ประวตั แิ ละววิ ฒั นาการ
ดนตรไี ทย
เอกสารประกอบการเรยี นรู้
รหสั วชิ า ศ23101 รายวชิ าพน้ื ฐานศลิ ปศกึ ษา 5 (ดนตรไี ทย)
ระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563
อาจารย์พงศพชิ ญ์ แกว้ กลุ ธร
และอาจารย์นสิ ิตนันทนัช ชาวไร่ออ้ ย
กลุ่มสาระการเรยี นรศู้ ลิ ปะ
โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ปทุมวัน
เอกสารประกอบการสอน ศ23101 รายวชิ าพื้นฐานศิลปศึกษา 5 (ดนตรไี ทย) ระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563
ประวตั ิ และววิ ฒั นาการดนตรไี ทย
(History of Thai music)
จากการสนั นษิ ฐานของท่านผรู้ ทู้ างดา้ น ดนตรไี ทย โดยการพิจารณาหาเหตผุ ล เก่ียวกบั กาเนิด หรอื ท่ีมา
ของ ดนตรีไทย ก็ไดม้ ผี ้เู สนอแนวทัศนะในเร่ืองนีไ้ ว้ 2 ทัศนะทแ่ี ตกตา่ งกนั คือ
ทศั นะที่ 1 ดนตรไี ทยไดแ้ บบอยา่ งมาจากอนิ เดยี อาจารยพ์ งศพชิ ญ์ แก้วกุลธร และอาจารย์นิสติ นันทนัช ชาวไรอ่ อ้ ย
สันนิษฐานว่า ดนตรีไทย ได้แบบอย่างมาจากอินเดีย
เนื่องจากอินเดียเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สาคัญแห่งหน่ึง
ของโลก อารยธรรมต่าง ๆ ของอินเดียได้เข้ามามีอิทธิพล
ต่อประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียอย่างมากทั้งในด้าน ศาสนา
ประเพณีความเช่ือ ตลอดจนศิลปะแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะ
ทางด้าน ดนตรี ปรากฏรูปร่างลักษณะ เครื่องดนตรี
ของประเทศ ต่าง ๆ ในแถบเอเชีย เช่น จีน เขมร พม่า
อินโดนเี ซีย และมาเลเซีย มีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นส่วนมาก
ทั้งนีเ้ น่ืองมาจากประเทศเหล่าน้ันต่างก็ยึดแบบฉบับดนตรีของ
อินเดียเป็นบรรทัดฐาน รวมทั้งไทยเราด้วยพบว่าลักษณะ
ของเครอื่ งดนตรไี ทยสามารถจาแนกเปน็ 4 ประเภท คือ เครื่อง
ดีด เครอ่ื งสี เคร่ืองตี เครอ่ื งเปา่
ใกลเ้ คยี งกับลกั ษณะเคร่ืองดนตรีอินเดียตามท่ีกล่าวไว้
ในคัมภีร์ "สังคีตรัตนากร" ของอินเดีย ซ่ึงจาแนกเป็น 4
ประเภท เช่นกันคือ 1) ตะตะ คือ เครื่องดนตรีประเภทมีสาย
2) สุษิระ คือ เครื่องเป่า 3) อะวะนัทธะ หรืออาตตะ คือ
เคร่ืองหุ้มหนัง หรือกลองต่าง ๆ 4) ฆะนะ คือ เคร่ืองตี
หรือเครือ่ งกระทบ
ประวตั ิและวิวฒั นาการดนตรไี ทย
2 เอกสารประกอบการสอน ศ23101 รายวิชาพนื้ ฐานศิลปศึกษา 5 (ดนตรไี ทย) ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
การสนั นิษฐานเกี่ยวกบั กาเนิดหรือท่ีมาของดนตรีไทย
ตามแนวทัศนะข้อนี้ เป็นทัศนะที่มีมาแต่เดิม นับตั้งแต่ได้มี
ผู้สนใจ และได้ทาการค้นคว้าหาหลักฐานเก่ียวกับเร่ืองน้ีข้ึน
และนบั วา่ เปน็ ทัศนะท่ีได้รับการนามากล่าวอ้างกันมาก บุคคล
สาคัญท่เี ปน็ ผเู้ สนอแนะแนวทางนี้คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์-
เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ พระบิดาแห่งวงการ
ประวตั ิศาสตร์ของไทย
ทศั นะที่ 2 ดนตรไี ทย เกดิ ขน้ึ มาพรอ้ มกบั คนไทย
นานาทัศนะ ไม่สามารถสรุปได้แน่นอนว่า สันนิษฐานว่า ดนตรีไทย เกิดจากความคิดและ
ดนตรไี ทยมปี ระวตั ิความเป็นมาและวิวฒั นาการมา สติปัญญาของคนไทย เกิดข้ึนมาพร้อมกับคนไทย ต้ังแต่สมัยท่ี
จากสถานท่ีใด ใครเป็นผู้สร้าง เป็นเ พียงข้อ ยังอยทู่ างตอนใต้ของประเทศจีนแล้ว ทั้งน้ีเน่ืองจากดนตรีเป็น
