เปา้ หมาย ๑
...เปา้ หมาย...
เป็นคนน่ี ท่ีจริงมนั กว็ นุ่ วายนะ คาวา่ “คน” สมยั น้ีเขียน ค.ควาย
กบั น.หนู ถา้ เป็นสมยั ก่อนเห็นเขาเขียน ฅ.ฅน คอื เขียนวา่ “ฅน” อาจ
มองวา่ ฅ.ฅน มนั หวั แตกหรือเปล่าเลยมาเขียน ค.ควาย ใหห้ วั มนั มนๆ
ที่จริงถา้ มองอีกมุมหน่ึงวา่ ฅ.ฅน หวั มนั มีหยกั ซ่ึงหมายถึงสมองมีหยกั
มากกวา่ ค.ควาย ถา้ มองอยา่ งน้ีกน็ ่าเอามาใชอ้ ีกนะ
พอเขียนวา่ “คน” กเ็ ป็นควายกบั หนู ควาย.. คนไทยเอาเป็น
สญั ลกั ษณ์ของความโง่ เอามาด่ากนั อีกต่างหาก เป็นความหมายวา่ โง่
วา่ ทางานช้นั ต่า เป็นทาสเขา ส่วนหนูกเ็ ป็นสัญลกั ษณ์ของความสก-
ปรกและการทาลายใหข้ า้ วของเสียหาย พอเอาโง่กบั สกปรกมารวมกนั
ทีน้ีกลายเป็น “คน” จะวา่ คนไทยเลือกใชอ้ กั ษรใหเ้ หมาะกบั สถาน-
การณ์และพฤติกรรมหรือเปล่านี่
๒ เปา้ หมาย
ถา้ เป็นภาษาที่เป็นรากฐานของภาษาไทย คือภาษา มคธ หรือ
ภาษาบาลี เรียกวา่ “มนุส” แต่เราเขียนกนั แบบสันสกฤตเป็น “มนุษย”์
อนั น้ีเคยพดู ไวห้ ลายๆ คร้ัง เก่ียวกบั คาวา่ มนุษยน์ ี่ วา่ เป็นคาสองคามา
รวมกนั คือ มโนกบั อุสสยะ มโนแปลวา่ ใจ อุสสยะแปลวา่ สูง รวมกนั
เป็นมนุษยใ์ หค้ วามหมายวา่ ผมู้ ีใจสูง พอเป็นมนุษยก์ แ็ ตกต่างจากคน
ทนั ที รู้สึกวา่ สูงกวา่ คนโดยทนั ที แต่ความเป็นมนุษยน์ ้นั สูงเพยี งเพราะ
ภาษาอยา่ งน้นั หรือ นนั่ กเ็ ปล่า แต่สูงเพราะความคิด คาพดู และการ
กระทา คิดพดู ทาท่ีประกอบดว้ ยปัญญา ประกอบดว้ ยความวริ ิยะ
อุตสาหะเพ่อื ไปสู่เป้ าหมาย นนั่ กค็ ือตอ้ งมีเป้ าหมาย ตอ้ งมีอุดมการณ์
แลว้ อะไรล่ะท่ีควรเป็นเป้ าหมาย ควรเป็นอุดมการณ์
ทุกคนทุกชีวติ ต่างปรารถนาความสุขดว้ ยกนั ท้งั น้นั บา้ งกเ็ อาสุข
เฉพาะหนา้ อนาคตจะเป็นยงั ไงกช็ ่าง บา้ งกห็ วงั ใหอ้ นาคตเท่าท่ีมอง
เห็นน้นั เป็นสุข บางคนกห็ วงั ขา้ มภพขา้ มชาติหรือสูงยงิ่ ไปกวา่ น้นั นนั่
ลว้ นเป็นเป้ าหมายท่ีต่างคนกต็ ่างปรารถนา แต่ความปรารถนาเหล่าน้นั
คนเป็นอนั มาก กไ็ ม่ไดใ้ ส่ใจเพื่อไปสู่เป้ าหมายของตนอยา่ งจริงจงั
กลายเป็นฝันลมๆ แลง้ ๆ ทาชีวติ ใหไ้ ร้ค่า มีชีวติ กไ็ ร้ค่า ตายไปกต็ าย
อยา่ งไร้ค่า ซ่ึงท่ีจริงต่างควรกลา้ กา้ วเดินไปสู่เป้ าหมายที่ตนมุ่งหวงั
อยา่ งจริงจงั
ในบรรดาเป้ าหมายของมนุษยน์ ้นั โดยยอ่ มี ๓ ระดบั คือระดบั
เปา้ หมาย ๓
เบ้ืองตน้ ระดบั เบ้ืองกลางและระดบั สูงสุด
ระดบั เบือ้ งต้น
คือความหวงั ท่ีจะมีความสุขอยใู่ นภพน้ีชาติน้ี ซ่ึงความสุขของ
แต่ละคนกแ็ ตกต่างกนั อีก แต่หลกั ๆ แลว้ กค็ ือ หวงั การมีทรัพย์ หวงั
การมียศมีช่ือเสียงคาสรรเสริญ หวงั การมีอายยุ นื สุขภาพแขง็ แรง ตาย
เม่ือไรกห็ วงั ใหไ้ ปเกิดดี ความปรารถนาอ่ืนๆ ในรายละเอียดส่วนใหญ่
กร็ วมอยใู่ นน้ี นี่ควรเป็นเป้ าหมายเบ้ืองตน้ และเป้ าหมายเหล่าน้นั ถา้ มี
ทรัพยไ์ ดแ้ ลว้ สิ่งอ่ืนกห็ าไดส้ ะดวกข้ึน ไม่วา่ จะเป็นยศ มีช่ือเสียง มี
สุขภาพดี ไปจนถึงการทาบุญสุนทานเพอ่ื หวงั ผลในภพชาติหนา้ ใน
ที่น้ีจึงจะกล่าวแต่การแสวงหาทรัพย์ เพราะถา้ แสวงหาทรัพยเ์ ป็น การ
แสวงหาอื่นๆ เช่นยศ เป็นตน้ กจ็ ะสามารถทาได้
บางคนอาจมีในบางสิ่งอยแู่ ลว้ เช่นเกิดมาในตระกลู ร่ารวย นี่มี
ทรัพยอ์ ยแู่ ลว้ แต่ถา้ ยงั ไม่มีกต็ อ้ งหมนั่ นบั ต้งั แต่หมนั่ เรียนรู้วชิ าชีพ
ต่างๆ ท่ีเห็นวา่ เหมาะแก่ตน เรียนใหร้ ู้จริงๆ ทาไดจ้ ริงๆ นกั เรียน
นกั ศึกษาจานวนมากในยคุ น้ี เรียนไปง้นั แหละ บางคนพอ่ แม่จา้ งให้
เรียน เรียนเพราะอยากไดส้ ิ่งน้นั ส่ิงน้ีจากพอ่ แม่ หรือไม่กถ็ กู บงั คบั อีก
ส่วนใหญ่กไ็ ปวนุ่ วายกบั เร่ืองกามราคะ แสวงหาคู่กนั อยรู่ ่วมกนั จน
๔ เป้าหมาย
กลายเป็นปกติ ซ่ึงกเ็ ห็นอยวู่ า่ เป็นการลดทอนประสิทธิภาพในการศกึ -
ษาเพ่อื เพม่ิ ศกั ยภาพของตนเอง แทนท่ีจะมุ่งมน่ั เรียนใหม้ นั รู้เพือ่ ตวั เอง
จะไดย้ นื บนลาแขง้ ของตวั เองไดจ้ ริงก่อน แมไ้ ม่ไดเ้ รียนในสถานศึกษา
กค็ วรแสวงหาการเรียนรู้ดว้ ยวธิ ีอื่นๆ ใหต้ นประกอบวชิ าชีพเหล่าน้นั
ไดอ้ ยา่ งจริงจงั นี่น่าประหลาดใจวา่ ยคุ น้ีท้งั สงั คมครอบครัวและสังคม
สถานศกึ ษา ไม่สามารถพฒั นาใหค้ นรู้จกั คิดแมใ้ นเรื่องท่ีน่าจะคิดกนั
ไดง้ ่ายๆ
เรียนรู้ไดเ้ พยี งพอกท็ า กส็ ร้าง ไม่ตอ้ งรอใหเ้ หตุการณ์มาบงั คบั
นี่กอ็ ีก ในประเทศน้ีเห็นมีไม่นอ้ ยเลยที่ตอ้ งรอใหเ้ หตุการณ์มาบงั คบั
ไม่ง้นั ไม่ทา ตอ้ งไม่มีจะกินกนั แหละ คนมกั ง่ายกม็ าก พอไม่มีกก็ หู้ น้ี
ยมื สิน ถา้ กเู้ พ่อื ต้งั เป้ าหมายทามาหากินจริงจงั กว็ า่ ไปอยา่ ง แต่กลบั กู้
มาแลว้ กใ็ ชอ้ ยา่ งสุรุ่ยสุร่าย พอหมดกร็ อหากทู้ ่ีอ่ืนอีก ท้งั เอามาใชห้ น้ี
เก่าและใชอ้ ยา่ งสุรุ่ยสุร่ายเหมือนเดิม บางคนทางาน แต่พอไดเ้ งินกเ็ ลิก
ทา ใชใ้ หห้ มดก่อนแลว้ ค่อยหาทาใหม่ คนประเภทน้ีเป้ าหมายใกลห้ วั
แม่เทา้ มาก ไม่รู้จกั เงยหนา้ มองอนาคต เงินในประเทศไทยถา้ จะวา่
จริงๆ แลว้ หาง่ายกวา่ อีกหลายประเทศเป็นอนั มาก แต่ปัญหาคือคิด
ประหยดั และคิดเกบ็ ไม่เป็น มีแต่คิดจะใช้ นบั ต้งั แต่เร่ืองกิน สมยั น้ีซ้ือ
เป็นประเภทเดียว ไม่มีปัญญาหาเอง อยใู่ นสงั คมเมืองกย็ งั พอ แต่
ออกมาชนบทหน่อยของกินกม็ ีอยทู่ วั่ คนแต่ก่อนสอนลกู หลานแมก้ ิน
กต็ อ้ งใหก้ ินอยา่ งประหยดั หมูทอดชิ้นเดียวกินขา้ วสองจานได้ ซ่ึงเป็น
เป้าหมาย ๕
การทดลองและฝึกหดั นิสัยในบางคร้ัง ท้งั ฝึ กใหร้ ู้จกั หากบั ขา้ วดว้ ยวธิ ี
ต่างๆ แทนที่จะฝึกใหร้ ู้จกั ร้านคา้ ผกั ป่ าแสวงหาได้ ปลูกกินเองได้
หลายคนบอกไม่มีเวลาไปปลกู ไปทาหรอก ตอ้ งไปทางานและ ฯลฯ ที่
จริงกข็ ้ีเกียจน่ะแหละ กระทง่ั พริก กระทงั่ กระเพรา บอกวา่ ไม่มีเวลา
ปลูก ที่จริงตอ้ งไปทาอะไรกะมนั ท่ีไหน คนแต่ก่อนกไ็ ม่ไดไ้ ปทาอะไร
กบั มนั มาก แค่มีพ้นื ดิน หวา่ นเมด็ ที่กินเหลือๆ ทิง้ ไปมนั กง็ อกได้
บางอยา่ งหกั ก่ิงกา้ นไปปักชามนั กง็ อกได้ ใหอ้ ยใู่ นท่ีๆ น้าใชแ้ ลว้ ไหล
ไปถึง แค่น้าลา้ งหนา้ ลา้ งจานหรือลา้ งเทา้ บา้ งกท็ ารางเทน้าทิ้งไปยงั
พชื เหล่าน้นั สมยั น้ีเรียนสูงแต่ทากนั ไม่ได้ คนแตก่ ่อนไร้การศึกษาจาก
สถานศกึ ษาแต่ทากนั ได้
ไดย้ นิ ยคุ น้ีมีบางกลุ่มท่ีเรียกวา่ ชีวจิต พวกน้ีกห็ ากินผกั ป่ า ไม่
แสวงหากินผกั ตลาด และกินอ่ืนๆ ท่ีพ่งึ ตลาดนอ้ ยลงแต่มีประสิทธิภาพ
มากข้ึน ลดสารเคมีท่ีจะเขา้ สู่ร่างกาย ท้งั ยงั มีวธิ ีทาลายสารเคมีในร่าง
กายดว้ ย เป็นกลุ่มที่ไดร้ ับการยอมรับวา่ กินอยอู่ ยา่ งมีปัญญา ซ่ึงกินอยู่
อยา่ งน้นั ท่ีแทก้ ก็ ลบั สู่รอยเดิมท่ีบรรพบุรุษไดท้ ามาก่อนแลว้ ที่คนสมยั
น้ีเรียกวา่ โบราณคร่าครึ คนเหล่าน้นั เขากินอยอู่ ยา่ งมีประสิทธิภาพมา
ก่อนแลว้ ท้งั มีประโยชนต์ ่อร่างกาย ท้งั มีประโยชนต์ ่อทรัพยใ์ น
กระเป๋ า
การหมน่ั หาอยา่ งมีประสิทธิภาพ ตอ้ งอาศยั การเรียนรู้และไตร่
ตรองมาก แต่การเกบ็ รักษาตอ้ งไตร่ตรองยงิ่ กวา่ เพราะหากไตร่ตรอง
๖ เปา้ หมาย
ไม่เพียงพอแลว้ ทรัพยก์ ร็ ั่วไหลไปไดท้ ุกทิศทาง ต่อใหห้ าเก่งเท่าไรก็
ไม่พอ บางคนซ้ือของมาไดไ้ ม่นานกน็ ึกเสียดายวา่ ไม่น่าซ้ือมา ไม่มี
ประโยชน์ บางคนแค่กลบั มาถึงบา้ นกไ็ ม่รู้วา่ ซ้ือมาทาไม และบางทีแค่
จ่ายเงินกน็ ึกไดว้ า่ ไม่น่าซ้ือ แต่คนเหล่าน้นั กเ็ อาประสบการณ์ของ
ตวั เองมาใชใ้ หเ้ ป็นประโยชนไ์ ม่ไดส้ กั ที เจออีกกซ็ ้ืออีกและกลบั มา
เสียดายอีกอยอู่ ยา่ งน้นั ผดิ พลาดในรอยเดิมอยอู่ ยา่ งน้นั ไม่ไดค้ ิดเพื่อ
