คำนำ
งานสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย ชุดฟ้อนแคนแมนฟ้า เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์
ผลงานนาฏศิลป์ภายใต้แนวคิดนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย โดยเป็นงานสร้างสรรค์ ซ่ึงใช้แนวคิดวิถีชีวิตความ
เป็นอยู่ของชาวไทยทรงดา โดยมีวิธีดาเนินการเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสาร การเก็บข้อมูล
ภาคสนาม การสัมภาษณ์ ซ่งึ นาไปส่กู ารตรวจสอบข้อมูล การวิเคราะห์ และการสร้างสรรคก์ ารแสดง
ผลการศึกษาพบว่า คณะผู้จัดทาสามารถสร้างสรรค์การแสดนาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย ชุดฟ้อนแคน
แมนฟ้า ได้อย่างบรรลุวัตถุประสงค์ โดยมีองค์ประกอบในการสรา้ งสรรค์การแสดงรวม ๖ องค์ประกอบ
คือ ๑. บทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิดชุดฟ้อนแคนแมนฟา้ ประกอบดว้ ย ๓ ช่วงการแสดงคือ
ความเชอ่ื ,ศรทั ธา บูชา,สนกุ สนาน ๒. นกั แสดง มีความสามารถพนื้ ฐานทางดา้ นนาฏศิลป์ ๓. เพลง ที่เป็น
การผสมผสานแต่ใช้เครื่องดนตรีท่ีเป็นเอกลักษณ์ของไทยทรงดาผสมสาเนียงและการใช้เสียงสังเคราะห์
(synthesizer) ๔. เครื่องแต่งกาย แต่งกายด้วยชุดที่สร้างสรรค์ข้ึน ให้มีลักษณะอิงกับชุดของไทยทรงดา
๕. อุปกรณ์การแสดงใช้ลูกช่วงท่ีปรากฏการละเล่นอยู่ในช่วงท้ายของการแสดง ๖. ท่าการแปรแถว และ
การออกแบบพน้ื ที่ เป็นการใช้ท่านาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์ร่วมสมัย และใช้การแปรแถวโดยคานงึ พ้นื ที่เวที
9 ส่วนตามเวทีแบบโพรซีเนียม (proscenium) นอกจากนี้ผู้วิจัยได้จัดทาโฟกัสกรุ๊ป (Focus group)ใน
ประเด็นการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ภายใต้แนวคิดนาฏศิลป์สร้างสรรค์ โดยนาเสนอการแสดงออก
เผยแพร่สู่สาธารณชนในงานจัดนิทรรศการวิถีชีวติ ๘ ชาติพันธ์ เล่าขานวัฒนธรรม ณ โรงแรมเอส ดี อเว
นวิ โดยไดร้ ับคาตชิ มจากท่านคณะกรรมการและตวั แทนท้ัง ๘ ชาตพิ นั ธ์ สามารถสรปุ ได้วา่ วัฒนธรรมการ
เป็นอยู่วิถีชีวิตของ ๘ ชาติพันธ์ในจังหวัดราชบุรีสามารถนามาถ่ายทอดในรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ได้
และส่งผลให้ผู้ชมการแสดงเกิดความเข้าใจในการสื่อสารแสดง รวมทั้งยังได้รับแง่คิดจากการแสดง
สรา้ งสรรคช์ ุดนี้
คณะผจู้ ดั ทำ
ก
สารบัญ
หน้า
บทนา..........................................................................................................................................................ก
สารบญั
บทที่
๑ ประวัติท่มี าของกลุ่มชน..................................................................................................................๑
การอพยพของไทยทรงดา........................................................................................................๒
ที่ต้งั ของกลุม่ ชน.......................................................................................................................๓
ภาษา.......................................................................................................................................๔
ชวี ติ ความเป็นอยู.่ ....................................................................................................................๖
ประเพณวี ัฒนธรรม..................................................................................................................๗
การแตง่ กาย.............................................................................................................................๗
ความเช่อื พิธกี รรม.................................................................................................................๑๐
พิธเี สนเรือน...........................................................................................................................๑๐
การละเลน่ ของไทยทรงดา.....................................................................................................๑๒
การละเล่นคอนฟ้อนแคน......................................................................................................๑๒
๒ แนวคิดการแสดง...................................................................................................................๑๔
ทีม่ าของแนวคิดการแสดง.....................................................................................................๑๔
การสัมภาษณแ์ ละหาขอ้ มูล...................................................................................................๑๕
รูปแบบการปฏิบตั ิงาน...........................................................................................................๑๘
คาแนะนาจากกรรมการไทยทรงดา.......................................................................................๑๙
คาแนะนาจากผู้ทรงคุณวุฒทิ างด้านการออกแบบการแสดง..................................................๑๙
คาแนะนาจากผทู้ รงคณุ วฒุ ทิ างดา้ นการออกแบบการดนตรี.................................................๒๐
สรุปแนวทางการแก้ไข.........................................................................................................๒๐
๓ องค์ประกอบการแสดง..................................................................................................................๒๑
ผแู้ สดง..................................................................................................................................๒๑
การออกแบบเครอ่ื งแต่งกาย..................................................................................................๒๒
อปุ กรณ์ทใ่ี ช้ในการแสดง.......................................................................................................๒๓
ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง........................................................................................๒๔
๔ กระบวนทา่ ราและการใชพ้ ้นื ท่ีบนเวที..........................................................................................๒๖
๕ สรุป..............................................................................................................................................๗๒
อ้างองิ ......................................................................................................................................................๗๔
ภาคผนวก
ก. ลงพืน้ ท่ี สัมภาษณ์ผใู้ ห้ข้อมูลชาวกะเหรีย่ ง.......................................................................๗๕
ข. การดาเนินงาน การผลิตและออกแบบ..............................................................................๗๘
ค. การประชุมกลุ่มผู้ทรงคณุ วฒุ ิ FOCUS GROUP...............................................................๘๑
ง. ลงพ้นื ทีถ่ ่ายทอดท่ารา..........................................................................................................๘๔
บทท่ี ๑
ประวตั ทิ มี่ าของกลมุ่ ชน
“ส่ง โซ่ง ทรง” มีความหมายเดียวกันว่า กางเกงดาโซ่ง ซ่งซ่วง (ส้วง) เป็นภาษาลาวหมายถึง
กางเกง ดังนั้น ลาวทรงดา ไทยทรงดาลาวโซ่ง จึงหมายถงึ ผู้ท่นี ่งุ หม่ ดว้ ยเสอ้ื ผ้าสีดาใน ขณะท่พี ระบริหาร
เทพธานี (๒๔๘๐) กล่าวไว้ในหนังสือ พงศาวดารชาติไทย ตอนหนึ่งว่า “ผู้ไทยดาที่เรียกกัน แถวเมือง
เพชรบุรีและราชบุรีลาวโซ่ง คาว่าโซ่ง หมายถึง กางเกง ดังนั้นผู้ไทยดา ก็คือลาวโซ่งดา เพราะชอบนุ่ง
กางเกงสีดา”(เสถียรโกเศศ.๒๕๐๙)
ไทยทรงดา หรือไทยดามีถิ่นฐานอยู่ที่ประเทศจีนตอนกลาง ซ่ึงเป็น ถ่ินฐานเดิมของชนเผ่าไท
ต่อมาคนไทได้อพยพลงมาทางใต้ไทยดาได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บริเวณแม่น้าอูซึ่ง เป็นแม่น้าท่ีไหล
บรรจบกับแม่นา้ โขงทหี่ ลวงพระบางในแคว้นสิบสองจุไท ซ่งึ มเี มืองแถงหรอื ปัจจุบัน คอื เมืองเดยี นเบียนฟู
ประเทศเวยี ดนาม เปน็ เมอื งหลวงและเป็นหัวเมืองฝา่ ยเหนือ บรเิ วณนอ้ี ยูต่ อนเหนอื ของราชอาณาจกั รลาว
ใกล้เขตแดนเวียดนามเหนือ นอกจากเมืองแถงแล้ว บริเวณท่ีไทยดาอาศัยอยู่ ได้แก่ เมืองควาย เมืองดุง
เมอื งม่วย เมอื งลา เมืองโมะ เมอื งหวัด เมอื งซาง และรวมเมอื งทผ่ี ้ไู ทขาวอาศัยอยู่อกี ๔ เมอื ง รวมทัง้ หมด
เปน็ ๑๒ เมอื ง จึงเรียกว่า เมืองสิบสองผูไ้ ท หรอื สบิ สองเจ้าไท และตอ่ มาเปน็ สิบสองจไุ ท แคว้นสบิ สองจุ
ไทเดมิ นั้นขนึ้ อยู่กบั อาณาจกั รน่านเจา้ ภายหลงั มาขน้ึ อย่กู บั อาณาจกั รโยนกเชยี งแสน เมอื งอาณาจักรเชยี ง
แสนถูกพวกไทมาทาลายลงแล้ว ก็ไปขึ้นกับอาณาจักรล้านนา ต่อมาไปข้ึนอยู่กับอาณาจักรสุโขทัย ใน
รัชกาลพ่อขุนรามคาแหงมหาราช เมื่ออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอานาจลงในตอนต้นสมัยอยุธยา แคว้นสิบ
สองจุไทได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น ๒ ภาค คือ ภาคที่ติดต่อกับพม่า ซ่ึงจีนเรียกว่า “แคว้นสิบสองปันนา”
หรอื “พวกไทลอื้ ” และภาคทตี่ ดิ ต่อกับจนี ชาวญวน เรียกวา่ “แควน้ สิบสองจุไท” (ม.ศรบี ษุ รา,๒๕๓๐)
ในสมัยที่ฝร่ังเศส เข้ามาปกครองเวียดนาม และลาว พวกเขาได้เรยี กชนเผ่าที่อยู่บริเวณลุ่มแมน่ า้
ดาวา่ ไตดา ทีเ่ รียกวา่ ไตดา ไมใ่ ช่ว่าพวกเขาอาศัยอยูใ่ นบรเิ วณลุ่มนา้ ดา แตเ่ พราะว่ากลมุ่ ชนเผ่าไทดงั กล่าว
นิยมสวมเส้ือผ้าสีดาอันเป็นเอกลักษณ์ ซ่ึงย้อมด้วยต้นห้อมหรือต้นคราม การท่ีเรียกว่า”ลาวโซ่ง” จริงๆ
แลว้ ชนชาตพิ ันธไุ์ ม่ไดเ้ ปน็ ลาว เหตทุ ี่เรียกเช่นนเ้ี ป็นเพราะว่ามีการอพยพผ่านลาว การเรียกว่า “ชาวโซง่ ”
หรือ “ชาวไทยทรงดา”
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑
การอพยพของไทยทรงดา
ไทยดาได้อพยพเข้าสู่ดินแดนของประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ใน พ.ศ.๒๓๒๒ เม่ือ
กองทพั ไทยไปตีเวียงจันทน์ แล้วกวาดตอ้ นไทยดาที่อพยพมาจากสบิ สองจุไท ส่งไปตัง้ ถ่ินฐานท่ีบา้ นท่าแร้ง
อาเภอบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี(กลุ่มนกั ศึกษาโครงการเรียนร้รู ่วมกนั สรรค์สร้างชุมชน พ้ืนท่ีตาบลหนอง
ปรง, ๒๕๒๗)
ชาวไทยทรงดา คือ ลาวทรงดา หรือลาวโซ่ง เป็นกลุ่มชาติพันธ์ุกลุ่มหน่ึงที่ต้ังบ้านเรือนอยู่ตั้งแต่
บริเวณมลฑลกวางสยี นู าน ตังเก๋ีย ลมุ่ แมน่ า้ ดาและแม่น้าแดง จนถงึ แควน้ สบิ สองจไุ ท ในประเทศเวียดนาม
ตอนเหนอื ไดอ้ พยพเขา้ มาในประเทศไทย ในสมยั กรุงธนบุรพี .ศ.๒๓๒๒ สาเหตุของการอพยพเน่ืองจากเมื่อ
ต้นแผน่ ดนิ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าตากสนิ มหาราช เจ้านครเวยี งจันทนไ์ ดก้ ระทาการอนั หม่ินพระบรม
เดชานภุ าพ จึงไดม้ พี ระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลก เม่ือครั้ง
ดารงพระยศเป็นสมเดจ็ เจ้าพระยามหากษัตรยิ ศ์ ึก ยกกองทัพข้ึนไปตีนครเวยี งจนั ทนใ์ นพ.ศ.๒๓๒๑ ครัน้ ปี
๒๓๒๒ กองทัพสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกาหนดให้กองทัพเมืองหลวงพระบางยกกาลังไปตีเอา
เมืองม่วย เมืองทัน (ญวนเรียกว่า เมืองซือหงี) ซึ่งเป็นเมืองของผู้ไทยทรงดา ต้ังอยู่ริมเขตแดนเมืองญวน
เหนือ แล้วกวาดต้อนครอบครวั ลาวเวยี งจันทน์และไทยทรงดาลงมายังประเทศไทย ให้ลาวเวียงจันทนต์ ้ัง
บา้ นเรอื นอยเู่ มืองสระบุรีราชบรุ แี ละจนั ทบรุ ีสว่ นไทยทรงดาให้ต้ังบ้านเรือนอยทู่ ่ีเมอื งเพชรบุรสี นั นษิ ฐานว่า
อยทู่ ี่หนองปรง (หรอื หมบู่ ้านหนองเลา)อาเภอเขาย้อย
ในปีพ.ศ. ๒๓๓๕ ไทยทรงดาไดอ้ พยพเข้ามาในประเทศไทยอกี ครงั้ หนึง่ สาเหตเุ กิดจากพวกเมือง
แถง เมืองพวน แขง็ ขอ้ ต่อเมืองเวยี งจันทนเ์ จ้าเมอื งเวยี งจันทน์จงึ ยกกองทัพไปตีไดไ้ ททรงดาและลาวพวน
มาไวท้ ี่เพชรบรุ ีต่อมาในรชั กาลท่ี ๓ หวั เมืองบางหวั เมืองท่ขี ้นึ ตอ่ เมอื งหลวงพระบางกระด้างกระเดอื่ ง พ.ศ.
