
จานวน 1 - 1,000 ลาดับที่ วัน
เดือน ปี ฤดูกาล เวลา กจิ กรรมทท่ี า
สี ขนาด รปู ทรง ทอ่ี ยู่ของสง่ิ ตา่ ง ๆ
๙๐
ช้ันมัธยมศึกษำปที ี่ 1
ตัวชวี้ ดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู ้องถิน่
1. พดู และเขียนบรรยายเก่ยี วกับ ประโยคและข้อความทใ่ี ช้ในการ - ให้ขอ้ มลู แหลง่ ท่องเทย่ี ว
บรรยายเกยี่ วกับตนเอง กิจวัตร เมนูอาหาร
ตนเอง กจิ วตั รประจาวัน ท่มี ชี ือ่ เสียง ในท้องถิ่น
ประสบการณ์และ สงิ่ แวดล้อม ประจาวนั ประสบการณ์
ใกลต้ วั ส่งิ แวดล้อมใกล้ตวั เช่น การเดินทาง - การละเลน่ พ้นื บ้านในท้องถ่ิน
การรับประทานอาหาร การเรยี น
การเล่น กีฬา ฟงั เพลง การอ่าน
หนังสอื การท่องเทย่ี ว
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีที่ 2
ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถิ่น
1. พดู และเขยี นบรรยายเกี่ยวกบั การบรรยายข้อมูลเกย่ี วกบั ตนเอง - ใหข้ ้อมูลแหล่งท่องเท่ียว
กิจวตั รประจาวนั ประสบการณ์ เมนูอาหารที่มชี ่ือเสียง ในท้องถ่ิน
ตนเอง กิจวัตรประจาวัน ข่าวเหตกุ ารณ์ที่อย่ใู นความสนใจ/ - การละเลน่ พน้ื บ้านในทอ้ งถิ่น
ประสบการณ์ และ ข่าว/
เหตุการณท์ ี่อยใู่ นความสนใจของ ของ สังคม เชน่ การเดนิ ทาง การ
สังคม รบั ประทานอาหาร การเลน่ กฬี า/
ดนตรี การฟังเพลง การอา่ นหนังสือ
การทอ่ งเที่ยว การศึกษา สภาพ
สังคม เศรษฐกจิ
ช้นั มัธยมศึกษำปที ี่ 3
ตัวชีว้ ดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถ่ิน
1. พูดและเขยี นบรรยายเกี่ยวกบั การบรรยายเกย่ี วกบั ตนเอง - ใหข้ อ้ มลู แหลง่ ท่องเทยี่ ว
ตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/ ประสบการณ์ ข่าว/ เหตุการณ์ / เมนอู าหารที่มีชื่อเสียง ในท้องถ่นิ
เหตุการณ์/เรื่อง/ประเดน็ ต่างๆท่ี ประเด็นที่อยใู่ นความสนใจของ - การละเลน่ พื้นบ้านในทอ้ งถ่ิน
อยู่ในความสนใจของสงั คม สังคม เชน่ การเดินทาง การ
รบั ประทานอาหาร การเล่นกีฬา/
ดนตรีการฟงั เพลง การอ่านหนังสือ
การท่องเทย่ี ว การศึกษา สภาพ
สงั คม เศรษฐกจิ
๙๑
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ : สำระที่ 2 ภำษำและวัฒนธรรม
มำตรฐำน ต 2.2 เขำ้ ใจควำมเหมอื นและควำมแตกตำ่ งระหวำ่ งภำษำและวัฒนธรรมของ
เจ้ำของภำษำกบั ภำษำและวฒั นธรรมไทย และนำมำใช้อยำ่ งถกู ต้องและเหมำะสม
ช้ันประถมศึกษำปีที่ 4
ตัวช้ีวัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถนิ่
1. บอกความแตกตา่ งของเสียง - ความแตกต่างของเสยี งตัวอักษร - ภาษาถิ่นที่มีความหมาย
