ก
ข หน8า
สารบัญ 1
5
บทท่ี 1 ชั้นบรรยากาศของโลก 11
เรื่องที่ 1 องค<ประกอบของบรรยากาศ 23
กิจกรรมท่ี 1 27
เร่ืองที่ 2 ลมฟBาอากาศ 42
กจิ กรรมที่ 2 43
เรื่องที่ 3 พายุฝนฟาB คะนอง 49
กจิ กรรมที่ 3 51
เรื่องที่ 4 ปฏิบตั ติ นใหป8 ลอดภัย
กจิ กรรมท่ี 4
บรรณานกุ รมและหนงั สืออ8างอิง
1
เร่อื งที่
1
องค$ประกอบของบรรยากาศ
ตัวชว้ี ัด
1. สรา3 งแบบจำลองท่ีอธบิ ายการแบง= ชนั้ บรรยากาศและเปรียบเทยี บ
ประโยชนขG องบรรยากาศแต=ละชน้ั โลกมีบรรยากาศห=อหุม3
สาระสำคัญ
นักวทิ ยาศาสตรGใชส3 มบตั ิและองคปG ระกอบของบรรยากาศในการแบ=ง
บรรยากาศของโลกออกเปนN ชนั้ ซงึ่ แบง= ไดห3 ลายรูปแบบตามเกณฑGท่ีแตกต=าง
กัน โดยท่วั ไปนกั วิทยาศาสตรGใชเ3 กณฑกG ารเปล่ยี นแปลงอุณหภมู ิตามความสงู
แบง= บรรยากาศไดเ3 ปNน 5 ชั้น ไดแ3 ก= ชั้นโทรโพสเฟยY รG ช้ันสตราโตสเฟYยรG
ชนั้ มโี ซสเฟยY รG ชน้ั เทอรโG มสเฟYยรแG ละช้ันเอกโซสเฟยY รG
จดุ ประสงค<
1. สามารถอธบิ ายความหมายและองคปG ระกอบของชน้ั บรรยากาศได3
2
องค<ประกอบของชัน้ บรรยากาศ
ชั้นบรรยากาศ คือส0วนที่ปกคลุมผิวโลก โดยมีหน>าที่เปรียบเสมือนเกราะปAองกันรังสีที่
เปCนอันตรายจากดวงอาทิตยFและวัตถุต0างๆ ในอวกาศ ซึ่งภายในชั้นบรรยากาศจะประกอบไปด>วย
ไอน้ำ ความร>อน อากาศ ซ่ึงสว0 นใหญเ0 ปCน แกสQ ไนโตรเจน 78% แกสQ ออกซิเจน 21%
แกQสอารFกอน 0.93% แกQสคารFบอนไดออกไซดF 0.03% และแกQสอื่นๆ 0.04 ชั้นบรรยากาศนั้นมี
หลายชั้นและมีสภาวะอากาศแต0ละชัน้ ทแี่ ตกตา0 งกัน
การแบ&งชั้นโดยชนั้ บรรยากาศสามารถแบ&งออกเปน6 จำนวน 5 ชั้นดงั นี้
1. ชั้นโทรโพสเฟ^ยรF (Troposphere) มีระดับความสูง 0-10 กิโลเมตร เปCนชั้น
บรรยากาศชั้นแรกที่ปกคลุมผิวโลกประกอบไปด>วยแกQสหลายชนิดปริมาณแกQสไนโตรเจนถึง
ร>อยละ 78 ส0วนแกQสออกซิเจนกลับเปCนอันดับสองร>อยละ 21 และที่เหลือเปCนแกQสอารFกอน
ปริมาณร>อยละ 0.93 แกQสคารFบอนไดออกไซดFร>อยละ 0.03 และแกQสชนิดอื่น ๆ อีกประมาณ
ร>อยละ 0.04 นอกจากนี้ยังมีสัดส0วนของไอน้ำและความร>อนในระดับสูงจึงส0งให>เกิด
ปรากฏการณFทางธรรมชาติต0าง ๆ เช0น ความชื้น ฝน พายุ ความกดอากาศ และเมฆหมอกเปCน
ต>น
ภาพที่ 1 ช้ันโทรโพสเฟ^ยรF
ทมี่ า : อตุ ุนยิ มวิทยาเครือขา0 ย (27 กนั ยายน 2564)
3
2. ชั้นสตราโตสเฟ^ยรF (Stratosphere) มีระดับความสูง 10-50 กิโลเมตร อุณหภูมิชั้น
นี้ต่ำกว0าชั้นโทรโพสเฟ^ยรFอย0างเห็นได>ชัดคือประมาณ -60 ถึง 10 องศาเซลเซียส ในชั้นนี้อากาศ
จะมีการเคลื่อนตัวอย0างช>า ๆ และไม0มีเมฆในชั้นนี้แล>วมีแต0ไอน้ำเพียงเล็กน>อยซึ่งชั้นนี้มีสภาวะ
ทเี่ หมาะสมสำหรับการที่จะให>เครอ่ื งบนิ สามารถบินได>
ภาพที่ 2 ชั้นสตราโตสเฟ^ยรF
ท่มี า : นภิ าภทั รG ป\[นบุญ (27 กันยายน 2564)
3. ชั้นมีโซสเฟ^ยรF (Mesosphere) มีระดับความสูง 50-80 กิโลเมตร ชั้นนี้มีส0วนช0วย
ดูดซับรังสี UV ที่เล็ดรอดลงมาจากบรรยากาศชั้นบน ปริมาณอากาศในชั้นนี้เบาบางมากและ
อุณหภูมติ ำ่ ไปถงึ -120องศาเซลเซียส
ภาพที่ 3 ช้นั มโี ซสเฟย^ รF
ทมี่ า : นภิ าภทั รG ป\น[ บุญ (27 กนั ยายน 2564)
4
4. ชั้นเทอรFโมสเฟ^ยรF (thermosphere) อยู0ถัดจากชั้นมีโซสเฟ^ยรFขึ้นไป มีความสูงจาก
พื้นดินประมาณ 85-500 กิโลเมตร อุณหภูมิในชั้นนี้จะสูงขึ้นอย0างรวดเร็ว จนถึงระดับ 100
กิโลเมตร เนื่องจากอยู0ใกล>ดวงอาทิตยFมากกว0า 3 ชั้นแรก และจากนั้นอัตราการเพิ่มขึ้นของ
อุณหภูมิจะลดลง โดยอุณหภูมิในชั้นบนของเทอรFโมสเฟ^ยรF จะอยู0ที่ 500-2,000 เซลเซียล
อากาศในชั้นนี้มีแกQสชนิดต0าง ๆ ที่เปCนประจุไฟฟAา เรียกว0า ไอออน ซึ่งสามารถสะท>อน
คลื่นวิทยุบางชนิด มีประโยชนFในการสื่อสาร และกรองรังสีต0าง ๆ ที่มาจากนอกโลกได> เช0น
รงั สีเอกซF รงั สี UV นอกจากน้ดี าวเทยี มจำนวนมากยังโคจรรอบโลกอย0ูในช้ันนีด้ >วย
ภาพที่ 1.4 ชนั้ เทอรFโมสเฟย^ รF
ท่ีมา : Discoveryman (27 กนั ยายน 2564)
5.ชั้นเอก็ โซสเฟ^ยรF (Exosphere) มีระดับความสูง 700-800 กิโลเมตร มีแกQสฮีเลียม
แหละแกQสไฮโดรเจนเปCนองคFประกอบหลัก ในชั้นนี้มีอากาศที่เบาบางมากและไม0มีขอบเขต
ชดั เจนระหว0างชน้ั บรรยากาศและอวกาศ
ภาพที่ 1.5 ช้ันเทอรFโมสเฟย^ รF
ที่มา :นิภาภทั รG ป[น\ บญุ (27 กันยายน 2564)
5
กจิ กรรมที่ 1
จดุ ประสงค@
1. สามารถอธบิ ายความหมายและองคปF ระกอบของช้นั บรรยากาศได>
วิธดี ำเนนิ การกจิ กรรม
1. รวบรวมขอ> มลู ท่ีเปนC องคFประกอบของแตล0 ะชนั้ บรรยากาศจากแหล0งขอมลู ทีเ่ ช่ือถอื ได>
2. ทำแบบฝก• หดั ท่ี 1 องคปF ระกอบของชน้ั บรรยากาศ
ตรวจสอบความเขาE ใจ
1. เหตใุ ดจึงเกิด เมฆ ฝน ฟาA คะนองในบรรยากาศช้ันโทรโพสเฟย^ รF
2. ชั้นบรรยากาศใดมสี 0วนชว0 ยดดู ซับรังสี UV
3. ชั้นบรรยากาศใดมคี ณุ สมบัตทิ ่สี ามารถสะท>อนคลนื่ วิทยไุ ด>
6
ประโยชน<ของชนั้ บรรยากาศ
ชัน้ บรรยากาศที่หอ0 หม>ุ โลกมีประโยชนตF อ0 สิง่ มีชวี ติ บนโลก ดังน้ี
1. ช0วยปรับอุณหภูมิของโลกให>เหมาะสมกับการดำรงชีวิต กล0าวคือ โดยปกติในช0วงกลางวันที่มี
