The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทะเบียนวิจัยป่ 2567

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sathaporn chotechung, 2026-05-29 04:27:56

ทะเบียนวิจัยป่ 2567

ทะเบียนวิจัยป่ 2567

- 47 -ทะเบียนวิจัยปี 25677. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น ที่มีสามารถให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพบริโภคดี ในสภาพแวดล้อมพื้นที่การผลิตข้าวโพดหวานของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ 8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นที่ให้ผลผลิตใกล้เคียง หรือสูงกว่าข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า คุณภาพบริโภคดี มีความหวานไม่น้อยกว่า 14 องศาบริกซ์ จำนวน 1 - 2 พันธุ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบและประเมินการยอมรับพันธุ์ของเกษตรกรต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นชุดปี 2564 ที่ผ่านการคัดเลือกพันธุ์จากการเปรียบเทียบในท้องถิ่น จำนวน 4-6 ลูกผสม- ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 6-8 พันธุ์- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก เพนดิเมทาลิน 33% W/V EC- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เครื่องชั่ง ดินสอ กระดาษ มีด ผ้าขาวบาง ครกบดตัวอย่าง- เตาแก๊ส และหม้อต้มข้าวโพดหวาน- เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge)- เครื่องวัดค่าความหวาน (refractometer)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 3 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นชุดปี 2564 จำนวน 4 - 6 ลูกผสม - ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 6 - 8 พันธุ์ เป็นพันธุ์ตรวจสอบ 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า ในต้นฤดูฝน ปี 2567 จำนวน 6 สถานที่ ได้แก่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสตูล ตามแผนการทดลอง


- 48 -ทะเบียนวิจัยปี 2567จำนวน 6 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร ประเมินพันธุ์ในแต่สภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพลหลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) บันทึกข้อมูลทั้งในช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นและข้อมูลผลผลิต เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดหวานหลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 20 วัน จากพื้นที่ 4 แถวกลางการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดิน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร โดยให้เรียงลำดับของแปลงย่อยตามหมายเลขประจำแปลงย่อย (plot number) จากนั้นให้น้ำทั่วพื้นที่ปลูก พ่นสารกำจัดประเภทก่อนงอกหลังการปลูกโดยใช้สารอะเซโทคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดหวานมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 4 และ 6 สัปดาห์ ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดหวานในระยะข้าวโพดหวานเริ่มออกไหม เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตตามความจำเป็น9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ผลผลิต และคุณภาพของผลผลิตข้าวโพดหวานตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน , 2562) รวมถึงลักษณะอื่นๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม ความเข้มแสง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 16,794 23,923 488 3,770 44,975


- 49 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 28 02 65 01 07 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 28 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดฝักสดและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและบริโภคฝักสด2. ชื่อโครงการวิจัย 129 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพบริโภค3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.7 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดข้าวเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ฉลอง เกิดศรี วรรษมน มงคลกาญจนา หนูแก้ว สุจิตรา พิกุลทองณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลผลิตพันธุ์ใหม่ เป็นการแยกความแตกต่างของ พันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดขั้นตอนการทดสอบ และประเมินผลผลิตไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การเปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial) และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)สามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น (elite waxy corn hybrids) จากการทดลองเปรียบเทียบในท้องถิ่นได้จำนวน 2-4 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผลในการเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร เพื่อประเมินปฏิกิริยาระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม (genotype by environment interaction) ซึ่งจะทำให้ได้ทราบว่าพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ใดที่สามารถปลูกได้ทั่วไป หรือปลูกได้เฉพาะในพื้นที่ที่เจาะจงเท่านั้น และคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าประเมินการยอมรับของเกษตรกรต่อไป


- 50 -ทะเบียนวิจัยปี 25677. วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว พันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวหวานให้มีผลผลิตสูง มีคุณภาพ ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการของเกษตรกร และผู้บริโภค 8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 1-2 ลูกผสม ที่ให้ผลผลิตฝักทั้งเปลือกไม่น้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และมีคุณภาพการบริโภคดี ใกล้เคียงหรือดีกว่าข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์การค้าที่เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น ที่ผ่านการคัดเลือกพันธุ์จากการเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่นจำนวน 2-4 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 2-4 พันธุ์- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เช่น อิมาเมกตินเบนโซเอต หรือสไปนีโทแรม- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงอื่นๆ (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์หรือโพลคูมาเฟน- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- อุปกรณ์ต้มหรือนึ่งข้าวโพดข้าวเหนียว เช่น เตาแก๊สหรือเตาถ่าน หม้อนึ่งหรือหม้อต้ม - อุปกรณ์ชั่งตวงวัด เช่น ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เวอร์เนียคาร์ลิปเปอร์ เครื่องชั่ง- อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ดินสอ ยางลบ กระดาษ มีด ถุงพลาสติก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 3 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 2-4 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 2-4 พันธุ์ เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองทำการปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า ในต้นฤดูฝน ตามแผนการทดลอง จำนวน 6 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร ประเมินพันธุ์ในแต่สภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพลหลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์สถิติสำเร็จรูป Plant Breeding Tools (Sales et al., 2013) บันทึกข้อมูล


- 51 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตจาก 4 แถวกลาง หลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 18-20 วันการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดิน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร พ่นสารกำจัดประเภทก่อนงอกหลังการปลูกโดยใช้สารอะลาคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดข้าวเหนียวมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 25 และ 40 วันหลังปลูก ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดข้าวเหนียวในระยะข้าวโพดข้าวเหนียวเริ่มออกไหม เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตตามความจำเป็น 9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูล ลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน, 2562) รวมถึงลักษณะอื่นๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 15,521 24,267 455 3,640 43,883


- 52 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 31 04 65 02 02 6667/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 31 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า2. ชื่อโครงการวิจัย 158 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ3. ชื่อกิจกรรม 2. การพัฒนาและคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำในเขตชลประทาน4. ชื่อการทดลอง 2.2 การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำในเขตชลประทานชุดปี 25655. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี ณรงค์ ย้อนใจทันศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลอ้อยคั้นน้ำในประเทศไทยมีเพียง 3 พันธุ์ คือ สุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์ที่พัฒนามาจากอ้อยโรงงาน ซึ่งใช้มานานมากกว่า 20 ปี และพันธุ์ศรีสำโรง 1 ได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์และทดสอบนานกว่า 19 ปี และรับรองพันธุ์เมื่อปี 2562 มีลักษณะเป็นอ้อยอเนกประสงค์ สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งคั้นน้ำอ้อยสด อ้อยเคี้ยว และส่งเป็นอ้อยโรงงานได้ เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง และพันธุ์ใหม่ล่าสุด ได้แก่ พันธุ์ กวก.สุพรรณบุรี 1 ซึ่งผ่านการรับรองพันธุ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำต้องมีการพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้องใช้เวลานาน ในการทดสอบและคัดเลือกเพื่อให้ได้ลักษณะพันธุ์ดีตามที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ ถ้ามีการพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำให้มีความหลากหลายก็จะเป็นโอกาสในการขยายฐานของผู้บริโภค ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาหาอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ให้มีคุณภาพที่หลากหลาย ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและสามารถผลิตได้ตลอดปี ซึ่งจะเป็นทางเลือกและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยคั้นน้ำดีเด่นที่สามารถนำมาปลูกลงแปลงและนำไปทดสอบในขั้นตอนต่อไปได้8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้แปลงคัดเลือกโคลนอ้อยคั้นน้ำดีเด่นในเขตชลประทาน9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ต้นกล้าอ้อยที่ได้จากการเพาะเมล็ดชุดปี 2565


- 53 -ทะเบียนวิจัยปี 2567- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 - ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพต่างๆ สำหรับน้ำอ้อยสด ฯลฯ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองปีที่ 1 ไม่มีแผนการทดลอง ปีที่ 2 วางแผนการทดลองแบบ Augmented Randomized Complete Block Design ใช้พันธุ์สุพรรณบุรี 50 พันธุ์ศรีสำโรง 1 และ กวก.สุพรรณบุรี 1 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปีที่ 1 การคัดเลือกครั้งที่ 1 นำกล้าอ้อยอายุ 3 – 4 เดือน ที่เพาะจากเมล็ดไปปลูกในแปลงทดลองโดยปลูกหลุมละ 1 ต้น ใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร ให้น้ำและดูแลรักษา เมื่ออ้อยเริ่มมีหน่อ ทำการตัดต้นอ้อยเดิมทิ้ง เมื่ออ้อยมีอายุได้ 8 เดือน ตัดอ้อยมาหีบหรือคั้นน้ำอ้อยสด แล้วนำมาคัดเลือกเฉพาะลูกผสมที่ให้น้ำอ้อยสดสีเหลืองอมเขียว รสชาติหวานหอม ลำอ้อยตั้งตรงไม่ล้ม แตกกอดีทนทานต่อโรคแมลง สำหรับวิธีการคั้นน้ำอ้อยเพื่อตรวจดูสีน้ำอ้อยและคุณภาพปฏิบัติดังนี้- ตัดอ้อยจากแต่ละกอมากอละ 1 ลำ ตัดยอดทิ้งประมาณ 50 เซนติเมตร ปอกเปลือกอ้อยล้างอ้อยที่ปอกเปลือกแล้ว ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ- นำอ้อยเข้าเครื่องคั้นน้ำอ้อยที่ทำความสะอาดแล้ว และต้องล้างเครื่องคั้นน้ำอ้อยทุกครั้งก่อนทำการคั้นน้ำอ้อยตัวอย่างใหม่- กรองน้ำอ้อยด้วยผ้าขาวบางที่สะอาด หนา 4 ชั้น บรรจุน้ำอ้อยใส่ในภาชนะเก็บน้ำอ้อยสดในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง- ตรวจสีน้ำอ้อยและคุณภาพน้ำอ้อยโดยการชิม วัดค่าความหวานของน้ำอ้อยโดยใช้ Hand Refractometer พร้อมทั้งบรรจุน้ำอ้อยสดในขวดแก้ว ปิดฝาให้แน่น แล้วนำไปแช่ในถังน้ำแข็ง อัดเก็บความเย็นด้วยน้ำแข็งบด ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมงก่อนทดสอบคุณภาพ โดยการประเมินสีน้ำอ้อยด้วยกระดาษเทียบสีมาตรฐาน และประเมินการยอมรับของผู้ชิม 10 ราย ด้วยแบบสอบถามเปรียบเทียบลักษณะ 5 ลักษณะ คือ ความหวาน กลิ่นหอม สีน้ำอ้อยรสชาติ และความชอบ เทียบกับอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 พันธุ์ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 โดยการให้คะแนนตามแบบการชิมปีที่ 2 วางแผนการทดลองแบบ Augmented Randomized Complete Block Design โดยการคัดเลือกครั้งที่ 2 นำโคลนพันธุ์อ้อยที่ได้จากการคัดเลือกครั้งที่ 1 ปลูกอ้อยโคลนพันธุ์ละ 1 แถวๆ ยาว 8 เมตร ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร ใช้พันธุ์สุพรรณบุรี 50 พันธุ์ศรีสำโรง 1 และพันธุ์กวก.สุพรรณบุรี 1 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน เก็บเกี่ยวอ้อยคั้นน้ำโคลนพันธุ์ต่างๆ


