The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทะเบียนวิจัยปี 2569

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sathaporn chotechung, 2026-05-29 04:35:01

ทะเบียนวิจัยปี 2569

ทะเบียนวิจัยปี 2569

- ก -สารบัญลำดับที่สกสว. ชื่อการทดลอง หน้า1 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: โคลนอ้อยชุดปี2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว12 การเปรียบเทียบเบื้องต้นโคลนอ้อยชุดปี 2563-2564 เพื่อผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน ้าเสริม43 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรโคลนอ้อยชุดปี 2557-2559 เพื่อผลผลิตสูงเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน ้าเสริม74 การพัฒนาต้นแบบระบบเตือนภัยการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย 105 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวโพดหวาน ชุดปี 2565, 2566 และ 2567 166 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ ข้าวโพดข้าวเหนียว ชุด ปี 2565 – 2567 207 การเปรียบเทียบเบื้องต้นพันธุ์อ้อยคั้นน ้า ชุดปี 2565 238 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: อ้อยคั้นน ้าโคลนดีเด่น ปี 2560 269 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้ เพื่อการพัฒนาพันธุ์ 3010 การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวเพื่อผลผลิตสูงเหมาะส าหรับผลิตเชื้อเห็ด 3411 การเปรียบเทียบผลผลิตข้าวฟ่างหวาน 3812 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการ ผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง4113 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการ ผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง4714 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการ ผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง5215 ทดสอบการใช้ชีวภัณฑ์เพื่อก าจัดปลวกในอ้อยระบบอินทรีย์ 5716 การทดสอบและขยายผลเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์ในพื้นที่ภาคกลาง 6017 ศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน ้าหยดส าหรับการผลิตอ้อยในดินร่วนจังหวัดกาญจนบุรี64


- ข -ลำดับที่สกสว. ชื่อการทดลอง หน้า18 ศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน ้าหยดส าหรับการผลิตอ้อยในดินร่วนจังหวัด สุพรรณบุรี6919 ศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน ้าหยดส าหรับการผลิตอ้อยในดินร่วนเหนียวจังหวัดลพบุรี7320 ศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน ้าหยดส าหรับการผลิตอ้อยในดินร่วนเหนียวจังหวัดนครสวรรค์-21 ศึกษาความใช้ได้ของวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อยในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี7722 การศึกษาวิธีการจัดการโรคแส้ด าอ้อย 81


1 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 5 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูงภายใต้สภาพแวดล้อม ที่แปรปรวนหรือเหมาะสมเฉพาะพื้นที่2. ชื่อโครงการวิจัย 5.1 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทนทานแล้ง เพื่อเพิ่มผลผลิต ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1. การพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง ทนทานแล้ง และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.2 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วนร่วนเหนียว และดินเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน นัฐภัทร์ คำหล้า ปิยะนุช คำแว่นนงลักษ์ ปั้นลาย นันทวัน มีศรีณิชนันท์ พิเชียรสดใส มานิตย์ สุขนิมิตร6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นสินค้าภาคเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกโดยรวมกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปีโดยส่งออกผลผลิตน้ำตาลมากกว่า 2 ใน 3 ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ผลิตอ้อยมากเป็นอันดับ 4 รองจากประเทศบราซิล นอกจากนี้ ยังสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนไทยไม่ต่ำกว่า 3 แสนครัวเรือน พันธุ์อ้อยทั้งหมดที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศ พันธุ์อ้อยที่เกษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน คือ พันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 และ LK92-11 คิดเป็นร้อยละประมาณ 95 และ 5 ตามลำดับ จากสัดส่วนดังกล่าว ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายทางพันธุกรรม (Genetic vulnerability) ในการใช้พันธุ์เชิงเดี่ยว หากมีการระบาดของโรคหรือแมลง ในปีการผลิต 2566/67 มีปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบทั้งสิ้น 82.17 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 8.91 ตันต่อไร่ค่าซีซีเอสเฉลี่ย 12.35 (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2567) พื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศไทยกระจายอยู่ตามภาคต่าง ๆ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง เหนือ และภาคตะวันออก ร้อยละ 45 2623 และ 6 ตามลำดับ (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2567) จากพื้นที่ปลูกดังกล่าว พบว่า ในพื้นที่ของภาคกลาง และภาคเหนือ มากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกอ้อย มีลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว แม้จะมีความอุดมสมบูรณ์ของดินสูงกว่าดินทราย แต่มักพบปัญหาดินด่าง ทำให้


2 ทะเบียนวิจัยปี 2569อ้อยเจริญเติบโตได้ไม่ดี มีระบบรากสั้น เนื่องจากขาดธาตุอาหารรอง (กรมพัฒนาที่ดิน, 2563) นอกจากนี้ อ้อยแต่ละพันธุ์มีการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ต่างกัน การพัฒนาพันธุ์ที่เหมาะสมเฉพาะเขตพื้นที่ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหา และสอดคล้องกับสภาพการผลิตของพื้นที่นั้น ๆ 7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 หรือ LK92-11 ร้อยละ 3 ในสภาพการปลูกแบบอาศัยน้ำฝน8. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีทางเลือกในการใช้พันธุ์อ้อย ที่มีผลผลิต และความหวานสูง เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่ได้จากการเปรียบเทียบมาตรฐาน จำนวน 3 โคลน ได้แก่ NSUT16-058 NSUT16-087 และ NSUT16-0972) พันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ กวก. ขอนแก่น 3 LK92-11 และ กวก. นครสวรรค์ 13) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0 4) Hand refractometer5) สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช6) ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง- วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี 6 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี - โคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 6 โคลน/พันธุ์9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง - ปี 2568 ในอ้อยปลูกปลูกอ้อยโดยใช้ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร โคลน/พันธุ์ละ 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร ตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อน ๆ ละ 2 ตา ปลูก 2 ท่อนต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ครั้งแรกรองพื้นพร้อมปลูก แล้วกลบด้วยดินบาง ๆ และพ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืช ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน เก็บเกี่ยวเมื่ออ้อยอายุ 10 - 12 เดือน- ปี 2569-2570 ในอ้อยตอ 1 และ 2


3 ทะเบียนวิจัยปี 2569หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ และตัดราก ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน และให้น้ำทันที เมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 - 3 เดือน กำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน และให้น้ำทันที9.2.4 การบันทึกข้อมูล - วันปลูก วันงอก วันปฏิบัติการต่าง ๆ และวันออกดอก (ถ้ามี)- เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนหน่อ จำนวนกอ ความสูง เมื่ออ้อยอายุ 4 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง (วัดจากระดับพื้นดิน ถึงคอใบสุดท้ายที่มองเห็น) เมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง และความหวาน หรือค่าบริกซ์ (วัดบริเวณส่วนกลางของลำที่สุ่ม) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน (4 แถวกลาง)- จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง ความหวาน (บริกซ์) และขนาดลำ โดยวัดบริเวณส่วนกลางของลำ เมื่ออ้อยอายุ 10 เดือน (4 แถวกลาง)- ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) ขนาดลำ จำนวนปล้อง เมื่อเก็บเกี่ยว (4 แถวกลาง)- น้ำหนักผลผลิตอ้อย คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล (4 แถวกลาง)- การไว้ตอ การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาวในสภาพไร่- วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบศักยภาพการให้ผลผลิตและความหวานของอ้อยพันธุ์ต่าง ๆ 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 2569 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 66,900 55,200 1,100 11,800 135,000


4 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 5 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปรปรวน หรือเหมาะสมเฉพาะพื้นที่2. ชื่อโครงการวิจัย 5.1 การพัฒนาพันธุ์อ้อยที่ทนต่อสภาวะแล้ง และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3. การพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกอ้อยเขตชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 3.2 การเปรียบเทียบเบื้องต้นโคลนอ้อย ชุดปี 2563 – 2564 เพื่อผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพ พื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สถาพร โชติช่วงผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี กาญจนา หนูแก้วเสมอนาถ บัวแจ่ม วริศรา บุราคร ณรงค์ ย้อนใจทัน ชลธิชา แก้วเรือง 6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมน้ำตาล โดยในปีการผลิต 2567/68 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 11.16 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.99 ล้านไร่ รองลงมา คือ ภาคกลาง 2.89 ล้านไร่ ภาคเหนือ 2.62 ล้านไร่ และภาคตะวันออก 0.64 ล้านไร่ ตามลำดับ ในปัจจุบันพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ 90 และยังเป็นพันธุ์ที่ปลูกติดต่อกันมาเป็นเวลานาน การปลูกพันธุ์อ้อยน้อยพันธุ์นั้นเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องการระบาดของโรคและแมลง จึงดำเนินโครงการปรับปรุงพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง ความหวานสูง การไว้ตอดี ต้านทานโรคและแมลง มีลักษณะการเกษตรที่ดี และต้องคำนึงถึงพื้นที่เป้าหมาย โดยสามารถแบ่งการคัดเลือกอ้อยตามลักษณะพื้นที่และช่วงเวลาปลูกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ 1) การคัดเลือกพันธุ์อ้อยเพื่อเขตชลประทานและน้ำเสริม 2) การคัดเลือกพันธุ์อ้อยในเขตใช้น้ำฝน และ 3) การคัดเลือกพันธุ์อ้อยเพื่อปลูกปลายฤดูฝน โดยทางศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีรับผิดชอบการปรับปรุงพันธุ์อ้อยสำหรับในเขตชลประทานและน้ำเสริม ซึ่งลักษณะพันธุ์จะต้องมีขนาดลำใหญ่ การแตกกอดี ทรงกอตั้งตรง ไม่หักล้ม กาบใบหลุดร่วงง่าย สะสมน้ำตาลเร็ว สามารถไว้ตอได้ดี เป็นต้น โดยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยประกอบด้วยขั้นตอนการผสมพันธุ์การคัดเลือกพันธุ์ขั้นที่ 1 และการคัดเลือกพันธุ์ขั้นที่ 2 หลังจากนั้นทำการประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ เปรียบเทียบ


5 ทะเบียนวิจัยปี 2569เบื้องต้น เปรียบเทียบมาตรฐาน และเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร เพื่อให้ได้โคลนอ้อยดีเด่นที่มีศักยภาพสามารถปรับตัวได้ดี7. วัตถุประสงค์พัฒนาพันธุ์อ้อยและคัดเลือกโคลนอ้อยดีเด่นที่ให้ผลผลิตอ้อยสูงกว่าพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 ร้อยละ 3 เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกอ้อยเขตชลประทานและน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยที่มีผลผลิต และความหวานสูง สำหรับนำไปใช้ปลูกเปรียบเทียบมาตรฐานเขตพื้นที่ปลูกอ้อยในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) โคลนอ้อยที่ได้จากการคัดเลือกครั้งที่ 2 ชุดปี 2563 - 2564 จำนวน 39 โคลน และพันธุ์ตรวจสอบ กวก. ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 12) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 3) สารป้องกันกำจัดวัชพืชอะทราซีน อามีทริน และไกลโฟเสท4) ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่า CCS 5) เครื่องอบแห้ง6) วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่น ๆ สำหรับการปลูกและเก็บเกี่ยว เช่น หลักแปลง เครื่องชั่ง เชือก 7) ป้ายกระดาษ ถุงตาข่าย เป็นต้น9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 2 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลนอ้อยที่ได้จากการคัดเลือกครั้งที่ 2 ชุดปี 2563 - 2564 จำนวน 39 โคลน ดังนี้UT20-019 UT20-036 UT20-055 UT20-073 UT20-094 UT20-096 UT20-111 UT20-120 UT20-123 UT20-124 UT20-126 UT20-134 UT20-136 UT20-138 UT20-151 UT20-153 UT20-154 UT20-159 UT20-160 UT20-162 UT20-183 UT20-187 UT20-189 UT20-192 UT20-197 UT20-227 UT20-232 UT20-241 UT20-260 UT20-268 UT20-275 UT20-281 UT20-493 UT20-495 UT20-567 UT20-573 UT21-027 UT21-036 UT21-044 และพันธุ์เปรียบเทียบ กวก. ขอนแก่น 3 และ กวก. นครสวรรค์ 1


