The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานชาติพันธุ์ชาวไท- ยวน จังหวัดราชบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชาติพันธุ์ชาวไท- ยวน จังหวัดราชบุรี

รายงานชาติพันธุ์ชาวไท- ยวน จังหวัดราชบุรี

บทคดั ย่อ

งานวจิ ัยการสรา้ งสรรค์งานนาฏศลิ ป์ไทย ชดุ ฟ้อนยกจกผ้า มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือสรา้ งสรรค์ผลงานนาฏศลิ ป์ไทย เพ่ือ
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต ๘ ชาติพันธ์ุซ่ึงได้นาเอาเอกลักษณ์ในด้านการทอผ้าจกของชาวไท-ยวน มาใช้ใน
การออกแบบการแสดง โดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดทฤษฎเี กี่ยวกบั วิถีชีวติ ของชาวไท-ยวน โดยดาเนินการวิจัยจาก
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การสัมภาษณ์ ซึ่งนาไปสกู่ ารตรวจสอบข้อมูล การวเิ คราะห์และสรา้ งสรรค์การแสดงตอ่ ไป

ผลการวิจัยพบวา่ คณะผจู้ ัดทาสามารถสรา้ งสรรค์การแสดงชุด ฟ้อนยกจกผ้า ได้บรรลุวัตถปุ ระสงค์ โดยแนวคดิ การ
แสดง ปฏบิ ัติตามขั้นตอนการดาเนินงานตามหลกั ( Choreograppher) ๑. สร้างอตั ลกั ษณใ์ ห้แกก่ ลมุ่ ชนชาติพันธุ์ ๒.
วตั ถปุ ระสงค์ เพื่อส่งเสรมิ การทอ่ งเทยี่ วเชิงวฒั นธรรมของ ๘ กลุม่ ชนชาติพันธขุ์ องจงั หวัดราชบรุ ี ๓. ประมวลขอ้ มลู ขอ้ มูลจาก
เอกสาร และข้อมลู จากการลงพื้นทีส่ มั ภาษณก์ ลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ๔. กาหนดองค์ประกอบ รปู แบบเครอ่ื งแต่งกายประยกุ ตจ์ ากเครือ่ ง
แตง่ กายชาวไท-ยวน รปู แบบเพลงโดยเน้นให้เกิดความสนกุ สนาน สวยงาม ตัวเพลงมกี ารส่ือถงึ วถิ ีชวี ติ เเละธรรมชาติ รูปแบบ
อปุ กรณป์ ระกอบด้วยเคร่ืองป่ันฝ้าย 4 ชิน้ กะสว่ ย 4 ช้นิ ๕. ออกแบบการแสดง โดยนาเอาทา่ ทางของชาวบ้านมาออกแบบ
การแสดง กรรมวถิ ีการเกบ็ ฝ้าย ปนั่ ฝ้าย หลงั จากนนั้ จะนาไปสู่การทอผ้า นอกจากน้ีคณะผูจ้ ดั ทาไดจ้ ัดทาโฟกัสกร๊ปุ (Focus
Group) ในประเดน็ การสรา้ งสรรค์ผลงานนาฏศลิ ปภ์ ายใตแ้ นวคดิ นาฏศลิ ปส์ รา้ งสรรค์ โดยนาเสนอการแสดงในงานนทิ รรศการ
วิถีชีวติ ๘ ชาตพิ ันธุ์ เลา่ ขานวฒั นธรรม ณ โรงแรมเอส ดี อเวนิว โดยได้รับคาตชิ มและขอ้ แนะนาจากคณะกรรมการ
ผทู้ รงคุณวุฒิ ตวั แทนชาวไทยพืน้ ถิ่นและตัวแทนวัฒนธรรมจงั หวัด สามารถสรุปได้วา่ สามารถนาเอาเอกลกั ษณ์หรือวัฒนธรรม
ไท-ยวน ความเป็นอยู่ มาใช้เป็นแนวทาง แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์การแสดงได้ กระบวนการข้นั ตอนการสรา้ งสรรคท์ ี่
สาคัญ คือ การนาอัตลกั ษณ์หรอื วัฒนธรรมพน้ื ไท-ยวน ท่ีถูกตอ้ งมาใชเ้ ป็นแรงบนั ดาลใจในออกแบบการแสดง รวมถึงการ
ออกแบบองค์ประกอบตา่ งๆในการแสดงจาเป็นต้องใช้ข้อมลู ทถ่ี ูกต้อง จากการลงพืน้ ท่ีและสมั ภาษณ์ตวั แทนชมุ ชน เป็นสงิ่
สาคัญเพือ่ เป็นองคค์ วามรู้จากอตั ลักษณ์ท้องถ่ิน จาเป็นอยา่ งยิง่ เพ่ือให้การแสดงสรา้ งสรรคอ์ อกมาได้อย่างถกู ต้องสมบรู ณ์ท่ีสุด

คณะผจู้ ดั ทำ

บทท่ี ๑

ประวัตชิ ุมชน กลุม่ ชนชาติพนั ธ์ชุ าวไท-ยวน

ความเป็นมาของกลุ่มชน

ชาวไท-ยวน หรือ ไตยวน มถี ่ินฐานอยู่ในแคว้นล้านนา อพยพมาต้งั แต่สมัยเชียงแสนประมาณ ๒๖๔ ปีมาแล้ว
(นาฏยา เทยี มแพ, สมั ภาษณ์, ๒๕๖๓) โดยเฉพาะที่เมืองเชียงแสน-เชยี งราย ซงึ่ ในอดีตเคยเป็นอาณาจกั ร มกี ษตั ริย์
ปกครอง ต่อมาจึงถูกยุบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา โดยกษัตริยพ์ มา่ เขา้ มาจัดการปกครองดูแล เมือง
เชียงแสนก็นัยว่ายังคงเปน็ เมอื งสาคญั เพราะเป็นดนิ แดนน่าอย่อู าศยั เพาะปลูกพืชพันธุ์ธญั ญาหารได้ดี

เหตุท่ีชาวไทยยวนได้มาอยู่ในดินแดนเมืองราชบุรีน้ัน สืบเน่ืองจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช โปรดฯ ใหแ้ มท่ ัพทัง้ ไทยและลาว (มีเจ้าอนุวงศเ์ ป็นตน้ ) ไปตีเมอื งเชียงแสน เมอ่ื ตีขบั ไลพ่ มา่ ซง่ึ ปกครองเมอื ง
เชยี งแสนไปแลว้ กเ็ กรงวา่ พม่าจะหวนกลับมาครอบครองเมืองนี้อกี จงึ รือ้ กาแพงเผาทาลายเมืองแล้วนาพลเมืองนับ
ได้คราวนั้นประมาณ ๒๓,๐๐๐ คน แบ่งกระจายให้ไปเป็นพลเมืองของเมืองต่าง ๆ ๖ เมือง ได้แก่ เมืองเชียงใหม่
เมืองนา่ น เมืองลาปาง เมืองเวียงจันทร์ ส่วนอีก ๒ เมือง พระเจ้าอยู่หัว รชั กาลที่ ๑ โปรดฯ ใหอ้ ยทู่ เี่ มอื งสระบุรีและ
เมืองราชบรุ ี

เม่ือแรกที่มาอยู่ราชบุรี โปรดฯ ให้ต้ังบ้านเรือนบรเิ วณริมน้าแม่กลองฝั่งขวา ในปัจจุบันนี้คือบ้านไร่นที ตาบล
หน้าเมือง ต่อมาเมื่อมชี าวไทยยวนมลี กู หลานและออกเรอื นขยายพ้ืนท่ีทากิน บางสว่ นจึงยา้ ยไปตั้งชุมชนใหม่ เช่น ที่
บ้านคูบัว ดอนแร่ ห้วยไผ่ ดอนตะโก หินกอง อ่างทอง บ้านไร่ เจดีย์หัก ในเขตอาเภอเมืองราชบุรี,บ้านหนองปลา
หมอ หนองอ้อ หัวโป่ง เขาขลุง หนองกบ ในเขตอาเภอบ้านโป่ง, บ้านหนองโพ บางกะโด ดอนกระเบ้ือง ในเขต
อาเภอบา้ นโป่ง บา้ นหนองโพ บางกะโด ดอนกระเบื้อง ในเขตอาเภอโพธาราม, บ้านรางบวั รางอาว ชัฏใหญ่ ทุ่งกว้าง
นาสมอ หนองนกกระเรียน หนองสีนวล ในเขตอาเภอจอมบึง, วดั แกว้ บ้านหลวง ในเขตอาเภอบางแพ, บ้านอา่ งหิน
บา้ นนาคอก บ้านโป่ง หนองโก ทงุ่ หลวง เขาหลกั ไก่ พคุ าย หนองบัว หนองปากทาง บ้านห้วย หว้ ยยางโทน ในเขต
อาเภอปากทอ่ , บ้านทา่ เคย นาขุนแสน ชัฏหนองหมี นาไร่เดียว หนองกลางเนนิ หนองขาม หนองมะค่า ป่าหวาย ทุ่ง
แหลม ในเขตอาเภอสวนผงึ้

ในปัจจุบันนี้ มชี าวไทยยวนราชบุรกี ระจายอยู่ในพน้ื ทีอ่ าเภอตา่ ง ๆ รวมประมาณ ๒๗,๒๐๐ คน บางทอ้ งทก่ี ็อยู่
กันหนาแน่น และบางท้องท่ีอยู่กนั ประปรายประกอบไปด้วยอาเภอเมือง ประมาณ ๑๐,๔๐๐ คน, อาเภอโพธาราม
ประมาณ ๖,๐๐๐ คน, อาเภอบ้านโป่งประมาณ ๕,๕๐๐ คน อาเภอจอมบึง ประมาณ ๕,๒๐๐ คน และทีอ่ าเภอบาง
แพ ประมาณ ๑๐๐ คน

อน่ึง ในวงการนักภาษาศาสตร์ตระกูลไท ตกลงร่วมกนั ว่า หากเขียนถึงคนไทย ภาษาไทย และวัฒนธรรมของ
ไทยอนั อยูใ่ นผืนแผ่นดินประเทศไทย (Thailand) ปจั จบุ นั น้ี จะเขียนว่า ไทย (คือมี ย ตามทา้ ย) และภาษาอังกฤษจะ
ใช้ Thai แต่เมื่อใดท่ีประสงค์จะเขียนถึงคนที่พูดภาษาตระกูลไท ภาษาไท และวัฒนธรรมต่าง ๆ ของประชากรชาว
ตา่ งประเทศท่ีมใิ ช่ประชากรไทย เชน่ คนไทดา ไทแดงในประเทศเวียดนาม ไปลอ้ื ในประเทศจีน ไทใหญ่ในประเทศ
พมา่ รวมถงึ การเขยี นถึงชอื่ ภาษาตระกลู ไท (Tai Family Language) จึงเขียนโดยไม่ต้องมี ย ตามท้ายภาษาอังกฤษ
ใช้ว่า Tai (ปราศจากตัว h) (สรุ ยิ า รตั นกุล, ๒๕๔๘, น. ๓-๔)

เพอื่ สอื่ ความหมายตามหลักการดังท่ีกล่าวมาจึงสมควรเขยี น ไทยยวนราชบรุ ี หมายความวา่ เปน็ ประชากรไทย
ผ้มู วี ฒั นธรรมอย่างคนล้านนาในสมัยอดีต และตงั้ ภูมลิ าเนาอย่ใู นจังหวัดราชบรุ ใี นปจั จุบนั มิใชค่ นไทนอกประเทศ ซง่ึ
เปน็ ประชากรของประเทศอ่นื

ภาพที่ ๑ : ชาวบ้านไท-ยวน
ทีม่ า : http://kanchanapisek.or.th/oncc-cgi/text.cgi?no=6667
ทต่ี ้งั ชมุ ชน
ชาวไท-ยวนจากเมอื งเชียงแสน ทมี่ าตั้งบ้านเรอื นอยบู่ รเิ วณบ้านไร่นที น้ัน ต่อมามกี ารขยายครัวเรือน
ออกไปต้งั หลักแหลง่ อยูอ่ กี หลายพ้ืนท่ี ไดแ้ ก่
• เขต อ.เมืองราชบรุ ี ไดแ้ ก่ ต.คูบัว ต.ดอนตะโก ต.ดอนแร่ ต.อา่ งทอง ต.ห้วยไผ่ ต.เจดีย์หกั ต.หินกอง และ
ชาวไท-ยวน เหล่าน้ี ต่างกไ็ ดส้ รา้ งวดั ของตนเองไว้เพอื่ ทาบุญ เชน่ วัดคูบวั วัดดอนตะโก วดั ใหญ่อ่างทอง
วดั นาหนอง วดั เขาลอยมลู โค วดั ใหมน่ ครบาล เปน็ ต้น
• เขต อ.โพธาราม ได้แก่ ต.หนองโพ ต.บางกะโด มวี ัดท่สี รา้ งขน้ึ คือ วดั หนองโพ วดั บางกะโด
• เขต อ.บา้ นโป่ง ไดแ้ ก่ ต.หนองปลาหมอ มวี ัดทีส่ รา้ งขึน้ คอื วัดหนองปลาหมอ วัดบ่อเจ๊ก
• เขต อ.ปากทอ่ ได้แก่ ต.อ่างหิน ต.นาคอก ต.ทงุ่ หลวง(บางส่วน) ต.บอ่ กระดาน บา้ นหนองบัว
• เขต อ.บางแพ ได้แก่ ต.วัดแกว้ ต.บา้ นหลวง
• เขต อ.จอมบึง ได้แก่ ต.รางบวั ต.หนองนกกระเรยี น บ้านชัฎใหญ่ บา้ นท่งุ กวา้ ง บา้ นรางอาวบา้ นชฎั หนอง
หมี บา้ นนาไฮ่เดียว บ้านหนองกลางเนนิ
• เขต อ.สวนผึง้ ไดแ้ ก่ ต.ท่าเคย ต.นาขุนแสน ต.ทุ่งแหลม ต.หนองขาม บา้ นปา่ หวาย