ตวั อกั ษร คา กลุ่มคา ประโยค คา กลมุ่ คา และประโยคของ เหมอื นกบั คาภาษาต่างประเทศ
และขอ้ ความของ ภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย
ภาษาตา่ งประเทศ และภาษาไทย
ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ี่ 5
ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ อ้ งถน่ิ
1. บอกความเหมือน/ความ - ความเหมอื น/ความแตกต่าง - ภาษาถน่ิ ทมี่ ีความหมาย
แตกตา่ งระหวา่ งการออกเสยี ง ระหว่างการออกเสียงประโยคชนดิ เหมือนกบั คาภาษาต่างประเทศ
ประโยคชนิดต่าง ๆ การใช้
เคร่อื งหมายวรรคตอน และการ ตา่ ง ๆ ของเจา้ ของภาษากับ
ลาดับคา (order) ตามโครงสร้าง ของไทย การใชเ้ ครื่องหมายวรรค
ประโยค ของภาษาต่างประเทศ ตอนและการลาดับคาตามโครงสร้าง
และภาษาไทย
ประโยคของภาษาตา่ งประเทศและ
ภาษาไทย
ช้ันประถมศกึ ษำปที ่ี 6
ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถิ่น
1. บอกความเหมือน/ความ ความเหมอื น/ความแตกตา่ งระหวา่ ง - ภาษาถิ่นท่มี ีความหมาย
แตกต่างระหวา่ งการออกเสียง
ประโยคชนดิ ตา่ ง ๆ การใช้ การออกเสียงประโยคชนดิ ตา่ ง ๆ เหมือนกบั คาภาษาตา่ งประเทศ
เครอ่ื งหมายวรรคตอน และการ ของเจ้าของภาษากับของไทย
ลาดบั คาตามโครงสร้างประโยค การใช้เครอื่ งหมายวรรคตอนและ
ของภาษาต่างประเทศ
และภาษาไทย การลาดบั คาตามโครงสร้างประโยค
ของภาษาตา่ งประเทศ
และภาษาไทย
๙๒
ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 1
ตัวช้ีวัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถิ่น
ภาษาถนิ่ ทมี่ ีความหมายเหมอื นกบั
1. บอกความเหมือนและความ ความเหมอื น/ความแตกตา่ ง คาภาษาต่างประเทศ
แตกต่าง ระหวา่ งการออกเสยี ง ระหวา่ งการออกเสยี งประโยคชนดิ สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ
ประโยค ชนิด ตา่ ง ๆ การใช้ ตา่ ง ๆ ของเจา้ ของภาษากับ ภาษาถิ่นท่ีมีความหมายเหมอื นกับ
เครื่องหมายวรรคตอน และการ ของไทย คาภาษาต่างประเทศ
ลาดับคาตามโครงสรา้ งประโยค สำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถนิ่
ภาษาถิน่ ท่ีมีความหมายเหมอื นกับ
ของภาษาตา่ งประเทศ คาภาษาต่างประเทศ
และภาษาไทย
ช้นั มัธยมศกึ ษำปที ่ี 2
ตวั ชี้วดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง
1. เปรยี บเทยี บและอธบิ ายความ การเปรียบเทยี บและการอธิบาย
เหมือน และความแตกตา่ ง ความเหมอื น/ ความแตกตา่ ง
ระหว่างการออกเสียง ประโยค ระหวา่ งการออกเสยี งประโยคชนดิ
ชนิดต่าง ๆ และการลาดับคาตาม ตา่ ง ๆ ของ เจ้าของภาษากับ
ของไทย