6 ทะเบียนวิจัยปี 25699.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปี 2568 ปลูกอ้อยด้วยท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม มีระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร และระยะระหว่างหลุม 50 เซนติเมตร โดยปลูกโคลนละ 4 แถว ยาวแถวละ 6.0 เมตร จำนวน 2 ซ้ำ พร้อมใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 รองพื้นอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นกลบด้วยดิน แล้วให้น้ำตามร่อง หลังปลูกทันที และให้น้ำซ้ำอีกครั้งหลังให้น้ำครั้งแรก 7 วัน เพื่อช่วยให้ต้นอ้อยงอกได้ดี และให้น้ำทุก ๆ 3 สัปดาห์ หรือเมื่อมีฝนตกน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร นาน 3 สัปดาห์ พ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืชอะทราซีน อามีทรินและไกลโฟเสท หลังการให้น้ำครั้งแรก เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2-3 เดือน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ปี 2569 ในอ้อยตอ 1 เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2-3 เดือน ใส่ปุ๋ยเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ให้น้ำตามร่องทุก 3 สัปดาห์ หรือเมื่อมีฝนตกน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร นาน 3 สัปดาห์ เช่นเดียวกับในอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปลูก วันงอก และวันปฏิบัติการต่าง ๆ - องค์ประกอบผลผลิต (จำนวนลำ, เส้นผ่านศูนย์กลางลำ, ความสูง) - จำนวนลำเก็บเกี่ยว น้ำหนักต่อลำ ผลผลิตอ้อย ผลผลิตน้ำตาล- การออกดอก ทรงกอ- ความหวาน (CCS)- ระดับความรุนแรงของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว- เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธีDMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2569 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256912. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 53,700 53,200 1,100 12,000 120,000


7 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 5 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อุตสาหกรรมที่ให้ผลผลิตสูงภายใต้สภาพแวดล้อม ที่แปรปรวนหรือเหมาะสมเฉพาะพื้นที่2. ชื่อโครงการวิจัย 5.1 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และทนทานแล้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 3. การพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อผลผลิตสูง และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 3.3 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรโคลนอ้อยชุดปี 2557-2559 เพื่อผลผลิตสูง เหมาะกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุข ผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี สุวัฒน์ พูลพาน ศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลการเพิ่มผลผลิตอ้อย สามารถใช้เทคโนโลยีการผลิตได้หลายเทคโนโลยีโดยเทคโนโลยีด้านพันธุ์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญ การเลือกใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จะสามารถทำให้พันธุ์อ้อยต่าง ๆ แสดงศักยภาพการให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ ปัจจุบันเกษตรกรมากกว่าร้อยละ 95 นิยมใช้พันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 อย่างไรก็ตาม พันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 นั้น ปลูกมานาน ประสบปัญหาโรคและแมลงเข้าทำลายมากขึ้นและการใช้พันธุ์เดิมต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้พันธุ์อ้อยที่เคยให้ผลผลิตสูงในแต่ละเขตมีผลผลิตลดลง เพื่อลดปัญหาในการผลิตอ้อย รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ การปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้อ้อยพันธุ์ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของเกษตรกรและโรงงาน จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 หรือ LK92-11 ร้อยละ 3 ในสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีอ้อยพันธุ์ดีที่มีผลผลิต และความหวานสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเขตชลประทานและน้ำเสริม


8 ทะเบียนวิจัยปี 25699. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) โคลนอ้อยชุดปี 2557-2559 จำนวน 5 โคลน2) พันธุ์เปรียบเทียบ กวก. ขอนแก่น 3 และ LK92-11 3) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0 4) Hand refractometer 5) สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCB) จำนวน 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีพันธุ์อ้อย จำนวน 7โคลน/พันธุ์ได้แก่ UT14-025 UT15-094 UT15-337 UT16-063 UT16-233พันธุ์กวก. ขอนแก่น 3 และ LK92-119.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) ปี 2569 ปลูกอ้อย ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร แถวยาว 8 เมตร โคลน/พันธุ์ละ 6 แถว ตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อน ๆ ละ 2 ตา ปลูก 2 ท่อนต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมปลูก แล้วกลบด้วยดินบาง ๆ และพ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 จำนวน 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 11-12 เดือน ใน 4 แถวกลาง2) ปี 2570 ในอ้อยตอ 1 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 จำนวน 100 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที กำจัดวัชพืชเช่นเดียวกับอ้อยปลูก และเมื่ออ้อยตออายุได้ 2-3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ำทันที9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) วันปลูก วันงอก วันปฏิบัติการต่าง ๆ และวันออกดอก (ถ้ามี)2) เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (4 แถวกลาง)3) จำนวนหน่อ จำนวนกอ ความสูง เมื่ออ้อยอายุ 4 เดือน (4 แถวกลาง)4) จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง (สุ่ม 10 ลำ วัดจากระดับพื้นดิน ถึงคอใบสุดท้ายที่มองเห็น)เมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน (4 แถวกลาง)5) จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง และความหวาน หรือค่าบริกซ์ (วัดบริเวณส่วนกลางของลำที่สุ่ม) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 4 แถวกลาง)


9 ทะเบียนวิจัยปี 25696) จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง ความหวาน (บริกซ์) และขนาดลำ (ซม.) โดยวัดบริเวณส่วนกลางของลำ เมื่ออ้อยอายุ 10 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 4 แถวกลาง)7) ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) ขนาดลำ (ซม.) จำนวนปล้อง เมื่อเก็บเกี่ยว (สุ่ม 10 ลำ 4 แถวกลาง)8) น้ำหนักผลผลิตอ้อยปลูก และอ้อยตอ (4 แถวกลาง) คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล 9) การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาวในสภาพไร่10) วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบศักยภาพการให้ผลผลิตและความหวานของอ้อยพันธุ์ต่าง ๆ 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)1. แปลงเกษตรกร ต.ดอนชะเอม อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี 2. แปลงเกษตรกร ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม3. แปลงเกษตรกร ต.แจงงาม อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี4. แปลงเกษตรกร ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี2569 6 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2568สิ้นสุด (เดือน /ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 355,700 107,400 5,000 51,900 520,000


10 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 6 วิจัยและพัฒนาเพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ2. ชื่อโครงการ 6.5 วิจัยและพัฒนาระบบเตือนภัยการระบาดของแมลงศัตรูพืช3. ชื่อกิจกรรม - วิจัยและพัฒนาระบบเตือนภัยการระบาดของแมลงศัตรูพืช4. ชื่อการทดลอง 3. การพัฒนาต้นแบบระบบเตือนภัยการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน ยิ่งนิยม จินดาเดช ตฤณสิษฐ์ ไกรสินบุรศักดิ์สมปอง เกริงรัมย์ ศันสนีย์ หลิมย่านกวย6. หลักการและเหตุผลเพื่อให้เกษตรกรสามารถรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดขั้นรุนแรงได้ เป็นระบบเตือนภัยที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชสามารถเฝ้าระวังภัยที่เกิดจากการทำลายของแมลงศัตรูพืชได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทั้งเจ้าหน้าที่และตัวเกษตรกรเองช่วยกันเก็บข้อมูลส่งเข้าระบบ จากนั้นระบบทำการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลแจ้งเตือนภัยการระบาดให้กับผู้ปลูกพืชได้ทราบ ระบบเตือนภัยการระบาดล่วงหน้านี้จะสามารถช่วยลดแรงงานและงบประมาณในการดำเนินงานควบคุมป้องกันกำจัดเป็นจำนวนมากหลายร้อยล้านบาทหากเกิดการระบาดของศัตรูพืชชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้น ที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลเพื่อนำเข้าระบบเตือนภัยการระบาดนั้นยังไม่เพียงพอต่อการนำมาสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าการระบาด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำข้อมูลที่มีอยู่เดิมและเก็บข้อมูลเพิ่มเติมนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลสร้างต้นแบบระบบเตือนภัยการระบาด เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช จากนั้นองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้จากโครงการนี้จะถูกส่งต่อ สู่เกษตรกรผู้ปลูกพืชให้ได้มากที่สุด ให้สามารถดำเนินการเฝ้าระวัง ประเมินความเสียหายการระบาดได้ ด้วยตนเอง (Scouting) ซึ่งนับเป็นด่านแรกหรือสิ่งจำเป็นอันดับแรกที่จะช่วยควบคุมไม่ให้แมลงศัตรูพืช แพร่ระบาดเป็นวงกว้างออกไป7. วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบเตือนภัยการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยจากการเปลี่ยนแปลงประชากรและสภาพอากาศ


11 ทะเบียนวิจัยปี 25698. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ต้นแบบระบบการเตือนภัยการระบาดล่วงหน้า สามารถพยากรณ์การเกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูก สามารถดำเนินการป้องกันกำจัดได้ทันต่อสถานการณ์ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมากส่งผลกระทบด้านบวกต่อระบบเศรษฐกิจ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- กล้องถ่ายภาพ- กล้องจุลทรรศน์- คอมพิวเตอร์- ปริ้นเตอร์- เครื่องมือตรวจวัดสภาพอากาศ- อุปกรณ์การบันทึกเก็บข้อมูล ได้แก่ สมุด ปากกา- อุปกรณ์การเก็บตัวอย่างแมลง ได้แก่ กล่องพลาสติก ถุงกระดาษสีน้ำตาล ขวดดองแอลกอฮอล์9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี - แปลงอ้อยเกษตรกรจังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี จังหวัดละ 2 แปลง9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขั้นตอนที่ 1 การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนประชากรด้วงหนวดยาวอ้อยและปัจจัยแวดล้อมสภาพอากาศ (2568-2570)1) รวบรวมข้อมูลจำนวนประชากรด้วงหนวดยาวอ้อยและปัจจัยแวดล้อมสภาพอากาศ จากผลงานวิจัยโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 5 ปี จากโครงการวิจัยที่ผ่านมา และข่าวสารการแจ้ง การระบาดในพื้นที่ เป็นต้น2) คัดเลือกแปลงอ้อยสำหรับดำเนินการที่พบการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย 5 ไร่ ในจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี ดำเนินการในแปลงปลูกอ้อยจำนวนรวม 4 แปลง คัดเลือกจากแปลงเกษตรกรที่มีการระบาดหรือแปลงที่มีประวัติการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อยในรอบปีการผลิตที่ผ่านมา รวมไปถึงแปลงในบริเวณข้างเคียงที่ไม่พบการระบาด เพื่อใช้เป็นแปลงเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง3) เก็บรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศรายแปลง ในพื้นที่ดำเนินการ ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณน้ำฝน การเปลี่ยนแปลงของสภาพแปลงปลูก การเปลี่ยนแปลงสภาพแปลงข้างเคียง ฯลฯ4) เก็บข้อมูลจำนวนประชากรด้วงหนวดยาว ทุก ๆ 1 เดือน เป็นเวลา 30 เดือน (เริ่มมกราคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2570 รวม 30 ครั้ง) โดยใช้วิธีการสุ่มตรวจสอบประเมินนับจำนวนประชากร


