รายงานผลการดำเนนิ โครงการสมั มนาทางวิชาการ
เรื่อง การสัมมนาโนรามรดกทางภมู ิปญั ญาแนวทางส่งเสรมิ ให้คงอยูใ่ นสงั คมอย่างยง่ั ยนื
นางสาวเสาวลักษณ์ บัวช่ืน รหสั นักศกึ ษา 6311120005
นางสาวธนนั ญา สขุ ช่วย รหัสนกั ศึกษา 6311120010
นางสาวนนั ทลกั ษณ์ บญุ ฤทธ์ิ รหสั นกั ศกึ ษา 6311120012
นายอนาวลิ จันทร์เกิด รหัสนกั ศึกษา 6311120016
นายตรชี ฎารัศม์ิ ทองประพันธ์ รหัสนักศึกษา 6311120028
รายงานฉบับน้เี ป็นสว่ นหนึ่งของการศึกษารายวิชาการสัมมนาการพัฒนาองค์ความรู้
และนวตั กรรม
หลกั สตู รรายวิชานาฏศลิ ป์ คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช
ภาคเรยี นท่ี 1 / 2565
คำนำ
รายงานผลการดำเนินโครงการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญาแนวทาง
ส่งเสริมให้คงอยู่ในสังคมอย่างยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชาการสัมมนาการพัฒนาองค์ความรู้และ
นวัตกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญาแนวทางส่งเสริมให้คงอยู่ในสังคมอย่าง
ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ดังนี้ เพื่อศึกษาองค์ความรู้โนรากับมรดกทางภูมิปัญญาแบบจับต้องไม่ได้ เพื่อจัด
สัมมนาโนรามรดกทางภูมปิ ัญญาแนวทางสง่ เสรมิ ให้คงอยูอ่ ยา่ งย่ังยนื อย่างนอ้ ย1ครงั้
สาระสำคัญของรายงานผลการดำเนินโครงการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การสัมมนาโนรามรดกทางภูมิ
ปญั ญาแนวทางสง่ เสรมิ ใหค้ งอยใู่ นสังคมอย่างย่งั ยืน มเี น้ือหาประกอบดว้ ย บทท1ี่ บทนำ ประกอบไปด้วย หลกั การ
และเหตผุ ล วัตถุประสงค์ ขอบเขตการศึกษา นิยามศัพท์เฉพาะและประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั บทที่2 วรรณกรรม
ที่เกี่ยวขอ้ ง ประกอบไปด้วย ความรู้เรอื งการแสดงโนรา บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การ ประกอบไปด้วย ขั้นเตรียมการ ขั้น
ดำเนินการ และขั้นสรุป บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่5 สรุปและข้อเสนอแนะ และต้องขอขอบครู ผศ.
ธรรมมนติ ย์ นิคมรัตน์ ผศ.สพุ ฒั น์ นาคเสน และคณุ พรรณี รุ่งสว่าง ทมี่ าเป็นวทิ ยากรให้ความร้ใู นการสมั มนาในครั้ง
นี้
ขอขอบคุณผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรี วฒั น์ ช่างสาน อาจารย์ประจำวิชาการสัมมนาการพฒั นาองค์ความรู้
และนวตั กรรม ทช่ี ้ีแนะการพฒั นาการรายผลการสัมมนาจนสมบูรณ์เป็นสื่อท่ีดีมีประโยชน์ ท่ี ขอบคุณเพ่ือนๆ น้อง
ๆสาขาวิชา นาฏศิลป์ทุกคนที่เป็นกำลังใจในการพัฒนาสร้างผลสัมฤทธิ์ที่ดีของงานเอกสารครัง้ นี้ จึงขอขอบคุณมา
ณ โอกาสนี้
คณะผ้จู ดั ทำ
21 พฤศจกิ ายน 2565
สารบญั หน้า
ก
เร่ือง ข-ค
คำนำ………………………………………………………………………………………………………………………….
สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………….... 1
บทที่ 1 บทนำ 2
2
หลกั การและเหตุผล............................................................................................... 3
วตั ถปุ ระสงค์……………………………………………………………………………………………... 4
ขอบเขตการศึกษา………………………………………………………………………………..…….
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ................................................................................................... 5
ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ.................................................................................... 5
บทที่ 2 วรรณกรรมทีเ่ กย่ี วข้อง 6
7
องคค์ วามร้เู รื่องโนรา…………………………………………………………………………………. 12
ความหมายของโนรา…………………………………………………………………………………. 12
ประวตั คิ วามเป็นมา…………………………………………………………………………………… 24
องคป์ ระกอบของการแสดงโนรา…………………………………………………………………. 24
โอกาสท่ีใชใ้ นการแสดง………………………………………………………………………...……. 25
ความเชื่อและพธิ ีกรรม……………………………………………………………………………….. 28
องค์ความรเู้ รื่องมรดกทางภูมิปญั ญา……………………………………………………………. 31
- ความหมาย…………………………………………………………………………………... 32
- ประเภทของมรดกทางภมู ปิ ัญา………………………………………………………… 33
- วธิ ีการพิจารณาขน้ึ ทะเบยี นเป็นมรดกโลก…………………………………………. 34
- อนุสญั ญาวา่ ด้วยการค้มุ ครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ.. 34
บทที่ 3 วธิ กี ารดำเนนิ การ
กลุ่มประชากร……………………………………………………………………………………………
ขัน้ การดำเนินงาน………………………………………………………………………………………
ขั้นการประเมนิ ผลการสัมมนา……………………………………………………………………..
ขั้นสรปุ ..................................................................................................................
สารบญั (ต่อ)
หน้า หน้า
บทที่ 4 ถอดเทปการสมั มนา
ถอดเทปการโครงการสัมมนา เร่ือง โนรามรดกทางภมู ปิ ญั ญาแนวทางการส่งเสรมิ อย่างย่งั ยนื .. 35
บทท่ี 5 สรปุ บทความสมั มนา
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา…………………………………………………………………………… 44
โนราภมู ปิ ัญญาทางศิลปวฒั นธรรม…………………………………………………………………………………. 45
มรดกทางภมู ิปัญญาของโนรา………………………………………………………………………………………… 48
- มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม…………………………………………………………………………….. 48
- การปกป้องรักษามรดกภูมปิ ัญญาแบบจับต้องไม่ได้………………………………………………… 49
- แนวทางการอนรุ กั ษโ์ นราภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม…………………………………………………. 49
สรปุ ……………………………………………………………………………………………………………………………. 51
บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………………. 52
ภาคผนวก............................................................................................................................. ..... 54
บทที่1
บทนำ
หลกั การและเหตุผล
โนราเป็นศิลปะการแสดงพืน้ ถิ่นประเภทมหรสพในภาคใต้ มีทั้งการร้อง การรำ การแสดงเปน็ เร่ืองราว ใน
ยุคเริ่มต้นนิยมเล่นกับในแถบจังหวัดรอบลุ่มทะเลสาบ คือ จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัด
นครศรีธรรมราช ต่อมาด้วยอิทธิพลของการแพรก่ ระจายทางวัฒนธรรม การแสดงโนราจึงมปี รากฏเกือบทุกจังหวัด
ในภาคใต้และอาจเพิ่มเติมตามภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย (ธีรวัฒน์ ช่างสาน, 2536 : 1) อย่างไรก็ตามใน
ปลายปี 2564 โนราได้ขน้ึ ทะเบียนเป็นมรดกทางภูมปิ ญั ญาท่จี ับตอ้ งไมไ่ ด้
"มรดกทางวฒั นธรรมทีจ่ ับต้องไม่ได้" มาจากคำภาษาองั กฤษวา่ Intangible Cultural Heritage ซ่งึ ยงั ไม่มี
คำแปลเป็นภาษาไทยที่ชัดเจนและตรงตัว เมื่อแรกใช้มีการเสนอคำแทนดังกล่าวอย่างหลากหลาย เช่น มรดก
วัฒนธรรมเชิงนามธรรม มรดกวัฒนธรรมทางจิตใจ มรดกวัฒนธรรมที่ไม่เป็นวัตถุ ซึ่งแต่ละคำ เมื่อแปลกลับเป็น
ภาษาองั กฤษยังมีการถกเถียงกันอยู่ จนเมอื่ วันท่ี 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้มีม
ตีให้ใช้คำว่า "มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม" แทนคำภาษาองั กฤษ IntangibleCuttural Heitage เพราะพจิ ารณา
ว่า "มรดกทางวฒั นธรรมท่ีจบั ตอ้ งไม่ได้" อาจจะทำให้เกิดการตีความท่ีไม่ตรงกัน อกี ท้งั ภาครัฐควรส่งเสริมทั้งมรดก
ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ใด้และที่จับต้องได้ ในทางปฏิบัติแล้วคำว่า "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" และ
"มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม" มคี วามหมายทไ่ี ม่แตกตา่ งกัน (กรมส่งเสริมวฒั นธรรม, 2558, น. 5-6)
ปัจจบุ นั บริเวณนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยธุ ยาพบว่า มีการใช้ประโยชน์จากที่ดนิ ได้มีการปลูกสร้าง
อาคารบ้านเรือนอย่างหนาแน่นบริเวณ ได้รอบแหล่งมรดกโลก อีกทั้งร้านค้ำบางแห่งยังได้ทำการตั้งร้านเพื่อขาย
ของโดยติด ชิดกับกำแพงแหล่งมรดกโลกจากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการคงไว้ซึ่งความ
เป็นมรดกไลกภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติไม่ปรากฏว่ามี
มาตราใคระถึงกระบานการในการตรวจสอบโดข ยูเนสโก (UNESCO) หลังจากที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดก
โลกแล้ว (ธมลลักษณ์ สบายยิง่ ดลเดช) ซึ่งปัญหานีเ้ ป็นปัญหาของมรดกทางภูมปิ ญั ญาทีจ่ ำต้องได้ แต่อย่างไรก็ตาม
โนราเปน็ มรดกทางภมู ิปญั ญาทีจ่ บั ตอ้ งไม่ได้คาดว่าถา้ ในอนาคตในภายภาคหน้าโนราพบปัญหาในแนวทางแบบนี้จะ
มีวิธแี กอ้ ย่างไร จงึ ได้จดั สัมมนาในครงั้ นี้
นกั ศกึ ษาสาขาวชิ านาฏศลิ ป์คณะครุศาสตร์ ซึ่งเปน็ ส่วนหนึง่ ของการอนรุ ักษ์ และยมคี วามตระหนักร่วมกับ
การให้ความสำคัญต่อโนรา มุ่งหวังจะนำเอาองคค์ วามรู้เกี่ยวกบั โนรา ไปพัฒนาในการเรียนการสอนนของนักเรยี น
ในภายภาคหน้า คาดการณ์เปน็ เบ้ืองต้นว่า การสัมมนาโนรามรดกโลกแนวทางสง่ เสริมให้คงอยูใ่ นสงั คมอย่างยั่งยืน
จะสร้างคุณค่า หรือสร้างประโยชน์ ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา เช่น ได้รู้องค์ประกอบของโนราและโนรามรดกทางภูมิ
ปัญญาคืออะไร จงึ ไดจ้ ดั การสมั มนาในครั้งน้ี
วตั ถปุ ระสงค์
การสัมมนาโนรามรดกโลก…แนวทางสง่ เสรมิ ใหค้ งอยใู่ นสงั คมอยา่ งยั่งยนื มีวัตถปุ ระสงคท์ ่ีสำคญั ดังนี้
3.1 เพือ่ ศึกษาองค์ความรู้โนรากบั มรดกทางภมู ปิ ัญญาแบบจับตอ้ งไม่ได้
3.2 เพ่ือจดั สัมมนาโนรามรดกทางภมู ิปัญญาแนวทางส่งเสรมิ ใหค้ งอยู่อยา่ งย่ังยืน อยา่ งน้อย1คร้ัง
ขอบเขตของการศึกษา
การสัมมนาโนรามรดกโลกแนวทางสง่ เสรมิ ใหค้ งอยใู่ นสงั คมอยา่ งยั่งยนื มีขอบเขตท่นี ่าสนใจ ดังนี้
ขอบเขตด้านเนอ้ื หา
มุ่งศึกษาตรวจสอบองค์ความรู้โนรากับมรดกทางภูมิปัญญา และสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญา
แนวทางสง่ เสรมิ ใหค้ งอยู่ในสังคมอยา่ งย่งั ยนื
1. ขอบเขตด้านสถานท่ี
ขอบเขตดา้ นสถานทน่ี ้นั จะแบ่งออกเป็น 2 ดา้ น
1.1 ดา้ นวิทยากร
วิทยากรที่เหมาะสมกับการสัมมนาในครั้งนี้ เป็นศิลปินที่มีความสามารถในการแสดงโนรามา
ตลอด20ปี นักวิชาการที่มีความรู้ในเรื่องโนรา สามรถบอกองค์ประกอบของการแสดงโนรา และเป็นศิลปินพื้บา้ น
ด้านโนราซง่ึ วิทยากรประกอบไปด้วย
1.1.1 ผศ.ธรรมนิตย์ นิคมรตั น์ ศลิ ปินแห่งชาตสิ าขาศลิ ปะการแสดงพน้ื บา้ น ดา้ นโนรา
1.1.2 ผศ.สพุ ฒั น์ นาคเสน อาจารยว์ ิทยาลัยนาฏศลิ ป์นครศรีธรรมราช
1.1.3 คุณพรรณี รุ่งสวา่ ง
1.2 ดา้ นสถานที่
ด้านสถานที่จะจัดสัมมนาโนรามรดกโลกแนวทางส่งเสริมให้คงอยู่ในสังคมอย่างยั่งยืนจัดใน
รูปแบบออนไลน์ใน google meet ณ หลักสตู รนาฏศิลป์ อาคาร7 มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช ตำบลท่า
งว้ิ อำเภอเมือง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
2. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
การจัดสมั มนาโนรามรดกทางภูมปิ ัญญาแนวทางส่งเสริมให้คงอย่ใู นสังคมอย่างยงั่ ยืนในครั้งนี้ จะจัดขนึ้ ในวัน ที่ 17
กันยายน พ.ศ.2565
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
การสัมมนา หมายถึง เป็นการประชุมแบบหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น
และหาข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผลสรุปที่ได้ถือว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ผู้เกี่ยวข้องจะนำไป
ปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ (ราชบัณฑิตยสภา, (2542) การจัดสัมมนาครั้งนี้ คือ การสัมมนาโนรามรดกโลกแนวทาง
ส่งเสริมใหค้ งอยู่ในสังคมอยา่ งยง่ั ยืน
โนรา โนราเป็นศิลปะการแสดงพื้นถิ่นประเภทมหรสพในภาคใต้ มีทั้งการร้อง การรำ การแสดงเป็น
เรื่องราว ในยุคเริ่มต้นนิยมเล่นกับในแถบจังหวัดรอบลุ่มทะเลสาบ คือ จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง
และจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาด้วยอิทธิพลของการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม การแสดงโนราจึงมีปรากฏ
เกือบทกุ จังหวดั ในภาคใต้และอาจเพ่ิมเติมตามภมู ิภาคอน่ื ๆ ของประเทศไทย (ธรี วฒั น์ ช่างสาน, 2536 : 1) แต่ใน
การสัมมนาครั้งน้ีจะเน้นไปทโ่ี นรามรดกโลก อยา่ งไรก็ตาม เมือ่ วันท่ี ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๖๔ ทปี่ ระชุมคณะกรรมการ
ระหว่างรัฐบาลว่าดว้ ยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intergovernmental Committee for
the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: ICS-ICH) ครั้งที่ ๑๖ ผ่านการประชุมทางไกลเต็ม
รูปแบบ มีมติให้ขึ้นทะเบียน “โนรา” หรือ “Nora, Dance Drama in Southern Thailand” ในบัญชีรายการ
ตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural
Heritage of Humanity – บัญชี RL) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.
๒๐๐๓ (2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การ
การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก โดย “โนรา” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ี
จับต้องไม่ไดข้ ององคก์ ารยเู นสโกลำดับท่สี ามของไทย
มรดกทางภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้ การแสดงออก การประพฤติปฏิบัติ หรือทักษะทางวัฒนธรรมท่ี
แสดงออกผ่านบคุ คล เครื่องมือ หรือวตั ถุ ซึ่งบุคคล กลมุ่ บคุ คล หรือชุมชนยอมรบั และรู้สึกเป็นเจา้ ของรว่ มกัน และ
มีการสืบทอดกันมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งโดยอาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม
ของตน (พระราชบญั ญตั ิสง่ เสรมิ และรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม,2559, น. 1)
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ บั
เม่ือการสมั มนาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนร้แู บบบูรณาการสำเรจ็ ลงคาดการวา่ จะได้ประโยชน์ ดังน้ี
1. ไดอ้ งค์ความรู้โนรากับมรดกโลกทางภมู ิปัญญา
2. ได้จัดสัมมนา เรื่อง การสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญาแนวทางส่งเสริมให้คงอยู่ในสังคมอย่างยั่งยืน
อย่างน้อย 1 ครัง้
3. ได้รายงานผลการสมั มนา เรอื่ ง การสัมมนาโนรามรดกทางภูมปิ ญั ญา แนวทางสง่ เสริมใหค้ งอย่ใู นสังคม
อย่างยั่งยืน เป็นเอกสารฉบับสมบูรณ์อย่างน้อย 1 ฉบับ เพื่อนำส่งอาจารย์ประจำวิชาเป่นแนวทางในการรายงาน
ผลในครงั้ ถดั ไป
บทท่ี2
ทบทวนวรรณกรรม
องคค์ วามรเู้ ร่อื งโนรา
1. ความหมาย
2. ประวตั คิ วามเป็นมา
3. องค์ประกอบของการแสดงโนรา
4. โอกาสท่ใี ช้แสดง
5. ข้ันตอนการแสดง
6. ความเชอ่ื และพธิ กี รรม
ความหมายของโนรา
ราชบัณฑิตยสภา, (2554) ให้ความหมายว่าโนรา เป็นคำนามคือ ศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของ
ภาคใต้ มีแมบ่ ททา่ รำอย่างเดียวกบั ละครชาตรี, มโนราห์ ก็วา่
กระทรวงวัฒนธรรมจังหวัดระนอง (2558) เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เป็นที่นิยมของคนในภาคใต้
องค์ประกอบหลักในการแสดงโนรา คือเครื่องแต่งกาย และเคร่ืองดนตรี
ธรี วัฒน์ ช่างสาน, (2536 : 1) ให้ความหมายวา่ โนราเป็นศิลปะการแสดงพน้ื ถน่ิ ประเภทมหรสพในภาคใต้
มีทั้งการร้อง การรำ การแสดงเป็นเรื่องราว ในยุคเริ่มต้นนิยมเล่นกับในแถบจังหวัดรอบลุ่มทะเลสาบ คือ จังหวัด
สงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาด้วยอิทธิพลของการแพร่กระจายทาง
วฒั นธรรม การแสดงโนราจึงมีปรากฏเกือบทกุ จงั หวดั ในภาคใต้และอาจเพ่ิมเตมิ ตามภมู ิภาคอืน่ ๆ ของประเทศไทย
ดังนั้น โนรา จึงหมายถึง ศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้ มีแม่บทท่ารำอย่างเดียวกับละคร
ชาตรี ลกั ษณะของการแสดงมีทงั้ การร้อง การรำ การแสดงเป็นเร่ืองราวและเลน่ กันในแถบจังหวัดรอบลุ่มทะเลสาบ
คือ จังหวัดสงขลา จงั หวัดพทั ลงุ จังหวดั ตรงั และจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาด้วยอิทธิพลของการแพร่กระจาย
ทางวัฒนธรรม การแสดงโนราจึงมีปรากฏเกอื บทกุ จังหวัดในภาคใตแ้ ละอาจเพิ่มเติมตามภูมภิ าคอนื่ ๆ ของประเทศ
ไทย
ประวตั ิความเป็นมา
ประวตั ิความเปน็ มาของโนรานั้นศาสตรแ์ หง่ ครูหมอโนรา หนังตะลงุ , (2560) ได้รวบรวมประวตั ิที่เก่ียวข้อง
กบั การแสดงโนราไว้หลายตำนาน แตส่ ่วนใหญ่เป็นตำนานที่เล่าขานกันลักษณะเทพอุ้มสม และมีสาระใกล้เคียงกัน
จงึ สรุปตำนานมา 2 ตำนาน เปน็ ตำนานที่เล่าโดยขนุ อุปถัมภน์ รากร (โนราพุ่มเทวา) อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
ตำนานละครชาตรี ดังน้ี
ตำนานทีเ่ ล่าโดยขนุ อุปถมั ภ์นรากร
ตำนานที่เล่าโดยขุนอุปถัมภ์นรากร (โนราพุ่มเทวา) อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุงความว่าพระยาสายฟ้า
ฟาดเปน็ กษัตริย์ครองเมืองๆ หนง่ึ มชี ายาชื่อนางศรมี าลา มธี ิดาช่ือนางนวลทองสำลี วนั หนึง่ นางนวลทองสำลีสุบิน
วา่ มีเทพธดิ ามารา่ ยรำให้ดู ท่ารำมี 12 ท่า มดี นตรปี ระโคม ได้แก่ กลอง ทับ โหมง่ ฉ่ิง ป่ี และแตระ นางใหท้ ำเคร่ือง
ดนตรีและหัดรำตามท่ีสุบินเปน็ ที่ครึกครื้นในปราสาทอยูม่ าวันหน่ึง นางอยากเสวยเกสรบวั ในสนะหน้าวัง ครั้นนาง
กำนัลเก็บถวายให้เสวย นางก็ทรงครรภ์ แต่ยังคงเล่นรำอยู่ตามปกติ วันหนึ่งพระยาสายฟ้าฟาดเสด็จมา
ทอดพระเนตรการรำของธิดา เห็นนางทรงครรภ์ทรงซักไซ้เอาความจริง ได้ความเหตุเพราะเสวยเกสรบัว พระยา
สายฟ้าฟาดทรงไมเ่ ชือ่ และทรงเหน็ วา่ นางทรงทำให้อปั ยศ จงึ รับสงั่ ให้เอานางลอยแพ พรอ้ มดว้ ยสนมกำนัล 30 คน
แพไปติดเกาะกะชัง นางจึงเอาเกาะนั้นเป็นที่อาศัย ต่อมาได้ประสูติโอรส ทรงสอนให้โอรสรำโนราได้ชำนาญ แล้ว
เล่าเรือ่ งแตห่ นหลังใหท้ ราบ ต่อมากุมารน้อยซึ่งเปน็ โอรสของนางนวลทองสำลีได้โดยสารเรือพ่อค้าไปเท่ียวรำโนรา
ไปยังเมืองพระอัยกา เรื่องเล่าลือไปถึงพระยาสายฟ้าฟาด ๆ ทรงปลอมพระองค์ไปดูโนรา เห็นกุมารน้อยมีหน้าตา
คล้ายพระธิดา จึงทรงสอบถามจนได้ความจริงว่าเป็นพระราชนัดดา จึงรับสั่งให้เข้าวัง และให้อำมาตย์ไปรับ
นางนวลทองสำลีจากเกาะกะชัง แต่นางไม่ยอมกลับ พระยาสายฟ้าฟาดจึงกำชับให้จับมัดขึ้นเรือพามา ครั้นเรือ
มาถึงปากนำ้ จะเข้าเมืองกม็ ีจระเข้ลอยขวางทางไว้ ลูกเรือจงึ ต้องปราบจระเข้ ครั้งนางเข้าเมืองแล้ว พระยาสายฟ้า
ฟาดได้ทรงจัดพิธีรับขวัญขึ้น และให้มีการรำโนราในงานนี้โดยประทานเครื่องต้น อันมีเทริด กำไลแขน ปั้นเหน่ง
สังวาลพาดเฉียง 2 ข้าง ปีกนกแอ่น หางหงส์ สนับเพลา ฯลฯ ซึ่งเป็นเครื่องทรงของกษัตริย์ให้เป็นเครื่องแต่งตัว
โนรา และพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้แกก่ ุมารน้อยราชนัดดาเป็นขุนศรีศรัทธา อีกตำนานทีเ่ ป็นตำนานละครชาตรี
กรมศิลปากรปรากฎในหนังสอื การเล่นของไทย สรุปความว่า ท้าวทศมาศ นางสุวรรณดารา ครองกรุงศรีอยุธยา มี
พระธิดา ชื่อนางนวลสำลี ครั้นนางนวลสำลีเจริญวัย เทพยดาได้มาปฏิสนธิในครรภ์โดยที่นางมิได้มีสวามี ความ
ทราบถึงท้าวทศวงศ์ จึงทรงให้โหรทำนายได้ความว่า ชะตาบ้านเมืองจะบังเกิดนักเลงชาตรี ท้าวทศวงศ์เกรงจะอับ
อายแกช่ าวเมือง จงึ ใหเ้ อานางลอยแพไปเสยี เทพยดาบนั ดาลให้แพไปติดเกาะสีชงั แลว้ เนรมติ ศาลาใหน้ างอยู่อาศัย
เมื่อครรภ์ครบทศมาสกป็ ระสตู ิพระโอรส เพพยดานำดอกมณฑาสวรรค์มาชุบเปน็ นางนมชื่อแม่ศรีมาลา แล้วชุบแม่
เพียน แม่เภา เป็นพี่เลี้ยง ต่อมานางศรีมาลาและพี่เลี้ยงกมุ ารไปเทีย่ งป่า ได้เห็นกินนรร่ายรำในสระอโนตัดนทีกจ็ ำ
ได้ เมอื่ กมุ ารชันษาได้ 9 ปี เทพยดาใหน้ ามว่า พระเทพสงิ หร แลว้ เทพยดาเอาศลิ ามาชบุ เปน็ พรานบุญ พร้อมกับชุบ
หนา้ กากพรานใหด้ ว้ ย พรานบุญเลน่ รำอยู่กับพระเทพสิงหรได้ขวบปีกช็ วนกันไปเท่ียวป่า ขณะนอนหลับใต้ต้นรังใน
ป่าเทพยดาลงมาบอกท่ารำให้ 12 ท่า ทั้งเนรมิตทับให้ 2 ใบ เนรมิตกลองให้ใบหนึ่ง แล้วชุบขุนศรัทธาขึ้นให้เป็น
โนราเมื่อพระเทพสิงหลและพรานบุญตื่นขึน้ เห็นขนุ ศรัทธา ทับ และกลอง ก็ยินดี ชวนกันกลับศาลาที่พัก จากนั้น
เทพยดาก็เนรมิตเรือให้ลำหนึ่ง บุคคลทั้งหมดจึงได้อาศัยเรือกลับอยุธยา เที่ยวเล่นรำจนลือกันทั่วว่า ชาตรีรำดีนัก
ท้าวทศวงศ์จึงรับสั่งให้เข้าเฝ้า ทอดพระเนตรเห็นนางนวลสำลีก็ทรงจำได้ ตรัสถามความหนหลังแล้วโปรดปราน
ประทานเคร่อื งตน้ ให้พระเทพสิงหรใชเ้ ลน่ ชาตรี ดว้ ย
ตำนานละครชาตรี
ละครชาตรีถูกกล่าวขานเป็นตำนานว่า (บาราย, 2553) ครั้งหนึ่งท้าวทศวงศ์ แห่งพระนครกรุงศรีอยุธยา
มีพระมเหสีพระนามว่า สุวรรณดารา กำเนิดพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง พระนามว่า นางนวนสำลี เมื่อพระราชธิดา
เจริญวัยสาว เทพยดาได้จุติลงมาในครรภ์ โหรหลวงทำนายว่า บ้านเมืองจะเกิดนักเลงชาตรี ท้าวทศวงศ์พระบิดา
เกิดความอับอาย ส่ังให้ลอยแพนางนวนสำลี แพลอยไปติดที่เกาะซัง เทพยดาเนรมิตศาลาให้นางนวนสำลีพักอาศัย
จนกระทง่ั ประสตู ิพระกุมาร เทพยดากน็ ำดอกมณฑาสวรรค์ มาเสกให้เปน็ นางนม ช่อื นางสีมาลา เสกพเ่ี ลี้ยงอีกสอง
คน ชื่อนางเพียรกับนางเภา วันหน่ึงนางสีมาลาพร้อมสองพี่เลีย้ ง พาพระกุมารไปเท่ียวปา่ พบกินนรห้าร้อยฟ้อนรำ
เลน่ อยู่รมิ สระน้ำอโนดาตนที นางสมี าลา กับพระกุมาร กจ็ ดจำท่ารำเหล่านั้นไว้ครั้นพระกุมารชันษา 9 ปี เทพยดา
ลงมาต้ังชื่อพระกุมาร พระเทพสิงขร ท้ังยงั เสกกอ้ นหินใหเ้ ป็นพรานบุญ ฝึกร้อง ฝึกรำตามท่ากนิ นรดว้ ยกัน วนั หนึ่ง
พระเทพสิงขรและพรานบญุ ไปเทย่ี วปา่ นอนหลับอยใู่ ต้ต้นรัง เทพยดากม็ าเข้าฝนั บอกทา่ เพลงรำ ให้ 12 เพลง มี 1
ท่าแม่ลาย 2 ท่าเขาควาย ราหูอมจันทร์) 3 ท่ากินนร 4 ท่าจับระบำ 5 ท่าลงฉาก 6 ท่าฉากน้อย 7 ท่าผาลา 8 ท่า
บัวตูม 9 ท่าบัวบาน 10 ท่าบัวคลี่ 11 ท่าบัวแย้ม และ 12 ท่าแมงมุมชักใยสอนท่ารำในฝันให้พระเทพสิงขรกับ
พรานบุญแล้ว เทพยดายังเนรมิตทับอีกสองใบ ชื่อเขานก กับนกเขาขัน และกลองใบหนึ่ง ชื่อเภรีสุวรรณโลกต่อมา
เทพยดาก็เนรมิตเรือลำหนึ่ง รับนางนวนสำลีและพระเทพสิงขร ล่องไปจนถึงพระนครศรีอยุธยา พระเทพสิงขร
เทยี่ วรำชาตรี จนได้รับความนิยม มี ชื่อเสยี งเลื่องลือ จนทา้ วทศวงศ์รู้ข่าวก็สัง่ ใหม้ ารำถวายในวัง ทรงเห็นนางนวน
สำลีก็จำได้ว่าเป็นพระธิดา นับแต่นั้นท้าวทศวงศ์ก็พระราชทานเครื่องต้น ให้พระเทพสิงขร เล่น (ละคร) ชาตรี
พระเทพสงิ ขรจึงได้แต่งองค์ทรงเทริด และสงั วาลย์ นบั แตน่ ้นั มา ตำนานละครชาตรี ท่ีคนเมืองเพชรบรุ ี จดจำเล่า
ขาน แท้จริงก็คล้ายตำนานละครมโนราห์ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเมืองนครศรีธรรมราช นี่คือหลักฐานเชื่อมโยง
ระหวา่ งเพชรบุรีและนครศรธี รรมราชอีกทางหนงึ่
องค์ประกอบของการแสดงโนรา
องค์ประกอบ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบเป็นสิ่งใหญ่ หรือ ส่วนของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องประกอบ
ทำให้เกิดเป็นรูปขึ้นใหม่โดยเฉพาะ (ราชบัณฑิตยสภา, 2554). การแสดงโนรามสี ิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาประกอบใน การ
แสดงอย่างวจิ ติ รสวยงาม คอื ผู้แสดง เครื่องแต่งกาย ดนตรีและเพลง ท่ารำ และสถานทแี่ สดง ดังนี้
ผูแ้ สดง
ผ้แู สดง หมายถึง คนท่รี ับผิดชอบในการแสดงโนราท้งั การร้อง การ รำ การแสดงเปน็ เร่ืองราวบนเวทีในแต่
ละคร้งั ประกอบด้วย ตัวนายโรง ตัว นางรำ และตัวตลก ดังน้ี
1. ตวั นายโรง หมายถงึ ตวั พระเอก เจ้าของคณะ หัวหนา้ คณะ ผู้แสดงทีเ่ ปน็ ผู้นำของคณะโนรา ในอดีตใช้
ผู้ชายแสดงล้วน จึงตอ้ งมรี ูปร่างท่ี เปน็ ผู้นำ มคี วามรอบรูจ้ ัดเจนในกระบวนการแสดงโนราอยา่ งชดั เจน
2. ตัวนางรำ หมายถงึ ตัวนางโนราท่ีเป็นตวั ประกอบในการรำ โนราแต่ละครั้ง ในอดตี ตวั นางรำมักเป็นตัว
หัวจกุ โนรา คอื เด็กฝึกหัดรำโนรา ทมี่ ีความสนใจ มคี วามสามารถในการรำ มักเป็นตัวประกอบในการรำหมู่ ของการ
รำบทครูสอน บทสอนรำ บทปฐม และอื่น ระยะต่อมาหัวจุกโนรา เริ่มหมดไปจากสังคม ปัจจุบันเริ่มมีโนราหญิง
เกดิ ขึ้น
3. ตวั ตลก หมายถึง ผู้แสดงท่ีทำให้ผ้ชู มขบขนั , โดยปริยาย หมายถงึ ผทู้ ่คี นอ่นื หวั เราะเยาะ การแสดงโนรา
จะมีตัวตลกที่ใช้แสดงหลักคู่ กับการแสดงโนราคือ ตัวพราน เป็นตัวแสดงที่สำคัญมีหลายบทบาท ทั้งเป็น ตัวตลก
ของคณะโนรา และเปน็ ตัวบอกเรอ่ื งสำหรบั ทำการแสดงในแตล่ ะคร้ัง อย่างไรก็ตามตวั ตลกในบทบาทการแสดงของ
โนรามีตัวพราน 2 ลักษณะ คือ พรานผู้ชาย สวมหน้ากากสีแดง และพรานผู้หญิงหรือพรานเมีย สวม หน้ากากสี
ขาวหรอื สีเนื้อ
เครือ่ งแต่งกาย
ราชบัณฑิตยสภา, (2545) “เครื่อง” คือ สิ่งสำหรับประกอบกันหรือ เป็นพวกเดียวกัน “แต่ง” คือจัดให้
งาม “กาย”คือตัว ดงั นัน้ “เครือ่ งแต่งกาย” จงึ หมายถงึ สิ่งสำหรับประกันจัดให้งามทีเ่ กีย่ วกับตวั ของนักแสดง โนรา
เชื่อกันว่าเครื่องแต่งกายโนรา เป็นสิ่งของที่ขุนศรีศรัทธาได้รับพระราชทาน เป็นเครื่องต้น อันมีเทริด กำไลแขน
ป้นั เหนง่ สงั วาลพาดเฉียง 2 ข้าง ปกี นกแอ่น หางหงส์ สนับเพลา (xekkalakpaktai. 2562).