พฒั นาตวั เองใหด้ ีข้ึนเลย จะวา่ ไปคนท่ียงั นึกเสียดายไดก้ ย็ งั ถือวา่ ดี ยงั
มีความคิดดว้ ยเหตุผลอยู่ ส่วนคนที่ไม่คิดแมเ้ สียดายเลยกบั สิ่งท่ีไร้
ประโยชนน์ ่ีซิ…
เคยเห็นรัฐบาลยคุ หน่ึงแนะใหค้ นทาบญั ชีรายรับรายจ่าย อนั น้ีดี
มาก สาหรับคนท่ียงั คิดคานวณไม่ค่อยได้ คิดยาวๆ ไม่ค่อยได้ หลงลืม
เรื่องราวแต่หนหลงั ไดง้ ่าย กเ็ อาการจดน้ีมาช่วยในการจา และเป็น
อุปกรณ์ช่วยในการคานวณ มนั ทาใหเ้ ห็นชดั วา่ ตนใชจ้ ่ายอยา่ งไรๆ ยงิ่
เห็นรายจ่ายท่ีมนั มากมายเกินเหตุในแต่ละเดือน ทาใหเ้ กิดความเสียดาย
มากข้ึนและถา้ เสียดายมากพอกจ็ ะทาใหม้ ีสติย้งั คิดในการจ่ายในแต่ละ
คร้ัง ใหค้ ิดจ่ายในส่วนที่เป็นประโยชนจ์ ริงๆ ส่วนท่ีไม่เป็นประโยชน์
กร็ ู้จกั ควบคุมอารมณ์ไม่ใหจ้ ่ายไปตามความอยาก ความประหยดั กเ็ กิด
ข้ึน เมื่อใจประหยดั กส็ ามารถรักษาทรัพยไ์ วไ้ ด้
ประหยดั กบั ข้ีเหนียวน่ีคนละเรื่อง ประหยดั คือไม่ควรจ่ายกไ็ ม่
จ่าย จบั จ่ายใชส้ อยตามเหตุผล คนประหยดั เป็นผมู้ ีปัญญา ส่วนคน
เป้าหมาย ๗
ข้ีเหนียวคือถึงแมค้ วรจ่ายกไ็ ม่ยอมจ่าย คนข้ีเหนียวเป็นคนเขลา
การคบคน.. น่ีกเ็ ป็นปัจจยั สาคญั ของการสร้างฐานะ นอกเหนือ
จากความหมน่ั แสวงหาและการเกบ็ รักษาดว้ ยการประหยดั แลว้ เพราะ
คนเราจะมีชีวติ ท่ีดีหรือไม่ดีน้นั ข้ึนอยกู่ บั ความคิดเป็นสาคญั และความ
คิดจะดีหรือไม่น้นั สงั คมรอบขา้ งกเ็ ป็นเครื่องมือหล่อหลอมอยา่ งดียง่ิ
พระพุทธเจา้ ตรัสวา่ “เหตุปัจจยั ภายนอกท่จี ะทาให้คนดหี รือเลว
ไม่มอี ะไรยง่ิ ไปกว่าการคบคน” การไดค้ บกลั ยาณมิตร (คนดี) ถือวา่
เป็นลาภอนั ประเสริฐยงิ่ ในชีวติ นบั ต้งั แต่ไดพ้ ่อแม่ ญาติพ่ีนอ้ งท่ีเป็น
คนดีมีศลี ธรรม ไดค้ บเพ่ือนใหม่ๆ ต้งั แต่วยั เรียน วยั ทางาน หรือในท่ี
อื่นๆ ท่ีเป็นคนดี เมื่อไดย้ นิ ไดฟ้ ัง ไดเ้ ติบโต ไดส้ มาคมกบั คนดี จิตใจ
ความคิดกป็ รับไปสู่ท่ีดีไดง้ ่ายข้ึน เมื่อความคิดดีกย็ อ่ มมีการดาเนินชีวติ
ที่ดี น้ีเป็นธรรมดา ซ่ึง “ดี” ในที่วา่ น้ีกห็ มายถึงทาใหร้ ู้จกั หมนั่ แสวงหา
หมนั่ ดูแลรักษาทรัพยท์ ี่หาไดม้ าน้นั ดว้ ย
ตรงกนั ขา้ ม หากไดค้ บกบั บาปมิตร หรือคนชวั่ ความคิดกป็ รับ
ไปสู่ความชวั่ ไดง้ ่ายข้ึน เพราะสิ่งท่ีคิดไดน้ ้นั เขาเขา้ ใจวา่ เป็นส่ิงที่ถูก
และเหมาะสม ซ่ึงกค็ ือคดิ ผดิ เม่ือคิดผดิ การกระทากผ็ ดิ ตาม คาพดู ก็
ผดิ ตาม ดงั บทกลอนในตานานผาแดงนางไอ่วา่
…ท่านท้ังหลายอย่าสนคบคนพาล
๘ เป้าหมาย
รู้จักนานจะพลางตามอย่างเขา
จะซึมซับติดพาลสันดานเรา
ดั่งเทือกเถาวลั ย์เลีย้ วเกี่ยวกอดกลม
ดูมะม่วงพนั ธ์ุดีมีรสหวาน
หากเอาย่านบอระเพด็ ท่ีเขด็ ขม
ปลกู อย่ใู กล้เกี่ยวกนั พลนั นิยม
เคยหวานกลายเป็นขมเพราะชมกนั ฯ.
อีกอยา่ งหน่ึงคือการเล้ียงชีวติ ใหเ้ หมาะสม ไม่ถึงกบั ฝืดเคืองเกิน
ไป การประหยดั ท่ีวา่ กไ็ ม่ใช่วา่ ฝื ดเคือง อะไรที่เหมาะสม ควรมีควร
ได้ กใ็ หม้ ี ใหไ้ ดต้ ามสมควรน้นั คาโบราณกล่าววา่ “นกนอ้ ยทารังแต่
พอตวั ” น่ีเขา้ กบั หลกั การเศรษฐกิจพอเพยี งของในหลวง หลกั ของใน
หลวงกค็ ือหลกั การอนั เดียวกนั น้ี ตวั เองเหมาะสมกบั สถานะการเป็นอยู่
อยา่ งไรกเ็ ป็นอยอู่ ยา่ งน้นั ไม่ฟ้ ุงเฟ้ื อเห่อเหิม อีกท้งั ไม่อตั คดั เกินเหตุ นี่
คือพอเพียง พอเหมาะพอสม ซ่ึงถา้ ร่ารวยแลว้ มาใชม้ ากินอยา่ งอตั คดั
นน่ั กไ็ ม่ใช่พอเพียง นึกเอาง่ายๆ วา่ ถา้ คนมีเงินไม่จบั จ่ายใชส้ อยแลว้
เศรษฐกิจจะขบั เคลื่อนไดอ้ ยา่ งไร เงินเหล่าน้นั กถ็ ูกดองโดยไม่ไดป้ ระ-
โยชนอ์ ะไรเลยท้งั กบั ตนเองและผอู้ ื่น
เป้าหมาย ๙
นึกถึงเม่ือหลายปี ก่อน ท่ีประเทศไทยเกิดวกิ ฤติเศรษฐกิจหนกั
ทางคณะสงฆก์ ป็ ระกาศใหท้ างวดั ท่ีจะทาการก่อสร้าง ใหห้ ยดุ ไปก่อน
ท่ีกาลงั ก่อสร้างกค็ ่อยทาไป ถา้ พกั ไวก้ ่อนไดก้ ด็ ี เพราะประชาชนเขา
เดือดร้อน จะเป็นการเบียดเบียนเขา
อนั ที่จริงควรจะใหท้ าไปตามปกติมากกวา่ เพราะเงินวดั จะเกบ็
ไวท้ าอะไร แมจ้ ะอาศยั เงินจากการบริจาค แต่เงินท่ีเขาบริจาคมาน้นั
เขากไ็ ม่ไดเ้ ดือดร้อน เขาใหแ้ ค่พอที่จะใหไ้ ด้ ไมไ่ ดใ้ หจ้ นหมดตวั หรือ
ใหจ้ นตวั เองลาบาก ถา้ จะวา่ ไปกเ็ ป็นเศษเงินของเขาเกือบท้งั น้นั และ
ถา้ กล่าวถึงบุญ การใหใ้ นภาวะที่ใหไ้ ดย้ าก นนั่ เป็นการกาจดั ตระหนี่
มากกวา่ ภาวะปกติดว้ ยซ้า บุญที่เกิดกย็ อ่ มมากกวา่ ท่ีใหใ้ นภาวะปกติ
ยงิ่ ไม่ใหว้ ดั ก่อสร้าง เงินกถ็ กู ดอง แทนท่ีจะช่วยใหเ้ ศรษฐกิจขบั เคลื่อน
ใหค้ นมีงานทา ใหร้ ้านวสั ดุขายของได้ ใหแ้ ม่คา้ มรี ายได้ ใหเ้ งินสะพดั
จึงแทนท่ีจะฟ้ื นตวั ไดเ้ ร็วกก็ ลายเป็นซบเซา การประหยดั ในระดบั
ประเทศน้นั ควรระวงั ไม่ใหเ้ งินร่ัวไหลออกนอกประเทศต่างหาก แต่
ภายในประเทศตอ้ งใหไ้ หลเวยี น ไม่ใช่ถูกดองอยา่ งไร้ประโยชน์
ดงั น้นั จึงไดก้ ล่าววา่ ถา้ คนมีเงินมากพอตอ้ งจบั จ่ายบา้ งจึงจะ
เป็นภาวะพอเพยี ง แต่จะจบั จ่ายอยา่ งไรใหเ้ ป็นประโยชนน์ ้นั กพ็ งึ ใช้
ปัญญาพจิ ารณาใหเ้ หมาะควร
สรุปความวา่ การหมน่ั แสวงหาทรัพย๑์ การรู้จกั เกบ็ รักษา
๑๐ เป้าหมาย
ทรัพย๑์ การคบคนดี๑ และการเล้ียงชีวติ ใหเ้ หมาะสม๑ ท้งั ๔
อยา่ งน้ีเป็นหวั ใจสาคญั ท่ีทาใหม้ ีความสุขตามอตั ภาพ คือการไดเ้ กิด
เป็นมนุษยอ์ ยใู่ นโลกน้ี ทาใหเ้ ป็นผมู้ ีฐานะได้ ทาใหเ้ ป็นผมู้ ีเกียรติยศ
ชื่อเสียงได้ มีทรัพยท์ ่ีเป็นเครื่องอานวยความสะดวกใหด้ ูแลสุขภาพ
และการรักษายามเจบ็ ป่ วยได้ ท้งั เพอื่ ทาประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลกท้งั
มนุษยแ์ ละสตั วด์ ิรัจฉานกท็ าไดง้ ่าย เป้ าหมายในเบ้ืองตนคือในโลก
เฉพาะหนา้ น้ีกส็ าเร็จได.้
ระดบั เบือ้ งกลาง
คือความหวงั ท่ีจะมีความสุขอยใู่ นภพชาติเบ้ืองหนา้ และชาติ
ต่อๆ ไป
ไดเ้ กิดเป็นผรู้ ่ารวยสวยหล่อ มียศมีอานาจ มีอายยุ นื ในภพน้นั ๆ
มีสุขภาพดีในภพน้นั ๆ มีสติปัญญามาก ไดเ้ กิดในสวรรค์ ฯลฯ
เป้ าหมายเหล่าน้ีแต่ละบุคคลกป็ รารถนาไปต่างๆ กนั ดว้ ยพ้นื ฐานท่ี
ต่างๆ กนั ดว้ ยทุกขท์ ี่ต่างๆ กนั
ดว้ ยพ้นื ฐานท่ีต่างๆ กนั คือ สังคม สติปัญญา การศกึ ษาท่ีหล่อ
เล้ียงใหเ้ ติบใหญ่ข้ึนมา ทาใหม้ ีมุมมองที่กวา้ งแคบกวา่ กนั ในส่วน
แคบกเ็ พื่อตนเอง ในส่วนกวา้ งกเ็ พอ่ื ผอู้ ื่น จะเห็นไดว้ า่ บางคนทาอะไร
เปา้ หมาย ๑๑
กเ็ พ่อื ใหต้ วั เองรอด ใหต้ วั เองไดก้ ิน ไดน้ อน ไดค้ วามสุขส่วนตนโดย
ที่ใครจะเป็นอยา่ งไรกช็ ่าง แต่บางคน ตวั เองลาบากกไ็ ม่ใส่ใจมาก ขอ
เพยี งใหผ้ อู้ ่ืนไดร้ ับความสุขไวก้ ่อน บางคนยอมลาบากหลายภพหลาย
ชาติเพ่ือประโยชนอ์ นั ยง่ิ แก่สรรพสัตว์ ดงั เช่นพระโพธิสตั วท์ ้งั หลาย ท่ี
เสียสละนบั ภพชาติไม่ถว้ น เพอ่ื ความสาเร็จเป็นพระพุทธเจา้ ซ่ึงความ
ปรารถนาความเป็นพระพทุ ธเจา้ กห็ าไดเ้ พ่อื ตนเป็นใหญ่ไม่ แต่เพ่อื ให้
สัตวท์ ้งั หลายพน้ จากการเวยี นวา่ ยตายเกิดอยใู่ นกองทุกข์ อนั หาเง่ือน
ตน้ เงื่อนปลายไม่ไดน้ ้ี ดงั น้นั หากใครปรารถนาพุทธภูมิเพ่ือหวงั ตน
เป็นใหญ่ กต็ อ้ งบอกวา่ .. แค่คิดกผ็ ดิ แลว้
ดว้ ยทุกขท์ ี่ต่างๆ กนั คือ เม่ือคนมีทุกขใ์ นเร่ืองอะไรเขา้ แลว้ ยงิ่
ทุกขม์ ากกย็ ง่ิ ฝังใจมากและอยากไปใหพ้ น้ จากสิ่งที่คุน้ ชินโดยไม่ชอบ
ใจน้นั มาก ใจกฝ็ ังแต่เรื่องน้นั ทาบุญอะไรกม็ กั อธิษฐานใหพ้ น้ ไปจาก
ส่ิงที่ตวั เองประสบแลว้ เป็นทุกขน์ นั่ แหละมากกวา่ อยา่ งอื่น เช่นคนจน
อยกู่ บั การหากินท่ีฝืนเคือง นอ้ ยอกนอ้ ยใจในความอาภพั ของตน ใจก็