ภาพที่ ๒ : แผนท่ี ต.รางบวั อ.จอมบึง จงั หวดั ราชบรุ ี
ทม่ี า : คณะผู้จัดทา

วถิ ีชวี ิต อาชพี

คนไท-ยวนทีอ่ ย่ใู นเมืองราชบุรีระยะแรกๆ นนั้ จะไดร้ ับการยกยอ่ งจากทางราชการแตง่ ตั้งใหม้ ีบรรดาศกั ดิ์ มี
หน้าที่เก็บส่วยส่งหลวง ลูกหลานของทา่ นเหลา่ น้นั ได้สบื เช้ือสายและนาบรรดาศักดิ์มาตงั้ เป็นนามสกลุ มาจนถงึ ทุก
วนั น้ี อาทิ

• พระบรริ กั ษภ์ กั ดี เปน็ ต้นสกลุ ของ "บริรักษ์" อยทู่ ่ี ต.หว้ ยไผ่
• พระวชิ ิตสงคราม เป็นต้นสกุลของ "พระวชิ ติ " อยทู่ ่ี ต.ดอนตะโก
• พระณรงคภ์ ักดี เป็นตน้ สกุลของ "พระณรงค"์ อยู่ที่ ต.บางกะโด ต.หนองโพ
• ฯลฯ

ด้วยพ้ืนทแี่ ถวบา้ นไร่นทรี ิมฝั่งขวาแม่นา้ แม่กลอง เรมิ่ ไม่เพียงพอตอ่ การเพาะปลูก ชาวไท-ยวน บางส่วนจงึ พากนั
อพยพเคลื่อนย้ายไปตงั้ ถ่นิ ฐานบา้ นเรือนใหม่ เช่นท่ี ตาบลดอนตะโก และตาบลคบู ัว โดยมีผู้นาอพยพสองพี่น้องชอ่ื
ว่า "หนานฟ้า" และ "หนานขัน"

หนานฟ้าผ้พู เี่ ห็นว่าทล่ี ุ่มริมห้วย (คเู มอื งโบราณสมยั ทวารวด)ี เตม็ ไปด้วยดอกบัวเหมาะทจ่ี ะเปน็ ทาเลตงั้ ถิน่
ฐานบ้านเรอื นใหม่ จึงตัง้ บ้านเรอื นอยฝู่ ่ังเหนือของลาหว้ ยแหง่ นี้ ซ่งึ มีการเล่าสืบต่อกนั มาว่า หมูบ่ า้ นแหง่ นเี้ รยี กชื่อ
วา่ "บา้ นปฟู่ ้า" ส่วนหนานขนั ผนู้ ้อง พาครอบครวั สว่ นหนึ่งขา้ มไปยังทิศใต้ของลาหว้ ย ตง้ั บ้านเรอื นอยู่ท่นี ่ัน และเรียก
หมู่บา้ นแหง่ น้วี า่ "บา้ นปู่ขัน"



ตอ่ มาเมอื่ ชาวไท-ยวนมลี ูกหลานมากขึน้ จงึ ขยายครวั เรอื นไปต้ังถ่ินฐานใหม่อีก บริเวณหมู่บา้ นวัดแคทราย และ
หนามพุงดอ ซ่ึงชาวไท-ยวน เรยี กผูค้ นทอ่ี าศยั อยู่ท่ีวดั แคทรายวา่ "บา้ นใน" และผูค้ นทอี่ าศัยอยู่หนามพงุ ดอวา่ "บ้าน
นอก"

• ชาวไท-ยวน ท่บี า้ นปู่ขนั และบา้ นปู่ฟา้ สรา้ งวัดของหมบู่ า้ นชือ่ วา่ "วดั ใน" ซึ่งปจั จุบนั คอื วัดคูบวั
• ชาวไท-ยวน ทีบ่ า้ นแคทราย สร้างวดั ของหมบู่ า้ นชอ่ื วา่ "วัดน้อย" ซง่ึ ปัจจุบนั คือ วดั แคทราย
• ชาวไท-ยวนท่หี นามพงุ ดอ สรา้ งวดั ของหมู่บา้ นชือ่ วา่ "วัดนอก" ซ่งึ ปจั จบุ ันคือ วดั หนามพุงดอ

ประชากรชาวไท-ยวน ในราชบุรี เมอ่ื ปี พ.ศ.2537
ประชากรชาวไท-ยวนในจงั หวดั ราชบรุ ี เมื่อปี พ.ศ.2537 มปี ระมาณ 62,568 คน จากประชากรของจงั หวัดราชบรุ ี
ทงั้ หมดในขณะนั้น 790,143 คน คิดเป็นประชากรชาวไท-ยวน รอ้ ยละ 7.91 และสามารถแยกเป็นรายอาเภอได้
ดงั น้ี

• อ.เมืองราชบุรี จานวน 33,227 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 4.2 ของจังหวัด และรอ้ ยละ 24.48 ของ อ.เมือง
• อ.บา้ นโปง่ จานวน 6,026 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 0.76 ของจังหวดั และร้อยละ 4.55 ของ อ.บ้านโปง่
• อ.โพธาราม จานวน 6,000 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 0.75 ของจังหวัด และร้อยละ 3.60 ของ อ.โพธาราม
• อ.จอมบึง จานวน 5,170 คน ร้อยละ 0.65 ของจังหวัด และรอ้ ยละ 9.09 ของ อ.จอมบึง
• อ.บางแพ จานวน 292 คน คิดเป็นร้อยละ 0.03 ของจงั หวดั และรอ้ ยละ 0.67 ของ อ.บางแพ
• อ.ปากท่อ จานวน 8,183 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 1.03 ของจงั หวดั และร้อยละ 16.93 ของ อ.ปากทอ่
• อ.สวนผ้ึง จานวน 3,670 คน คิดร้อยละ 0.46 ของจังหวัด และรอ้ ยละ 7.59 ของ อ.สวนผึง้

1. ภาษาไท-ยวน
ภาษาไท-ยวน เป็นภาษาของชาวท้องถ่ินไทยเหนอื ถ่ินหนึ่ง ควรเรียกวา่ ภาษา ไต หรือภาษา กน

ไต (คนไท) แตเ่ นื่องจากเรยี กว่า ยวนหรือโยน มาชา้ นานแล้วคาเรียกนีจ้ งึ เป็นที่คนุ้ เคยของคนทว่ั ไป ต่อมา
สงั คมล้านนามพี ัฒนาการมากข้นึ พบว่า แท้จริงแล้วในดินแดนล้านนายงั มคี นอีกหลายเผ่าพันธ์ุ เชน่
คนลวั ะ คนอาข่า (อีกอ้ ) คนเม่ยี น (เย้า) คนกะเหรี่ยง ฯลฯ จงึ เกดิ การเรยี กคนเมืองหรอื คนทม่ี ใิ ชช่ าวดอย
มิใช่ผ้คู นทอ่ี าศัยอย่ใู นป่าเขา หากแตอ่ าศยั อยูเ่ ป็นกลมุ่ กอ้ นในทรี่ าบลมุ่ รว่ มกันสร้างบา้ นแปลงเมอื ง เมื่อ
เรยี กวา่ คนเมอื ง ภาษาของคนเมืองจึงเรียกวา่ คาเมอื ง ไปดว้ ย (ซงึ่ คา มีค่าความหมายเท่ากับ ภาษา)

การใช้ภาษา จะใช้ภาษาไท-ยวน ความแตกต่างจะเป็นเร่อื งของสาเนียง และลกั ษณะคาแทนตัว
เช่น เฮา ข้อย โดยเรียกว่าเป็นการพูดแบบคาเมอื ง (นาฏยา เทยี มแพ, สมั ภาษณ์, ๒๕๖๓ )การเรยี กวา่ คา
เมือง เพ่ิงมขี น้ึ เมือ่ ประมาณร้อยกวา่ ปีมาน้เี อง แมใ้ นพงศาวดารกเ็ รยี กประชากรของล้านนาว่า ลาวหรือคน
ลาว หรอื ลาวลา้ นนา และเรยี กลาวฝ่งั ซ้ายแม่น้าโขงวา่ ลาวลา้ นชา้ ง

อีกคาหนง่ึ ทเี่ กยี่ วพันกับไท-ยวน คอื คาวา่ ไทยพายพั ดังเช่นทพ่ี ระธรรมราชานวุ ัตร (ฟู อตตสิโว)
ไดท้ าหนงั สอื “หลกั ภาษาไทยพายพั ” ซึ่งกค็ อื ภาษาคนยวน หรอื ภาษาของคนลา้ นนา แตท่ า่ นใชท้ ิศพายัพ



(ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) มาเรยี กเป็นชือ่ ภาษา คล้ายกบั ทมี่ ีการใช้ทิศอสี าน (ทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนือ) มา
เรยี กเปน็ ท้ังชอื่ ภาษาและเป็นทัง้ ชอื่ คนไปในคราวเดียวกัน

การนาทิศมาเรยี กเช่นนี้ ทาใหท้ ราบว่า ศูนยก์ ลางของทิศคอื ท่ีกรุงเทพฯ เพราะมกี ารใช้ภาษาถ่ิน
กรุงเทพฯ เปน็ ภาษากลาง หรือภาราชการ

ดงั ทกี่ ล่าวมานี้ เมื่อระบถุ ึงภาษาไทยยวน จงึ หมายถงึ ภาษาถ่ินของคนในอาณาจกั รลา้ นนากล่มุ
หน่ึง เทยี บได้กบั ภาษาคนเมือง (คาเมือง) หรือภาษาไทยพายัพ แต่เนื่องจากชาวไทยยวนราชบุรี ไดจ้ ากถ่นิ
ฐานเดิมมากกวา่ สองรอ้ ยปีมลี กู หลานสืบตระกลู มาหลายชัว่ อายุ ภาษาท่ีเคยใชม้ าแต่เดมิ ประกอบกับมา
อยใู่ นสภาพแวดลอ้ มใหม่ ๆ รวมถึงระบบการศกึ ษา ทาใหช้ าวไทยยวนร่นุ ใหมใ่ ช้ภาษาของบรรพบรุ ษุ
น้อยลง

อย่างไรกด็ ี ผู้สงู อายชุ าวไทยยวนราชบุรใี นหลาย ๆ ชุมชนยงั สือ่ สารกันดว้ ยภาษาไทยยวนเป็น
ปรกตวิ ิสยั เม่ือมแี ขกตา่ งทอ้ งถ่นิ เข้าไปในชุมชนหรือหมบู่ ้าน ผ้อู าวุโสเหล่าน้ันก็สามารถส่ือสารดว้ ย
ภาษาไทยกลางได้ และมีสาเนียงไทยยวนปะปนในน้าเสยี ง นับเป็นเสนห่ ส์ ีสนั ของชาวทอ้ งถน่ิ อีกทัง้
ผู้สูงอายเุ ปน็ ผ้มู ปี ระสบการณ์ชีวิตและความรอู้ ยูม่ ากมาย โดยเฉพาะเร่ืองราวเกีย่ วกับกจิ กรรมการงานแบบ
พนื้ บ้าน หากบรรดาบตุ รหลานและผทู้ ี่แวะเวยี นไปเยีย่ มเยือนชมุ ชนชาวยวน มีโอกาสไดพ้ ดู คุยและซกั ถาม
เร่ืองราวต่าง ๆ จากผู้อาวุโส นอกจากจะเป็นการเพิ่มสมั พันธภาพระหว่างคนต่างวัยแล้ว ยงั เป็นการสืบ
ทอดมรดกทางภาษาและแบ่งปนั ประสบการณ์ชวี ติ ได้อีกทางหนึ่งดว้ ย

ตวั อยา่ งคาศพั ท์ภาษาไทยยวนราชบรุ ี

ไทยยวน ไทยกลาง

กิน๋ ดอ๋ ง แต่งงาน,งานเล้ยี งในพิธีแตง่ งาน

กด๊ึ คดิ

ขจ้ี ุ๊ โกหก, ลวง

ขแ้ี ฮ้ รักแร้

คงี ร่างกาย

จ้อง ร่ม (ใชก้ างกันแดด/ฝน)

จน้ิ เน้ือ

เจ้าหวั วดั เจ้าอาวาส

ญา่ ง เดนิ

เญียะสลด้ิ กระตงุ้ กระติ้ง

แญง ส่อง, ดอู ย่างพิจารณา

ต๊กโต๋ ตุก๊ แก

ตุ๊เจ้า พระภกิ ษุ

บั่ว, หอมบ่วั หอมแดง

ปอย งานบญุ , งานพิธที างศาสนา

เปนิ้ เขา, ท่าน



ผอ่ ดู, มอง

มะตอ่ ม กระดมุ

มะนอย บวบ

เมิน นาน

ลา อร่อย

เสี้ยง สนิ้ , หมด

หัน เห็น, ได้ดู

หีบ ซด (เสยี งดัง)

