The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Saruda Anampong, 2020-10-23 05:03:06

เป้าหมาย

เป้าหมาย

๕๐ เป้าหมาย

คือเมื่อวชิ ชาเกิดข้ึนแลว้ อวชิ ชากด็ บั เปรียบเหมือนเม่ือแสง
สวา่ งเกิดข้ึนแลว้ ความมืดยอ่ มดบั ไป ฉะน้นั . เมื่ออวชิ ชาดบั รอบแลว้
กิเลสอื่นๆ กพ็ งั ทลายไปดว้ ยกนั เม่ือกิเลสอนั เป็นเช้ือแห่งภพหมดสิ้น
แลว้ การตอ้ งเกิดใหม่ในภพใหม่กไ็ ม่มีอีกต่อไป ทุกขท์ ้งั หลายอนั
เนื่องมาจากการเกิดกด็ บั สิ้น เป้ าหมายคือความพน้ จากการเวยี นวา่ ยตาย
เกิดกถ็ ึงท่ีสุด ดงั ที่พระองคต์ รัสกบั ปัญจวคั คียถ์ ึงการบรรลุของพระ-
องคใ์ นธมั มจกั กปั ปวตั นสูตรวา่

...ดกู ่อนภิกษทุ ้ังหลาย ต่อเมื่อใดแล ความรู้เห็นตาม
เป็นจริงในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ซึ่งมีรอบ ๓ อาการ ๑๒ อย่างนี้
ของเรา หมดจดดีแล้ว, เมื่อน้นั เราจึงได้ปฏิญญาตนว่า เป็นผู้
ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกนีก้ บั ท้ังเทวโลก
มารโลก พรหมโลก คือในหม่สู ัตว์ รวมทั้งสมณพราหมณ์
ท้ังท่ีเป็นเทวดาและเป็นมนษุ ย์. กแ็ ล ความรู้เห็นได้เกิดขึน้ แก่
เราว่า “วิมตุ ติของเราไม่กาเริบ. ชาตินีเ้ ป็นที่สุดแล้ว. บดั นี้
ไม่มีภพอีก”.

ไดเ้ ขา้ ถึงความเป็นอมตะธรรม คือธรรมท่ีไม่ตาย หรือท่ี

เรียกวา่ พระนิพพาน ที่พระพุทธองคไ์ ดต้ รัสวา่ นิพฺพาน ปรม สุข.
- นิพพานเป็นสุขอยา่ งยง่ิ .

เป้าหมาย ๕๑

ระดบั เบอื้ งสูงพเิ ศษ

ที่จริงกค็ ือถึงมรรคผลนิพพานในเป้ าหมายระดบั เบ้ืองสูงนนั่
แหละ แต่มีความพเิ ศษมากกวา่ ดว้ ยบางท่านปรารถนามีเป้ าหมายยงิ่
ไปกวา่ การพน้ จากกองทุกข์ คือการเวยี นวา่ ยตายเกิดในวฏั ฏะ ดว้ ยมีใจ
ปรารถนาใหญ่ตอ้ งการช่วยเหลือเพ่ือนที่ร่วมเกิดแก่เจบ็ ตายน้ี ใหพ้ น้
ไปดว้ ยกนั คือแทนท่ีจะตอ้ งการใหต้ นพน้ ไปเพยี งลาพงั กม็ ุ่งหวงั จะ
เป็นกาลงั ช่วยแนะนาผอู้ ่ืนใหพ้ น้ ไปดว้ ย ดว้ ยการอธิษฐานเป็นอสีติ
มหาสาวก (สาวกผใู้ หญ่ ๘๐ รูป) บา้ ง พระพทุ ธบิดา พระพทุ ธมารดา
พระพุทธอุปัฏฐากบา้ ง เป็นอคั รสาวกซา้ ยขวาบา้ ง เป็นพระสัมมาสมั
พุทธเจา้ เองบา้ ง หรือบางท่านกป็ รารถนาจะรู้แจง้ ดว้ ยตนเอง ไม่ตอ้ ง
พ่งึ ใคร และไม่ปรารถนาจะแนะนาใครดว้ ยการตรัสรู้เองเป็นพระปัจ-
เจกพุทธเจา้ บา้ ง

ผปู้ รารถนาสูงอยา่ งน้ีตอ้ งใชเ้ วลาบาเพญ็ คุณงามความดีมาก คุณ

งามความดีเหล่าน้นั แยกออกเป็นบารมี ๑๐ ประการ ไดแ้ ก่ ทานบารมี
ศีลบารมี เนกขมั มะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขนั ติบารมี
สจั จะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีและอุเบกขาบารมี

บารมีเหล่าน้ีไดจ้ ากการทาความดีทุกชนิด แลว้ แต่วา่ จะค่อน
หนกั ไปทางไหนกเ็ รียกกิจกรรมความดีน้นั วา่ เป็นบารมีชนิดน้นั แต่ท่ี
จริงกไ็ ดค้ รบหรือเกือบครบทุกบารมี

๕๒ เปา้ หมาย

ทานบารมี ไดแ้ ก่ การเสียสละทรัพยส์ ิน สิ่งของ ปัจจยั ต่างๆ

ไปจนถึงใหธ้ รรมเป็นทาน ใหอ้ ภยั ทาน ใหเ้ ลือดเน้ือ ใหช้ ีวติ เพื่อ
ประโยชนแ์ ก่ผอู้ ่ืน

ศีลบารมี ไดแ้ ก่ การควบคุมกิริยาวาจาใหเ้ รียบร้อยไม่มีโทษ

ดว้ ยประการใดๆ ถา้ บาเพญ็ ในระดบั สูงกส็ ามารถยอมเสียชีวติ แต่ไม่
ยอมผดิ ศีล

เนกขมั มะบารมี ไดแ้ ก่ เจตนาสลดั ตนออกจากกาม ดว้ ยการ

ออกบวชกด็ ี หรืออยคู่ รองเรือนกค็ ิดและทาเพ่ือใหจ้ ิตคลายจากกามคุณ
ต่างๆ

ปัญญาบารมี ไดแ้ ก่ การคิดพจิ ารณาเพ่อื ทาประโยชนค์ ุณงาม

ความดีต่างๆ ไปจนถึงการพิจารณาเห็นความเป็นจริงของสงั ขาร วา่ ไม่
เท่ียง เป็นทุกข์ (ทนอยสู่ ภาพเดิมไม่ได)้ และเป็นอนตั ตาอยา่ งไร

วริ ิยะบารมี ไดแ้ ก่ ความพากเพียรระวงั ไม่ใหบ้ าปอกุศลเกิด

ข้ึนในจิตใจ บาปท่ีเกิดข้ึนแลว้ กเ็ พียรละเสีย เพยี รสร้างคุณความดีให้
เกิดแก่ใจและเพยี รรักษาความดีท่ีเกิดแลว้ ไม่ใหเ้ สื่อม

ขนั ติบารมี ไดแ้ ก่ ความอดทนแก่หนาวร้อน หิว กระหาย

อดทนต่อคาด่าวา่ เสียดสี และอดทนต่อความลาบากจากการปฏิบตั ิ

เปา้ หมาย ๕๓

สจั จะบารมี ไดแ้ ก่ มนั่ อยใู่ นความจริง ปฏิบตั ิในสิ่งที่เป็นจริง

พดู ในส่ิงท่ีจริง ทาในสิ่งที่จริง คิดในส่ิงท่ีจริง กลา้ รับผดิ และรับชอบ
ในสิ่งท่ีตนทา

อธิษฐานบารมี ไดแ้ ก่ ความต้งั ใจไวม้ นั่ กบั ส่ิงที่พจิ ารณาแลว้

และเลือกดาเนินไปสู่ทางที่ถูกตอ้ ง ดว้ ยความมีเป้ าหมาย ดว้ ยความมี
อุดมการณ์ ไม่จบั จด

เมตตาบารมี ไดแ้ ก่ ความรักท่ีไม่เจือดว้ ยราคะ คือรักทุกๆ

ชีวติ เหมือนกบั ชีวติ ของตน ปรารถนาดีกบั ทุกๆ ชีวติ ไม่เลือกวา่ ผนู้ ้นั
จะเป็นอยา่ งไร แต่กไ็ ม่ใช่วา่ จะตอ้ งปฏิบตั ิกบั ทุกชีวติ เหมือนกนั
ท้งั หมด ในการปฏิบตั ิต่อผนู้ ้นั ๆ ตอ้ งใชป้ ัญญาพจิ ารณาตามสมควรวา่
จะเลือกปฏิบตั ิอยา่ งไรใหเ้ หมาะสม