แสงแดด อากาศที่ห0อหุ>มโลกจะช0วยดูดกลืนความร>อนจากดวงอาทิตยFไว>บางส0วนทำให>โลกมีความอบอุ0น
ขึ้น ส0วนช0วงกลางคืนที่ไม0มีแสงแดด อากาศจะช0วยระบายความร>อนทำให>โลกเย็นลง ถ>าไม0มีอากาศ
ห0อหุ>มโลกไว>แล>วในช0วงกลางวันอุณหภูมิบนผิวโลกจะสูงถึงประมาณ 110 องศาเซลเซียส และในช0วง
กลางคืนอุณหภูมิบนผวิ โลกจะลดต่ำลงจนถึงประมาณ -180 องศาเซลเซียส
ภาพที่ 1 แสดงพืชใช>แกQสคารFบอนไดออกไซดใF นกระบวนการสงั เคราะหดF >วยแสง
ที่มา : ทรปู ลูกป•ญญา (4 ตุลาคม 2564)
2. ช0วยปAองกันอันตรายจากรังสีต0าง ๆ จากดวงอาทิตยF เช0น รังสีอัลตราไวโอเลต (รังสีเหนือ
ม0วง) จะถูกแกQสโอโซนในบรรยากาศดูดซับไว>บางส0วนและปล0อยรังสีอัลตราไวโอเลต ลงมายังผิวโลกใน
ปริมาณที่เหมาะสม สำหรับมนุษยFถ>าร0างกายถูกรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความเข>มมากเกินไป เซลลF
ผิวหนงั จะถกู ทำลายและอาจทำใหเ> ปนC มะเร็งทผี่ ิวหนงั ได>
เสรมิ ความร3ู
ในร0างกายของมนุษยFมีสารที่เรียกว0า สเตอรอล ชนิดเออรFกอสเตอรอล
(ergosterol) ซึ่งเมื่อได>รับรังสีอัลตร>าไวโอเลตในปริมาณที่พอเหมาะแล>วจะ
เปลี่ยนเปCนวิตามินดี วิตามินดีนี้ มีความสำคัญต0อการรักษาระดับความสมดุลของ
แคลเซียมและฟอตเฟตในร0างกาย ช0วยใน การดูดซึมแคลเซียมในลำไส> วิตามินดี
ช0วยปอA งกันโรคกระดกู อ0อนและฟ•นผุได>
7
3. ช=วยปkองกันอันตรายจากอนุภาคต=างๆ ที่มาจากนอกโลก เช=น อุกกาบาตหรือ
สะเก็ดจากดาวเคราะหGต=าง ๆ เปNนต3น โดยอนุภาคเหล=านี้จะเสียดสีกับอากาศที่ห=อหุ3ม
โลกและเกิดการลุกไหม3จนหมด หรือ มขี นาดเล็กลงกอ= นตกลงส=ูผิวโลก
ภาพท&ี ( แสดงการกรองรงั สขี องบรรยากาศ
ท&ีมา : ศนู ยกG ารเรียนรู3วทิ ยาศาสตรGโลกและดาราศาสตรG (7 ตลุ าคม (<=7)
4.ช=วยปกปูองสิ่งมีชีวิตจากสิ่งแปลกปลอมที่มาจากนอกโลกได3แก=อุกกาบาต
และรังสีคอสมิกอุกกาบาตเปNนวัตถุท3องฟkาที่ตกมายังโลกแล3วเกิดการเสียดสีกับ
บรรยากาศของโลกทำให3เกิดการลุกไหม3จนหมดในบรรยากาศหรือเหลือเพียง
บางส=วนที่ตกลงมายังพื้นโลกซึ่งมีขนาดเล็กมาก ไม=ก=อให3เกิดอันตรายใดๆยกเว3นแต=
อุกกาบาตทม่ี ีขนาดใหญ=มากๆซง่ึ นานๆครง้ั จงึ จะพบ
ภาพท่ี 3 แสดงอุกกาบาตเกดิ การลกุ ไหม>ในบรรยากาศ
ท่มี า : อนุชา ดกี าว (4 ตุลาคม 2564)
8
5. ช=วยให3เกดิ การเปลยี่ นแปลงของลม ฟkา อากาศ เช=น อากาศร3อน อากาศ
หนาว ลมแรง ฝนตก พายุ เปNนต3น ซงึ่ มีผลต=อการดำรงชีวติ ของส่งิ มชี วี ิตบนโลกพชื
ตอ3 งการลมฟาู อากาศทเ่ี หมาะสมในการเจริญเตบิ โต นำ้ ฝนทต่ี กลงมามปี ระโยชนGตอ=
มนษุ ยGและสัตวG ซงึ่ นำมาใช3ในการอุปโภคบริโภคเพือ่ การดำรงชีวติ นอกจากนี้การเกดิ
ลมพายุที่รุนแรงอาจกอ= ให3เกิดอนั ตรายตอ= สิ่งมีชวี ติ และทรพั ยGสนิ ของมนษุ ยไG ด3เช=นกัน
นักเรียนทราบหรอื ไมว= =า… ถ3าไม=มีบรรยากาศหอ= ห3ุมโลกไวแ3 ล3ว
นัน้ ในช=วงกลางวนั อุณหภมู ิบนผิวโลกจะสูงถงึ ประมาณ 100
องศาเซลเซียส และในชว= งกลางคนื อุณหภมู ิจะลดตำ่ ลง
ประมาณ -180 องศาเซลเซียส
9
แบบฝกU หดั ที่ 1 องค<ประกอบของชัน้ บรรยากาศ
คำชแี้ จง แบบฝก• หัดมี 2 ตอน
ตอนท่ี 1 ใหน> กั เรยี นตอบคำถามทก่ี ำหนดให>ลงในชอ0 งว0างใหถ> กู ต>องสมบูรณF
1. การแบง0 ช้ันบรรยากาศของโลก แบ0งเปCนก่ชี น้ั อะไรบ>าง
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
........... ...........................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
2. นกั เรยี นคิดว0า บรรยากาศชนั้ ใดมกี ารเปลี่ยนแปลงมากทีส่ ุด เพราะเหตใุ ด
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
3. ช้ันบรรยากาศทีม่ ผี ลต0อการดำรงชวี ิตประจำวนั ของมนุษยมF ากท่สี ุด
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
10
ตอนที่ 2 ใหน> กั เรยี นเขยี นชือ่ ชัน้ บรรยากาศ A-E ใหถ> กู ตอ> ง พรอ> มทง้ั อธิบายลักษณะสำคัญ
ของแต0ละช้ัน
E
D
C
B
A
A คอื ชั้น................................... D คอื ชัน้ ...................................
ลักษณะสำคญั .......................
ลักษณะสำคญั ....................... .............................................
............................................. .............................................
.............................................
B คือ ชน้ั ................................... E คือ ช้ัน...................................
ลกั ษณะสำคัญ....................... ลักษณะสำคญั .......................
............................................. .............................................
............................................. .............................................
C คือ ชน้ั ................................... ไม0ยากเนลกัยเใรชีย0ไนหมคะ
ลักษณะสำคัญ.......................
.............................................
.............................................