อู้ คยุ , สนทนา

ฮอด ถงึ

ตารางที่ : ตวั อย่างคาศพั ทภ์ าษาไทยยวนราชบุรี

ท่ีมา : วรี ะพงศ์ มสี ถาน., ๒๕๕๐

นอกจากนี้ชาวไทยยวนยังมีมุมมองเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการดาเนินชีวิต ความเป็นอยู่ ซึ่ง
แสดงออกทางสภุ าษิตคาสอน เชน่ เงนิ อยใู่ ต้น้า คาอยใู่ ตด้ นิ หมายถึง สินทรัพย์นัน้ หาไดจ้ ากการลงมือทา
ซ่ึงในอดีตชาวไทยยวนยังทาอาชีพเกษตรกรอาศัยดินและน้าเป็นพ้ืนฐานในการทามาหากิน ผู้ ที่
ขยันหมั่นเพียรก็จะไม่อดอยาก เช้าก็ว่างง่าย สวายก็ว่าแดดออก หมายถึง คนท่ีเกียจคร้าน มักจะอ้าง
เหตุผลนานาประการเพื่อทีต่ นจะได้ไม่ต้องทางาน ซึง่ เป็นทรี่ ังเกียจของชาวไทยยวน จะจูงกไ็ ปก่อน จะสอน
ก็ตวยหลัง หมายถึง คนที่ดื้อด้านมักบอกสอนยาก คร้ันเม่ือมีคนสอน ก็บอกว่ารู้แลว้ หรือแนะนาส่งิ ท่ีดีกับ
ทาในทางตรงกนั ข้าม ซ่งึ ชาวไทยยวนจะสอนลูกหลานมิให้เป็นคนเชน่ ทกี่ ล่าวมาน้ี เญียะหญงั ห้ือฮู้แต๊ดีหลี
จักไดเ้ ป็นเศรษฐีวันหน้า หมายถึง ทาส่ิงใดต้องมงุ่ มั่นให้ทาจรงิ รูจ้ รงิ จะทาใหม้ ัง่ มสี นิ ทรัพย์ในกาลหน้า มี
เงินว่าเป็นเจ้า มีข้าวว่าเป็นนาย หมายถึง คนท่ีเห็นแก่วัตถุมีค่า มักนิยมชมช่ืนและตีราคาคนท่ีม่ังมี
สินทรัพย์ไว้สูง โดยละเลยเรือ่ งจติ ใจและคุณธรรม ว่าส่ิงของท่ีเขาได้มานั้น เป็นมาอย่างไร ดังน้ันชาวไทย
ยวนจึงสอนไวว้ ่า อย่าตดั สินว่าเขาเป็นคนดีวิเศษเพราะความที่เป็นคนมีทรัพยส์ มบัติมาก นง่ั หือ้ ดตู ี้ หนีห้ือ
ดูกัน ภาษิตข้อน้ี บ่งบอกถึงวัฒนธรรมน้าใจของชาวไทยยวนได้เป็นอย่างดี นั่งห้ือดูตี้ คือสอนให้เป็นคนมี
ความละเมียดละไมในกริ ยิ าท่าทาง แม้คราวจะนั่งก็ควรตรวจสอบว่ามีสงิ่ ใดเปรอะเปอ้ื นหรือเม่ือน่ังทับลง
ไปแล้วจะทาให้สิ่งของเสียหายหรือไม่ หนีหื้อดูกัน สอนให้ใส่ใจดูแลกัน นับถือญาติมิตรพวกพ้อง มิใช่หนี
เอาตวั รอดเพยี งคนเดยี ว

ด้วยรปู แบบวัฒนธรรมคาสอนเช่นน้ี ทาใหช้ าวไทยยวนยังคงความสัมพันธ์ทางเครือญาติไว้อย่าง
แน่นแฟ้น มีการช่วยเหลือเก้ือกูลกัน มีน้าใจไมตรีต่อกัน เป็นหมู่ชนที่มีความขยันหมั่นเพียร สร้างฐานะ
อย่างพอมีพอกนิ เปน็ กลุ่มประชากรที่มีคุณภาพของราชบุรี



2. บ้านไท-ยวนราชบุรี
ชาวไท-ยวนนั้น มีวัฒนธรรมอยู่ตามพ้ืนราบ ไม่ใช่อยู่ในดงดอยหรือป่าเขา รูปแบบของสิ่งปลูก

สร้างเพ่ือทอี่ ยอู่ าศัยจงึ เหมือนชาวไทยกลุ่มอ่ืนๆ ทอ่ี ยู่บนพน้ื ราบดว้ ยกนั คือ มีหลกั การสรา้ งเรือนยกพ้ืนสูง
เพื่อใชพ้ ื้นท่ีใตถ้ นุ เรือนเป็นท้ังคอกสัตว์เลี้ยง เชน่ ววั ควาย และทางานจักสานหรอื ทอผ้า เปน็ ตน้

เมื่อครั้งท่ีอยู่ลา้ นนา ชาวไทยยวนมีค่านิยมว่า ชาวบ้านไม่ควรสรา้ งเรือนด้วยไม้จริงเต็มหลงั จะ
ใช้ไมจ้ รงิ ทาเสาหรอื กระดานพื้น สว่ นฝาจะใช้ฝาข้ฮี า้ ย (ฝาไมส้ าน) ถึงแมจ้ ะมีเงนิ มากก็ไม่ควรสร้าง เพราะ
ชาวบ้านจะติฉินนินทาว่าทาท่ีอยู่เกินวาสนา หรือทัดเทียมเจ้านาย ส่วนการสร้างด้วยไม้จริงเต็มหลัง จะ
เป็นของชนชั้นสูงในสังคม ข้อจากัดทางธรรมเนียมนิยมนี้ เร่ิมท่ีคลายเม่ือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะยคุ สมยั นไ้ี ดเ้ ปิดประเทศรับเอาแนวคิดและวิทยาการใหม่ๆเข้ามาใช้ มบี ริษทั
ต่างประเทศมาสัมปทานไม้ไทย สามัญชนที่ทาการค้าหรือทางานร่วมกับบริษัทต่างประเทศ ก่อให้เกิด
รายได้ดี ส่งผลถงึ การจัดสรา้ งบา้ นเรือนใหท้ ัดเทียมกบั ผู้มีบรรดาศกั ด์ิ

ชาวไท-ยวนท่ีเคล่ือนท่ีมาอยู่ราชบุรีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ก็ยังคงนาคตินิยมน้ีมาด้วย คือสร้าง
บ้านด้วยไม้จริงไม่เต็มหลัง ต่อมาบ้านเมืองพัฒนามากขึ้น เม่ือมีทรัพย์มากพอจัดหาวัสดุดีท่ีคงทนมาทา
บ้านของตนเอง พัฒนาการทางรูปแบบของเรอื นไทยยวนราชบรุ ี จึงเป็นไปตามกลมุ่ คนภาคกลาง คติที่ว่า
สามัญชนไม่พึงสร้างบ้านใหญ่ด้วยไม้จริงก็ลดลง เพราะการที่สามารถสร้างบ้านด้วยไม้จริง เป็นการ
แสดงออกทางฐานะประการหนึง่

นอกจากตัวบ้านท่ีเป็นเรือนนอนแล้ว บ้านของชาวไทยยวนราชบุรีก็ยังคงหลักการใช้สอยเดิมๆ
คอื ประกอบด้วยครกมอง (ครกกระเด่ือง) หลองขา้ ว (ยุ้งข้าว) และครวั ไฟ อีกท้ังมีคากล่าววา่ ข้าวอยูเ่ หนือ
เกลืออยู่ใต้ หมายถึงมักสร้างยุงไว้ตอนเหนือ และสร้างทัวร์ไฟไว้ตอนใต้ของเดือน แต่ใช่ว่าทุกครัวเรือน
จะต้องเป็นเช่นนี้ได้ท้ังหมด เพราะสภาพภูมิประเทศของราชบุรีไม่เหมือนสมัยอยู่ในล้านนาในอดีต
ชาวบา้ นจะใชน้ ้าจากสระน้าประจาหมูบ่ า้ น บางครัวเรอื นไมม่ คี รกกระเด่ืองของตนเอง แตส่ ามารถไปใชก้ ับ
เพอ่ื นบา้ นได้

บา้ นไทยยวน มักสร้างรา้ นน้าไวป้ ระจาเรือน ถือว่าเป็นสว่ นหนึ่งที่ตอ้ งมี และเป็นเอกลกั ษณ์ ของ
การกินอยู่ โดยจัดสร้างไว้ใกลค้ รวั หรอื อย่ใู กล้กบั บนั ได

สว่ นประกอบอีกอย่างนงึ คือ เติ๋น หรือชานเรือน เป็นส่วนท่ีอยู่สูงกว่าชานบนั ได ย่ิงในเขตชนบท
เต๋ินนับว่าเป็นพ้ืนท่ีอเนกประสงค์ ถ้าแขกผู้ใหญ่มาพบ เจ้าของเรือนจะน่ังชานบันได ให้แขกนั่งบนเติ๋น
เพราะเป็นระดับที่สูงกว่า แต่ถ้าแขกผู้น้อยมาเยือน เจ้าของเรือนจะนั่งบนเต๋ิน ส่วนแขกจะนั่งชานบันได
หากครัวเรือนใดมีลูกสาว เม่ือมีหนุ่มมา .”แอ่ว” ก็มักใช้เต๋ิน เป็นท่ีพบปะสนทนากัน โดยหญิงสาวจะน่ัง
ทางาน เช่น กรอไหม ป่ันฝ้ายไปด้วย แต่ถ้าเป็นการแอ่วสาวเป็นหมู่ บรรดาหญิงสาวรวมถึงแม่ร้างนาง
หม้ายจะไปรวมตัวกันทางานตอนกลางคืนบริเวณลานหน้าบ้านแทน เรียกว่า ลงข่วง นอกจากนี้ เติ๋น ยัง
เป็นที่นอนของชายหนมุ่ ลูกเจ้าของเรอื น เชน่ เมือ่ กลับมาจากไปแอ่วสาวบา้ นอื่นมาก็จะข้ึนมานอนบนเต๋ิน
ได้เลยโดยไมต่ อ้ งรบกวนใครๆให้เปดิ ประตูรบั

วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ทางสังคมของชาวไทยยวนราชบุรี ได้ปรับเปล่ียนและมีการพัฒนาไป
ตามยุคสมัย ส่งผลถึงรูปแบบการสร้างบ้านเรือนให้สอดคล้องกับการใช้สอยในชีวิตประจาวัน ดังน้ันเมื่อ
กลา่ วถึงเอกลกั ษณข์ องการสรา้ งท่อี ย่อู าศยั จงึ จาต้องกล่าวถงึ สมยั อดีต ส่วนในปัจจบุ ันนบี้ า้ นเรอื นไทยญวน



ราชบุรมี ีรูปทรงหลากหลาย ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจและรสนยิ มของเจา้ ของบ้าน จนไม่สามารถระบุ
ไดถ้ ึงบา้ นเรือนแบบไท-ยวนแท้ได้

ภาพที่ ๓ : ที่อยอู่ าศัยของชาวไท-ยวน จังหวัดราชบุรี
ทม่ี า : คนราชบรุ ี, ๒๕๕๐

3. การแตง่ กายของไท-ยวน
การแต่งกายท่จี าแนกให้รู้ได้ว่าเป็นแบบอยา่ งของชาวไทยยวนแต่ด้งั เดิม ถา้ เป็นผหู้ ญิงสงู วยั มัก

น่งุ ผา้ ถงุ สดี า ขลบิ ตีนซิ่นสแี ดง และใช้ผ้าแถบกวา้ งประมาณ 1 ศอก ยาวประมาณวา ห่มรอบอก ผา้ แถบนี้
นยิ มทาสดี าหรือบา้ งกเ็ ป็นสีแดง หรือทาสพี นื้ สใี ดสหี น่งึ แล้วทอชายผา้ ให้เป็นอกี สหี น่งึ เช่นตรงกลางผ้าสี
แดง ชายทง้ั สองข้างเป็นสีไพล (สเี นอ้ื ในของหัวว่านไพล คอื เป็นสีเขียวเหลือบเหลือง ซง่ึ ในอดตี นิยมกันว่า
เปน็ สที ีง่ ดงามมาก) วธิ ีใชค้ ือหม่ หรือคาดด้านหลังแลว้ อ้อมมาจรดกันบริเวณอกดา้ นซ้าย กลัดหรือเหนบ็ ให้
เหลือใช้ผ้าท้ังสองด้านหอ้ ยลง แต่ถ้าเวลาออกงาน กม็ ักสวมเส้ือคอกลม แขนกระบอกสามส่วนผ่าอก กลดั
รังดุม และ จากการสัมภาษณ์อาจารย์นาฏยา เทียมแพได้กล่าวว่า การแต่งกายมีลักษณะคล้ายกับทาง
เหนือ เพราะโดยกลมุ่ คนคอื กล่มุ เดียวกัน โดยชุดประจาถิน่ เรยี กว่า เส้ือแถบแดง ผา้ นุ่งและย่ามแดง โดยมี
สีเฉพาะ สีเขียว สีดา สีแดง ผู้ชายกางเกงปกติ เสื้อม่อฮ่อม ผ้าข้าวม้าแดง(นาฏยา เทียมแพ, สัมภาษณ์,
๒๕๖๓)



ภาพท่ี ๔ : การแต่งกายชาวไท-ยวน
ที่มา : คณะผูจ้ ดั ทา

4. ผ้าซนิ่
นับวา่ เป็นเอกลกั ษณ์อยา่ งหนงึ่ ของชาวไทยยวน ทแ่ี ตกต่างจากชาวลาวฝัง่ ซ้ายลมุ่ แมน่ ้าโขง หรือ

ชาวลาวฝั่งขวาในเขตแดนภาคอีสานของไทย ดังปรากฏเร่ืองราวที่กล่าวถึงเจ้าดารารัศมี ขัตติยนารีแห่ง
ล้านนา ซึ่งเป็นพระชายาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวรชั กาลท่ี 5 พระองคท์ รงตระหนัก และกวดขัน
เร่อื งการแต่งกายของข้าราชบริพารในพระองค์ย่งิ นกั