12 ทะเบียนวิจัยปี 2569หนอนด้วงหนวดยาวระยะตัวอ่อนวัย 1 - 3 วัย 4 - 6 วัย 7 - 9 และระยะดักแด้ โดยการขุดสำรวจด้วงหนวดยาวอ้อยในดิน และวางกับดักหลุมขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ลึก 25 เซนติเมตร เพื่อเก็บตัวเต็มวัย ตรวจนับเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายอ้อยของด้วงหนวดยาวอ้อย จำนวน 50 กอต่อไร่ โดยนับจำนวนต้นอ้อยทั้งหมดและต้นอ้อยที่ถูกด้วงหนวดยาวอ้อยเข้าทำลายทุกเดือน ตั้งแต่อ้อยอายุ 1 เดือน จนถึงเก็บเกี่ยว นับจำนวนลำอ้อยทั้งหมด จำนวนลำอ้อยที่พบการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวอ้อยในระยะเก็บเกี่ยวและเก็บผลผลิตอ้อย 5) เก็บรวบรวมตัวอย่างศัตรูธรรมชาติของด้วงหนวดยาวอ้อยที่ตรวจพบ นำมาจัดจำแนกชนิดที่ห้องปฏิบัติการขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาต้นแบบการเตือนการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย (2569-2570)1) จัดเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนที่ 1 และข้อมูลจากรายงานการระบาดของด้วงหนวดยาวอ้อย ที่ผ่านมา โดยตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องจัดทำเป็นฐานข้อมูลสำหรับนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้วงหนวดยาวอ้อย ร่วมกับปัจจัยสภาพอากาศ2) เมื่อได้ฐานข้อมูล จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปออกแบบโมเดลในการพยากรณ์ โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่มีลักษณะการทำงานแบบฟีดฟอร์เวิร์ดและใช้การเรียนรู้แบบแพร่ย้อนกลับ ซึ่งฟังก์ชันกระตุ้นที่ใช้ในการทดลองได้ใช้ฟังก์ชันกระตุ้นแบบเป็นเชิงเส้นและฟังก์ชันกระตุ้นแบบไม่เป็นเชิงเส้นได้แก่ Pure linear, Log sigmoid และ Tan sigmoid ทั้งนี้เนื่องจากฟังก์ชันกระตุ้นที่ไม่เป็นเชิงเส้นนั้น มีความสามารถในการสร้างขอบเขตของการตัดสินใจที่มีลักษณะโค้งมนได้จึงทำให้สามารถทดสอบกับรูปแบบของโครงข่ายประสาทเทียมที่ค่อนข้างซับซ้อนได้ ตามภาพที่ 1ภาพที่ 1 ตัวแบบที่ 1 จำนวนโหนดในชั้นซ่อน 3 โหนดทำการทดลองด้วยโครงข่ายประสาทเทียมที่มีชั้นซ่อน 1 ชั้น อัตราการเรียนรู้ ที่ 0.01 กับ 0.001 ใช้กระบวนการเรียนรู้หลักของ Gradient descent algorithm โดยที่โครงสร้างจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามจำนวนนิวรอลและรูปแบบของฟังก์ชันกระตุ้นที่ใช้ในแต่ละชั้นของโครงข่ายประสาทเทียม โดยใช้โปรแกรม Matlab R2019b เขียน Script เป็น M-file เพื่อที่ออกแบบและเรียกใช้งานตามความต้องการ ทั้งนี้ในส่วนของ Neural Network Training มีความสำคัญในการปรับค่าโครงข่าย (Rough-Tune) เพื่อให้ได้โครงข่ายประสาทเทียมที่มีความเหมาะสมในการประมาณค่าฟังก์ชัน (Function Approximation) โดยมีส่วนที่สำคัญ ดังภาพที่ 2


13 ทะเบียนวิจัยปี 2569ภาพที่ 2 หน้าต่างของ Neural Training Tools2.1) Neural Network แสดงถึงโครงสร้างโครงข่ายประสาทเทียมที่ใช้และฟังก์ชันกระตุ้นในแต่ละชั้น2.2) Algorithms เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ2.2.1) Training คือ แนวความคิดในการปรับค่าน้ำหนักและไบแอส เพื่อให้โครงข่ายสามารถเรียนรู้ความผิดพลาดและสามารถปรับตัวหาข้อมูลฝึกสอนได้2.2.2) Performance คือ ตัวชี้วัดของโครงข่ายขณะฝึกสอนในที่นี้ใช้ MSE เพราะจะลงโทษความผิดพลาดให้มีค่ากำลังสอง เพื่อที่จะแยกแยะความสามารถโครงข่ายได้ดียิ่งขึ้น2.2.3) Data division คือ การแบ่งข้อมูลในการฝึกสอน ทดสอบและตรวจความใช้ได้2.3) Progress จะแสดงสถานะปัจจุบันของโครงข่ายโดยมีส่วนน่าสนใจ ดังนี้2.3.1) Epoch คือ จำนวนในการฝึกสอนสูงสุด ถ้าเกินค่านี้จะทำการหยุดฝึกสอน2.3.2) Time คือ เวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มฝึกสอน ใช้ในกรณีที่โครงข่ายใช้เวลาฝึกสอนนาน2.3.3) Performance คือ ตัวชี้วัดความสามารถของโครงข่ายในการประมาณค่าฟังก์ชั่น2.3.4) Gradient คือ ค่าความผิดพลาดในการหาคำตอบ ที่ต้องการหาคำตอบในทิศทางที่ลงจากภูเขา (ความชันลงมา) โดยเมื่อเจอความชันที่มากขึ้นจนไม่สามารถข้ามหรือเดินต่อไปได้โครงข่ายประสาทเทียมจะหยุดการเรียนรู้2.4) Plot ค่า MSE ของการฝึกสอน การทดสอบ และความใช้ได้โดยกราฟที่ดีควรมีค่า MSE ขณะฝึกสอน ขณะทดสอบ ขณะ Validation ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะแสดงถึงความเป็น Generalization หรือไม่เกิดการ Over-fitting2.5) Training state พิจารณาค่า Gradient ค่า Mu และค่า Value fail ดังนี้(ก) Gradient หรือค่าความชันของ Error Surface ขณะฝึกสอน ใช้วัดระดับความชันของความผิดพลาด(ข) Mu การป้องกันการเกิด Over-fitting


14 ทะเบียนวิจัยปี 2569(ค) Value fail จำนวนครั้งของความผิดพลาดที่เพิ่มขึ้นของข้อมูลชุด Validation ช่วยป้องกันการเกิด Over-fitting2.6) Regression หรือเปรียบเทียบระหว่างค่าจริง (Actual value) และค่าทำนายจากโครงข่าย (Forecasting value) ของข้อมูล Training, Validation, Testing subgroup (โครงข่ายประสาทเทียมจะแบ่งข้อมูลเป็น 3 กลุ่มโดยอัตโนมัติซึ่งคนละส่วนกับที่ผู้วิจัยได้แบ่งข้างต้น)(ก) Training subgroup ใช้ในการฝึกสอนเพื่อให้ความผิดพลาดของโครงข่ายมีค่าน้อยที่สุด(ข) Validation subgroup ใช้ในการวัดความเป็น Generalization (ค) Testing subgroup ใช้ในการวัดความสามารถหลังจากการฝึกสอน โดยกราฟจะแสดงค่า Correlation ซึ่งถ้ามีค่าเข้าใกล้ +1 แสดงว่ามีความสัมพันธ์ทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ เข้าใกล้ -1 แสดงว่ามีความสัมพันธ์ทิศทางตรงข้ามกันอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าเข้าใกล้ศูนย์แสดงว่าไม่มีความสัมพันธ์กันการออกแบบเพื่อสร้างตัวแบบพยากรณ์ที่เหมาะสมของการพยากรณ์ด้วยวิธีโครงข่ายประสาทเทียมและเพื่อพยากรณ์ปริมาณหนอนหัวดำมะพร้าวจากสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณฝน โดยใช้ตัวแบบที่มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุด โดยตัวชี้วัดคือค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์ (MAPE) น้อยที่สุดจากตัวแบบทั้งหมด 3) ทำการตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำ โดยใช้ confusion matrix ประเมินประสิทธิภาพของการทำนายด้วย Model ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่Accuracy (ความถูกต้องที่เราทายได้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง)Accuracy (ความถูกต้อง) = (TPs + TNs) / (TPs+TNs+FPs + FNs)Precision (ค่าความแม่นยำ)Precision = TPs / (TPs + FPs)Recall (ความถูกต้องของการทำนายว่าจะเป็น “จริง” เทียบกับ จำนวนครั้งของเหตุการณ์ทั้งทำนายและเกิดขึ้น ว่า “เป็นจริง”)Recall = TPs/(TPs+FNs)F1 scoreF1-Score เป็นค่าเฉลี่ยแบบ harmonic mean ระหว่าง precision และ recall จุดประสงค์ของการสร้าง F1 ขึ้นมา คือ เพื่อเป็น single metric ที่วัดความสามารถของโมเดลF1 = 2 x (Precision x Recall)/(Precision + Recall)โดยที่True Positive (TP) = สิ่งที่ทำนาย ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในกรณี ทำนายว่าจริง และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ จริงTrue Negative (TN) = สิ่งที่ทำนายตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในกรณี ทำนายว่า ไม่จริง และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ ไม่จริงFalse Positive (FP) = สิ่งที่ทำนายไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือทำนายว่า จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ไม่จริงFalse Negative (FN) = สิ่งที่ทำนายไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง คือทำนายว่าไม่จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จริงโดย TP,TN,FP,FN ในตารางจะแทนด้วยค่าความถี่


15 ทะเบียนวิจัยปี 25694) พัฒนาระบบที่สามารถให้บริการข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำการทดสอบและปรับปรุงให้พร้อมสำหรับการนำไปใช้งาน 5) ประเมินผลการใช้งานระบบ โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้งานระบบที่มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามเกณฑ์ของลิเคริ์ท และเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มแบบหลากหลาย (Variant Sampling) โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านแมลงศัตรูอ้อยจำนวนรวม 30 ราย9.2.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนด้วงหนวดยาวอ้อย- จำนวนแมลงศัตรูธรรมชาติที่พบในแต่ละแปลง- พิกัดภูมิศาสตร์ (GPS) ความสูงจากระดับน้ำทะเลของแปลงปลูกอ้อยพื้นที่การระบาด- บันทึกอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความเร็วลม คำนวณเป็นค่าเฉลี่ยรายวัน โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดสภาพอากาศ- สภาพพื้นที่ปลูก เช่น สภาพพื้นที่รอบแปลง การดูแลรักษาแปลงของเกษตรกร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ.กาญจนบุรีจ.ราชบุรี2569 20 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 200,000 13,800 - - 213,800


16 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักสดผลผลิตสูง คุณภาพบริโภคดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อรองรับตลาดแนวใหม่4. ชื่อการทดลอง 1.6 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวโพดหวาน ชุดปี 2565, 2566 และ 25675. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ภานุวัฒน์ ศิลปะศักดิ์ขจร วรรษมน มงคลกาญจนา หนูแก้ว นลินนา หะระหนีณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น เป็นการแยกความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานได้กำหนดไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การเปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial) และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)ในปี 2569 สามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น (elite sweet corn hybrids) ชุดปี 2564จากการทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่นได้จำนวน 3 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผล ในการเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร เพื่อคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าทดสอบและประเมินผลตามขั้นตอน ในแต่ละระดับชั้นของการทดสอบพันธุ์ต่อไป


