- ก -สารบัญลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า1 FF65-12-03-65-02-01-65 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบการทำเกษตร แปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์โดยการใช้สารฆ่าแมลง แบบหมุนเวียน12 FF65-12-03-65-02-02-65 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีโดยการใช้สารฆ่าแมลงแบบหมุนเวียน73 FF65-21-01-65-01-01-65 การศึกษาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์134 FF65-21-01-65-01-02-65 การศึกษาวิธีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์175 FF65-21-01-65-02-01-67 ทดสอบเทคโนโลยีการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคกลาง216 FF65-22-02-65-03-03-67 การทดสอบเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์งาแดงอินทรีย์ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จังหวัดลพบุรี257 FF65-26-01-65-01-02-65 (CCS)การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: โคลนอ้อยชุดปี 2556 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว-8 FF65-26-01-65-01-04-66 การเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อยชุดปี2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว289 FF65-26-01-65-02-03-65 (CCS)ศึกษาการเจริญเติบโต และการสะสมน้ำตาลของอ้อยโคลนดีเด่นชุดปี 2556 ในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว-10 FF65-26-01-65-02-04-65 (CCS)ศึกษาประสิทธิภาพการใช้น้ำของอ้อยโคลนดีเด่นชุดปี 2556 ในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว-11 FF65-26-03-65-01-01-65 การผสมพันธุ์อ้อยชุดปี 2564-2566 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม31
- ข -ลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า12 FF65-26-03-65-01-03-65 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2559 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม3313 FF65-26-03-65-01-04-65 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม3614 FF65-26-03-65-01-05-65 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรโคลนอ้อยชุดปี 2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม3915 FF65-26-03-65-02-02-66 ศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่นโคลนอ้อยชุดปี 2558 2559 และ 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม4216 FF65-28-01-65-01-08-65 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดหวาน 4617 FF65-28-02-65-01-07-65 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดข้าวเหนียว 4918 FF65-31-04-65-02-02-66 การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำในเขตชลประทานชุดปี 2565 5219 FF65-31-06-65-02-03-66 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่าง 5520 FF65-36-03-65-01-02-66 ศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์และวิธีปลูกงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยว แบบวางรายที่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี5721 FF65-36-08-65-00-01-65 การพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง จังหวัดลพบุรี6022 FF65-37-01-65-01-01-65 ผลของการจัดการเศษซากอ้อยต่อการย่อยสลายและการให้ผลผลิตอ้อย6323 FF65-37-01-65-01-03-65 ผลของการขาดน้ำต่อการเจริญเติบโต และการสูญเสียผลผลิตของอ้อย6724 FF65-39-02-65-02-02-65 ศึกษาการจำแนกเชื้อราสาเหตุโรคเหี่ยวเน่าแดง 7125 FF65-39-02-65-03-01-65 การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต7526 FF65-39-02-65-03-02-65 การศึกษาประชากรจักจั่นอ้อยและปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดในพื้นที่ปลูกอ้อยที่สำคัญ79
- ค -ลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า27 FF65-39-02-65-03-04-65 การประเมินความเสียหายของอ้อยจากการเข้าทำลายของจักจั่นอ้อย8228 FF65-39-02-65-03-06-67 การศึกษาแนวทางการป้องกันกำจัดจักจั่นอ้อยในสภาพไร่ 8529 FF65-45-04-65-01-13-67 รูปแบบของการปลูกพืชแซมต่อการระบาดของแมลงศัตรูข้าวโพดหวานในแปลงข้าวโพดหวาน88
- 1 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 12 03 65 02 01 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านอารักขาพืชเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช2. ชื่อโครงการวิจัย 67 วิจัยเทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่3. ชื่อกิจกรรม 2 เทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในพืชไร่ พืชผัก และไม้ผลในระบบทำเกษตร แปลงใหญ่4. ชื่อการทดลอง 2.1 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบการทำการเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยการใช้สารฆ่าแมลงแบบหมุนเวียน5. ดำเนินงานหัวหน้า สุรีรัตน์ ทองคำผู้ร่วมงาน เพ็ญรัตน์ เทียมเพ็ง อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณน้ำผึ้ง ชมภูเขียว สุภราดา สุคนธาภิรมย์ณ พัทลุงศรีจำนรรจ์ ศรีจันทรา6. หลักการและเหตุผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ความต้องการผลผลิตเพิ่มขึ้นทำให้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ในปี 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ 6,783,265 ไร่ ผลผลิตรวม 5,037,018 ตัน แหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ น่าน ตาก เชียงราย และแพร่ เป็นต้น มีพื้นที่ปลูก 4,594,772 ไร่ ผลผลิตรวม 3,408,632 ตัน จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ปลูก 866,907 ไร่ รองลงมา คือ จังหวัดน่าน และตาก มีพื้นที่ปลูก 663,099 และ 559,897 ไร่ ตามลำดับ เมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูก ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป จึงเกิดการระบาดของโรคและแมลง ซึ่งมีผลทำให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงแมลงเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญและพบในทุกแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ คือ หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนเจาะฝักข้าวโพดหนอนกระทู้ข้าวโพด หนอนกระทู้หอม เพลี้ยไฟ และเพลี้ยอ่อนข้าวโพด เป็นต้น ปลายปี 2561กรมวิชาการเกษตร
- 2 -ทะเบียนวิจัยปี 2567รายงานว่า พบหนอนชนิดหนึ่งเข้าทำลายและทำความเสียหายให้กับข้าวโพด หนอนชนิดนี้เป็นหนอน ชนิดใหม่ เรียกว่า หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall armyworm : Spodoptera frugiperda JE Smith) การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดเพชรบูรณ์นั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จะพ่นสารอีมาเมกตินเบนโซเอตเพื่อกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าสารอื่นๆ การพ่นสารอีมาเมกตินเบนโซเอต ติดต่อกันหลายครั้ง หรือเกินความจำเป็น อาจทำให้หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดสร้างความต้านทานต่อสารอีมาเมกตินเบนโซเอต ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และเกิดปัญหาสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ในอนาคตในต่างประเทศมีการศึกษา พบว่า เทคโนโลยีอารักขาพืชในการแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานที่เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ง่ายที่สุด คือ การใช้สารแบบหมุนเวียน (pesticide rotation) ซึ่งเป็นการหมุนเวียนการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดต่างๆ ที่อยู่ต่างกลุ่มกันในแต่ละช่วงเวลา หรือ ในแต่ละหนึ่งช่วงอายุขัยของศัตรูพืช อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดข้อมูลงานวิจัยในการป้องกันและแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานในระดับพื้นที่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเพื่อหารูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพลดปัญหาความต้านทานในแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สามารถลดการใช้ สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ทำให้ได้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย7. วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบรูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชต้านทานและลดการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชเกินความจำเป็นในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้รูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในแต่ละช่วงการเจริญของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดเพชรบูรณ์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์นครสวรรค์ 32. สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6) ลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15) สไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5) คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28) คลอร์ฟีนาเพอร์10% SC (กลุ่ม 13) เดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A) ฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B) อิมิดาโคลพริด 70% WG (กลุ่ม 4A) เชื้อแบคทีเรีย (Bt.) (กลุ่ม 11)
- 3 -ทะเบียนวิจัยปี 25673. เครื่องพ่นสารสะพายหลังแบบใช้แรงดันน้ำ4. ปุ๋ยเคมี เกรด 16-20-0 และ 46-0-05. เครื่องชั่งน้ำหนัก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธีแบ่งเป็น 2 กรรมวิธี คือ กรรมวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์และกรรมวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามที่เกษตรกรใช้9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เตรียมแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 2 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 แปลงๆ ละ 1 ไร่ คือ แปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไก การออกฤทธิ์และแปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามที่เกษตรกรใช้2. ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นแถว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-20-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมพร้อมปลูก กลบดิน เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 20 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างต้น หรือข้างแถว แล้วพรวนดินกลบแปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ในแต่ละช่วงการเจริญของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดำเนินการ ดังนี้ระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามที่เกษตรกรใช้ระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ(VE – VT) (อายุ 0-56 วัน)สัปดาห์ที่ 1 (VE – V1) (อายุ 0-7 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)สัปดาห์ที่ 2 (V2 – V5) (อายุ 8-14 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)สัปดาห์ที่ 3 (V5 – V6) (อายุ 15-21 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC(กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC(กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)-
