The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานชาติพันธุ์ชาวไทยพื้นถิ่น จังหวัดราชบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชาติพันธุ์ชาวไทยพื้นถิ่น จังหวัดราชบุรี

รายงานชาติพันธุ์ชาวไทยพื้นถิ่น จังหวัดราชบุรี

Keywords: ratchaburi,Local Thai

บทคดั ยอ่

งานวจิ ยั การสรา้ งสรรค์งานนาฏศิลป์ไทย ชุด ระบาบูชาบรรพชนคนราชบรุ ี มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือสรา้ งสรรค์
ผลงานนาฏศิลป์ไทย เพอ่ื ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต ๘ ชาติพันธ์ุซึง่ ได้นาเอาเอกลักษณ์การละเล่น
ของชาวไทยพ้ืนถนิ่ อย่างการราโทน มาใชใ้ นการออกแบบการแสดง รวมถึงการนาเอาบคุ คลสาคัญของชาวไทยพื้น
ถนิ่ ๓ พระองค์ ได้มีคุณทาประโยชน์ให้แก่จงั หวัดราชบรุ ี โดยเป็นงานวจิ ัยเชงิ คุณภาพ ใช้แนวคิดทฤษฎีเกีย่ วกับวิถี
ชีวิตของชาวไทยพนื้ ถน่ิ โดยดาเนินการวิจัยจากการเกบ็ รวบรวมข้อมูล การสมั ภาษณ์ ซง่ึ นาไปสู่การตรวจสอบขอ้ มูล
การวิเคราะห์และสรา้ งสรรคก์ ารแสดงตอ่ ไป

ผลการวิจยั พบวา่ คณะผูจ้ ดั ทาสามารถสร้างสรรคก์ ารแสดงชุด ราบูชาบรรพชนคนราชบรุ ี ได้บรรลุ
วัตถปุ ระสงค์ โดยแนวคิดการแสดง ปฏบิ ตั ิตามขน้ั ตอนการดาเนินงานตามหลัก( Choreograppher) ๑. สรา้ งอตั
ลักษณใ์ หแ้ กก่ ลุม่ ชนชาตพิ นั ธุ์ ๒.วตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ สง่ เสรมิ การท่องเท่ียวเชงิ วัฒนธรรมของ ๘ กลุ่มชนชาตพิ ันธุ์ของ
จงั หวดั ราชบุรี ๓. ประมวลข้อมูล ขอ้ มลู จากเอกสาร และข้อมลู จากการลงพืน้ ที่สมั ภาษณก์ ล่มุ ชาตพิ ันธ์ุ ๔. กาหนด
องค์ประกอบ รปู แบบเคร่อื งแต่งกายประยกุ ต์จากเครื่องแต่งกายชาวไทยพื้นถิ่น รูปแบบเพลงเน้นใหเ้ กดิ อารมณ์
ภาคภมู ใิ จ การบชู า เคารพ ศรัทธา รปู แบบอปุ กรณ์ ใช้หนงั ใหญ่ ทแี่ กะสลักเป็นรปู บคุ คลสาคัญท้งั ๓ พระองค์ มี
การปดิ ทองและพ่นทองบนหนังใหญ่ เพื่อแสดงถึงความเจรญิ รงุ่ เรอื ง การเคารพบชู า เทิดทนู ๕. ออกแบบการแสดง
โดยใชท้ ่าราโทนทเี่ ปน็ เอกลกั ษณข์ องชาวไทยพ้ืนถนิ่ และใช้ท่าราพ้ืนฐานนาฏศลิ ป์ไทยสมัยยคุ รตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้ มี
การแปรแถวหลากหลายรปู แบบ นอกจากนค้ี ณะผจู้ ัดทาไดจ้ ัดทาโฟกัสกรปุ๊ (Focus Group) ในประเด็นการ
สรา้ งสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ภายใตแ้ นวคิดนาฏศลิ ป์สร้างสรรค์ โดยนาเสนอการแสดงในงานนิทรรศการวิถีชวี ติ ๘
ชาตพิ ันธุ์ เล่าขานวฒั นธรรม ณ โรงแรมเอส ดี อเวนิว โดยไดร้ ับคาตชิ มและขอ้ แนะนาจากคณะกรรมการ
ผู้ทรงคณุ วุฒิ ตวั แทนชาวไทยพืน้ ถิ่นและตัวแทนวัฒนธรรมจงั หวดั สามารถสรปุ ไดว้ า่ สามารถนาเอาเอกลกั ษณ์หรอื
วฒั นธรรมพ้นื ถิ่น ความเปน็ อยู่ มาใชเ้ ป็นแนวทาง แรงบันดาลใจในการสรา้ งสรรค์การแสดงได้ กระบวนการข้ันตอน
การสรา้ งสรรค์ทีส่ าคัญ คือ การนาอตั ลักษณห์ รือวัฒนธรรมพ้ืนถ่ินที่ถกู ตอ้ งมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในออกแบบการ
แสดง รวมถงึ การออกแบบองค์ประกอบตา่ งๆในการแสดงจาเปน็ ตอ้ งใช้ข้อมลู ท่ีถูกต้อง จากการลงพื้นท่ีและ
สัมภาษณ์ตัวแทนชมุ ชน เป็นสิ่งสาคญั เพือ่ เปน็ องคค์ วามรู้จากอัตลักษณท์ อ้ งถน่ิ จาเปน็ อย่างย่ิงเพือ่ ให้การแสดง
สร้างสรรค์ออกมาได้อยา่ งถกู ตอ้ งสมบรู ณท์ ส่ี ดุ

คณะผู้จดั ทา

สารบญั

เรอื่ ง หน้า

บทที่
๑ ประวัติชมุ ชนกลมุ่ ชนชาตพิ นั ธช์ุ าวไทยพนื้ ถนิ่ ................................................................................................๑

๑.๑ ความเป็นมาของกล่มุ ชน............................................................................................................................๑
๑.๒ ท่ีตงั้ ชุมชน..................................................................................................................................................๒
๑.๓ วิถีชวี ติ อาชีพ.............................................................................................................................................๓

๑.๓.๑ การแตง่ กาย............................................................................................................................๓
๑.๓.๒ ภาษาไทยพืน้ ถิน่ ......................................................................................................................๔
๑.๓.๓ ทอ่ี ยู่อาศยั ...............................................................................................................................๕
๑.๓.๔ อาหาร.....................................................................................................................................๖
๑.๔ ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะการแสดงท้องถิ่น.............................................................................................๗
๒ แนวคดิ การแสดง............................................................................................................................................๑๐
๒.๑ ท่มี าของแนวคิดการแสดง........................................................................................................................๑๐
๒.๒ ขอ้ มลู และการสมั ภาษณ์..........................................................................................................................๑๑
๒.๒.๑ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช...............................................................๑๑
๒.๒.๒ เจา้ พระยาพระบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์ (ชว่ ง บุนนาค)..............................................................๑๔
๒.๒.๓ สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (จวน อฎุ ฺฐายี)........................................................................๑๖
๒.๓ รูปแบบการปฏิบตั ิการ.............................................................................................................................๑๘
๒.๔ ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิ....................................................................................๑๘
๒.๕ ขอ้ เสนอแนะจากตัวแทนชาวไทยพ้นื ถ่ิน..................................................................................................๑๙
๒.๖ ข้อเสนอแนะจากตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดราชบรุ ี……………………………………………………………..………….๑๙
๒.๗ สรุปแนวทางปรบั แก้จากข้อเสนอแนะ.....................................................................................................๑๙
๓ องค์ประกอบการแสดง...................................................................................................................................๒๑
๓.๑ ผแู้ สดง.....................................................................................................................................................๒๑
๓.๒ เครอื่ งแต่งกาย..............................................................................................................................๒๒
๓.๓ อุปกรณ์ทใี่ ช้ในการแสดง…………………………………………………………………………………...…………………...๒๔
๓.๔ ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง………………………………………………………………………..…………….….๒๖
๔ กระบวนการสรา้ งสรรค์ท่ารำ.........................................................................................................................๒๙
๕ สรุปผล..........................................................................................................................................................๑๒๗

สารบญั (ตอ่ )
หนา้

อา้ งอิง...........................................................................................................................................................................๑๒๙
ภาคผนวก

ก. ลงพ้ืนท่ี สัมภาษณ์ผใู้ หข้ อ้ มลู ชาวไทยพืน้ ถ่ิน.....................................................................................๑๓๐
ข. การดำเนินงาน การผลิตและออกแบบ...............................................................................................๑๓๓
ค. การประชมุ กลมุ่ ผทู้ รงคุณวุฒิ FOCUS GROUP................................................................................๑๓๖
ง. ลงพืน้ ที่ถา่ ยทอดทา่ รำ..........................................................................................................................๑๓๙

บทท่ี ๑

ประวัตชิ ุมชน กลมุ่ ชนชาตพิ ันธช์ุ าวไทยพน้ื ถ่ิน

ความเป็นมาของกลุ่มชน

ประชากรในจงั หวัดราชบุรมี ีวฒั นธรรมทีโ่ ดดเดน่ แตกตา่ งกันไป ส่วนใหญม่ ักจะกำหนดเรียกตาม
ภาษาของเจา้ ของวฒั นธรรม แมว้ ่าในช้ันหลงั ต่อๆมา ผู้คนส่วนใหญไ่ ดห้ นั มาพูดภาษาไทยมาตรฐานมากข้นึ เนื่องด้วย
ระบบการเรยี นการสอนท่ีกำหนดให้ใช้ภาษาไทยมาตรฐาน อีกทัง้ ระบบการสื่อสารและการตดิ ตอ่ งานกับทางราชการ
จำต้องใชภ้ าษาไทยมาตรฐานเพ่ือสื่อความให้เกดิ ความเขา้ ใจกัน แต่มผี คู้ นกลุ่มหนึ่งในจังหวัดราชบุรี นักวิชาการบาง
ท่านกำหนดเรยี กว่าเป็นคนไทยดั้งเดิม หรือคนไทยแท้ ซึ่งทำเรียกทั้ง 2 อย่าง ทำให้เกิดข้อค้านแย้งกับหลักการทาง
ชาติพันธ์ุท่ีว่า ไม่มีชนเผ่าใดที่มีสายเลอื ดบรสิ ุทธ์ิ อย่างไรกด็ ีคำเรียกทั้ง 2 ประการ เกิดจากเจตนาจำแนกให้รู้ว่ามิใช่
ชาติพันธุ์อื่น เช่น มิใช่ชาวมอญ มิใช่ชาวกะเหรี่ยง มิใช่ขาวเขมร เป็นต้น แต่เป็นคนไทยทีพ่ อจะสืบสวนทวนประวตั ิ
ทางเครือญาติได้ว่ามีปู่ย่าตาทวดเป็นคนพูดภาษาไทยมาแต่ดั้งเดิม และเรียกกลุ่มตนเองตามชื่อท้องถิ่นว่า “คนโพ
หัก” ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าถ้าเป็นผู้คนท้องถิ่นดังกล่าวจะหมายถึงกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยเก่า ต่อมาจึงได้มีการเรียก
อย่างทางการว่า “ไทยพื้นถิ่น” (วีระพงศ์ มีสถาน, ๒๕๕๐) ชาวไทยพื้นถิ่นราชบุรี จึงหมายถึงกลุ่มคนท้องถิ่นของ
จังหวัดราชบรุ ีท่ีพูดภาษาไทย มีบรรพบุรุษพูดภาษาไทยและไม่มปี ระวตั ิการอพยพโยกย้ายจากสังคมวฒั นธรรมอ่นื ๆ
มาก่อน คาดวา่ เปน็ ชุมชนที่น่าจะเป็นแหลง่ อารยธรรมไทย ในยคุ เรม่ิ แรก ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีลว่ งมาแลว้ เน่ืองจากมี
การขุดพบโครงกระดูก มนุษย์จำนวน ๔๘ โครงฝังรวมกับสิ่งของเครื่องใช้เครื่องประดับจำนวนมากที่เนิน โคกพลับ
(ปณุ ยจ์ รยี ์ สรสลี ม, ๒๕๕๕)

ชาวพื้นเมืองราชบุรี (ไทยพื้นถิ่น) เป็นกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในราชบรุ ี เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองท่ีสำคัญ ชาติ
พนั ธไุ์ ทยพืน้ ถนิ่ จรงิ ๆ แลว้ กค็ อื คนไทยภาคกลางที่ตงั้ หลกั แหล่งอาศยั อยู่ในพ้นื ที่ จงั หวดั ราชบุรีมาตัง้ แต่เดิม เพราะ
ในจังหวัดราชบุรคี งเหลือเด่นชัดคือท่ีชมุ ชนโพหัก อำเภอบางแพ โดยสันนิษฐานว่าชาวโพหักเป็นกลุ่มคนที่อพยพมา
จากบางน้อย บางใหญ่ โดยมีหลวงพ่อทองดีเป็นผู้นำ เมื่อเดินทางมาถึงบึงใหญ่มีน้ำอุดมสมบูรณ์จึงพากันตั้งหลัก
แหล่งแผ้วถาง ปลูกป่า ปลูกเรือน สร้างวัดเป็นศูนย์กลางชุมชนและอยู่อาศัยมาจนถึงทุกวันน้ี (รัตนา มั่นฤกษ์,
สัมภาษณ์, ๒๕๖๓) และยังมีข้อสันนิษฐานถึงประวัติของชาวไทยพื้นถิ่นราชบุรี ซึ่งอาจเปน็ ไปได้ว่า ชาวตำบลโพหกั
อาจจะเป็นชาวไทยเก่า รุ่นกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี (แต่คงมใิ ช่ชาวสพุ รรณบุรดี ้วยว่าน้ำเสียงในภาษาของชาวไทย
พืน้ ถิน่ ไม่ไดม้ นี ัยแสดงถงึ ระบบเสียงวรรณยกุ ต์แบบชาวสุพรรณ) แลว้ หนภี ัยสงครามพมา่ โดยยกกนั มาเปน็ กลุ่มใหญ่
เพราะมเี รื่องเลา่ สืบกันมาว่า บรรพบุรุษได้ขนสัมภาระส่ิงของบรรทุกเกวียนจากกรุงศรีอยุธยาจนมาถึงโคกวัวล้า ซ่ึง
เป็นเนินทรายในปา่ หลวงครั้นไม่สามารถเดินทางต่อด้วยเกวียน จึงนำทรัพย์สินมคี า่ ฝังดินเอาไว้ ต่อมามขี ่างลือเรื่อง
สมบตั ิท่ีถูกฝงั ไว้ในดินจากแม่ชี ซ่ึงอ้างว่าเปน็ ผพู้ บลายแทง จงึ มชี าวบ้านจำนวนมากระดมกนั ขุดหาสมบัติตามท่ีมีคน
ลือ สุดท้ายไม่พบสิ่งมีค่าใด ๆ แต่ผลจากการขดุ หาสมบัติครั้งน้ัน ก่อให้เกิดเป็นหลมุ ลึก เมื่อฝนตกน้ำนองกลายเป็น
บอ่ หรอื สระน้ำ ผ้คู นจงึ เรยี กขานกันต่อมาว่า “สระยายชี” ปัจจุบนั นเี้ ป็นท่ตี ้ังของวัดทัพโพธิ์ทอง ตำบลโพหัก อำเภอ
บางแพ เรอื่ งท่กี ล่าวมานี้ เป็นเพียงขอ้ สันนิษฐานประกอบการเล่าขานตอ่ ๆ กนั มา แต่ส่ิงทีเ่ ปน็ หลกั ฐานทางวิชาการ
น่าเชื่อถือคือ พื้นที่เขตตำบลโพหัก ในอำเภอบางแพ มีแหล่งโบราณที่คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือระยะเวลา



ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ได้อยู่อาศัย พบเครื่องมือเครือ่ งใช้ เช่น เครื่องประดับโบราณ ภาชนะดินเผา
เนื้อหยาบ กำไล เปลือกหอย ขวานหินขัด ลูกปัดต่างหูหิน แต่ก็ไม่อาจระบุได้ว่า กลุ่มคนที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณ
ดังกล่าว เป็นคนกลมุ่ ใด พูดภาษาใด ในช้นั ต้นจงึ ระบุไดแ้ ตเ่ พยี งว่า ดินแดนอันเปน็ ท่ีอย่ขู องชาวไทยพ้ืนถ่ินราชบุรีใน
ปัจจบุ นั เคยมผี ู้คนอยอู่ าศยั มากอ่ นแลว้ หากสำรวจสภาพภูมิประเทศของอำเภอบางแพ และพ้ืนทใ่ี กล้เคียงจะพบว่า
ทำเลแห่งนี้เป็นพื้นทีร่ าบ มีลำคลองสายหลักคือคลองโพหกั ไหลผ่าน และในอดีตประมาณ ๘๐ ปี ที่ผ่านมา พื้นที่ทว่ั
ๆ ยังเป็นป่า และมีสัตว์ป่าชุกชุม ต่อมาเมื่อมีประชากรมากขึ้น ได้มีการหกั ล้างถางพง และขุดแต่งเป็นที่ปลูกพชื ผกั
และทำนาปลูกข้าว ประกอบกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีอย่างอุดมสมบูรณ์ บรรพบุรุษ ๒-๓ ชั่วคนของชาวไทยพ้ืน
ถนิ่ ทน่ี ก่ี ็ได้อาศัยพื้นแผน่ ดินนด้ี ำลงชีพเรอ่ื ยมา (วีระพงศ์ มีสถาน, ๒๕๕๐)

ทต่ี ง้ั ชมุ ชน
ท่ีตั้งชุมชนชาวไทยพ้ืนถน่ิ ราชบรุ ีทคี่ งเหลอื เดน่ ชดั นัน้ คือ ชมุ ชนบา้ นโพหัก อำเภอบางแพ ต้งั อยใู่ นพ้นื ทีท่ ่ีมี

ความเหมาะสมในการต้ังหลักแหล่งที่อาศยั เป็นอยา่ งยง่ิ เพราะมคี วามอดุ มสมบรู ณ์ สภาพพน้ื ทีเ่ ป็นท่ีราบ แม่น้ำท่วม
ถงึ บา้ นเรอื นส่วนใหญจ่ ึงเป็นบา้ นทรางไทยใต้ถุนสงู โดยใตถ้ ุนในหนา้ แลง้ ก็จะเล้ยี งสตั ว์ ส่วนหน้านำ้ เมื่อน้ำขึ้นสูงก็
ใช้เปน็ แหลง่ สญั จรได้ (รตั นา มั่นฤกษ์, สัมภาษณ์, ๒๕๖๓)

ทศิ เหนือ : จรด ตำบลดอนคา , ตำบลดอนใหญ่ อำเภอบางแพ จงั หวดั ราชบรุ ี
ทศิ ใต้ : จรด ตำบลบัวงาม , ตำบลดอนคลงั , อำเภอดำเนินสะดวก จงั หวดั ราชบุรี
ทิศตะวันออก : จรด ตำบลหนองสองห้อง ,อำเภอบ้านแพ้ว จังหวดั สมุทรสาคร
ทศิ ตะวันตก : จรด ตำบลหวั โพ อำเภอบางแพ , ตำบลดอนคลงั อำเภอดำเนินสะดวก จงั หวัดราชบุรี



ภาพที่ ๑ : ท่ีตง้ั ชุมชนโพหัก อำเภอบางแพ จงั หวัดราชบรุ ี
ท่ีมา : คณะผู้จัดทำ

วถิ ชี วี ิต อาชพี
การจำแนกชาติพันธ์หรือการจัดการผู้คนให้เป็นคนกลุ่มนั้นมีการนำหลายประเด็นมาร่วมกัน เช่น เรื่อง

ภาษา การแต่งกาย ภาษาไทยพื้นถิ่น ที่อยู่อาศัย อาหาร เป็นต้น ซึ่งลักษณะเด่นของชาวไทยพื้นถิ่น ซึ่งแตกต่างไป
จากกลุ่มชนวฒั นธรรมอนื่ ดงั นี้

1. การแต่งกาย
ชาวบ้านโพหักผู้ชายนิยมสวมเสื้อกุยเฮงสีตา่ งๆ นุ่งโจงกระเบน ต่อมาเมือ่ มีงานบญุ จึงนำผา้ ม่วงออกมาใช้
พรอ้ มดว้ ยผ้าขาวมา้ พาดบ่า ไว้ผมทรงกันจอน และเจาะหูใสต่ ุม้ หูข้างเดียว
สำหรับผู้หญิงมักสวมเสื้อคอกระเช้า นุ่งโจงกระเบนยามมีงานบุญ จึงนำผ้าสีขาวมาห่มสไบเฉียงหรือ
เรียกว่าพับเฉียง ไว้ผมทรงดอกกระทุ่มและทรงย่ีเกนิ้ เจาะหใู ส่ตุ้มหูระย้าทง้ั สองข้าง นิยมเคร่อื งประดบั ทีท่ ำด้วยทอง
(รตั นา มนั่ ฤกษ์, สมั ภาษณ์, ๒๕๖๓)



ภาพท่ี ๒ : การแตง่ กายชาวไทยพนื้ ถิ่น ตำบลโพหกั จงั หวัดราชบรุ ี
ท่มี า : คณะผู้จดั ทำ

ภาพที่ ๓ : การแต่งกายชาวไทยพื้นถ่ิน ตำบลโพหัก จังหวดั ราชบรุ ี
ทมี่ า : คณะผู้จัดทำ

2. ภาษาไทยพ้ืนถิ่น
ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งในหลายๆอย่างของชาวไทยพื้นถิ่นในจังหวัดราชบุรี คือเรื่องราวของภาษา ซึ่งมีลักษณะ
เกา่ แกแ่ ละสอดคลอ้ งกบั เอกสารโบราณวา่ ดว้ ยเร่อื งภาษาโดยเฉพาะในวรรณคดีไทย คำศพั ท์ของชาวไทยพ้ืนถิ่น
มีความเรียบงา่ ยตรงประเดน็ แตบ่ รรดาบุตรหลานของชาวไทยพน้ื ถิ่นได้รบั การอบรมและศึกษาด้วยระบบการศึกษา
แผนใหม่ อีกทง้ั สังคมไทยเกิดการเปลีย่ นแปลงหลายด้าน เช่น การคมนาคมขนสง่ การสอ่ื สาร ภาษาไทยพ้นื ถ่ินท่ีเคย
ใช้อยู่ภายในชุมชนจึงได้รับอิทธิพลด้านเสียง คำศัพท์และความหมายไปด้วย ซึ่งอาจเป็นการลืมหรือเลิกใช้คำศัพท์
ด้วยความไม่ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ชาวไทยพื้นถิ่นที่ยังคงดำรงรักษาภาษาไทยแบบเดิมเอาไว้ได้ค่อนข้างมากคือกลุ่ม
ผสู้ ูงอายุ คำศพั ท์หลายคำสอดคล้องกบั คำเกา่ ที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรม เช่น เรอื่ งขนุ ชา้ งขนุ แผน ตัวอย่างเช่นคำว่า
ออ โบราณมักใช้เป็นคำเสริมหน้าชื่อคนใช้แสดงความเอ็นดูหรือสนิทคุ้นเคย โดยมิได้ระบุเพศที่แน่ชัดในวรรณคดี



เรื่องขุนช้างขุนแผน กล่าวถึงขรวั มี แห่งวัดป่าเลไลก์ เมืองสุพรรณบรุ ี เมื่อเห็นว่าเณรแก้ว (ขุนแผน) มีเชาว์ปญั ญาดี
จึงใคร่สอนวชิ าความรตู้ า่ ง ๆ ทต่ี นมใี ห้ท้ังหมด

ในกลอนกลา่ วว่า

ทา่ นขรัวหวั รอ่ ว่าออแกว้ เรือ่ งเจ้าช้รู ้แู ล้วต้องม่ันหมาย

เมียของเขาเจา้ อยา่ ได้ทำรา้ ย สาวแกแ่ มห่ มา้ ยเอาเถดิ วา

กจู ะใหว้ ิชาสารพัด ให้ชะงดั เวทมนตรพ์ ระคาถา

ทว่ งทีเอ็งจะดีดงั จนิ ดา แลว้ คายชานหมากมาใหเ้ ณรกนิ

(เสภาเร่ืองขุนช้างขนุ แผน น.๕๔)

เมอ่ื ประมาณ ๓๐ ปีท่กี อ่ นหนา้ นี้ ชาวไทยพ้นื ถน่ิ ราชบรุ กี ย็ งั ใชค้ ำว่า “ออ” กันอย่มู าก แต่เป็นการใช้
โดยแม่ของสามีเรยี กลกู สะใภ้ หรือคนแก่วยั เดยี วกันกบั แม่สามีก็พลอยเรยี กสะใภค้ นข้างบา้ นวา่ “ออ” ไปด้วย (วีระ
พงศ์ มสี ถาน, ๒๕๕๐)

คำศัพท์ของชาวไทยพื้นถิ่นมีความเรียบง่าย ตรงประเด็นแต่บรรดาบุตรหลานของชาวไทยพื้นถิ่นได้รับ
อบรมและศึกษาด้วยระบบการศึกษาแผนใหม่ อีกทั้งสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น การคมนาคม
ขนสง่ การสอื่ สาร ภาษาไทยพื้นถน่ิ ท่เี คยใช้อยภู่ ายในชมุ ชนจึงไดร้ ับอิทธิพลดา้ นเสียง คำศพั ท์และความหมายไปด้วย
ซึ่งอาจเป็นการเดิมหรือเลิกใช้คำศัพท์และความไม่ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ชาวไทยพื้นถิ่นที่ยังคงดำรงรักษาภาษาไทย
แบบเดิมเอาไวไ้ ด้คอ่ นข้างมากคือกลมุ่ ผสู้ งู อายุ คำศพั ท์หลายคำสอดคล้องกบั คำกล่าวที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรม เช่น
เรื่องขุนช้างขนุ แผน ตัวอย่างเช่นคำว่า ออ โบราณมักใช้เป็นคำเสริมนำหนา้ ชื่อคนแสดงความเอ็นดหู รือสนิทคุ้นเคย
โดยมไิ ดร้ ะบุเพศทแี่ นช่ ัด

ยังมีคำและสำนวนพูดของชาวไทยพื้นถิ่นอีกหลายประการ ที่มีลีลาคล้ายกับวรรณกรรมของไม้เมืองเดิม
เช่น เมื่อพบกนั กจ็ ะทักว่า “ไปไหนมาเฮย่ ” หรือ “ทำอะไรกันเฮ่ย” เมื่อกล่าวชมว่าสิง่ ใดดหี รอื งาม มักพูดว่า “งาม
แท้” “ดีแท้” “งามไปเลย” ในสำเนียงภาษาของคนบ้านโพหักแปลกกว่าท้องถิ่นอื่นในจังหวัดราชบุรีและมกั ใช้คำ
นำหน้าช่ือผู้หญิงว่า “ออ” เหมือนอย่างในละคร (รัตนา มั่นฤกษ์, สัมภาษณ์, ๒๕๖๓) นอกจากนี้มีความเป็น
เอกลักษณ์ เช่น คำวา่ ทำไม ใช้ “ใย” คำวา่ เลก็ ใช้ “นอ้ ย” คำว่าดู ใช้ “แล” เป็นตน้ คำเฉพาะกลมุ่ ภาษาของคนโพ
หักมหี ลายคำทแ่ี ตกต่างกันออกไปจากกลุ่มภาษาของคนไทยกลมุ่ อน่ื ๆ เช่น “แรกหรือตะกอ่ น” ในความหมายของคำ
ว่า “เมื่อก่อน สมัยก่อน” ในอดีต คำว่า เวลา ใช้ เพลา คำว่าบางที ใช้ลางที เป็นต้น คำเหล่านี้ในสังคมไม่ปรากฏ
เปน็ ภาษาพูด แต่ปรากฏในบทประพันธป์ ระเภทรอ้ ยกรอง

คำเฉพาะกลุ่มภาษาของโพหักมีหลายคำที่แตกต่างออกไปจากกลุ่มภาษาของคนไทยกลุ่มอื่นๆในจังหวัด
ราชบุรี เช่น พ่อแก่ ใช้เรียก ตา , แม่คุณ ใช้เรียก ยาย , ไอขี้ อีขี้ ไอหมา อีหมา ใช้เรียก ลูกรัก หรือ ลูกคนโต , เข้า
ก้นกนั ใชเ้ รยี ก คนทีเ่ ดินตามกนั เป็นแถว

คำศัพทเ์ ฉพาะคำแฝงความเช่อื ของคนพน้ื ถ่ินไปด้วย ได้แก่ คำทีใ่ ชเ้ รยี กลูกรกั หรอื ลกู คนโต เพราะเชอ่ื ว่า ผี
เป็นสิง่ กระทำให้เด็กต้องเจ็บไข้ได้ป่วย หากเอ็นดูเด็กต้องชมวา่ “นา่ เกลียดนา่ ชัง” แทนการชมวา่ “นา่ รัก” สำหรับ
การออกเสียงพยัญชนะ พบวา่ เกิดการแปลเสยี งพยญั ชนะควบกล้ำบางคำ เช่น คำวา่ แขวน ออกเสยี งเปน็ แผ่น ขวัญ
ออกเสียงเป็น ฝัน เตรียม ออกเสียงเป็น เกรียม ตรง ออกเสียงเป็น กรง คนที่นี้ออกเสียงพยัญชนะ ร ,ล หรือ



พยัญชนะควบกล้ำท่ีมี ร,ล ได้ชัดเจนเหมือนคนไทยในอดีต ภาษาไทยพื้นถิ่น จึงนับว่าเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตนอย่าง
หนึง่ ของผ้คู นชาวโพหกั ราชบุรี และชว่ ยเปน็ หลักฐานถึงการมอี ย่จู ริงของคำศพั ท์ทีป่ รากฏในวรรณกรรมเกา่ ซึง่ ถอ้ ยคำ
ดังกล่าวนับวนั จะไมม่ ีผสู้ ืบทอดเพราะเหตุพฒั นาการทางภาษา และอทิ ธิพลของระบบสอื่ สารในสมยั ปัจจบุ นั

3. ท่อี ยู่อาศยั
ด้วยทำเลที่ตั้งชุมชนของชาวไทยพื้นถิ่น ย่านตำบลโพหักของจังหวัดราชบุรี อยู่ในที่ลุ่มน้ำท่วมถึงทุกปี
ประกอบกับอาชีพแต่ด้ังเดิมคือการทำนา การปลูกเรือนจึงมักปลูกยกพืน้ สงู ทำให้มีพ้ืนทีว่ า่ งใต้ถนุ สามารถเก็บขา้ ว
ของเครอื่ งใชใ้ นการทำนา รวมถงึ เคร่อื งมือการทำมาหากิน โดยเฉพาะการจับปลา หรือสตั ว์น้ำที่มีอยา่ งชุกชุมในสมัย
อดตี รปู ทรงของตวั เรือน นยิ มปลกู สร้างอยา่ งท่เี รยี กกันว่า “เรือนไทย” กลา่ วคือ เป็นเรอื นท่ีหลงั คามจี ว่ั มคี วามลาด
ชันสูง มีความลาดชนั สูง เนื่องด้วยแต่เดิมตอ้ งมุงหลังคาด้วยใบจาก หญ้าคา หรือหญ้าแฝก เพื่อไลน่ ำ้ ฝนหรือน้ำค้าง
ไม่ให้เกาะหลังคาอยูน่ าน หากไม่เช่นนั้นจะส่งผลให้หลังคาผุพังได้งา่ ย ครั้นเมื่อพัฒนาการของวสั ดุมุงหลังคามาเป็น
กระเบื้องดินเผา สังกะสี หรือกระเบื้องโรงงาน แต่ความนิยมรูปทรงหลังคาลาดชันสูงก็ยังคงอยู่ จนกลายเป็นแบบ
แผนการสร้างเรอื นมาถึงปัจจบุ ัน ประกอบกับความรูก้ ารสรา้ งเรือนทีม่ สี ัดส่วนเฉพาะและเหมาะสมกับภูมิอากาศได้
กลายเป็นภูมิปัญญาที่สบื ทอดกันต่อมา ความจริง “เรือนไทย” มิใช่วัฒนธรรมเฉพาะของชาวไทยพืน้ ถิ่นราชบรุ ี แต่
เปน็ พัฒนาการท่ีมมี ารว่ มกนั ของคนภาคกลางหลายจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและล่มุ นำ้ แมก่ ลอง

ภาพท่ี ๔ : ทีอ่ ยู่อาศัยของชาวไทยพืน้ ถ่นิ จังหวัดราชบุรี
ทมี่ า : คนราชบุรี, ๒๕๕๐

