The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานชาติพันธุ์ชาวไทยมอญ จังหวัดราชบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชาติพันธุ์ชาวไทยมอญ จังหวัดราชบุรี

รายงานชาติพันธุ์ชาวไทยมอญ จังหวัดราชบุรี

บทท่ี ๑
ประวัตกิ ลมุ่ ชน

๑.๑ ทม่ี าของกล่มุ มอญ
มอญเป็นชนเผ่าหน่ึงกลุ่มเช้ือสายมองโกลอยด์ นักปราชญ์ภาษาศาสตร์และมานุษยวิทยา จัดพวกมอญไว้ใน

ตระกลู มอญ - เขมร หรือตระกูลออสโตเอเชียติด ท่มี ถี น่ิ ฐานอยู่ทางตะวนั ตกของจีนหรือบางคนสันนิษฐานว่าอพยพจาก
ทางตอนกลางของทวปี เอเซยี ทไ่ี ด้ย้ายมาตัง้ หลักแหล่งอย่ทู างตอนใตข้ องประเทศพมา่ ลุ่มแมน่ ้าสาละวินและลุม่ แม่น้าสะ
โตง ไดก้ อ่ ตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้นมศี ูนย์กลางความเจริญในระยะเร่มิ แรกทเ่ี มืองสะเทมิ เมอื งทวันเท เมอื งทะละ และ
หงสาวดี ชาวมอญเรียกตัวเองว่า “รมัน” แลว้ จึงเปลี่ยนเป็น “มอญ” และเรยี กช่อื ประเทศของตนเองว่า “รามญฺญเทส”
หรอื รามัญประเทศ ส่วนพม่าจะเรียกมอญว่า ตะเลง มอญไดอ้ พยพเข้ามาประเทศไทยโดยส่วนใหญ่ประวตั ศิ าสตรข์ องชาติ
มอญเป็นการต่อสู้ด้ินรนเพ่ืออิสรภาพ โดยภายหลังจากท่ีพ่ายแพ้สงครามต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักร
พุกามของพมา่ ในปีพ.ศ. ๑๖๐๐ เหตกุ ารณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อส้รู ะหว่างสองชาติที่ด้าเนินตอ่ เนื่องกันมา
เปน็ เวลาหลายร้อยปี จนถึงปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๒๓ เมอ่ื มอญถกู รวบเขา้ เป็นสว่ นหนึ่งของพมา่ โดยเด็ดขาด ชนชาติมอญ
ไม่มีโอกาสได้กอบกู้อาณาจักรของตนข้ึนอีกเลย จากภาวะสงครามที่ด้าเนินเวลานาน สภาพความเดือดร้อนท่ีได้รบั การ
ปกครองอย่างกดขี่ของพม่า ตลอดจนความรู้สึกไม่ปลอดภัยทีจ่ ะอยใู่ นหวั เมอื งมอญที่เป็นจุดยุทธศาสตรท์ ี่ส้าคัญระหวา่ ง
ไทยกับพม่า ท้าให้มอญอพยพมาอาศัยในประเทศไทย ด้วยเห็นว่าคนไทยมีความเป็นมิตรมากกว่า อีกท้ังสภาพแวดลอ้ ม
ทงั้ ทางธรรมชาตแิ ละวัฒนธรรมประเพณี ความเปน็ อยแู่ ละสงั คมคี วามคล้ายคลึงจนกระทง้ั การนับถือศาสนาเดียวกัน คอื
ศาสนาพุทธ ชาวมอญจึงเลือกมาอาศยั ในประเทศไทย สามารถปรับเข้ากับสังคมใหม่ได้ง่ายและชาวมอญมีความคุน้ เคย
กบั เสน้ ทางเขา้ ส่ปู ระเทศไทยเพราะบา้ งกเ็ คยถูกเกณฑ์เข้ารบหลายครง้ั

การอพยพของชาวมอญเข้าสู่ไทยปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๑๒๗ หลังจากสมเด็จพระนเรศวร
มหาราชประกาศอสิ รภาพท่ีเมืองแครง ในคร้งั นัน้ พระมหาเถรคันฉอ่ งกับพระยาเกยี รติ พระยารามได้พาสมัครพรรคพวก
ชาวมอญ ตามเสด็จกลับมามาเมืองกรุงศรอี ยุธยาเป็นจ้านวนมาก หลังจากนี้มีการอพยพต่อมาอีกหลายคร้ัง การเข้ามา
ของมอญครงั้ ส้าคญั ๆถงึ ๕ ครงั้ ด้วยกันคอื ในปี พ.ศ.๒๑๒๘ ในช่วงรัชสมัยพระมหาธรรมราชา (พ.ศ.๒๑๑๒ – ๒๑๙๘) ใน
สมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.๒๑๓๓ – ๒๑๔๘) สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. ๒๑๗๓ – ๒๑๙๘) สมยั
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) และในสมัยสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัวบรมโกศ (พ.ศ.๒๒๗๕ – ๒๓๐๑)
ในสมัยกรุงธนบุรแี ละสมัยรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้นรัชกาลพุทธเลิศหล้านนภาลัยมีการอพยพใหญ่อกี สองคร้ัง โดยเฉพาะใน
รัชกาลพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีการค้นพบหลักฐานว่ามีชาวมอญอพยพเข้ามาถึง ๔๐,๐๐๐ คน ชาวมอญท่ีอพยพเข้า
มาทางการไทยได้จัดท่ีอาศัยอยู่ในเขตกรุงศรีอยุธยาและบริเวณใกล้เคียง เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และ
ราชบรุ ี

จากการอพยพคร้งั ส้าคัญๆดังกลา่ ว สันนิษฐานว่าระหว่างการอพยพมีการอพยพย้ายถ่ินฐานครั้งย่อยๆ เข้ามา
อยู่เรือ่ ยๆ โดยไมม่ กี ารบันทึกเป็นหลักฐานเนือ่ งจากหลงั ราชวงศ์ตองอู พม่ามนี โยบายในการปกครองมอญอย่างกดขี่และ
ในบางสมัยมีนโยบายปราบปรามมอญอีกด้วย จึงเป็นไปได้ว่า เมื่อใดท่ีมอญไม่สามารถทนการบีบคนั้ ได้ จึงพากันอพยพ
เขา้ มาในประเทศไทย

๑.๒ ชาวไทยมอญในราชบุรี
บริเวณหัวเมืองชายแดนด้านตะวันตกของประเทศซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่าโดยเฉพาะแถบ

กาญจนบรุ เี ป็นบริเวณท่ีชาวมอญมักจะอพยพเข้ามาพงึ่ พระบรมโพธสิ มภารยามไดร้ บั ความเดือดรอ้ นจากการรุกรานของ
พมา่ ชาวมอญเหลา่ น้ีทางการของไทยได้ต้งั บ้านเรือนอยู่เป็นหมู่เหล่า ตามต้าบลหน้าด่านตา่ งๆ ในขณะนน้ั ยงั มิได้มีฐานะ
เปน็ เมือง แตเ่ ป็นเพยี งการต้ังค่ายที่ตัง้ ดา่ นอยู่เท่าน้ัน ต่อมามชี าวมอญมาสมทบมากข้ึนประกอบกับการใหม้ ีกิตติศัพท์ถึง
เมืองพม่าวา่ ประเทศไทยมหี ัวเมอื งแน่นหนาเพื่อใหพ้ มา่ เกดิ ความเกรงไม่กลา้ ยกทัพเขา้ มาไทย มีชาวบ้านเป็นหัวเมอื งมอญ
ปกครอง ๗ หวั เมอื ง เรียกวา่ รามญั ๗ เมอื งได้แก่ เมืองสงิ ห์ (สมงิ ขะบุร)ี เมืองลุ่มสุ่ม เมืองไทรโยค เมืองทองผาภมู ิ เมือง
ท่าตะกัว เมืองท่าขนุน และเมืองท่ากระดาน โดยให้ขึ้นอยู่กับเมืองกาญจนบุรี คอญในรามัญ ๗ เมือง มีฐานะเป็นไพร่
หลวง (ส่วย) มีหน้าที่ส่งส่วยทองแก่รัฐบาลทุกปี อย่างไรก็ดีบริเวณเป็นที่ตั้งของหัวเมืองทั้ง ๗ นั้นมีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก
เน่ืองจากเป็นพ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นป่าทึบและสงู ไมม่ ากสามารถท้าไร่ท้านาให้ผลพอเพียงกับชาวมอญ ชาวมอญเหล่านี้พา
กันยา้ นถ่ินฐานโดยล่องตามแม่น้าแมก่ ลองมาต้งั บา้ นเรือนอาศยั อยู่นครชมุ บา้ นบางเลา บา้ นโพธาราม แขวนเมืองราชบุรี
(ขณะน้นั ) ส่วนบรเิ วณเมืองเดิมก็มีพวกคนไทยและกะเหรย่ี งเขา้ ไปท้าไร่ตัดไม้อยู่ตอ่ มา ถึงแมว้ ่าเจ้าเมืองกรมการจะไม่ได้
ต้ังบ้านเรือนอยู่ในเขตแขวนเมืองน้ันๆ จะมีบ้านเรือนของขุนหมื่นนายด่าตั้งอยู่เป็นระยะและมีผู้ว่าราชการกรมการไป
ตรวจตราอยู่เสมอ เพราะเป็นชอ่ งดา่ นทางไปมากบั เมืองนอกพระราชอาณาจกั รได้หลานช่องทาง หลายตา้ บล มีกรมการ
เมอื งออกไปก้ากบั อย่ดู ้วย

ภาพท่ี ๑ ชาวมอญในราชบุรี
(ท่ีมา : หนงั สอื ฅนราชบรุ ี)