17 ทะเบียนวิจัยปี 25697. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น ที่สามารถให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพบริโภคดี ในสภาพแวดล้อมพื้นที่การผลิตข้าวโพดหวานของเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ 8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นที่ให้ผลผลิตใกล้เคียง หรือสูงกว่าข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า คุณภาพบริโภคดี มีความหวานไม่น้อยกว่า 14 องศาบริกซ์จำนวน 1 - 2 พันธุ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบและประเมินการยอมรับพันธุ์ของเกษตรกรต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น ผ่านการคัดเลือกพันธุ์จากการเปรียบเทียบในท้องถิ่น จำนวน 4 - 6ลูกผสม- ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 6 – 8 พันธุ์- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก เพนดิเมทาลิน 33% W/V EC- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เครื่องชั่ง ดินสอกระดาษ มีด ผ้าขาวบาง ครกบดตัวอย่าง- เตาแก๊ส และหม้อต้มข้าวโพดหวาน- เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge)- เครื่องวัดค่าความหวาน (refractometer)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design มี3 ซ้ำ 10 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นชุดปี 2564 จำนวน 3 ลูกผสม - ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 7 พันธุ์ เป็นพันธุ์ตรวจสอบ (check variety) ได้แก่ กวก. สงขลา 84-1 กวก. ชัยนาท 2 หวาน 54 เอสเอ็ม 1351 จัมโบ้สวีท ไฮบริกซ์59 และไฮบริกซ์ 72


18 ทะเบียนวิจัยปี 25699.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการในต้นฤดูฝน ปี 2568 ประเมินพันธุ์ในแต่ละสภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพลหลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) ปลูกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า ตามแผนการทดลอง จำนวน 4 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร บันทึกข้อมูลผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ จากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมด ในแปลงย่อยหลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 20 วันการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดิน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร โดยให้เรียงลำดับของแปลงย่อยตามหมายเลขประจำแปลงย่อย (plot number) จากนั้นให้น้ำทั่วพื้นที่ปลูก พ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอกหลังการปลูก โดยใช้สารอะเซโทคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดหวานมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 4 และ 6 สัปดาห์ ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดหวานในระยะข้าวโพดหวานเริ่มออกไหม เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตตามความจำเป็น9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ผลผลิต และคุณภาพของผลผลิตข้าวโพดหวาน ตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ,2562) รวมถึงลักษณะอื่น ๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม ความเข้มแสง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2569 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2570


19 ทะเบียนวิจัยปี 256912. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 46,200 25,300 800 7,700 80,000


20 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักสดผลผลิตสูง คุณภาพบริโภคดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อรองรับตลาดแนวใหม่4. ชื่อการทดลอง 1.11 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว ชุดปี 2565-25675. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน วรรษมน มงคล กาญจนา หนูแก้วนลินนา หะระหนี ณรงค์ ย้อนใจทันสายสมร เกียรติกุล ธิติวุฒิ ขำคำ6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น เป็นการแยกความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานได้กำหนดไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การเปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial) และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)ในปี 2569 สามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น (elite waxy corn hybrids) จากการทดลองเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรได้จำนวน 4-6 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผลผลิตในการเปรียบเทียบพันธุ์ในเกษตรกร เพื่อประเมินปฏิกิริยาระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม (genotype by environment interaction) ซึ่งจะทำให้ได้ทราบว่าพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ใดที่สามารถปลูกได้ทั่วไป หรือปลูกได้เฉพาะในพื้นที่ที่เจาะจงเท่านั้น และคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าประเมินการยอมรับของเกษตรกรต่อไป


21 ทะเบียนวิจัยปี 25697. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่นที่ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม และมีคุณภาพการรับประทานดี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 1 - 2 ลูกผสม ที่ให้ผลผลิตฝักทั้งเปลือก ไม่น้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และมีคุณภาพการบริโภคดี ใกล้เคียงหรือดีกว่าข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์การค้าที่เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น ชุดปี 2564 จำนวน 4 - 6 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 5 พันธุ์- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เช่น อิมาเมกตินเบนโซเอต หรือ สไปนีโทแรม- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงอื่น ๆ (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์หรือโพลคูมาเฟน- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- อุปกรณ์ต้มหรือนึ่งข้าวโพดข้าวเหนียว เช่น เตาแก๊สหรือเตาถ่าน หม้อนึ่งหรือหม้อต้ม - อุปกรณ์ชั่งตวงวัด เช่น ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เวอร์เนียคาร์ลิปเปอร์ เครื่องชั่ง- อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ดินสอ ยางลบ กระดาษ มีด ถุงพลาสติก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ randomized complete block design (RCB) มี3 ซ้ำ 9 - 11 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 4 - 6 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 5 พันธุ์ เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ได้แก่ กวก. ชัยนาท 84-1 กวก. ชัยนาท 2 พลอยชมพู สวีทไวโอเล็ท และ ไวโอเล็ทไวท์ 9269.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการทดสอบในต้นฤดูฝน ประเมินพันธุ์ในแต่ละสภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพลหลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์สถิติสำเร็จรูป Plant Breeding Tools (Sales et al., 2013) ปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์


22 ทะเบียนวิจัยปี 2569การค้า ตามแผนการทดลอง จำนวน 6 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร บันทึกข้อมูลผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย หลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 18 - 20 วันการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดินใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร พ่นสารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอกหลังการปลูก โดยใช้สารอะลาคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดข้าวเหนียวมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 25 และ 40 วันหลังปลูก ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดข้าวเหนียว ในระยะข้าวโพดข้าวเหนียวเริ่มออกไหมตามความจำเป็นเพื่อป้องกันการทำลายผลผลิต เก็บเกี่ยวผลผลิต ฝักแห้งเมื่อเมล็ดพ้นระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาไปแล้ว ลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ กะเทาะเมล็ดด้วยมือใส่ซอง เก็บเมล็ดพันธุ์ และเก็บรักษาไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน, 2562) รวมถึงลักษณะอื่น ๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม ความเข้มแสง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2569 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 46,200 25,300 800 7,700 80,000


23 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงานและเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูปแนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 2. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเพื่อผลผลิตและคุณภาพเหมาะสมสำหรับการบริโภคและการแปรรูป4. ชื่อการทดลอง 2.2 การเปรียบเทียบเบื้องต้นพันธุ์อ้อยคั้นน้ำชุดปี 25655. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลน้ำอ้อยสดที่คั้นหรือหีบน้ำได้จากลำต้นอ้อย เหมาะสำหรับการนำไปบริโภคสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ความหวานที่มาจากธรรมชาติ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและตลาดในยุคปัจจุบันที่มีการตื่นตัวเรื่องสุขภาพ และหันมาใช้วิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น น้ำอ้อยสดประกอบด้วยน้ำตาลซูโครส แร่ธาตุ และวิตามินต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ เช่น วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก และโพแทสเซียม เป็นต้น นอกจากนี้ น้ำอ้อยยังมีองค์ประกอบของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชันที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง และน้ำอ้อยยังมีสรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น จึงนับได้ว่าน้ำอ้อยสดเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งในด้านของความเป็นน้ำคั้นจากธรรมชาติและยังส่งผลดีต่อสุขภาพ การจำหน่ายน้ำอ้อยสดรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้หลัก และรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างมาก เกษตรกรจึงให้ความสนใจปลูกอ้อยคั้นน้ำและจำหน่ายน้ำอ้อยสดเพิ่มขึ้น เพื่อคั้นน้ำและแปรรูปผลิตภัณฑ์ วางจำหน่ายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย อีกทั้งอุตสาหกรรมน้ำอ้อยสดพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และต่อยอดจากน้ำอ้อยสดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น น้ำอ้อยเกร็ดหิมะ น้ำอ้อยผสมนม น้ำอ้อยผสมวุ้น น้ำตาลอ้อย เป็นต้น รวมถึงการเข้าสู่อุตสาหกรรมเพื่อการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก ดังนั้น การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำต้องมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่ให้ปริมาณน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อยสูง และมีคุณภาพน้ำอ้อยดี เหมาะสมต่อการบริโภคสดและการแปรรูป


24 ทะเบียนวิจัยปี 25697. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยดีเด่นเพื่อนำไปทดสอบในขั้นตอนต่อไปได้8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยดีเด่นของอ้อยคั้นน้ำ ชุดปี 25659. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- โคลนอ้อยดีเด่นจากการคัดเลือก ปี 2565 จำนวน 17 โคลน- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 - Hand Refractometer- เครื่องหีบน้ำอ้อย- ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพต่าง ๆ สำหรับน้ำอ้อยสด ฯลฯ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCB) จำนวน 2 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีอ้อย จำนวน 17 โคลน/พันธุ์อ้อย ได้แก่ UTj22-004 UTj22-008 UTj22-009 UTj22-010 UTj22-014 UTj22-016 UTj22-026 UTj22-033 UTj22-043 UTj22-044 UTj22-047 UTj22-048 UTj22-049UTj22-050 UTj22-051 UTj22-052 และ UTj22-054 และพันธุ์เปรียบเทียบ คือ กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 19.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปี 2569 ดำเนินงานอ้อยตอ 1 และปี 2570 ดำเนินงานเก็บเกี่ยวอ้อยตอ 1 ปลูกโคลนอ้อยดีเด่นและพันธุ์เปรียบเทียบใช้ระยะระหว่างต้น 0.5 เมตร และระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร ขนาดแปลงย่อย 1 แถว ยาว 6 เมตร ปลูก 4 แถวต่อพันธุ์ ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่พร้อมปลูก ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากปลูก 2.5 - 3 เดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ กำจัดวัชพืชและให้น้ำตามความเหมาะสม สุ่มอ้อยแปลงย่อยละ 10 ลำ เก็บข้อมูลองค์ประกอบผลผลิตและผลผลิต สำหรับวิธีการคั้นน้ำอ้อยเพื่อตรวจดูสีน้ำอ้อยและคุณภาพปฏิบัติดังนี้- ตัดตัวอย่างอ้อย 3 - 5 ลำ ตัดยอดทิ้งประมาณ 50 เซนติเมตร ปอกเปลือกอ้อย ล้างอ้อยที่ปอกเปลือกแล้ว ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ- นำอ้อยเข้าเครื่องคั้นน้ำอ้อยที่ทำความสะอาดแล้ว และต้องล้างเครื่องคั้นน้ำอ้อยทุกครั้งก่อนทำการคั้นน้ำอ้อยตัวอย่างใหม่


25 ทะเบียนวิจัยปี 2569- กรองน้ำอ้อยด้วยผ้าขาวบางที่สะอาดหนา 4 ชั้น บรรจุน้ำอ้อยใส่ในภาชนะเก็บน้ำอ้อยสด ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง- ตรวจสีน้ำอ้อยและคุณภาพน้ำอ้อยโดยการชิม วัดค่าความหวานของน้ำอ้อยโดยใช้ Hand Refractometer พร้อมทั้งบรรจุน้ำอ้อยสดในขวดแก้วปิดฝาให้แน่น แล้วนำไปเก็บในตู้เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 4 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมงก่อนทดสอบคุณภาพ โดยการประเมินสีน้ำอ้อยด้วยกระดาษเทียบสีมาตรฐาน และประเมินการยอมรับของผู้ชิม 10 ราย ด้วยแบบสอบถามเปรียบเทียบลักษณะ 5 ลักษณะ คือ ความหวาน ความหอม/กลิ่น สี รสชาติ และความชอบเทียบกับอ้อยพันธุ์กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 โดยการให้คะแนนตามแบบการชิม9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่าง ๆ - ผลผลิตอ้อย ปริมาณน้ำอ้อย และองค์ประกอบผลผลิต (จำนวนลำต่อกอ ความสูงต้น ขนาดลำจำนวนปล้อง)- ค่าบริกซ์ที่อายุ 8 เดือน- การเกิดโรคและแมลงที่พบ- ปริมาณน้ำอ้อยสด ความหวาน คุณภาพน้ำคั้น (สี รสชาติ กลิ่นหอม) - ลักษณะอื่น ๆ เช่นทรงกอ การหักล้ม การออกดอก ขนที่กาบใบ สีของลำอ้อย การเข้าทำลายของโรคและแมลง เป็นต้น 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2569 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน /ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 48,600 22,200 700 7,600 79,100