๒๓๗๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯให้แม่ทัพยกกองทัพไปปราบ
เมืองแถง และไดค้ รอบครวั ไทยทรงดาลงมาไวท้ ี่เมืองเพชรบรุ อี ีกครั้งหน่ึง พ.ศ. ๒๓๗๙ เมืองหมึ (ฮึม) เมอื ง
คอย เมืองควร แข็งข้อต่อเมืองหลวงพระบาง เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์แต่งให้ท้าวพระยาคุมกองทัพข้ึนไป
ปราบ ได้ไททรงดาส่งมาไว้ที่เมืองเพชรบุรีต่อมาปีพ.ศ. ๒๓๘๑ เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์เจ้านายทางเมือง
หลวงพระบางและเวยี งจันทน์เกิดวิวาทกนั เจ้าราชวงศ์ได้คุมไทยทรงดาลงมาไว้ท่ีกรุงเทพฯ ไทยทรงดาท่ี
นามาไว้ในจังหวัดเพชรบุรีในรัชกาลที่ 3 นี้ตั้งหลักแหล่งอยู่ตาบลท่าแร้ง อาเภอบ้านแหลม แต่เนื่องจาก
ไทยทรงดาชอบอาศัยอยู่ท่ีดอน น้าไม่ท่วม และบริเวณที่อาศัยเดิมขาดแคลนไม้จึงได้อพยพไปอยู่ที่อาเภอ
เขาย้อยเพม่ิ เตมิ อกี ในเวลาตอ่ มา(สานักศิลปวฒั นธรรมราชบรุ )ี
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒
กล่าวคือ ลาวโซ่ง หรือ ไททรงดา อพยพมาจากสิบสองจุไทเมื่อกว่าสองร้อยปีท่ีแล้ว ไทยทรงดา
ได้อพยพมาดว้ ยเหตุของสงครามลงมาทางใต้และต้ังหลักแหล่งที่บริเวณแมน่ ้าอูซงึ่ เป็นแมน่ า้ ท่ีไหลบรรจบ
กับแม่น้าโขงท่ีหลวงพระบางในแคว้นสิบสองจุไท ซ่ึงมีเมืองแถน คือ เมืองเดียนเบียนฟู สาธารณรัฐสงคม
นิยมเวียดนามและเมืองต่างๆในบริเวณตะเข็บรอยต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมี
การกลา่ วถงึ การเคล่ือนย้ายเขา้ มาสูป่ ระเทศไทยหลายระลอก เมอื่ ครน้ั แผน่ ดนิ สมัยพระเจา้ ตากสนิ ในช่วง
พ.ศ.๒๓๒๓ คนไทดาเคล่ือนย้ายจากหลวงพระบางมาเมืองมว้ ยในหัวพันและเมืองแถน ลาว มาตั้งรกราก
ในเพชรบุรี ๒ ปีต่อมา คนไทดาจากเมืองพวนในเชียงขวางและเมืองแถน เคล่ือนย้ายมาต้ังถ่ินฐานใน
เพชรบุรีเช่นกัน และมีมาอีกหลายระลอกในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่และพระบาทสมเดจ็
พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั ตามลาดบั การอพยพของคนไทดาระลอกสดุ ทา้ ยเกดิ ข้นึ ในชว่ งที่ลาวเปล่ียนเป็น
คอมมิวนิสต์ พ.ศ.๒๕๑๘ กลุ่มคนไทดาจานวนหน่ึงเคลื่อนย้ายข้ามแม่น้าโขงเข้าสู่หนองคาย แต่กลุ่มนี้
อพยพไปยงั ประเทศท่ีสาม ไดแ้ ก่ ฝรง่ั เศส สหรฐั และออสเตรเลีย กลุม่ ชนไทดาจงึ ต้งั รกรากอยู่ในเพชรบุรี
และได้มีการเคล่ือนย้ายขยายครอบครวั ไปตั้งรกรากยังจังหวัดอ่นื ๆ รวมทั้งท่ีจังหวัดราชบุรี กลุ่มไทยทรง
ดาเป็นกลุ่มชนที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดดเด่นหลายประการ ทั้งรูปแบบการแต่งกาย รูปทรง
บ้านเรือน และประเพณพี ิธีกรรมทางความเชอ่ื ท่กี ระทาสืบเน่อื งกนั มา
ทีต่ ้ังของกลุ่มชน
กลุ่มลาวโซ่ง หรือ กลุ่มไทยทรงดาท่ีต้ังหลักแหล่งในจังหวัดราชบุรี มีอยู่ในเขตพื้นท่ี บ้านตลาด
ควาย อาเภอจอมบึง บ้าดอนคลัง บ้านบัวงาน บ้านโคกตับเป็ด อาเภอดาเนินสะดวก บ้านดอนคา
บ้านตากแดด บ้านดอนพรม อาเภอบางแพ และที่บ้านเขาภูทอง อาเภอปากท่อ โดยเฉพาะกลุ่มบ้าน
เขาจีน ตาบลห้วยยางโทน อาเภอปากท่อปัจจุบันนี้ เป็นกลุ่มท่ีแยกออกมาจากกลุ่มไทยทรงดาอาเภอเขา
ย้อย จังหวัดเพชรบุรี สืบเน่ืองจากพ้ืนที่ทางทิศใต้ของบ้านหัวเขาจีนน้ันมีพืน้ ที่ติดกับอาเภอเขาย้อย อายุ
การยา้ ยถิน่ ฐานของชาวไททรงดากลุ่มน้ีราวๆ ประมาณ ๓ – ๔ ชวั่ อายุคน โดยในสมยั นั้นบรเิ วณพนื้ ทีแ่ ห่ง
นี้ได้เกิดไข้ป่า (มาลาเรีย) และ โรคห่า จึงทาให้ชาวไททรงดาท่ีอพยพมาได้ล้มตายบ้างก็กลับไปยังพ้ืนที่
ใกล้เคียง เหลือเพียงแค่ ๓ ต้นตระกูลหลักท่ียงั คงต้ังถ่ินฐานและจับจองท่ีทามาหากิน ณ บ้านหัวเขาจนี
แห่งนี้ นาโดย อู๋แสง (เลียบ) ต้นตระกูล กุมกร อู๋ฮัก (สอง) ต้นตระกูล กล่ินสุคนธ์ และ ปู๋หอม (ไว) ต้น
ตระกูล มหาพล เม่ือจานวนสมาชิกเพิ่มข้ึนจึงได้มีการขยับขยายไปยังพ้ืนท่ีใกล้เคียง เช่น อาเภอจอมบึง
อาเภอบา้ นเพ และอาเภอดาเนินสะดวก(นางสนิท กุมกร,สัมภาษณ,์ ๒๕๖๓)
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓
แผนที่ บ้านหว้ ยยางโทน
ทีม่ า : https://first3690first.wordpress.com
บ้านหวั เขาจีน
บ้านหัวเขาจีน เป็นนามเรียกขานถิ่นท่ีอยู่อาศัยของกลุ่มชนชาติพันธุห์ นึ่งเรียกวา่ “ไทยทรงดา”
(ลาวโซ่ง) กลุม่ ชนท่เี รยี กตนเองว่า ไทยทรงดานไ้ี ด้อพยพยา้ ยถิน่ ฐานมาจากดนิ แดนที่ห่างไกลและได้เข้ามา
จับจองเอาชัยภูมิท่ีเห็นว่าเหมาะสมต่อการดารงชีพและได้ตั้งช่ือชุมชนน่ีว่า “บ้านหัวเขาจีน” เนื่องจาก
บ้านหัวเขาจีนในอดีตจะมีทะเลล้อมรอบและได้มีพ่อค้าชาวจีนนาเรือสาเภามาซ้ือขายและแลกเปล่ียน
สินค้าบริเวณนี้ แต่ได้เกิดอุบัติเหตุเรอื สาเภาแตกหวั เรือมาติดกับภูเขา จึงเรียกวา่ หัวเขาจีน ต่อมาได้ใช้
เป็นชอื่ หม่บู ้านวา่ “บ้านหวั เขาจนี ” มาจนถงึ ปัจจบุ นั น้ี (นางสาววภิ า จันทรก์ า่ ,สัมภาษณ์,๒๕๖๓)
ภาษา
ชาวไทยทรงดา มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง นับต้ังแต่ชาวไทยทรงดาอพยพเข้ามา
อยใู่ นเขตอาเภอเขาย้อย จงั หวัดเพชรบุรี ไทยทรงดาไมไ่ ด้ไมไ่ ดจ้ ัดระบบการศึกษาข้นึ ในชุมชนของตนเอง
ไม่มีโรงเรียนสอนภาษาไทยทรงดาโดยตรง การสอนภาษาเป็นเพียงการถ่ายทอดในครอบครัวที่กระทา
กนั เองเทา่ นน้ั ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสอนแต่เพียงภาษาพูดแก่ทารกทเี่ กดิ ใหมจ่ นสามารถพูดได้ แต่ก็ไมไ่ ดเ้ น้น
ทางด้านการอ่าน การเขียน ทาให้ลูกหลานในสมัยปัจจุบันท่ีสามารถอ่านเขียนหนังสือไทยทรงดาได้มี
จานวนน้อยลง เนื่องจากมีเพียงการถ่ายทอดกันในครอบครัวเท่านั้น เพราะต้องดิ้นรนทางานเพ่ือการ
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๔
ดารงชีวติ ใชเ้ วลาในการประกอบอาชพี มากกวา่ ทจี่ ะสอนหนงั สืออย่างจริงจงั ปัจจบุ ันจึงมชี าวไทยทรง
ดาท่ีมีอายุตั้งแต่ ๕๐ ปีขึ้นไป บางคนเท่าน้ันที่ยังพอสามารถ อ่าน เขียน ภาษาไทยทรงดาได้
ประกอบกับตาราทเ่ี ป็นภาษาไทยทรงดามีให้อา่ นน้อยมาก ส่วนมากจะมีเป็นตานานเกา่ ๆ ตารายาแผน
โบราณ และบทขับกลอ่ มตอบโต้กันระหว่างหญงิ กับชาย เมอ่ื มงี านประจาปี หรอื เทศกาลเดอื น ๕ ในชว่ ง
สงกรานต์ ภาษาไทยทรงดาน้ี มีสาเนียงคล้ายกับภาษาลาวเวียงจันทร์ ไทยอีสาน ไทยเหนือมี
ตวั หนงั สอื ลาวและไทยเหนือ
ภาพ : ตัวอย่างอักษรลาวโซ่ง
ที่มา https://palungjit.org/threads
ภาษาไทยทรงดามีลักษณะไม่แตกต่างไปจากภาษาไทยกลาง กล่าวคือมีลักษณะเป็นคาโดด
พยางค์เดยี ว เชน่ คาว่า อ้าย เอม แลง งาย ชว่ ง เป็นต้น ถ้าจะมคี าหลายพยางค์ก็เอาคาโดดมาผสม
กัน เช่น ซ่วงฮี-กางเกงขายาว ลุก-ลูกคนแรก กกแนน-บุญแต่ปางก่อน ผ้าฮ้าย-ผ็าข้ีร้ิว เฮื่อนฮา้ ย-
เรือนไม่ดี (ไม่เป็นมงคล) และไม่มีเสียงควบกล้า เช่น คาว่า ปลา ไทยทรงดาออกเสียงวา่ ปา หรือ โต
ปา, พร้อม ออกเสียงว่า ป้อม , กลางคืน ออกเสียงว่า กางกืน เป็นต้น คาบางคาไม่อาจจะเขียน
วรรณยุกต์ในภาษาไทยกากับการออกเสียงให้ตรงกับการออกเสียงในภาษาไทยทรงดาได้ เช่น คาว่า “
เจือ “ ออกเสียงหนักเบาและเน้นสาเนียงแล้ว คาร้ีคาเดียวใช้วรรณยุกต์สามัญแล้ว ก็แปลได้หลาย
ความหมาย คาน้ี แปลว่า ชวน ในประโยคว่า “เจือกันมา” ชวนกันมา (มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อ
การศึกษาและสิง่ แวดล้อม,http://ipf.or.th/?p=๒๓๗,๒๐๑๕)
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๕
ชวี ติ ความเป็นอยู่ อาชีพ
ชาวไทยทรงดาประกอบอาชีพทานามาต้ังแต่บรรพบุรุษ มีความถนัดในการทาเกษตร และได้
รกั ษาอาชพี ในแนวทางนม้ี าตลอด แม้ว่าพน้ื ที่บางแห่งท่ไี มส่ ะดวกแก่การทานา จะมีการเปลย่ี นไปทาไร่ ทา