ชาวมอญเหล่านี้จะทยอยกันเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้าแม่กลอง ในจังหวัดราชบุรีเป็นเวลานาน จ น
กระทั้งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนง่ั เกลา้ เจา้ อยู่หวั จงึ ไดเ้ ร่ิมขยายตัวเป็นชมุ ชนขนาดใหญ่ ปรากฏในเอกสารของ นาย
ลีล เป็นล่ามของร้อยเอกเฮนร่ี เบอร์นี ทูตอังกฤษเข้ามาเจรจาท้าการคา้ กับไทยในตอนต้นรัชกาลท่ี ๓ ว่ามีมอญ ๓๐๐๐
คน ท่อี าศยั หมู่บา้ นปากแมน่ ้ากลองและเจา้ พระยา ทางตอนเหนือของแม่น้าแมก่ ลองเหนือเมืองราชบรุ ีก็จะมีหมู่บ้านมอญ
ต้ังอยู่เป็นหย่อมๆ นอกจากน้ันวัดคงคาราม ต้าบลคลองตาคต อ้าเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจใน
ระยะเริ่มแรกของชาวมอญ ยังพบภาพจติ รกรรมฝาผนงั ภายในพระอโุ บสถที่สนั นิษฐานว่าเขียนในสมัยรัชกาลท่ี ๓ และ
หลักฐานการสรา้ งวัดม่วง อ้าเภอบ้านโป่ง วัดของชุ,ชนชาวมอญ พบหลักฐานจารกึ ในคมั ภีร์หมายเลข ๓๒๑ ต่อมาเมือ่ ปี
พ.ศ. ๒๔๓๘ ในสมยั รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว มีการจดั ระเบียบการปกครองทอ้ งทขี่ ้นึ ใหม่ และมี
การยกเลิกรามัญ ๗ เมือง โดยยุบไปขึ้นสังกดั ขึ้นแก่เมืองกาญจนบุรี ฐานะของเมืองและบทบาทของเจ้าเมืองเหลา่ นจี้ ึงมี
การเปลีย่ นแปลง

การเวลาผ่านไป ท้าให้ชาวมอญมีความเปน็ อยู่ผสมกลมกลืนไปกับคนไทยจนแทบแยกไม่ออก แต่สิ่งหน่ึงทา้ ให้
ชาวมอญเกิดความภาคภูมิใจในอดตี อันรุง่ เรืองของตนก็คือขนบธรรมเนียมประเพณี ความเช่ือตลอดจนภาษาพูดอันเป็น
เอกลกั ษณ์เฉพาะของตนเอง ถงึ แมม้ กี ารเปลีย่ นแปลงตามกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ แตย่ งั คงเหลือรอ่ งรอยใชช้ นรุ่นหลัง
ได้รับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมอญม่ีด้าเนินมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดย
กล่าวกันว่ามอญราชบุรียังคงรักษาความเป็นมอญไว้ได้มาก เช่น ภาษาที่ยังคงใช้ในการส่ือสาร อาหารมอญ การทอผ้า
ฯลฯ ประกอบกับชุมชนมอญราชบุรีในหลายท้องที่ ได้ให้ความส้าคัญบทบาทของชาวมอญทั้งวัฒนธรรมและประเพณี
พิธกี รรม และค่านยิ มความเชือ่ แบบมอญ

๑.๓ วิถชี ีวิต
๑.๓.๑ ส้ารับชาวมอญราชบุรี
อาหารมอญแบบพื้นบ้านย่านบ้านโป่ง โพธาราม มีรสชาติออกไปทางรสเปรี้ยว หรือส้ม ผักผลไม้ที่
น้ามาปลงแกงปลา เช่น ผลพุทรานาหรือพทุ ราขีน้ ก ที่เกิดขึ้นเองตามหวั ไรป่ ลายนา น้าเอาผลทหี่ า่ ม (ไมส่ กุ มาก
หรือสุกครึ่งดิบ) มาทุบหรือโขลกให้พอแตก ผสมลงไปในแกงปลารวมกับผักอื่นๆ ผักท่ีน้ามาปรุงในแกงมอญ
เพื่อเพิ่มความเปรยี้ วคอื ยอดส้มป่อย ใบมะขามอ่อน ใบกระเจ๊ียบแดง โดยเลือกเอาใบท่ีเพสลาด (ใบที่ไม่ออ่ น
และไม่แก่จนเกินไป) นอกจากผักที่คนไทยทั่วไปบริโภคกันแล้ว ชาวมอญยังน้าผลมะตาดดิบมาท้าอาหารอีก
ด้วย แกะฝาเปลือกหุ้มรอบข้ันออกและ เฉือนเอาเฉพาะเน้ือในมาท้าแกง วัฒนธรรมการบริโภคของชาวมอญ
ราชบรุ ี ถือไดว้ ่ามีความเป็นมอนสงู เมื่อเปรยี บเทียบกับชาวมอญท้องถ่ินอื่นๆ เพราะหันไปนยิ มอาหารประเภท
ผดั หรือทอดมากขึน้



ภาพท่ี ๒ ส้ารับชาวมอฐราชบุรี
(ท่ีมา : หนงั สอื คนราชบรุ ี)

๑.๓.๒ มอญทอผา้
มอญทอผ้าอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนักทางส่ือต่างๆ เพราะกลุ่มชาติพันธุ์อ่ืนๆมีการทอผ้าเชน่ กนั

ในความเปน็ จริงแล้วชาวมอนเป็นคนอีกกลุ่มหนึง่ ทร่ี ู้กรรมวิธีถักทอใยด้ายให้กลายเป็นพ้ืนผา้ ในอดีตกอ่ นท่ีจะ
มีโรงงานทอผ้า กลุ่มชาติติพันธ์ต่างๆ มีการเรียนรู้วิธีทอผ้ากันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในปัจจุบันบ้านเมืองมี
ความเจริญท้าให้คนหลงลืมความรู้แบบบรรพชนที่สอนให้รู้จักการทอผ้า ชาวมอนราชบุรีมีความรู้เร่ืองทอผา้
และยงั ทา้ อยู่ตราบเทา่ วันน้ี อยู่ที่อ้าเภอบา้ นมว่ ง รปู แบบการทอยังใช้กีซ่ ดั เปน็ เครือ่ งหูกทก่ี าง ไวก้ ลับก่ี แล้วใช้
มือซดั กระสวยไปมาซ้ายขวา แทนการใช้ก่กี ระตุกโดยได้รบั การพัฒนาขนึ้ เมื่อภายหลงั พูดทอผ้าชาวมอนยังคง
ใช้แปรงหวีเครือหูก ที่ท้าจากแกนดอกเตยป่า ซ่ึงการหวีหูก เพ่ือไม่ให้เครือหูกพันกันโดยใช้แปรง แตะไขข
มะพรา้ ว แล้วหวีไปตามแนวยาว

ภาพที่ ๓ การทอผ้าชาวไทยมอญ
(ทม่ี า : หนงั สือฅนราชบุร)ี


๑.๔ การใช้ภาษาชาวมอญ
ชาวมอญมภี าษาพูดและเขียนเป็นของตนเอง อกั ษรมอญมีบิทธิพลตอ่ ระบบการเขียนของภาษาอื่นๆ ในรฐั สมัย

สุโขทัยก็ได้อักษรมอญเป็นแบบอย่างของภาษาไทย ได้มีการดัดแปลงแล้วน้ามาเขียนภาษาไทย แต่ในยุคปัจจุบัน ภาษา
พมา่ ภาษาไทใหญ่ ภาษากะเหรย่ี ง ได้นา้ อักษรมอญไปเขยี นเป็นภาษษของตนเองไม่มกี ารดัดแปลง แต่เลือกอกั ษรแลว้ จึง
คิดระเบียบวิธีการเขียนรวมถึงการออกเสียงภาษาของตนเอง ชาวมอญราชบุรีเป็นอีกกลุ่มยังรักษาวัฒนธรรมภาษาไว้
ค่อนข้างมาก โดยในกลุ่มผู้สูงอายทุ ี่ยังคงใช้ในการสอ่ื สารกันด้วยภาษามอญ

ภาพท่ี ๔ ตัวอักษรของชาวมอญ
(ที่มา : หนังสอื ฅนราชบุรี)

ปัจจุบันน้ียังหาภาษามอญถ่ินท่ีเป็นมาตรฐานไม่ได้ เช่น ถ่ินพระประแดง บางขันหมาก สามโคก บางขุนเทยี น
เกาะเกร็ด ฯลฯ รวมถึงบ้านโป่งและโพธารามซง่ึ เรียกกนั ว่ามอญราชบุรี เพราะมคี วามแตกต่างกันทางด้านเสียงสระและ
ค้าศัพท์ย่อย ท่ีเป็นการก้าหนดเรียกในท้องถ่ิน แต่ชาวไทยที่มีเชื่อสายมอญยังคงใช้ภาษามอญในการสื่อความหมายกนั
ภาษามอญราชบุรีจึงถอื วา่ เปน็ สงิ่ ท่บี ง่ บอกความเป็นไทยเช้อื สายมอญ
๑.๕ การแตง่ กายชาวมอญ

การแต่งกายเป็นอีกปัจจัยหน่ึงท่ีบ่งบอกว่าคนเหล่าน้ันมีวัฒนธรรมใด คนเชื้อสายมอญมีการแต่งตัวท่ีเป็น
เอกลักษณ์ เพราะทุกวันน้โี อกาสท่ีชาวมอญจะแตง่ กายแสดงความเป็นมอญ กต็ ้องถึงวาระงานรวมกลมุ่ เช่น วนั ชาตมิ อญ
ทจ่ี ัดโดยสามาคมไทยรามัญ หรืองานประเพณี เช่น สงกรานต์และการไปทา้ บญุ ท่ีวัดในวนั สา้ คัญของศาสนา



รูปแบบการแตง่ กายของมอญราชบรุ ี
๑.๕.๑ ผู้ชายชาวมอญ

นุ่งโสร่งลายตารางเส้นตัดสีเหลี่ยม หลากสีสัน เช่น พื้นสีเขียวหรือสีม่วง ลายเส้นสีเหลือง เป็นต้น
สวมเสื้อคอกลม มีผา้ สไบหรือผา้ ขาวม้าพาดไหล่ หากพาดอย่างพิธีการจะพาดโดยก่ึงกลางของผ้าอยบู่ ริเวณใต้
อกหรือใต้ราวนมแล้วตวัดชายผ้าให้ไปคลอ้ งทีไ่ หลซ่ า้ ยและขวา
๑.๕.๒ ผหู้ ญงิ ชาวมอญ