อุเบกขาบารมี ไดแ้ ก่ ความวางเฉยในใจ คือเมื่อส่ิงอนั เป็นที่

รัก หรือสัตวบ์ ุคคลอนั เป็นท่ีรักตอ้ งมีอนั เป็นไปต่างๆ โดยที่ช่วยอะไร
ไม่ได้ กส็ ามารถวางใจใหเ้ ป็นปกติได้ ดว้ ยความเขา้ ใจวา่ ชีวติ เป็นอยา่ ง
น้ี โลกกเ็ ป็นอยอู่ ยา่ งน้ี ทุกอยา่ งมีเกิดมีดบั อยา่ งน้ีๆ หรือแมแ้ ต่คิดพดู
ทาอะไรๆ กป็ ล่อยวางความยดึ ติดในสิ่งที่คิด ในส่ิงที่พดู ในส่ิงที่ทาไป
ในขณะน้นั ๆ เพยี งสักแต่วา่ คิด สกั แต่วา่ พดู สกั แต่วา่ ทา ไม่ยดึ หน่วง
วา่ เราไดค้ ิด ไดพ้ ดู ไดท้ าส่ิงน้นั ๆ เกบ็ เอามาทะนงตนในส่ิงท่ีทาดี
หรือเกบ็ เอามานอ้ ยใจในสิ่งท่ีทาไม่ดี เป็นตน้

๕๔ เปา้ หมาย

บารมีเหล่าน้ีเมื่อแก่กลา้ มากเขา้ กก็ ลน่ั ตวั เองเป็นอุปบารมี อุป
บารมีแก่กลา้ มากเขา้ กก็ ลน่ั ตวั เองเป็นปรมตั ถบารมี หรือหากวา่ บาเพญ็
ในแต่ละอยา่ งน้นั ทาโดยเอาอวยั วะเขา้ แลก เช่นบริจาคอวยั วะ ยอม

ตดั อวยั วะเพอื่ รักษาสจั จะ เป็นตน้ อยา่ งน้ีกเ็ ป็นบารมีในระดบั อุป
บารมีในทนั ที และถา้ หากบาเพญ็ ในแต่ละอยา่ งน้นั ทาโดยเอาชีวติ เขา้

แลก หรือส่ิงที่รักยง่ิ กวา่ ชีวติ เช่นบุตร - ภรรยาอนั ประเสริฐ ดงั ที่พระ

เวสสนั ดรไดบ้ ริจาค อยา่ งน้นั กเ็ ป็นระดบั ปรมัตถบารมีเลยทีเดียว

เม่ือปรมตั ถบารมีเตม็ ส่วนเมื่อใด กส็ ามารถบรรลุในสิ่งที่ตน

ปรารถนาไดใ้ นชาติน้นั ๆ ซ่ึงความ “เตม็ ” ของบารมีของแต่ละท่านน้นั

ไม่เท่ากนั เปรียบเหมือนภาชนะท่ีใส่น้ามีขนาดไม่เท่ากนั หากตอ้ งการ
เพยี งบรรลุธรรม นี่กภ็ าชนะนอ้ ย หากตอ้ งการเป็นระดบั อสีติ
มหาสาวก ภาชนะกใ็ หญข่ ้ึนมา หากตอ้ งการเป็นอคั รสาวกซา้ ย - ขวา
ภาชนะกใ็ หญ่ข้ึนมาอีก หากตอ้ งการเป็นพระปัจเจกพทุ ธเจา้ ภาชนะก็
ใหญ่ยง่ิ ข้ึน จนถึงต้งั ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจา้ กเ็ ท่ากบั วา่ ใช้
ภาชนะที่ใหญ่มาก ความเตม็ แห่งบารมีกช็ า้ เร็วไม่เท่ากนั

พระอรหนั ตสาวกปกติ เช่น พระอสีติมหาสาวก เอตทคั คะผู้
เป็นเลิศดา้ นต่างๆ พระพทุ ธบิดา พระพุทธมารดา พระพุทธอุปัฏฐาก
ตอ้ งบาเพญ็ บารมีอยา่ งยง่ิ ยวดใชเ้ วลาแสนมหากปั เพือ่ ความเป็นเลิศ
ดา้ นต่างๆ บา้ ง เพื่อสามารถสอนผอู้ ่ืนบา้ ง เพ่อื ตรัสรู้เฉพาะตนบา้ ง

เป้าหมาย ๕๕

พระอคั รสาวกซา้ ยขวา ตอ้ งบาเพญ็ บารมีอยา่ งยงิ่ ยวดใชเ้ วลา ๑
อสงไขยกบั อีกแสนมหากปั ตรัสรู้ตามพระสัมมาสัมพุทธเจา้ เพอ่ื ช่วย
พระพุทธองคใ์ นการขนสรรพสตั วเ์ ขา้ สู่พระนิพพาน มีคุณธรรม รอง
จากพระปัจเจกพุทธเจา้ แต่มีมากกวา่ ปกติสาวก เพราะตอ้ งทา
คุณประโยชนม์ ากกวา่