1 เทรดิ เป็นเครอื่ งประดับศรี ษะของตวั นาย โรงหรือโนราใหญ่หรือตวั ยืนเคร่ือง (โบราณไม่นิยมให้นางรำ
ใช้)ทำเปน็ รปู มงกฎุ อย่างเตย้ี มีกรอบหน้า มี ดา้ ยมงคลประกอบ
2 เครื่องลูกปัด หมายถึง ชุดเสื้อผ้าเครือ่ งแต่งกายของตัวโนราโดยการนำเม็ดลกู ปัดกระดูกต่าง ๆ ในยุค
ก่อนนิยมใช้สีเม็ดลูกปัดอย่างน้อย 5 สี ที่ตัดกัน มาร้อยกับเชือกตามลักษณะของภูมิปัญญาของคนภาคใต้ ให้เกิด
เป็นลวดลายต่าง ๆ ทั้งลายฟันปลา ลายข้าวหลามตัด ลายพิมพ์พอง อย่างวิจิตรสวยงาม นำมาห่อหุ้มร่างกา ย
นักแสดงโนราแทนเสื้อประกอบ ด้วยชิน้ ส่วนสำคัญ 5 ชน้ิ คือ
2.1 บ่า สำหรับสวมทบั บนบา่ ซ้าย และขวา รวม 2 ชน้ิ
2.2 ป้งิ คอ สำหรับสวมห้อยคอด้านหนา้ และดา้ นหลังคลา้ ยกรองละครไทย รวม 2 ชิ้น
2.3 พานอกหรือรอบอก เป็นเทคนิคการร้อยลูกปัดเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้พันร อบตัวนักแสดงเพ่ือ
ปกปดิ หน้าอก เครือ่ งแต่งกายช้ินน้ีบางถ่ินเรยี กวา่ "พานโครง" บางถ่ินเรยี กว่า"รอบอก"
3. ปีกนกแอ่นหรือปีกเหน่ง หมายถึง เครื่องประดับทำด้วยแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายนกนางแอ่นกำลังกาง
ปีก ใช้สำหรับโนรา ใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง สวมติดกับ สังวาลอยู่ที่ระดับเหนือสะเอว ด้านซ้ายและขวา คล้ายตาบ
ทิศของ ละคร
4. ซับทรวงหรือทับทรวงหรือตาบ หมายถึง สร้อยคอสำหรับสวมห้อยไว้ตรงทรวงอก ส่วนที่เป็นสร้อยคอ
จะร้อยด้วยเม็ดลูกปัดเป็นเส้นลงมาผูกติดไว้กับแผ่นเงินเป็นรูปคล้ายขนมเปียกปูนดุนลาย และอาจฝังเพชรพลอย
เป็นดอกดวงหรืออาจ ร้อยด้วยลูกปัด นิยมใช้เฉพาะตัว โนราใหญ่หรือตัวยืนเครื่อง ปัจจุบันตัวนางรำก็ใส่ได้ และ
บางครัง้ อาจรอ้ ยเป็นเมด็ ลกู ปดั อย่างเดยี วไมม่ ีแผน่ เงนิ ก็ได้
5. ปีกหรือหางหงส์ หมายถึง เครื่องแต่งร่างกายส่วนหลังระดบั สะเอวของนกั แสดง นิยมทำด้วยเขาควาย
หรือโลหะ ปัจจุบันสามารถทำด้วยแผ่นพีวีซีก็มี นำมาเกลาให้เป็นรูปคล้ายปีกนก 2 ชิ้น นำมาประกบกันผูกปลาย
ให้แน่นส่วน โคนจะแยกออกจากกันดึงไว้ด้วยผ้าที่เย็บเป็นเส้น ปล่อยชายทั้ง 2 ข้างให้ยาวไว้สำหรับผูกมัดกับ
สะเอว ปลายปีกเชิดงอนขึ้น และผูกรวมกันไว้ทำพู่จากไหมพรมติดไว้เหนือปลายปีก ใช้ลูกปัดร้อยห้อย เป็นดอก
ดวงรายตลอดทั้งข้างซ้าย และขวาให้ดูคล้ายขนของนก ใช้ สำหรับสวมคาดทับผ้านุ่งตรงระดับสะเอว ปล่อย
ปลายปีกย่นื ไป ด้านหลังคลา้ ยหางกินรี
6. ผ้านุ่ง หมายถึง ผ้ายาวสเ่ี หล่ยี มผืนผ้าอาจเปน็ ผ้าลายไทย หรอื ผ้าพน้ื ก็ไดน้ ำมานุ่งทับสนับเพลาให้ชาย
รั้งไปเหน็บไว้ข้างหลัง ปล่อย ปลายชายให้ห้อยลงเช่นเดียวกับหางกระเบน เรียกปลายชายที่พับแล้ว ห้อยลงนี้ว่า
"หางหงส์" การนุ่งผ้ายาวเป็นหางหงส์ของโนรานี้ถือเป็นภูมิปัญญาตามอัตลักษณ์ของทางภาคใต้เท่านั้นมีขั้นตอน
การนุง่ ท่ีแยบยล ไมง่ ่ายสำหรับผทู้ ี่ไมม่ ีประสบการณ์ อยา่ งไรก็ตามปจั จบุ ันผ้ายาวทใ่ี ช้นุ่งน้ีนำมาเยบ็ เป็นผา้ สำเร็จรูป
ให้ง่ายตอ่ การแต่งกาย
7. หน้าเพลา หรือเหน็บเพลา หนือหนับเพลา หมายถึง กางเกงยาวครึ่งน่องสำหรับสวมใส่ของนักแสดง
โนราทั้งตัวพระและตัวนางรำ นิยมทำจากผ้ายืดเพื่อความยืดหยุ่นของการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนขาของนักแสดง
ปลายขาจะตกแต่งด้วยผ้าลาย เป็นแถบสีเพื่อความสวยงาม สนับในอดีตสามารถทำได้ 2 แบบ คือแบบที่นุ่งสวม
เป็นกางเกง และแบบที่ทำเฉพาะขาทั้งสองข้าง โคนขาผูกเชือกให้แน่น แต่ปัจจุบันน้ีคงเหลือแบบเดียวคือทีน่ ุ่งเป็น
กางเกง
8. ผ้าห้อย หมายถึง ผ้าสีต่างๆ ที่คาดให้ชายผ้าห้อยลงมาดา้ นล่างความยาพอคลุมเข่านักแสดง โดยปกติ
จะใช้ผ้าสีแผ่นบาง ๆ อาจเป็นผ้าชีฟอง หรือผ้าโทเรสีต่างๆ อัดจีบหรือพลีส หรือจะเป็นผ้าโปร่งผ้าบางสีสดก็ได้
หอ้ ยเคียงไวร้ ะหว่างหน้าผา้ ทัง้ ด้านซา้ ยและด้านขวา
9. หน้าผ้า หมายถึง ผ้าเนื้อหนาปกลวดลายด้วยเลื่อมและลูกปัด ตามที่นิยมจะเป็นผ้าสีผนักเช่น สีดำ สี
น้ำเงนิ หน้าผ้ามี 3 ช้นิ หอ้ ยไวค้ รงกลางลำตวั 1 ชิน้ และขา้ งขาดา้ นซ้ายและขวาอกี ข้างละชน้ิ
10. กำไลต้นแขน หมายถึง กำไลที่ใช้หนีบไว้ที่ต้นแขนของผู้แสดงทั้ง 2 ข้าง เพื่อขบรัดกล้ามเนื้อให้ดู
ทะมัดทะแมงและเพิ่มความสง่างาม ของกล้ามเนื้อแขนขณะที่ร่ายรำมากขึ้น อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าต้นแขนน่าจะ
เปรียบไดก้ บั พาหุรัดของเครือ่ งแต่งกายละครไทยนนั่ เอง
11. กำไล หรือไหมล หมายถึง กำไลของโนรามักทำด้วยทองเหลือง ทำเป็นวงแหวน ใช้สวมมือทั้ง 2 ข้าง
ๆ ละหลายๆ วง เช่น แขนแต่ละ ข้างอาจสวม 5-10 วงซ้อนกัน เพอื่ เวลาปรับเปลยี่ นทา่ จะไดม้ ีเสียงดัง เปน็ จงั หวะ
เร้าใจย่ิงขึน้
12. เล็บ หมายถึง เครื่องสวมนิ้วมือให้โค้งงามคล้าย เล็บกินนรหรือกินรี ทำด้วยทองเหลือง หรือเงิน อาจ
ตอ่ ปลายด้วยหวายทม่ี ี ลกู ปดั ร้อยสอดสไี วพ้ องาม นิยมสวม มือละ 4 นวิ้ (ยกเว้นหวั แมม่ อื )
13. หนา้ พราน หมายถงึ เครื่องสวมหน้าของนกั แสดงที่เปน็ ตวั พราน ซงึ่ เปน็ ตัวตลกของการแสดงโนราทำ
จากไมแ้ กะเปน็ รูปใบหนา้ ไม่มีสว่ นทีเ่ ปน็ คาง ทำจมกู ยื่นยาว ปลายจมูกงมุ้ เลก็ น้อย เจาะรตู รงสว่ นที่เป็นตาดำ ให้ผู้
สวมมองเห็นได้ถนัด ทาสีแดงทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่เป็น ฟันทำด้วยโลหะสีขาว หรือทาสีขาว หรืออาจลี่ยมฟัน (มี
เฉพาะฟันบน) ส่วนบนต่อจากหน้าผากใชข้ นเป็ดหรือหา่ นสีขาวติดทาบไว้ต่างผมหงอก หน้าพรานของคณะโนรามี
2 ลักษณะ หนา้ แดงเปน็ หน้าพรานชาย หรือหนา้ พรานทาสา และสขี าวหรอื สีนวลจะเป็นหน้าพรานหญิง หรือหน้า
ทาสี
เครอื่ งดนตรี
เครื่องดนตรี หมายถึง เครื่องประโคมเสียงดนตรีของคณะโนราสำหรับประกอบการรำ การร้องเพื่อเพิ่ม
สสี ัน ท้งั ทำนองและจังหวะ เครือ่ งดนตรีโนรา ส่วนใหญ่เปน็ เคร่อื งตีใหจ้ ังหวะเทยี บได้กับเคร่ือง เบญจดุรยิ างค์ มี 6
อย่าง (tungsong. 2562). มีดงั นี้
1. ทับ(โทน) หมายถึง เป็นเครื่องตีที่สำคัญที่สุด เพราะทำหน้าที่คุม จังหวะและเป็นตัวนำในการเปลี่ยน
จงั หวะทำนอง ทับโนรา เปน็ ทบั คเู่ สียง ต่างกนั เลก็ น้อยนิยมใช้ดนตรเี พยี งคนเดยี ว
2. กลอง หมายถึง เปน็ กลองทัดขนาดเล็ก (โตกวา่ กลองของหนัง ตะลงุ เล็กน้อย) 1 ใบ ทำหน้าที่เสริมเน้น
จงั หวะและล้อเลยี นเสยี งทบั
3. ปี่ หมายถึง เป็นเครื่องเป่าเพียงชน้ิ เดยี วของวง นยิ มใชป้ ่ีในหรือ บางคณะอาจใช้ปนี่ อกใช้เพยี ง 1 เลา
4. โหม่ง หมายถึง ฆอ้ งคู่ เสยี งต่างกันท่ีเสียงแหลมเรียกว่า เสยี ง โหม้ง ทีเ่ สยี งทุม้ เรยี กวา่ เสยี งหม่งุ
5. ฉง่ิ หมายถึง เปน็ เคร่อื งตีเสรมิ แตง่ และเนน้ จังหวะ
6. แตระ หรือแกระ หมายถึง กรับมีทั้งกรับอันเดียวที่ใช้ตีกระทบ กับรางโมงหรือกรับคู่และมีที่ร้อยเป็น
พวงอย่างกรับพวงหรือใช้ไม้เรียวไม้ หรือลวดเหลก็ หลายๆอนั มัดเข้าด้วยกันตีให้ปลายกระทบกันก็เรียกว่าแตระ มี
ลีลาการขบั ร้องและรับบทกลอนอย่างหน่ึงเรยี กว่า เพลงหน้าแตระ(ใช้แต่ เฉพาะแตระไมใ่ ชด้ นตรชี ิน้ อ่นื ประกอบ)
ทา่ รำ
ทา่ รำของโนราไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าทุกคนหรือทกุ คณะจะต้องรำเหมอื นกนั เพราะการรำโนรา คนรำจะ
บังคับเครื่องดนตรี หมายถึงคนรำจะรำไปอย่างไรก็ได้แล้วแต่ลีลา หรือความถนัดของแต่ละคน เครื่องดน ตรีจะ
บรรเลงตามท่ารำ เมื่อผู้รำจะเปลี่ยนท่ารำจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง เครื่องดนตรีจะต้องสามารถเปลี่ยนเพลงได้
ตามคนรำ ความจริงแลว้ ทา่ รำที่มีมาแต่กำเนิดนัน้ มีแบบแผนแนน่ อน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งท่ารำในบทครูสอนสอนรำ
และบทประถม ท่ารำเมื่อได้รับการถ่ายทอดมาเป็นชว่ ง ๆ ทำใหท้ ่ารำทเี่ ป็นแบบแผนด้ังเดมิ เปลย่ี นแปลงไป เพราะ
หากจะประมวลทา่ รำต่าง ๆของโนราแล้ว จะเห็นวา่ เป็นการรำตที ่าตามบทท่รี ้องแตล่ ะบท การตีท่ารำจามบทร้องนี้
เองที่เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ท่ารำเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันออกไป เพราะท่ารำที่ตีออกมานั้นขึ้นอยู่กับ
ความสามารถของผู้รำว่าบทอย่างนี้จะตีท่าอย่างไร อย่างไรก็ตามลักษณะการรำของโนราที่น่าสนใจนั้นควรมี
พื้นฐาน ดงั นี้
1. การทรงตัวของผู้รำ ผู้ที่จะรำโนราได้สวยงามและมีส่วนถูกต้องอยู่มากนั้น จะต้องมีพื้นฐานการทรงตัว
ดังนี้
1.1 ช่วงลำตัว จะต้องแอ่นอกอยู่เสมอ หลังจะต้องแอ่นและลำตัวยื่นไปข้างหน้า ไม่ว่าจะรำท่าไหน
หลงั จะตอ้ งมพี น้ื ฐานการวางตัวแบบนี้เสมอ
1.2 ชว่ งวงหนา้ วงหนา้ หมายถึงส่วนลำคอจนถึงศีรษะ จะตอ้ งเชิดหนา้ หรือแหงนขึ้นเล็กนอ้ ยในขณะรำ
1.3 การย่อตัว การย่อตัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรำโนรานั้นลำตัวหรือทุกส่วนจะต้องย่อลงเล็กน้อย
นอกจากย่อลำตวั แล้ว เข่ากจ็ ะตอ้ งยอ่ ลงด้วย
1.4 ส่วนกน้ จะตอ้ งงอนเลก็ นอ้ ย ชว่ งสะเอวจะตอ้ งหกั จงึ จะทำให้แลดูแล้วสวยงาม
2. การเคลื่อนไหว นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่าง เพราะการรำโนราจะดีได้นั้น ในขณะที่เคลื่อนไหวลำตัว
หรือจะเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งก็ดี เช่น การเดินรำ ถ้าหากส่วนเท้าเคลื่อนไหว ช่วงลำตัวจะต้องนิ่ง ส่วนบนมือ
และวงหนา้ จะไปตามลีลาทา่ รำ
ท่ารำของโนราเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายของโนราตามจังหวะดนตรี ขณะที่แสดง ท่ารำโนราจึง
สามารถสรปุ ได้ 2 ลักษณะ คือ การรำโนราใบ้ และรำโนราตีบท ดังน้ี
1. รำโนราใบ้ หมายถึง การรำโนราไปพร้อมๆ กับจังหวะดนตรีที่บรรเลง โดยไม่มีเนื้อร้อง รำโนราใบ้จึง
ปรากฏในการรำเพลงทับ เพลงโทน หรือรำอื่น ๆ ที่เป็นเฉพาะการรำประกอบดนตรีล้วน ๆ ท่ารำส่วนใหญ่จะ
คัดเลือกมาจากท่ารำหลักของโนรา เช่น จากการรำบทครูสอน บทสอนรำ บทปฐม ท่ารำเพลงครู หรืออื่น ๆ โดย
เลือกเฉพาะท่าที่คิดว่าสวยงาม ซึ่งคณะโนราส่วนใหญ่จะเลือกไม่เหมือนกัน ตามความชอบของตนเอง หรือรำสืบ
ทอดกนั มา เทา่ ท่ีปรากฏการเปล่ียนท่ารำมกั ใช้ทา่ สอดสร้อยซึ่งแต่ละคณะก็ปฏบิ ตั ิไม่เหมือนกัน ส่วนท่ีเหมอื นกันคือ
การสอดจบี แล้วหมนุ ตัว
2. รำโนราตีบท หมายถึง การรำโนราตีท่ารำตามบทร้อง ซึ่งจะปรากฏในท่ารำที่มีบทร้องประกอบการ
แสดง เช่น บทครูสอน บทสอนรำ บทปฐม และอื่น ๆ ท่ารำตีบทของโนราจะมีความแตกต่างกับท่ารำนาฏศิลป์
ไทย บ้างด้วยท่ารำนาฏศิลป์ไทยส่วนใหญ่ถึงแม้จะมาจากท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นตามธรรมชาติ แต่ก็มีการปรุงแต่งให้
ละเมียดละไม ส่วนท่ารำของโนรานั้นส่วนใหญ่จะปรากฏเป็นท่ารำที่เกิดขึ้นจริงตามชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถ
มองเห็นไดช้ ัดในทา่ รำท้ังบทครูสอน บทสอนรำ และบทปฐมทมี่ ีการปฏิบตั ิท่ารำให้เหน็ ในทุกคณะโนรา
การรอ้ ง
เพลงโนรา เปน็ เพลงร้อง มีบทพดู แทรก เหมือนการอ่านทำนองเสนาะของบทกวี กลอนทีใ่ ชใ้ นการร้องมี 2
ลักษณะ คือ กลอนผูก ในบทกลอนผูกยังมีอีก 2 อย่าง คือ บทร้องประจำที่ใช้สืบต่อกันมา หมายถึง บทร้องท่ี
ศิลปินหรือครูโนราแต่งไวแ้ ลว้ เพื่อใช้ประกอบการแสดง บางครั้งเรียก “คำพลัด” เช่น บทกาศครู บทครูสอน บท
ปฐม และบทรอ้ งทผ่ี ูก หรอื แต่งข้ึนใหม่ตามท้องเร่ือง ที่จะเลน่ และบทรอ้ งทสี่ ำคัญที่สุด อีกอยา่ งหน่ึงคือ กลอนด้น
หรือกลอนสด หรือที่เรียกว่า“กลอนมุดโต” ซึ่งผู้ร้องจะต้องใช้ไหวพริบ หรือปฏิภาณของตนเองร้องออกมาอย่าง
ปจั จุบนั ทนั ด่วน ซึง่ ความสามารถน้ีจะไดร้ บั ความนยิ มจากผู้ชมและสรา้ งความแตกตา่ งระหวา่ งคณะโนราต่างๆ มาก
เปน็ พิเศษ การร้องของโนรามักปรากฏเปน็ บทกลอนและบทร้องประกอบทา่ รำ หมายถงึ บทรอ้ งกลอนของโนราท่ีมี
ท่ารำประกอบและใชใ้ นพธิ กี รรมโนราโรงครู เชน่ บทครสู อน บทประถม บทพลายงามตาโขลง บทฝนตกข้างเหนือ
เป็นต้น ส่วนบทร้องหมายถึง บทร้องกลอนของโนราที่ไม่มีท่ารำประกอบ เช่น บทกาศครู บทชุมนุมครู บทบูชาครู
หมอ บทสง่ ครู เป็นตน้
โอกาสที่ใช้แสดง
โนรา ใช้แสดง 2 รูปแบบ คือ โนราประกอบพิธีกรรม (โนราโรงครู) และโนราเพื่อความบันเทิง ซึ่งมี
ความแตกตา่ งกนั (UNESCO, 2552 ) ดังนี้
ความเชื่อและพธิ ีกกรม
โนราโรงครูเป็นการแสดงโนราประกอบพิธีกรรมที่ปรากฏอยู่ในวิถีของคนภาคใต้มาตั้งแต่อดีตจนถึง
ปัจจุบนั มจี ดุ มุ่งหมายสำคัญในการแสดง ๓ ประการ คอื เพ่ือเป็นการเคารพบูชาและแสดงความกตัญญตู อ่ วิญญาณ
บรรพบุรุษ เพื่อแก้บนหรือแกเ้ หมฺรย และเพ่อื ทำพธิ คี รอบครโู นราและรักษาโรคตา่ ง ๆ การแสดงโนราโรงครูจะมี 2
ประเภท คือ การแสดงโนราโรงครูใหญ่ เป็นการแสดงโนราโรงครูสมบูรณ์แบบถูกต้องครบถ้วนตามประเพณีและ
นิยมแสดงโดยท่ัวไปใช้เวลา 3 วนั 2 คนื การแสดงโนราโรงครเู ล็กหรือโรงคำ้ ครู เปน็ การแสดงเพือ่ ยืนยันว่าจะมีการ
จัดโรงครูใหญ่อย่างแน่นอน ใช้เวลาแสดง 1 วัน 1 คืน การแสดงโนราโรงครูซึ่งจัดโดยทั่วไปจะเริ่มในเดือนมีนาคม
ถึงเดือนกันยายนเริ่มพิธีในวันพุธถึงวันศุกร์ การแสดงโนราโรงครูจะมีองค์ประกอบและรูปแบบการแสดงโนรา
สมบูรณค์ รบถว้ นทุกข้นั ตอน ตั้งแต่การรำ การร้อง การแสดงเป็นเร่อื ง และการบรรเลงดนตรปี ระกอบพิธีกรรมท่ีทำ
ใหเ้ กดิ ศิลปะการแสดงโนราสบื ทอดต่อมาอย่างย่ังยนื เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนในชมุ ชนเป็นเจ้าของและผู้
ร่วมประกอบพิธีกรรมโดยเรียบง่ายไม่ซับซ้อนและเข้าถึงพิธีกรรมได้อย่างลึกซึ้งองค์ประกอบและรูปแบบในการ
แสดงโนราโรงครู ประกอบด้วย การรำ มีรูปแบบการรำพื้นฐาน การรำขั้นสูงและการรำประกอบพิธีกรรมอัน
ศักดิ์สทิ ธิ์ ได้แก่ รำสิบสองทา่ รำสบิ สองบท รำคล้องหงส์และแทงเข้ การร้อง ใช้รปู แบบการร้องรับของผู้รำและนัก
ดนตรี คือ การร้องรับไม่ใช้ท่ารำ การร้องรับประกอบท่ารำ ได้แก่ ร้องรับบทกาดครู ร้องรับประกอบการรำทุก
ประเภท การแสดงเป็นเรื่อง เป็นรูปแบบของการแสดงละครจากวรรณกรรมพื้นบ้านเฉพาะตอนสำคัญต่อเนื่องกนั
12 เรือ่ งและเลือกเรื่องมาแสดงเต็มรูปแบบของพธิ ีกรรมอีก 2 เรื่อง เพอ่ื สร้างความศรัทธาในพิธีกรรมให้มากยิ่งข้ึน
การบรรเลงดนตรปี ระกอบพิธีกรรม มีรูปแบบของจังหวะท่ีใช้ประกอบพิธีกรรมแต่ละข้ันตอนโดยเฉพาะได้แก่ การ
เซ่นของสังเวยและประทับทรงใช้เพลงเชิด การเชิญวิญญาณใช้จังหวะเชิญตายาย การร่ายรำประกอบพิธีกรรม
ศักดิ์สิทธิ์ใช้เพลงโค ปัจจุบัน โนราโรงครูยังคงมีการสืบสานอย่างเคร่งครัดในหลายจังหวัด เช่น สงขลา พัทลุง
นครศรีธรรมราช ตรัง เป็นต้น โดยเฉพาะในกลุ่มคณะมโนรายังประกอบพิธีกรรมโนราโรงครู รักษาจารีต