26 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อาหารเพื่อรองรับตลาดและอุตสาหกรรมแปรรูป แนวใหม่3. ชื่อกิจกรรม 2. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำ เพื่อผลผลิตและคุณภาพเหมาะสมสำหรับ การบริโภคสดและแปรรูป 4. ชื่อการทดลอง 2.4 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่นปี 25605. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน ภาคภูมิ ถิ่นคำ ปิยธิดา อินทร์สุขสโรชา โพธิ์ไพจิตร์6. หลักการและเหตุผล อ้อยคั้นน้ำเป็นพืชที่สำคัญ มีการผลิตและบริโภคอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำรายได้หลักและรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี น้ำอ้อยสดเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นและมีคุณค่าทางโภชนาการ อุดมไปด้วยวิตามิน คาร์โบไฮเดรต และกรดอะมิโน คุณสมบัติทางเคมีของน้ำอ้อยบ่งชี้ถึงการมีไฟโตเคมิคอลหลายชนิดที่มีศักยภาพในการวิจัยทางเภสัชวิทยามากมาย มีการใช้ในยาอายุรเวทแบบดั้งเดิม ซึ่งการวิจัยสมัยใหม่มีการกล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำอ้อย จากกระแสของโลกในยุคปัจจุบันที่มีการตื่นตัวเรื่องของสุขภาพและหันมาใช้วิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ตลาดหรือผู้บริโภค จึงมีความต้องการความหวานที่เป็นธรรมชาติและส่งผลดีต่อสุขภาพ น้ำอ้อยสดจึงถือเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งในด้านการเป็นน้ำคั้นจากธรรมชาติและส่งผลดีต่อสุขภาพ การจำหน่ายน้ำอ้อยสดพร้อมดื่มสามารถพบเห็นได้ทั่วไปและสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจที่ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน เพียงมีอ้อยและเครื่องหีบอ้อย ก็สามารถประกอบกิจการได้ ปัจจุบันมีเกษตรกรหันมาปลูกอ้อยเพื่อคั้นน้ำพร้อมดื่มและน้ำอ้อยพาสเจอไรซ์ เพื่อจำหน่ายไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย อีกทั้งอุตสาหกรรมน้ำอ้อยพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยต่อยอดจากน้ำอ้อยสดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น น้ำอ้อยสดพาสเจอร์ไรซ์ น้ำอ้อยเกร็ดหิมะ น้ำอ้อยผสมนม น้ำอ้อยผสมวุ้น เป็นต้น เกษตรกรจึงให้ความสนใจอ้อยคั้นน้ำเป็นอย่างมาก จากพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำทั้งหมดประมาณ 120,000 ไร่ ให้ผลผลิตน้ำอ้อยเฉลี่ย 336 ล้านลิตร (2,800 ลิตรต่อไร่) คิดเป็นมูลค่า 16,800 ล้านบาท (ราคา 50 บาทต่อลิตร) ปัจจุบันมีการปลูกอ้อยคั้นน้ำทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งมีการปลูกแบบสภาพไร่ สภาพร่องสวน และแบบหลุม โดยรูปแบบการปลูกจะปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่ของเกษตรกร


27 ทะเบียนวิจัยปี 2569สำหรับพันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่เกษตรกรนิยมใช้ปลูกกันจากอดีตถึงปัจจุบันนั้น เป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 ได้การรับรองพันธุ์เมื่อปี 2539 พันธุ์ กวก. ศรีสำโรง 1 ได้การรับรองพันธุ์เมื่อปี 2562 และพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 1 ได้การรับรองพันธุ์เมื่อปี 2565 ซึ่งพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ใช้พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 และใช้ปลูกมานานกว่า 25 ปี ทำให้มีความเสี่ยงจากการใช้พันธุ์เชิงเดี่ยว ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงอุบัติใหม่ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตและคุณภาพของ อ้อยคั้นน้ำ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตน้ำอ้อยสดและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกแล้วนั้น มีความเหมาะสมกับพื้นที่และสภาพการปลูกอ้อยที่แตกต่างกัน เช่น เนื้อดิน สภาพแวดล้อม และความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนด ปริมาณการผลิตอ้อยและน้ำอ้อยสดของแต่ละพันธุ์ จึงไม่สามารถปลูกครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อยคั้นน้ำส่วนใหญ่ได้ ดังนั้น การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเพื่อให้ได้อ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตอ้อยและปริมาณน้ำอ้อยสดสูง มีคุณภาพน้ำอ้อยที่ดี และตรงตามความต้องการของตลาด จึงจำเป็นต้องดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นคำแนะนำสำหรับการผลิตอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่แก่เกษตรกรต่อไป 7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกอ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น ปี 2560 ที่มีปริมาณน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อย สูงกว่าพันธุ์ กวก.สุพรรณบุรี 50 กวก. สุพรรณบุรี 1 หรือ กวก. ศรีสำโรง 1 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และมีคุณภาพน้ำอ้อย (สีน้ำอ้อยและรสชาติ) ที่ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. สุพรรณบุรี 1 หรือ กวก. ศรีสำโรง 18. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่นที่มีปริมาณน้ำอ้อยและผลผลิตอ้อย สูงกว่าพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. สุพรรณบุรี 1 หรือ กวก. ศรีสำโรง 1 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และมีคุณภาพน้ำอ้อย (สีน้ำอ้อยและรสชาติ) ที่ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยคั้นน้ำโคลนดีเด่น 5 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50กวก. สุพรรรณบุรี 1 และ กวก. ศรีสำโรง 12) ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 18-46-0 และ 0-0-603) สารเคมีกำจัดวัชพืช เช่น อะมิทรีน อะทราซีน4) Hand Refractometer5) เครื่องหีบอ้อย6) ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพน้ำอ้อย


28 ทะเบียนวิจัยปี 25699.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลอง Randomized Complete Block Design (RCB) มี 4 ซ้ำ 8 กรรมวิธี 9.2.2 กรรมวิธี 1) โคลน KKj16-5-0382) โคลน KKj16-5-0403) โคลน KKj16-5-0414) โคลน KKj16-5-0495) โคลน KKj16-5-0646) พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 1 7) พันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 8) พันธุ์ กวก. ศรีสำโรง 19.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปี 2569 ดำเนินการปลูกอ้อยแปลงย่อยละ 5 แถว (เก็บเกี่ยว 3 แถวกลาง) แถวยาว 8 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร และระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร ปลูกอ้อยแบบท่อน หลุมละ 1 ท่อน ท่อนละ 3 ตาใส่ปุ๋ยเคมี ให้น้ำ และดูแลรักษาตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร จากนั้นเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่ออ้อยอายุ 8 - 10 เดือน โดยตัดลำอ้อยชิดดิน ลอกกาบออก ตัดยอดอ้อยที่ตำแหน่งรอยต่อที่กาบใบแห้งสุดท้ายจากยอด สุ่มตัดตัวอย่างอ้อยแปลงย่อย 10 ลำ โดยชั่งน้ำหนักผลผลิตอ้อยตัวอย่าง 10 ลำ วัดความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ นับจำนวนปล้อง จากนั้นสุ่มเลือกมา 5 ลำ โดยชั่งน้ำหนักก่อนและหลังปอกเปลือก โดยปอกเปลือกอ้อยด้วยมีดสองคม จากนั้นล้างทำความสะอาดและตั้งผึ่งไว้ให้แห้งในภาชนะที่สะอาด นำไปหีบน้ำอ้อยด้วยเครื่องหีบอ้อยและวัดปริมาณน้ำอ้อยสด สุ่มน้ำอ้อยวัดค่าความหวาน (brix) ของน้ำอ้อยสดด้วย Hand Refractometer พร้อมทั้งบรรจุน้ำอ้อยสดในขวดแก้วปิดฝาให้แน่น แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นหรือถังน้ำแข็งที่เก็บความเย็นและอัดน้ำแข็งบด ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมง ก่อนทดสอบคุณภาพน้ำอ้อย โดยการประเมินสีน้ำอ้อยด้วยกระดาษเทียบสีมาตรฐานและประเมินรสชาติและกลิ่นหอมจากการชิมของผู้ชิมกึ่งชำนาญ (semi-tester) จำนวน 10 ราย บันทึกผลโดยใช้แบบสอบถามเปรียบเทียบ 5 ลักษณะ คือ ความหวาน ความหอม/กลิ่น สีน้ำอ้อย รสชาติ และความชอบ เทียบกับพันธุ์ กวก. สุพรรณบุรี 50 กวก. สุพรรณบุรี 1 และ กวก. ศรีสำโรง 1 และให้คะแนนการชิมตามวิธีของ ณรงค์ (2537) ในอ้อยตอหลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกแล้ว ตัดแต่งตออ้อยให้ชิดโคน ใส่ปุ๋ยเคมี ให้น้ำ และดูแลรักษาตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เก็บเกี่ยวผลผลิต เช่นเดียวกับอ้อยปลูก 9.2.4 การบันทึกข้อมูล- น้ำหนักผลผลิตอ้อย และองค์ประกอบผลผลิต- ปริมาณน้ำอ้อยสด- คุณภาพน้ำอ้อยสด และความหวาน


29 ทะเบียนวิจัยปี 256910. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี 2569 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 51,600 30,000 800 8,700 91,100


30 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.3วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่เพื่อการใช้ประโยชน์อื่น (งา ทานตะวัน ฝ้าย และข้าวฟ่าง)3. ชื่อกิจกรรม 4. วิจัยและพัฒนาการพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ด4. ชื่อการทดลอง 4.1 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้เพื่อการพัฒนาพันธุ์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน กาญจนา หนูแก้ว นลินนา หะระหนีณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล ธิติวุฒิ ขำคำ6. หลักการและเหตุผลข้าวฟ่างเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามการใช้ประโยชน์ ได้แก่ ข้าวฟ่างเมล็ด (grain sorghum) ข้าวฟ่างหวาน (sweet sorghum) ข้าวฟ่างไม้กวาด(broom sorghum) ข้าวฟ่างคั่ว (pop sorghum) และข้าวฟ่างหญ้า (grass sorghum) (นิรนาม, 2533) เมล็ดข้าวฟ่างส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ (55%) และนำมาใช้สำหรับเป็นอาหารสัตว์ (33%) ที่อยู่อาศัย และเชื้อเพลิง (ICRISAT, 2020) ซึ่งเมล็ดข้าวฟ่างมีปริมาณแป้งสูงถึง 75.8% จึงเป็นแหล่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญ และมีโปรตีน 12.3% (นิรนาม, 2563) นอกจากนี้เมล็ดข้าวฟ่างยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงเชื้อเห็ด โดยข้าวฟ่างสีขาวจะให้ผลดีกว่าข้าวฟ่างสีแดง เพราะมีปริมาณแป้ง สูงกว่า ทำให้เชื้อเห็ดเดินดีและเจริญเติบโตได้เร็วกว่า (วัลลิภา, 2551) การใช้ประโยชน์ข้าวฟ่างสำหรับการผลิตเชื้อเห็ดมีความต้องการอย่างมาก การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างจึงเป็นแนวทางที่สำคัญเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวฟ่าง ที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ประโยชน์ พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้ปลูกในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายพันธุ์ ผลิตจำหน่ายโดยภาครัฐบาลและภาคเอกชน พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1) ข้าวฟ่างพันธุ์แท้หรือสายพันธุ์บริสุทธิ์ เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่มีความคงตัวของลักษณะพันธุ์จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง คือ รุ่นลูกจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับรุ่นพ่อแม่เสมอ ข้อดีของข้าวฟ่างประเภทนี้คือให้ผลผลิตสูงต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี แต่ต้นมีความสูงไม่สม่ำเสมอ เป็นได้ทั้งพันธุ์หนักอายุยาวและพันธุ์เบาอายุสั้น สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูถัดไปได้ โดยไม่กลายพันธุ์ เช่น พันธุ์เฮกการีหนัก พันธุ์อู่ทอง 1 และพันธุ์สุพรรณบุรี 60 2) ข้าวฟ่างลูกผสม เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่ได้จากการผสมข้ามของสายพันธุ์แท้ (inbred line)