สวมผ้าถงุ ยาวเกือบตาตมุ่ มีลายเล็กละเอยี ด สวมเสื้อแขนกุด คอกลมรัดทรงสวมทบั ด้วยเสอื้ แขนยาว
ทรงกระบอก ผา้ สีอ่อน เน้ือบาง แตก่ ่อนมีแบบแผนวา่ หากเปน็ หญงิ สาว จะสวมเสื้อแขนยาวถงึ ขอ้ มอื หากออก
เรอื นแลว้ จะใส่แขนสามสว่ น สว่ นประกอบการแต่งตวั คือการเกล้าผมมวยแบบมอญคอื การรวบเกล้าไว้ดา้ นหลัง
ศีรษะเหนือท้ายทอย ใชอ้ ุปกรณร์ ูปทรงตวั ยู เรยี กวา่ “อะน่ดโซ่ก” เสียบแทรกเขา้ ไปทป่ี อยผมท่ีเกล้าไว้ หรอื ใช้
“ฮะเหล่ียงโซ่ก” รูปทรงคล้ายวงเล็บปีกกา เหน็บขัดผมกับอะน่ดโซ่ก เพื่อไม่ให้ผมหลุดลุ่ยจากมวย อุปกรณ์
ประดับผมนิยมท้าด้วยเงิน สามารถน้าดอกไม้มาแซมผมเพ่ือความสวยงาม เมื่อแต่งกายไปร่วมงานพิธีหรือไป
ท้าบญุ ทวี่ ัด ชาวมอญนยิ มพาดสไบเฉยี งไว้ที่ไหล่

ภาพที่ ๕ เคร่อื งแตง่ กายหญิง-ชาย ชาวไทยมอญ
(ทมี่ า : หนงั สอื ฅนราชบรุ )ี

๑.๖ ประเพณีและวฒั นธรรมของชาวมอญราชบุรี
ชาวมอญราชบุรีมคี วามเชอื่ ด้ังเดมิ เร่ืองผแี ละการนับถือพระพุทธศาสนาแตจ่ ะมีความเขม้ ข้นทางความเช่อื คนละ

แบบ เพราะกิตติศพั ทเ์ ร่อื งพระมอญเคร่งวินัยอย่างมาก คงความเป็นสมณาสารูปไว้ได้มากกล่าวกันว่า เป็นแบบอย่างให้
เกิดธรรมยตุ ิกนิกาใน ช่วงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจออมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อตั้งธรรมยุติกรกิ ายขึ้นแล้ว มีพระภิกษุ
ชาวมอญ คือพระไตรสรณธชั (เยน็ ) ไปเผยแพรท่ ่เี มืองมอญอีกทอดหนง่ึ ชาวมอญราชบุรีในโพธรา และบา้ นโป่งกม็ ีความ
ศรัทธามั่นคง เข้าวัดท้าบุญเสมอ กิจการงานใดทเี่ น่ืองด้วยพระศาสนาชาวมอญก็จะใหค้ วามส้าคัญอย่างมากร่วมแรงแข้ง



ขัน การปฏบิ ตั ิตอ่ พระสงฆ์นั้นเสมอื นเป็นบุคคลพิเศษอุบาสกอบุ าสกิ าผสู้ งู วยั ชาวมอญราชบรุ ี เลย่ี งท่จี ะเหยยี บหรอื ยืนทับ
เงาของพระสงฆ์ ความใสใ่ จในสง่ิ ทล่ี ะเอยี ดออ่ นทา้ ส่อื ใหเ้ ห็นจรรยามารยาทของกลุ่มชนชาวมอญไดร้ ับการอบรมทางด้าน
ศีลธรรมมาอย่างดี ส่วนศรัทธาน้ันอกี ฝ่ายนั้น ชาวมอญยังคงนับถือ ผีมอญ ซ่ึงจ้าแนนได้หลายอย่าง เช่น ผีบรรพบุรุษ ผี
ตระกูล. ผีครูอาจารย์ ผีเมีย ผีลูกหลาน ฯลฯ จนไปถึงผีไร้ญาติ ด้วยเหตุน้ีชาวมอญจึงน้าความเช่ือเรื่องผีมาเป็นเครื่อง
จ้าแนกเพื่อจัดระเบียบคนในสงั คมชาวมอญงของตนเอง อีกนัยหนึ่งก็คือชาวมอญถือหลักความเช่ือเรอื่ งผีเดียวกัน หรือ
ตา่ งผีกัน ซึ่งวิธกี ารน้มี กี อ่ นท่พี ุทธศาสนาจะเผยแผเ่ ข้าไปในหมู่บ้าน จากความเชอื่ เร่ืองผมี อญ (ผีตระกลู ผบี รรพบรุ ุษ) ท้า
ให้เกดิ ประเพณี รา้ ผีมอญ

๑.๖.๑ ร้าผีมอญ
รา้ ผีมอญเกิดจากความเชื่อทช่ี าวมอญมีผีรกั ษาหรือผปี ระจ้าตระกลู จงึ เรยี กว่า “ผมี อญ” มหี น้าทป่ี ก

ปักรักษาให้คนในครอบครัวมคี วามสุข แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามล่วงละเมิด หรือท้าผิดผี เช่า ห้ามคนต้ังครรภท์ ไี่ ม่ใช่
ลูกสาวเจ้าของเรือนนอนในเรือน ห้ามคู่สามีภรรยาท่ีไม่ไช่อยู่ร่วมผีเดียวกันกับเจ้าของเรือนร่วมหลับนอนใน
เรือน ห้ามเจ้าเรือนกินอาหารร่วมส้ารับกับแขกมาเยือน ฯลฯ การผิดผี จะส่งผลให้คนในบ้านเจ็บไข้ไม่สบาย
เมื่อหมอดูท้านายเป็นเพราะผีกระด้ากจ็ ะจัดหาวันเพ่ือนทา้ พิธีรา้ ผมี อญ เป็นการแสดงของขมาหรอื ลแุ ก่โทษท่ี
ได้ลว่ งเกดิ ผนี ้ัน ชาวมอญราชบุรีไมท่ ้าพธิ รี ้าผีมอญบอ่ ยนัก หากเลย่ี งไดก้ ็จะเลย่ี งเนอื่ งจากการจัดรา้ ผีมอญใชเ้ งนิ
จา้ นวนมาก และเปน็ การประกาศวา่ บ้านเรือนหลังนีไ้ ดท้ า้ การผดิ ผี จึงต้องจดั พิธีการรา้ ผมี อญข้ึน วธิ กี ารเลยี่ งที่
ดี คือ การปฏิบัติกิจของคนในบ้านไม่ใหเ้ กิดการผิดผหี รือการคุมพฤติกรรมให้มีขอบเขตและเหมาะสม ในเม่ือ
ทกุ คนเคารพในการถือผีของกนั และกันกค็ ือการทีท่ ุกคนเคารพหลักการใชช้ ีวติ ของคนในชุมชน การนบั ถอื ผชี าว
มอญ จงึ ไม่ไรเ้ หตผุ ล

ภาพที่ ๖ ความเช่อื ร้าผีมอญ
(ที่มา : หนังสือฅนราชบรุ ี)



๑.๖.๒ การทา้ บญุ จองโอะฮตาน
เกิดขึ้นในเดือนมาฆะหรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อสมัยอดีตยังคงหนาวเย็นชาวมอญที่เลอ่ื มใส

ศรทั ธาจึงรา้ ลึกว่าความหนาวไม่ปราณีผู้ใด รวมถึงพระสงฆท์ พ่ี ้านักอยใู่ นวดั ย่อมต้องเป็นทกุ ข์เพราะความหนาว
จงึ เกิดความศรัทธาท่ีนา้ ฟืนไปถวายในวัด จนเป็นประเพณถี วายฟืนแดกพระสงฆ์ เผ่อื ไดใ้ ชเ้ ปน็ เชื้อเพลิงในการ
ตม้ ร้อนฉนั ปรงุ ยา หรือกอ่ ไฟผงิ คลายความหนาว ภาษามอญเรยี กงานบุญน้ีว่า จองโอะฮตาน “จอง” แปลว่า
เผาหรือสุมไฟให้ไหม้ “โอะฮ “ แปลว่า ฟืน “ตาน” แปลว่า มอบให้ด้วยจิตใจเสียสละ เมื่อแปลเป็นไทยจึง
หมายความวา่ งานบญุ เผาฟนื เป็นทาน

ภาพที่ ๗ การทา้ บญุ จองโอะฮตาน ภาพที่ ๗ การทา้ บญุ จองโอะฮตาน
(ที่มา : หนงั สือฅนราชบรุ )ี (ท่ีมา : หนังสอื ฅนราชบุรี)

ก่อนวันมาฆะ ชาวมอญจะจัดเตรียมไม้ฟืนโดยตัดไม้ในป่าขนาดข้อแขน ความยาวประมาณวาเศษ
โดยส่วนใหญเ่ ลอื กใช้ไมก้ ระถนิ เม่ือเลาะเปลือกออกแลว้ เนือ้ ไม้จะมสี ขี าว เมอ่ื นา้ ขม้ินท่โี ขลกมาไล่ตามท่อนฟืน
จะชว่ ยใหผ้ ิวไม้กลายเปน็ สีเหลืองสด แลว้ น้าไม้ไปพึ่งแดดหรือลม ใหม้ สี ีขม้ินติดผิวไม้ฟืน ชาวมอญจะนา้ ดอกไม้
ที่มีในท้องถิ่น น้ามาผูกไว้ท่ีปลายฟืนพร้อมกับธูป๓ดอก และเทียน ๑ เล่ม และใบหญ้าคาแห้งอีกหนึ่งก้ามือ
ดอกไม้ธูปและเทียนเป็นเคร่ืองบูชา ส่วนใบหญ้าคาใช้เป็นเช้ือไฟ ใช้เชือกมะนิลาผูก ๓ เปลาะ ต่อจากน้ันจึง
ทยอยน้าไปวางตงั้ พิงกันไว้ เปน็ รูปกระโจมยอดแหลมในลานวัด เมอ่ื ถึงตอนเย็นฟืนที่น้ามาถวายจะเพ่ิมจ้านวน
ขึ้น อีกหน่ึงสิ่งท่ีมกั ท้าในช่วงงานบุญจองโอะฮตาน คือการท้าข้าวหลาม ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะ
ฤดูน้ีชาวบ้านได้เสร็จธุระจากงานไร่นา มีข้าวขึ้นยุ้ง และเป็นช่วงท่ีข้าวใหม่ เม่ือน้าเข้าใหม่มาท้าข้าวหลามยิ่ง
เพ่มิ รสชาตไิ ดด้ ยี ิง่ ขึ้น ในอดีตทกุ บ้านจงึ พร้อมใจกันท้าข้าวหลาม ในวันรุ่งขน้ึ ก่อนฟ้าสางประมาน ๔-๕ นาฬกิ า
ชาวมอนบ้านมว่ งจะรว่ มกันออกไปที่วัด น้าอาหารไปถวายจังหันมอื้ พิเศษน้ี ชาวมอนผู้มารว่ มท้าบุญได้รวมตัว
กนั พื้นลานวดั รอเวลามัคนายกจดุ ไฟเผาฟืนที่ทุกคน น้ามารว่ มทา้ บุญใหล้ ุกไหม้ เมือ่ ฟืนสุกเป็นถ่านท่คี แุ ดง จะ
นิมนต์พระเณรทุกรูปมารับภัตตาหารมื้อเช้าพิเศษท่ามกลางไออุ่นจากกองไฟ งานบุญนี้จัดขึ้นตอนเช้าตรู่
ประเพณนี ้ีจงึ เหลือเพยี งอยา่ งเดยี วในหมู่บา้ นมอญราชบุรี จัดขน้ึ ท่ีวดั ม่วงอา้ เภอบ้านโป่งได้ทกุ ปชี ่วงมาฆะบูชา