ในชว่ งประมาณ 20 ปีท่ีผ่านมา ชาวไทยพื้นถ่ินแยกตำบลโพหกั และครอบครวั ไดเ้ ปลีย่ นอาชีพจากเดิมที่
เคยทำนาเป็นการเลี้ยงกุ้ง ท้องทุ่งนาหลายแปลงที่เป็นพ้ืนท่ีปลูกข้าว ได้รับการขุดแตง่ เป็นบ่อกุ้ง ส่งผลให้เศรษฐกิจ



ภายในครอบครัวและในชุมชนดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวจึงมีทุนทรัพย์เพียงพอเพื่อสร้างบ้าน
ใหม่ และมขี นาดใหญ่ อีกทง้ั รูปลักษณ์ของบา้ นเปน็ แบบ เรอื นคหบดี ไมเ่ หมอื นเรอื นชาวบา้ นดังแตก่ อ่ น

ชุมชนไทยภาคกลางส่วนใหญ่มักรื้อเรือนไทย หันไปนิยมรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอื่น ชาวไทยพื้นถิ่น
ราชบรุ ีกลบั รว่ มกันสรา้ งเรือนไทยเพอ่ื การอยู่อาศัยจริง จนกลายเปน็ เอกลักษณ์ของชุมชนโพหกั เป็นแหล่งชุมชนที่มี
เรือนไทยปลูกอยู่กันอย่างหนาแน่น ดังนั้น เมื่อเข้าไปในชุมชนโพหัก จึงมักจะพบเรือนไทยปลูกโดดเด่นเป็นกลุ่มๆ
และเห็นยอดจั่ว ป้านลม และเหงาสะท้อนเงาลงบนบ่อเลี้ยงกุ้ง มีทิวแมกไม้เขียวขจีอยู่รายรอบบ้าน ช่วยให้เกิด
จินตนาการถึงบรรยากาศแห่งท้องทุ่ง ซึ่งในอดีตผู้ยังมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยิ่งมีโอกาสได้สนทนากับชาวไทยพื้นถ่ิน
โดยเฉพาะคนแก่คนเฒ่ากูเคยรู้เห็นเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชนโพหัก พร้อมกับภาษาไทยสำเนียงท้องถิ่น จะ
เหมือนกบั มคี นจูงมอื พาย้อนกลบั ไปรับรู้เรอ่ื งราวในอดตี ที่เปน็ ภาพจิ๊กซอรน์ อ้ ยใหญ่ ซ่ึงใครจะพาสารภาพจากคำบอก
เล่าได้มากน้อยเพียงไรขึน้ อยู่กับความรู้เดิมๆของคนฟัง ชาวไทยพ้ืนถิ่นในย่านตำบลโพหักยังคงรักษามนตเ์ สน่ห์ของ
วถิ ีชวี ิตไทยได้มากมาย

4. อาหาร
การกินของกลุ่มคนบ้านโพหักมีวิธีการปรุงแต่งและความเชื่อในการบริโภค มีทั้งแบบอย่างง่ายๆใน
ชีวิตประจำวันและแบบพิเศษในงานบุญประเพณีต่างๆ อาหารในชีวิตประจำวัน อาหารประจำสำรับที่กินกับข้าว
ได้แก่ น้ำพริก และน้ำพริกที่กนิ เปน็ ประจำ คอื นำ้ พริกเผา ซง่ึ ไม่เหมือนกบั น้ำพริกท่ผี ัดน้ำมนั อยา่ งทคี่ ุ้นเคยกนั ทว่ั ไป
กินแนมกับผักต่างๆ เช่น ผกั บุ้ง สายบัว เป็นตน้ และยงั มีปลาเคม็ ปลาย่าง แกงคั่ว แกงสม้ ตม้ ยำหรอื ต้มส้ม การจัด
สำรับจะจัดใส่กระบะไม้สี่เหล่ียม สำหรับของหวานโดยทั่วไปเป็นพวกกล้วย อ้อย ฝรั่ง ฯลฯ นานๆ ครั้งก็จะทำขนม
บ้าง เช่น กล้วยบวชชี บัวลอย ขนมตาล ขนมกล้วย ปลากริม ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ เป็นต้น ของกินเล่นที่ทำกิน
ในช่วงข้าวในนาออกรวงแก่เริ่มเหลือง คือ ข้าวเม่า อาหารในงานบุญต่างๆ มักเป็นอาหารแบบพิเศษ ทำขึ้น
เฉพาะงานบุญนน้ั ๆ ถา้ เป็นงานบุญใหญ่อย่างงาน บญุ กฐิน งานบวช มกั ทำขนมจีนน้ำยา และนำ้ พรกิ มาเล้ยี งกนั ของ
หวานก็เลี้ยง ขนมชั้น ฝอยทอง ทองหยิบ เม็ดขนนุ และวุ้นนำ้ เช่ือม ถ้าเป็นงานแต่งกเ็ ลีย้ งลอดช่องน้ำกะทิ ส่วนงาน
หมั้น ทางบ้านฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายทำข้าวเหนียวถั่วดำเลี้ยงขบวนขั้นหมากของฝ่ายชาย สำหรับงานบญุ ตกั บาตรใน
วันออกพรรษานิยมทำปลาเห็ด หรือที่เรียกภาษาถิ่นว่า “ไอ้เห็ด” (ทอดมันที่ทำด้วยกุ้งเล็ก หรือ ปลา) ไปตักบาตร
ของหวานคือ ข้าวต้มมัดกับกล้วยไข่ งานบุญวันสารทไทย แทบทุกบา้ นก็จะกวนกระยาสารท ทง้ั ทำบุญถวายพระและ
แจกกินกนั สำหรบั งานศพ เจา้ ภาพจะทำแกงคั่วหรอื แกงสม้ มาเลย้ี งกนั กไ็ ด้ แต่ห้ามทำขนมจีนและแกงว้นุ เส้น เพราะ
ถือเคล็ดว่าเป็นอาหารที่มีเส้นยืดยาว คนตายต้องไม่มาผูกพันกับคนเปน็ ถ้าเป็นงานสังคมชาวนาประเภทขอแรงลง
แขก เจา้ ภาพตอ้ งเตรียมข้าวปลาไวเ้ ลีย้ งกนั อยา่ งบรบิ ูรณ์ มีของหวาน เชน่ ลอดช่องน้ำกะทิ ข้าวเหนยี วสงั ขยา ข้าว
เหนียวหน้ากระฉีกหรือข้าวเหนียวน้ำกะทิก็ได้ ในงานบวช เจ้าภาพมีธรรมเนียมแจกขนมถ้วยฟูหรือสาลี่ให้กับแขก
ทมี่ าชว่ ยงานด้วย



ภาพที่ ๕ : กระยาสารท
ท่มี า : เทยี่ วราชบุรี.com
ประเพณี วัฒนธรรม ศลิ ปะการแสดงท้องถ่นิ
ประเพณีและวัฒนธรรมยังคงคล้ายเดิมที่จะเหมือนกับคนไทยทั่วไป แต่จะเลือนไปแล้วก็เป็นเรื่องของ
การละเล่นหรือร้องรำทำเพลงมากกว่าเพราะด้วยเมื่อก่อน ทำนา ทำสวน ก็จะมีการเอาแรงกัน จะมีการพบปะ
หยอกล้อกันของหนุ่มสาว (รัตนา มั่นฤกษ์, สัมภาษณ์, ๒๕๖๓) เช่น การละเล่นพื้นบ้านอย่างเลน่ เพลงฉ่อย รำโทน
เพลงอแี ซว เพลงเรือ เพลงเก่ียวข้าว เป็นต้น

ภาพที่ ๖ : การละเลน่ ร้องรำ ของชาวไทยพ้ืนถ่ินตำบลโพหกั จังหวดั ราชบุรี
ท่มี า : คณะผ้จู ัดทำ



เร่ืองของเพลงพ้นื บ้านนี้ คนแต่กอ่ นน้ันลองเล่นกันไดท้ วั่ ไป เม่อื เอ้ือนเอย่ กส็ ามารถปะทะคารมตอบโต้เปน็
เพลงได้และไม่ไม่นิยมวา่ จ้างไปแสดงเพราะถือว่าเป็นการละเล่นหรือการร้องเล่น ไม่ใช่งานมหรสพที่เป็นเหมือนกนั
ขับกล่อมหรือการบรรเลง การยดึ อาชีพเปน็ พอ่ เพลงหรอื แมเ่ พลงพ้นื บ้านนั้นไมไ่ ด้ แตก่ ารร้องเล่นในเรอื ยามน้ำหลาก
หรือเมื่อตอนเก็บเกี่ยวข้าวในนา กระนั้นดี มีชาวโพหักท่านหนึ่ง ชื่อนายอ๊อด มีสกุล เป็นผู้มีความจำดีเป็นเลิศ
สามารถว่าเพลงพื้นบ้านต่างๆได้ฉะฉาน ฝีปากกล้าและปฏิภาณไหวพริบเป็นที่เลื่องลือของคนทั้งบาง ต่อมาได้รับ
เกียรติบัตรจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และศูนย์สงั คีตศิลป์ สาขาเพลงพื้นบ้านภาคกลาง ใน
พิธเี ชิดชเู กียรตศิ ิลปินพื้นบา้ นครง้ั ที่ ๑ เมือ่ ปพี .ศ ๒๕๒๕

การละเล่นของเด็กๆในอดตี เชน่ การเลน่ อกี าหวงไข่ งกู ินหาง ตี่จบั หรือการละเล่นของคนหนุ่มสาว เช่น
การโยนลกู ช่วง การเล่นสะบ้า การเล่นมอญซ่อนผา้ การละเล่นเหล่านีก้ ำลังได้รับการฟื้นฟูจากหน่วยงานสำนักงาน
วฒั นธรรมจงั หวดั ราชบรุ ีและชุมชนชาวโพหัก

กจิ กรรมทางวัฒนธรรมทถี่ อื วา่ เปน็ ประเพณี เช่น การขอแรงเพอ่ื ช่วยงานนาในการปักดำหรือเกย่ี วข้าว ขอ
แรงปลูกเรือน การวงิ่ วัวลาน ประเพณดี งั กลา่ วน้ี บางอย่างได้เสอื่ มสญู ไปจากสงั คมชาวไทยพ้ืนถิน่ เช่น การทำนามไิ ด้
ใช้แรงงานคนปักดำหรือเก็บเกี่ยวเหมือนเช่นอดตี แต่ได้มีการนำเคร่ืองจักรมาใชแ้ ทน แต่ก็ยังคงเหลือบางอย่างเช่น
การวง่ิ ววั ลาน หรอื การขอแรงเล็กๆนอ้ ยๆในหมูเ่ พ่อื นบ้านใกล้เคียง เช่นการช่วยเหลือกันในพิธี หรอื งานบญุ

เมื่อไม่นานมานี้ชาวไทยพื้นถิ่นยังคงปฏิบัติประเพณีการให้ของอาสากันอยู่ ซึ่งของอาสานี้เป็นสิ่งของ
เครื่องใช้ เช่น กระบุง ตะกร้า กระจาด สาแหรก งอบ เป็นต้น ที่เจ้าบา่ วทำให้เจ้าสาวเพือ่ เปน็ การแสดงแก่พ่อตาแม่
ยายวา่ เจ้าบา่ วผู้ทจี่ ะมาเป็นเขยนน้ั มีฝมี อื ในงานหตั ถกรรม ท้ังน้ีใชว่ า่ เจา้ บ่าวจะเป็นผมู้ ีฝมี ือในการจัดสาน กันทกุ คน
แต่เพอ่ื คงประเพณใี ห้ของอาสา จงึ ไหว้วานใหญ้ าติมติ รหรือเพื่อนทมี่ คี วามสามารถทำเคร่ืองจักสาน เป็นผู้จัดทำให้ก็
มี ของอาสาจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์การเกี่ยวดองระหว่างครอบครัวหนึ่งกับอีกครอบครั วหนึ่ง และบอกเล่า
ประวัติศาสตรท์ ้องถิ่นอยู่กลายๆ ว่า ชาวไทยพื้นถิ่นมีวิถีชีวิตตามแบบพื้นบ้านชนบทไทย ผู้ที่เป็นลูกเขยต้องเป็นคน
ขยันทำงาน และมีความสามารถรอบด้าน รวมถึงอาสาที่จะมาเลี้ยงลูกสาวเจ้าของบ้าน ในทุกวันนี้ประเพณีให้ของ
อาสา ไม่ปรากฏเปน็ ทแ่ี พรห่ ลายเหมือนในอดีต แตบ่ างครงั้ ครวั เรอื นยังคงเกบ็ ของอาสาไว้อยา่ งดี

ภาพที่ ๗ : สาแหรก
ที่มา : คนราชบรุ ี, ๒๕๕๐



จากขอ้ มลู ทงั้ หมดทำใหเ้ หน็ ไดว้ ่า กลมุ่ ชนชาติพนั ธ์ุชาวไทยพ้นื ถ่ินมปี ระวัตคิ วามเปน็ มาที่ยาวนาน เปน็ กลุ่ม
ชนคนไทยภาคกลางท่ตี ั้งหลกั แหล่งอาศัยอยู่ในพื้นทจ่ี ังหวดั ราชบรุ มี าตัง้ แต่ดง้ั เดิม ผ่านประวตั ิศาสตร์ การเมือง การ
ปกครองมาหลายยคุ สมัย เป็นกลุ่มชนที่มีความสมคั รสมานสามัคคี เป็นหนึ่งเดียว มีน้ำใจ โอบอ้อมอารีย์ต่อกันและ
เปน็ กลมุ่ ชนท่ีมีความเปน็ ปึกแผ่น อีกทงั้ จะเหน็ ได้ว่าประเพณีวัฒนธรรมได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ตามยคุ สมัยใน
ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มิได้ประกอบอาชีพเดิม การร้องรำ หรือ ประเพณีการให้ของอาสา ก็ค่อยๆเลือนหายไปตาม
กาลเวลา ดังเช่นคำสัมภาษณ์ของ คุณรัตนา มั่นฤกษ์ ได้กล่าวว่า “โดยรวมแล้วส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเหมือนเดิมในทุก
ด้าน แต่จะหายไปเรื่อยๆก็คือคนสืบทอด เพราะคนถ่ายทอดก็เหลือน้อย คนรับช่วงต่อก็น้อยเช่นกัน” (รัตนา ม่ัน
ฤกษ์, สัมภาษณ์, ๒๕๖๓) คณะผู้จัดทำจึงไดเ้ ล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มชนชาติพันธ์ุชาวไทยพื้นถ่ิน จึงไดน้ ำเอา
ลักษณะเฉพาะของชาวไทยพ้นื ถิ่น การแตง่ กาย วิถีชีวติ อาชพี ประเพณวี ฒั นธรรมของชาวไทยพืน้ ถน่ิ จงั หวดั ราชบุรี
มาวิเคราะห์ พัฒนา ในการสร้างสรรคก์ ารแสดงนาฏศิลป์ไทยชุด “ระบำบชู าบรรพชนคนราชบุรี” ตอ่ ไป

๑๐

บทท่ี ๒

แนวคิดของการแสดง

ท่มี าของแนวคดิ การแสดง
แนวคิดการแสดง ปฏิบัตติ ามข้ันตอนการดำเนนิ งานตามหลัก Choreograppher (สรุ พล วิรุฬรักษ์, ๒๕๔๙)

ดงั นี้

๑. เหตุทเ่ี กิดการสร้างงานนาฏศลิ ป์
• เพอ่ื ส่งเสริมการท่องเท่ยี ว และ สรา้ งอัตลกั ษณ์ให้แก่กลุม่ ชนชาติพนั ธ์ุ

๒. วตั ถุประสงค์
• เพอื่ สง่ เสริมการท่องเทย่ี วเชงิ วัฒนธรรมของ ๘ กลมุ่ ชนชาติพันธุ์ของจงั หวดั ราชบรุ ี

๓. ประมวลขอ้ มลู
• ข้อมูลจากเอกสาร
• ข้อมลู จากการลงพ้นื ที่สมั ภาษณก์ ลมุ่ ชาติพนั ธ์ุ

๔. กำหนดองค์ประกอบ
• รูปแบบเครือ่ งแตง่ กาย
• รปู แบบเพลง
• รปู แบบอุปกรณ์

๕. ออกแบบการแสดง

จังหวัดราชบุรีเปน็ เมืองสำคัญแต่คร้ังอดีตต้ังแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์จนถึงยุคประวัติศาสตร์ไทย ปรากฏ
ตามจดหมายเหตุ พงศาวดารต่างๆ และบรรพบุรษุ สำคัญหลายทา่ นที่ได้มาเป็นผูป้ กครองและพัฒนาเมืองราชบุรีให้
เจรญิ รงุ่ เรอื ง และเป็นคนราชบุรที ัง้ ๓ บุคคลสำคญั ไดแ้ ก่ แนวคิดการแสดง จะเรียงตามยคุ สมยั ของกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
ดงั นี้

• พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ขณะทั้งเคยมารั้งตำแหน่งหลวงยกกระบัตรปกครอง
เมอื งราชบรุ ีในสมัยอยธุ ยา) รัชกาลที่ ๑

• เจา้ พระยาพระบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์ (ช่วง บนุ นาค) ผู้สำเร็จราชการในสมัยรชั กาลที่ ๕
• สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) สมเด็จพระสังฆราชองค์ท่ี ๑๖ แห่งกรุง

รัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๙

๑๑

การแสดงสื่อให้เห็นถึงความเทิดทูน บูชา และแสดงความสำนึกในพระกรุณามหาธิคุณของบุคคลทั้ง ๓ ท่าน
โดยผู้สรา้ งสรรค์ท่ารำ นายยุทธนา อัมระรงค์ ประธานหวั หน้าทีมคิดบวกสิปป์ กล่าวถึงแรงบัลดาลใจและแนวคิดใน
การสร้างสรรคก์ ารแสดง ชุด ระบำบรรพชนคนราชบุรีไวว้ ่า การแสดงพดู ถึงบุคคลสำคญั มที ้งั หมด3ทา่ น สมเดจ็ พระ
พทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช,เจา้ พระยาบรมมหาศรีสรุ ยิ วงค์,สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเดจ็ พระสังฆราช แรง
บันดาลใจ ในการสรา้ งสรรค์เกดิ จาก การที่อยากให้เดก็ ๆ หรือคนที่แสดงชดุ นีร้ ะลึกถึง ได้บอกเล่าเรื่องราวกับคนใน
จังหวัดราชบรุ ีว่ามี ๓ ท่าน พระองค์ได้มีคุณทำประโยชน์ให้แผ่นดินการแสดงชุดนีอ้ าจจะเป็นส่วนหนึ่งให้พวกเราได้
ตระหนักถึงการเสียสละและกตัญญูนั้นเป็นสิ่งสำคัญ สร้างท่าใช้ท่านาฏศิลป์ไทยนาฏศิลป์ร่วมสมัย เลือกแถวที่มี
ความหมายส่วนใหญ่ก็จะใช้ท่าเชิดชู แถวบางแถวก็เป็นแถวที่สื่อความหมายถึงการสร้างกรุง มีการลำลึกพระคุณ
และกส็ ุดทา้ ยเปน็ การเฉลิมฉลองวา่ ปัจจุบันนีเ้ ราได้มีพ้ืนแผน่ ดินนไี้ ดอ้ ยไู่ ดก้ นิ ได้ใชข้ องชาวราชบุรี ชาวราชบุรีทุกคนมี
ความสุข และเราก็พร้อมน้อมใจนึกถึงคุณความดีลำลึกถึงพระองค์ทา่ น รวมถึงได้สอดแทรกวัฒนธรรมประเพณีของ
ชาวไทยพื้นถ่ินอยา่ งการรำโทน มาอยใู่ นการแสดงอีกดว้ ย (ยทุ ธนา อมั ระรงค์, สัมภาษณ์, ๒๕๖๓)

รปู แบบการแสดง เปน็ ระบำหมู่ ประกอบดว้ ยนกั แสดงชาย ๔ คน นักแสดงหญงิ ๔คน
บทเพลง ทำนองเพลง ประกอบเพลงรอ้ ง ทำนองเพลงรำโทนและทำนองเพลงไทยจากวงปพ่ี าทย์ไมน้ วม
ผสมผสานกับเครอื่ งดนตรสี ากล แนวคิดเพลง เรยี งตามยคุ สมยั รชั กาลท1่ี เจา้ พระยาบรมศรสี ุริยวงศ์ สมยั รัชกาลท่ี
๕ สมเดจ็ พระสังฆราช ในรัชกาลที่ ๙
ชดุ ไทยพ้นื ถิ่น แนวความคิดมาจากการแต่งกายแบบไทยชาวพื้นถิน่ ภาคกลาง ยคุ ต้นกรุงรตั นโกสินทร์

ขอ้ มลู และการสัมภาษณ์

พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บุคคลสำคัญดา้ นการรบ การปกครอง ในสมัยรชั กาลท่ี ๑

๑๒

ภาพที่ ๘ : พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลท่ี ๑

ทมี่ า : วิกิพเี ดยี

องค์ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจกั รีวงศ์พระนามเดิมว่า ด้วง หรือทองด้วง พระราชบิดาคือพระสมเด็จ
พระปฐมบรมมหาชนก นามว่าทองดีสบื เชื้อสายมาจากพระ เจ้าพระยา โกษาธิบดี(ปาน) พระราชมารดาพระนามวา่
หยก หรือดาวเรอื ง พระองค์เสดจ็ พระบรมราชสมภพทกี่ รงุ ศรอี ยธุ ยาใน รชั กาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เม่ือวัน
พุธที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ ต่อมาพระองค์ได้ถวายตัวรับราชการเป็น มหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร ขณะ
ดำรงพระยศสมเด็จพระเจา้ ลูกเธอ จากนั้นทรงพระผนวชทีว่ ดั มหาทลายเปน็ เวลา ๑ พรรษา แล้วทรงลาสิกขากลบั
เขา้ รบั ราชการเป็นมหาดเล็กหลวง ตอ่ มา พ.ศ.๒๓๐๔ สมเดจ็ พระเจา้ เอกทศั ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปน็ หลวง
ยกกระบตั รเมอื งราชบรุ ีและได้ทรงสมรสกับธิดาของคหบดีชือ่ นาก หรอื นาค (ตอ่ มา คอื สมเด็จพระอมรนิ ทราบรม
ราชินี) ท่ตี ำบลอมั พวา แขวงเมอื งสมทุ รสงคราม “ยกกระบัตรหรอื ยกุ รบัตร” เปน็ ตำแหน่งท่ไี ดร้ บั แตง่ ตง้ั จากพระเจา้
แผ่นดิน โดยผู้ที่เป็นขุนนางหรือผู้มีตระกูล จากราชสำนัก และถูกส่งไปควบคุมดูแลหวั เมืองอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะมี
เจ้าเมือง กรมการเมือง ตลอดจนผู้บรหิ ารระดบั ทอ้ งถนิ่ อนั ประกอบด้วย หมืน่ แขวงทำหน้าที่ดูแลแขวง (อำเภอ) พัน
(กำนนั ) ทำหนา้ ที่ดแู ลตำบล และผู้ใหญ่บา้ นทำหน้าทดี่ ูแลหมบู่ า้ นแล้วก็ตาม จ่าเมืองต้องรายงานราชการทุกอย่างให้
ยกกระบัตรทราบ ยกกระบัตรต้องดำเนินการใน การจัดเก็บส่วยต่างๆ ส่งเมืองหลวง และมีหน้าที่ในการสั่งการ
เกี่ยวกบั ศึกสงคราม การก่อสรา้ ง ปฏสิ ังขรณว์ ัดและกำแพง เมอื ง การขดุ คลองฯลฯ

พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก องค์ปฐมกษตั รยิ แ์ ห่งราชวงศ์จกั รี มพี ระนามเดมิ วา่ ดว้ ง เป็น

บตุ รคนท่ี ๔ จากท้งั หมด ๕ คน ของนายทองดี หรอื ตอ่ มาได้เป็นหลวงพินจิ อักษร เสมียนตราในกรมมหาดไทยกบั
นางหยก หลานสาวของเจา้ พระยาอภัยราชา ซ่งึ ดำรงตำแหนง่ สมหุ นายก
ประสูติเมอื่ วนั พธุ ท่ี ๒๑ มีนาคม พุทธศกั ราช ๒๒๗๙เมือ่ เด็กชายด้วง มอี ายุครบ ๑๓ ปี บิดามารดาไดท้ ำพิธีตัดจุกให้
จากนั้นจึงได้ถวายตัวให้เป็นมหาดเล็กของ เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต รัชทายาทแห่งองค์สมเด็จพระ

๑๓

เจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ กระทั่ง นายด้วงมีอายุครบ ๒๒ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดมหาทลาย เมื่อปี
พทุ ธศักราช ๒๓๐๐ ระหว่างทจี่ ำพรรษาอยู่ พระภกิ ษดุ ้วงไดม้ ีโอกาสร้จู ักเปน็ มติ รกับพระภิกษหุ ยง
(หรือนายหยง แซ่แต้ บุตรจีนไหหง และนางนกเอี้ยง ซึ่งต่อมาก็คือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ) ซึ่งได้บวชจำ
พรรษาอยู่ท่วี ัดโกษาวาสน์ ก่อนทนี่ ายดว้ งจะอปุ สมบทประมาณ ๓ พรรษา ตอ่ มาเมอ่ื ลาสกิ ขาบทแลว้ นายหยงและ
นายด้วงก็ได้มีโอกาสเข้ารับราชการ ต่อมาในตอนปลายแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา โดยนายหยงได้เป็นตำแหน่งหลวง
ยกกระบัตรเมืองตาก และได้เปลย่ี นช่อื ใหม่เป็น"นายสิน" ส่วนนายดว้ งกร็ บั ราชการด้วยดีจนไดเ้ ป็นหลวงยกกระบัตร
เมืองราชบุรี บดิ ามารดาเมอื่ เหน็ ว่านายด้วงไดบ้ วชเรยี นและมีงานทำเป็นหลักฐานแลว้ จงึ ไดไ้ ปสขู่ อ ลูกสาวเศรษฐี
ใหญ่ชาวอัมพวา จังหวดั สมุทรสงคราม ชื่อ นางสาวนาค ให้สมรสกับหลวงยกกระบตั ร เมืองราชบรุ ี ครน้ั เมื่อกรุง
ศรีอยุธยาเสยี ทีถูกพม่ายึด หลวงยกกระบัตรเมืองตากซึ่งตอนนั้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมือง
กำแพงเพชร ได้ทำการรวบรวมผู้คนซึ่งแตกกระจายกัน เป็นก๊กเป็นเหล่าต่างๆ มากมายแล้วพากันมาตั่งมั่นอยู่ท่ี
จันทบุรี เพื่อคอยหาโอกาสกอบกู้เอกราช ของชาติไทยกลับคืนมา และเมื่อรวบรวมกำลังพลได้พอสมควร
แล้ว พระยาวชิรปราการ หรือพระยาตากจึงได้ยกกองทัพซึ่งมีกำลังพล ประมาณ ๕,๐๐๐ คน โดยทางเรือจาก
จันทบุรีมายังกรุงธนบุรี และสามารถยึดกรุงธนบุรีกลับคืนมาได้ จากนั้นจึงเคลื่อนทัพขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา แล้ว
เข้าตีพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นแตก จนนายทัพพม่า ที่เรียกกันว่า สุคยี (ภาษาพม่าหมายถึงนายกอง แต่คนไทยเอามา
เรยี กเป็นชอื่ วา่ สกุ )ี้ ตายในท่รี าบ ส่วนพวกพมา่ ทเี่ หลอื หนเี ตลดิ ไป จงึ เปน็ อนั กอบกู้เอกราชของชาติกลับคืนมาได้เม่ือ
วนั เสารท์ ่ี ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๑๐ จากน้นั พระยาตากจึงทำการอพยพผคู้ นมายังกรุงธนบรุ ี ด้วยเห็นว่ากรุง
ศรีอยุธยาถูกพม่าทำลายจนเสียหายยากแก่การบูรณะซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ประกอบกับกรุงธนบุรมี ี
ชัยภมู ิท่ีดีกว่าและพอเหมาะกบั กำลังไพร่พลที่มีอย่ทู ีจ่ ะสามารถรกั ษาเมืองไวไ้ ด้ จึงทรงประกาศต้งั กรุงธนบุรีเป็นเมือง
หลวงใหม่ของไทย พร้อมกับประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ไทยทรงพระนามว่า พระบรม
ราชาธริ าชที่ ๔ ขน้ึ เมื่อวนั พุธท่ี ๒๘ ธนั วาคม พุทธศักราช ๒๓๑๑ แตป่ ระชาชนทวั่ ไปมักเรยี กพระองคว์ า่ สมเด็จพระ
เจ้าตากสิน บ้างก็เรียกว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่อมาทรงได้รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราชภายหลงั จากทสี่ มเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบดาภเิ ษกขน้ึ เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ไดท้ รงรวบรวม
ญาติพี่น้อง เพื่อสถาปนาขึ้นเป็นพระบรมราชวงศ์ รวมทั้งปูนบำเหน็จใหแ้ กบ่ รรดาแมท่ ัพนายกอง และ ผู้ร่วมกอบกู้
ชาติจนได้รับเอกราชในครั้งนี้อย่างถ้วนหน้า ซึ่งก็รวมไปถึงหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี เพื่อนเก่าที่ชอบพอ และ ร่วม
เป็นร่วมตายในการศึกนี้ด้วย โดยโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น พระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจขวา
นอก แลว้ ให้เขา้ มารบั ราชการใกล้ชิด พระราชวรนิ ทรไ์ ด้รบั ราชการสนองพระบรมราชโองการสมเดจ็ พระเจ้าตากสิน
ดว้ ยความเข้มแขง็ ซื่อสัตย์สจุ ริตและจงรักภักดีเปน็ ทีย่ ิ่ง จนได้รบั อาญาสิทธ์ิและเลือ่ นบรรดาศักด์ิสูงข้ึนหลังจากที่ได้
ออกไปในการศึกสงคราม ตามลำดับดงั น้ี

ครั้งที่ ๑ เป็นแม่ทัพออกไปรบและสามารตีด่านขุนทด เมืองนครราชสีมาและนครเสียมราชได้สำเร็จ จึง
ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางกรมพระตำรวจ ครั้งที่ ๒ เป็นแม่ทัพยกกำลังไปตีเขมรได้
เมอื งพระตะบอง และเมอื งเสยี มราช แต่ต้องเลกิ ทพั กลับมากอ่ นเพราะได้รับข่าวลือทวี่ า่ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสินเสด็จ
สวรรคตแล้ว ครั้งท่ี ๓ เมือ่ พระชนมายได้ ๓๔ พรรษาไดต้ ามเสด็จฯ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ ไปปราบปรามพระเจา้ ฝาง
จนได้รับชัยชนะ และได้รับเลื่อนยศเป็น พระยายมราช ว่าที่สมุหนายก ครั้งที่ ๔ ในปีพุทธศักราช ๒๓๑๒ ขณะที่มี
พระชันษาได้ ๓๕ พรรษาทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็น เจ้าพระยาจักรี สืบแทนเจ้าพระยาจักรี
(แขก) ที่ถึงแก่อสญั กรรมไป พร้อมกับไดร้ ับแตง่ ตั้งให้เป็นแม่ทัพไปตีเขมรจนได้เมอื งบันทายเพชร และเมืองบาพนม
ครั้งที่ ๕ เป็นแม่ทัพหน้าของสมเเด็จพระเจ้าตากสิน ยกกำลังไปตีเมืองนครเชียงใหม่ ,เมืองนครลำปาง เมืองนคร