วัฒนธรรมและความรู้ของชาวไทยยวนที่ติดตัวมาต้ังแต่สมัยบรรพบุรุษย้ายถิ่นฐานมาอยรู่ าชบรุ ี
มีการถ่ายทอดให้แก่ลูกหลาน โดยเฉพาะวิธีการทาผ้าจกยกลาย จนเกิดวิวัฒนาการเรื่องลายผ้าและ
รูปแบบรวมถึงสีสันต่างๆ ปัจจุบันน้ี หากกล่าวถึงการแต่งกายของไทยวนราชบุรีจึงมีภาพของผ้าจกชนิด
ต่างๆมาผสมดว้ ย

ภาพที่ ๕ : ผา้ ซิน่ ชาวไท-ยวน
ทีม่ า : คณะผจู้ ัดทา



5. ผ้าทอไท-ยวนราชบุรี
ในปัจจุบันนี้ หากกล่าวถึงวงการผ้าทอพ้ืนบ้านแล้ว ผ้าทอของชาวไทยยวนราชบุรี เป็นหน่ึงใน

งานฝีมือทเี่ ปน็ ความรจู้ ากบรรพชน ได้ถ่ายทอดให้ลกู หลานและนามาผลติ เป็นผลงาน สร้างรายไดแ้ ละเป็น
เกียรติประวตั ขิ องชุมชนชาวไทยญวน

หลักการทอผ้าท่ัวไป คือมีด้ายเส้นยืนหรือได้เครือหูกกลับมีด้ายพุ่งหรือได้เส้นขวางท่ีสอด
ประสานขวางด้ายเส้นยืนระหว่างที่ได้เสน้ ยืนแยกสลับเสน้ ขึ้นและลงด้วยอุปกรณ์เคร่อื งหูกทเี่ รียกว่า เขา
หรือ ตะกอ แล้วได้เส้นขวางจะเคลอื่ นเข้าชดิ กนั ด้วยการ ต่า หรือ กระทบด้วยซี่ฟันฟืม ซ่ึงทาให้สานกนั
เป็นลายผืนผ้า

ชาวไทยยวนมวี ิทยาการทอผา้ ทเี่ หนือกว่าการสอดประสานธรรมดา นั่นคือวธิ กี ารจก (จก แปลวา่
ควักหรือล้วง) ซ่ึงผ้าที่ได้จากกรรมวิธีน้ี เรียกว่า ผ้าจก หรือ ผ้าลายจก และเมื่อนาชิ้นผ้าท่ีได้ไปต่อกับ
ส่วนล่างของผา้ ถุงหรือทาเปน็ ตีนผา้ ซน่ิ จึงเรยี กว่าซ่นิ ตนี จก

ข้นั ตอนการทาผ้าจกมีความซับซ้อนมาก เริ่มตั้งแต่การคดิ ว่าต้องการใช้เส้นเครอื หกู สีอะไร และ
ตอ้ งการให้เกดิ เป็นลายสีอะไร นอกจากนี้ยงั ตอ้ งคานึงถึงรูปแบบของลวดลายด้วย

ช่างทอผ้าจกจะใช้ขนเม่นเป็นเคร่ืองมือสะกิดหรือควัก (ซึ่งเรียกว่าจก) ให้เส้นด้ายสอดร้อยไป
ตามเสน้ ยืน และตามสดั สว่ นของลายที่ต้องการ โดยที่ลายจรงิ จะอย่ดู า้ นล่าง ขณะทผ่ี ู้ทอผา้ ทาการจกผ้าไป
เรอื่ ยๆ คล้ายกบั เป็นการทาลายกลับดา้ น

ภาพท่ี ๖ : การทอผา้ จกของชาวไท-ยวน
ทีม่ า : คณะผจู้ ัดทา

๑๐

ประเพณี วฒั นธรรม ศลิ ปะการแสดงทอ้ งถนิ่
ในระยะเแรกการต้ังถ่ินฐานในจงั หวัดราชบรุ ี ชาวไท-ยวน กย็ งั คงรักษาวิถีชวี ิต ศลิ ปวฒั นธรรมของชาวไทย

ลา้ นนา ไวอ้ ยา่ งเครง่ ครดั ต่อมาได้ผสมกลมกลืนกับประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนภาคกลาง ซ่งึ เปน็ ชุมชนดัง้ เดิมของ
ราชบรุ ี ความเครง่ ครดั ในวิถชี ีวิตแบบด้ังเดมิ ลดนอ้ ยลง ชวี ติ เรม่ิ ปรับเปล่ียนให้เขา้ กับสภาพแวดล้อม เพ่ือการมีชีวิต
รอด ฉะนั้นศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิต เช่น การเกิด การกิน การตาย ความเชื่อ ความศรัทธา เร่ิมเลือนหายไป ใน
ขณะเดียวกันก็ยอมรับความแปลกใหม่ความเป็นอารยะธรรมจากวัฒนธรรมอื่นเข้ามาแทนที่ สายเลือดไท-ยวน
ลา้ นนาทอ่ี ย่ใู นตัวลกู หลานไท-ยวนเริ่มจางลง แมเ้ วลาผ่านมาเพียง ๑๙๑ ปเี ทา่ นน้ั ปจั จบุ นั เกือบไมม่ เี อกลักษณ์อัน
ใดท่จี ะแสดงถงึ ความเปน็ ไท-ยวน(ลา้ นนา) ในอดีตใหเ้ หน็ นอกจาก ภาษาพดู และศิลปะการทอผา้ จกซ่ึงเป็นมรดกทาง
ศิลปวฒั นธรรมการแตง่ กายของผู้หญิงไท-ยวน ซ่ึงยงั หลงเหลืออยู่บ้างในทอ้ งที่ เชน่ ตาบลคบู ัว ตาบลดอนแร่ ตาบล
ห้วยไผ่ ในอาเภอเมือง และตาบลรางบัว ในอาเภอจอมบงึ (อดุ ม สมพร, 2547)

ประเพณไี ท-ยวน ประกอบแสงสเี สียง เชน่ การแอ่วมองสาวแตง่ งาน สูข่ วัญนาค แลน่ มะโห้ การจอ้ ยภาษา
เมอื งคูบัว ฟอ้ นเจงิ ลกั ษณะดนตรที ่ใี ช้ก็เหมอื นกบั ทางเหนือดนตรพี ื้นเมืองล้านนา สะล้อ ซอ ซึง (นาฏยา เทียมแพ,
สมั ภาษณ์, ๒๕๖๓) การเดินแบบเคร่อื งแต่งกายไท-ยวน ร่นุ เล็ก รนุ่ ใหญ่ อกี ประเพณีหนงึ่ คือ *การกนิ * มีการละเลย
กันมากแล้ว เมื่อก่อนกินข้าวเหนียว ปัจจุบันหันมากินข้าวเจ้า อาจารย์อุดมผู้ก่อตั้งจิปาถะสถานบ้านคูบัว เล่าว่า
สมยั กอ่ นถ้าวันโกน หรอื วันพระ พ่อแม่จะน่ึงข้าวเหนียวใหก้ ินเพ่อื ระลกึ ถงึ วิถีชีวติ ในอดีต แตป่ จั จบุ ันหายไปมากแล้ว
ส่วนอาจารย์นาฏยา เทียมแพ กล่าวว่า ประเพณีงานบุญ งานบวช มีเป็นปกติจะมีการจัดขันโตกแบบเต็มรูปแบบ
อาหารและขนมของชาติพันธทุ์ ่ียงั เหลืออยู่ ก็จะมีอยบู่ า้ ง เช่น ผัดหม่ี แกงหยวกกลว้ ย แกงบอน ลาบยวน จะทาตอน
งานบุญใหญห่ รืองานประจาปี

ภาพท่ี ๗ : ขันโตกชาวไท-ยวน
ที่มา : https://travel.kapook.com/view221918.html

๑๑

ประเพณี "ว่ิงมะโห้" ก็เป็นประเพณีมาตรฐานและเกณฑ์ของการปรามประชา คือการห้ามผูห้ ญิง-ผูช้ ายที่
แต่งงานแล้วเลิกกันได้งา่ ยๆ เม่ือแต่งงานอยู่กินกันแล้ว ถ้ามีการทะเลาะกันหนีกันไป จะทาให้ครอบครัวไม่เข้มแข็ง
ทางไท-ยวนมีความเชอื่ กันวา่ น่าจะมีวิธปี รามผวั เมียที่หุนหนั พลันแลน่ ดว้ ยการประจานนาลกู กระพรวนทีใ่ ส่คอววั ใส่
คอ ว่ิงส่ายรอบหมู่บ้าน แล้วตะโกนชื่อ หรือกล่าวคาท่ีผู้หญิง-ผ้ชู ายนั้นได้รับความอับอายว่าไม่ควรทีจ่ ะทะเลาะกัน
เหตุทใี่ ชล้ กู กระพรวนเพราะใชแ้ ขวนคอววั และมเี สียงดงั ใหร้ วู้ ่าวัวไปอยทู่ ่ีไหนบา้ งจะได้ตามเจอ ซึง่ เหมือนกบั เปน็ การ
ประจานไปในตัว เป็นการปรามทางสังคมโดยประชาชน การ"แอ่วสาวแอ่วมอง" เป็นเร่ืองของหนุ่มสาวท่ีจีบกัน
ติดต่อกัน นาไปสู่การสู่ขอกันและกัน แต่หากผู้ชายยงั ไม่ได้บวช ก็แต่งงานไม่ได้ จึงต้องมีพิธีบวชสู่ขวัญนาคแบบไท-
ยวน แสดงให้ชมดว้ ย จากนน้ั จงึ เปน็ งานพิธีแต่งงาน

ปัจจุบันนี้ประเพณีต่างๆ บางอย่างได้เลือนหายไป ไม่เด่นชัดเหมือนในอดีต คนไท-ยวนปัจจุบันลืมเลือน
ภาษาพูดของตัวเองไปมาก เชน่ กินขา้ วอร่อย ทีเ่ รยี กวา่ "กนิ รา" หรือกินข้าวรา คนปัจจุบันจะไม่พดู วา่ กินขา้ วรา แต่
จะพูดวา่ กนิ ข้าวอรอ่ ยแทน (ออนไลน์, ไทยยวน เสาไห้-บ้านเจา้ ฟา้ , ๒๕๖๓)

จากขอ้ มลู ทัง้ หมดทาใหเ้ หน็ ได้ว่า กลุม่ ชนชาตพิ ันธช์ุ าวไท-ยวน มปี ระวัติความเปน็ มาที่ยาวนาน เป็นกลุ่มที่
อพยพมาต้ังแต่สมัยเชียงแสน ที่ต้ังหลักแหล่งอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีมาต้ังแต่ดั้งเดิม ผ่านประวัติศาสตร์
การเมือง การปกครองมาหลายยุคสมัย เป็นกลุ่มชนที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องของการทอผ้า ผ้าซิ่น อย่างผ้าจกไท-ยวน
ของตาบลรางบวั ท่สี วยงามและเปน็ เอกลักษณ์ คณะผจู้ ดั ทาจึงได้เลง็ เห็นถงึ ความสาคญั ของกลุม่ ชนชาตพิ ันธ์ุชาวไท-
ยวน จึงไดน้ าเอาผา้ จกของชาวไท-ยวน ทเ่ี ปน็ เอกลักษณ์ของชาวไท-ยวน การแต่งกาย วถิ ชี ีวิต อาชพี การทอผา้ ของ
ชาวไท-ยวน จังหวดั ราชบรุ ี มาวเิ คราะห์ พัฒนา ในการสรา้ งสรรคก์ ารแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยชดุ “ฟอ้ นยกจกผา้ ” ตอ่ ไป

๑๒

บทท่ี ๒

แนวคิดของการแสดง

ทม่ี าของแนวคดิ การแสดง

แนวคดิ การแสดง ปฏบิ ตั ิตามขนั้ ตอนการดาเนนิ งานตามหลัก Choreograppher (สรุ พล วิรุฬรักษ์, ๒๕๔๙)
ดังนี้

1. เหตุที่เกดิ การสรา้ งงานนาฏศลิ ป์
• เพ่อื ส่งเสรมิ การท่องเทีย่ ว และ สร้างอตั ลักษณใ์ ห้แกก่ ลุม่ ชนชาตพิ นั ธ์ุ

2. วตั ถปุ ระสงค์
• เพอ่ื ส่งเสริมการทอ่ งเท่ยี วเชิงวัฒนธรรมของ ๘ กล่มุ ชนชาติพันธ์ขุ องจังหวดั ราชบรุ ี

3. ประมวลข้อมลู
• ขอ้ มูลจากเอกสาร
• ข้อมูลจากการลงพน้ื ทีส่ มั ภาษณก์ ลมุ่ ชาติพันธ์ุ

4. กาหนดองค์ประกอบ
• รปู แบบเครื่องแตง่ กาย
• รูปแบบเพลง
• รปู แบบอปุ กรณ์

5. ออกแบบการแสดง

การแสดงชุด “ฟ้อนยกจกผ้า” ได้แนวความคิดจากเอกลกั ษณ์สาคญั ของชาวไท-ยวนราชบุรที มี่ ีผา้ ทอไทย
ยวนทม่ี ชี ่อื เสยี ง ซ่งึ ไดน้ าเอาเอกลักษณ์ของชาวไท-ยวน ในด้านการทอผา้ จก มาใช้ในการออกแบบการแสดง รวมถึง
การนาผ้าซิ่นที่ทอด้วยมือลายพิกุลของศูนย์ทอผ้าวัดรางบัว ตาบลรางบัว อาเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ท่ีมาความ
ปราณตี งดงาม ซง่ึ เป็นผ้าจกไท-ยวนทีม่ ีลวดลายวิจิตรงดงาม และใชเ้ วลาในการทอนานมากกว่าแล้วเสร็จแต่ละผืน
วิธีการทอผ้าจกไทยวนเป็นการยกเสน้ ยืนขึ้นแล้วนาฝ้ายเสน้ พุ่งจกขิดให้เป็นลวดลายต่างๆ จากแนวคิดน้ีจึงได้นามา
ออกแบบการแสดงชดุ ฟอ้ นยกจกผ้า เพ่อื เผยแพรค่ วามงดงามของผา้ ไท-ยวนราชบรุ ี โดยการแสดงไดน้ าวธิ กี ารทาผ้า
จกของชาวไทยวนออกมาในรูปแบบการแสดง ต้ังแต่การเก็บฝ้าย ดีดฝ้าย ป่ันฝ้าย ย้อมเส้นฝ้าย การทอจกและเมือ่
ผ้าสาเร็จสมบูรณ์ ตามแบบชาวไทยวนราชบรุ ีท่นี าวฒั นธรรมชาตพิ ันธล์ุ าวกลุม่ อน่ื มาผสมผสานผสู้ รา้ งสรรคท์ า่ รา