- 54 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ทำการคั้นน้ำอ้อย ตรวจดูคุณภาพน้ำอ้อยสด (สีและรสชาติ) วัดค่าความหวานน้ำอ้อยและคัดเลือกลักษณะที่ดีเช่นเดียวกับในปีที่ 19.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ - ผลผลิตอ้อย ปริมาณน้ำอ้อย และองค์ประกอบผลผลิต (จำนวนลำต่อกอ ความสูงต้น เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้อง)- ค่าบริกซ์ที่อายุ 8 เดือน- การเกิดโรคและแมลงที่พบ- ปริมาณน้ำอ้อยสด ความหวาน คุณภาพน้ำคั้น (สี รสชาติ กลิ่นหอม) - ลักษณะอื่นๆ เช่นทรงกอ การหักล้ม การออกดอก ขนที่กาบใบ สีของลำอ้อย การเข้าทำลายของโรคและแมลง เป็นต้น 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน ต่อ ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน ต่อปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 13,255 33,332 468 3,711 50,766


- 55 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 31 06 65 02 03 6667/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 31 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า2. ชื่อโครงการวิจัย 160 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่เฉพาะกลุ่ม (อ้อย อาหารสัตว์ ข้าวฟ่าง) เพื่อผลผลิต และคุณค่าทางโภชนาการ3. ชื่อกิจกรรม 2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเพื่อผลผลิตและคุณภาพ4. ชื่อการทดลอง 2.2 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่าง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ปิยธิดา อินทร์สุข กาญจนา หนูแก้ว สุจิตรา พิกุลทอง ณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล6. หลักการและเหตุผลข้าวฟ่าง จัดเป็นพืชตระกูลหญ้า ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะมีลำต้นเดี่ยว แต่อาจจะแตกกอหรือหน่อได้ แล้วแต่ชนิดและพันธุ์ของข้าวฟ่าง โดยทั่วไปข้าวฟ่างพวกที่ใช้ประโยชน์จากเมล็ดจะไม่มีการแตกหน่อ ยกเว้นกรณีที่ต้นเดิมหรือยอดถูกทำลายไป ก็จะมีการแตกหน่อขึ้นมาใหม่ ข้าวฟ่างส่วนใหญ่เป็นพืชฤดูเดียวหรือล้มลุก คือ ออกดอก ให้เมล็ด แล้วก็ตายไป แต่มีข้าวฟ่างหลายประเภทที่สามารถอยู่ข้ามปีได้ โดยการแตกกอจากต้นเดิม โดยธรรมชาติข้าวฟ่างจะเป็นพืชผสมตัวเอง แต่อาจมีการผสมข้ามโดยลมหรือแมลง ถึงร้อยละ 15 พันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดที่เป็นสายพันธุ์แท้ จะสามารถเก็บเมล็ดไว้ใช้ปลูกในปีต่อไปได้ ถ้ามีการคัดเลือกพันธุ์ให้มีความสม่ำเสมอ จึงควรมีการคัดเลือกพันธุ์ที่มีความสม่ำเสมอ บริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ โดยการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์แบบจดประวัติสืบหรือคัดเลือกพันธุ์แบบช่อต่อแถว และนำเมล็ดที่ได้มาปลูกคัดเลือกในชั่วที่ 1-6 เพื่อให้ได้สายพันธุ์แท้สำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการผสมพันธุ์หรือเปรียบเทียบพันธุ์ต่อไป7. วัตถุประสงค์คัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสายพันธุ์แท้ที่ให้ผลผลิตน้ำหนักสูงและมีลักษณะทางการเกษตรที่ดีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 สายพันธุ์8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้าวฟ่างเมล็ดสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี ให้ผลผลิตสูง สำหรับเป็นพันธุ์ทางเลือกให้เกษตรกร และสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของข้าวฟ่าง เพื่อนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟ่างในอนาคต


- 56 -ทะเบียนวิจัยปี 25679. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างที่ได้จากการรวบรวมจากแหล่งต่างๆ - ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15- ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0- ถุงกระดาษสีน้ำตาล- สารกำจัดวัชพืช- สารป้องกันกำจัดแมลง9.2 แบบและวิธีการทดลอง-9.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกข้าวฟ่างด้วยวิธีการโรยเมล็ดเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 60 เซนติเมตร แถวยาว 6 เมตร เมื่อข้าวฟ่างอายุ 15-20 วัน ถอนแยกมีระยะห่างระหว่างต้น 10 เซนติเมตร รองพื้นด้วยปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ กำจัดวัชพืชเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ 20-30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการโรยข้างแถวแล้วพูนโคนกลบ ในระหว่างที่ดอกข้าวฟ่างเริ่มบาน ใช้ถุงกระดาษคลุมช่อดอกข้าวฟ่าง เพื่อป้องกันการถ่ายเทละอองเกสรข้าม ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน จึงถอดถุงออก เมื่อข้าวฟ่างครบอายุเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์ ทำการเก็บเกี่ยวและบันทึกข้อมูล9.4 การบันทึกข้อมูล - ลักษณะประจำพันธุ์ เช่น ทรงช่อ ความสูง สีเมล็ด สีของลำต้น- ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตต่างๆ เช่น น้ำหนักเมล็ดต่อช่อ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด จำนวนต้นเก็บเกี่ยว เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินการทดลองสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2565 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 18,534 24,314 422 3,250 46,520


- 57 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 36 03 65 01 02 6667/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 35 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่เพื่อความมั่นคงทางอาหาร2. ชื่อโครงการ 181 การวิจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่โดยการประยุกต์ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร3. ชื่อกิจกรรม 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์งาด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร4. ชื่อการทดลอง 1.2 ศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์และวิธีปลูกงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางรายในพื้นที่จังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน เฌอรัชด์พัชร เขียววิชัย มงคล ตุ่นเฮ้านงลักษ์ ปั้นลาย6. หลักการและเหตุผลงา เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน งา เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก เป็นพืชปลูกง่ายทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี อย่างไรก็ตามเกษตรกร ยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตงา ทำให้ความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์งาลดลง การเก็บเกี่ยวงาใช้แรงงานคนเป็นหลักทำให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง และหากเก็บเกี่ยวล่าช้าจะทำให้ ฝักงาแตกผลผลิตเสียหาย การประยุกต์ใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางรายจึงเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจสำหรับ เก็บเกี่ยวผลผลิตงา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาด้านแรงงานและต้นทุนของเกษตรกร แต่ต้องคำนึงถึงวิธีการปลูกและอายุเก็บเกี่ยวงาให้เหมาะสมกับเครื่องเกี่ยวแบบวางรายเพื่อลดการสูญเสียและได้เมล็ดพันธุ์พันธุ์งาคุณภาพดี7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์และวิธีปลูกงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางราย8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อัตราเมล็ดพันธุ์งาแดง พันธุ์อุบลราชธานี 2 และวิธีปลูกงาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางราย และเป็นคำแนะนำสำหรับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์งาต่อไป


- 58 -ทะเบียนวิจัยปี 25679. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์งาแดง อุบลราชธานี 22. เครื่องปลูกงาติดท้ายรถแทรกเตอร์3. เครื่องเกี่ยวแบบวางราย (ดัดแปลง) ของศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่น4. ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดโรค และแมลง5. อุปกรณ์และสารเคมีในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี- เก็บเกี่ยวงาด้วยเครื่องเกี่ยวแบบวางราย- เก็ยเกี่ยวงาด้วยเคียว (ตามวิธีของเกษตรกร)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. นำผลการทดลองขั้นตอนที่ 1 การปลูกงาโดยใช้เครื่องปลูกติดท้ายรถแทรกเตอร์ อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ มาดำเนินการในไร่เกษตรกร จำนวน 10 รายๆ ละ 1 ไร่ โดยปลูกงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 22. ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-16-8 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออายุ 15-20 วัน หลังงอก3. ป้องกันกำจัดโรค แมลง เมื่อมีการระบาดตามคำแนะนำ4. การเก็บเกี่ยวงา (เมื่อฝักงาเหลือง 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งต้น) ด้วยเครื่องเกี่ยวแบบวางราย(ดัดแปลง) พื้นที่ 0.5 ไร่ เปรียบเทียบกับการใช้เคียวเกี่ยว พื้นที่ 0.5 ไร่5. สุ่มตัวอย่างความสูญเสียจากเครื่องเกี่ยวแบบวางราย6. นำต้นงามาตั้งตากแดดเป็นเวลา 5-7 วัน แล้วนำไปกะเทาะเมล็ด7. สุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์งา ตามกรรมวิธีที่กำหนด เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ ความชื้น น้ำหนัก 1,000 เมล็ด และเปอร์เซ็นต์ความงอกภายหลังการเก็บรักษาในสภาพห้องควบคุมอุณหภูมิ 20±2 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 60±2 ทุกเดือน เป็นเวลา 6 เดือน ดังนี้7.1 ความงอกมาตรฐาน (standard germination) ทำการเพาะเมล็ดโดยวิธีการเพาะระหว่างกระดาษ (between paper) จำนวน 100 เมล็ดต่อซ้ำ บ่มในห้องเพาะความงอกอุณหภูมิสลับ 20<=>30 องศาเซลเซียส ประเมินความงอกที่อายุ7 วัน (ISTA, 2020)7.2 ความบริสุทธิ์ (purity test) ทำการคัดแยกเมล็ดพันธุ์ (เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์) ออกจาก เมล็ดพืชอื่น และสิ่งเจือปน โดยชั่งน้ำหนักทุกองค์ประกอบ คำนวณ และรายงานเป็นร้อยละ (ISTA,2020)7.3 ความชื้น (moisture test) นำเมล็ดพันธุ์มาบดละเอียดด้วยเครื่องบด ชั่งน้ำหนัก4.5±0.5 กรัมต่อซ้ำ อบด้วยตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ130 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 1 ชั่วโมง นำไปไว้ในโถดูดความชื้นประมาณ 30 นาที คำนวณน้ำหนักที่หายไป รายงานผลเป็นร้อยละ (ISTA, 2020)