สวน และเล้ยี งไกบ่ ้างก็ตาม
ไม่ว่าชาวไทยทรงดา จะโยกย้ายถ่ินฐานไปแห่งหนตาบลใด สภาพความเป็นอยู่ของการประกอบ
อาชพี ไม่เปลย่ี นไปจากวิถีชีวิตเดิมมากนกั สว่ นใหญก่ ็ทานาขา้ วจ้าว นาข้าวเหนียว ทาไรข่ า้ วโพด ผกั อ่นื ๆ
เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน นาส่วนที่เหลือไปแลกเปล่ียนกับสิ่งของเครื่องใช้ท่ีจาเป็นต่อสมาชิกในชุมชน
นอกจากน้ียังทาไร่ฝา้ ย ไรค่ ราม เปน็ วัตถุดบิ ทอผา้ ซึ่งชาวโซ่งทกุ ครวั เรอื นนิยมทอผา้ ใชเ้ อง เสอ้ื ผา้ ของไทย
ทรงดาจึงเปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะกลมุ่ ผหู้ ญงิ จะมหี น้าที่ทอผ้า ยอ้ มผา้ หงุ หาหาร ทางานบา้ น ผู้ชายนอกจาก
มหี นา้ ท่ีทาไร่ ทานา ยามว่างออกหาของป่าทาเครอื่ งมือประกอบอาชพี และเคร่อื งมอื ใช้ประจาวัน ชาวโซง่
นิยมเลี้ยง วัว ควาย ไว้เป็นใช้งาน หมู เป็ด ไก่ ไว้บริโภค สาหรับ ควายและหมู ยังเล้ียงไว้เป็นเคร่ืองเซ่น
ในพิธีเสนเรือนดว้ ย (ราชบุรี,กรมศิลปากร,๒๕๓๔)
ภาพ : ตวั อย่างการทอ้ ผา้ กลมุ่ แม่บา้ นไทยทรงดาบา้ นหวั เขาจีน
ท่ีมา : คณะผู้จดั ทา
ชาวไทยทรงดา มกั มีชีวติ ความเปน็ อยู่อย่างเรยี บงา่ ย ด้วยพ้ืนท่ีราบลมุ่ และอดุ มสมบรูณข์ องบ้าน
หัวเขาจีนการดารงชีพส่วนใหญ่จึงนิยมการทาไร่ ทานา ทาสวน เลี้ยงหมู เล้ียงไก่เป็นอาชีพหลัก และมี
อาชพี เสรมิ เปน็ งานศลิ ปหัตถกรรม ผชู้ ายนยิ มทาเคร่อื งจกั สาน ผู้หญงิ นิยมการเยบ็ ปักถกั ร้อย ทอผ้า
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๖
ประเพณวี ฒั นธรรม
ความโดดเด่นของ ลาวโซ่ง หรือ ไทยทรงดา ลาวโซ่งหรือไทยทรงดาเป็นกลุ่มชนท่ีมีเอกลักษณ์
ความโดดเด่นทางวัฒนธรรมเฉพาะตัว ทั้งการแต่งกาย บ้านเรือน ประเพณีพิธีกรรมรวมไปถึงความเชื่อ
และถึงแม้ว่าชาวไทยทรงดา จะเข้ามาต้ังรกรากอยู่ท่ามกลางชาวไทยเป็นเวลานาน จนสนิทสนมคุ้นเคย
กระท่ังได้เรียนรู้ถึงขนบธรรมเนยี ม วัฒนธรรม ประเพณี กับหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ตามแบบชาว
ไทยบ้างก็ตาม ทว่า ชาวไทยทรงดาส่วนใหญ่ก็ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมประเพณี ที่เป็นของตนไว้ได้
เกือบครบถ้วนยงั ปฏิบตั ิกนั มาอยา่ งเครง่ ครัด
การแตง่ กาย
การแต่งกายของชาวไทยทรงดาที่มีให้เห็นในปัจจุบันสืบเนื่องมาจากเหตุผลทางพิธีกรรมและ
ความเชื่อ สืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยชาวไทยทรงดาจึงแต่งกายเช่นเดียวกับคนไทยใน
ปจั จบุ นั สมยั กอ่ นไทยทรงดามีการแตง่ กายโดยนาผ้าฝ้ายมาป่ันเปน็ เส้นฝา้ ยโดยนามาทอผ้าพ้นื สีขาว นาสี
ธรรมชาติมาย้อม เช่น เปลอื กไม้ตา่ งๆ (ต้นประดู่, ตน้ คราม ลกู มะเกลอื ) นามายอ้ มเพ่อื ให้เกิดสีสันบนผืน
ผา้ อดตี ชาวไทยทรงดา(ลาวโซ่ง) ส่วนใหญ่การแตง่ กายดว้ ยเครื่องนุม่ ห่มทมี่ สี ดี าหรือสกี รมทา ซง่ึ ถอื วา่ เปน็
เอกลกั ษณข์ องชาวไทยทรงดา การแต่งกายของสาวโซง่ มี ๒ แบบ
๑.แบบธรรมดา สาหรบั ใช้ใส่อยู่กับบ้านและทางานประจาวนั
ภาพ : ห่นุ ตัวอยา่ งการแตง่ กายของไทยทรงดา
ทีม่ า : คณะผจู้ ัดทา
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๗
ผู้ชายนุ่งกางเกงขาสั้นสีดา หรือสีครามแก่ เรียก "วงก้อม" สวมเสื้อแขนยาว ทรงกระบอก (เสื้อ
ไท้) สีเดียวกับกางเกงตัดเข้ารูป ปลายตะเข็บสะโพกผ่าเป็น ๓ แฉก ปลายเส้ือจึงบานออกมาคลุมสะโพก
กระดมุ เสอื้ ทาด้วยเงนิ ปลายแหลม มีลาย ทาแถวเดียวตรงกลาง ราว ๒๐ เมด็ ใชผ้ า้ ขาวม้าคาดพุง
ผู้หญงิ นงุ่ ซ่ินดา หรือสีคราม ลายขาวเปน็ ทางลง (ลายแตงโม) ชายผา้ ซิน่ ด้านล่างทาเป็นแถบกว้าง
ประมาณ ๓.๕ เซนติเมตร ใส่เส้ือก้อมแขนยาวสีดาหรือสีครามรัดข้อมือ กระดุมเงินเช่นเดียวกับผู้ชาย
ชายเสอื้ ยาวแค่สะเอว แต่ถ้าพักผอ่ นอยู่กบั บ้านผู้หญิงลาวโซง่ จะไม่นิยมใส่เสื้อ โดยจะใช้ผ้ารัดอกแทนเรียก
"หงนม" ผ้าหงนมลาวโซง่ เรยี ก "ผ้าเปียว" หรือ "ผา้ เปยี วหา้ งนม" เป็นผา้ คลา้ ยผ้าสะไบเฉยี ง กว้างประมาณ
๒๕-๓๐ เซนตเิ มตร ยาวประมาณ๑๕๐ เชนติเมตร หญิงสาวรดั อกดว้ ยผ้าเปยี ว สีพนื้ อดฉาด เชน่ สแี ดง สี
เหลอื ง สเี ขียว เปน็ ต้นผกู ขมวดซอ่ นปลายผ้าไวด้ ้านหนง่ึ ปล่อยปลายอีกด้านหนง่ึ ห้อยลง ส่วนหญิงสูงอายุ
ผ้าเปียวเป็นสีดาล้วน ปักลายดอกไม้มว้ นเป็นรูปกันหอยด้วยไหมสีแดง เหลือง เขียว และขาว ท่ีปลายผ้า
ท้งั สองเวลารดั อกปลอ่ ยให้ปลายผา้ ทง้ั สองหอ้ ยลง บางครั้งใชผ้ า้ เปยี วเปน็ ผ้าคล้องคอไดด้ ้วย
ภาพ : เสื้อฮี อยา่ งเกา่ ของไทยทรงดา
ทม่ี า : คณะผจู้ ัดทา
๒. แบบใช้ในพิธีการ เป็นเส้ือผ้าท่ีไทยทรงดาสวมใส่ในพิธีกรรมท่ีสาคัญ ๆ ของชีวิตเพียง ๓ งาน
เทา่ นนั้ คือ พธิ แี ตง่ าน พิธีเสนเรือน และพิธีศพ เรียกวา่ "ชดุ ร"ี หมายถึงชดุ ยาว เปน็ ชดุ ทีพ่ เิ ศษและสาคัญ
ทท่ี กุ คนจะต้องมี
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๘
เปน็ สมบัติของตวั เอง เก็บไว้อยา่ งดใี น “ขมุก” โดยเฉพาะ จาเป็นตอ้ งมไี ว้คลมุ โลงศพของตวั เองเมื่อตายไป
เพอ่ื นาไปใช้ในโลกหนอกี ชุดฮขี องผู้ชายและของผหู้ ญิงแตกต่างกนั ดังนี้
ผู้ชาย นุ่งกางเกงแพรขายาวเรียว สีดา เรียก "ช่วงอี" ใส่เสื้อฮีคอกลมแขนยาวสีดาชายเส้ือคลุม
สะโพก ปลายตะเข็บแยกเปน็ ๓ แฉก เยบ็ ลวดลายดว้ ยไหมสีแดง เหลอื ง เขียวและขาว กระดมุ เย็บด้วยผ้า
ขมวดกลม ๑๙-๓๒ เมด็
รังดมุ ทาเปน็ ห่วงติดยาวเฉยี งจากไหลข่ วาลงมาสดุ ชายเสื้อตรงกลางตวั
ผู้หญิง นุ่งซ่ินสีดา ลายทางขาว เช่นเดียวกับที่ใส่ทั่วไป ใส่เสื้อฮี ตัดเย็บด้วยแพรสีดาขนาดใหญ่
ยาวคลุมหัวเขา่ คอเสือ้ ผลกึ เปน็ รปู ตวั วี ไม่มีกระดมุ ใชส้ วมจากศีรษะ ตวั เสือ้ ดา้ นหน้าเยบ็ ดว้ ยผ้าไหมสแี ดง
เป็นส่วนใหญ่ แทรกด้วยสีเหลือง เขียว และขาว แขนยาวครึ่งทอ่ น (ยาวสามสวน) ปลายแขนเย็บด้วยไหม
เปน็ แถบโตยรอบ บางครง้ั เสอื้ ฮีของผ้หู ญงิ ประดับด้วยกระจกกม็ ี
ชุดฮีของไทยทรงดาแม้จะตัดเย็บอย่างประณีต และปักลวดลายดูสวยงามแต่เวลาสวมใส่จะเอา
ด้านที่มีลวดลายมากๆไว้ด้านใน ยกเว้นเสื้อฮีท่ีใช้คลุมโลงศพของตัวเองจึงเอาด้านท่ีมีลายมากออกด้าน
นอก
ยังมีลักษณะท่ีโดดเด่นอีกอย่างหน่ึงของไทยทรงดาที่เห็นได้เด่นชัดน้ันก็คือ ทรงผม อันเป็น
เอกลักษณ์อย่างหน่ึงของไทยทรงดาที่เป็นตัวช่วยมนการแบ่งทรงผมตามวัย มีเฉพาะซึ่งแบ่งออกเป็น ๘
ทรง คือ
๑. ทรงเออื้ มไหล่ หรือเอือ้ มไร เปน็ การไว้ผมทรงแรกของเดก็ หญิงเริ่มอายปุ ระมาณ ๑๓ - ๑๔ ปี ไว้ผมยาว
ประมาณไหล่
๒. ทรงสับปิ้น แบบสาหรับเด็กผู้หญิง ๑๔-๑๕ ปี ไว้ยาวแล้วตลบปลายผมไว้ท่ีท้ายทอย ด้านข้างทั้งสอง
แผ่ออกคลา้ ยพดั ดว้ ยก๊บิ
๓. ทรงจุกผมแบบผมของเด็กหญิง อายุ ๑๔ -๑๕ ปี แบบเคียวกับสับป้ินแต่ทาผมเป็นกระบังหน้าไว้ ยัง
หลงั เอาไว้เปยี
๔. ทรงขอดกระตอก แบบผมสาวรนุ่ อายุ ๑๖ – ๑๗ ปี ไวผ้ มยาว ขมวดแล้วผกู ผมแบบเงือนตาย เอาชาย
ไว้ขา้ งขวาศีรษะ
๕. ทรงขอดซอยแบบผมหญิงสาว อายุ ๑๓ -๑๘ ปี ไว้ผมยาว ขมวดแล้วผูกแบบเง่ือนตาย แต่เอาไว้
ด้านซ้ายทาเปน็ โบว์ ๒ ข้าง เสยี บผมด้วยปิน่ หรือไมข้ ดั เกลา้
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๙
๖.ทรงปน้ั เกลา้ ซอย อายุ ๑๙ เร่ิมสาวเกล้าผมไว้กลางศีรษะ ชายผมหอ้ ยขวา
๗.ทรงป้นั เกล้า อายุ ๒๐ เปน็ สาวเกล้าผมไวบ้ นศรี ษะ คล้ายหกู ระต่ายผมห้อยซ้าย
๘.ทรงปัน้ เกลา้ ตก (ต๊ก หรือ ทุกข์) แบบผมสาหรับหญงิ ม่ายไวท้ ุกข์ใหก้ ับสามี เมือ่ ครบ ๑ ปี ต้องใหผ้ ู้เฒ่า
ผู้แกเ่ ปน็ คนปน้ั เกล้าผมให้
ความเช่อื พิธีกรรม