สนั นิษฐาน ทร่ี อผพู้ สิ จู นห์ าความจริงเพื่ออ้างองิ ให้ มรดกของมนุษยชาติ ทุกชาติทุกภาษาต่างก็มีดนตรีซึ่งเป็น
เกิด ความน่าเช่ือถือที่สุด ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับผู้ศึกษา เอกลกั ษณ์ ของตนด้วยกันท้งั นัน้ ถงึ แม้วา่ ในภายหลัง จะมีการ
ค้นคว้า ผู้เรียนรู้ซ่ึงต้องใช้หลักเช่ือมโยงและมี รับเอาแบบอย่างดนตรีของต่างชาติเข้ามาก็ตามแต่ก็เป็น
วจิ ารณญาณทม่ี เี หตผุ ล การนาเข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับลักษณะ
และนสิ ัยทางดนตรีของคนในชาติน้ัน ๆ ไทยเราต้ังแต่สมัยท่ียัง
อยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ก็คงจะมีดนตรีของเราเอง
เกิดขึน้ แล้ว ทัง้ นจ้ี ะสงั เกตเหน็ ได้วา่ เคร่อื งดนตรีด้ังเดิมของไทย
จะมีช่ือเรียกเป็นคาโดด ซึ่งเป็นลักษณะของคาไทยแท้ เช่น
เกราะ, โกร่ง, กรับ, ฉาบ, ฉิ่ง, ป,ี่ ขลุ่ย, ฆอ้ ง, กลอง เป็นต้น
ต่อมาเมื่อไทยได้อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานในแถบแหลม
อินโดจีน จึงได้มาพบวัฒนธรรมแบบอินเดียโดยเฉพาะ
เครื่องดนตรีอินเดีย ซึ่งชนชาติมอญ และ เขมร รับไว้ ก่อนท่ี
ไทยจะอพยพเข้ามา ด้วยเหตุนี้ชนชาติไทยซ่ึงมีนิสัยทางดนตรี
อยู่แล้ว จึงรับเอาวัฒนธรรมทางดนตรีแบบอินเดีย ผสมกับ
แบบมอญและเขมรเข้ามาผสมกับดนตรีที่มีมาแต่เดิมของตน
จึงเกิดเคร่ืองดนตรีเพ่ิมข้ึนอีก ได้แก่ พิณ, สังข์, ป่ีไฉน,
บณั เฑาะว,์ กระจบั ปี่ และจะเข้ เป็นต้น
ต่อมาเมื่อไทยได้ตั้งถ่ินฐานอยู่ในแหลมอินโดจีน
อย่างม่ันคงแล้ว ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
ในแหลมอินโดจีน หรือแม้แต่กับประเทศทางตะวันตก
บางประเทศท่ีเข้ามาตดิ ต่อคา้ ขาย ทาให้ไทยรบั เอาเคร่ืองดนตรี
บางอย่างของประเทศตา่ ง ๆ เหล่าน้นั มาใช้เล่นในวงดนตรีไทย
ด้วย เชน่ กลองแขก ป่ีชวา ของชวา (อินโดนิเซีย) กลองมลายู
ของมลายู (มาเลเซีย) เปิงมาง ตะโพนมอญ ป่ีมอญ และฆ้อง
มอญของมอญ กลองยาวของพม่า ขิม ม้าล่อของจีน กลอง-
มาริกัน (กลองของชาวอเมริกัน) เปียโน ออร์แกน และ
ไวโอลิน ของประเทศทางตะวันตก เป็นตน้
ประวัติและววิ ัฒนาการดนตรไี ทย อาจารยพ์ งศพชิ ญ์ แกว้ กุลธร และอาจารย์นิสิตนันทนัช ชาวไรอ่ อ้ ย
3 เอกสารประกอบการสอน ศ23101 รายวิชาพ้ืนฐานศิลปศึกษา 5 (ดนตรไี ทย) ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
จุดเรมิ่ ตน้ ของววิ ฒั นาการทางดนตรนี น้ั ไมม่ ใี ครทราบไดโ้ ดยแนน่ อนว่ามีจุดเรม่ิ ต้นจากยคุ ใด สมยั ใด
ซึ่งการเรียบเรยี งวิวฒั นาการทางดนตรีของไทยนั้น ไดน้ าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท่ีพบมาเรียบเรียง
ให้เหน็ โดยใชย้ คุ สมยั ของการปกครอง ซึง่ ประกอบดว้ ยประวตั ศิ าสตรข์ องดนตรไี ทยจากยคุ สมยั ดงั ตอ่ ไปน้ี
สมยั สโุ ขทยั
ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขบั ลานา และรอ้ งเลน่ วรรณคดี "ไตรภมู พิ ระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้อง
กลอง ฉงิ่ แฉ่ง (ฉาบ) บณั เฑาะว์ พิณ ซอ ปไี่ ฉน ระฆงั กรบั และกังสดาล
สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
สมัยกรุงศรีอยธุ ยา มีวงปีพ่ าทยท์ ่ียังคงรูปแบบป่ีพาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพ่ิมระนาดเอก