- 59 -ทะเบียนวิจัยปี 25679.2.4 การบันทึกข้อมูล1. ข้อมูลวันปลูก วันปฏิบัติการ และการเก็บเกี่ยว2. บันทึกวันดอกบาน 50%3. บันทึกข้อมูลอุตุนิยมวิทยา4. บันทึกข้อมูล 4.1 สุ่มวัดความสูง จำนวน 10 ต้นต่อกรรมวิธี4.2 สุ่มเก็บข้อมูลองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนฝักต่อต้น จำนวนข้อที่ติดฝักต่อต้น จำนวนข้อต่อต้น และจำนวนกิ่งต่อต้น จำนวน 10 ต้นต่อกรรมวิธี5. น้ำหนักผลผลิต และน้ำหนักผลผลิตเมล็ดพันธุ์6. สุ่มตัวอย่างความสูญเสียจากเครื่องเกี่ยวแบบวางราย 7. คุณภาพเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ ความชื้น และน้ำหนัก 1,000 เมล็ด 8. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test9. ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ต้นทุนการผลิต ราคาขาย รายได้ สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุน (Benefit Cost Ratio : BCR)10. ข้อมูลความพึงพอใจของเกษตรกร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี 2567 10 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่ของบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 11,583 14,483 - - 26,066


- 60 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 36 08 65 00 01 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 35 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่เพื่อความมั่นคงทางอาหาร2. ชื่อโครงการ 186 การพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 1.1 การพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง จังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า เฌอรัชด์พัชร เขียววิชัยผู้ร่วมงาน ชูชาติ บุญศักดิ์ ระพีพันธุ์ ชั่งใจอินทร์ อินโต ไกรศร ตาวงศ์6. หลักการและเหตุผลการพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย โดยให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานชั้นพันธุ์ ลดปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์อีกทั้งเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ดังนั้นการพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงจึงมิได้เป็นเพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรเพียงอย่างเดียว ยังเป็นการเรียนรู้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เกษตรกรเป็น Smart Farmer ที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรรมของตนเอง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีไว้ใช้เอง รวมทั้งใช้ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพขยายเมล็ดพันธุ์ดีสู่พื้นที่เกษตรกรใกล้เคียง และมีปริมาณเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ และสามารถผลิตถั่วลิสงได้เพียงพอกับความต้องการใช้ในการบริโภค และภาคอุตสาหกรรม เพิ่มความมั่นคงทางอาหารของประเทศและการเข้าถึงอาหารของประชาชน ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป7. วัตถุประสงค์1. เพื่อพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย ให้มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ 2. เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรที่ต้องการในพื้นที่ใกล้เคียงได้ และมีเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์3. เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของกรมวิชาการเกษตรให้เกษตรกรสามารถสร้างเป็นอาชีพได้


- 61 -ทะเบียนวิจัยปี 25678. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงไว้ใช้เองได้ และได้เครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงในพื้นที่จังหวัดลพบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ ขอนแก่น 62. ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 18-46-0 และ 0-0-603. วัสดุปรับปรุงดิน เช่น ปูนขาว ยิปซั่ม4. ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม5. สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น แคปแทน 50% WP (ออโธ่ไซค์) อะลาคลอร์48% W/V EC (อะลาคลอร์)6. วัสดุและอุปกรณ์การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เช่น กระดาษทดสอบความงอก (ในห้องปฏิบัติการ)ทราย กระบะทดสอบความงอก (ทดสอบโดยเกษตรกร) เป็นต้น7. เครื่องมืออุปกรณ์การเก็บผลผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น กระสอบ เป็นต้น9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองไม่มีแผนการทดลอง9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. คัดเลือกกลุ่มเกษตรกร อ.เมือง จ.ลพบุรี จำนวน 1 กลุ่ม จำนวน 15 ราย (เกษตรกรรายเดิมปี 2565 จำนวน 5 ราย ปี 2566 จำนวน 5 ราย และคัดเลือกเพิ่ม 5 ราย) เพื่อมาเป็นเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย โดยการสัมภาษณ์เกษตรกรเป้าหมาย ในเรื่องประสบการณ์ปลูกถั่วลิสงของเกษตรกร ความพร้อมและความตั้งใจของเกษตรกร ความพร้อมด้านเครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น ลานตาก เครื่องคัดแยกเมล็ดดีเมล็ดเสีย รวมทั้งสอบถามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาอุปสรรคในการปลูกถั่วลิสงเพื่อประกอบการตัดสินใจ เลือกกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย2. ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรีดำเนินการชี้แจงรายละเอียดวัตถุประสงค์ ของงาน วิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ และ การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงอย่างง่าย ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อผลิตเมล็ด พันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายให้ได้ตามมาตรฐาน3. เจ้าหน้าที่ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์ขยายพันธุ์ขอนแก่น 6 ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและเกษตรกรดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายภายใต้คำแนะนำและ การดูแลของศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี


- 62 -ทะเบียนวิจัยปี 25674. เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี เข้าตรวจติดตาม ให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหาอุปสรรคพร้อมบันทึกข้อมูลในการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของเกษตรกรทุกขั้นตอน5. เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี สุ่มตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของเกษตรกร ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ ความงอกและความแข็งแรง โดยวิธีการเร่งอายุ และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เบื้องต้นให้กับเกษตรกร6. รวบรวมข้อมูล การผลิตเมล็ดพันธุ์ทุกขั้นตอน เพื่อมาวิเคราะห์ ประเด็น ปัญหาอุปสรรค และจัดทำรายงาน7. บันทึกข้อมูลการกระจายเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของเกษตรกร เช่น เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง จำหน่ายให้เกษตรกร และส่งต่อให้กับโครงการอื่นๆ เป็นต้น8. จัดเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินงาน9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. ข้อมูลพิกัดแปลง (GPS) ค่าวิเคราะห์ดิน และการแปลผลค่าวิเคราะห์ดิน2. ข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่ สถานการณ์ผลิตและลักษณะพื้นที่ของเกษตรกร3. ข้อมูลการปฏิบัติการของเกษตรกร เช่น วันปลูก วันเก็บเกี่ยว เป็นต้น4. ข้อมูลด้านคุณภาพเมล็ดพันธุ์ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ ความงอกและความแข็งแรง5. ข้อมูลต้นทุนการผลิต รายจ่าย รายรับ ก่อนและหลังการทำโครงการ6. การประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรในโครงการ7. การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง และการกระจายเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อ.เมือง จ.ลพบุรี 2567 30 -11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่ของบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 12,740 50,681 - - 63,421


- 63 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 37 01 65 01 01 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 36 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เฉพาะ2. ชื่อโครงการวิจัย 188 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม กับพื้นที่เฉพาะ3. ชื่อกิจกรรม 1. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม4. ชื่อการทดลอง 1.1 ผลของการจัดการเศษซากอ้อยต่อการย่อยสลายและการให้ผลผลิตอ้อย5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน นันทวัน มีศรี ณิชนันท์ พิเชียรสดใสเมสินี เกษสกุล วันทนา เลิศศิริวรกุลสุปรานี มั่นหมาย กาญจนา หนูแก้วมณีรัตน์ รุจิณรงค์ 6. หลักการและเหตุผลใบและเศษซากอ้อยที่เหลืออยู่ในแปลงหลังการเก็บเกี่ยวอ้อยสด ส่วนใหญ่จะถูกเผาทำลาย เพื่อกำจัดเชื้อเพลิงไม่ให้ไฟไหม้อ้อยตอ และเพื่อความสะดวกในการจัดการแปลง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อนและทำให้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยลดลง จึงเกิดแนวคิดในการศึกษาวิธีการจัดการเศษซากอ้อยเพื่อให้ได้ข้อมูลในด้านการย่อยสลาย โดยการศึกษาผลของการจัดการเศษซากอ้อยที่มีต่อการย่อยสลายเศษซากอ้อยและการให้ผลผลิตอ้อย ตลอดจนผลของการย่อยสลายเศษซากอ้อยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีและสมบัติทางกายภาพของดิน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการนำเศษเหลือจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยสดไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน หรือปุ๋ยอินทรีย์ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารกลับลงสู่ดินเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่ดินที่ปลูกอ้อย ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาการกำจัดวัสดุเหลือใช้จากแปลงอ้อยและลดมลพิษจากการเผาเศษซากอ้อยแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนในการผลิตอ้อยสำหรับเกษตรกรได้อีกด้วย7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการย่อยสลายของเศษซากอ้อยและวิธีการจัดการเศษซากอ้อยที่เหมาะสม


- 64 -ทะเบียนวิจัยปี 25678. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้วิธีการจัดการเศษซากอ้อยที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการใบและเศษซากอ้อย หลังการเก็บเกี่ยวอ้อยสด9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3- อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อน้ำหยดพีวีซีสายน้ำหยด หัวน้ำหยด วาล์วน้ำหยด ปั๊มน้ำ- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-60- สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)- อุปกรณ์วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer- Vernier Caliper สำหรับวัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ - ไม้วัดความสูง- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบพืช- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)- กระบอกสแตนเลสเก็บตัวอย่างดินแบบไม่รบกวนดินโครงสร้าง (undisturbed core sampler)ชุดตอกสแตนเลสที่ใช้คู่กับกระบอกสแตนเลสเก็บตัวอย่างดิน ท่อเจาะดินสแตนเลสยาว 1 เมตร ค้อนทองแดง สว่านเก็บตัวอย่างดิน- ถุงเก็บตัวอย่างดินและพืช- ถุงกระดาษสำหรับอบตัวอย่างพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split Plot มี 3 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ วิธีการให้น้ำ 2 กรรมวิธี1. ไม่ให้น้ำ2. ให้น้ำแบบหยดSub Plot คือ กรรมวิธีการจัดการเศษซากอ้อย 1. สารละลายปุ๋ยยูเรียอัตรา 20 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร (หลังเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกไม่เกิน 2 สัปดาห์ ฉีดพ่นจำนวน 3 ครั้ง)2. ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 4 % ของน้ำหนักแห้งรวมของเศษซากอ้อย3. สารเร่ง พด.1