ชาวไทยทรงดา ส่วนใหญ่จะมีความผูกพันอยู่กับความเช่ือในเรื่องผีและขวัญ เป็นอันมาก
เนื่องจากเชื่อว่าผีนั้นเป็นเทพยดาท่ีให้ความคุ้มครองพิทักษ์รักษา หรืออาจให้โทษถึงตายได้ โดยเฉพาะ
อยา่ งย่งิ ในเรอื่ ง ผีเรือน ประดุจดงั่ ศาสดาประจาตน ซง่ึ ทาในสง่ิ ไมด่ ีจะเปน็ การผิดผี ผเี รือนอาจจะลงโทษ
ได้ โดยจาแนกประเภทของผีตามลาดับความสาคัญและความเชื่อได้ดงั น้ี ผแี ถนหรอื ผฟี ้า ผีบา้ นผีเมือง ผี
บรรพบุรษุ ผีป่าขวงและผอี ืน่ ๆ จากการนับถอื ผีและความเช่ือเรื่องขวัญ จึงได้ก่อใหเ้ กดิ พธิ กี รรมและจารีต
ประเพณีตา่ งๆ สาหรบั พิธีกรรมอันเปน็ ประเพณขี องชาวไทยทรงดา กลา่ วไดว้ ่า แมช้ าวไทยทรงดาจะสนิท
สนมคนุ้ เคยกบั ชาวไทยหรือชนกลุ่มอืน่ ๆ เพียงใด และถึงแม้จะรับเอาวฒั นธรรมของคนกลุ่มอน่ื มาใช้บ้างก็
ตาม แต่ชาวไทยทรงดาสว่ นใหญ่ก็ยังคงรกั ษาพิธกี รรมท่ีเป็นประเพณีดงั้ เดิมของตนไว้เกอื บครบถ้วน ได้แก่
พิธีกรรมอันเก่ยี วกับความเช่ือและสภาพความเป็นอยู่ของพวกตน ได้แก่ พิธีเสนเรือน พิธีแต่งงาน พิธีศพ
เปน็ ตน้
พิธีเสนเรือน เป็นพิธีสาคัญพิธีหนึ่งของชาวไทยทรงดา หรือ ลาวโซ่งซ่ึงจะขาด ละเลยเสียมิได้
เนอื่ งจากเชอ่ื วา่ เป็นการกระทาทเี่ พิม่ ความเป็นศิริมงคลแก่ครอบครัว และจะต้องจดั ทาอยา่ งนอ้ ยปีละคร้ัง
เพราะคาว่า "เสน" ในภาษาลาวโซ่ง หมายถึง การเซ่นหรือสังเวย "เสนเรือน" จึงหมายถึงการเซ่นไหว้ผี
เรอื นของพวกลาวโซ่ง อันไดแ้ ก่ การเซ่นไหวป้ ู่ ยา่ ตา ยาย รวมทัง้ บรรพบุรษุ ทกุ คนให้มารบั เครอ่ื งเซ่นไหว้
ที่บุตรหลานจัดหามาเซน่ ไหวจ้ ะได้ไมอ่ ดยาก และจะไดค้ ุ้มครองบตุ รหลานใหม้ คี วามสขุ ความเจรญิ เพราะ
ชาวไทยโซง่ เชอ่ื วา่ บรรดาบรรพบรุ ุษและเครอื ญาตทิ ี่ลว่ งลับไปแลว้ จะกลบั มาเป็นผีและมาเฝ้าปกปักรักษา
ลูกหลาน ชาวโซ่งจึงได้มีการก้นหอ้ งส่วนหนึง่ ไว้ในบ้านเป็นห้องผีเรือน เรียกว่า “กะล่อห่อง” เป็นที่รวม
วิญญาณ และเก็บรกั ษา ปบ๊ั ผเี ฮอื น
การเสนเรือนเป็นการแสดงถึงความกตัญญู ผีที่เชิญมาเป็นผีเรอื น จะต้องเป็นผีที่ตายในบ้านดว้ ย
ความเจบ็ ปว่ ยหรือชรา หากตายโหงหรือตายไกลๆถือว่าไมด่ ี จะไม่เชิญเข้ามา
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๐
การเสนเรือนกระทาทุก ๒-๔ ปี เดือนใดก็ได้ยกเว้น เดือน ๕ เดือน ๙ และเดือน ๑๐ เน่ืองจาก
เดือน ๕ เป็นช่วงหน้าแล้ง ส่วนเดือน ๙-๑๐ มีความเชื่อกันว่าผีไปเฝ้าเทวดามารับอาหารเซ่นไหว้ไม่ได้
หากเว้นไม่ทาพิธีเสนเรือนนานหลายปี จะทาให้ผีอดอยากและเกิดสิ่งไม่ดีกับครอบครัวได้ เมื่อเกิด
เหตุการณไ์ มด่ ขี ้นึ กบั คนในบา้ น ชาวโซ่งจึงมกั ราลกึ ถึงการขาดการทาพธิ เี สนเรอื น
ภาพ : ตัวอยา่ งของเซ่นไหวใ้ นพิธีเสนเรอื น
ทีม่ า : http://ipf.or.th/?p=237
พธิ เี สนเรอื นนนั้ มรี ายละเอียดและข้ันตอนปลีกย่อยมากมาย แต่จดุ ประสงคห์ ลักของพธิ ีน้ีคอื การ
บูชาและแสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษท่ีล่วงลับไปแล้วน้ันเอง การสืบต่อพิธีกรรมที่มีตามความเชือ่
ของชาวโซ่งถือเป็นการดารงวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มท่ีมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมของหมู่กลุ่ม ในการ
ประกอบพิธีกรรมนี้ ชาวบ้านต่างวัฒนธรรม สามารถเข้ามาร่วมดูการประกอบพิธกี รรมได้ จะมีฟังคาสวด
ภาษาโซง่ ทีห่ มอเสนเปน็ คนกล่าว ภายในบา้ นทีจ่ ดั พิธีกรรมน้ีแสดงให้เหน็ ถงึ ความอบอนุ่ ในหมเู่ ครือญาติ
ที่มารว่ ม มาแสดงความยนิ ดี และร่วมรับประทานอาหารกันอยา่ งเอิกเกรกิ
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๑
การละเล่นของไทยทรงดา
ในอดีตเมือ่ ชาวโซ่งวา่ งจากการทานาประมาณช่วงเดือน 5 มักมีการละเลน่ ตา่ งๆ จนกลาย
มาเปน็ ประเพณีของคนกลมุ่ นค้ี ือ การลงขวง
การลงขวง เป็นการเก้ียวสาว โดย “ขวง” หมายถึง ลานนัดพบของหญิงสาวจะมีแคร่อยู่
บริเวณบ้าน ในตอนเยน็ เมือ่ ว่างจากการทางานอนื่ แลว้ สาว ๆ ในหมบู่ า้ นจะมานัง่ รวมกันทางาน เช่น ปัน่
ฝ้าย กรอด้าย ปกั หนา้ หมอน เปน็ ตน้
หนุ่มในหมู่บ้านเดียวกันหรือ หมู่บ้านอ่ืนจะพากันเดินเที่ยวไปตามขวงและเข้าไปสนทนา
ทกั ทายกับสาวๆ ทนี่ ่ังขวงมีการหยอกล้อกนั ตามสมควร เมอ่ื มกี ารพูดคยุ กันถูกใจกบั สาวคนใดในเดอื นนั้น
ก็ให้เพ่ือนทาหน้าท่ีเป็นล่ามมาคุยกับสาวคนนั้น ก่อนถ้าสาวเต็มใจ หนุ่มคนน้ันก็ต้องรอจนขวงเลิกแล้ว
หนุ่มสาวก็จะชวน กันไปคุยต่อบนบ้านจะคุยเรว็ หรือช้าแล้วแต่ความพอใจ การลงขวงน้ี เป็นประเพณีมา
แตเ่ ดมิ เพอื่ ใหไ้ ด้ประโยชน์ทาง อ้อมในการผลิต เครอื่ งใชไ้ ม้สอย และเปน็ การเปิดโอกาสใหห้ นุม่ สาวได้รู้จัก
ค้นุ เคยกนั แตป่ ัจจบุ นั ประเพณีการลงขวงนไ้ี มม่ ีแล้ว
นอกจากการลงขวงแลว้ ชาวโซง่ ยงั รว่ มประเพณีต่างๆ ทเ่ี ปน็ ของคนไทย เชน่ ประเพณีลอย
กระทง ประเพณีสงกรานต์ และ ประเพณีวันสาคัญทางพุทธศาสนา ปัจจุบันคนไทดามีการจัดงานที่
เรียกวา่ “งานไทดา” ในช่วงเดอื นเมษาซงึ่ กลายมาเปน็ งานประเพณี ของคนเชื้อสายไทดาทั่วประเทศไทย
การเลน่ คอนฟอ้ นแคน
การเลน่ คอน หรอื อิน้ กอ้ น เป็นการละเล่นของหนุ่มสาวลาวโซง่ ทโ่ี ยนลกู ชว่ ง (ตอดมะกอน
ให้แก่กัน) พร้อมกับการร้องราทาเพลงด้วยการเป่าแคน การเล่นหรือท่ีเรียก “การเล่นคอน ฟ้อนแคน”
เทศกาลเลน่ คอน ราวเดอื น ๔ เดือน ๕ ชายหนุ่ม ๕-๑๐ คนชักชวนกนั ไปเล่นคอน ตามหมูบ่ า้ นอืน่ จะตอ้ ง
ประกอบด้วยหมอแคน (คนเป่าแคน)หมอขับ(คนร้องเพลงแบบลานา)และหมอลา(ผู้ที่ร้องเพลงท่ีเรียกว่า
แอ่ว)อย่าง น้อย ๑-๒ คนเดินทางไปลานขวง เจรจาตกลงเล่นคอน ฝ่ายชายปรบมือเป่าแคน ฝ่ายหญิงไป
แต่งตวั แล้วออกมารา (ฟ้อน) เป็นแถวๆ มี การร้องเพลง(แอ่ว) โยนลกู ช่วงและเซงิ้ กันไป การเล่นคอนฟ้อน
แคน เล่นกันจน เท่ียงคืนแล้วก็จะเป็นการเลือกคู่คุย(เป็นกิจกรรมให้หนุ่มสาวต่างถิ่นได้รู้จักกันก่อน
แตง่ งาน) (นางสนิท กุมกร,สัมภาษณ,์ ๒๕๖๓)
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๒
จากการศึกษากลุ่มชนชาติพันธ์ไทยทรงดาหรือลาวโซ่งน้ัน เป็นกลุ่มชนในแคว้นสิบสองจุไทที่
อพยพลงอยู่ในผืนแผ่นดินไทยกว่า ๒๐๐ ปีแล้ว จากศึกสงครามและการถูกกวาดต้อนจากศึกพระเจา้ กรุง
ธนเม่อื ครัง้ ไปตีเวยี งจันทร์ “ผไู้ ทยดาทเี่ รยี กกัน แถวเมืองเพชรบุรีและราชบุรีลาวโซ่ง คาวา่ โซง่ หมายถึง
กางเกง ดังนน้ั ผู้ไทยดา กค็ อื ลาวโซง่ ดา เพราะชอบนุ่งกางเกงสีดา”(เสถยี รโกเศศ.๒๕๐๙) เมื่อมปี ระชากร
มากขนึ้ ได้ขยบั ขยายโยกยา้ ยไปตามจังหวัดต่างๆในประเทศไทย รวมทั้งที่จังหวัดราชบรุ ีกลุ่มชาตพิ นั ธ์กลุ่ม
นี้มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นหลายประการท้ังในเช้ือสายถิ่นฐานเดิม รูปแบบการแต่งกาย ทรงผมท่ีเป็น
เอกลักษณ์ ประเพณีพิธีกรรมความเชื่อท่ีกระทาสืบเน่ืองกันมา เพื่อคงอนุรักษ์ไว้ซง่ึ ความเป็นไทยทรงดา
คณะผู้จัดทาจึงได้เล็งเห็นถึงความสาคัญของกลุ่มชาติพันธ์กลุ่มนี้ จึงได้นาเอาความเช่ือ ผนวกกับ
เอกลกั ษณ์วฒั นธรรมท่มี ีมาวิเคราะหพ์ ัฒนาสร้างสรรค์ชดุ การแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฟ้อนแคนแมนฟา้ ”
ต่อไป
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๓
บทท่ี ๒ แนวคดิ การแสดง
ที่มาของแนวคิดการแสดง
แนวคิดการแสดง ปฏิบัติตามข้ันตอนการดาเนินงานตามหลัก Choreograppher (สุรพล วิรุฬรักษ์,
๒๕๔๙) ดังนี้
๑. เหตุท่ีเกดิ การสรา้ งงานนาฏศลิ ป์
- เพอ่ื ส่งเสริมการท่องเที่ยว และ สร้างอตั ลักษณใ์ ห้แก่กลมุ่ ชนชาติพันธุ์
๒. วัตถุประสงค์