ต้งั เป้ าหมายเพื่อพน้ จากความจน เพอ่ื ความร่ารวย ส่วนคนข้ีเหร่ ทุกข์
ใจในความข้ีเหร่ของตนกม็ กั อธิษฐานใหเ้ กิดมารูปร่างสวยงาม ส่วนคน
มีโรคมาก ทุกขใ์ จในความมีโรคมากของตนกม็ กั อธิษฐานใหเ้ กิดมา
เป็นผไู้ ม่มีโรค ร่างกายแขง็ แรง ส่วนคนที่มีฐานะดอ้ ยทางสังคม ไม่
พอใจในสภาพของตนกม็ กั อธิษฐานใหเ้ กิดมามีเกียรติยศ มีอานาจ เป็น
ตน้ จึงไดก้ ล่าววา่ เมื่อเห็นทุกขใ์ นเรื่องไรๆ กม็ กั ทุ่มเทใจไปเพือ่ พน้
๑๒ เปา้ หมาย
จากสิ่งท่ีตนเป็นทุกขน์ ้นั
เหล่าน้ีมาจากพ้ืนฐานท่ีแตกต่างกนั ทาใหม้ ีเป้ าหมายแตกต่าง
กนั เมื่อเป้ าหมายแตกต่างกนั การอธิษฐานหรือมุ่งมน่ั ไปสู่เป้ าหมายก็
ยอ่ มแตกต่างกนั
แลว้ คาอธิษฐานสาเร็จไดจ้ ริงดงั น้นั หรือ ตอบวา่ สาเร็จได้ แต่
ไม่ใช่เพียงแค่อธิษฐาน เพราะคาอธิษฐานเป็นเหมือนกรวยรองและ
รวบรวมใหพ้ ลงั วเิ ศษท่ีจะดลใหส้ าเร็จน้นั ไหลไปสู่ที่ๆ ตนปรารถนา
ได้ แต่ไมใ่ ช่จ่ๆู นึกจะอธิษฐานกส็ าเร็จ ตอ้ งมีพลงั วเิ ศษน้นั ก่อน ซ่ึง
พลงั วเิ ศษท่ีวา่ กค็ ือ “บุญ” บุญน้ีแหละเป็นพลงั วเิ ศษท่ีมีอานาจจริง บุญ
น้ีคือกรรมดี พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
และ “บคุ ลลหว่านพืชเช่นไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น คนทากรรมดี
ย่อมได้ผลดี คนทากรรมชั่วย่อมได้ผลช่ัว” เม่ือเราปรารถนา
ประสบสิ่งท่ีดี จึงควรทาแต่กรรมดีเท่าน้นั กรรมชว่ั ไม่ควรกระทาเลย
เพราะกรรมชว่ั กย็ อ่ มใหผ้ ลในทางชว่ั ท้งั ยงั ขดั ขวางไม่ใหผ้ ลแห่งกรรม
ดีทาหนา้ ที่ไดอ้ ีกดว้ ย หนา้ ที่หลกั ก่อนแต่จะอธิษฐานจึงควรหมนั่ สร้าง
แต่ความดี หรือที่เรียกวา่ “บุญ” น้ีแหละ อนั จะเป็นพลงั วเิ ศษศกั ด์ิสิทธ์ิ
ดลใหป้ ระสบความสุขความสาเร็จต่างๆ ไดด้ งั หมาย และแทจ้ ริงก็
ไม่ใช่วา่ จะเพียงแต่ภพหนา้ เท่าน้นั แมภ้ พน้ีกรรมดีกใ็ หผ้ ลดว้ ย ใหผ้ ล
ต้งั แต่เราทาดีกร็ ู้สึกอ่ิมเอมใจ มีความสุข การให้ การเผอื่ แผก่ ไ็ ดค้ วาม
เป้าหมาย ๑๓
รักความนบั ถือจากผอู้ ่ืน การเป็นผมู้ ีกิริยาวาจาดีกเ็ ป็นท่ีรัก ที่ยอมรับ
นบั ถือและมีความสง่าในสงั คม เป็นตน้
แต่เบ้ืองตน้ ที่จะใหเ้ กิดการหมนั่ ทาบุญได้ กต็ อ้ งอาศยั ความเชื่อ
ความเล่ือมใส หรือท่ีเรียกวา่ “ศรัทธา” น้ีเป็นสิ่งสาคญั ความเช่ือใน
ส่ิงท่ีควรเช่ือคือ เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เช่ือวา่ สตั วท์ ้งั
หลายมีกรรมเป็นของตน และเชื่อปัญญาตรสั รู้ของพระพทุ ธเจา้
ซ่ึงถา้ เช่ือในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจา้ แลว้ การเชื่ออีกสามอยา่ ง
ขา้ งตน้ กเ็ ป็นไปโดยปริยาย เพราะพระพุทธเจา้ ตรัสรู้แลว้ กเ็ อาเรื่อง
กรรมน้ีแหละมาสอน แต่การจะเช่ือในปัญญาตรัสรู้ของพระพทุ ธเจา้
น้นั อาศยั เพยี งอ่านเพียงฟังกย็ ากสาหรับหลายคน แต่ถา้ ลงมือปฏิบตั ิ
เขา้ ถึงความสงบตามท่ีพระองคส์ อนวธิ ีแลว้ ความเขา้ ใจลึกซ้ึงเหล่าน้นั
กบ็ งั เกิดแก่ใจของตนเองนน่ั แหละ ท้งั รู้วา่ นี่ขนาดทาตามคาสอนยงั เป็น
ของยาก แลว้ พระองคไ์ ม่มีใครสอน แต่คน้ ควา้ เอง แลว้ พระองคร์ ู้ได้
อยา่ งไร ความอศั จรรยใ์ จและเคารพนบั ถือ ความเชื่อความเลื่อมใสก็
มากข้ึนเป็นเงาตามตวั เมื่อปักใจเชื่อไดแ้ ลว้ สิ่งท่ีพระองคส์ อนกห็ มด
สงสยั ทาใหก้ า้ วเดินไดอ้ ยา่ งมนั่ คงไปสู่เป้ าหมายน้นั ดงั ที่พระองคไ์ ด้
ตรัสวา่ “ศรัทธาตั้งมนั่ แล้วยงั ประโยชน์ให้สาเร็จ” หากใจไม่
ศรัทธาไม่เช่ือมน่ั พอ การทาความดีกท็ าไปแบบไม่มีเป้ าหมายจริงจงั
ไม่มีอุดมการณ์ เหมือนนกั ศกึ ษาที่เรียนไปแบบไม่หวงั อะไรจริงจงั แม้
เรียนจบกไ็ ม่ค่อยมีประสิทธิภาพในดา้ นน้นั ๆ สักแต่วา่ จบเพ่ือใหไ้ ดใ้ บ
๑๔ เปา้ หมาย
ประกาศกะเขามง่ั เท่าน้นั อีกท้งั กท็ าใหช้ กั ชา้ เสียเวลา ดีไม่ดีหลายคนก็
เรียนไม่จบ เพราะมวั ไปหลงระเริงเร่ืองอื่นๆ เน่ืองจากไม่มีอุดมการณ์
อยา่ งจริงจงั
เม่ือมีศรัทธาคือเชื่อมนั่ จริงอยา่ งไม่ลงั เลสงสยั เนื่องจากการได้
พจิ ารณาอยา่ งถี่ถว้ น ไดป้ ฏิบตั ิจนมน่ั ใจ เขา้ ใจจริงวา่ สตั วโ์ ลกต่าง
เป็นไปต่างกนั ดว้ ยอานาจของกรรมเท่าน้นั ไม่ไดเ้ ป็นไปเพราะอานาจ
อื่นๆ แมจ้ ะมีบางกรณีท่ีเหมือนกบั อานาจอ่ืนทาใหเ้ ป็นไป เช่น ถูกทา
ร้ายจากผอู้ ื่น หรือคิดวา่ กท็ าแต่ความดี ต้งั แต่เกิดไม่เคยทาร้ายใคร
กลบั เจอแต่เหตุการณ์ร้ายๆ เป็นตน้ กจ็ ะเขา้ ใจวา่ ท่ีแทเ้ พราะตนไดเ้ คย
กระทากรรมในลกั ษณะน้นั ๆ มาก่อน ซ่ึงอาจไม่ใช่ในชาติน้ี เมื่อกรรม
ใหผ้ ลกต็ อ้ งมาเสวยกรรมที่ตนไดเ้ คยทาไว้
มน่ั ใจไดอ้ ยา่ งน้ีต่างกจ็ ะขวนขวายทากรรมดีดว้ ยวธิ ีการต่างๆ
เพราะนอกจากกรรมดีแลว้ กไ็ ม่มีอะไรมาช่วยใหป้ ระสบความสาเร็จดงั
ที่ต้งั ความหวงั ไวใ้ นภพหนา้ ได้ เพราะเหตุวา่ กรรมดีหรือบุญ เป็น
ธรรมชาติท่ีขจดั มลทินออกจากดวงจิต ทาใหจ้ ิตผอ่ งใส ส่วนกรรมชวั่
หรือบาป เป็นธรรมชาติที่เป็นมลทินแก่ดวงจิต ทาใหจ้ ิตเศร้องหมอง
พระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ไดต้ รัสวา่ “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺ เฐ ทุคติ
ปาฏิกงฺขาฯ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺ เฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา”. เมอ่ื จิตเศร้า
หมองทุคติเป็ นอนั หวงั ได้ เม่อื จิตไม่เศร้าหมองสุคติเป็ นอนั หวังได้.
เป้าหมาย ๑๕
ดวงจิตจะเศร้าหมองหรือผอ่ งใส กด็ ว้ ยอานาจของบาปกบั บุญ
ดวงจิตเศร้าหมองกพ็ าใหไ้ ปเกิดในทุคติมีเปรต สัตวน์ รก อสุรกาย
สตั วด์ ิรัจฉาน ถา้ ดวงจิตไม่เศร้าหมอง ซ่ึงกค็ ือผอ่ งใสดว้ ยอานาจของ
บุญกุศล มีทาน ศีล เป็นตน้ กพ็ าใหไ้ ปเกิดในสุคติมีมนุษย์ สวรรค์
เป็ นตน้
เมื่อมน่ั ใจไดอ้ ยา่ งน้ี กม็ ีแต่จะบาเพญ็ ในสิ่งที่เป็นบุญกศุ ลใหย้ ง่ิ
ข้ึน แลว้ บุญกศุ ลจะเกิดท่ีไหน กเ็ กิดอยกู่ บั ใจนี่แหละ ใจจะเป็นบุญ
กศุ ลไดด้ ีกอ็ าศยั กิริยา และวาจาเป็นเคร่ืองมือดว้ ย ดงั น้นั ผปู้ รารถนาบุญ
เพื่อเป็นพลงั วเิ ศษนาตนไปสู่สถานะที่ดีกวา่ จึงพากนั ควบคุมกาย วาจา
และใจใหม้ ีประสิทธิภาพ คือใหส้ งบเรียบร้อย ไม่มีโทษเบียดเบียนใคร
ดว้ ยประการต่างๆ ดว้ ยการประพฤติกศุ ลกรรมบถท้งั ๑๐ ประการ คือ
(กายกรรม ๓)
๑. เวน้ จากการทาลายชีวติ ผอู้ ่ืน
๒. เวน้ จากการถือเอาของท่ีผอู้ ่ืนไม่ไดใ้ หด้ ว้ ยอาการแห่งขโมย
๓. เวน้ จากการประพฤติในกาม
(วจกี รรม ๔)
๔. เวน้ จากการพดู เทจ็ คือคาไม่จริงท้งั หลาย
๑๖ เป้าหมาย
๕. เวน้ จากการพดู คาหยาบ คาด่า คาท่ีกดผอู้ ่ืนใหต้ ่า
๖. เวน้ จากการพดู ส่อเสียด คือยใุ หเ้ ขาแตกกนั บา้ ง เยย้ เขาบา้ ง
อนั เป็นเหตุใหท้ ะเลาะกนั
๗. เวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ คือคาที่ไม่มีสาระ คาท่ีเป็นเหตุใหใ้ จ
ออกห่างจากภาวนา
(มโนกรรม ๓)
๘. เวน้ ความโลภอยากไดข้ องเขา
๙. เวน้ ความผแู้ คน้ พยาบาท
๑๐. เวน้ ความเห็นผดิ จากธรรมชาติ เช่นการไม่เช่ือกรรม เป็น
ตน้
ท้งั ๑๐ ประการน้ี ๗ ขอ้ แรกเป็นศีล อีก ๓ ขอ้ เป็นภาวนา
และเป็นองคป์ ระกอบของศลี เพราะถา้ ใจไม่เป็นไปในทางเดียวกนั ก็
เป็นเรื่องยากท่ีจะบาเพญ็ ศีลไดจ้ ริง ในส่วนของศีล ๕ จะมีขอ้ หา้ ม
เก่ียวกบั ยาเสพติด คือขอ้ สุดทา้ ยอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวขอ้ ง แต่ที่แทถ้ า้
หากผมู้ ีสติเห็นโทษภยั ของการประพฤติผดิ ทางกิริยาวาจาแลว้ ยอ่ มเวน้