- 4 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามที่เกษตรกรใช้สัปดาห์ที่4 (V6 – V7) (อายุ 22-28 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC(กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC(กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)-สัปดาห์ที่5 (V7 – V9) (อายุ 29-35 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 5-10% ของพื้นที่ใบ)พ่นสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC(กลุ่ม 3A) พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC(กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)-พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)สัปดาห์ที่6 (V9 – V11) (อายุ 36-42 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือช่อดอก)พ่นสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% SC(กลุ่ม 5)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC(กลุ่ม 3A) พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC(กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)-พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)สัปดาห์ที่7 (V12 – V14) (อายุ 43-49 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือช่อดอก)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28)พ่นเชื้อแบคทีเรีย (Bt.) (กลุ่ม 11)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)-พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)
- 5 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามที่เกษตรกรใช้สัปดาห์ที่ 8 (V14 – VT) (อายุ 50-56 วัน)ระยะออกไหม (R1)สัปดาห์ที่ 8 (อายุ 50-56 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือพบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือช่อดอก)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17% SC (กลุ่ม 28)พ่นเชื้อแบคทีเรีย (Bt.) (กลุ่ม 11)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC(กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)-พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)ระยะออกดอกและผสมเกสร (R1) (อายุ 57-63 วัน)สัปดาห์ที่ 9 (R1) (อายุ 57-63 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายใบที่ระดับ 4)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)เพลี้ยไฟ(ET = พบเพลี้ยไฟ 10-20 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงคลอร์ฟีนาเพอร์10% SC (กลุ่ม 13)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC(กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC(กลุ่ม 2B)--พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)ระยะสร้างเมล็ดและสะสมน้ำหนัก (R2 – R5)สัปดาห์ที่ 10-16 (R2 –R5) (อายุ 64-112 วัน) - -ระยะสุกแก่ทางสรีระ (R6)สัปดาห์ที่ 17 (R6) (อายุ 113 – 119 วัน) - -เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 1 สัปดาห์ สุ่มนับต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์10 จุดๆ ละ 10 ต้น รวมเป็น 100 ต้น ตรวจนับจำนวนแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกทำลาย ทุกสัปดาห์ ตั้งแต่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 1 สัปดาห์จนถึงเก็บเกี่ยว พ่นสารฆ่าแมลงเมื่อพบแมลงศัตรูข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ระบาดหรือเข้าทำลายถึงระดับเศรษฐกิจ [หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด : การทำลายที่ระดับ 4(พบรอยแทะบนผิวใบยาวเป็นขีด ขนาดยาว 1.3 – 2.5 เซนติเมตร จำนวนเพิ่มมากขึ้น) หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด : ยอดถูกทำลาย 50% หรือพบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น เพลี้ยไฟ : 10-20 ตัว/ต้นเพลี้ยอ่อนข้าวโพด : พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือช่อดอก] นับจำนวนแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติหลังจากพ่นสารฆ่าแมลง 7 วัน เก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 10 จุดๆ ละ 2 x 6 เมตรแปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามที่เกษตรกรใช้ดำเนินการ โดยเมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 1สัปดาห์ สุ่มนับต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์10 จุดๆ ละ 10ต้น รวมเป็น 100 ต้นตรวจนับจำนวนแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกทำลาย ทุกสัปดาห์ ตั้งแต่
- 6 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 1 สัปดาห์จนถึงเก็บเกี่ยว พ่นสารฆ่าแมลงตามที่เกษตรกรใช้ นับจำนวนแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติหลังจากพ่นสารฆ่าแมลง 7 วัน เก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 10 จุดๆ ละ 2 x 6 เมตร9.2.4 การบันทึกข้อมูลจำนวนแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติน้ำหนักผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนในการพ่นสารฆ่าแมลง สารพิษตกค้างในผลผลิตข้าวโพด เลี้ยงสัตว์10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2,296 7,025 1,155 - 10,476
- 7 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 12 03 65 02 02 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านอารักขาพืชเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช2. ชื่อโครงการวิจัย 67 วิจัยเทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่3. ชื่อกิจกรรม 2 เทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในพืชไร่ พืชผัก และไม้ผลในระบบทำเกษตร แปลงใหญ่4. ชื่อการทดลอง 2.2 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดในระบบการทำการเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีโดยการใช้สาร ฆ่าแมลงแบบหมุนเวียน5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุรีรัตน์ ทองคำผู้ร่วมงาน สมบัติ บวรพรเมธี อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณน้ำผึ้ง ชมภูเขียว สุภราดา สุคนธาภิรมย์ณ พัทลุงศรีจำนรรจ์ ศรีจันทรา6. หลักการและเหตุผลถั่วเหลืองฝักสด (Vegetable Soybean) คนไทยส่วนใหญ่เรียกถั่วเหลืองฝักสดว่า ถั่วแระญี่ปุ่น ถั่วเหลืองฝักสด เป็นถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวในระยะฝักเต่งและฝักยังเขียวอยู่ ปัจจุบันถั่วเหลืองฝักสดเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เนื่องจากเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น สามารถปลูกได้ตลอดปี ในสภาพที่อากาศไม่ร้อนจัด หรือเย็นจัด ให้ผลตอบแทนสูงและเร็ว เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร กรดไขมันอิ่มตัว พลังงาน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซีเป็นต้น เกษตรกรจึงนิยมปลูกมากขึ้น เพื่อการบริโภคและการส่งออก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักในการนำเข้าถั่วเหลืองฝักสดจากประเทศไทยในปี 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองฝักสด 6,363 ไร่ ผลผลิตรวม 6,660 ตัน แหล่งปลูกถั่วเหลืองฝักสดที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย และเพชรบูรณ์ จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดอุทัยธานี มีพื้นที่ปลูก 2,302 ไร่ ผลผลิตรวม 5,763 ตัน รองลงมา คือ
- 8 -ทะเบียนวิจัยปี 2567จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และเพชรบูรณ์มีพื้นที่ปลูก 1,245 840 และ 780 ตามลำดับ ผลผลิตรวม 1,245 840 และ 780 ตัน ตามลำดับ การปลูกถั่วเหลืองฝักสดในจังหวัดอุทัยธานี เป็นการปลูกสำหรับการส่งออก (พื้นที่ปลูกประมาณ 6,500 ไร่) และการปลูกสำหรับบริโภคภายในประเทศ (พื้นที่ปลูกประมาณ 2,300 ไร่) การปลูกสำหรับ การส่งออก เป็นการปลูกของเกษตรกรที่มีการทำสัญญากับบริษัทส่งออก ส่วนการป้องกันกำจัดแมลงศัตรู ถั่วเหลืองฝักสดนั้น บริษัทจะกำหนดช่วงเวลาที่จะให้เกษตรกรใช้สารฆ่าแมลง ทำให้มีการใช้สารฆ่าแมลง ในกลุ่มเดียวกันติดต่อกันหลายครั้ง ส่วนการปลูกสำหรับบริโภคภายในประเทศ เป็นการปลูกของเกษตรกรที่ไม่ต้องทำสัญญากับบริษัทส่งออก เกษตรกรสามารถปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวตามวิธีการของเกษตรกร เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้พันธุ์ถั่วเหลืองฝักสดสำหรับบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่สามารถซื้อได้ตามแหล่งปลูกหรือตลาดในกรุงเทพฯ เกษตรกรจะเก็บผลผลิตโดยตัดทั้งต้น มัดรวมกัน มัดละประมาณ 5 กิโลกรัม ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายในพื้นที่ หรือส่งจำหน่ายในตลาดกรุงเทพฯ การเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของถั่วเหลืองฝักสดลดลง แมลงศัตรูสำคัญของถั่วเหลืองฝักสด เป็นแมลงชนิดเดียวกับแมลงศัตรูถั่วเหลือง โดยทำความเสียหายให้กับการปลูกถั่วเหลืองฝักสด และเป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตและคุณภาพถั่วเหลืองฝักสดลดลง แมลงศัตรูสำคัญของถั่วเหลืองฝักสด ได้แก่ หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว แมลงหวี่ขาวยาสูบ และหนอนเจาะฝักถั่วส่วนการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้สารฆ่าแมลง ชนิดเดียวกันและ ใช้ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่บริษัทกำหนดให้ใช้ในถั่วเหลืองฝักสดสำหรับการส่งออก ซึ่งการใช้สารฆ่าแมลงในกลุ่มเดียวกันติดต่อกันหลายครั้ง หรือเกินความจำเป็นในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด อาจทำให้แมลงสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารฆ่าแมลงในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาพิษตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการปลูกถั่วเหลืองฝักสดที่จังหวัดอุทัยธานีในอนาคตในต่างประเทศมีการศึกษา พบว่า เทคโนโลยีอารักขาพืชในการแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานที่เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ง่ายที่สุด คือ การใช้สารแบบหมุนเวียน (pesticide rotation) ซึ่งเป็นการหมุนเวียนการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดต่างๆ ที่อยู่ต่างกลุ่มกันในแต่ละช่วงเวลา หรือในแต่ละหนึ่งช่วงอายุขัยของศัตรูพืช อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดข้อมูลงานวิจัยในการป้องกันและแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานในระดับพื้นที่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเพื่อหารูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพลดปัญหาความต้านทานในแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดที่ต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สามารถลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี ทำให้ได้ผลผลิตถั่วเหลืองฝักสดที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค7. วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบรูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถแก้ปัญหาการระบาดของ
- 9 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แมลงศัตรูพืชต้านทานและลดการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชเกินความจำเป็นในถั่วเหลืองฝักสด ที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้รูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในแต่ละช่วงการเจริญของถั่วเหลืองฝักสดในจังหวัดอุทัยธานี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองฝักสด พันธุ์เชียงใหม่ 84-22. สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ไตรอะโซฟอส 40% EC (กลุ่ม 1B) ฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B) อิมิดาโคลพริด 70% WS (กลุ่ม 4A) อิมิดาโคลพริด 70% WG (กลุ่ม 4A) แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A) คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28) อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6) บูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16) ปิโตรเลียม สเปรย์ ออยล์ 83.9% EC อีโทเฟนพรอกซ์ 20% EC (กลุ่ม 3A) อะเซททามิพริด 20% SP (กลุ่ม 4A)3. เครื่องพ่นสารสะพายหลังแบบใช้แรงดันน้ำ4. ปุ๋ยเคมีเกรด เกรด 8-24-245. เครื่องชั่งน้ำหนัก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธีแบ่งเป็น 2 กรรมวิธี คือ กรรมวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์และกรรมวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลือง ฝักสดตามที่เกษตรกรใช้9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เตรียมแปลงปลูกถั่วเหลืองฝักสด ในพื้นที่ 2 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 แปลงๆ ละ 1 ไร่ คือ แปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการ ออกฤทธิ์และแปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดตามที่เกษตรกรใช้2. ปลูกถั่วเหลืองฝักสดในแปลงย่อยขนาด 4.40x5.00 เมตร โดยปลูกบนร่อง ขนาด 0.60 x 5.00เมตร จำนวน 2 แถวต่อร่อง ระยะระหว่างแถว 0.40 เมตร ระยะระหว่างต้น 0.20 เมตร ขุดหลุมและหยอดเมล็ด จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีเกรด เกรด 8-24-24 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ กำจัดวัชพืชเมื่อถั่วเหลืองฝักสดอายุ 15-20 วัน หรือก่อนถั่วเหลืองฝักสดออกดอก แปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ในแต่ละช่วงการเจริญของถั่วเหลืองฝักสด ดำเนินการ ดังนี้