โครงสร้างประโยคของ
ภาษาตา่ งประเทศ และภาษาไทย
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 3
ตวั ช้ีวัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง
1. เปรยี บเทยี บและอธบิ ายความ การเปรยี บเทียบและการอธบิ าย
เหมอื น และความแตกตา่ ง ความเหมือน/ ความแตกต่าง
ระหว่าง การออกเสยี งประโยค ระหว่างการออกเสียงประโยคชนิด
ชนดิ ต่าง ๆ และการลาดบั คาตาม ตา่ ง ๆ ของเจ้าของภาษากบั
ของไทย
โครงสรา้ งประโยค
ของภาษาตา่ งประเทศ
และภาษาไทย
๙๓
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ : สำระที่ 4 ภำษำกบั ควำมสัมพนั ธ์กับชมุ ชนและโลก
มำตรฐำน ต 4.2 ใช้ภำษำตำ่ งประเทศเป็นเครือ่ งมือพ้นื ฐำนในกำรศึกษำต่อกำรประกอบ
อำชพี และกำรแลกเปลย่ี นเรยี นรกู้ บั สังคมโลก
ช้นั ประถมศึกษำปที ี่ 1
ตวั ชวี้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ท้องถิ่น
1. ใชภ้ าษาตา่ งประเทศเพ่ือ - การใช้ภาษาตา่ งประเทศในการ - ใชภ้ าษาตา่ งประเทศในการเรยี นรู้
รวบรวมคาศัพท์ทเี่ กยี่ วกับเร่อื ง รวบรวมคาศัพท์ทเี่ กย่ี วข้อง ใกล้ และรวบรวมคาศัพท์เกย่ี วกับเรอื่ งใกลต้ ัว โดย
ใกล้ตัว
ตวั จากสอ่ื ตา่ ง ๆ เปรียบเทียบภาษาถิน่ กับภาษาตา่ งประเทศ
ช้ันประถมศกึ ษำปที ี่ 2
ตวั ชวี้ ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถน่ิ
1. ใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อ - การใช้ภาษาตา่ งประเทศในการ - รู้จักคาศัพทท์ ี่สาคัญเกยี่ วกับอาหารในท้องถน่ิ
รวบรวมคาศพั ท์ท่ีเก่ยี วกับเรื่อง รวบรวมคาศัพท์ทเี่ กี่ยวข้อง ใกล้ ของตนเอง
ใกลต้ วั ตัวจากสือ่ ตา่ ง ๆ
ชั้นประถมศึกษำปีท่ี 3
ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ
1. ใช้ภาษาตา่ งประเทศเพื่อ - การใช้ภาษาต่างประเทศในการ - รูจ้ ักคาศพั ทท์ ่สี าคัญเกย่ี วกับประเพณใี น
รวบรวมคาศพั ท์ที่เกี่ยวกับเร่ือง รวบรวมคาศัพท์ท่เี ก่ียวข้อง ใกล้ ทอ้ งถิ่นของตนเอง
ใกลต้ ัว ตัวจากสอ่ื ตา่ ง ๆ
ชน้ั ประถมศึกษำปีท่ี 4
ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถิ่น
1. ใชภ้ าษาตา่ งประเทศ - การใช้ภาษาต่างประเทศในการ - การรวบรวมคาศัพท์ และสถานท่ที ่องเที่ยว
ในการสบื คน้ และรวบรวมข้อมลู สืบคน้ และการรวบรวมคาศพั ท์ที่ ในจงั หวดั พะเยา
ตา่ ง ๆ เก่ยี วขอ้ งใกลต้ ัว จากสื่อ
และแหล่งการเรยี นรตู้ ่าง ๆ
ชั้นประถมศกึ ษำปที ี่ 5
ตัวชี้วดั สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถนิ่