จากยาเสพติดท้งั หลาย เพราะเหตุวา่ ยาเสพติดทาใหส้ มรรถนะของตน
เส่ือมถอย สติปัญญาเสื่อมทราม ไร้ศกั ยภาพที่จะควบคุมตวั เองใหม้ ี
เปา้ หมาย ๑๗
ประสิทธิภาพไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ คือทาใหค้ ิดไดว้ า่ ปกติคนเราต่าง
พยายามเพิม่ ศกั ยภาพของตนๆ มีการเรียนรู้ต่างๆ เป็นอนั มาก เพื่อ
ความมีประสิทธิภาพ จะไดท้ ามาหากิน หรือทากิจกรรมอ่ืนๆ ไดอ้ ยา่ ง
สมบรู ณ์ แต่กลบั มีคนในโลกน้ีอยากเมา ท้งั ที่ทุกคนกร็ ู้วา่ การ “เมา”
คือการเสื่อมประสิทธิภาพอยา่ งเห็นไดช้ ดั เห็นสภาพของการเมาเป็น
ส่ิงท่ีน่าอบั อาย ไม่มีใครอยากพ่ึงพาคนเมา การงานทุกชนิดเสียหายได้
เพราะความเมา ดงั น้นั เมื่อคนใดอยาก“เมา” นน่ั หมายความวา่ คนน้นั
กาลงั ตอ้ งการความเส่ือมประสิทธิภาพ ตอ้ งการใหศ้ กั ยภาพของตน
ดอ้ ยลง นี่น่าแปลกไหมล่ะ คน.. สามารถคิดอยา่ งน้ีกไ็ ด้ แต่ท่ีแน่ๆ ถา้
เป็นมนุษยย์ อ่ มไม่คิดอยา่ งน้นั เพราะความเป็นผมู้ ีใจท่ีสูงพอ มีสติ
ปัญญาพอท่ีจะ “คดิ เป็ น” ดงั น้นั การท่ีบุคคลมุ่งบาเพญ็ กศุ ลกรรมบถ
แลว้ เร่ืองยาเสพติดกไ็ ม่จาเป็นตอ้ งพดู ถึงอีก เขาเดินห่างจากสิ่งน้นั มา
ไกลแลว้
การประพฤติในกุศลกรรมบถเหล่าน้ีเป็นบุญ เพราะเป็นการขดั
เกลาจิตใจของตนใหส้ ะอาดจากความโลภ ความตระหนี่ ดว้ ยการไม่
เอาของผอู้ ่ืน ไม่อยากไดส้ ามีภรรยาผอู้ ่ืน ไม่พดู คาเทจ็ ไม่พดู เพอ้ เจอ้
ไร้สาระเพื่อหวงั ความเด่น. สะอาดจากความโกรธ ความข่นุ แคน้ ดว้ ย
การไม่ทาร้ายผอู้ ่ืน ไม่ด่าวา่ ไม่ยแุ ยง. สะอาดจากความหลง ความ
เห็นผดิ ดว้ ยการ ยบั ย้งั บรรเทาความโลภท่ีเกิดในใจตน ยบั ย้งั บรรเทา
ความโกรธ ความพยาบาทที่เกิดข้ึนในใจตน ยบั ย้งั ความหลงผดิ ที่
๑๘ เป้าหมาย
เกิดข้ึนในใจตน ท้งั หมดเป็นธรรมชาติที่ขจดั ความเศร้าหมองในดวงจิต
จึงเรียกวา่ “บุญ” ขอ้ ปฏบิ ตั ิเหล่าน้ีเป็น “ศีล” โดยธรรมชาติแมจ้ ะ
ไม่ไดส้ มาทานขอ้ ศึกษาอยา่ ง ศีล ๕ ศีล ๘ กต็ าม
ยง่ิ ถา้ สมาทานศลี ๕ ศีล ๘ หรือศีลอ่ืนๆ ตามฐานะของตนดว้ ย
นนั่ กย็ งิ่ เป็นบุญมาก และท่ีจริงศลี ๕ น้ี กเ็ ป็นศีลพ้นื ฐานของความเป็น
มนุษยอ์ ีกดว้ ย บุคคลที่ไม่เคยประพฤติอยใู่ นศีล ๕ ไม่น่าจะมีอยใู่ น
โลก เพราะหากไม่เคยปฏิบตั ิตนอยใู่ นศีล ๕ โอกาสจะมาเกิดเป็น
มนุษนน์ ้ีไม่ควรจะมี ศลี ๕ เป็นเหมือนเครื่องป้ องกนั ใหไ้ ม่ตกต่าไป
จากความเป็นมนุษย์ ดงั น้นั หากเสียศีลจนเป็นปกติไปขอ้ หน่ึง ความ
เป็นมนุษยก์ ส็ ิ้นไปยส่ี ิบเปอร์เซ็นต์ หรือหน่ึงในหา้ ส่วน เสียไปสามขอ้
กเ็ สียความเป็นมนุษยไ์ ปหกสิบเปอร์เซ็นต์ หรือสามในหา้ ส่วน หาก
เสียศลี ทุกขอ้ ความเป็นมนุษยข์ องผนู้ ้นั กส็ ิ้นไป เหลือเพยี ง “คน” หรือ
ต่ากวา่ น้นั
เม่ือคุณภาพแห่งความเป็นมนุษยไ์ ม่มี ชีวติ หลงั ความตายจากภพ
น้ี จึงไม่มีสิทธ์ิไดก้ ลบั มาเป็นมนุษยห์ รือดีกวา่ มนุษย์ มีแต่ตกต่าไปกวา่
เพราะไดท้ าในส่ิงที่เป็นบาป อนั เป็นส่ิงตรงกนั ขา้ มกบั บุญ แต่หาก
ประพฤติตนอยใู่ นศีล คือสารวมกิริยาวาจาใหเ้ รียบร้อย ไม่มีโทษ กย็ งิ่
เป็นการเพม่ิ พลงั วเิ ศษ อนั จะสามารถดลความสาเร็จในภพหนา้ ดงั
ความปรารถนาไดง้ ่ายข้ึน
เปา้ หมาย ๑๙
จาคะ หรือการบริจาค เป็นสิ่งสาคญั อีกประการหน่ึง จาคะน้ีก็
คือทานแต่พิเศษกวา่ ทาน เพราะทานหมายเอาการใหท้ ว่ั ไป ใหอ้ อก
จากมือ ส่วนจาคะน้ีใหอ้ อกจากใจ เป็นการสลดั ออกจากความเห็นแก่
ตวั เมื่อใจมีปกติมีจาคะแลว้ การใหท้ านกก็ ลายเป็นเรื่องปกติ
ซ่ึงการใหท้ านหรือการบริจาคน้นั มีอานิสงส์มากนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั
เหตุปัจจยั ๓ อยา่ งคือ ๑. ความบริสุทธ์ิของผใู้ หท้ าน ๒. ความ
บริสุทธ์ิของการให้ และ ๓. ความบริสุทธ์ิของผรู้ ับ
ความบริสุทธ์ิของผู้ให้ทาน ถา้ มีความบริสุทธ์ิมากคือเป็นผมู้ ี
ศลี ธรรมมาก อานิสงส์กม็ ากตามไปดว้ ย เปรียบเหมือนปลกู พนั ธุ์พืชท่ี
มีคุณภาพดี ยอ่ มใหผ้ ลดีกวา่ พนั ธุพ์ ชื ที่คุณภาพไม่ดี
ความบริสุทธ์ิของการให้ ถา้ มีความบริสุทธ์ิมากโดยเจตนาและ
ความเคารพ คือใหเ้ ห็นวา่ การใหเ้ ป็นสิ่งที่ดี ใหโ้ ดยไม่หวงั ส่ิงตอบ
แทน และกิริยาท่ีใหโ้ ดยเคารพในการใหท้ านมาก อานิสงส์กม็ ากตาม
ไปดว้ ย เปรียบเหมือนวธิ ีการปลูกพนั ธุ์พืชและการดูแลอยา่ งถูกตอ้ ง
ยอ่ มใหผ้ ลดีกวา่ วธิ ีการปลูกและการดูแลอยา่ งไม่ถูกตอ้ ง
ความบริสุทธ์ิของผู้รับ ถา้ ใหก้ บั ผทู้ ี่มีความบริสุทธ์ิมาก อานิ-
สงส์กม็ ากตามไปดว้ ย เปรียบเหมือนไดป้ ลูกพนั ธุพ์ ืชบนผนื ดินท่ีมี
คุณภาพ ยอ่ มใหผ้ ลดีกวา่ ปลูกพนั ธุพ์ ืชบนผนื ดินที่ไม่มีคุณภาพ ในส่วน
๒๐ เปา้ หมาย
ของความบริสุทธ์ิแห่งผรู้ ับน้ี พระบรมศาสดาไดต้ รัสไวใ้ น ทกั ขิณาวิ
ภงั คสูตร วา่
…บคุ คลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวงั ผลทักษิณา
ได้ร้อยเท่า ให้ทานในปุถชุ นผ้ทู ุศีล พึงหวงั ผลทักษิณาได้
พนั เท่า ให้ทานในปุถชุ นผ้มู ีศีล พึงหวงั ผลทักษิณาได้แสน
เท่า ให้ทานในบคุ คล ภายนอกผ้ปู ราศจากความกาหนัดใน
กาม พึงหวงั ผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า ให้ ทานในท่านผู้
ปฏิบตั ิเพ่ือทาโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวงั ผลทักษิณาจนนับ
ไม่ได้ จนประมาณไม่ได้ จะป่ วยกล่าวไปไยในพระ
โสดาบนั ในท่านผ้ปู ฏิบัติเพ่ือทา สกทาคามิผลให้แจ้ง ใน
พระสกทาคามี ในท่านผ้ปู ฏิบตั ิเพื่อทาอนาคามิผลให้แจ้ง ใน
พระอนาคามี ในท่านผ้ปู ฏิบตั ิเพื่อทาอรหัตผลให้แจ้ง ใน
สาวกของตถาคตผ้เู ป็น พระอรหันต์ ในพระปัจเจกสัมพทุ ธ
และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพทุ ธ ฯ
หมายความวา่ แมใ้ หก้ บั สตั วด์ ิรัจฉาน (หรือเดียรัจฉาน) เช่นให้
อาหารหน่ึงอิ่ม เป็นตน้ กจ็ ะไดอ้ านิสงส์คือ อายุ (เป็นผมู้ ีอายยุ นื )
วรรณะ (มีผวิ พรรณผอ่ งใสหรือเกิดในวรรณะที่ดี) สุขะ (มีความสุขตาม
อตั ภาพ) พละ (ความมีกาลงั และสุขภาพดี) และปฏิภาณะ (ความมไี หว
พริบ) ท้งั หา้ อยา่ งน้ีจะติดตามไปในร้อยชาติ ถา้ ใหค้ นไม่มีศลี อานิสงส์
เป้าหมาย ๒๑
ไดถ้ ึงพนั เท่า คือติดตามถึงพนั ชาติ ใหก้ บั ผมู้ ีศีลอานิสงส์ไดถ้ ึงแสนเท่า
คือติดตามถึงแสนชาติ ถา้ ใหก้ บั ผปู้ ฏิบตั ิธรรมจนบรรลุฌาน นอกพระ-
พทุ ธศาสนา เช่นฤาษีที่ไดฌ้ านแต่ไม่ไดบ้ รรลุถึงความเป็นอริยบุคคล
อานิสงส์ไดถ้ ึงแสนโกฏิเท่า คือติดตามถึงลา้ นลา้ นชาติ หากไดใ้ หก้ บั
พระอริยบุคคลนบั ต้งั แต่พระโสดาบนั บุคคลข้ึนไปกย็ ง่ิ มีอานิสงส์ที่ไม่
อาจนบั ประมาณได.้
พระอรรถกถาจารยย์ งั ไดแ้ สดงถึงส่ิงท่ีเรียกวา่ “ทาน” ไวอ้ ีกวา่
…ความว่า ทานใดท่ีบคุ คลให้แล้ว เพื่อเลีย้ งด้วย
อานาจแห่งคุณ ด้วยอานาจแห่งอุปการะ ทานนีไ้ ม่ถือเอา.
ทานแม้ใดสักว่าข้าวคาหน่ึง หรือคร่ึงคาอันบคุ คลให้แล้ว
ทานแม้นนั้ ไม่ถือเอาแล้ว. ส่วนทานใดอันบคุ คลหวงั ผล
แล้วให้ตามความต้องการแก่สัตว์ทั้งหลาย มีสุนัข สุกร ไก่
และกาเป็นต้นนี้ ตัวใดตัวหน่ึงท่ีมาถึง ทรงหมายถึงทานนี้
จึงตรัสว่า ให้ทานในสัตว์ดิรัจฉาน ดังนี.้
หมายความว่า ทานทใี่ ห้เพอื่ หวงั ผลตอบแทนเป็ นกาไรคอื สาเร็จ
เป็ นประโยชน์กบั ผู้ให้ ต้องการได้ส่ิงแลกเปลยี่ น เป็ นต้น และทานทใี่ ห้
มจี านวนไม่สาเร็จประโยชน์ เช่นให้ข้าวเพยี งคาสองคา ทท่ี าความอมิ่
ให้ไม่ได้ อย่างน้ันไม่เรียกว่าเป็ นทาน ส่วนทานใดทหี่ วงั ผลคอื ให้สาเร็จ
๒๒ เป้าหมาย
ประโยชน์แก่ผู้รับ อย่างน้นั จึงเรียกได้ว่าเป็ นทาน.