- 10 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ระยะการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองฝักสดการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดตามที่เกษตรกรใช้ระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ(VE – Vn) (อายุ 0-35 วัน)สัปดาห์ที่ 1 (VE) (อายุ 0-7 วัน)หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว(ET = ต้นถูกทำลาย 10%)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)- คลุกเมล็ดด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 70% WS (กลุ่ม 4A)- พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์ 20% EC (กลุ่ม 3A)สัปดาห์ที่ 2 (VC) (อายุ 8-14 วัน)หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว(ET = ต้นถูกทำลาย 10%)แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์ 20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)สัปดาห์ที่ 3 (V1) (อายุ 15-21 วัน)หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว(ET = ต้นถูกทำลาย 10%)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)หนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC(กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)สัปดาห์ที่4 (V1 – V2) (อายุ 22-28 วัน)หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว(ET = ต้นถูกทำลาย 10%)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)หนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC(กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)สัปดาห์ที่5 (V2 – V3) (อายุ 29-35 วัน)หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว(ET = ต้นถูกทำลาย 10%)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)-พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอีโทเฟนพรอกซ์20% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17% SC (กลุ่ม 28)/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)
- 11 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ระยะการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองฝักสดการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดแบบหมุนเวียนกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดตามที่เกษตรกรใช้หนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 40% SC(กลุ่ม 16)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17% SC (กลุ่ม 28)/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)ระยะออกดอกและติดฝักของถั่วเหลือง ฝักสด (R1 – R6) (อายุ 36-55 วัน)สัปดาห์ที่6 (R1) (อายุ 36-42 วัน)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)หนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงปิโตรเลียม สเปรย์ ออยล์ 83.9% ECพ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17% SC (กลุ่ม 28)/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17% SC (กลุ่ม 28)/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 70% WG (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)สัปดาห์ที่7 (R2) (อายุ 43-49 วัน)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)หนอนเจาะฝักถั่ว(ET = ฝักถูกทำลาย 10% หรือ พบหนอนเจาะฝักถั่ว 1 ตัว/ต้น)เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงปิโตรเลียม สเปรย์ ออยล์ 83.9% ECพ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17% SC (กลุ่ม 28)/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17% SC (กลุ่ม 28)/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)สัปดาห์ที่8 (R3) (อายุ 50-56 วัน)หนอนเจาะฝักถั่ว(ET = ฝักถูกทำลาย 10% หรือ พบหนอนเจาะฝักถั่ว 1 ตัว/ต้นพ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28)/ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC (กลุ่ม 3A)สัปดาห์ที่ 9 (R4 – R5) (อายุ 57-63 วัน) - -สัปดาห์ที่ 10 (R6) (อายุ 64-70 วัน) - -
- 12 -ทะเบียนวิจัยปี 2567เมื่อถั่วเหลืองฝักสดอายุ 1 สัปดาห์ สุ่มนับต้นถั่วเหลืองฝักสด 10 จุดๆ ละ 10 ต้น รวมเป็น 100 ต้นตรวจนับจำนวนแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด หรือ ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลายทุกสัปดาห์ ตั้งแต่ถั่วเหลืองฝักสดอายุ 1 สัปดาห์จนถึงเก็บเกี่ยว พ่นสารฆ่าแมลง เมื่อพบแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดระบาดหรือ เข้าทำลายถึงระดับเศรษฐกิจ (หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว : ต้นถูกทำลาย 10% หนอนกระทู้ผัก : ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น หนอนม้วนใบ : ใบถูกทำลาย 30% แมลงหวี่ขาวยาสูบ : พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง : ต้นถูกทำลาย 30% หนอนเจาะฝักถั่ว : พบหนอนเจาะฝักถั่ว 1 ตัว/ต้น) นับจำนวนแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลาย ศัตรูธรรมชาติ หลังจากพ่นสารฆ่าแมลง 7 วัน เมื่อถั่วเหลืองฝักสดอยู่ในระยะฝักโตเต็มที่ เก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 2.20 x 5.00 เมตร แปลงที่มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดตามที่เกษตรกรใช้ดำเนินการโดย เมื่อถั่วเหลืองฝักสดอายุ 1 สัปดาห์ สุ่มนับต้นถั่วเหลืองฝักสด 10 จุดๆ ละ 10 ต้น รวมเป็น 100 ต้น ตรวจนับจำนวนแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด หรือ ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลาย ทุกสัปดาห์ตั้งแต่ ถั่วเหลืองฝักสดอายุ 1 สัปดาห์จนถึงเก็บเกี่ยว พ่นสารฆ่าแมลงตามที่เกษตรกรใช้ นับจำนวนแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติหลังจากพ่นสารฆ่าแมลง 7 วัน เก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 2.20 x 5.00 เมตร 9.2.4 การบันทึกข้อมูลจำนวนแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติน้ำหนักผลผลิตถั่วเหลืองฝักสด ต้นทุนในการพ่นสาร สารพิษตกค้างในผลผลิตถั่วเหลืองฝักสด10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่ หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อำเภอหนองฉาง จัวหวัดอุทัยธานี 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2,295 7,025 1,156 - 10,476
- 13 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 21 01 65 01 01 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 21 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ระบบอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 108 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม 1. การทดสอบเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 1.1 การศึกษาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน ปยธิดา อินทรสุข สุวัฒน พูลพานอุไรวรรณ พงษพยัคเลิศ สมบูรณ วันดีกาญจนา หนูแก้ว6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่สร้างรายได้ใหกับเกษตรกร และแรงงานในระบบการผลิตอ้อย น้ำตาลทรายที่ผลิตได้ในประเทศไทย 2 ใน 3 จะสงออกต่างประเทศ ที่เหลือใชบริโภคภายในประเทศ ในป 2562 ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ที่ 11-12 เซนต์ต่อปอนด ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และคาดวายังคงต่ำต่อเนื่องไปอีก 1-2 ป ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคน้ำตาลนั้น เริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามการเขาถึงข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยี ไม่วาจะเป็นด้าน สุขภาพต่างๆ องคความรูในการผลิตพืชกอนจะมาถึงมือผู้บริโภค ทำให้กลุ่มผู้บริโภคไม่วาจะเป็นกลุ่มเป้าหมายคนรุนใหม่ รวมทั้งผู้บริโภคที่ตองการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดลอมตามกระแสความตองการโลกในปจจุบัน หันมาสนใจและใหความสำคัญกับการเลือกสินคา หรือผลผลิตทางการเกษตรที่มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอมมากขึ้น การเลือกบริโภคน้ำตาลก็เชนเดียวกัน เนื่องจากกระแสการดูแลสุขภาพ การใสใจสิ่งแวดลอมทำให้ผู้บริโภคสนใจน้ำตาลที่ผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย จะเห็นวาราคาน้ำตาลออแกนิค (organic sugar) มีสวนต่างสูงกว่าน้ำตาลปกติ 2-3 เทา โรงงานน้ำตาลเองก็มีความ ตองการเทคโนโลยีการปลูกอ้อยระบบอินทรีย มีการติดตอสอบถามมายังของศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรีหรือศูนย์วิจัยพืชไรขอนแกนเกี่ยวกับองคความรูดังกล่าว ดังนั้น การผลิตอ้อยอินทรียเพื่อเป็นวัตถุดิบปอนสู่โรงงานน้ำตาลจะช่วยตอบโจทยใหกับผู้ผลิตน้ำตาลที่ตองการขยายตลาดน้ำตาลสู่ระดับอินทรีย หรือหาก ไม่นำอ้อยอินทรียมาผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังสามารถนํามาแปรรูปเป็นอ้อยงบ ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มผู้ผลิต สินคาชุมชนสามารถทำได้เพื่อตลาดสินคาในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เชน ชีวจิต อีกทั้งในประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่
- 14 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ปลูกอ้อยอินทรีย์ไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศ จากข้อมูลพื้นที่ปลูกอ้อยรวมทั้งประเทศของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม ในฤดูกาลผลิตป 2560/61 จำนวน 12,236,074 ไร พื้นที่อ้อยส่งโรงงาน 11,957,201 ไร แต่มีพื้นที่ปลูกอ้อยที่ได้รับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรียของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) ณ วันที่ 12 มีนาคม 2563 ทั้งอ้อยโรงงาน อ้อยคั้นน้ำพื้นที่รวมเพียง 852.62 ไร ดังนั้น ระบบการปลูกอ้อยอินทรียจะเป็นระบบที่จะตอบโจทย ทั้งด้านการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย ตามนโยบายของรัฐบาลเกษตรกรมีรายไดเพิ่มขึ้นจากการผลิตอ้อยอินทรีย ผู้บริโภคได้บริโภคน้ำตาลที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย และเมื่อสามารถผลิตอ้อยอินทรียได้ทั้งหวงโซการผลิต จะช่วยแกปญหามลพิษ ฝุ่นละออง และช่วยใหสิ่งแวดลอมดีขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ ที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยอินทรีย์มีต้นทุนในระดับที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. ปุ๋ย 4 ชนิด คือ 1) ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ 2) ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 3) ปุ๋ยพืชสดถั่วเขียว 4) ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ2. อ้อยพันธุ์อู่ทอง 17 3. อุปกรณ์เตรียมดิน เครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์4. ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เช่น บีที5. เครื่องจักรกลการเกษตรกำจัดวัชพืช6. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส7. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน8. อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 3 ซํ้า 9.2.2 กรรมวิธีประกอบด้วย 7 กรรมวิธีคือ- กรรมวิธีที่ 1 ไม่ใส่ปุย- กรรมวิธีที่ 2 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศตามคาวิเคราะหดิน อัตรา 828 กิโลกรัมต่อไร่