ขนบธรรมเนยี มการแสดงและพธิ กี รรมอย่างต่อเนื่อง
โนราโรงครู มีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน พอสรุปได้ดังนี้ โนราที่แสดงเพื่อประกอบพิธีเชิญวิญญาณครู
หรือบรรพบุรุษทเ่ี ป็นโนรา ซ่งึ เรยี กวา่ ตายายโนรา หรือ "ตาหลวง” มาเข้าทรงลูกหลานท่ีเปน็ คนทรง วัตถุประสงค์
ก็เพื่อ แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ เพื่อความมีสวัสดิมงคลแก่ชีวิตครอบครัว หรือเพื่อให้มารับการเซ่นสังเวย
หรอื เพื่อแก้บนตามท่ีได้บนบานไว้ หรอื เพือ่ ครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่แกผ่ ู้แสดงโนรารุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องเชิญ
ครมู าเขา้ ทรงหรือมา "ลง” ยังโรงพธิ ี โนราทีจ่ ะเล่นลงครูไดต้ อ้ งมีความรอบร้เู รอ่ื งพิธกี รรมในการรำลงครเู ป็นอย่างดี
ดว้ ยเหตุนี้บางท่ีจึงเรียกโนราลงครเู ปน็ "โนราโรงคร”ู
ความเช่ือ
โนราโรงครูและพิธีกรรมในโนราโรงครู เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากการมารวมกลุ่มกันเพื่อประกอบ
พธิ กี รรมทางความเชื่อและความศรัทธาร่วมกัน การทส่ี มาชิกของสังคมมีความเช่ือทางศาสนาเหมือนกนั มีผลทำให้
เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นภายในสังคม พิธีกรรมทางความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับชุมชนคือพิธีกรรมโนราโรง
ครู จะมีบทบาทสำคัญในการที่ทำให้ชาวบ้านต่างมีความรู้สึกร่วมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นำมาซึ่ง ความเป็น
เอกภาพและสัมพันธภาพในสังคม เป็นการจัดระบบความสัมพันธ์ทางสังคมหรือการจัดระบบเครือญาติของ
ชาวบ้านภาคใต้โดยอาศัยความเชื่อเรื่องครูหมอโนรา ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านด้านความเชื่อที่มีส่วนในการ
สร้างพลังชุมชนและความมั่นคงในชุมชน นอกจากนี้การได้มากระทำกิจกรรมรว่ มกันในพิธีกรรมโนราโรงครู ตั้งแต่
การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับตายาย กินเลี้ยง รื่นเริงสนุกสนานด้วยกัน เป็นเหตุให้มีการรวมญาติมิตรที่อาศัยอยู่
ห่างไกลได้กลับมาพร้อมกันอีกครั้ง การได้กลับมาพบกัน ทำกิจกรรมร่วมกันมีเป้าหมายอันเดียวกัน ก่อให้เกิด
เอกภาพและสัมพันธภาพในสังคม ขณะเดียวกันความเชื่อและพิธีกรรมเหลา่ นี้ก็ไดร้ ับการปลูกฝังและถ่ายทอดจาก
คนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนงึ่ หลอ่ หลอมเช่อื มโยงเป็นระบบทม่ี ีโครงสร้างสัมพนั ธ์กับระบบอ่ืนของสงั คม กล่าวได้ว่า
นี่คือลักษณะเด่นของสังคมไทยและวัฒนธรรมไทยที่อาศัยประเพณีและพิธีกรรมทางความเชื่อในการรวมกลุ่มและ
สร้างความเปน็ ปกึ แผน่ ให้แกส่ ังคม
นอกจากนี้พิธีกรรมโนราโรงครูยังส่งผลต่อการปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมแก่คณะโนรา ลูกหลาน ตายาย
โนราและชาวบ้านทว่ั ไป เป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในความกตัญญูร้คู ุณต่อครบู าอาจารย์ บดิ ามารดา พ่อแม่
ตายาย ทั้งที่ล่วงลับแล้วและยังมีชีวิตอยู่ บุคคลที่ถูกเลือกเป็นคนทรงครูหมอโนรา จะต้องประพฤติปฏิบัตติ นอยูใ่ น
ศีลธรรม มเี มตตากรุณา มีความซือ่ สัตย์ ไมผ่ ิดลูกเมียผอู้ ื่น ตดั ขาดจากอบายมุขท้งั ปวง หากฝ่าฝืนหรอื ไม่ปฏิบัติตาม
กไ็ ม่ได้รับการยอมรับจากครหู มอโนราและยังจะถูกลงโทษดว้ ยวธิ ีการตา่ ง ๆ การปฏิบัตติ นดงั กลา่ วนอกจากจะเป็น
การควบคมุ ตนเองแล้วยังเปน็ แบบอย่างแก่ชาวบ้านทำให้ไดร้ ับความเชอื่ ถือ ศรทั ธาจากชาวบ้านในสงั คมน้ันดว้ ย
ความสำคัญของโนราโรงครู
พิธีกรรมในโนราโรงครูมีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ส่งเสริมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการสืบทอด
การรำโนรา นอกจากนี้พิธีกรรมบางอย่างที่ทำกันในโนราโรงครู ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ เช่นพิธี
ครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่แลว้ สามารถเป็นโนราใหญห่ รือนายโรงโนราและประกอบพธิ ีกรรมในโนราโรงครูต่อไปได้
อันเป็นการสืบทอดมรดกวัฒนธรรมด้านนี้จากคนรุ่นหน่ึงไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง เมื่อได้เป็นโนราใหญ่แล้วบางคนก็จะ
ไปตงั้ คณะโนราของตนเองและต้องมผี ู้รว่ มคณะทัง้ คนรำ คนแสดง และลกู คู่ ซ่งึ เป็นผลโดยตรงของการสืบทอดการ
รำโนรา อันเปน็ การอนุรักษ์ ส่งเสรมิ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิน่ หรือของภาคใต้ด้านโนราให้ดำรงอยู่สืบไป
โดยตัวศิลปิน จึงเป็นอีกบทบาทและหน้าที่หนึ่งของศิลปนิ ที่มีตอ่ ปัจเจกบุคคลและสังคมในการทำหน้าที่ช่วยเหลือ
ในการแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมทั้งการบำบดั อาการทางจิตและทางกายภาพ เช่น การบน การแก้บน การรักษา
อาการป่วยไข้ เปน็ ตน้ ดังนั้นโนราโรงครเู ป็นพธิ ีกรรมประเภทรกั ษาโรค และสรา้ งขวัญกำลังใจ
ขนั้ ตอนประกอบพธิ ีกรรม
การไปแสดงโนรา นั้นเมื่อเจ้าภาพเรยี กหาไปแสดง จะมีการจัดเตรียม ‘ขันหมาก” ซึ่งประกอบด้วยหมาก
พูล 3 คำ ไปมอบให้หัวหน้าคณะ ถ้าโนรารับขันหมากไว้แสดงว่ารับจะไปแสดง เรียกว่า "ติดขันหมาก”ยกเครื่อง
เมื่อคณะโนรามีกำหนดแน่นอนแล้วว่า จะไปแสดงที่ใด ก็จะเตรียมสิ่งของเครื่องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ไว้ให้พร้อม ก่อน
เดนิ ทางนายโรงหรือหัวหน้าคณะพร้อมท้ังลูกคู่และผู้แสดงทุกคน จะต้องนำเครื่องดนตรมี ารวมกันบนบ้านของนาย
โรง เพื่อทำพิธียกเครื่อง ผู้ทำพิธีอาจเป็นนายโรงหรือหมอเฒ่าประจำคณะ ผู้ทำพิธีจะบริกรรมคาถาพร้อมกับการ
บรรเลงของลูกคู่การบรรเลงดนตรีจะเริ่มด้ายการเป่าปี่ตามด้วยการตีกลอง ต่อด้วยทับโหม่ง ฉิ่งตามลำดับ การท
ไพิธีผู้ทำต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถือว่าเป็นทิศมงคล ดนตรีจะบรรเลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะบริกรรมคาถา
เสรจ็
พิธกี รรมในวันแรก
เป็นวันพุธเยน็ หรอื ย่ำคำ่ ที่ชาวบ้านปักษ์ใต้เรยี กวา่ "เวลานกชุมรงั ” คณะโนราจะเข้าโรงโดยเจา้ ภาพต้องนำ
หมากพลไู ปรอรบั ทีห่ น้าบ้าน คณะโนราจะขนอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครอื่ งแต่งกายโนรา เทริด หนา้ พรานฯลฯเดนิ เข้า
โรงพร้อมกับประโคมดนตรี หัวหน้าคณะจะเป็นผู้นำเข้าโรงพร้อมกับนำเครื่องและอุปกรณ์ต่าง ๆไปวางไว้ที่กลาง
ท้องโรงเรียนกว่า "ตงั้ เคร่ือง” ทุกคนจะเขา้ ประจำในโรงท่ีเจ้าภาพจดั ไว้ให้ คณะโนราจะตอ้ งใหล้ กู คู่ ยกเว้นคนเปา่ ปี่
บรรเลงเพลง 1 เพลง เพื่อประกาศให้ทราบว่า คณะโนรามาถึงแล้ว การบรรเลงจะเริ่มด้วยเสียงกลองตีรัวอย่าง
เดยี วก่อน 1 ชุด แล้วทบั โหม่ง ฉง่ิ จะตตี ามลำดบั ได้เวลาจงึ ทำพธิ เี บกิ โรง เพ่อื เชญิ ครูหมอโนราใหม้ าชุมนุมในโรงพิธี
เริ่มจากเอาพานดอกไม้ธูปเทียน 2 พาน พานแรกวางไว้เป็นพานครู พานที่ 2 เอาเทียน 3 เล่ม หมาก 3 คำ ค่า
กำนล 3 บาท หรือ 12 บาทเล็บสวมมือ 3อัน กำไลมือ 3 วง จัดใส่พานจุดเทียน 3 เล่ม พร้อมกับเทียนใหญ่ท่ี
เรียกว่า "เทียนครู” นำเทียน 3 เล่มไปปักไว้ที่กลอง 1 เล่ม พร้อมกับหมากพลู 1 คำ อีก 2 เล่มปักไว้ที่ทับใบละ 1
ล่ม หมากพลูใบละ 1 คำ จุดเทียนที่เครื่องสังเวยบนหน้าพานหน้า ทาสี บนยอดเทริด โนราใหญ่ผู้ร่วมพิธียกพาน
หมากจุดเทียนอีก 1 เล่ม จับสายสิญจนท์ ี่ต่อจากเพดานหิ้งบูชาครูหมอโนราหรือตายายโนราบนบ้านเจ้าภาพมายงั
โรงโนรา ต้งั นะโม 3 จบกลา่ วชมุ นุมเทวดา กลา่ วชมุ นุมครู ทำพธิ ีซดั หมาก เอาหมากคำแรกวางไวท้ ี่กลอง ไปเหน็บ
หลังคาโรงเพื่อบูชาเทวดา หมากคำที่ 2 วางไว้ที่ทับใบแรกไปสอดไว้ใตเ้ สือ่ เพื่อบูชานางธรณี หมากคำที่ 3 วางไว้ท่ี
ทับใบที่ 2 พร้อมกับเทียน 1 เล่ม นำมาสอดเข้าไปในกำไลมือกอ่ น 3 รอบ แล้วจึงซัดเขา้ ไปในทับตีทบั รัว ลูกคู่จะตี
ดนตรีอน่ื ๆ ข้นึ พรอ้ มกนั เปน็ เสร็จพธิ ี ตอ่ มาโนราจะ "ลงโรง” คอื ประโคมดนตรีลว้ น ๆ ประมาณ 12 เพลง จบแล้ว
ทำพิธีร้อง "กาศครู” โนราใหญ่จะแต่งตัวโนรากลางโรงพิธี (เดิมโนราทั่วไปจะแต่งตัวโนรากลางโรงพิธี เพื่อจับบท
ร้องและบทแสดงต่าง ๆ กล่าวคำบูชารัตนตรัย ครูบาอาจารย์ เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เริ่มตั้งแต่บทร้องที่
เรียกว่า "บทขานเอ” "บทหน้าแตระ” "บทเพลงโทน” เมื่อกล่าวบทกาศครูจบแล้ว โนราใหญ่จะร้องบทที่ว่าด้วย
ประวตั คิ วามเป็นมาและขัน้ ตอนการจดั พธิ ีกรรมโนราโรงครูเรยี กว่า "บทบาลหี นา้ ศาล” จากน้ันจึงกล่าวเชิญครูด้วย
บทชุมนุมครูและบทเชิญครูแล้วโนราใหญ่และผู้เข้าร่วมพิธีจะพร้อมกันกราบครู โดยกราบพร้อมกันจำนวน 9 ครั้ง
เมอ่ื กราบครแู ลว้ โนราใหญจ่ ะรำ "ถวายครู” คอื ร่ายรำดว้ ยบทตา่ ง ๆของโนราเพ่ือบูชาครู กถ็ ือว่าเป็นเสร็จพิธีในวัน
แรก คณะโนราจะช่วยกันยกเครื่องสังเวย เทริด หน้าพราน หน้าทาสี ฯลฯ ไปวางไว้บนศาลหรือพาไล เพื่อทำพิธี
เซ่นไหวใ้ นวนั ร่งุ ขนึ้ จากนน้ั จะเปน็ การรำทวั่ ไปของคณะโนรา เพ่อื ใหค้ วามบนั เทงิ แก่ผมู้ ารว่ มพิธีและชาวบา้ นทวั่ ไป
พิธีกรรมวนั ที่สอง
วันพฤหัสบดี ถอื ว่าเป็นวันครู วันน้ีจะเร่มิ พธิ ีตง้ั แตห่ ัวรุ่งยังไม่สว่าง เปน็ วนั ประกอบพิธีใหญ่ท้ังเพ่ือการเซ่น
ไหว้ครู แก้บนและพธิ ีกรรมอ่ืน ๆ เริ่มต้งั แต่ลงโรง กาศครู เชญิ ครูดว้ ยเช่นเดียวกบั วันแรก เพียงแต่วันนี้นอกจากจะ
เชิญครูให้มาชุมนุมแล้ว จะมีการเซ่นไหว้และแก้บนด้วย บทเชิญครูจึงแตกต่างไปจากวันแรกบ้าง ในขณะที่โนรา
เชิญครู ครูหมอโนราหรือตายายโนราก็จะเข้าทรงในร่างทรงซึ่งคนทรงจะเตรยี มตัวเพื่อเข้าทรงอยู่บนบานเจ้าภาพ
หรือโรงโนรา คนทรงจะต้องนุ่งผ้าโจงกระเบนใส่เสื้อสีขาวหรือสีอ่ืน ๆ มีผ้าสไบพาดเฉียง ซึ่งส่วนใหญ่นิยมผ้าขาว
และเตรียมเคร่ืองบูชาครู คือดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย การเข้าทรงเรยี กว่า "จับลง” จะเห็นไดจ้ ากอาการผดิ ปกติของ
คนทรง เช่น มือ แขน ขาสั่น ลำตัวโอนเอนไปมา เมื่อเข้าทรงเต็มตวั แล้ว คนทรงจะจุดเทียนลกุ ขึ้นร่ายรำตามเสยี ง
เชิดของดนตรีลงมาจากบ้านเจ้าภาพ หากคนทรงอยู่ในโรงโนราจะลุกขึ้นร่ายรำเช่นเดียวกัน ครูหมอโนราหรือตา
ยายโนราบางองค์ก็จะขึ้นไปบนศาลหรือพาไล เพื่อตรวจดูเครื่องสังเวยว่ามีสิ่งใดขาดหรือจัดไม่ถูกต้องก็จะทักท้วง
เจ้าภาพต้องจัดหาหรือแก้ไขจนเป็นที่พอใจ ครั้นครูหมอโนราหรือตายายโนราลงมานั่งยังโรงพิธีแล้ว เจ้าภาพและ
ลูกหลานก็จะเข้าไปกราบไหว้สอบถามเรื่องราวต่าง ๆ ขอลาภขอพรแล้วนัดแนะกับครูหมอโนราในเรื่องวันเวลาที่
จะรำโรงครใู นโอกาสต่อไป สำหรับการรบั เคร่ือง เม่อื ทำพิธเี ซน่ ไหว้น้ัน ครหู มอโนราหรือตายายโนราในบางแห่งจะ
ใช้เทียนที่จุดแล้วส่องวนไปตามเคร่ืองสังเวยลาครูหมอแลว้ จะเอาเทียนนั้นจ่อเข้าปากหรืออมควันเทียน โดยทั่วไป
เวลาครูหมอโนราหรือตายายตายเข้าทรงในโนราเข้าทรงเต็มตัว ก็มักจะใช้เทียนจุดไฟแล้วจ่อเข้าปากเช่นกัน
เรียกว่า "การเสวยดอกไม้ไฟ” เมื่อถึงเวลาจะออกจากร่างทรง ดนตรีจะทำเพลงเชิด คนทรงจะสะบัดตัวอย่างเเรง
แล้วทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ เรียกว่า "บัดทรง” และ "จับบทตั้งเมือง” บทตั้งเมือง หมายถึง บทร้องเพื่อการจับ
จองพื้นที่โรงโนราเป็นกรรมสิทธิ์ของตนตามความเชื่อของโนราว่าจะกล่าวกลับจับเรื่องเบื้องปฐม ยังไม่มีธานีศรี
นคิ มไม่บรมกษัตรยิ ์ ขัตตยิ าเมื่อคราวครั้งเมื่อตั้งพุทกัป นานนับถึงน่ีหม่นื ปหี วาผู้เฒา่ เลา่ ไว้เราได้จำมา นับเป็นเร่ือง
โบราโบรัมครั้งโบราณ สมัยครั้งมนุษย์ยังนุ่งใบไม้ ป่าใหญ่พึ่งพักเป็นหลักฐานโลกนาถว่าศาสดาจารย์ ยังไม่ทำการ
แจ้งเหตุเทศนา...สำหรับวันนี้หากมีผู้มาขอทำพิธีครอบเทริดโนราใหญ่ และผู้ช่วยอีกสองคนจะแต่งตัวเป็นพิเศษ
เรียกว่า” แตง่ พอก” เมื่อทำพิธคี รอบเทริดหรือผูกผา้ ใหญ่ รวมทง้ั ผู้เขา้ รบั การครอบเทริดกจ็ ะต้องแตง่ พอกด้วย แต่
ยังไม่ต้องสวมเทริด การแตง่ พอกคือการนุง่ สนบั เพลา แล้วนุง่ ผา้ ลายตามแบบโนรา เอาผ้าขาวม้าผนื หน่งึ พบั เข้าเป็น
ชน้ั ๆ อยา่ งมรี ะเบียบตามจำนวนเทริดทตี่ ั้งบนพาไล และต้องจดั พอง ลา ให้ครบตามจำนวนผ้าท่พี ับ เพือ่ เชน่ ไหว้ครู
ด้วยผ้าขาว แต่ละชั้นต้องใส่หมาก 1 คำ เทียน 1 เล่ม เงิน 1 บาท เมื่อพับและบรรจุแล้วก็นำมาพันไว้รอบสะเอว
แล้วนำผ้าลายมาคลมุ ไว้ข้างหลังโดยมีผ้ารดั ที่ผ้ารัดมีพอกห้อยสะเอวขา้ งละอัน มีผ้าเช็ดหนา้ 1 ผืน ในผ้าเช็ดหนา้
จะมหี มาก 1 คำ เทียน 1 เล่ม เงนิ 1 บาท ผูกเป็นช่อไว้ 1 ครั้ง เอาปลายขา้ งหน่งึ มาแขวนไว้ข้างสะเอว
ต่อจากน้ันจึงน่งุ ผ้าลายโดยปกตขิ องโนราทับลงแลว้ จึงใสผ่ ้าห้อย หางหงส์ เครอ่ื งลกู ปัด และสวมเทรดิ เพอื่ ทำพิธีใน
ขั้นตอ่ ไป การเซ่นไหว้ครูหมอโนราหรือตายายโนรา หลงั จากร้องบทเชญิ ครแู ล้ว เจา้ ภาพ ชาวบา้ นหรือลูกหลานตา
ยายโนราที่บนบานและสัญญาเอาไว้ว่าจะแก้บนด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นของคาวหวาน วัตถุเครื่องใช้หรือเครื่อง
แต่งตัวโนรา ก็จะนำมามอบให้กับโนราใหญ่พร้อมพานดอกไม้ธูปเทียน และเงินทำบุญที่เรียกว่า "เงินชาตายาย”
ตามที่ได้บนเอาไว้ หรือตามกำลังศรัทธาของแต่ละคน จากนั้นจะจดุ เทียนที่เครื่องสังเวย เทียนบนยอดเทรดิ เทียน
บนศาลหรือพาไล เทียนครูที่ท้องโรง รวมทั้งจุดเทียนเครื่องสังเวยหน้าหิ้งบูชาครูหมอโนราบนบ้านเจ้าภาพด้วย
โนราใหญ่ผู้ร่วมพิธียกดอกไม้ธูปเทียนขึ้นบูชา จับสายสิญจน์พร้อมกัน โนราใหญ่กล่าวนำบูชาพระรัตนตรัย กล่าว
ชุมนุมเทวดา กล่าวชุมนุมครูหมอ กล่าวคำแก้บน เซ่นไหว้ และเชื้อเชิญครูหมอโนราหรือตายายโนรามารับเครื่อง
สังเวยและอวยพรแก่ลูกหลาน โนราใหญ่กล่าวคำอทุ ิศสว่ นกศุ ลไปให้ครูหมอโนราหรอื ตายายโนรา แลว้ นำเอาหมาก
พลูมาบริกรรมคาถามอบให้ผูม้ าแก้บนทกุ คนๆละ1 คำ นำไปกินเพื่อความเป็นสริ ิมงคล เรียก "หมากจุกอก” เสร็จ
พิธเี ซ่นไหว้และแก้บนดว้ ยส่งิ ของแล้วโนราท่วั ไปจะรำถวายครู
การรำสอดเครอ่ื งสอดกำไลและพิธตี ัดจุก หลังจากโนราทั่วไปรำถวายครูแลว้ ก็จะมกี ารรำสอดเคร่ืองเพ่ือให้
ครูโนราได้ยอมรับการเป็นโนรา โดยเฉพาะโนราที่ผ่านการฝึกใหม่ๆ ส่วนการรำสอดกำไลหรือ ไหมร เป็นพิธีกรรม
เพ่ือรบั ศิษยเ์ ข้าฝกึ การรำโนราท้ังทีเ่ คยหดั รำมาแล้วและยังไม่เคยหัดรำมาก่อน โดยผูป้ กครองจะนำลูกหลานของตน
พร้อมพานดอกไม้ธูปเทียนและเงิน 12 บาท ไปกราบครูโนราใหญ่รับมอบเครื่องโนราแล้วก็สอบถามเพื่อยืนยัน
ความสมัครใจและคำยินยอมจากผู้ปกครอง จากนั้นนำกำไลมาสวมให้ประมาณ 3 วง แล้วจับมือทั้งสองของเด็ก