๑.๖.๓ การบวชแบบมอญ
ประเพณีท่ีชายชาวไทยเชื้อสายมอญและผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาให้ ความส้าคัญ คือการ

อุปสมบทหรือบวช เม่ือชายหนุ่มมีอายุครบ ๒๐ ปี เป็นการเปลย่ี นสถานะของชายหนุ่มไปสกู่ ารเปน็ ผูม้ ีความรู้
ในทางธรรม เปน็ ผใู้ หญแ่ ละสามารถเป็นผู้นา้ ครอบครัว โดยเช่ือกนั วา่ พ่อแม่จะไดบ้ ุญ การบวชเปน็ การขัดเกลา
ทางสังคมอย่างหน่ึงการศึกษาตามหลักพุทธศาสนาสอนให้ประพฤติดี มีสมาธิ รู้จักอดทนและให้อภัย เม่ือสึก
ออกมาจะได้เป็นผู้ใหญ่ท่ีดี ความเลื่อมใสท้าให้เกิดพิธีกรรม ซึ่งเกิดความร่วมแรงร่วมใจของคนในตระกูลและ
เครือญาติ การบวชของชาวมอญราชบุรถี ือเปน็ พิธีกรรมสา้ คัญของชีวิต พิธีบวชของชาวมอญคลา้ ยกับพิธีบวช
ของชาวไทยท่ัวไป แตม่ รี ายละเอียดบางอยา่ งแตกต่างกันอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั คือเครอ่ื งแตง่ กาย

เคร่ืองแต่งกายในพิธีบวชของมอญเรียกว่า ชุด “จางอะยาง” หรือ “จางอ๊ะย่าง” มีความหมายว่า
เคร่ืองแต่งตัว ประกอบด้วย ผ้าสีม่วง ผ้าสไบ ๒ ผืน มีทั้งสไบสีและสไบขาว ผ้ากราบ ผ้าคลุมหัว และชฎา
เคร่ืองแต่งกายเหล่านี้ แม่ พ่ีสาวหรือน้องสาวของผู้บวชจะเป็นผู้ทอผ้าและตระเตรยี มให้ทั้งหมด ผ้ากราบมัก
เปน็ ฝีมอื การปกั ของแม่ สว่ นมากปกั เป็นลายดอกพดุ ตาลหรอื ดอกพิกุล ผา้ มว่ งและชฎาสามารถหยบิ ยมื จากคน
ตระกลู เดยี วกันได้ แตต่ อ้ งเปน็ คนทนี่ บั ถือผเี ดียวกัน สบื เชือ้ สายมาจากบรรพบุรษุ เดยี วกันเท่านั้น เครื่องแตง่ ตัว
ในการบวชบางชน้ิ หากคนนอกตระกูลแตะตอ้ งจะถอื ว่าของน้ันไม่บริสทุ ธิ์

เช้าวันแรกของการบวช ผบู้ วชจะสวม “ชุดรบั แขก” คอื นงุ่ โสรง่ หรือผ้าม่วง สวมเสือ้ สขี าวมผี ้าขาวม้า
พาดบ่า สวมสร้อยคอ ก้าไลข้อมือ ทัดดอกไม้ที่หู ไปขอขมาญาติผู้ใหญ่ในครอบครวั หลังจากน้ันจงึ อาบน้าและ
โกนผม ญาติผใู้ หญ่จะผลัดกันตัดผม ใช้ข้วี วั ทาหัว ขดั ดว้ ยหญา้ แพรกแล้วทาขม้ิน จากนั้นจะเปลยี่ นเส้ือผ้าเป็น
“ชุดแห่นาค” คอื นงุ่ ผ้ามว่ งแบบจีบหน้านาง ห่มสไบหรือท่ีเรยี กเป็นภาษามอญว่า “ดด๊ ” โดยจะเลอื กสสี ไบให้
ตัดกับสีผ้าม่วงแล้วห่มสไบขาวทับอีกที แต่งหน้าทาปากเล็กน้อย สวมชฎา แล้วต้ังขบวนแห่นาคมาวัดเพ่ือขอ
บวชกับเจ้าอาวาส บางบ้านใช้วิธีให้นาคขี่ม้าเข้าขบวนแห่ ระหว่างทางก็จะแวะขอขมาคนเฒ่าคนแก่และบอก
กล่าวแก่สถานที่ส้าคัญของหมู่บ้าน เมื่อขอบวชกับเจ้าอาวาสเรียบร้อยก็พากันกลับบา้ นเพ่ือท้าขวัญนาค ช่วง
เย็นท่ีบ้านงานจะมีการสวดฉลอง “ไก” หรือ “ผ้าไตร” และท้าขวัญนาค หลังจากน้ันจะมีการเล้ียงอาหารผทู้ ่ี
มาร่วมพิธี รุ่งเช้านาคจะสวมชุดนาคเป็นเสอ้ื ครยุ สีขาว เข้าขบวนแห่มาวัด ก่อนจะเข้าวัดจะแวะขอขมาพอ่ ปทู่ ่ี
ตน้ โพธ์ิและฝากหอ่ ผ้าขาวบรรจุเส้นผมไวท้ ่ีต้นโพธิ์ จากน้ัน ขบวนแหจ่ ะเดินวนรอบโบสถ์ 3 รอบก่อนเข้าโบสถ์
เพ่ือท้าพิธีบวช “ชฎา” เป็นเครื่องแต่งกายช้ินส้าคญั ท่ีสุดในชดุ จางอ๊ะย่าง เป็นของส้าคัญที่นาคทุกคนจะต้อง
สวม การแต่งกายดว้ ยชุดจางอ๊ะยา่ งและขมี่ ้าแหน่ าคของชาวมอญ



ภาพท่ี ๘ การบวชแบบมอญ
(ทมี่ า : หนังสอื ฅนราชบรุ ี)

เครื่องแต่งกายแต่ละชุดยังแสดงถึงการเปล่ียนผ่านสถานะของผู้บวช ชุดรับแขกที่สวมในตอนเช้า
แสดงสถานะของผู้ชายธรรมดา แต่หลังจากปลงผมแล้ว เปล่ียนสถานะเป็นเจ้าชาย(สิทธัต ถะ) สวมชฎา
ทรงเคร่อื งอยา่ งกษัตริย์ ชดุ ครยุ ขาวคือการเปลี่ยนสถานะเปน็ “นาค” หรอื ผู้เตรยี มบวช และเมื่อครองผ้าเหลือง
แล้วเป็นการเข้าสู่เพศบรรพชิต สละทรัพยส์ ินมีค่าและสถานะที่เคยมีเคยเป็นทั้งปวง อธิบายแฝงคติธรรมได้วา่
แม้จะมีทรพั ยส์ นิ มากมายเพยี งใด ทั้งหมดล้วนแลว้ แต่เป็นส่ิงของนอกกาย เมื่อจะเขา้ ส่รู ่มกาสาวพสั ตรก์ ็จ้าต้อง
สละส่งิ เหลา่ น้ันไปสเู่ พศทบ่ี ริสทุ ธ์ิ

การแต่งหน้าทาปากคล้ายการแต่งกายของผูห้ ญิงนั้น อาจเป็นเพราะญาติผู้หญิงเป็นผูแ้ ต่งตัวให้นาค
จึงแต่งให้อย่างที่คิดว่าสวยงามท่ีสุด การแต่งกายให้นาค หรือ “งานส่งนาคเข้าโบสถ์” นี้ เป็นโอกาสส้าคัญที่
ญาติพี่น้องผู้หญิงจะได้มีส่วนในพิธีบวช เพราะผู้หญิงจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไปในโบสถ์ การแต่งตัวให้
นาคจึงเป็นการรว่ มบุญดว้ ยทางหน่งึ

จากการศึกษาความเป็นมาของกลุ่มไทยมอญ จังหวัดราชบุรี ได้อพยพมาจากพม่า คนไทยเช้ือสายรามัญซ่ึง
อพยพเข้ามาในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ติดต่อกับสมัยกรงุ ธนบุรี อพยพมาหลายรุ่น ชาวไทยมอญในจังหวัดราชบุรีอาศยั อยู่ใน
อา้ เภอโพธาราม ชาวมอญมีอาชพี ดง้ั เดิม คอื การทา้ นา ทอผ้า ชาวรามญั มีเรื่องความเชื่อเข้ามาเกี่ยวขอ้ งกับวิถชี ีวิต มกี าร
รักษาวัฒนธรรมและประเพณีสืบเน่ืองกันต่อมาจนถึงปัจจุบนั คณะผู้จัดท้าได้เห็นถึงความสา้ คญั ของกล่มุ ชุมชนชาวไทย
มอญ จึงน้าวัฒนธรรมและประเพณแี ละความเชื่อ มาสรา้ งสรรค์การแสดงนาฏศลิ ป์ไทยชุด “ศรทั ธารามัญ” ในบทต่อไป