- 15 -ทะเบียนวิจัยปี 2567- กรรมวิธีที่ 3 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศอัตรา 1.5 เทาของคาวิเคราะหดิน อัตรา 1,242 กิโลกรัมต่อไร่- กรรมวิธีที่ 4 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศอัตรา 2 เทาของคาวิเคราะหดิน อัตรา 1,656 กิโลกรัมต่อไร่- กรรมวิธีที่ 5 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศตามคาวิเคราะหดิน อัตรา 828 กิโลกรัมต่อไร่ร่วมกับ ปุยชีวภาพ PGPR-3- กรรมวิธีที่ 6 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศตามคาวิเคราะหดิน อัตรา 828 กิโลกรัมต่อไร่ร่วมกับปุยอินทรียนํ้า- กรรมวิธีที่ 7 ปุยชีวภาพ PGPR-3 ร่วมกับปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ดูแลรักษาอ้อยตอ 1 กำจัดแมลงเมื่อพบโดยใช้ชีวภัณฑ์คือ ใช้แมลงหางหนีบขาวงแหวนกำจัดหนอนกออ้อย หากพบโรคแส้ดำขุดต้นทิ้งกำจัดนอกแปลง กำจัดวัชพืชไม่ให้รบกวนการเจริญเติบโตของอ้อย2. กรรมวิธีที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ย เพื่อเป็นแปลงเปรียบเทียบ 3. การใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามกรรมวิธีที่ 2 3 และ 4 ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามกรรมวิธีที่กำหนด ตามลำดับ โดยใส่ปุ๋ยโรยตามแถวอ้อย แล้วพรวนดินกลบ4. กรรมวิธีที่ 5 ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 ผสมปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ คลุกเคล้ากับปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 แล้วโรยปุ๋ยตามแถวอ้อยแล้วพรวนดินกลบอัตราปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 1 ถุงผสมปุ๋ยแบบเติมอากาศ 250 กิโลกรัม (กรมวิชาการเกษตร, 2559) 5. กรรมวิธีที่ 6 ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ การใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ปฏิบัติเช่นเดียวกับกรรมวิธีที่ 2 วิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำอัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นทางใบจำนวน 3 ครั้ง เมื่ออ้อยตออายุ 1 2 และ 3 เดือน6. กรรมวิธีที่ 7 ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 + ปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping) ใช้ปุ๋ยชีวภาพ พีจีพีอาร์1 ถุง ผสมน้ำ 50 ลิตร ฉีดพ่นลงตออ้อย หลังเก็บเกี่ยวขณะดินมีความชื้น แล้วเกลี่ยใบกลบเพื่อรักษาความชื้น การปลูกถั่วเขียวแซม หลังอ้อยตองอก 2-3 สัปดาห์ ให้ใช้เครื่องมือจอบหมุนติดตั้งรถแทรกเตอร์เข้าไปตีดินและหยอดเมล็ดถั่วเขียว ระหว่างแถวอ้อย ใช้เมล็ดอัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อถั่วอายุ 45 วัน ทำการตัดและใช้เครื่องจักรขนาดเล็กสับกลบลงร่องอ้อย7. ทำการเก็บเกี่ยวอ้อยตอ 1 เมื่ออายุ 11- 12 เดือน9.2.4การบันทึกข้อมูล1. จำนวนหน่อต่อกอ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ อายุ 8 และ 10 เดือน โดยสุ่มตัวแทน 10 ต้นต่อแปลงย่อย2. เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 11-12 เดือน พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตรต่อแปลงย่อย เพื่อเก็บข้อมูล- น้ำหนักผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต - ค่าซีซีเอส- ผลผลิตน้ำตาล
- 16 -ทะเบียนวิจัยปี 25673. บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลผลผลิต วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรม MSTAT วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยโดยวิธี DMRT และเปรียบเทียบผลตอบแทนต่อการลงทุนของการใส่ปุ๋ยแต่ละกรรมวิธี 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่ หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรี 2567 2.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน ต่อ ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน ต่อ ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 10,733 22,006 341 3,070 36,150
- 17 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 21 01 65 01 02 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 21 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ระบบอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 108 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม 1. การทดสอบเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 1.2 การศึกษาวิธีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน ปยธิดา อินทรสุข สุวัฒน พูลพานอุไรวรรณ พงษพยัคเลิศ สมบูรณ วันดีกาญจนา หนูแก้ว6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่สร้างรายได้ใหกับเกษตรกร และแรงงานในระบบการผลิตอ้อย น้ำตาลทรายที่ผลิตได้ในประเทศไทย 2 ใน 3 จะสงออกต่างประเทศ ที่เหลือใชบริโภคภายในประเทศ ในป 2562 ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ที่ 11-12 เซนตต่อปอนด ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และคาดวายังคงต่ำต่อเนื่องไปอีก 1-2 ป ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคน้ำตาลนั้น เริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามการเขาถึงข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยี ไม่วาจะเป็นด้าน สุขภาพต่างๆ องคความรูในการผลิตพืชกอนจะมาถึงมือผู้บริโภค ทำให้กลุ่มผู้บริโภคไม่วาจะเป็นกลุ่มเป้าหมายคนรุนใหม่ รวมทั้งผู้บริโภคที่ตองการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดลอมตามกระแสความตองการโลกในปจจุบัน หันมาสนใจและใหความสำคัญกับการเลือกสินคา หรือผลผลิตทางการเกษตรที่มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอมมากขึ้น การเลือกบริโภคน้ำตาลก็เชนเดียวกัน เนื่องจากกระแสการดูแลสุขภาพ การใสใจสิ่งแวดลอม ทำให้ผู้บริโภคสนใจน้ำตาลที่ผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย จะเห็นวาราคาน้ำตาลออแกนิค (organic sugar) มีสวนต่างสูงกว่าน้ำตาลปกติ 2-3 เทา โรงงานน้ำตาลเองก็มีความตองการเทคโนโลยีการปลูกอ้อยระบบอินทรีย มีการติดตอสอบถามมายังของศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรีหรือศูนย์วิจัยพืชไรขอนแกน เกี่ยวกับองคความรูดังกล่าว ดังนั้นการผลิตอ้อยอินทรียเพื่อเป็นวัตถุดิบปอนสู่โรงงานน้ำตาลจะช่วยตอบโจทยใหกับผู้ผลิตน้ำตาลที่ตองการขยายตลาดน้ำตาลสู่ระดับอินทรีย หรือหากไม่นำอ้อยอินทรียมาผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังสามารถนํามาแปรรูปเป็นอ้อยงบ ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มผู้ผลิตสินคาชุมชนสามารถทำได้เพื่อตลาดสินคาในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เชน ชีวจิต อีกทั้งในประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ ไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศ จากข้อมูลพื้นที่ปลูกอ้อยรวมทั้งประเทศของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม ในฤดูกาลผลิต ป 2560/61 จำนวน
- 18 -ทะเบียนวิจัยปี 256712,236,074 ไร พื้นที่อ้อยส่งโรงงาน 11,957,201 ไร แต่มีพื้นที่ปลูกอ้อยที่ได้รับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรียของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) ณ วันที่ 12 มีนาคม 2563 ทั้งอ้อยโรงงาน อ้อยคั้นน้ำพื้นที่รวมเพียง 852.62 ไร ดังนั้น ระบบการปลูกอ้อยอินทรียจะเป็นระบบที่จะตอบโจทย ทั้งด้านการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย ตามนโยบายของรัฐบาลเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการผลิตอ้อยอินทรีย ผู้บริโภคได้บริโภคน้ำตาลที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย และเมื่อสามารถผลิตอ้อยอินทรีย์ ได้ทั้งหวงโซการผลิต จะช่วยแกปญหามลพิษ ฝุ่นละออง ช่วยใหสิ่งแวดลอมดีขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีกําจัดวัชพืชที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการกําจัดวัชพืช ที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยอินทรีย์มีต้นทุนในระดับที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. ออยพันธุอูทอง 17 2. ปุยหมักแบบเติมอากาศ3. เมล็ดถั่วเขียว4. อุปกรณเตรียมดิน เชน จอบ รถแทรกเตอร5. ชีวภัณฑกําจัดศัตรูพืช เชน บีที6. เครื่องจักรกลการเกษตรกําจัดวัชพืช หนวดกุงคราดสปริง จอบหมุน7. หองปฏิบัติการวิเคราะหคาซีซีเอส8. อุปกรณสํานักงาน อุปกรณบันทึกขอมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จํานวน 5 ซํ้า9.2.2 กรรมวิธีประกอบด้วย 4 กรรมวิธีคือกรรมวิธีที่ 1 ไมมีการกําจัดวัชพืช (weedy check) กรรมวิธีที่ 2 กําจัดวัชพืชโดยใชเครื่องจักรกลการเกษตรกรรมวิธีที่ 3 กําจัดวัชพืชโดยใชเครื่องจักรกลการเกษตรรวมกับปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping) กรรมวิธีที่ 4 กําจัดวัชพืชโดยใชแรงงานคน (hand weeding)
- 19 -ทะเบียนวิจัยปี 25679.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ดูแลรักษาอ้อยตอ 1 โดยใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศคำนวณจากผลวิเคราะห์ดิน อัตรา 828 กิโลกรัมต่อไร่ หลังอ้อยแตกกอ 1 เดือน และ 2 เดือน แบ่งใส่ 2 ครั้ง กำจัดแมลงเมื่อพบโดยใช้ ชีวภัณฑ์ คือ ใช้แมลงหางหนีบขาวงแหวนกำจัดหนอนกออ้อย หากพบโรคแส้ดำขุดต้นทิ้งกำจัด นอกแปลง 2. กำจัดวัชพืชตามกรรมวิธีที่กำหนด จำนวน 3 ครั้ง หลังอ้อยแตกกอ 1 เดือน 2 และ 3 เดือน- กรรมวิธีที่ 1 ไม่มีการกำจัดวัชพืช (weedy check) เพื่อใช้เป็นแปลงเปรียบเทียบ- การกำจัดวัชพืชกรรมวิธีที่ 2 โดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ปฏิบัติโดยการกำจัดวัชพืชในแถวอ้อยจะใช้เครื่องมือ คือ หนวดกุ้งคราดสปริงติดตั้งท้ายรถแทรกเตอร์ การกำจัดวัชพืชระหว่างแถวจะใช้เครื่องมือ คือ จอบหมุน ติดตั้งท้ายรถแทรกเตอร์ ช่วงเวลากำจัดวัชพืชเมื่ออ้อยตองอก ให้น้ำเสร็จแล้วดินมีความชื้น มีวัชพืชขึ้นสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ดำเนินการกำจัดวัชพืชทันที และทำซ้ำเมื่อมีวัชพืชขึ้นยาวประมาณ 15 เซนติเมตร จนอ้อยอายุครบ 3 เดือน- การกำจัดวัชพืชกรรมวิธีที่ 3 โดยใช้เครื่องจักรการเกษตรร่วมกับปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping) เมื่ออ้อยตองอก ให้น้ำเสร็จแล้วดินมีความชื้น มีวัชพืชขึ้นสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ดำเนินการกำจัดวัชพืชทันทีกำจัดวัชพืชในแถวอ้อยจะใช้เครื่องมือ คือ หนวดกุ้งคราดสปริงติดตั้งท้ายรถแทรกเตอร์ การกำจัดวัชพืชระหว่างแถวจะใช้เครื่องมือ คือ จอบหมุนติดตั้งท้ายรถแทรกเตอร์หลังกำจัดวัชพืชหว่านถั่วเขียวแซมระหว่างแถวอ้อย เมื่อถั่วเขียวอายุ 45 วัน ทำการตัดและใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กสับกลบลงร่องอ้อย จากนั้นหว่านถั่วเขียวแซมในร่องอีกครั้งเพื่อช่วยคลุมดิน- การกำจัดวัชพืชกรรมวิธีที่ 4 กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน (hand weeding) หลังอ้อยตองอกแล้วถ้ามีวัชพืชขึ้นสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ใช้จอบถากกำจัดวัชพืช และทำซ้ำเมื่อมีวัชพืชขึ้น ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร จนอ้อยอายุครบ 3 เดือน9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. จำนวน ชนิด และน้ำหนักของวัชพืช: สุ่มเก็บตัวอย่าง จำแนกชนิดและประเภทวัชพืช บันทึกจำนวนและน้ำหนักสด น้ำหนักแห้งวัชพืชจากทุกกรรมวิธีๆ ละ 4 จุด แต่ละจุดมีขนาด 0.5 × 0.5 เมตรที่ระยะ 30 60 90 120 วัน หลังตัดอ้อย โดยแยกเป็นวัชพืชประเภทใบแคบ ประเภทใบกว้าง และประเภทกก2. จำนวนหน่อต่อกอ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ อายุ 8 และ 10 เดือน โดยสุ่มตัวแทน 10 ต้นต่อแปลงย่อย3. เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 11-12 เดือน พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตรต่อแปลงย่อย เพื่อเก็บข้อมูล- น้ำหนักผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต- ค่าซีซีเอส- ผลผลิตน้ำตาล4. โรคและแมลง5. ต้นทุนการกำจัดวัชพืชแต่ละกรรมวิธี