- 65 -ทะเบียนวิจัยปี 25674. จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่5. ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ 6. ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ+สารละลายปุ๋ยยูเรียอัตรา 20 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร7. ไม่มีการจัดการเศษซากอ้อย ; ปล่อยตามธรรมชาติ (control)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองในอ้อยปลูก (ปี2565) : ปลูกอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 ในแปลงทดลองย่อยขนาด 76.8 ตารางเมตร โดยใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ใช้ระยะปลูก 1.6 x 0.50 เมตร ในแต่ละแปลงย่อยมี 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร เว้นระยะระหว่างแปลงย่อย 2 เมตร พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร (2 แถวๆ ละ 8 เมตร) ใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกอัตรา 0.5N 1P2O5 และ 1K2O ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ โดยก่อนปลูกทำการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร และความหนาแน่นดินของดินในแต่ละชั้น เมื่อปลูกอ้อยแล้วประมาณ 30-45 วัน เช็คเปอร์เซ็นต์ความงอก และวัดการเจริญเติบโตทุก 3 เดือน โดยในอ้อยปลูกมีการดูแลปฏิบัติรักษาแปลงที่เหมือนกันในทุกกรรมวิธีการทดลอง เพื่อให้อ้อยปลูกมีbiomass ใกล้เคียงกัน สำหรับศึกษาอัตราการย่อยสลายเศษซากอ้อยใน อ้อยตอ โดยหลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกแล้วมีการให้น้ำเพื่อให้อ้อยตองอกและตั้งตัวได้ เมื่ออ้อยตออายุ 1 เดือน จึงมีการให้น้ำตามกรรมวิธีที่กำหนดในอ้อยตอ (ปี2566-67) : ทำการศึกษาอัตราการย่อยลายเศษซากอ้อยหลังเก็บเกี่ยวอ้อยสดและเก็บข้อมูล biomass ของอ้อยตอเช่นเดียวกับในอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. สุ่มตัวอย่างดินที่ความลึก 0-30 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนการทดลอง ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ค่าการนำไฟฟ้า (ECe) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้2. วิเคราะห์เนื้อดิน และความหนาแน่นของดินก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3. สุ่มเก็บตัวอย่างเศษซากใบอ้อยเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีก่อนการทดลอง ได้แก่ ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมทั้งหมด ปริมาณอินทรีย์คาร์บอน และอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C:N ratio)4. บันทึกเปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30- 45 วัน และข้อมูลการเจริญเติบโตที่อ้อยอายุ 3 6 9 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ5. เมื่ออ้อยอายุ 3 6 9 และ 12 เดือน สุ่มนับจำนวนใบสดและใบแห้งจากแปลงทดลองย่อยละ10 ลำ จากนั้นนำไปชั่งน้ำหนักสดและอบให้แห้งแล้วชั่งน้ำหนักแห้ง แล้วคำนวณเป็นน้ำหนักใบแห้งรวมต่อไร่ สำหรับอ้อยอายุ 12 เดือน ให้สุ่มเก็บตัวอย่างใบ และยอดอ้อยที่จุดหักธรรมชาติเพื่อนำไปหา


- 66 -ทะเบียนวิจัยปี 2567น้ำหนักสดและน้ำหนักแห้ง และคำนวณเป็นน้ำหนักกาบใบและยอดแห้งต่อไร่ จากนั้นคำนวณเป็นน้ำหนักรวมของใบ กาบใบ และยอดแห้งต่อไร่ เพื่อให้ทราบน้ำหนักเศษซากอ้อยที่เหลือในแปลงหลังเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกและอ้อยตอ6. บันทึกข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักลำเฉลี่ย จำนวนลำต่อไร่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ และความหวาน (CCS) 7. วัดอัตราการย่อยสลายของเศษซากอ้อย (C:N Ratio) และปริมาณธาตุอาหารในดิน ที่ 0 2 4 6 และ 8 เดือน (ในอ้อยตอ)8. บันทึกข้อมูลภูมิอากาศ และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุการเจริญเติบโตของอ้อยปลูกและอ้อยตอ9. บันทึกข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกอ หนอนเจาะลำต้น โดยปฏิบัติตามตารางการบันทึกข้อมูลการระบาดของโรคและแมลงของกรมวิชาการเกษตร (กรมวิชาการเกษตร, 2540)10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน /ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 47,892 53,288 1,105 8,190 110,475


- 67 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 37 01 65 01 03 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 36 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เฉพาะ2. ชื่อโครงการวิจัย 188 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม กับพื้นที่เฉพาะ3. ชื่อกิจกรรม 1. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม4. ชื่อการทดลอง 1.3 ผลของการขาดน้ำต่อการเจริญเติบโตและการสูญเสียผลผลิตของอ้อย5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน นันทวัน มีศรี ณิชนันท์ พิเชียรสดใสเมสินี เกษสกุล วันทนา เลิศศิริวรกุลวาสนา วันดี ณรงค์ ย้อนใจทันมณีรัตน์ รุจิณรงค์ 6. หลักการและเหตุผลพื้นที่ปลูกอ้อยของไทยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้ปริมาณฝนและการกระจายตัวของฝนไม่แน่นอน อ้อยจึงมีโอกาสขาดน้ำเนื่องจากฝนทิ้งช่วงได้ตลอดระยะการเจริญเติบโต ซึ่งส่งผลทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและสูญเสียผลผลิตได้ และเพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐานด้านผลกระทบของการขาดน้ำในแต่ละระยะการเจริญเติบโต จึงทำการศึกษาผลของการขาดน้ำต่อการเจริญเติบโตและการสูญเสียผลผลิตของอ้อยในระยะต่างๆ ได้แก่ ระยะงอก ระยะแตกกอ ระยะย่างปล้อง และระยะสุกแก่ เพื่อประเมินผลกระทบจากการขาดน้ำของอ้อยในระยะต่างๆ อันเป็นแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยต่อไปในอนาคต7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตอบสนองต่อการขาดน้ำในระยะต่างๆ ของอ้อยและการสูญเสียผลผลิต


- 68 -ทะเบียนวิจัยปี 25678. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลการตอบสนองของอ้อยต่อการขาดน้ำและการสูญเสียผลผลิต เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- กระถางเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร- อ้อยพันธุ์อู่ทอง 12- ดินสำหรับปลูกอ้อย- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 21-0-0 18-46-0 และ 0-0-60- สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)- อุปกรณ์วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer- Vernier Caliper สำหรับใช้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ - ไม้วัดความสูง- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)- ชุดอุปกรณ์วัดปริมาณซีซีเอส - สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น- เครื่องมือวิทยาศาสตร์สำหรับวัดค่าการนำของปากใบ (stomata conductance), คลอโรฟิลล์ฟลูออเรสเซนซ์ (chlorophyll fluorescene), SPAD chlorophyll meter reading (SCMR) และปริมาณน้ำสัมพัทธ์ในใบ (Relative water content ; RWC)- โรงเรือนปลูกพืชป้องกันน้ำจากฝนตก- วัสดุ อุปกรณ์ สำหรับเก็บ และบันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ 4 x 4 + 1 Factorial in RCB จำวน 3 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีปัจจัย A คือ ระยะเวลาในการขาดน้ำ1. ขาดน้ำตลอดระยะการเจริญเติบโต 2. ขาดน้ำครึ่งแรกของระยะการเจริญเติบโต3. ขาดน้ำช่วงกลางของระยะการเจริญเติบโต4. ขาดน้ำครึ่งหลังของระยะการเจริญเติบโต


- 69 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ปัจจัย B คือ ระยะการเจริญเติบโตที่มีการขาดน้ำ 4 ระยะ คือ1. ระยะงอก (Germinalionphase) : อ้อยอายุ 0-30 วัน2. ระยะแตกกอ (Tillering phase) : อ้อยอายุ 31-170 วัน3. ระยะย่างปล้อง (Elongation phase) : อ้อยอายุ 171-295 วัน4. ระยะแก่และสุก (Maturity and ripening phase) : อ้อยอายุ 296-330 วันเปรียบเทียบกับอ้อยที่ไม่ขาดน้ำโดยหลังจากสิ้นสุดการขาดน้ำในแต่ละระยะการเจริญเติบโต มีการให้น้ำกลับคืน (re-water) และให้น้ำตามความต้องการของอ้อย จนสิ้นสุดการทดลอง9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกอ้อยโดยใช้พันธุ์อู่ทอง 12 ในรองบ่อซีเมนต์เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร ความสูง 80 เซนติเมตร โดยใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อรองบ่อ ก่อนปลูก เก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนปลูก ใส่ปุ๋ยครั้งแรกรองพื้นพร้อมปลูกอัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ และใส่ปุ๋ยครั้งที่สองเมื่ออ้อยอายุ 2.5-3 เดือน อีก 0.5 เท่าของคำแนะนำ โดยโรยรอบต้น จากนั้นพูนโคน หลังปลูกเริ่มงดให้น้ำทันทีตามกรรมวิธีการทดลอง วัดการเจริญเติบโตของอ้อยทุกเดือน หลังสิ้นสุดระยะเวลาในการขาดน้ำของแต่ละระยะการเจริญเติบโตจึงมีการให้น้ำกลับคืนตามความต้องการของอ้อย และทำการทดลองซ้ำในอ้อยตอในปี 2566-25679.2.4 การบันทึกข้อมูล1. ข้อมูลปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนปลูก2. ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เช่น ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดรายวัน ตลอดการทดลอง3. ข้อมูลความชื้นดินทุกสัปดาห์ตลอดช่วงที่มีการขาดน้ำ4. ข้อมูลลักษณะทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าการนำของปากใบ (stomata conductance),คลอโรฟิลล์ฟลูออเรสเซนซ์ (chlorophyll fluorescene), SPAD chlorophyll meter reading (SCMR) และปริมาณน้ำสัมพัทธ์ในใบ (Relative water content ; RWC) ทุกสัปดาห์ ตลอดระยะการเจริญเติบโตทั้งในช่วงที่มีการขาดน้ำและช่วงที่ได้รับน้ำกลับคืน5. ข้อมูลการเจริญเติบโตของอ้อย ได้แก่ จำนวนหน่อต่อลำต่อกอ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางจากลำหลัก เมื่ออ้อยอายุ 3 6 9 และ 12 เดือน 6. เมื่ออ้อยอายุ 12 เดือน บันทึกข้อมูลผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ จำนวนปล้องต่อลำ และสุ่มเก็บตัวอย่างส่วนเหนือดินทั้งหมดในแต่ละกระถาง ไปหาน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้ง เพื่อหามวลชีวภาพของอ้อย7. ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกอ หนอนเจาะลำต้น โดยปฏิบัติตามตารางการบันทึกข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง ของ กรมวิชาการเกษตร (กรมวิชาการเกษตร, 2540)


- 70 -ทะเบียนวิจัยปี 256710. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน /ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 50,267 53,867 1,105 8,840 114,079