๑๐

บทที่ ๒
แนวคิดการแสดง

๒.๑ ที่มาของแนวคดิ การแสดง
ชาติพันธ์ุมอญในราชบุรีมีเอกลักษณ์ประเพณีวัฒนธรรมทส่ี าคัญหลายประการ ประเพณีหนึ่งท่ีเป็นเอกลกั ษณ์

คือ ประเพณีการบวชนาค นับเป็นงานบุญใหญ่ท่ีชายชาวมอญท่ีนับถือพุทธศาสนาต้องผ่านพิธีการบวชทุกคน การบวช
นาคของชาวมอญราชบรุ ีจะมีเอกลักษณ์สาคัญในการตกแต่งนาคต่างจากทอ้ งถิ่นอ่นื กล่าวคือนาคท่จี ะบวชต้องแต่งหน้า
ทาปาก นุ่งผ้าม่วงจีบหน้านาง ห่มสไบสีชมพู ใส่ชฎา มีผ้าเช็ดหน้าพาดบ่า และข่ีม้าแห่แหนเข้าวัดไปบวช จากแนวคิด
ประเพณบี วชนาคทชี่ าวมอญเรยี กว่า “ปะ๊ หะมอย” นน้ี ามาเป็นแนวคดิ ในการแสดง

รูปแบบการแสดง การแสดงเป็นการจาลองขั้นตอนการบวช เร่ิมจากหนุ่มสาวเตรียมอุปกรณ์เคร่ืองไทยทาน
ตบแต่งตัวนาค รว่ มขบวนแห่นาครื่นเรงิ นาคขีม่ า้ แห่เข้าวัด นักแสดงหลัก๘คน ชายหนุม่ ๔ คน หญิง ๔ คน นาค ๑ คน
(นักแสดงสมทบ ๕ – ๘ คน แล้วแต่โอกาสการแสดง คือ พ่อนาค แม่นาค ญาติหรือชาวบ้านร่วมขบวน) บทเพลงใช้
ประกอบการแสดง ดนตรใี ช้วงปพ่ี าทย์มอญและดนตรีมอญในทานองเพลงชา้ เพลงเรว็ เพลงขบวนแห่

ผสู้ ร้างสรรคท์ า่ รา นายเอกลกั ษณ์ หนเู งิน ตาแหน่งอาจารยค์ ณะศิลปะนาฏดุรยิ างค์สถาบัน เนื่องจากเกิดความ
ประทับใจในวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญราชบุรี ซ่ึงชาวมอญมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่าง น่าสนใจหลาย
อยา่ ง แต่มีสิง่ หนึ่งทก่ี ลุ่มสร้างสรรคป์ ระทบั ใจคอื การเขา้ บวชของชาวมอญ ลกั ษณะของนาคมกี ารแต่งหนา้ ทาปาก นุ่งผ้า
จบี สีมว่ ง หม่ สไบ พาดผ้าเช็ดหนา้ รวมท้งั ใสย่ อดชฎา และท่าราเอาทา่ ทางนาฏศลิ ปพ์ ้ืนบ้านของชาวมอญ ที่มีลักษณะเปน็
เอกลักษณ์เฉพาะก็คือใช้เท้าเขยิบไปมา และก็เป็นการราที่อ่อนหวาน แล้วในช่วงหลังการแสดงเป็นการแห่แหน ขบวน
ของนาค ซ่งึ เป็นการใช้ท่าทางอย่างสนุกสนาน มกี ารใชท้ ่าชาวบา้ นของชาวพ้ืนถ่นิ เลยและเอาเอกลกั ษณ์ข้นึ มา้ แห่ไปวัดทา
ให้เกดิ แรงบรรดาลใจในการทาการแสดงชุดนี้

๒.๒ การสัมภาษณ์และการหาขอ้ มลู
คณะผู้จัดทาเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ด้วยวิธีการบันทึกเสียงและจดบันทึกโดยการสัมภาษณ์และสนทนา

กลุ่มกับบคุ คลที่มีความร้ทู างดา้ นความเป็นมาของชาวมอญ ด้านนาฏศิลป์ ดา้ นดนตรี นักเรยี นมัคคุเทศก์ที่ให้คอยความรู้
เกี่ยวกับความเป็นมาภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง และแนะนาตัวทุกท่านที่ให้สัมภาษณ์ คุณป้าสอางค์เล่าถึงการ
กระจายของกลุม่ ชาวไทยมอญวา่ มีอยู่ประมาณ 90 % ในพื้นท่ี 3 ตาบล คอื บ้านมว่ ง คุ้งพยอม และนครชมุ ประวตั ิความ
เป็นมาของชาวมอญราชบรุ ี วิถีชวี ิและอาชีพก็จะเปน็ การทานา ปัจจุบันก็ยงั ทาอยู่ แตจ่ ะเสริมดว้ ย การทอผา้ ทอมอื มีเปน็
กลุม่ ทอผา้ เอกลกั ษณ์การแตง่ กายคือ การแต่งกาย ผา้ ถงุ มอญ ผ้าโสรง่ แคด่ กู ารแตง่ ตวั กจ็ ะรูว้ ่า เปน็ คนมอญ ประเพณที ่ี
ยังคงเหลอื อยกู่ จ็ ะเร่มิ จาก งานเดือน ๓ งานเผาข้าวหลาม ๒ งานเดือน ๕ งานสงกรานต์ ทาข้าวแช่ ๓ งานเดอื น ๑๐ ตกั
บาตรน้าผึ้ง ๔ งานเดือน ๑๒ ลอยกระทง มีลักษณะเป็นกระสาย มีแห่งเดียวในประเทศไทย และมีการจดทะเบียนแล้ว
เป็นของวัดม่วง

๑๑

๑๒

การบวชนาค เป็นประเพณีของชาวมอญ ที่จะต้องขี่ม้า แต่ท้ังน้ีทั้งน้ัก็แล้วแต่เจ้าภาพ โดยถ้ามีกาลังมากก็จะ
เป็นวันสุกดิบน้อย คอื ไปขอขมาผูห้ ลกั ผู้ใหญ่ ผู้เฒา่ ผแู้ ก่ วันสุกดบิ ใหญ่ ก็คอื วนั ทนี่ าคแตง่ ตัวสวยใส่ชฎา แตง่ ตัว และก็วัน
บวช คือโกนหัวเขา้ โบสถ์ ภาษาพ้ืนถิน่ ภาษาในปัจจุบนั ก็ยังใช้ภาษามอญอยู่ โดยกย็ ังมีการเรยี นการสอนอยดู่ ้วย

หลังจากนั้นก็จะเป็นการแนะนาประวัติ และหลักฐานอ้างอิงต่างๆภายในพิพิธภัณฑ์ให้ทางทีมได้รับชมและรบั
ฟงั เพ่อื เป็นข้อมูลในการทางาน

๒.๓ รูปแบบการปฏิบตั งิ าน
การปฏิบัติงานการแสดงชุด ศรัทธารามัญ กาหนดระยะเวลาดาเนินงานเป็นเวลา ในเดือน กันยายน ๒๕๖๓

เปน็ เวลา ๔ สปั ดาห์ ดังนี้

ตารางที่ ๑ ระยะเวลาในการดาเนนิ การสร้างสรรค์ “ศรัทธารามัญ”

กนั ยายน ๒๕๖๓

รายละเอียดการทาวิจยั สัปดาหท์ ี่ ๑ สปั ดาหท์ ี่ ๒ สปั ดาหท์ ่ี ๓ สปั ดาห์ท่ี ๔

เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เอกสาร

ลงพนื้ ท่ี/เกบ็ ข้อมูลสมั ภาษณ์

ดาเนนิ งานการผลติ

Focus Group ครัง้ ที่ ๑

ดาเนนิ การแก้ไขปรบั ปรุง

ลงพืน้ ทีถ่ า่ ยทอดท่ารา

๒.๔ ข้อเสนอแนะจากกรรมการชาวไทย-มอญ
การแสดงสร้างสรรค์ชดุ “ศรัทธารามัญ” กรรมการทางชาติพันธุ์ ไทย-มอญ ได้แนะนาเก่ียวกับประเพณีการ

บวชท่เี ปน็ เป็นเอกลักษณ์ของไทยมอญ และในสว่ นการแสดงของ นาค หรอื พอ่ แม่นาค จะตอ้ งมคี วามสงบ สุขมุ มีความ
ปลอ่ ยวาง ในการแต่งกาย ผชู้ าย ผู้หญงิ มีความเหมาะสมแต่อยากใหม้ ีการอนรุ ักษผ์ ้าของชาวไทยมอญ

๒.๕ ข้อเสนอแนะจากผสู้ ่งคุณวฒุ อิ อกแบบท่ารา

• นางรตั นา พวงประยงค์ ศลิ ปนิ แห่งชาติ สาขาการแสดง
มีความเห็นตรงกันในเร่ืองคาว่า ศรัทธา ลักษณะในการแสดงควรมีความสุขภาพ สุขุมมากกว่านี้ จึงจะ

เหมาะสมกบั ชอื่ ชดุ การแสดงเก่ยี วท่ีกบั การบวชของชาวมอญ

• นางสาวเรวดี สายาคม ผ้เู ช่ยี วชาญนาฏศิลป์ไทย วทิ ยาลยั นาฏศิลป์
มคี วามเห็นต่างมมุ วา่ ดว้ ยเร่อื งในการแสดง นาคมีการขม่ี ้า จึงมีการกระโดด โลดเต้น ตามลกั ษณะของมา้

ทาใหใ้ นการแสดงแห่นาค จงึ มีความสนุกสนานตามรปู แบบการแสดงทีม่ คี วามรืน่ เริง

๑๓

• ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ จุลชาติ อรัณยะนาค รองอธิการบดี กรมศลิ ป์
ในลักษณะการสร้างสรรค์ได้มีจุดประสงค์ในการแสดงที่ร่ืนเริงบันเทิงใจ มีรูปแบบในการแสดง ที่ความ

สมบูรณ์ แต่ให้นึกถึงคาวา่ ศรัธทา จึงต้องมีความสขุ มุ สงบของนาค เพอ่ื เตรียมตวั เพือ่ จะบวชเป็นพระจึงต้องมคี วาม
สารวมมากกว่านี้