๑๔

ลำพูน และเมอื งน่านครั้งท่ี ๖ เป็นแม่ทัพยกกำลังจากนครเชยี งใหม่ลงมา ช่วยทัพหลวงรบกับพม่าที่ยกทัพมาตีเมือง
ราชบุรี จนไทยได้รบั ชัยชนะ ครั้งที่ ๗ เป็นแม่ทัพยกกำลังขึ้นไปรบกบั พม่าที่ยกกำลังมาตีเมืองนครเชียงใหม่ เมื่อปี
พุทธศักราช ๒๓๑๗ ครั้งที่ ๘ เป็นแม่ทัพยกไพร่พลไปรบกับ อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพใหญ่ของพมา่ ทีย่ กกำลังเข้ามาตีหัว
เมืองทางเหนือในช่วงพุทธศักราช ๒๓๑๘ - ๒๓๑๙ เจ้าพระยาจักรีได้นำทัพไทยเข้าต่อสู้ป้องกันอย่าง
เข้มแขง็ จนอะแซหวุน่ ก้ีตอ้ งเจรจาขอดูพระองค์ และเมื่อได้พบแล้วก็ออกปากยกยอ่ งสรรเสริญวา่ "ท่านนี้รูปก็งาม
ฝีมือกเ็ ข้มแขง็ อาจสู้รบกับเราเปน็ ผู้เฒ่าได้ จงอตุ สา่ ห์รักษาตวั ไว้ภายหน้าจะได้เปน็ กษัตรยิ เ์ ป็นแน่แท้" ครัง้ ที่ ๙ ขณะ
พระชนมายุได้ ๔๑ พรรษาเป็นแม่ทัพออกไปตีหัวเมืองของลาวและเขมร ได้เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองสีทันดร
เมอื งอตั ปอื เมืองตะลงุ เมอื งสุรนิ ทร์ เมอื งสงั ข์ เมอื งขขุ นั ธ์ มาเป็นเมอื งขนึ้ ของไทย ในการนีไ้ ด้รบั พระมหากรณุ าธคิ ณุ
เลื่อนให้เป็น" เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกพิลึกมหิมา ทุกนคราระย่อเดช นเรศราชสุริยวงศ์ องค์บาทมุลิกากร บวง
รัตนปรนิ ายก" โดยโปรดเกลา้ ฯใหม้ เี คร่อื งยศดจุ เดียวกันกับเจ้านายต่างกรม ครง้ั ที่ ๑๐ เป็นแม่ทัพยกกำลังทหารไปตี
อาณาจักรล้านช้าง ได้เมืองเวียงจันทร์ และได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตลงมา
ประดิษฐานไว้ที่ ณ กรุงธนบุรีด้วยต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชอัธยาศัยผิดไปจากพระองค์เดิมเป็นเหตุให้
เกิดความวนุ่ วายขน้ึ ทัง้ ในหมภู่ กิ ษสุ งฆ์ และ ประชาชนคนไทย ในเวลาน้ันสมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั ริย์ศึกไปราชการ
สงครามท่ีเขมร จึงเปน็ โอกาสให้พระยาสรรคก์ ับพวกคิดกบฏแยง่ ชิงราชสมบัติ โดยไดว้ างแผนขับไลใ่ ห้สมเดจ็ พระเจา้
ตากสินไปทรงผนวชที่วัดแจ้ง แล้วประกาศตนเองเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ทราบข่าวว่าเกิดเหตุจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรีจึงรีบยกทัพกลับมา พระยาสรรค์เกิดความเกรงกลัวจึงยอมลดตนเอง
กลบั มาอย่ใู นตำแหนง่ เดิม ในส่วนสมเด็จพระเจา้ ตากสินนัน้ บรรดาข้าราชการชนั้ ผู้ใหญเ่ หน็ ว่าหากละไว้อาจก่อใหเ้ กิด
ความยุ่งยากขน้ึ ได้อีกในภายหลงั จึงเห็นชอบใหน้ ำไปสำเรจ็ โทษเสียเม่อื วนั ที่ ๖ เมษายน พุทธศกั ราช ๒๓๒๕ แล้ว
อญั เชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษตั รยิ ์ศึกขึน้ ดำรงสริ ิราชสมบัติ ประกอบพระราชพิธิปราบดาภิเษกเปน็ พระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า " พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหา
จักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภวู เนตรวรนารถนายก ดิลกรตั
นราชชาตอิ าชาวศรยั สมทุ ยั ดโรมนต์ สกลจกั รวาฬาธเิ บนทร์ สุริเยนทราธบิ ดนิ ทร์ หริหรินทรา ธาดาธบิ ดี ศรีสุวิบูลย
คุณอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหนั ต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธเิ บศร
โลกเชฎวิสุทธิ์ รัตนมงกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว " หรือต่อมาในรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระนง่ั เกล้าเจ้าอย่หู ัว ไดถ้ วายพระนามใหม่ว่า พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลก
นบั เปน็ องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เม่อื วนั ที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศกั ราช ๒๓๒๕ โดยขณะน้ันทรงมีพระชนมายุ
๔๖ พรรษา เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงสถาปนาพระราชธิดาขึน้
เป็นองค์ปฐมบรมราชชนก และเจ้าพระยาสุรสีห์ (นายบุญมา) ผู้เป็นน้องชายขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรมหา
สรุ สงิ หนาทดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชตลอดรวมท้ังพระญาตพิ ระวงศ์ท่รี ว่ มพระชนกเดยี วกนั ขน้ึ เปน็ พระราชวงศ์
จกั รี ซึ่งตอ่ มากค็ อื ต้นราชสกลุ ต่าง ๆ ทนี่ บั เน่ืองมาจนในปจั จุบันนี้ เชน่ ราชสกุล นรินทรางกูร ณ อยุธยา, เทพหัสดิน
ณ อยุธยา, มนตรีกุล ณ อยุธยา, อิศรางกูร ณ อยุธยา และเจษฎางกรู ณ อยธุ ยา เปน็ ตน้ (ออนไลน์, ๒๕๖๓)

เจ้าพระยาพระบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการในสมัยรัชกาลที่ ๕ บุคคลสำคัญทางการ
คมนาคม และการคา้

๑๕

ภาพที่ ๙ : เจ้าพระยาพระบรมมหาศรีสรุ ิยวงศ์ (ชว่ ง บุนนาค) ผ้สู ำเร็จราชการในสมยั รชั กาลท่ี ๕

ที่มา : วิกิพีเดีย

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นบุตรคนใหญ่ของสมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ
บุนนาค) และท่านผู้หญิงจัน เกิดในตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่
๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๕๑ มพี นี่ อ้ งรว่ มบดิ า มารดาเดยี วกันรวม ๙ คน บรรพบุรษุ ของตระกูลบุนนาคเป็นเสนาบดี
คนสำคัญ มาตั้งแต่สมัยอยธุ ยา และได้รับราชการแผ่นดินสืบ ทอดต่อกันมา สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
ไดร้ บั การศึกษา และฝึกฝนวิชาการตา่ ง ๆ เป็นอยา่ งดี เน่ืองจากบิดาของ ท่านเป็นเจา้ พระยาพระคลังเสนาบดีว่า
การตา่ งประเทศ และวา่ การปกครองหวั เมืองชายฝง่ั ทะเลมาก่อนสมเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหา ศรสี ุริยวงศ์มีความสนใจ
ในภาษาอังกฤษ สามารถพูดและอา่ นตำราภาษาอังกฤษในสมยั นั้นไดอ้ ย่างคลอ่ งแคล่ว ท่านได้คบหากับ ชาวตะวันตก
ที่เข้ามาในประเทศไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะหมอบรัดเลย์ ท่านยังเป็นบุคคลสำคัญในการเจรจาและทำสัญญากับ
ชาติตะวันตก ทีเ่ ขา้ มาตดิ ตอ่ กับไทยในสมยั รชั กาลที่ ๓ และรัชกาลท่ี ๔ โดยตลอด นอกจากนยี้ ังมีความสามารถ ใน
การต่อเรือ แบบฝรั่ง จนสามารถต่อเรือกำปั่นขนาดใหญ่เป็นจำนวนหลายลำ ท่านยังมีความสนใจในความรู้อ่ืน
ๆ เช่น วรรณคดี การคา้ การ ปกครอง เป็นต้น

สมเดจ็ เจา้ พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในสมัยรชั กาลท่ี ๒ และรับราชการ
มาโดยตลอดจนถึงสมัย รัชกาลท่ี ๕ มีตำแหน่งราชกาลในระดับสูงคือ อัครมหาเสนาบดีที่สมุหกลาโหม ในสมัย
รัชกาลท่ี ๔ และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ แผ่นดินเมื่อครั้งรัชกาลท่ี ๕ ยังทรงพระเยาว์ ภายหลังจากที่ลาออก
จากราชกาลในบ้ันปลายชีวิตท่านยังได้รับแต่งต้ังให้ เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินจนถึงแก่พิราลัย นับเป็นมหาบรุ ุษ
คนสำคัญ ของประเทศชาตทิ ีป่ ระกอบคุณงามความดีจนเป็นที่ ประจักษ์แก่คนทั้งปวง ดังบันทึกของ เซอร์จอห์น
เบาวริง่ ทูตอังกฤษทีเ่ ข้ามาติดต่อกับไทยในสมัยรัชกาลท่ี ๔ ซึ่งกล่าวไว้ว่า "เจ้าพระยาศรีสุรยิ วงศ์คนน้ี ถ้าไม่เปน็
คนเจ้ามารยา หรือคนรักบ้านเมืองของตนก็ตามต้องยอมรับว่าฉลาดล่วงรู้การล้ำคนท้ังหลายที่เราไดพ้ บในที่น้ี ทั้งมี
กรยิ าอัชฌาสยั อย่างผดู้ ี เม่ือมาราชการที่เมอื งราชบุรี สนั นิษฐานวา่ สมเดจ็ เจา้ พระยาฯ พำนักยงั จวนรมิ นำ้ แม่กลอง

๑๖

บรเิ วณเดยี วกบั อาคารทำเนียบสถาปัตยกรรมตะวันตกในห้วงเวลานั้น ท่านเป็นแม่กองขุดคลองดำเนินสะดวก โดยมี
คนจีนเป็นกำลังหลัก เชื่อมการคมนาคมระหว่างเมอื งทางตะวันตก เปิดใช้เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ ตรงกับปีที่ได้รับแต่งตงั้
เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมัยรัชกาลท่ี ๕

๗ ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ก่อนมาใช้ชีวิตบั้นปลายในเมืองราชบุรี มีหลักฐานการทำนุบำรุงวัด
ริมน้ำแม่กลอง และยังสร้างวดั ประจำตระกูลบุนนาค ชื่อวัดศรีสุริยวงศ์ ผสมผสานงานช่างตะวนั ตกตามความสนใจ
คุณูปการที่มีต่อแผ่นดินยังไม่เป็นที่รับรู้กว้างขวาง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มีชีวิตตลอด แผ่นดิน
รัตนโกสินทร์ สนองราชการใกล้ชิด ผลงานความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ยกย่องกันว่าเป็นแบบอย่างผู้ทำ
คณุ ประโยชน์ตอ่ บา้ นเมอื ง

การเริ่มต้นของคลองดำเนินสะดวกเริ่มขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรง
พระราชดำริ เห็นว่าการคมนาคมที่ไปมาระหว่างพระนครกับสมุทรสาครมีคลองภาษีเจริญที่ทำการสัญจรไปมาได้
สะดวก แตถ่ า้ มคี ลองระหว่างกรุงเทพฯ สมทุ รสงคราม และราชบุรีก็จะสะดวกขนึ้ อกี เปน็ อันมาก โดยอาศัยแม่น้ำแม่
กลองและแมน่ ้ำทา่ จนี เป็นส่ือกลางในการขดุ คลองเชือ่ ม

ในปขี าล อัฐศก จ.ศ.๑๒๒๘ ร.ศ.๘๕ ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๙๐ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาล
ที่๔ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่พระสมุหกลาโหม เป็น
ผู้อำนวยการขุดคลอง ที่เชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนเริ่มจากปากคลองบางยาง ตำบลบางยาง อำเภอกระทุม่ แบน จังหวัด
สมุทรสาคร กับแม่น้ำแม่กลอง ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้ควบคุมดูแล และใช้กำลังของทหาร ข้าราชการ ชาวบ้าน และชาวจีนร่วมกันขุด โดยใช้
กำลงั ของคนล้วนๆ ใชว้ ธิ ีขดุ ระยะหน่ึงแล้วเวน้ ไว้ระยะหน่ึง ให้นำ้ เซาะดินท่ีไมไ่ ด้ขดุ พงั ไปเอง เมื่อขดุ คลองสำเร็จแล้ว
จึงนำแผนขึ้นทูลเกล้า ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงเห็นว่าเป็นคลองที่มีเส้นตรง ได้รับ
ความสะดวกในการสัญจร จึงพระราชทานนามคลองที่ขุดใหม่นี้ว่า “ คลองดำเนินสะดวก ” และได้ทำพิธีเปิดใช้
คลองนีเ้ มอ่ื วนั จนั ทร์ เดอื น ๗ ขึน้ ๔ ค่ำ จ.ศ.๑๒๓๐ ร.ศ.๘๗ ตรงกับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๑๑

นับแต่นั้นมาคลองดำเนินสะดวกเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญที่สุดของชาวบ้าน มีคลองซอย มากกว่า ๒๐๐
สาย ลำคลองตา่ งๆแทบจะไม่เคยว่างเว้นจากเรือทส่ี ัญจรไปมาอย่างไม่ขาดสาย กระทัง่ ระยะหลังมกี ารตัดถนนใหม่ๆ
มากมาย ย่นระยะทางใหส้ ัน้ ลงและเข้าถงึ ทุกที่ ชาวบ้านจึงหนั มาใช้ถนนแทน

ในสมัยโบราณตลาดน้ำจะมเี พียงไม่ก่ีครั้งใน ๑ เดือน ตามระดับน้ำทีข่ ึน้ ลงตลอดเวลา จึงจำเปน็ ต้องมีตลาด
น้ำมากมายหลายแหง่ ในละแวกเดียวกนั โดยมากจะมตี ดิ ๆ กัน เรียกว่า นัด ดงั นัน้ คลองดำเนินสะดวกจงึ เป็นทีต่ ัง้ ของ
ตลาดนำ้ หลายแห่ง ตลาดนำ้ ทเี่ กิดขน้ึ เปน็ แหง่ แรกคอื ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ปากคลองลดั พลี เปน็ คลองทีล่ ัดเข้าตัว
จงั หวดั ราชบรุ ีไดโ้ ดยไมต่ ้องผา่ นประตูนำ้ แต่เดิมมชี ื่อเรยี กว่า นดั ศาลาห้าหอ้ ง นัดศาลาแดง หรือนดั หลกั แปด เพราะ
เดมิ สมเด็จเจา้ พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ให้ปลกู ศาลาเปน็ ไมม้ ี ๕ หอ้ ง หลงั คามงุ กระเบื้องสแี ดงเป็น
ที่พักคนงาน ต่อมากลายเปน็ ตลาดสำคญั คกู่ ับนดั ปากคลองฝงั่ แมน่ ้ำแม่ นอกจากนีใ้ นปี พ.ศ.๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๕ ยังได้เสด็จประพาสต้นตลาดน้ำแห่งนี้อีกด้วย ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ตลาดน้ำขยาย
พื้นที่กินบริเวณตั้งแต่ปากคลองลัดพลี ไปตามคลองดำเนินสะดวกยาวหลายกิโลเมตร ในสมัยนั้นตลาดน้ำดำเนิน
สะดวก มีอยู่ ๓ จดุ คือ ท่ปี ากคลองลัดพลี ปากคลองโพธ์ิหกั หรือคลองบัวงาม และทีป่ ากคลองศรสี ุราษฎร์ และยัง
ทำให้เกดิ ตลาดน้ำใหมส่ ร้างเพือ่ การท่องเทยี่ วโดยเฉพาะอยา่ งคลองต้นเข็ม หลังจากนน้ั มาตลาดนำ้ ที่มมี าแต่เดิมก็ถูก

๑๗

ลดความสำคัญลงไป เหลือเพียงตลาดน้ำเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ตลาดน้ำคลองลัดพลีในปัจจุบันได้รับ การฟื้นฟู
ขึ้นมาใหม่ อยู่ตรงข้ามกับตลาดน้ำคลองต้นเข็ม ซึ่งเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก ตลาดน้ำที่สำคัญในคลองดำเนิน
สะดวกไดแ้ ก่

• ตลาดนำ้ ดำเนินสะดวก หรอื ตลาดนำ้ คลองตน้ เขม็
• ตลาดน้ำคลองลัดพลี หรือ ตลาดน้ำเหล่าตัก๊ ลัก
• ตลาดน้ำหลักหา้ หรอื ตลาดน้ำคลองโพธ์ิหกั
• ตลาดนำ้ บ้านแพ้ว (ออนไลน์, ๒๕๖๓)

สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (จวน อฎุ ฐฺ ายี)สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก พระองคท์ ่ี 16 แห่งกรงุ
รตั นโกสินทร์ ในรชั กาลท่ี ๙ บคุ คลสำคัญด้านศาสนา

ภาพท่ี ๑๐ : สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (จวน อุฎฺฐาย)ี สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปรณิ ายก พระองค์ที่ 16
แห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ในรชั กาลที่ ๙
ที่มา : วิกพิ เี ดยี

สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี) - สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จ พระสังฆราช (จวน อุฏ
ฐายี) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราช
วรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอ

๑๘

ดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระนามเดิมเมื่อแรกประสูติว่า “ลำจวน ศิริสม” ภายหลังจึง
เปลี่ยนเป็น “จวน” ประสูติเมื่อวันที่ ๑๖ ม.ค.๒๔๔๐ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา นพ
ศก จุลศักราช ๑๒๕๙ (ร.ศ.๑๑๖) ที่บ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี บิดามีนามว่า “หงส์ ศิริสม” เป็นชาวโพ
ธาราม ส่วนโยมมารดามีนามว่า “จีน” นามสกุลเดิมว่า “ประเสริฐศิลป์” ทรงเป็นบุตรหัวปีในจำนวนบุตร
ธิดาทั้งหมด ๗ คน พระชนมายุ ๑๔ พรรษา บิดามารดา ต้องการให้เรียนทางพระศาสนา จึงนำไปฝากให้อยู่
กับพระมหาสมณวงศ์ (แท่น โสมทัตต) เจ้าอาวาสวัดมหาสมณาราม (วัดเขาวัง) จ.เพชรบุรี ผู้เป็นพี่ของตา
พระวัดเขาวังเล่ากันต่อมาว่า ท่านเจ้าคุณมหาสมณวงศ์ เคยออกปากทำนายท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไว้
ว่า “ลักษณะอย่างน้ี ต่อไปจะได้ดี” นัยว่าท่านหมายถึงพระเศียรที่มีลักษณะคล้ายกระพองช้างทรงบรรพชา
เป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๒ ก.ค.๒๔๕๗ ณ พระอุโบสถ วัดมกุฏกษัตริยาราม โดยมีพระธรรม
ปาโมกข์ (ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักพระอริยมุนี (แจ่ม) ถึงเดือน
กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ทรงสอบไล่องค์นักธรรมชั้นตรีภูมิของสามเณรได้ พ.ศ.๒๔๕๘ ทรงเข้าศึกษาบาลี
กับ พระพินิตพินัย (ชั้น กมาธิโก) เมื่อครั้งยังเป็นพระมหาชั้นเปรียญ ๕ ประโยคในโรงเรียนบาลีวัดมกุฏ
กษัตริย์ พระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา ทรงอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อวันที่ ๒๖ มิ.ย.
๒๔๖๐ โดยมี พระธรรมปาโมกข์ (ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสน โศภน (แจ่ม จัตต
สัลโล) แต่ครั้งดำรงสมณศักด์ที่พระราชกวี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พรรษาที่ ๑๓ ทรงสอบได้เปรียญ
ธรรม ๙ ประโยค พ.ศ.๒๔๗๕ ทรงเป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนบาลี สำนักเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม ทรง
ปฏิรูประเบียบแบบแผนการศึกษาบาลีให้ดีขึ้น และเป็นกรรมการวัดพร้อมด้วยคณะอีก ๔ รูป พ.ศ.
๒๔๗๖ ทรงเป็นกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย และทรงเป็นกรรมการพิจารณาวางระเบียบบำรุงการศึกษา
อบรมปริยัติธรรม และงบประมาณของมหามกุฏราชวิทยาลัยพร้อมด้วยกรรมการอีก ๕ รูป พระสมณ
ศักดิ์ พ.ศ.๒๔๗๖ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระกิตติสารมุนี พ.ศ.๒๔๗๘ เป็นพระราชาคณะชั้นราช
ที่ พระราชเวที พ.ศ.๒๔๘๒ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเวที พ.ศ.๒๔๘๘ เป็นพระราชาคณะชั้น
ธรรมที่ พระธรรมปาโมกข์ พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระศาสนโศภน พ.ศ.๒๔๙๙ เป็น
สมเด็จพระราชาคณะท่ี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

ครั้นเมื่อถึงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย
เดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏ
ฐายี) ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นับเป็นสมเด็จ
พระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อจากสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) พระ
เกียรติคุณด้านการศึกษา ทรงชำนาญในอักษรขอม อักษรพม่า อักษรมอญ และอักษรโรมัน จากการที่ได้
ตรวจชำระพระไตรปิฎกบางปกรณ์ ตามที่ได้รับมอบ ซึ่งจะต้องสอบทานอักษรไทยกับต้นฉบับอักษร
ขอม เก่ียวกับอักษรพม่า และอักษรโรมัน พระกรณียกิจพิเศษ พ.ศ.๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิ
เบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จออกผนวชพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดพระ
ศรี รัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราช อุปัธยาจารย์เจ้า
ประคุณสมเด็จฯ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ทรงเป็น พระราชกรรมวาจาจารย์ ในพระราช
พิธีทรงผนวชครั้งนั้น พ.ศ.๒๕๐๙ ทรงเป็นประธานสงฆ์ในพิธีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะของ
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้ง ดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสา ธิราชฯ สยาม

๑๙

มกุฎราชกุมาร ในโอกาสที่จะเสด็จฯไปทรงศึกษาที่ต่างประเทศ เมื่อวันที่ ๓ ม.ค.๒๕๐๙ ดำรงตำแหน่ง
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ สั ง ฆ ร า ช ส ก ล ม ห า สั ง ฆ ป ริ ณ า ย ก เ ป็ น เ ว ล า ๗ พ ร ร ษ า (๖ ปี กั บ ๒ ๒ วั น ) มี
พระชนมายุ ๗๔ พรรษา ๑๑ เดือน ๒ วัน (ออนไลน์, ๒๕๖๓)

ผู้สร้างสรรค์ผลงานจึงได้นำแรงบัลดาลใจจากประวัติบุคคลสำคัญของชาวไทยพื้นถิ่นทั้ง ๓
พระองค์ ที่เป็นทั้งความภาคภูมิใจ ความศรัทธาเป็นผู้พัฒนาเมืองราชบุรีและเป็นบุคคลผู้สร้างชื่อเสียงให้กับ
ชาวราชบุรี มาสร้างสรรค์เป็นการแสดงชุด ระบำบูชาบรรพชนคนราชบุรี พร้อมสอดแทร กการรำโทน ซึ่ง
เป็นศิลปะการแสดงของชาวพื้นถิ่น ที่จะมีการละเล่น การร้องรำทำเพลง เพราะเนื่องจากเมื่อก่อนมีการทำ
นา ทำสวนมีการพบปะพูดคุยหยอกล้อ จึงเกิดเป็นการละเล่นต่างๆ รวมถึงการรำโทน (รัตนา มั่นฤกษ์ ,
สัมภาษณ์, ๒๕๖๓) มาอยู่ในการแสดงอีกด้วย

การแสดงของชาวไทยพื้นถิ่น ทางผู้ออกแบบผู้สรา้ งสรรค์แล้วก็ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่ตั้งต้นเมืองราชบรุ ี
ขึ้นมา โดยมีราชกาลที่1 และสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๖ และก็อีกท่านหนึ่งคือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริ
ยวงค์ ซ่ึง ๓ พระองค์นี้มีเป็นผู้ที่มีคุนุประการ ต่อจังหวัดราชบุรี เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมา เราเลยทำการแสดงชุดนี้ใช้การ
บรรยายในการรอ้ งด้วยและอกี อย่างหนึง่ มกี ารเชดิ หนังใหญ่ เอามาเปน็ สญั ลกั ษณ์ ของพระองค์ทา่ น ท้งั ๓ พระองค์

รปู แบบการปฏบิ ตั งิ าน สัปดาหท์ ่ี ๑ กนั ยายน สัปดาหท์ ี่ ๔
สัปดาหท์ ี่ ๒ สปั ดาห์ท่ี ๓
รายละเอยี ดการทำวจิ ัย
เก็บรวบรวมขอ้ มลู เอกสาร
ลงพนื้ ท/่ี เก็บขอ้ มลู สัมภาษณ์
ดำเนนิ งานการผลติ
Focus Group คร้งั ท่ี ๑
ดำเนนิ การแกไ้ ขปรับปรุง
ลงพน้ื ทถ่ี า่ ยทอดทา่ รำ

ตารางท่ี ๑ : รปู แบบการปฏิบตั ิงาน
ท่ีมา : คณะผจู้ ดั ทำ

๒๐

ขอ้ เสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคณุ วุฒิ

บางท่ารำ อาจจะเป็นสมัยใหม่ วิ่งเยอะ พอวิ่งเยอะงานน้อย ความสำคัญเลยน้อยและตอนท่ าติ่ง.
แขน ตอนทางนีร้ ำ ๓ นักแสดงตอ้ งหยดุ และหบุ แขนทำเปน็ ยนื อยากใหม้ านงั่ ตรงข้างหนา้ ตอนกลา่ วถึงพระพุทธยอด
ฟ้า ต้องมารำตรงข้างหน้า ผู้ชายนั่งผูห้ ญิงยนื กันหมด เอายังไงมาปรับจะนั่งแบบล่ันแบบลงมา ความคิดดี จืดไปนดิ
เปดิ ตัวไมอ่ ลังการ มันต้องเปน็ ที่อลังการ

ชื่นชมอุปกรณ์ ภาพผู้มพี ระคุณ บางอย่างใส่ท่ารำเยอะ อลังการไป ท่ารำมีความหมายตรงคำร้อง พอเปดิ
มาแลว้ บคุ คลทัง้ สามการโชวเ์ ร่งรีบไปนิด อยากให้ชา้ อยากใหศ้ กั ดส์ิ ทิ ธิ มากกวา่ นี้ เปดิ มาเชอ่ื ในเร่อื งอุปกรณ์ เสื้อผ้า
เชือ่ เพลงยังไม่ค่อยเชื่อเทา่ ไหร่ อยากให้โชว์นีน้ ่ิงๆกวา่ น้ีเพื่อให้ศักดิส์ ทิ ธ์ิ ปรับให้ช้าลง

ดนตรี ความน่าสนใจเพลงออกมาเป็นทางพื้นเป็นดนตรีที่ผสม ระหว่างเสียงของดนตรีไทย และเสียงของ
ดนตรีตะวันตก การแสดงเหมือนรำอิงความเป็นมาตรฐานไทย อยากให้อิงไทยมากกว่านี้นิดหนึ่ง ลักษณะเพลงเด่น
กวา่ การแสดงนาฏศิลปไ์ ปดว้ ยบางชว่ ง เพลงใช้เพลงพื้น ชุดนเี้ ปน็ การเล่าเร่ือง บทรอ้ ง ดนตรีทำทำนองแข่งไปกะเน้ือ
เรื่อง ช่วงที่ ๓ ลดแนวลงมา ช้าไปกลาง เสียงดนตรีรบกวนตลอดเวลา ท่ารำรบกวนตลอดเวลา เป็นลักษณะเหมือน
ละครเวที ไปนิดหนึง่ ลดดนตรีออกนิดหน่ึง ชุดนี้เปน็ การเล่าเรื่อง ช่วงที่3ดนตรีไม่ใชม่ ันแปลกออกไป มันขัดแย้งกับ
ลลี าท่ารำ

แนวดนตรี การเชื่อมเพลง ตรงนี้มันคืออารมณ์ ทางด้านดนตรี ถอนออกมาสักนิดหนึ่ง ไม่ให้มันเป็นพื้น
เดียวกัน อยากใหเ้ นน้ ของไทยใหเ้ ดน่ ชดั มากกว่าน้ีเอาหลายอยา่ งมารว่ มกนั เยอะเกินไป

ข้อเสนอแนะจากตวั แทนชาวไทยพ้นื ถน่ิ

เร่ืองการออกแบบการแสดง ไมข่ อแสดงความคดิ เห็น ส่วนในเร่ืองของโชว์ การแสดงมีการคดิ ออกแบบชุด
พอมาดูชื่อของงาน ๘ ชาติพันธ์ ถ้านึกถึงไทยพื้นถิ่นก็ต้องนึกถึงตำบลโพหะ อำเภอบางแพง จังหวัดราชบุรีซึ้งเป็น
กลุ่มคนที่มีวฒั นธรรมมาตั้งแตส่ มัยอยุธยาปรากฎโบราณสถาน คือโบสถ์ของสมัยอยุธยา เรื่องดนตรีวฒั นธรรมทีเ่ รา
ยังคงมีมอี ยนู่ ัน้ กค็ อื การรำโทนซ่ึงก็เลน่ มาโดยตลอดก็ยังคงอยู่ ตรงน้ถี ้าพูดถงึ ชาตพิ ันธ์ในมมุ มองของไทยพ้นื ถ่ิน ยังไม่
เหน็ หรือยงั ไมเ่ กิดความเปน็ ชาติพนั ธ์ไทยพ้นื ถิ่นท่มี ีความเป็นลำโทน ท่ีปรากฏอย่ใู นแถบไทยพืน้ ถิ่นของราชบุรี แตถ่ ้า
พูดถึงแนวความคิดว่าเป็นการก่อตั้งเมืองราชบุรีหรือว่าการก่อเมืองราชบุรี มีความต้องการที่จะเล่าเรือ่ ง สิ่งที่ยังไม่
เห็นก็คือความเป็นชาติพันธพ์ อพูดถึงชาติพันธ์จะต้องรูว้ ่าอนั นี้ลาว อันนี้เขมร อันนี้ลาวเวียง เราเห็นความเปน็ งาน
ไทยเรายงั ไม่เหน็ ความเป็นชาติพนั ธ์ของไทยพ้นื ถ่นิ อยากฝากถึงความเป็นกล่นิ อายของความเป็นไทยพ้ืนถ่ินท่ีเราอยู่
กนั จรงิ ๆ เรื่องของเพลง กลน่ิ อายของการรำโทน การนำเสนอค่อนขา้ งดี อยากให้ไทยพ้ืนถ่ินชดั กวา่ นี้

๒๑

ข้อเสนอแนะจากตัวแทนวฒั นธรรมจงั หวดั ราชบรุ ี
จากชดุ การแสดง เหน็ ดว้ ยมันไมต่ รงกับจดุ ประสงค์ของทางโครงการทไี่ ดต้ งั้ ขึ้น จดุ ประสงคข์ องเราคอื ให้สอ่ื

ถึงชาติพันธุ์ของเขาให้ได้การที่การแสดงมันสื่อเป็นจังหวัดราชบุรีความเป็นมาของราชบุรี มันสื่อไปในทางนั้น มัน
ไม่ไดส้ ื่อไปในทางไทยพื้นถิ่น ขอใหป้ รบั ปรุงให้กบั วตั ถุประสงค์ของเราด้วย ไมว่ า่ จะเปน็ ชุดการแสดง เคร่ืองแต่งกาย
มนั ตอ้ งส่อื ไปถงึ คนพน้ื ถน่ิ ให้ได้ อยากให้มนั สือ่ วัฒนธรรมประเพณขี องไทยพนื้ ถน่ิ ทใ่ี น รูปแบบมเี ยอะอยา่ งเชน่ เคร่ือง
จักสานทเ่ี ป็นประเพณีอาสาด้วยมันสามารถเอามาเสรมิ ได้ และมนั สามารถเอามาเสริมให้ชดุ การแสดงนี้สวยงามมาก
ยง่ิ ขน้ึ

สรปุ แนวทางการปรบั แก้จากข้อเสนอแนะ
จากการดำเนินงานและนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบท่ารำ ดนตรี

ตัวแทนชาวไทยพื้นถิ่นและตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ได้มีข้อเสนอแนะเก่ียวกับความถูกต้องและการปรับแก้
ของท่าทางการแสดง รวมถงึ การใช้ทำนองเพลง เครื่องดนตรีใหเ้ กดิ ความสวยงามและถูกต้อง ดงั นี้

ดนตรี : ปรับแก้ ให้มีทำนองเพลงรำโทน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมพื้นถิน่ ของชาวไทยพื้นถิ่นของราชบุรี และเพม่ิ
ทำนอง ดนตรีเสรมิ เพม่ิ จังหวะใหม้ ีกลิ่นอายความเปน็ ชาวไทยพื้นถิ่น

เครือ่ งแตง่ กาย : ปรบั เปลย่ี นเส้ือผชู้ าย ใหเ้ ป็นเสือ้ คอกลมหรอื กยุ เฮง ใช้ผ้าขาวม้าเอว
ผู้หญงิ เพม่ิ เส้อื แขนกระบอก ปรบั ทรงผมให้เปน็ ทรงมวยตำ่ ทดั ดอกราชพฤกษ์ ดอกไมป้ ระจำจังหวัดราชบรุ ี