1. ใช้ภาษาต่างประเทศในการ - การใชภ้ าษาต่างประเทศในการ - การรวบรวมคาศพั ท์ และสถานทีท่ ่องเที่ยว
สบื คน้ และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ สบื ค้นและการรวบรวมคาศัพท์ที่ ในจงั หวดั พะเยา
เกย่ี วขอ้ งใกล้ตัว จากสอ่ื
และแหล่งการเรียนรตู้ า่ ง ๆ
ช้ันประถมศึกษำปีที่ 6
ตัวช้ีวดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถน่ิ
1. ใชภ้ าษาตา่ งประเทศในการ - การใชภ้ าษาต่างประเทศในการ - การรวบรวมคาศพั ท์ และสถานทที่ ่องเท่ียว
สบื คน้ และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ สืบคน้ และการรวบรวมคาศัพทท์ ี่ ในจงั หวดั พะเยา
เกีย่ วขอ้ งใกล้ตัว จากสอ่ื
และแหล่งการเรยี นรตู้ า่ ง ๆ
๙๔
ชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ่ี 3
ตวั ช้วี ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่นิ
- การเผยแพร่ / ประชาสมั พันธ์
1. เผยแพร่/ประชาสัมพนั ธ์ * การใช้ภาษาต่างประเทศในการ สงิ่ ตา่ ง ๆในทอ้ งถิ่น
ข้อมูลขา่ วสารในโรงเรยี นชมุ ชน เผยแพร่ / เป็นภาษาต่างประเทศ
และท้องถิ่นเป็นภาษาต่างประเทศ ประชาสมั พันธข์ ้อมูล ข่าวสารใน
โรงเรยี นชมุ ชน และ ท้องถน่ิ เช่น
การทาหนงั สือเลม่ เล็ก แนะนา
โรงเรยี นชมุ ชนและ ท้องถิน่ การ
ทาแผ่นปลวิ ป้ายคาขวญั
คาเชิญชวนแนะนาโรงเรียน
และสถานท่สี าคญั ในชุมชน
และท้องถ่นิ การนาเสนอขอ้ มูล
ขา่ วสารในโรงเรยี นชุมชน
และท้องถ่นิ เป็นภาษาอังกฤษ
กำรวิเครำะห์มำตรฐำนคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี และสำระกำรเรียนรู้ ตำมหลักสูตรกำรศึกษำ
ปฐมวัย พุทธศกั รำช 2560
การวิเคราะห์ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณามาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี
และสาระการเรียนรู้ ว่ามีมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี และสาระการเรียนรู้สาระการเรียนรู้
ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ใด ได้ระบุ ข้อความเก่ียวข้องกับท้องถ่ินไว้บ้าง ซ่ึงเป็น
จุดสาคัญที่สถานศึกษาต้องพิจารณากาหนดสาระการเรียนรู้ท้องถ่ินสอดแทรก บูรณาการเข้าไป หรือ
กาหนดเป็นรายวิชาเพ่ิมเติมในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา และการจัดการเรียนการสอน ผลจากการ
วิเคราะห์ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 ได้พิจารณากาหนดสาระการเรียนรู้
ท้องถ่ินไว้กว้าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง เพ่ือเป็น
แนวทางให้สถานศึกษาไปพิจารณากาหนดสาระการเรียนรู้ท้องถ่ินของสถานศึกษาในเชิงลึกให้มีความ