นายเอกลักษณ์ หนูเงิน ตาแหน่งอาจารย์คณะศิลปะนาฏดุริยางค์สถาบัน ผู้ออกแบบการแสดง กล่าวว่า
แนวคิด ความสวยงามของลายผ้าซนิ่ จก ลายผา้ ของชาวไท-ยวน มีความสวยงามและสามารถบ่งบอกถงึ ชาติพนั ธ์ของ
ตนเองได้อย่างสวยงาม ออกแบบท่าโดยการนาเอาท่าทางของชาวบ้านมาอยู่ในโชว์กรรมวิถีการเก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย

หลังจากน้ันจะนาไปส่กู ารทอผา้ ลักษณะของท่าทาง จะเป็นท่าทางพื้นบา้ น ของชาวบ้านจรงิ ๆ ท่ีมีการสรา้ งข้ึนการ
ลงตัวใหอ้ ยู่ในการแสดง(เอกลักษณ์ หนูเงิน, สัมภาษณ์, ๒๕๖๓)

รูปแบบการแสดง ราหมู่ ประกอบดว้ ยนักแสดงชาย ๔ คน นกั แสดงหญิง๔ คน
บทเพลง ทานองเพลง ใชด้ นตรีทานองทางภาคเหนือ ล้านนา ใชส้ ะลอ้ ซอ ซงึ และแคน
เครอ่ื งแตง่ กาย ชดุ ไท-ยวน ได้แนวความคดิ มาจากการแต่งกายแบบชาวไท-ยวนนามาปรบั ปรุงใหว้ จิ ิตร
สวยงามเหมาะสมกบั การแสดงมากขน้ึ

ขอ้ มูลและการสมั ภาษณ์
ผา้ ไทยยวนจกราชบรุ ี
การทอผ้าจกเป็นการทอและทาใหเ้ กิดลวดลายผ้าไปพร้อมๆ กัน การจกคือการทอลวดลายบนผืนผ้าด้วย

วิธีการเพ่ิมด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า การจกจะใช้ไม้หรอื ขนเม่นหรือน้วิ
มือยกข้นึ จก (ควัก)เส้นด้ายสีสนั ตา่ งๆ ขนึ้ มาบนเส้นยืนให้เกดิ ลวดลายตามทตี่ ้องการ

การทอผ้าจกในประเทศไทย
ในประเทศไทยมีการทอผ้าจกในภาคเหนือและภาคกลางรปู แบบ ลวดลาย สีสัน ของผ้าจก จะ

แตกต่างกนั ไป ท้ังนข้ี ้นึ อยูก่ ับทอ้ งถนิ่ หรือเอกลักษณ์ของแตล่ ะเผ่าพันธุ์ทส่ี บื เชอ้ื สายมาจากบรรพบุรษุ ผ้าจก
ของไทย หากแบง่ ตามชนเผา่ จะพบวา่ มีการทอผา้ จกตามชนเผา่ ใหญๆ่ ดงั นี้

๑) ผ้าจกไท-ยวน
๒) ผา้ จกไท-พวน (ลาวพวน)
๓) ผา้ จกไท-ลื้อ
๔) ผา้ จกลาวคร่ัง
การทอผ้าจกตามเผา่ พันธ์นุ ั้น รูปแบบลกั ษณะมคี วามแตกตา่ งกนั ไปตามเผา่ พันธ์ุ
ผ้าจกไทยวน จังหวัดราชบุรีเป็นผ้าจกท่ีพบในหมู่ช่างทอผ้าชาวไทยวน ในจังหวัดราชบุรี มี
แหลง่ กาเนดิ แตกตา่ งกัน โดยแบ่งตามลกั ษณะของลวดลายไดเ้ ป็น ๓ ตระกลู คือ
๑) ผ้าจกตระกูลคูบวั

เป็นผ้าจกที่มีลายท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เช่น ลายดอกเซีย ลายหักนกคู่
ลายโก้งเก้ง ลายหนา้ หมอน และลายนกคู่กินน้าฮ่วมเตา้ ผ้าจกตระกูลคบู วั จะพบมากใน ตาบลคู

๑๓

บัว ตาบลดอนตะโก อาเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เพราะมีชุมชนไท-ยวนอาศัยอยู่ โดยในการจก
จะใช้เส้นด้ายยืนสีดา พุ่งดา โดยไม่มีลายประกอบมากลาย พน้ื ผ้าเวน้ พ้ืนต่าไว้มากตามแบบของ
ลวดลาย เพ่ือจกให้เหน็ ลายชัดเจน ส่วนสีสันของเส้นใยที่ใช้ทอ จะใช้เส้นใยท่ีมีสสี นั หลากหลาย
เช่น จะใช้พ่งุ ต่าดาจกแดง แซมเหลืองหรือเขียว เป็นต้น โดยตีนซิน่ จะมคี วามกว้างประมาณ ๙-
๑๑ นว้ิ

๒) ผ้าจกตระกูลหนองโพ-บางกะโด

เปน็ ผา้ จกที่มีลวดลายขนาดและสีสันทม่ี ีความใกล้เคียงกับจกตระกูลคูบัว เปน็ ผา้ จกที่
ได้จากชุมชนไท-ยวน ในตาบลหนองโพ-บางกะโด อาเภอโพธาราม โดยผ้าจกตระกูลหนองโพ-
บางกะโด จะมีความแตกต่างจากผ้าจกตระกูลคูบัวตรงที่ ชายของตีนซ่ิน ซ่ึงผ้าจกตระกูลหนอง
โพ-บางกะโด จะมกี ารเวน้ พื้นทตี่ า่ ระหวา่ งลายซะเปา ถึงเลบ็ เหลอื งไว้กว้างมากกว่าผ้าจกตระกูล
คูบัว และผ้าจกตระกูลหนองโพ-บางกะโดจะมีลักษณะทใี่ กล้เคยี งกับลายนกของผ้าไท-พวนใน
ภาคเหนือ คือ ลักษณะของนกคู่กนิ ฮ่วมเต้าของผา้ จกตระกูลหนองโพ-บางกะโด จะมีหางท่ียาว
มากกว่าผา้ จกตระกลู คูบัว

๓) ผา้ จกตระกลู ดอนแร่

เป็นผ้าจกท่ีมีลายท่ีมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เช่น ลายกาบ ลายกาบดอกแก้ว และ
ลายนกคู่กินน้าฮ่วมเต้า พบมาในชุมชนไท-ยวน ตาบลดอนแร่ ตาบลห้วยไผ่ ตาบลหนองปลา
หมอและตาบลรางบัว โดยลักษณะของการจก จะประกอบด้วยหลากหลายของลวดลาย และจะ
มกี ารจกลายแน่นเตม็ ผนื ผา้ มีการเวย้ พืน้ ต่าไว้น้อย ทาใหล้ ดความเดน่ ชดั ของลายหลักลงไป โดย
จะคงสีสันของเส้นใยเป็นสีแดงเป็นหลกั จะไม่นิยมใช้เส้นใยหลายสี และตีนจกจะมีความกว้าง
ประมาณ ๑๔-๑๕ น้วิ

ผา้ จกของชาวไทย – ยวน ราชบรุ ี มกี ารนามาใช้ในชีวิตประจาวนั หลายประเภท ได้แก่
ผ้าปรกหวั นาค(ใช้คลมุ หวั นาคในขณะท่ีแห่นาคไปบวช) ย่ามจก ผา้ ขาวมา้ จก ผา้ แตะจก (เป็นผ้า
จกขนาดเล็กใชส้ าหรับเชด็ หน้าหรอื เช็ดน้าหมาก) หมอนจกและ ผา้ ซ่ินตีนจก

ผา้ ซ่นิ ตีนจก คือซิ่นทมี่ ตี ีนประกอบดว้ ยสว่ นทเี่ ป็นผา้ ลวดลายทอดว้ ยวิธีจก หรอื ควกั
เส้นด้ายพิเศษมาผูกมัดขัดกับเส้นอ่ืนเป็นลวดลายแบบต่างๆ ซ่ึงซ่ิน ตีนจกมีโครงสร้าง
ประกอบด้วยผ้า ๓ ส่วน คือ หัวซิ่น ตัวซ่ิน และ ตีนซิ่น ซ่ินตีนจกที่พบในลักษณะการแต่งกาย
ของสตรชี าวไท-ยวน ราชบุรี มี ๓ ลักษณะ คือ

๑) ซ่ินตีนจก จกเฉพาะตีน ตัวซ่ินเป็นผ้าพื้นสีดา หรือ สีคราม ซ่ินบางผืนมีตัวซิ่นทอ
ด้วยวธิ ยี กมุกหัวซ่ิน ใช้ผ้าขาวผ้าแดงเยบ็ ตอ่ กนั แลว้ จึงเย็บต่อกนั กบั ตัวซน่ิ

๑๔

๒) ซ่ินตีนจก จกทั้งตัว ซึ่งลักษณะนี้จะมีตัวซ่ินและตีนซน่ิ ทอด้วยวิธีจก แต่ทอเป็นผ้า
คนละชิ้น แล้วนามาเย็บต่อเป็นผืนเดียวกัน ตัวซิ่นส่วนมากจะทอด้วยลายกูด ลายนก ลาย
มะลเิ ลือ้ ย เป็นลายพันรอบตัวซิน่ ตีนซิ่นทอลายหลกั ท้งั ๙ ลาย หัวซ่นิ มลี ักษณะเดยี วกบั ซ่นิ ตนี จก
จึงถอื ไดว้ า่ ซน่ิ ชนิดน้เี ป็นผลงานทางศลิ ปหัตถกรรมช้ันสูงของ ไท-ยวน ราชบรุ ี

๓) ซิ่นตนี จก ตัวยกมกุ สลับมดั หมี่ ตนี ซิน่ ทอดว้ ยวธิ ีจกเหมือนตวั ซน่ิ ตีนจกทวั่ ไป ตวั ซ่ิน
ทอด้วยวิธียกมุกสลับด้วยการทอแบบมัดหมี่ ถือได้ว่าเป็นเทคนิคของภาคอีสาน ตัวซิ่นใช้เส้นใย
ประเภทไหม เป็นวัสดทุ อ พบไม่มากในผ้าซ่ินตีนจกของไท-ยวน ราชบรุ ี

. ลวดลายและกรรมวิธีการทอ

การทอผ้าจกราชบุรี เป็นการเพ่ิมเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปในบางช่วงหรือตลอดผืนของผ้า
ทอ โดยเทคนิคการสะกิดเสน้ ยืนโดยการใช้ขนเม่นสะกดิ เพ่ือสอดเสน้ ด้ายพิเศษหรือสสี ันต่าง ๆ
ใส่ลงไปในผนื ผ้า ตามลวดลายทอี่ อกแบบไว้

ลวดลายในผ้าจกของชาวไทยวนราชบุรี มีจานวน ๙ ลายหลัก ได้แก่ ลายกาบ ลาย
กาบซ้อนหัก ลายกาบดอกแก้ว ลายดอกเซีย ลายโก้งเก้ง ลายโก้งเก้งซ้อนเซีย ลายหน้าหมอน
ลายหักนกคู่ ลายดอกพิกลุ

๑) ลายกาบ
ที่มาของช่ือ เรียกสืบต่อกันมาต้ังแต่โบราณแนวทางสันนษิ ฐาน ลักษณะของลาย
คลา้ ยกบั กาบของลาไม้ไผ่

แหลง่ ทนี่ ยิ มทอ ชา่ งฝมี ือกลมุ่ ตาบลดอนแร่ ตาบลห้วยไผ่ ตาบลรางบวั ปจั จุบนั มี
การทอในทุกกลุ่มช่างฝมี ือ เชน่ ศนู ยห์ ตั กรรมพ้นื บ้านวดั นาหนอง วัดคบู ัว วดั ราง
บัว และช่างฝมี ือทอบา้ นตะโกกลมุ่ บา้ นหัวนาและศนู ยส์ บื ทอดศลิ ปะผ้าจกราชบุรี
วัดแคทราย เป็นลายท่ีมีผู้นิยมทอกันมากและถือว่าเป็นลายมาตรฐานของผ้าจก
ราชบรุ ี ประโยชน์ ใชท้ อเปน็ ตนี ผ้าซนิ่ ตนี จก หน้าหมอนจก

๒) ลายกาบซอ้ นหกั
ที่มาของชอื่ แนวทางสนั นษิ ฐาน ไม่พบ
แหล่งที่นิยมทอ กลุ่มช่างฝีมือตาบลคบู ัว ท่ีบ้านหนองผ้าขาว ปัจจุบันมีช่างทอท่ี
บา้ นตะโก ตาบลคบู ัว เปน็ ลายทท่ี อยากกว่าลายอื่นๆ ประโยชน์ ใช้ทอจกเป็นตีน
ผา้ ซ่ินตีนจก

๓) ลายกาบดอกแกว้
ที่มาของช่ือ เป็นลายในตระกูลลายกาบ แนวทางสันนิษฐาน นักวิชาการกรม
สง่ เสริมอตุ สาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กาหนดช่อื ขน้ึ ใหม่