- เพอ่ื ส่งเสริมการทอ่ งเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรมของ ๘ กลุม่ ชนชาตพิ ันธขุ์ องจงั หวดั ราชบรุ ี
๓. ระมวลข้อมูล
- ขอ้ มูลจากเอกสาร
- ขอ้ มูลจากการลงพื้นท่ีสมั ภาษณก์ ลุม่ ชาติพนั ธุ์
๔. กาหนดองคป์ ระกอบ
- รูปแบบเครือ่ งแต่งกาย
- รปู แบบเพลง
- รูปแบบอปุ กรณ์
๕. ออกแบบการแสดง
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๔
นายยุทธนา อัมระรงค์ ประธานหัวหน้าทีมคิดบวกสิบป์ ผู้สร้างแนวความคิดและสร้างสรรค์
ทา่ ราได้กล่าววา่ จากการท่ไี ด้ศึกษาการเคลอ่ื นไหวหรือการราทา่ ทางของไทยทรงดา และในความเชื่อของ
ไทยทรงดา ที่มีความเช่ือเร่ืองพญาแถนใช้วิธีการเล่าเรื่องของธรรมชาติคนเราเวลาท่ีจะเพาะปลูกหรือว่า
สร้างผลิตผล ก็จะต้องขอน้าขอฝนก็เป็นความเช่ือของพญาแถน ซึ่งขอให้ท่านประธานฝนให้กับชาวบา้ น
หรอื ชาวไทยทรงดา หลังจากน้ันกม็ นี า้ มีข้าวปลาอาหาร หลังจากนน้ั เขา้ สูก่ ารละเลน่
การละเล่นท่ีสาคัญนั้นก็คือ การละเล่นลูกช่วง ท่าต่างๆ ใช้ท่าท่ีมีอยู่มาปรับประยุกต์ให้
สอดคล้องกบั แสดงมากยง่ิ ข้ึน มีท่าที่เป็นเล่าเร่ืองถงึ ฝน ถงึ ดนิ ถึงความสขุ เกยี้ วพาราสีความสนกุ สนานใน
เทศกาลละเลน่ ลกู ช่วงร่วมกัน เราอยากใหท้ กุ คนเห็นว่าชาวไทยทรงดามคี วามเปน็ อตั ลักษณ์แลว้ ก็มีท่าทาง
และวัฒธรรมท่ีโดดเด่นและได้หยิบเอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นการแสดงบ่งบอกถึงอตั ลักษณ์ชาวไทยทรง
ดาในพ้นื ที่ของไทยทรงดา (ยุทธนา อมั ระรงค,์ สมั ภาษณ,์ ๒๕๖๓)
รูปแบบการแสดง เปน็ ราหมู่ ประกอบดว้ ยชาย ๔ คน หญงิ ๔ คน
จากการสมั ภาษณแ์ ละการหาข้อมลู
ในการราประกอบพิธีจะเป็นการทาเสนต่ออายุคือขบวนแห่ลุงตายิงสาว ฮับข้าวปัวขวัญ งาน
ประเพณีของไทยทรงดา สงกรานตส์ มัยก่อน จะเล่นในหมู่บ้าน มีการโยนลูกช่วง การรอ้ งเพลงขบั ถามบา้ น
เปน็ การรอ้ งเพลงถามกัน มกี ารทานขา้ ว แลว้ กเ็ ลอื กคู่ คอื ดูว่าถกู ชะตาก็จะไปคุยกนั พอคุยไดแ้ บบถูกใจก็
ค่อยเขียนจดหมายหากัน โดยการมาเจอกันโดยการเอาแรงกันตามหมู่บ้านทีไป (นางสนิท กุมกร
,สัมภาษณ์,๒๕๖๓) การแสดงคือการจะมีการใช้ท่าทางประกอบแคน แบ่งได้หลายรูปแบบ เช่น แคนย่าง
(แคนเดิน) แคนเวียง แคนแล่น แคนสีนวลแคนแกร แคนเซ้ิง เซ้ิงสู้กัน ก็การโต้ตอบของหนุ่มสาว อันนี้
คลา้ ยกบั เพลงฉอ่ ย ดนตรที ี่ใช้จะมี แคน กลองยาว ฉาบ ฉิง่ (ยุพิน ไหมละออง,สมั ภาษณ์,๒๕๖๓)
ประเพณี “อ้ินก๊อนฟ้อนแก๊น” เป็นประเพณีของคนลาวโซ่งหรือไทยทรงดา ท่ีตั้งถ่ินฐานใน
แถบภาคตะวนั ตกของไทยในแถบจงั หวัดเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม ในอดีตชาวไทยทรงเป็นกล่มุ ชาติพันธ์ุ
ท่ีถูกกวาดต้อนมาจากฝ่ังซ้ายแม่น้าโขง ให้มาอาศัยอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีหลายคร้ังด้วยกัน คร้ังแรกในปี
พ.ศ. ๒๓๒๒ (สมัยกรุงธนบุรี) ครั้งต่อมาในช่วงสมัยรชั กาลท่ี ๓ ในปี พ.ศ. ๒๓๓๕ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๗๑
และอกี คร้งั ในปี พ.ศ. ๒๓๗๙ จากนั้นกไ็ ด้เคลือ่ นยา้ ยไปตัง้ ถ่ินฐานในละแวกใกล้เคียง คือ ราชบุรี นครปฐม
และสพุ รรณบุรี
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๕
“อิ้นก๊อนฟ้อนแก๊น” เป็นประเพณีท่ีกระทากันในช่วงราวเดือน ๕ คาว่า “ก๋อน” หรือ
“คอน” หมายถงึ ลกู คอนหรือลกู ช่วง คาว่า “อิ่นกอ๋ น” คือการโยนลูกชว่ ง ในอดีตเป็นการละเล่นของหนุ่ม
สาวลาวโซ่ง เมื่อว่างจากฤดูทานาทาไร่ก็จะมาน่งั รวมกันเป็นกลุ่มประมาณ ๑๕-๒๐ คนข้ึนไป ณ บ้านใด
บ้านหน่ึงสาหรบั เป็น "ข่วง" เพ่ือให้สาว ๆ ได้มานั่งทาการฝีมือและเป็นการเปดิ โอกาสให้หนุ่มสาวได้เลือก
คู่ครอง เม่ือถึงวัน ๑ ค่าเดือน ๕ ลาวโซ่งจะจัดงานร่ืนเริงตลอดท้ังเดือน หนุ่มสาวชาวไทยทรงดาจะหยุด
ทางาน ฝ่ายชายจะรวมตัวกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๑๕-๒๐ คน ตระเวนไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เรียกว่า ไป
"เลน่ คอน" ซ่ึงหมายถึงการเล่นทอดลกู ชว่ งน่นั เอง ถา้ ฝ่ายชายทอดลูกชว่ งไปถกู ฝ่ายหญิงคนใด ย่อมรู้กันวา่
เปน็ การจองหญิงคนน้ันไว้แล้ว ส่วนคาว่าส่วนคาว่า “ฟอ้ นแกน๊ ” หรือฟ้อนแคน หมายถึง การรา่ ยราและ
การเล่นดนตรปี ระกอบ
หนุ่มๆ จากบ้านอื่นมักจะเดินทางไปเล่นคอนหรือต๊อดมะก๋อนท่ีหมู่บ้านของหญิงสาว เช่น
หนุ่มบา้ นหวั เขาจีน จ.ราชุบรี ไปเล่นที่บา้ นหนองปรง จ.เพชรบรุ ี โดยสาวๆ บ้านหนองปรงจะคอยต้อนรับ
ขับสู้ โดยคณะหนุ่มๆ ทไี่ ปเลน่ บา้ นอื่นจะต้องมีหมอแคน หมอขบั (ลา) ไปดว้ ย เวลาขบั เป็นการขับชมบ้าน
ชมคนในบา้ น เมื่อตอ้ งข้ึนไปเยย่ี มเยียนบ้านใด มกี ารขับชม “กลอนเตยี ว” คอื เทียวไปเทียวมา ชมบา้ นชม
ชอ่ ง ระยะทางท่มี า ผ่านทีใ่ ดมาบา้ ง ถอื เปน็ ธรรมเนียม
วิธีการเล่นต๊อดมะก๋อน ท้ังชายและหญิงฝ่ายละห้าถึงหกคนเท่าๆ กัน ยืนหันหน้าเข้ามากัน
กลางข่วง โดยลูกช่วงท่ีทาด้วยผ้าสีเย็บเป็นส่ีเหลี่ยม ยัดด้วยเมล็ดนุ่นมีสายยาวประมาณสองฟตุ ฝ่ายชาย
จะพูดชักชวนให้ฝ่ายหญิงรับลูกมะก๊อน เมื่อรับแล้วจะโยนกลับ และขอสิ่งของของอีกฝ่ายหน่ึง นาฬิกา
ข้อมอื หรอื ผา้ ขาวมา้ ทอดลกู ชว่ งกนั ไปมาระยะหน่ึง และพกั ขบั ร้องจนกนิ ขา้ วเช้าของข่วงนนั้ ระหวา่ งการ
เตรยี มอาหารชายหนมุ่ จะติดตามหญงิ สาว ช่วยหงุ หาอาหาร เพ่ือให้เหน็ ความขยัน อาสาตดั ฟนื ตาข้าว ตกั
น้า และเป็นโอกาสในการดูอุปนิสัยใจคอ เมื่อทานอาหารเสร็จ ต่างฝ่ายพักผ่อน เพ่ือกลับมาในช่วงเย็น
สาหรับการขับร้องแสดงความรัก และการฟ้อนรา มีท่าราและท่วงทานองของแคนท่ีแตกต่างกัน ไว้ ๓
ลกั ษณะ ได้แก่ แคนยา่ งและราแคนย่าง แคนแลน่ และราแคนแลน่ แคนแกรและราแคนแกร
จากนั้น ช่วงประมาณเที่ยงคืนเป็นการวอนสาวและโอ้สาว การวอนสาวเป็นช่วงท่ีชายหน่มุ
จะต้องจดจารูปร่างหญิงสาวท่ีตนสนใจในขณะที่ร่วมอ้ินก๊อน เพื่อบอกแก่หัวหน้าข่วงได้ถูกต้องว่าตนจะ
วอนสาวใด หญิงสาวพยายามปดิ บงั ตนเอง การใช้ผา้ เปียวคลุมหน้าเพื่อทดสอบความจาของชายหน่มุ โดย
ไม่มีการนัดหมาย หวั หน้าข่วงทาหนา้ ท่ใี นการถามชายหนุ่ม โดยไล่เรยี งหญงิ สาวในข่วงแต่ละคน หากชาย
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๖
หนุ่มต้องการวอนสาวคนใด จะมายืนอยู่หน้าหญิงสาว จากน้ัน หญิงสาวจะเดินไปบริเวณที่เหมาะสมใน
การพูดคุยเป็นส่วนตัว ส่วนชายหนุ่มท่ีไม่มหี ญงิ สาวพูดคุย จะขับกล่อมชมบ้านเมือง หัวหน้าช่วงต้องคอย
ดูแลหญิงสาว ไม่ปล่อยให้มีการล่วงเกิน การจัดอิ้นก๊อนจะมีไปตลอดในช่วงหลังเก็บเกี่ยวประมาณหน่ึง
เดือน และเปน็ โอกาสสรา้ งความสนิทสนม และนามาส่กู ารส่ขู อแต่งงานในท้ายท่สี ดุ
อยา่ งไรก็ดีเม่ือสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป การละเลน่ ดงั กลา่ วไดล้ ดบทบาทลง และไดม้ ีการ
ฟน้ื ประเพณีขึน้ มาใหม่ โดยมีการจัดเปน็ งานประจาปีทีแ่ สดงถึงอัตลักษณ์ทางวฒั นธรรมของคนลาวโซ่ง มี
การแต่งกายแบบด้ังเดิม แสดงบทเพลงและการร่ายราในแบบคนชาวไทยทรงดา และเน้นการสร้าง
เครือข่ายทางสังคมทีเ่ กดิ จากการจัดงาน โดยมีหน่วยงานราชการสนบั สนุน เชน่ การจัดงานประเพณีที่บา้ น
หัวเขาจีน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี กาหนดไว้ในวันท่ี ๑๓เมษายน ๒๕๕๗ ซ่ึงวันที่ได้รับการกาหนดและ
ประกาศให้ทราบกันในหมู่ของชาวไทยทรงดา (ปฏิทินท่ีจัดพิมพ์โดยสมาคมชาวไทยทรงดา แสดงวันจัด
งานในแต่ละหมู่บา้ น) การจัดงานรน่ื เริง “อนิ้ ก๊อนฟอ้ นแก๊น” ในหมูบ่ า้ นไทยทรงดาในจงั หวดั ต่างๆ เร่มิ ข้นั
ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดอื นเมษายน (ชีวสิทธ์ิ บุณยเกียรติ.(๒๕๕๗).ประเพณี อ้ินก๋อนฟอ้ นแกน๊