และน้นั กย็ งั เป็นเพียงปาฏิบุคคลิกทาน คือใหเ้ ฉพาะบุคคล ซ่ึง
พระพุทธองคไ์ ดต้ รัสวา่ มีอานิสงส์นอ้ ยกวา่ ถวายแก่สงฆ์ คือใหเ้ ป็น
ส่วนรวม หรือท่ีเรียกวา่ ถวายเป็นสงั ฆทาน วา่
…ดูกรอานนท์ กใ็ นอนาคตกาล จักมีแต่เหล่าภิกษุ
โคตรภู มีผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก คน
ท้ังหลายจักถวายทานเฉพาะ สงฆ์ได้ในเหล่าภิกษทุ ุศีลน้ัน
ดูกรอานนท์ ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้น เราก็
กล่าวว่า มีผลนบั ไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าเราไม่กล่าว
ปาฏิปุคคลิกทานว่า มีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์
โดยปริยายไรๆ เลย ฯ
เมื่อใจมีจาคะแลว้ การใหท้ านกเ็ ป็นไปดว้ ยความบริสุทธ์ิฝ่ ายตน
และการให้ เพราะเม่ือใจมีจาคะ นน่ั หมายถึงความเป็นผมู้ ีคุณธรรม
แลว้ อยา่ งนอ้ ยกใ็ นระดบั ท่ีไม่เห็นแก่ตวั การใหก้ ไ็ ม่ไดใ้ หเ้ พื่อหวงั ผล
เป็นวตั ถุหรือยศ สรรเสริญตอบแทนเป็นรางวลั จาคะจึงเป็นคุณธรรม
ช้นั สูงอีกประการหน่ึง ท่ีมีข้ึนในใจแลว้ สามารถเป็นพลงั ขดั เกลาดวง
จิตใหผ้ อ่ งใสไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
เป้าหมาย ๒๓
อีกประการท่ีสาคญั ยง่ิ ไดแ้ ก่ ปัญญา คือการรู้จกั คิด รู้จกั
พิจารณาเห็นตามจริงวา่ โลกน้ี ชีวติ น้ีกเ็ ท่าน้นั แหละ ทุกอยา่ งไม่เท่ียง
ไม่มน่ั คง ตา่ งแตกดบั เป็นธรรมดา ชีวติ เวยี นวา่ ยตายเกิด สัตวไ์ ปเกิด
เป็นต่างๆ ดว้ ยอานาจของกรรม น้ีเป็นปัญญาแทๆ้ ไม่ใช่เพียงการเรียน
รู้ตารามาก แมใ้ หจ้ บปริญญาเอกสกั ก่ีใบกต็ าม หากไม่เขา้ ใจชีวติ วา่ เป็น
ตามอานาจของกรรม กไ็ ม่จดั เป็นผมู้ ีปัญญาอยนู่ น่ั เอง
เพราะความมีปัญญาจึงทาใหบ้ ุคคลน้นั ๆ ต้งั มนั่ ในศรัทธาได้ ต้งั
มน่ั ในการเป็นผมู้ ีศลี ได้ ต้งั มนั่ ในจาคะได้ เพราะรู้ความเจริญความ
เสื่อมตามท่ีเป็ นจริ ง
สี่ประการน้ี คือ ศรัทธา ศีล จาคะและปัญญา จึงเป็น
องคป์ ระกอบสาคญั ท่ีทาใหเ้ กิดพลงั วเิ ศษ ที่จะสามารถดลบนั ดาลใหค้ า
อธิษฐานน้นั ประสบผลสาเร็จได้ แมว้ า่ จะไม่ไดอ้ ธิษฐานเพ่ือใหเ้ ป็นสุข
ต่างๆ แต่ธรรมชาติของพลงั วเิ ศษ คือบุญน้ีกจ็ ะดลใหไ้ ปตามส่วนต่างๆ
เองอยแู่ ลว้ การอธิษฐานเป็นเพยี งรวบรวมพลงั ใหเ้ กิดความสาเร็จ
เฉพาะในดา้ นท่ีตนตอ้ งการเป็นพเิ ศษ ซ่ึงจะสาเร็จไดแ้ ค่ไหน กต็ อ้ ง
ข้ึนอยกู่ บั ปริมาณพลงั วเิ ศษและเป้ าหมายท่ีปรารถนาน้นั ดว้ ย
เปรียบเหมือนการสร้างที่อยอู่ าศยั หากมีเป้ าหมายเพยี งกระท่อม
หลงั นอ้ ย ทางานสะสมเงินไม่นานกส็ ามารถซ้ืออุปกรณ์มาสร้างได้ แต่
หากมีเป้ าหมายเป็นคฤหาสถห์ ลงั ใหญ่ การทางานสะสมทรัพยเ์ พ่ือจะ
๒๔ เปา้ หมาย
สร้างน้นั กต็ อ้ งใชร้ ะยะเวลา ความเพยี ร และทุกอยา่ งท่ีมากกวา่
เป้ าหมายที่มุ่งหวงั ในภพหนา้ น้นั กเ็ ช่นกนั ถา้ ตอ้ งการเพียงเกิด
มาเป็นมนุษย์ กเ็ พียงรักษาความเป็นผมู้ ีศีลหา้ ของตนเท่าน้นั กเ็ ป็นพลงั
เพียงพอที่จะใหไ้ ดเ้ กิดเป็นมนุษย์ แต่ถา้ ตอ้ งการพิเศษกวา่ น้นั เช่น
ตอ้ งการเป็นคนรวย มีวรรณะงาม เกิดในตระกลู สูง มีปัญญามาก มี
อายยุ นื ปราศจากโรค ฯลฯ น้นั กต็ อ้ งบาเพญ็ มากข้ึน พิเศษข้ึนอีก เช่น
ตอ้ งการเป็นคนรวยกต็ อ้ งเสียสละทรัพย์ เพอื่ ทาลายความตระหน่ีอนั
เครื่องปิ ดก้นั ทรัพย์ ถา้ ตอ้ งการมีผวิ พรรณงามกต็ อ้ งรักษากิริยาวาจาให้
เรียบร้อย เพอื่ ทาลายจิตใจท่ีหยาบคายอนั เป็นเคร่ืองปิ ดก้นั ความงดงาม
ถา้ ตอ้ งการเกิดในตระกลู สูงกต็ อ้ งอ่อนนอ้ มถ่อมตน เพ่ือทาลายความ
ถือตวั ความเยอ่ หยง่ิ อนั เป็นเครื่องปิ ดก้นั การไดเ้ กิดในตระกลู สูง ถา้
ตอ้ งการมีปัญญากต็ อ้ งหมน่ั ภาวนาคือฝึ กคิดพิจารณาความเป็นไปและ
ยอมรับในสิ่งท่ีเป็นจริง หรือเขา้ หาผรู้ ู้ เช่นสมณะชีพราหมณ์ นกั
ปฏิบตั ิธรรม เพอ่ื สอบถามปัญหาวา่ อะไรเป็นบุญเป็นบาป ฯ เพื่อ
ทาลายความเห็นผดิ ทาลายความมกั ง่ายดว้ ยการสุ่มเดาอนั เป็นเคร่ือง
ก้นั ปัญญา ถา้ ตอ้ งการความมีอายยุ นื ปราศจากโรคกต็ อ้ งฝึ กใจใหเ้ กิด
เมตตา เวน้ การเบียดเบียนชีวติ และร่างกายผอู้ ่ืน เพือ่ ทาลายโกรธ
พยาบาทอนั เป็นเครื่องปิ ดก้นั ความมีอายยุ นื และความปราศจากโรค
เป็ นตน้
ดงั ที่พระบรมศาสดาไดต้ รัสตอบปัญหาแก่สุภมาณพ วา่
เปา้ หมาย ๒๕
…พระผ้มู ีพระภาคจึงได้ตรัสดังนีว้ ่า ดกู รมาณพ
บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม บรุ ุษกต็ าม เป็นผู้
มกั ทาชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด
หมกม่นุ ในการประหัตประหาร ไม่เอน็ ดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต
เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกรรม
นน้ั อันเขา ให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป
ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกถ้ามาเป็นมนษุ ย์ เกิด ณ
ท่ีใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีอายสุ ้ัน ดกู รมาณพปฏิปทา
เป็นไปเพื่อมีอายสุ ั้นนี้ คือ เป็นผ้มู กั ทาชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกม่นุ ในการ
ประหัตประหาร ไม่เอน็ ดใู นเหล่าสัตว์มีชีวิต ฯ
ดกู รมาณพ ส่วนบคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีก็
ตาม บรุ ุษกต็ าม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผ้เู ว้นขาดจาก
ปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได้ มีความละอาย ถึง
ความเอน็ ดู อนเุ คราะห์ด้วยความเกือ้ กูลในสรรพสัตว์และ
ภตู อยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น
อันเขาให้พร่ังพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ท่ีใดๆ ใน
ภายหลงั จะเป็นคนมีอายยุ ืน ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไป
เพื่อมีอายยุ ืนนี้ คือ ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผ้เู ว้นขาดจาก
ปาณาติบาต วางอาชญาวางศาตราได้ มีความละอาย ถึง
๒๖ เป้าหมาย
ความเอน็ ดู อนเุ คราะห์ด้วยความเกือ้ กลู ในสรรพสัตว์และ
ภตู อยู่ ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม เป็นผ้มู ีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ ามือ หรือ
ก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตราเขาตายไป จะเข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนนั้ อันเขาให้พรั่งพร้อม
สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลงั จะเป็น
คนมีโรคมาก ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีโรคมากนี้ คือ
เป็นผ้มู ีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ ามือหรือ ก้อนดิน หรือ
ท่อนไม้ หรือศาตรา ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม เป็นผ้มู ีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ ามือ หรือ
ก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เพราะกรรมนัน้ อันเขาให้พร่ังพร้อมสมาทาน
ไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็น
มนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีโรคน้อย
ดกู รมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยนี้ คือ เป็นผ้มู ี
ปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ ามือ หรือก้อนดินหรือท่อน
ไม้ หรือศาตรา ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
เปา้ หมาย ๒๗
บรุ ุษกต็ าม เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถกู เขา
ว่าเลก็ น้อยกข็ ดั ใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทาความ
โกรธ ความร้าย และความขึง้ เคียดให้ปรากฏ เขาตายไป
จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเพราะกรรมน้ัน อันเขา
ให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็น มนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ ใน
ภายหลงั จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม ดูกรมาณพปฏิปทา
เป็นไปเพ่ือมีผิวพรรณทรามนี้ คือ เป็นคนมกั โกรธ มาก
ด้วยความแค้นเคือง ถกู เขาว่าเลก็ น้อยกข็ ดั ใจ โกรธเคือง
พยาบาท มาดร้าย ทาความโกรธ ความร้าย และความขึง้
เคียดให้ปรากฏ ฯ
ดกู รมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม เป็นคนไม่มกั โกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง
ถกู เขาว่ามากกไ็ ม่ขดั ใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาด
ร้าย ไม่ทาความโกรธ ความร้าย และความ ขึง้ เคียดให้
ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรม
นนั้ อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป
ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ
ในภายหลงั จะเป็นคนน่าเล่ือมใส ดกู รมาณพปฏิปทา
เป็นไปเพ่ือเป็นผ้นู ่าเลื่อมใสนี้ คือ เป็นคนไม่มกั โกรธ ไม่
มากด้วยความแค้นเคือง ถกู เขาว่ามากกไ็ ม่ขดั ใจ ไม่โกรธ
๒๘ เป้าหมาย
เคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทาความโกรธ ความร้าย
ความขึง้ เคียดให้ปรากฏ ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม มีใจริษยาย่อมริษยา ม่งุ ร้าย ผกู ใจอิจฉาในลาภ
สักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบชู า
ของคนอ่ืน เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก
เพราะกรรมน้นั อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็น
มนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีศกั ดาน้อย
ดกู รมาณพ ปฏิปทาเป็ นไปเพื่อมีศกั ดาน้อยนี้ คือ มีใจ
ริษยา ย่อมริษยา ม่งุ ร้าย ผกู ใจอิจฉาในลาภสักการะ ความ
เคารพ ความนับถือการไหว้ และการบชู าของคนอื่น ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม เป็นผ้มู ีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่ม่งุ ร้าย ไม่
ผกู ใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนบั ถือ การ
ไหว้ และการบชู าของคนอื่น เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติ
โลกสวรรค์ เพราะกรรมนนั้ อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทาน
ไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็น
มนษุ ย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีศกั ดามาก
ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีศกั ดามากนี้ คือ มีใจไม่
ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่ม่งุ ร้าย ไม่ผกู ใจอิจฉาในลาภ
เป้าหมาย ๒๙
สักการะ ความเคารพ ความนบั ถือการไหว้ และการบชู า
ของคนอ่ืน ฯ
ดกู รมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม ย่อมไม่เป็นผ้ใู ห้ข้าว นา้ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของ
หอม เคร่ืองลบู ไล้ ท่ีนอน ท่ีอาศยั เครื่องตามประทีปแก่
สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก เพราะกรรมน้นั อันเขาให้พร่ังพร้อม
สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต
นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคน
มีโภคะน้อย ดกู รมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีโภคะน้อยนี้
คือ ไม่ให้ข้าวนา้ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลบู ไล้
ท่ีนอน ท่ีอย่อู าศยั เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือ
พราหมณ์ ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม ย่อมเป็นผ้ใู ห้ข้าว นา้ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของ
หอม เครื่องลบู ไล้ ที่นอน ท่ีอย่อู าศยั เคร่ืองตามประทีปแก่
สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด
ณ ท่ีใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีโภคะมาก ดกู รมาณพ
ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว นา้ ผ้า ยาน
๓๐ เป้าหมาย
ดอกไม้ ของหอม เคร่ืองลบู ไล้ ท่ีนอน ท่ีอย่อู าศยั แก่
สมณะหรือพราหมณ์ ฯ
ดกู รมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม เป็นคนกระด้างเย่อหย่ิง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่
ควรกราบไหว้ ไม่ลกุ รับคนที่ควรลกุ รับ ไม่ให้อาสนะแก่
คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนท่ีสมควรแก่ทางไม่
สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนท่ีควรเคารพ ไม่นับ
ถือคนที่ควรนับถือไม่บชู าคนที่ควรบชู า เขาตายไป จะ
เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้
พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย
ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนษุ ย์ เกิด ณ ท่ีใดๆ ใน
ภายหลงั จะเป็นคนเกิดในสกลุ ตา่ ดกู รมาณพ ปฏิปทา
เป็นไปเพ่ือเกิดในสกลุ ตา่ นี้ คือ เป็นคนกระด้าง เย่อหย่ิง
ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลกุ รับคนท่ีควรลกุ
รับไม่ให้อาสนะแก่คนท่ีสมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คน
ท่ีสมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคน
ที่ควรเคารพ ไม่นบั ถือคนท่ีควรนบั ถือ ไม่บชู าคนที่ควร
บชู า ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ ามเป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คน
ที่ควรกราบไหว้ ลกุ รับคนที่ควรลกุ รับ ให้อาสนะแก่คนที่
เป้าหมาย ๓๑
สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนท่ีสมควรแก่ทาง สักการะ