ยกขึ้นตั้งวง เพื่อเอาเคล็ดในการรำโนรา ส่วนการรำสอดเครื่องหรือที่เรียกว่า”จำผ้า” ผู้เข้าพิธีต้องจัดพานดอกไม้
ธูปเทียนและเงิน 12 บาทไปกราบครูโนรา เมื่อได้รับการยืนยันถึงความสมัครใจแล้ว โนราใหญ่จะรดน้ำมนต์ เสก
เป่าด้วยคาถา แล้วมอบเครื่องแต่งตัวโนราที่เรียกว่า "เครื่องต้น” ให้ผู้เข้าทำพิธีไปแต่งตัวและออกมารำถวายครู
โดยรำบทครูสอนบทสอนรำ ตามเวลาอันสมควรเป็นเสรจ็ พิธี
จากนั้นจึงทำพิธีตัดจุก โดยผู้ปกครองนำพานดอกไม้ธูปเทียน เงิน 12 บาท มามอบให้โนราใหญ่พร้อมกับตัวเด็ก
คณะโนราจะให้เด็กนั่งลงบนผ้าขาวโนราใหญ่และครูหมอโนราองค์สำคัญๆในร่างทรง เช่นพระม่วงทวง ขุนศรี
ศรัทธา ทำพิธีรา่ ยรำถอื ไม้หวายเฆ่ียนพรายและกริช พรอ้ มกบั นำน้ำมนต์มาประพรมท่ีศีรษะเด็กและเอามือจับที่จุก
ของเด็ก บริกรรมคาถา ดนตรีเชิด จากนั้นจึงให้กริชตัดจุกของเด็กพอเป็นพิธีเสร็จแล้วประพรมน้ำมนต์อีกครั้ง ส่ง
ตวั เด็กใหพ้ อ่ แม่และผู้ปกครองพาเดก็ ไปตัดหรือโกนผมจริงต่อไป แตใ่ นวนั ดงั กลา่ ว เมอ่ื โนรายกแสดงเสร็จ เจ้าบ้าน
จะจูงโนรายกขน้ึ ไปยังห้องครูหมอ เจ้าบ้านจะนำถาดบรรจุ รวงข้าว แหวนทอง และเงินพร้อมขนั น้ำวางไว้ โนรายก
นำเท้าทั้ง 2 ข้างวางไว้บนถาดที่บรรจุสิ่งของเหล่านั้น จากนั้นก็จะถอดเครื่องโนราทั้งหมดให้กับผู้ที่จะรับสืบสาย
โนราต่อ เรียกว่า "แกะพอก” เป็นอันเสร็จพิธีในวันที่ 2 หลังจากนั้นช่วงกลางคืนก็จะเป็นการแสดงของคณะโนรา
เพ่อื ความบันเทิง
พิธคี รอบเทรดิ หรอื ผูกผ้าใหญ่
พิธีครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่จะทำหลังจากพิธีตัดจุกแล้ว หากผู้เข้าพิธีไม่เคยตัดจุกจะต้องทำพิธีตัดจุก
ก่อนเพื่อแสดงว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว และจะต้องมีอายุครบ 22 ยังไม่แต่งงาน หากแต่งงานแล้วก็จะต้องทำใบหย่าร้าง
โดยสมมุตกิ ับภรรยาเพ่ือมิให้เป็นปราชิกตามความเชื่อในอดตี เม่อื ครอบเทริดแลว้ จะต้องไปรำโนราเมื่อครบ 3 คร้ัง
เรียกว่า "รำ 3 วัด” หรือ "3 บ้าน” แล้วจึงมาเข้าพิธีอุปสมบทจึงจะถือว่าเป็นโนราโดยสมบูรณ์ แต่ในปัจจุบัน
สามารถอุปสมบทได้เลย พิธีครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่ เริ่มโดยผู้เข้าพิธีจัดพานดอกไม้ธูปเทียน และเงิน 12 บาท
เข้าไปกราบครูโนรา โนราใหญ่จะจัดให้น่ังบนขันสิบสองนกั ษัตรท่ีวางควำ่ ครอบขนั อีกใบหนึ่ง ซึ่งใส่น้ำ มีดโกน หิน
ลับมดื ใบเงิน ใบทองหลาง ใบยอ แตบ่ างแห่งเอาใบยอกบั ใบทองหลางมาวางซ้อนกนั บนเส่ือกลางโรงให้ผู้เข้าพิธีนั่ง
บน หรือที่นั่งตอนจะผูกเทริดห้อยไว้โดยมีสายสิญจน์หนึ่งโยงไปให้โนราใหญ่ ตอนนี้เรียกว่า"อุปัชฌาย์ โนราอีก 2
คนเรียกว่า "คู่สวด” เส้นหนึ่ง หากผู้เข้พิธีนิมนต์พระสงฆ์มาในพิธีด้วย ก็จะผูกโยงสายสิญจน์ไปให้พระภิกษุถือไว้
เปน็ เส้นหนง่ึ อกี เสน้ หนึ่งผูกโยงไปใหบ้ ิดาและญาติพนี่ ้องของผเู้ ข้าพิธีถือไว้ เม่ือจะครอบเทริด ผู้ถือสายสญิ จน์ท้ัง 3
เส้น จะค่อยๆ ผ่อนเชือกหย่อนเทริดลงมา โนราคนใดคนหนึ่งจะจับเทริดให้ครอบลงบนศีรษะพอดี ขณะที่หย่อน
เทริด หากไม่มพี ระภกิ ษุในพธิ ี โนราใหญ่และโนราผู้ชว่ ยจะสวดมนตเ์ ช่นเดียวกับพระใหช้ ยันโต เมื่อเสร็จแลว้ ด้ายที่
ผูกเทริดจะพันเทริดเอาไว้ จากนั้นโนราใหญ่ก็ทำพิธีมอบเครื่องหมายความเป็นโนราหรืออุปกรณ์ในการรำ มีพระ
ขรรค์ หอกแทงเข้ (จระเข้) เป็นต้น เพื่อแสดงว่าได้เป็นโนราใหญ่ และสามารถประกอบพิธีโนราโรงครูได้ต่อไป
หลังจากน้นั โนราทไี่ ดร้ ับการครอบ เทรดิ จะรำถวายครู โดยเร่มิ รำทน่ี กั หรอื พนกั ซง่ึ จดั เตรยี มไวต้ ้งั แต่บทสรรเสริญ
ครู บทครสู อน บทสอนรำ บทประถม และรำทำบทพอเปน็ พธิ ี เปน็ อนั แลว้ เสร็จพิธีแก้บน ด้วยการรำโนราถวายตา
ยายครแู ละการรำออกพรานหรอื จับบทออกพราน หลงั จากพิธีครอบเทริดแลว้ โนราหรือชาวบา้ นท่ีได้บทพรานหรือ
ขอความช่วยเหลือครูหมอโนราหรือบนบานเพราะถูกตายายลงโทษและได้สัญญาไว้ว่าจะแก้บนด้วยการรำโนรา
หรือจบั บทออกพรานจะมาแก้บนกนั ในตอนน้ีโดยช่วงเชา้ จะแก้บนได้เฉพาะผู้ทีจ่ ะแก้บนด้วยการรำโนรา เร่ิมต้ังแต่
แตง่ ตวั แล้วนำพานดอกไมธ้ ูปเทยี น เงิน 12 บาทหรอื ตามท่คี รโู นราใหญ่หรือผชู้ ่วยจะเปน็ ผู้นำในการรำ แล้วให้ผู้แก้
บนรำตาม บททใี่ ชร้ ำแกบ้ น มสี รรเสริญครู บทครูสอน บทสอนรำ ซ่งึ จะรำบทต่าง ๆพอเปน็ พธิ ี จบแล้วไปกราบครู
โนราอีกครั้งและรับการประพรมน้ำมนต์ ส่วนการแก้บนด้วยการออกรำพรานหรือจับบทออกพรานจะแก้บนได้ใน
เวลาท่เี ลยเท่ียงวนั ไปแล้วผแู้ กบ้ นจะต้องแต่งตัวพราน นำเครอ่ื งบชู ามามอบให้โนราใหญ่เชน่ เดยี วกับการแก้บนด้วย
การรำโนรา โนราใหญห่ รอื ผู้ช่วยจะเป็นผู้นำในการจับบทออกพรานแลว้ ใหผ้ ู้แก้บนรำตามพิธรี อ้ งบน เป็นพธิ ีกรรมท่ี
โนราโรงครูทำพิธีให้กับผู้ที่บนบานหรือสัญญาไว้ว่าขอให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บหรือสมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ
แลว้ ทำตามสญั ญานั้นๆ การรอ้ งบนนโี้ นราไมต่ ้องแต่งเคร่ืองโนราแต่ยังคงใชเ้ คร่ืองเซน่ เช่นเดยี วกับพิธีแก้บนพิธีผูก
ผ้าปลอ่ ย เป็นการประกอบพิธเี พื่อตัดขาดจากความเปน็ โนราและไม่ถูกครูหมอโนราหรอื ตายายโนราลงโทษ การทำ
พิธีผูกผ้าปล่อยอาจทำในเวลากลางคืนของวันพฤหัสบดีก็ได้ ผู้เข้าพิธีเตรียมพานดอกไม้ธูปเทียน เงิน 12 บาท มา
มอบให้โนราใหญ่ กราบขอขมาครูโนราและบอกความจำเป็นที่ต้องเลิกรำโนรา จากนั้นโนราใหญ่จะมอบเครื่อง
แต่งตัวโนราให้ผู้เข้าร่วมพิธีนำไปแต่งตัวแล้วออกมารำโนราเป็นครั้งสุดท้ายอย่างเต็มความสามารถ จบแล้วโนรา
ใหญ่จะเรียกไปถามคำยืนยันอีกครั้ง จากนั้นโนราใหญ่บริกรรมคาถาให้ตัดขาดจากความเป็นโนราแล้วให้ผู้เข้า พิธี
ออกไปนอกโรงโนราและถอดเคร่ืองแต่งตวั โนราออกแล้วนำเคร่ืองแต่งตวั โนราทั้งหมดส่งใหโ้ นราใหญโ่ ดยต้องส่งมา
ทางข้างหลังตนเอง และไม่หันไปมองโรงโนราเป็นเสร็จพิธี ในวันที่สอง เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมต่าง ๆ แล้วก็จะเป็น
การรำทว่ั ไปเพ่ือให้ความบันเทิงแกผ่ ้ชู ม และถือว่าเป็นการรำถวายครูด้วย
พิธกี รรมวนั ที่สาม
คือวันศกุ รอ์ นั เป็นวนั สุดท้ายของพิธีกรรมโนราโรงครูใหญ่โดยเรมิ่ ต้งั แต่ลงโรงกาศครู เชญิ ครู และรำท่ัวไปเพื่อถวาย
ครูเชน่ เดยี วกบั วันท่หี นงึ่ และวนั ทส่ี องจากนน้ั คณะโนรากจ็ ะรำบททีเ่ รียกว่า "สิบสองบทสบิ สองเพลง” เช่น บทสอน
รำ บทประถม บทนางนกจอก บทนกเปด็ กาน้ำ บทพระสธุ นนางมโนห์รา บทไกรทอง ดังตวั อย่างเชน่
1. บทนางนกจอก
นางนกกระจอกบินออกชายคา พือปีกวาวาจะข้ามสาครข้าไปไม่ได้เพราะปีกหางยังอ่อน บินข้ามสาครฉันนั้นน้อง
หนานางนกกระจอกบนิ ออกชายคา พือปกี วาวาจะข้ามเลหลวงขา้ มไปไม่ได้เพราะปีกหางยงั รว่ ง บินเข้าเลหลวงฉัน
นั้นน้องหนานางนกกระจอกบินออกชายคา พือปีกวาวาจะข้ามสมุทรข้ามไปก็ได้สบายที่สุด ว่าบินข้ามเลย
มหาสมุทร
2. บทไชชาย หรอื บทนกเป็ดกาน้ำโนน่ ไอไหรดำดำ และเหมอื นกาน้ำไล่ปลาหักเงีย้ งโยนมา ชา่ งเร็วกะหวามือคน
ไชชายเข้ามายืนมองเห็น จึงเอามาเรียนเล่นกลโยนหลกโกลาหล มันโยนแต่ซ้ายรับขวาพระผู้เป็นเจ้าแลเห็น ก้าว
เธอจงึ รอ้ งตามไปไอ้ไชชายเหอไชชาลา วิชานีห่ นาเรียนมาแต่ขา้ งไหน...
การเหยยี บเสน
หลังจากโนรารำบทสิบสองบทสิบสองเพลงแล้วก็จะทำพิธีเหยียบเสน เพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับเสน โดยเชื่อ
วา่ เสนเป็นเนอื้ งอกนูนจากระดับผิวเปน็ แผ่น ถา้ มสี ีแดงเรียกว่า เสนทอง ถา้ มีสีดำ เรยี กวา่ เสนดำ ไม่ทำให้เจ็บปวด
หรือมอี ันตรายแต่ถ้าหากงอกบางส่วนของร่างกาย เช่น บนใบหน้าจะดูน่าเกลยี ด ถา้ เป็นกบั เด็ก ๆเสนจะโตข้ึนตาม
อายุ (อุดม หนูทอง: 2531:171) ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าเสนเกิดจากการกระทำของผีที่เรียกว่า ผีโอกะแชง
ซง่ึ เป็นผทู้ ำหน้าทเี่ ฝา้ เสาโรงโนราและสว่ นหนึ่งเป็นเพราะการทำเคร่ืองหมายของครูหมอโนรา เพ่ือต้องการเอาเด็ก
คนนน้ั โดยผ่านทางผีโอกะแชงระยะเวลาในการประกอบพธิ ีซ่ึงมักจะทำกันในวันศุกร์ที่ 3 ของการแสดงโนราโรงครู
หลังจากโนรารำสิบสองบทแล้ว ขั้นตอนพิธีกรรมผู้ที่เป็นเสนหรือผู้ปกครองจะต้องนำเด็กที่เป็นเสนและอุปกรณ์
ประกอบพิธีมาให้โนราใหญ่ จากนั้นโนราใหญ่จะเอาน้ำใส่ขันหรือถาดพร้อมด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เตรียมมา ทำพิธี
จุดธูปเทียน ชุมนุมเทวดา ชุมนุมครูหมอโนรา ลงอักขระที่หัวแม่เท้าของโนราใหญ่แล้วรำท่าแบบเฆี่ยนพรายหรือ
"ท่าย่างสามขุม” เสร็จแล้วโนราใหญ่เอาหัวแม่เท้าไปแตะตรงที่เป็นเสนแล้วเหยียบเบา ๆ บริกรรมคาถากำกับ
พร้อมกับนำพระขรรคไ์ ปแตะท่ีเป็นเสนทำเช่นนี่ 3 ครั้ง เสร็จแล้วเอามีดโกน หินลับมีดและของอื่น ๆในขันน้ำหรือ
ถาดไปแตะที่ผู้เป็นเสนจนครบทุกอย่างเป็นอันเสร็จพิธี พิธีกรรมดังกล่าวเชื่อว่าเสนจะค่อยๆ หายไป ถ้าไม่หายให้
ทำซ้ำอกี จนครบ 3 คร้งั เสนจะหายไปในท่ีสดุ อุปกรณท์ ี่ใชป้ ระกอบพธิ ีกรรม ได้แก่ ขันน้ำหรือถาดใส่น้ำ หมากพลู
ธูปเทียน ดอกไม้ มีดโกน หินลับมีด เงินเหรียญ เครื่องเงิน เครื่องทอง หญ้าคา หญ้าเข็ดหมอน เงิน 32 บาท (ใน
อดตี ใช้ 12 บาท) พระขรรค์หรอื กริช ผู้เข้ารว่ มพธิ กี รรม โนราใหญ่ เด็กที่เป็นเสน ผปู้ กครอง ลูกคู่โนรา
การรำคล้องหงส์
ใช้รำเฉพาะในพิธีครอบเทรดิ หรือผูกผ้าใหญ่และพิธีเขา้ โรงครูเท่านั้น เพื่อให้พิธีสมบูรณ์ในการรำใชผ้ ู้รำ 8
คน โดยโนราใหญเ่ ป็น "พญาหงส”์ โนราคนอ่ืน ๆ อกี 6 คนเปน็ หงส์ และผู้รำเปน็ พราน 1 คน วิธรี ำสมมติท้องเรื่อง
เปน็ สระอโนดาต จากน้ันจงึ รอ้ งบททำนองกลอนพญาหงส์ ตอนท่หี งสก์ ำลงั ร้องกลอนบททำนองพญาหงส์ พรานจะ
ออกมาดอ้ ม ๆ มอง ๆ เพอื่ เลือกคลอ้ งพญาหงส์ พอจบกลอนพรานเขา้ จโู่ จมไลค่ ล้องหงส์ ดนตรีเชิด หงสว์ งิ่ หนี เป็น
รปู "ยนั ต์เตา่ เลือน” นายพรานไล่คล้องได้พญาหงส์ พญาหงส์ใชส้ ติปัญญาจนสามารถหลุดพ้นจากบ่วง เป็นการจบ
การรำ เช่อื กันว่าการรำคล้องหงส์ในโรงครูท้งั ตัวพญาหงส์คอื โนราใหญ่และผูแ้ สดงเปน็ พราน มีครโู นราเข้าทรงดว้ ย
การรำแทงเข้ (จระเข)้
ใช้รำในพิธีกรรมโรงครูเท่านั้น โดยจะรำหลังจากคล้องหงส์แล้ว ผู้รำมี 7 คน โนราใหญ่รำเป็น "นายไกร”
ทเ่ี หลอื อกี 6 คน เป็นสหายของนายไกร อปุ กรณม์ ีเข(้ จระเข้) 1 ตัว ทำจากต้นกลว้ ยพังลา (กลว้ ยตาน)ี ตน้ โต ๆ ขุด
ให้ติดเหง้า นำมาแกะสลักส่วนเหง้าให้เป็นหัวเข้ ขาใช้หยวกกล้วยตัดเป็นรูปขาแล้วใช้ไม้เสียบไว้ หางทำด้วย
ทางมะพร้าว เมื่อเสร็จแล้วใช้ไม้ขนาด 4 คืบ 4 อันปักเป็นขาหย่ัง เชื่อกันวา่ คนทีจ่ ะทำตัวจระเข้นัน้ จะต้องเป็นผู้มี
ความรทู้ างเวทยม์ นตร์คาถา เพราะหลงั จากทำตวั จระเข้เสร็จแล้วจะต้องทำพธิ ีบรรจธุ าตุ เรียกวิญญาณไปใส่ เบิกหู
เบกิ ตา เรยี กเจตภูตไปใส่ หากทำไมถ่ กู ต้อง ก็อาจเปน็ เสนียดจัญไรแก่ตนเอง ก่อนนำเข้าพิธี คนทำจระเข้ต้องทำพิธี
สังเวยครูด้วยหมากพลู ดอกไม้ธูปเทียน และเหล้าขาว แล้วนำไปวางข้างโรงโนราด้านตะวนั ตก ให้จระเข้หันหัวไป
ทางทิศหรดี หากหันหัวไปทางทิศอีสาน โนราจะไม่แทง บนตัว หัว และหางจระเข้ติดเทียนไว้ตลอดด้านหน้าโรงที่
จะไปแทงเข้ จะต้องเอาหยวกกล้วยพังลา (กล้วยตานี) 3 ท่อน มาทำเป็นแพเพื่อให้โนราเหยียบก่อนออกไปแทงเข้
นอกจากนม้ี หี อก 7 เลม่ เรียกชอ่ื ตา่ งกัน เชน่ หอกพิชยั กอกระบวย ในตะกง ปานฉนะ เป็นต้น การรำแทงเขจ้ ะเร่ิม
ดว้ ยโนราใหญ่จุดเทียนตรงบายศรีแลท่ีครูแลว้ ขนึ้ บทเพลงโทน (จบั บทไกรทอง)
เนือ้ ความเปน็ การทำขวัญนายไกร และการละเล่นในพธิ ที ำขวญั จากนนั้ โนราจะเปล่ยี นเร่ืองมาจับเร่ืองราว
ฝ่ายชาละวันว่า เกิดนิมิตฝนประหลาดจงึ ต้องไปหาอัยกา ให้เป็นผู้ทำนายฝัน พระอัยกาได้ทำนายฝันใหว้ า่ เป็นลาง
รา้ ย จะต้องถงึ แก่ชีวติ จากนนั้ ดนตรีทำเพลงเชิด โนราว่าบทสสั ดใี หญ่ รา่ ยรำดว้ ยทา่ รำองอาจสง่างามแล้วออกจาก
โรงไปแทงเข้ ก่อนออกจากโรงบริกรรมคาถาแทงเข้ โดยเอาหัวแม่เท้ากดพื้นแล้วกล่าวว่า "พุทฺธํ ระงับจิต ธมฺมํ
ระงับใจ สํฆํ สูไป ตัวสูคือท่าน ตัวกูคือพระกาล ธมฺมํ พุทฺธํ อะระหํ สูอย่าอื้อ บรรดาศัตรู เหยียบดนิ กินน้ำ หายใจ
เข้าออกต้องแสงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ทำร้ายแก่ข้าพเจ้าไม่ได้ มีญาเตร จาเม ปวิสติ” ต่อจากนั้นโนราออกจาก
โรงใช้เท้าเหยียบแพหยวกแลว้ กล่าวบริกรรมคาถาวา่ "นางณเี จ้าขา ตัวยังหรือไม่ สงั ขาตง้ั โลกังชา นาติ ติโล กาวิทู
ข้าพเจ้าจะออกไป อย่าให้มีภัยอันตราย พุทฺธํ ระงับจิต ธมฺมํ ระงับใจ สํฆํ สูไป ตัวสูคือท่าน ตัวกูคือพระกาล อัมมิ
พุทธัง อะระหัง สูอย่าอื้อ บรรดาศัตรู เหยียบดินกินน้ำ หายใจเข้าออก ต้องแสงอาทิตย์พระจันทร์ ทำร้ายแก่
ข้าพเจ้าไม่ได้ มาอยู่แก่ข้าพเจ้าให้หมด” จากนั้นโนราใหญ่ ผู้รำเป็นสหายนายไกร ครูหมอโนราก็ร่ายรำไปยังตัว
จระเข้ แล้วโนราใหญ่กล่าวบริกรรมคาถากำกับว่า "โอมธรณีสาร กูคือผู้ผลาญอุบาทว์ให้ได้แก่เจ้าไพร จังไหรให้
ได้แก่นางธรณี สิทธิได้แก่ตัวกู” แล้วจึงใช้หอกแทงเข้ เอาเท้าถีบให้เข้หงายท้องโนราคนอื่น ๆ ก็ใช้หอกแทงเข้ต่อ
จากโนราใหญ่แล้วว่าบทปลงอนิจจัง กรวดน้ำให้ชาละวันจบแล้วว่าคาถาถอนเสนียดจากเข้ เป็นอันจบกระบวนรำ
เมื่อรำแทงเข้แล้วคณะโนรากลับเข้าโรงโนรา จากนั้นโนราใหญ่จึงร้องบท "ชาครูหมอ” หรือ "ชาตายาย” เพื่อเป็น
การบูชาครูหมอโนราหรือตายายโนรา โดยเจ้าภาพ ลูกหลานตายายโนราจะนำเงินมาบูชาครูตามกำลังศรัทธา
เรยี กว่า "เงินชาครหู มอตายาย” เพื่อทำบญุ อุทิศส่วนกุศลไปให้ครหู มอโนราหรือตายายโนรา โนรารอ้ งบทชาครูหมอ
พร้อมกับขอพรครูหมอโนราหรือตายายโนราให้แก่เจ้าภาพและลูกหลานตายายโนรา ต่อจากบทชาครูหมอตายาย
และลูกหลานได้อุทิศส่วนกุศลไปให้ครูหมอโนราหรือตายายโนราแล้ว โนราใหญ่จะร้องบท "ส่งครู” เพื่อส่งครูหมอ
โนราหรือตายายโนรากลับ ดังตัวอยา่ งบทร้องตอนหน่ึงวา่
บทส่งครหู มอ
ฤกษ์งามยามดี ป่านชี้ อบยามตามพระเอสา
ซา้ ยแลว้ แหละพ่มุ พวั เราหยอ่ นวัวละน้องใหก้ ินหญา้
มันซ้ายแล้วแหละเพอื่ นอา เรามาหยอ่ นมาให้กินน้ำ
วา่ ซา้ ยแลว้ สาระแท้ เรามาแตง่ แงใ่ ห้งามงาม
ววั ออกกนิ หญา้ มา้ กินน้ำ ชอบไปดว้ ยยามพระเวลา
ฤกษ์งามยามดี ปา่ นนไ้ี ด้งามต้องตามพระเวลา
ขวัญเหอ ได้ฤกษร์ อ้ งส่ง ทุกองคร์ าชครขู ้าถว้ นหนา้
เพราะวนั ก่อนลกู เชิญมา เมอื่ ถงึ เวลาจะเชญิ ให้พอ่ ไป
กลบั ข้ึนสเู่ คหา ลกู หลานจะไดพ้ ่ึงพาและอาศัย
ไม่ว่าองค์น้อยองคใ์ หญ่ กลับไปเยา้ เยพระเคหาส์
เพราะว่าพิธีไม่มีบกพรอ่ ง ถูกต้องตามวนั ทส่ี ญั ญา...