๒.๖ ข้อเสนอแนะจากผู้สง่ คุณวุฒทิ างดา้ นดนตรี
• ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ดษุ ฎี มีป้อม ผเู้ ข่ยี วชาญดุริยางคไ์ ทย
ในเรอ่ื งงานบวชในแตล่ ะภาค พูดถงึ ชาวมอญมคี วามเครง่ ครัดถงึ เรื่องประเพณี ศาสนา ลักษณะของเพลง
เป็นดนตรีมอญ ที่ปรับปรงุ แลว้ แต่จะมีความเป็นดนตรมี อญนอ้ ยไปนิดนึง เนื่องจากเสยี งดนตรไี ทยมีความดงั ไปจึง
ทาให้ดนตรมี อญน้นั น้อยลง ถ้าปรบั ให้ดนตรีมอญมคี วามเด่นชัดมากกว่านีจ้ ะทาใหเ้ ขา้ เอกลกั ษณ์ทางอารมณ์ของชาว
มอญมากขึ้น
• นายวชั รกร บญุ เพ็ง อาจารยค์ ณะศิลปศกึ ษา กรมศิลปากร ทางด้านดนตรี
ในด้านอารมณ์ในช่วงพธิ กี รรมต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมเกย่ี วกับความสงบและสุขุมมากข้นึ

๒.๗ สรปุ แนวทางการแก้ไข
จากการดาเนินงานและการนาเสนอผลงานต่อกรรมการชาวไทยมอญ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบท่ารา

และดนตรี มีข้อเสนอแนะในการนาเสนอเอกลักษณ์ของชาวไทยมอญ อยากให้มีการปรบั ปรุงท่าราให้เกิดความสวยงาม
และถูกตอ้ งในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานด้วยองคป์ ระกอบต่างๆในบทตอ่ ไป

บทท่ี ๓
องค์ประกอบการแสดง

๓.๑ รปู แบบเคร่อื งแตง่ กาย
การแสดงสรา้ งสรรคช์ ุด “ศรัทธารามัญ” ได้แนวคิดยึดเครือ่ งแต่งกายตามท้องถ่ินของชาวไทย-มอญในจังหวดั

ราชบุรีเป็นหลัก และเครื่องการแต่งกายในงานบวชท่ีเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาวไทย-มอญ การแต่งกายแบบชาวไทย-มอญ
เส้อื ผ้าเย็บดว้ ยผา้ ไหมเพราะอาชพี ดง้ั เดิมของคนในท้องถ่ิน ปลกู หมอ่ นเลี้ยงไหม ทอผา้ นาามาตดั เย็บเส้ือผา้ นงุ่ ห่มกันเอง
ผู้หญิงชาวไทย-มอญนุ่งผ้าซิ่นยาวถึงข้อเท้าและห่มผ้าสไบเฉียงท่ีมีความเป็นเอกลกั ษณ์ของชาวมอญ เกล้าผมมวยกลาง
ศีรษะ ผู้ชายนุ่งผ้าขาวม้าและพาดผ้าขาวม้าที่ไหล่ ใส่เส้ือคอกลมแขนส้ัน จากการศึกษาข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนใน
ชุมชนชาวไทย-มอญ ดังนั้นทางคณะผสู้ ร้างสรรค์จึงได้นารูปแบบการแตง่ กายชาวไทย-มอญจังหวัดราชบุรี ไดส้ รา้ งสรรค์
เครื่องแตง่ กายใหม้ คี วามสวยมากขึ้น

ภาพท่ี ๙ เครื่องแตง่ กายชาวไทย-มอญ ภาพท่ี ๑๐ การออกแบบสร้างสรรคช์ ดุ ศรัทธารามญั
(ท่ีมา:คณะผ้จู ัดทา) (ท่มี า:คณะผู้จดั ทา)

เครอื่ งแต่งกายการแสดงชดุ ศรทั ธารามญั (ผู้หญิง)

ภาพที่ ๑๑ เครอื่ งแตง่ กายการแสดงศรัทธารามัญ (ผหู้ ญงิ )
(ทีม่ า : คณะผ้จู ัดทา)

เครือ่ งแตง่ กายผ้หู ญงิ
๑. ผ้าซ่นิ พื้นเมือง
๒. สไบพน้ื เมอื ง
๓. เส้ือแขนยาวหรอื เสอื้ แขนกระบอก
๔. เครือ่ งประดับทอง (สรอ้ ยตวั สรอ้ ยคอ ต่างหู กาไลข้อมอื )
๕. มวยผมทเี่ รยี กปัน้ เกล้าทัดดอกไม้

๑๕

เครื่องแต่งกายการแสดงชดุ ศรัทธารามัญ (ผชู้ าย)

ภาพที่ ๑๒ เครอ่ื งแต่งกายการแสดงศรัทธารามญั (ผชู้ าย)
(ที่มา : คณะผู้จดั ทา)

เครือ่ งแตง่ กายผชู้ าย
๑. นุ่งผา้ ขาวมา้ (โสรง่ )
๒. เส้ือแขนยาวกระดุมผ่าหนา้ หรอื เส้อื พน้ื เมืองแขนยาว
๓. สไบผา้ ขาวม้า

๑๖

เครอ่ื งแตง่ กายการแสดงชุดศรทั ธารามัญ (ผ้แู สดงนาค)

ภาพที่ ๑๓ เคร่อื งแต่งกายการแสดงศรทั ธารามัญ (ผู้แสดงนาค)
(ที่มา : คณะผู้จัดทา)

เครื่องแต่งกายผู้แสดงนาค
๑. นุง่ ผา้ ถุงยาว
๒. เสอ้ื ครุย
๓. สไบ
๔. เข็มขดั ทอง
๕. สรอ้ ยทอง
๖. ชฎา

๑๗

๓.๒ ทานองเพลง “ศรทั ธารามัญ”
แรงบนั ดาลใจในการสร้างเสียงดนตรี เกดิ จากการท่ไี ด้ไปสมั ผัสในการลงพ้ืนที่ในชมุ ชนไทยมอญ ไดเ้ ห็น ศิลปะ

วัฒนธรรมประเพณีท่ีเป็นเอกลกั ษณ์อันงดงามของชาติพันธ์ุไทยมอญ จงึ ได้ยกประเพณที ่ีมมี าแตโ่ บราณ คอื การบวชนาค
แบบโบราณ ท่ีลักษณะในการบวชนาคแตกต่างจากที่อื่น เช่น การแต่งตัว แต่งหน้า ทาปากให้ นาคใส่สวมชฎาเปรียบ
เหมอื นเจา้ ชายสิทธัตถะออกบวช จึงเกดิ แรงบันดาลใจในการสร้างการแสดงชุด “ศรัทธารามญั ” ไดน้ าเครอ่ื งดนตรีท่ีเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะของชาวมอญราชบุรี มาสร้างเสียงดนตรีข้ึน คือ“ปี่พาทย์มอญโบราณ”เป็น ลักษณะมอญเคร่ืองคู่
ลักษณะเดียวกันกับปี่พาทย์มอญเคร่ืองห้า ท่ีประกอบด้วย ระนาดเอก ป่ีมอญ ฆ้องมอญวง ใหญ่ ตะโพนมอญ เปิงมาง
คอก และเครอื่ งกากบั จังหวะ ฉิง่ และฉาบ โหม่ง เพยี งแตว่ งนี้ได้เพ่มิ ระนาดทุ้มและ ฆ้องมอญวงเลก็ เข้ามา
ดนตรีไดบ้ อกเลา่ เรือ่ งราวแบง่ เปน็ ๓ ชว่ ง

ชว่ งท่ี ๑ การเตรยี มตัว และเคร่ืองไทยธรรม เพื่อไปงานบวชนาค
ช่วงท่ี ๒ การแตง่ ตัวให้ผู้เป็นนาค เพือ่ ให้เกดิ ความสวยงามด่งั เจ้าชายออกบวช
ชว่ งท่ี ๓ การแห่นาคไปวดั

ภาพที่ ๑๔ วงป่ีพาทยม์ อญเครอื่ งคู่
(ท่ีมา : https://tminstrument.wordpress.com)

๑๘

๓.๓ อุปกรณป์ ระกอบการแสดง

ภาพที่ ๑๕ อปุ กรณ์ประกอบการแสดง
(ทม่ี า : คณะผูจ้ ดั ทา)

อปุ กรณ์ประกอบการแสดง
๑. ม้า
๒. บาตรพระ
๓. ตาลปัตร
๔. ผา้ ไตร
๕. ยา่ มพระ
๖. ครอบไตรดอกรกั
๗. สงั ฆทาน
จากการสร้างสรรค์งานนาฏศิลปช์ ดุ “ศรทั ธารามญั ” นอกจากแนวคดิ การแสดง การสมั ภาษณก์ ารลงพ้ืนที่ การ

ดาเนินงาน ยังมีองค์ประกอบต่างที่จาให้การแสดงเกิดความสมบูรณ์มากย่ิงขึ้น ประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ เช่น
รูปแบบเครื่องแต่งกาย ทานองเพลง และ อุปกรณ์การแสดง จึงทาให้เกิดงานสร้างสรรคแ์ ละออกแบบท่าราได้เห็นภาพ
มากยิง่ ขึ้น โดยการสร้างสรรค์บนพนื้ ฐานนาฏศลิ ป์ไทย จะกล่าวในบทต่อไป

๑๙

บทที่ ๔
ทา่ ราและรปู แบบแถว

จากการสรา้ งสรรคก์ ารแสดงชดุ ศรัทธารามัญ ได้นาท่าราจากเดิมของชาวไทย-มอญ จงั หวัดราชบุรี มาเป็น
แบบสรา้ งสรรคน์ าฏศลิ ป์ไทยให้เป็นรปู แบบร่ายราท่เี ปน็ เอกลักษณ์ของชาวไทย-มอญ สือ่ ใหเ้ หน็ ความเป็นมาและพิธกี าร
ความเป็นมารูปแบบการบวชท่ีเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย-มอญ และได้ออกแบบกระบวนท่าราและรปู แบบการแปรแถว
ขน้ึ มาใหม่ มกี ารนา โดยการแสดงสรา้ งสรรคช์ ุด ศรัทธารามญั แบ่งออกเปน็ ๓ ชว่ ง