11
เร่อื งท่ี
2
ลมฟา1 อากาศ
ว 3.2 ม.1/2 อธิบายป[จจยั ท่ีมผี ลต=อการเปลย่ี นแปลงองคGประกอบของลมฟkาอากาศจาก
ขอ3 มูลท่รี วบรวมได3
สาระสำคัญ
ลมฟkาอากาศ เปNนสภาวะของอากาศในเวลาหนึ่งของพื้นที่หนึ่งที่มีการ
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู=กับองคGประกอบลมฟkาอากาศ ได3แก=อุณหภูมิอากาศ ความ
กดอากาศ ลม ความชื้นเมฆ และหยาดน้ำฟkา โดยหยาดน้ำฟkาที่พบบ=อยในประเทศไทย
ได3แก= ฝนองคGประกอบลมฟkาอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู=กับป[จจัยต=าง ๆ เช=น
ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตยGและลักษณะพื้นผิวโลกส=งผลต=ออุณหภูมิอากาศและปริมาณไอ
นำ้ สง= ผลตอ= ความชนื้ ความกดอากาศสง= ผลต=อลม ความชืน้ และลมส=งผลต=อเมฆ
จดุ ประสงค<
1. เพ่ืออธิบายการเกิดลมและผลต=อมนุษยแG ละสงิ่ แวดล3อมได3
2. สามารถทดลองและอธบิ ายการเกดิ ลม และชนดิ ของลมได3
12
เรอ่ื ง ลมฟา0 อากาศ
ลมฟkาอากาศ (weather) คือ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของอากาศรอบๆ ตัวเราซึ่งมี
การเปลี่ยนแปลงอยู=ตลอดเวลาลมฟkาอากาศ (weather) เปNนสภาวะของอากาศตาม
ช=วงเวลาและสถานที่ที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงในช=วงระยะเวลาสั้นๆ เช=น สภาพอากาศใน
ระยะ 3 ชั่วโมง 1 วัน 2 สัปดาหG หรอื เกดิ ข้ึนในระยะเวลาไม=เกิน 1 เดอื น
ภาพท่ี 1 การเปล่ยี นแปลงของอากาศ
ทมี่ า : ครูโชติ, (วันที่ 27 กันยายน 2564)
ป"จจัยทีค่ วบคุมลมฟ0าอากาศ
1. ละตจิ ูด (Latitude)
2. ลกั ษณะของพ้ืนดินและพืน้ น้ำ
3. ความกดอากาศและลม
4. กระแสน้ำในมหาสมุทร
5. ตําแหนง= ทตี่ งั้ ทางภมู ิศาสตรGและลมประจาํ ท่ีพดั ผา= น
13
กากรเากรดิ เกลิดมลม
ลมเกิดจากบริเวณสองบริเวณมีความกดอากาศต=างกัน ทำให3อากาศไหลจากบริเวณที่
มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำกว=า การหมุนเวียนของลมเปNนการ
หมุนเวียนโดยใช3หลักการพาความร3อน (convection)ดังนั้นจึงเกิดวงจรพาความร3อน
(convection cell )ในลักษณะเดียวกับวงจรพาความร3อนในชั้นฐานธรณีภาคขึ้นในชั้น
บรรยากาศ troposphere
1. ลมประจำเวลา คือ ลมที่เกิดขึ้นในช=วงเวลาต=างกันลมทะเล คือ ลมที่พัดจากทะเล
ขึ้นสู=พื้นดินและเกิดขึ้นในเวลากลางวันเนื่องจากในเวลากลางวันพื้นดินร3อนกว=าพื้นน้ำ ท3าให
ความกดอากาศเหนือพื้นดินต่ำกว=าความกดอากาศเหนือพื้นน้ำอากาศจึงเคลื่อนที่จากพื้นน้ำสู=
พืน้ ดนิ
ภาพที่ 2 ลมบก
ทมี่ า : ภมู ิศาสตรFและ GIS GEO2GIS.com, (วันที่ 27 กันยายน 2564)
ลมบก คือ ลมที่พัดจากพื้นดินออกสู=ทะเลและเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เนื่องจากใน
เวลากลางคืนเย็นกว=าพื้นน้ำ ท3าให3ความกดอากาศเหนือพื้นดินสูงกว=าความกดอากาศเหนือ
พนื้ น้ำ อากาศจงึ เคล่อื นท่ีจากพืน้ ดินไปส=ูพืน้ นำ้
2. ลมประจำฤดู เปNนลมที่เกิดขึ้นเฉพาะท3องถิ่นหนึ่ง ๆ มีบริเวณกว3างและเปNนลมที่พัด
เปNนเวลานานตลอดฤดูของทุกปY ได3แก=ลมมรสุม ซึ่งเปNนลมที่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของลม
ที่พัดจากฤดูหนึ่งไปยังอีกฤดูหนึ่งในทิศทางตรงกันข3าม และเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
และเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต3 และเอเชยี ใต3 ลมมรสุมแบ=งได3 2 ชนดิ มรสมุ มหาสมุทร
14
ภาพท่ี 3 มรสมุ บีบซี ี
ทมี่ า :Thai PBS NEWS, (วนั ท่ี 27 กนั ยายน 2564)
มรสุม สาเหตุหลกั มาจากความแตกตา= งของอณุ หภมู อิ ากาศระหว=างพนื้ ทวีป
ภาพที่ 4 มหาสมุทร
ท่ีมา :ภูมิศาสตรFและ GIS GEO2GIS.com, (วนั ที่ 27 กนั ยายน 2564)
มหาสมุทร โดยการสะสมหรอื คายความร3อนของพืน้ ทวีปหรือมหาสมทุ รในแต=ละฤดู
ซึ่งไดร3 บั พลงั งานจากดวงอาทติ ยG แตกตา= งกันอทิ ธพิ ลจากมรสุมอาจมคี วามแตกต=างกนั
ออกไปในแตล= ะภมู ภิ าคโดยมรสุมทีส่ ำคัญแบ=งออกได3เปNน 2 แบบคอื มรสุมฤดหู นาว มรสุม
ฤดรู 3อน
15
ภาพที่ 5 ลมมรสุมฤดรู อ> น ลมมรสมุ ฤดูหนาว
ท่มี า : LESA ศนู ยเ์ รยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรโ์ ลกและดาราศาสตร์ ( 27 กันยายน 2564 )
2.1 ลมมรสุมฤดูรอ3 นเกดิ ขนึ้ ในช=วงฤดูรอ3 น เน่ืองจากภาคพนื้ ทวีปเอเชยี มอี ากาศ
อบอนุ= ขึ้น เพราะในช=วงนีโ้ ลกหนั ซีกโลกเหนือเข3าหาดวงอาทติ ยG สว= นซกี โลกใตจ3 ะไดร3 ับแสง
เฉียงจากดวงอาทิตยG
2.2 ลมมรสุมฤดูหนาวหลังจากหมดอิทธิพลของมรสุมลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต3แล3ว
ประมาณเดือนตุลาคมจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธG ซึ่งตรงกับฤดูหนาวของประเทศไทยจะมี
ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย เปNนลมมรสุมที่พัดจากภาคพื้นทวีปลง
สู=ทะเล เปNนลมเย็นและแห3ง
3. ลมประจำปYหรือลมประจำภูมิภาคต=าง ๆ เปNนลมที่เกิดจากความกดอากาศที่มีอยู=
เดิมตลอดปY เนื่องจากบริเวณขั้วโลกและบริเวณ เส3นศูนยGสูตรได3รับความร3อนจากดวงอาทิตยG
ไมเ= ท=ากนั ทา3 ใหเ3 กดิ ลมพดั ผ=านส=วนต=าง ๆ ของโลก เปนN ประจา3 เช=น ลมสนิ คา3
ภาพท่ี 6 ลม
ท่มี า :นายชะเลงศักด์ิ เชอ้ื อรวรรณ ครูชำนาญการพเิ ศษ ( 27 กนั ยายน 2564 )
16
ลมสินค8าตะวันออกเฉียงใต8 คือ ลมที่พัดจากหย=อมความกดอากาศสูงกึ่งศูนยGสูตร
ทางซีกโลกใตเ3 ข3าหาหยอ= มความกดอากาศต่ำบริเวณเส3นศนู ยGสตู ร