ขอใหพ้ อ่ เป็นธงชยั ไดก้ บั พวกเราเหล่าโนรา
เสรจ็ จากส่งครหู มอโนราหรอื ตายายโนราแลว้ โนราใหญก่ จ็ ะทำพิธี "ตัดเหมฺ รฺ ย” (ตัดทานบท) ซง่ึ เป็นพิธีตัด
เครื่องบูชาและเครื่องเซ่นไหว้ตายายให้ขาดแยกจากกัน เป็นเคล็ดว่า "เหฺมฺรย” หรือพันธะสัญญาที่เคยให้ไว้แก่ครู
หมอโนราได้ขาดกันแล้วสิ่งที่โนราใหญ่ตัดได้แก่ บายศรีท้องโรง เชือกมัดขื่อโรงจากบนศาลหรือพาไล 3 ตับ เชือก
ผูกผ้าหรือเพดานศาลหรือพาไล 1 มุมแล้วห่อเหฺมฺรย ขึงวางอยู่บนศาลหรือพาไล วิธีตัดเหฺมฺรย โนราใหญ่จะถือมีด
หมอ 1 เลม่ เทียน 1 เล่ม หมากพลู 1 คำ ไว้ในมอื ขวาแลว้ รำทา่ ตดั เหฺมฺรย โดยตัดแต่ละอย่างตามท่ีกล่าวมาแล้วไป
ตามลำดับขณะที่ตัดจะว่าคาถากำกับไปด้วยเสร็จแล้วเก็บเครื่องบนศาลหรือพาไลไปวางไว้นอกโรงทำพิธพี ลิกสาด
พลิกหมอน รำบนสาดแลว้ ถอดเทริดออก เป็นอันเสร็จพธิ กี ารรำโนราโรงครู
2. โนราเพื่อความบันเทิง หรือโนรารำ เป็นการจัดแสดงเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมโดยตรง แบ่งรูปแบบ
การแสดงออกเปน็ ลักษณะตา่ งๆ ดงั น้ี
การรำโนราเพื่อความบันเทิงน้ันเป็นการจัดแสดงที่มีกำหนดการแสดงมากทีส่ ุดในวันนี้ เพราะเป็นการจัด
แสดงที่ใช้เวลาไม่มาก ผู้แสดงมีความสามารถในการแสดงระดับหนึ่ง ก็สามารถออกโรงแสดงได้แล้ว การรำโนรา
แต่ละตัวต้องรำอวดความสามารถและความชำนาญเฉพาะตน โดยการรำในท่ารำต่างๆ ให้ถูกต้องแข็งแรงสวยงาม
เหลยี่ มมมุ โดยเฉพาะการต้ังวงโนราต้องคมชดั การเชอ่ื มต่อทา่ รำตา่ งๆ ต้องแคล่วคล่องสวยงาม ถกู ต้องตามจังหวะ
ดนตรี และต้องรำใหส้ วยงามอ่อนช้อยกระฉับกระเฉง บางคนอาจอวดความสามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน เชน่ การ
เลน่ แขน การทำตัวอ่อน การเล่นกับเครอ่ื งแตง่ ตวั บางชิน้ เชน่ การเล่นเสยี ง กำไลมอื เปน็ ตน้ และโดยเฉพาะการรำ
รวมหมทู่ ำท่าพลิกแพลงตา่ งๆ เชน่ ทา่ พระจันทร์ทรงกลด เป็นตน้ หลกั การสำคัญของการรำโนราเพ่ือความบันเทิง
นัน้ จะมีลกั ษณะเดน่ สำคญั เช่น
2.1 การรอ้ งโนรา เป็นอกี ขั้นตอนหนง่ึ ของการจัดแสดงโนรา ไม่ใชว่ า่ นกั แสดงโนราทุกตัวจะรอ้ งโนราได้ดี การ
ร้องโนรา ผู้ร้องจะต้องอวดลีลาการร้อง ขับบทกลอนในลักษณะต่างๆ เช่น เสียงไพเราะดังชัดเจน จังหวะการร้อง
ขับถูกต้องเร้าใจ มีปฏิภาณในการคิดกลอน รวดเร็ว ได้เนื้อหาดี สัมผัสดี มีความสามารถในการร้อง โต้ตอบ แก้คำ
อย่างฉับพลนั และคมคาย เป็นต้น
2.2 การทำบท เปน็ การร้องและรำโนราเป็นเร่ืองราว ท่ีมีความนา่ สนใจตรงท่ีผู้ร้องมีปฏิภาณไหวพริบ
มีความสามารถในการตีความหมายของบทร้องเป็นท่ารำ ให้คำร้องและท่ารำสัมพันธ์กัน มีการตีท่ารำให้พิสดาร
หลากหลายและครบถ้วน ตามคำร้องทุกถ้อยคำ ต้องขับบทร้องและตีท่ารำให้ประสมกลมกลืนกับจังหวะและลีลา
ของดนตรอี ยา่ งเหมาะเหม็ง การทำบทจงึ เป็นศิลปะสุดยอดของโนรา
2.3 การรำเฉพาะอย่าง นอกจากโนราแต่ละคน จะต้องมีความสามารถในการรำ การร้อง และการทำ
บท ดังกล่าวแล้ว ยังต้องฝึกการรำเฉพาะอย่างให้เกิดความชำนาญเป็นพิเศษด้วย ซึ่งการรำเฉพาะอย่างนี้ อาจใช้
แสดงเฉพาะโอกาส เช่น รำในพิธีไหว้ครู ในพิธีแต่งพอกผูกผ้าใหญ่ บางอย่างใช้รำเฉพาะเมื่อมีการประชันโรง
บางอย่างใช้ในโอกาสรำลงครูหรือโรงครู หรือในการรำแก้บน เป็นต้น ตัวอย่างการรำเฉพาะอย่าง เช่น รำบทครู
สอน รำเพลงทบั เพลงโทน รำเพลงป่ี รำขอเทรดิ รำคล้องหงส์ เป็นต้น
2.4 การเล่นเป็นเรื่อง โดยปกติโนราไม่เน้นการเล่นเป็นเรื่อง แต่ถ้ามีเวลาแสดงมากพอ อาจมีการเล่น
เป็นเรื่อง ให้ดูเพื่อความสนุกสนาน โดยเลือกเรื่องที่รู้ดีกันแล้วบางตอนมาแสดง ไม่เน้นการแต่งตัวตามเรื่องแต่จะ
เน้นความตลก และการขบั บทกลอนแบบโนราให้ไดเ้ น้อื หาตามท้องเรื่อง
การแสดงโนราท่ีเป็นงานบันเทงิ ทว่ั ๆ ไป แต่ละครงั้ แต่ละคณะจะมีลำดบั การแสดงที่เปน็ ขนบนิยม โดยเร่ิม
จากปลอ่ ยตวั นางรำออกรำ (อาจมผี แู้ สดงจำนวน 2-5 คน) ซงึ่ มขี น้ั ตอน คอื เกยี้ วมา่ น หรือขับหน้าม่าน เป็นการขับ
รอ้ งบทกลอนอยใู่ นมา่ นกนั้ โดยไม่ใหเ้ หน็ ตวั ออกรา่ ยรำ แสดงความชำนาญและความสามารถในเชงิ รำเฉพาะตวั นง่ั
พนัก ว่าบทร่ายแตระ แล้วทำบท (ร้องบทและตีท่ารำตามบทนั้นๆ) ว่ากลอน เป็นการแสดงความสามารถ เชิงบท
กลอน (ไม่เน้นการรำ) ถ้าว่ากลอนที่แต่งไว้ก่อน เรียกว่า “ว่าคำพรัด” ถ้าเป็นผู้มีปฏิภาณมักว่ากลอนสด เรียกว่า
“วา่ มุดโต” และรำอวดมืออกี ครั้ง แลว้ เขา้ โรง
ออกพราน คือ ออกตัวตลก เป็นผมู้ ีความสำคญั ในการสรา้ งบรรยากาศการแสดงใหค้ รกึ ครน้ื
ออกตัวนายโรง หรือโนราใหญ่ นายโรงจะอวดท่ารำและการขับบทกลอนเป็นพิเศษให้สมแก่ฐานะที่เป็น
นายโรง ในกรณีที่เป็นการแสดงประชันโรง โนราใหญ่ จะทำพิธีเฆี่ยนพราย และเหยียบลูกนาว เพื่อเป็นการ ตัดไม้
ข่มนามคู่ต่อสู้ และเป็นกำลังใจแกผ่ รู้ ่วมคณะของตนด้วย
สธุ ิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ อดุ ม หนุทอง และเกษม ขนาบแกว้ ได้กลา่ วถึงลำดบั ขั้นตอนการแสดงโนราสรปุ ไดว้ ่า การ
เล่นโนราเพอ่ื ความบันเทงิ มีลกั ษณะต่างกนั เปน็ 2 แบบ คอื กรเลน่ โรงเดยี วกบั การเลน่ ประชนั โรง ดงั น้ี
1. การเล่นโรงเดียว มีลำดับขั้นตอนคอื
1.1 ยกเคร่ือง โดยมีโนราใหญ่หรือหมอกบโรงเปน็ ผุท้ ำพธิ ี เสร็จแลว้ กย็ กเคร่อื งออกเดินทาง
1.2 ตั้งเครื่อง เมื่อโนรามาถึงบ้านเจ้าภาพหรือสถานที่แสดงพอเข้าโรงก็จะทำพิธี “ตั้งเครื่อง”
เปน็ การประโคมดนตรีเพอ่ื บอกกลา่ วต่อสง่ิ ศักด์ิสทิ ธิ์
1.3 เบิกโรง โดยนายโรงหรือหมอกบโรงเป็นผทู้ ำพิธี
1.4 โหมโรง เป็นการประโคมดนตรลี ว้ น ๆ ประมาณ 12 เพลง
1.5 กาศครู เป็นการขับร้องบทไหว้ครูกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของโนรา สดุดีครูและผุ้มี
พระคุณ ซึง่ ในขณะท่ีโนรากำลงั กาศครนู น้ั โนราที่จะออกรำก็จะแตง่ ตัวอย่หู ลังมา่ น
1.6 ปล่อยตัวนางรำออกรำ ซงึ่ มขี ้นั ตอน ดงั น้ี
1.6.1 เกยี้ วม่าน หรือขับหน้าท่าน คอื การขับร้องกลอนอยใู่ นม่านกน้ั โดยไม่ให้เหน็ ตัว แตจ่ ะใช้
มือดันมา่ นตรงทางออกเพ่ือเร้าใจให้ผู้ชมสนใจและเป็นสัญญาณว่าตวั แสดงกำลังจะออกรำ โดยปกติตวั ทจ่ี ะออกรำ
เปน็ ผผรู้ ้องรบั บทเก้ียวม้านเอง แต่บางคร้งั อาจใช้คนอื่นร้องขับแทน บททร่ี ้องมักจะบรรยายอารมณ์คงวามสู้สึกอ
ขงหญงิ สาววัยกำดดั หรอื ชมธรรมชาติหรอื กลา่ วถึงคตโิ ลกคติธรรม
1.6.2 ออกรา่ ยรำแสดงความชำนาญ ความสามารถในเชิงรำเฉพาะตัว
1.6.3 นั่งพนักว่าบทร่ายแตะแล้วทำบท (ร้องบทและตีท่ารำตามบทนั้น ๆ “สีโตผันหน้า” ถ้า
เป็นคนรำคนที่2 หรือ3 อาจเรียกตัวอื่น ๆ มาร่วมทำบทเป็น 2 คน หรือ 3 คน ก็ได้ หรืออาจทำบทชมธรรมชาติ
ชมปูชนียสถาน เพลงทน่ี ิยมใชป้ ระกอบการทำบทคือ เพลงทบั เพลงโทน
1.7 ออกพราน ขับบทถราน (ขับร้องบทกลอนตามลีลาของพราน) พูดตตลกเกริ่นให้คนคอยชมนายโรง
แลว้ จงึ เข้าโรง
1.8 ออกนายโรง หรือออกโนราใหญ่ นายโรงจะอวดท่ารำและการขับทกลอนเป็นพิเศษให้สมแก่ฐานะที่
เป็นนายโรง
1.9 เล่นเปน็ เรื่อง โดยอาจใชม้ กี ารออกพรานอีกครง้ั หนง่ึ เพอ่ื บอกวา่ ต่อไปนจี้ ะเล่นเปน็ เรื่องและจเล่นเรื่อง
อะไร
2. การเล่นโนราประชัน หรือโนราแข่ง นยิ มจัดในวัดตอนกลางวนั ก่อนถึงวันแข่ง 1 วัน โนราคู่แข่งขันจะ
มาพร้อมกนั ในคนื น้ันโนราจะทำพิธีเชิญครูและรำโขวเ์ รียกวา่ “รำอวดมือ นอกจากนจี้ ะมีการเสีย่ งทายการแข่งขัน
ในวันรุ่งขึ้น หลังจากเสี่ยงทายแล้วโนราจะนอนในโรงแสดง เมื่อถึงวันแข่งขันกรรมการจะแจกกติกา ให้โนรา
ค่แู ข่งรบั ทราบ ว่า คณะกรรมการจะตีสัญญานเปน็ ชว่ ง ๆ ตามเวลาทก่ี ำหนด และจะช้แี จงว่าจะใชเ้ กณฑ์ตัดสินกัน
อย่างไร ซงึ่ จะมีเกณฑ์ 3 ประเภทด้วยกันคอื ถือเอาจำนวนคนดุมากกว่าในตอนเรม่ิ สญั ญาณ ตัดสนิ จนสญั ญาเลิก
จงึ จะเป็นผ้ชู นะ ถอื เอาจำนวนคนที่หน้าโรงแสดง
ปัจจุบันการแสดงโนรายังคงมีการแสดงทั้ง 2 รูปแบบ ทั้งเพื่อความบันเทิงและการรำในพิธีกรรม คุณค่า
ของโนรา นอกจากเครื่องแต่งกายและท่ารำที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว โนรายังทำหน้าที่เป็น “สื่อ”
เผยแพร่ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และเข้าถึงชาวบ้านได้ง่าย โนราจึ งเป็น
ศิลปะการแสดงของชาวภาคใต้ที่ยังคงครองความนิยมท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบันได้ดีตาม
สมควร
องคค์ วามรเู้ ร่อื งมรดกทางภูมิปญั ญา
1. ความหมาย
2. ประเภทของมรดกทางภมู ิปัญญา
3. วธิ กี ารพจิ ารณาข้นึ ทะเบียนเปน็ มรดกโลก
4. อนุสญั ญาว่าดว้ ยการคมุ้ ครองมรดกโลกทางวฒั นธรรมและทางธรรมชาติ
ความหมาย
พระราชบัญญัติวัฒนธรรม พ.ศ. 2553 มาตรา 4 นิยามคำว่า "วัฒนธรรม" หมายถึง วิถีการสร้างสรรค์ ส่ัง
สม ปลูกฝัง สืบทอด เรียนรู้ ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามทั้งด้านจิตใจและวัตถุ อย่าง
สนั ตสิ ุขและยง่ั ยนื
มรดกทางวฒั นธรรม เปน็ รปู แบบของวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และมีคุณค่าซึ่งเกิดขึน้ ในอดีตและได้รับการ
สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง มรดกทางวัฒนธรรมบางอย่างกลายเป็นแบบแผนทา งวัฒนธรรมที่มี
ความสำคัญและเป็นความภาคภูมิใจของคนในสังคมสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งองค์การการศึกษา
วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแหง่ สหประชาชาติ และกฎหมายประเทศต่างๆ ท้ังในแถบทวปี ยโุ รปและเอเซยี ได้แบง่
ประเภทของวัฒนธรรมออกเป็นสองประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tengible CulturalHeritage)
เช่น โบราณวัตถุ โบราณสถาน แหล่งโบราณคดีงานจิตรกรรม เป็นตัน และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
(Intangible Cutural Heritage) หรือตามกฎหมายไทยที่เรียกว่า "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม" ได้แก่ ภาษา
ศิลปะการแสดง งานช่างฝีมือด้ังเดิม เป็นต้น แม้ว่ามรดกทางวัฒนธรมทั้งสองประเภทจะมีความหลากหลายใน
ตัวเองอยู่มากก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถบ่งแยกเนื้อหางนทั้งสองประเภทได้ชัดเจนเด็ดชาด เนื่องจากมรดกทาง
วัฒนธรรมท่จี บั ตอ้ งไดแ้ ละจบั ตอ้ งไมใ่ ดล้ ว้ นมีความเกยี่ วข้องสัมพนั ธ์ซึ่งกันและกนั เปน็ สงิ่ ท่ีอยู่ดูกันมาโดยตลอด โดย
เฉพาะงานจับต้องได้ซึ่งเป็นรูปธรรมนั้นมีพื้นฐานมาจากแนวความคิด ความเชื่อและทักษะเทคนิคอันเป็นลักษณะ
นามธรรมของานจับต้องไม่ใด้ลักษณะดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความไม่หลากหลายในความหลากหลายของมรดกทาง
วัฒนธรรมขน้ึ แสดงให้เหน็ ความโดดเดน่ ของพัฒนาการทางวัฒนธรรมทไี่ ดร้ บั การยอมรับและถา่ ยทอดสบื มา อันจะ
นำไปสกู่ รคมุ้ ครองและสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมสบื ไป (ชาครติ สิทธิฤทธ์ิ ,2559 : 141)
ประเภทของมมรดกทางภมู ปิ ัญญา
มรดกทางวัฒนธรรม เปน็ รปู แบบของวฒั นธรรมที่มีเอกลักษณ์และมีคณุ ค่าซึ่งเกิดข้นึ ในอดีตและได้รับการ
สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง มรดกทางวัฒนธรรมบางอย่างกลายเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรมที่มี
ความสำคัญและเปน็ ความภาคภูมิใจของคนในสังคมสืบเนื่องมาจนกระทั่งปัจจบุ นั มรดกทางวัฒนธรรมแบ่งได้เปน็
2 ประเภท คอื
มรดกทางวฒั นธรรมท่จี ับต้องได้
มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible Cultural Heritage) เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ ส่วนมรดก
วฒั นธรรมทจ่ี ับตอ้ งไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) กค็ อื มรดกภูมิปัญญาที่ได้รับการสบื ต่อจากรุ่นสรู่ ุ่น เช่น
ศิลปะการแสดง/การดนตรี งานหัตถกรรม การบรหิ ารจดั การน้ำแบบโบราณ ฯลฯ
มรดกทางภูมิปญั ญาท่ีจบั ต้องไมไ่ ด้
องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรอื ยูเนสโก ไดน้ ยิ ามความหมายของ
"มรดกทางวัฒนธรรมทีจ่ ับต้องไม่ได้" หมายถึง การปฏิบัติ การเป็นตัวแทน การแสดงออกความรู้ ทักษะ ตลอดจน
เครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันเป็นผลจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชนกลุ่มชน และในบางกรณี
ปัจเจกบุคคลยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน (The UnitedNations Educational,
Scientific and Cultural Organization:2003, p. 2)
อนสุ ัญญาวา่ ด้วยการสงวนรักษามรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ต้องไม่ได้ (Convention for theSafeguarding
of the Intangible Cuttural Heritage) ได้กำหนดขอบเขตลักษณะของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ไว้ 5
สาขา คอื
1. ประเพณแี ละการแสดงออกทีเ่ ป็นมุขปาฐะ รวมถึงภาษาในฐานะพาหะ
2. ศิลปะการแสดง
3. แนวปฏิบัติทางสังคม พิธกี รรมและงานเทศกาล
4. ความรแู้ ละแนวปฏบิ ตั ิเก่ียวกับธรรมชาตแิ ละจักรวาล
5. งานช่างฝมี อื ด้งั เดมิ
แต่ในส่วนของประเทศไทย กรมส่งสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดประชุมระดมความคิดจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิทุกแขนง เห็นว่ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ซึ่งมีลักษ ณะโดดเด่นและเป็น
เอกลักษณ์ จึงได้จำแนกสาขาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไว้มากกว่าที่อนุสัญญาฯ กำหนด และกำหนด
ประเภทของแต่ละสาชาให้สอดคลอ้ งกบั บริบทวฒั นธรรมของประเทศไทย โดยมี 7 สขาดังน้ี
1. ศิลปะการแสดง
1.1 ดนตรีและเพลงร้อง เช่น ป่ีพาทย์ ซอสามสาย เพลงโคราช
1.2 นาฏศลิ ป์และการละคร เช่น โชน มโนราห์
2. งานชา่ งฝีมอื ดั้งเดมิ
2.1 ผ้าและผลิตภณั ฑจ์ ากผา้ เช่น ผา้ ทอนาหมนื่ ศรี ผ้าขาวม้า
2.2 เครอื่ งจักสาน เชน่ เครอื่ งจักสานไม้ไผ่ เครอ่ื งจักสานย่านสิเภา
2.3 เครอ่ื งรัก เช่น เครอื่ งมุกไทย
2.4 เคร่อื งป้ันดนิ ผา เชน่ เคร่อื งปั้นดนิ ผาเวยี งกาหลง
2.5 เครื่องโลหะ เช่น เครอ่ื งทองเหลอื ง
2.6 เครื่องไม้ เช่น เรือกอและ เรอื นไทยฟนื้ บา้ น
2.7 เคร่ืองหนัง เชน่ รูปหนังตะถุง รูปหนงั ใหญ่
2.8 เคร่ืองประดับ เช่น เครื่องไทยโบราณสกลุ ชา่ งเพชรบุรี
2.9 งานศิลปกรรมพ้ืนบา้ น เชน่ งานชา่ งดอกไม้สด
2.10 ผสิตภณั ฑ์อยา่ งอ่ืน เชน่ เครอ่ื งแตง่ กายมโนราห์
3. วรรณกรรมพื้นบา้ น
3.1 นทิ านพืน้ บา้ น เช่น นทิ านสงั ขท์ อง นทิ านขนุ ข้างขนุ แผน
3.2 ตำนานพนื้ บ้าน เช่น ตำนานพระรว่ ง
3.3 บทสวดหรือบทกลา่ วในพธิ กี รรม เชน่ บททำขวญั ชา้ ง
3.4 บทรอ้ งพ้ืนบา้ น เช่น เพลงแห่นางแมว
3.5 สำนวน ภาษิต เชน่ ผญาอีสาน
3.6 ปรศิ นาคำทาย เชน่ คำทาย ปญั หาเชาวน์
3.7 ตำรา เช่น ตำราศาสตรา ตำราพชิ ยั สงคราม
4. กฬี าภมู ปิ ัญญาไทย
4.1 การเล่นพน้ื บ้าน เชน่ หมากเกบ็ ว่าวไทย
4.2 กีฬาพน้ื บา้ น เช่น หมากรกุ ไทย ตะกร้อ แขง่ เรือ
4.3 ศลิ ปะการตอ่ สปู้ อ้ งกันตวั เชน่ มวยไทย กระบ่ีกระบอง
5. แนวปฏบิ ัติทางสงั คม พิธีกรรม และงานเทศกาล
5.1 มารยาท เช่น การแสดงความเคารพแบบไทย
5.2 ขนบธรรมเนยี มประเพณี เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง เทศน์มหาชาติ
6. ความรู้และแนวปฏิบัตเิ กย่ี วกับธรรมชาติและจกั รวาล
6.1 อาหารและโภชนาการ เช่น สำรบั อาหารไทย ต้มยำกุ้ง ผดั ไทย
6.2 การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยพ์ ืน้ บา้ น เช่น การนวดไทย
6.3 โหราศาสตร์และดาราศาสตร์ เชน่ โหราศาสตร์ไทย
6.4 การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ เชน่ ขา้ วหอมมะลิ
6.5 ชยั ภูมิและการตง้ั ถน่ิ ฐาน เช่น ดอนปูตา
7. ภาษา
7.1 ภาษาไทย
7.2 ภาษาท้องถน่ิ
7.3 ภาษาสัญลกั ษณ์ (กรมส่งเสริมวฒั นธรรม, 2558, : 6-16)
วธิ ีการพจิ ารณาข้ึนทะเบียนเปน็ มรดกโลก
สำหรับเอกสารประกอบการเสนอแหล่งเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ได้อ้างอิงมาจากเอกสาร
“แนวทางการอนวุ ัตตามอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก” ซงึ่ ไดก้ ำหนดรายละเอียดของการจัดเตรียมเอกสารเพื่อการ
เสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเปน็ แหลง่ มรดกโลก ประกอบด้วยเอกสารท้งั หมด ได้แก่
1. การจำแนกประเภทแหล่งมรดก
“แหล่งมรดก” ที่ต้องการเสนอเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ต้องมีการกำหนดขอบเขตของ
แหลง่ อยา่ งชัดเจน ในกรณที ีม่ ี “พื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone)” ซง่ึ หมายถึงพ้ืนที่ท่ีอยูโ่ ดยรอบของแหล่งมรดกท่ี
ต้องการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ต้องจัดทำแผนที่ประกอบเพื่อแสดงขอบเขตของแหล่ง
มรดกที่มีรายละเอียดที่ชัดเจน โดยต้องใช้แผนที่ภูมิประเทศฉบับล่าสุดที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นทางการของรัฐภาคี
สมาชิก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบ่งชี้ขอบเขตที่มีความคลุมเครือระหว่างแนวเขตของ “แหล่ง (Site, Core
Zone)” กบั “พืน้ ทแ่ี นวกันชน (Buffer Zone)” ซึง่ ในแผนที่ท่ีใช้ในการอ้างองิ นั้นจะต้องระบุรายละเอียดของแนว
เขตของแผ่นดินและ/หรือผืนน้ำที่อยู่ในพื้นที่ของ “แหล่ง” ที่ต้องการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดก
โลกอย่างชัดเจน ซึ่งหากการระบุขอบเขตของ “แหล่ง” ไม่มีความชัดเจนจะถูกพิจารณาว่า เอกสารประกอบการ
ขอรบั การขึน้ ทะเบยี นเป็นแหลง่ มรดกโลกแหลง่ นน้ั “ไมส่ มบรู ณ์”
2. คำบรรยายเกีย่ วกบั แหลง่ มรดก
เป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดของ “แหล่งมรดก” ท่ีต้องการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่ง
มรดกโลก ประกอบด้วย “การจำแนกประเภทของแหล่งมรดก” “ภาพรวมความเป็นมาทางประวัติศาสตร์” และ
“พัฒนาการของแหล่งมรดก” โดยจะต้องแสดงรายละเอียด และอธิบายองค์ประกอบทุกส่วนที่ถูกระบุไว้ใน
ขอบเขตของแผนที่ โดยเฉพาะกรณีของ “แหล่งมรดก” ท่ีมกี ารขอรับการขนึ้ ทะเบยี นในลักษณะของ “แหล่งมรดก
โลกแบบรวมกลุ่ม (Serial Nomination)” ซึ่งจำเป็นจะต้องมีรายละเอียดขององค์ประกอบแต่ละส่วนที่ชัดเจน
นอกจากนี้ จะต้องอธิบายความสัมพันธ์ที่แสดงคุณค่าของเชื่อมโยงความเป็นมาของแต่ละแหล่งได้อย่างชัดเจน
รวมถึงเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับ “แหล่งมรดก” เหล่านั้นด้วย โดยรายละเอียดทั้งหมด
จะต้องแสดงให้เห็นถึง “ความจริงอันสำคัญ” ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้เป็นเหตุผลในการสนับสนุนว่า
รายละเอียดของข้อมูลมีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณาเรื่อง “คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล
(Outstanding Universal Value)” และ “ความครบถ้วนสมบูรณ์ (Integrity)” และ/หรือ “ความเป็นของแท้
ดั้งเดมิ (Authenticity)”
3. การใหเ้ หตผุ ลเพือ่ รบั การขึน้ ทะเบยี น