คนท่ีควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนท่ีควร
นับถือ บชู าคน ท่ีควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลก
สวรรค์ เพราะกรรมนนั้ อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้
อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็น
มนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนเกิดในสกลุ สูง
ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อความเป็นผ้มู ีสกลุ สูงนี้ คือ
เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่งย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบ
ไหว้ ลกุ รับคนที่ควรลกุ รับ ให้อาสนะแก่คนท่ีสมควรแก่
อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนท่ีควร
สักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นบั ถือคนท่ีควรนับถือ
บชู าคนท่ีควรบชู า ฯ
ดกู รมาณพ บุคคลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ ามย่อมไม่เป็นผ้เู ข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว
สอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกศุ ล อะไรมีโทษ
อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไร เม่ือ
ทา ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกือ้ กลู เพ่ือทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า
อะไรเม่ือทาย่อมเป็นไปเพ่ือประโยชน์เกือ้ กลู เพื่อความสุข
สิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เพราะกรรมน้นั อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็น
๓๒ เป้าหมาย
มนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีปัญญาทราม
ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทรามนี้ คือ ไม่เป็น
ผ้เู ข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไร เป็น
กศุ ล อะไรเป็นอกศุ ล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไร
ควรเสพ อะไร ไม่ควรเสพ อะไรเม่ือทา ย่อมเป็นไปเพื่อ
ไม่เกือ้ กลู เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า อะไรเมื่อทา ย่อม
เป็นไปเพ่ือประโยชน์เกือ้ กลู เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ฯ
ดูกรมาณพ บคุ คลบางคนในโลกนีจ้ ะเป็นสตรีกต็ าม
บรุ ุษกต็ าม ย่อมเป็นผ้เู ข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว
สอบถามว่า อะไรเป็นกศุ ล อะไรเป็น อกศุ ล อะไรมีโทษ
อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อ
ทาย่อมเป็นไปเพ่ือไม่เกือ้ กลู เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า
อะไรเม่ือทา ย่อมเป็นไป เพ่ือประโยชน์เกือ้ กูล เพ่ือ
ความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมน้นั อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนษุ ย์ เกิด
ณ ที่ใดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมีปัญญามาก ดูกรมาณพ
ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีปัญญามากนี้ คือ เป็นผ้เู ข้าไปหาสมณะ
หรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกศุ ล อะไรเป็น
อกศุ ล อะไรมีโทษอะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่
ควรเสพ อะไรเมื่อทา ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกือ้ กลู เพ่ือทุกข์
เป้าหมาย ๓๓
สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทา ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
เกือ้ กลู เพ่ือความสุขสิ้นกาลนาน ฯ
ดกู รมาณพ ด้วยประการฉะนีแ้ ล ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมี
อายสุ ั้น ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายสุ ั้น ปฏิปทา
เป็นไปเพื่อมีอายยุ ืน ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายยุ ืน
ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีโรคมาก ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคน
มีโรคมาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทราม ย่อมนาเข้า
ไปสู่ความเป็นคนมีผิวพรรณทราม ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้
น่าเลื่อมใส ย่อมนาเข้าไปส่ ูความเป็ นคนน่าเลื่อมใส
ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีศกั ดาน้อย ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคน
มีศกั ดาน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีศกั ดามาก ย่อมนาเข้าไปสู่
ความเป็นคนมีศกั ดามาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อย
ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพื่อ
มีโภคะมาก ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะมาก
ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือเกิดในสกลุ ตา่ ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็น
คนเกิดในสกลุ ตา่ ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือเกิดในสกลุ สูง ย่อม
นาเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกลุ สูง ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมี
ปัญญาทราม ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาทราม
ปฏิปทาเป็นไปเพ่ือมีปัญญามาก ย่อมนาเข้าไปสู่ความเป็น
คนมีปัญญามาก ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของ
ตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกาเนิด มีกรรมเป็น
๓๔ เป้าหมาย
เผ่าพันธ์ุ มีกรรมเป็นที่พ่ึงอาศยั กรรมย่อมจาแนกสัตว์ให้
เลวและประณีต ฯ…
นอกเหนือจากที่บุญจะจดั สรรใหต้ ามส่วน คือตามเหตุท่ีได้
กระทาน้นั แลว้ การอธิษฐานกเ็ ป็นส่ิงสาคญั หากตอ้ งการใหพ้ ลงั วเิ ศษ
คือบุญท่ีไดแ้ ลว้ จากการบาเพญ็ กศุ ลคุณงามความดีต่างๆ ใหไ้ หลรวม
ไปสู่เป้ าหมายในท่ีเดียวกเ็ ป็นส่ิงท่ีง่ายข้ึน สาเร็จไดง้ ่ายข้ึน ซ่ึงบางสิ่งก็
สามารถเกิดข้ึนเป็นความสาเร็จไดใ้ นปัจจุบนั น้ีแหละ หากวา่ บุญน้นั มี
กาลงั เพียงพอ และไม่มีวบิ ากใดๆ มาขวางก้นั หากไม่ไดอ้ ธิษฐาน บุญ
เหล่าน้นั กใ็ หผ้ ลไปตามส่วน ใหผ้ ลดีในเร่ืองน้นั เรื่องน้ีไปตามลกั ษณะ
ของบุญท่ีตนไดก้ ระทา
ถา้ ปรารถนาจะเกิดในเทวโลก หรือที่เรียกกนั วา่ สวรรค์
นอกเหนือจากมีศีลและทาความดีอื่นๆ แลว้ ยงั ตอ้ งมีคุณธรรมอีก ๒
ประการดว้ ย นนั่ กค็ ือ หิริ- ความละอายแก่ใจ และ โอตตปั ปะ- ความ
เกรงกลวั ต่อผลบาป
หิริ อาศยั เหตุปัจจยั ภายนอกมาเป็นองคป์ ระกอบ คือนึกถึง
ตระกลู บา้ ง นึกถึงเกียรติของตนบา้ ง นึกถึงสังคมต่างๆ บา้ ง นึกถึงผรู้ ู้
ที่อาจรู้วา่ ตนทาอะไรๆ บา้ งวา่ เรากเ็ ป็นคนมีตระกลู อยา่ งน้ีๆ มีศกั ด์ิศรี
อยา่ งน้ีๆ มีสงั คมอยา่ งน้ีๆ เทวดาหรือผรู้ ู้เห็นมีอยู่ หากทาผดิ บาปไป
อยา่ งน้ีๆ เป็นการไม่สมควร หรือใครรู้เขา้ กจ็ ะตาหนิติเตียนได้ เป็นท่ี
เปา้ หมาย ๓๕
น่าอบั อาย คิดอยา่ งน้ีแลว้ เวน้ ผดิ -บาปน้นั เสีย เรียกวา่ มี หริ ิ
โอตตปั ปะ อาศยั เหตุปัจจยั ภายในมาเป็นองคป์ ระกอบ คือนึก
ถึงโทษท่ีตวั เองจะตอ้ งไดร้ ับท้งั ในปัจจุบนั และอนาคต ปัจจุบนั เมื่อทา
ผดิ ไปแลว้ กไ็ ม่สบายใจ หวาดระแวงต่างๆ นาๆ นึกข้ึนมาเม่ือไรก็
เสียใจกบั การกระทาของตน และถา้ หากวา่ นรกมีสวรรคม์ ี เราคงไป
นรกเป็นแน่ คงถูกไฟนรกเผาไหมอ้ ยนู่ านแสนนานเป็นแน่ รู้สึก
หวาดกลวั โทษท่ีตนจะไดร้ ับ คิดอยา่ งน้ีแลว้ เวน้ ผดิ -บาปน้นั เสีย
เรียกวา่ มีโอตตัปปะ
หิริโอตตัปปะ จงึ จัดเป็ นเทวธรรม คอื ธรรมทที่ าให้เป็ นเทวดา
เพราะอาศยั ความมีปัญญา รู้ทางเจริญทางเสื่อมตามที่เป็นจริง
จึงเป็นเหตุใหม้ ีศรัทธา คือเชื่อในเรื่องของกรรมเป็นตน้ ซ่ึงเป็น
แรงผลกั ดนั ใหเ้ กิดความมน่ั คงในการประพฤติอยใู่ นศลี และยนิ ดีใน
จาคะ เป็นผไู้ ดก้ ระทาแต่สิ่งท่ีเป็นบุญ จิตของผนู้ ้นั ยอ่ มผอ่ งใสดว้ ย
อานาจของบุญเหล่าน้นั เมื่อแตกกายทาลายขนั ธไ์ ป กย็ อ่ มเกิดในท่ีๆ
พึงปรารถนาไดโ้ ดยง่ายตามแรงอธิษฐานน้นั
ดงั น้นั เหตุส่ีประการน้ี คือ ศรัทธา ศีล จาคะและปัญญา จงึ
เป็นคุณเครื่องใหป้ ระสบความสาเร็จในภพหนา้ ทผี่ มู้ องไกลกวา่ การทา
มาหากินและความสาเร็จเฉพาะในปัจจุบนั ต่างขวนขวายบาเพญ็ กนั .
๓๖ เปา้ หมาย
ระดบั เบือ้ งสูง
คือความหวงั ท่ีจะมีความสุขอนั ประณีตและยงั่ ยนื ไม่แปรผนั
อนั ไดแ้ ก่พระนิพพาน
เมื่อบุคคลไดป้ ระพฤติคุณงามความดียงิ่ ๆ ข้ึน อนั เนื่องมาจาก
การรู้จกั ไตร่ตรอง และ “ฟังเป็น” คือฟังเอาสาระ ไม่ใช่เอาแต่ชอบใจ
หรือไม่ชอบใจ ทาใหฟ้ ังทุกอยา่ งเป็นธรรมได้ ยง่ิ ถา้ ไดย้ นิ ไดฟ้ ังธรรม
กย็ ง่ิ แจ่มแจง้ ทาใหม้ ีปัญญารู้ทางเจริญทางเสื่อมตามที่เป็นจริงมากข้ึน
ไดฝ้ ึ กคิด ฝึกเจริญภาวนาพิจารณาความดีความชว่ั เขา้ ใจเป็นอนั ดีวา่
ชีวติ สตั วโ์ ลกต่างเวยี นวา่ ยตายเกิด ไปสู่ภพนอ้ ยภพใหญ่ตามอานาจ
ของกรรมดีกรรมชว่ั ท่ีตนเป็นผสู้ ร้างข้ึนเอง และแมจ้ ะทาความดี
มากมายไดไ้ ปเกิดในท่ีดี มีสุคติโลกสวรรคเ์ ป็นตน้ แต่สุดทา้ ยกต็ าย
จะเกิดเป็นอะไรกต็ าย เป็นเทวดาเป็นพรหมอายยุ นื เท่าไรๆ กต็ ายอยดู่ ี
ตายแลว้ กไ็ ปเกิดยงั ภพต่างๆ อีก เผลอทาผดิ ทาชว่ั กล็ งนรกไดอ้ ีก ภยั ท่ี
น่ากลวั จริงๆ จึงไม่ใช่แค่ทุคติภพ แต่เป็นการเวยี นวา่ ยตายเกิดอยใู่ น
วฏั ฏะน้ี
วฏั ฏะแปลวา่ วน มี ๓ อยา่ ง ไดแ้ ก่ กิเลส กรรม วบิ าก คือ
สัตวโ์ ลกมีกิเลส แลว้ กท็ ากรรม จากน้นั กไ็ ดร้ ับผลแห่งกรรม (วบิ าก)
คือเกิดในที่ต่างๆ เป็นไปต่างๆ กนั แลว้ กม็ ีกิเลสอีก ทากรรมอีก ไป
เกิดในภพอื่นอีก วนอยอู่ ยา่ งน้ี เรียกวา่ เวยี นวา่ ยตายเกิดอยใู่ นวฏั ฏะ
เปา้ หมาย ๓๗
หาท่ีจบไม่ได้ ต่อเมื่อไดฟ้ ังธรรม เขา้ ใจธรรมท่ีพระพุทธเจา้ ตรัสสอน
จึงไดร้ ู้วา่ มีที่จบท่ีสิ้นได้ เป็นอมตะธรรม เป็นธรรมท่ีไม่แปรผนั เป็น
ธรรมชาติที่เท่ียง ที่เป็นสุขอยา่ งยงิ่ เป็นธรรมชาติท่ีกิเลสเอ้ือมไปไม่ถึง
เรียกวา่ นิพพาน
นกั ปราชญต์ วั จริงท้งั หลายต่างแสวงหาพระนิพพานน้ี เป็น
เป้ าหมายท่ีล้าค่าที่สุด เพราะเร่ิมพิจารณาเห็นแลว้ วา่ โลกน้ีไม่มน่ั คง
คือไม่เที่ยง เม่ือไม่เที่ยงกท็ นอยสู่ ภาพเดิมไม่ได้ เรียกวา่ เป็นทุกข์ และ
สภาวะเดิมๆ ท่ีเคยมีกค็ ่อยหาย สาบสูญไป ไม่เหลืออะไรใหเ้ ป็นท่ีพ่งึ
ที่ยดึ ถือเอามาเป็นตน เป็นของๆ ตนไดเ้ ลย เรียกวา่ อนตั ตา คือไม่มี
สาระแห่งความเป็นตวั ตน
ลองดูเถอะ เอาแค่สิ่งท่ีคิดวา่ เป็นตวั เรากย็ งั หาไม่ได้ ร่างกายน้ี
แค่ธาตุท้งั สี่ประชุมกนั ข้ึน แยกออกมาเป็นแต่ละอยา่ ง มี ผม ขน เลบ็
ฟัน หนงั เน้ือ กระดูกเป็นตน้ กห็ าความเป็นเราไม่ได้ กายน้ีมีนาม
ขนั ธ์ท้งั ส่ีอาศยั ไดแ้ ก่ เวทนา (ความเสวยอารมณ์หรือรู้สึก) สญั ญา
(ความจาอารมณ์) สงั ขาร (ความปรุงแต่งอารมณ์ หรือคิด) และ
วิญญาณ (ความรับรู้อารมณ์) สี่อยา่ งน้ีรวมเรียกวา่ ใจ ท้งั รูปท้งั นามก็
มีสภาพเหมือนๆ กนั คอื ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ (ทนอยสู่ ภาพเดิมไม่ได)้
และเป็นอนตั ตา (ไม่มีสาระแห่งความเป็นตวั ตน) มีไดช้ วั่ คราว แลว้
กลบั กลายเป็นไม่มีอีก เอาเป็นที่พ่งึ จริงไม่ได้ เป็นเจา้ ของกไ็ ม่ได้
๓๘ เปา้ หมาย
ความเป็นตวั เรากห็ าไม่ไดใ้ นนามขนั ธเ์ หล่าน้ี ใครเขา้ ยดึ มน่ั ถือมน่ั ดว้ ย
ตณั หาและทิฏฐิ คือความทะยานอยากและความเห็นผดิ วา่ เป็นเรา เป็น
ของๆ เรา ผนู้ ้นั กเ็ ป็นทุกข์
แมส้ ิ่งท่ีคิดวา่ เป็นเรากย็ งั ไม่มีจริง แลว้ ของๆ เราจะมีมาจากไหน
หมดโลกหมดจกั รวาลเราไม่สามารถเป็นเจา้ ของอะไรไดจ้ ริงสักอยา่ ง
ท้งั หมดกลายเป็นเร่ืองกขุ ้ึนมาจากใจที่ยดึ มน่ั ถือมนั่ เอาเอง
เม่ือความรู้ความเขา้ ใจตามเป็นจริงมีมากข้ึนอยา่ งน้ี กม็ ีแต่จะยง่ิ
บาเพญ็ ไปสู่เป้ าหมายคือความพน้ จากทุกข์ หรือพระนิพพานยงิ่ ข้ึน ซ่ึง
วธิ ีการกม็ ีแต่ในคาสอนของพระพทุ ธเจา้ เพราะพระองคไ์ ปถึง
เป้ าหมายน้นั ก่อนใครๆ และไดช้ ้ีบอกเสน้ ทางไปสู่เป้ าหมายน้นั ซ่ึง
เส้นทางน้นั เรียกวา่ อริยมรรค (ทางอนั ประเสริฐ) หรือมชั ฌิมาปฏิปทา
(ทางสายกลาง) มี ๘ ประการ ไดแ้ ก่
๑. ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)
๒. ความดาาริชอบ (สมั มาสงั กปั ปะ)
๓. วาจาชอบ (สัมมาวาจา)
๔. การงานชอบ (สมั มากมั มนั ตะ)
๕. อาชีพชอบ (สมั มาอาชีวะ)
เปา้ หมาย ๓๙
๖. ความเพียรชอบ (สัมมาวายามะ)
๗. ความระลึกชอบ (สัมมาสติ)
๘. ความต้งั ใจมน่ั ชอบ (สัมมาสมาธิ)
ความเหน็ ชอบไดแ้ ก่ ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุใหเ้ กิดทุกข์
ความรู้ในความดบั ไม่เหลือแห่งทุกข์ (นิพพาน) ความรู้ในหนทางเป็น
เครื่องใหถ้ ึงความดบั ไม่เหลือแห่งทุกข์ น้ีเรียกวา่ ความเห็นชอบ
ความดาริชอบไดแ้ ก่ ความดาริในการออกจากกาม ความดาริ
ในการไม่พยาบาท ความดาริในการไม่เบียดเบียน น้ีเเรียกวา่ ความ
ดาริชอบ
วาจาชอบไดแ้ ก่ การเวน้ จากการพดู เทจ็ การเวน้ จากการพดู ยใุ ห้
แตกกนั การเวน้ จากการพดู หยาบ การเวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ น้ี
เรียกวา่ วาจาชอบ
การงานชอบไดแ้ ก่ การเวน้ จากการฆ่าสัตว์ การเวน้ จากการ
ถือเอาส่ิงของที่เจา้ ของไม่ไดใ้ ห้ การเวน้ จากการประพฤติผดิ ในกาม
ท้งั หลาย น้ีเรียกวา่ การงานชอบ
อาชีพชอบไดแ้ ก่ การเวน้ มิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ น้ี
เรียกวา่ อาชีพชอบ
๔๐ เปา้ หมาย
ความเพยี รชอบไดแ้ ก่ ไดแ้ ก่ สมั มปั ปธาน ๔ ประกอบดว้ ย ๑.