,๒๕๕๘) (https://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=3)
งานประเพณี จะเร่ิมจากการทาบุญช่วงเช้า นิมนต์พระสงฆป์ ระกอบพิธี เลี้ยงภัตตาหารเพล
และอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยมีกลุ่มแม่บ้านจัดเตรียมอาหารในโรงครัวในบริเวณศูนย์วัฒนธรรม
ส่วนกลุ่มผ้หู ญงิ สงู วัยและเด็กสาวๆ ทยอยแต่งหน้าทาผมแบบ “ป้นั เกลา้ ” แต่งชุดลาวโซง่ เพอื่ เตรยี มเพ่ือ
ทาหนา้ ท่ีตอ้ นรับผูท้ ม่ี าเยอื นจากต่างหมู่บ้าน สาธติ การเล่นอนิ่ กอ๋ น และการแสดงบนเวที
บริเวณการจัดงานเป็นลานตรงข้ามกับศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดาบ้านหัวเขาจีน มีการ
ลงทะเบียนในเต้นทห์ น้าอาคารศนู ยว์ ัฒนธรรมไทยทรงดาฯ ส่วนพนื้ ท่สี นามหน้าอาคารเรียนโรงเรยี นบ้าน
หัวเขาจีน เป็นบริเวณของการจัดอาหารเลี้ยง ส่วนอาหารจัดเตรียมไว้บนแคร่ไม้ลักษณะบุฟเฟ่ต์คือ
ผรู้ ่วมงานเลือกตกั อาหารดว้ ยตนเอง มสี ว่ นเวทกี ารแสดง และรา้ นคา้ รายรอบบริเวณ
ผู้เข้าร่วมงานฝ่ายชายสวมกางเกงยาวสีดาและเส้ือไท ที่เรียกว่า “ส้วงขาฮี” และคาดด้วย
กระเป๋าผ้า ส่วนฝา่ ยหญงิ โดยส่วนใหญส่ วนเสอื้ กอ้ มและผ้าซ่ิน เชน่ ลายแตงโม และปน้ั เกล้าแสดงลักษณะ
ทางวฒั นธรรมอยา่ งเตม็ รูปแบบ นอกจากน้ี ชาวบ้านบางสว่ นสวมใสเ่ สื้อผา้ ในชีวติ ประจาวนั
การละเลน่ จะเริ่มงานการละเลน่ อย่างเปน็ ทางการ โดยในงานมีแคนวง ๓ วง แตล่ ะวงจะ
ประชนั กนั ด้วยจานวนผู้ทีเ่ ข้ารว่ มฟอ้ นแคนในข่วง เครือ่ งดนตรีทีเ่ ล่นประกอบด้วยแคน กลองชุด และ
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๗
เคร่อื งกากบั จังหวะอีกสองสามประเภท จงั หวะของดนตรีจะเปลย่ี นสลับกนั ไปมาและส่งผลต่อการย่าง
การฟ้อนของคนในข่วง ผ้รู ว่ มในวงฟ้อนกันไปตามการบรรเลงดนตรีและการขบั รอ้ งของวงดนตรี เปน็
ชว่ งเวลาที่ท้ังคนในพืน้ ทแี่ ละตา่ งพ้ืนท่ีรว่ มสนุกสนาน จนถงึ เวลาเท่ยี งคืน
(https://www.sac.or.th/databases/rituals/detail.php?id=3)
จากการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเร่ืองราวความเช่ือ ศรัทธา ประเพณีพิธีกรรมต่างๆ
และจากคาสัมภาษณ์ของนางสนทิ กุมกร,นางวภิ า จันทร์ก่า,นางยพุ ิน ไหมละออง ครูภูมิปัญญาแห่งบา้ น
หัวเขาจีน ท่ีเปรียบเสมือน ผู้เฒ่าผู้แก่ประจาชุมชนชาวไทยทรงดาแห่งบ้านหัวเขาจีน จึงเกิดเป็น
แนวความคิดท่ีจะสร้างสรรค์การแสดงเพื่ออยากให้ทุกคนเห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์และวัฒธรรมท่ีโดด
เด่นของชาวไทยทรงดาจึงได้หยิบเอาส่ิงเหล่านั้นมาสร้างเป็นการแสดงเชิงสร้างสรรค์บนพ้ืนฐานของ
นาฏศลิ ป์ไทย ดว้ ยองค์ประกอบตา่ งๆ จึงก่อนใหเ้ กดิ ผลงานสร้างสรรคเ์ ชิงนาฏศลิ ป์ขนึ้ ในชอื่ ชุด “ฟ้อนแคน
แมนฟา้ ”
รปู แบบการปฏบิ ัตงิ าน
กนั ยายน สัปดาห์ท่ี ๒ สปั ดาหท์ ี่ ๓ สปั ดาหท์ ่ี ๔
รายละเอยี ดการทาวิจัย สัปดาหท์ ี่ ๑
เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เอกสาร
ล ง พื้ น ท่ี / เ ก็ บ ข้ อ มู ล
สมั ภาษณ์
ดาเนนิ งานการผลติ
Focus Group คร้งั ที่ ๑
ดาเนินการแกไ้ ขปรับปรุง
ลงพืน้ ทีถ่ ่ายทอดท่ารา
ขอ้ เสนอแนะจากกรรมการชาวไทยทรงดา
ข้อเสนอแนะจากคุณวีณา อยู่สุข ตัวแทนกลุ่มไทยทรงดาได้ใหค้ วามคดิ เห็นว่า: สงิ่ ทีเ่ สนอ
มาทุกอย่าง เด๋ียวพี่ไปปรับเปล่ียนเอง แต่ที่พี่ขอ คือ ในการแสดงเมื่อกนี้ ี่ ถ้าถามว่าการแสดงก็ถือวา่ ดี แต่
ถ้าในเร่ืองขออีกอย่างหน่ึง เราขอในเร่ืองตอนออกมา เราขอขึ้นหัวแคนมานิดนึง และเพ่ิมบทร้องเหมือน
เม่ือก่อนก็เข้ามา เพราะพอไปต่อกับเยาวชน ทา่ ทางมันจะลดลง เพราะเราเขา้ ใจที่คุณพูด เราขอหวั ม้วน
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๘
ของคุณเป็นหัวม้วนของไทยทรงดา ท่าทางพอไปถึงพ้ืนที่แล้วจะเป็นการปรับเปลี่ยนเองให้เหมาะสมกับ
เยาวชน ถ้าขึ้นหวั แคนไทยทรงดา ใช้นาก่อนและตามด้วยคาร้อง บทร้องของไทยทรงดา พอเสรจ็ แลว้ จะ
ตามด้วยท่าทางการราอย่างไรก็ได้ เราสามารถใช้ท่าของกลุ่มชาติพันธ์ุและท่าทางของเราได้ ส่วนของ
เสือ้ ผา้ ผสู้ าวให้คลอ้ งผ้าสี สว่ นผ้าเตยี วสีดาจะใชก้ บั ผู้หญงิ แตง่ งานแลว้ ผชู้ ายทเี่ รยี กวา่ เสอ้ื โซง่ ใหเ้ รียกว่า
เส้ือไท มลี กั ษณะคาดผ้าขาวมา้ ไม่ต้องเอาเข็มขัดมาคาด ถ้าตามหลักผู้ชายไทยทรงดาจะมีกระเป๋าคาดเอว
ผา้ ขาวม้าพาดบา่
ข้อเสนอแนะจากผูท้ รงคณุ วฒุ ิ ทางดา้ นการออกแบบงานแสดง
นางรัตนา พวงประยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง วิทยาลัยนาฏศลิ ป์ สาหรบั ครู จากทาง
ชาติพันธ์ไดก้ ลา่ วไว้ ครนู ้อมรบั เพราะว่าเป็นรายละเอยี ดท่ีสดุ ควรจะไปปรับแก้ไขตามชาติพันธ์ได้กล่าวมา
เพราะนค่ี ือความถกู ต้อง ตดั ทา่ ไหนท่เี ร็วไป ทา่ เยอะเกนิ ไป อยากให้กลับไปเกบ็ ลายละเอียดแล้วปรบั แก้ไข
ใหม้ ันสมบูรณ์
นางสาวเรวดี สายาคม ผเู้ ชีย่ วชาญนาฏศลิ ปไ์ ทย วิทยาลยั นาฏศิลป์ ครูขอพดู ในฐานะครูสอน
รา ครูพูดถึงการฟ้อนราของชายและหญงิ ให้ท่าราที่แสดงเด่นชัดในเอกลักษณะของไทยทรงดา ในฐานะท่ี
ครูสอนราและครไู ม่ไดเ้ ปน็ คนพน้ื เมือง การแตง่ กายก็เดน่ ชดั เสียงแคนก็สามารถใช้ภาษาทา่ ส่อื ความหมาย
ออกมาได้ว่านค่ี ือเสียงแคน โดยไม่ต้องถือแคนออกมาเป่า สาหรับครู ครูมองในแง่ครูสอนรา การใช้มือใช้
เทา้ ทใ่ี ช้กระโดดโลดเตน้ กย็ ังสามารถทจี่ ะเอาท่าราโขนละครมาดัดแปลงเข้าได้กบั ท่าราในการแสดง ส่วน
เร่อื งเครอ่ื งประดบั เครือ่ งเงินกเ็ ป็นเอกลักษณะของไทยทรงดา อุปกรณ์ลูกชว่ งกเ็ คยเหน็ มาบอ่ ยแล้วแต่เรา
กส็ ามารถที่จะเอามาปรบั ใสใ่ นการแสดงท้ังหญิงและชาย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จลุ ชาติ อรัณยะนาค รองอธกิ ารบดี กรมศลิ ป์ สาหรับครู คือมนั มอี ยู่ 2มิติ
มิติที่1 คือมิติด้ังเดิม ส่วนอีกมิติหน่ึงคือมิติท่ีนามาบูรณะใหม่ ซ่ึงที่จริงแล้วฟ้อนแคนแบบใหม่ ถูกปรับมา
ตง้ั แตส่ มัยคุณแม่จาเรยี ง ในสมยั ทท่ี า่ นยงั อยู่ เป็นนโยบายที่จะนาเอาการแสดงพนื้ เมืองมาบรู ณาการปรับ
ให้มีความทันสมัย ให้มีความสวยงามมากข้ึน แต่ในการแสดงชุดน้ีจัดทาขึ้นเพื่อตอบสนองความร่วมสมัย
แตย่ ังมคี วามตง้ั เดมิ คอื เรื่องเสือ้ ผ้า และยงั มีลกู ช่วงทสี่ ่อื ให้เห็นความเป็นไทยทรงดา
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๑๙
ข้อเสนอแนะจากผทู้ รงคุณวุฒิ ทางดา้ นการออกแบบดนตรี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดุษฎี มีป้อม ผู้เช่ียวชาญด้านดุริยางค์ไทย มีความคิดเห็นว่า ในด้าน
ดนตรี ถ้ามองในส่วนของผู้ชม ถ้าในเร่ืองของระเบียบวิธี จารีตประเพณี หรือพิธีกรรม ก็จะเป็นส่วนหนง่ึ
ถ้ามองในเร่ืองเสียงของดนตรีชุดนปี้ ระสมเสียงดนตรีไดไ้ พเราะ แต่ถ้าหากว่าบ่งบอกอัตลักษณ์ว่าเปน็ ไทย
ทรงดาไหม ฟังดูแล้วคือในแง่ของการสร้างสรรค์งาน คือ แคน เป็นสัญลักษณ์ของไทยทรงดา เสียงแคน
เป็นเอกลักษณ์ และท่วงทานองเพลงที่มีมาแต่เดิม แต่ในคร้ังน้ีมองว่าเป็นงานสร้างสรรค์ ในเร่ืองของ
เสียงดนตรกี ย็ งั มเี สียงแคนแม้จะประสมเสียงดนตรอี ่ืนก็ยังบง่ บอกว่าเป็นวฒั นธรรมของไทยทรงดา มีแคน
เป็นองค์ประกอบในการสรา้ งดนตรี แตใ่ นการสร้างสรรค์งานขน้ึ มาใหม่อาจจะประสมเครื่องดนตรีชนิดอื่น
เข้าไป เพื่อให้เกิดความไพเราะ แต่ที่ชาติพันธ์ได้บอกว่าดนตรคี ่อยข้างเร็วเกนิ ไป จึงอยากให้ปรบั แกไ้ ขใน
สว่ นน้ี
นายวัชรกร บุญเพ็ง อาจารย์ทางด้านดนตรี คณะศิลปศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มี