เป็นเอกสารที่แสดงรายละเอียดและอธบิ ายว่า “แหลง่ มรดก” ทตี่ ้องการเสนอขอรับการขนึ้ ทะเบียนเป็น
แหล่งมรดกโลก มีหลกั เกณฑ์ตรงตามคุณสมบตั ิข้อใดของการพิจารณาเรื่อง “คุณค่าโดดเดน่ อนั เป็นสากล” โดยการ
อธิบายจะต้องระบุให้ชัดเจนถึงเหตุผลความสำคัญของ “แหล่งมรดก” ที่สัมพันธ์กับหลักเกณฑ์นั้นๆ เพื่อแสดงให้
เห็นถึงคุณค่า และศักยภาพที่เพยี งพอตอ่ การไดร้ บั การขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งสำคัญในบัญชมี รดกโลกนอกจากนี้
ยังตอ้ งนำเสนอขอ้ มลู วา่ ด้วยการวิเคราะหเ์ ชิงเปรียบเทียบแหล่งท่ีนำเสนอขอรับการขึน้ ทะเบยี นเปน็ แหลง่ มรดกโลก
โดยทำการศึกษาเปรยี บเทียบกับ “แหลง่ มรดก” แหง่ อน่ื ๆ ที่มีลักษณะทแี่ สดงออกถึงความสมั พันธ์ระหวา่ งกนั หรือ
มีคุณสมบัติทีแ่ สดงความคล้ายคลงึ กัน ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ทั้งนี้ อาจเป็นแหล่งที่ได้รับการขน้ึ
ทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกก็ได้ หรือเป็นแหล่งที่ทรงคุณค่าอื่นๆ ก็ได้ทั้งนี้ ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบนั้น
จำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของแหล่งที่ต้องการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกใน
บริบทที่สัมพันธ์กับแหล่งที่ยกขึ้นมาเป็นคู่เปรียบเทียบ และจะต้องเขียน “เอกสารแถลงการณ์ (Statement)” ที่
แสดงรายละเอียดถึง“ความครบถ้วนสมบูรณ์ (Integrity)” และ “ความเป็นของแท้ดั้งเดิม (Authenticity)” ของ
“แหล่งมรดก” น้ัน ใหม้ คี วามสอดคล้องกับสภาพท่ีระบุไว้ในย่อหน้าที่ 79 - 95 ของเอกสารแนวทางการอนุวัตตาม
อนุสญั ญาคุ้มครองมรดกโลก
4. สถานภาพของการอนรุ ักษแ์ ละปัจจัยท่มี ผี ลต่อแหลง่ มรดก
เป็นเอกสารข้อมูลที่แสดงรายละเอียดต่างๆ ของแหล่งที่ต้องการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่ง
มรดกโลก ทั้งในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพทางกายภาพ สถานภาพของการอนุรักษ์ ตลอดจนมาตรการในการ
อนุรักษ์แหล่งที่นำเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยเนื้อหาของเอกสารต้องแสดงข้อมูลท้ังปัจจัย
สนบั สนนุ (Opportunity) และปจั จัยคกุ คาม (Threat) ทอ่ี าจสง่ ผลกระทบตอ่ แหล่งท่ีนำเสนอท้งั นี้ ในเนื้อหาข้อมูล
ส่วนนี้ถือเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการประเมินผลการติดตามผล ตลอดจนการตรวจสอบ สถานการณ์การ
อนรุ ักษ์แหล่งทน่ี ำเสนอขอรับการขึน้ ทะเบียนเปน็ แหล่งมรดกโลกในอนาคตดว้ ย
5. การปกปอ้ งคุ้มครอง และการบริหารจดั การ
เอกสารแสดงข้อมูลทางด้าน “การปกป้องคุ้มครอง” โดยระบุรายละเอยี ดเกยี่ วกับแนวทางการปกป้อง
คุ้มครองคุณค่าของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและแหล่งมรดกทางธรรมชาติที่ต้องการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียน
เป็นแหล่งมรดกโลก ซึ่งอาจประกอบด้วยมาตรการทางกฎหมายระเบียบ สัญญา แผนงาน สถาบัน และ/หรือ
ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีผลโดยตรงต่อการปกป้องคุ้มครองที่ต้องการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่ง
มรดกโลกนั้น ทั้งนี้ต้องระบุข้อมูลโดยละเอียดที่แสดงถึงวิธีการหรือแนวทางการปกป้องคุ้มครองที่สามารถ
ดำเนินการได้จริง ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าว สามารถจัดทำได้ทั้งเอกสารภาษาอังกฤษ หรือภาษาฝรั่งเศสที่มี
รายละเอียดของแผนงาน และ/หรือเอกสารของสถาบัน หรือสาระสังเขปทางกฎหมาย กฎระเบียบ และ/หรือ
สัญญาในขณะที่เอกสารที่แสดงถึงข้อมูลด้าน “การบริหารจัดการ” เป็นเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการ
บริหารจัดการ หรือระบบการจดั การอน่ื ๆ ท่ีมีความเหมาะสมกบั แหลง่ มรดก และสามารถนำไปใชใ้ นการปฏิบัติงาน
ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยแผนการบริหารจัดการหรือระบบการจดั การดังกล่าวนั้นต้องแสดงถึงการบูรณาการที่มี
ฐานคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเอกสารแผนการจัดการหรือเอกสารที่เกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการซ่ึ ง
ต้องมีข้อมูลการวิเคราะหน์ ั้นจะต้องผนวกรวมเข้าไปในเอกสารเสนอขอรับการข้นึ ทะเบยี นเป็นแหล่งมรดกโลกทั้งนี้
หากแผนการบริหารจัดการดังกล่าวอยู่ในภาษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส จะต้อง
ดำเนินการแปลเป็นภาษาใดภาษาหนึ่งแนบไปด้วย สำหรับการทำเอกสารเพื่อการนำเสนอแหล่งมรดกเพื่อขอขึ้น
ทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกนั้น ต้องแนบเอกสารที่แสดงแผนการบริหารจัดการหรือระบบการบริหารจัดการที่
แสดงข้อมูลการวิเคราะห์ในประเด็นที่ว่าด้วยประสิทธิภาพของแผนหรือระบบการบริหารจัดการเข้าไว้ด้วย
เน่ืองจากเปน็ เอกสารท่ีมคี วามสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพจิ ารณาของคณะกรรมการมรดกโลกอย่างไรก็ตาม
หากรัฐภาคีสมาชิกที่นำเสนอเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกไม่จัดเตรียมเอกสารดังกล่าวแนบไปด้วยนั้น
คณะกรรมการมรดกโลกอาจพิจารณาว่าเอกสารเสนอขอรับการขึน้ ทะเบยี นเป็นแหลง่ มรดกโลกนั้น เป็นเอกสารที่
“ไมส่ มบรู ณ์” และจะไม่มีการดำเนินการใดๆ ตอ่ ยกเว้นในกรณีท่ีมีเอกสารประกอบอนื่ ๆ ทสี่ ามารถส่ือถึงแนวทาง
ในการบรหิ ารจัดการแหลง่ มรดกทีน่ ำเสนอนน้ั ต่อไป
6. การติดตามประเมินผล
สำหรับเอกสารการเสนอแหล่งมรดกเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก จะต้องมีรายละเอียด
เกี่ยวกับแนวทางในการติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินการ โดยจะต้องมีการระบุตัวชี้วัดหลักซึ่งอาจจะเป็น
ตัวชี้วัดท่ีได้ดำเนินการอยู่แล้ว หรืออาจมีการนำเสนอตัวชีว้ ดั ใหม่ๆ ขึ้นมาเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการตรวจวดั
และประเมนิ สภาพของการอนุรักษ์ของแหล่งมรดกที่ขอรับการข้ึนทะเบียนวา่ ได้รับการบริหารจัดการให้เป็นไปตาม
มาตรการในการอนุรักษ์ที่กำหนดหรือไม่ ช่วงเวลาของการตรวจสอบ และเอกลักษณ์ของผู้รับผิดชอบที่ได้รับ
มอบหมาย
7. เอกสารตา่ งๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
ในการจัดทำเอกสารเพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหลง่ มรดกโลกนั้นจะต้องมีมาตรฐานในรายละเอียด
และคณุ ภาพของเอกสาร ดงั ตอ่ ไปนี้
7.1 ไฟล์ภาพที่ประกอบในเอกสาร ต้องมีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการจัดพิมพ์ โดยมีความละเอียด
ของภาพอย่างน้อย 300 dpi และหากเป็นไปได้ควรใช้ภาพสไลดข์ นาด 35 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สื่อ
วดี ทิ ศั นอ์ นื่ ๆ เช่น ฟิลม์ วดิ ีโอ หรือส่ือภาพและเสยี งอื่นๆ ประกอบเปน็ หลกั ฐานได้
7.2 ในเอกสารเพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ข้อมูลการสำรวจที่จัดแสดงเป็นภาพ ส่ือ
ภาพ และเสยี ง พรอ้ มทงั้ แบบฟอรม์ การมอบอำนาจให้ดำเนินการ จะต้องอย่ใู นรูปแบบของการจดั พิมพ์ หรอื ทำเปน็
เอกสารแบบอเิ ลก็ ทรอนกิ สใ์ นรปู แบบของ Word หรอื PDF
8. ขอ้ มูลสำหรับการตดิ ตอ่ กับผทู้ ี่มอี ำนาจรับผดิ ชอบ
ในเอกสารเพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกนั้น ต้องให้รายละเอียดข้อมูลสำหรับติดต่อกับ
หนว่ ยงานทรี่ ับผิดชอบและได้รับมอบอำนาจจากรัฐภาคีสมาชิก
9. ลายมอื ช่อื ในนามของรฐั ภาคสี มาชกิ (หรือกลมุ่ ของรฐั ภาคีสมาชกิ )
การจัดทำเอกสารเพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกนั้น เอกสารสมบูรณ์จะต้องมีการลง
ลายมือชือ่ ต้นฉบับของผทู้ ีไ่ ดร้ บั มอบหมายอยา่ งเปน็ ทางการจากรัฐภาคสี มาชิก
10. จำนวนของสำเนาทตี่ อ้ งนำเสนอ
การจัดทำเอกสารเพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเปน็ แหล่งมรดกโลกต้องทำสำเนาของเอกสารโดยมีจำนวน
เอกสารในการทำสำเนาท่ีมีความแตกต่างกันตามประเภทของแหลง่ มรดก ดงั นี้
10.1 การขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและแหล่งมรดกทางธรรมชาติ (ไม่
รวมภมู ทิ ศั น์วฒั นธรรม) ใช้เอกสารสำเนา จำนวน 2 ฉบบั
10.2 การขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกแบบผสม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมใชช้เอกสาร
สำเนา จำนวน 3 ฉบับ
11. กระดาษและรูปแบบอิเล็กทรอนกิ ส์
เอกสารในการเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก จะต้องนำเสนอบนกระดาษขนาดมาตรฐาน
A4 ท้ังในลักษณะของการจัดพิมพ์ และเอกสารแบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์ในรปู แบบของ Word หรือ PDF
12. การจดั สง่
รัฐภาคีสมาชกิ ต้องเสนอเอกสารเพื่อเสนอขอขึน้ ทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกท่ีจดั ทำเปน็ ภาษาอังกฤษ
หรือฝรั่งเศส ที่มีการลงนามจากผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องแล้วและดำเนินการจัดส่งที่ UNESCO World Heritage
Centre เลขที่ 7, Place de Fontenoy 75352 Paris 07 SP,France Tel: +33 (0) 1 4568 1136 E-mail: wh-
[email protected]
ทั้งนี้ รัฐภาคีสมาชิก อาจจะเสนอร่างเอกสารเพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกต่อสำนักงาน
เลขานุการของคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อขอความเห็นและขอรับการตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ก่อนที่จะ
นำเสนออย่างเป็นทางการตอ่ คณะกรรมการมรดกโลก โดยมีกำหนดการส่งภายในวันที่ 30 กันยายนของแต่ละปี ซง่ึ
ในขั้นตอนการเสนอร่างเพื่อขอความเห็นและตรวจสอบเป็นขั้นตอนที่รฐั ภาคสี มาชกิ จะดำเนินการหรือไม่ก็ไดต้ าม
ความสมัครใจ โดยเอกสารที่เสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทั้งหมด รวมทั้งที่เป็นแผนที่ แผนผัง
วัสดุภาพ ฯลฯ จะถกู จัดเกบ็ โดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการมรดกโลก
อนสุ ัญญาว่าด้วยการคมุ้ ครองมรดกโลกทางวฒั นธรรมและทางธรรมชาติ
อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ หรือเรียกสั้นๆ ว่า "อนุสัญญา
คุ้มครอง มรดกโลก" (The World Heritage Convention) เป็นความตกลงระหว่างรัฐภาคี (States Parties) ใน
การยอมรับและให้ความร่วมมือในการดำเนินการต่างๆ เพื่อการคุ้มครองและอนุรักษ์แหล่ง มรดกโลกทาง
วัฒนธรรมและทางธรรมชาติทั้งที่มีอยู่ในประเทศตนและประเทศอื่น ให้ดำรงอยู่เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติ
ตลอดไป
วัตถุประสงค์สำคัญของอนุสัญญาฯ คือการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการคุ้มครอง และ
อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติให้ดำรงคุณค่าความโดดเด่นเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติ ทั้งใน
ปจั จบุ ันและอนาคตตลอดไป
พันธกรณีของรัฐภาคี ได้แก่ การกำหนดนโยบายและวางแผนแม่บทเพื่อการอนรุ ักษ์และจัดการมรดกทาง
วัฒนธรรมและทางธรรมชาติ การกำหนดมาตรการเพื่อการศึกษาวิจัย การปกป้องคุ้มครองการอนุรักษ์และการ
ฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ และละเว้นการดำเนินการใดๆ ที่อาจจะทำลายมรดกทางวัฒนธรรม
และทางธรรมชาติของรัฐภาคีอื่นๆ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม แต่จะสนับสนุนและช่วยเหลือรัฐภาคีอื่น ใน
การศกึ ษาวิจัยและปกป้องคมุ้ ครองมรดกทางวฒั นธรรมและทางธรรมชาตใิ นประเทศน้นั ๆ
อนุสัญญาฯ ฉบับนี้ ได้รับการรับรองจากรัฐสมาชิกขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และ
วัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO) ในการประชุมใหญ่สมัยสามัญครั้งที่ ๑๗ ณ กรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ โดยอนุสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๕๑๘
เป็นต้นมา
บทท่ี 3
วิธดี ำเนินการ
วิธีดำเนินการการจัดโครงการสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางการส่งเสริมอย่างยั่งยืน
ประกอบด้วย
กลมุ่ ประกรและกลุม่ ประชากรตัวอย่าง
ข้นั ดำเนนิ งาน
การประเมินผลการสัมมนา
ข้นั สรุป
ข้ันประเมนิ ผล
กลุ่มประชากร
กลมุ่ ประชากร
1 นายอนาวลิ จันทรเ์ กิด หวั หนา้ ผู้จดั ทำโครงการสัมมนา
2 นางสาวเสาวลักษณ์ บว่ั ชน่ื ฝา่ ยธรุ การ
3 นางสาวนันทลักษณ์ บญุ ฤทธิ์ ฝา่ ยประชาสัมพันธ์
4 นายตรชี ฎารศั ม์ิ ทองประพันธ์ ฝ่ายประชาสมั พนั ธ์
5 นางสาวธนญั ญา สุขชว่ ย ฝ่ายอาคารสถานที่
กลุม่ ตวั อยา่ ง
1 ผชู้ ่วยศาสตราจารยธ์ รรมนติ ย์ นิคมรตั น์ (ศลิ ปินแหง่ ชาติ ประเภทพื้นบา้ นด้านโนรา)
2 ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์สุพัฒน์ นาคเสน (อาจารยว์ ทิ ยาลัยนาฏศิลปะนครศรธี รรมราช)
3 คุณพรรณี รุ่งสว่าง (ผู้อำนวยการสื่อศิลปวัฒนธรรมองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง
ประเทศไทย)
ขนั้ การดำเนินงาน
การดำเนินงานการจัดโครงการสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปญั ญา แนวทางการส่งเสริมอย่างย่ังยนื แบ่งงาน
ตามหนา้ ท่ีดำเนนิ งาน ดังตอ่ ไปนี้
1. หัวหน้าโครงการสัมมนา รับผิดชอบโดย นายอนาวิล จันทร์เกิด ผู้จัดหรือหัวหน้าคณะในการจัด
โครงการสมั มนาเปน็ ผู้กำหนดนโยบาย รปู แบบการจดั สัมมนา จัดสรรหน้าท่ขี องฝา่ ย เปน็ ผู้ตัดสนิ ใจในเรื่องสำคัญ
2. ฝ่ายธุรการ รับผิดชอบโดย นางสาวเสาวลักษณ์ บัวชื่น เขียนบันทึกข้อความในการสัมมนา ติดต่อ
ประสานงาน ไมว่ ่าจะเป็นทางหนงั สอื เข้า-ออก ทกุ ฉบบั
3. ฝา่ ยประชาสัมพนั ธ์ รบั ผิดชอบโดย นางสาวนนั ลักษณ์ บุญฤทธิ์ และนายตรชี ฎารัศมิ์ ทองประพันธ์ ทำ
หน้าที่ประชาสัมพันธ์โครงการสัมมนา รวมถึงการทำคิวอาร์โค้ดเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสัมมนาสแกนเพื่อ
ลงทะเบยี นเขา้ รับการสัมมนา คิวอาร์โค้ดแบบวดั ประเมินความพงึ พอใจ และทำเกยี รติบตั รใหก้ ับผู้เข้าร่วมสมั มนา
4. ฝ่ายอาคารสถานที่ รับผิดชอบโดย นางสาวธนัญญา สุขช่วย ทำหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในการสัมมนา
ตรวจเช็คระบบเสียง ท้ังในหอ้ งGoogle Meet ทีใ่ ช้สมั มนา และระบบเสียงในการไลฟส์ ดทางเพจ Facebook
ขั้นการประเมนิ ผลการสมั มนา
ขั้นการประเมินผลการจัดโครงการสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางการส่งเสริมอย่างยั่งยืน มี
รายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้
1. การจดั โครงการสมั มนาโนรามรดกทางภมู ิปัญญา แนวทางการสง่ เสรมิ อย่างยั่งยืน ณ อาคาร7 สาขา
นาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช วันที่ 17 กันยายน 2565 เวลา
08.00น.-12.00น. ผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางการส่งเสริมอย่าง
ยง่ั ยนื เป็นนักศกึ ษาสาขาวิชานาฏศิลป์ช้นั ปีท่ี2-3 จำนวน 37 คน และเป็นผู้ท่ีสนใจเข้ารว่ มโครงการ
สมั มนา จำนวน 21 คน
2. หลงั จากการสมั มนาเสรจ็ ส้นิ คณะผจู้ ัดทำโครงการเปดิ ควิ อาร์โคด้ ใหก้ ับผเู้ ข้ารว่ มสัมมนาได้สแกนทำ
แบบประเมินวัดความพึงพอใจของโครงการสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุบแก้ไข
ในงานครงั้ ตอ่ ไป
ขัน้ สรปุ
การแสดงวพิ ธิ ทศั นาจะสรุปเปน็ เอกสาร จำนวน 5 บท ประกอบด้วย
1.บทที่ 1 บทนำ ประกอบด้วย
1.1 หลกั การและเหตุผล
1.2 วตั ถปุ ระสงค์
1.3 ขอบเขตการศกึ ษา
1.4 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1.5 ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รับ
2.บทที่ 2 ทบทวนวรรณกรรม ประกอบด้วย
2.1 ความหมาย
2.2 ประวัตคิ วามเป็นมา
2.3 องคป์ ระกอบของการแสดงโนรา
2.4 โอกาสทใ่ี ชแ้ สดง
2.5 ขั้นตอนการแสดง
2.6 ความเชื่อและพธิ กี รรม
3.บทท่ี 3 วิธกี ารดำเนนิ การ ประกอบดว้ ย
3.1 กลมุ่ ประกรและกลุม่ ประชากรตวั อยา่ ง
3.2 ข้นั ดำเนินงาน
3.3 การประเมนิ ผลการสมั มนา
3.4 ขั้นสรุป
บทท่ี4
ถอดเทปการสมั มนา
ถอดเทปการสัมมนา เรื่อง โนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางการส่งเสริมอย่างยั่งยืน วันที่ 17 กันยายน
2565 ณ อาคาร7 สาขานาฏศิลป์ คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช
พิธีกรภาคสนาม:สวัสดีค่ะ สวัสดีผู้ที่เข้ามาในห้องสัมมนาเรียบร้อยแล้วนะคะ ขณะนี้การสัมมนาอยู่ใน
ขั้นตอนของการลงทะเบียนการเข้ารับสัมมนานะคะ โดยผู้ที่เข้าร่วมการสัมมนานะคะ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดท่ี
แสดงอย่บู นหน้าจอของท่านในขณะนี้นะคะ
พิธีกรภาคสนาม:ค่ะ ขออนุญาตสวัสดีอีกครั้งนะคะ ยินดีต้านรับทุกท่านเข้าสู่การสัมมนาวิชาการเรื่อง
โนรามรดกทางภมู ิปญั ญา แนวทางการส่งเสรมิ อย่างยงั่ ยืน ค่ะ ดฉิ นั ช่ือตรชี ฎารศั ม์ิ ทองประพนั ธ์ นกั ศึกษาช้ันปีท่ี3
สาขาวิชานาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครศรีธรรมราช ขออนุญาตรับหน้าที่เป็นพิธีกรใรชว่ งเชา้
นีค้ ่ะ
บรรยากาศกำลงั ดีเลยคะ่ เจา้ หนา้ ท่ที กุ ฝ่ายพรอ้ มต้อนรับผูล้ งทะเบียนเข้าร่วมประชุมแล้วนะคะ วันน้ีเรามี
ความพร้อมหลายด้าน ฝา่ ยถ่ายทอดสดก็มีความพร้อมอยู่แลว้ ด้านหนา้ ดฉิ นั น่เี อง เพราะฉะนั้นอย่ากังวลค่ะ ว่าหาก
อยู่ที่บ้านหรือนอกห้องสัมมนา เพียงท่านผู้เข้าร่วมกิจกรรมการสัมมนาทุกท่านอย่าปิดเครื่อง อย่าปิดกล้อง ดิฉัน
เช่ือวา่ ความรู้ทจ่ี ะได้รบั จากคณะวทิ ยากรเต็มอม่ิ แน่นอนค่ะ
พิธีกรภาคสนาม:ค่ะ ขอสวัสดีผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ที่เข้ามาใหม่ด้วยนะคะ ขณะนี้การสัมมนาของเรายังอยู่
ในช่วงของการลงทะเบยี นนะคะ โดยการลงทะเบยี นของเราสามารถลงได้ง่ายมากๆ เลยนะคะ คือการสแกนคิวอาร์
โคด้ ท่แี สดงอยู่บนหนา้ จอของท่านในขณะน้ีนะคะ โดยการลงทะเบียนในการสัมมนาเน่ยี ถอื วา่ เป็นขั้นตอนท่ีสำคัญ
อีกขั้นตอนหนึ่งนะคะ ขอให้ผู้ที่เข้ารับการสัมมนาตรวจสอบชื่อ นาสกุล และอีเมลของท่านให้ถูกต้องชัดเจน และ
ครบถ้วนนะคะ เพราะหลงั จากการสมั มนาทางผู้จดั จะสง่ เกยี รติบตั รให้กับทกุ ท่านทเี่ ข้ารบั การสัมมนากบั เรานะคะ
การสัมมนาครั้งนี้อยู่ในรายวิชาเรียนของนักศึกษาสายครูที่หลักสูตรมุ่งเน้นฝึกกิจกรรมการค้นหาองค์
ความรู้จากการสัมมนา เพราะฉะน้นั ทกุ อย่างท่ีจะเกิดกับการปฏบิ ัติกิจกรรมในวนั น้ีพวกเราจะนำไปเพื่อประเมินผล
การจัดกิจกรรมทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับผู้เข้ารับการอบรม แต่เกี่ยวเต็มๆ กับคณะผู้จัดกิจกรรม ดังนั้นขอความร่วมมือ
ร่วมปฏิบัตกิ ิจกรรมกนั อยา่ งพร้อมเพรียงทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเปน็ กิจกรรมการลงทะเบียน กิจกรรมการถาม-ตอบ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน หรอื แมแ้ ตก้ จิ กรรมประเมนิ ผลการวัดความพึงพอใจ ขอความกรุณาครู อาจารย์ พ่ี ๆ น้อง ๆ
ทเี่ ขา้ ในวนั น้ีชว่ ยทำให้ครบทุกขัน้ ตอน นะคะ จะขอบพระคณุ ยิง่ คะ่