เพียรระวงั หรือเพยี รปิ ดก้นั คือ เพยี รระวงั ยบั ย้งั บาปอกศุ ลธรรมที่ยงั
ไม่เกิดมิใหเ้ กิดข้ึน ๒.เพียรละ หรือเพียรกาจดั คือเพียรละบาปอกศุ ล
ธรรมท่ีเกิดข้ึนแลว้ ๓.เพยี รเจริญ หรือเพียรก่อใหเ้ กิด คือ เพยี รทา
กศุ ลธรรมท่ียงั ไม่เกิด ใหเ้ กิดมีข้ึน ๔. เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศล
ธรรมท่ีเกิดข้ึนแลว้ ใหต้ ้งั มน่ั และใหเ้ จริญยง่ิ ข้ึนไปจนถึงที่สุด
ความระลกึ ชอบไดแ้ ก่ สติปัฏฐานท้งั ๔ คือการต้งั สติกาหนด
พจิ ารณากาย ๑ การต้งั สติกาหนดพิจารณาเวทนา ๑ การต้งั สติกาหนด
พิจารณาจิต ๑ และการต้งั สติกาหนดพจิ ารณาธรรม ๑ น้ีเรียกวา่ ความ
ระลึกชอบ
ความต้งั ใจมนั่ ชอบไดแ้ ก่ รูปฌานท้งั ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติย
ฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ซ่ึงพระพทุ ธองคไ์ ดต้ รัสถึงสัมมาสมาธิ
วา่
ภิกษทุ ั้งหลาย ! ความตงั้ ใจมนั่ ชอบ เป็นอย่างไร ? ภิกษุ
ท้ังหลาย ! ภิกษใุ นกรณีนี้ สงัดแล้วจากกามท้ังหลาย สงดั แล้ว
จากอกศุ ลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ฌานท่ีหน่ึง อันมีวิตกวิจาร มี
ปี ติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่ เพราะวิตกวิจารรางับลง,
เธอเข้าถึงฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน
ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผดุ ขึน้ ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปี ติ
เป้าหมาย ๔๑
และสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่ เพราะปี ติจางหายไป, เธอ
เป็นผ้เู พ่งเฉยอย่ไู ด้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวย
สุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึงฌานที่สาม อันเป็นฌานท่ีพระอริย
เจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผ้ไู ด้บรรลวุ ่า “เป็นผ้เู ฉยอย่ไู ด้มี
สติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม” แล้วแลอยู่ เพราะละสุขและทุกข์
เสียได้ และเพราะความดบั หายไปแห่งโสมนัสและโทมนสั ใน
กาลก่อน เธอย่อมเข้าถึงฌานท่ีสี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่
สติอันบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาแล้วแลอย่,ู นีเ้ ราเรียกว่า
สัมมาสมาธิ.
ในบรรดามรรคมีองคแ์ ปดน้ี ถา้ ยอ่ ลงมากเ็ ป็น ๓ ไดแ้ ก่
ไตรสิกขา คือสีลสิกขา (ศลี ) จิตตสิกขา (สมาธิ) และปัญญาสิกขา
(ปัญญา)
วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เป็นศีล
ความเพยี รชอบ ระลึกชอบ ต้งั ใจมนั่ ชอบ เป็นสมาธิ
ความเห็นชอบ ความดาริชอบ เป็นปัญญา
ในการลงมือปฏิบตั ิ หรือเดินบนเสน้ ทางสายกลางน้ี ไม่ใช่วา่
จะตอ้ งปฏิบตั ิทีละขอ้ ๆ ตามหวั ขอ้ เหล่าน้นั แทท้ ่ีจริงนบั ต้งั แต่คิดเพื่อ
ดาเนินไปสู่เป้ าหมายคือความพน้ ทุกข์ หรือลงมือควบคุมกิริยาวาจาให้
๔๒ เป้าหมาย
เรียบร้อยไม่มีโทษ นน่ั กเ็ ดินอยบู่ นอริยมรรคแลว้ อาจจะยงั ไม่อยบู่ น
เส้นทางเสียทีเดียว แต่กเ็ กาะอยกู่ บั ทางน้นั หรือเดินเลาะไปขา้ งทางน้นั
แหละ
เบ้ืองตน้ ของการปฏิบตั ิไปสู่ความพน้ ทุกข์ พน้ จากการเวยี นวา่ ย
ในวฏั ฏะน้นั ศีล เป็นบาทฐานสาคญั หากศลี ไม่ดีพอ การจะยงั สมาธิ
ใหเ้ กิดใหม้ ีข้ึนกเ็ ป็นไปไดย้ าก และถา้ สมาธิไม่เกิดข้ึน ปัญญาคือการ
พจิ ารณาสภาวะธรรมใหเ้ ห็นตามท่ีเป็นจริงกม็ ีไม่ได้ ท้งั สามอยา่ ง
เกี่ยวเนื่องส่งต่อกนั ไปโดยลาดบั นบั ต้งั แต่ศีลที่ตอ้ งปฏิบตั ิจนเป็นศีล
บริสุทธ์ิ เรียกวา่ สีลวสิ ุทธิ ความหมดจดแห่งศีล
เมื่อศีลบริสุทธ์ิ จดจ่ออารมณ์อยกู่ บั ความบริสุทธ์ิแแห่งศีลของ
ตน ความรู้สึกเดือดร้อนวา่ ตนเป็นผกู้ ระทาผดิ กไ็ ม่มี เมื่อความรู้สึก
เดือดร้อนวา่ ตนเป็นผกู้ ระทาผดิ ไม่มี ความยนิ ดี (ปราโมท) ในความ
บริสุทธ์ิของตนกเ็ กิดข้ึน เป็นความภาคภูมิใจวา่ ตนไดก้ ระทาดีแลว้
เมื่อความยนิ ดีน้นั เกิดข้ึน ความอิ่มเอมใจ (ปี ติ) กเ็ กิดข้ึน ซ่ึงอาจถึงขน
ลุกขนชนั หรือเหมือนกบั จะตวั ลอยได้ แลว้ มีสติควบคุมอารมณ์นิ่งอยู่
จนข่มปี ติน้นั ได้ กลบั เป็นสงบ (ปัสสัทธิ) เขา้ มาแทนท่ี มีสติอยกู่ บั
ความสงบน้นั สมั ผสั ความสุขอนั ประณีต (สุข) เมื่อสุขอนั เกิด
จากปัสสัทธิมีข้ึน สมาธิแทๆ้ กเ็ กิดตามมา นบั ต้งั แต่ปฐมฌานข้ึนไป
เป็นสมาธิที่บริสุทธ์ิ เรียกวา่ จติ ตวสิ ุทธิ ความหมดจดแห่งจิต
เป้าหมาย ๔๓
เม่ือจิตเป็นสมาธิบริสุทธ์ิ มีคุณวเิ ศษเกิดข้ึนคือ เมื่อนอ้ มไปเพื่อ
พิจารณาส่ิงใดๆ กใ็ หส้ ามารถท้งั รู้ท้งั เห็นตามที่เป็นจริง เม่ือยกขนั ธ์ ๕
ข้ึนพิจารณากส็ ามารถใหร้ ู้ชดั วา่ เป็นอนิจจงั (ไม่เท่ียง) ทุกขงั (เป็น
ทุกข)์ และอนตั ตา (หาสาระแห่งความเป็นตวั ตนไม่ได)้ อยา่ งไร คือ
เห็นวา่ ท้งั สิ้นท้งั ปวงตลอดท้งั สกนธ์กายน้ี มีสภาพที่เหมือนกนั มีความ
เป็นอนิจจงั เหมือนๆ กนั มีความเป็นทุกขงั เหมือนๆ กนั มีความเป็น
อนตั ตาเหมือนๆ กนั ไมม่ ีความเป็นตวั ตนแทอ้ ยใู่ นขนั ธ์เหล่าน้ี เป็นแต่
ของชวั่ คราว ใครยดึ มน่ั ถือมน่ั ดว้ ยความทะยานอยาก (ตณั หา) และ
ความเห็นผดิ (มิจฉาทิฏฐิ) ผนู้ ้นั กเ็ ป็นทุกข์ พิจารณาเห็นอยอู่ ยา่ งน้ี
เรียกวา่ ทิฏฐิวสิ ุทธิ ความหมดจดแห่งความเห็น
เม่ือทิฏฐิคือความเห็นถูกตอ้ ง จิตกน็ อ้ มพจิ ารณาต่อไปอีกวา่
อะไรเป็นเหตุใหข้ นั ธ์ หรือนามรูปเหล่าน้ีเกิดข้ึน และดบั ไปดว้ ยเหตุ
อะไร เช่นพิจารณาร่างกายน้ี เกิดข้ึนเพราะอาศยั การร่วมกนั ระหวา่ ง
พ่อกบั แม่ และวญิ ญาณมาปฏิสนธิ อาศยั ธาตุจากพอ่ และแม่พฒั นา
ร่างกายใหเ้ ติบใหญ่ในครรภ์ จนคลอดออกมาเมื่อถึงกาลกาหนด ซ่ึง
กายน้ีประกอบไปดว้ ยธาตุท้งั ๔ คือ ดิน น้า ไฟและลม ท้งั ตอ้ งอาศยั
อาหารมาหล่อเล้ียงอยตู่ ลอดเพอ่ื ใหก้ ายน้ีทรงอยไู่ ด้ ขบั เคลื่อนไปได้
และกายน้ีกไ็ ม่คงทน ไม่ทนั ร้อยปี กแ็ ตกดบั หรือมีเหตุการณ์อื่นก็
สามารถแตกดบั ก่อนกไ็ ด้
๔๔ เป้าหมาย
ในส่วนของนามขนั ธ์ คือ เวทนา สญั ญา สงั ขารและวญิ ญาณ
ท้งั ๔ น้ี อาศยั อายตนะภายในภายนอกใหเ้ กิดข้ึน อายตนะภายใน
ไดแ้ ก่ ตา หู จมกู ลิ้น กายและใจ อายตนะภายนอกไดแ้ ก่ รูป เสียง
กล่ิน รส สิ่งสมั ผสั และอารมณ์ที่เกิดกบั ใจ เม่ืออายตนะภายในกระทบ
กบั อายตนะภายนอก วญิ ญาณกเ็ กิดข้ึน ซ่ึงวญิ ญาณมี ๖ อยา่ ง
วญิ ญาณท่ีทาหนา้ ท่ีรู้อารมณ์ทางตาเรียกจกั ขวุ ิญญาณ ทางหูเรียกโสต
วญิ ญาณ ทางจมูกเรียกฆานะวญิ ญาณ ทางลิ้นเรียกชิวหาวญิ ญาณ ทาง
กายเรียกกายวญิ ญาณและทางใจเรียกมโนวิญญาณ
เมื่อวญิ ญาณเกิดข้ึน เช่นจกั ขวุ ญิ ญาณ วญิ ญาณน้ีแค่รับรู้ส่ิงที่
เห็น แต่ไม่รู้จกั วา่ ส่ิงน้ีเป็นอะไร เมื่อวญิ ญาณรับรู้กส็ ่งต่อไปยงั นาม
ขนั ธอ์ ีก ๓ อยา่ ง คือ เวทนา สัญญาและสงั ขาร ซ่ึง ๓ อยา่ งน้ีทา
หนา้ ท่ีพร้อมกนั
เวทนาทาหนา้ ท่ีเสวยอารมณ์ทนั ที ถา้ เป็นภาพที่น่ารักกช็ อบใจ
ทนั ที เรียกวา่ สุขเวทนา ถา้ ไม่ชอบใจกเ็ รียกวา่ ทุกขเวทนา ถา้ ไม่สุขไม่
ทุกขก์ เ็ รียกวา่ อทุกขมสุขเวทนา
สัญญากท็ าหนา้ ท่ีจาอารมณ์ทนั ที
สงั ขารกท็ าหนา้ ที่ปรุงแต่ง หรือคิดจากอารมณ์หน่ึงไปสู่อีก
อารมณ์หน่ึงทนั ที
เป้าหมาย ๔๕
เม่ือคิดไปสู่อีกอารมณ์หน่ึง วญิ ญาณทางใจ หรือมโนวญิ ญาณก็
ทาหนา้ ท่ีรับรู้อารมณ์ที่ไดจ้ ากการปรุงแต่งน้นั อีก เวทนา สญั ญา
สงั ขารกท็ าหนา้ ท่ีอีก รวดเร็วยง่ิ กวา่ อะไรๆ