สอดคล้อง กับบริบทการศึกษา และความต้องการของชุมชน ในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาและการ
จดั การเรียนการสอนต่อไป ซงึ่ มรี ายละเอยี ดผลการวิเคราะห์ เปน็ รายกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ดงั นี้
1. กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ปฐมวยั
มำตรฐำนคุณลักษณะท่พี งึ ประสงค์
ตวั บง่ ชี้
ตวั บง่ ชี้เป็นเปา้ หมายในการพัฒนาเด็กทมี่ ีความสมั พันธ์สอดคลอ้ งกับมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์
สภำพทีพ่ ึงประสงค์
สภาพทพ่ี งึ ประสงค์เป็นพฤติกรรมหรอื ความสามารถตามวยั ท่ีคาดหวังใหเ้ ดก็ เกดิ บนพืน้ ฐาน
พัฒนาการตามวยั หรือความสามารถตามธรรมชาตใิ นแต่ระดบั อายุ เพ่ือนาไปใช้ในการกาหนดสาระ
การเรยี นร้ใู นการจดั ประสบการณ์ และประเมนิ พฒั นาการเดก็ โดยมรี ายละเอยี ดของมาตรฐานคุณลักษณะ
ทพี่ ึงประสงค์ ตัวบ่งชี้และสภาพท่ีพงึ ประสงค์ ดงั นี้
๙๕
มำตรฐำนที่ 1 ร่ำงกำยเจริญเตบิ โตตำมวัยและมสี ุขนสิ ัยท่ดี ี
ตวั บ่งช้ี สภำพท่พี ึงประสงค์ สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่ิน
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4-5 ปี อำยุ 5-6 ปี
1.1 นา้ หนัก 1.1.1 นา้ หนัก 1.1.1 นา้ หนกั 1.1.1 นา้ หนกั -
และส่วนสงู และสว่ นสงู ตาม และสว่ นสูงตาม และส่วนสูงตาม
ตามเกณฑ์ เกณฑ์ของกรม เกณฑ์ของกรม เกณฑ์ของกรม
อนามัย อนามัย อนามัย
1.2 1.2.1 1.2.1 1.2.1 - บอกช่อื อาหารพื้นเมืองใน
มีสขุ ภาพ ยอมรับประทาน รบั ประทาน รบั ประทานอาหาร จังหวดั พะเยาที่นิยมรับประทาน
อนามัย อาหารทีม่ ี อาหารทม่ี ี ท่ีมปี ระโยชน์ได้
สขุ นสิ ัยที่ดี ประโยชน์ ประโยชน์ หลายชนดิ - ประกอบอาหารพน้ื เมืองประจา
และดืม่ น้าสะอาด และดืม่ นา้ สะอาด และด่ืมน้าสะอาด จังหวดั พะเยา ( ปลาส้มพะเยา)
เม่ือมผี ูช้ แี้ นะ ด้วยตนเอง ได้ดว้ ยตนเอง -อาหารพื้นเมืองในท้องถิน่ ของ
ตนเอง เช่น แกงฮังเล นา้ พรกิ อ่อง
นา้ พริกหน่มุ น้าพริงนา้ ปู๋ นา้ เงยี้ ว
- การทาขนมพน้ื บา้ น เช่น ขนม
ปาด ขนมจ๊อก ข้าวควบ ข้าวแต๋น
ขา้ วแคบ ขา้ วหนึกงา ฯลฯ
1.2.2 1.2.2 1.2.2 -
ลา้ งมอื ก่อน ลา้ งมอื กอ่ น ลา้ งมอื ก่อน
รบั ประทานอาหาร รับประทาน รบั ประทานอาหาร
และหลังจากใช้ อาหาร และหลงั จากใช้
ห้องนา้ หอ้ งสว้ ม และหลังจากใช้ ห้องนา้ หอ้ งส้วม
เมื่อมีผู้ชีแ้ นะ ห้องน้าห้องสว้ ม ด้วยตนเอง
ด้วยตนเอง
1.2.3 1.2.3 1.2.3 -
นอนพักผ่อน นอนพักผอ่ น นอนพักผอ่ น
เป็นเวลา เป็นเวลา เปน็ เวลา