31 ทะเบียนวิจัยปี 2569สองสายพันธุ์ขึ้นไป เรียกว่าลูกชั่วแรก (F1) เพื่อให้เกิดลักษณะดีเด่นหลาย ๆ ประการ เช่น ให้ผลิตผลสูง ต้นเตี้ยมีความสูงสม่ำเสมอ เก็บเกี่ยวง่าย เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้านทานโรค และแมลงได้ดี ตอบสนองต่อปุ๋ยดี แต่เมล็ดของข้าวฟ่างประเภทนี้ ไม่สามารถนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกต่อไปได้ เพราะลักษณะดีเด่นต่าง ๆ จะแปรปรวนและเสื่อมลง ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูกทุกปี และเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ผลิตจำหน่ายโดยบริษัทเอกชน ราคาเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างแพง เนื่องจากวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมนี้ทำได้ยาก เช่น พันธุ์ลูกผสมเคยู 8501 (KU 8501) พันธุ์แปซิฟิก 80 (Pacific 80) เป็นต้น (วัลลิภา, 2551)การปลูกข้าวฟ่างในประเทศไทย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นบริเวณเดียวกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระบุรี อุทัยธานี นครราชสีมา กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งมีพื้นที่และสภาพการปลูกที่แตกต่างกัน พื้นที่ปลูกที่ดินมีอุดมสมบูรณ์ดีเกษตรกรจะปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลักแล้วปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชตามในกรณีที่ไม่สามารถปลูกข้าวโพดครั้งที่ 2 ได้ สำหรับพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำซึ่งไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้ เกษตรกรจะมีการปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชหลักทั้งในฤดูต้นฝนและปลายฝน ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวจะปลูกเป็นพืชหลักในพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี เพื่อใช้ต้นและเมล็ดเป็นอาหารสัตว์ข้าวฟ่างเมล็ดเป็นพืชที่มีศักยภาพ สามารถให้ผลผลิตสูงมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ข้าวฟ่างจึงยังเป็นพืชทางเลือกที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าข้าวโพด โดยเฉพาะเขตแห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดังนั้น พันธุ์ข้าวฟ่างจึงมีความสำคัญต่อระบบการผลิตของเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างตั้งแต่ปี 2521 เริ่มโดยการนำเข้าพันธุ์จากสถาบันวิจัยเกษตรเขตร้อนนานาชาติ (IRAT) ประเทศฝรั่งเศส มาปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชไร่อู่ทอง ได้พันธุ์กวก. อู่ทอง 1 และปี พ.ศ. 2537 เริ่มทำการผสมพันธุ์ข้าวฟ่าง เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมล็ดและต้นสด ทำการคัดเลือกจนได้ข้าวเมล็ดสีขาวพันธุ์สุพรรณบุรี 2 มีลักษณะเด่น คือ เป็นสายพันธุ์แท้ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อไร่ มีเมล็ดสีขาว ขนาดเมล็ดใหญ่ ซึ่งพันธุ์ข้าวฟ่างที่เกษตรกรต้องการต้องมีลำต้นเตี้ย ไม่หักล้ม ขนาดเมล็ดใหญ่ ช่อแน่น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่ให้ผลผลิตสูงมีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ไม่หักล้ม เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างให้ได้ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้และพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่มีต้นเตี้ย ให้ผลผลิตเมล็ดสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น8. ผลที่คาดว่าจะได้รับข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี ให้ผลผลิตสูง สำหรับเป็นพันธุ์ทางเลือกให้เกษตรกร และสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของข้าวฟ่าง เพื่อนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ ข้าวฟ่างในอนาคต


32 ทะเบียนวิจัยปี 25699. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่าง 2) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และเกรด 46-0-03) ถุงกระดาษสีน้ำตาล4) สารกำจัดวัชพืช5) สารป้องกันกำจัดแมลง9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง -9.2.2 กรรมวิธี -9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองดำเนินการ 3 ปี โดยในแต่ละปีทำการปลูกข้าวฟ่างด้วยวิธีการโรยเมล็ดเป็นแถวระยะระหว่างแถว0.75 เมตร แถวยาว 6 เมตร จำนวน 4 แถว ต่อ 1 สายพันธุ์ รองพื้นด้วยปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวฟ่างอายุ 15 - 20 วัน ถอนแยกให้มีระยะห่างระหว่างต้น 10 เซนติเมตร กำจัดวัชพืชเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ 20 - 30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการโรยข้างแถวแล้ว พูนโคนกลบในระหว่างที่ดอกข้าวฟ่างเริ่มบาน ใช้ถุงกระดาษคลุมช่อดอกข้าวฟ่าง เพื่อป้องกันการถ่ายเทละอองเกสรข้ามทิ้งไว้ประมาณ 5 - 7 วัน จึงถอดถุงออก เมื่อข้าวฟ่างครบอายุเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์ ทำการเก็บเกี่ยวและบันทึกข้อมูล9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ลักษณะประจำพันธุ์ เช่น ทรงช่อ ความสูง สีเมล็ดสีของลำต้น2) ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตต่าง ๆ เช่น น้ำหนักเมล็ดต่อช่อ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด จำนวนต้นเก็บเกี่ยว เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินการทดลองสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2569 1 ไร่


33 ทะเบียนวิจัยปี 256911. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 30,200 19,900 500 4,400 55,000


34 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.3วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่เพื่อการใช้ประโยชน์อื่น (งา ทานตะวัน ฝ้าย และข้าวฟ่าง)3. ชื่อกิจกรรม 4. วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ด4. ชื่อการทดลอง 4.2 การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวเพื่อผลผลิตสูง เหมาะสำหรับผลิตเชื้อเห็ด5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน กาญจนา หนูแก้ว นลินนา หะระหนีณรงค์ ย้อนใจทัน สายสมร เกียรติกุล ธิติวุฒิ ขำคำ6. หลักการและเหตุผลข้าวฟ่างเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามการใช้ประโยชน์ ได้แก่ ข้าวฟ่างเมล็ด (grain sorghum) ข้าวฟ่างหวาน (sweet sorghum) ข้าวฟ่างไม้กวาด(broom sorghum) ข้าวฟ่างคั่ว (pop sorghum) และข้าวฟ่างหญ้า (grass sorghum) (นิรนาม, 2533) เมล็ดข้าวฟ่างส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์ (55%) และนำมาใช้สำหรับเป็นอาหารสัตว์ (33%) ที่อยู่อาศัย และเชื้อเพลิง (ICRISAT, 2020) ซึ่งเมล็ดข้าวฟ่างมีปริมาณแป้งสูงถึง 75.8% จึงเป็นแหล่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญ และมีโปรตีน 12.3% (นิรนาม, 2563) นอกจากนี้เมล็ดข้าวฟ่างยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงเชื้อเห็ด โดยข้าวฟ่างสีขาวจะให้ผลดีกว่าข้าวฟ่างสีแดง เพราะมีปริมาณแป้ง สูงกว่า ทำให้เชื้อเห็ดเดินดีและเจริญเติบโตได้เร็วกว่า (วัลลิภา, 2551) การใช้ประโยชน์ข้าวฟ่างสำหรับการผลิตเชื้อเห็ดมีความต้องการอย่างมาก การพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างจึงเป็นแนวทางที่สำคัญเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวฟ่าง ที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ประโยชน์ พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้ปลูกในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายพันธุ์ ผลิตจำหน่ายโดยภาครัฐบาลและภาคเอกชน พันธุ์ข้าวฟ่างที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1) ข้าวฟ่างพันธุ์แท้หรือสายพันธุ์บริสุทธิ์ เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่มีความคงตัวของลักษณะพันธุ์จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง คือ รุ่นลูกจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับรุ่นพ่อแม่เสมอ ข้อดีของข้าวฟ่างประเภทนี้คือให้ผลผลิตสูงต้านทานต่อโรคและแมลงได้ดี แต่ต้นมีความสูงไม่สม่ำเสมอ เป็นได้ทั้งพันธุ์หนักอายุยาวและพันธุ์เบาอายุสั้น สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูถัดไปได้ โดยไม่กลายพันธุ์ เช่น พันธุ์เฮกการีหนัก พันธุ์อู่ทอง 1 และพันธุ์สุพรรณบุรี 60 2) ข้าวฟ่างลูกผสม เป็นพันธุ์ข้าวฟ่างที่ได้จากการผสมข้ามของสายพันธุ์แท้ (inbred line)


35 ทะเบียนวิจัยปี 2569สองสายพันธุ์ขึ้นไป เรียกว่าลูกชั่วแรก (F1) เพื่อให้เกิดลักษณะดีเด่นหลาย ๆ ประการ เช่น ให้ผลิตผลสูง ต้นเตี้ยมีความสูงสม่ำเสมอ เก็บเกี่ยวง่าย เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ออกดอกเร็ว อายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้านทานโรค และแมลงได้ดี ตอบสนองต่อปุ๋ยดี แต่เมล็ดของข้าวฟ่างประเภทนี้ ไม่สามารถนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกต่อไปได้ เพราะลักษณะดีเด่นต่าง ๆ จะแปรปรวนและเสื่อมลง ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูกทุกปี และเมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่ผลิตจำหน่ายโดยบริษัทเอกชน ราคาเมล็ดพันธุ์ค่อนข้างแพง เนื่องจากวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมนี้ทำได้ยาก เช่น พันธุ์ลูกผสมเคยู 8501 (KU 8501) พันธุ์แปซิฟิก 80 (Pacific 80) เป็นต้น (วัลลิภา, 2551)การปลูกข้าวฟ่างในประเทศไทย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นบริเวณเดียวกับพื้นที่ปลูกข้าวโพด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระบุรี อุทัยธานี นครราชสีมา กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ซึ่งมีพื้นที่และสภาพการปลูกที่แตกต่างกัน พื้นที่ปลูกที่ดินมีอุดมสมบูรณ์ดีเกษตรกรจะปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลักแล้วปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชตามในกรณีที่ไม่สามารถปลูกข้าวโพดครั้งที่ 2 ได้ สำหรับพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำซึ่งไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้ เกษตรกรจะมีการปลูกข้าวฟ่างเป็นพืชหลักทั้งในฤดูต้นฝนและปลายฝน ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวจะปลูกเป็นพืชหลักในพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี เพื่อใช้ต้นและเมล็ดเป็นอาหารสัตว์ข้าวฟ่างเมล็ดเป็นพืชที่มีศักยภาพ สามารถให้ผลผลิตสูงมีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ข้าวฟ่างจึงยังเป็นพืชทางเลือกที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าข้าวโพด โดยเฉพาะเขตแห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดังนั้น พันธุ์ข้าวฟ่างจึงมีความสำคัญต่อระบบการผลิตของเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างตั้งแต่ปี 2521 เริ่มโดยการนำเข้าพันธุ์จากสถาบันวิจัยเกษตรเขตร้อนนานาชาติ (IRAT) ประเทศฝรั่งเศส มาปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชไร่อู่ทอง ได้พันธุ์กวก. อู่ทอง 1 และปี พ.ศ. 2537 เริ่มทำการผสมพันธุ์ข้าวฟ่าง เพื่อใช้ประโยชน์ได้ทั้งเมล็ดและต้นสด ทำการคัดเลือกจนได้ข้าวเมล็ดสีขาวพันธุ์สุพรรณบุรี 2 มีลักษณะเด่น คือ เป็นสายพันธุ์แท้ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อไร่ มีเมล็ดสีขาว ขนาดเมล็ดใหญ่ ซึ่งพันธุ์ข้าวฟ่างที่เกษตรกรต้องการต้องมีลำต้นเตี้ย ไม่หักล้ม ขนาดเมล็ดใหญ่ ช่อแน่น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่ให้ผลผลิตสูง มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ไม่หักล้ม เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างให้ได้ข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้ และพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่มีต้นเตี้ย ให้ผลผลิตเมล็ดสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น8.ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างที่ผ่านการผสมจากคู่ผสมที่คัดเลือกจากข้าวฟ่างเมล็ดสีขาวที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดีเพื่อปลูกในชั่วที่ 19. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) เมล็ดพันธุ์พ่อ เมล็ดพันธุ์แม่ ข้าวฟ่างเมล็ดสีขาว2) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และเกรด 16-20-0