จิตที่ปรุงแต่ง (สังขาร) น้นั จึงเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนให้
ความชอบใจหรือไม่ชอบใจพฒั นาใหม้ ากข้ึนๆ กิเลสคือตณั หากเ็ กิดข้ึน
ชอบใจกเ็ กิดเป็นกามตณั หา ภวตณั หา ไม่ชอบใจกเ็ กิดเป็นวภิ วตณั หา
เป็นตน้ ซ่ึงกระบวนการเหล่าน้ีใชเ้ วลาไม่ถึงอึดใจกเ็ ป็นไปต่างๆ ได้
มากมาย เม่ือตณั หาเกิดแลว้ ความยดึ มน่ั วา่ เป็นเรา เป็นของเรากเ็ กิด
ตามมา และการกระทากรรมกม็ ีตามมาเป็นลาดบั
อาศยั พิจารณาหาเหตุผลอยา่ งน้ี กเ็ ห็นวา่ แทท้ ี่จริงไม่มีอะไร แค่
ส่ิงที่เกิดดบั ไปตามเหตุปัจจยั ไม่ไดม้ ีอะไรน่าประหลาดอศั จรรย์ หรือ
ควรยดึ มนั่ วา่ เป็นเรา เป็นของเรา จนสิ้นความสงสยั ในนามรูป ท้งั ท่ี
เป็นมาแลว้ ในอดีต ท้งั ที่กาลงั เป็นอยใู่ นปัจจุบนั ท้งั ท่ีจะเป็นไปใน
อนาคต เรียกวา่ กงั ขาวติ รณวสิ ุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็น
เคร่ืองขา้ มพน้ ความสงสัย
เมื่อหมดสงสัยในกองสังขารท้งั ปวงวา่ ไม่มีสาระแห่งความเป็น
ตวั ตน ใหย้ ดึ มนั่ ถือมน่ั แลว้ ใจกย็ ง่ิ แนบแน่นเป็นอนั เดียวกบั มรรคไป
โดยลาดบั ซ่ึงระหวา่ งการปฏิบตั ิน้ีอุปกิเลสแห่งวปิ ัสสนายอ่ มเกิดข้ึน
ไดแ้ ก่ โอภาส (แสงสวา่ ง) ๑ ญาณ (ความรู้) ๑ ปี ติ (ความอ่ิมใจ) ๑
๔๖ เป้าหมาย
ปัสสัทธิ (ความสงบ) ๑ สุข ๑ อธิโมกข์ (ความนอ้ มใจเช่ือ) ๑ ปัคคา
หะ (ความเพยี ร) ๑ อุปัฏฐาน (สติ) ๑ อุเบกขา (ความวางจิตเป็นกลาง)
๑ นิกนั ติ (ความพอใจ) ๑ อุปกิเลสแห่งวปิ ัสสนาหรือ วปิ ัสสนูปกเิ ลส
ท้งั ๑๐ ประการน้ี เม่ือเกิดข้ึนกพ็ ิจารณารู้วา่ เป็นวปิ ัสสนูปกิเลส ไม่
หลงไปวา่ บรรลุธรรม ซ่ึงธรรมท้งั ๑๐ น้ีเป็นส่ิงที่เกิดข้ึนโดยธรรมดา
ถือไดว้ า่ เป็นเครื่องหมายสาคญั อยา่ งหน่ึงใหร้ ู้วา่ มาถูกทางแลว้ แต่ไม่
หลงสยบยนิ ดี ยดึ ติดอยใู่ นธรรมท้งั ๑๐ ประการเหล่าน้นั
ตรงนีต้ ้องทาความเข้าใจให้ดีวา่ ไม่ใช่ปฏิเสธกนั แบบไม่เอากนั
เลย เพราะเป็นสิ่งท่ีเกิดมีข้ึนเป็นธรรมดา ถา้ ปฏิเสธชนิดหนั หลงั กลบั
กไ็ ปไม่ถึงเป้ าหมาย เปรียบเหมือนท่านบอกวา่ อยา่ หลงติดอยกู่ บั ข้นั
บนั ไดนะ ข้นั บนั ไดน้นั เป็นอุปกิเลส ไม่ใช่บนเรือน อยา่ มวั นอนอยู่
กบั ข้นั บนั ได ผฟู้ ังถา้ ไม่มีปัญญากร็ ้ือบนั ไดเสีย หรือเดินลงเสีย เพราะ
คิดวา่ ข้นั บนั ไดน้ีผดิ ทาง อยา่ งน้ีกข็ ้ึนเรือนไม่ได้ ยง่ิ ผทู้ ี่ยงั คลาหาบนั ได
ไม่เจอ คร้ันไดย้ นิ วา่ อยา่ ติดอยกู่ บั บนั ไดนะ พอคลาเจอบนั ไดกไ็ ม่ข้ึน
เอาเสียเลยเพราะจาไดว้ า่ เขาบอกวา่ ไม่ใหเ้ อาบนั ได นน่ั กย็ งิ่ ไปกนั ใหญ่
ทถี่ ูก ตอ้ งอาศยั บนั ไดนน่ั แหละ แต่ไม่หลงคิดวา่ ข้นั บนั ไดน้นั
เป็นพ้ืนเรือน แลว้ กเ็ ดินผา่ นข้ึนเรือนไป ฉนั ใด การปฏิเสธแบบตอ้ ง
ไม่ใหม้ ีโอภาส (แสงสวา่ ง) เป็นตน้ น้นั กเ็ หมือนกบั การร้ือบนั ได หรือ
เดินลงเสีย หรือไม่เอาบนั ไดเลย ซ่ึงนน่ั กผ็ ดิ ทาง ไม่สามารถไปสู่
เปา้ หมาย ๔๗
เป้ าหมายได้ ที่แทเ้ พียงรับรู้วา่ น้ียงั ไม่ใช่เป้ าหมาย แต่เป็นส่วนประ-
กอบของเส้นทาง เป็นสิ่งธรรมดาที่ตอ้ งเจอในระหวา่ งทาง และเป็น
ประโยชนเ์ ก้ือกลู ต่อการปฏิบตั ิ แต่ไม่ใช่ท่ีสุดแห่งทุกข์ คือพระนิพ-
พาน ความไม่หลงอยา่ งน้ี เรียกวา่ มคั คามคั คญาณทัสสนะวสิ ุทธิ
ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องพจิ ารณาเห็นวา่ ทางหรือมิใช่ทาง
เมื่อไม่หลงต่ออานาจของอุปกิเลส การพิจารณาต่อๆ ไปกเ็ ป็น
ไปโดยลาดบั ได้ คือเห็นความเกิดข้ึนและดบั สิ้นไปแห่งสงั ขารท้งั หลาย
ท้งั หมดโลกเป็นไดแ้ ค่ส่ิงท่ีเกิดและดบั อะไรเกิดข้ึนมากไ็ หลไปสู่ความ
ดบั เพียงอยา่ งเดียว ไม่สามารถต้งั คงอยไู่ ดต้ ลอดไป มีแต่ดบั และดบั
เท่าน้นั เมื่อนิ่งพจิ ารณาอยู่ ความสลดสงั เวชในสงั ขารกม็ ากข้ึน หนกั
เขา้ กจ็ ดจ่ออยแู่ ต่ความดบั ไม่ไดใ้ ส่ใจกบั สิ่งที่เกิด รับรู้แต่วา่ เมื่อมีแลว้
กเ็ ป็นอนั วา่ ดบั เท่าน้นั มีค่าแค่สิ่งท่ีดบั เมื่อใจจดจ่ออยแู่ ต่ความดบั หนกั
เขา้ ความสลดใจกย็ ง่ิ หนกั ข้ึน รู้สึกถึงความปรุงแต่งใหส้ ัตวเ์ วยี นตาย
เกิดอยใู่ นวฏั ฏะเหล่าน้ีเป็นของน่ากลวั ความปรุงแต่งที่วา่ คือท้งั ปุญ-
ญาภิสงั ขาร- การปรุงแต่งดว้ ยบุญ อปุญญาภิสงั ขาร- การปรุงแต่ง
ดว้ ยบาปและอเนญชาภิสงั ขาร- การปรุงแต่งดว้ ยความไม่หวน่ั ไหว
(อรูปฌาน)
เหล่าน้ีเป็นธรรมชาติท่ีน่าขยะแขยง เม่ือใจเห็นชดั วา่ การเวยี น
วา่ ยตายเกิดน้ี เป็นของน่ากลวั ใจกย็ งิ่ พิจารณาเห็นโทษ คือ ในขณะที่
๔๘ เป้าหมาย
สตั วโ์ ลกเวยี นตายเวยี นเกิดอยนู่ ้ี โอกาสที่จะตกไปในอบายภมู ิเป็นของ
ง่าย เพราะอาศยั ใจที่มีกิเลสคือ โลภ โกรธ หลงเป็นตน้ น้นั เป็นเหตุ
ใหท้ ากรรมดว้ ยประการต่างๆ และส่วนใหญ่กม็ ีแต่กรรมชว่ั ท่านจึง
กล่าววา่ มนุษยเ์ ม่ือตายจากมนุษยแ์ ลว้ จะมาเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์
อีกน้นั นอ้ ยนกั ส่วนใหญ่ไปเกิดเป็นเปรต สัตวน์ รก อสุรกาย สัตว์
ดิรัจฉานมากต่อมาก แมเ้ ทวดาตายจากความเป็นเทวดาแลว้ จะมาเกิด
เป็นเทวดาอีกหรือมนุษยน์ ้นั นอ้ ยนกั ส่วนใหญ่ไปเกิดเป็นเปรต สัตว์
นรก อสุรกาย สตั วด์ ิรัจฉานมากต่อมาก
โทษแห่งการเวยี นตายเกิดน้นั มีแต่ทุกขท์ ่ีซ้าแลว้ ซ้าเล่า มีสุข
เพียงนอ้ ย มีทุกขเ์ ป็นส่วนมาก เม่ือพิจารณาเห็นโทษอยอู่ ยา่ งน้นั ยอ่ ม
เบื่อหน่ายในการเวยี นตายเกิดอนั หาเงื่อนตน้ เงื่อนปลายไม่เจอน้ี เมื่อ
เบื่อหน่ายกย็ อ่ มปรารถนาจะไปใหพ้ น้ จากสภาพที่กาลงั เป็นอยู่ คือการ
เวยี นตายเกิดในวฏั ฏะ เมื่อปรารถนาจะไปใหพ้ น้ จิตกค็ านวณหา
ทางออก เปรียบเหมือนคนที่อยใู่ นเรือนที่กาลงั ไฟไหม้ เมื่อพิจารณา
เห็นแลว้ วา่ ไฟไหมก้ าลงั มาถึงตวั ส่ิงท่ีคิดกค็ ืออยากไปใหพ้ น้ จากสภาพ
ท่ีกาลงั จะถูกไฟไหมไ้ ปดว้ ย เม่ืออยากจะพน้ กค็ านวณหาทางออก
เพอ่ื ใหต้ นพน้ อคั คีภยั น้นั เมื่อรู้ชดั วา่ ตอ้ งไปทางน้ี กว็ างเส้นทางอนั
เป็นไปเพือ่ ความยดึ ติดอยู่ วางอารมณ์นิ่งแนบแน่นเป็นอนั เดียวไปกบั
อริยมรรค พร้อมกบั กาหนดรู้ในระหวา่ งแห่งความเป็นไปในอารมณ์
คือมีญาณหยงั่ รู้ไปโดยลาดบั ๆ กบั เสน้ ทางที่เป็นไปเพ่ือความหลุดพน้
เป้าหมาย ๔๙
โดยฝ่ ายเดียว เรียกวา่ ปฏิปทาญาณทสั สนะวสิ ุทธิ ความหมดจด
แห่งญาณเป็นเคร่ืองเห็นทางปฏิบตั ิ
เมื่อเห็นทางปฏิบตั ิชดั แจง้ การดารงอยใู่ นเสน้ ทางท่ีถูกตอ้ งใน
ทุกๆ ขณะจิตกช็ ดั แจง้ แต่ละกา้ ว แต่ละข้นั ละตอน ราวกบั วา่ เป็นไป
โดยอตั โนมตั ิ รู้ชดั เป็นปัจจุบนั ธรรม วา่ กาลงั กาหนดอะไร อยา่ งไร
แค่ไหน จะตอ้ งทาอยา่ งไรๆ กบั สิ่งน้ีๆ ที่มาปรากฏ เป็นตน้ เรียกวา่
ญาณทัสสนะวสิ ุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทสั สนะ
เป็นความพอดีในทุกๆ ดา้ น กิเลสใดๆ ที่มีอยกู่ ป็ รากฏตามท่ี
เป็นจริง ปัญญากฟ็ าดฟันกิเลสแหลกทาลายไปโดยลาดบั ๆ จนถึงตน้
เหงา้ แห่งกิเลสคือ “อวชิ ชา” คือความไม่รู้ในอริยสัจ (ความจริง ๔
ประการ) ไดแ้ ก่ความไมร่ ู้ในทุกข์ ไม่รู้ในเหตุใหเ้ กิดทุกข์ ไม่รู้จกั
สภาวะท่ีทุกขด์ บั เพราะเหตุดบั (พระนิพพาน) ไม่รู้หนทางหรือขอ้
ปฏิบตั ิใหถ้ ึงพระนิพพาน (อริยมรรค)
ความไม่รู้เหล่าน้นั มีอยู่ ความไม่รู้อนั น้นั กด็ บั สิ้นไป ดว้ ย
ปัญญาอนั รู้แจง้ คือ “วชิ ชา” คือความรู้แจง้ ในอริยสัจ ไดแ้ ก่ความรู้ใน
ทุกข์ ความรู้ในเหตุแห่งทุกข์ ความรู้สภาวะที่ทุกขด์ บั เพราะเหตุดบั
(พระนิพพาน) ความรู้ในหนทางหรือขอ้ ปฏิบตั ิใหถ้ ึงซ่ึงพระนิพพาน
(อริยมรรค)