- 71 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 39 02 65 02 02 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 38 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน2. ชื่อโครงการวิจัย 196 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 2. การป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวเน่าแดงในอ้อย4. ชื่อการทดลอง 2.1. ศึกษาการจำแนกเชื้อราสาเหตุเหี่ยวเน่าแดง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า นางสาวมัทนา วานิชย์ผู้ร่วมงาน อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศ สุวัฒน์ พูลพานวาสนา วันดี สุมาลี โพธิ์ทองอาภาพร หนูแดง กนกวรรณ สุขกรมนพิษฐา กลัดเงิน6. หลักการและเหตุผลโรคเหี่ยวเน่าแดง (Red rot wilt) เป็นโรคที่เคยระบาดและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก โดยพบการระบาดรุนแรงเมื่อปี 2534 ในอ้อยพันธุ์อีเหี่ยวซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกในขณะนั้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท (วันทนีย์ และคณะ, 2535) พบการระบาดครั้งแรกในปี 2526 (วันทนีย์และอนุสรณ์, 2529) ดังนั้น โรคเหี่ยวเน่าแดงจึงเป็นโรคที่มีความสำคัญ โรคหนึ่งของอ้อย และเป็นโรคที่ต้องผ่านการทดสอบปฏิกิริยาก่อนการขอรับรองพันธุ์อ้อย มีสาเหตุมาจากเชื้อรา Colletotrichum falcatum และในธรรมชาติมักพบเชื้อรา Fusarium moniliforme ร่วมเข้าทำลายด้วย การทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงที่ผ่านมา จะทำการเก็บเชื้อจากแหล่งที่มีการระบาดในช่วงที่อ้อยอายุประมาณ 7-8 เดือน นำมาแยกเชื้อเพื่อใช้ในการปลูกเชื้อทดสอบปฏิกิริยาความต้านทานในอ้อยโคลนดีเด่น เพื่อเป็นข้อมูลในการคัดเลือกพันธุ์และเป็นข้อมูลในการรับรองพันธุ์ แต่ปัจจุบัน โรคเหี่ยวเน่าแดงมีพื้นที่การระบาดลดลง ทำให้การหาแหล่งของเชื้อสาเหตุโรคดังกล่าวทำได้ยาก และ การแยกเชื้อจากส่วนของพืชแต่ละครั้งก็ทำได้ยากเช่นกัน เนื่องจากในสภาพธรรมชาติเชื้อราสาเหตุ 2 ชนิดนี้อยู่ด้วยกันร่วมกันเข้าทำลายอ้อย จึงยากต่อการแยกเชื้อให้บริสุทธิ์และใช้เวลานาน และมักเกิด การปนเปื้อนจากเชื้ออื่นได้ง่าย ส่งผลให้การขยายเชื้อเพื่อใช้ในการทดสอบปฏิกิริยาทำได้ล่าช้า ไม่ทัน กับช่วงเวลาและอายุของอ้อยที่ต้องการทดสอบ อีกทั้งการเก็บเชื้อใหม่ทุกปีในพื้นที่ที่ต่างกันอาจทำให้ได้เชื้อที่ไม่ใช่ isolate เดิม ความรุนแรงของเชื้ออาจจะไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้ผลการทดสอบมี


- 72 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ความคลาดเคลื่อน ไม่สอดคล้องกันในแต่ละปี โดยเฉพาะผลปฏิกิริยาของอ้อยพันธุ์เปรียบเทียบ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องทำการเก็บรักษาเชื้อสาเหตุของโรคเหี่ยวเน่าแดง เพื่อให้ได้เชื้อที่ใช้ทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงในแต่ละปีเป็นเชื้อ isolate เดียวกันในทุกๆ ปี มีความบริสุทธิ์ ปราศจากการปนเปื้อน และมีเชื้อขยายได้ทันเวลาในช่วงที่ต้องการทดสอบ ถึงแม้ว่าพื้นที่การระบาดของโรคเหี่ยวเน่าแดงจะลดลง เนื่องมาจากการปรับปรุงพันธุ์อ้อยในปัจจุบันมีการทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง และใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้อ้อยที่มีลักษณะการเกษตรที่ดีและต้านทานต่อโรคที่สำคัญ แต่ความต้านทานของอ้อยมีความผันแปร (อัปสร และคณะ, 2537) อาจเกิดการระบาดรุนแรงอย่างเช่นในอดีตได้ โรคเหี่ยวเน่าแดงจึงยังเป็นโรคที่ต้องให้ความสำคัญในอ้อย7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการเก็บรักษาเชื้อ C. falcatum และ F. moniliforme สาเหตุโรคเหี่ยวเน่าแดงในอ้อยที่เหมาะสม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับมีวิธีการเก็บรักษากับเชื้อรา C. falcatum และ F. moniliforme ที่เหมาะสม และได้เชื้อสาเหตุโรคเหี่ยวเน่าแดง isolate เดิมที่บริสุทธิ์มีประสิทธิภาพในการก่อโรคทุกครั้งที่ทำการทดสอบ9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลองเชื้อรา C. falcatum และ F. moniliforme อาหารเลี้ยงเชื้อรา PDA (Potato Dextrose Agar) PCA (Potato Carrot Agar) หลอดเก็บเชื้อ Glycerol น้ำกลั่น กระดาษกรอง กล้องจุลทรรศน์อุปกรณ์เลี้ยงเชื้อกล้องถ่ายภาพ ตู้ปลอดเชื้อ ตู้ควบคุมอุณหภูมิ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ CRD จำนวน 4 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 9.2.2 กรรมวิธีกรรมวิธีที่ 1 การเก็บในน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อกรรมวิธีที่ 2 การเก็บรักษาเชื้อราใน 10% Glycerolกรรมวิธีที่ 3 การเก็บรักษาเชื้อราในสภาพแห้งบนกระดาษกรองนึ่งฆ่าเชื้อกรรมวิธีที่ 4 การเก็บรักษาเชื้อบนอาหาร PDA9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองสำรวจพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคเหี่ยวเน่าแดง ในพื้นที่ อ.อู่ทอง อ.สองพี่น้อง และ อ.สามชุกจ.สุพรรณบุรี และเก็บตัวอย่างอ้อยเป็นโรค แยกเชื้อราสาเหตุโรคเหี่ยวเน่าแดงจากอ้อยที่แสดงอาการ ของโรคให้ได้เชื้อบริสุทธิ์ นำเชื้อที่ได้มาทดสอบความรุนแรงของเชื้อ โดยวิธี plug method บนลำอ้อย


- 73 -ทะเบียนวิจัยปี 2567เพื่อคัดเลือกเชื้อ isolate ที่มีความรุนแรงมากที่สุด จากนั้นนำมาศึกษาวิธีการเก็บรักษาเชื้อราที่เหมาะสม โดยมีวิธีการเก็บรักษา ดังนี้ 1. การเก็บในน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อ (Ellis, 1979)เตรียมหลอดขนาด 2 มิลลิลิตร ใส่น้ำกลั่นในหลอด ปริมาณ 1 มิลลิลิตร นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ จากนั้นเลี้ยงเชื้อทั้งสองชนิดบนอาหาร PDA เมื่อครบอายุ 7 วัน ตัดชิ้นวุ้นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 0.5 x 0.5 เซนติเมตร ใส่ในหลอดน้ำกลั่นที่เตรียมไว้ นำไปเก็บรักษาในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 14องศาเซลเซียส2. การเก็บรักษาเชื้อราใน 10% Glycerol (Smith and Onion, 1994)เตรียมหลอดขนาด 2 มิลลิลิตร ใส่ 10% Glycerol ในหลอด ปริมาณ 1 มิลลิลิตร นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ จากนั้นเลี้ยงเชื้อราทั้งสองชนิดบนอาหาร PDA เมื่อครบอายุ 7 วัน ตัดชิ้นวุ้นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 0.5 x 0.5 เซนติเมตร ใส่ในหลอดน้ำกลั่นที่เตรียมไว้ นำไปเก็บรักษาในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส3. การเก็บรักษาเชื้อราในสภาพแห้งบนกระดาษกรองนึ่งฆ่าเชื้อ (Fong et al., 2000)เลี้ยงเชื้อรา C. falcatum และ F. moniliforme ที่ต้องการเก็บรักษาบนอาหาร PDA เมื่ออายุ 7 วัน เขี่ยชิ้นวุ้นที่มีราเจริญอยู่ไปวางตรงกลางจานอาหาร PCA จากนั้น คีบกระดาษกรองขนาด 2 x 0.5 เซนติเมตร วางรอบๆ ชิ้นวุ้นที่มีเชื้อเจริญอยู่ ประมาณ 8 - 10 ชิ้น นำไปไว้ที่มีแสง 12 ชั่วโมง สลับกับมืด 12 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25 ± 2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 14 วัน หรือจนพบว่าราสร้าง เส้นใยคลุมชิ้นกระดาษกรอง และมีการสร้างกลุ่มสปอร์บนกระดาษกรอง ใช้ปากคีบลอกเฉพาะชิ้นกระดาษกรองที่มีราปกคลุมไปวางในจานแก้วเปล่าที่อบฆ่าเชื้อแล้ว ปิดฝาจานแก้ว นำไปวางไว้ในโถดูดความชื้น (desiccators) ปล่อยให้กระดาษกรองแห้งเป็นเวลาประมาณ 2 วัน เมื่อกระดาษกรองแห้งสนิทแล้วใช้ปากคีบคีบกระดาษกรองใส่ลงในหลอด micro tubes นำไปเก็บรักษาในตู้ควบคุมอุณหภูมิ14 องศาเซลเซียส4. การเก็บรักษาเชื้อบนอาหาร PDA (Shivas and Beasley, 2005)เลี้ยงเชื้อรา C. falcatum และ F. moniliforme ที่ต้องการเก็บรักษาบนอาหาร PDA เมื่อราอายุ 14 วัน นำไปเก็บรักษาในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส9.2.4 การบันทึกข้อมูลตรวจสอบความมีชีวิตและการสร้างสปอร์หลังการเก็บรักษาทุก 2 4 6 8 10 12 เดือน โดยนำไปเลี้ยงบนอาหาร PDA บันทึกการเจริญเติบโตและวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของโคโลนีวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis of variance, ANOVA และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยDuncan’s multiple rang test, DMRT)10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 - ไร่


- 74 -ทะเบียนวิจัยปี 256711. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 30,577 37,409 650 5,005 73,641