๑๕

แหล่งที่นิยมทอ กลุ่มชา่ งฝีมอื ตาบลดอนแร่ เช่น บา้ นหว้ ย หนองโปง่ วดั นาหนอง
ดอนซาด ดอนกอกและตาบลรางบวั รางอาวชฏั ใหญ่ ประโยชน์ ใชท้ อเป็นลายใน
ตีนผา้ ซ่นิ ตนี จก หน้าหมอนจก
๔) ลายดอกเซีย
ท่ีมาของช่ือ เป็นชื่อที่เรียกสืบกันมาตั้งแต่โบราณ ไม่มีความหมายในปัจจุบัน
แนวทางสันนิษฐาน ไมส่ ามารถสนั นิษฐานได้แน่ชัด
แหล่งที่นิยมทอ ช่างฝีมือไท-ยวน ตาบลคูบัว อาเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เช่น
กลุ่มบ้านหัวนา ของคุณยายซ้อน กาลังหาญ และกลุ่มศูนย์สืบทอดศิลปะผ้าจก
ราชบรุ ี ปจั จบุ นั กลุม่ ช่างฝีมอื กลุ่มอ่ืนเร่มิ นามาลายนไ้ี ปทอกันบ้างแล้ว ประโยชน์
ใช้ทอเปน็ ลายผา้ จกเพอ่ื ประกอบเปน็ ซน่ิ ตนี จก ไม่พบในผา้ จกประเภทอื่น
๕) ลายโกง้ เก้ง
ทม่ี าของชื่อ เรยี กสบื ทอดกนั มาแตโ่ บราณ
แนวทางสนั นิษฐาน ไม่พบแหลง่ ท่นี ิยมทอ
กลุ่มช่างฝมี ือตาบลคูบัว บา้ นตะโก ตาบลหนองปลาหมอ ตาบลหนองโพ-บางกะ
โดปัจจุบันมที อทีศ่ นู ย์สืบทอดศิลปะผา้ จกราชบรุ ี วัดแคทราย ศูนย์หัตถกรรมวดั คู
บัว ประโยชน์ ใช้ทอเป็นลายตีนผ้าซิ่นตนี จก ผ้าซิ่นตา
๖) ลายโกง้ เกง้ ซ้อนเซีย
ทม่ี าของชือ่ เรียกสืบทอดกนั มาแตโ่ บราณ
แนวทางสันนิษฐาน ไมพ่ บ
แหล่งที่นยิ มทอ กลุ่มชา่ งฝีมอื บ้านคูบัว เชน่ กลมุ่ บา้ นใหม่ บ้านตะโก บ้านหนอง
ขนั บ้านหวั นา ปัจจุบนั ทอเกือบทกุ กลมุ่ เช่น ศนู ยส์ ืบทอดศิลปะผา้ จกราชบรุ ี วัด
แคทราย ศูนย์หตั กรรมพื้นบ้านวัดคบู ัว ประโยชน์ ใชท้ อเปน็ ลายจกของตีนผ้าซิ่น
ตีนจก จะมีบ้างในบางแหง่ ทอเป็นลายผา้ ใชส้ อย เช่น ผา้ คล้องคอ
๗) ลายหนา้ หมอน
ท่ีมาของช่อื เรยี กสบื ทอดกนั มาแต่โบราณ
แนวทางสันนิษฐาน รูปทรงคลา้ ยสีเ่ หล่ยี มขนมเปียกปูนมักปรากฏอยู่ในลายของ
หนา้ หมอนจก
แหล่งที่นิยมทอ กลุ่มช่างฝีมือคูบัว ปัจจุบันทอที่ศูนย์สืบทอดศิลปะผ้าจกราชบรุ ี
และศูนย์หัตถกรรมพ้ืนบา้ นราชบุรี วัดคูบัว แต่เป็นท่ีน่าสังเกตว่าลายหน้าหมอน
ไม่มผี ู้นิยมมากนักประโยชน์ ใชท้ อจกเปน็ ลายในตีนผ้าซ่ิน และจะพบบา้ งในหน้า
หมอนจกของไท-ยวนราชบุรี
๘) ลายหักนกคู่
ที่มาของชื่อ เรียกสืบทอดกนั มาแต่โบราณ
แนวทางสนั นษิ ฐาน ไม่พบ

๑๖

แหล่งท่ีนยิ มทอ กลุ่มชา่ งฝีมอื ทอตาบลคูบัว ตาบลหว้ ยไผ่ ปัจจุบนั นยิ มทอที่ศูนย์
สบื ทอดศิลปะผ้าจกราชบรุ วี ดั แคทราย ศนู ย์หตั ถกรรมพ้นื บ้าน วดั คบู วั และศนู ย์
หัตถกรรมวดั รางบวั ประโยชน์ ใช้ทอเป็นลายจกในตนี ผ้าซน่ิ ตนี จก
๙) ลายดอกพิกลุ
ที่มาของชอื่ ไมพ่ บ
แนวทางสันนษิ ฐาน ไมพ่ บ
แหล่งที่นิยมทอ ศูนย์หัตถกรรมวัดรางบัว ประโยชน์ ใช้ทอเป็นลายจกในตีน
ผ้าซิน่ ตนี จก

ภาพที่ ๘ : ผ้าซิน่ ลายดอกพิกุล
ท่มี า : คณะผ้จู ดั ทา

ยา่ ม
ย่ามในคนไทยวน เป็นสิ่งที่จาเป็นในการดารงชีวิตประจาวันและในพิธีกรรมต่าง ๆ

สาหรบั ย่ามไทยวน-ราชบรุ ีนัน้ นยิ มใหผ้ ้าทอลายจกมาตอ่ กันแล้วปกั เย็บตามแบบตา่ ง ๆ
กระเปา๋ ถักคาดเอว

เปน็ กระเปา๋ ถักคาดเอว สาหรับชายไทยวนในชีวติ ประจาวัน เชน่ การหาอาหาร การทา
การเกษตร โดยจะผกู ตดิ ไว้ท่ีส่วนหน้าของเอว
หมอนลายจก

เป็นการนาผ้าลายจกมาเย็บต่อด้านข้างของหมอน โดยหมอนจะประกอบไปด้วยผ้าสี
ขาวตรงกลางและตอ่ รมิ ด้วยสแี ดง สว่ นหน้าหมอนกจ็ ะเย็บด้วยผา้ ทอลายจกอกี ที

๑๗

ผ้าปรกหวั นาค
เป็นผ้าที่ทอด้วยลายจก ใช้สาหรับคลุมศีรษะนาคท่ีเข้าพิธีบวช เป็นประเพณีของคน

ไทยวน โดยส่วนมากผเู้ ป็นแมจ่ ะทอเกบ็ ไวห้ รือทอสาหรบั ให้ลกู ชายใชใ้ นการบวชเป็นพระ
ผา้ ซน่ิ ตนี จก

ผา้ ซิ่นตีนจกตา่ ง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จิปาฐภัณฑ์สถานบ้านคบู ัว

ภาพที่ ๙ : ผา้ ซน่ิ
ที่มา : คณะผู้จัดทา

ในปัจจุบันนี้ หากกล่าวถึงวงการผ้าทอพื้นบ้านแล้ว ผ้าทอของชาวไทยยวนราชบุรี เป็นหน่ึงในงานฝีมือที่
เป็นความรู้จากบรรพชน ได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานและนามาผลิตเป็นผลงาน สร้างรายได้และเป็นเกียรติประวัติของ
ชมุ ชนชาวไทยญวน

หลักการทอผ้าทว่ั ไป คือมีดา้ ยเส้นยนื หรอื ไดเ้ ครือหูกกลบั มีด้ายพุง่ หรือได้เสน้ ขวางทส่ี อดประสานขวางด้าย
เสน้ ยนื ระหวา่ งทไ่ี ดเ้ ส้นยนื แยกสลบั เส้นขึ้นและลงด้วยอปุ กรณเ์ ครอื่ งหูกทเ่ี รียกว่า เขา หรอื ตะกอ แลว้ ไดเ้ สน้ ขวาง
จะเคลอ่ื นเข้าชดิ กันดว้ ยการ ต่า หรือ กระทบด้วยซีฟ่ นั ฟมื ซึง่ ทาใหส้ านกันเป็นลายผืนผ้า

ชาวไทยยวนมีวิทยาการทอผ้าทีเ่ หนือกวา่ การสอดประสานธรรมดา น่นั คือวิธกี ารจก (จก แปลว่า ควักหรือ
ลว้ ง) ซ่ึงผา้ ทไ่ี ดจ้ ากกรรมวธิ ีนี้ เรยี กวา่ ผา้ จก หรอื ผา้ ลายจก และเม่อื นาชน้ิ ผ้าท่ไี ดไ้ ปตอ่ กับสว่ นล่างของผา้ ถุงหรือทา
เปน็ ตีนผ้าซิน่ จงึ เรียกว่าซน่ิ ตีนจก

ขัน้ ตอนการทาผ้าจกมคี วามซับซ้อนมาก เรม่ิ ตัง้ แต่การคดิ วา่ ตอ้ งการใช้เส้นเครอื หกู สีอะไร และต้องการให้
เกิดเป็นลายสีอะไร นอกจากน้ยี งั ต้องคานึงถึงรปู แบบของลวดลายดว้ ย

๑๘

ช่างทอผ้าจกจะใชข้ นเม่นเป็นเครอื่ งมือสะกิดหรอื ควัก (ซึ่งเรียกว่าจก) ให้เส้นด้ายสอดร้อยไปตามเส้นยนื
และตามสดั สว่ นของลายที่ต้องการ โดยท่ลี ายจรงิ จะอยู่ด้านล่าง ขณะท่ีผ้ทู อผา้ ทาการจกผ้าไปเรอ่ื ยๆ คล้ายกับเป็น
การทาลายกลับด้าน

ภาพท่ี ๑๐ : เครอ่ื งทอผา้
ทม่ี า : คณะผู้จัดทา

ภาพที่ ๑๑ : ขิดทอผ้า
ทมี่ า : คณะผู้จัดทา
๑๙

ภาพที่ ๑๒ : เครื่องป่นั ฝ้าย

ทีม่ า : คณะผู้จัดทา

ผู้สร้างสรรค์ผลงานจึงได้นาแรงบัลดาลใจจาก ชาวไท-ยวนราชบุรี ที่นิยมนาลวดลายจกมาใส่ในผืน
ผา้ ซ่ิน ซึง่ จะนยิ มใช้ในงานพิธีการ หรือโอกาสสาคัญเปน็ พเิ ศษ เพราะผ้ามีความสวยงามอีกทั้งการดแู ลรักษาตอ้ งเอา
ใจใส่กว่าปกติ จึงนิยมใส่ในงานสาคัญ จึงเป็นที่มาของแนวคิดการแสดง ชุด ฟ้อนยกจกผ้า ท่ีส่ือให้เห็นกรรมวิธีการ
ทอผา้ จกของชาวไท -ยวน จงั หวัดราชบรุ ี ต่อไป

รปู แบบการปฏิบัติงาน สัปดาห์ที่ ๑ กันยายน สปั ดาห์ที่ ๔
สปั ดาหท์ ี่ ๒ สัปดาหท์ ่ี ๓
รายละเอยี ดการทาวิจัย
เกบ็ รวบรวมข้อมลู เอกสาร
ลงพน้ื ที่/เกบ็ ข้อมลู สัมภาษณ์
ดาเนินงานการผลิต
Focus Group ครั้งท่ี ๑
ดาเนินการแก้ไขปรบั ปรุง
ลงพน้ื ทีถ่ า่ ยทอดท่ารา

ตารางที่ ๒ : รปู แบบการปฏิบตั งิ าน
ท่ีมา : คณะผจู้ ัดทา

๒๐

ข้อเสนอแนะจากตวั แทนชาวไท-ยวน
การแสดงโดยรวมดลู นื่ ไหล แตข่ อแก้ไขท่ีทรงผม เกล้าขน้ึ มา เปน็ มวยเลก็ ๆ ร้อยพวงมาลัยล้อมมวยผม

และปกั ปิ่น ไมเ่ อาที่ครอบมาครอบหัว มันไม่โอเค สว่ นสไบทีห่ ม่ เปน็ ผา้ ขาวมา้ ที่หม่ หรือผา้ แถบสีแดงก็ได้พันอกใช้
ผ้าขาวมา้ เป็นสไบ ส่วนผู้ชาย เราไมใ่ ชผ้ ้าขาวมา้ มาหม่ ตัว แตเ่ อาผูกเอวแทน ส่วนเรือ่ งการร่ายรา ไม่ติดอะไร ทุก
อย่างใชไ้ ด้แล้ว

สรปุ แนวทางการปรับแก้จากขอ้ เสนอแนะ
จากการดาเนินงานและนาเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบท่ารา ดนตรี

ตัวแทนชาวไท-ยวนและตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดราชบรุ ี ได้มีข้อเสนอแนะเกยี่ วกบั ความถกู ต้องและการปรบั แก้ของ
ท่าทางการแสดง รวมถงึ การใชท้ านองเพลง เครือ่ งดนตรใี ห้เกิดความสวยงามและถูกต้อง ดังนี้

เครื่องแตง่ กาย : นาผ้าทหี่ ่มตวั ผชู้ ายออก ผหู้ ญิงลดสไบใหส้ นั้ ลง ทาผมมวย รอ้ ยพวงมาลยั ลอ้ มมวยผม
และปักปิ่น

เม่ือปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิด้านการออกแบบทา่ รา ดนตรี ตัวแทนชาว
ไท-ยวนและตัวแทนวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรีเสร็จสิ้นแล้ว คณะผู้จัดทาจะนาไปปรับใช้ สร้างสรรค์ผลงานด้วย
องคป์ ระกอบต่างๆ ดังจะกล่าวในบทที่ ๓ ตอ่ ไป