- 20 -ทะเบียนวิจัยปี 25676. บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลผลผลิต วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรม MSTAT วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยโดยวิธี DMRT และเปรียบเทียบผลตอบแทนต่อการลงทุนของการกำจัดวัชพืชแต่ละกรรมวิธี 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรี 2567 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 10,733 22,006 341 3,070 36,150
- 21 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 21 01 65 02 01 6767/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 21 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ระบบอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 108 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม 2. การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 2.1 ทดสอบเทคโนโลยีการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคกลาง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน ปยธิดา อินทรสุข สุวัฒน พูลพานอุไรวรรณ พงษพยัคเลิศ6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ที่สร้างรายได้ใหกับเกษตรกร และแรงงานในระบบการผลิตอ้อย น้ำตาลทรายที่ผลิตได้ในประเทศไทย 2 ใน 3 จะสงออกต่างประเทศ ที่เหลือใชบริโภคภายในประเทศ ในป 2562 ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ที่ 11-12 เซนตต่อปอนด ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และคาดวายังคงต่ำต่อเนื่องไปอีก 1-2 ป ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคน้ำตาลนั้น เริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามการเขาถึงข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยี ไม่วาจะเป็นด้าน สุขภาพต่างๆ องคความรูในการผลิตพืชกอนจะมาถึงมือผู้บริโภค ทำให้กลุ่มผู้บริโภคไม่วาจะเป็นกลุ่มเป้าหมายคนรุนใหม่ รวมทั้งผู้บริโภคที่ตองการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดลอมตามกระแสความตองการโลกในปจจุบัน หันมาสนใจและใหความสำคัญกับการเลือกสินคา หรือผลผลิตทางการเกษตรที่มี ความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอมมากขึ้น การเลือกบริโภคน้ำตาลก็เชนเดียวกัน เนื่องจากกระแส การดูแลสุขภาพ การใสใจสิ่งแวดลอม ทำให้ผู้บริโภคสนใจน้ำตาลที่ผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย จะเห็นวาราคาน้ำตาลออแกนิค (organic sugar) มีสวนต่างสูงกว่าน้ำตาลปกติ 2-3 เทา โรงงานน้ำตาลเองก็มี ความตองการเทคโนโลยีการปลูกอ้อยระบบอินทรีย มีการติดตอสอบถามมายังศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรีหรือศูนย์วิจัยพืชไรขอนแกน เกี่ยวกับองคความรูดังกล่าว ดังนั้นการผลิตอ้อยอินทรียเพื่อเป็นวัตถุดิบปอนสู่โรงงานน้ำตาลจะช่วยตอบโจทยใหกับผู้ผลิตน้ำตาลที่ตองการขยายตลาดน้ำตาลสู่ระดับอินทรีย หรือหาก ไม่นำอ้อยอินทรียมาผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังสามารถนํามาแปรรูปเป็นอ้อยงบ ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มผู้ผลิต สินคาชุมชนสามารถทำได้เพื่อตลาดสินคาในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เชน ชีวจิต อีกทั้งในประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศ จากข้อมูลพื้นที่ปลูกอ้อยรวมทั้งประเทศของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรมในฤดูกาลผลิต ป 2560/61 จำนวน 12,236,074 ไร พื้นที่อ้อยส่งโรงงาน 11,957,201 ไร แต่มีพื้นที่ปลูกอ้อยที่ได้รับรองตามมาตรฐานเกษตร
- 22 -ทะเบียนวิจัยปี 2567อินทรียของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) ณ วันที่ 12 มีนาคม 2563 ทั้งอ้อยโรงงาน อ้อยคั้นน้ำพื้นที่รวมเพียง 852.62 ไร ดังนั้น ระบบการปลูกอ้อยอินทรียจะเป็นระบบที่จะตอบโจทย ทั้งด้านการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย ตามนโยบายของรัฐบาลเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการผลิตอ้อยอินทรีย ผู้บริโภคได้บริโภคน้ำตาลที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย และเมื่อสามารถผลิตอ้อยอินทรีย์ ได้ทั้งหวงโซการผลิต จะช่วยแกปญหามลพิษ ฝุ่นละออง และช่วยใหสิ่งแวดลอมดีขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบเทคโนโลยีการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคกลาง8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์(Prototype) ระดับภาคสนามเทคโนโลยีการผลิตอ้อยในระบบอินทรีย์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 32. ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ3. ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ4. อุปกรณ์เตรียมดิน เช่น รถแทรกเตอร์5. ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เช่น บีที6. เครื่องจักรกลการเกษตรกำจัดวัชพืช7. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส8. อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองไม่ใช้แผนการทดลอง 9.2.2 กรรมวิธีทดสอบเทคโนโลยีอ้อยอินทรีย์ จำนวน 2 กรรมวิธี โดยมีรายละเอียด ดังนี้วิธีปฏิบัติ กรรมวิธีเกษตรกร กรรมวิธีทดสอบอ้อยปลูก อ้อยตอ อ้อยปลูก อ้อยตอการใส่ปุ๋ย - ใส่ปุ๋ยตามที่เกษตรกรปฏิบัติปกติ- ใส่ปุ๋ยตามที่เกษตรกรปฏิบัติปกติ- ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน ร่วมกับการพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำทางใบ- ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน ร่วมกับการพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำทางใบ
- 23 -ทะเบียนวิจัยปี 2567วิธีปฏิบัติ กรรมวิธีเกษตรกร กรรมวิธีทดสอบอ้อยปลูก อ้อยตอ อ้อยปลูก อ้อยตอการกำจัดวัชพืช- กำจัดตามที่เกษตรกร- ปฏิบัติปกติ- กำจัดตามที่เกษตรกร- ปฏิบัติปกติ- กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกับการปลูกถั่วเขียวแซม- กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกับการปลูกถั่วเขียวแซมการกำจัดโรคและแมลงศัตรู- การกำจัดโรคและ- แมลงศัตรูตามวิธี- ปฏิบัติของเกษตรกร- การกำจัดโรคและ- แมลงศัตรูตามวิธี- ปฏิบัติของเกษตรกร- การกำจัดโรคแส้ดำโดยสำรวจพบเก็บออกมาเผานอกแปลง- การกำจัดหนอนกออ้อยโดยปล่อยแมลงหางหนีบขาวงแหวน - การกำจัดโรคแส้ดำโดยสำรวจพบเก็บออกมาเผานอกแปลง- การกำจัดหนอนกออ้อยโดยปล่อยแมลงหางหนีบขาวงแหวน9.2.4 วิธีปฏิบัติการทดลองขั้นตอนการดำเนินงาน อ้างอิงจาก อุดม และคณะ, 2560 ดังนี้1. ทำการวิเคราะห์และคัดเลือกพื้นที่ปลูกอ้อยจากแปลงเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยน หรืออยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนการปลูกสู่ระบบอินทรีย์2. ประชุมชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการแก่เกษตรกรและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 3. ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตอ้อยระบบอินทรีย์ แก่เกษตรกรและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องผ่านการจัดฝึกอบรม และรับสมัครเกษตรกรที่มีความสนใจทำแปลงทดสอบ4. จับพิกัดแปลง เก็บตัวอย่างดินตรวจความอุดมสมบูรณ์ของดินในห้องปฏิบัติการ5. กำหนดกรรมวิธีการทดสอบ โดยนักวิชาการเกษตรกำหนดร่วมกับเกษตรกร 6. เกษตรกรทำแปลงทดสอบอ้อยด้วยตัวเอง โดยมีนักวิชาการเกษตรให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง7. เกษตรกรและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมสรุปผลและวางแผนขยายผล9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. ข้อมูล ความสูง จำนวนลำต่อกอ และเส้นผ่านศูนย์กลางลำ (10 ลำ จำนวน 7 จุดต่อแปลงย่อย)เมื่ออ้อยมีอายุ 6 และ 10 เดือน สุ่มเก็บตัวอย่างอ้อยเมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว (เมื่ออ้อยอายุ 11-12 เดือน)ในพื้นที่เก็บเกี่ยว 9 ตารางเมตร (6 แถว x 1.50 เมตร) จำนวน 7 จุดต่อกรรมวิธีเพื่อบันทึกข้อมูลองค์ประกอบผลผลิต คือ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ จำนวนลำต่อกอ จำนวนลำต่อไร่ และค่าความหวาน (ซีซีเอส)2. ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุน สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุน (BCR) จากแบบสอบถาม 3. การระบาดของศัตรูพืช4. ปริมาณน้ำฝน5. การวิเคราะห์ข้อมูล
- 24 -ทะเบียนวิจัยปี 25675.1 วิเคราะห์ผลต่างของผลผลิต (Yield Gap Analysis) 5.2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ 2 กรรมวิธีแบบ Paired T-test5.3 วิเคราะห์สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุน (Benefit Cost Ratio : BCR)5.4 เปอร์เซ็นต์การยอมรับของเกษตรกร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จังหวัดสุพรรณบุรีหรือจังหวัดราชบุรี 2567 4 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 14,581 31,272 463 4,170 50,486
- 25 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 22 02 65 03 03 6767/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักและพืชไร่ในระบบเกษตรอินทรีย์2. ชื่อโครงการ 113 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่บางชนิดในระบบเกษตรอินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม 3. การทดสอบและพัฒนาเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่อินทรีย์แบบเกษตรกรมีส่วนร่วม4. ชื่อการทดลอง 3.3 การทดสอบเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์งาแดงอินทรีย์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน เฌอรัชด์พัชร เขียววิชัย นงลักษ์ ปั้นลาย6. หลักการและเหตุผลพืชอินทรีย์ คือ พืชที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ หรือการตัดต่อพันธุกรรม ใช้หลักการพึ่งพิงความสมดุลตามธรรมชาติอย่างเป็นองค์รวม สร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ ผสมผสานการจัดการผลิตที่ส่งเสริมและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัจจัยการดำรงชีวิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และพิษภัยของสารเคมีที่ตกค้างในผลผลิต ในปัจจุบันกระแสความต้องการบริโภคอาหารที่มาจากการผลิตในระบบอินทรีย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตจากระบบอินทรีย์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากการผลิตพืชตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นั้นจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ที่เป็นอินทรีย์เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ไม่แพร่หลาย โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด ส่วนใหญ่จะผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์จากหน่วยงานภาครัฐ งา เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตและการตลาดสูง ปลูกง่าย ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี จังหวัดลพบุรีเป็นแหล่งผลิตงาที่สำคัญในเขตภาคกลาง ปัจจุบันเกษตรกรหันมาผลิตในรูปแบบอินทรีย์แต่ยังขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการผลิตในรูปแบบอินทรีย์ เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ดังนั้น การศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศและน้ำสกัดมูลสัตว์ เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์งา และเป็นคำแนะนำให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