ความคิดเห็นว่า ดนตรีกลมกลืนแต่ดนตรีช่วงท้ายอาจจะเร็วไปหน่อย ควรลดความเร็วของจังหวะลง
นอกเหนอื จากนั้นสมบรณู ์ทกุ อย่างครบแล้ว
สรปุ แนวทางการแก้ไข
จากการดาเนินงานและนาเสนอผลงานตอ่ คณะผเู้ ช่ียวชาญทางด้านการออกแบบทา่ รา ดนตรี
และทางกลุ่มชาวไทยทรงดา นั้น ได้มีข้อเสนอแนะเก่ียวกับความถูกต้องของการละเล่น ท่วงท่าที่ใช้
จังหวะดนตรี และเสียงแคนทเ่ี ป็นเอกลักษณ์ ของไทยทรงดา จึงได้มกี ารนามาปรับปรุงเปลยี่ นแปลงให้เกิด
ความสวยงามและความถูกต้องในการสร้างสรรค์ผลงานด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังจะกล่าวในบทที่ ๓
ต่อไป
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๐
บทท่ี ๓ องคป์ ระกอบการแสดง
องคป์ ระกอบการแสดงชดุ “ฟ้อนแคนแมนฟา้ ” มอี งคป์ ระกอบสาคญั ดังนี้
- ผู้แสดง
- เครื่องแต่งกาย
- อปุ กรณ์ท่ใี ชใ้ นการแสดง
- ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง
ในการออกแบบชุดการแสดงจะมีความสวยงามหรือสนุกสนานเพลิดเพลินเพียงใด ขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบต่างๆท่ีสาคัญในการนาไปผสมผสานให้เกิดเป็นการแสดง ในการแสดง ชุดฟ้อนแคนแมนฟ้า
เปน็ การหยบิ ยกเอา ความเชือ่ ความสขุ ความสนกุ สนานการเกี้ยวพาราสีในเทศกาลละเล่นลูกช่วงร่วมกัน
ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง ในการแสดงชุดน้ียังได้มีการแต่งเน้ือร้องการเกี่ยวพาราสีท่ีเป็นภาษา
โซ่ง ภาษาอันเป็นอัตลักษณ์ที่กาลังจะหายไป เพื่อเป็นการเพิ่มอรรถรสในการแสดงได้ดียิ่งขึ้น ท้ังน้ีใน
สว่ นของกระบวนทา่ ราและรปู แบบการแปรแถวจะนาไปกลา่ วไวใ้ นบทที่ ๔
ผแู้ สดง
การแสดงชุด ฟ้อนแคนแมนฟ้า กาหนดผู้แสดงท้ังหมด ๘ คน โดยแบ่งเป็นผู้แสดงชาย ๔ คน ผู้แสดง
หญิง ๔ คน
ภาพ : ตัวอยา่ งการแสดงชุด ฟอ้ นแคนแมนฟา้
ที่มา : คณะผจู้ ัดทา
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๑
ภาพ : ตัวอยา่ งการแตง่ กาย หญิง – ชาย ของไทยทรงดา
ทมี่ า : คณะผจู้ ัดทา
การออกแบบเคร่อื งแต่งกาย
เลือกใช้วัสดุเลียนแบบ ให้มีลักษณะอิงกับการแต่งกายของชาวไทยทรง ในจังหวัด ราชบุรี รวมท้งั
เลอื กแบบทรงผมของชาวไทยทรงดาทมี่ คี วามเหมาะสมกับสาวรุน่ ในการแสดง
ผูช้ าย ใสก่ างเกงครง่ึ แข้ง เสือ้ ไทยาวสีดา ผา้ ขาวม้าพาดบ่า
ผูห้ ญิง ใสซ่ ่นิ ลายแตงโมง เส้ือแขนยาวสดี า มวยผมแบบหญงิ สาว ปน้ั เกลา้ ขอดซอย ตดิ ป่นิ เงนิ สรอ้ ยคอ
เงนิ กาไลขอ้ มือเงิน ต่างหเู งิน มีคล้องคอสีเหลอื ง
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๒
ภาพ : การแสดงการชดุ ฟ้อนแคนแมนฟา้ ทัง้ ด้านหนา้ และด้านหลัง
ทีม่ า : คณะผจู้ ดั ทา
อปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการแสดง
ลูกช่วง ๔ ลกู
จากการสร้างสรรค์ชุดการแสดง ได้มีการสอดแทรกการละเล่นลูกช่วงเข้ามาเพ่ือเป็นการเพ่มิ ความ
สนุกสนานและเป็นการอนุรกั ษ์การละเล่นน้ีไว้ จึงมลี ูกช่วงเปน็ อปุ กรณใ์ นการแสดงชุดน้ี
ภาพ : ตัวอย่างลูกชว่ งท่ใี ช้ในการละเล่นลกู ชว่ ง
ทมี่ า : คณะผูจ้ ดั ทา
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๓
ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง
เคร่ืองดนตรีหลักของชาวไทยทรงดา คือ แคน ซ่ึงมีเอกลักษณ์โดยเด่น ท้ังการเป้า ลีลา รวมถึง
ท่วงทานองที่ฟังดูแล้วชวนให้ สนุก ผสมกับการตีกลองยาว และนามาเล่น กับ Malimba และ
Xylophoneเพลงน้ี ถูกนามาปรุงแต่งข้ึนใหม่แบบรว่ มสมัยมากข้ึน แต่ยังคงลักษณะของเพลงพ้ืนบ้าน ไว้
มีเทคนิคทเี่ รยี กว่า Btonal ในบางท่อนของแรก ของเพลง เพื่อให้เกิด ซาวน์ใหมท่ บี่ ทเพลงพื้นบนของชาว
ไทยทรงดาโดยใช้แคน เปา่ ๒ ดีย์ ในท่อนเดยี วกัน มีการนา ทานองลีลาการเออ้ื ร้องมาประกอบ ใน เพลง
เพ่ือให้มีกลิ่นอายความเป็นไทยทรงดามากขึ้นท่ีเล่นอยู่บนเครื่องดนตรีสากลและวงออเครสตรา รวมถึง
การใช้ synthesizer มาช่วยเพ่มิ อรรถรสในบางชว่ ง
เน้อื เพลงไทยทรงดา ภาพท่ี ๑๗ (https://www.khaoyoi-
ฮบั เนอ้ หล้า หล้าฮับเน้อ
มะกอนสายฝา้ ย
หล้าผูฮ้ ่าย ต๊อดเส๋ายา๋ หมาง
ฮบั เนอ้ หล้า หลา้ ฮบั เนอ้
มะกอนสายเหลือง บ่ เผามจี กู้ วงเหมอื ง
ฮับเฮา้ ได้เน้อ
มะกอนสายแดง บ่ เผามจี ู้แอบแฝง
ฮับเฮ้าได้เน้อ ฮับเน้อ
thaisongdam.com)
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๔
ภาพที่ ๑๘ (https://www.khaoyoi-thaisongdam.com)
สรปุ ไดว้ า่ การสรา้ งสรรค์งานนาฏศลิ ปส์ รา้ งสรรค์ ชดุ ฟ้อนแคนแมนฟา้ มรี ูปแบบการแสดงทป่ี ระกอบดว้ ย
องคป์ ระกอบสาคัญดงั นี้
๑.ผู้แสดงท้งั หมด ๘ คน โดยแบ่งเป็นผูแ้ สดงชาย ๔ คน ผแู้ สดงหญิง ๔ คน
๒.เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ ที่เลือกใช้วัสดุ องค์ประกอบท่ีเลียนแบบให้มีลักษณะเหมือนกับการ
แต่งกายของชาวไทยทรงดา
๓.อุปกรณ์ทีใ่ นการแสดง ได้แก่ลูกชว่ ง ทใ่ี ชใ้ นการละเลน่ โยนลูกชว่ งของชาวไทยทรงดาจานวน ๔ ลกู
๔.ดนตรีและเพลงประกอบการแสดง เป็นดนตรีท่ีผสมผสานระหว่างเสียงแคน เอกลักษณ์ทางดนตรีของ
ไทยทรงดาและแนวดนตรรี ่วมสมัย ท่ไี ดม้ กี ารเพิ่มเนือ้ ร้องใช้ในการเกยี้ วพาราสี เป็นการเพมิ่ อัตถรสในการ
แสดงชดุ นี้
ในส่วนขององค์ประกอบที่สาคัญอีกอย่างหน่งึ คือกระบวนท่ารา และรูปแบบการแปรแถวทีต่ อ้ ง
สร้างสรรค์ให้สอ่ื ถึงแนวคิดได้อย่างชัดเจน โดยสร้างสรรค์บนพน้ื ฐานของนาฏศลิ ปไ์ ทย ดังทีจ่ ะกล่าวในบท
ท่ี ๔ ต่อไป
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๕
บทท่ี ๔
กระบวนท่าราและการใช้พ้ืนที่บนเวที
กระบวนการสร้างสรรค์ท่าราได้ศึกษาการเคล่ือนไหวหรือการราท่าทางของไทยทรงดา และ
ในความเช่ือของไทยทรงดา ท่ีมีความเชื่อเรื่องพญาแถนใช้วิธีการเล่าเรื่องของธรรมชาติคนเราเวลาที่จะ
เพาะปลกู หรือว่าสรา้ งผลิตผล ก็จะต้องขอน้าขอฝนก็เป็นความเช่อื ของพญาแถน ซง่ึ ขอให้ทา่ นประธานฝน
ให้กบั ชาวบ้าน หรอื ชาวไทยทรงดา หลังจากนน้ั ก็มีนา้ มขี า้ วปลาอาหาร หลังจากนั้นเข้าสู่การละเล่น
การแสดงชุดนี้มกี ารแบง่ กระบวนท่าราเพื่อสื่อความหมายออกเปน็ ๓ ช่วง ดงั น้ี
ช่วงที่๑ เป็นช่วงของการออกมาฟ้อนราเซ่นสรวงเพ่ือถวายแก่พญาแถน เป็นการขอขมาด้วยความนอบ
น้อม
ชว่ งที่๒ เป็นการแสดงถึงช่วงวิถีความเป็นอยู่
ช่วงท่ี๓ เปน็ ช่วงของการผ่อนคลายของชาวไทยทรงดาเมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจงานก็จะมีการละเล่นหยอก
ล้อกนั ระหว่างหนุ่มสาว
หมายเหตุ ในรูปแบบการแปลแถว จัดสัญลกั ษณ์ แทนดงั น้ี
สญั ลักษณ์ แทน ผหู้ ญงิ
สญั ลกั ษณ์ แทน ผชู้ าย
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๖
ท่าที่ ๑
นักแสดงหญิงคนท่ี ๑-๓ : คนเดินออกมา จากด้านขวาของเวที ย่อตัวลง ก้าวเท้าขวา มือซ้ายจีบส่งไป
ด้านหลงั ตง้ั มือขวา(ปลายนิว้ ตกลง)งอแขนเป็นเหลย่ี มระดับศีรษะ ศีรษะเอียงขวา
รปู แบบการแปรแถว ๒
๓ ๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๗
ทา่ ที่ ๒
นักแสดงหญงิ คนที่ ๑-๓ : คนเดินออกมา ก้าวเท้าซ้าย มือขวาจีบส่งไปด้านหลัง ต้ังมือซ้าย(ปลายน้วิ ตก
ลง)งอแขนเปน็ เหลี่ยมระดับศีรษะ ศีรษะเอียงซ้าย
รปู แบบการแปรแถว
๒
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๘
ท่าท่ี ๓
นักแสดงหญิงคนท่ี ๑-๓ : นง่ั ลงตงั้ เขา่ ขวา มือซ้ายจีบสง่ ไปดา้ นหลัง ตง้ั มอื ขวา(ปลายน้วิ ตกลง)งอแขนเป็น
เหล่ยี มระดบั ศีรษะ ศรี ษะเอียงขวา
รปู แบบการแปรแถว
๒
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๒๙
ทา่ ท่ี ๔