ระหวา่ งทที่ ่านท่ีเข้ามาใหม่กำลังลงทะเบยี นเข้ารบั การสัมมนาเพื่อเปน็ การไม่ให้การสัมมนาของเราเงียบไป
ดิฉันขออนุญาตทบทวนเกี่ยวกับกำหนดในการสมั มนาครัง้ น้ี ให้กบั ทุกท่านทราบค่ะ
ดฉิ ันจะทบทวนกำหนดการสัมมนาในวนั นี้อีกครงั้ นะคะ
เวลา ๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. – ลงทะเบียนออนไลน์ โดย นางสาวนันทลักษณ์ บุญฤทธ์ิ
นักศึกษาชั้นปีที่3 ซึ่งขณะนี้กำลังรับลงทะเบียน ดิฉันแอบดูยอดคนเข้าร่วมลงทะเบียนแล้วตื่นเต้น ตอนนี้มียอด
จำนวน 47 คน แล้ว ขอบคุณที่ให้กำลังใจในการจัดกิจกรรมของพวกเรา ผลการทำงานในวันนี้จะทำให้เรามีความ
เข้มแขง็ ในการปฏบิ ัติงานต่อไป
เวลา ๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น. – พิธีเปิดโครงการ โดย ผู้ช่วยศาสตราจาร์.ดร. นพรัตน์ ชัย
เรือง คณบดีคณะครุศาสตร์ ทา่ นให้เกียรตมิ าเป็นประธานเองเลย ดฉิ นั ก็ขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสน้ี
เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. – ก็จะเป็นบรรยากาศการสัมมนา “โนรามรดกทางภูมิปัญญา
แนวทางการส่งเสริมอย่างยงั่ ยนื ” โดย ผูช้ ่วยศาสตราจารธ์ รรมนติ ย์ นคิ มรตั น์ ศลิ ปินแหง่ ชาติ ผูช้ ่วยศาสตราจาร์
สุพัฒน์ นาคเสน อาจารย์วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช และคุณพรรณี รุ่งสว่าง ผู้อำนวยการสื่อ
ศลิ ปวฒั นธรรมองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ในช่วงนี้ ดฉิ นั ไดพ้ ิธกี รรับเชิญ ผู้มาก
ความสามารถนา่ รัก อธั ยาศัยดี พ่อี รอุมา จนั ทกลุ มาดำเนินรายการคะ่
เวลา ๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. - เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากร และผู้เข้าร่วม
สัมมนาที่มีประเด็นคำถาม ดังนั้นขณะที่ฟังมีคำถามอะไรเด็ด ๆ เตรียมคำถามได้เลยค่ะ ขอเพียงเอาเรื่องที่กำลัง
พูด หรือไม่ไกลตัวเกินไป ทุกคำถามมีคำตอบ ท่านสามารถส่งคำถามเข้ามาในอินบ็อกซ์ ได้เลยนะคะ จะมีน้อง ๆ
เจ้าหนา้ ทเี่ ก็บคำถามไว้ให้ แล้วจะส่งใหพ้ ิธีกรดำเนนิ รายการเปน็ คนถาม แตเ่ ชอื่ วา่ ทกุ คำถามมีคำตอบแน่นอน
เวลา ๑๒.๐๐ น. - เราจะปิดการสัมมนา
เอาละค่ะ ในขณะน้ี เปน็ เวลาเก้าโมงแลว้ ทา่ นประธานกเ็ ข้ามาห้องประชุมอยูร่ ว่ มกบั เราเป็นท่ีเรยี บร้อย ผู้
ลงทะเบียนก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมนะคะกระซิบอีกครั้งภายหลังการสัมมนาจะมีการแยกเกียรติบัตรของ
ผู้เข้าร่วมด้วย แต่โปรแกรมจะให้เฉพาะท่านที่มีชื่อปรากฏในการลงทะเบียนเท่านั้น ดังนั้นตรวจสอบความถูกต้อง
ให้เรียบร้อย ลงทะเบียนชื่อ นามสกุลต้องหถูกต้องชัดเจนนะคะ และเวลาต่อจากนี้ไปดฉิ ันขอนำท่านผู้มีเกียรตทิ กุ
ท่านเข้าสู่บรรยากาศ การสัมมนาวิชาการ เรื่องโนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางส่งเสริมอย่างยั่งยืน ขอเชิญคณุ
อนาวิล จันทร์เกิด หัวหน้าโครงการสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางส่งเสริมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กล่าว
รายงานในการจดั ทำโครงการสมั มนาในครั้งนต้ี ่อทา่ นประธานขอเรยี นเชญิ ค่ะ
คุณอนาวิล จันทร์เกิด หัวหน้าโครงการสัมมนา:กราบเรียนท่านผู้ช่วยศาตร์ตราจารย์ ดร.นพรัตน์ ชัยเรื่อง ท่าน
ประธานในพิธีที่เคารพอย่างสูง กระผมนายอนาวิล จันทร์ดเกิด ในนามของประธานโครงการการสัมมนาโนรา
มรดกทางภมู ปิ ัญญา…แนวทางสง่ เสรมิ ให้คงอยู่อยา่ งย่งั ยนื รู้สึกเปน็ เกยี รติท่ที ่านไดม้ าเป็นประธานในวนั นี้
กิจกรรมในครั้งนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้โนรากับมรดกโลกทางภูมิปัญญา และ
สัมมนาโนรามรดกภูมิปัญญาแนวทางส่งเสริมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน คือทักษะการเรียนรู้เรื่ององค์ประกอบของการ
แสดงโนรา และโนรากบั มรดกทางภูมิปัญญาทจี่ ับต้องไม่ได้ โดยม่งุ หวงั วา่ ผู้ทเ่ี ข้าร่วมกจิ กรรมสัมมนาในครั้งนี้จะนำ
ความรู้ไปให้ประโยชน์ในอนาคต อีกทง้ั ยังได้รว่ มอนรุ ักษณแ์ ละสืบสานวฒั นธรรมของคนไทยในเร่ืองการแสดงโนรา
ใหค้ งอยกู่ ับสงั คมและประเทศชาติตอ่ ไป
ผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 17 กันยายน 2565 ณ ห้องคลาสรูมออนไลน์ โดยได้รับ
ความอนุเคราะหจ์ าก ผศ.ธรรมนิตย์ นคิ มรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ ด้านศิลปะการแดงพื้นบ้าน ประเภทโนรา ผศ.สุพัฒน์
นาคเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านโนราและอาจารย์ผู้สอนวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช และคุณพรรณี รุ่งสว่าง
ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรมองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสารธณะแห่งประเทศไทย มาเป็นวิทยากร
ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความรู้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นนักศึกษาชั้นปี่ที่ 2 จำนวน 18 คน นักศึกษาชั้นปีที่3 จำนวน 22 คน
และผู้ที่สนใจเข้ารว่ มสัมมนา
ในนามผู้จัดสัมมนาขอขอบคุณ คณะครุศาสตร์ ที่อนุมัติโครงการในครั้งนี้ ขอขอบคุณประธานสาขาและ
ผศ.ดร.ธีรวัฒน์ ช่างสานที่เปิดโอกาสในการจัดสัมมนา ตลอดทั้งน้องๆ เพื่อนๆ และผู้สนใจที่เข้าร่วมสัมมนาอย่าง
สร้างสรรคใ์ นวนั นี้
บัดนี้ได้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์แล้ว กระผม/ดิฉัน ใคร่ขอความอนุเคราะห์ท่านประธานกล่าวเปิดกิจกรรม
พรอ้ มให้โอวาท ขอกราบเรียนเชญิ ครับ/คะ่
ดร.นพรัตน์ ชัยเรือง : เรื่องศิลปะการแสดงของชุมชนด้านศิลปะที่สร้างความรู้สึกความสุขเป็นสิ่งที่เรา
ตน่ื เต้นนะครับ ดงั นัน้ ในกิจกรรมวันนเี้ ราก็จะมาพูดคุยกนั วา่ ศิลปะการแสดงโนราของเราจะเป็นอย่างไรและก็เราจะ
ทำศิลปะการแสดงนี้ไปสู่สงั คมและสร้างให้เกิดเปน็ การส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชนท้องถ่ินของเราไดอ้ ย่างไร ทั้งๆที่
สิ่งเหล่านีเ้ ป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกวา่ น้ันกค็ ือเป็นสื่อท่ีจัดกับเพื่อส่งเสริมให้เกดิ การเรียนรู้เกี่ยวกบั โนรามรกดทางภูมิ
ปญั ญา ส่งเสรมิ แนวทางอยา่ งย่ังยืน ในภาคใตก้ ็แลว้ แต่สงั คมไทยกแ็ ล้วแต่เรามีศลิ ปะการแสดงที่หลากหลายซึ่งการ
แสดงแต่ละชุดแตล่ ะอย่างมีสะท้อนให้เหน็ ถงึ คณุ ค่าของความคดิ สรา้ งสรรค์ที่ดที ี่งามและความเจรญิ งอกงามท้งั สิน้
นะครับ ผมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะครุศาสตร์และก็มีหน้าที่บทบาทส่งเสริมในการสนับสนุนให้เยาวชน
สงั คมรวมท้ังอาจารย์ของเราได้มโี อกาสได้นำในส่ิงท่เี รามีอยู่ไปพัฒนาให้มากยง่ิ ข้ึนและก็สามารถนำไปใช้ในการสืบ
ทอดและเผยแพร่แก่เยาวขนหรือนกั เรียนทุกท่าน เฉพาะการแสดงมากมายนะครับช่วงนี้เราก็จะมีกิจกรรมต่างๆที่
สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเชื่อโดยเฉพาะศิลปะการแสดงไม่ว่าจะเป็นการแสดงซึ่งทางหลักสูตรนาฏศิลป์การแสดง
ใหม่ๆขึ้นมามากมายที่เป็นการต่อยอดพัฒนาศิลปะการแสดงของเราในสู่ภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริม
โนราที่เป็นมรดกโลกและสังคมนักวิชาการทีม่ ีความรู้มีประสบการณ์และที่สำคัญเรามีภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นภูมิปัญญา
ชาวบ้านทเี่ ก่ียวขอ้ งในเรือ่ งของการรำโนราก็จะทำใหเ้ ราสามารถท่จี ะเตมิ เต็มนะครับในสิ่งต่างๆแล้วก็เป็นสร้างเป็น
องค์ความรู้สู่การพัฒนาศิลปะการแสดงเป็นส่วนหนึ่งของเราเป็นผู้ประกาศต่อชาวบ้านด้วยนะครับก็ถือว่าเป็น
กิจกรรมทีด่ ีต้องขอบคุณดว้ ยความจริงใจอีกคร้ังหน่ึงทัง้ ๆท่ีบ่อยครั้งมโี อกาสได้กำลังใจอยเู่ สมอก็คิดว่าส่ิงเหล่านี้เรา
จะไม่หยุดเราจะต้องดำเนินการและขับเคลื่อนพัฒนาต่อไป ในภายภาคหน้าให้ดียิ่งขึ้นไปนะครับขอบคุณพวกเรา
นักศึกษาทีเ่ ป็นผูท้ ม่ี คี วามรูค้ วามสามารถและก็ได้ฝึกทำกิจกรรมทเี่ ป็นประโยชน์ต่อเนื่อง วันน้ีก็จัดกจิ กรรมคิดว่าจะ
สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีของพวกเราทุกคนอยากจะขอบคุณทุกคนทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นบุคลากร เจ้าหน้าที่ พิธีกร พิธี
การทั้งหมดนะครับท่ีทำให้เกิดประโยชน์สูงสดู ต่อโนรามรดกโลกและพูดคยุ ให้กำลังใจ ขออนุญาตเปิดกจิ กรรมการ
สมั มนาวชิ าการศลิ ปะการแสดงกบั การท่องเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรม ณ บดั นข้ี อขอบคณุ และสวัสดีครบั
พิธีกร : ในนามของคณะผู้จัดกิจกรรม การสัมมนาวิชาการ เรื่องโนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทาง
ส่งเสริมอย่างยง่ั ยืนขอกราบขอบพระคุณ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. นพรตั น์ ชัยเรอื ง ทใ่ี หเ้ กียรตมิ าเปน็ ประธานเปิด
กิจกรรมการสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเกียรติกับทางคณะนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์เป็นอย่างยิ่งนะคะ และช่วง
โอกาสต่อจากนี้ไปดิฉันขอเชิญ คุณอรอุมา จันทรกุล พิธีกรคำสำคัญของการสัมมนาในครั้งนี้ และขอมอบเวทีการ
สมั มนาน้ีนะคะ ส่วนตัวดิฉันจะเขา้ รว่ มสัมมนาอกี เกรงจะขาดชอ็ ตเดด็ แล้วไม่ไดเ้ กยี รติบัตร ขอเรยี นเชิญค่ะ
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ): สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวอรอุมา จันทรกุล เป็นผู้ดำเนิน
รายการการสัมมนาในวันนี้นะคะ ไมท่ ราบวา่ ผู้เขา้ ร่วมสัมมนาทุกท่านได้ยนิ เสียงชดั ม้ัยคะ ถ้าได้ยินเสียงไม่ชัดผู้เข้า
สมั มนาทกุ ท่านสามารถแจ้งทางช่องแชท หรอื สามารถเปิดไมค์พดู ไดเ้ ลยนะคะขออนุญาตแนะนำตัวนะคะขอกราบ
สวัสดีนะคะท่านประธานในพิธีวันนี้ทั้งทีมทางคณะ คณาจารย์แล้วก็ผู้เข้าร่วมสัมมนารวมถึงนักศึกษาชั้นปีที่ 3
สาขาวิชานาฏศิลป์คณะครุศาสตร์มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช ซงึ่ วนั นี้นะคะเป็นเกียรติมากๆที่มาเข้าร่วม
โครงการสัมมนาและดำเนินโครงการ วันนี้ก็เป็นโอกาสดีอีกวาระหนึ่งที่ทุกท่านจะได้เข้าร่วม โนรามรดกทางภูมิ
ปัญญา แนวทางส่งเสริมอย่างยั่งยืน : ชื่อโครงการในวันนี้ “โนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางส่งเสริมอย่าง
ย่งั ยืน” แคช่ ่ือก็เลอคา่ แล้ว ดิฉันเชื่อวา่ ผเู้ ขา้ รว่ มสมั มนาทกุ ๆทา่ น ทีเ่ ขา้ ร่วมสมั มนาในวันน้ีคงมีใจจดจ่อทจ่ี ะร่วมกัน
รับความรู้ วิทยากรท่ีจะมาใหค้ วามรู้กับเราในวนั นี้ มีท้ังหมด 3 ทา่ นคะ่ ทุกทา่ นคงจะเคยได้ยนิ ชื่อเสียงเรียงนามกัน
มาบา้ งแล้ว
ทา่ นท่ี 1 ผศ.ธรรมนิตย์ นิคมรตั น์ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ
ท่านท่ี 2 ผศ.สพุ ัฒน์ นาคเสน อาจารย์จากมหาวทิ ยาลยั นาฏศลิ ปน์ ครศรีธรรมราช นักวชิ าการ
และท่านท่ี3 คุณพรรณี รุ่งสว่าง ผู้อำนวยการศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรมองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ
แหง่ ประเทศไทย
โอกาสต่อจากนี้ไปดิฉันขอนำทุกท่านสู่การสัมมนา วิชาการ “โนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทางส่งเสริม
อย่างยัง่ ยืน” ขอเชิญทกุ ทา่ นพบกบั ผศ.ดร.ธรรมนติ ย์ นคิ มรตั น์ ณ บัดนี้ ขอกราบเรยี นเชญิ คะ่
ผศ.ดร.ธรรมนติ ย์: ครับได้ยินมย้ั ครับ สำหรบั โนราในปจั จบุ ันทำใหค้ นหนั ใกล้ชดิ การแสดงศิลปะโนรามาก
ขึ้นจะทำให้เกิดความรักความผูกพันธ์อย่างตัวผมคนนี้นะครับ สื่อถึงให้เห็นว่าเราทัศนคติที่ดีของศิลปะโนรา
เพราะฉะนั้นการที่เรามีพลังของสังคมในการสืบทอด มีการอนุรักษ์และสืบทอดมากยิ่งขึ้นก็จะได้มีกำลังใจมากขึ้น
แม้ว่าคนสังคมในปัจจุบันจะใกล้ชิดได้ไม่มากไม่น้อยก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีโดยเฉพาะในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ได้นำมาสืบ
ทอดให้แกเ่ ยาวชนและผเู้ ขา้ ร่วมทกุ ทา่ นครบั
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ):ค่ะต่อไปนะคะอยากจะทราบนะคะว่าโนราในอดีตและ
ปัจจุบนั มคี วามแตกต่างกนั อยา่ งไรคะ
ผศ.ดร.ธรรมนิตย์: โนราในปัจจุบันและในอดีตระหว่างคนรุ่นเก่าและคนใหม่มีเทคนิคอย่างไรให้หันมา
สนใจโนรา สำหรับคนรุ่นเก่าในอดีต และคนรุ่นใหม่ทุกคนเป็นความสำคัญที่มีความใกล้ชิดกับครอบครัวเบื้องต้น
เพราะฉะนั้นการปลูกฝังก็จะมีความแตกตา่ งกันในการท่จี ะใหล้ ูกหลานนำมาเปน็ ความรู้ คนรนุ่ ใหม่ก็จะมีความห่าง
เหิน จะต้องใช้ความพยายามในการสืบทอด แต่หากเป็นคนรุ่นเก่าในอดีต ครอบครัวมีความสืบพันธ์ ก็จะทำให้รู้
และเขา้ ใจไดง้ ่ายขึ้น ส่ิงทีส่ ำคญั ก็คอื ครอบครวั ท่ีจะต้องอบรมส่ังสอนให้ลูกท่จี ะเขา้ ใจในศิลปะการแสดงโนรา ถึงจะ
รำไมเ่ ปน็ แตด่ ูเปน็ แตถ่ า้ ไม่ส่งั สอนเลยก็แสดงวา่ ไม่ได้มีการถ่ายทอด ซึ่งจะต้องใช้ความยายามของคนท่ีเป็นศิลปิน
โนราในปัจจุบันที่จะมีวิธีการถ่ายทอดให้มีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นในอดีตกับปัจจุบันก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน
เพราะคนในอดีตจะบอกว่าทำอย่างไรให้คนในยุนั้นหรือคนรุ่นใหม่เข้าใจถึงศิลปะการแสดงโนรา คนปัจจุบันก็
เชน่ เดยี วกันว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเข้าใจศิลปะการแสดงโนรา เพราะฉะนั้นเราทเ่ี ปน็ ศิลปนิ โนราอยู่แล้วต้องรู้จักใช้
องค์ความรู้ท่มี ีนำไปเผยแพร่ได้อยา่ งไร เช่นถา้ คนรนุ่ ใหม่ในปัจจุบนั ต้องใหเ้ ค้าชมส่ิงทส่ี ดุ ยอดที่สดุ ของโนรา เช่นการ
รอ้ งท่ีไพเราะ การรำท่ีสวยงามได้ขมพฤตกิ รรมทีส่ วยที่สดุ ความขลงั ความศกั สิทธ์ิ จะทำใหเ้ กิดความประทบั ใจ นี้ก็
คือการใช้องค์ความรูศ้ ิลปะทางโนราท่ียอดเย่ยี มนำไปนำเสนอใหเ้ ขาเขา้ ใจ และส่ิงท่สี วยงามที่ดที ี่สุด
และอีกอย่างคือสื่อ จะมีความสำคัญมาก ซึ่งสื่อจะเป็นองค์ความรู้ให้เขาได้รับองค์ความและความประทับใจ และ
ให้เขาได้ทดลองสัมผัสส่ิงที่เปน็ ศลิ ปะการแสดงโนราง่ายๆก่อน ก่อนที่จะเข้าลึกซ่ึงของศิลปะการแสดงโนรา เช่นให้
เขาได้รู้จักเกี่ยวกับลูกปัด ลายลูกปัด สร้อยคอ ที่เป็นเอกลักษณ์ การนำเสนอโนราจะใช้คนรุ่นใหม่ในการสืบทอด
ให้เกดิ การประทับใจ
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ):ทีนี้นะคะอยากจะทราบถึงการอนุรักษ์ค่ะท่านว่าจะต้องมี
หลักการการอนุรกั และสบื ทอดโนราอยา่ งไรคะ
ผศ.สุพฒั น์ นาคเสน: การสืบทอดโนราให้กบั เยาวชนเพื่ออนุรักษ์อาจจะตอ้ งมฐี านของความเปน็ อัตลักษณ์
หรือว่าความเหมาะสมที่ทำอยู่ในปัจจุบันและถ่ายทอดทำให้เกิดความภาคภูมิใจยิ่งโนราระดับสากลถือว่ามีความ
ภาคภูมิใจเป็นส่วนหน่ึงที่เราได้ทำมนั แล้วตั้งแตอ่ ดีตจนถงึ ปัจจุบันนีแ้ ละก็ต้องเปน็ ภาระของคนรุ่นต่อๆไปทีต่ ้องสืบ
ทอดและอนุรักษ์และมีส่วนท่ีจะสง่ เสรมิ ให้เยาวชนต่อๆไปครบั
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ): ต่อไปนะคะก็จะถามในส่วนขององค์ประกอบโนราค่ะวา่ มี
อะไรบา้ งเพอ่ื ใหถ้ ูกองคป์ ระกอบของการแสดงคะ่ เชิญผศ.สุพัฒน์ นาคเสน คะ่
ผศ.สุพัฒน์ นาคเสน: องค์ประกอบของการแสดงโนรา ผู้แสดง การแต่งกาย การแต่งกายของโนราก็จะ
แยกออกไปว่าจะแต่งในลักษณะแบบไหน พื้นฐานคือประกอบด้วยลูกปัด ก็จะมีการแยกเป็นตัวนาง การแต่งกาย
แบบธรรมดา การแตง่ กายแบบนายโรง ทง้ั หมดนกี้ ็คอื การแต่งกายตามพิธีกรรมแต่อย่างไรกต็ าม การแตง่ กายต้องมี
สะหนับเพลา ผานุ่ง ห้อยหน้า ห้อยข้าง รัดอก มีการพัฒนามาจากการโครงของโนราสายสังวาน สร้อยคอ ปีกนก
ประยาม อิเหนง หวั เขม็ ขัด ทับทรวง กำไล และส่วนสุดท้ายคอื เทริด
สว่ นต่อไปคอื กระบวนการรำ ก็จะการรำเพลงโค รำประกอบดนตรี รำประกอบบร้อง มีรำทำบทผัดหน้า ทำบทสีโต
ทำบทเป็นทบั เป็นโครง เละก็รอ้ งประกอบดนตรี ที่ไม่มีท่ารำประกอบเชน่ ร้องหน้าฉาก
ลูกคู่ มีความสำคัญ เพราะเวลาโนราร้องจะต้องมีลูกคู่รับด้วย ลูกคู่จะทำหน้าที่เป่าปี่ ทับ ตีโหม่ง ตีกลอง แตระ
แบบนี้จะเปน็ แบบด้งั เดิม ตอ่ มาจะเห็นได้วา่ มีการเพิ่มเคร่อื งดนตรเี ขา้ ไป และยงั มเี รอื่ งจงั หวะเพลงดนตรีเข้าไปว่า
จะมที ำนองอะไรและทีส่ ำคญั คอื สถานท่ี ว่าทเี่ ราจะทำเหมาะสมกบั สถานทีน่ ้นั หรือไม่ ปรบั เปลย่ี นอย่างไร
ความรู้หรือว่าการเรียนการสอนโนราไปในที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นในสถานศึกษา ในระดับประถม มัธยม หรือมหาลัย
นั้น มีหลักสูตรมาเกี่ยวเนื่องในการเรียนการสอนมันก่อเกิดความย่ังยืนและเป็นที่ยอมรับว่าเราจะมีการถ่ายทอด
อย่างถูกต้อง
การถา่ ยทอดให้กับเยาวชนก็มีระดับ ตัง้ แต่ ง่ายไปยาก ซง่ึ บางอย่างในการถ่ายทอดก็เกิดความตระหนัก ตระหนักรู้
ในตวั เองก่อนว่าเราจะถ่ายทอดอยา่ งไรให้เกิดความร้คู วามเข้าใจดังน้นั ผู้สอนเองจะต้องมคี วามรู้และความเข้าใจให้
ได้ศกึ ษาคุณคา่ ของโนรา ศึกษาความหมาะสมท่ีจะถ่ายทอดให้กบั ผู้ทีร่ ับ แต่ถา้ หากเราไปลอกตามยูทปู มันก็จะเยอะ
เราไม่สามารถบอกได้ว่าถูกหรือไม่ แต่ถ้าหากเราได้ศึกษาเรากส็ ามารถบอกไดม้ ีลักษณะการรำอยา่ งไร แต่ละสายก็
จะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน ซึ่งผู้ที่ถ่ายทอดสามารถถ่ายตามที่ตวั เองศึกษามาได้ไม่ต้องให้ล้ำเลิศ แต่ขอให้ถูกต้อง
ซง่ึ ในการรำโนราตอ้ งบอกได้วา่ ท่าน้ีคือท่าอะไรแลว้ มีความเก่ียวเนื่องอย่างไร เหมาะสมทีจ่ ะใช้ในโอกาสไหน และมี
ขอบเขตในการที่จะถ่ายทอด มีเอกลักษณ์ในการถ่ายทอดเพราะเมื่อเราเห็นในเอกลักษณ์แล้วจะก็จะมีความตระรู้
เหน็ ในคณุ ค่า ไม่ใช่วา่ รำสวยเครื่องแต่งกายสวยแต่ยังมีปรัชญา มีอะไรสอดแทรกอีกเยอะ สาระท่ีสอดแทรกอยู่ใน
โนราจะมีการสอนอย่างไรยกตัวอย่างเช่น การสอนให้กับลูกศิษย์เราจะยกบทไหนมาสอนบ้าง เช่น อาจจะยกบท
นกเป็ดกาน้ำ ในโนราโรงครูที่พูดถึงเรื่องของมีชายนายหนึ่งไปเห็นนกกาน้ำกำลังเฉี่ยวปลาอยู่ ก็เห็นว่ามีวิธีการ
อย่างไร ก็มาฝึกเล่นอาวุธเลยมีผู้เป้นเจ้ามาสอบถามว่าที่มีความสามารถต่างๆนี้เจ้าได้มาอย่างไร แต่ว่าเรียนรู้เอง
ทั้งๆที่ไปได้ของคนอื่นมา จนทำให้อาวุธนั้นมาทำร้ายตัวเอง ความรู้นั้นก็เลยมาทำร้ายตัวเองสั่งสอนให้เห็ นว่าเรา
ต้องสะท้อนถงึ ทม่ี า และไดม้ าเป็นปรัชญา ซ่งึ มีอีกหลายๆบท หลายสาระ
เราจงึ ตอ้ งเรียนรศู้ ึกษาตรงนี้ จึงจะนำมาบูรณาการ ซง่ึ แต่ละโรงเรียนหรือมหาลยั ได้ปูพื้นฐานมาแลว้ แต่ต้องฝากว่า
ต้องย้อนมองว่ามีความเหมาะสมแค่ไหนอย่าทำเหมือนว่าโนราเป็นมารกทางภูมิปัญญาขึน้ มาทุกคนทำได้หมด เอา
ไปเล่นในทางท่ีดบี ้างไม่ดีบ้าง ดังน้ันคนท่เี ปน็ โนราจะต้องเรียนร้สู ิ่งต่างๆเพ่ือจะตอบโจทย์ให้กับคนที่เอาไปแสดงว่า
วันนีเ้ รามาถา่ ยทอดในสาระอะไร รำเพ่อื ความบันเทิงเหมาะสมแค่ไหน รำพธิ ีกรรมควรจะมีขอบเขตอย่างไร ก็ต้อง
ศึกษาและถ่ายทอดใหถ้ ูกต้อง
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ):ค่ะอยากจะถามคุณพรรณี นะคะว่ามีความคิดเห็นอย่างไร