ช่วงท่ี ๑ การเตรยี มตวั และเคร่ืองไทยธรรม เพอ่ื ไปงานบวชนาค
ช่วงที่ ๒ การแตง่ ตัวให้ผูเ้ ป็นนาค เพ่อื ใหเ้ กิดความสวยงามด่ังเจา้ ชายออกบวช
ช่วงที่ ๓ การแหน่ าคไปวดั

รปู ที่ ๑๖ ท่าที่ ๑
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงคนที่๑ ๒ : หันด้านหน้า เอียงซ้าย มอื ซา้ ยตั้งวงล่าง แขนตงึ มอื ขวาจีบชายพก นงั่ ทบั ส้นเท้า อยใู่ น
ลกั ษณะตั้งเขา่ ขน้ึ
รปู แบบแปรแถว




หนา้ เวที

๒๑

รูปที่ ๑๗ ทา่ ที่ ๒
ทำนองเพลง: ดนตรี
นักแสดงคนที่ ๑ ๒ ปฏิบัติทา่ เดิมเหมือนกบั ท่าท่ี๑
นักแสดงคนท่ี ๓ ๔ เอียงขวา มือขวาตงั้ วงหน้า ในลกั ษณะวงหักเขา้ หาตัวเอง มือซา้ ยจบี ขอ้ มอื แลว้ เล่อื นจบี ลง
ทศ่ี อก ยนื ตรง
รปู แบบแปรแถว

๒๔
๑๓

หนา้ เวที

๒๒

รูปท่ี ๑๘ ท่าท่ี ๓
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงคนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ปฏบิ ตั ิท่าเดยี วกนั กบั ทา่ ที่๑

รปู แบบแปรแถว

๒๔

๑๓
หนา้ เวที

๒๓

รูปที่ ๑๙ ท่าที่ ๔

ทำนองเพลง : ดนตรี

นกั แสดงคนท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ หันดา้ นหนา้ เอียงซ้ายมองมือจบี มอื ขวาจบี ปรกหน้า มือซ้ายจบี ตอ่ ศอกน่งั ทับสน้ เท้า
ขวาเขา่ ตดิ พื้น และน่งั ทบั สน้ เท้าซ้ายอยู่ในลักษณะตัง้ เขา่ ข้นึ

รปู แบบแปรแถว

๒๔

๑๓
หนา้ เวที

๒๔

รปู ที่ ๒๐ ทา่ ที่ ๕

ทำนองเพลง : ดนตรี

นักแสดงคนที่ ๑,๒,๓,๔ : หันด้านหน้า เอียงขวามือจีบปรกหน้า มือขวาจีบใต้ศอก ยืนย่อเข่าเล็กน้อยเทา้ ขวา
เหลื่อมมาเทา้ ซ้ายเลก็ นอ้ ย

รูปแบบกำรแปรแถว

๒ ๔
๑ ๓

หนา้ เวที

๒๕

รปู ที่ ๒๑ ท่าที่ ๖

ทำนองเพลง : ดนตรี

นักแสดงคนท่ี ๑,๒,๓,๔ : หนั ด้านหน้า เอยี งขวามือขวาอยู่ในลักษณะพรหมสีห่ น้า มอื ซา้ ยจบี ค่าแขนตงึ ระดับ
ไหล่ ยนื ตรง เท้าซายเหลอ่ื มเทา้ ขวาเลก็ น้อย

รปู แบบกำรแปรแถว

๒ ๔
๑ ๓

หนา้ เวที

๒๖

รูปที่ ๒๒ ท่าที่ ๗
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงคนที่ ๑,๒,๓,๔ : หันด้านหนา้ ปฏบิ ัติท่าเดียวกันกบั ท่าท่ี ๖
รปู แบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๒๗

รปู ท่ี ๒๓ ทา่ ที่ ๘
ทำนอเพลง : ท่านองเพลง
นกั แสดงคนที่ ๑,๒,๓,๔ : ดา้ นหน้า เอยี งซา้ ย มอื ขวาตัง้ วงล่าง แขนตึงวางท่ีหน้าขาซ้ายจีบสง่ หลงั แตะเทา้ ซา้ ย
ด้วยจมูกเทา้ ยืนด้วยเทา้ ขวาย่อเขา่ ท้ัง ๒ ข้าง

รูปแบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๒๘

รปู ที่ ๒๔ ท่าท่ี ๙

ทำนองเพลง : ดนตรี

นกั แสดงคนท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ : ด้านหนา้ เอียงขวา มือซา้ ยต้งั วงล่าง แขนตึงวางทีห่ น้าขาขวา มอื ขวาจีบสง่ หลงั
แตะเท้าขวาด้วยจมูกเทา้ ยืนดว้ ยเทา้ ซ้าย ยอ่ เข่าทง้ั ๒ข้าง

รปู แบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๒๙

รปู ที่ ๒๕ ทา่ ที่ ๑๐
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงคนที่ ๒ ๔ : ด้านหน้า เอียงซา้ ย มอื ซา้ ยอยู่ในลักษณะพรหมสห่ี น้า มอื ขวาจบี ส่งหลงั ยนื ตรง
นักแสดงคนที่ ๓ ๑ : ด้านหนา้ เอียงขวา มือขวาอยูใ่ นลกั ษณะพรหมสีห่ น้า มอื ซา้ ยจบี ส่งหลัง ยนื ตรง

รปู แบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๓๐

รปู ที่ ๒๖ ท่าที่ ๑๑
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงคนที่ ๔ สลับกบั นกั แสดงคนที่ ๓
นกั แสดงคนท่ี ๒ สลบั กับ นักแสดงคนท่ี ๑
นกั แสดงคนท่ี : ๔ ๒ เอียงซา้ ย มือซ้ายทา่ ท่าพรหมสี่หน้า มอื ขวาจีบส่งหลัง ยืนตรง
นกั แสดงคนท่ี : ๓ ๑ เอยี งขวา มือขวาทา่ ท่าพรมสห่ี น้า มอื ซา้ ยจบี ส่งหลัง
รูปแบบกำรแปรแถว

๒๑

๔ ๓
หนา้ เวที

๓๑

รปู ท่ี ๒๗ ทา่ ที่ ๑๒
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงคนที่ ๔ ๒ : ด้านหนา้ เอยี งขวา มอื ซา้ ยตั้งวงล่าง แขนตึงวางท่ีหน้าขาขวา มือขวาจบี สง่ หลัง แตะเทา้
ขวาด้วยจมูกเท้า ยนื ด้วยเทา้ ซา้ ย ยอ่ เข่าทง้ั ๒ขา้ ง
นกั แสดงคนท่ี ๑ ๓ : ด้านหน้า เอยี งซ้าย มือขวาต้งั วงล่าง แขนตึงวางที่หนา้ ขาซ้าย มือซา้ ยจีบส่งหลงั แตะ
เท้าซ้ายดว้ ยจมกู เทา้ ยืนด้วยเทา้ ขวา ย่อเขา่ ทั้ง๒ขา้ ง

รปู แบบกำรแปรแถว

๒๑

๔ ๓
หนา้ เวที

๓๒

รูปที่ ๒๘ ทา่ ท่ี ๑๓
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงคนที่ ๔ ๒ : หันด้านขวา เอยี งซ้าย มือขวาตงั้ วงล่าง แขนตงึ วางทห่ี นา้ ขาซ้าย มือซ้ายจบี สง่ หลัง แตะ
เท้าซ้ายด้วยจมกู เท้า ยืนด้วยเท้าขวา ยอ่ เข่าทงั้ ๒ขา้ ง
นักแสดงคนที่ ๓ ๑ : หันดา้ นซา้ ย เอียงขวา มอื ซ้ายต้ังวงลา่ ง แขนตึงวางทีห่ น้าขาขวา มอื ขวาจีบสง่ หลัง แตะ
เทา้ ขวาดว้ ยจมูกเท้า ยนื ด้วยเทา้ ซ้าย ย่อเข่าทง้ั ๒ขา้ ง

รูปแบบกำรแปรแถว

๒๑

๔ ๓
หนา้ เวที

๓๓

รปู ที่ ๒๙ ท่าท่ี ๑๔
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงคนที่ ๔ ๒ : หันดา้ นหลัง เอยี งขวา มือซา้ ยตง้ั วงลา่ ง แขนตงึ วางทห่ี นา้ ขาขวา มือขวาจบี สง่ หลงั แตะ
เทา้ ขวาดว้ ยจมกู เท้า ยนื ด้วยเทา้ ซ้าย ย่อเขา่ ทัง้ ๒ข้าง
นักแสดงคนที่ ๓ ๑ : หนั ด้านหลงั เอยี งซ้าย มือขวาตัง้ วงล่าง แขนตึงวางทีห่ น้าขาซา้ ย มือซ้ายจีบส่งหลัง แตะ
เทา้ ซา้ ยดว้ ยจมูกเทา้ ยืนด้วยเทา้ ขวา ยอ่ เข่าทง้ั ๒ขา้ ง

รปู แบบกำรแปรแถว

๒๑

๔ ๓
หนา้ เวที

๓๔

รูปท่ี ๓๐ ท่าที่ ๑๕
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงคนที่ ๔ ๒ : หันด้านขวา เอยี งซ้าย มอื ขวาตง้ั วงลา่ ง แขนตงึ วางทหี่ น้าขาซ้าย มือซา้ ยจบี สง่ หลงั แตะ
เท้าซ้ายด้วยจมกู เท้า ยืนด้วยเท้าขวา ยอ่ เข่าทงั้ ๒ขา้ ง
นักแสดงคนที่ ๓ ๑ : หันดา้ นซา้ ย เอียงขวา มือซา้ ยตัง้ วงลา่ ง แขนตึงวางท่หี นา้ ขาขวา มอื ขวาจีบส่งหลัง แตะ
เท้าขวาดว้ ยจมูกเท้า ยนื ด้วยเทา้ ซ้าย ย่อเข่าทง้ั ๒ขา้ ง