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๓ : น่ังทับส้นเท้า ก้มตัวลงเล็กน้อย มือขวาจีบส่งไปด้านหลัง ต้ังมือซ้าย(ปลายน้วิ
ตกลง)งอแขนเป็นเหลี่ยมระดบั ศีรษะ ศรี ษะเอียงซา้ ย
รปู แบบการแปรแถว
๒
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๐
ทา่ ที่ ๕
นักแสดงหญิงคนที่ ๑ : นั่งทับส้นเท้า ยืดตัวข้ึน มือซ้ายเท้าสะเอว มือขวาตั้งมือระดับศีรษะ ศีรษะเอียง
ทางซ้าย
นักแสดงหญิงคนท่ี ๒-๓ : น่ังทับส้นเท้า ก้มตัวลง มือซ้ายจีบส่งไปด้านหลัง ตั้งมือขวา(ปลายน้ิวตกลง)งอ
แขนเปน็ เหลย่ี มระดบั ศรี ษะ ศีรษะเอียงขวา
รปู แบบการแปรแถว
๒
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๑
ทา่ ที่ ๖
นักแสดงหญงิ คนที่ ๑ : นงั่ ทับส้นเท้า ก้มตัวลง มอื ซ้ายเท้าสะเอว ยื่นมือท้งั สองข้างออกไปด้านหน้า กม้ หน้าลง
นักแสดงหญิงคนที่ ๒ : นงั่ ทบั ส้นเทา้ ยืดตวั ขน้ึ มอื ซา้ ยจบี สง่ ไปด้านหลัง ตง้ั มอื ขวาระดบั ศีรษะ ศีรษะเอยี งทางซ้าย
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๓ : นั่งทับสน้ เทา้ ก้มตวั ลง มือขวาจีบส่งไปด้านหลัง ต้งั มือซา้ ย(ปลายน้ิวตกลง)งอแขน
เป็นเหล่ียมระดบั ศรี ษะ ศรี ษะเอยี งทางซ้าย
รูปแบบการแปรแถว
๒
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๒
ท่าที่ ๗
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๑-๒ : น่ังทบั สน้ เท้า ก้มตัวลง มอื ซ้ายเท้าสะเอว ยน่ื มือทั้งสองข้างออกไปด้านหน้า กม้ หน้าลง
นักแสดงหญงิ คนที่ ๓ : น่งั ทับส้นเท้ายืดตวั ขนึ้ มอื ซ้ายจบี ส่งไปด้านหลัง ตง้ั มือขวา(ปลายน้ิวตกลง)งอแขน
เปน็ เหล่ียมสงู เหนือศีรษะ ศีรษะเอียงทางซ้าย
รูปแบบการแปรแถว
๒
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๓
ท่าท่ี ๘
นักแสดงหญงิ คนที่ ๑-๓ : นัง่ ทับส้นเทา้ ก้มตวั ลง มอื ซา้ ยเทา้ สะเอว ยื่นมือท้ังสองข้างออกไปด้านหน้า ก้มหน้าลง
นกั แสดงชายคนท่ี ๑ : เดนิ ออกมาจากเวทีทางด้านซา้ ย ก้าวเท้าขวา มอื ซา้ ยจบี หงายตดิ กับสะเอวงอแขน
เล็กนอ้ ย ต้ังมือขวา(ปลายนิ้วตกลง)งอแขนเปน็ เหลีย่ มระดบั ศรี ษะ ศรี ษะเอยี งทางขวา
รูปแบบการแปรแถว
๑
๒
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๔
ทา่ ท่ี ๙
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๑-๓ : นั่งทบั สน้ เท้า กม้ ตัวลง มือซ้ายเทา้ สะเอว ยน่ื มอื ท้งั สองขา้ งออกไปด้านหน้า กม้
หน้าลง
นักแสดงชายคนท่ี ๑-๒ : ก้าวเท้าซ้าย มือขวาจีบหงายติดกับสะเอวงอแขนเล็กนอ้ ย ต้ังมือซ้าย(ปลายน้วิ
ตกลง)งอแขนเป็นเหลย่ี มระดบั ศีรษะ ศรี ษะเอยี งทางซ้าย
รูปแบบการแปรแถว
๒
๒๑
๓
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๕
ท่าที่ ๑๐
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๑-๓ : นง่ั ทับสน้ เทา้ กม้ ตวั ลง มอื ซา้ ยเท้าสะเอว ยนื่ มอื ท้งั สองข้างออกไปดา้ นหนา้ กม้
หน้าลง
นกั แสดงชายคนท่ี ๑-๓ : กา้ วเท้าขวา ตงั้ มอื ขวา(ปลายนวิ้ ตกลง)งอแขนเป็นเหล่ียมระดับศีรษะ มือซ้ายจบี
หงายติดกับสะเอวงอแขนเล็กนอ้ ย ศรี ษะเอียงทางขวา
รูปแบบการแปรแถว ๓
๒
๓ ๒
๑
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๖
ท่าท่ี ๑๑
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๓ : น่ังทบั ส้นเท้า ยดื ตวั ขนึ้ มอื ซา้ ยจบี ส่งแขนไปดา้ นหลัง ตงั้ มอื ขวา(ปลายน้วิ ตกลง)
งอแขนเปน็ เหล่ยี มระดบั ศีรษะ ศรี ษะเอียงทางขวา
นกั แสดงชายคนที่ ๑-๔ : กา้ วเทา้ ขวา มอื ขวาจีบหงายตดิ กับสะเอวงอแขนเลก็ น้อย ต้งั มอื ซา้ ย(ปลายนวิ้ ตก
ลง)งอแขนเป็นเหล่ียมระดับศีรษะ ศีรษะเอยี งทางซ้าย
รปู แบบการแปรแถว
๔
๓
๒
๓๒
๑
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๗
ท่าที่ ๑๒
นักแสดงหญิงคนท่ี ๑-๓ : นงั่ ทบั ส้นเทา้ ยดื ตวั ข้ึน มือซา้ ยจบี ส่งแขนไปด้านหลัง ต้งั มือขวา(ปลายน้ิวตกลง)
งอแขนเป็นเหลย่ี มระดับศรี ษะ ศีรษะเอยี งทางขวา
นักแสดงชายคนท่ี ๑- ๔ : กลบั หลังหัน เทา้ ชิด มือซ้ายจบี สง่ แขนไปด้านหลงั ต้งั มอื ขวา(ปลายนวิ้ ตกลง)งอ
แขนเปน็ เหล่ยี มระดับศีรษะ ศีรษะเอยี งทางขวา
รูปแบบการแปรแถว
๔
๒๓
๓๒
๑
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๘
ท่าท่ี ๑๓
นกั แสดงหญิงคนท่ี ๑-๓ : ต้ังเขา่ ขวา ยดื ตัวขนึ้ มอื ทง้ั สองขา้ งต้งั ขา้ งระดับหนา้ ศีรษะเอยี งทางขวา
นักแสดงชายคนที่ ๑- ๔ : หันตัวเฉียงตัวไปทางซ้ายเวที เท้าชิดย่อตัวลง มือทั้งสองข้างย่ืนออกมา
ด้านหน้าระดบั เขา่ กม้ ตัวลง
รปู แบบการแปรแถว ๔
๓ ๒ ๓
๒
๑
๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๓๙
ท่าท่ี ๑๔
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๓ : ยืนขึ้นถอยลงไปด้านหลัง ยืนเท้าชิด มือท้ังสองของแบมือระดับสะเอว ย่ืน
ออกมาทางดา้ นขวา ศรี ษะเอยี งทางด้านซ้าย
นักแสดงชายคนท่ี ๑- ๔ : ก้าวเท้าขวา ตั้งมือขวา(ปลายน้ิวตกลง)งอแขนเป็นเหลี่ยมระดับศีรษะ มือซ้าย
จบี ควา่ มอื ตดิ กับข้อศอกขวา ศีรษะเอียงขวา
รูปแบบการแปรแถว
๒๑ ๔
๓
๑
๑
๓
๒
*หมายเหตุ นกั แสดงชายคนท่ี ปรบั เป็นแถวส่เี หลี่ยมข้าวหลามตัด
นักแสดงหญงิ ถอยหลังลงไปเป็นแถวสามเหลี่ยม
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๔๐
ท่าที่ ๑๕
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๔ : ก้าวเท้าซ้าย ต้ังมือซ้าย(ปลายนิ้วตกลง)งอแขนเป็นเหลี่ยมระดับศีรษะ มือขวา
จีบติดกบั สะโพก ศรี ษะเอียงซ้าย
นกั แสดงชายคนที่ ๑- ๔ : กลับหลังหนั เท้าทั้งสองชิดตดิ กัน กม้ ตัวลง ตัง้ มือท้งั สองระดบั หนา้ แข้ง
รปู แบบการแปรแถว
๒ ๔ ๓
๔ ๑
๓ ๑๑
๒
*หมายเหตุ นักแสดงหญิงคนท่ี ๔ ออกมา
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๔๑
ท่าท่ี ๑๖
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๔ : ก้าวเท้าซ้าย ต้ังมือซ้าย(ปลายน้ิวตกลง)งอแขนเป็นเหลี่ยมระดับศีรษะ มือขวา
จบี ตดิ กับสะโพก ศีรษะเอียงซ้าย
นักแสดงชายคนที่ ๑- ๔ : ยดื ตวั ขนึ้ กา้ วเทา้ ขวา ต้ังมือขวา(ปลายนว้ิ ตกลง)งอแขนเปน็ เหล่ียมระดับศีรษะ
มอื จีบคว่ามอื ติดกับข้อศอกขวา ศรี ษะเอยี งขวา
รปู แบบการแปรแถว
๔๒ ๔
๓
๓ ๑๑
๒๑
*หมายเหตุ นักแสดงชายแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่งั เดนิ ลงหลัง นกั แสดงหญิง เดนิ ขนึ้ มาด้านหนา้
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๔๒
ทา่ ที่ ๑๗
นักแสดงหญิงคนที่ ๑-๔ : ก้าวเท้าขวา ต้ังมือขวา(ปลายน้ิวตกลง)งอแขนเป็นเหลี่ยมระดับศีรษะ มือซ้าย
จีบตดิ กับสะโพก ศรี ษะเอยี งขวา
นักแสดงชายคนที่ ๑- ๔ : ก้าวเท้าซ้าย ต้ังมือซ้าย (ปลายน้ิวตกลง)งอแขนเป็นเหลี่ยมระดับศีรษะ มือจีบ
ควา่ มอื ตดิ กับข้อศอกขวา ศีรษะเอียงซา้ ย
รปู แบบการแปรแถว
๔
๔ ๒ ๓
๒
๑๑
๓
๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๔๓
ท่าท่ี ๑๘
นกั แสดงหญงิ คนท่ี ๑-๔ : ยนื เทา้ ชดิ มอื ซา้ ยตงั้ วงบน มือขวาจีบหงายชายพก ศรี ษะเอยี งซา้ ย
นักแสดงชายคนที่ ๑- ๔ : ก้าวเทา้ ซา้ ย มือซ้ายจบี หงายชายพก มอื ขวาตั้งวงบน ศีรษะเอียงซ้าย
รูปแบบการแปรแถว ๔
๔ ๒
๒
๓
๓
๑ ๑๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๔๔
ท่าที่ ๑๙
นักแสดงหญิงคนท่ี ๑-๔ : ก้าวเท้าขวา ตั้งมือขวา(ปลายนวิ้ ตกลง)งอแขนเป็นเหล่ียมระดับศีรษะ มือซ้าย
จบี ตดิ กบั สะโพก ศีรษะเอียงขวา
นักแสดงชายคนท่ี ๑-๔ : ก้าวเท้าขวา ตั้งมือขวา(ปลายน้ิวตกลง)งอแขนเป็นเหล่ียมระดับศีรษะ มือซ้าย
จบี ติดกบั สะโพก ศรี ษะเอียงขวา
รูปแบบการแปรแถว
๔
๔ ๒ ๓
๒ ๑๑
๓
๑
ชาตพิ นั ธชุ์ าวไทยทรงดา ๔๕