36 ทะเบียนวิจัยปี 25693) ถุงกระดาษสีน้ำตาล4) ถุงกระดาษไข5) สารกำจัดวัชพืช6) สารป้องกันกำจัดแมลง9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปีที่ 2 ปลูกชั่วที่ 1 โดยปลูกข้าวฟ่างสายพันธุ์ละ 1 - 10 แถว ยาวแถวละ 6 เมตร มีระยะห่างแถว 0.75 เมตร รองพื้น ด้วยปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวฟ่างงอกได้ประมาณ 30 วันใส่ปุ๋ยเกรด 16-20-0 อัตรา 50 กิโลกรัมไร่ พร้อมทั้งพูนโคนและกำจัดวัชพืช เมื่อดอกข้าวฟ่างเริ่มบานใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลคลุมช่อดอกเพื่อป้องกันการผสมข้ามช่อไว้ประมาณ 7 - 10 คัดเลือกต้นที่มีลักษณะที่ดีให้ผลผลิตสูง ต้นเตี้ย เพื่อปลูกคัดเลือกต่อไปเมื่อข้าวฟ่างออกดอก ให้ทำการตัดแต่งช่อดอกข้าวฟ่างที่มีดอกบานไปแล้วประมาณครึ่งช่อ โดยตัดให้เหลือดอกที่คาดว่าจะบานในวันรุ่งขึ้น จากนั้นทำการเขี่ยอับละอองเกสรตัวผู้ตั้งแต่เวลา 15.00 น เป็นต้นไป เมื่อเขี่ยอับละอองเกสรตัวผู้ในแต่ละดอกย่อยเสร็จแล้ว ใช้ถุงกระดาษไขคลุมช่อดอกเพื่อป้องกัน การผสมข้ามจากแมลงและลม จากนั้นเตรียมช่อดอกตัวผู้โดยการใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลคลุมช่อดอกข้าวฟ่าง ที่มีดอกเริ่มบาน ในวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 09.00 น รวบรวมละอองเกสรตัวผู้จากช่อที่คลุมด้วยถุงสีน้ำตาล โดยจับปากถุงพร้อมก้านช่อดอกโน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของต้นพร้อมทั้งเคาะช่อข้าวฟ่าง แล้วค่อย ๆ ดึงถุงออก ปิดปากถุงให้แน่นใช้คลิปหนีบบริเวณที่พับ จากนั้นนำละอองเกสรไปเคาะใส่ช่อข้าวฟ่างที่ทำหมัน ไว้แล้วคลุมด้วยถุงสีน้ำตาล ติดป้ายชื่อพ่อแม่ วันเวลาที่ทำการถ่ายละอองเกสร ตรวจดูการผสมติด ถ้ายอดเกสรตัวเมียมีลักษณะเป็นขนนกเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแดงในวันรุ่งขึ้นหลังจากการผสมแสดงว่าการถ่ายละอองเกสรสมบูรณ์สามารถติดเมล็ดได้ แต่ถ้ายอดเกสรตัวเมียไม่เปลี่ยนสีให้ทำการถ่ายละอองเกสรซ้ำอีกครั้ง หลังจากนั้นประมาณ 35 วัน ก็ทำการเก็บเกี่ยวช่อข้าวฟ่างที่ผสมพันธุ์แยกเป็นแต่ละคู่ผสม 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ลักษณะประจำพันธุ์ เช่น ขนาดเมล็ด ทรงช่อ ความสูงต้น สีเมล็ด สีของลำต้น เป็นต้น2) ผลผลิตเมล็ดและองค์ประกอบผลผลิตต่าง ๆ เช่น น้ำหนักช่อ น้ำหนักเมล็ด ขนาดลำต้น


37 ทะเบียนวิจัยปี 256910. สถานที่ดำเนินการทดลองสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2569 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 30,200 19,900 500 4,400 55,000


38 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่อาหาร พลังงาน และเส้นใยที่ให้ผลผลิตสูง คุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด2. ชื่อโครงการวิจัย 12.4 วิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์พืชไร่เพื่อรองรับพลังงานทดแทน3. ชื่อกิจกรรม 2. การศึกษาศักยภาพการผลิตพลังงานชีวภาพของข้าวฟ่างหวาน4. ชื่อการทดลอง 2.1 การเปรียบเทียบผลผลิตข้าวฟ่างหวาน5. ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน สุวัฒน์ พูลพาน จุไรรัตน์ หวังเป็นวาสนา วันดี รวีวรรณ เชื้อกิตติศักดิ์6. หลักการและเหตุผลการผลิตพืชพลังงานเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งหนึ่งในการผลิตพลังงานที่ยั่งยืน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากฟอสซิล ลดภาระการนำเข้านำมันจากแหล่งผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชนิดนั้น รวมไปถึงลดการปล่อยคาร์บอนสู่สภาพบรรยากาศได้พร้อมกัน ในประเทศที่มีแหล่งพลังงานจำกัด การจัดหาพลังงานภายในประเทศกระทำได้ยาก และต้องนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่น ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยนั้น การนำพืชพลังงานมาใช้จึงเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมกับสภาวะความเป็นอยู่และสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยมากที่สุด โดยพืชที่เหมาะจะเป็นวัตถุดิบที่นำมาผลิตพลังงานทดแทนนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณมากเพียงพอต่อการผลิต หาได้ง่าย ราคาถูก ไม่กระทบต่อการผลิตอาหาร และต้องไม่เป็นพิษต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ข้าวฟ่างหวาน เป็นพืชที่ปลูกง่าย มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด เป็นพืชใช้น้ำน้อย ต้นทุนการผลิตต่ำ มีการสะสมน้ำหนักแห้งได้ดี และสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน จากการวิจัยและพัฒนาของสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงานได้คัดเลือกข้าวฟ่างหวานสายพันธุ์ดีเด่น ได้แก่ CB5 CB7 CB14 และ CB23 พบว่า สายพันธุ์ดีเด่นทั้ง 4 สายพันธุ์มีแนวโน้มให้ผลผลิตสด ผลผลิตน้ำคั้น และผลผลิตเมล็ดสูง แต่ยังไม่มีการศึกษาศักยภาพการผลิตเอทานอล จึงดำเนินการศึกษาศักยภาพการผลิต เอทานอล และแก๊สชีวภาพ รวมถึงประเมินผลผลิตในพื้นที่อื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ได้พันธุ์ข้างฟ่างหวานที่มีศักยภาพการให้พลังงาน เพื่อเป็นพืชพลังงานทางเลือกอีกพืชหนึ่ง ให้เกษตรกรพิจารณาเป็นพืชทางเลือกในการผลิตพลังงาน


39 ทะเบียนวิจัยปี 25697. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างหวานที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตแก๊สชีวภาพและเอทานอลสูง8. ผลที่คาดว่าจะได้รับพันธุ์ข้าวฟ่างหวานที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตแก๊สชีวภาพและเอทานอลสูง9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) สายพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน CB5 CB7 CB14 และ CB23 และ พันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ Cowley Keller และ Wray2) ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-163) สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และวัชพืช4) Hand Refractometer9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีประกอบด้วย 7 กรรมวิธี ได้แก่ สายพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน 4 สายพันธุ์ CB5 CB7 CB14 CB23 และพันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ Cowley Keller และ Wray9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) เตรียมพื้นที่โดยการไถ 2 - 3 ครั้ง ขนาดแปลงย่อย 4.5 x 6 เมตร ปลูกข้าวฟ่างสายพันธุ์ละ 6 แถว ๆ ยาว 6 เมตร ระยะปลูก 0.75 x 0.15 เมตร หยอดหลุมละ 3 - 4 เมล็ด หลังงอก 5 - 7 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ต้น 2) กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคนเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ 21 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการโรยข้างแถวแล้วพูนโคนกลบ ปฏิบัติดูแลรักษา และพ่นสารกำจัดศัตรูพืชตามความจำเป็น3) เก็บเกี่ยวต้นสดและเมล็ดข้าวฟ่างจาก 4 แถวกลาง เว้นหัว-ท้ายด้านละ 2 หลุม พื้นที่ เก็บเกี่ยว 3 x 5.4 เมตร สุ่มเก็บ 10 ต้น หาองค์ประกอบผลผลิต ปริมาณน้ำคั้น เปอร์เซ็นต์หีบ ความหวานส่วนกากหรือชาน หั่นเป็นท่อนไม่เกิน 5 เซนติเมตร นำไปอบแห้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส 48 ชั่วโมง ชั่งน้ำหนักก่อนและหลังอบ 4) เตรียมตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์เอทานอล และแก๊สชีวภาพ 3 แบบ โดยนำต้นข้าวฟ่างหวานสับเป็นท่อนไม่เกิน 5 เซนติเมตร ใส่ถุงพลาสติกเย็นตัวอย่างละไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ส่วนที่ 2 และ 3 จากข้อ 3


40 ทะเบียนวิจัยปี 2569นำต้นข้างฟ่างหวานที่หีบน้ำออกแล้ว สับเป็นท่อนไม่เกิน 5 เซนติเมตร ใส่ถุงพลาสติกเย็นตัวอย่างละไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม และส่วนที่ 3 น้ำคั้นใส่ขวดพลาสติก ตัวอย่างละไม่น้อยกว่า 1 ลิตร เก็บตัวอย่างทั้ง 3 แบบในตู้แช่อุณหภูมิไม่เกิน 0 องศาเซลเซียส เพื่อรอส่งวิเคราะห์9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) วันปฏิบัติการต่าง ๆ 2) ข้อมูลอุตินิยมวิทยา3) น้ำหนักผลผลิตสด ผลผลิตเมล็ด ปริมาณน้ำคั้น เปอร์เซ็นต์หีบ น้ำหนักก่อน-หลังอบ เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง องค์ประกอบผลผลิต10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จังหวัดสุพรรณบุรี 2569 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2568สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256912. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภคค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 45,000 7,500 700 6,600 59,800