ลมสินค8าตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ลมที่พัดจากหย=อมความกดอากาศสูงกึ่งศูนยG
สูตร ทางซีกโลกเหนือเข3าหาหยอ= มความกดอากาศต่ำบริเวณเสน3 ศูนยสG ูตร
ชนิดของลม
1. ลมประจ3าถิ่น เปNนลมที่ปรากฏเด=นชัดในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง และในช=วงเวลาใด
เวลาหนึ่งโดยเฉพาะ ได3แก= ลมมรสุมหรือลมประจ3าฤดู ลมบกลมทะเล ลมภูเขา ลมหุบเขา
ลมสนิ ค3าเปนN ต>น
ภาพที่ 7 ลมภูเขา ลมหุบ
ทมี่ า : ออนไลนF (27 กันยายน 2564)
2. ลมพายุฟkาคะนอง เปNนลมพายุฝน เกิดจากอากาศร3อนลอยตัวสูงขึ้นความกด
อากาศต่ำลง จึงขยายตัวและเย็นลงจนไอน้ำควบแน=นเปNนฝนตกลงมา ขณะที่ฝนตกผ=าน
อากาศ อากาศจะเย็นตัวและหดตัวเข3าหากันเกิดเปNนศูนยGกลางของพายุฝนขึ้น ขณะเกิดลม
พายุฝนฟาk คะนอง มักจะเกดิ ลกู เหบ็ ตกลงมาด3วยเสมอ
ภาพที่ 8 ฝนฟาA คะนอง
ทมี่ า : ออนไลนF (28 กนั ยายน 2564)
17
3. ลมพายุหมุนเขตร3อน เปนN ลมทพี่ ดั หมุนเขา3 สู=บรเิ วณจดุ ศูนยGกลางของหยอ= มความ
กดอากาศตำ่ ในทิศทางทวนเขม็ นา‹กิ าโดยเกดิ ขนึ้ ตรงบรเิ วณเหนอื ทะเลหรือมหาสมทุ รในเขต
รอ3 นซ่งึ อยร=ู ะหวา= งละติจดู 30 องศาเหนือและ 30 องศาใต3
ภาพท่ี 9 ลมพายหุ มุนเขตรอ> น
ทม่ี า : ศนู ยFเรยี นร>ูวทิ ยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 28 กันยายน 2564 )
พายุหมุน
ลมพายุ คอื ลมท่ีพัดด3วยความเรว็ สงู เพราะความกดอากาศในสองบรเิ วณแตกตา= งกนั
มากเรยี กลมพายทุ ่หี มนุ รอบจุดศูนยGกลางวา= พายหุ มนุ
1. พายดุ ีเปรสชั่น เปNนพายุทมี่ ีความเร็วรอบศูนยกG ลางเฉลย่ี ไม=เกนิ 63 กิโลเมตรต=อ
ชั่วโมง ในบริเวณท่เี กดิ พายหุ รอื มีพายุชนิดนีเ้ คลือ่ นที่ผ=าน ท3องฟาk จะมดื คร้ึมและปกคลมุ ดว3 ย
เมฆหนาทึบ มีฝนตกปานกลางหรือตกหนกั แผ=เปNนบรเิ วณกวา3 งและตกติดตอ= กนั เปนN เวลานาน
พายุดีเปรสชั่น เปนN พายทุ ่พี ดั มาถึงประเทศไทยมากทสี่ ดุ
ภาพที่ 10 พายดุ ีเปรสชัน่
ทม่ี า : ศูนยเF รยี นรู>วทิ ยาศาสตรโF ลกและดาราศาสตรF ( 28 กันยายน 2564 )
18
2. พายุโซนรอ3 น เปนN พายุหมนุ ทีเ่ กิดขึน้ ในเขตร3อน มีความเร็วลมรอบศนู ยกG ลาง
ระหว=าง 63 – 118 กิโลเมตรตอ= ชัว่ โมง
ภาพท่ี 11 พายโุ ซนรอ> น
ท่มี า : บรษิ ทั อมรินทรพF ร้ินต้ิงแอนดFพับลชิ ช่งิ จำกดั ( 28 กันยายน 2564 )
3. พายุรุนแรง มีความเรว็ ของลมรอบศูนยGกลางเกนิ กว=า 118กโิ ลเมตรตอ= ชวั่ โมง
มีชื่อเรยี กแตกตา= งกนั ตามบริเวณที่เกดิ ดงั นี้
3.1 พายุไตฝ3 •นุ เกิดในทะเลจีนใต3 ถ3าพัดข้นึ ฝŽ[งในทวปี อเมริกา เรยี กวา= พายุทอรGนาโด
ภาพที่ 12 พายุไต>ฝ•นุ
ที่มา : ศูนยเF รียนรู>วิทยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 28 กันยายน 2564 )
19
3.2 พายุไซโคลน เกิดในอ=าวเบงกอลและมหาสมทุ รอนิ เดีย
ภาพที่ 13 พายุไซโคลน
ท่ีมา : สถาบนั รับรองมาตรฐานไอโอเอส ( 28 กันยายน 2564 )
3.3 พายุเฮอรGริเคนหรอื สลาตัน เกิดในมหาสมทุ รแอตแลนติกเหนือ ทะเลแครบิ เบยี น
อา= วเมก็ ซโิ ก และทะเลฝ[Žงตะวันตกของอ=าวเมก็ ซิโก
ภาพท่ี 14 พายไุ ซโคลน
ท่มี า : สถาบันรบั รองมาตรฐานไอโอเอส ( 28 กันยายน 2564 )
20
พายหุ มุนเขตรAอน
พายุหมนุ เขตรอ3 นจะก=อตวั ขน้ึ ในบริเวณรอ= งความกดอากาศตำ่ แถบศนู ยGสูตรคอื ใน
บริเวณละตจิ ูด 8 องศาหรอื 15 องศาเหนือและใต3 อณุ หภูมทิ ี่จะเกิดไดต3 อ3 งมอี ณุ หภมู ิทพี่ น้ื นำ้
ทะเลสงู กวา= 27องศาเซลเซยี ส
พายหุ มุนเขตรอ3 นเปNนพายุหมุนทีม่ ีศูนยกG ลางความกดอากาศตำ่ ทล่ี มบดิ เปนN เกลียวมี
ความเร็วลมมาก และท=าให3เกิดฝนตกหนัก มขี นาดเส3นผา= นศนู ยGกลาง 150 ถึง 500 กโิ ลเมตร
ความเร็วลม 120 ถงึ 200กิโลเมตร
ลม ฟAา อากาศ
การเรียกช่ือ ประเภท ความเร็วลมสูงสดุ ใกล> ลักษณะของพายุ
พายุหมนุ ศูนยกF ลาง
1. พายุ ดีเปรสช&นั (กิโลเมตร/ช&วั โมง) พายทุ ่มี ีกำลงั ออ0 น มี
2. พายโุ ซน รอ้ น ไม0เกิน 63 63 –118 ฝนตกปานกลางถึง
3. พายไุ ตฝ้ ่นุ
มากกวา่ 118 ตกหนกั มฝี นตกหนกั
มฝี นตกหนักมาก ลม
พดั แรง
ขั้นตอนแรก ของการเกิดพายุหมุนเขตร3อน คือ การก=อตัวเปNนหย=อมความกดอากาศต่ำอย=าง
แรง ที่เกิดขึ้นในกระแสลมค3า ที่พัดจากตะวันออกไปตะวันตก ซึ่งมีกระบวนการพาความร3อน
เกิดขึ้นเนื่องจากพัดผ=านพื้นน้ำที่อุ=นมาก ท3าให3การระเหยเกิดขึ้นอย=างรวดเร็ว ในน้ำที่มี
อณุ หภูมสิ ูงกวา= ๒๖ - ๒๗ องศาเซลเซยี สซงึ่ เปNนตัวการ ทา3 ใหเ3 กิดลมที่หมุนพัดพาเข3าสู=บริเวณ
ดังกล=าวลมที่หมุนจะพัดหอบเอาอากาศที่มีความชื้นสูงจากพื้นมหาสมุทรอย=างต=อเนื่อง
สนับสนุนการเกิดพายุหมุนได3 แล3วพัฒนาต=อไปเปNนพายุดีเปรสชัน พายุเขตร3อน และพายุ
ไต3ฝุ•นตามความแรงของลมหมนุ
21
บรเิ วณท่ีเกดิ พายุหมุนเขตรอ8 น ไดแ8 กX
1. แถบหมู=เกาะอินดสิ ตะวนั ตก ทะเลแครบิ เบยี น และอา= วเม็กซิโก
2. ทางด3านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟ”กเหนือรวมทะเลจีนใต3หมู=เกาะ ฟ”ลิปป”นสG
และหมูเ= กาะญ่ปี •ุน
3. ทางด3านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟ”กใต3รวมหมู=เกาะฟ”จิ และชายฝ[Žงด3าน
ตะวันออก ของทวปี ออสเตรเลยี
4. ชายฝง[Ž มหาสมทุ รแปซิฟ”กทางด3านตะวันออกของเม็กซิโกและสหรฐั อเมริกา
5. มหาสมุทรอนิ เดียแถบเกาะมาดากัสการG
6. ทะเลอาหรับ และอ=าวเบงกอล
ความแปรปรวนของลมฟBาอากาศ
กาลอากาศและภูมิอากาศ มีความสำคัญต=อชีวิตมนุษยG เช=นเดียวกับอากาศ
ยกตัวอยา= ง เชน= การประกอบอาชพี การอย=ูอาศยั และกิจวตั รประจา3 วนั ของมนุษยG