- 75 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 39 02 65 03 01 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 38 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน2. ชื่อโครงการวิจัย 196 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3. การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวและจักจั่นในอ้อย4. ชื่อการทดลอง 3.1 การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุรีรัตน์ ทองคำผู้ร่วมงาน อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ น้ำผึ้ง ชมภูเขียวสุวัฒน์ พูลพาน เสาวนิตย์ โพธิ์พูนศักดิ์วิไลวรรณ เวชยันต์ ไพเราะ ขวัญงาม6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย อ้อยเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม การผลิตน้ำตาลและพลังงานทดแทน ในลำต้นอ้อยที่นำมาใช้ทำน้ำตาลมีปริมาณซูโครสประมาณ 17-35% ชานอ้อย (bagasse) ที่ถูกบีบเอาน้ำอ้อยออกไปแล้ว สามารถนำมาใช้ทำกระดาษ พลาสติก เป็นเชื้อเพลิง และอาหารสัตว์ ส่วนกากน้ำตาล (molasses) ที่แยกออกจากน้ำตาลในระหว่างการผลิต สามารถนำไปหมักเป็นเหล้ารัมในปี 2561/62 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย ประมาณ 12,236,074 ไร่ โดยมีผลผลิตรวม 131,478,148 ตัน แหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี นครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ เป็นต้น มีพื้นที่ปลูกรวม 5,345,711 ไร่ ผลผลิตรวม 58,779,951 ตัน จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ปลูก 758.755 ไร่ รองลงมา คือ จังหวัดนครราชสีมา และขอนแก่น มีพื้นที่ปลูก 697,278 และ 675,659 ไร่ ตามลำดับ แหล่งปลูกที่สำคัญรองลงมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และราชบุรี เป็นต้น มีพื้นที่ปลูกรวม 3,203,034 ไร่ ผลผลิตรวม 33,279,946 ตัน จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูก มากที่สุด คือ จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูก 791,364 ไร่ รองลงมา คือ จังหวัดลพบุรี และสุพรรณบุรี มีพื้นที่ปลูก 682,708 และ 623,655 ไร่ ตามลำดับ


- 76 -ทะเบียนวิจัยปี 2567ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งในการปลูกอ้อย คือ ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูอ้อย ความสูญเสียของอ้อยจากการเข้าทำลายของแมลงศัตรูอ้อย มีประมาณ 25% ของแต่ละปี แมลงศัตรูอ้อยที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ หนอนกออ้อย เพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาล ปลวก แมลงนูนหลวง และด้วงหนวดยาวอ้อย เป็นต้นด้วงหนวดยาวอ้อยเป็นแมลงในดินที่สำคัญชนิดหนึ่งของอ้อย ตัวหนอนเจาะเข้าไปในส่วนของ ลำต้นอ้อยที่อยู่ใต้ดินทำให้อ้อยที่ถูกเจาะแห้งตาย พบระบาดในสภาพดินร่วนปนทรายที่มี pH 6.9 ดินมีอินทรียวัตถุ 1.15-1.22 เปอร์เซ็นต์ การเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยจะทำให้ผลผลิตอ้อยปลูกลดลง 13-43 เปอร์เซ็นต์น้ำตาลลดลง 11-46 เปอร์เซ็นต์ส่วนอ้อยตอ 1 จะสูญเสียผลผลิตประมาณ 54 เปอร์เซ็นต์น้ำตาลลดลง 57 เปอร์เซ็นต์ตัวหนอนเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ระยะเริ่มปลูกอ้อย โดยเจาะเข้าไปกัดกินเนื้ออ้อยภายในท่อนพันธุ์ ทำให้ท่อนพันธุ์อ้อยไม่งอก หน่ออ้อยอายุ 1-3 เดือน จะถูกกัดกินตรงส่วนโคนที่ติดกับเหง้าให้ขาดออกทำให้หน่ออ้อยแห้งตาย เมื่ออ้อยเริ่มมีลำจะพบว่ากาบใบและใบอ้อยจะแห้งมากผิดปกติตั้งแต่ใบล่างขึ้นไปจนอ้อยแห้งทั้งต้นหรือทั้งกอ ตัวหนอนที่มีขนาดเล็กจะกัดกินอยู่บริเวณเหง้าอ้อย เมื่อหนอนโตขึ้นจะเริ่มเจาะไชจากโคนลำต้นอ้อยขึ้นไปกินเนื้ออ้อย ทำให้ลำต้นอ้อยเป็นโพรงเหลือแต่เปลือก บางลำต้นพบตัวหนอนเจาะขึ้นไปจากส่วนโคน 40 เซนติเมตร ทำให้ลำต้นอ้อยหักล้มและแห้งตาย การเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อย จะพบอ้อยแสดงอาการที่ชัดเจน 2 ระยะ คือ ระยะที่ตัดอ้อยเข้าโรงงาน โดยจะพบรูเจาะที่ลำอ้อย และระยะแตกกอจะพบหน่ออ้อยแห้งตาย การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อย มีหลายวิธี ได้แก่ การเก็บตัวหนอนตามรอยไถขณะไถแปลง การปลูกพืชหมุนเวียน เช่น มันสำปะหลัง หรือสับปะรด การใช้เชื้อราเขียว การใช้เชื้อราเขียว Metarhizium sp.ในการควบคุมตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัยของด้วงหนวดยาวอ้อย การใช้ไส้เดือนฝอย Steinernema sp.ในการควบคุมด้วงหนวดยาวอ้อยในสภาพไร่ การขุดหลุมดักจับตัวเต็มวัย การใช้สารฆ่าแมลง เช่น สารฆ่าแมลงฟิโพริล 5% SC หรือ ฟิโพรนิล 0.3% G เป็นต้น การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยในการผลิตอ้อยทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน7. วัตถุประสงค์1. เพื่อหาเชื้อราและไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อย2. เพื่อหาอัตราการใช้เชื้อราและไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อย8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ชนิดและอัตราการใช้เชื้อราและไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อย สำหรับใช้เป็นคำแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยในอ้อยปลูกและอ้อยตอ


- 77 -ทะเบียนวิจัยปี 25679. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. อ้อย พันธุ์ขอนแก่น 32. เชื้อราเขียว Metarhizium anisopliae3. ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-04. เครื่องชั่งน้ำหนัก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธีแบ่งเป็น 2 กรรมวิธี คือ กรรมวิธีการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยโดยใช้เชื้อราเขียวMetarhizium anisopliae และ กรรมวิธีการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยตามวิธีเกษตรกร9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เตรียมแปลงปลูกอ้อย ในพื้นที่ 2 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 แปลงๆ ละ 1 ไร่ คือ แปลงการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยโดยใช้เชื้อราเขียว Metarhizium anisopliae และ แปลงการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยตามวิธีเกษตรกร2. ปลูกอ้อยเป็นแถว โดยวางท่อนพันธุ์อ้อยห่างกัน 0.5 เมตร ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมพร้อมปลูก ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15อัตรา 60 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยโดยใช้สารชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ดำเนินการ ดังนี้โรยเชื้อราเขียว Metarhizium anisopliae อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ บนท่อนพันธุ์อ้อยแล้วกลบดินตรวจนับเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายอ้อยของด้วงหนวดยาวอ้อย จากอ้อย จำนวน 100 กอ โดยนับจำนวนต้นอ้อยทั้งหมดและต้นอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวอ้อยเข้าทำลายทุกเดือน ตั้งแต่อ้อยอายุ 1 เดือน จนถึงเก็บเกี่ยว นับจำนวนลำอ้อยทั้งหมด จำนวนลำอ้อยที่พบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยในระยะเก็บเกี่ยว เก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 10 จุดๆ ละ 6 x 8 เมตรการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยตามวิธีเกษตรกร ดำเนินการ ดังนี้ตรวจนับเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายอ้อยของด้วงหนวดยาวอ้อย จากอ้อย จำนวน 100 กอ โดยนับจำนวนต้นอ้อยทั้งหมดและต้นอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวอ้อยเข้าทำลายทุกเดือน ตั้งแต่อ้อยอายุ 1 เดือน จนถึงเก็บเกี่ยว นับจำนวนลำอ้อยทั้งหมด จำนวนลำอ้อยที่พบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยในระยะเก็บเกี่ยว เก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 10 จุดๆ ละ 6 x 8 เมตร9.2.4 การบันทึกข้อมูลจำนวนต้นอ้อยทั้งหมดและต้นอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวอ้อยเข้าทำลาย เมื่ออ้อยอายุ 1 เดือน จนถึงเก็บเกี่ยว จำนวนลำอ้อยและกออ้อยทั้งหมด จำนวนลำอ้อยและกออ้อยที่พบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยในระยะเก็บเกี่ยว น้ำหนักผลผลิตอ้อย ความหวานของอ้อย ต้นทุนการในการใช้ สารชีวภัณฑ์


- 78 -ทะเบียนวิจัยปี 256710. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ. นครสวรรค์ 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 9,266 13,898 1,300 9,980 34,444


- 79 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 39 02 65 03 02 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อโครงการ 38 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน2. ชื่อโครงการย่อย 196 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3. การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวและจักจั่นในอ้อย4. ชื่อการทดลอง 3.2 การศึกษาประชากรจักจั่นอ้อยและปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดในพื้นที่ปลูกอ้อย ที่สำคัญ5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ น้ำผึ้ง ชมภูเขียวอุไรวรรณ พงศ์พยัคเลิศ ไพเราะ ขวัญงาม สุรีรัตน์ ทองคำ อาภาพร หนูแดง 6. หลักการและเหตุผลจักจั่นอ้อย Platypleura cespiticola พบเข้าทำลายอ้อยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2559 ในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี ในอ้อยอายุประมาณ 2-3 เดือน ที่อำเภอสามชุกและอำเภอศรีประจันต์ ประมาณ 350 ไร่ อ้อยมีอาการใบแห้ง คล้ายอาการขาดน้ำ ต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต ถ้ารุนแรงมากจะทำให้อ้อยตายทั้งกอ ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 พบการระบาดในจังหวัดสุพรรณบุรีเพิ่มขึ้นเป็น 4,423 ไร่เนื่องจากระยะตัวอ่อนจักจั่นอาศัยอยู่ในดิน ทำให้ควบคุมได้ยาก ถ้าระบาดรุนแรงอาจทำให้อ้อยตายได้ สำหรับการควบคุมจักจั่นอ้อย ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ในการป้องกันกำจัด เนื่องจากเป็นแมลงศัตรูชนิดใหม่ที่พบเข้าทำลายอ้อย การระบาดของศัตรูอ้อย ทำให้ผลผลิตเสียหายและลดลง ถ้ามีเทคโนโลยีในการป้องกันกำจัด ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม จะลดความเสียหายของผลผลิตที่เกิดจากการเข้าทำลายของศัตรูพืชลงได้ ทำให้การผลิตพืชมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษ าเทคโนโลยีใหม่ ศึกษาถึงข้อมูลพื้นฐาน หรือนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาศึกษาต่อยอด เพื่อให้ได้วิธีการควบคุม ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการผลิตอ้อยได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดจักจั่นอ้อย