1.2.4 ออกกาลงั 1.2.4 ออกกาลัง 1.2.4 ออกกาลงั - การละเล่นพ้ืนเมือง เชน่ เตย
กายเป็นเวลา กายเป็นเวลา กายเป็นเวลา ต่ีจับ เปา่ ยาง ซิโกงเกง
1.3 1.3.1 1.3.1 1.3.1 - การละเลน่ พน้ื เมือง เชน่ เตย
รักษาความ เล่นและทา เล่นและทา เลน่ และทา ต่ีจับ เป่ายาง ซิโกงเกง
ปลอดภัย กิจกรรมอย่าง กจิ กรรมอยา่ ง กิจกรรม
ของตนเอง ปลอดภยั ปลอดภัย และปฏิบตั ติ น
และผอู้ ่นื เม่อื มีผู้ชแ้ี นะ ด้วยตนเอง ต่อผูอ้ ่นื
อย่างปลอดภัย
๙๖
มำตรฐำนท่ี 2 กล้ำมเนื้อใหญ่และกล้ำมเนอื้ เล็กแข็งแรง ใช้ไดอ้ ย่ำงคล่องแคลว่ และประสำนสมั พนั ธ์กนั
ตวั บง่ ชี้ สภำพทีพ่ งึ ประสงค์ สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถ่ิน
อำยุ 3-4 ปี อำยุ 4 -5 ปี อำยุ 5-6 ปี
2.1 2.1.1 2.1.1 2.1.1 - การละเลน่ พื้นเมือง เช่น เตย
เคลอื่ นไหว เดนิ ตามแนว เดนิ ตอ่ เทา้ ไป เดนิ ตอ่ เทา้ ถอยหลัง ตจ่ี ับ เปา่ ยาง ซโิ กงเกง
ร่างกายอย่าง ท่กี าหนดได้ ขา้ งหน้าเป็น เปน็ เสน้ ตรงได้
คลอ่ งแคลว่ เส้นตรงได้ โดยไม่ โดยไม่ตอ้ งกางแขน
ประสาน ต้องกางแขน
สัมพันธ์ 2.1.2 2.1.2 2.1.2 - การละเล่นพน้ื เมือง เช่น เตย
และทรงตวั ได้ กระโดดสองขา กระโดดขาเดยี ว กระโดดขาเดยี ว ต่ีจับ เป่ายาง ซิโกงเกง
ขน้ึ ลงอยกู่ ับท่ีได้ อยกู่ ับท่ีไดโ้ ดยไม่ ไปข้างหน้าได้
เสียการทรงตวั อย่างต่อเนอื่ ง โดย
ไมเ่ สียการทรงตัว
2.1.3 2.1.3 2.1.3 - การละเล่นพืน้ เมือง เช่น เตย
วิง่ แล้วหยุดได้ วง่ิ หลบหลีกสิง่ กดี ว่ิงหลบหลีกส่งิ กีด ตี่จับ เป่ายาง ซโิ กงเกง
ขวางได้ ขวางได้
อย่างคล่องแคลว่
2.1.4 2.1.4 2.1.4 - การละเลน่ พื้นเมือง เช่น
รบั ลูกบอลโดยใช้ รับลกู บอลมือ รับลกู บอล ขว้างหลบ
มือและลาตวั ช่วย ทงั้ สองขา้ ง ทก่ี ระดอนขึน้
จากพื้นได้
2.2 2.2.1 2.2.1 2.2.1 - รจู้ กั ของใช้และของตกแต่งจาก
ใชม้ ือตา ใช้กรรไกรตดั ใช้กรรไกรตดั ใชก้ รรไกรตัด วสั ดุในทอ้ งถ่ิน
ประสาน กระดาษขาด กระดาษตามแนว กระดาษตามแนว - เครื่องจกั สานจากไมไ้ ผ่ ตอก
สัมพันธก์ ัน จากกันได้โดยใช้ เสน้ ตรงได้ เสน้ โคง้ ได้ ใบมะพร้าว หวาย ปอ ผักตบชวา
มอื เดียว
2.2.2 2.2.2 2.2.2
เขียนรปู วงกลม เขยี นรปู สเี่ หลีย่ ม เขยี นรูปสามเหลี่ยม
ตามแบบได้ ตามแบบได้ ตามแบบได้
อยา่ งมีมุมชดั เจน อย่างมีมุมชัดเจน
2.2.3 2.2.3 2.2.3
รอ้ ยวัสดุท่ีมรี ู ร้อยวสั ดทุ ี่มีรู ร้อยวสั ดุทีม่ รี ูขนาด
ขนาดเส้นผา่ น ขนาดเสน้ ผ่าน เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง
ศนู ยก์ ลาง 1 ซม. ศูนยก์ ลาง 0.5 ซมได.้
ได้ 0.5 ซม.ได้