๒๑

บทท่ี ๓

องคป์ ระกอบการแสดง

องค์ประกอบการแสดงชดุ ฟอ้ นยกจกผา้ ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบสาคัญ ดงั นี้
ผแู้ สดง
เคร่ืองแต่งกาย
อุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง
ดนตรแี ละเพลงประกอบการแสดง
กระบวนท่าราและรปู แบบการแปรแถว

การแสดงชุดต่างๆ จะมีความงดงามเพียงใดน้ัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสาคัญที่จะนาไปผสมผสานใหเ้ กดิ
เป็นรูปแบบการแสดง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงองค์ประกอบการแสดงชุด ฟ้อนยกจกผ้าคือ ผู้แสดง เครื่องแต่งกาย
อุปกรณ์ทใ่ี ช้ในการแสดง ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง ทงั้ น้ีในสว่ นของกระบวนท่าราและรูปแบบการแปรแถว
จะนาไปกลา่ วไวใ้ นบทท่ี ๔

ผู้แสดง
การแสดงชดุ ฟ้อนยกจกผ้า กาหนดผู้แสดงท้ังหมด ๘ คน โดยแบ่งเป็นผู้แสดงชาย ๔ คน ผู้แสดงหญิง ๔

คน กาหนดคณุ ลักษณะ ดังน้ี
๑. สาหรับผแู้ สดงหญิงพิจารณาจากผูท้ ี่มีลกั ษณะรูปหน้ารปู ไข่ ผิวขาว ลักษณะแบบชาวบ้านผู้หญิงชาว
ไท-ยวน ส่วนนักแสดงชายเลือกรูปหน้าเรียว จมูกเป็นสัน ผิวขาว ลกั ษณะแบบชาวบ้านผู้ชายชาวไทย
ยวน
๒. เปน็ ผมู้ คี วามสามารถในการปฏิบตั ทิ ่ารานาฏศิลปไ์ ทยได้อยา่ งงดงาม
๓. มีความเพียรและความอดทนในการฝึกซอ้ ม
๔. มวี ินยั ตรงต่อเวลา และมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ดี

ภาพที่ ๑๓ : ผู้แสดงชุด ฟอ้ นยกจกผา้
ทม่ี า : คณะผ้จู ัดทา
.

เคร่ืองแตง่ กาย
การออกแบบประดิษฐ์เครื่องแต่งกายและเครือ่ งประดบั เลอื กใชว้ สั ดุเลยี นแบบ ใหม้ ลี กั ษณะองิ กับการแต่ง

กายของชาวไทยยวนจงั หวัดราชบรุ ี ดงั นี้
ผ้ชู าย นงุ่ กางเกงสีนา้ เงิน ใสเ่ สอื้ แขนยาวสีนา้ เงิน ตบแต่งลวดลายผ้าจก ผา้ แถบคาดเอว
ผหู้ ญิง น่งุ ซิน่ จกลายดอกพกิ ุล ผ้าแถบรัดอก ใส่เครื่องประดบั เงนิ ได้แก่ สร้อยคอ ตา่ งหู เขม็ ขัด กาไล

ข้อมอื ปิน่ ปกั ผม
จากแนวคิดการสร้างสรรค์เคร่อื งแตง่ กายท่ผี ู้สร้างสรรคง์ านกาหนดพัฒนาสูก่ ารสร้างสรรค์เครอื่ งแต่งกาย

ชุด ฟอ้ นยกจกผา้ ดังภาพเครือ่ งแต่งกาย ดังนี้

๒๒

ภาพท่ี ๑๔ : เครอื่ งแต่งกาย ชดุ ฟอ้ นยกจกผ้า
ทม่ี า : คณะผจู้ ัดทา

รายละเอียดเครอ่ื งแต่งกาย

1. เส้ือแขนยาวสีนา้ เงนิ
2. ผา้ แถบคาดเอว
3. กางเกงสีน้าเงิน

ภาพท่ี ๑๕ : เครอ่ื งแตง่ กาย ชดุ ฟ้อนยกจกผา้
ทมี่ า : คณะผูจ้ ัดทา
๒๓

รายละเอียดเครอื่ งแต่งกาย
1. ปนิ่ ปกั ผม
2. มาลัยวงครอบมวยผม
3. ตา่ งหู
4. ผา้ สไบ
5. สังวาลหรอื สร้อยตวั
6. กาไลแขน
7. กาไลขอ้ มือ
8. เขม็ ขดั
9. ผ้าซน่ิ จก ลายดอกพิกุล

อุปกรณ์ทีใ่ ช้ในการแสดง
อุปกรณก์ ารแสดงชาตพิ นั ธุ์ ไทย-ยวน “ฟ้อนยกจกผ้า”
เครอ่ื งป่ันฝา้ ย 4 ชิน้ กะส่วย 4 ชิ้น ด้วยผา้ ทอชาวไทยยวน ผา้ ซิ่น ตีนจกไทยวน จังหวดั ราชบรุ ี ถือเป็นงาน

ผา้ ทอของชาวไทยวนทมี่ ลี ักษณะและเอกลักษณ์พิเศษ เฉพาะตวั มคี วามละเอียดออ่ นทั้งด้านการเลอื กใช้สีสนั และ
ความวิจติ รงดงามของลวดลายที่ประณีต ลกั ษณะพิเศษของสสี ันนยิ มใช้สแี ดงเปน็ พนื้ ทงั้ แดงสด และแดงครา่ เพราะ
เช่อื ว่าสแี ดงเปน็ สแี หง่ พลงั และความสดใส ผา้ ซ่นิ ตีนจกของชาวไทยวน ในจังหวดั ราชบุรี นอกจากนี้ยังมีสีดา สีเหลอื ง
และสีเขียว สือ่ ถงึ ลวดลายของผา้ ซนิ่ ตีนจกอกี ดว้ ย

ภาพที่ ๑๖ : อุปกรณก์ ารแสดง ชุด ฟอ้ นยกจกผา้
ทมี่ า : คณะผู้จัดทา
๒๔

ดนตรแี ละเพลงประกอบการแสดง
ดนตรี ผู้ออกแบบ ได้ใช้จินตนาการของผู้ออกแบบ ว่าการแสดงชุดน้ีส่ือให้เกิดอารมณ์อะไรข้ึนบ้าง โดย

ดนตรใี หอ้ ารมณ์ของการแสดงได้ดงั น้ี
ชาวไท-ยวน อพยพยา้ ยถนิ่ ฐานมาจากทางตอนเหนอื ของประเทศไทย ซึ่งมีเครอ่ื งดนตรที เี่ ปน็ เอกลกั ษณ์

โดยเลอื กทจี่ ะนาเอาสะล้อ ซอ ซงึ แคน เพม่ิ เติมด้วยขลุย่ และกลองสบดั ชัย เพลง ไท-ยวน จงึ นาเอา เอกลักษณ์
เเละสาเนียงเเบบดนตรีเหนือมาสรา้ งใหม่ปรงุ ใหม่ ให้มคี วามร่วมสมยั มากข้นึ เพลงเหนือสว่ นมากเราจะคิดว่าต้อง
เป็นเพลงท่ี ออ่ นหวาน ทานองชา้ ๆ ไพเราะ เเต่ ในเพลงไทยยวนน้ี เราได้ นากลองสบัดชัย เเละ เครื่องกระทบต่างๆ
มาสร้าง หนา้ ทับ หรอื Rhythmic Pattern ใหม่ โดย ท่ียังใช้กลองสบดั ชยั อยู่เเตต่ ีในจังหวะท่คี ิดขึ้นใหม่เพอื่ ให้ เกิด
ความสนกุ สนานเเละ สวยงาม ตัวเพลงมกี ารสื่อถึงวิถชี ีวิตเเละธรรมชาติ มีการหยอกลอ้ กันของเครอ่ื ง ดนตรี เหมอื น
การหยอกลอ้ กนั ของหนมุ่ สาวชาวไทยยวน

ภาพท่ี ๑๗ : เครอื่ งดนตรีพ้ืนบ้านของชาวไท-ยวน
ทม่ี า : http://www.hugchiangrai.com/lanna-music-intruments/

สรปุ ไดว้ า่ การสร้างสรรคง์ านนาฏศลิ ปส์ รา้ งสรรค์ ชดุ ฟอ้ นยกจกผ้า มรี ูปแบบการแสดงประกอบด้วย
องค์ประกอบสาคญั ดังน้ี

๑) ผู้แสดงทัง้ หมด ๘ คน โดยแบ่งเป็นผูแ้ สดงชาย ๔ คน ผู้แสดงหญงิ ๔ คน โดยคดั เลอื กจาก
หน้าตาใกลเ้ คียงชาวไทยยวน จังหวดั ราชบรุ ี มากทสี่ ดุ ความสามารถในการแสดง รปู ร่างสมสว่ น

๒) เครอื่ งแตง่ กาย และเครอ่ื งประดับ เลือกใชว้ ัสดุเลยี นแบบ ให้มีลกั ษณะองิ กับการแต่งกายของ
ชาวไทยยวน

๓) อุปกรณ์ท่ีในการแสดง การแสดงชาติพนั ธุ์ ไทย-ยวน “ฟ้อนยกจกผา้ ” ประกอบด้วย เครอ่ื งปน่ั
ฝ้าย 4 ช้นิ กะส่วย 4 ช้นิ

๔) ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง แสดงถึง ความสนุกสนานเเละ สวยงาม ตัวเพลงมีการสอื่ ถึง
วิถีชีวิตเเละธรรมชาติ มีการหยอกล้อกันของเครื่อง ดนตรี เหมือนการหยอกล้อกันของหนุ่มสาวชาวไทยยวน ขณะ
ทอผา้ จก

๒๕

ในส่วนขององค์ประกอบที่สาคัญอีกประการหนึ่ง คือกระบวนท่ารา และรูปแบบการแปรแถวท่ีต้อง
สร้างสรรค์ให้สอื่ ถึงแนวคิดได้อย่างชัดเจน โดยสรา้ งสรรค์บนพ้นื ฐานของนาฏศลิ ปไ์ ทย ดังท่จี ะกล่าวในบทท่ี ๔ ต่อไป

๒๖

บทที่ ๔
กระบวนการสรา้ งสรรคท์ ่ารา

กระบวนการสร้างสรรค์ท่ารานาฏศลิ ปส์ รา้ งสรรค์ ชดุ ฟอ้ นยกจกผ้า ได้นาท่ารามาจากทา่ ทางธรรมชาตขิ องการ
เกบ็ ฝา้ ย ดดี ฝ้าย ปั่นฝา้ ย ยอ้ มเสน้ ฝา้ ย ทอผ้าจกของชาวไท-ยวน เป็นต้นแบบการสรา้ งสรรคท์ า่ รา สื่อใหเ้ ห็นกรรมวิธกี าร
สรา้ งผ้าจกที่เปน็ เอกลกั ษณข์ องชาวไท-ยวน และสือ่ ใหเ้ ห็นถึงความงดงามของลายผา้ เมื่อทอเสร็จสมบรู ณ์แล้วผ่านเครื่อง
แตง่ การของนักแสดง และได้ออกแบบกระบวนการแปรแถวขน้ึ ใหม่ โดยใชห้ ลกั ทฤษฎีการสร้างงานนาฏศิลปส์ ร้างสรรค์
เพอื่ ให้มรี ูปแบบที่น่าสนใจ

หลักในการสร้างสรรค์การแสดง ชุด ฟ้อนยกจกผ้า ในด้านกระบวนทา่ ราและรูปแบบการแปรแถว มีดงั นี้

กระบวนท่ารา
เป็นท่าราท่ีคิดประดิษฐ์ข้ึนจากท่าทางธรรมชาตอของชาวบ้านผู้ทอผ้า ท่าราพ้ืนฐานนาฏศิลป์ไทย

ภาคเหนือ และไทยลาวผสมผสานออกมาเป็นทา่ รา ชุด ฟ้อนยกจกผ้า โดยคณะผู้จดั ทาได้วิเคราะห์ท่าราดังกล่าว และ
นามาร้อยเรียงเร่อื งราว ซึ่งแบ่งกระบวนการท่าราส่อื ความหมายในช่วงตา่ งๆ ได้ ๒ ชว่ ง ดังนี้

ช่วงท่ี ๑ แสดงถงึ วิถีชีวิตของชาวไท-ยวน
ชว่ งที่ ๒ แสดงถึงกรรมวธิ ีในการทอผ้าจกไท-ยวน

รปู แบบการแปรแถว
รูปแบบการแปรแถวของการแสดงสรา้ งสรรค์ ชดุ ฟอ้ นยกจกผา้ มีการแปรแถวท่หี ลากหลายและ

คานงึ ถึงการใช้พ้นื ท่ีของเวที โดยแบง่ สดั ส่วนของพน้ื ที่ตามหลกั การออกแบบการแสดงสรา้ งสรรคร์ ปู แบบการแปรแถว
และการเคล่ือนที่ใหม้ ีความนา่ สนใจรูปแบบการแปรแถว ผู้สรา้ งสรรค์ท่ารา เลือกใชแ้ ถวทเ่ี น้นการสอื่ ถึง

ลกั ษณะการอธิบายการแปรแถว
ลกั ษณะแทนนักแสดงหญงิ
ลักษณะแทนนักแสดงชาย

ทา่ ท่ี ๑
นักแสดงผ้หู ญงิ คนที่ ๑ - ๔ : ทาทา่ เรียนแบบทา่ ตามธรรมชาติ
นักแสดงผ้ชู ายคนท่ี ๑ - ๔ : ทาทา่ เรียนแบบท่าตามธรรมชาติ