- 26 -ทะเบียนวิจัยปี 25677. วัตถุประสงค์เพื่อสร้างแปลงต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ โดยร่วมมือเกษตรกร และกรมวิชาการเกษตรให้เกิดความยั่งยืน8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้แปลงต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ เพื่อเป็นคำแนะนำสำหรับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์งาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 22. เครื่องวัดพิกัดแปลง (GPS) 3. ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ และสารชีวภัณฑ์4. วัสดุและอุปกรณ์การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์5. เอกสารบันทึกข้อมูลกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์สำหรับเกษตรกร6. แบบสัมภาษณ์เกษตรกรและแบบประเมินความพึงพอใจและแบบสอบถามประเมินการยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกร 9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองไม่มีการวางแผนการทดลอง 9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการทดลองในพื้นที่เกษตรกร โดยคัดเลือกจากเกษตรกรที่มีพื้นที่ได้รับการรับรอง การผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร มีรายละเอียดังนี้1. คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ โดยเลือกจากฐานข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกงาในพื้นที่จังหวัดลพบุรี2. ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ให้กลุ่มเกษตรกร โดยการสร้างแปลงต้นแบบสาธิตการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์พื้นที่ 2.5 ไร่ (เกษตรกร 5 รายๆ ละ 0.5 ไร่) ในจังหวัดลพบุรี ปลูกตามเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ที่เหมาะสม เพื่อขยายผลผลิต เมล็ดพันธุ์อินทรีย์ให้เพียงพอกับความต้องการและยกระดับคุณภาพให้ตรงตามมาตรฐานของ ชั้นพันธุ์3. วัดพิกัดแปลง (GPS) ระบุตำแหน่งดาวเทียมของแปลงต้นแบบ และเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น ค่า pH ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด ปริมาณฟอสฟอรัสเป็นประโยชน์ และปริมาณโพแทสเซียมที่สกัดได้ เป็นต้น4. นักวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ติดตามแปลงต้นแบบตลอดกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์งา โดยให้คำแนะนำการปลูก การดูแลรักษา การตรวจพันธุ์ปน การเก็บเกี่ยว และการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
- 27 -ทะเบียนวิจัยปี 25675. เมื่องามีการเจริญเติบโตถึงระยะเก็บเกี่ยว ดำเนินการสุ่มเก็บเกี่ยวในพื้นที่เก็บเกี่ยว 8 x 4ตารางเมตร จำนวน 10 จุด และนำมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์6. เก็บตัวอย่างผลผลิตเมล็ดพันธุ์จากแปลงต้นแบบนำมาตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ และนำเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่าย นำมากระจายเมล็ดพันธุ์ให้กลุ่มเกษตรกรในชุมชน8. สอบถามการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตรโดยใช้แบบสอบถามประเมินการยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกร และเกษตรกรในชุมชนที่ได้รับเมล็ดพันธุ์ไปปลูกจากแปลงต้นแบบ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ประเมินความคิดเห็นของเกษตรกรต่อความเป็นไปได้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ความพึงพอใจต่อผลผลิต คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ และข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. วันปฏิบัติงานด้านเขตกรรมต่างๆ เช่น วันปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ การป้องกันกำจัดศัตรูพืช จำนวนต้นพันธุ์ปน และการเก็บเกี่ยว2. พิกัดแปลง (GPS) ค่าวิเคราะห์ดิน และการแปลผลค่าวิเคราะห์ดิน3. สภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด ปริมาณน้ำฝน ความชื้นสัมพัทธ์4. การเจริญเติบโตของงา ผลผลิต ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ และผลการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์5. ต้นทุนการผลิต และวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์6. การกระจายเมล็ดพันธุ์สู่เกษตรกรในชุมชน เช่น จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก พื้นที่ปลูก ช่วงฤดูปลูก และผลผลิต เป็นต้น7. การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร และ ผลการประเมินการยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรในการทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อ.เมือง อ.ชัยบาดาล และ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี 2567 2.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่ของบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 9,653 9,653 - - 19,306
- 28 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 26 01 65 01 04 6667/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 121 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้ผลผลิตในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียวด้วยเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้ผลผลิตที่เหมาะสมกับดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.4 การเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน นัฐภัทร์ คำหล้า กาญจนา หนูแก้วศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลการเพิ่มผลผลิตอ้อย สามารถใช้เทคโนโลยีการผลิตได้หลายเทคโนโลยีโดยเทคโนโลยีด้านพันธุ์ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญ การเลือกใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จะสามารถทำให้พันธุ์อ้อยต่างๆ แสดงศักยภาพการให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ การใช้พันธุ์อ้อยในปัจจุบันเกษตรกรนิยมใช้พันธุ์ขอนแก่น 3 และ LK92-11 มากกว่าร้อยละ 90 และ 5 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม พันธุ์อ้อยทั้ง 2 พันธุ์ดังกล่าวซึ่งปลูกมานาน ประสบปัญหาโรคและแมลงเข้าทำลายมากขึ้น และการใช้พันธุ์เดิมต่อเนื่องยาวนาน ศัตรูพืชมีการปรับตัวจนสามารถเข้าทำลายอ้อยพันธุ์นั้นๆ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มีผลทำให้พันธุ์อ้อยที่เคยให้ผลผลิตสูงในแต่ละเขตมีผลผลิตลดลง เพื่อลดปัญหาในการผลิตอ้อย รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ การปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้อ้อยพันธุ์ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของเกษตรกร และโรงงาน จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 1 หรือ LK92-11ร้อยละ 3 ในสภาพการปลูกแบบอาศัยน้ำฝน
- 29 -ทะเบียนวิจัยปี 25678. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีอ้อยพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตและความหวานสูง เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว และเข้าถึงพันธุ์ได้ง่าย9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่ได้จากการคัดเลือกครั้งที่ 2 จำนวน 10 โคลน2. พันธุ์เปรียบเทียบขอนแก่น 3 กวก.นครสวรรค์ 1 และ LK92-11 3. ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0 4. Hand refractometer 5. สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 13 โคลน/พันธุ์อ้อย ได้แก่ NSUT16-007 NSUT16-032 NSUT16-055NSUT16-0 58NSUT16-064 NSUT16-075 NSUT16-087 NSUT16-088 NSUT16-097NSUT16-115 พันธุ์ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 1 และ LK92-119.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ปี 2566 ปลูกอ้อย ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร แถวยาว 8 เมตร โคลน/พันธุ์ละ 4 แถว ตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อนๆ ละ 2 ตา ปลูก 2 ท่อนต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมปลูก แล้วกลบด้วยดินบางๆ และพ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 10-12 เดือน ใน 2 แถวกลาง2. ปี 2567 ในอ้อยตอ 1 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยปลูก ตัดแต่งตอ ตัดราก ใส่ปุ๋ยเคมี ตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 จำนวน 75-100 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที และเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 - 3 เดือน ทำการกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที3. การปฏิบัติดูแลรักษาอ้อยตอ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยตอ 1 ตัดแต่งตอ และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน และเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 เดือน พร้อมทำการกำจัดวัชพืช 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. วันปลูก วันงอก วันออกดอก (ถ้ามี) และวันปฏิบัติการต่างๆ 2. เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (2 แถวกลาง)
- 30 -ทะเบียนวิจัยปี 25673. จำนวนหน่อ จำนวนกอ ความสูง เมื่ออ้อยอายุ 4 เดือน (2 แถวกลาง)4. จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง (สุ่ม 10 ลำ วัดจากระดับพื้นดิน ถึงคอใบสุดท้ายที่มองเห็นเมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน (2 แถวกลาง)5. จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง และความหวาน หรือค่าบริกซ์ (วัดบริเวณส่วนกลางของลำที่สุ่ม) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)6. จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง ความหวาน (บริกซ์) และเส้นผ่านศูนย์กลางลำ (ซม.) โดยวัดบริเวณส่วนกลางของลำ เมื่ออ้อยอายุ 10 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)7. ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) เส้นผ่านศูนย์กลางลำ (ซม.) จำนวนปล้อง เมื่อเก็บเกี่ยว (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)8. น้ำหนักผลผลิตอ้อยปลูก และอ้อยตอ (2 แถวกลาง) คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล 9. การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว ในสภาพไร่10. วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบศักยภาพการให้ผลผลิตและความหวานของอ้อยพันธุ์ต่างๆ 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 29,119 20,975 4,550 584 55,228
- 31 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 26 03 65 01 01 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและ น้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.1 การผสมพันธุ์อ้อยชุดปี 2564-2566 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุดมศักดิ์ ดวนมีสุขผู้ร่วมงาน สถาพร โชติช่วง มานิตย์ สุขนิมิตรวริศรา บุราคร กาญจนา หนูแก้ว 6. หลักการและเหตุผลพันธุ์อ้อยที่ปลูกเพื่อการค้านั้น มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การปลูกพันธุ์อ้อยน้อยพันธุ์นั้น จะมีการสะสมโรค แมลงเพิ่มขึ้น เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ นอกจากนี้ยังคงมีความจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์อ้อยให้มีผลผลิตและคุณภาพเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยการผสมพันธุ์อ้อยที่มีลักษณะองค์ประกอบผลผลิตที่ดีเพิ่มขึ้น เช่น จำนวนลำต่อกอ ความหวาน เป็นต้น ลักษณะของพันธุ์อ้อยที่ต้องการในเขตชลประทานนั้น แตกต่างจากพันธุ์อ้อยในเขตน้ำฝน ซึ่งจะต้องมีความยาวปล้องสั้นเพื่อไม่ให้อ้อยล้ม เมื่ออ้อยมีลำต้นสูง การผสมพันธุ์อ้อยจึงเป็นขั้นตอนแรกของการปรับปรุงพันธุ์7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้คู่ผสมพันธุ์อ้อยระหว่างอ้อยลำใหญ่กับอ้อยที่มีการแตกกอมาก และมีความหวานสูง8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ช่อดอกอ้อยที่ได้รับการผสมตามวัตถุประสงค์ประมาณ 100-150 คู่ผสม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลองพันธุ์อ้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำใหญ่ เช่น K84-200 85-2-352 K2000-89 เป็นต้น พันธุ์ที่มีการแตกกอดีความหวานสูง เช่น พันธุ์อู่ทอง 5 อู่ทอง 84-10 ขอนแก่น 3 และ LK92-11 เป็นต้น สารละลายกรดซัลฟูรัส กรดซัลฟูริก กรดไนตริก และกรดฟอสฟอริก กระโจมผ้า ไม้ไผ่ ป้ายพลาสติก ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 ขุยมะพร้าว ถุงพลาสติก