รูปแบบกำรแปรแถว

๒๑

๔ ๓
หนา้ เวที

๓๕

รปู ที่ ๓๑ ท่าที่ ๑๖
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงคนท่ี : ๔ ๒ หันด้านหน้า เอียงขวา มอื ขวาท่าทา่ พรมสห่ี น้า มอื ซ้ายจีบส่งหลงั
นักแสดงคนท่ี : ๓ ๑ หนั ด้านหนา้ เอียงซา้ ย มือซา้ ยทา่ ทา่ พรหมสี่หน้า มือขวาจบี สง่ หลัง ยนื ตรง
รูปแบบกำรแปรแถว

๒๑

๔ ๓
หนา้ เวที

๓๖

รปู ท่ี ๓๒ ท่าท่ี ๑๗
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงคนท่ี ๔ สลับกบั นกั แสดงคนท่ี ๓
นกั แสดงคนท่ี ๒ สลบั กบั นกั แสดงคนท่ี ๑
นกั แสดงคนที่ : ๔ ๒ หันดา้ นหน้า เอียงขวา มือขวาท่าท่าพรมส่ีหน้า มือซ้ายจบี สง่ หลงั
นักแสดงคนท่ี : ๓ ๑ หนั ดา้ นหน้า เอยี งซา้ ย มือซ้ายทา่ ทา่ พรหมสี่หนา้ มอื ขวาจีบส่งหลงั ยืนตรง

รปู แบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๓๗

รูปที่ ๓๓ ท่าที่ ๑๘
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงคนท่ี ๔ ๒ : หนั ด้านหนา้ เอียงซ้าย มอื ซ้ายตง้ั วงกลางแขนตงึ ระดบั ไหล่ มอื ขวาต้ังวงล่างแขนตึง ยนื
ย่อเขา่ เทา้ ซ้ายเหลือ่ มเท้าขวาเลก็ น้อย
นกั แสดงคนที่ ๓ ๑ : หันดา้ นหนา้ เอียงขวา มอื ขวาต้ังวงกลางแขนตึงระดับไหล่ มอื ซ้ายต้งั วงลา่ งแขนตงึ ยนื
ยอ่ เข่า เทา้ ขวาเหลือ่ มเทา้ ซ้ายเลก็ นอ้ ย
รปู แบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๓๘

รปู ท่ี ๓๔ ท่าท่ี ๑๙

ทำนองเพลง : ดนตรี

นกั แสดงคนท่ี ๔ ๒ : หนั ด้านหน้า เอียงขวา มือขวาตั้งวงกลางแขนตึงระดบั ไหล่ มือซ้ายตั้งวงล่างแขนตงึ ยืน
ย่อเข่า เทา้ ขวาเหลื่อมเทา้ ซ้ายเลก็ น้อย

นักแสดงคนที่ ๓ ๑ : หนั ด้านหนา้ เอยี งซ้าย มือซ้ายตั้งวงกลางแขนตึงระดับไหล่ มอื ขวาตั้งวงล่างแขนตึง ยนื
ย่อเข่า เทา้ ซา้ ยเหลอ่ื มเท้าขวาเล็กนอ้ ย

รปู แบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๓๙

รูปที่ ๓๕ ทา่ ที่ ๒๐
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงคนท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ : หนั ดา้ นหน้า เอียงซ้าย มอื ซ้ายตง้ั วงหนา้ ระดบั ปาก มอื ขวาจบี คว่าด้านหน้าระดับปาก
ยนื ตรง

รูปแบบกำรแปรแถว

๑๒

๓ ๔
หนา้ เวที

๔๐

รปู ที่ ๓๖ ทา่ ที่ ๒๑

ทำนองเพลง : ดนตรี

นกั แสดงหญิงคนท่ี ๔ ๒ : หันด้านหลัง เอียงขวา มอื ขวาดึงจีบขึน้ มอื ซา้ ยตั้งวงหนา้ มือทงั้ สองขา้ งอย่ใู น
ลักษณะแขนตงึ

นกั แสดงหญงิ คนที่ ๓ ๑ : หันด้านหลงั เอียงซ้าย มอื ซา้ ยดึงจบี ขึน้ มอื ขวาต้ังวงหนา้ มอื ทงั้ สองขา้ งอยใู่ น
ลักษณะแขนตึง

นกั แสดงชำยคนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ : ถอื เครื่องแต่งกายนาค

รูปแบบกำรแปรแถว

๑ ๑ ๒๓ ๔๓๒ ๔

หนา้ เวที

๔๑

ภาพท่ี ๓๗ ท่าท่ี ๒๒
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๔ ๒ : หันด้านหน้า เอียงขวา มอื ขวาดึงจีบข้นึ มอื ซ้ายตง้ั วงหน้า มือทั้งสองข้างอยู่ใน
ลกั ษณะแขนตึง
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๓ ๑ : หนั ด้านหน้า เอียงซา้ ย มอื ซา้ ยดงึ จบี ข้ึน มอื ขวาตง้ั วงหน้า มือท้งั สองข้างอยู่ใน
ลกั ษณะแขนตึง
นกั แสดงชำยคนที่ ๑ ๒ ๓ ๔ : ถอื เครอ่ื งแต่งกายนาค

รปู แบบกำรแปรแถว

๑๑ ๔๒

๓๒ ๓๔

หนา้ เวที

๔๒

ภาพที่ ๓๘ ท่าที่ ๒๓

ทำนองเพลง : ดนตรี

นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๔ ๒ : เอียงขวา กดไหลข่ วา มือซ้ายจีบชายพก มอื ขวาเท้าสะเอว ทา่ ท่านี้หมุนรอบตัวเองไปทางซ้าย
หนึ่งรอบ

นักแสดงหญิงคนท่ี ๓ ๑ : เอียงซา้ ย กดไหล่ซา้ ย มอื ขวาจีบชายพก มือซ้ายเท้าสะเอว ท่าท่าน้หี มนุ รอบตัวเองไปทางขวา
หนง่ึ รอบ

นักแสดงชำยคนท่ี ๓ ๔ : เอยี งขวา มองนกั แสดงหญงิ มอื ท้ังสองข้างถอื เครื่องแตง่ กายนาค หมนุ รอบนักแสดงหญิงไป
ทางซ้ายหนึ่งรอบ

นักแสดงชำยคนท่ี ๒ ๑ : เอียงซา้ ย มองนักแสดงหญิง มือทั้งสองขา้ งถอื เครอื่ งแตง่ กายนาค หมนุ รอบนักแสดงหญงิ ไป
ทางขวาหนงึ่ รอบ

รูปแบบกำรแปรแถว

๑๑ ๔๒

๓๒ ๓๔

หนา้ เวที

๔๓

ภาพท่ี ๓๙ ท่าท่ี ๒๔
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงหญิงคนท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ : ด้านหน้า เอียงหวั ไปมาตามจงั หวะยา่ เท้า มือทงั้ สองข้างเท้าสะเอว ยา่ เทา้ ซา้ ย
ขวาตามจังหวะเพลง
นักแสดงชำยคนท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ : ดา้ นหน้า เอียงหวั ไปมาตามจงั หวะย่าเท้า มือทง้ั สองข้างถอื เคร่ืองแตง่ กายนาค
ยา่ เท้าซ้ายขวาตามจังหวะเพลง

รูปแบบกำรแปรแถว

๑๑ ๒๔

๓๒ ๔๓

หนา้ เวที

๔๔

ภาพท่ี ๔๐ ท่าท่ี ๒๕
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ : ด้านหน้า เอียงขวา มือขวาตงั้ วงลา่ งในลักษณะหงายมอื งอแขนเล็กน้อย มือ
ซ้ายจบี คา่ ท่ชี ายพก เท้าซา้ ยแตะท่ีพื้น ใช้เทา้ ขวายืน
นกั แสดงชำยคนท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ : ด้านหนา้ เอียงขวา มือทั้งสองขา้ งถอื เครื่องแตง่ กายนาค เท้าซ้ายแตะที่พ้ืน ใช้
เทา้ ขวายืน

รูปแบบกำรแปรแถว

๑๑ ๒๔

๓๒ ๔๓

หนา้ เวที

๔๕

ภาพที่ ๔๑ ท่าที่ ๒๖
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงหญิงและนกั แสดงชายปฏิบตั ิท่าตรงกนั ข้ามกบั ท่าท่ี๒๕

รปู แบบกำรแปรแถว

๑๑ ๒๔

๓๒ ๔๓

หนา้ เวที

๔๖

ภาพท่ี ๔๒ ท่าที่ ๒๗
ทำนองเพลง : ดนตรี
นกั แสดงหญิงหมุนไปแทนทนี่ กั แสดงชาย หันด้านหลงั เอียงขวามองนกั แสดงชาย มือขวาทา่ ท่าพรหมส่หี น้า มอื
ซ้ายจบี ส่งหลงั
นกั แสดงชายหมุนไปแทนทีน่ ักแสดงหญิง หนั ด้านหน้า มือทง้ั สองข้างถือเครอื่ งแตง่ กายนาค
นักแสดงหญิงและนกั แสดงชายหมนุ สลบั กนั สองรอบแลว้ กลับเขา้ จุดเดมิ ของตัวเอง

รปู แบบกำรแปรแถว

๑๑ ๒๔

๓๒ ๔๓

หนา้ เวที

๔๗

ภาพที่ ๔๓ ท่าที่ ๒๘
ทำนองเพลง : ดนตรี
นักแสดงชำยคนที่ ๕ : เดินออกจากมุมขวาของเวที แล้วไปยืนทจ่ี ดุ กลางของเวที
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๑ ๒ : เดนิ เข้าไปหานักแสดงชายคนที่๕ แลว้ ปฏบิ ัตทิ ่าเลียนแบบการแตง่ กายใหน้ าค
นักแสดงชำยคนท่ี ๑ ๔ : เดินเขา้ ไปหานักแสดงชายคนท่ี๕ แลว้ แตง่ กายให้นาค
นกั แสดงชำยคนท่ี ๒ ๓ : ปฏิบัติท่าตามธรรมชาติ มกี ารเถอื เครอื่ งแต่งกายนาค โดยทา่ ลักษณะนเี้ ป็นค่ชู าย
หญิง โดย(ช๒ คกู่ บั ญ๓) (ช๔ คกู่ บั ญ๒) (ช๓ ค่กู บั ญ๔)
รปู แบบกำรแปรแถว

๓๒ ๑๔ ๔๓
๑ ๕๒

หนา้ เวที

๔๘


Click to View FlipBook Version