รปู แบบการแปรแถว

๔ ๔๓
๒๓ ๒

๑๑

๒๗

ทา่ ท่ี ๒
นักแสดงผ้หู ญิงคนท่ี ๑ - ๔ : ทาทา่ เรยี นแบบท่าตามธรรมชาติ
นกั แสดงผ้ชู ายคนที่ ๑ - ๔ : ทาทา่ เรยี นแบบทา่ ตามธรรมชาติ

รปู แบบการแปรแถว

๔ ๔๓
๒๓ ๒

๑๑

๒๘

ท่าท่ี ๓
นกั แสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ - ๔ : ทาทา่ เรียนแบบทา่ ตามธรรมชาติ
นักแสดงผู้ชายคนท่ี ๑ - ๔ : ทาท่าเรียนแบบทา่ ตามธรรมชาติ
รปู แบบการแปรแถว

๔๓

๒ ๑๒




๒๙

ท่าที่ ๔
นกั แสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ - ๓ : เอียงขวามอื ขวาตัง้ วงกลางข้างลาตัว มอื ซ้ายตั้งวงบนระดบั คิ้ว น่ังคกุ เข่าซ้ายตั้ง
เขา่ ขวา
นักแสดงผู้หญงิ คนท่ี ๒ - ๔ : เอยี งขวามอื ขวาตัง้ วงกลางข้างลาตัว มือซ้ายตั้งวงบนระดับค้ิว ยืนด้วยเท้าขวา
เท้าซา้ ยวางหลงั เปิดสน้ เทา้
นักแสดงผู้ชายคนท่ี ๒ - ๓ : เอียงขวามือขวาตั้งวงกลางข้างลาตัว มือซ้ายต้ังวงบนระดับคว้ิ นั่งคุกเข่าซ้ายตง้ั
เข่าขวา

รูปแบบการแปรแถว

๔ ๔๓ ๑
๒ ๑ ๒



๓๐

ทา่ ที่ ๕
นกั แสดงผู้หญงิ คนที่ ๑ - ๓ : เอยี งขวามือขวาตง้ั วงกลางข้างลาตัว มือซ้ายแตะทสี่ ะโพก นง่ั คุกเข่าซ้ายต้ังเข่า
ขวา
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๒ - ๔ : เอยี งขวามือขวาต้งั วงกลางข้างลาตัว มือซา้ ยแตะท่ีสะโพก ยนื ด้วยเทา้ ขวา เท้า
ซา้ ยวางหลังเปดิ ส้นเท้า
นักแสดงผู้ชายคนที่ ๒ - ๓ : เอียงขวามือขวาต้ังวงกลางข้างลาตัว มือซ้ายแตะท่ีสะโพก นั่งคุกเข่าซ้ายต้ังเขา่
ขวา

รูปแบบการแปรแถว

๔ ๔ ๑
๒ ๓ ๒

๓ ๓



๓๑

ท่าท่ี ๖

นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ ๒ : น่ังทับส้นมอื ทั้งสองข้างจบี ต่อกันมอื ซ้ายอยู่บนมือขวาอยู่ด้านล่าง ส่วนคนที่ ๓

๔ ยนื เท้าซา้ ยเปิดสน้ เทา้ หลังเท้าขวาก้าวหน้ามอื ท้งั สองข้างจีบต่อกัน

นกั แสดงผชู้ ายคนท่ี ๒ ๓ : น่งั ทบั ส้นมือท้งั สองขา้ งจีบต่อกนั มือซ้ายอยู่บนมือขวาอยู่ดา้ นล่าง สว่ นคนท่ี ๑

๔ ยนื เท้าซา้ ยเปดิ ส้นเท้าหลงั เทา้ ขวาก้าวหน้ามอื ท้งั สองข้างจีบตอ่ กนั

รูปแบบการแปรแถว

๔ ๔ ๑




๒๒



๓๒

ทา่ ที่ ๗

นกั แสดงผหู้ ญิงคนท่ี ๑ ๒ : น่ังตั้งเขา่ หันหลงั มือทัง้ สองขา้ งต้ังวงกลาง ส่วนคนท่ี ๒ ๔ ยืนเทา้ ขวาเปดิ สน้ เท้า
หลงั เทา้ ซ้ายก้าวหน้ามอื ทง้ั สองขา้ งต้งั วง

นกั แสดงผชู้ ายคนท่ี ๒ ๓ : น่ังต้ังเข่าหนั หลัง มือทง้ั สองขา้ งต้งั วงกลาง สว่ นคนที่ ๑ ๔ ยืนเท้าขวาเปิดสน้ เท้า

หลังเทา้ ซา้ ยกา้ วหน้ามือทัง้ สองขา้ งต้งั วง

รูปแบบการแปรแถว

๔ ๔๓ ๑
๒ ๑ ๒



๓๓

ทา่ ท่ี ๘
นักแสดงผ้ชู ายและผูห้ ญิง : ยนื เปน็ คู่ ค่หู น้า ๔ ๑ , ๑ ๒ คู่ดา้ นหลัง ๒ ๔ , ๓ ๓ ส้นเทา้ ชดิ ปลายเท้าแยก มอื ทงั้

สองข้างต้ังวงประสานกนั ระดับอก หน้าตรงทัง้ ชายและหญิง

รปู แบบการแปรแถว

๒๔ ๓๓

๑๒

๔๑

๓๔

ท่าท่ี ๙
นักแสดงผูช้ ายและผหู้ ญิง : ยืนเปน็ คู่ คู่หน้า ๔ ๑ ๑ ๒ คดู่ ้านหลงั ๒ ๔ ๓ ๓ ยืนเฉียงขวาเท้าซ้ายประหน้าเทา้
ขวาย่อมือทั้งสองข้างส่งจบี หลงั แขนตึง ศรี ษะเอียงขวา

รปู แบบการแปรแถว

๒๔ ๓๓
๑๒

๔๑

๓๕

ทา่ ที่ ๑๐

นักแสดงผู้ชายและผหู้ ญิง : ยนื เป็นคู่ ค่หู น้า ๔ ๑ ๑ ๒ คดู่ า้ นหลัง ๒ ๔ ๓ ๓ ยืนเฉยี งขวาเท้าซา้ ยก้าวหนา้ เทา้
ขวาเปิดสน้ เทา้ หลงั มือทงั้ สองข้าง มือท้งั สองขา้ งยกขึน้ พนมไหวร้ ะดับหนา้ ผาก ศรี ษะเอียงซ้ายเลก็ นอ้ ย

รูปแบบการแปรแถว

๓๓

๒๔ ๑๒

๔๑

๓๖

ท่าท่ี ๑๑
นักแสดงผูช้ ายและผหู้ ญิง : ยืนเปน็ คู่ คูห่ น้า ๔ ๑ ๑ ๒ เทา้ ขวาเปิดส้นเท้าหลังเท้าซา้ ยกา้ วหนา้ มอื ทง้ั สองขา้ ง
ยกพนมมอื ระดบั หนา้ ผาก ค่ดู ้านหลงั ๒ ๔ ๓ ๓ เท้าขวาเปิดส้นเทา้ หลังเทา้ ซา้ ยกา้ วหน้า มือท้งั สองขา้ งยกพนมมือระดับ
หน้าผาก

รูปแบบการแปรแถว

๓๓

๒๔ ๑๒

๔๑
๓๗

ท่าท่ี ๑๒
นกั แสดงผชู้ ายและผูห้ ญิง : ยืนเปน็ คู่ คู่หนา้ ๔ ๑ , ๑ ๒ ผ้ชู ายทง้ั ๔ เท้าซ้ายก้าวหน้าเท้าขวาเปดิ ส้นเท้าหลงั
มอื ทั้งสองข้างจบี ประสานกนั ด้านหน้าแขนตึงคู่ดา้ นหลัง ๒ ๔ , ๓ ๓ ผหู้ ญิงทง้ั ๔ เท้าซ้ายเปิดส้นเทา้ หลังเทา้ ขวา
กา้ วหนา้ มือท้งั สองข้าง ย่ืนมาด้านหนา้ จบี ประสาน ศรี ษะเอยี งขวาเลก็ น้อย

รูปแบบการแปรแถว

๒๔ ๓๓

๑๒
๓๘

๔๑

ทา่ ท่ี ๑๓
นกั แสดงผู้ชายและผูห้ ญิง : ยืนเปน็ คู่ คหู่ น้า ๔ ๑ , ๑ ๒ ผ้ชู ายท้ัง ๔ ก้าวเทา้ ขวาไปด้านหน้าเทา้ ซา้ ยเปิดสน้
เท้าหลงั มือท้งั สองข้างพนมมือขนึ้ ระดับหน้าผาก ศรี ษะหนา้ ตรง คู่ด้านหลัง ๒ ๔ , ๓ ๓ ผหู้ ญงิ ทงั้ หมด นั่งต้ัง

เขา่ มือทง้ั สองข้างพนมมือไหว้ระดับหนา้ ผาก ศีรษะเอียงขวาเลก็ น้อย

รปู แบบการแปรแถว

๓๓

๒๔ ๑๒

๔๑
๓๙

ท่าที่ ๑๔
นกั แสดงผู้ชายและผู้หญงิ : ยืนเป็นคู่ ค่หู นา้ ๔ ๑ , ๑ ๒ ผู้ชายทัง้ ๔ กา้ วเท้าขวาไปด้านหนา้ เท้าซา้ ยเปิดสน้
เทา้ หลัง มอื ทงั้ สองข้างพนมมือขนึ้ ระดับหน้าอก ศรี ษะหน้าตรง ค่ดู ้านหลัง ๒ ๔ , ๓ ๓ ผู้หญิงทงั้ หมด นัง่ ต้ังเข่า มือท้ัง
สองข้างพนมมอื ไหวร้ ะดบั หน้าอก ศรี ษะเอยี งขวานิดหนอ่ ย

รปู แบบการแปรแถว

๒๔ ๓๓
๑๒

๔๑

๔๐

ทา่ ท่ี ๑๕

นกั แสดงผูช้ ายและผู้หญิง : ชายคนที่ ๔ เดนิ มาดา้ นหนา้ เทา้ ขวาก้าวหน้าเท้าซ้ายถอนหลงั มือขวาเก็บด้านหลัง

มือซ้ายออกมาด้านหน้า ส่วนผู้ชายคนที่ ๑ ๒ ๓ ยืนตรงเท้าท้ังสองข้างห่างกนั เล็กน้อย มือประสานกันอยู่ที่หลัง ศีรษะ
เอียงขวามองดูชายคนท่ี๔เล็กน้อย ส่วนผู้หญิงคนที่ ๒ ยืนเท้าขวาก้าวหน้าเท้าซ้ายเปิดส้นเท้าหลังมือทั้งสองข้าง
ประสานกันวางไว้ที่หน้าตัก ส่วนผู้หญิงคนที่ ๔ ๓ ๑ นั่งตั้งเข่าเท้าขวาก้าวหน้า เท้าซ้ายเปิดส้นเท้าหลังมือท้ังสองข้าง
ประสานกนั วางทห่ี น้าตกั ศรี ษะเอียงขวาเล็กน้อย

รูปแบบการแปรแถว

๒ ๓๓

๔๑ ๑๒
๔๑



ทา่ ที่ ๑๖
นักแสดงผู้ชายและผหู้ ญิง : ชายคนท่ี ๔ เดนิ มาด้านหน้าเท้าขวาก้าวหน้าเท้าซา้ ยถอนหลังมอื ขวาเก็บดา้ นหลัง
มอื ซา้ ยออกมาด้านหนา้ ส่วนผูช้ ายคนท่ี ๑ ๒ ๓ ยืนตรงเทา้ ท้ังสองข้างหา่ งกนั เลก็ นอ้ ย มือประสานกนั อยทู่ ่ีดา้ นหนา้
ศรี ษะเอยี งขวามองดูชายคนท่ี ๔ เล็กนอ้ ย สว่ นผ้หู ญิงคนที่ ๒ ยนื เทา้ ขวากา้ วหนา้ เท้าซ้ายเปิดส้นเท้าหลังมือท้งั สองขา้ ง
ประสานกันวางไว้ที่หนา้ ตัก ส่วนผู้หญงิ คนที่ ๔ ๓ ๑ นงั่ ตั้งเข่าเท้าขวากา้ วหน้า เทา้ ซา้ ยเปดิ ส้นเทา้ หลงั มือท้งั สองขา้ ง
ประสานกนั วางท่หี น้าตัก ศีรษะเอียงขวาเลก็ นอ้ ย
รปู แบบการแปรแถว

๔๒

๒ ๓๓

๔๑ ๑๒



ทา่ ท่ี ๑๗
ผู้ชายและผูห้ ญงิ : เป็นคู่หันหน้า ๔ ทิศ เรียงตามคู่หนั ขวาคูท่ ี่ ๑ ๔ , ๔ ๒ , ๓ ๔ , ๑ ๓ เท้าทั้งสองข้างยนื
สน้ เท้าชิดปลายเทา้ แยกทั้งชายและหญงิ ผชู้ ายทามือโอบมาด้านหน้า ผหู้ ญงิ มอื ทั้งสองขา้ งจับทแี่ ขนผู้ชายตามคู่

รปู แบบการแปรแถว


๒๓


๔ ๔๓

๔๓


ทา่ ที่ ๑๘
ผชู้ ายและผ้หู ญงิ : เปน็ ค่หู นั หน้า ๔ ทศิ เรียงตามคู่หนั ขวาคู่ท่ี ๑ - ๔ , ๔ – ๒ , ๓ – ๔ , ๑ – ๓ เท้าทั้งสองข้าง
ยืนส้นเทา้ ชดิ ปลายเท้า แยกทั้งชายและหญิง ผูช้ ายทามือโอบมาดา้ นหน้า ผหู้ ญงิ มอื ทงั้ สองข้างจับทแ่ี ขนผู้ชายตามคู่

รูปแบบการแปรแถว

๒๒ ๔ ๑๓




๔๔


Click to View FlipBook Version