พระปัจเจกพุทธเจา้ ตอ้ งบาเพญ็ บารมีอยา่ งยง่ิ ยวดใชเ้ วลา ๒
อสงไขยกบั อีกแสนมหากปั เพ่อื ตอ้ งการตรัสรู้ธรรมดว้ ยพระองคเ์ อง
แต่มิไดข้ นสรรพสตั วเ์ ขา้ สู่พระนิพพาน จึงเป็นผมู้ ีคุณธรรมรองจาก
พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้

พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ตอ้ งบาเพญ็ บารมีโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพนั
อยา่ งยงิ่ ยวด ใชร้ ะยะเวลาอยา่ งนอ้ ย ๔ อสงไขยกบั อีกแสนมหากปั เป็น
อยา่ งนอ้ ย อยา่ งสูงสุดที่มีปรากฏก็ ๑๖ อสงไขยกบั อีกแสนมหากปั
แลว้ แต่ประเภทของพระสัมมาสัมพุทธเจา้ เพราะตอ้ งการขนสรรพสัตว์
ใหพ้ น้ จากทุกขใ์ นวฏั ฏะสงสาร ไปสู่นิพพานใหไ้ ดม้ ากที่สุด จึงตอ้ ง
เตรียมการมาก ทาใหพ้ ระองคเ์ ป็นผสู้ มบูรณ์ดว้ ยคุณธรรมทุกอยา่ ง.

เป้ าหมายในชีวติ เหล่าน้ี แต่ละคนต่างกม็ ีเป้ าหมายที่แตกต่าง

กนั ออกไป บางคนคิดเพียงขอใหม้ ีความสุขอยใู่ นภพน้ี อยา่ งน้นั กพ็ ึง

๕๖ เปา้ หมาย

เจริญ ทฏิ ฐธัมมกิ ตั ถะประโยชน์ คือประโยชนใ์ นปัจจุบนั ไดแ้ ก่ ๑.
อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมดว้ ยความหมน่ั แสวงหา ๒.อารักขสัม-
ปทา ถึงพร้อมดว้ ยการรักษา ๓.กลั ยาณมิตตตา ความมีเพือ่ นเป็น
คนดี และ ๔.สมชีวติ า ความเล้ียงชีวติ ใหเ้ หมาะสมกบั ฐานะและการ

แสวงหาของตน

คนบางคนคิดไกลวา่ น้นั คือหวงั ความสุขนอกไปจากภพน้ี คือ

หวงั ความสุขในภพชาติต่อๆ ไปดว้ ย อยา่ งน้นั จึงควรเจริญ สัมปรายิ
กตั ถประโยชน์ คือประโยชนใ์ นภพหนา้ ไดแ้ ก่ ๑. ศรัทธา ๒. ศีล
๓. จาคะ และ ๔. ปัญญา

ส่วนผทู้ ี่ตอ้ งการประโยชนอ์ นั สูงสุด คือการบรรลุอมตะธรรม
พน้ ไปจากกองทุกขแ์ ละการเวยี นวา่ ยตายเกิดในวฏั ฏะสงสารน้ี กพ็ ึง

ปฏิบตั ิในไตรสิกขา คือ สีลสิกขา จิตตสิกขา (สมาธิ) และปัญญา
สิกขา อนั มีรายละเอียดอยใู่ นอริยมรรคมีองค์ ๘ น้นั นนั่ เอง และการ

ปฏิบตั ิกเ็ ป็นไปโดยลาดบั ดงั ที่กล่าวแลว้

และนอ้ ยคนที่ตอ้ งการประโยชนอ์ นั สูงสุดชนิดพเิ ศษ คือการ
บรรลุอมตะธรรมแบบยง่ิ กวา่ สาวกปกติ อนั ไดแ้ ก่การบรรลุเป็นอสีติ
มหาสาวก พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา พระพุทธอุปัฏฐาก การ
บรรลุเป็นอคั รสาวก การบรรลุเป็นพระปัจเจกพทุ ธเจา้ และการบรรลุ