1. เขตร3อน แสงอาทิตยGตกกระทบพื้นโลกเปNนมุมชัน และมีโอกาสที่ดวงอาทิตยGจะอย=ู
เหนือศีรษะได3 พน้ื ทีเ่ ขตนีจ้ ึงรบั พลังงานจากดวงอาทติ ยไG ดม3 ากกวา= สว= นอนื่ ๆ ของโลก
2. เขตอบอุ=น แสงอาทิตยGตกกระทบพื้นโลกเปNนมุมเฉียงแม3ว=าไม=มีโอกาสที่ดวง
อาทิตยGจะอยเ=ู หนือศรี ษะแตก= ็ยังไดร3 บั แสงอาทติ ยตG ลอดปY
3. เขตหนาว แสงอาทิตยGตกกระทบพื้นโลกเปNนมุมลาด มีโอกาสได3รับแสงอาทิตยG
ในชว= งฤดหู นาวน3อยมาก
22
ความกดอากาศ (Air pressure)
ความกดอากาศจะมคี วามแตกตา= งกบั แรงทเี่ กดิ จากน้ำหนกั กดทบั ของของแขง็
และของเหลวตรงท่ี ความกดอากาศมแี รงดนั ออกทกุ ทิศทุกทาง
ปbจจัยท่ีมีอิทธิพลตXอความกดอากาศ
ยิ่งสูงขึ้นไป อากาศยิ่งบาง อุณหภูมิยิ่งต่ำ ความกดอากาศยิ่งลดน3อยตามไป
ด3วย เพราะฉะนนั้ ความกดอากาศบนยอดเขา จงึ นอ3 ยกวา= ความกดอากาศทเี่ ชงิ เขา
อากาศร3อนมีความหนาแน=นน3อยกว=าอากาศเย็น จึงมีความกดอากาศน3อยกว=า
เรยี กว=า “ความกดอากาศต่ำ” (Low pressure) ในแผนทอ่ี ตุ ุนิยมจะใช3อักษร “L”
สแี ดง เปNนสัญลกั ษณG (ดูภาพท่ี 2)
อากาศเย็นมีความหนาแน=นมากกว=าอากาศร3อน จึงมีความกดอากาศมากกว=า
เรยี กวา= “ความกดอากาศสงู ” (High pressure) ในแผนที่อุตนุ ยิ มจะใชอ3 กั ษร “H”
สนี ้ำเงิน เปนN สญั ลกั ษณG
ภาพท่ี 15 ความกดอากาศ
ทมี่ า : การไฟฟาA ฝ•ายผลติ แห0งประเทศไทย (11 ตุลาคม 2564)
23
กจิ กรรมท่ี 2
จดุ ประสงค<
1. เพอ่ื อธิบายการเกดิ ลมและผลต=อมนษุ ยแG ละส่ิงแวดล3อมได3
2. สามารถทดลองและอธบิ ายการเกดิ ลม และชนิดของลมได3
วิธดี ำเนนิ การกจิ กรรม
1. ศกึ ษาขอ3 มูลและออกแบบสรา3 งตวั แบบการเกิดลม
2. สร3างตวั แบบการเกดิ ลม และทำการทดลองพรอ3 มทึกผลการทดลอง
ตรวจสอบความเข8าใจ
1. จากการสรา3 งตวั แบบการเกิดลม นกั เรียนเกดิ การเรยี นร3สู ิ่งใดบา3 ง
2. ลมฟkาอากาศมคี วามสำคญั ตอ= ชีวิตความเปนN อย=ขู องเราอยา= งไร
24
ใบความรู้
เมื่ออากาศในบริเวณที่อยู=ใกล3กันมีอุณหภูมิแตกต=างกัน อากาศในบริเวณที่ร3อนกว=า
หรือมีอุณหภูมิที่สูงกว=าจากเคลี่อนที่สูงขึ้นในแนวตั้ง ทำให3อากาศที่บริเวณเย็นกว=าหรือมี
อุณหภูมิต่ำกว=าจากเคลื่อนท่ีแนวราบไปแทนท่ี การเคลื่อนที่ของอากาศลักษณะดังกล=าว
ทำใหเ3 กิดลมดังภาพ
การเคลื่อนที่ของลมจะเร็วหรือช3าขึ้นอยู=กับความแตกต=างของความกดอากาศสูงและ
ความกดอากาศต่ำ ถ3ามีความแตกต=างกันน3อยลมที่เกิดขึ้นจะเปNนลมเอื่อย และถ3ามีความ
แตกต=างกันมากจะกลายเปNนพายุได3 นอกจากนั้นการหมุนเวียนของลมบนโลกเปNนกลไกใน
การช=วยกระจายพลังงานความร3อนจากดวงอาทิตยGให3เฉลี่ยทั่วโลกจะช=วยพัดพาเอาความชุ=ม
ชื้นจากพนื้ น้ำมาส=ูพื้นดินอกี ด3วย
25
ประโยชน์
ลมมีประโยชนGมากมายพลังงานจากลมช=วยให3สิ่งต=างๆเคลื่อนที่ได3 เช=น ในใช3ใน
การแล=นเรือใช3ในการหมุนกังหันลมผลิตไฟฟkาหรือมือหมุนระหัดวิดน้ำช=วยพัดพาเมล็ดพืช
ให3กระจายไปงอกงามและเจริญเติบโตในสถานที่ต=างๆนอกจากนี้ยังช=วยพัดพาตะกอนบน
ผวิ โลกใหเ3 คลอ่ื นทีไ่ ปจากตำแหน=งเดมิ จนทำให3ผวิ โลกมีลักษณะต=างๆ เชน= เนินทราย
นอกจากนี้ยังมีการวิจัยและการพัฒนาการนำไปใช3ในยานพาหนะอีกด3วยซึ่งใน
ปจ[ จุบนั ประเทศมีการใชร3 ถยนตทG ี่ขบั เคล่อื นโดยอาศัยพลงั งานจากลมแลว3
ภาพท่ี 1 การแล=นเรอื ใบ ภาพที่ 2 กังหันลมผลติ ไฟฟาk
ภาพที่ 3 เนินทรายท่ีเกิดจากลม
26
โทษของลม
แม3ว=าลมจะมีประโยชนGมาก แต=บางครั้งลมก็มีโทษ เช=น กันเช=นลมที่พัดพาฝุ•นละออง
หรือกลิ่นเหม็นเข3าสู=บ3านเรือน และลมที่เคลื่อนที่ด3วยความเร็วสูงหรือพายุ สามารถทำให3เกิด
ความเสยี หายทง้ั ตอ= ชวี ติ และทรพั ยGสินเช=นทำใหต3 3นไมล3 ม3 ตายบา3 นเรอื นเสียหาย
ภาพท่ี 4 พายุ
ภาพที่ 5 ความเสียหายจากพายุ
จงั หวัดโคราช
27
เรื่องที่
3
พายฝุ นฟา1 คะนอง
ตวั ชี้วัด
เปรียบเทียบกระบวนการเกิดพายุ ฝนฟkาคะนองและพายุหมุนเขตร3อน
และผลที่มีต=อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล3อม รวมทั้งนำเสนอแนวทางการปฏิบัติตน
ใหเ3 หมาะสมและปลอดภัย
สาระสำคัญ
พายุฝนฟkาคะนอง เกิดจากการที่อากาศที่มีอุณหภูมิและความชื้น
สูงเคลื่อนที่ขึ้นสู=ระดับความสูง ที่มีอุณหภูมิต่ำลง จนกระทั่งไอน้ำใน
อากาศเกิดการควบแน=นเปNนละอองน้ำ และเกิดต=อเนื่องเปNนเมฆขนาดใหญ=
พายุฝนฟาk คะนองทำใหเ3 กิดฝนตกหนกั ลมกรรโชกแรง ฟาk แลบ ฟkาผ=า
ซง่ึ อาจกอ= ใหเ3 กิดอันตรายต=อชีวติ และทรพั ยGสนิ
จดุ ประสงคก< ารเรยี นรู8
1. สามารถอธบิ ายขั้นตอนการเกดิ พายุฝนฟาk คะนองได3
2. สามารถสร3างแบบจำลองขั้นตอนการเกดิ พายฝุ นฟkาคะนองได3
28
เรอื่ งท่ี 3 พายฝุ นฟ0าคะนอง
ปรากฏการณ<ในบรรยากาศ ประกอบไปด3วยดังนี้ พายุฝนฟkาคะนอง พายุลมงวง
พายหุ มุนเขตร3อน ฟาk แลบ ฟาk ผา= ฟาk รอ3 ง การกระเจงิ ของแสง (สีของทอ3 งฟkา)
รง3ุ กินน้ำ ดวงอาทิตยGทรงกลด/ดวงจันทรทG รงกลด
พายุฝนฟBาคะนอง (Thunderstorm) เกิดจากเมฆที่ก=อตัวขึ้นในแนวดิ่ง
ขนาดใหญ=ที่เรียกว=า เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ทำให3เกิดสภาพอากาศ
รุนแรง เช=น ลมกระโชก ฟkาแลบ และฟkาผ=า ฝนตกหนัก อากาศป[Žนป•วนรุนแรงทำให3
มีลูกเห็บตก และอาจเกิดน้ำแข็งเกาะจับเครื่องบินที่บินอยู=ในระดับสูง การเกิดพายุ
ฝนฟkาคะนองมีลำดับ 3 ข้นั ตอน ได3แก= ขัน้ ก=อตัว ขัน้ เจรญิ เตม็ ท่ี และขัน้ สลายตัว
ภาพที่ 1 ข้นั ตอนการเกดิ พายฝุ นฟาA คะนอง