ทา่ รำ : ปรบั ทา่ ใหเ้ ปน็ ทา่ รำของชาวไทยพนื้ ถนิ่ ใหม้ ากข้ึน
การออกแบบการแสดง : เลา่ เรอื่ งความเป็นชาวไทยพ้ืนถน่ิ ผ่านเน้ือเพลงและการแสดงรำโทน

เมื่อปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบท่ารำ ดนตรี ตัวแทนชาว
ไทยพื้นถิ่นและตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรีเสร็จสิ้นแล้ว คณะผู้จัดทำจะนำไปปรับใช้ สร้างสรรค์ผลงานด้วย
องค์ประกอบต่างๆ ดังจะกล่าวในบทที่ ๓ ตอ่ ไป

๒๒

บทที่ ๓
องคป์ ระกอบการแสดง

องคป์ ระกอบการแสดงชุด ระบำบูชาบรรพชนคนราชบุรี ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบสำคญั ดังน้ี
ผ้แู สดง
เคร่ืองแต่งกาย
อุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการแสดง
ดนตรแี ละเพลงประกอบการแสดง
กระบวนท่ารำและรูปแบบการแปรแถว

การแสดงชุดต่างๆ จะมีความงดงามเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปผสมผสานให้เกิด
เป็นรูปแบบการแสดง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงองค์ประกอบการแสดงชุด ระบำบูชาบรรพชนคนราชบุรี คือ ผู้แสดง
เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง ทั้งนี้ในส่วนของกระบวนท่ารำและ
รูปแบบการแปรแถวจะนำไปกล่าวไว้ในบทที่ ๔

ผู้แสดง
การแสดงชดุ ระบำบูชาบรรพชนคนราชบรุ ี กำหนดผูแ้ สดงทงั้ หมด ๘ คน โดยแบ่งเปน็ ผู้แสดงชาย ๔ คน ผู้

แสดงหญงิ ๔ คน กำหนดคณุ ลกั ษณะ ดงั นี้
๑. สำหรับผู้แสดงหญงิ พจิ ารณาจากผทู้ ม่ี ลี ักษณะรูปหน้ากลม แป้น ลักษณะแบบชาวบา้ นผ้หู ญิงชาวไทย
พ้นื ถิ่นราชบุรี ส่วนนักแสดงชายเลอื กรูปหน้าคมเข้ม มีกราม จมกู เป็นสนั ลกั ษณะแบบชาวบ้านผู้ชาย
ชาวไทยพืน้ ถิ่นราชบรุ ี
๒. เป็นผมู้ ีความสามารถในการปฏิบัติท่ารำนาฏศิลป์ไทยไดอ้ ย่างงดงาม
๓. มีความเพยี รและความอดทนในการฝึกซอ้ ม
๔. มีวนิ ยั ตรงต่อเวลา และมีมนุษยสัมพนั ธด์ ี

๒๓

ภาพที่ : ผู้แสดงชุด ระบำบชู าบรรพชนคนราชบรุ ี
ท่มี า : คณะผู้จัดทำ

เครอ่ื งแตง่ กาย
การออกแบบประดิษฐเ์ ครื่องแต่งกายและเครื่องประดบั เลือกใช้วสั ดเุ ลียนแบบ ใหม้ ลี ักษณะองิ กบั การแต่ง

กายของชาวไทยพ้นื ถิ่นจงั หวัดราชบรุ ี ท่ีมีการนุ่งโจงกระเบน และห่มสไบในโอกาสพเิ ศษ ดงั คำสัมภาษณ์ คณุ รัตนา
มน่ั ฤกษ์ กล่าววา่ “ชาวบ้านโพหกั นุ่งโจงกระเบน นำผา้ สีขาวมาหม่ สไบเฉยี งหรอื เรียกว่าพบั เฉยี ง นิยมเครื่องประดับ
ท่ที ำดว้ ยทอง” มกี ารเพมิ่ เตมิ รายละเอียดและออกแบบให้วจิ ติ รงดงาม

ภาพท่ี : การแตง่ กายของชาวไทยพน้ื ถ่นิ จังหวัดราชบุรี
๒๔

ทมี่ า : คณะผู้จดั ทำ
ท้ังนี้ คณุ ภวัต จนั ดารักษ์ ผ้เู ช่ยี วชาญออกแบบเคร่อื งแตง่ กายชดุ ระบำบูชาบรรพชนคนราชบุรี ไดก้ ล่าวถึง
แนวคิดในการสร้างสรรคเ์ ครือ่ งแต่งกายวา่ ชดุ ไทยพนื้ ถนิ่ แนวความคิดมาจากการแตง่ กายแบบไทยพ้นื ถน่ิ ภาคกลาง
ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คือผู้ชายใส่เสื้อคอกลมหรือเสื้อคอพวงมาลัย นุ่งโจงกระเบนผ้าคาดเอว หญิง ใส่เสื้อแขน
กระบอก นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบจีบทับเสื้อ สวมเครื่องประดับด้วยเครื่องทองเพชรซีกโบราณ และติดดอกไม้
ประดษิ ฐ์เป็นดอกชยั พฤกษ์ สีชมพู ดอกไมป้ ระจำจังหวัดราชบุรีและสวมเสือ้ สีเหลอื งทัง้ ชายหญิง อันเปน็ สีสญั ลกั ษณ์
แหง่ ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง
จากแนวคิดการสรา้ งสรรคเ์ ครื่องแต่งกายทีผ่ ู้สร้างสรรค์งานกำหนดพัฒนาสู่การสร้างสรรคเ์ ครื่องแต่งกาย
ชุด ระบำบูชาบรรพชนคนราชบุรี ดังภาพเครือ่ งแต่งกาย ดังนี้

ภาพที่ : เครือ่ งแตง่ กาย ชดุ ระบำบชู าบรรพชนคนราชบุรี
ทม่ี า : คณะผู้จดั ทำ

รายละเอียดเครื่องแตง่ กาย
1. เส้อื คอกลมหรือเส้ือคอพวงมาลยั
2. ผ้าขาวมา้ คาดเอว
3. โจงกระเบน

๒๕

ภาพท่ี : เคร่ืองแต่งกาย ชุด ระบำบชู าบรรพชนคนราชบุรี
ทีม่ า : คณะผจู้ ัดทำ

รายละเอียดเครอื่ งแตง่ กาย
1. ดอกชยั พฤกษ์ สีชมพู (ดอกไม้ประจำจังหวัดราชบุรี)
2. ต่างหู
3. เสอ้ื แขนกระบอก
4. ผา้ สไบลายดอก
5. สร้อยคอ
6. สรอ้ ยตวั หรอื สงั วาล
7. โจงกระเบน
8. เข็มขัด
9. กำไลขอ้ มอื

อปุ กรณ์ท่ีใชใ้ นการแสดง
อุปกรณ์ทีใ่ นการแสดงเพอ่ื ส่ือถงึ บคุ คลสำคัญท้งั ๓ พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ า

โลกมหาราช (ขณะท้ังเคยมารั้งตำแหน่งหลวงยกกระบตั รปกครองเมอื งราชบุรใี นสมยั อยธุ ยา) เจา้ พระยาพระบรม

๒๖

มหาศรสี ุรยิ วงศ์ (ช่วง บนุ นาค) ผ้สู ำเรจ็ ราชการในสมยั รัชกาลที่ ๕ และ สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ สมเด็จ
พระสังฆราช (จวน อฏุ ฐายี) สมเดจ็ พระสังฆราชองค์ที่ ๑๖ แห่งกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ คือ หนังใหญ่ ที่แกะสลกั เป็นรปู
บุคคลสำคัญเหล่านี้ มกี ารปิดทองและพน่ ทองบนหนงั ใหญ่ เพ่อื แสดงถึงความเจริญรุง่ เรอื ง การเคารพบูชา เทิดทนู
จากนักแสดงท่แี สดงเปน็ ชาวไทยพนื้ ถิน่ จังหวดั ราชบรุ ี

ภาพที่ : อุปกรณก์ ารแสดง ชดุ ระบำบูชาบรรพชนคนราชบุรี
ทมี่ า : คณะผู้จัดทำ

ดนตรแี ละเพลงประกอบการแสดง
ดนตรี ผู้ออกแบบ ได้ใช้จินตนาการของผู้ออกแบบ ว่าการแสดงชุดนี้สื่อให้เกิดอารมณ์อะไรขึ้นบ้าง โดย

ดนตรใี ห้อารมณข์ องการแสดงไดด้ ังน้ี
๑) อารมณ์ความรูส้ กึ ถึงความเป็นชาวไทยพ้นื ถนิ่ สนกุ สนาน ผา่ นทำนองเพลงรำโทน
๒) การแสดงท่าท่ีสื่อใหเ้ ห็นระบำท่ีรำถวาย บูชา คุณงามความดี ความเคารพ ศรัทธา ของบุคคลสำคัญ
ของชาวจังหวัดราชบุรี ทั้ง ๓ พระองค์ ใช้ท่วงทำนอง แสดงถึงความศรัทธา ความยิ่งใหญ่ในคุณงาม
ความดี
๓) อารมณ์บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ ความศรัทธา ของบุคคลสำคัญทั้ง ๓ พระองค์ ระดับเสียงดนตรี
แสดงถึงการเร้าจิตใจ ให้มุง่ ม่นั

๒๗

จากน้ันผูอ้ อกแบบทำนองเพลงไดน้ ำความรสู้ กึ ของเพลงท้งั หมด ออกแบบ โดยเริม่ ดว้ ยดนตรเี พลงรำ
โทน ต่อมาใช้ทำนองเพลงไทยจากวงปพี่ าทย์ไม้นวม ผสมผสานกับการสร้างดนตรีร่วมสมยั ในการใช้เสียงจาก อีเลค็
โทรนิค (sound electronic) แนวคดิ ของดนตรที อี่ อกมานน้ั จึงมีการผสมผสาน ระหว่างดนตรีไทย และ เสยี งจากอี
เล็คโทรนิคไฟฟ้า เพื่อให้เกดิ ความแปลกใหม่ นา่ สนใจแตย่ งั มคี วามเปน็ ไทย

ภาพที่ : เคร่ืองดนตรวี งปี่พาทยไ์ ม้นวม
ทมี่ า : https://sites.google.com/a/samakkhi.ac.th/kheruxng-dntri-thiy-3-2/wng-pi-phathy/3-wng-pi-

phathy-minwm

ในการแสดงชุดน้ี มกี ารบรรจุบทรอ้ งลงไปดว้ ย โดยแนวคดิ เนอื้ เพลง จะเรียงตามยคุ สมัยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช (ขณะท้งั เคยมารง้ั ตำแหนง่ หลวงยกกระบตั รปกครองเมืองราชบรุ ใี นสมัยอยธุ ยา)
รชั กาลท่ี ๑ เจ้าพระยาพระบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผูส้ ำเรจ็ ราชการในสมยั รัชกาลท่ี ๕ และ สมเด็จพระ
อริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช (จวน อฏุ ฐาย)ี สมเด็จพระสงั ฆราชองคท์ ี่ ๑๖ แห่งกรุงรตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลท่ี
๙ เพื่อสอื่ สารให้ผชู้ มเข้าใจและรับรใู้ นการแสดง ชดุ ระบำบูชาบรรพชนคนราชบรุ ี ได้อย่างเขา้ ใจและซาบซ้งึ มาก
ย่ิงขน้ึ ดว้ ยบทร้องดังนี้

๒๘

ทำนองเพลงรำโทน

เมืองราชบุรเี ราเอย กอ่ นนี้เคยเป็นเมืองเกา่ ไทยพืน้ ถ่ินดินแดนเรา มีเรอ่ื งราวสบื นานมา

แผน่ ดินอุดมสมบรู ณ์ เพมิ่ พูนพชื พันธน์ุ าๆ

อย่เู ยน็ เปน็ สุขกันมา(ซำ้ ) ราชบรุ พี ฒั นาเจริญรุ่งเรอื ง

ศลิ ปะวฒั นธรรม เลศิ ลำชา่ งงามประเทือง

บรรพชนคนลอื เลอื ง งามประเดอื งเมืองราชบุรี

ตามพงศาวดาร กล่าวขานบุคคลสำคญั

พฒั นาเมอื งราชบุรี เปรมปรีด์ถิ น่ิ ท่สี ุขสันต์

จำเรญิ รุ่งเรอื งสารภญั (ซำ้ ) เพราะ3ท่านทรงเมตตา

เนือ้ เพลงระบำบรรพชน

ขา้ ขอน้อมสักการะบรรพชน เป็นมงคลบูชาสง่าศรี
บรรพชนชาวราชบุรี ปกเกศรีลูกหลานเหล่าชาวไทย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เมือ่ ครง้ั ครายกกระบตั รในสมยั
ปกครองราชบรุ นี ครชัย กเู้ มืองไทยจากพมา่ ไดต้ ้งั กรุง
รัตนโกสนิ ทรถ์ ิน่ รุ่งเรอื ง ใหฟ้ เู ฟ้อื งเมอื งงามท่ีเรืองรุง่
ไดก้ ลมุ่ ชนหลายเผา่ มาบำรงุ ช่อื เฟ่อื งฟ้งุ ราชบุรี ศรีเมืองงาม
สมเดจ็ เจ้าพระยามหาศรี สุรยิ วงศป์ รานีทุกขเ์ ขตขาม
พัฒนาเมืองเมอื งเกา่ ได้กลา่ วนาม ถ้วนทกุ ครามระลกึ คณุ ทุกคืนวนั
สมเด็จพระสังฆราชประกาศก้อง ชนแซซ่ ้องบชู าทกุ เขตขนั ต์

๒๙

สรุปได้ว่า การสร้างสรรค์งานนาฏศิลปส์ ร้างสรรค์ ชดุ ระบำบูชาบรรพชนคนราชบรุ ี มีรูปแบบการ
แสดงประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบสำคัญดงั น้ี

๑) ผู้แสดงทง้ั หมด ๘ คน โดยแบ่งเปน็ ผูแ้ สดงชาย ๔ คน ผแู้ สดงหญงิ ๔ คน โดยคดั เลอื กจาก
หน้าตาใกล้เคียงชาวไทยพืน้ ถ่นิ จงั หวัดราชบรุ ี มากทสี่ ุด ความสามารถในการแสดง รปู รา่ งสมส่วน

๒) เครื่องแต่งกาย และเคร่ืองประดับ เลือกใช้วัสดเุ ลียนแบบ ใหม้ ลี กั ษณะองิ กับการแต่งกายของ
ชาวไทยพ้นื ถ่ินจงั หวดั ราชบรุ ี ทมี่ กี ารนงุ่ โจงกระเบน และหม่ สไบในโอกาสพเิ ศษ โดยดำรงเอกลักษณ์ของชาวไทยพื้น
เปน็ หลัก

๓) อุปกรณท์ ี่ในการแสดงเพ่ือสือ่ ถึงบคุ คลสำคญั ทัง้ ๓ พระองค์ คอื หนงั ใหญ่ ทแ่ี กะสลักเปน็ รูป
บคุ คลสำคัญทัง้ ๓ พระองค์ มกี ารปิดทองและพน่ ทองบนหนงั ใหญ่ เพอื่ แสดงถึงความเจรญิ ร่งุ เรือง การเคารพบูชา
เทดิ ทูน

๔) ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง แสดงถึงการบูชา ความเคารพ ศรัทธา โดยใช้ทำนองเพลง
ไทยจากวงปี่พาทย์ไม้นวม ผสมผสานกับการสร้างดนตรีร่วมสมัย ในการใช้เสียงจาก อีเล็คโทรนคิ มาผสมผสานเกดิ
ความร่วมสมยั อย่างกลมกลืน รวมถึงมีการบรรจบุ ทรอ้ งลงไปด้วย เพ่ือสอ่ื สารใหผ้ ชู้ มเข้าใจและรับรูใ้ นการแสดง ชุด
ระบำบชู าบรรพชนคนราชบุรี ไดอ้ ยา่ งเขา้ ใจและซาบซงึ้ มากยิง่ ขึน้

ในส่วนขององค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือกระบวนท่ารำ และรูปแบบการแปรแถวท่ี ต้อง
สรา้ งสรรคใ์ ห้สอื่ ถึงแนวคดิ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน โดยสร้างสรรคบ์ นพื้นฐานของนาฏศลิ ป์ไทย ดังท่จี ะกล่าวในบทท่ี ๔ ต่อไป