ในการแสดงศิลปะโนราว่าจากที่ท่านเคยได้เห็นและได้ไปทำข่าวอยากจะทราบถึงความรู้สึกและความคิดของท่าน
คะ่ วา่ เป็นอยา่ งไรคะ่
คุณพรรณี รุ่งสว่าง:ค่ะจากการที่ได้ดูโนรา ในถานะคนนอก โนรามีความสวยงาม ดนตรีมีความไพเราะ
จนได้โอกาสมาทำข่าว ศิลปะวัฒนธรรม โนราเปน็ การรา่ ยรำทนี่ า่ ช่ืนชอบ ชอบชุดชอบลลี าที่สอดคล้องไปกับดนตรี
ซึง่ เม่อื ไดด้ ูแล้วการรำโนราทำให้คิดว่ามันน่าจะมีอะไรบางอย่างท่ีทำให้คนส่ือสารว่ามภี ูมปิ ัญญาและวัฒนธรรมตาม
แบบของโนราของพ่นี ้องชาวใต้ เลยตัดสินใจมาทำข่าว เก่ียวกบั สารคดี ไดม้ โี อกาสได้เก็บภาพ โรงครู ซึ่งมีมุมนึงที่
ทำให้ตื้นตันก็คือมีการสื่อสารเรื่องราวโรงครูทำให้เข้าใจโนรามากขึ้น ทุกอย่างที่เกิดมันไม่ใช่เป็นการแสดงแต่มัน
หมายถึงการแสดงความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวกับบรนพบุรษุ โดยมโี นราเปน็ ผสู้ ือ่ สารให้เกดิ เรือ่ งราวเหล่านี้
ทีอ่ ยตู่ รงหนา้ มนั ทำใหต้ นื่ เต้นและทำใหเ้ ราเขา้ ใจโนรามากขึ้น
ลักษณะของสื่อปัจจุบันซึ่งจะต้องมีความกระชับ โดดเด่น สิ่งเหล่านี้จะมองว่าโนราของเราจะก้าวไปสู่จุดนี้ได้
อย่างไรเพอื่ ใหค้ นหลากหลายภูมิภาคไดห้ ันมาสนใจโนรา
โนราเป็นศาตร์และศิลป์ การทำโนราโรงครูหรือว่าอะไรก็ตามที่เป็นการถ่ายทอดที่ต้องใช้เวลาในการแสดงหรือทำ
พิธีกรรม สิ่งเหล่านี้ก็อยากให้คงอยู่ไว้อย่างนั้นมันคือสิ่งที่ทำให้โนรามีคุณค่าและไม่เหมือนการแสดงทั่วๆไป
เพราะวา่ เป็นสิ่งท่ีมีอยู่ในชีวิตและวิถชี ีวิต ซง่ึ ในรปู แบบของสื่อ ส่อื กจ็ ะมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์
สื่อสงิ่ พิมพ์ ซงึ่ ไดไ้ ปทำข่าวและไดร้ ู้ท่มี าท่ีไป ซึง่ เรื่องโนราตอนแรกคดิ ว่าเราอ่านเยอะ และรเู้ ยอะแลว้ ด้วย แต่พอได้
ไปถามจึงรับรู้ถึงความไม่รู้ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็จะมีครูและชาวบ้านที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมเป็นคนบอก
เล่าไปได้ แต่ในแต่ละพื้นก็มีการสรุปที่ต่างกัน อย่างเช่นการทำพิธีโรครูแต่ละที่ก็จะแตกต่างกัน ทำให้รู้สึกว่าเรา
ตื่นเต้นกับความรู้เกี่ยวกับโนราได้อย่างมากมาย และทำให้รู้สึกว่า มันไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้หมด ซึ่งมองว่ามัน
เปน็ ความรใู้ หมซ่ ่งึ ทำใหร้ สู้ กึ ว่ายังไมอ่ ยากท่จี ะเลิกทำโนรา
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ): ซึ่งมีคำถามจากท่านที่เข้าร่วมสัมมนานะคะว่า ถ้าเกิด
อยากจะพิพิธภณั ฑ์โนราควรจะจดั อยา่ งไรคะเรยี นเชิญท่านวทิ ยากรค่ะ
ผศ.ดร.ธรรมนิตย์ : 1.ชุมชนถ้าต้องการเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชนถ้าชุมชนมีความพร้อมที่จะสร้างก็
สามารถที่จะทำได้เน่ืองจากว่าในแต่ละชมุ ชนจะมีศลิ ปินโนราที่มชี อ่ื เสียงและมีความยั่งยืนของศลิ ปะการแสดง เช่น
พิพิธภัณฑ์โนราที่เกิดจากวัดยางใหญ่ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อย ถ้าเกิดอยากให้มีความอุดมสมบูรณ์ก็ต้องให้ความ
ร่วมมือจากสำนักวัฒนธรรมแต่ละจังหวัดยุยงส่งเสริมเพื่อจะสร้างให้แต่ละที่มีความพร้อมและอุดมสมบูรณ์คิดว่า
น่าจะทำไดห้ ากได้รับความร่วมมือจากหลายๆส่วนเพราะวา่ องค์ความรู้โนราศลิ ปินแตล่ ะชุมชนมคี วามพร้อมซ่ึงเป็น
สิ่งที่ดี ซึ่งแนวคิดในการทำพิพิธภัณฑ์สามารถที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้เนื่องจากว่าโนราจะทีราก มีเอกลักษณ์แต่ละ
ท้องถิ่นแตกต่างกันไปการที่เรามีพิพิธภัณฑ์หลายๆที่เป็นสิ่งที่ดีทำให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง ความเข้มแข็ง ของ
ศิลปะการแสดงโนราในแต่ละทอ้ งที่แต่จะต้องิอาศัยความร่วมมือของหลายฝา่ ยช่วยกัน
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ): ในปัจจุบันมีโนราเกิดขึ้นมากมายภายหลังการรองรับจาก
องค์กรยูเนสโก จะมีเยาวชนรุ่นใหม่ท่ีเริ่มประกาศตนว่าเป็นโนราขึ้นมาทำให้โนรามีการแตกปลายออกไปเยอะมาก
และทำใหไ้ มค่ งความเปน็ ด้งั เดมิ เอาไวท้ ่านอาจารยค์ ดิ อยา่ งไร
ผศ.ดร.ธรรมนติ ย์ : โนราเกดิ ขน้ึ ใหม่เปน็ ส่ิงทีด่ ีแต่วา่ ตอ้ งขึ้นอยู่กับว่าองค์ความรทู้ ่เี ขามีอยู่มากน้อยแค่
ไหนก็ได้เรียนรู้จากครูคนที่เป็นต้นแบบในการถ่ายทอดถ้าหากว่าเขาได้รับการถ่ายทอดจากครูที่ดีเขาก็จะเป็ชน
ศลิ ปนิ โนราที่ดแี ต่ถา้ หากว่าเขาเป็นศิลปินทยี่ งั ไม่ไดร้ บั องค์ความร้ทู ่ีดีควรท่ีจะให้คำแนะนำวา่ ศิลปนิ โนราท่ีมชี ื่อเสียง
อาจจะแนะนำใหเ้ ขาไปศึกษาเพ่ิมเติมหรือวา่ ตัวเขาเองอาจจะไปศกึ ษาเพม่ิ เติมดว้ ยตนเองได้และการพิจารณาว่าคน
ไหนที่เป็นศิลปินดีหรือไม่ดีผู้ชมจะเป็นผู้ตัดสินเพราะผู้ชมที่มีประสบการณ์ในการชมโนราก็จะทราบว่าศิ ลปินคน
ไหนมีองค์ความรู้โนรา มีทักษะในการแสดงโนราที่ดี คนไหนที่มีทักษะโนราที่ไม่ถึงพร้อมผู้ชมก็สามารถตัดสินได้
บอกได้ ก็เหมือนในดดีตศิลปินโนราก็มีมากมายเหมือนกันทั้งที่เกิดสมยานามต่างๆที่เกิดขึ้นศิลปินโนราเกิดจาการ
ยอมรับจากผชู้ ม เพราะฉะน้นั ถา้ หากว่าศิลปินโนรายุคปัจจบุ ันก็ประกาศตวั เป็นโนราถา้ หากวา่ เขาชอบฝีมือในโนรา
ฝีมืออาจจะไม่ถงึ พรอ้ มแต่เขาอยากจะถา่ ยทอดอยากจะสืบทอด ผู้ชมก็อาจจะตัดสินให้เขาก็ได้ และส่วนที่ครทู ี่เขา
ไปเรียน เขาไปเรียนด้วยการกันกับคนท่ีใกล้ชดิ คนที่อาวโุ สก็สามารถจะแนะนำครูศลิ ปินโนรารุ่นใหม่ทีเ่ กิดข้ึนได้วา่
แนวทางในการปฏิบัติที่ดีในการแสดงที่ดีควรจะมีอย่างไร ขึ้นอยู่กับครู และก็คนที่ศิลปินโนราเหล่านั้นให้ความ
ไว้วางใจ เคารพนับถือก็จะเป็นคนแนะนำได้ ผู้ชมที่ชมโนรามาเป็นจำนวนมากก็จะเห็นความงดงาม องค์ความรู้ท่ี
แตกต่างกัน ก็สามารถบอกกล่าวหรือแนะนำในถานะท่ีเป็นพ่อยก แม่ยก ที่ชื่นชมโนราอยู่สม่ำเสมอ และมีความ
งดงาม จุดเด่นในการบกพร่องอย่างไร ถ้าหากศิลปินที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านั้นใจกว้างยอมรับรับฟังในความคิดเห็น
เหลา่ นกี้ ถ็ ือว่าเขาเป็นศลิ ปินโนราคนหนง่ึ ท่ีเราควรจะสนับสนนุ ส่งเสริม โดยเฉพาะครูถ้าเกิดศิลปินโนราไม่มีครูก็ไม่
สามารถถา่ ยทอดได้จงึ จะตอ้ งมีครูไว้สบื ทอดเพราะครแู ตล่ ะคนมีองค์ความรู้เกยี่ วกบั โนรา
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ):คำถามนะคะถ้าเกิดอยากจะพิพิธภัณฑ์โนราควรจะจัด
อยา่ งไร เรียนเชิญคุณพรรณี รุง่ สว่างค่ะ
คุณพรรณี รุง่ สวา่ ง:พิพิธภัณฑ์ท่นี ่าสนใจมีเยอะมากในบ้านเราแต่สงิ่ ทสี่ นใจคือการจดั พิพิธภัณฑ์ ส่วนตัว
แล้วเมื่อประมาณ 10กว่าปี มันมีกการตื่นตัวในเรื่องของการทำพิพิธภณั ฑ์ ท้องถิ่นมากๆ เกิดพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ
หลายที่อยา่ งเช่นที่ จันทรเ์ สม จังหวัดนครสวรรค์ หรือบ้านนสิ าท่สี มทุ รสงคราม แตก่ ม็ ไี ม่ก่ีแหง่ ที่ยืนยาวอยู่ได้ซึ่งส่ิง
เหล่านี้มันเป็นเรื่องของคนในพื้นที่จริงๆ อย่างบ้านเราก็อาจจะต้องทำใจรระดับหนึ่งในเรื่องของทำอะไรที่เป็น
ท้องถิ่นขึ้นมาแล้วมันต้องใช้แรงเยอะในการที่จะของบจากส่วนกลาง แต่สิ่งที่ทำได้คือถ้าชุมชนเห็นคุณค่าก็ทำ ซึ่ง
จะต้องมีเบื้องหลังอาจจะต้องใช้เงินรัฐที่สูงมากในการจัดการดูแลแต่ถ้าเอาเป็นโจทย์ง่ายๆในบ้านเราอย่างที่ครู
ธรรมบอกว่าใครมีความพรอ้ มอะไรลองทำดูแต่ก็เชือ่ อย่างหนึ่งวา่ ถา้ เราขอคำปรึกษาจากแหล่งต่างๆคือสามารถทำ
ได้ และทำอย่างไรในการเอาเป็นอาคารที่หมายถึงจัดแสดงสิ่งของต่างๆเกี่ยวกับโนรา แต่สิ่งที่รู้สึกว่ามันมีคุณค่ามี
ความสำคัญและมคี วามหมายมากกวา่ น้นั คือทำอย่างไรให้เราท้ังหมด และโนราในพนื้ ทที ่เี ราอยมู่ ันคือพิพิธภัณฑ์ที่มี
ชีวติ เมอ่ื โนราได้รับการนั ตีเป็นส่ิงท่ีชาวโลกได้รับรู้ ต่อจากนไ้ี ปเราต้อง welcome ในหลายคนท่ีเดินทางเข้ามาและ
ใหก้ ารตอ้ นรบั อย่างไรให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ทำอยา่ งไรให้เขาได้เห็นเร่ืองราวชีวติ ไดร้ ับฟงั การบอกเล่ามาในเรื่องราว
ดๆี สามารถเป็นช่องทางใหช้ าวต่างชาตเิ ข้ามาสนใจได้
คุณอรอุมา จันทรกุล (พิธีกรดำเนินรายการ):คำถามต่อไปนะคะ ในปัจจุบันมีโนราเกิดขึ้นมากมาย
ภายหลงั การรองรับจากองค์กรยูเนสโก จะมีเยาวชนรนุ่ ใหมท่ ี่เริ่มประกาศตนวา่ เป็นโนราขึน้ มาทำใหโ้ นรามีการแตก
ปลายออกไปเยอะมาก และทำให้ไม่คงความเปน็ ดั้งเดิมเอาไว้ทา่ นอาจารยค์ ิดอย่างไร
ผศ.สุพัฒน์ นาคเสน :โนราเกิดใหม่ถือว่าดีแต่ต้องฝากว่าผู้ที่บอกว่าตัวเองเป็นโนรานั้นก็จ้องเรียนรู้ราก
เรยี นร้ขู นบ เรยี นรวู้ ธิ ปี ฏิบตั ิ แม้ว่าคนละสายเดย่ี วนม้ี นั สามารถจะเรยี นรู้ได้หลากหลายมากซ่ึงมีเหตแุ ละผลที่เราจะ
เป็นโนราบางครั้งนั้นเราทำตามกันมาโดยไม่เริ่มถามไถ่นั้นหมายความว่าโนราคนนั้นไม่รู้ อย่างเช่นมีนักศึกษามา
เรียนนาฏศิลป์เขาก็เรียนโนรา และให้กลับมามองพิธีการปฏิบัติการถักทอนเรื่องของรูปแบบนั้นก็ต้องสลับกันชม
บางครั้งพอเราปฏิบัติความเคยชินผู้ที่สืบทอดก็จะทำให้มีทิศทางไม่เป็นตามที่ครูบาร์อาจารย์สอนไว้ในแต่ละทาง
โยนราทางพทั ลุงอย่างนึง ท้ังทางสงขลาก็อย่างนงึ ทางตรังก็อยา่ งนงึ แต่อยา่ งไรกต็ ามพอเราเอามาใชป้ ระโยชน์เรา
ต้องรู้ว่าเราเอาแบบไหน ยกตัวอย่างว่ารถมีหลายยี่ห้อ มันก็จะมีวิธีการใช้ที่ต่างกัน เราจะต้องพิจารณา โนราเกิด
ใหม่ทุกวันนี้เยอะมาก ถือว่าเป็นความน่าภาคภูมิใจวา่ เรามีเยาวชนนั้นหันมารัก หันมาศึกษาโนรามากยิ่งข้ึนจากใน
อดีต แตเ่ ราตอ้ งศกึ ษาใหแ้ ข็งสักนิดนึง ในลักษณะของการฟัง เรยี นรศู้ กึ ษาเพม่ิ เตมิ ก็จะได้เป็นศลิ ปนิ โนราที่ดตี ่อไป
พิธกี ร : เอาล่ะค่ะได้เวลาท่ีเหมาะสมแลว้ ดฉิ ันขอเชิญนายตรีชฎารัศม์ิ ทองประพันธ์ ผจู้ ดั โครงการในคร้ังนี้
กล่าวขอบคณุ วทิ ยากร คะ่
หวั หนา้ โครงการ : กระผมตัวเเทนของผจู้ ัดโครงการการสมั มนาในวนั น้ี ขอกราบขอบพระคุณในเมตตาจิต
ท่ที ่าน ผศ.ดร.ธรรมนติ ย์ นคิ มรตั น์ ผศ.สุพัฒน์ นาคเสน และ คุณพรรณี รุ่งสวา่ ง
ที่ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับ โนรามรดกทางภูมิปัญหา จากกิจกรรมการสัมมนาโนรามรดกทางภูมิปัญญา แนวทาง
ส่งเสริมอย่างยั่งยืน”ในวันนี้กระผมเชื่อว่าผู้เข้าร่วมการสัมมนาทุกท่านคงได้รับทั้งองค์ความรู้ควบคู่ไปกับความ
สนกุ สนานในนวันน้ีครบั พวกเรากจ็ ะนำองค์ความรู้ทไี่ ด้ในวนั น้ีไปก่อใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุดครบั
สุดท้ายนี้ขอให้ท่านวิทยากร ท่านประธาน นักศึกษาสาขานาฏศิลป์ทุกท่าน ปลอดภัยจากโรค covid-19
ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ตอนนี้ด้วยนะครับ กระผมในนามของหัวหน้าโครงการขออนญุ าตปดิ การสัมมนาในครัง้ น้คี รบั
ขอบคุณและสวัสดคี รับ
พิธีกร : ลำดับต่อไปขอเรียนเชิญ ท่านวิทยากร ประธานหลักสูตร และผู้เข้าร่วมทุกท่านถ่ายภาพร่วมกัน
ขอเรยี นเชิญคะ่
พธิ ีกร : ลำดบั สุดทา้ ยขอให้ผ้เู ข้ารว่ มสัมมนาทุกท่านทำแบบประเมนิ เพื่อรบั เกยี รติบัตรก่อนออกจากคลาส
รมู นะคะ
บทที5่
สรปุ บทความสัมมนา
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
โนราเป็นศิลปะการแสดงพืน้ ถ่ินประเภทมหรสพในภาคใต้ มีทั้งการร้อง การรำ การแสดงเปน็ เร่ืองราว ใน
ยุคเริ่มต้นนิยมเล่นกับในแถบจังหวัดรอบลุ่มทะเลสาบ คือ จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัด
นครศรีธรรมราช ต่อมาดว้ ยอทิ ธพิ ลของการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม การแสดงโนราจึงมีปรากฏเกือบทุกจังหวัด
ในภาคใต้และอาจเพิ่มเติมตามภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย (ธีรวัฒน์ ช่างสาน, 2536 : 1) อย่างไรก็ตามใน
ปลายปี 2564 โนราไดข้ ึ้นทะเบยี นเป็นมรดกทางภมู ปิ ญั ญาท่จี ับต้องไมไ่ ด้
"มรดกทางวัฒนธรรมท่จี ับตอ้ งไม่ได"้ มาจากคำภาษาอังกฤษวา่ Intangible Cultural Heritage ซ่งึ ยังไม่มี
คำแปลเป็นภาษาไทยที่ชัดเจนและตรงตัว เมื่อแรกใช้มีการเสนอคำแทนดังกล่าวอย่างหลากหลาย เช่น มรดก
วัฒนธรรมเชิงนามธรรม มรดกวัฒนธรรมทางจิตใจ มรดกวัฒนธรรมที่ไม่เป็นวัตถุ ซึ่งแต่ละคำ เมื่อแปลกลับเป็น
ภาษาอังกฤษยังมีการถกเถียงกันอยู่ จนเมอ่ื วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552 คณะกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติได้มีม
ตใี หใ้ ชค้ ำว่า "มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม" แทนคำภาษาอังกฤษ IntangibleCuttural Heitage เพราะพจิ ารณา
วา่ "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได"้ อาจจะทำให้เกิดการตีความที่ไม่ตรงกัน อีกทัง้ ภาครฐั ควรส่งเสริมทั้งมรดก
ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ใด้และที่จับต้องได้ ในทางปฏิบัติแล้วคำว่า "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" และ
"มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม" มคี วามหมายที่ไมแ่ ตกต่างกัน (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2558, น. 5-6)
ธมลลักษณ์ สบายยิ่งดลเดช (2562) อธิบายการเกิดปัญหาและการส่งผลกระทบของมรดกโลกความว่า
ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ได้มีการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนอย่างหนาแน่นบริเวณรอบแหล่งมรดกโลก
อีกทั้งร้านค้าบางแห่งยังได้ทำการตั้งร้านเพื่อขายของโดยติดชิดกับกำแพงแหล่งมรดกโลก จากข้อเท็จจริงดังกล่าว
จึงส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการคงไว้ซึ่งความเป็นมรดกโลกภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทาง
วัฒนธรรมและทางธรรมชาติไม่ปรากฏว่ามีมาตราใคระถึงกระบานการในการตรวจสอบโดย องค์การยูเนสโก
(UNESCO) หลังจากที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาของมรดกทางภูมิปัญญาท่ี
จำตอ้ งได้ แตอ่ ยา่ งไรก็ตามโนราเปน็ มรดกทางภมู ิปัญญาที่จบั ต้องไม่ได้คาดวา่ ถ้าในอนาคตในภายภาคหน้าโนราพบ
ปญั หาในแนวทางแบบนี้จะมีวิธีแก้อย่างไร
บทความนี้มุ่งศึกษาองค์ความรู้โนรากับมรดกทางภูมิปัญญาแบบจับต้องไม่ได้เพื่อหาแนวทางการอนุรักษ์
อย่างยั่งยืน สำหรับไว้เป็นความภาคภูมิใจให้อนุชนคนรุ่นหลังที่มุ่งจะสืบสานศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านโนรา
คาดการณ์เป็นเบื้องต้นว่าจะมีองค์ความรู้ที่เป็นแนวทางและมุมมองที่ดีสำหรับอนุชนคนรุ่นหลังที่สนใจเพื่อนำไป
ปฏิบตั เิ ปน็ แนวทางสบื ตอ่ ไป
โนราภมู ปิ ัญญาทางศิลปวฒั นธรรม
โนราภูมิปัญญาทางศิลปวัฒนธรรม ที่จะนำเสนอคือ โนราภูมิปัญญาทางการแสดง องค์ประกอบ บทบาท
สำคัญที่เกีย่ วกับโนรา ดงั นี้
โนราภมู ปิ ัญญาทางการแสดง
โนราเป็นศิลปะการแสดงทางภูมปิ ัญญาประเภทมหรสพของคนในพืน้ ถ่ินภาคใต้ มีทั้งการร้อง การรำ การ
แสดงเป็นเรื่องราว มีองค์ประกอบของการแสดงที่เป็นลักษณะพิเศษทั้งผู้แสดง เครื่องแต่งกาย โอกาสที่ใช้แสดง
และความเชื่อ ในยุคเริ่มต้นนิยมเล่นกับในแถบจังหวัดรอบลุ่มทะเลสาบ คือ จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัด
ตรัง และจงั หวัดนครศรธี รรมราช ตอ่ มาด้วยอิทธิพลของการแพร่กระจายทางวฒั นธรรม การแสดงโนราจงึ มีปรากฏ
เกอื บทุกจงั หวดั ในภาคใต้และอาจเพ่ิมเติมตามภมู ภิ าคอืน่ ๆ ของประเทศไทย (ธีรวฒั น์ ช่างสาน, 2536 : 1)
การแสดงโนรานั้นเป็นภูมิปัญญาภูมิปัญญาทีป่ รากฏจะพบในองค์ประกอบของการแสดง สื่อแสดงให้เห็น
ในองคป์ ระกอบ ดงั นี้
1. คณะผ้แู สดง การแสดงโนรา ใช้คณะผแู้ สดง แบ่งไดเ้ ป็น 2 ลักษณะ คอื
1.1 ผู้บรรเลงดนตรี หมายถึง บุคคลท่ีรู้วิธีบรรเลง และหน้าที่ของเครื่องดนตรีที่ตนบรรเลง
ประกอบด้วยเครื่องดนตรีโนราประเภทเครื่องตี โดยใช้ความสามารถของตนเองสร้างสรรค์เพลงประกอบดนตรี
เพื่อความบันเทิงของการแสดงอย่างมีอรรถรส เพลงที่ใช้การแสดงโนรานั้น เช่น เพลงโค เพลงทับเพลงโทน เพลง
โหมโรง เพลงปี่ เพลงขอเทริด ทั้งการบรรเลงดนตรีโนราและเพลงทุกเพลงที่กล่าวสื่อแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญา
อย่างชัดเจนของคนพื้นเมืองภาคใต้ ที่มีความชำนาญการทั้งการเล่นดนตรี การร้องเพลงสามารถสร้างอารมณ์
ความรู้สึกประกอบการแสดงได้เป็นอย่างดี
1.2 ผแู้ สดง หมายถึง คนท่รี ับผดิ ชอบในการแสดงโนราทง้ั การร้อง การรำ การแสดง
เป็นเรื่องราวบนเวทีในแต่ละครั้ง ผู้แสดงของโนราแบ่งได้เป็น ตัวนายโรงเป็นหรือตัวพระเอก พร้อมกันนี้อาจเป็น
เจา้ ของคณะ หวั หนา้ คณะกไ็ ด้ ตวั นางรำคือเป็นตวั ประกอบในการรำโนราแต่ละครง้ั ในอดีตตวั นางรำมักเป็นตัวหัว
จกุ โนรา คอื เด็กฝกึ หดั รำโนรา ท่ีมีความสนใจ มคี วามสามารถในการรำ มกั เป็นตวั ประกอบในการรำหมู่ ของการรำ
บทครูสอน บทสอนรำ บทปฐม และอ่นื ปัจจบุ นั น้ใี ชผ้ ูห้ ญิงแสดง และตัวตลกหรอื ที่เรยี กว่าตัวพราน มีบทบาทเป็น
ตวั ตลกและบอกเร่อื งราวในการแสดง ตัวตลกนน้ั มี 2 ประเภท คอื ตัวตลกผู้หญงิ ทาสี ตัวตลกผชู้ าย ทาสา
1.3 เครื่องแต่งกาย หมายถงึ เครือ่ งนมุ่ หม่ ประกอบการแสดงโนรา โดยมอี งคป์ ระกอบคือเทริด กำไล
แขน ปน้ั เหนง่ สงั วาลพาดเฉียง 2 ขา้ ง ปีกนกแอน่ หางหงส์ สนบั เพลา จะเหน็ ได้ว่าเครอื่ งแต่งกายโนราเปน็ ลักษณะ
ของภมู ปิ ัญญาทางชา่ งของคนในภาคใต้ โดยการนำเอาลูกปัดเมด็ เล็ก ๆ มารอ้ ยเชือกเอ็น ให้เกิดเปน็ ลวดลายตา่ ง ๆ
ทั้งลายข้าวหลามตัด ลายพิมพ์พอง ลายก้างปลา ลายธงชาติ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นภูมิปญั ญาที่งดงามของคนในพน้ื
ถิ่น
1.4 เครื่องดนตรี หมายถึงจาก ตำนานโนราเครื่องดนตรีเกิดจากการนิมิตรของนางนวลทองสำลีเห็น
เครื่องดนตรี จึงนำเอาสิ่งที่อยู่รอบข้างมาสร้างเป็นเครื่องดนตรี เช่น กลองและทับสร้างจากไม้ โหม่งและฉิ่งสร้าง
จากเหลก็ อลมู ิเนยี ม จะสังเกตไดว้ ่าเคร่อื งดนตรโี นราจะเป็นประเภทเคร่ืองตีทง้ั หมด ดังน้ันตอ้ งใช้ความชำนาญและ
เทคนคิ ในการทำใหเ้ พราะ จึงนำป่ีมาใช้ในการควบคมุ ทำนอง เพราะฉนน้ั เครอ่ื งดนตรโี นราเกิดจากภูมิปัญญาเพราะ
ใชม้ ือในการล่อหลอมในการทำทงั้ หมด
1.5 ท่ารำ หมายถึง การเคลื่อนไหวอวัยวะของรา่ งกายทำใหเ้ กิดความสวยงาม โดยมีลีลาและแบบทา่
เข้ากับจังหวะของดนตรีโนราหรือเขา้ กับเพลงร้อง ลักษณะของท่ารำโนราทีป่ รากฏในการรำใบ้หรือการทำบท โดย
การรำทำบทจะต้องใส่เป็นท่ารำตามบท มีหลายคำร้องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่และธรรมชาติรอบขา้ ง เช่น
ทา่ ใหน้ ้องนอน ทา่ นกแขกเต้าเขา้ รัง ท่าบัวตูม ท่าชกั ใยแมงมุม เป็นต้น ท่ารำโนราจึงได้จากทา่ ของธรรมชาติ
โนรากับบทบาทสำคญั ในชุมชน
โนรากับบทบาทสำคัญในชุมชน มีบทบาทสำคัญหลายอยา่ ง เช่น บทบาทในฐานะสือ่ พื้นบ้าน บทบาทใน
ฐานะจติ วญิ ญาณของชาวใต้ บทบาทในฐานะการสรา้ งคณุ ค่าในสงั คม ดงั นี้
1. บทบาทในฐานะสื่อพนื้ บ้าน
สื่อพื้นบ้าน เป็นเครื่องมือสื่อสารประเภทหนึ่งที่มีในชุมชน มีความสำคัญต่อความเป็นไปของผู้คน ใช้
ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ มีศักยภาพในการสื่อสาร คำป๊อ, (2551) ยืนยันว่าสื่อพื้นบ้านมี