41 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ2. ชื่อโครงการวิจัย 22.3วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่ภาคกลางที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง4. ชื่อการทดลอง 1.2 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดลพบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน แทนไท กล่อมจินดา สุมาลี โพธิ์ทองสโรชา โพธิ์ไพจิตร6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สร้างรายได้ให้ชาวไร่อ้อยกว่า 200,000 ราย รวมทั้งแรงงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 1 ล้านคน จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างรายได้จากการส่งออกน้ำตาลกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเกิดการลงทุนและเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกหลายแสนล้านบาทปัจจุบันความต้องการผลผลิตอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีโรงงานน้ำตาลมากขึ้น ประกอบกับอ้อยเป็นพืชทดแทนตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในปี 2565/2566 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11.40 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.95 ล้านไร่ ภาคกลาง3.04 ล้านไร่ ภาคเหนือ 2.74 ล้านไร่ และภาคตะวันออก 0.67 ล้านไร่แม้ว่าอ้อยจะเป็นพืชที่ปลูกได้หลากหลายพื้นที่ แต่มีข้อจำกัดของการปลูกอ้อยในพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตต่ำและไว้ตอได้น้อย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงได้รับผลตอบแทนต่ำหรือขาดทุนในบางปี กรมพัฒนาที่ดินได้กำหนดระดับความเหมาะสมของการปลูกพืช (Land Suitability Classification) โดยวิเคราะห์จากสภาพพื้นที่ ลักษณะของดิน ปริมาณน้ำฝน แหล่งชลประทาน ร่วมกับการจัดการพื้นที่และลักษณะรายพืช โดยแบ่งระดับความเหมาะสมเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่มีความเหมาะสมสูงสำหรับ


42 ทะเบียนวิจัยปี 2569การปลูกพืช (S1) เหมาะสมปานกลาง (S2) เหมาะสมเล็กน้อย (S3) และชั้นที่ไม่มีความเหมาะสมสำหรับ การปลูกพืช (N) ซึ่งในปี 2556 กรมพัฒนาที่ดินได้จำแนกพื้นที่ปลูกอ้อยตามความเหมาะสมของพื้นที่ไว้ ดังนี้ พื้นที่ปลูกอ้อยที่มีความเหมาะสมสูง (S1) ร้อยละ 15 พื้นที่เหมาะสมปานกลาง (S2) ร้อยละ 57.06 พื้นที่เหมาะสมเล็กน้อย (S3) ร้อยละ 26.33 และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ร้อยละ 1.61กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาการจัดการดินและธาตุอาหารในการผลิตอ้อยมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การวิจัยที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นการวิจัยเพื่อให้ได้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของอ้อยและสมบัติของดินในพื้นที่ปลูก ยังไม่มีการนำข้อมูลความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชเศรษฐกิจตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก Agri-Map มาพิจารณาร่วมกับการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อย ทำให้การจัดการปุ๋ยในการผลิตอ้อยยังไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ ดังนั้น ถ้ามีการปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับการจัดการธาตุอาหารอย่างเหมาะสมจะสามารถลดข้อจำกัดในพื้นที่ปลูกอ้อยและเพิ่มผลผลิตอ้อย ในภาพรวมของประเทศได้การปรับปรุงดินและจัดการธาตุอาหารให้เกิดความยั่งยืนในการผลิตอ้อยนั้น จำเป็นต้องศึกษาสมรรถนะและศักยภาพของดินเป็นพื้นฐานสำคัญในการพิจารณา เช่น 1) ต้องปรับปรุงดินให้มีความเป็น กรด-ด่างอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ธาตุอาหารในดินอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน 2) ต้องรักษาปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับที่เหมาะสม และ 3) ต้องเพิ่มธาตุอาหารพืชที่ถูกนำออกไปจากพื้นที่ในรูปของผลผลิต ข้อจำกัดและปัญหาหลักของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญ คือ 1. ปัญหาสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ชุดดินกำแพงแสน ดินมีอนุภาคของทรายแป้งอยู่มาก จึงง่ายต่อการอัดตัวแน่นเป็นแผ่นแข็งของผิวหน้าดิน ทำให้ดินแน่นทึบอ้อยขาดน้ำในบางช่วง ทำให้ชะงัก การเจริญเติบโต ซึ่งพบมากในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศในเขตภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยรวม 1,345,003 ไร่ 2. ปัญหาดินด่าง เช่น ชุดดินตาคลี ชุดดินลพบุรี ซึ่งดินมี pH มากกว่า 7.3 จึงทำให้อ้อยขาดจุลธาตุและฟอสฟอรัสมีความเป็นประโยชน์น้อยลง ปัญหานี้พบมากในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศในเขตภาคเหนือและเขตติดต่อกับภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี มีพื้นที่ปลูกอ้อยมากถึง 1,614,928 ไร่3. ปัญหาดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้น้อย อ้อยจึงเสี่ยงต่อการขาดน้ำได้ง่าย ทำให้อ้อยผลผลิตต่ำ และไว้ตอได้น้อย พบมากในแหล่งปลูกอ้อยในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุดของประเทศ มีพื้นที่ปลูกอ้อยรวมทั้งภาค 4.95 ล้านไร่ จากปัญหาดังกล่าวหากมีแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแก้ไขปัญหาและลดข้อจำกัดของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศ จะช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับผลผลิตอ้อยในภาพรวมของประเทศได้ ดังนั้น จึงจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของ


43 ทะเบียนวิจัยปี 2569ที่ดินในแหล่งปลูกอ้อยภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ได้แนวทางการปรับปรุงดินและ การจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มและสามารถไว้ตอได้มากขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยภาคกลาง จังหวัดลพบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีและวัสดุปรับปรุงดินในการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสมของดินปลูกอ้อยภาคกลางจังหวัดลพบุรี9. แนวทางการดำเนินงานศึกษาวิธีการปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ในดินที่มีความเหมาะสมปานกลาง9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์ กวก. ขอนแก่น 32) อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ3) ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0, 0-46-0 และ 0-0-604) ปุ๋ยคอก5) โพแทสเซียมกรดฮิวเมท6) ปุ๋ยชีวภาพ พีจีพีอาร์ 37) ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต8) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบ พลั่วมือ และถังพลาสติก9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน10) ชุดตรวจสอบดินภาคสนามของกรมวิชาการเกษตร (DOA Soil Test kit)11) ชุดตรวจสอบความต้องการปูนของดินของกรมวิชาการเกษตร (Lime Requirement test kit for soil analysis by DOA) 12) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)13) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)14) อุปกรณ์ วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer15) Vernier Caliper สำหรับใช้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 16) ไม้วัดความสูง


44 ทะเบียนวิจัยปี 256917) วัสดุ/อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี กระดาษกาวย่น เชือกฟาง)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี 6 กรรมวิธี 9.2.2 กรรมวิธีศึกษาการปรับปรุงดินร่วมกับการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดลพบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง (อ้อยปลูก)วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ จำนวน 6 กรรมวิธี ได้แก่1) ไม่ปรับปรุงดิน2) ปรับปรุงดิน 3) ไม่ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-34) ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-35) ไม่ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต6) ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตหมายเหตุ - ทุกกรรมวิธีมีใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน- กรรมวิธีการปรับปรุงดิน คัดเลือกกรรมวิธีที่ดีที่สุดจากการทดลองในปี 2568 (ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ โพแทสเซียมฮิวเมท อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร) - กรรมวิธีที่มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-3: ผสมปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-3 จำนวน 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตรฉีดพ่นบริเวณท้องร่องพร้อมปลูก 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตร - กรรมวิธีที่มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต : ผสมปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต จำนวน 5 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) คัดเลือกพื้นที่ปลูกอ้อยในกลุ่มที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จำนวน 1 แปลง เพื่อศึกษาการปรับปรุงดินที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการจัดการธาตุอาหาร2) ก่อนปลูกอ้อยเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0-20 และ 20-50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และสมบัติทางกายภาพของดิน ได้แก่ ความหนาแน่นรวม และเนื้อดิน3) เตรียมท่อนพันธุ์ โดยใช้พันธุ์ กวก.ขอนแก่น 3 สับเป็นท่อน ท่อนละ 2 ตา (คัดเฉพาะตาที่มีความสมบูรณ์)


45 ทะเบียนวิจัยปี 25694) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9x 8 เมตร โดยใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ใช้ระยะปลูก 1.5 x 0.50 เมตร ในแต่ละแปลงย่อยมี 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร ภายในซ้ำเว้นระยะห่างระหว่างกรรมวิธี 2 เมตร และเว้นระยะห่างระหว่างซ้ำ 1.5 เมตร พื้นที่เก็บเกี่ยว 3 x 8 เมตร5) การใส่ปุ๋ย ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ (0.5N-P2O5-K2O ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน) ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่าของคำแนะนำ เมื่ออ้อยอายุ 4-5 เดือน6) การให้น้ำ ทุกกรรมวิธีมีการวางสายน้ำหยด โดยใช้สายน้ำหยดระยะ 30 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำแบบหยด9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก ที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร 2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30- 45 วัน ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3) จำนวนหน่อต่อกอ จำนวนกอ และความสูง เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (2 แถวกลาง)4) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ3 6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง จำนวนลำ/กอ จำนวนกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย5) ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ ความยาวลำเส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส)6) สภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุการเจริญเติบโตของอ้อยปลูก7) การเข้าทำลายของโรคและแมลง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสรุปผลการทดลอง8) ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินจากอัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ย ต่อรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ย (Value to cost ratio, VCR)10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร ต.ท่าดินดำ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 2569 2 ไร่


46 ทะเบียนวิจัยปี 256911. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567 สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 59,400 38,000 - - 97,400


47 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ2. ชื่อโครงการวิจัย 22.3วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหาร ตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่ภาคกลางที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง4. ชื่อการทดลอง 1.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน ศุภกาญจน์ ล้วนมณี นงลักษ์ ปั้นลายวาสนา วันดี มณีรัตน์ รุจิณรงค์ นันทวัน มีศรี มานิตย์ สุขนิมิตรณิชนันท์ พิเชียรสดใส6. หลักการและเหตุผลปัจจุบันความต้องการผลผลิตอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีโรงงานน้ำตาลมากขึ้น ประกอบกับอ้อยเป็นพืชทดแทนตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในปี 2566/2567 ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11.13 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.96 ล้านไร่ ภาคกลาง 2.92 ล้านไร่ ภาคเหนือ 2.61 ล้านไร่และภาคตะวันออก 0.64 ล้านไร่แม้ว่าอ้อยจะเป็นพืชที่ปลูกได้หลากหลายพื้นที่ แต่มีข้อจำกัดของการปลูกอ้อยในพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสมทำให้ผลผลิตต่ำและไว้ตอได้น้อย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง ได้รับผลตอบแทนต่ำหรือขาดทุนในบางปีจังหวัดกาญจนบุรี เป็นแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญของประเทศ ในปี 2566/2567 มีพื้นที่ปลูกอ้อย 703,640 ไร่ มากที่สุดของภาคกลาง และมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองจากจังหวัด กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุดรธานี แต่การปลูกอ้อยในจังหวัดกาญจนบุรีมีข้อจำกัดและปัญหาด้านโครงสร้างดินเนื่องจากดินมีอนุภาคของทรายแป้งที่ละเอียดอยู่มาก จึงง่ายต่อการอัดตัวแน่นเป็นแผ่นแข็งของผิวหน้าดิน ทำให้ดินแน่นทึบ ระบายน้ำและอากาศได้ยาก ในสภาวะฝนทิ้งช่วง ดินที่แน่นทึบจะยึดเกาะน้ำไว้ไม่ดี ทำให้อ้อยขาดน้ำในบางช่วง ส่งผลให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตต่ำ กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและพัฒนาการจัดการดินและธาตุอาหารในการผลิตอ้อยมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การวิจัยที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้น


Click to View FlipBook Version