ที่มา: ศนู ยกF ารเรยี นรู>วทิ ยาศาสตรโF ลกและดาราศาสตรF ( 27 กันยายน 2564 )
29
ขัน้ กอH ตัว (Cumulus stage)
กลุ=มอากาศร3อนลอยตัวขึ้นสู=บรรยากาศ พร3อมกับการมีแรงมากระทำหรือ
ผลักดันให3มวลอากาศยกตัวขึ้นไปสู=ความสูงระดับหนึ่ง โดยมวลอากาศจะเย็นลงเมื่อ
ลอยสูงขึ้นและควบแน=นเปNนละอองน้ำเล็ก ๆ เปNนการก=อตัวของเมฆคิวมูลัส ในขณะ
ที่ความร3อนแฝงจากการกลั่นตัว ของไอน้ำจะช=วยให3อัตราการลอยตัว ของกระแส
อากาศภายในก3อนเมฆเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให3ขนาดของเมฆคิวมูลัสมีขนาดใหญ=ขึ้น
และยอดเมฆสูงเพิ่มขึ้นเปNนลำดับ จนเคลื่อนที่ขึ้นถึงระดับบนสุดแล3ว (จุดอิ่มตัว) จน
พัฒนามาเปNนเมฆคิวมูโลนิมบัส เราเรียกกระแสอากาศที่ไหลขึ้นว=า "อัพดราฟตG"
(Updraft)
30
ข้นั เจรญิ เต็มท่ี (Mature stage)
เปNนช=วงที่กระแสอากาศมีทั้งไหลขึ้นและไหลลง ปริมาณความร3อนแฝงท่ี
เกิดขึ้นจากการควบแน=นลดน3อยลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่หยาดน้ำฟkาที่ตกลงมามี
อุณหภูมิต่ำ ช=วยทำให3อุณหภูมิของกลุ=มอากาศเย็นกว=าอากาศแวดล3อม ดังนั้นอัตรา
การเคลื่อนที่ลงของกระแสอากาศจะมีค=าเพิ่มขึ้นเปNนลำดับ กระแสอากาศที่เคลื่อนที่
ลงมาซึ่งเรียกว=า "ดาวนGดราฟตG" (Downdraft)จะแผข่ ยายตวั ออกด3านข3าง ก=อให3เกิด
ลมกระโชกรุนแรง อุณหภูมิจะลดลงและความกดอากาศจะเพิ่มขึ้นอย=างรวดเร็ว แผ=
ออกไปไกลถึง 60 กิโลเมตร โดยเฉพาะส=วนที่อยู=ด3านหน3าของทิศทางการเคลื่อนที่
ของพายุ นอกจากนั้นกระแสอากาศเคลื่อนที่ขึ้นและลงจะก=อให3เกิดลมเฉือน (Wind
shear) ซึง่ จะก=อให3เกดิ อันตรายตอ= เครอื่ งบินทก่ี ำลังจะข้นึ และร=อนลงสนามบิน
ขัน้ สลายตวั
เปNนระยะที่พายุฝนฟkาคะนองมีกระแสอากาศเคลื่อนที่ลงเพียงอย=างเดียว
หยาดน้ำฟkาตกลงมาอย=างรวดเร็วและหมดไป พร3อม ๆ กับกระแสอากาศที่ไหลลงก็
จะเบาบางลง
ภาพท่ี 2 พายฝุ นฟAาคะนอง
ท่ีมา: ศนู ยกF ารเรยี นรูว> ทิ ยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 27 กันยายน 2564 )
31
การเกดิ พายุฝนฟาB คะนองในแตXละครัง้ จะกินเวลานานประมาณ
2 - 4 ช่วั โมง ซ่งึ พอจะลำดับเหตุการณ<ได8ดงั น้ี
1.อากาศร3อนอบอ3าว เนื่องจากมวลอากาศร3อนยกตัวลอยขึ้น เมื่อปะทะกับ
อากาศเย็นด3านบนแล3วควบแน=นกลายเปNนละอองน้ำในเมฆ และคลายความร3อน
ออกมาในรูปของรงั สีอินฟราเรด
2.ท3องฟkามืดมัว อากาศเย็น เนื่องจากการก=อตัวของเมฆคิวมูโลนิมบัสมีขนาด
ใหญ=มากจนบดบังแสงอาทิตยG ทำให3อุณหภูมพิ ืน้ ผิวลดตำ่ ลง
3.กระแสลมกรรโชกและมีกลิ่นดิน เกิดขึ้นเนื่องจากดาวนGดราฟตG
(Downdraft) ภายในเมฆคิวมูโลนิมบัสเป•าลงมากระแทกพื้นดินและกลายเปNนลม
เฉอื น (Wind shear)
4.ฟkาแลบ ฟkาผ=า ฟkาร3อง เนื่องจากกระแสลมพัดขึ้นและลง (Updraftและ
Downdraft) ทำใหเ3 กิดการเหนย่ี วนำของประจุไฟฟkาในก3อนเมฆและบนพื้นดิน
5.ฝนตกหนัก เกิดจากการสลายตัวของก3อนเมฆเปลี่ยนเปNนหยาดน้ำฟkาตกลง
มาฝน และในบางครงั้ มลี กู เหบ็ ตกลงมาด3วย
6.รุ3งกินน้ำ เกิดจากละอองน้ำซึ่งยังตกค3างอยู=ในอากาศหลังฝนหยุด หักเห
แสงอาทิตยGทำใหเ3 กิดสเปกตรมั
32
พายลุ มงวง
ภาพที่ 3 พายลุ มงวง
ท่มี า: ศนู ยFการเรยี นร>ูวิทยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 27 กันยายน 2564 )
พายุลมงวง เปNนอากาศร3ายรุนแรงที่สุดซึ่งเกิดจากพายุฝนฟkาคะนอง เมื่อลม
ร3อนและลมเย็นมาเจอกันและก=อตัวให3เกิดลมหมุนด3วยความเร็วประมาณ 500
กิโลเมตรต=อชั่วโมง จึงมีลักษณะการหมุนบิดเปNนเกลียว เปNนลำเหมือนงวงช3างยื่น
ออกมาจากฐานเมฆคิวมูโลนิมบัส โดยที่เมฆคิวมูโลนิมบัส 1 ก3อน อาจทำให3เกิดลม
งวงไดพ3 ร3อมๆ ทลี ะหลายงวง
33
พายุหมนุ เขตร8อน
ภาพท่ี 4 พายุไต>ฝุน• "พารมF า" และ "เมเลอร"F เหนือประเทศฟ”ลปิ ป”นสF
ที่มา: ศนู ยFการเรยี นรวู> ิทยาศาสตรโF ลกและดาราศาสตรF ( 27 กนั ยายน 2564 )
พายุหมุนเขตร8อน (Tropical storm) มีชื่อเรียกต=างกันไปตามแหล=งกำเนิด
เช=น พายุที่เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน และอ=าวเม็กซิโก
เรียกว=า "เฮอรGริเคน" (Hurricane)ถ3าเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟ”กและทะเลจีนใต3
เรียกว=า "ไต3ฝุ•น" (Typhoon)ถ3าเกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดียเรียกว=า "ไซโคลน"
(Cyclone)แต=บางครั้งก็เรียกพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นในทวีปออสเตรเลียว=า "วิลลี่-วิลลี่"
(Willy-Willy)
34
ฟBาแลบ ฟาB ร8อง ฟาB ผาX
ภาพที่ 5 แผนภาพแสดงการเกดิ ฟาA แลบฟาA ผ0า
ทมี่ า: ศนู ยFการเรียนรวู> ทิ ยาศาสตรโF ลกและดาราศาสตรF ( 27 กันยายน 2564 )
ฟBาแลบ ฟBาร8อง ฟBาผXา (Thunder) เปNนปรากฏการณGธรรมชาติซึ่งเกิดจาก
การเคลื่อนที่ของประจุอิเล็กตรอนภายในก3อนเมฆ การเคลื่อนที่ขึ้นลงของกระแส
อากาศ (updraft/downdraft) ภายในเมฆคิวมูโลนิมบัส ทำให3เกิดความต=าง
ศักยGไฟฟkาในแต=ละบริเวณของก3อนเมฆและพื้นดินด3านล=าง เมื่อความต=าง
ศักยGไฟฟkาระหว=างตำแหน=งทั้งสองที่มีค=าระดับหนึ่ง จะก=อให3เกิดสนามไฟฟkาขนาด
ใหญ= โดยมีประจุบวกอยู=ทางด3านบนของก3อนเมฆ ประจุลบอยู=ทางล=างของก3อนเมฆ
พื้นดินบางแห=งมีประจุบวก พื้นดินบางแห=งมีประจุลบ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให3เกิดการ
เคล่ือนทขี่ องกระแสไฟฟาk
35
เกร็ดนาH รูA ฟ0าแลบ ฟ0ารAอง และฟา0 ผาH เกดิ ไดอA ยHางไร?