เป้าหมาย ๕๗
เป็นพระสัมมาสมั พุทธเจา้ อยา่ งน้นั กต็ อ้ งบาเพญ็ บารมีอยา่ งยงิ่ ยวดไป
ตามที่ตนไดอ้ ธิษฐาน เพอื่ สาเร็จดงั ความปรารถนาน้นั

เป้ าหมายมีอยู่ ความมุ่งหวงั ของคนส่วนใหญ่มีอยู่ ระหวา่ งการ

บาเพญ็ บารมีตอ้ งมีอุปสรรคแน่ แต่อุปสรรคกบั โอกาสคือส่ิงเดียวกนั
เปรียบเหมือนเหรียญเดียวที่มีสองดา้ น ถา้ ไม่มีอุปสรรค การบาเพญ็ ให้
เกิดเป็นบารมีกม็ ีข้ึนไม่ได้

ตระหน่ีเป็ นอุปสรรคแก่ทาน
การไม่สารวมกายวาจาเป็ นอุปสรรคแก่ศีล
ความยดึ ติดในกามเป็นอุปสรรคแก่เนกขมั มะ
ความหลงผดิ เป็นอุปสรรคแก่ปัญญา
ความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคแก่วริ ิยะ
ความไม่อดทนต่อคายกยอ่ งและดูหม่ินเป็นอุปสรรคแก่ขนั ติ
ความไม่มนั่ คงในวาจาเป็นอุปสรรคแก่สัจจะ
ความไม่มน่ั คงแห่งใจเป็นอุปสรรคแก่อธิษฐาน

๕๘ เป้าหมาย
ความโกรธพยาบาทเป็ นอุปสรรคแก่เมตตา
ความมีจิตไม่สม่าเสมอในอารมณ์ท่ีชอบและชงั เป็นอุปสรรคแก่

อุเบกขา

ซึ่งขณะเดยี วกนั ...
เพราะมีตระหนี่จึง ไดบ้ าเพญ็ ทานบารมี
เพราะมีการไม่สารวมกายวาจา จึงไดบ้ าเพญ็ ศลี บารมี
เพราะมีความยดึ ติดในกาม จึงไดบ้ าเพญ็ เนกขมั มะบารมี
เพราะมีความหลงผดิ จึงไดม้ ีการบาเพญ็ ปัญญาบารมี
เพราะมีความเกียจคร้าน จึงไดม้ ีการบาเพญ็ วริ ิยะบารมี
เพราะมีความไม่อดทนต่อคายกยอ่ งและดูหมิ่น จึงไดม้ ีการบา-
เพญ็ ขนั ติบารมี
เพราะมีความไม่มน่ั คงในวาจา จึงไดม้ ีการบาเพญ็ สจั จะบารมี
เพราะมีความไม่มน่ั คงแห่งใจ จึงไดม้ ีการบาเพญ็ อธิษฐานบารมี
เพราะมีความโกรธพยาบาท จึงไดม้ ีการบาเพญ็ เมตตาบารมี

เป้าหมาย ๕๙

เพราะมีความมีจิตไม่สม่าเสมอ จึงไดม้ ีการบาเพญ็ อุเบกขาบารมี

หรือแมแ้ ต่เป้ าหมายในระดบั ตน้ ๆ คือความสาเร็จในภพปัจจุบนั
น้ี ต่างกม็ ีอุปสรรคหรือวกิ ฤติดว้ ยกนั ท้งั น้นั ซ่ึงผมู้ ีปัญญาจะเห็น
โอกาสในวกิ ฤติเหล่าน้นั ส่วนผไู้ ม่มีปัญญากจ็ ะเห็นแต่วกิ ฤติ แมจ้ ะ
เป็นโอกาสกต็ าม จึงกล่าววา่ ท่ีจริงโอกาสกบั วิกฤติหรืออุปสรรคน้นั
เป็นสิ่งเดียวกนั เพยี งแต่ใครจะมองเห็นอะไรในสิ่งน้นั เท่าน้นั เอง

ดงั น้นั ส่ิงที่ควรทากค็ ือ ทาอยา่ งไรใหต้ า (วสิ ัยทศั น)์ ของเรา
มองไดไ้ กลกวา่ ท่ีเคยมอง ต้งั สติมุ่งมองไปสู่เป้ าหมาย พจิ ารณาเห็น
เป้ าหมายใหช้ ดั และกา้ วเดินไปสู่เป้ าหมายอยา่ งจริงจงั ไม่เหลาะแหละ
เหลวไหล ความสาเร็จอนั ไพบลู ยย์ อ่ มเกิดข้ึนอยา่ งแน่นอน.


Click to View FlipBook Version