- 80 -ทะเบียนวิจัยปี 25678. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลประชากรจักจั่นอ้อยในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และกาญจนบุรี ได้ข้อมูลการจำแนกชนิดจักจั่นอ้อยและศัตรูธรรมชาติ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- แบบสำรวจ- อุปกรณ์ดูดแมลง (aspirator)- ถุง/หลอดเก็บตัวอย่าง- เครื่องจับพิกัด- เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์- จอบหรือเสียม- แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์- อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท และกาญจนบุรี จังหวัดละ 4 แปลง ใช้การสุ่มเก็บตัวอย่างแบบ Simple random sampling สำรวจประชากรของจักจั่นอ้อยในพื้นที่ปลูกอ้อย สัมภาษณ์การจัดการแปลงของเกษตรกร ในพื้นที่การระบาดของจักจั่นอ้อย พร้อมทั้งสำรวจความเสียหายจากการเข้าทำลายของจักจั่นอ้อย เก็บตัวอย่างดินเพื่อนำไปวิเคราะห์ ประเมินเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายและความเสียหายจากพื้นที่การแสดงการเข้าทำลายของจักจั่นอ้อยรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลของปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดการระบาดของจักจั่นอ้อย ได้แก่ ศัตรูธรรมชาติคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน (pH %OM ที่ได้จากการวิเคราะห์) ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิความชื้น ในดิน ทำการสำรวจเดือนละ 1 ครั้ง ทำการสำรวจประชากรเดือนละ 1 ครั้ง จำนวน 12 ครั้ง9.2.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนจักจั่นอ้อยและศัตรูธรรมชาติที่สำรวจพบในแปลงปลูกอ้อย บันทึกภาพ พันธุ์อ้อย ที่ปลูก พิกัดแปลง- สภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิและแสง- เนื้อดิน ปริมาณธาตุอาหาร- ปริมาณน้ำฝน และ ความชื้นดิน


- 81 -ทะเบียนวิจัยปี 2567- ประเมินความสูญเสียของอ้อยจากการเข้าทำลายของจักจั่น- องค์ประกอบของผลผลิตอ้อย10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 2567 4 ไร่จ.อ่างทอง 4 ไร่จ.สิงห์บุรี 4 ไร่จ.ชัยนาท 4 ไร่จ.กาญจนบุรี 4 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 19,486 71,634 1,300 9,977 102,397


- 82 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 39 02 65 03 04 6567/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อโครงการ 38 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน2. ชื่อโครงการย่อย 196 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3. การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวและจักจั่นในอ้อย4. ชื่อการทดลอง 3.5 การประเมินความเสียหายของอ้อยจากการเข้าทำลายของจักจั่นอ้อย5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ น้ำผึ้ง ชมภูเขียวอุไรวรรณ พงศ์พยัคเลิศ ไพเราะ ขวัญงาม สุรีรัตน์ ทองคำ กนกวรรณ สุขกรม 6. หลักการและเหตุผลจักจั่นอ้อย Platypleura cespiticola พบเข้าทำลายอ้อยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2559 ในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี ในอ้อยอายุประมาณ 2-3 เดือน ที่อำเภอสามชุกและอำเภอศรีประจันต์ ประมาณ 350 ไร่ อ้อยมีอาการใบแห้ง คล้ายอาการขาดน้ำ ต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต ถ้ารุนแรงมากมากจะทำให้อ้อยตายทั้งกอ ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 พบการระบาดในจังหวัดสุพรรณบุรีเพิ่มขึ้นเป็น 4,423 ไร่เนื่องจากระยะตัวอ่อนจักจั่นอาศัยอยู่ในดิน ทำให้ควบคุมได้ยาก ถ้าระบาดรุนแรงอาจทำให้อ้อยตายได้ สำหรับการควบคุมจักจั่นอ้อย ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ในการป้องกันกำจัด เนื่องจากเป็นแมลงศัตรูชนิดใหม่ที่พบเข้าทำลายอ้อย การระบาดของศัตรูอ้อย ทำให้ผลผลิตเสียหายและลดลง ถ้ามีเทคโนโลยีในการป้องกันกำจัด ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม จะลดความเสียหายของผลผลิตที่เกิดจากการเข้าทำลายของศัตรูพืชลงได้ ทำให้การผลิตพืชมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ศึกษาถึงข้อมูลพื้นฐาน หรือนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาศึกษาต่อยอดเพื่อให้ได้วิธีการควบคุม ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการผลิตอ้อยได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดจักจั่นในอ้อย8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลความเสียหายของอ้อยจากการเข้าทำลายของจักจั่นอ้อยในสภาพโรงเรือน


- 83 -ทะเบียนวิจัยปี 25679. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- จักจั่นอ้อย- สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช- อ้อยพันธุ์ ขอนแก่น 3- กรงเพาะเลี้ยงแมลง - อุปกรณ์ดูดแมลง (aspirator)- กล่องเพาะเลี้ยงแมลง- แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์- กระถางพลาสติก- ดินปลูกพืช/ปุ๋ยเคมี- อุปกรณ์ให้น้ำ- โรงเรือนปลูกพืชทดลอง- เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์- อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design: CRD) 5 กรรมวิธี 5 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีกรรมวิธีที่ 1 ปลดปล่อยจักจั่นอ้อยเมื่ออ้อยอายุ 15 วันกรรมวิธีที่ 2 ปลดปล่อยจักจั่นอ้อยเมื่ออ้อยอายุ 1 เดือนกรรมวิธีที่ 3 ปลดปล่อยจักจั่นอ้อยเมื่ออ้อยอายุ 2 เดือนกรรมวิธีที่ 4 ปลดปล่อยจักจั่นอ้อยเมื่ออ้อยอายุ 3 เดือนกรรมวิธีที่ 5 ไม่ปลดปล่อยจักจั่นอ้อย9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง- ปลูกอ้อยในกระถางให้ได้อายุตามที่ระบุในแต่ละกรรมวิธี- เพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณจักจั่นอ้อย- นำจักจั่นอ้อยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณใส่ในกรงเพาะเลี้ยงแมลงที่มีต้นอ้อยตามที่ระบุในแต่ละกรรมวิธี กรงละ 10 ตัว เปรียบเทียบกับการไม่ปล่อยจักจั่นอ้อยในกรง จากนั้นสังเกตการเข้าทำลายอ้อยของจักจั่นอ้อยในแต่ละวัน9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะต้นอ้อยที่ถูกจักจั่นเข้าทำลาย จำนวนต้นอ้อยทั้งหมดและต้นอ้อยที่ถูกจักจั่นเข้าทำลาย น้ำหนักอ้อย ความหวานอ้อย คำนวณหาเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลาย และความสูญเสียของอ้อยจากการเข้าทำลายของจักจั่น รวมทั้งบันทึกอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์


- 84 -ทะเบียนวิจัยปี 256710. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 -ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 5,791 11,584 - - 17,375


- 85 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 39 02 65 03 06 6767/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อโครงการ 38 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน2. ชื่อโครงการย่อย 196 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3. การป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวและจักจั่นในอ้อย4. ชื่อการทดลอง 3.6 การศึกษาแนวทางการป้องกันกำจัดจักจั่นอ้อยในสภาพไร่5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ น้ำผึ้ง ชมภูเขียวอุไรวรรณ พงศ์พยัคเลิศ ไพเราะ ขวัญงาม สุรีรัตน์ ทองคำ วรวิช สุดจริตธรรมจริยางกูร กนกวรณ สุขกรม6. หลักการและเหตุผลจักจั่นอ้อย Platypleura cespiticola พบเข้าทำลายอ้อยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2559 ในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี ในอ้อยอายุประมาณ 2-3 เดือน ที่อำเภอสามชุกและอำเภอศรีประจันต์ ประมาณ 350 ไร่ อ้อยมีอาการใบแห้ง คล้ายอาการขาดน้ำ ต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต ถ้ารุนแรงมากจะทำให้อ้อยตายทั้งกอ ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 พบการระบาดในจังหวัดสุพรรณบุรีเพิ่มขึ้นเป็น 4,423 ไร่เนื่องจากระยะตัวอ่อนจักจั่นอาศัยอยู่ในดิน ทำให้ควบคุมได้ยาก ถ้าระบาดรุนแรงอาจทำให้อ้อยตายได้ สำหรับการควบคุมจักจั่นอ้อย ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ในการป้องกันกำจัด เนื่องจากเป็นแมลงศัตรูชนิดใหม่ที่พบเข้าทำลายอ้อย การระบาดของศัตรูอ้อย ทำให้ผลผลิตเสียหายและลดลง ถ้ามีเทคโนโลยีในการป้องกันกำจัด ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม จะลดความเสียหายของผลผลิตที่เกิดจากการเข้าทำลายของศัตรูพืชลงได้ ทำให้การผลิตพืชมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ศึกษาถึงข้อมูลพื้นฐาน หรือนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาศึกษาต่อยอดเพื่อให้ได้วิธีการควบคุม ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการผลิตอ้อยได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดจักจั่นอ้อย


- 86 -ทะเบียนวิจัยปี 25678. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลแนวทางการป้องกันกำจัดจักจั่นอ้อยในสภาพไร่9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- จักจั่น- สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช- สารชีวภัณฑ์กำจัดแมลงศัตรูพืช- กล่องเพาะเลี้ยง - แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์- กระถางพลาสติก- ดินปลูกพืช/ ปุ๋ยเคมี- อุปกรณ์ให้น้ำ- เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์- อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองเปรียบเทียบ 2 กรรมวิธีคือ แปลงอ้อยที่ทำการควบคุมและไม่ได้ทำการควบคุมจักจั่น กรรมวิธีละ 4 ซ้ำ และหาค่าประสิทธิภาพการควบคุม (control efficiency percentage) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ได้จาก Püntener (1981) และวิเคราะห์ทางสถิติ จากสูตรดังต่อไปนี้Control efficiency percentage (%) = [1- (Ta/Ca×Cb/Tb)] 100Tb = จำนวนของแมลงก่อนทำการทดลองในแต่ละกรรมวิธี (Treatment)Ta = จำนวนของแมลงหลังทำการทดลองในแต่ละกรรมวิธี (Treatment)Cb = จำนวนของแมลงก่อนทำการทดลองในกรรมวิธีที่ควบคุม (Control)Ca = จำนวนของหนแมลงหลังทำการทดลองในกรรมวิธีที่ควบคุม (Control)9.2.2 กรรมวิธีกรรมวิธีที่ 1 มีการควบคุมจักจั่นกรรมวิธีที่ 2 ไม่ได้ทำการควบคุมจักจั่น9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองเลือกวิธีการควบคุมจักจั่นที่มีประสิทธิภาพที่สุดจากการทดลองในสภาพห้องปฏิบัติการทดสอบเตรียมแปลงปลูกอ้อย ทำการปลูกอ้อยระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร ปลูกแบบวางท่อนคู่ แล้วกลบด้วยดินบางๆ ใส่ปุ๋ย 2 ครั้งๆ ละ 50 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมปลูกและเมื่ออ้อยอายุ 2.5 เดือน ทำการทดสอบตามกรรมวิธีในแปลงอ้อยที่ทำการควบคุมและไม่ได้ทำการควบคุมจักจั่น