- 32 -ทะเบียนวิจัยปี 25679.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกอ้อยพ่อแม่พันธุ์ละอย่างน้อย 3 แถว ยาวแถวละ 6.0 เมตร ในแปลงที่มีระยะปลูกระหว่างแถว1.3 เมตร เมื่ออ้อยได้อายุที่คาดว่าจะออกดอก ทำการตอนต้นแม่ด้วยขุยมะพร้าวบริเวณโคนต้น เมื่ออ้อยเริ่มออกดอกตัดช่อดอกอ้อยไปอบด้วยไอน้ำ เพื่อทำลายละอองเกสรตัวผู้แล้วทำการผสมเกสรในกระโจมแบบจับคู่9.2.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนคู่ผสม - จำนวนต้นกล้าที่เพาะได้10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีและไร่เกษตรกร 2567 4 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 15,403 66,866 910 4,550 87,729
- 33 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 26 03 65 01 03 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.3 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2559 สำหรับสภาพชลประทานและ น้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี ผู้ร่วมงาน เสมอนาถ บัวแจ่ม มานิตย์ สุขนิมิต วริศรา บุราคร ชลธิชา แก้วเรือง กาญจนา หนูแก้ว6. หลักการและเหตุผลการใช้พันธุ์อ้อยที่ใช้ปลูกกันมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้พันธุ์มีการเสื่อม โดยผลผลิตลดลงต้องมีการปรับปรุงพันธุ์อ้อย เพื่อเพิ่มศักยภาพของพันธุ์ให้ได้พันธุ์อ้อยที่มีผลผลิต คุณภาพความหวานสูง มีความสามารถในการไว้ตอได้ดี และเหมาะสมกับพื้นที่ ทดแทนอ้อยพันธุ์เก่าที่เริ่มเสื่อมลง การเปรียบเทียบมาตรฐานเป็นขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องมาจากการเปรียบเทียบเบื้องต้น ซึ่งจะนำโคลนดีเด่นที่ได้ เข้าสู่การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลผลิตและคัดเลือกโคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อยสูง ผลผลิตน้ำตาลสูง และสามารถ ไว้ตอได้ดีในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยที่มีผลผลิต และความหวานสูง สำหรับนำไปใช้ปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรเขตพื้นที่ปลูกอ้อยในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม
- 34 -ทะเบียนวิจัยปี 25679. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง9.1.1 โคลนอ้อยจำนวน 10 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบจำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขอนแก่น 3 และพันธุ์ LK92-119.1.2 ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 9.1.3 สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.1.4 ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.1.5 วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ สำหรับการปลูกและเก็บเกี่ยว เช่น หลักแปลง เครื่องชั่ง เชือก ป้ายกระดาษ ถุงตาข่าย เป็นต้น9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองแผนการทดลองแบบ RCB มี 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 10 โคลน/พันธุ์ 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลองและพื้นที่เก็บเกี่ยวขนาดแปลงทดลองย่อย 6 x 8 เมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 48.0 ตารางเมตรดำเนินการทดลองในอ้อยตอ 2 เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ให้น้ำตามร่องทุก 3 สัปดาห์ หรือเมื่อมีฝนตกน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร พ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืชหลังการให้น้ำครั้งแรก ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2 เดือน ดำเนินการเก็บเกี่ยวอ้อยตอ 2 เมื่ออายุครบ 12 เดือน9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันปลูก ใส่ปุ๋ยและให้น้ำ วันเก็บเกี่ยว ฯลฯ- จำนวนลำเก็บเกี่ยว น้ำหนักต่อลำ ผลผลิตอ้อย ผลผลิตน้ำตาล- การออกดอก ทรงกอ- ค่าซีซีเอส- ระดับความรุนแรงของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว- วิเคราะห์ความแปรปรวนทางสถิติ (Analysis of variance) และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย โดยวิธี DMRT
- 35 -ทะเบียนวิจัยปี 256710. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 10,644 45,012 715 5,447 61,818
- 36 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 26 03 65 01 04 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.4 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทาน และน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุดมศักดิ์ ดวนมีสุขผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี เสมอนาถ บัวแจ่ม มานิตย์ สุขนิมิต วริศรา บุราคร ชลธิชา แก้วเรือง กาญจนา หนูแก้ว 6. หลักการและเหตุผลการเปรียบเทียบมาตรฐานพันธุ์อ้อยเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมินผลผลิตอ้อยในขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์อ้อยหลังจากทำการคัดเลือกโคลนอ้อยจากการเปรียบเทียบเบื้องต้น โดยจะมีขนาดแปลงทดลองที่ใหญ่และจำนวนซ้ำที่มากกว่าการเปรียบเทียบเบื้องต้น เพื่อคัดเลือกโคลนอ้อยที่มีการปรับตัวที่ดี มีผลผลิตและคุณภาพความหวานสูง มีความสามารถในการไว้ตอได้ดี ต้านทานโรคและแมลง เหมาะสมกับพื้นที่สภาพชลประทานและมีน้ำเสริม เพื่อทดแทนอ้อยพันธุ์เก่าและลดความอันตรายทางพันธุกรรม ของอ้อย เพื่อนำโคลนอ้อยดีเด่นที่ได้เข้าสู่การประเมินการเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรในพื้นที่สภาพชลประทานและมีน้ำเสริมต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลผลิตและคัดเลือกโคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อยสูง ผลผลิตน้ำตาลสูง และสามารถ ไว้ตอได้ดีในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยที่มีผลผลิต และความหวานสูง มีความสามารถในการไว้ตอได้ดีสำหรับนำไปใช้ปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรเขตพื้นที่ปลูกอ้อยในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม
- 37 -ทะเบียนวิจัยปี 25679. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง9.1.1 โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2560 (UT17) จำนวน 8 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบขอนแก่น 3 และ LK92-119.1.2 ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 9.1.3 สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.1.4 ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองแผนการทดลองแบบ RCB มี 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 10 โคลน/พันธุ์ 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลองและพื้นที่เก็บเกี่ยวขนาดแปลงทดลองย่อย 6 x 8 เมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 48.0 ตารางเมตรดำเนินการในอ้อยตอ 1 และตอ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ และให้น้ำทันที ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ให้น้ำตามร่องทุก 3 สัปดาห์ หรือเมื่อมีฝนตกน้อยกว่า30 มิลลิเมตร พ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืชหลังการให้น้ำครั้งแรก ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2 เดือน9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันปลูก วันงอก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ และวันเก็บเกี่ยว- เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน- ความสูง จำนวนลำ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 4 6 และ 8 เดือน- ความสูง จำนวนลำ จำนวนกอ ความหวาน (บริกซ์) เมื่ออ้อยอายุ10 เดือน- ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) จำนวนปล้อง เส้นผ่านศูนย์กลางลำที่อายุเก็บเกี่ยว 12 เดือน- ผลผลิตอ้อย คุณภาพความหวาน (ค่าซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล- การไว้ตอ การออกดอก- การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว- วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย โดยวิธี DMRT
- 38 -ทะเบียนวิจัยปี 256710. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 10,644 45,012 715 5,447 61,818
- 39 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 26 03 65 01 05 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อโครงการ 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการย่อย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.5 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรโคลนอ้อยชุดปี 2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน อุดมศักดิ์ ดวนมีสุข อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรีอาภาพร หนูแดง เสมอนาถ บัวแจ่ม6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ สร้างมูลค่าโดยรวมให้ประเทศมากกว่าสองแสนล้านบาทต่อปี ในปีการผลิต 2561/2562 ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อย 12.2 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกอ้อยในเขตชลประทานและน้ำเสริมมีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด ของประเทศ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกอ้อยในช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งพันธุ์อ้อยที่ปลูกในพื้นที่เขตชลประทานและน้ำเสริมจะมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นกว่าการปลูกอ้อยข้ามแล้งในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มี ความหวานในฤดูหีบอ้อยไม่สูงนัก ปัจจุบันยังขาดความหลากหลายทางชีวภาพด้านพันธุ์อ้อย พื้นที่ส่วนใหญ่มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้พันธุ์อ้อยขอนแก่น 3 และพันธุ์ LK92-11 ซึ่งอาจก่อให้เกิดความอันตรายทางพันธุกรรมได้ ตลอดจนเกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อม ทำให้ผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เนื่องจากขาดพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมแต่ละท้องถิ่นในพื้นที่เขตชลประทานและ น้ำเสริม ปัจจุบันปัญหาที่พบมากของอ้อยในเขตชลประทานและน้ำเสริม คือ อ้อยมีความหวานต่ำ มีการสะสมน้ำตาลช้า การหักล้มของอ้อย การออกดอก โรคเหี่ยวเน่าแดง โรคแส้ดำและโรครากเน่า ซึ่งพบมากในอ้อยพันธุ์ LK92-11 และการไว้ตอของอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 ลดลงเมื่อใช้รถตัดอ้อยในการเก็บเกี่ยวผลผลิต โคลนอ้อยที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดีและให้ผลผลิตสูง คือ โคลนอ้อยชุดปี 2558 กำลังเข้าสู่ขั้นการเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร โดยจะนำมาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของข้อมูลและการศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนด้านพันธุ์และขอรับรองพันธุ์ต่อไป เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยโรงงานที่มีผลผลิตและคุณภาพสูง ตลอดจนการมีลักษณะทางการเกษตรที่ดีสำหรับเขตชลประทานและน้ำเสริม คือ เป็นพันธุ์ที่มีความงอกดีและงอกได้เร็ว มีจำนวนลำต่อกอมาก (7-10 ลำต่อกอ) มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอ มีการสะสมน้ำตาลเร็วมีความหวานสูง ไม่หักล้ม ไม่ออกดอก กาบใบหลุดร่วงง่าย