เขา้ ไป นบั แต่น้ันวงป่ีพาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ป่ีใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจาก
วงมโหรีเคร่อื งสี่ เปน็ มโหรีเครอ่ื งหก เพิ่มขลุ่ย และรามะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รามะนา ขลุ่ย
และกรับพวง
สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์
สมยั รัตนโกสนิ ทร์ แบง่ วิวฒั นาการตามรัชสมยั ของการปกครองแผ่นดิน ไดด้ ังนี้
รชั กาลท่ี 1 เพ่มิ กลองทัดเข้าวงปี่พาทยอ์ ีก 1 ลกู รวมเปน็ 2 ลูก ตวั ผเู้ สยี งสงู ตวั เมยี เสยี งต่า
รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสายคู่พระหัตถ์ ชื่อว่าซอสายฟ้าฟาด และทรง
พระราชนพิ นธ์เพลงบุหลันลอยเลือ่ น รัชสมัยนเี้ กดิ กลองสองหน้าพัฒนามาจากเปงิ มางของมอญ
รัชกาลท่ี 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับ
ฆอ้ งวงใหญ่
รชั กาลท่ี 4 เกดิ วงป่พี าทยเ์ ครือ่ งใหญ่พร้อมการประดิษฐร์ ะนาดเอกเหลก็ และระนาดทุ้มเหล็ก
รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดาบรรพ์ประกอบการแสดงละคร
ดกึ ดาบรรพ์
รัชกาลท่ี 6 นาวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)
มีการนาอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นคร้ังแรก และนาเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็น
วงเครอ่ื งสายผสม แลว้ จึงเป็นดนตรไี ทยท่ีเราได้เห็นจนถึงปจั จุบันนี้
รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถในการเล่นดนตรีไทย จัดตั้ง
วงเครอื่ งสายส่วนพระองค์ ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงไทย ได้แก่ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เพลงราตรีประดับดาว
เถา และเพลงเขมรลออองค์ เถา
รัชกาลท่ี 8 เนื่องจากมีระยะการปกครองท่ีสั้นที่จึงทาให้เหตุการณ์เปล่ียนแปลงทางด้านดนตรีน้อย
ประกอบกับประเทศไทยต้องเผชิญกบั ปญั หาสงครามโลก
รัชกาลที่ 9 เป็นยุคสมัยของการบารุงรักษาดนตรีไทยและพัฒนาการทางดนตรีเพิ่มข้ึนจากเดิม การขยาย
ความร้เู พ่ือการสบื ค้นและการศึกษาคน้ คว้า
ประวตั ิและวิวฒั นาการดนตรไี ทย เอกสารอา้ งอิง
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2545). ดนตรีในวถิ ชี วี ิตไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ครุ สุ ภา ลาดพรา้ ว.
เฉลมิ ศกั ดิ์ พกิ ลศุ ร.ี (2530). สังคีตนยิ มวา่ ด้วยดนตรีไทย. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร์.
ธนิต อยโู่ พธิ.์ (2530). เครอ่ื งดนตรีไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์พฆิ เนศ.
ปญั ญา รุ่งเรอื ง. (2521). ประวัติการดนตรีไทย.พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4 กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช.
มนตรี ตราโมท. (2530). ดนตรีไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา.
รังสิยศ วงศ์ศลิ ปกลุ และ ศิริรัตน์ วุฐสิ กลุ . (2555). ดนตรี-นาฏศิลป์ ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3. กรงุ เทพฯ : บริษทั พฒั นา
คณุ ภาพชีวติ (พว.) จากดั
สงบศกึ ธรรมวหิ าร. (2540). ดุรยิ างค์ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
อาจารย์พงศพชิ ญ์ แก้วกุลธร และอาจารย์นสิ ติ นันทนัช ชาวไรอ่ อ้ ย