- 87 -ทะเบียนวิจัยปี 25679.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลจำนวนจักจั่นก่อนและหลังทำการควบคุมในแต่ละกรรมวิธีจำนวนต้นอ้อยทั้งหมดและต้นอ้อยที่ถูกจักจั่นเข้าทำลาย น้ำหนักอ้อย ความหวานอ้อย รวมทั้งบันทึกอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2567 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2,3047 76,151 1,300 10,075 110,573


- 88 -ทะเบียนวิจัยปี 2567แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2567FF65 45 04 65 01 13 6767/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 44 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ตระกูลถั่ว และข้าวโพดฝักสดเพื่อความมั่นคงทางอาหาร2. ชื่อโครงการวิจัย 226 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวโพดฝักสดเพื่อความมั่นคงทางอาหาร3. ชื่อกิจกรรม 1. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดฝักสด1.2 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการอารักขาข้าวโพดฝักสด4. ชื่อการทดลอง 1.2.2 รูปแบบของการปลูกพืชแซมต่อการระบาดของแมลงศัตรูข้าวโพดหวานในแปลงข้าวโพดหวาน5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุรีรัตน์ ทองคำผู้ร่วมงาน เบญจรัตน์ เลิศการค้าสุขเพ็ญลักษณ์ ชูดี อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณเชาวนาถ พฤทธิเทพ ปวีณา ไชยวรรณ์6. หลักการและเหตุผลข้าวโพดหวาน เป็นพืชอุตสาหกรรมชนิดหนึ่งของประเทศไทย ข้าวโพดหวานสามารถใช้เพื่อ การบริโภคภายในประเทศหรือเพื่อการส่งออก โดยบรรจุกระป๋องและแช่แข็งในรูปของเมล็ด ฝัก และข้าวโพดครีม ในปี 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวาน ประมาณ 247,068 ไร่ มีผลผลิตรวม 537,487 ตัน แหล่งปลูกข้าวโพดหวานที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และสุโขทัย เป็นต้น มีพื้นที่ปลูกรวม 124,760 ไร่ ผลผลิตรวม 312,767 ตัน จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูก 33,316 ไร่ รองลงมา คือ จังหวัดเชียงราย และลำปาง มีพื้นที่ปลูก 30,621 และ 16,082 ไร่ ตามลำดับ แหล่งปลูกที่สำคัญรองลงมาจากภาคเหนือ คือ ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ปทุมธานี กาญจนบุรี และราชบุรี เป็นต้น มีพื้นที่ปลูกรวม 56,824 ไร่ ผลผลิตรวม 100,030 ตัน จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูก 26,402 ไร่ รองลงมา คือ จังหวัดนครสวรรค์ และปทุมธานี มีพื้นที่ปลูก 10,811 และ 8,703 ไร่ ตามลำดับ แมลงเป็นปัญหาที่สำคัญในการผลิตข้าวโพดหวาน แมลงจะเข้าทำลายข้าวโพดหวานและทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายมากกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะทำให้คุณภาพของฝักเสียหายโดยตรง ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค แมลงศัตรูข้าวโพดหวานที่สำคัญและพบในทุกแหล่งปลูกข้าวโพดหวานทั่วประเทศ คือ หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนเจาะฝักข้าวโพด หนอนกระทู้ข้าวโพด หนอนกระทู้หอม เพลี้ยไฟ และเพลี้ยอ่อนข้าวโพด เป็นต้น


- 89 -ทะเบียนวิจัยปี 2567การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดมีหลายวิธี ได้แก่ การใช้วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี การใช้พันธุ์ต้านทาน และการใช้สารเคมี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาการระบาดของแมลงด้วยการใช้สารเคมี เนื่องจากการใช้สารเคมีจะให้ผลดีและรวดเร็ว แต่การใช้สารเคมีที่มีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้แมลงสร้างความต้านทานต่อสารเคมีเกษตรกรจึงเพิ่มอัตราการใช้สารเคมีให้สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาพิษตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม แมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ ถูกทำลาย การระบาดของแมลงศัตรูพืชจึงเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นการปลูกพืชแซมเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชเนื่องจากทำให้เกิดสภาพที่มีความชื้นสูงและร่มเงามากเหมาะสมสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูธรรมชาติ หรือกีดขวางการเคลื่อนย้ายเข้าไปทำลายพืชหลักของแมลงศัตรูพืช การปลูกพืชตระกูลถั่วแซมพืชหลักจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมีเกรด ช่วยอนุรักษ์ความชื้นในดินไม่ให้ระเหยเร็วขึ้น ลดการระบาดของวัชพืช นอกจากนี้เกษตรกรจะได้รับผลผลิตจากจากพืชทั้ง 2 ชนิด ซึ่งเป็นลดความเสี่ยงในด้านการตลาด การปลูกพืชแซมข้าวโพดหวานช่วยลดความเสียหายของผลผลิตข้าวโพดหวานจากเข้าทำลายของแมลง ลดการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้การปลูกพืชแซมยังเป็นการลดความเสี่ยงจากความเสียหายของผลผลิตข้าวโพดหวานเนื่องจาก มีพืชชนิดอื่นชดเชย และเป็นการใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยได้ผลผลิตเพิ่มจากการปลูกพืชแซม7. วัตถุประสงค์1. เพื่อศึกษาชนิดพืชที่เหมาะสมในการปลูกร่วมกับข้าวโพดหวาน สามารถช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูข้าวโพดหวาน2. เพื่อศึกษาปริมาณของแมลงศัตรูข้าวโพดหวานและศัตรูธรรมชาติในแต่ละระยะการเจริญเติบโตของของข้าวโพดหวานที่ปลูกในระบบปลูกพืชแซม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ชนิดพืชที่เหมาะสมในการปลูกแซมในแปลงข้าวโพดหวาน สามารถแนะนำให้เกษตรกรนำชนิดพืชที่เหมาะสมในการปลูกเป็นพืชแซมข้าวโพดหวานไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดหวานในแต่ละพื้นที่เพื่อลดการระบาดของแมลงศัตรูพืช ลดการใช้สารเคมี ทำให้ได้ผลผลิตข้าวโพดหวานที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชแซม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดข้าวโพดหวาน พันธุ์ไฮบริกซ์ 592. เมล็ดถั่วเขียว พันธุ์ชัยนาท 33. ปุ๋ยเคมีเกรด 16-20-0 และ 46-0-04. สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (สารฆ่าแมลง สารป้องกันกำจัดโรค และสารกำจัดวัชพืช)5. เครื่องยนต์พ่นสารสะพายหลังแบบใช้แรงดันน้ำ6. เครื่องชั่งน้ำหนัก


- 90 -ทะเบียนวิจัยปี 25679.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธีการทดลองมี2 กรรมวิธี คือ กรรมวิธีการปลูกข้าวโพดหวานแซมด้วยถั่วเขียว และกรรมวิธีการปลูกข้าวโพดหวานอย่างเดียว9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เตรียมแปลงปลูกข้าวโพดหวาน ในพื้นที่ 2 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 แปลงๆ ละ 1 ไร่ คือ แปลงการปลูกข้าวโพดหวานแซมด้วยถั่วเขียว และ แปลงการปลูกข้าวโพดหวานอย่างเดียว2. ปลูกข้าวโพดหวานเป็นแถวคู่ ระยะระหว่างสันร่อง 120 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 25เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้าวโพดหวาน ข้างสันร่อง 1 เมล็ดต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 67 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูกแล้วกลบดินการปลูกข้าวโพดหวานแซมด้วยถั่วเขียว ดำเนินการ ดังนี้หลังจากปลูกข้าวโพดหวาน ปลูกถั่วเขียวแซมระหว่างแถวข้าวโพดหวาน ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างต้น หรือข้างแถว แล้วพรวนดินกลบถั่วเขียว ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 12-24-12 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูก แล้วกลบดินกลบ ตรวจนับจำนวนแมลงศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติที่พบบนต้นข้าวโพดหวาน และถั่วเขียว โดยสุ่มนับพืชละ 10 จุดๆ ละ 10 ต้น รวมเป็น 100 ต้น ตรวจนับทุกสัปดาห์ตั้งแต่ข้าวโพดหวานและถั่วเขียวอายุ 1 สัปดาห์ จนถึงเก็บเกี่ยว สุ่มเก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 10 จุดๆ ละ 1.80 x 8.00 เมตรการปลูกข้าวโพดหวานอย่างเดียว ดำเนินการ ดังนี้ตรวจนับจำนวนแมลงศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติที่พบบนต้นข้าวโพดหวาน โดยสุ่มนับต้น ข้าวโพดหวาน 10 จุดๆ ละ 10 ต้น รวมเป็น 100 ต้น ตรวจนับทุกสัปดาห์ตั้งแต่ข้าวโพดหวานอายุ 1 สัปดาห์ จนถึงเก็บเกี่ยว สุ่มเก็บผลผลิตรวมจากพื้นที่ 10 จุดๆ ละ 1.80 x 8.00 เมตร9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. จำนวนแมลงศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติที่พบ 2. น้ำหนักฝักของข้าวโพดหวาน คุณภาพผลผลิตข้าวโพดหวาน ความหวานของข้าวโพดหวาน และน้ำหนักผลผลิตของถั่วเขียว3. ต้นทุนการผลิต รายได้ กำไรสุทธิจาการปลูกข้าวโพดหวาน และถั่วเขียว 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี 2567 2 ไร่


- 91 -ทะเบียนวิจัยปี 256711. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2566สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2567 (ต.ค. 2566 - พ.ค. 2567)สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 4,630 5,647 845 6,760 17,882


Click to View FlipBook Version