- 40 -ทะเบียนวิจัยปี 2567มีความงอกสม่ำเสมอเมื่อเป็นอ้อยตอ สามารถไว้ตอได้ไม่น้อยกว่า 2 ปี การปรับปรุงพันธุ์อ้อยเพื่อให้ได้อ้อยพันธุ์ใหม่ ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ถูกที่สุดจากนักวิชาการสู่เกษตรกร เพียงแต่เกษตรกรเลือกพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่และท้องถิ่นของตนเอง ก็จะสามารถยกระดับผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกรเพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยง ช่วยสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้งระบบในประเทศ ให้แข่งขันกับตลาดการค้าน้ำตาลทรายของโลกได้7. วัตถุประสงค์เพื่อหาพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำหนักและผลผลิตน้ำตาลสูงในสภาพแวดล้อมต่างๆ 8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้พันธุ์อ้อยอย่างน้อย 1 พันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำหนักและผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ ร้อยละ 5 เพื่อแนะนำให้เกษตรกรปลูกต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- อ้อย 4 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบขอนแก่น 3 และ LK 92-11- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 - สารป้องกันกำจัดวัชพืชอะทราซีน อามีทริน และไกลโฟเสท- ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB 4 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีอ้อยโคลนชุดปี 2558 จำนวน 4 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ 2 พันธุ์ (LK92-11 และขอนแก่น 3)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลองและพื้นที่เก็บเกี่ยวขนาดแปลง 40 x 75 เมตรขนาดแปลงทดลองย่อย 9 x 8 เมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 6 x 8 เมตรปี 2565 ทำการปลูกอ้อยระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร แถวยาว 8 เมตร พันธุ์ละ 6 แถว ปลูกแบบวางลำคู่ ตัดลำละ 3 ท่อน แล้วกลบด้วยดินบางๆ ใส่ปุ๋ย 2 ครั้งๆ ละ 50 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมปลูกและเมื่ออ้อยอายุ 2.5 เดือน ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรปี 2566 อ้อยตอ 1 ดูแลรักษาและเก็บข้อมูลอ้อย หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตให้น้ำทันที เมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทำการกำจัดวัชพืชเมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2.5 เดือน
- 41 -ทะเบียนวิจัยปี 25679.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันปลูก ใส่ปุ๋ยและให้น้ำ วันเก็บเกี่ยว ฯลฯ- ผลผลิตน้ำหนัก- โรคและแมลง- ค่าซีซีเอส- ลักษณะการเกษตร เช่น ความสูง จำนวนลำต่อกอ จำนวนปล้องต่อลำ ฯลฯ- การไว้ตอ (ความสามารถในการมีชีวิตของอ้อยตอ)- วิเคราะห์ข้อมูล Analysis of Varience (F-test) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธีDMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่ หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 2567 4 ไร่ไร่เกษตรกรจ.กาญจนบุรี 2 ไร่ไร่เกษตรกรจ.ราชบุรี 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 27,582 162,098 1,950 19,708 211,338
- 42 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 26 03 65 02 02 6667/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม 3. ชื่อกิจกรรม 2. การศึกษาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโคลนดีเด่นที่เหมาะสม กับเขตชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 2.2 ศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2558 2559 และ 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี สุวัฒน์ พูลพานกาญจนา หนูแก้ว อาภาพร หนูแดงกนกวรรณ สุขกรม นพิษฐา กลัดเงิน6. หลักการและเหตุผลโรคแส้ดำ (Smut) ของอ้อย เกิดจากเชื้อรา Sporisorium scitamineum (Syd.) (Piepenbr et al.,2002) (ชื่อเดิม Ustilago scitaminea Syd) พบการระบาดและทำความเสียหายให้กับการปลูกอ้อยประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2507 (Martin, 1964) ปัจจุบันเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในทุกพื้นที่การปลูกอ้อยและมีแนวโน้มระบาดเพิ่มขึ้นทุกปี ลักษณะอาการของโรค อ้อยจะแตกยอดเป็นแส้ยาวสีดำแทนยอดปกติ แส้ดำที่งอกออกมาอาจจะตั้งตรงหรือม้วนงอ มีความยาวตั้งแต่ 1-2 เซนติเมตร จนถึง 150 เซนติเมตร (Jack et al., 1983) อ้อยหยุดการเจริญเติบโตและแตกตาข้างมาก หากอาการรุนแรง อ้อยจะแคระแกร็น ผอม ข้อสั้น แตกกอมาก ไม่เจริญเป็นลำและแห้งตายในที่สุด ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยลดลง 50 - 80% และทำให้ความสามารถในการไว้ตอลดลง ความเสียหายของผลผลิตจะผันแปรไปตามระดับ ความต้านทานโรคในอ้อยแต่ละพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน (วันทนีย์ และคณะ, 2528) และอายุของอ้อยถ้าอ้อยเป็นโรคเมื่ออายุเกิน 7 เดือน จะสามารถให้ผลผลิตได้ไม่ต่างจากอ้อยปกติ (วันทนีย์, 2545) มีรายงานว่า อ้อยที่เป็นโรคแส้ดำอย่างรุนแรงจะมีผลทำให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงได้ถึง 3.85ตันซีซีเอสต่อเฮกตาร์ (0.616 ตันซีซีเอสต่อไร่) (Glaz et al., 1989) โรคแส้ดำสามารถติดไปกับท่อนพันธุ์อ้อย สปอร์ของเชื้อราสาเหตุสามารถปลิวไปตามลมและคงความมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน ทำให้เข้าทำลายอ้อยที่ปลูกใหม่ได้
- 43 -ทะเบียนวิจัยปี 2567การป้องกันกำจัดโรคแส้ดำสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเตรียมแปลงพันธุ์เอง โดยแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง หรือ 52 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที ก่อนนำไปปลูกในแปลงขยายพันธุ์ สามารถลดการเกิดโรคได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ (สุนี และคณะ, 2528) และการใช้พันธุ์ต้านทานโรคเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะป้องกันกำจัดและลดการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการพัฒนาอ้อย พันธุ์ใหม่ๆ ในปัจจุบันนอกจากจะต้องมีศักยภาพด้านผลผลิต และมีความต้านทานหรือทนทานต่อโรคที่สำคัญ อีกด้วย การตรวจสอบปฏิกิริยาของโคลนพันธุ์ดีเด่นต่อโรคแส้ดำจึงมีความสำคัญ ก่อนที่จะรับรองพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำในอ้อยโคลนดีเด่นชุดปี 2558 2559 และ 2560 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ เป็นข้อมูลสำหรับการรับรองพันธุ์ และเป็นข้อมูลสำหรับแนะนำพันธุ์สู่เกษตรกรในอนาคต8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อ้อยโคลนดีเด่นที่มีความต้านทานหรือทนทานต่อโรคแส้ดำ จากข้อมูลปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำ ที่ใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2558 จำนวน 7 โคลน โคลนอ้อยชุดปี 2559 จำนวน 9 โคลน และโคลนอ้อยชุดปี 2560 จำนวน 8 โคลน โดยมีพันธุ์LK92-11 Marcos และ KK3 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ 2. สปอร์เชื้อ Sporisorium scitamineum สาเหตุโรคแส้ดำ3. ถุงตาข่ายใส่ท่อนพันธุ์4. ถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร สำหรับแช่สปอร์5. ไม้หลักปักแปลง6. เชือกฟาง7. ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-158. สารกำจัดวัชพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB 3 ซ้ำขนาดแปลงย่อย 4.5 x 6 เมตร9.2.2 กรรมวิธีโคลนอ้อยชุดปี 2558 จำนวน 7 โคลน โคลนอ้อยชุดปี 2559 จำนวน 9 โคลน และโคลนอ้อยชุดปี 2560 จำนวน 8 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ LK92-11 Marcos และ KK3
- 44 -ทะเบียนวิจัยปี 25679.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เตรียมท่อนพันธุ์อ้อยอายุ 8 - 10 เดือน ที่ต้องการทดสอบปฏิกิริยา โดยมี LK92-11 เป็นพันธุ์ resistant check และ Marcos เป็น susceptible check2. ตัดท่อนพันธุ์อ้อยขนาด 2 ตา/ท่อน โคลน/พันธุ์ละ 216 ท่อน (หลุมละ 2 ท่อน 12 หลุม 3 แถว 3 ซ้ำ) ใส่ถุงตาขาย 72 ท่อน/ถุง (3 ถุง/เบอร์)3. เตรียมเชื้อรา S. scitamineum โดยเก็บสปอร์จากต้นอ้อยที่เป็นโรคแส้ดำโดยตรง นำสปอร์มาละลายน้ำและปรับความเข้มข้นให้เท่ากับ 5 x 1064. นำท่อนพันธุ์มาแช่ในสารแขวนลอยสปอร์ (Spore suspension) ของเชื้อรา S. scitamineumที่เตรียมไว้ นาน 30 นาที นำขึ้นมากองไว้บนแผ่นพลาสติกและคลุมด้วยสแลนชุบน้ำและคลุมด้วยแผ่นพลาสติกคลุมโรงเรือนอีก 1 ชั้น บ่มไว้ 1 คืน 5. ให้น้ำแปลงที่จะปลูกก่อน 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้น6. นำอ้อยไปปลูกตามแผนการทดลองที่วางไว้ โดยนำไปปลูกทีละเบอร์ (ไม่นำท่อนพันธุ์ที่ inoc เชื้อแล้ววางตากแดดเป็นเวลานาน) ดูแลรักษาตามปกติ 7. ประเมินปฏิกิริยาทุกๆ 1 เดือน หลังการปลูกอ้อย ตามวิธีของ วันทนีย์ และคณะ (2530) เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุประมาณ 12 เดือน และติดตามการเกิดโรคในอ้อยตอ 1 โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล- เปอร์เซ็นต์ความงอก - เปอร์เซ็นต์กอเป็นโรคทุกๆ 1 เดือน (อ้อยอายุ 1 – 10 เดือน)- ผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิต- การเกิดโรคแส้ดำและประเมินปฏิกิริยาการเกิดโรค
- 45 -ทะเบียนวิจัยปี 2567RATING SYSTEM% กอเป็นโรคgrade ปฏิกิริยา อ้อยปลูก อ้อยตอ0-3 6 1 R (ต้านทาน)4-6 7-12 27-9 13-16 3 MR (ต้านทานปานกลาง)10-12 17-20 413-25 21-30 526-35 31-40 6 MS (ค่อนข้างอ่อนแอ)36-50 41-60 751-75 61-80 8S (อ่อนแอ)76-100 81-100 9ระดับความรุนแรงของโรคระดับที่ 1 มีแส้ 1-2 แส้ การเจริญแตกกอเป็นปกติระดับที่ 2 มีแส้ 2-3 แส้ การเจริญลดลง แตกกอมากกว่าปกติ ลำอ้อยเล็กระดับที่ 3 มีแส้ 3-4 แส้ แคระแกร็น แตกกอมาก ลำเล็กฝอยเป็นส่วนใหญ่ระดับที่ 4 มีแส้มากกว่า 4 แส้ แตกกอฝอยเหมือนตะไคร้ ไม่มีลำให้ผลผลิตเลย บางกอตายในที่สุด- การวิเคราะห์ข้อมูลAnalysis of Variance (F-test) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธี DMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 7,811 46,314 650 4,160 58,935
- 46 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 28 01 65 01 08 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 28 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดฝักสดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและบริโภคฝักสด2. ชื่อโครงการวิจัย 128 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิตคุณภาพบริโภคและทนทานต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวาน4. ชื่อการทดลอง 1.9 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดหวาน5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ภานุวัฒน์ ศิลปะศักดิ์ขจร ฉลอง เกิดศรีวรรษมน มงคล กาญจนา หนูแก้วสุจิตรา พิกุลทอง ณรงค์ ย้อนใจทันสายสมร เกียรติกุล6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น เป็นการแยกความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ได้กำหนดไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การเปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial) และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)ในปี 2567 สามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น (elite sweet corn hybrids) ชุดปี 2564 จากการทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่นได้จำนวน 3 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผลในการเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร เพื่อคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าทดสอบและประเมินผล ตามขั้นตอนในแต่ละระดับชั้นของการทดสอบพันธุ์ต่อไป