๓๐

บทที่ ๔

กระบวนการสร้างสรรค์ทา่ รำ

กระบวนการสร้างสรรค์ทา่ รำนาฏศลิ ป์สรา้ งสรรค์ ชดุ ระบำบชู าบรรพชนคนราชบรุ ี ไดน้ ำทา่ รำมาจากการ
รำโทนที่เปน็ เอกลักษณ์ของชาวไทยพื้นถ่นิ จงั หวัดราชบุรี เป็นตน้ แบบการสร้างสรรคท์ ่ารำ สอ่ื ใหเ้ ห็นเอกลักษณ์การ
ร่ายรำของชาวไทยพน้ื ถ่นิ และสือ่ ใหเ้ หน็ ถึงความศรัทธาและตระหนกั ถึงการเสยี สละต่อบคุ คลสำคัญทง้ั ๓ ท่านไดแ้ ก่
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑ เจา้ พระยาบรมมหาศรสี ุริยวงค์ (ช่วง บนุ นาค) และ
สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฐายี) และไดอ้ อกแบบกระบวนการแปรแถวขึน้ ใหม่ โดยใช้หลกั ทฤษฎกี าร
สรา้ งงานนาฏศลิ ป์สร้างสรรค์ เพ่อื ให้มีรูปแบบทีน่ ่าสนใจ

หลกั ในการสร้างสรรค์การแสดง ชดุ ระบำบชู าบรรพชนคนราชบรุ ี ในด้านกระบวนท่ารำและรูปแบบการ
แปรแถว มดี ังน้ี

กระบวนทา่ รำ
เปน็ ทา่ รำที่คิดประดิษฐ์ข้นึ จากทา่ รำโทน และท่ารำพ้นื ฐานนาฏศลิ ปไ์ ทยในยุครตั นโกสินทร์

ตอนตน้ โดยคณะผู้จดั ทำได้วเิ คราะห์ท่ารำดงั กลา่ ว และนำมาร้อยเรยี งเรื่องราว ซึ่งแบง่ กระบวนการทา่ รำส่ือ
ความหมายในชว่ งต่างๆ ได้ ๓ ช่วง ดงั น้ี

ช่วงที่ ๑ รำโทนของชาวบา้ น เพื่อส่อื ถึงความเป็นชาวไทยพ้นื ถ่นิ ราชบุรี และความเคารพตอ่
บุคคลสำคญั ทงั้ ๓ ท่าน

ช่วงท่ี ๒ การเขา้ สูก่ ารแสดงความเคารพและศรัทธาต่อพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก
มหาราช รัชกาลท่ี ๑ เจ้าพระยาบรมมหาศรสี รุ ิยวงค์ (ชว่ ง บุนนาค) และสมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ (จวน อฏุ
ฐายี)

ชว่ งที่ ๓ การแสดงถึงการเทดิ ทนู บชู า สำนึกในพระมหากรณุ าธิคุณ นอ้ มใจนกึ ถึงคณุ งามความดี
ของบคุ คลสำคญั ทั้ง ๓ ทา่ น

รปู แบบการแปรแถว

รปู แบบการแปรแถวของการแสดงสรา้ งสรรค์ ชุด ระบำบชู าบรรพชนคนราชบรุ ี มกี ารแปรแถวท่ี
หลากหลายและคำนึงถึงการใชพ้ ้นื ทข่ี องเวที โดยแบ่งสัดสว่ นของพน้ื ท่ีตามหลักการออกแบบการแสดงสรา้ งสรรค์
รปู แบบการแปรแถวและการเคลื่อนทใ่ี ห้มคี วามน่าสนใจรูปแบบการแปรแถว ผู้สร้างสรรค์ท่ารำ เลอื กใชแ้ ถวท่เี น้น
การสือ่ ถึงความเชิดชู การสรา้ งเมอื ง ความเป็นหน่ึงเดียวกนั ของชาวไทยพื้นถิน่ ราชบุรี ส่วนใหญ่จะจดั รปู แบบแถว
แบบเป็นกลุ่ม

๓๑

ลักษณะการอธิบายการแปรแถว
ลักษณะแทนนกั แสดงหญิง
ลักษณะแทนนักแสดงชาย

ภาพท่ี ทา่ ที่ ๑
ทำนองเพลง :
นักแสดงชายคนท่ี ๑-๔ : หันตามทิศวงกลมซ้าย เท้าทัง้ สองยำ่ เทา้ มอื ซา้ ยจบี หงายระดับหัวเข็มขัด มอื
ขวาตง้ั มอื ระดับศรี ษะ ศรี ษะเอยี งซ้าย
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๑-๔ : หันตามทิศวงกลมซ้าย เทา้ ทั้งสองยำ่ เท้า มอื ซา้ ยจีบหงายระดบั หัวเข็มขดั มอื
ขวาตง้ั มือระดบั ศรี ษะ ศรี ษะเอยี งซ้าย
รูปแบบการแปรแถว

แผนภมู ทิห่ีนรปู้าเแวบทบบี กนารแปรแถวทา่ ที่ ๑

๓๒

ภาพท่ี ทา่ ท่ี ๒
ทำนองเพลง :
นกั แสดงชายคนที่ ๑-๔ : หันตามทศิ วงกลมซ้าย เทา้ ทั้งสองย่ำเท้า มอื ซ้ายชน้ี ิ้วควำ่ มือลงระดบั หัวเขม็ ขดั
มอื ขวาเทา้ สะเอว ศีรษะเอียงขวา
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๑-๔ : หันตามทศิ วงกลมซา้ ย เท้าท้งั สองยำ่ เทา้ มอื ซ้ายช้ีนวิ้ คว่ำมือลงระดบั หวั เขม็ ขัด
มอื ขวาเท้าสะเอว ศีรษะเอียงขวา
รปู แบบการแปรแถว

แผนภูมิที่ รปู แหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวท่าที่ ๒

๓๓

ภาพที่ ท่าที่ ๓
ทำนองเพลง :
นักแสดงชายคนที่ ๑-๔ : หันตามทิศวงกลมซ้าย เทา้ ทั้งสองย่ำเทา้ มือซา้ ยหงายจบี ระดบั หัวเอก มอื ขวา
เท้าสะเอว ศรี ษะเอียงขวา
นกั แสดงหญิงคนที่ ๑-๔ : หนั ตามทศิ วงกลมซา้ ย เท้าทัง้ สองย่ำเท้า มอื ซ้ายหงายจบี ระดบั หัวเอก มอื ขวา
เทา้ สะเอว ศรี ษะเอียงซ้าย
รปู แบบการแปรแถว

แผนภูมทิ ่ี รปู แหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวท่าท่ี ๓

๓๔

ภาพที่ ทา่ ท่ี ๔
ทำนองเพลง :
นกั แสดงชายคนท่ี ๑-๔ : หันตามทศิ วงกลมซา้ ย เทา้ ทัง้ สองย่ำเท้า มอื ทั้งสองต้งั มอื หงายปลายน้วิ ตกลง
ศีรษะตรง
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๔ : หันตามทิศวงกลมซ้าย เทา้ ทงั้ สองย่ำเท้า มอื ทงั้ สองตัง้ มอื หงายปลายนว้ิ ตกลง
ศรี ษะตรง
รปู แบบการแปรแถว

1

แผนภมู ิท่ี รูปแหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวท่าท่ี ๔

๓๕

ภาพท่ี ท่าที่ ๕
ทำนองเพลง :
นักแสดงชายคนที่ ๑,๓ : หันตามทศิ วงกลมซ้าย ก้าวหนา้ เท้าซ้าย มอื ทั้งสองวางมอื แนบอก ศีรษะเอยี ง
ขวา
นกั แสดงชายคนท่ี ๒,๔ : หนั ตามทศิ วงกลมซ้าย ก้าวหนา้ เท้าขวา มอื ทง้ั สองวางมอื แนบอก ศีรษะเอยี ง
ซ้าย
นักแสดงหญงิ คนที่ ๑,๓ : หันตามทิศวงกลมซา้ ย กา้ วหน้าเท้าขวา มือทัง้ สองวางมือแนบอก ศีรษะเอียง
ซ้าย
นกั แสดงหญงิ คนที่ ๒,๔ :หันตามทศิ วงกลมซา้ ย กา้ วหนา้ เทา้ ซา้ ย มอื ทั้งสองวางมอื แนบอก ศรี ษะเอียง
ขวา

รูปแบบการแปรแถว

แผนภมู ทิ ่ี รูปแหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวท่าท่ี ๕

๓๖

ภาพท่ี ทา่ ที่ ๖
ทำนองเพลง :
นกั แสดงชายคนที่ ๑-๔ : หันตามทิศวงกลมซ้าย เท้าทั้งสองยำ่ เทา้ มือซ้ายหงายมือปลายนิว้ ตกลง มือขวา
ตง้ั มอื ระดับอก ศรี ษะเอียงซา้ ย
นักแสดงหญงิ คนท่ี ๑-๔ : หนั ตามทศิ วงกลมซา้ ย เท้าท้งั สองย่ำเท้า มอื ซ้ายหงายมอื ปลายนิว้ ตกลง มอื
ขวาตงั้ มือระดับอก ศรี ษะเอียงซา้ ย
รูปแบบการแปรแถว

แผนภมู ิท่ี รูปแหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวท่าท่ี ๖

๓๗

ภาพท่ี ทา่ ที่ ๗
ทำนองเพลง :
นกั แสดงชายคนท่ี ๑-๔ : หันตามทิศวงกลมซา้ ย เท้าท้งั สองยำ่ เทา้ มือซา้ ยตัง้ มอื ระดบั อก มอื ขวาหงายมอื
ปลายนว้ิ ตกลง ศีรษะเอยี งขวา
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๑-๔ : หันตามทศิ วงกลมซา้ ย เท้าท้ังสองย่ำเทา้ มอื ซ้ายตั้งมือระดับอก มอื ขวาหงาย
มอื ปลายนิว้ ตกลง ศรี ษะเอยี งขวา
รูปแบบการแปรแถว

แผนภูมทิ ี่ รปู แหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวท่าที่ ๗

๓๘

ภาพท่ี ทา่ ที่ ๘
ทำนองเพลง :
นกั แสดงชายคนท่ี ๑-๔ : หันตามทศิ วงกลมซ้าย เท้าทง้ั สองย่ำเทา้ มอื ทัง้ สองพนมมอื ระดบั อก ศรี ษะตรง
นักแสดงหญงิ คนที่ ๑-๔ : หนั ตามทิศวงกลมซ้าย เทา้ ทัง้ สองยำ่ เทา้ มอื ทัง้ สองพนมมือระดับอก ศีรษะตรง
รปู แบบการแปรแถว

แผนภมู ทิ ี่ รูปแหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวท่าที่ ๘

๓๙

ภาพท่ี ทา่ ที่ ๙
ทำนองเพลง :
นกั แสดงชายคนที่ ๑-๔ : หนั ตามทศิ วงกลมซา้ ย เท้าทั้งสองย่ำเทา้ มือทั้งสองต้ังมอื กางออกระดบั ไหล่
ศรี ษะตรง
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๔ : หันตามทิศวงกลมซา้ ย เท้าทัง้ สองย่ำเทา้ มือทง้ั สองตง้ั มือกางออกระดับไหล่
ศีรษะตรง
รปู แบบการแปรแถว

แผนภมู ิท่ี รูปแหบนบ้ากเวาทรแบี ปนรแถวทา่ ที่ ๙

๔๐

ภาพท่ี ท่าท่ี ๑๐
ทำนองเพลง :
นักแสดงชายคนท่ี ๑-๔ : หนั ตามทศิ วงกลมซ้าย เทา้ ทง้ั สองยำ่ เท้า มอื ซ้ายต้งั มอื ดา้ นหนา้ มือขวาเทา้
สะเอว ศีรษะเอยี งขวา
นักแสดงหญงิ คนที่ ๑-๔ : หนั ตามทิศวงกลมซ้าย เท้าทัง้ สองย่ำเทา้ เทา้ มอื ซ้ายต้ังมอื ดา้ นหนา้ มือขวา
เทา้ สะเอว ศรี ษะเอยี งขวา
รปู แบบการแปรแถว

แผนภูมิท่ี รปู แหบนบ้ากเาวรทแบีปนรแถวทา่ ที่ ๑๐

๔๑

ภาพท่ี ทา่ ท่ี ๑๑
ทำนองเพลง :
นักแสดงชายคนท่ี ๓ : หันทศิ หนา้ เท้าทงั้ สองย่ำเทา้ มือซา้ ยจบี หงายระดบั หัวเข็มขดั มอื ขวาตั้งมอื ระดบั
ศรี ษะ ศรี ษะเอียงซ้าย
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๑-๔ : หันทศิ หน้า เทา้ ท้งั สองย่ำเทา้ มอื ซ้ายจบี หงายระดับหัวเขม็ ขดั มอื ขวาต้งั มอื
ระดบั ศรี ษะ ศีรษะเอยี งซา้ ย
รูปแบบการแปรแถว

แผนภูมทิ ี่ รปู แหบนบ้ากเาวรทแบีปนรแถวท่าท่ี ๑๑

๔๒

ภาพที่ ท่าท่ี ๑๒
ทำนองเพลง :
นักแสดงชายคนท่ี ๓ : หันทิศหนา้ ก้าวหนา้ เท้าซา้ ย มือซ้ายตัง้ มือระดับหวั เขม็ ขดั มือขวาตัง้ มอื หงาย
ปลายนวิ้ ระดบั ศรี ษะ ศรี ษะเอยี งซา้ ย
นกั แสดงชายคนท่ี ๑,๒,๔ : หันทิศหนา้ ก้าวหนา้ เท้าขวา มอื ทงั้ สองถือหนังใหญร่ ะดับไหล่ ศรี ษะตรง
นักแสดงหญิงคนที่ ๑,๔ : หันทศิ หนา้ กา้ วหนา้ เทา้ ขวา มือซา้ ยต้ังมอื หงายปลายนว้ิ ระดับศรี ษะ มอื ขวาตง้ั
มือระดบั หัวเข็มขดั ศรี ษะเอียงขวา
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๒,๓: หันทศิ หน้า กา้ วหน้าเทา้ ซา้ ย มือซา้ ยตง้ั มอื ระดับหวั เข็มขัด มือขวาตง้ั มือหงาย
ปลายน้ิวระดับ ศรี ษะเอียงซา้ ย

รปู แบบการแปรแถว

แผนภูมิท่ี รูปแหบนบ้ากเาวรทแบีปนรแถวทา่ ท่ี ๑๒

๔๓

ภาพที่ ท่าท่ี ๑๓
ทำนองเพลง :
นักแสดงชายคนที่ ๓ : หันทศิ หนา้ นั่งตั้งเข่าขวา มือทัง้ สองพนมมอื ระดบั อก ศีรษะเอียงขวา
นักแสดงชายคนที่ ๑,๒,๔ : หันทิศหน้า ก้าวหน้าเทา้ ขวา มือท้งั สองถือหนงั ใหญร่ ะดับไหล่ ศรี ษะตรง
นักแสดงหญิงคนท่ี ๑,๔ : หันทศิ หน้า กา้ วหนา้ เท้าซ้าย มอื ท้ังสองพนมมือระดบั อก ศีรษะเอยี งซา้ ย
นักแสดงหญิงคนที่ ๒,๓: หันทิศหนา้ กา้ วหนา้ เท้าขวา มือทงั้ สองพนมมือระดบั อก ศรี ษะเอยี งขวา
รูปแบบการแปรแถว

แผนภมู ิท่ี รปู แหบนบ้ากเาวรทแบีปนรแถวท่าที่ ๑๓

๔๔

ภาพท่ี ทา่ ที่ ๑๔
ทำนองเพลง :
นกั แสดงชายคนที่ ๓ : หันทิศหนา้ กระดกเท้าซา้ ย มือท้ังสองพนมมอื ระดบั ศีรษะ ศรี ษะเอยี งซ้าย
นักแสดงชายคนที่ ๑,๒,๔ : หันทิศหน้า ก้าวหน้าเทา้ ขวา มอื ทงั้ สองถอื หนงั ใหญร่ ะดบั ไหล่ ศรี ษะตรง
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๑,๒ : หันทิศหน้า กระดกเท้าซ้าย มือทั้งสองพนมมอื ระดับศีรษะ ศีรษะเอยี งซา้ ย
นกั แสดงหญิงคนที่ ๓,๔: หันทศิ หนา้ กระดกเท้าขวา มอื ทง้ั สองพนมมอื ระดับศรี ษะ ศีรษะเอยี งขวา
รูปแบบการแปรแถว

แผนภูมทิ ี่ รูปแหบนบ้ากเาวรทแบีปนรแถวทา่ ท่ี ๑๔

๔๕


Click to View FlipBook Version