ภาพท่ี 6 แผนภาพแสดงการเกิดฟา้ แลบฟา้ ผา่
ทม่ี า: ศนู ยกF ารเรยี นรว>ู ทิ ยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 27 กนั ยายน 2564 )
ฟาB แลบ เกดิ จาก การแลกเปล่ยี นประจุไฟฟาk ภายในกอ3 นเมฆ หรอื ระหว=างก3อนเมฆ
ฟBาร8อง เกิดจาก การขยายตัวอย=าวรวดเร็วของอากาศจนเกิดเปNนเสียงดัง เนื่องจาก
เมื่อเกิดฟkาแลบหรือผ=าอากาศโดยรอบจะมีอุณหภูมิสูงมาก และอาจสูงถึง
30,000 องศาเซลเซียส
ฟBาผาX เกิดจาก การแลกเปลีย่ นประจไุ ฟฟาk ระหวา= งเมฆคิวมูโลนมิ บัสกับพื้นโลก
36
การกระเจงิ ของแสง
ภาพที่ 7 การกระเจิงของแสง
ที่มา: ศนู ยFการเรียนร>วู ทิ ยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 27 กนั ยายน 2564 )
สีของท3องฟkาเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ตอนกลางวันท3องฟkาเปNนสีฟkา ส=วน
ตอนเช3าและตอนเย็นท3องฟkาเปNนสีส3มแดง ปรากฏการณGนี้เกิดขึ้นเพราะ“การกระเจิง
ของแสง” (Scattering of light)แสงของดวงอาทิตยGประกอบด3วยแสงสีต=างๆ ซึ่งมี
ขนาดความยาวคลื่นไม=เท=ากัน เมื่อรังสีจากดวงอาทิตยGตกกระทบโมเลกุลของอากาศ
จะเกิดการกระเจิงของแสง คลา3 ยกับคล่ืนนำ้ เคลือ่ นท่ีมากระแทกเขอ่ื น
37
ทAองฟา0 กลางวนั
ภาพที่ 8 ท>องฟาA กลางวนั
ท่ีมา: ศนู ยFการเรยี นร>วู ิทยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 27 กนั ยายน 2564 )
เวลากลางวันแสงอาทิตยGทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ=านบรรยากาศ
เปNนระยะทางสั้น อุปสรรคที่กีดขวางมีน3อย แสงสีม=วง คราม และน้ำเงิน มีขนาดของ
คลื่นเล็กกว=าโมเลกุลของอากาศ จึงกระเจิงไปบนท3องฟkาทุกทิศทาง เราจึงมองเห็น
ท3องฟkาเปNนสีฟkา และเห็นดวงอาทิตยGเปNนสีขาว เนื่องจากแสงทุกสีรวมกันมีความเข3ม
สูงมาก ในบริเวณที่มีมลภาวะทางอากาศน3อย เช=น ริมทะเลหรือในชนบท หรือในฤดู
หนาวซึ่งมีความกดอากาศสูงทำให3ฝุ•นลอยขึ้นไปไม=ได3 เราจะเห็นท3องฟkาเปNนสีน้ำเงิน
เข3ม ส=วนในบริเวณที่มีมลภาวะทางอากาศสูง หรือในฤดูร3อนซึ่งอากาศร3อนยกตัวพา
ให3สารแขวนลอยขึ้นไปลอยอยู=ในอากาศ คลื่นแสงสีเขียวและคลื่นแสงสีเหลืองจะ
กระเจงิ ดว3 ย เราจึงมองเหน็ ท3องฟkาเปนN สฟี าk ออ= น
38
ทอA งฟา0 รHุงเชาA และพลบเย็น
ภาพที่ 9 ทอ> งฟAารง0ุ เช>าและพลบเยน็
ที่มา: ศูนยFการเรียนรว>ู ทิ ยาศาสตรโF ลกและดาราศาสตรF ( 27 กนั ยายน 2564 )
เวลารุ=งเช3าและพลบค่ำ แสงอาทิตยGทำมุมลาดขนานกับพื้นโลก แสงเดิน
ทางผ=านมวลอากาศเปNนระยะทางยาว อุปสรรคที่ขวางกั้นมีมาก แสงสีม=วง คราม
และน้ำเงิน มีความยาวคลื่นสั้นไม=สามารถเดินทางผ=านโมเลกุลอากาศไปได3 จึง
กระเจิงไปทั่วท3องฟkา แต=แสงสีเหลือง ส3ม และแดง มีความยาวคลื่นมาก สามารถ
ทะลุผ=านโมเลกุลของอากาศไปได3 ทำให3เรามองเห็นดวงอาทิตยGเปNนสีส3ม และ
มองเห็นท3องฟkาในบริเวณทิศตะวันตกเปNนสีเหลืองส3ม ถ3าวันใดมีอากาศร3อน ทำให3มี
ฝุ•นมากเปNนพิเศษ ดวงอาทิตยGจะมีสีแดง แต=ถ3าวันใดมีฝุ•นน3อยดวงอาทิตยGก็จะเปNนสี
เหลอื ง แต=ถ3าเยน็ วันใดฟkาใสไม=มีฝุน• เราก็จะมองเห็นดวงอาทติ ยGเปNนสสี ว=าง
39
รุAงกินน้ำ
รุ3งกินน้ำ (Rainbow) เปNนปรากฏการณGธรรมชาติซึ่งเกิดจากละอองน้ำใน
อากาศหักเหแสงอาทิตยGทำให3เกิดแถบสเปกตรัมเปNนเส3นอารGควงกลมเหนือพื้นผิวโลก
แสงอาทิตยGหรือรังสีที่ตามองเห็น (Visible light) มีความยาวคลื่น 400 –800 นาโน
เมตร โดยที่แสงสีม=วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุดคือ 400 นาโนเมตร และแสงสีแดงมี
ความยาวคลื่นมากที่สุด ภายหลังฝนตกมักจะมีละอองน้ำหรือหยดน้ำเล็กๆ ลอยอยู=ใน
อากาศ จะทำหน3าที่เสมือนปริซึมหักเหแสงอาทิตยG (White light) ให3แยกออกเปNน
สเปกตรมั 7 สี ไดแ3 ก= มว= ง คราม น้ำเงนิ เขียว เหลือง แสด แดง
ภาพท&ี N0 ภาพท&ี 11
มมุ ในกาหกั เหแสงอาทิตยข์ องหยดนาSํ การเกิดรุง้ กินนาSํ
ทีม่ า: ศนู ยFการเรียนรวู> ทิ ยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 27 กนั ยายน 2564 )
40
ภาพท&ี 12
รุง้ ปฐมภมู ิ (ตวั ลา่ ง) และรุง้ ทตุ ยิ ภมู ิ (ตวั บน)
ทม่ี า: ศนู ยกF ารเรยี นร>วู ิทยาศาสตรFโลกและดาราศาสตรF ( 27 กันยายน 2564 )
ในบางครั้งเราสามารถมองเห็นรุ3งกินน้ำสองตัวได3พร3อมๆ กัน รุ3งกินน้ำตัวแรก
อยู=ด3านล=างคือ รุ8งปฐมภูมิ ที่รู3จักกันทั่วไปคือแถบสีแดงอยู=บนสุด แถบสีม=วงอย=ู
ล=างสุด รุ3งกินน้ำตัวที่สองจะอยู=ด3านบน เรียงลำดับสีกลับกัน สีแดงไปยังสีม=วงจาก
ข3างล=างขึ้นข3างบน รุ8งทุติยภูมิ เกิดจากการหักเหแสงภายในหยดน้ำสองครั้ง โดยถ3า
แสงอาทิตยGทำมุมกับหยดน้ำแล3วหักเหเปNนมุม 52°เข3าสู=แนวสายตาก็จะมองเห็นเปNน
แสงสีม=วง แต=ถ3าแสงอาทิตยGทำมุมกับหยดน้ำแล3วหักเหเปNนมุม 50°เข3าสู=แนวสายตา
ก็จะมองเห็นเปNนแสงสีแดง ด3วยเหตุนี้รุ3งทุติยภูมิจึงปรากฏอยู=ทางด3านบน และมีสี
สลับกันกบั รุง3 ปฐมภูมิ
41
ดวงอาทติ ย<ทรงกลด/ดวงจันทรท< รงกลด
ภาพที่ 13 ภาพที่ 14
การเกิดดวงอาทติ ยทF รงกลด
ดวงอาทิตยทF รงกลด ดวงจนั ทรทF รงกลด
ท่ีมา: ศูนยกF ารเรยี นรว>ู ิทยาศาสตรโF ลกและดาราศาสตรF
( 27 กนั ยายน 2564 )
ดวงอาทิตยGทรงกลดและดวงจันทรGทรงกลด (Halo) เปNนปรากฎการณGที่มี
ลักษณะคล3ายรุ3งกินน้ำ ที่มีลักษณะเปNนวงกลม เกิดจากผลึกน้ำแข็งภายในเมฆเซอรG
โรสตราตัส ซึ่งเปNนเมฆชั้นสูงแผ=นบางๆ ปกคลุมท3องฟkาเปNนบริเวณกว3าง ผลึกน้ำแข็ง
เหล=านี้ทำหน3าที่เสมือนแท=งแก3วปริซึมหักเหลำแสงจากดวงอาทิตยGหรือดวงจันทรG
เปNนมุม 22° เข3าสู=แนวสายตาของผู3สังเกตการณGที่อยู=บนพื้นโลก ทำให3ปรากฏเปNน
แถบสีสเปกตรมั ของเส3นรอบวงล3อมรอบดวงอาทิตยหG รือดวงจนั ทรG
42
กิจกรรมที่ 3
จดุ ประสงค<
1. สามารถอธิบายขน้ั ตอนการเกดิ พายุฝนฟาk คะนองได3
2. นักเรยี นสามารถสรา3 งแบบจำลองขัน้ ตอนการเกิดพายุฝนฟาk คะนองได3
วิธีดำเนินการกิจกรรม
1. ศึกษาขนั้ ตอนการสร3างตวั แบบขนั้ ตอนการเกิดพายุฝนฟkาคะนอง
2. ออกแบบการสรา3 งตัวแบบการเกดิ พายุฝนฟkาคะนอง
3. สร3างตวั แบบการเกดิ พายฝุ นฟาk คะนอง
ตรวจสอบความเข8าใจ
1. จงบอกช่ือเมฆขณะท่เี กิดพายุฝนฟkาคะนอง ซงึ่ ก=อตวั ในแนวดิ่งขนาดใหญ=
2. การเกดิ พายฝุ นฟkาคะนองมีลำดับ 3 ข้นั ตอน คือขน้ั ตอนใดบ3าง
43
เรอ่ื งที่
4
เร่อื งที่ 4 ปฏบิ ัตติ นใหปC ลอดภัย
ตวั ชีว้ ัด
3. เปรยี บเทยี บกระบวนการเกิดพายุ ฝนฟkาคะนองและพายหุ มนุ เขตรอ3 น และผลทีม่ ี
ต=อสงิ่ มชี ีวิตและสงิ่ แวดลอ3 ม รวมทัง้ นำเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ิตนให3เหมาะสมและปลอดภยั
สาระสำคญั
พายหุ มุนเขตรอ3 นเกิดเหนอื มหาสมทุ รหรอื ทะเลท่นี ้ำมอี ณุ หภูมสิ งู ตงั้ แต= ๒๖-๒๗
องศาเซลเซียสข้ึนไป ทำให3อากาศท่มี อี ณุ หภูมิและความชื้นสูงบรเิ วณนัน้ เคลอ่ื นที่สงู ข้ึน
อยา= งรวดเร็วเปนN บริเวณกวา3 ง อากาศจากบริเวณอ่นื เคลอื่ นเข3ามาแทนทีแ่ ละพดั เวียนเข3าหา
ศูนยกG ลางของพายยุ ่ิงใกลศ3 ูนยกG ลาง อากาศจะเคลอื่ นทพี่ ัดเวยี นเกอื บเปนN วงกลมและมี
อัตราเรว็ สูงทสี่ ดุ พายหุ มนุ เขตร3อนทำให3เกดิ คลื่นพายุซดั ฝŽง[ ฝนตกหนักซงึ่ อาจก=อใหเ3 กดิ
อันตรายต=อชีวิตและทรัพยสG นิ จึงควรปฏติ นใหป3 ลอดภัยโดยติดตามขา= วสารการพยากรณG
อากาศ และไม=เขา3 ไปอยใู= นพน้ื ที่ทเ่ี ส่ยี งภัย
จดุ ประสงค<
1. อธิบายข้ันตอนการปkองกันอตั รายที่เกดิ จากพายฝุ นฟาk คะนอง
2. แสดงสถานการณGจำลองการปอk งกนั อตั รายท่เี กิดจากพายฝุ นฟkาคะนองได3
44
เร่ือง ปฏบิ ัตติ นใหปA ลอดภัย
ภาพท่ี 2 พายุฤดรู อ> น
ทม่ี า : ราฟเฟล ลารคิ เชยี (4 ตลุ าคม 2564)
วธิ รี บั มือและปอB งกันอันตรายจาก พายุฤดรู อ8 น โดย ตรวจสอบอาคาร
บ3านเรอื นให3อยูใ= นสภาพแขง็ แรง จดั เก็บสิ่งของที่ปลิวลมได3ในท่มี ดิ ชดิ อยใ=ู หห3 =างจาก
สง่ิ ปลกู สรา3 งทไ่ี มม= ัน่ คงแข็งแรง ไมป= ระกอบกจิ กรรมกลางแจง3 หลกี เลีย่ งการสวม
เครื่องประดบั ท่เี ปนN ส่อื นำไฟฟkา งดใช3เคร่ืองมือสื่อสารและอุปกรณGอเิ ลก็ ทรอนิกสทG กุ
ชนิด เพ่ือปอk งกันอันตรายจากฟาk ผ=า
45
วิธีเตรียมรับมอื และปBองกันตัวขณะเกดิ พายฝุ น
วิธีเตรียมตัวกอX นเกดิ พายฝุ น
1. วางแผนล=วงหน3าให3รอบคอบ โดยตดิ ตามฟง[ พยากรณอG ากาศเปนN ประจำ
หากวันไหนทค่ี าดวา= จะมีพายุฝนควรหลีกเลี่ยงสถานทีท่ ่ีเสี่ยงอนั ตราย
2. หากตอ3 งเดินทางออกนอกบา3 นให3สงั เกตสภาพฟkาอากาศอยา= งตอ= เนอ่ื ง เชน=
ฝนตก ฟkามดื หรอื ลมแรงผิดปกติ เพราะเปNนสัญญาณทแ่ี สดงว=าพายุฝนกำลงั จะ
เคลือ่ นเข3ามา
3. คำนวณจากเสียง หากเห็นแสงฟาk ผ=าและเสียงฟาk ร3องตามมาอกี 30 วินาที
หลงั ควรรบี หาท่ีหลบทันที
4. เตรยี มไฟฉายหรือเทยี นเอาไว3ใชช3 ว= งไฟฟาk ดบั
5. เตรยี มเบอรGโทรศพั ทฉG กุ เฉนิ เอาไว3 เผอื่ เกดิ เหตุฉกุ เฉินหรอื มคี นได3รบั
อนั ตรายจากฟาk ผา=
ภาพท่ี 3 คตู ินฮอคลิมาเตอรFรา0
ที่มา : วาสเมอรF (4 ตลุ าคม 2564)